สนุกกับซูชิคำโปรด @ ซูชิ เด็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 17:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/475545

สนุกกับซูชิคำโปรด @ ซูชิ เด็น

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ กิจจา อภิชนรุจเรข

การตกแต่งแนวโมเดิร์นสไตล์ญี่ปุ่น ที่เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ โต๊ะเก้าอี้สีอ่อนโทนเอิร์ธโทน ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายตา และโดดเด่นด้วยซูชิบาร์สายพาน ที่พร้อมเสิร์ฟซูชิสดใหม่ ทำให้ซูชิ เด็น (Sushi Den) มีมากถึง 15 สาขาในกรุงเทพฯ และล่าสุดกับสาขาเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ ที่เปิดมาราว 3 เดือนแล้ว

หากเอ่ยถึง ซูชิ เด็น สิ่งโดดเด่นและมัดใจลูกค้า คงหนีไม่พ้นซูชิและซาชิมิ ที่เน้นคุณภาพความสดของปลา ซึ่งมาจากตลาดซึคิจิ โตเกียว แต่เมื่อไม่นานนี้ซูชิ เด็น เพิ่งเปลี่ยนเมนูเล่มใหญ่ใหม่ล่าสุด ขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัว เพิ่มเมนูอาหารจานร้อนเข้ามาอีกเพียบ ซึ่งเมื่อได้ชิมต้องร้องสุโค่ย! เหมือนเดิม

 

จึงเรียกได้ว่า ครบทุกความต้องการ เริ่มจากอาหารว่างเรียกน้ำย่อยที่เด็ด คือ Salmon Mini Karage หรือครีบปลาแซลมอนทอด ครีบส่วนท้อง คลุกเคล้าส่วนผสมของแป้งมีรสชาติแล้วนำไปทอด ก่อนกินบีบมะนาวลงไปนิดหน่อยเพื่อตัดรสชาติ ก็จะได้รสเปรี้ยวนิด เค็มหน่อย ก่อนจะขยับมาที่เมนูที่เพิ่มมาหลากหลายจนสาวๆ ต้องร้องโอ้โห! คือสลัด

จานเด็ดสุด Spinach Salad น้ำสลัดสูตรมีรสชาติเฉพาะตัวมีถั่วและกระเทียมที่เข้ากับผักโขมแบบไร้ที่ติ แต่เมนูใหม่จานใหญ่คือสลัดปูนิ่มที่เต็มอิ่มกับปูนิ่มทอดกรอบชิ้นใหญ่บนผัก โปะหน้าด้วยวุ้นเส้นทอดกรอบและเพิ่มรสด้วยน้ำสลัดงา

 

ต่อมา คือเมนูแนะนำในหมวดซูชิ คือ Minato Set เป็นเซตซูชิที่อยู่ตรงกลางระหว่างความพรีเมียมและเบสิก มีทั้งปลาเอ็นกาวะ เอ็นโทโร่ ทูน่า ปลาไหล ฮามาจิ กินไม่ยากสำหรับมือใหม่ จากนั้นก็ชิมเมนูใหม่ ชื่อ Spicy Salmon Roll มีรสเผ็ดด้วยซอสสูตรพิเศษของทางร้านซึ่งให้รสเผ็ดสไตล์ญี่ปุ่น คนไม่ชอบอาหารรสจืดต้องกินซ้ำ

ฝั่งเมนูครัวร้อนที่เพิ่มเข้ามามีทั้งข้าวด้ง อุด้ง ส่วนที่ได้ลองชิมวันนี้มีสเต๊กหมู ใช้สันคอเนื้อนุ่ม จะสั่งพร้อมเซตที่มีข้าว น้ำซุป และสลัด หรือสั่งแยกเดี่ยวก็ได้เช่นกัน หากคุณต้องการข้อมูลของซูชิ เด็น ทั้ง 15 สาขา ติดตามที่เฟซบุ๊ก Sushi Den สำหรับสาขาเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ อยู่ที่ชั้น 5 โทร.02-193-8209

 

4 คอร์สพิเศษจากเชฟมิชลินสตาร์ ฉลองเปิด มูเกนได สเต๊กเฮาส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 17:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/475542

4 คอร์สพิเศษจากเชฟมิชลินสตาร์ ฉลองเปิด มูเกนได สเต๊กเฮาส์

โดย…คาเอรุ kaeru.the.frog@gmail.com

สาวกอาหารญี่ปุ่นและยุโรปหัวใจพองโต เมื่อ กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท มูเกนได เปิดร้านมูเกนได สเต๊กเฮาส์ (Mugendai Steakhouse) ร้านกริลล์สเต๊กและเทปันยากิ ระดับพรีเมียม สไตล์โมเดิร์นเจแปนนิส โดยถือฤกษ์ดีจัดงานฉลองเปิดร้านเมื่อวันอังคารที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ณ ชั้น G โซนคาแนล ศูนย์การค้าสยามพารากอน

เพื่อฉลองเปิดร้าน ได้เชื้อเชิญเชฟมิชลินสตาร์ เทปันยากิหนึ่งเดียว ของปี 2559 อิชิกากิ โยชิดะ บินตรงจากโตเกียวมาเพื่อครีเอทเมนูแสนอร่อย ระหว่างวันนี้-18 ม.ค.นี้เท่านั้น

เชฟมิชลินสตาร์รังสรรค์ 4 คอร์สพิเศษสุดพรีเมียม ตั้งแต่ Beef Set Grand Course (บีฟ เซต แกรนด์ คอร์ส) อาหาร 6 คอร์ส ราคา 1.2 หมื่นบาท ประกอบด้วย Starters ; Honmaguro With Caviar ปลาบลูฟิน ทูน่า ส่วนเนื้อแดง (อกามิ) ทาด้วยซอสสูตรพิเศษ ท็อปด้วยคาเวียร์ เกรดพรีเมียมจากฝรั่งเศส Charcoaled Crust Shark Fin หูฉลามสั่งพิเศษจากญี่ปุ่น ชุบเกล็ดขนมปังชาร์โคลทอด กรอบนอกนุ่มใน เหมาะสำหรับเรียกน้ำย่อย Ise Ebi with Bafun Uni Sauce Topped with Black Truffle กุ้งล็อบสเตอร์ญี่ปุ่น ย่างบนเตาเทปัน ราดด้วยซอสสูตรพิเศษจากไข่หอยเม่น ท็อปด้วยไข่หอยเม่นสายพันธ์ุบาฟุน สีส้มเข้ม โรยด้วย Black Truffle จากอิตาลี

 

Main Course ; Grilled Award-Winning 40 months-Kitauchi Premium Beef (Ishigaki Yoshida Crispy Steak Signature Dish) เมนูซิกเนเจอร์ของเชฟโยชิดะ ใช้เนื้อสายพันธ์ุเดียวกับวางุ จากฟาร์มคิตาอุชิ ที่ได้รับรางวัลเนื้อวัวคุณภาพดีของประเทศญี่ปุ่น นำไปย่างบนเตาเทปันทั้ง 6 ด้าน พักไว้ด้านละครึ่งชั่วโมงเพื่อให้เนื้อนุ่มจากด้านใน กินคู่กับเกลือจากโอกินาวา ซอสกระเทียม ซอสบ๊วย เสิร์ฟพร้อมมันหวานจากญี่ปุ่น Consomme Rice, Black Truffle Beef Curry ข้าวแกงกะหรี่สูตรพิเศษ ที่ซอสจากเครื่องเทศกว่า 30 ชนิดทั่วโลก ใช้เวลาเคี่ยวนานถึง 5 ชั่วโมง เสิร์ฟพร้อมข้าวที่หุงจากซุปเนื้อวัว แต่งหน้าด้วยเนื้อวางุจากฟาร์มคิตาอุชิ ท็อปด้วยแบล็กทรัฟเฟิลจากฝรั่งเศส เสิร์ฟพร้อมซุปหอยตลับและผักดองสูตรเฉพาะ ปิดท้ายด้วย Dessert สุดพิเศษจากเชฟ

ชุด Seafood Set Grand Course (ซีฟู้ด เซต แกรนด์ คอร์ส) เสิร์ฟ 6 คอร์ส ราคา 1.2 หมื่นบาท ประกอบด้วย Starters เหมือนชุดแรก ส่วน Main Course; Seared Nodoguro with Crispy Crust ปลาโนดุกูโร หรือปลากะพงสีชมพูจากญี่ปุ่น มีเนื้อมันและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ย่างบนเตาเทปัน โดยจะนำเกล็ดขนมปัง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ใบโอบะไปปั่นรวมกันนำไปทอดให้กรอบ และนำไปโรยบนปลาที่ย่างไว้ Black Truffled-Hokkaido Kegani Crab on Rice ข้าวญี่ปุ่นนำไปหุงกับน้ำซุปญี่ปุ่น ท็อปด้วยปูขนจากฮอกไกโด โรยด้วย Black Truffle เสิร์ฟพร้อมซุปหอยตลับและผักดองสูตรเฉพาะ ปิดท้ายด้วย Dessert สุดพิเศษจากเชฟ

 

สำหรับชุด Beef Set Regular Course (บีฟ เซต เรกกูล่า คอร์ส) 4 คอร์ส ราคา 7,000 บาท ประกอบด้วย Starters; Charcoaled Crust Shark fin และ Main Course และ Dessert เหมือนกับชุดที่ 1

ชุด Seafood Set Regular Course (ซีฟู้ด เซต เรกกูล่า คอร์ส) เสิร์ฟ 4 คอร์ส ราคา 7,000 บาท มี Starters; Charcoaled Crust Shark fin และ Main Course และ Dessert เหมือนกับชุดที่ 2

ไปสัมผัสรสชาติกริลล์สเต๊กและเทปันยากิ ระดับพรีเมียม จากเชฟโยชิดะ ได้วันนี้-18 ม.ค. ที่ มูเกนได สเต๊กเฮาส์ ชั้น G โซนคาแนล ศูนย์การค้าสยามพารากอนโทร.08-9510-4555

*หมายเหตุ – อาหารในภาพไม่ใช่ปริมาณที่เสิร์ฟในร้านจริงๆ เป็นปริมาณน้อยกว่าเพื่อการชิมเท่านั้น

 

แซนด์วิชกุ้งผงกะหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 09:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/475397

แซนด์วิชกุ้งผงกะหรี่

โดย…สีวลี ตรีวิสวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ช่วงต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสขึ้นดอยไปทางแม่ฮ่องสอน บางช่วงต้องนั่งรถติดต่อกันเป็นเวลานาน หนทางคดเคี้ยวจนต้องหาอะไรรองท้องไว้ไม่ให้ท้องว่าง ปกติไม่ค่อยซื้ออาหารจากในร้านสะดวกซื้อตามปั้มสักเท่าไหร่นัก แต่ครั้งนี้จำเป็นต้องติดเสบียงเอาไว้บ้างหรือต้องรองท้องเอาไว้ก่อน เนื่องจากเดินทางคณะใหญ่ จะหยุด จะแวะกินตรงไหนตามใจชอบนั้นไม่ได้ พอถึงปั๊มมีร้านสะดวกซื้อยอดนิยมมองหาแซนด์วิชเก็บเอาไว้หลายชิ้นเผื่อตัวเองและสมาชิกในรถ

รสชาติแซนด์วิชที่มีให้เลือกหลากหลายแต่ละยี่ห้อรสชาติอร่อยถูกปาก เชื่อว่าเขาคงทำวิจัยกันออกมาแล้วว่ารสชาติแบบนี้เป็นที่นิยม สิ่งที่ขัดใจคงเป็นปริมาณของไส้แซนด์วิชที่บางกะจ้อยร่อยแทรกอยู่ระหว่างขนมปัง เลยเป็นที่มาของตอน Cold Sandwiches ของเรา ที่อยากจะทำแซนด์วิชตามใจตัวเอง เน้นไส้เยอะๆ ขนมปังนุ่มๆ

เจ้าตำรับของแซนด์วิชเย็นคงเป็นฝรั่งชาติตะวันตก แต่แซนด์วิชเย็นสไตล์ญี่ปุ่นทำให้ทั่วต้อง “ช็อก” กับสไตล์ Cold Sandwich ยอดนิยมที่มุ่งเน้นไส้มากกว่าขนมปัง ไส้อัดแน่นเยอะชนิดที่เรียกว่า ฉลากสวยอย่างไร ไส้อัดแน่นเน้นคุณภาพอลังการเท่านั้น เนื้อเป็นเนื้อ ผักเป็นผัก เรียกว่า ทั้งสวยและน่ากิน เต็มอิ่มกันไปเลย

ฉบับนี้ผู้เขียนขอทำเป็นแซนด์วิชกุ้งแบบเย็น ถ้าใส่ใจในขั้นตอนการทำรับรองว่าเก็บไว้ได้ถึง 2-3 วัน ไว้ในตู้เย็นโดยไม่เสียเลย เริ่มตั้งแต่การเลือกกุ้ง ถ้าได้ไปตลาด แนะนำให้หาซื้อกุ้งทะเลตัวเล็กสักนิดจะได้เนื้อนุ่มไม่แข็งมาก แนะนำให้ต้มกุ้งทั้งเปลือกในน้ำเกลือเดือดๆ ช่วยให้กุ้งมีเนื้อแน่นไม่เละ สีสวย คงความหวานของเนื้อกุ้งไว้ จากนั้นเมื่อกะว่ากุ้งสุกดีแล้วต้องรีบแช่น้ำเย็นจัดๆ ไม่ต้องกังวลว่าน้ำจะทำให้กุ้งเสียรสเพราะเราต้มทั้งเปลือก นี่แหละเคล็ดลับที่จะทำให้กุ้งเก็บได้นานขึ้นด้วย แต่ถ้าไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวงเลือกกุ้งแช่แข็งไปได้เลย แค่เอามาลวกแล้วแช่น้ำเย็นจัดไว้

รสชาติของแซนด์วิชเย็นสำคัญที่ส่วนผสม “น้ำปรุง” ที่มีมายองเนสเป็นส่วนผสมหลัก มายองเนสมีความข้นเพราะเป็นซอสที่มีน้ำมันผสมอยู่ จำเป็นต้องปรุงรสให้เข้มข้นรสจัดจ้านไว้จะช่วยให้แซนด์วิชไม่จืดจนเอียนได้

เคยคุยกับเชฟญี่ปุ่น เขาบอกว่าหัวหอมที่ผสมอยู่ในน้ำสลัดหรือมายองเนสสำหรับแซนด์วิช นิยมเอาหัวหอมที่หั่น สับหรือซอยไว้แล้วมาล้างน้ำเย็นจัดๆ เพื่อให้หัวหอมใหญ่คายน้ำที่เป็นรสเผ็ดๆออกมา เหลือไว้แต่ความหอมนิด กรอบหน่อยๆ ของหัวหอมที่จะช่วยเพิ่มรสชาติ ยิ่งเวลาทำเป็น “Batch” ใหญ่ๆ ทีละเยอะๆ การล้างหัวหอมช่วยให้ควบคุมรสชาติได้ง่าย แต่สำหรับการทำตามบ้าน ไม่จำเป็นต้องล้างหัวหอมก็ได้เพราะเสียเวลา นอกจากว่าจะมีเด็กๆ เยอะ ที่กลัวกลิ่นฉุนๆ ของหัวหอม

มายองเนสสำหรับแซนด์วิชกุ้ง ขอปรุงรสง่ายๆ แต่อร่อยและรวดเร็วด้วยผงกะหรี่ ที่เข้ากันกับกุ้งและเมื่อเสิร์ฟเย็น ทำให้รสชาติหอมอร่อยกินได้ง่ายขึ้น ความยากอยู่ตรงใบทารากอน ถ้าแวะไปซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วเจอทารากอนสดให้ซื้อมาไว้ใช้สำหรับสูตรนี้ได้เลย เพราะจะช่วยให้หอมอร่อย มีรสชาติล้ำลึกประหนึ่งทำจากร้านอาหารชั้นครู แต่ถ้าไม่มีเวลาหาซื้อไม่ได้ ไม่ต้องกังวล เพราะไม่เดือดร้อนอะไรนัก รสชาติยังอร่อยได้

อย่าลืมว่าเวลาปรับรสมายองเนสน้ำปรุง ให้ใจกล้าๆ เพิ่มรสชาติให้เข้มข้นไว้หน่อย เพราะเมื่อบวกลบคูณหารกับขนมปังแล้วจะได้ออกมาพอดีกินอร่อย

แซนด์วิชกุ้งแบบเย็นนี้ ผู้เขียนเลือกใช้ขนมปังมันฝรั่งที่ซื้อจากร้านขนมปังทั่วไป เพราะขนมปังมันฝรั่งจะมีความนุ่มและรสชาติหวานนิดๆ เข้ากันได้ดี นอกจากสูตรนี้จะกินแบบเย็นแล้ว ยังปรับเป็นแซนด์วิชร้อนสไตล์ Lobster Roll ได้ โดยป้ายเนยที่ด้านนอกของขนมปัง จี่ให้เหลืองในกระทะทั้งสองด้าน ก่อนใส่ไส้เข้าไปตรงกลาง เพียงแค่นี้ก็ได้แซนด์วิชกุ้งแบบ Lobster Roll ง่ายๆ แล้ว

แซนด์วิชกุ้งผงกะหรี่ (สำหรับ 3-4 ชิ้น)

ส่วนผสม

กุ้งสดทั้งเปลือก 16 ตัว

มายองเนสสไตล์ญี่ปุ่น 1 ส่วน 2 ถ้วย

หัวหอมใหญ่สับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

ต้นหอมซอยละเอียด 1 ช้อนชา

ทารากอนสับละเอียด 1 ส่วน 2 ช้อนชา

ผงกะหรี่ 3 ส่วน 4 ช้อนชา

เกลือป่น 1 ส่วน 2 ช้อนชา

พริกไทยดำบดละเอียด 1 ส่วน 4 ช้อนชา

น้ำมะนาว ครึ่งลูก

ขนมปังมันฝรั่งจากร้านที่ชอบหรือขนมปังแซนด์วิชแบบอื่นๆ

ตกแต่งเพิ่มรสชาติให้แซนด์วิช : ผักกาดแก้ว ต้นหอมซอย ไข่แดงจากไข่ต้มสุก

วิธีทำ

ตั้งน้ำในหม้อขนาดย่อมๆ ให้เดือดพล่าน เติมเกลือป่นลงไปสักครึ่งช้อนชาเพื่อใช้สำหรับต้มกุ้ง เตรียมน้ำเย็นจัด โดยใช้น้ำสะอาดใส่น้ำแข็งเล็กน้อยใส่ชามไว้เพื่อ “ช็อก” กุ้ง

เมื่อน้ำเดือดจัดแล้ว หย่อนกุ้งลงไปลวกให้สุก ใช้เวลาประมาณ 1 นาที ไม่เกินกว่านี้ช้อนกุ้งลงในน้ำเย็นเพื่อทำให้เย็นลงทันที ก่อนแกะเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ พอดีคำ

ผสมมายองเนส หัวหอมใหญ่ ต้นหอม ทารากอนสับ ปรุงรสด้วยผงกะหรี่ เกลือป่นพริกไทยดำและน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน

เคล้ากุ้งกับมายองเนสปรุงรสที่ผสมไว้ ตักใส่ขนมปังเกลี่ยให้เสมอดูน่ารับประทานพร้อมเสริ ฟ์ หรอื อาจจะหอ่ ให้มดิ ชิดด้วยฟลิ ม์ พลาสติกห่ออาหาร แช่เยน็ ไว้จนกว๋าจะรับประทานเก็บไว้ในตู้เย็นได้ 2-3 วัน

 

บะหมี่แสงเทียน ตำนานความอร่อยกว่า 70 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474320

บะหมี่แสงเทียน ตำนานความอร่อยกว่า 70 ปี

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

นานๆ จะมีโอกาสแวะเวียนไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลารสเลิศที่มีชื่อเสียงมายาวนาน เรียกได้ว่าคนในตระกูล ขายก๋วยเตี๋ยวมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยทีเดียว และทุกวันนี้ลูกชายคนโตของตระกูลก็รับช่วงต่อเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว และยังคงสืบทอดกิจการมากว่า 70 ปี

“บะหมี่แสงเทียน” ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท 71 ฝั่งตรงข้ามซอยปรีดีพนมยงค์ 31 เขตพระโขนง เป็นตึกแถวคูหาเดียว สภาพเก่าตามสไตล์ร้านอาหารคนจีนที่เห็นได้ทั่วไป แต่รับรองว่าเมื่อเข้าไปชิมแล้วไม่มีคำว่าผิดหวัง เพราะทุกอย่างในร้านจะทำเองเกือบทั้งหมด

เริ่มจากเส้นบะหมี่ซึ่งต้องใช้เวลานวดแป้งไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง กว่าจะออกมาเป็นเส้นบะหมี่ที่เหนียวนุ่มหอมฉุยในชาม “ฮั่งเกี๊ยก แซ่เบ๊” ในวัย 77 ปี เจ้าของร้าน การันตีว่าส่วนผสมหลักมาจากแป้งสาลีและไข่ไก่ ไม่เจือสีหรือวัตถุกันเสียเหมือนบะหมี่ตามท้องตลาด และจะทำแบบวันต่อวันให้พอจำหน่ายเท่านั้น เพราะหากเก็บไว้นานเส้นจะแข็งเสียรสชาติ

 

และที่ขาดไม่ได้คือลูกชิ้นปลา เพราะถือเป็นไฮไลต์ของร้านนี้อร่อยและแทบไม่มีกลิ่นคาว เนื้อสัมผัสนุ่มละเอียดจากเนื้อปลาล้วน ไม่มีแป้งเจือปน หากวันไหนประจวบเหมาะไปเจอช่วงที่เจ้าของร้านกำลังทำลูกชิ้น เราจะเห็นการปั้นด้วยมือแบบสดๆ เป็นออริจินัลขนานแท้ และรสชาติที่อร่อย วัตถุดิบที่มีคุณภาพนี้เอง คือ จุดแข็งที่ทำให้ร้านนี้อยู่ยงคงกระพันมานานหลายสิบปี จนได้รับเกียรติบัตร “เชลล์ชวนชิม” จาก ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

“ลูกชิ้นจะอร่อยต้องใช้เนื้อปลาที่สดและคุณภาพสูง อย่างที่นี่เราใช้ปลาอินทรี ปลาหางเหลือง และปลาดาบลาว ซึ่งเป็นปลาทะเลคุณภาพ ไม่เหมือนลูกชิ้นที่ขายทั่วไปที่มักจะใช้เนื้อปลาราคาถูกทำให้มีกลิ่นคาวและไม่อร่อย โดยกว่าจะออกมาเป็นลูกชิ้นอย่างที่เห็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง” วิสัน แซ่เบ๊ ลูกชายคนโตที่รับช่วงกิจการเล่าถึงเคล็ดลับ

ของอร่อยในร้านไม่ใช่เพียงแค่บะหมี่และลูกชิ้นปลาเท่านั้น ยังมีฮื่อก๊วย ลูกชิ้นกุ้ง เกี๊ยวปลา เปาะเปี๊ยะทอด เผือกทอดและอีกสารพัด ซึ่งล้วนใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพเช่นกัน เมนูของร้านยังหลากหลายให้เลือกสั่ง ทั้งก๋วยเตี๋ยวน้ำ/แห้ง เย็นตาโฟ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ เกี้ยมอี๋ และยังมีออปชั่นเสริมอย่างไข่ต้มยางมะตูมที่แสนจะเข้ากัน หากต้องการสั่งของทอด หรือลูกชิ้นลวกจิ้มแยกเป็นจาน ก็มีไว้คอยบริการ ราคาเริ่มต้นชามละ 40 บาท พิเศษ 50 บาท ลูกค้าขาประจำไม่พลาดสั่งบะหมี่แห้งและบะหมี่ต้มยำ

ทุกครั้งที่แวะไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ก็มักจะชวนอาแปะที่นั่งอยู่หลังร้านคุยถึงเรื่องอดีต แกมักเล่าถึงสมัยที่พ่อของแกนั่งเรือสำเภาจากเมืองจีนเข้ามาทำงานรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะเปลี่ยนอาชีพมาหาบก๋วยเตี๋ยวขายแถวห้าแยกพลับพลาไชย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ที่ต้องคอยวิ่งหนีไปหลบลูกระเบิดในศาลเจ้า ได้ฟังแล้วตื่นเต้นตาม มันทำให้เรารู้สึกคุ้นเคย และยิ่งได้กินของอร่อยที่แกทำ ยิ่งรู้สึกเหมือนเราได้กินของอร่อยที่ญาติผู้ใหญ่มักชอบเก็บไว้ให้ลูกหลานเสมอ เมื่อคราวมีโอกาสได้แวะไปเยือน

 

 

ข้าวแกงพรรณี อร่อยจากรุ่นแม่สู่รุ่นลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 15:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474178

ข้าวแกงพรรณี อร่อยจากรุ่นแม่สู่รุ่นลูก

โดย…มัฆวาน วรรณกุล

ร้านข้าวแกงพรรณีบริหารงานโดย พชรมนฑ์ รักษาพวก หรือนิด ทายาทรุ่นที่ 2 ซึ่งร้านข้าวแกงแห่งนี้นับว่าขึ้นชื่อแห่งเมืองชัยภูมิก็ว่าได้ เพราะยังคงรักษาความอร่อยและเน้นด้านสุขภาพกับสูตรข้าวคุณภาพถึง 3 ชนิด ตั้งอยู่บนบ้านเลขที่ 300/20 ถนนนนทนาคร อ.เมือง จ.ชัยภูมิ

พชรมนฑ์ กล่าวว่า ร้านข้าวแกงพรรณีแห่งนี้ตั้งชื่อร้านตามชื่อของคุณแม่พรรณี ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2507 หรือเปิดมาร่วม 52 ปีแล้ว ร้านเปิดบริการตั้งแต่เวลา 07.00-15.00 น. เป็นประจำทุกวัน ซึ่งสร้างความอิ่มอร่อยให้คนใน จ.ชัยภูมิ ในทุกๆ เช้าจะปรุงข้าวเมนูเด็ดผลัดเปลี่ยนเวียนหมุนกันไปตามแต่ละวัน แต่ที่ลูกค้าจะโดนใจถามหามากเป็นพิเศษคือ เมนูพะแนงหมู พะแนงเนื้อ ซึ่งลูกค้าซื้อนำไปรับประทานตลอด

 

ในส่วนของราคาความอร่อยนั้นก็ไม่แพงเกินไปกับในเศรษฐกิจช่วงนี้ ข้าวเปล่าเพื่อสุขภาพราคาจานละ 10 บาท ข้าวราดหนึ่งอย่างราคา 30 บาท ราดแกงสองอย่างราคา 40 บาท ส่วนกับข้าวแยกราคาจานละ 40-50 บาท

ข้าวคือ สูตรลับความอร่อยที่ต้องคัดสรรมาเป็นอย่างดี ก็คือข้าว 3 อย่าง ที่ทางร้านพรรณีได้คัดสรรมา ได้แก่ 1.ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 2.ข้าวกล้องซ้อมมือ และ 3.ข้าวขาวหอมมะลิ เพิ่มความนุ่มให้กับการรับประทานทั้ง 3 สูตรนำมารวมกัน ผสมให้เข้ากันก่อนหุง ตักข้าวสวยร้อนๆ ขึ้นมาแล้วตักพะแนงเนื้อ หรือกับข้าวอื่นๆ ราดลงบนข้าวสวยจะเพิ่มความอร่อยและอรรถรสในการรับประทาน ลูกค้าจะได้ทั้งความอร่อยและประโยชน์ต่อสุขภาพกลับไปจากร้านข้าวแกงร้านพรรณี

 

ให้รางวัลตัวเองด้วยมื้อพิเศษ @เจมีส์ อิตาเลียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 15:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474177

ให้รางวัลตัวเองด้วยมื้อพิเศษ @เจมีส์ อิตาเลียน

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

สาวกแฟนคลับของ เจมี โอลิเวอร์ เซเลบริตี้เชฟชื่อดังได้ฟินกันอีกครั้ง เมื่อ เจมีส์ อิตาเลียน ร้านอาหารโฮมเมดสไตล์อิตาเลียน เดินทางมาเสิร์ฟความอร่อยถึงเมืองไทย โดยสาขาน้องใหม่นี้ยังคงคอนเซ็ปต์เดียวกับสาขาอื่นๆ ทั่วโลกไว้อย่างไม่มีตกหล่น โดยเฉพาะเรื่องการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพมาใช้เป็นส่วนผสมในอาหารทุกจาน

สไตล์การแต่งร้าน รับรองว่าฮิปถูกใจคนเมืองยุคใหม่ เพราะมาในสไตล์ผสมผสานอย่างมีรสนิยมแถมรักษ์โลก ด้วยการนำโต๊ะอาหารทำจากไม้ที่ไม่ใช้แล้วมาแปรรูปใหม่ จับคู่กับโต๊ะสังกะสีสไตล์อินดัสเตรียลชิก และเก้าอี้เลานจ์หุ้มเบาะสไตล์วินเทจ ให้ความรู้สึกอบอุ่น

 

ภายในร้านจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนต่างๆ ให้เลือกนั่งชิล ทั้งโซนด้านหน้าครัวสำหรับชมลีลาการปรุงอาหารสดใหม่ทุกจาน โซนบาร์เครื่องดื่ม และโซนครัวเย็น ที่ใช้สำหรับเตรียมสารพัดเมนูเรียกน้ำย่อย

ซิกเนเจอร์เมนูที่มาแล้วต้องลอง คือ Meats Planks เซตอาหารเรียกน้ำย่อยยอดนิยม ที่จัดเสิร์ฟมาบนถาดไม้แผ่นใหญ่ มีให้เลือกขนาดสำหรับ 2 ท่าน หรือ 4 ท่าน นำทัพมาด้วยเนื้อหมูแผ่นบางพอดี โดยคัดเลือกจาก 3 สายพันธุ์ที่ให้รสชาติและรสสัมผัสต่างกัน พร้อมกับเนื้อวางุเสิร์ฟพร้อมชีสเนื้อนุ่ม เพิ่มรสชาติด้วยพริกและน้ำมันมะกอก นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงอย่างขนมปังกรอบ ท็อปด้านบนด้วยชีสนมแพะและซอสพริก เวลากินแนะนำให้ล้างปากระหว่างลิ้มรสเนื้อแต่ละชนิดด้วยเครื่องเคียงอย่าง Rainbow Slaw ที่ประกอบด้วยแครอต บีตรูต และฟักบัตเตอร์นัต

จานถัดมาคือ สารพัดเมนูพาสต้าอันเป็นเอกลักษณ์ของเจมี ทีเด็ดอยู่ที่ความสดใหม่ของเส้นที่ทำสดใหม่ทุกวัน สำหรับเมนูแนะนำคือ Prawn Linguine อาหารจานคลาสสิกของร้านเจมีส์ อิตาเลียน ที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้ามาแล้วทั่วโลก ไฮไลต์อยู่ที่ตัวเส้นที่ออกแบบมาให้ตรงขอบหยักเล็กน้อย เพื่อให้น้ำซอสสามารถซึมซับเข้าไปในตัวเส้น เพิ่มกิมมิกด้วยรสชาติที่จัดจ้านนิดๆ กินหมดจานได้ไม่รู้ตัว

อีกหนึ่งเมนูที่พลาดไม่ได้ คือ Chicken Al Mattone อาหารจากแคว้นทัสคานี โดดเด่นตั้งแต่กรรมวิธีการปรุงที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีชื่อเรียกเก๋ๆ ว่า Al Mattone วิธีการคือ นำไก่ครึ่งตัวที่หมักด้วยเกลือและสมุนไพรไปย่างไว้ใต้ก้อนอิฐ โดยน้ำหนักของอิฐจะช่วยกดเนื้อไก่ให้ติดกับตะแกรงของเตาย่าง ทำให้ได้กลิ่นหอมกรุ่นของเตาบวกกับรสชาติของตัวไก่ที่ลงตัว ถึงหนังจะย่างจนกรอบ แต่เนื้อด้านในก็ไม่แห้งแข็ง ยิ่งพอราดด้วยน้ำซอสที่ปรุงจากเห็ดหลายชนิดจนได้รสชาติกลมกล่อมยิ่งเข้ากัน เมนูนี้เสิร์ฟพร้อมเห็ด พาร์เมซานชีส และร็อกเกตสลัด

 

จบโหมดของคาวได้เวลาของหวานออกโรง ฟินน้ำตาไหลต้องยกให้ Almalfi Lemon Meringue Cheesecake พระเอกของชีสเค้กตัวนี้ คือ การคัดสรรมะนาวจากแหล่งที่ดีที่สุดของโลกอย่างอัลมาลฟี่มาใช้เป็นส่วนผสมในชีสเค้ก ท็อปด้วยเมอแรงโฮมเมด ให้รสชาติหวานตัดเปรี้ยวกำลังดี

ถ้าเป็นสายเข้ม คอช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ แนะนำ Epic Chocolate Brownie ทีเด็ดอยู่ที่รสชาติเข้มข้นของบราวนี่ผสานลงตัวกับรสชาติของไอศกรีมรสอะมาเรตโต ซึ่งเป็นเหล้าของอิตาลีที่ใช้สำหรับทำขนม ฟินไม่แพ้เมนูแรก ส่วนเมนูเครื่องดื่มที่นี่ก็มีหลากหลายเมนูมาสร้างความสดชื่น อาทิ Jamie Mojito และ Berry Blast

ใครที่กำลังมองหามื้อพิเศษ บรรยากาศดีๆ อาหารรสชาติดีไม่ผิดหวัง ลองแวะมาเจมีส์ อิตาเลียน เปิดให้บริการแล้วที่ชั้นจี สยามดิสคัฟเวอรี่ ตั้งแต่เวลา 11.00-22-00 น. โทร. 02-255-5222

 

จู้ฮุกกรู… เมนู ‘ไก่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 15:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474172

จู้ฮุกกรู... เมนู ‘ไก่’

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

สวัสดีปีไก่ (แล้ว) ท่านผู้อ่านทุกท่าน พูดถึงไก่นั้น ในทุกๆ วัฒนธรรมต้องมีอาหารที่ปรุงจาก “ไก่” เป็นจานเด็ด โดยชาวโลกต่างก็บริโภคไก่กันทั้งนั้น มาเป็นเวลานับพันๆ ปีแล้ว

ย้อนไปตั้งแต่ 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีบันทึกว่า ชาวบาบีโลนกินไก่เป็นอาหาร เช่นเดียวกับที่ยุโรปและโลกตะวันออกในยุคกลาง (ศตวรรษที่ 14-15) ที่ไก่เป็นเนื้อสัตว์ประจำมื้อปกติธรรมดา เรียกว่ากินกันแทบทุกมื้อ ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นไก่อบ ไก่ย่าง หรือจะเป็นสตูไก่ ก่อนที่ชาวยุโรปจะหันมานิยมรับประทานเนื้อวัวกันมากกว่า ก่อนที่เนื้อไก่ อาหารบ้านๆ แต่โบราณของท้องถิ่นจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง หลังเกิดการระบาดของโรควัวบ้าในปี 1996

มาถึงทศวรรษที่ 1800 ที่สหรัฐ เนื้อไก่กลายเป็นสิ่งหรูหรา แพงกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นใดทั้งหมด เฉพาะบ้านเศรษฐีเท่านั้นจึงจะมีเมนูไก่ที่ไม่ธรรมดากินได้ ทว่า ในที่สุด ไก่ก็กลายเป็นเนื้อสัตว์ชนิดที่แพร่หลายไปทั่วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องเพราะเนื้อหมูและเนื้อวัวขาดตลาด จากที่เคยรับประทานกันแต่เนื้อหน้าอก วัฒนธรรมไก่ทอดที่เริ่มต้นศักราชใหม่ของเมนูไก่ที่สหรัฐ ทำให้ทุกๆ ส่วนของไก่กินได้อย่างมีคุณค่า

ไก่สามารถกินได้ทุกส่วน นอกจากหน้าอกไก่ที่เป็นเนื้อสีขาว ส่วนอื่นๆ ที่เป็นเนื้อสีดำ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อส่วนขา ที่มีทั้งน่องไก่ (Drumstick) และเนื้อสะโพก (Thigh) ซึ่งเป็นที่นิยม ส่วนปีกที่ทำเป็นเมนูอร่อยเสิร์ฟในบาร์เสียเป็นส่วนใหญ่ ที่ดังๆ ก็เห็นจะเป็นความแซ่บของบัฟฟาโลวิงส์ (Buffalo wings) ส่วนตีนไก่นิยมกันในหลายวัฒนธรรม ทั้งแถบแคริบเบียนและจีน

 

เครื่องในไก่ หัวไก่ คอไก่ ตูดไก่ กินได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะส่วน “ตับไก่” อันเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในตัวไก่ นั้นสามารถนำมาสร้างสรรค์ได้หลากหลายเมนูแสนอร่อย โดยเฉพาะตับไก่ปาเต (Chicken Liver Pate) เมนูฝั่งยุโรปที่ถูกอกถูกใจใครๆ หลายคน

ยังไม่หมด มนุษย์เรากินไปจนถึงเลือดไก่ หนังไก่ก็นำมาทำน้ำมันใช้ได้ในวัฒนธรรมที่ไม่รับประทานหมู ส่วนกระดูกไก่ก็ใช้ต้มซุปได้เอร็ดอร่อยนี่ยังไม่ได้พูดถึงไข่ไก่ ที่เป็นอาหารหลักของทุกๆ วัฒนธรรมเช่นเดียวกัน

ไก่ไม่สามารถกินดิบๆ ได้ เพราะมีเชื้อซัลโมเนลลา ต้องผ่านการปรุงให้สุกเสียก่อนจึงจะดี โดยสามารถปรุงได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะย่าง ทอด อบ แกง ต้ม ตุ๋น ในแต่ละวัฒนธรรมล้วนมีเมนูไก่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ เรียกว่า ถ้าต้องการลองลิ้มชิมเมนูไก่ประจำชาติไหน เดินเข้าร้านอาหารชาตินั้น จะต้องสั่งเมนูไก่เหล่านี้มาชิมกัน

ไก่ย่างเอเชีย ต้องออกตัวเลยว่า สมัยเด็กๆ เป็นมือหมัก-ย่างไก่ประจำห้องเรียน (รับรองว่าเด็ดแน่) เป็นไก่ย่างหมักกะทิ-ขมิ้นแสนอร่อย หนึ่งในเมนูไก่ย่างของแถบเอเชียบ้านเรามีอยู่มากมาย ทั้งไก่ย่างแบบมุสลิมไก่ย่างหนังกรอบ ไก่ย่างตะไคร้ ไก่หมักนมย่าง ไก่ย่างสไปซี ฯลฯ แต่วันนี้ขอนำเสนอ “ไก่ย่างกระเทียมพริกไทย” ให้เข้ากับข้าวเหนียวร้อนๆ และวงฉลองปีใหม่สไตล์ส้มตำซั่วสุดแซ่บ ที่จะได้มีไก่ย่างหนังกรอบเนื้อนุ่มรสชาติเด็ดๆ เอาไว้คลายความเผ็ด

สูตรหมักไก่แบบนี้ อาศัยกระเทียมและพริกไทยมาผสมรวมกัน ใช้น่องไก่ติดสะโพกถึงจะอร่อยเด็ด เครื่องหมักก็มีซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว เกลือป่นหยาบ น้ำตาลทราย กระเทียมบุบหยาบ (ส่วนตัวชอบบุบทั้งเปลือก) และพริกไทยบุบหยาบ

ทำง่ายๆ แค่นำไก่มาล้างแล้วพักให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นใส่เครื่องหมักทุกอย่าง คลุกเคล้าให้ทั่ว หมักทิ้งไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ค่อยได้เวลานำมาย่างบนเตา หรือนำเข้าเตาอบ (ที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์) จนไก่สุกเหลือง อร่อยแน่นอน

 

ถ้าพูดถึงเมนูไก่ แล้วไม่มีไก่ตุ๋นไวน์แดง (Coq au vin) เห็นทีจะไม่เข้าท่า เมนูตราไก่อวดอ้างผลิตภัณฑ์แสนอร่อยทั้งสองชนิดของฝรั่งเศส คือไก่เบรสและไวน์แดงที่มีชื่อเสียงของประเทศเขา

เมนูนี้มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงสมัยจูเลียส ซีซาร์ แต่ว่าเพิ่งเริ่มมีการจดบันทึกสูตรการปรุงเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง สูตรที่ได้ความนิยมมากที่สุดเห็นจะเป็นของ จูเลีย ไชลด์ ที่ตีพิมพ์ในคุกบุ๊ก Mastering the Art of French Cooking ของเธอในปี 1961 แล้วก็เป็นเมนูที่เธอชอบปรุงออกทีวีบ่อยๆ ด้วย

ก๊อก โอ แว็ง สูตรจูเลีย ไชลด์ มีส่วนผสมคือ ไก่ (หั่นเป็นส่วนๆ) ไวน์แดง (นิยมไวน์จากแคว้นเบอร์กันดี) หมูสามชั้นหมักเกลือ (หรือเบคอน) เห็ด ใบเบย์ ใบไทม์ หัวหอม กระเทียม แป้งอเนกประสงค์ ซอสมะเขือเทศ และบรั่นดี (นิยมคอนยักหรืออัลมายัก)

ขึ้นชื่อว่าอาหารจานตุ๋น ต้องปรุงแบบสโลว์คุก เริ่มจากนำเอาหมูสามชั้นใส่ลงไปในหม้อที่จะปรุง ผัดจนน้ำมันออกมา แล้วนำเอาชิ้นหมูออกไปเหลือแต่น้ำมัน นำไก่ลงไปทอดพอเหลืองทั่วชิ้น แล้วค่อยๆ เทเหล้าคอนยักลงไปพอให้ท่วมครึ่งชิ้นของไก่ รอจนเดือด แล้วเขย่าส่วนผสมในหม้อให้เข้ากันดี รวมทั้งไล่แอลกอฮอล์ให้หมดไป ปิดฝาทิ้งไว้สักครู่ ก่อนเริ่มปรุงรสด้วยเกลือ-พริกไทย ใส่ใบเบย์ ใบไทม์ แล้วก็หัวหอมใหญ่ ปิดฝาทิ้งไว้อีกครั้ง ทิ้งไว้ราว 10 นาที

เปิดฝาหม้อมานำแป้งอเนกประสงค์มาโรยให้ทั่วไก่ พลิกไก่และหัวหอมเพื่อโรยแป้งให้ทั่วทุกด้าน ปิดฝาหม้อ รอ 3-4 นาที แล้วทำแบบเดิมนี้อีก 1-2 รอบ

ปิดเตาแล้วคนส่วนผสมให้เข้ากัน ตามด้วยการเทไวน์ลงไปจนท่วมไก่ เติมหมูสามชั้นที่นำออกมาพักไว้ลงไป พร้อมกระเทียมบุบ ซอสมะเขือเทศ ปิดฝาแล้วเปิดไฟอ่อนๆ ต่ออีกราว 25-30 นาที หรือจนแน่ใจว่าไก่และหัวหอมสุกดีแล้ว เติมเห็ดลงไป ดูให้แน่ใจว่าน้ำซอสข้นกำลังดี ถ้าน้ำยังใสไปให้เคี่ยวจนกว่าจะข้น

เวลาเสิร์ฟ เลือกเฉพาะชิ้นไก่ (นิยมส่วนสะโพกต่อน่อง) เสิร์ฟพร้อมหัวหอม และน้ำซอสขลุกขลิก

จานง่ายๆ สไตล์อินเดีย เป็นอีกเมนูที่มีเสิร์ฟทุกร้านอาหารภารต อย่างไก่ทันดูร์สีแดง (Chicken Tikka Tandoori)

สูตรเด็ดจากร้านมิสซิสบาลบีร์ (สุขุมวิท 11) นั้น ไก่ทันดูร์ ใช้ไก่ไม่มีกระดูก น้ำมะนาว เกลือ สีผสมอาหารสีแดง/เหลือง การัม มาซาลา ผงเมล็ดผักชี ผงเมล็ดยี่หร่า พริกอินเดียป่น ผงขมิ้น กระเทียม ขิงแก่ทุบ โยเกิร์ต เนยชนิดเค็ม

เริ่มลงมือทำโดยล้างไก่ให้สะอาด เช็ดให้แห้งด้วยกระดาษ เพื่อให้เนื้อไก่ดูดซับเครื่องเทศได้ดี เติมมะนาว เกลือ และสีผสมอาหารลงบนไก่ คลุกเคล้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ 10 นาที มิสซิสบาลบีร์ บอกว่า การใส่สีเป็นการให้เกียรติแขกที่ทำเลี้ยง ถ้าเป็นคนที่ไม่ชอบหน้า ก็ให้เสิร์ฟไก่สีซีดๆ ไป (ฮา)

ต่อมาใส่เครื่องเทศต่างๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตามด้วยโยเกิร์ตและเนย ทิ้งไว้ให้เข้าเนื้อสัก 3 ชั่วโมง หรือถ้าจะให้ดีทิ้งไว้ข้ามคืน ปกติจะปรุงในเตาทันดูร์ แต่สามารถใช้เตาอบที่บ้านก็ได้ โดยใช้อุณหภูมิ 450 องศาฟาเรนไฮต์ อุ่นเตาก่อน 25 นาที ส่วนไก่ต้องม้วนให้สวยงาม นำเข้าไปอบ 20-30 นาที พร้อมเสิร์ฟ

สำหรับเครื่องเคียง มินต์ ชัทนีย์ ต้องมีใบสะระแหน่ ใบผักชีสด กระเทียม ขิงแก่ทุบ พริกเขียวอินเดียสด น้ำส้มสายชู โยเกิร์ต เกลือ น้ำตาล การัม มาซาลา ผงเมล็ดผักชี ผงเมล็ดยี่หร่า หัวหอมสับ จานนี้ทำง่ายมาก แค่ใส่ทุกอย่างเข้าไปในเครื่องปั่นราว 3-5 นาที ก็เสิร์ฟได้เลย

พอหอมปากหอมคอกับสาพัดเมนูไก่ ยิ่งใครปีชง รีบชิงกินเอาไว้ก่อนเลย ได้เปรียบ!

 

ห้องอาหารแชม บาย ชอง-มิเชล โลแร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 15:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474169

ห้องอาหารแชม บาย ชอง-มิเชล โลแร็ง

เชฟอเมริโก้ เซสทิ หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารแชม บาย ชอง-มิเชลโลแร็ง (J’Aime by Jean-Michel Lorain) คัดสรรผักและผลไม้ในท้องถิ่น อาทิ ดอกไม้กวาด ลูกพลับ เมล็ดแปะก๊วย เป็นต้น โดยใช้เทคนิคการปรุงสไตล์ฝรั่งเศส มาเป็นเมนู 5 คอร์ส เซตลันช์

ประกอบไปด้วย ซุป อาหารเรียกน้ำย่อย 2 จาน จานหลักให้เลือกระหว่างเนื้อหรือปลา และของหวาน ในราคาเพียง 1,100 บาทถ้วน/ท่าน

สำหรับเมนูสไตล์ฟาร์ม ทู เทเบิล มี ซุปเห็ด เสิร์ฟพร้อมราวิโอลี่สอดไส้ต้นหอม โรยหน้าด้วยดอกไม้กวาดหั่นฝอย และน้ำมันจากเห็ดพอร์ชินี (Creamy Mushroom Soup With White Chive Blossom And Porcini Oil Pebbles) กุ้งสีเทา (จากบริตตานี ประเทศฝรั่งเศส) เสิร์ฟพร้อมกงซอมเม่เจลเล่และพริกดอง กะหล่ำเขียวและสาหร่าย (Mini Grey Shrimp And Consomme Gelee With Pickled Chilies, Green Cabbage And Seaweed Coulis)

 

ตามด้วย ขาเป็ดกงฟีต์ และสลัดเครื่องใน เสิร์ฟพร้อมเบบี้แครอต และหัวอาร์ติโช้กผัด แต่งรสด้วยไวน์แบล็กเคอร์แรนต์ (Warm Duck Leg Confit And Gizzard Salad With Caramelized Vegetables In A Blackcurrant-Port Dressing)

เมนคอร์สเป็น สโลว์คุกปลาคิงดอรี่ จากออสเตรเลีย เสิร์ฟพร้อมหอยปีกนก ต้นกระเทียม เลมอนพิวเร และสมุนไพร (Steamed King Dory Bites And Clam Ragout With Leeks, Lemon Puree And Fresh Herbs) หรือซี่โครงหมูม้วนโรล หมักด้วยกระเทียมและผักชี เสิร์ฟพร้อมลูกพลับนาบกระทะ และเมล็ดแปะก๊วยเคลือบน้ำตาล (Pork Rack Roll With Perfumes Of Parsley And Garlic, Persimmon And Glazed Ginkgo)

ปิดท้ายด้วยของหวาน แพร์แบลเอแลนลูกแพรสโลว์คุกกับน้ำเชื่อมวานิลลาและเลมอน ตกแต่งด้วยครัมเบิ้ล น้ำตาลกระจก และมูสแพร์ (Pear Belle Helene)

เมนูเซตลันช์ให้บริการทุกวัน ที่ห้องอาหารแชม บาย ชอง-มิเชล โลแร็ง ระหว่างเวลา 12.00-14.30 น. (เว้นวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน) รายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทร. 02-119-4899 หรืออีเมล reserve@jaime-bangkok.com

 

เกาเหลาเนื้อตุ๋นท่าน้ำสาธุฯ รสเด็ดต้องชิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 09:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474040

เกาเหลาเนื้อตุ๋นท่าน้ำสาธุฯ รสเด็ดต้องชิม

โดย…แมงโก้หวาน

เข้าสู่โหมดการทำงานกันแล้ว วันนี้แมงโก้หวานพาไปชิมอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยว เกาเหลาเนื้ออร่อยๆ กันที่ร้าน “เนื้อตุ๋นท่าน้ำสาธุประดิษฐ์” เลยสี่แยกท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ไปนิดประมาณ 80-100 เมตร ตัวร้านติดท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ ตรงข้ามบริษัท ไทยน้ำทิพย์ สาขาพระราม 3 ใกล้ๆ ร้านเป็นที่ตั้งของอู่รถเมล์สาย 62 ใครนั่งมาลงอู่เดินไปสั่งก๋วยเตี๋ยวกินสบาย

ร้านเปิดมาเกือบ 30 ปี ตั้งแต่เป็นรถเข็นจนปัจจุบันเป็นตึกแถวสองห้อง เพิ่มขึ้นหลายโต๊ะแต่ก็ไม่พอรองรับลูกค้า โดยเฉพาะช่วงพีกเที่ยง-บ่ายโมงแน่นมาก แมงโก้หวานจึงเลือกไปชิมบ่าย 2 ไม่ต้องรอโต๊ะว่าง ถึงแล้วสั่งเลย เกาเหลาน้ำตกทุกอย่าง พร้อมข้าวสวย 1 ถ้วย มีลูกชิ้นเนื้อ ลูกชิ้นเอ็น เนื้อสด เนื้อตุ๋น เนื้อลาย ตับ หัวใจ ผ้าขี้ริ้ว เอ็น ไส้ เนื้อน่อง เป็นต้น และยังใส่ผักบุ้งไทยมาด้วย ส่วนใครจะไม่สั่งเครื่องในก็ตามชอบ แต่ที่สั่งทุกอย่างนี้ก็แค่อยากรู้อยากเห็นว่ามีอะไรบ้าง

 

ทีเด็ดต้องยกให้เนื้อตุ๋นที่ใช้สมุนไพรไทยๆ ในการตุ๋นเนื้อจนออกมาหอมกรุ่นชวนลิ้มลอง เนื้อเปื่อยนุ่มกำลังดีมีเอ็นติดนิดๆ เคี้ยวเพลิน ลูกชิ้นและผ้าขี้ริ้วเวลาเคี้ยวมีเสียงหนุบหนับๆ อร่อยดี ส่วนน้ำซุปรสกลมกล่อมดี แต่ถ้าเข้มข้นกว่านี้นิดหนึ่ง “ปัง” ขั้น 5 ดาวเลย

นอกจากความอร่อยที่แต่ละคนได้ลิ้มลองแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องบอกคือรายการอาหารของร้านแปลกและแตกต่างจากร้านอื่นๆ ลูกค้าใหม่เข้าไปมีงงแน่นอน แต่พอรู้ก็คงชื่นชมในไอเดียของ “หน่อง พันคำภู” ลูกชายเจ้าของร้าน อาทิ เมนูในนา (ข้าวสวย) สุกรลอกคราบ (แคปหมู) เกล็ดมัจฉา (หนังปลาทอด) มาดเยอะ (น้ำเก๊กฮวย) เมนูอนุบาล (ก๋วยเตี๋ยวธรรมดา) ราคา 60 บาท ประถม (ก๋วยเตี๋ยวพิเศษ) 80 บาท ส่วนที่แมงโก้หวานสั่งวันนี้ คือ มัธยม (เกาเหลาธรรมดา) 100 บาท ถ้าพิเศษคือมหาลัย 120 บาท เป็นต้น นี่ก็ถือเป็นกิมมิกน่ารักๆ ของร้าน

ร้านเปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ (หยุดวันอาทิตย์) วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-18.00 น. วันเสาร์ เวลา 08.00-17.00 น. โทร. 02-682-0156

 

Cold Sandwich แซนด์วิชแฮมเฮิร์บออมเล็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 08:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/474033

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ ที่บางครั้งขี้เกียจแม้แต่จะออกจากบ้านไปไหน จะเป็นเพราะตื่นสายหลังจากปาร์ตี้สุดเหวี่ยง หรือด้วยเพราะบรรยากาศเหมาะกับการพักผ่อน ตื่นมาเปิดตู้เย็นต้องคาดหวังอาหารที่พร้อมรับประทานยามท้องหิวๆ เลยอยากรวบรวมเอาเมนูแซนด์วิชเย็นที่เหมาะสำหรับทำไว้ล่วงหน้า ห่อให้มิดชิด เก็บไว้เป็นเสบียงในตู้เย็นเก็บไว้ได้อย่างน้อยๆ 2-3 วัน

แซนด์วิชเย็นอร่อยๆ ต้องเลือกขนมปังที่แช่เย็นแล้วยังนุ่มได้อยู่ ขนมปังที่มีเนยสดหอมๆ อาจจะไม่เหมาะนักเพราะแช่เย็นแล้วจะกระด้างจากส่วนผสมเนยที่จะคงตัวเมื่ออยู่ในตู้เย็น แต่ร้านขนมปังหลายๆ ยี่ห้อในตอนนี้มีสูตรน้ำมันพืชที่ความเย็นในตู้เย็นไม่มีผลนัก อันนี้ต้องใส่ใจในการเลือกขนมปังจะได้อร่อยถูกใจ

เมื่อเลือกขนมปังได้ถูกใจแล้วต้องมาตัดสินใจอีกว่า อยากจะใช้เนยสดเพิ่มความหอมบนขนมปังด้วยหรือเปล่า เพราะการป้ายเนยสดบางๆ ลงบนผิวของขนมปังก่อนจะทาไส้ลงไป มีประโยชน์มากกว่าเพิ่มความหอมอร่อย เนยบางๆ จะช่วยเป็นฟิล์มบางๆ กันไม่ให้ขนมปังแฉะจากไส้ที่มีความฉ่ำอยู่ การเพิ่มเนยช่วยให้แซนด์วิชอร่อยได้นานขึ้นเพราะขนมปังจะทนไม่แฉะย้วยไปก่อนเวลาอันควร แต่ก็ต้องระวังเรื่องของการเพิ่มแคลอรีอีกทางหนึ่งด้วย สำหรับที่บ้านผู้เขียนข้ามการใช้เนยไปเพราะอย่างมากที่สุดเราทำทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นก็รับประทานกันหมด

สำหรับไส้สลัดแฮมที่อร่อยกว่า “เวอร์ชั่น” ที่วางขายทั่วๆ ไป เราต้องมารู้จักวิธีเลือกสรรแฮมอร่อยๆ มาใช้กันเสียก่อน ถ้าไปเดินเลือกซื้อแฮมตามซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ แฮมจะมี 2 แบบใหญ่ๆ ตามลักษณะการปรุงเนื้อหมู คือ แฮมดิบ กับ แฮมสุก โดยมากแล้วแฮมดิบ พวกยุโรป เช่น อิตาลี เยอรมนี สเปน จะมีแฮมดังๆ อย่างพวก Parma Ham, Iberico Ham พวกนี้เราจะไม่ใช้ เราจะเลือกเป็นแฮมสุกซึ่งต้องมาเลือกให้อร่อยถูกปากอีกครั้ง

แฮมสุก ที่วางขายตามตู้แช่เย็น จะแบ่งอีกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ แบบแรกถือเป็นแฮมราคาถูก ดูลักษณะแล้วคุ้นๆ เป็นก้อนทรงสี่เหลี่ยม หรือทรงกระบอก เกิดขึ้นจากการเอาเนื้อหมูก้อนมาแช่สารละลาย แล้วนำมาขึ้นรูปในพิมพ์ที่จะทำให้เกิดรูปทรง เนื้อหมูเมื่อสุกจะเกาะกันเป็นรูปร่าง แล้วสไลซ์ได้เป็นแผ่นๆ แบบนี้จะเป็นราคาถูกกว่า เพราะเนื้อหมูที่เหลือๆ จากการตัดแต่ง เอามาใช้ในสูตรนี้ได้เลย

สำหรับอีกแบบของแฮมสุก คือ ยังคงเห็นมัดกล้ามเนื้อของหมูที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นสะโพก ท่อนขา ยังเห็นชั้นไขมันและบางครั้งยังเห็นส่วนหนังและกระดูกอยู่ด้วย แบบนี้เขาเรียกรวมๆกันว่า City Ham, Fresh Ham แบบนี้จะถือเป็นแฮมชั้นดี เพราะเจาะจงเลือกเอาเนื้อหมูส่วนที่เหมาะมาผ่านกระบวนการ Curing ทำให้สุกจนกลายเป็นแฮมขึ้นมา แบบนี้จะอร่อย สไลซ์บางๆ เอามาทำแซนด์วิชร้อนแบบแฮมชีสเยิ้มๆ ก็อร่อย หรือจะหั่นหนาๆ หน่อย จี่ให้เหลืองหอม ราดเกรวี่เป็น Ham Steak ยิ่งช่วงหลังคริสต์มาส ปีใหม่แบบนี้ บ้านหลายๆ หลังที่ทำ Glazed Ham จะมีแฮมเหลือๆ แนะนำให้เอามาทำแซนด์วิชได้เลย เพราะแฮมแบบนี้จะอร่อย และได้สัมผัสของเนื้อหมูมากที่สุด

 

สำหรับแซนด์วิชแบบเย็น ขาดไม่ได้เลย ต้องมีมายองเนสแบบเข้มข้น เพื่อใช้เป็นตัวเชื่อมเอาส่วนผสมไส้ทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน ป้ายลงขนมปังได้ง่าย ช่วยเพิ่มรสชาติและทำให้เกิดความรู้สึกฉ่ำ เมื่อรับประทานแซนด์วิชแบบเย็นนี้เข้าไป มายองเนสที่แนะนำให้เลือกใช้ อาจเลือกเป็นพวกที่เขียนว่า Real Mayonnaise แบบนี้จะข้นและเข้มข้นกว่าแบบอื่นๆ แต่ถ้ากลัวความอ้วน ก็อนุโลมให้เป็นมายองเนส Low fat หรือ Less Fat ได้

เครื่องปรุงสำหรับไส้แซนด์วิชสลัดแฮมสูตรนี้ ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงง่ายๆ ใช้น้ำมะนาว เกลือ และเพิ่มพริกไทยดำบดใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความหอม เหยาะซอสวูสเตอร์เพื่อสร้างเสน่ห์ ให้กลิ่นหอมๆ เข้ากับแฮม ด้วยเครื่องเทศที่ใช้หมักวูสเตอร์ซอสนี้ ถ้าสมุนไพรสดๆ ก็สับลงไปสักหน่อยก็จะให้กลิ่นหอมสไตล์โฮมเมดมากขึ้น ไม่มีก็ข้ามไปได้ไม่ต้องกังวลว่ารสชาติจะไม่ผ่าน

ที่บ้านเรานอกจากจะใส่สลัดแฮมอย่างเดียว เราทำแซนด์วิชเป็น Double Decker สอดไส้ออมเล็ตที่ทอดเป็นแผ่นแบน รอให้เย็นสนิท แล้วใช้เป็นอีกชั้นของแซนด์วิช ทำให้แซนด์วิชเย็นของเราน่ากินยิ่งขึ้น

ข้อดีของแซนด์วิชเย็นแบบทำเองสูตรนี้คือ ไส้เต็มๆ เน้นๆ ที่แตกต่างจากแซนด์วิชเย็นตามร้านสะดวกซื้อ แฮมก็เต็มคำ ปริมาณแคลอรีสมดุล เพราะได้โปรตีนเยอะกว่าคาร์บ ที่สำคัญสูตรแฮมเฮิร์บสลัดแซนด์วิชสูตรนี้ ป้ายเนยบางๆ ด้านนอก แล้วนาบลงบนกระทะเคลือบร้อนๆ หรือจะอุ่นในเตาติ๊ง ก็ได้แซนด์วิชอุ่นๆ มาอร่อยได้อีก เรียกว่า อร่อยได้ 2 แบบทั้งเย็นและร้อนเลย

แซนด์วิชแฮมเฮิร์บออมเล็ต (สำหรับแซนด์วิช 1-2 คู่)

ส่วนผสมสลัดแฮม

แฮมที่ชอบซอยเป็นเส้นบาง 1 ถ้วย

มายองเนส แบบ Real Mayo 1 ส่วน 2 ถ้วย

พริกไทยดำบดละเอียด 1 ส่วน 4 ถ้วย

เซเลอรี่ สับละเอียด 1 ช้อนชา

หอมใหญ่ สับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

ซอสวูสเตอร์ 2-3 เหยาะ

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

เกลือป่น 1 ส่วน 4 ช้อนชา

เฮิร์บสด เช่น ใบไธม์ พาสลีย์สับ ออริกาโนสับ

ละเอียด รวมๆ 1/2 ช้อนชา

ส่วนผสมไข่ออมเล็ต

ไข่ไก่ 2 ฟอง

นมจืดหรือน้ำสะอาด 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น 1 ส่วน 4 ช้อนชา

พริกไทยดำหรือขาว ป่น 1-2 เหยาะ

ส่วนผสมสำหรับแซนด์วิชขนมปังเนยสดที่นุ่มๆ

วิธีทำ

เตรียมไข่ออมเล็ต โดยตีไข่ไก่กับนมจืดให้เข้ากัน ตั้งกระทะเคลือบให้ร้อน จากนั้นหรี่ไฟลง ใช้เนยหรือน้ำมันพืชเล็กน้อยทาให้ทั่วกระทะ กรอกไข่ทั้งหมดลงไปในกระทะ (ของผู้เขียนใช้กระทะ ขนาด 7 นิ้ว) ใช้ตะเกียบไม้คนไข่ให้ค่อยสุกร่อนขึ้นมา เพื่อให้ไข่ออมเล็ตมีความหนาสักนิดนึง กลับเพื่อทอดอีกด้านหนึ่งให้สุกนุ่มรอให้เย็นสนิทเสียก่อนนำมาวางบน

ขนมปัง

ผสมมายองเนสกับพริกไทยดำเซเลอรี่หอมใหญ่ ซอส และเครื่องปรุงรสทั้งหมดให้เข้ากัน

เติมแฮมที่ซอยไว้ลงไปเคล้าให้เข้ากันชิมและปรับรสให้เข้มข้นเพื่อไม่ให้จืดเมื่อรับประทานกับขนมปัง

ป้ายเนยลงบนขนมปังให้บางๆ ทั้ง 3 แผ่น หรือจะไม่ทาเนยเลยก็ได้ จากนั้นวางไข่ออมเล็ตลงบนขนมปังแผ่นแรก ประกบด้วยขนมปังอีกแผ่น จากนั้นตักสลัดแฮมลงมาบนขนมปัง เกลี่ยให้เสมอกันจากนั้นวางขนมปังแผ่นสุดท้ายลงไป ตัดตามขนาดที่ต้องการ

ห่อฟิล์มสำหรับห่ออาหารไว้ให้แนบกับขนมปัง เน้นไม่ให้ขนมปังสัมผัสกับความเย็นโดยตรง แช่เย็นไว้จนกว่าจะรับประทานเป็นแซนด์วิชเย็น หรือจะใส่เข้าเตาติ๊งเพื่ออุ่นให้ร้อนเป็นแซนด์วิชร้อน