อร่อยเรียงลำดับ ต้นสำรับไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 16:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/476769

อร่อยเรียงลำดับ ต้นสำรับไทย

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

จะว่าไปแล้ววิถีชีวิตของคนไทยนั้นแสนจะเรียบง่าย แต่ก็ใช่จะง่ายเสียทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องศิลปะของอาหารการกินนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่คนไทยให้ความสำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่ง สังเกตได้จากสำนวนไทยที่แสดงถึงความสำคัญของอาหารการกินนั้นมีอยู่มากมาย อาทิ รู้จักทำมาหากิน กตัญญูรู้คุณข้าวแดงแกงร้อน รู้เท่าทันไม่ปล่อยให้ใครมาต้มยำทำแกง

กระทั่งการปลูกบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กันเป็นหมู่บ้าน หรือไม่ก็มักปลูกบ้านริมน้ำ จับปลา เก็บผัก มาต้มยำทำแกงกันอย่างสนุกสนาน ถ้ามีที่เหลือนิดหน่อยก็จะปลูกพืชผักสวนครัวกัน พืชผักเหล่านี้สามารถนำมาปรุงอาหารได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการกินอยู่ของคนไทยจึงมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติแวดล้อม รวมถึงความพิถีพิถันในการปรุงให้แต่ละเมนูนั้นถูกปากถูกใจคนที่ได้ลิ้มลอง

อาหารไทยของเรานั้นจึงถือว่าเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เพราะว่ามีสูตรการปรุงการจัดตกแต่งและรสชาติที่แตกต่างจากชาติอื่น นำมาซึ่งภาชนะที่ใส่อาหารที่คนไทยรู้จักกันตั้งแต่เด็กว่าสำรับ คำว่า สำรับ ก็คือภาชนะที่ใส่จาน ถ้วย อาหารสำรับจึงหมายถึงการจัดอาหารหลายอย่างหลายชนิดไว้ในสำรับเดียวกัน

คนไทยเราตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เวลารับประทานอาหารมักจัดอาหารใส่ในสำรับเดียวกัน เพื่อสะดวกในการจัดและรับประทาน โดยเฉพาะคนแถบภาคเหนือและภาคอีสาน จะนั่งเป็นวงกลมรับประทานพร้อมกันทั้งบ้าน ในสำรับนั้นก็จะประกอบด้วย อาหารคาว อาหารหวาน พร้อมเครื่องเคียงจำพวกผักนานาชนิด

“อาหารไทยถ้าเท้าความไปแล้วมีบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เวลาเขาเสิร์ฟให้เจ้านายจะเสิร์ฟเป็นสำรับ จริงๆ ก็หากันนะว่าแท้จริงแล้วอาหารไทยเริ่มเสิร์ฟเป็นสำรับมาตั้งแต่สมัยใด ก็ไปเจอที่เป็นหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ที่เสิร์ฟเป็นสำรับจากการพบถ้วยโคมกับจานโคม ที่เรารู้จักกันในนามถ้วยชามสังคโลก คิดว่าน่าจะเริ่มตั้งแต่ตอนนั้น แต่สมัยนั้นยังไม่ใช้จานแต่จะเป็นการใช้ชาม แล้วก็พูดอีกว่าในหนึ่งสำรับต้องมีเมนูไม่ต่ำกว่า 10 อย่าง ซึ่งจะจัดเรียงกันมาอย่างพิถีพิถัน”

 

นั่นคือคำบอกเล่าของ นก-พชรพรรณ กิตติกรณ์ เชฟสาวคนเก่งแห่งร้านอากาศดี ที่ผูกพันกับอาหารไทยมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย เหตุเพราะถูกคุณแม่ปลูกฝังแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตั้งแต่ช่วยโขลกน้ำพริก เตรียมผัก เตรียมเนื้อ มารู้ตัวอีกทีก็หลงรักอาหารไทยเข้าอย่างจังเสียแล้ว

“เราไม่อยากทำอาหารแบบผิวๆ ได้รสมือมาจากคุณแม่ที่อยู่ในครัวตลอด เสียงตำครกเหมือนเป็นนาฬิกาปลุกลูกๆ เช้ามาตีสี่ครึ่งก็จะเริ่มโขลกแล้ว แม่เป็นคนอ่างทองเสียงเหน่อ เขามีประวัติอีกนะว่าคนเสียงเหน่อเป็นคนเมืองหลวง คนที่เสียงไม่เหน่อนี่คนบ้านนอกเลย แม่จะเรียกเข้าไปเป็นลูกมือ มาช่วยเด็ด ช่วยตำ ช่วยเตรียม แล้วมันก็ได้มาโดยเราไม่รู้ตัว

ที่บ้านจะไม่ซื้ออาหารนอกบ้านกินเลย แม่ภูมิใจเสนอทุกมื้อ เราเลยอยากเล่าเรื่องและรักษาอาหารไทยสมัยปู่ย่าตายาเอาไว้ ซึ่งเริ่มหาไม่ได้แล้วสมัยนี้ ส่วนใหญ่ที่มีจะเป็นอาหารไทยฟิวชั่น เราอยากกินน้ำพริก อยากกินแกง อยากกินตำยำขยำโขลก คือการกินอาหารแบบไม่ใช้ไฟ อย่างคนในสมัยก่อนเวลาไปทำนาเขาก็จะมีครกไปใบหนึ่ง เอาข้าวมาจากบ้าน แล้วจะจับปูนาได้ เด็ดผักได้ก็จะเอามาตำ มาขยำ มาโขลกกันในท้องไร่ท้องนา แค่นี้ก็อร่อยแล้ว”

ยิ่งฟังแม่ครัวสาวใจดีบอกเล่า ยิ่งเป็นการกระตุ้นต่อมชวนให้ลิ้มลองยิ่งนัก เธอยังบอกเล่าอย่างออกรสอีกว่า อาหารไทยถ้าจะกินแล้วรู้สึกพิเศษและอร่อยมากกว่าเดิมนั้น ต้องกินแบบเรียงลำดับความอร่อย

“อาหารแต่ละช่วงก็จะต่างกัน ที่เรียงรสชาติความอร่อยแม่จะบอกว่าเราต้องเริ่มจากอาหารที่มีรสชาติอ่อนก่อน ง่ายๆ เลยอย่างผลไม้ ลำไยกับแตงโม แม่บอกว่าถ้าไปกินลำไยที่รสหวานจัดก่อนไปกินแตงโมก็จบเลยเราจะกินแตงโมแบบไม่รู้รส

ดังนั้นการกินอาหารให้ได้รสชาติเรียกว่ารายละเอียดสำคัญอีกประการ ก็คือต้องกินอาหารแล้วเรียงลำดับแล้วเราจะรู้สึกว่าทำไมอาหารวันนี้มันโคตรอร่อยเลย มันถูกจัดการมาแล้ว เรียงลำดับตามรสชาติ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม รสจากรสอ่อนที่เบาที่สุด อ่อนที่สุด ไล่ไปจนถึงรสเข้มที่สุด ในสำรับต้องมีแบบครบรส ทั้งเปรี้ยว เค็ม หวาน ความอร่อยก็จะบังเกิด อาหารที่อร่อยที่สุดไม่ใช่ว่าเป็นอาหารจานเลิศหรูเพอร์เฟกต์ บางครั้งอาจเป็นอาหารจานธรรมดา ที่เรากินแบบเรียงลำดับรสชาติ มันก็จะกลายเป็นอาหารจานที่อร่อยที่สุด”

 

จะว่าไปแล้วการจัดสำรับจึงให้ความรู้สึกที่พิเศษและอร่อย อาหารรสอ่อนเป็นเหมือนจานแอพพิไทเซอร์ เช่นเดียวกับที่อากาศดีที่จะเน้นเสิร์ฟอาหารแบบเรียงลำดับ ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า ว่าจะให้ทางร้านจัดเรียงให้หรือไม่ โดยเมนูอาหารของร้านจะจัดเรียง ตั้งแต่อาหารจานที่มีรสชาติอ่อนที่สุดไปจนถึงจานที่มีรสชาติจัดจ้านที่สุด

สำรับวันนี้แม่ครัวสาวจัดสำรับอาหารไทยโบราณสำหรับเราโดยเฉพาะ อาหารที่เราคุ้นเคยเมื่อสมัยยังเด็กถูกจัดเรียงมาในสำรับอย่างสวยงาม เหนืออื่นใดอาหารจานง่ายๆ กลับกลายเป็นมื้ออาหารที่สุดพิเศษ เมื่อได้ลิ้มรสมือ เธอตั้งชื่อสำรับนี้ว่าสำรับอากาศดี

เริ่มต้นออกสตาร์ทต่อมลิ้นให้รับรสด้วยเมนูเบาๆ อย่าง เมนูไข่ตุ๋นกุ้งกระเทียม เพราะว่าเป็นรสอ่อนจะช่วยปลุกให้เรารับรู้รสชาติอาหาร เริ่มจากนำไข่ไปตุ๋นเหมือนกับไข่ตุ๋นทั่วไป จากนั้นนำเครื่องปรุงที่เป็นกระเทียม พริกไทย รากผักชี มาตำแล้วหมักกับกุ้งกุลาสด จากนั้นนำไปผัดจนสุกและหอม แล้วนำมาราดบนไข่ตุ๋นที่นึ่งไว้แล้ว ท็อปด้วยกระเทียมเจียวและต้นหอมซอยเวลาเสิร์ฟ เมนูนี้เป็นการเรียกน้ำย่อยอีกวิธีหนึ่งของสำรับไทย

ต่อด้วยน้ำพริกกะปิกุ้งสด น้ำพริกเบสิกของสำรับไทย ถ้าเราตำน้ำพริกกะปิได้แล้ว เราจะตำน้ำพริกอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกมะดัน น้ำพริกกระท้อน แม่ครัวคนสวยว่าไว้อย่างนั้น น้ำพริกหลายๆ อย่างเราก็ตำได้ เพียงแต่คำว่าเบสิกเราก็ต้องทำให้อร่อย

แม่ครัวคนสวยยังบอกว่า เริ่มตั้งแต่การเลือกกะปิต้องใช้กะปิชั้นดี ทางร้านจะเลือกกะปิจาก จ.ระนอง ที่เป็นเคยหรือกุ้งล้วนๆ ชิมแล้วจะอร่อย เหมาะกับการตำน้ำพริก แล้วใช้พริกขี้หนูสวนไทยแท้เม็ดเล็ก เผ็ดและหอม มาตำกับกระเทียม ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำตาลมะพร้าว กินคู่กับผักดองจะเข้าขากันมาก เนื่องจากน้ำพริกกะปิจะออกรสชาติเค็ม ส่วนผักดองจะออกรสเปรี้ยวมันจะเข้าขากัน แล้วเสิร์ฟด้วยผักพื้นบ้านที่เป็นทั้งผักสดและผักลวก เป็นการช่วยเสริมรสชาติอีกที ต่อด้วยปลาทูทอด ที่เลือกใช้ปลาทูแม่กลอง หน้างอคอหัก นำไปทอดจนกรอบ

แล้วต้องกินแกล้มกับหมูต้มเค็มโบราณ เนื้อหมูส่วนขาหน้าตุ๋นกับเครื่องเทศ พริกไทย กระเทียม รากผักชี น้ำตาลมะพร้าว ช่วยให้หอมและเข้มข้นโดยไม่ต้องอาศัยผงชูรสใดๆ เคี่ยวกับเกลือและน้ำปลาอย่างดี ที่ใช้ทั้งเกลือและน้ำปลา แม่ครัวบอกว่าเป็นเคล็ดลับตั้งแต่โบราณ คือเกลือมีความเข้มข้นในรสชาติ ส่วนน้ำปลาจะช่วยทำให้กลมกล่อม เคี่ยวจนยุ่ย แต่ถ้าไม่ต้มเค็มหมูก็น่าจะกินกับหมูหวานจะเข้ากันมาก เพราะความหวานจะมาช่วยตัดความเค็มของน้ำพริกกะปิได้อย่างเนียนๆ

สัมผัสความอร่อยของสำรับไทยที่กินแบบเรียงลำดับว่าจะรสชาติอร่อยเริ่ดเพียงใดได้ที่ ร้านอากาศดี (Ahh Kard D) ซอยประดิพัทธ์ 10 ถนนประดิพัทธ์ เปิดบริการตั้งแต่เวลา 11.30-22.00 น. และวันศุกร์-เสาร์ เวลา 11.30-23.00 น. โทร. 08-1889-9983 เฟซบุ๊ก Ahh-kard-d

 

ฉลองเทศกาลตรุษจีน ฉบับเพนนินซูลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 16:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/476765

ฉลองเทศกาลตรุษจีน ฉบับเพนนินซูลา

ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนพร้อมต้อนรับปีไก่ ด้วยความอร่อยฉบับเพนนินซูลา พร้อมชมการเชิดสิงโตเพื่อความเป็นสิริมงคล ณ โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ

เซตเมนูอาหารมงคลตำรับจีนกวางตุ้ง ณ ห้องอาหารจีนเหม่ยเจียง นำเสนอเซตเมนูอาหารกลางวันตำรับกวางตุ้ง ปรุงโดย เชฟแจ๊กกี้ โฮ หัวหน้าพ่อครัวอาหารจีน ประจำโรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ ซึ่งนำเอาทักษะและความชำนาญด้านการปรุงอาหารจีนกวางตุ้งขนานแท้มาปรุงเมนูตำรับพิเศษ

สำหรับเทศกาลตรุษจีนให้เลือกสองเซต ได้แก่ “เซตเมนูโชคลาภ” ราคา 2,380 บาท++/ท่าน ประกอบไปด้วยซุปกระเพาะปลาเป๋าฮื้อ หอยนางรมตุ๋นสาหร่ายทะเล กุ้งนึ่งซอสเห็ดยูนนานมะเขือยาว ปลากะพงทะเลราดซอสเปรี้ยวหวาน ข้าวเหนียวผัดทรงเครื่อง บัวลอยงาดำในครีมถั่วแดง และขนมหวานตำรับจีน

 

“เซตเมนูสมบูรณ์มั่งมี” ราคา 2,880 บาท++/ท่าน ประกอบไปด้วย ซาชิมิปลาแซลมอน “หยี่ ซาง” ซุปกระเพาะปลาไก่ตอน เป๋าฮื้อหอยนางรมแห้งน้ำแดง ผัดบร็อกโคลี่กับเนื้อปูและยูนนานแฮม หมูสันในออสเตรเลียพริกไทยดำ บะหมี่ตุ๋นเป็ดอบเห็ดอิโนกิ บัวลอยงาดำในครีมถั่วแดง และขนมหวานตำรับจีนให้รับประทานร่วมกันทั้งครอบครัวอย่างพร้อมหน้า

เซตเมนูอาหารมงคลต้อนรับตรุษจีน ให้บริการตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.-5 ก.พ. มื้อกลางวันตั้งแต่เวลา 11.30- 14.30 น. และมื้อเย็นตั้งแต่เวลา 18.00-22.30 น.

นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกอิ่มอร่อยกับชุดน้ำชายามบ่าย ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารและของว่างตำรับจีน ณ เดอะ ล็อบบี้ โดยเชฟนิโคลาส์ เพลลัว หัวหน้าพ่อครัวเบเกอรี่ของโรงแรม รังสรรค์ชุดน้ำชายามบ่ายตำรับจีน โดยนำอาหารจีนตำรับกวางตุ้งมาผสานกับขนมตะวันตกได้อย่างลงตัว

 

ตั้งแต่เป็ดปักกิ่งเสิร์ฟเป็นคำพร้อมรับประทาน ข้าวเหนียวห่อใบบัวไส้ไก่ พัฟฟ์ไส้หมูแดงสูตรต้นตำรับจากห้องอาหารจีนเหม่ยเจียง ในส่วนของขนมหวาน เชฟนิโคลาส์ได้นำเอาความคิดสร้างสรรค์จากประสบการณ์ที่เคยได้ร่วมงานกับเชฟมิชลินสตาร์ชื่อดังหลายท่าน และได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูจานเด่นของอาหารจีน มาออกแบบเป็นของว่างรูปทรงน่ารับประทาน อาทิ ขนมงาดำเสิร์ฟในรูปทรงโคมจีน มูสรสส้มแมนดารินในรูปทรงผลส้ม มูสอัลมอนด์ในรูปทรงทองก้อนเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นต้น

ชุดน้ำชายามบ่ายตำรับจีนราคา 888 บาท++/ท่าน บริการทุกวันระหว่างวันนี้-31 ม.ค. เวลา 14.00-18.00 น. พร้อมชมทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาจากโต๊ะรับประทานอาหาร

สำรองที่นั่งและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ โทร. 02-020-2888 หรืออีเมล diningpbk@peninsula.com

 

เอ็ทตี้ทเวนตี้ สมบูรณ์แบบด้วยวัตถุดิบไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 16:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/476764

เอ็ทตี้ทเวนตี้ สมบูรณ์แบบด้วยวัตถุดิบไทย

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เจริญกรุงเป็นย่านเก่าในกรุงเทพฯ มีเสน่ห์เพราะอบอวลไปด้วยวิถีชีวิตของผู้คนพ่อค้าแม่ขายความคึกคักของตลาดสด เช่น ตลาดน้อย แม้ถูกสังคมใหม่รุกเข้าไปแต่ไม่ใช่การกล้ำกลายทว่าเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความคลาสสิกกับโมเดิร์น เฉกเช่นการเกิดขึ้นของเอ็ทตี้ทเวนตี้ (80/20) ร้านอาหารสไตล์ไฟน์ไดนิ่ง

ชื่อร้านเอ็ทตี้ทเวนตี้เกิดจากคอนเซ็ปต์การใช้วัตุดิบไทยในการประกอบอาหาร 80% ของนำเข้าอีก 20% และยังหาผักพื้นบ้านที่แม้แต่คนไทยเองยังไม่ค่อยมีโอกาสได้รับประทาน ไม่ค่อยนำมาประกอบอาหาร หรือไม่รู้จักกันแล้ว เช่น ผักปรัง มะอึก โดยมีโจทย์ว่า “เอาวัตถุดิบไทยมาทำให้ดีกว่าเดิม”

 

แม้จะชูวัตถุดิบไทยแต่หน้าตาและชื่อรายการอาหารนั้นเป็นเวสเทิร์น/เฟรนช์ คูซีน ยังรวมถึงการตกแต่งร้านโครงสร้างเป็นอินดัสเทรียล ลอฟท์ เล่นเฉดสีไม้จากเฟอร์นิเจอร์และสีดำของโครงสร้างเหล็ก หากยังนำข้าวของเครื่องใช้อย่างไทยเข้าไปผสมผสาน เครื่องจักสาน หวาย เหล็กดัดลวดลายไทย ซึ่งมองมาจากภายนอกร้านยังกลมกลืนกับชุมชนเก่าแก่แต่มีลูกเล่นของคนรุ่นใหม่แทรกซึมอยู่

เมนูมีไม่มาก แต่สังเกตว่าพนักงานมีจำนวนมาก เพราะ 80/20 ตั้งใจให้แต่ละจานนั้นพิเศษ คัดวัตถุดิบและปรุงกันสดๆ หุ้นส่วนของร้านล้วนลงมาเป็นเชฟเองและทำงานบริการถึงโต๊ะลูกค้าอย่างใส่ใจ เพื่อนำเสนอว่าแต่ละเมนูนั้นพวกเขาคิดและรังสรรค์วัตถุดิบไทยเข้าไปอย่างไรบ้าง

 

เอ็ทตี้ทเวนตี้ใช้ครัวเปิดให้ลูกค้าได้เห็นสกิลของเชฟ ทั้งทำอาหาร เครื่องดื่ม ขนมหวาน อย่างจานนี้ Pumpkin & Basil โดยเพสตรี้เชฟชาวญี่ปุ่น ซากิ โฮชิโนะ ทำคุกกี้จากเมล็ดฟักทอง ทาด้วยกานาชฟักทองสีเหลืองสวย เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมโหระพาและเม็ดแมงลักคลุกมะนาว หรือเครื่องดื่มโมจิโต้โหระพา โดย ธนาวุฒิ โกศลวงศ์ ผู้คิดสูตรคอกเท็ลซิกเนเจอร์ของร้านทุกตัว แน่นอนว่าน้ำตาลมะพร้าว ขิง ใบมะกรูด ตะไคร้ ถูกนำมาใช้แน่ เพราะไม่ว่าจะอาหาร ของหวาน เครื่องดื่ม ต้องมีรสชาติความเป็นไทยซ่อนอยู่ตามเจตนารมณ์

ร้านเอ็ทตี้ทเวนตี้ เจริญกรุง 26 บริการเวลา 18.00-24.00 น. (ครัวปิด 22.30 น.) ทุกวัน (ปิดวันอังคาร) ไม่มีที่จอดรถ และแนะนำให้สำรองที่นั่งก่อน โทร. 08-7593-1936

 

ศิษย์นายหยา อร่อยล้ำร้านดังกำแพงเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 15:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/476763

ศิษย์นายหยา อร่อยล้ำร้านดังกำแพงเพชร

โดย…ชายโย

ไปถึงกำแพงเพชรเมืองเล็กๆ ที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ทั้งที คนท้องที่แนะนำว่าต้องมากินอาหารที่ร้านศิษย์นายหยาแถวๆ ถนนเทศา 2 ซอย 15  เลียบกำแพงเมืองเก่า เป็นร้านริมถนนที่มีสปอนเซอร์สนับสนุนเต็มร้านไปหมด เพราะมีของเด็ดอย่างก๋วยเตี๋ยวไก่ แต่เมนูอื่นๆ ก็ไม่ใช่ย่อย ทั้งบะหมี่เกี๊ยว และข้าวหมูแดง หมูกรอบ ข้าวมันไก่ ร้านนี้ใช้ได้เลย

เปิดด้วยเมนูข้าวหมูกรอบ แต่ใช้ข้าวมันไก่แทนข้าวสวยเป็นเมนูสั่งพิเศษ เพราะตอนไปช่วงบ่าย 2 ข้าวสวยหมดพอดีเหลือแต่ข้าวมัน เลยจัดมาผสมกันสักครั้งในชีวิต เสิร์ฟมามีทั้งน้ำราดหมูแดงและน้ำจิ้มไก่มาคู่กันในจาน ปกติแล้วร้านที่เด่นเรื่องข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดงจะด้อยแต่ร้านนี้กลับไม่ใช่อร่อยทั้งคู่ น้ำราดหมูแดงที่ให้มารสชาติเทียบเคียงร้านดังๆ ในกรุงเทพฯ ได้เลย หมูกรอบก็กรอบอร่อยราวกับเพิ่งทอดเสร็จใหม่ๆ ส่วนน้ำจิ้มข้าวมันไก่ก็รสชาติเด็ดจัดจ้าน กินคำแรกเข้าไปถึงกับร้องใช่เลย ไม่มากไม่น้อยไป รับประทานคู่กันก็อร่อยเข้าปากดี

ลองสั่งเกาเหลามาอีกสักชาม เพื่อลองดูว่ารสชาติน้ำก๋วยเตี๋ยวของเขานั้นเป็นอย่างไร รสสัมผัสแรกรู้สึกได้ถึงความกลมกล่อม จะปรุงแบบไหนก็รสชาติอร่อย เพราะพื้นฐานมาดีอยู่แล้ว ส่วนข้าวมันไก่ก็เนื้อแน่น นุ่ม แต่ไม่เหนียว ต้มได้ที่กำลังเหมาะ ความหวานฉ่ำอยู่ในเนื้อ ข้าวมันก็หุงออกมาได้ไม่แฉะ ไม่อมน้ำมันจนเลี่ยน มีความหอมและนุ่ม กินเปล่าๆ ก็ยังอร่อย

ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น. โทร. 08-9644-7316

 

ข้าวเหนียวมะม่วง แม่เรไร ครองใจคนขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/476681

ข้าวเหนียวมะม่วง แม่เรไร ครองใจคนขอนแก่น

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

หากจะถามถึงข้าวเหนียวมะม่วง ขนมหวานทานง่ายที่เด็ดโดนใจคนขอนแก่น หลายคนต้องเอ่ยถึง “ข้าวเหนียวมะม่วง แม่เรไร” ที่ยังคงยืนหยัดขายข้าวเหนียวมะม่วงและขนมไทย คู่ชาวขอนแก่นมานานกว่า 40 ปี ด้วยสูตรเด่นเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร และใส่ใจในทุกรายละเอียด จึงอดไม่ได้ที่ทีมข่าวของเราจะไปลองลิ้มชิมรสชาติของข้าวเหนียวมะม่วงที่ใครต่อใครต้องยกนิ้วให้และบอกต่อทุกคราว่าเมื่อมาขอนแก่นแล้วไม่ได้มาลองชิม เรียกได้ว่า มาไม่ถึงขอนแก่นเลยทีเดียว

ร้านข้าวเหนียวมะม่วง แม่เรไร ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าตลาดโต้รุ่งรื่นจิตร ภายในเขตเทศบาลนครขอนแก่น อยู่ตรงข้าม ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือและโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 09.30-22.30 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด เมื่อเข้ามาถึงตลาดแล้วจะเห็นร้านตั้งเด่นเป็นตระหง่านอยู่ด้านหน้า มีลูกค้ายืนรอต่อคิวเลือกซื้อกันตลอดทั้งวัน ด้วยการจัดร้านที่ชูข้าวเหนียวมูนสูตรพิเศษของทางร้านที่ทำขึ้นวันต่อวันและมะม่วงตามฤดูกาลวางเรียงราย เหลืองอร่ามชวนให้น้ำลายไหล

 

เทพรักษ์ บุญรักษา กล่าวว่า ร้านขนมแม่เรไร อยู่คู่กับคนขอนแก่นมานานกว่า 40 ปีแล้ว เรียกได้ว่าอยู่คู่กับตลาดแห่งนี้มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง โดยคุณแม่ซึ่งชื่นชอบข้าวเหนียวมะม่วงได้คิดค้นสูตรพิเศษเฉพาะของข้าวเหนียว และน้ำกะทิ ขึ้นมาก่อนนำมาทำจำหน่าย ทุกวันนี้คุณแม่ก็ยังคงมาจำหน่ายทุกวัน

ข้าวเหนียวมะม่วงของทางร้านนั้นจะใช้เฉพาะข้าวเหนียวเขี้ยวงู ที่คัดพิเศษเฉพาะเท่านั้น แต่ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ข้าวเหนียวใหม่ ก็มีทำมาจำหน่ายบ้าง แต่ทางร้านจะยืนที่ข้าวเหนียวเขี้ยวงูมาผสมกับน้ำกะทิและน้ำตาลนิดหน่อย หรือที่เราเรียกกันว่า มูนข้าวเหนียว แต่ละวันร้านจะทำจำหน่ายที่วันละ 15 กิโลกรัม และทำจำหน่ายแบบวันต่อวัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานข้าวเหนียวที่ใหม่ สด สะอาด และอร่อยชุ่มฉ่ำด้วยส่วนผสมที่ร้านได้ทำขึ้นมาเฉพาะ ที่เรียกว่าเป็นสูตรเด็ดโดนใจครองใจคนขอนแก่นมาอย่างยาวนาน

 

“ในส่วนของมะม่วงนั้น เราจำหน่ายกันตามฤดูกาล อย่างเช่นในช่วงนี้ เราจะใช้มะม่วงอกร่องและมะม่วงน้ำดอกไม้ ขณะที่ปลายปีจะเป็นมะม่วงโชคอนันต์ คัดพิเศษจากส่วนมะม่วงของเกษตรกร อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น เรียกว่าผลผลิตและวัตถุดิบทั้งหมด เรารับซื้อโดยตรงกับเกษตรกรขอนแก่น ที่สด ใหม่ และตรงตามฤดูกาล และสามารถจำหน่ายข้าวเหนียวมะม่วงของทางร้านให้กับลูกค้าได้ตลอดทั้งปี”

เทพรักษ์ กล่าวอีกว่า ข้าวเหนียวมะม่วง แม่เรไร จำหน่ายชุดละ 50 บาท ประกอบด้วย ข้าวเหนียว 1 ขีดครึ่ง มะม่วงสุกเหลืองทอง 1 ลูก ราดด้วยน้ำกะทิและโรยด้วยถั่วเหลือง ซึ่งการมูนข้าวเหนียวมะม่วงนั้น จะต้องนึ่งข้าวเหนียวให้ได้ที่ก่อน จากนั้นจะผสมกับน้ำกะทิและน้ำตาลในสูตรเฉพาะของทางร้านเพื่อให้ข้าวเหนียวนั้นมูนได้ที่ ไม่หวานเกินไป ไม่เค็มเกินไป และที่สำคัญคือข้าวทุกเม็ดจะถูกผสมกับส่วนผสมต่างๆ ที่เข้าถึงเครื่องทุกเม็ด ส่วนข้าวเหนียวแก้ว ข้าวเหนียวแดง และข้าวเหนียวตัด ก็มีขายในราคาชิ้นละ 10 บาท โทร. 08-1964-6575

 

Cold Sandwiches: แซนด์วิชไก่ฉีกเเบบโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/476675

Cold Sandwiches: แซนด์วิชไก่ฉีกเเบบโบราณ

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

สมัยก่อนช่วงวัยรุ่นขยันเรียนหนังสือมาก เพราะรู้ตัวว่าเกรดตอนปีหนึ่งที่แสนจะเสเพลนั้นห่วยแตก พอถึงเวลาเกรดออกถึงกับหงายหลัง จากเด็กที่เรียนดีกลายมาเป็นที่โหล่ของชั้นเรียน ช่วงปีหลังๆ จึงต้องพยายามอ่านหนังสือเพื่อจะถีบตัวเองขึ้นมา ต้องขอบคุณร้านขายขนมจิปาถะหน้าหอสมุดกลาง เพราะช่วยให้หายหิวระหว่างอ่านหนังสือ ทุกช่วงเวลาที่ว่าง จนการเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เมนูหนึ่งที่กินเป็นประจำเวลาหิวๆ หรืออยากพักสายตาลงมาหาน้ำตาลเข้าสู่สมอง คือ แซนด์วิชชิ้นละ 5 บาท ไส้แซนด์วิชยอดนิยม คือ แฮมชิ้นบางๆ ป้ายน้ำสลัดสีเหลืองรสหวานๆ ส่วนอีกชิ้นหนึ่งคือ หมูหยอง กินแล้วอร่อยถูกใจ ส่วนอีกไส้หนึ่งที่กินประจำคือ แซนด์วิชไส้ไก่แบบโบราณๆ เลย ที่ว่า “โบราณๆ” คือเป็น Interpretation หรือการแปลความของวัฒนธรรมการกินแซนด์วิชของฝรั่ง มาสู่แซนด์วิชแบบไทยๆ เรา ทั้งรสชาติและส่วนผสม ที่ได้อารมณ์กุ๊กช็อปนิดๆ

เชื่อว่า แซนด์วิชไส้ไก่แบบโบราณนั้นได้ไอเดียหรือแนวทางมาจาก Chicken Salad ของฝรั่งเขา มีส่วนผสมตามตำราอาหารคลาสสิกของฝรั่งคือ อกไก่หั่นเต๋า มายองเนส เซเลอรี่ และเครื่องปรุงรส รับประทานกับสลัด และแน่นอนว่าคงมีการเติมแต่งกินร่วมกับขนมปัง เดาว่านี่แหละที่เป็นที่มาของไส้แซนด์วิชไก่ฉีกที่เรานำมาปรับเปลี่ยนเป็นไส้แซนด์วิชไก่ฉีกแบบโบราณ ที่รสชาติสไตล์ไทยๆ ที่เราถูกปาก

สมัยสัก 10 กว่าปีก่อน ที่ร้านสะดวกซื้อยังไม่ได้มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงอย่างเช่นทุกวันนี้ แซนด์วิชไก่ฉีกเป็นที่นิยมถึงขนาดที่ว่า ตามช่องแช่เย็นในซูเปอร์มาร์เก็ตต้องมี “ไส้แซนด์วิชไก่” ขายเป็นกระปุกอยู่ในช่องแช่เย็นเป็นส่วนผสมง่ายที่หลายๆ ครัวเรือนมีติดไว้ ป้ายกับขนมปังกลายเป็นแซนด์วิชง่าย ที่ทำเองที่บ้าน

แต่ปัจจุบันนี้หากไปมองหาตามตู้แช่เย็นในซูเปอร์ฯ กลับพบว่าเกือบจะไม่มีขายแล้ว อาจเป็นเพราะความนิยมในการกินแซนด์วิชไส้ไก่ลดลงไป วิถีการกินของคนเราเปลี่ยนไปตามจำนวนร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทั่วทุกมุม ถ้าหิวเมื่อไหร่ ก็วิ่งเข้าร้านสะดวกซื้อ มีแซนด์วิชให้เลือกหลากหลายรส ทั้งแบบเย็นและแบบอุณหภูมิห้อง

 

แต่อย่างไรก็ไม่มีแซนด์วิชไหนอร่อยเท่ากับแซนด์วิชไส้ไก่ในความทรงจำสมัยวัยเด็ก ขนมปังสีขาวป้ายด้วยแซนด์วิชไส้ไก่ฉีก รสไก่ฉีกที่มีไก่น้อยนิด มีไข่ต้มสับๆ ผสมอยู่ด้วยพร้อมกับหัวหอมใหญ่รสหวานๆ ฉุนๆ และแครอตนิดหน่อย มีมายองเนสน้อยๆ กินแล้วเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ

ฉบับนี้จึงขอเอาสูตรแซนด์วิชไก่ฉีกสีเหลืองๆ มาทดลองทำ เริ่มจากการเลือกเนื้อไก่ เลือกเป็นส่วนอกไก่ หรือจะเป็นสันในไก่ เริ่มต้มไก่ในน้ำเกลือ รอให้น้ำเกลือเดือดเบาๆ หรี่ไฟลงหย่อนเนื้อไก่ลงไปต้มเบาๆ สังเกตดูเมื่อเนื้อไก่สุก ให้ทดสอบดูว่าสุกโดยฉีกดูสักชิ้นให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เนื้อไก่ไม่ควรจะสุกจนเกินไปเพราะจะแข็งแห้งไม่อร่อย โดยเฉพาะเนื้อส่วนอกไก่ รีบตักเนื้อไก่แช่น้ำเย็นจัดๆ จะยิ่งทำให้เนื้อไก่เก็บได้นานขึ้น และไส้ไก่ของเราเก็บได้นานขึ้นด้วย เมื่อเนื้อไก่เย็นสนิทแล้ว สะเด็ดน้ำให้หมาดๆ แล้วสับ ยี หรือฉีกเนื้อไก่ให้แหลก ก่อนจะผสมกับส่วนผสมอื่นๆ

ผักที่เลือกใช้ อาศัยดึงจากความทรงจำ และสังเกตจากไส้แซนด์วิชสำเร็จรูปที่ขายเป็นกระปุกๆ จะมีกะหล่ำปลี แครอต หัวหอมใหญ่ ผักทั้ง 3 ชนิดมีจุดประสงค์ในการเติมลงไปต่างกัน อย่างกะหล่ำปลีและแครอตช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสที่กรุบๆ แต่ผักเหล่านี้มีน้ำ จำเป็นต้องเอาน้ำบางส่วนจากในผักออกก่อน ไม่เช่นนั้นไส้แซนด์วิชจะเหลวเป็นน้ำเมื่อเก็บไว้ กรรมวิธีนี้จะช่วยรักษาไส้แซนด์วิชให้เก็บได้นานขึ้น เราจำเป็นต้องใช้เกลือในการ “Salting out” เอาน้ำออกจากผักทั้งสองชนิดก่อน เคล้าผักกับเกลือทิ้งไว้สักพัก ผักจะคายน้ำออกมา แล้วเราจึงค่อยล้างเอาเกลือออก แล้วบีบน้ำให้หมาดก่อนจะผสมลงกับเครื่องปรุงรสอื่นๆ

ส่วนผสมหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ มัสตาร์ด เพราะเป็นเอกลักษณ์ของแซนด์วิชไก่แบบโบราณ ที่ต้องออกสีเหลืองสักนิด มัสตาร์ดที่เลือกใช้เป็น American Yellow Mustard ที่มีสีเหลืองแบบที่เรียกว่า Mustard Yellow แต่อันที่จริงแล้วมัสตาร์ดแบบอเมริกันนั้น มีสีเหลืองมาจากขมิ้นที่เป็นส่วนผสม มัสตาร์ดแบบนี้เล่นเอางง เพราะบางคนเผลอไปเรียก French’s จากฉลากหรือยี่ห้อ อันที่จริงไม่ได้เกี่ยวกับมัสตาร์ดแบบฝรั่งเศสเลย แต่เป็นเพราะคนคิดชื่อมัสตาร์ดแบบอเมริกันนี้นามสกุล French ต่างหากเล่า

ไส้ไก่นี้เก็บไว้ในตู้เย็นได้เกือบสัปดาห์ แทนที่จะทาลงบนขนมปังเลย สามารถเก็บไว้ในกล่องปิดสนิทแช่เย็นไว้ได้ รับรองว่าหมดได้ภายในพริบตา

แซนด์วิชไส้ไก่แบบเย็น

ส่วนผสม

ขนมปัง และเนยสดนุ่มๆ

เนื้ออกไก่ หรือสันในไก่ ต้มสุก ฉีกเป็นเส้น 1 ถ้วย

ไข่ไก่ ต้มสุก สับหยาบ 2 ฟอง

กะหล่ำ ปลีซอยเป็นเส้น 1/2 ถ้วย

แครอต สับละเอียดหรือเต๋าเล็กๆ 1/4 ถ้วย

หอมใหญ่ สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ

มายองเนส 2/3 ถ้วย

มัสตาร์ด แบบอเมริกัน Yellow Mustard 2 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

นมข้นหวาน 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

พริกไทยขาว 1/4 ช้อนชา

วิธีทำ

เคล้ากะหล่ำปลีและแครอตกับเกลือป่นเล็กน้อย พักไว้ประมาณ 5-6 นาที เพื่อให้กะหล่ำคายน้ำออกมา จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด บีบน้ำออกให้แห้ง

ผสมมายองเนสกับเครื่องปรุงรสทั้งหมด โดยผสมกันตั้งแต่มายองเนสมัสตาร์ด นมข้นหวาน น้ำตาลทราย น้ำมะนาว เกลือและพริกไทยป่น เพื่อให้กระจายตัวได้ดี เคล้าให้เข้ากัน ชิมรสให้เข้มข้น

เคล้ามายองเนสปรุงรสแล้วกับกะหล่ำปลี แครอต หอมใหญ่ เติมไข่ไก่และเนื้ออกไก่

ทาเนยบางบนแซนด์วิช หรือถ้าต้องการลดแคลอรี่ตัดเนยสดทิ้งไปได้ตักไส้แซนด์วิชไก่ป้ายลงบนขนมปัง ประกบด้วยขนมปังอีกแผ่น ใช้มีดเลื่อยตัดขอบออกแล้วตัดแซนด์วิชเป็นขนาดที่ต้องการ

 

ข้าวต้มฟ้ามุ้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/475678

ข้าวต้มฟ้ามุ้ย

โดย…สิทธิปูทะเลย์

อร่อยไม่ธรรมดา สำหรับร้านข้าวต้มย่านถนนพระสุเมรุ โดยเฉพาะไก่ซุปเปอร์ ที่หลายคนอาจจะมีร้านประจำแสนแซ่บกันแล้ว แต่ขอให้เปิดใจแวะเวียนมา แล้วอาจต้องมาซ้ำกันบ่อยๆ

ร้านข้าวต้มฟ้ามุ้ย เปิดมานานหลายสิบปี อยู่ตรงข้ามกับร้านอาหารผ่านฟ้า ร้านอาหารนิวโอลีน เรียกว่าบรรดาข้าราชการกระทรวงต่างๆ ย่านถนนราชดำเนินรู้จักกันหมด แถมเป็นลูกค้าประจำกันมาก

อาหารขึ้นชื่อของร้านบอกเลย ต้องสั่ง “ตีนไก่ซุปเปอร์” อร่อยจริง และไม่เอาปีกเอาน่องมาใส่ให้ลูกค้าให้เสียชื่อตีนไก่ซุปเปอร์เหมือนร้านอื่น ที่เริ่มดังแล้วจากตีนไก่ซุปเปอร์กลายเป็นปีก น่อง หรือข้อไก่ ทำเอาเสียอารมณ์ลูกค้าอย่างเราๆ

 

ส่วนเมนูอื่นก็เหมือนกับร้านข้าวต้มทั่วไป ทั้งผัดผักกระเฉดไฟแดง ผักบุ้งไฟแดง แต่ขอบอกว่าเขาผัดได้อร่อยจริง ถึงพริก ถึงกระเทียม และไม่มีน้ำมันเยิ้มเหมือนร้านอื่น ที่สำคัญผักกระเฉดเขาอ่อนไม่เหนียวเป็นผักเก่าค้างคืนค้างวันเหมือนร้านอื่นที่ผัดกันแบบไก่กาให้ลูกค้ากินแบบขอไปที

แน่นอนเมนูจับฉ่ายต้องมา ของที่ร้านนี้อร่อยดี ไม่เค็ม และไม่มีกลิ่นเก่าเหมือนบางร้านที่อาจจะต้มซ้ำไปมาจนเก่าเกินกิน และที่สำคัญมีน้ำส้มพริกดองให้จิ้มคลายเลี่ยน ตามด้วยไส้พะโล้ ยำปลาสลิด ยำไข่เค็ม ยำไข่เยี่ยวม้า หรือไข่เยี่ยวม้ากะเพรากรอบ

หรือบางครั้งพรรคพวกสั่งหอยแครงลวกจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ด นับว่าอร่อยแซ่บ เพราะเขาลวกหอยได้เก่งทีเดียว เป็ดพะโล้ ไก่ต้ม มีหมดครบเครื่องข้าวต้ม

 

สำหรับข้าวต้ม ร้านนี้ใช้ข้าวหอมมะลิต้ม ทำให้ได้ข้าวต้มที่หอม นุ่ม น้ำข้าวซดคล่องคอ ไม่กระด้างเหมือนใช้ข้าวขาวต้ม จาน ชามสะอาด ทานแล้วสบายใจ

ร้านข้าวต้มฟ้ามุ้ย หาไม่ยาก จากสนามหลวงมุ่งหน้าสะพานผ่านฟ้าฯ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระสุเมรุ ก่อนข้ามสะพานผ่านฟ้าประมาณ 100 เมตร หาไม่ยากอยู่ตรงข้ามร้านอาหารนิวโอลีน

 

เชียงรายประทับใจ ร้านอาหารฟูจิจัดให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 18:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/475554

เชียงรายประทับใจ ร้านอาหารฟูจิจัดให้

โดย…คีตะ

ปลายปี 2559 เมื่อย่างสู่ฤดูหนาว “ร้านอาหารญี่ปุ่นฟูจิ” ก็ถือเป็นฤกษ์ดีนำลูกค้าสมาชิกฟูจิสมาร์ทการ์ดผู้โชคดีเดินทางขึ้นเหนือกับทริปสุดพิเศษ “Fuji Memorable Trip in Chiang-rai”

ช่วงเวลา 3 วัน 2 คืน ณ เชียงราย จังหวัดเหนือสุดแดนสยาม นั้นผ่านไปอย่างเพลิดเพลินด้วยประสบการณ์วัฒนธรรมล้านนา ทั้งศิลปะวัฒนธรรม ธรรมชาติ วิถีชีวิต อาหารการกิน ฯลฯ

เพื่อความเป็นสิริมงคล หลังเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเชียงราย ชาวคณะก็ตรงไปยังวัดพระสิงห์ พระอารามหลวง อันเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองเชียงราย หลังไหว้พระและถวายสังฆทาน ก็ถึงเวลาอาหารกลางวันที่ร้านอาหารริมแม่น้ำ-เมลต์ อิน ยัวร์ เมาท์ ลิ้มรสเมนูอาหารตะวันตกผสมผสานท้องถิ่นภาคเหนือ แล้วจึงขึ้นดอยไปแอ่วพระตำหนักดอยตุง ชมสวนดอกไม้ และหอแห่งแรงบันดาลใจ ตามด้วยค่ำคืน ณ เดอะ เลเจนด์ โรงแรมที่พักซึ่งตระเตรียมอาหารเย็นในบรรยากาศกาดมั่วและขันโตก พร้อมมีการแสดงกลองสะบัดชัย และดนตรีซึ่งมี ศุ บุญเลี้ยง เป็นแขกรับเชิญให้ชมกันเพลิดเพลิน

 

วันถัดมา ชาวคณะตื่นเช้าตรู่ สวมชุดม่อฮ่อมไปเยี่ยมชมโรงสีทนาเกรน ซึ่งตั้งอยู่ใน อ.พาน ที่นี่เป็นแหล่งผลิตข้าวญี่ปุ่นใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ข้าวนี้นี่เองที่เสิร์ฟในร้านฟูจิ วันนี้ คุณราศี ทานาก้า รองประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฟูจิ รอคอยให้การต้อนรับ พร้อมๆ กับเด็กนักเรียนนับร้อยในพื้นที่ จ.เชียงราย ซึ่งมารับทุนการศึกษาจากฟูจิ

มื้อกลางวันวันนี้นอกจากจะของอร่อยจากร้านย่านนี้แล้ว ผู้ร่วมทริปยังได้รับประทานสลัดและซูชิโรลฝีมือตัวเอง หลังจากการทำเวิร์กช็อปกับเชฟมืออาชีพ ตกบ่ายจึงได้ชมพิธีทำขวัญข้าวอันเก่าแก่ ก่อนเป็นช่วงสาธิตการทำนาให้ชมอย่างใกล้ชิด หลายคนได้ลงไปทดลองทำ จึงได้รู้ว่า กว่าจะเป็นข้าวมากินกันสักจานนั้นยากขนาดไหน และด้วยเทคโนโลยีที่ทางทนาเกรนนำมาใช้หลายอย่างก็ทำให้ทึ่งกับการทำนายุคใหม่อยู่ไม่น้อย มื้อค่ำคืนนั้นสุดพิเศษด้วยจัดที่ อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (หอคำ) ท่ามกลางสถานที่อันงดงามอลังการ และการแสดงแบบล้านนาซึ่งน่าประทับใจ ก่อนจะไปเดินเล่นย่อยอาหารกันที่ เชียงราย ไนท์บาซาร์

 

วันสุดท้ายของทริปก็เวลาให้ชาวคณะได้ไปเลือกซื้อของฝากกลับบ้าน ก่อนรับประทานอาหารมื้อพิเศษที่ ร้านฟูจิ สาขาเซ็นทรัลพลาซา ได้ตระเตรียมไว้ให้ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ และเต็มเปี่ยมด้วยความประทับใจ

 

ข้าวแต๋นน้ำอ้อยงาดำ ของดีเมืองพะเยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 18:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/475553

ข้าวแต๋นน้ำอ้อยงาดำ ของดีเมืองพะเยา

โดย…สายอรุณ ปินะดวง

หากชาวนาจะขายข้าวได้ราคาดี อาจจะต้องเก็บข้าวเปลือกไว้ให้เป็นข้าวเก่าค้างปี ราคาจะสูงขึ้น และสามารถนำมาสีขายปลีกได้ทั่วไป แต่ปัจจุบันการย้อนกลับไปใช้วิถีทำนาแบบเดิมและเก็บข้าวในยุ้งฉางเป็นไปได้ยาก แต่หากการฟื้นวิถีดังกล่าวจะช่วยทำให้ชาวนามีชีวิตที่ดีขึ้นก็เป็นสิ่งที่ควรกลับมาคิดอีกครั้ง

แต่หากนำแนวคิดของ อาทิตย์ จงฉิม หรือหนึ่ง อาชีพพ่อค้าทำข้าวแต๋น บ้านดอนตัน หมู่ 1 ต.สบบง อ.ภูซาง จ.พะเยา กล่าวว่า ได้ร่วมกับภรรยาประกอบอาชีพทำข้าวแต๋นขายมากว่า 2 ปีแล้ว โดยข้าวที่ใช้คือข้าวเหนียวชั้น 1 กข 6 มาทำเป็นข้าวแต๋น เช่น ข้าวแต๋นน้ำแตงโม ข้าวแต๋นน้ำอ้อย ข้าวแต๋นน้ำอ้อยงาดำ เป็นต้น แต่ละวันจะใช้ข้าวเหนียวนึ่งทำข้าวแต๋นประมาณวันละ 30 กก. ช่วยกันสองคนกับภรรยา

อาทิตย์ กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ซื้อจากโรงสีในพื้นที่ กระสอบหนัก 50 กก. เพราะต้องใช้ข้าวที่เม็ดสวยและเป็นข้าวเก่าค้างปี จะได้ข้าวแต๋นติดกันเป็นแผ่นเม็ดใสและสวย สถานการณ์ของข้าวเปลือกของชาวนาราคาถูกตนเคยคิดจะซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรงมาทำข้าวแต๋น เคยนำมาทดลองทำแล้ว ข้าวแต๋นไม่เป็นแผ่น เละ ทอดแล้วไม่สุก เพราะเป็นข้าวใหม่เม็ดข้าวยังไม่แห้งสนิท จึงยังต้องซื้อข้าวเก่าจาก
โรงสีมาทำต่อไป

ด้าน กัญญาณัฐ สุภาพิพัฒน์ ภรรยาของอาทิตย์ กล่าวว่า อยากช่วยรับซื้อข้าวจากชาวนามาทำข้าวแต๋น เพราะว่าจะได้ช่วยเหลือกันในพื้นที่ แม้นว่าข้าวแต๋นจะมีกำไรน้อย แต่การผลิตใช้ต้นทุนและส่วนผสมง่าย เช่น น้ำอ้อย ก็ใช้น้ำอ้อยสบบงที่เกษตรกรปลูกและแปรรูปกันในพื้นที่อยู่แล้ว

 

ข้าวแต๋นน้ำแตงโม ใช้แตงโมสด คั้นน้ำแตงโมผสมกับข้าวนึ่งผสมเกลือเล็กน้อย ไม่แต่งกลิ่น ไม่เจือสี ให้เป็นธรรมชาติ ซึ่งทำให้เป็นการหมุนเวียนรายได้ในชุมชน เคยคิดจะจ้างแรงงานมาช่วย แต่รายได้ที่ยังไม่พอจะจ้าง สองคนจึงช่วยกันทำไปก่อน เริ่มต้นจากทำครั้งแรกมีเงิน 2,000 บาท ไปเชื่อข้าวมาจากโรงสีทำ ต่อมาขายและเก็บเงินได้ นำส่วนที่เป็นกำไรเพิ่มทุนจนทำให้ทุกวันนี้สามารถทำข้าวแต๋นขายไปทั่ว จ.พะเยา มีคนติดต่อไปช่วยเป็นวิทยากร แต่ไม่มีเวลาเพราะต้องทำข้าวแต๋นทุกวัน

สนใจติดต่อสอบถาม และสั่งข้าวแต๋น กัญญาณัฐ โทร. 09-7049-2924 และทางเฟซบุ๊ก “ข้าวแต๋น กัญญาณัฐ” หรือไลน์ kan2924

 

อร่อยหรูกลางห้าง เลอ ซาลง เดอ ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 18:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/475550

อร่อยหรูกลางห้าง เลอ ซาลง เดอ ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง

โดย…คาเอรุ

หากจะพูดถึง A Place to be Seen ร้านอาหารสุดเก๋ที่หนุ่มสาว “อินๆ” จะต้องไปลองลิ้มในช่วงนี้ อันดับ 1 ใน 5 จะต้องมี เลอซาลง เดอ ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง (Le Salon de l’Atelier de Joel Robuchon) ที่ชั้น G เซ็นทรัล เอ็มบาสซี อยู่ด้วยอย่างแน่นอน

ร้านสาขาของยอดเชฟชาวฝรั่งเศส(โชเอล โรบูชง) เจ้าของมิชลินสตาร์ 20 กว่าดาว เรียกว่ามากที่สุดในโลกเลยก็แล้วกัน หลังจากประสบความสำเร็จกับ ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง (L’Atelier de Joel Robuchon) ที่มาเปิดชิมลางลองลิ้นนักชิมชาวไทยไปเมื่อ 3 ปีก่อน ณ ชั้น 5 อาคารมหานครคิวบ์ ไลฟ์สไตล์ รีเทล ใจกลางกรุงเทพฯ ก็ได้การตอบรับเป็นอย่างดี แม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีระบบการจัดอันดับร้านอาหารมิชลินสตาร์เลยก็ตาม แต่นักชิมที่ตามล่าสะสมแต้ม สะสมประสบการณ์ชิมอาหารมิชลินสตาร์นันมีอยู่ไม่น้อย

ลัตเตอลิเย เดอ โจเอล โรบูชง-กรุงเทพฯ จึงได้ฤกษ์เปิดร้านอาหารแห่งที่ 2 เลอซาลง เดอ ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ ที่พาตำนานความอร่อยระดับมิชลินสตาร์มาไว้ ณ ศูนย์กลางแหล่งช็อปปิ้งสุดหรูใจกลางกรุง ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี แห่งนี้เอง

เซ็นเตอร์พีซชิ้นสำคัญของร้านเลอซาลง เดอ ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง เป็นสิ่งก่อสร้างทรงกลมสีดำแดง ลักษณะคล้ายร้านป๊อปอัพ เห็นโดดเด่นมาแต่ไกล เป็นสถานที่ที่ต้องมานั่งเชิดๆ เริ่ดๆ ให้คนเห็นเสียหน่อย ว่าฉันได้มาชิมอาหารระดับมิชลินสตาร์นะจ๊ะเธอ แน่นอนว่า ต้องไม่พลาดโพสต์ลงโซเชียลมีเดียต่างๆ ให้โลกรู้

ที่นี่ยังคงคอนเซ็ปต์ตามแบบฉบับของ ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบ กรรมวิธีการประกอบอาหาร และสไตล์การนำเสนอที่พิถีพิถัน รวมถึงคุณภาพการบริการชั้นเลิศ ท่ามกลางบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ด้วยซิกเนเจอร์ของร้านคือ เหมือนเวิร์กช็อปของเชฟที่กำลังสร้างสรรค์ศิลปะบนจานอาหาร

ครัวเปิด (Open Kitchen) คือสิ่งที่ต้องมี เพื่อแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงกรรมวิธีการประกอบอาหารที่พิถีพิถัน และสร้างการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเชฟกับลูกค้า โดยมีที่นั่งล้อมรอบเคาน์เตอร์จำนวน 8 ที่นั่ง พร้อมที่นั่งสำหรับรับประทานอาหารอีก 43 ที่นั่ง

 

คอนเซ็ปต์อาหารของ เลอ ซาลง เดอ ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง เป็นรูปแบบ All-Day Dining นำเสนออาหารเบาๆ ที่กินได้ตลอดทั้งวัน เป็นทางเลือกสำหรับ Business Lunch หรือกลุ่มเพื่อนที่ต้องการมาแฮงเอาต์สังสรรค์

งานนี้เป็นหน้าที่ของเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟคนเดิม คือ โอลิวิเยร์ ลิมูแซง จากสาขามหานคร คิวบ์ ที่มาช่วยดูแลคอนเซ็ปต์อาหาร โดยได้คัดสรรเมนูง่ายๆ โดยเฉพาะของหวานที่ได้รับความนิยม มาคอยบริการ ทั้งเมนูคลาสสิกของโชเอล โรบูชง อย่างเช่น Royal of foie gras, red port and Parmesan foam ตับห่านเสิร์ฟพร้อมพอร์ตไวน์และโฟมพาร์เมซาน เสิร์ฟมาในถ้วยเอสเปรสโซ่ใส แสดงให้เห็นชั้นของอาหารที่แยกกัน ตอนจะรับประทานต้องตักทุกชั้นให้ผสมกันในหนึ่งคำ

ที่ขาดไม่ได้คือ Le Caviar Imperial de Sologne อิมพีเรียล คาร์เวียร์ หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของเชฟมิชลินสตาร์คนดัง โชเอล โรบูชง อีกจานที่ทั้งสวย และดีต่อสุขภาพ La Betterave ทาร์ทาร์แอปเปิ้ลและบีตรูต เสิร์ฟพร้อมกัวคาโมเล่และกรีนมัสตาร์ดเชอร์เบต รสชาติสุดจี๊ดจ๊าด

อิ่มท้องกันสักนิด ด้วย Mini-Sandwiches : Le Salon’s signature dishes แซนด์วิชขนาดพอดีคำ เมนูซิกเนเจอร์ ของ เลอ ซาลง มีเฉพาะที่สาขาเซ็นทรัลเอ็มบาสซีเท่านั้น ไม่ลองไม่ได้แล้ว มีให้เลือกทั้ง Le Homard แซนด์วิชกุ้งมังกรอโวคาโด ซอสค็อกเทล Le Saumon แซนด์วิชแซลมอน ปรุงด้วยเฟนเนล ผักชีลาว และซาวครีม Le Poulet แซนด์วิชไก่ และไข่ต้มแบบมิโมซ่า ออนท็อปด้วยคีนัว Le King Crab แซนด์วิชปูยักษ์ และเวเฟอร์ La Quiche Lorraine คิชลอร์เรนต้นตำรับ มีเบคอนและหัวหอม อบพร้อมกรูแยร์ชีส

มาถึงเมนูของหวานไม่ธรรมดา เพราะไม่มีการโชว์ไว้ให้เลือกหน้าตู้ แต่ปรุงขึ้นสดใหม่ทุกจาน ไม่ว่าจะเป็น Le Caipirinha มูสไคพีรินยาเคลือบ โรยด้วยเกล็ดรัมคาชาซาเสิร์ฟกับครีมกล้วยและเกล็ดมะพร้าว

Brussels Waffles ที่นำเสนออย่างสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ของเลอ ซาลง เดอ ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง มีให้เลือกหลากหลายรสชาติ ทั้ง Le Chocolat Tainori วาฟเฟิลเสิร์ฟกับซอลเทดคาราเมล ถั่วแมกคาเดเมีย และครีมช็อกโกแลต La Pistache de Sicile วาฟเฟิลเสิร์ฟกับครีมพิสตาชิโอจากซิซิลี ช็อกโกแลตนม และเชอร์รี่ หรือ La Vanille Grand Cru วาฟเฟิล เสิร์ฟกับวานิลลากร็องด์ครู จากเกาะโบรา โบรา

เลอ ซาลง เดอ ลัตเตอลิเย เดอโชเอล โรบูชง ยังมีเรื่องราวที่รอคอยจะเซอร์ไพรส์ทุกท่านอีกมากมาย โดยเฉพาะของหวานพิเศษๆ ตามแต่ส่วนผสมของแต่ละวันจะบันดาล ไปนั่งชิล อิ่มอร่อยกันแบบเก๋ๆ ได้ทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติม www.robuchon-bangkok.com เฟซบุ๊ก atelier.bkk