เลอ ดานัง อาหารเวียดนามบนโรงแรมห้าดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527069

เลอ ดานัง อาหารเวียดนามบนโรงแรมห้าดาว

เดินลงบันไดลงมาจากล็อบบี้ ลงมาก็จะเจอทางเข้าห้องอาหารอยู่ทางซ้ายมือ การตกแต่งสไตล์ร้านอาหารด้วยรูปวาดสีสันสดใส สัญลักษณ์ร้านอาหารเวียดนามชัดเจน คือหมวกใบจากทรงแหลม และสำหรับคนชอบกินผัก ชอบกินแหนมเนือง ก็ต้องเคยนัดกันมาที่นี่ เลอ ดานัง (Le Danang) โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ร้านอาหารเวียดนามที่มีตำนาน อยู่คู่โรงแรมห้าดาวกว่า 30 ปีแล้ว

จะว่าไปก็มีไม่กี่โรงแรมในกรุงเทพฯ ที่มีร้านอาหารเวียดนามจริงจัง และอยู่ยงคงกระพันยาวนานขนาดนี้ ยืนหยัดด้วยรสชาติก็น่าจะรับรองความอร่อยได้ และชื่อร้าน เลอ ดานัง ก็บอกที่มาของรสอาหารได้ดี เมืองดานังเป็นเมืองท่าสำคัญในภาคกลาง เชฟสุภาพ สวรรค์สุข เชฟหญิงรุ่นเก๋าพูดน้อย อธิบายสั้นๆ ว่า อาหารจึงปรุงออกมารสกลางๆ ปรุงไม่จัดจ้านกินง่ายๆ ซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์ของอาหารสัญชาตินี้ที่เน้นความสดของวัตถุดิบ ทั้งผัก และเนื้อสัตว์ที่นำมาปรุงไม่กี่อย่าง

วันนี้มากินอาหารเวียดนาม ยิ่งนัดกันมาเป็นกลุ่มใหญ่ก็ต้องไม่พลาดสั่งจานสัญลักษณ์ ของอาหารชาติที่ชื่นชอบผักเป็นชีวิตจิตใจ สั่งมาเลยใครๆ ก็ชอบกิน แหนมเนือง คนไทยออกเสียงตามภาษาเวียดนามเพี้ยนไปนิดหน่อยว่า “แนม เนื้อง” แต่รสชาติที่นี่ยืนยันต้นตำรับ ลูกชิ้นหมูเวียดนามห่อแผ่นแป้งบางเฉียบ คุณภาพระดับโรงแรมห้าดาวคือการเลือกสรรวัตถุดิบ เชฟสุภาพ บอกเด็ดที่ซอสน้ำจิ้มถั่วเข้มข้น สารพัดผักไม่อั้น และนี่คือรสชาติอิ่มเอมของอาหารจานนี้

ผักสดๆ มีสารพัด ทั้งกล้วยดิบ มะม่วงดิบ แตงกวา พริก กระเทียม มะเฟือง ผักหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ความแตกต่างจากแหนมเนืองที่อื่นๆ คือไม่ใช้เส้นขนมจีน แต่เพิ่มเส้นหมี่พันกินกับลูกชิ้นหมู ใส่ลงในห่อแป้งด้วย ส่วนผักเครื่องเคียงอื่นๆ ก็จะมี ผักแพว สะระแหน่ ผักกาด โหระพา และผักชีฝรั่ง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อาหารชาตินี้รสชาติอ่อนกว่าอาหารไทย ใช้เครื่องเทศน้อย แต่ความจัดจ้านจานนี้ก็มีให้สั่งในร้านเวียดนามแทบทุกๆ ร้าน คือยำหมูยอ เลือกใช้วัตถุดิบดีที่สุดจากเมืองอุบลราชธานี หมูยอไม่มีแป้งแม้แต่นิดเดียว เคี้ยวเต็มเนื้อหมูๆ ล้วนๆ หอมพริกไทย อีกความพิเศษของ เลอ ดานัง คือ ใส่หมูตุ๋นลงไปเพิ่มอีกความอร่อยยิ่งขึ้น

เชฟสุภาพ เล่าย้อนประวัติร้านเวียดนามเก่าแก่ แต่ก่อนชั้นนี้เป็นดิสโก้เธค ซึ่งในยุคนั้นเป็นสถานบันเทิงต้องมีในโรงแรมห้าดาว เมื่อปิดไป ก็เปิดใหม่เป็นร้านอาหาร เลอ ดานัง โดยใช้เชฟชาวเวียดนามแท้ แต่ตอนนี้เชฟไทยจะรู้ใจคนไทยมากกว่า คนไทยที่ชอบกินผัก ชอบกินอาหารเวียดนาม ก็จะติดรสจัดจ้านกันทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตามอาหารก็จะเน้นรสชาติแบบกลางๆ ไว้ก่อน โดยเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพที่ดีให้ชูรสอาหารอร่อยขึ้นมา ข้าวเกรียบปากหม้อไส้เห็ด และหมู เรียกตามภาษาเจ้าของอาหาร คือ บั้น ก๊วน ถิด แฮว เหวย นั้ม ความอร่อยอยู่ที่ตีแป้งสดทุกครั้งที่สั่ง

กุ้งพันอ้อย เรียกว่า โตม เบา หมี่ เลือกกุ้งสดตัวโต เป็นอีกจานพลาดที่ไม่ได้เลย ในยุคที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส อาหารเวียดนามผสมผสานความเป็นฝรั่งก็เลยมีฟิวชั่นจานนี้ให้สั่งกัน ปลาหิมะย่างซอสมะขาม ความดีงามของจานนี้คือปลาเนื้อหวานสดมาก หรือจะสั่งบุฟเฟ่ต์อาหารเวียดนามเป็นแบบสั่งเป็นจานๆ ในแบบอะลาคาร์ตบุฟเฟ่ต์ ราคาคนละ 800 บาท++ เช่น กุ้งลายเสือผัดกระเทียม เนื้อวัวห่อใบชะพลูย่าง กุ้งพันอ้อย ยำส้มโอกับเนื้อปูและกุ้งสด สลัดผักร็อกเก็ตกับหมูสามชั้นกรอบและกุ้ง เปาะเปี๊ยะสดไส้ปลาแซลมอนรมควัน ก๋วยเตี๋ยวเฝอหมูยอเวียดนาม และอีกหลายๆ จานให้เลือก

เวียดนามรับวัฒนธรรมการกินมาจากชาวจีน ทั้งอาหารเส้น กินอาหารแยกข้าวกับกับ การใช้ตะเกียบ การใช้กระทะ การนึ่งด้วยลังถึง แต่การผัดนิยมใช้น้ำมันน้อยกว่า ถูกใจชาวเฮลตี้ ผักสดทุกชนิดนิยมในเวียดนาม ใครชอบกินผัก นัดกินโต๊ะแชร์ที่ร้านเก่าแก่แห่งนี้กันเลย

ห้องอาหารเวียดนาม เลอ ดานัง ชั้น LL โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เว็บไซต์ http://www.centralhotelsresorts.com โทร. 02-541-1234 ต่อ 4151 เปิดบริการ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.30 น.

 

บัวลอยไข่เค็ม ท่าน้ำคลองสาน อร่อยสมร่ำลือ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527068

บัวลอยไข่เค็ม ท่าน้ำคลองสาน อร่อยสมร่ำลือ!

ทราบว่าขนมไทยอย่างบัวลอย สมัยก่อนจะนิยมทำขายในช่วงหน้าหนาว แบบว่ากินบัวลอยร้อนๆ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น แล้วขายดีนักแล แต่ทุกวันนี้ขายทุกหน้า ถึงตอนนี้กรุงเทพฯ จะยังไม่หนาวก็อยากแนะร้านบัวลอยอร่อยๆ ให้ไปลองชิมกัน “ร้านบัวลอยไข่เค็ม ท่าน้ำคลองสานพลาซ่า” อยู่ตลาดท่าน้ำคลองสาน เปิดขายมา 20 กว่าปี เจ้าของร้าน ชื่อพาเพลิน อยู่อ้น

ความโดดเด่นของบัวลอยร้านนี้ไม่ได้แค่รสชาติความอร่อย (หวาน มัน เค็ม กลมกล่อม) เท่านั้น แต่รูปลักษณ์บัวลอยก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ชนิดที่ว่าดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องหยุดมอง เพราะมีถึง 7 สีน่ารับประทาน ซึ่งไม่ได้ใช้สีสังเคราะห์ด้วย แต่ใช้สีธรรมชาติจากพืชผักต่างๆ มาผสมกันกับแป้งข้าวเหนียวจึงได้บัวลอยตามสีของพืชนั้นๆ

สีเขียวจากน้ำใบเตย สีฟ้าจากอัญชัน สีเหลืองจากฟักทอง สีขาวจากเผือกสีม่วงจากข้าวเหนียวดำ สีส้มจากแครอต สีชมพูจากบีตรูต ต่อมามีการพัฒนาและหาสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเพื่อสร้างความแปลกให้กับลูกค้า เช่น บัวลอยสีม่วงเมื่อก่อนใช้แป้งผสมกับข้าวเหนียวดำ ตอนนี้ใช้ผสมกับบีตรูตและอัญชันกลายเป็นสีม่วง ปัจจุบันเพิ่มสีดำเข้ามาด้วยการใช้แป้งชาร์โคล (Charcoal)

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“บัวลอยไข่เค็มเป็นเมนูที่ลูกค้าชอบสั่งมาก ประกอบด้วยบัวลอยเม็ดกลมเล็กหลากสีสันน่ากินและแป้งยังเหนียวนุ่มเวลาเคี้ยวจะกรุบๆ มีเครื่องใส่ให้ด้วย เช่น มะพร้าวอ่อน ข้าวโพด แห้ว เผือก สิ่งที่ลืมไม่ได้คือไข่เค็มลูกใหญ่สีส้มสดใสน่ากิน (เฉพาะไข่แดง) จากนั้นราดด้วยน้ำกะทิสีเขียวอ่อน ที่ให้ความหวานหอมพอดีจากน้ำตาลมะพร้าวบ้านแพ้ว และกลิ่นหอมฉุยชื่นใจจากใบเตยผสมกัน ตัดความหวานของน้ำกะทิอีกทีด้วยความเค็มจากกะทิสดก็จะได้บัวลอยไข่เค็มครบรส ทั้งความหอม ความหวาน และความมันรวมอยู่ในถ้วยเดียวกัน” เจ้าของร้านพูดถึงเมนูเด็ด

สำหรับคนที่ไม่ชอบไข่เค็มก็สั่งไข่หวานแทน ทางร้านก็จะตอกไข่สดลงในหม้อน้ำกะทิที่ผสมน้ำตาลมะพร้าวไว้แล้ว รอจนไข่สุกลอยตัวขึ้นมาค่อยตักใส่ถ้วย ส่วนเครื่องนอกนั้นก็ใส่ตามชอบ ก็จะได้บัวลอยเนื้อนุ่มกินเคล้ากับไข่หวานนุ่มละมุนลิ้นชื่นใจ ส่วนใครจะสั่งบัวลอยอย่างเดียว หรือสั่งบัวลอยไข่เค็มและไข่หวานคู่กันก็ไม่มีปัญหาราคาก็แตกต่างกันไป

บัวลอยไข่เค็ม ท่าน้ำคลองสาน เป็นร้านที่ใครไปกืนแล้วก็บอกว่าอร่อย ส่วนใครยังไม่เคยชิมสักครั้งลองหาโอกาสไปชิมดู ร้านอยู่ที่ตลาดท่าน้ำคลองสาน ล็อก E 5/2 เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-19.30 น. โทร. 08-1697-5971

 

จากยอดดอยสู่บ้านเรา มื้อเบาๆ กับวัตถุดิบจากโครงการหลวง Mango & Strawberry Vinaigrette

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527067

จากยอดดอยสู่บ้านเรา มื้อเบาๆ กับวัตถุดิบจากโครงการหลวง Mango & Strawberry Vinaigrette

ที่สำคัญที่สุด สลัดที่อร่อยไม่ใช่ว่าจะมีแต่ผักเท่านั้น เพราะลำพังฟันของเราบดขยี้ลงบนผักมันไม่มีความบันเทิง นอกเสียจากว่าจะมีความกรอบที่ส่งให้เกิดเสียง “ซร้วบ” ยามเคี้ยว สังเกตว่าฝรั่งนี่เขาชอบใส่ถั่วเมล็ดแข็งลงไปในสลัด เพิ่มความมันอร่อยให้กับสลัดได้เป็นอย่างดี แถมยังให้คุณค่าทางอาหาร หรือจะเป็นการสร้างความหนึบให้กับฟันด้วยผลไม้แห้ง อย่างสลัดช่วงฤดูใบไม้ร่วง เขาชอบใส่พวก Cranberry แห้ง เพื่อเพิ่มรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ ยามเคี้ยวหนึบๆ ไปโดน

การสร้างสรรค์ผลงานสลัดอร่อยๆ สักจาน เสมือนว่าเป็นการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะก็ว่าได้ เรื่องรสชาติของสลัดต้องอาศัย Dressing เป็นสำคัญ น้ำสลัดยังแบ่งออกเป็นหลายชนิด ทั้งแบบน้ำข้น น้ำใส เมื่อเลือกน้ำสลัดที่ชอบได้แล้วจึงค่อยมาเลือกผักที่มีเนื้อสัมผัสเข้ากับน้ำสลัดจะดีกว่า เพราะผักแต่ละชนิดมีความกรอบ ความเหนียว ความบางที่แตกต่างกันออกไป ยังมีเรื่องของสีสันความน่ารับประทานที่มองแล้วชวนให้เอาส้อมจิ้มใส่ปาก

โจทย์ที่ว่าไปทั้งหมดของการสร้างสรรค์สลัดสักจาน กลายเป็นง่ายขึ้นมาทันทีที่ไปร้านโครงการหลวงสักร้าน เพราะทุกอย่างมีอยู่ในร้านเดียวกันไล่ไปตั้งแต่ผักสลัดของโครงการหลวงมีให้เลือกมากมาย ครั้งนี้ตั้งใจไว้ว่าจะทำน้ำสลัดน้ำใสแบบ Vinaigrette รับประทานแล้วเบาสดชื่น เหมาะกับผักกรอบๆ ใบบางๆ ที่เข้ากับน้ำสลัดน้ำใสได้ดี มองๆ ดูแล้วเลือกเป็นกลุ่ม Lettuce อย่าง Butterhead ที่กรอบอร่อย ผสมกับ Iceberg แบบหัวเล็กๆ เพราะส่วนก้านขาวๆ จะยิ่งช่วยให้กรอบมากขึ้น Frillice และ Red Leaf ช่วยเพิ่มมิติให้กับสลัดให้ดูสวยน่ารับประทานขึ้น

เท่านั้นยังไม่พอ ผู้เขียนขอเพิ่ม Italian Pasley ใบแบนๆ แหลมๆ จริงๆ เป็นผักตระกูลเดียวกับ Celery แต่มีสีเข้มกว่า ถือเป็นกลุ่มสมุนไพรที่ให้ความหอมพิเศษกับอาหารหลายๆ จาน อย่างอาหาร Middle East แถบเมดิเตอร์เรเนียน เอามาสับเป็น Tabbouleh เคล้ากับน้ำมะนาว ผู้เขียนขอแค่เด็ดๆ เอาใบมาเคล้ากับผักอื่นๆ ด้วยแค่นี้พอ เพราะเวลาเคี้ยวโดนอร่อยดี

ผักต่างๆ พร้อมแล้ว ทีนี้มาถึงส่วนประกอบของสลัดที่จะช่วยให้สลัดจานนี้สมบูรณ์มากขึ้น ผู้เขียนมองหาอะไรกรอบๆ ในร้านโครงการหลวง จนมาเจอเมล็ดงาขี้ม่อน เอามาล้างน้ำให้สะอาด คั่วอย่างใจเย็นที่ไฟอ่อนจนกรอบๆ ผู้เขียนชอบมากๆ มักจะมีติดบ้านไว้ โรยทุกอย่างอร่อยหมด เพราะกรุบๆ และหอม เมล็ดกลมเล็กกว่าปลายปากกานี่แหละที่เชื่อว่ามีคุณค่ามากมาย ได้มาแล้ว 1 อย่างเป็นส่วนประกอบ ถัดมาเลือกเอา Chips ของตราดีอร่อย ที่มีทั้งฟักทอง มะม่วงและเห็ดหอม ทอดกรอบและปรุงรสมาพร้อมกินอยู่แล้วโรยกับสลัดยิ่งเพิ่มรสชาติและคุณค่าทางอาหาร

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับน้ำสลัดในฉบับนี้ มีพื้นฐานเป็น Vinaigrett แบบน้ำมันมะกอก น้ำส้มสายชูจากไวน์ขาวหรือเลือกเป็นน้ำส้มสายชูหมัก ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยดำ และผงเครื่องเทศรวมอิตาเลียนแบบแห้งหอม ทั้งโรสแมรี่ ไธม์ และออริกาโน ความพิเศษคือเลือกใช้น้ำผึ้งเป็นตัวให้ความหวาน น้ำผึ้งของโครงการหลวงมีให้เลือกเยอะแยะภายใต้หลายโครงการ

ฉบับนี้ผู้เขียนใช้น้ำผึ้งเกสรดอกลำไยที่มีความหอมหวานและสีเข้มสวยน่ากินเป็นตัวให้ความหวานกับน้ำสลัดชนิดนี้ของเรา ไม่ต้องเติมให้หวานไปมาก เพราะเรายังมีความหวานจากผลไม้แท้ เพราะผู้เขียนเอามะม่วงและสตรอเบอร์รี่อบแห้งมาสับละเอียด เติมลงในน้ำสลัดที่เตรียมไว้ เมื่อหมักน้ำสลัดไว้สัก 1 คืน ผลไม้แห้งทั้งหมดจะนุ่มขึ้น ที่สำคัญผลไม้แห้งทั้งมะม่วงและสตรอเบอร์รี่จะแลกเปลี่ยนความหอมหวานมาที่น้ำสลัดจนได้เป็นรสชาติพิเศษที่รับประทานแล้วสดชื่นที่สุด

Mango & Strawberry Vinaigrette นี้สามารถทำเก็บไว้ในตู้เย็นได้ ผลไม้จะค่อยๆ นุ่มฉ่ำขึ้น ตักมาราดบนผักสลัดเคล้าให้เข้ากัน เมื่อเคี้ยวๆ ในปากแล้วจะได้ความสดชื่นในทุกๆ คำ

 

เติมความสุข (มากมาย) @ฮีพ คาเฟ่ & เรสเทอรองต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527066

เติมความสุข (มากมาย) @ฮีพ คาเฟ่ & เรสเทอรองต์

ถึงวันนี้ ร้านฮีพ คาเฟ่ & เรสเทอรองต์ การันตรีความสุขด้วยการเปิดสาขาที่ 3 ย่านดินแดง บนถนนวิภาวดีรังสิต ที่ร้านปรับเปลี่ยนลุคที่เติบใหญ่กว่าเดิม พร้อมเพิ่มเติมมุมแห่งความสุขที่ขาดหาย ให้สัมผัสได้แบบเต็มอิ่มกว่าเดิม

คำว่า Heap ในภาษาอังกฤษมีความหมายว่า “มากมาย” ดังนั้น ร้านฮีพ คาเฟ่ & เรสเทอรองต์ (Heap Cafe & Restaurant) จึงมาพร้อมเพิ่มเติมความสุขแบบเต็มขั้น ทั้งบรรยากาศ รสชาติของอาหาร และดนตรี ในราคาเบาๆ แบบสบายกระเป๋าเหมือนเดิม

เริ่มต้นด้วยการเนรมิตบ้านหลังเก่าแนววินเทจอายุอานามกว่า 60 ปี มามิกซ์แอนด์แมตช์ระหว่างวินเทจกับโมเดิร์น ให้ได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของความเป็นโพสต์โมเดิร์นอยู่กลายๆ โดยไม่หลงลืมความเป็นวินเทจ พร้อมทั้งเพิ่มเติมมุมน่านั่งจากเก้าอี้หนัง เก้าอี้ผ้าลายเท่ โต๊ะหินอ่อนทั้งสีขาวนวลและดำขลับ ขานรับกันอย่างสนุกสนาน

ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาทำให้ต่างจากสาขาอื่น ก็คือการสร้างกลาสเฮาส์ รูปทรงสูงโปร่งแนวลอฟต์ ที่ขับล้อเล่นกันระหว่างกระจกใสบานใหญ่และผนังอิฐ เพิ่มเติมความสนุกสนานด้วย ต้นไม้ และพันธุ์ไม้แขวน รวมถึงโดมไฟแนววินเทจที่ผสานกันไว้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพื้นที่สวนแนวตั้งพร้อมติดกระจกในรอบร้าน ทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวความคิดที่ได้มาจากอินไซด์เอาต์ เข้าใจง่ายๆ ก็คือดึงเอาความรู้สึกแสนสบายของรอบนอก มาร่วมสร้างบรรยากาศสู่ภายในโดยไม่ต้องเดินไปสัมผัสนั่นเอง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ด้านเมนูแน่นอนที่นี่ยังคงเน้นคอนเซ็ปต์เหมือนเดิม คืออาหารไทยสไตล์ฟิวชั่นที่เน้นใช้วัตถุดิบชั้นดี รสชาติอันหลากหลาย ด้วยรูปลักษณ์ที่ทันสมัย และที่คงเอาไว้คือเรื่องของราคาที่แสนสบายกระเป๋าแค่ได้ยินก็ถึงขั้นตกใจ

ค่ำนี้เริ่มกล่อมกันเบาๆ ด้วยสลัดเนื้อย่างซูส์-วีด 24 ชั่วโมง นำเนื้อออสเตรเลียไปซูส์-วีด 24 ชั่วโมงจนอ่อนนุ่ม แล้วเพิ่มความหอมเย้ายวนด้วยการนำมาย่าง เสิร์ฟพร้อมผักสลัด เพิ่มรสชาติด้วยซอสฮันนี่บัลซามิกให้รสชาติเปรี้ยวหวานกำลังดี

ต่อด้วยหอยลายอบกระเทียม นำหอยลายสดมาผัดกับเนยและกระเทียม ปรุงรสชาติแล้วนำมาราดบนขนมปังกรุบกรอบของฝรั่งเศส ตกแต่งรสชาติด้วยรีดิวซ์บัลซามิก

มาถึงเมนูที่ใครๆ ก็เรียกหา เย็นตาโฟหม้อไฟ เครื่องเย็นตาโฟมาแบบอัดแน่น พร้อมรสชาติที่เข้มข้นจัดจ้าน เหมาะสำหรับคนที่ถึงเวลาแล้วล่ะที่จะบอกลาต้มยำถ้วยเดิมๆ กันสักที

นี่ก็น่าสน ขาหมูเยอรมันผัดพริกเกลือ ขาหมูหั่นเป็นชิ้นๆ ก่อนนำมาทอด แล้วนำมาผัดพริกเกลือ ให้สัมผัสที่หอมกลิ่นสโมก และความกรอบของหนังหมู เพิ่มรสชาติและความหอมด้วยผงปลาหมึกแห้ง

ตบท้ายด้วยข้าวอบสับปะรด เพิ่มความหอมด้วยการนำสับปะรดที่จะใช้เป็นจานนำไปเผาไฟ ส่วนตัวข้าวผัดด้วยผงกะหรี่ของอินเดียจนเหลืองหอมและใส่กุ้ง ไก่กรอบ และสับปะรด ตบท้ายด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์และลูกเกด คลุกเคล้าจนเข้ากัน แล้วโรยด้วยหมูหยอง

ถึงทีของเครื่องดื่มที่นี่จัดเอาไว้รองรับหลากดีกรี แล้วแต่จะเรียกหา คืนนี้ขอเรียกความสดชื่นกันก่อนกับแพสชั่นฟรุต น้ำเสาวรสที่ใส่มาพร้อมเมล็ด หรือจะเป็นซูกัสม็อกเทล ที่นำกีวี่มาปั่น แล้วท็อปด้วยตะกร้าน้ำแข็ง ที่บรรจุสตรอเบอร์รี่ กีวี่ ส้ม เพิ่มความฟรุ้งฟริ้งด้วยลิควิดไฮโตรเจน

เพิ่มดีกรีขึ้นมาสักนิดกับ ฮีพโมจิโต้ ที่มีพระเอกอย่างดาร์กรัม ตามด้วยใบมินต์ มะนาว น้ำตาลทรายแดง แกมด้วยน้ำสับปะรดนิดหน่อยเพื่อรสความเปรี้ยวโดด

สำหรับสาวๆ ที่ยกแก๊งมาเขาแนะนำเมนูนี้เลย แอ๊บแบ๊ว เครื่องดื่มสีฟ้าแก้วเขื่อง ที่มีส่วนผสมหลายขนาน อาทิ ฟินแลนเดียวอดก้า แอปเปิ้ลไซรัป ลิ้นจี่ไซรัป และสไปรท์ ท็อปด้านบนด้วยน้ำเชื่อมบลูพาราไดซ์คลุกกับบลูคาราเซา และลิควิดไนโตรเจน ทั้งเซลฟี่ทั้งแอ๊บแบ๊วกันทั้งคืนล่ะคราวนี้

เพิ่มเติมความสุขส่งท้ายด้วย ดนตรีไทยสากลแนวสนุกสนาน ซึ่งมีกล่อมทุกค่ำคืน ยิ่งดึกยิ่งขยับบีต ออกสตาร์ทกันตั้งแต่เวลาหนึ่งทุ่มตรง วันละ 2 วง เพิ่มเติมในคืนวันศุกร์-เสาร์ เป็น 3 วงขอให้สนุกและมีความสุขกันเต็มที่นะค้าบบบทุกคน

ร้านฮีพ คาเฟ่ & เรสเทอรองต์ ถนนวิภาวดีรังสิต (ใกล้แยกดินแดง) ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00-01.00 น. โทร.02-088-6264 และ 02-245-2469

 

เลิฟปิ้งย่างสไตล์เกาหลี ไปเจอกันที่ ไนซ์ทูมีทยู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527065

เลิฟปิ้งย่างสไตล์เกาหลี ไปเจอกันที่ ไนซ์ทูมีทยู

ทีเด็ดของร้าน “ไนซ์ทูมีทยู” ไม่ได้หยุดแค่ไอเดียที่แปลกใหม่ แต่ยังจำลองบรรยากาศความสดใสชวนนั่งจากต้นฉบับเกาหลีมาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เพิ่มเติมคือความจัดจ้านของรสชาติเพื่อให้ถูกใจคนไทยมากขึ้น

ผ่านไปสยามสแควร์ ซอย 3 นาทีนี้ ต้องสะดุดตากับตุ๊กตาหมูสีส้มตัวโตที่ยืนยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดีอยู่หน้าร้าน ไนซ์ทูมีทยู (Nice two Meat u) พร้อมเสียงเพลงสไตล์เกาหลีขับกล่อมชวนให้เด็ก (ส) ยามที่ผ่านไปผ่านมาได้ร้องคลอ หรือออกสเต็ปตาม สมกับเป็นเชนร้านปิ้งย่างเกาหลี ที่มาสร้างปรากฏการณ์ความอร่อยครั้งใหม่ในเมืองไทยแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

ซิกเนเจอร์ที่มาแล้วท้าให้ลอง ประเดิมด้วยสารพัดเมนูรับประทานเล่น นำทีมโดย N2Uไก่ทอด ทีเด็ดอยู่ที่น้ำซอสสูตรเข้มข้นที่คลุกเคล้ากับเนื้อไก่อย่างลงตัว ควงคู่มากับข้าวเหนียวจิ้มเปรี้ยว เมนูในตำนานที่เด็กนักเรียนจากรั้วเซนต์โยเซฟคอนแวนต์คุ้นเคยเป็นอย่างดี ความพิเศษอยู่ที่รสชาติของข้าวเหนียวนุ่มๆ ตอนที่จุ่มลงในน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดจัดจ้านถึงใจ

ต่อด้วยมันอบชีสทรัฟเฟิล เอาใจคนชอบชีสและทรัฟเฟิล ได้ทั้งเทกซ์เจอร์ของมันอบ ความมันเยิ้มๆ ของชีส และ ความหอมของทรัฟเฟิลในหนึ่งเดียว เมนูนี้บอกเลยคุ้มค่ากับการยอมพลีร่าง อีกจานที่มาแล้วแนะนำให้ลองคือ จับเช หน้าตาอาจธรรมดา แต่ชิมแล้วจะติดใจ เมนูนี้แม้แต่ชาวเกาหลีชิมแล้วยังต้องยกนิ้ว อร่อยจนต้นตำรับยังอาย ความพิเศษอยู่ที่รสชาติของน้ำซอสที่นำมาปรับจนเข้าที่ เผ็ดนิดๆ ถูกปากคนไทย

เรียกน้ำย่อยให้กระเพาะเริ่มทำงานแล้ว ถึงคราวพระเอกออกโรง ฮอตที่สุดนาทีนี้ ชนิดที่มาใครสั่งต้องแชะและแชร์ คือGanjan-Gejang เมนูปูดองซีอิ๊วเกาหลี มีให้เลือกทั้งปูม้า-ปูทะล ถ้าชอบไข่ปูเยิ้มๆ จัดปูทะเลไปเลย เมนูนี้อิมพอร์ตจากเกาหลี แต่ใส่ความเป็นไทยไม่ยั้ง ด้วยการสาดพริกขี้หนูซอยลงไปเพิ่มความจัดจ้าน ถ้ายังไม่สาแก่ใจจัดหนักด้วยน้ำจิ้มรสเด็ดที่เสิร์ฟมาคู่กัน เมนูนี้แนะนำให้กินคลุกกับข้าวสวยร้อนๆ แซ่บเหนือคำบรรยาย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แต่ถ้าชอบเมนูเส้นแนะนำมูยองรามยอน เมนูยอดฮิตที่หน้าตาดูเป็นลูกครึ่งระหว่างไทยเกาหลี แต่ไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์รสจัดจ้าน เสิร์ฟเส้นรามยอน มาในน้ำซุปสูตรลับเฉพาะของทางร้าน เพิ่มกิมมิกด้วยหมูสามชั้นเนื้อหนานุ่ม และไข่ดาว

อุ่นเครื่องกับเมนูจานเดี่ยวไปแล้ว ได้เวลาของกองทัพเมนูปิ้งย่างออกโรง รับรองว่าพอร์คเลิฟเวอร์ต้องเกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง เพราะจัดเต็มให้เลือกทั้งสามชั้นรมควัน, หมูสามชั้น, คอหมู, หมูสไลซ์ราดซอส มาพร้อมกิมมิกอย่างเครื่องวัดอุณหภูมิ และอุปกรณ์กดหมู เพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อหมูทุกชิ้นที่ผ่านการย่างอย่างพิถีพิถันจะสุกกำลังดี จิ้มพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด การันตีความแซ่บถึงทรวง เพราะเจ้าของร้านชอบรสชาติแซ่บเวอร์เป็นทุนเดิมเลยรวบรวมสุดยอดเชฟจากทั่วยุทธจักรมาผนึกกำลังพัฒนาสูตรน้ำจิ้มรสเด็ดที่หาไม่ได้ที่ไหนให้แฟนปิ้งย่างได้ฟิน

ใครที่เป็นคนรักเนื้อ (วัว) ไม่ต้องเสียใจ ถึงจะไม่ได้บรรยายสรรพคุณไว้เยอะ แต่ทางร้านก็มีเนื้อเกรดพรีเมียมไว้พร้อมเสิร์ฟ ชวนก๊วนมาแซ่บเช่นกันสัมผัสความสนุกครั้งใหม่ได้แล้วที่ไนซ์ทูมีทยู สยามสแควร์ ซอย 3 เปิดทุกวันเวลา 11.00-23.00 น. โทร. 02-252-9334อินสตาแกรม nicetwomeatuthailand

 

นั่งชิลอย่างมีสไตล์ ที่ ฟอร์ค คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527064

นั่งชิลอย่างมีสไตล์ ที่ ฟอร์ค คาเฟ่

ฟอร์ค คาเฟ่ คือร้านอาหารซิกเนเจอร์แห่งใหม่ล่าสุด ของโรงแรมในเครือครอสทู ไวบ์ กลุ่มซิตี้โฮเต็ลดีไซน์น้องใหม่ของเมืองไทย ตัวร้านตั้งอยู่ภายในโรงแรมครอสทู ไวบ์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ซึ่ง อดิสร วงศ์ไวโรจน์ ผู้บริหารตั้งเป้าให้เป็นแฟล็กชิปในเครือครอสทู ไวบ์ แห่งแรกในกรุงเทพฯ โดยเน้นรูปแบบที่ชิกๆ ดูทันสมัย แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอินดัสเตรียล โดยการใช้สีดำตัดกับไอเท็มตกแต่งสีฟ้าเทอร์ควอยส์ สะท้อนถึงคอนเซ็ปต์ “พัก ชิล เพลิน” (Stay, Chill, Enjoy) ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์หลักของ ครอสทู ไวบ์ อยู่แล้ว

ได้พิกัดใหม่ล่าสุดของร้านแฮงเอาต์ชื่อเท่ ฟอร์ค คาเฟ่ (4K Cafe) มาหมาดๆ เลยอยากชวนผู้อ่านไปปักหมุดนั่งชิลๆ ในร้านบรรยากาศปลอดโปร่ง ภายใต้คอนเซ็ปต์ คาเฟ่ ดีไซน์ สุดชิก ซึ่งตอบโจทย์คนเมืองได้อย่างลงตัว

สังเกตจากการตกแต่งโดยรวม จะเห็นได้ว่ามีความพิถีพิถันในการเลือกเฟอร์นิเจอร์ โทนสี และดีไซน์ เพื่อให้ถูกใจคนรุ่นใหม่ แล้วยังผสมผสานความสนุกสนานด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง แถมเดินทางได้สะดวก เพียง 300 เมตรจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช

ภายในฟอร์ค คาเฟ่ สามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 100 ที่นั่ง โดยแบ่งเป็น 3 โซน คือ ห้องอาหารอินดอร์ พื้นที่กว้างขวางนั่งสบาย โซนเอาต์ดอร์แบบเปิดโล่งให้นั่งจิบกาแฟ คุยงาน หรือชิลกับอาหารจานอร่อยโดยมองเห็นสวนสไตล์ทรอปิคอลเพลินๆ และส่วนของฟอร์ค บาร์อีก 20 ที่นั่ง พร้อมโซนแฮงเอาต์ ที่มีบาร์ขนาดพอดี ให้บาร์เทนเดอร์ได้มิกซ์เครื่องดื่มแก้วโปรดให้ลูกค้าได้อย่างใกล้ชิด แล้วยังมีเกมมันๆ หลากหลายชนิดให้ได้เลือกสนุกตลอดค่ำคืนด้วย

คอนเซ็ปต์อาหารจะเป็นเมนูสไตล์ไทยฟิวชั่นที่หลากหลาย คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีเพื่อนำมาปรุงโดยเชฟมากประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ได้ทั้งเมนูอาหารไทยและเมนูนานาชาติ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เมนูไฮไลต์จานแรกคือ “ข้าวผัดปลาทูพริกสด” ถือเป็นเมนูยอดฮิตของคนไทยที่นำมาถ่ายทอดใหม่ ด้วยรสข้าวผัดที่กลมกล่อม ใช้ปลาทูสดจากแม่กลอง พร้อมน้ำซุปใส ให้เป็นเมนูสไตล์ฟิวชั่นแบบตะวันตกผสมผสานตะวันออก จนได้รสชาติที่ถูกปากนักชิม

ตามด้วย “สปาเกตตี้ต้มยำซีฟู้ด” สปาเกตตีจานแซ่บที่ถึงเครื่องต้มยำแบบแท้ๆ เส้นเหนียวนุ่ม กุ้งเนื้อแน่น หอยแมลงภู่ตัวโตพอดีคำ การันตีว่าได้ลองแล้วอร่อยแซ่บเว่อร์แน่นอน

“กริลล์ แซลมอน” ปลาแซลมอนสดๆ อิมพอร์ตจากนอร์เวย์ นำไปย่างจนหนังกรอบนอก แต่เนื้อในยังนุ่มชุ่มฉ่ำ ราดด้วยซอส 2 สไตล์ที่เลือกได้คือ ซอสเทอริยากิ หรือซอสพริกหยวก

อีกเมนูคือ “สเต๊กเนื้อสตริปลอยน์” ที่ใช้เนื้อชั้นเลิศนำมาย่างให้สุกกำลังพอดี จนได้เนื้อนุ่มลิ้น ราดด้วยซอสรสเข้มข้น โหย! อร่อยเว่อร์ นอกจากนี้ยังมีเมนูอร่อย เช่น ครอสทู เอเชียน แร็ป ลาบหมูทอด พิซซ่าหน้าไส้อั่ว ซีซาร์สลัด ฯลฯ ให้เลือกอีกมากมาย รวมทั้งขนมสองเมนูเด็ดอย่าง ทีรามิสุ และข้าวเหนียวมะม่วงด้วย (ราคาอาหารเริ่มที่ 150 บาท++)

บรรยากาศดีแบบนี้ต้องต่อด้วยเครื่องดื่มสักแก้วสองแก้ว ขอแนะนำค็อกเทลเลย แก้วแรก The Barbadian Pirate สีเขียวใส มีส่วนผสมของ รัม ลิเคียวร์ น้ำสับปะรด น้ำเสาวรส น้ำมะนาว เหล้าสมุนไพร และน้ำเชื่อม

ตามด้วย X2 Secret สีชมพูทับทิม มีส่วนผสมของ บรั่นดี วอดก้า น้ำแครนเบอร์รี่ น้ำมะนาว และเหล้าสมุนไพร ต่อด้วย Green Vibe แก้วนี้ผสมวอดก้า ทริปเป้ิลเซก แอปเปิลกรีนทรี และโซดา

ปิดท้ายด้วย Margarita Sparkling แก้วสีชมพูหวาน มีส่วนผสมของ เตกีล่า ทริปเปิลเซก น้ำเชื่อมกลิ่นสตรอเบอร์รี่ และโซดา แล้วดื่มด่ำกับบรรยากาศสบายๆ ของร้านจนถึงดึก ฟังเพลงบรรเลงที่เปิดคลอเบาๆ ไปด้วยก็จบค่ำคืนนี้ด้วยความแฮปปี้แล้ว

ฟอร์ค คาเฟ่ อยู่ที่ชั้น 1 โรงแรมครอสทู ไวบ์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท (ซอยสุขุมวิท 52) เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. โทร. 02-331-9091 ต่อ ฟอร์ค คาเฟ่ และ FB : 4K Cafe หรือ FB : X2 Vibe Bangkok Sukhumvit Hotel

 

ข้าวต้มเจ๊เก อ่างศิลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/527175

ข้าวต้มเจ๊เก อ่างศิลา

โดย สิทธิปูทะเลย์

แวะเวียนกินกันมาเกือบ 20 ปี ตั้งแต่ร้านเป็นร้านเล็กๆ ในชุมชนอ่างศิลา ดินแดนแห่งครกหิน

เพราะไปเมืองชลบุรีบ่อย จนบัดนี้ขยายร้านใหญ่โต เพราะอิทธิฤทธิ์ของสดๆ จากท้องทะเล

ที่ร้านเจ๊เกนี่ เขาขายข้าวต้มเครื่อง มีทั้งข้าวต้มปลา กุ้ง หอย หมึก และผัดไทย หอยทอด วัตถุดิบหลัก คือของจากทะเล ทั้งกุ้ง หอย ปลา และหมึก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ย้ำว่าสดๆ และด้วยอิทธิฤทธิ์ของ “ของสด” ที่ว่าทำให้ร้านเจ๊เก ยืนยงและขยายใหญ่โตมาถึงวันนี้

ข้าวต้มที่ว่า เจ๊จะใช้ข้าวขาวที่หุงสุก ตักจากหม้อลงกระทะทอง ร่อนไปมาสักนับหนึ่งถึงสิบ ให้ข้าวสุกสะดุ้งน้ำ แล้วใส่ชาม ก่อนจะตามด้วยของทะเลลวก แล้วใส่น้ำซุปร้อนๆ และโรยหน้าด้วยขึ้นฉ่าย ข่าป่น กระเทียมเจียว และเสิร์ฟร้อนๆ

ง่ายๆ ไม่ยาก ไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะโชคดีได้วัตถุดิบแสนวิเศษ มาขยายความอร่อยข้าวต้มทั้งชาม

ที่ว่าง่ายไม่ซับซ้อน เพราะว่าหลังจากกินข้าวต้มร้านนี้มานาน ทำให้เรียนรู้ว่า แม้เราจะต้มข้าวไม่เก่ง ทำน้ำซุปพอทานได้ แต่เมื่อได้ปลาสด กุ้งสด มันจะดึงรสชาติของทุกสิ่ง ดึงความคิดเราไปอยู่ที่เนื้อปลา เนื้อกุ้ง

แล้วก็บอกว่า อืม!… ปลาสด กุ้งเนื้อแน่นไม่คาว เนื้อหวานดีจริงๆ เนื้อหมึกไม่เค็มไม่คาว แสดงถึงว่าไม่ใส่ยาอะไรทั้งสิ้น นั่นคือที่สุดความอร่อย

ที่ร้านข้าวต้ม ต้องบอกว่าไม่รับประกันความอร่อยของตัวข้าวต้มเลย เพราะบางวันข้าวก็เมล็ดแปลก กลิ่นข้าว หอมบ้าง ไม่หอมบ้าง น้ำซุปเค็มบ้าง อร่อยมากบ้างน้อยบ้างตามจังหวะของมือ

แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือของสด ฝีมือคนเลือกเขาเด็ดขาด เลือกใช้แต่ปลาอินทรีสดๆ จากทะเลใหม่ทุกวัน แล่บางๆ เรียงในตะกร้า เนื้อสดเป็นลิ่มๆ เนื้อสีชมพู สวย วาว กุ้งตัวใหญ่ชนิดตัวละ 2 คำ หมึกสด สะอาดไม่คาว และเมื่อข้าวต้มทะเลที่ตามด้วยข่าป่น กระเทียมเจียวเอง มันเลิศสุดๆ แต่สำหรับน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว หลังจากกินมาหลายร้านต้องบอกว่า ร้านนี้น้ำจิ้มเต้าเจี้ยวยังต้องปรับปรุงอีกมาก

หอยทอด ผัดไทย มีให้เลือกทาน แต่สำหรับอิฉันไม่ค่อยชอบ เพราะแป้งทอดอาจจะไม่ค่อยถูกจริตกับอิฉัน และอาจเพราะลูกค้ามากต้องทำเร็ว เลยขาดความละเมียดของการทอดแป้งไปมาก ไม่อยากเสียอารมณ์ เลยชอบสั่งแต่ข้าวต้มทะเลรวมมิตร ส่วนผัดไทย หอยทอดใช้วิธีจกจากจานเพื่อนๆ เอาสักคำสองคำก็พอ

สำหรับราคาอาหาร เนื่องจากกินกันมาตั้งแต่ชามไม่กี่สิบ ตอนนี้ชามเป็นร้อย และร้อยกว่าบาท ตามอัตภาพของจำนวนกุ้ง หอย ปลา ในชาม แต่อย่าได้เพิ่งต่อว่าแพงกันเชียว

ลองเข้าไปกิน จะติดใจได้ง่ายเพราะกุ้งก็ตัวใหญ่ ปลาอินทรีก็ชิ้นใหญ่ หมึก หอย สด เขาทำให้กินในราคานี้ก็ถือว่าราคาสมเหตุผลอยู่ และเราก็ไม่ได้กินกันบ่อย แต่หากท่านไปบางแสน อ่างศิลา แนะนำเลย ควรแวะทานค่ะ

สำหรับการเดินทางไม่ยากค่ะ ผ่านบางแสนผ่านตัวตลาดอ่างศิลา ร้านอยู่ริมถนนย่านขายครก ถามใครก็ได้ ร้านข้าวต้มเจ๊เกไปทางไหน

 

อาหารจีนต้นตำรับกวางตุ้งที่ ฟุ หมาน เหลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525760

อาหารจีนต้นตำรับกวางตุ้งที่ ฟุ หมาน เหลา

“ฟุ หมาน เหลา” มีความหมายที่ดีว่า ความสำเร็จ ความอุดมสมบูรณ์ และมั่งคั่ง เป็นความหมายอันเป็นสิริมงคล ที่ แสวง เจียรไพฑูรย์ กรรมการผู้จัดการ ผู้ก่อตั้งภัตตาคารจีนแห่งนี้ที่ชื่นชอบอาหารจีนเป็นพิเศษ ตั้งใจที่จะให้ฟุ หมาน เหลาเป็นห้องอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง ซึ่งถือเป็นสุดยอดอาหารจีนแนวหน้าที่ดีที่สุด

ภัตตาคารจีน ฟุ หมาน เหลา โรงแรม เดอะ ทวิน ทาวเวอร์ ตั้งอยู่บนถนนพระรามหกตัดใหม่รองเมือง เขตปทุมวัน ห้องอาหารจีนใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องมาตลอด 24 ปี

มีการคัดสรรวัตถุดิบที่สดใหม่ให้ลูกค้าได้รับอรรถรสและประทับใจในราคาที่เอื้อมถึง แม้ว่าจะเป็นห้องอาหารในโรงแรมก็ตาม การตกแต่งห้องแบบจีนสไตล์โมเดิร์น เน้นความโอ่โถงโล่งโปร่งสบาย รองรับลูกค้าได้ถึง 220 ที่นั่ง พร้อมห้องวีไอพีสำหรับความเป็นส่วนตัวถึง 7 ห้อง สรรค์สร้างความอร่อยและบรรจงจัดให้ทุกจานสวยงามโดย เชฟพัน เอี่ยมสะอาด ที่มีประสบการณ์ด้านอาหารจีนยาวนานถึง 24 ปี และเคยอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์มา 11 ปี จึงการันตีความอร่อยว่ารสชาติเป็นจีนแบบดั้งเดิม

อาหารเอกลักษณ์อันโดดเด่นของห้องอาหารก็คือ บุฟเฟ่ต์ติ่มซำ กับ ความอร่อยแบบไม่อั้นในมื้อกลางวัน เป็นสิ่งที่ดึงดูดลูกค้าประจำที่เติบโตมาพร้อมๆ กับห้องอาหาร เช่น เมนูติ่มซำเด็ดๆ ที่มีให้เลือกมากกว่า 40 ชนิด ตระเตรียมไว้ให้ลูกค้าเลือกอร่อย มีตั้งแต่แบบนึ่งในเข่งร้อนควันฉุย เช่น ขนมจีบ-ซิวหมาย ขนมจีบกุ้ง สดใหม่เคี้ยวกุ้งได้เต็มคำ ขนมจีบปู ฮะเก๋า สาหร่ายทะเล ปูอัดเห็ดหอมไส้กุ้งนึ่ง

กระเพาะปลายัดไส้นึ่ง ขาไก่ ซี่โครงหมูเต้าซี่ ก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้รวมมิตรหอมซีอิ๊วปรุงพิเศษ เนื้อปลานึ่งซีอิ๊ว ฝันโก๋ ลูกชิ้น กุยช่ายแป้งใสเนียนนุ่มพิเศษไม่เหมือนที่อื่น ซาลาเปาไส้หมูแดง หมูสับที่เคล็ดลับความอร่อยอยู่ตรงการเลือกหมูสันในอย่างดี เนื้อนุ่มนวล ละลายในปาก ซาลาเปาไส้ครีม เนื้อครีมหอมมัน ไม่หวานมาก ไข่เยี่ยวม้าทรงเครื่องรองด้วยหมูสับนึ่ง กรรเชียงปูนึ่ง หมูสับนึ่งหน้าไข่เค็ม ฯลฯ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ออร์เดิร์ฟเย็น เช่น ไก่แช่เหล้า เนื้อไก่นุ่มชุ่มฉ่ำลิ้น อกเป็ดหรืออกไก่รมควันยำถั่วฝักยาวพริกเซี่ยงไฮ้กรุบกรอบ ขาหมูยัดไส้ แมงกะพรุนน้ำมันงา ตามด้วยของทอด เช่น เผือกทอด เกี๊ยวทอด ข้าวเหนียวงาทอด ขนมผักกาดทอด ถุงเงิน ถุงทอง เปาะเปี๊ยะฮ่องกงทอด หรือจะอร่อยแบบคล่องคอกับเมนูซุปเสฉวน ซุปเยื่อไผ่เห็ดหอม ไก่ตุ๋นยาจีน ซุปดอกไม้จีน นอกจากนั้นห้องอาหารยังมีอาหารในฮอตดิช ร้อนๆ อาทิ ข้าวผัดกวางเจา อีหมี่ผัดแฮม เนื้อปลาน้ำแดง ปลาหมึกทอดซาซ่าซอส เต้าหู้ผัดซูชินี่ ปลาผัดต้นกระเทียม หมูผัดซอสเอ็กซ์โอ ฯลฯ และยังมี ซุ้มก๋วยเตี๋ยว ซุ้มข้าวหน้าต่างๆ พร้อมผลไม้ ของหวาน เช่น น้ำแข็งไส ขนมเค้ก อาหารในบุฟเฟ่ต์ติ่มซำจะสลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน ในราคาเพียงท่านละ 500 บาทเท่านั้น รวมชาหรือเก๊กฮวยร้อนเย็นแล้ว

สำหรับเมนูแนะนำช่วงมื้อเย็นที่ภัตตาคารจีน ฟุ หมาน เหลา เปิดบริการปกติจำหน่ายอาหารตามเมนู อาทิ สลัดหอยเชลล์ฮอกไกโดในส้มแมนดาริน เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพ มีวัตถุดิบทั้ง แคนตาลูป แก้วมังกร เนื้อส้มแมนดาริน แอปเปิ้ล และหอยเชลล์สแกลลอปฮอกไกโด กุ้งญี่ปุ่น ราดด้วยมายองเนสสูตรพิเศษฟุ หมาน เหลา หรือจะเป็นเมนูผักโขมทรงเครื่องหม้อดิน ที่มีรสชาติหอมหวานอร่อย มีกลิ่นอายของเบคอน แฮม หอยเชลล์แห้ง เห็ดหอม ได้รสชาติความหอมมันจากไข่เยี่ยวม้า ที่ทางเชฟทำเองกินคู่กับผักโขม

เมนูหูฉลามแผ่นวังหลวง เสิร์ฟกับยอดซุปน้ำใส อาหารบำรุงกำลังชั้นยอด จากวัตถุดิบชั้นเลิศ พร้อมน้ำซุปที่ต้มนานถึง 15 ชั่วโมง และที่พลาดไม่ได้หากมาที่นี่คือ เป็ดปักกิ่ง ย่างมาหอมๆ หนังกรอบ ไม่มัน แป้งบางนุ่ม เนื้อเป็ดบริการฟรี ทำเป็นเมี่ยงเป็ด ปิดท้ายด้วยมื้อค่ำกับเมนูแบบเป็นเซต และเมนูจานเด็ดอีกหลากหลาย ที่เชฟสร้างสรรค์เป็นโปรโมชั่นใหม่ทุกๆ 2 เดือน พิเศษไปกว่านั้นทางห้องอาหารจัดโปรโมชั่นเด็ดๆ ทุกเดือนผ่านทางเฟซบุ๊กของโรงแรม http://www.facebook.com/TheTwinTowersHotelBangkok เพื่อเติมเต็มทุกรสสัมผัสกับเสน่ห์แห่งรสชาติอาหารจีนกวางตุ้งในราคาที่เหมาะสม

ภัคตาคารจีน ฟุ หมาน เหลา เปิดบริการทุกวัน มื้อกลางวัน 11.30-14.30 น. และมื้อเย็น 18.00-22.30 น. สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 02-216-9555 ต่อ 11452 ควรโทรมาจองล่วงหน้า 1 วัน ทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น เพราะที่นี่มีลูกค้าประจำมาอุดหนุนไม่ขาด

 

หอมกรุ่นกาแฟกลางสวน คินน์ แคฟเฟ่ แอนด์ คราฟท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525759

หอมกรุ่นกาแฟกลางสวน คินน์ แคฟเฟ่ แอนด์ คราฟท์

หลบหลีกความวุ่นวายด้วยการเดินทางลึกเข้าไปในซอยลาดพร้าว 25 อันเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟน้องใหม่ ในบรรยากาศสวนร่มรื่น พร้อมหอมกรุ่นกาแฟจากถิ่นเหนือและละเลียดของหวานสไตล์โฮมเมด ที่จะทำให้หลงลืมเวลาไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวกันทีเดียว

คินน์ แคฟเฟ่ แอนด์ คราฟท์ (Kinn Kaffe & Craft) ชื่อนี้มีความหมาย Kin มาจากภาษาอังกฤษ แปลว่า เครือญาติ (N ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อให้เขียนโลโก้ร้านได้สวยงามมากยิ่งขึ้น) ส่วน Kaffe เป็นภาษาอิตาลีที่แปลว่า คาเฟ่ และคำว่า Craft แปลว่า งานทำมือ สไตล์โฮมเมด แปลโดยรวมได้ใจความว่าร้านกาแฟที่ต้อนรับคุณดุจเครือญาติ พร้อมกับชื่นชมงานฝีมือที่เจ้าของร้านวัยหนุ่ม และผองเพื่อนร่วมกันประดิษฐ์งานศิลปะมาขายในร้าน ไม่ว่าจะเป็นสมุดโน้ต จาน และงานศิลปะ ฯลฯ 

คาเฟ่แห่งนี้มีจุดเริ่มต้นที่ว่า หนุ่มวิน-ชิตชนันท์ ขรขันฑ์ และแฟนสาว ชอบดื่มกาแฟเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผสานกับทั้งคู่จบการศึกษาทางด้านภูมิสถาปัตยกรรม จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ และทำงานออกแบบสวนควบคู่ไปด้วย จึงมีไอเดียอยากเปิดร้านกาแฟสักร้าน พร้อมทั้งใช้เป็นที่พักและโฮมออฟฟิศไปในตัว มากไปกว่านั้นคือได้ออกแบบตกแต่งสวนอย่างที่ตัวเองถนัด

ทั้งคู่เริ่มปรับปรุงและตกแต่งด้วยการรีโนเวตพื้นที่ของบ้านไม้หลังเก่ายุคไนน์ตี้ส์แห่งนี้ ให้ดูอบอุ่นและเป็นกันเองในสไตล์

 

 

โรแมนซ์รัสติก ความดิบผสมความโรแมนติกเอาไว้อย่างลงตัว โดยยังคงโครงสร้างเดิมที่สวยงามของบ้านไว้ทั้งหมด เพียงแค่ทาสีและปรับพื้นที่ให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า เน้นการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์รวมไปถึงของแต่งบ้านในสไตล์วินเทจ ผสมผสานทั้งของเก่าที่สะสมเอาไว้และของใหม่ที่ล้วนส่งผลให้ร้านมากด้วยเสน่ห์

บรรยากาศด้านนอก ทั้งคู่ลงมือลงแรงตั้งแต่ตกแต่งพื้นหน้าร้าน ด้วยการเรียงอิฐมอญสลับไปมาอย่างสนุกสนาน รวมทั้งจัดวางโต๊ะยาว เก้าอี้มีสไตล์ รวมทั้งโต๊ะไม้และโต๊ะเหล็กที่มีลีลารอบๆ ร้าน นับรวมไปถึงพันธุ์ไม้แขวน นานาของตกแต่งสวนที่เลือกสรรมาอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว

 

อีกหนึ่งเสน่ห์ถือว่าเป็นไฮไลต์ของร้านก็ว่าได้ นั่นคือสวนรอบๆ ร้านที่แสนร่มรื่น มีการเบรกพื้นที่กำแพงด้วยไม้พุ่มริมรั้วอย่างต้นโมก ขยายพื้นที่โล่งด้วยสนามหญ้า และเพิ่มลูกเล่นมากด้วยเสน่ห์ด้วยการปลูกตะบองเพชรต้นใหญ่อย่างพันธุ์คอนโดนางฟ้า ต่างเสริมรับให้เหมาะสำหรับการนั่งเล่นเพลินๆ ในวันที่อากาศเป็นใจ

คาเฟ่แห่งนี้เน้นเสิร์ฟเครื่องดื่มอย่างชา กาแฟ โดยทางร้านเลือกใช้เมล็ดกาแฟไทยอย่างดีจากดอยช้างและกาแฟอราบิกาจากถิ่นเหนืออีกหลายแห่ง ที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว รวมไปถึงเมนูขนมเค้กสุดคลาสสิก และอนาคตอันใกล้จะเพิ่มเมนูอาหารจานเดียวทั้งอาหารไทยและสปาเกตตีที่กินง่ายอร่อยนาน

 

 

คอกาแฟอย่าลืมเรียกหา Latte รสชาติของกาแฟอราบิกา ที่ผสมเข้ากับนมได้อย่างลงตัว รสชาติกลมกล่อมมาก 

สำหรับใครที่มองหาเครื่องดื่มเย็นๆ ลองสั่งซิกเนเจอร์เมนูของทางร้าน Kinn Iced  กาแฟเย็นผสมนมที่เพิ่มความพิเศษด้วยไซรัปกลิ่นฮาวายสูตรพิเศษของทางร้าน หรือจะเป็น Matcha Green Tea ที่ใช้ผงมัทฉะชาเขียวแบบเข้มข้น ซึ่งบดจากใบชาเชียวที่ส่งตรงจากทางเหนือ

 

 

ของใหม่ที่เพิ่งมาเสิร์ฟหมาดๆ และไม่ควรพลาดอย่างยิ่งนั่นคือชากุหลาบ ชากุหลาบฝรั่งเศส กลิ่นหอมอ่อนๆ ผสานกับสีทองจางๆ ดื่มแล้วสดชื่นและดีต่อสุขภาพ

มาถึงเมนูขนมหวานอย่างเค้กมะพร้าว เนื้อนุ่มลิ้น รสหวานกำลังดี หรือจะเป็นเค้กบลูเบอร์รี่ชีส ที่ทางร้านทำเอง และเลือกใช้วัตถุดิบชั้นดี แครกเกอร์ท็อปด้วยชีสผสมไข่ อ่อนนุ่มละมุนลิ้นราดด้วยบลูเบอร์รี่ตัดความเลี่ยนอีกที ช่างเป็นความอร่อยที่ลงตัวที่สุด

คินน์ แคฟเฟ่ & คราฟท์ ซอยลาดพร้าว 25 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. (หยุดทุกวันพุธ) โทร. 09-9179-1257 

 

ปลาร้า 5 ลุ่มน้ำ แสนแซ่บไม่เกรงใจใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525758

ปลาร้า 5 ลุ่มน้ำ แสนแซ่บไม่เกรงใจใคร

เอ่ยชื่อ “ปลาร้า” แม้ว่าจะทำให้เกิดจินตนาการเรื่องกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ของใครหลายๆ คน แต่เชื่อว่า หากได้ลองลิ้มชิมรสปลาร้าชั้นดีกันแล้ว รับรองว่าจะติดใจในรสชาติของอาหารแบบ “ขั้นกว่า” และยากจริงหนาที่จะย้อนกลับไปรับรสส้มตำแบบเดิมๆ ได้อีก

ในหนังสือ พ่อครัวหัวป่าก์ ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่า ปลาร้า คืออาหารที่แพร่หลายในเอเชียอาคเนย์ตั้งแต่เมื่อ 2,000-3,000 ปีมาแล้ว โดยเริ่มในวัฒนธรรมมอญและเขมร โดยคาดว่า สิ่งที่ทำให้เกิดเป็นจานปลาร้าขึ้นมา ก็ไม่ต่างจากเหตุผลเรื่องการถนอมอาหารของภูมิภาคอื่นๆ ก็คือ ในฤดูที่มีปลามาก รับประทานไม่หมด จะทิ้งไปก็เสียของ จึงต้องเอาเกลือใส่เพื่อจะเก็บไว้กินได้ตลอดปี ซึ่งวิธีการทำแบบออริจิ (นัล) นั้นมักจะรอให้ปลาเริ่มมีกลิ่นนิดหน่อย จึงเติมเกลือเข้าไปให้เกิดเป็นปลาร้า

วัฒนธรรมมอญและเขมร ทำไมจึงกลายเป็น “เทรดมาร์ก” หรือเครื่องหมายการค้าที่ตรายี่ห้ออาหารอีสาน หรืออาหารลาวไปได้ จริงๆ แล้ว ทุกถิ่นที่เคยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมอญและเขมรล้วนแต่ได้รับมรดก “ปลาร้า” ไปครองทั้งนั้น เช่นฝั่งมอญก็จะส่งอิทธิพลทางด้าน จ.สุพรรณบุรี และตามอำเภอของ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ใกล้ๆ กัน ขณะที่ทางด้านเขมร สมัยก่อนอาณาจักรขอมสุดเกรียงไกร กินอาณาเขตไปทั่ว ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และลาว

แม้ว่าปลาร้าจะเป็นส่วนผสมในอาหารมากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะในอาหารมอญแทบทุกจาน ทว่า เหตุที่อาหารอีสานและลาวสามารถยึด “เทรดมาร์ก” ผู้นำด้านปลาร้าในปัจจุบันไปได้ ก็น่าจะเป็นเพราะจานอาหารสุดฮิตทุกทิศทั่วไทย อย่าง “ส้มตำ” นั่นเอง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ส่วนผสมหลักในการทำปลาร้า นอกจากมีปลา ที่ใช้ได้ทั้งปลาสดๆ และปลาที่เริ่มมีกลิ่นเล็กน้อย, เกลือ และข้าวคั่ว โดยนำปลาของแต่ละท้องถิ่นมาล้างให้สะอาดประมาณ 1-3 น้ำ (ถ้ามีเกล็ดต้องขอดเกล็ดออกด้วย) ซึ่งปลาเล็กกับปลาใหญ่มักไม่ทำมาใส่ร่วมไหเดียวกัน

เมื่อปลาสะอาดได้ที่ ก็นำเกลือมาคลุกเคล้ากับเนื้อปลาเบาๆ ทิ้งไว้สักครู่ แล้วนำข้าวคั่วมาคลุกกับปลาที่พักเอาไว้ ประมาณ 15 นาที ให้เนื้อปลาเข้ากับเกลือและข้าวคั่วดีแล้ว จึงนำลงบรรจุใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น ไหซอง หรือไหปากสองชั้น ที่ล้างสะอาดและแห้ง โดยใส่ปลาให้ต่ำกว่าระดับขอบปากไหเล็กน้อย ปิดปากไหด้วยผ้าหรือพลาสติก

ถ้าเป็นไหซอง ชาวบ้านนิยมใช้ผ้าห่อขี้เถ้าให้เป็นก้อน โตกว่าปากไหแล้วนำมาปิดทับ เพื่อป้องกันแมลงวันมาไข่ หมักทิ้งไว้จนมีน้ำเกลือไหลท่วมปลาในไห และตัวปลาออกเป็นสีแดงกว่าเดิม แสดงว่าเป็นปลาร้าแล้ว โดยเวลาที่ใช้หมัก อาจแตกต่างกันไปตามขนาดของตัวปลา แต่ส่วนใหญ่จะทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 5-8 สัปดาห์ หรือนานที่สุดอาจถึง 1 ปี

ปลาร้าที่หมักไว้นาน 6 เดือนขึ้นไป ถือว่าปลอดภัยไร้พยาธิ ซึ่งการเก็บไหปลาร้าควรอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี แสงแดดส่องไม่ถึง และไหต้องเป็นภาชนะทึบแสง หากปลาร้าถูกแสงแดดและอากาศ จะทำให้ปลาร้ามีสีคล้ำ หรือถ้าเก็บในที่เย็นเกินไป จะทำให้กลิ่นไม่หอม

ถึงแม้ส่วนผสมและขั้นตอนในการทำปลาร้าจะไม่ค่อยแปลกแตกต่างกันมากนัก ทว่า ปลาร้าในแต่ละท้องถิ่นนั้นย่อมแตกต่างกันไป ใครไม่เชื่อไปท้าพิสูจน์กันได้ที่ร้านแสนแซ่บ ชั้น 4 สยามพารากอน ที่เพิ่งเปิดตัวอาหารชุดพิเศษ 5 โตก 5 สไตล์ ชูจุดเด่นที่วัตถุดิบใหม่ คือ “ปลาร้าจาก 5 ลุ่มน้ำ” โดยหุ้นส่วนร้านได้ไปคัดสรรด้วยตัวเองมาเป็นอย่างดีจาก 5 ลุ่มน้ำกันเลยทีเดียว

เริ่มแซ่บกันแบบเบาๆ ด้วย ขันโตกสำรับขุนแผน ซึ่งใช้ปลาร้าจากลุ่มแม่น้ำท่าจีน จ.สุพรรณบุรี ที่ได้จากการหมักปลากระดี่ ปลาสลิด และข้าวคั่ว เพื่อให้เกิดกลิ่นหอม และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ในส้มตำเพิ่มรสชาติ กลิ่นหอม และรสสัมผัสด้วยปลาป่น เสิร์ฟมาพร้อมกับกุ้งแม่น้ำเผาตัวใหญ่และเครื่องเคียง

ตามมาด้วย ขันโตกภูไทแสนแซ่บ ที่อาศัยปลาร้าจากลุ่มแม่น้ำชี จ.กาฬสินธุ์ น้ำปลาร้าสีดำเทา รสชาติกลมกล่อม ตำพร้อมกุ้งฝอยคั่ว และเม็ดกระถิน เข้ากันได้ดีกับมะละกอดิบ รับประทานคู่ปลานิลทอดจากเขื่อนลำปาว

ลุ่มน้ำใกล้ๆ กัน กับ ขันโตกสายบัวแซ่บนัว ปลาร้าจากลุ่มแม่น้ำโขง จ.อุดรธานี น้ำปลาร้ารสชาติเค็มหวานลงตัว ตำคลุกกับสายบัวสดประจำท้องถิ่น เสิร์ฟมาพร้อมลาบเป็ดอุดรรสแซ่บอีกด้วย

ขณะที่จานไฮไลต์! ขันโตกดูเรียนตำพริ้ว ใช้ปลาร้าจากลุ่มแม่น้ำจันทบูร จ.จันทบุรี น้ำปลาร้าที่นี่หมักกับสับปะรดพันธุ์ภูชวา ทำให้มีรสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน นำมาตำคลุกเคล้ากับทุเรียนอ่อนพันธุ์หมอนทอง จ.จันทบุรี โรยหน้าด้วยทุเรียนทอดกรอบ เพิ่มรสสัมผัส และรสชาติหวานมัน เสิร์ฟมาคู่กับเส้นจันท์ผัดปูนิ่ม สูตรเด็ดจากแสนแซ่บ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวงการส้มตำไทย ที่นำวัตถุดิบที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นราชาแห่งผลไม้ คือ ทุเรียน มาใช้เป็นส่วนผสมหลักของส้มตำแทนมะละกอ ทุเรียนอ่อน พกกลิ่นเอกลักษณ์มาจางๆ ผสมผสานปลาร้ารสชาติเปรี้ยวอมหวาน เข้ากันได้ดี

ปิดท้ายด้วย ขันโตกสะบายดี ที่ใช้ปลาร้าจากลุ่มแม่น้ำงึม แขวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว อันเป็นปลาร้าที่ผ่านการหมักเป็นระยะเวลานาน ทำให้ได้น้ำปลาร้ารสชาตินัวเข้มข้น กลิ่นรสยั่วยวนชวนรับประทานมาแต่ไกล รับประทานคู่กับไก่ย่างสูตรเฉพาะของแสนแซ่บ และเครื่องเคียง โดยนอกจากเมนูขันโตกแล้ว ยังสามารถเลือกสั่งส้มตำจานเดี่ยวๆ จากแต่ละลุ่มน้ำได้ด้วย

ช่วงนี้มีโปรโมชั่นเด็ด สะสมแต้มรับประทานขันโตกให้ครบทั้ง 5 ลุ่มน้ำ จะได้บัตรรับประทานอาหารฟรี มูลค่า 2,500 บาทแน่ะ (สอบถามได้ที่ร้านแสนแซ่บ สาขาสยามพารากอน)ไม่เพียงเมนูขันโตกปลาร้าจาก 5 ลุ่มน้ำเท่านั้น ใครชื่นชอบรับประทานข้าว สามารถเลือกสั่ง ข้าวปลาส้ม เสิร์ฟพร้อมน้ำพริกปลาร้าสับแสนอร่อย ได้ด้วย — เมนูนี้ขนาดคนที่เอ่ยปากว่าไม่รับประทานปลาร้า พอได้ชิมแล้วยังเอ่ยปากขอปลาร้าสับเพิ่มเลยนะ จะบอกให้

สำหรับแสนแซ่บมีทั้งหมด 6 สาขา คือ สาขาสยามพารากอน, สาขาเทอร์มินอล 21, สาขา อินต์’ อินเทอร์เซกต์ พระราม 3, สาขา เดอะ ไนน์ พระราม 9, สาขาเสนา เฟส เจริญนคร, สาขา เดอะ เซอร์เคิล ราชพฤกษ์ และกำลังจะเปิดสาขาเซ็นทรัล พระราม 2 เร็วๆ นี้ โดยเมนูขันโตกปลาร้าจาก 5 ลุ่มน้ำ เสิร์ฟเฉพาะที่สาขาสยามพารากอน โทร. 09-5365-6951, 02-610-9525