ปากหม้อเมืองตรัง ‘เจ๊ยิ้ง’ หรอยไม่แพงแถมอิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471998

ปากหม้อเมืองตรัง ‘เจ๊ยิ้ง’ หรอยไม่แพงแถมอิ่ม

โดย…ลีลี่ โจว

หากเอ่ยชื่อขนมปากหม้อขึ้นมา คนส่วนมากก็จะร้องอ๋อ นึกภาพออก แต่ถ้าไปสั่งขนมปากหม้อที่เมืองตรังอาจอ้าปากร้องว้าว อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เพราะขนมปากหม้อของที่นี่แปลก แตกต่างกว่าปากหม้อในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย นอกจากไส้จะไม่เหมือนปากหม้อทั่วไปที่ใครเคยรับประทานกันแล้ว ยังเป็นปากหม้อในแบบฉบับที่ต้องราดน้ำซอสก่อนรับประทานอีกด้วย

ใน จ.ตรัง นั้นมีร้านขายขนมปากหม้ออยู่มากมาย หนึ่งในร้านที่อยากจะแนะนำวันนี้คือ ร้านเจ๊ยิ้งตั้งอยู่ข้างโรงเรียนวัฒนาศึกษา บนถนนวิเศษกุล ใน อ.เมือง

ทันทีที่สั่งขนมปากหม้อ 1 ชุด เจ๊ยิ้งก็จะบรรเลงฝีไม้ลายมือการทำทันที มีอุปกรณ์สำคัญคือ หม้อที่มีผ้าขาวบางขึงอยู่ที่ปากภายในมีน้ำเดือดอยู่ โดยขั้นตอนการทำจะมีการนำแป้งข้าวเจ้าผสมแป้งมันราดไปบนผ้าขาวบางที่มีไอน้ำเดือดพุ่งพล่าน จากนั้นก็ละเลงแป้งจนทั่วไปทั้งปากหม้อ ต่อด้วยการปิดฝารอให้ไอน้ำด้านในหม้อทำให้แป้งสุก แล้วจึงเปิดฝาหม้อแบ่งแป้งบนหม้อออกเป็น 3 ส่วน

 

เมื่อแบ่งแป้งเรียบร้อยแล้ว จึงตักไส้ใส่ลงไป โดยไส้ปากหม้อแบบฉบับเมืองตรังนั้นจะประกอบด้วย หมู มันแกว หอม กระเทียม ที่ผสมกันสับละเอียดแล้ว มีรสเค็มหวาน พร้อมด้วยถั่วงอกลวก ซึ่งนี่คือจุดแรกที่ต่างไปจากปากหม้อปกติที่ไม่ได้มีการใส่ถั่วงอก หลังจากใส่ไส้ทั้งหมดลงไปเรียบร้อยแล้วก็จะใช้ไม้พายมาพับแป้งห่อเป็นชิ้นได้ทั้งหมด 3 ชิ้นตามที่แบ่งส่วนบนหม้อเอาไว้แต่แรก

เพียงเท่านี้ดูเผินๆ เหมือนกับรับประทานได้แล้ว ซึ่งก็ใช่ แต่ยังไม่ครบรส เพราะหมัดเด็ดปากหม้อเมืองตรังอยู่ที่การราดน้ำซอสหลังจากตักปากหม้อขึ้นมาแล้วนั่นเอง โดยตักปากหม้อทั้ง 3 ชิ้นมาจัดใส่ภาชนะที่เตรียมไว้แล้ว มีอีก 2 สิ่งที่ต้องใส่คือ การโรยแตงกวาหั่นฝอยและราดน้ำซอสที่ทำจากน้ำค้อมเจือง

น้ำซอสที่ชื่อว่าน้ำค้อมเจืองจะมีรสชาติเปรี้ยวหวานและเผ็ดเล็กน้อย จะเรียกว่าเป็นซอสพริกแบบฉบับเมืองตรังก็ว่าได้ มีต้นตำรับมาจากชาวไทยเชื้อสายจีน สีของน้ำซอสจะเป็นสีแดงชมพู ทำจากมันเทศ ถั่วลิสงต้มจนสุกเปื่อยแล้วน้ำไปโม่จนกระทั่งละเอียด ต่อจากนั้นก็นำมาปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำส้ม เกลือ แล้วต้มจนเดือด ระหว่างนั้นก็เคี่ยวจนได้ที่ และรอจนน้ำซอสเย็นสนิทแล้วจึงนำมาใช้ โดยนอกจากน้ำค้อมเจืองจะเป็นส่วนประกอบสำคัญใช้ราดปากหม้อเมืองตรัง ยังถูกใช้เป็นน้ำจิ้มอาหารขึ้นชื่ออื่นของเมืองตรังด้วย เช่น ขนมจีบ หมูย่าง เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ถ้าอยากรับประทานปากหม้อเมืองตรังให้ถึงอกถึงใจ หลังจากที่เทปากหม้อใส่ภาชนะโรยด้วยแตงกวาและราดด้วยน้ำค้อมเจืองเรียบร้อยแล้ว ต้องคลุกเคล้าจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้วตักรับประทาน รับรองว่าจะสัมผัสได้ถึงความเข้มข้น เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ดนิดๆ ครบรสยิ่งขึ้น

สำหรับร้านปากหม้อเจ๊๊ยิ้ง ขายปากหม้อแบบให้คนซื้อกลับบ้านไปรับประทาน โดยจะแยกปากหม้อ น้ำซอส และแตงกวาซอยไว้ให้ผู้ซื้อนำไปใส่ผสมเองที่บ้าน 1 ถุง ราคา 15 บาท จะมีปากหม้อรวม 3 ชิ้น ราคานี้ถือว่าย่อมเยามากเมื่อเทียบกับปริมาณขนมที่ได้กลับมา เรียกว่าอิ่มง่ายๆ แบบเบากระเป๋า

ร้านนี้จะเปิดช่วงหลัง 12.00 น. ไปจนถึงประมาณ 16.00-17.00 น. ขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นขายหมดเร็วแค่ไหน

เอาเป็นว่าใครมีโอกาสแวะไปเที่ยว จ.ตรัง อย่าลืมหาปากหม้อแบบฉบับเมืองตรังมารับประทานกัน รับรองจะได้ลิ้มรสขนมปากหม้อที่อร่อยแปลกไม่เหมือนใคร

 

 

 

เตรียมเคาต์ดาวน์แบบมีสไตล์ NYE 2016 Red Sky Extravaganza

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471979

เตรียมเคาต์ดาวน์แบบมีสไตล์ NYE 2016 Red Sky Extravaganza

โดย…คาเอรุ kaeru.the.frog63@gmail.com ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ห้องอาหาร เรดสกาย (Red Sky) ภูมิใจนำเสนอบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก สำหรับผู้ที่โปรดปรานการรับประทานอาหารสไตล์ตะวันตกชั้นเลิศ และไวน์รสเลิศ เคล้าคลอไปกับทัศนียภาพที่สวยงามบนยอดตึก พรั่งพร้อมด้วยการบริการอันแสนประทับใจ บนทำเลที่ดีที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ บนชั้น 55 ชั้นบนสุดของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ท่ามกลางสไตล์การตกแต่งแบบความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความทันสมัย ด้วยที่นั่งภายในกว่า 80 ที่นั่ง และที่นั่งภายนอกท่ามกลางตึกระฟ้าด้วยมุมมอง 360 องศา รอบกรุงเทพฯ อีกกว่า 150 ที่นั่ง

สำหรับค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วันที่ 31 ธ.ค.นี้ อย่าพลาดสัมผัสบรรยากาศตื่นตา และดินเนอร์สุดพิเศษ รังสรรค์โดยเชฟอลัน เวสลีย์ ควน เชฟ 3 สัญชาติ ชาวอเมริกัน จีน ญี่ปุ่น รองหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ แห่งห้องอาหารเรดสกาย ด้วยดินเนอร์ NYE 2016 Red Sky Extravaganza 7 คอร์สสุดพิเศษ

เริ่มจากจานคานาเป้ ประกอบด้วย แซลมอนรูลาด (Smoked Salmon Roulade), ทาร์ทาร์เนื้อกับทรัฟเฟิลดำ เสิร์ฟมาบนขนมปังบริยอช (Beef tartare with black truffles on brioche), หอยนางรมสด (Raw oyster with finger limes) และคาเวียร์ออสเซทรา 30 กรัม เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงมาตรฐาน (30g Oscetra caviar Traditional accompaniments)

ตามด้วยคอร์สที่ 2 สลัดปูอลาสกา และทรัฟเฟิลดำ (Salad of King Crab and Black truffles, Peas, truffle aioli, baby lettuce) ส่วนคอร์สที่ 3 เป็น ล็อบสเตอร์ซอสเบอร์บลอง (Poached Brittany Lobster, Potato puree, bluefoot mushrooms, beurre blanc) ต่อด้วยฟัวกราส์ กินเคียงกับโพชด์แพร์ในไวน์แดง ราดซอสพอร์ต (Sauteed Foie Gras, Red wine poached pear, almond cake, port sauce)

ล้างปากด้วยซอร์เบต์มะนาว-แชมเปญ ก่อนจะเข้าสู่จานหลัก ที่มีให้เลือกระหว่าง สเต๊กเนื้อโอมิระดับ เอ 5 ราดซอสไวน์แดง (Ohmi Wagyu A5 Striploin, Mushroom cannelloni, asparagus, red wine reduction) หรือปลาดอรีฝรั่งเศส (ปลาแซงต์ ปิแอร์) และหอยเชลล์ฮอกไกโด ราดซอสครีม (Filet of St Pierre, Hokkaido scallop, leek and potato fondue, chowder emulsion)

 

ปิดท้ายค่ำคืนที่ไม่รู้ลืม ด้วยมูสช็อกโกแลตวัลโรห์นา (Valrhona Sweet Delight New Year)

สำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติ สามารถมาฉลองค่ำคืนพิเศษนี้ได้เช่นกัน เริ่มจากคานาเป้ มีครอกเก็ตชีสบรี (Brie cheese croquette) เค้กข้าวโพดกับคาเวียร์เทียม (Corn flan with faux caviar) อรันชินีหน่อไม้ฝรั่งกับมะเขือเทศ (Asparagusarancini with tomato) และหัวบีทอบกินคู่โยเกิร์ตฮอร์เซอราดิช (Roasted beets with horseradish yogurt)

จานสลัดเป็นผักอบปรุงรสด้วยเครื่องเทศ (Salad of Roasted Vegetables, Sumac, smoked paprika, cumin) ตามด้วยทาร์ตหัวหอมและมะเขือเทศ (Warm Caramelized Onion and Tomato Tart) และยังมี คันเนลโลนีสอดไส้เห็นป่าและชีสโรบิโลาราดซอสไวต์ทรัฟเฟิลเบชาเมล (Wild Mushroom and Robiola Cannelloni, White truffle béchamel) ย็อกกิฟักทองอบ (Crispy Pumpkin Gnocchi, Sweet potato, fried sage, chestnuts) และริซอตโตแบล็กทรัฟเฟิลขูดสดๆ (Black truffle Risotto Parmigiano, Freshly shaven Perigord truffles) ฯลฯ

รายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร.02-100-6255 หรืออีเมล diningcgcw@chr.co.th

 

วัดทรงเสวยทำก๋วยเตี๋ยวบาทเดียว ให้บริการญาติโยมทำบุญอิ่มท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 19:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471910

วัดทรงเสวยทำก๋วยเตี๋ยวบาทเดียว ให้บริการญาติโยมทำบุญอิ่มท้อง

โดย…ชูเดช สีหะวงษ์

กิจกรรมดีๆ ที่น่าจะถูกใจสายบุญที่ จ.ชัยนาท เพราะที่วัดทรงเสวย ต.หนองน้อย อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เปิดโรงทานให้รับประทานก๋วยเตี๋ยวชามละ 1 บาท ให้ผู้มาทำบุญและประชาชนได้รับประทาน ได้ทั้งอิ่มท้องและอิ่มบุญ

พระครูปลัดศิริ สุวณฺณรํสี รักษาการเจ้าอาวาสวัดทรงเสวย กล่าวว่า โครงการทำบุญไหว้พระขอพร “อิ่มบุญ อิ่มท้อง ก๋วยเตี๋ยว ชามละ 1 บาท” เป็นโครงการที่ตนจัดทำขึ้นเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาไหว้พระและเที่ยวชมวัดได้มีอาหารมื้อเที่ยงรับประทานกัน มาเที่ยววัด ไหว้พระอิ่มบุญแล้ว จะได้อิ่มท้องกลับไปด้วย เพราะหลายๆ วัดมีแต่ไหว้พระอย่างเดียว ไม่มีอาหารให้รับประทาน

 

ทั้งนี้ เพื่อให้คล้องต่อชื่อวัดทรงเสวย ที่หมายถึงการรับประทาน และเป็นชื่อพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชื่อวัดให้ เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯ มาประทับแรม และเสวยพระกระยาหาร ณ วัดแห่งนี้ จึงอยากให้คนที่มาเที่ยววัดแห่งนี้ได้มีอาหารรับประทานกัน

โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการมาได้ 2 เดือนแล้ว เปิดให้บริการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 12.00-14.45 น. ทางวัดจะนำก๋วยเตี๋ยวหมู 200 ชาม มาให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้รับประทานกัน โดยคิดค่าก๋วยเตี๋ยวชามละ 1 บาทเท่านั้น ให้ประชาชนนำเงินค่าก๋วยเตี๋ยวใส่ในตู้บริจาค แต่ส่วนใหญ่ก็จะใส่กันมากกว่า 1 บาท บางคนใส่ 10 บาท 20 บาท หรือบางคนใส่ 100 บาทเลย ถือเป็นการทำบุญให้แก่ทางวัด แถมรสชาติก๋วยเตี๋ยวก็อร่อยแบบไม่ต้องปรุง ทำให้ประชาชนต่างติดใจ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนชรา มาวัดนี้ต้องแวะกินก๋วยเตี๋ยวก่อนกลับบ้าน

 

ส่วนต้นทุนในการทำก๋วยเตี๋ยวแต่ละวันจะมีผู้ใจบุญรับเป็นเจ้าภาพบริจาคเงินจำนวน 3,000 บาท ให้แก่ทางวัด ซึ่งจะมีแม่ครัวที่เป็นคนในหมู่บ้านมาช่วยกันทำ ซึ่งท่านพระครู บอกว่า ตอนนี้มีผู้ใจบุญมาจองคิวรับเป็นเจ้าภาพค่าก๋วยเตี๋ยววันละ 3,000 บาท โครงการ ”อิ่มท้องอิ่มบุญ” จะเปิดโรงทานทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-14.00 น. หรือวันละประมาณ 400 ชาม

 

ฟรีเบิร์ด พร้อมจะโบยบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 19:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471906

ฟรีเบิร์ด พร้อมจะโบยบิน

โดย…ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ลมหนาวเวียนมาทายทักแล้ว ถึงเวลาที่หัวใจอันอับเฉาก็พร้อมจะโบยบิน ก่อนหาแหล่งท่องเที่ยวในวันหยุดยาวปลายปี เรามาจุดไฟให้ลุกโชนกันก่อนดีไหม

ฟรีเบิร์ด (Freebird) ร้านอาหารและบาร์สไตล์โมเดิร์นออสเตรเลีย เริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อนหลายสาขาอาชีพชั้นนำในสิงคโปร์และออสเตรเลียร่วมกันเปิดร้านนี้ โดยเกิดจากความตั้งใจที่จะสร้างร้านอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ พร้อมต้อนรับทุกคนเข้ามาสัมผัสประสบการณ์อาหารสไตล์ใหม่ๆ

ตัวร้านตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นคันทรี่ โดยยังโครงสร้างของอาคารเก่าเอาไว้ ภายในแบ่งเป็นหลายโซน สัมผัสแรกที่เข้าไปจะพบกับบริเวณครัวเปิดโล่ง ให้เห็นลีลาเชฟได้ลงมือปรุงอาหาร พร้อมกลิ่นอาหารที่แสนล่อตาล่อใจ

ยังมีโซนเอาต์ดอร์น่านั่ง ด้วยโต๊ะยาวและสีสันเริงร่าเหมาะสำหรับผู้ที่มาเป็นกลุ่มใหญ่และต้องการดื่มด่ำกับอากาศธรรมชาติและลมเย็นๆ บริเวณอันใกล้ยังมีการปลูกต้นไม้โดยรอบ และมีสวนพืชครัวและสมุนไพรเล็กๆ ที่นำมาเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มในร้านอีกด้วย

ร้านแบ่งเป็น 2 ชั้น ด้านล่างเป็นโซน Dining และบาร์ ด้านบนเป็นห้องเก็บไวน์ และห้องพิเศษสำหรับจัดปาร์ตี้หรือกิจกรรมต่างๆ ให้สนุกสนานกันได้อย่างเต็มที่

บรรยากาศร้านยังเพิ่มความสนุกสนานและเพิ่มสีสันให้กับร้านด้วยภาพวาดฝีมือของศิลปินจากออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ทั้งของใหม่และของเก่า โดยเน้นวัสดุท้องถิ่นภายในประเทศเป็นหลัก ที่แอบชอบใจคือยังมีเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนให้นั่งชมฝีไม้ลายมือจากบาร์เทนเดอร์อย่างถนัดตา

สำหรับเมนูของที่อย่างที่บอกกันไว้ว่า จะเสิร์ฟเมนูในสไตล์โมเดิร์นออสเตรเลีย ผสมผสานความหลากหลายของวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน จึงทำให้เมนูของที่นี่ได้รับอิทธิพลจากทั้งแถบยุโรปและเอเชีย โดยได้เชฟชาวออสซี่ที่ได้ผ่านประสบการณ์จากการเปิดร้านอาหารในออสเตรเลียและสิงคโปร์มาเป็นผู้ครีเอทและดูแลเมนูทั้งหมดให้ นอกจากนี้ยังได้ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์คอยแนะนำการจับคู่อาหารกับไวน์ได้อย่างลงตัว

มาเริ่มต้นรับลมหนาวกันด้วย Organic Sea Urchin With Flax Seed Cracker Parmesan and Sea Grapes เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารญี่ปุ่น คือไข่หอยเม่นทะเลเสิร์ฟพร้อมแครกเกอร์เมล็ดแฟลกซ์ เป็นการนำความนุ่มหยุ่นของเนื้อหอยเม่นมารับประทานร่วมกับความกรอบของแครกเกอร์ สอดแทรกด้วยความเข้มของชีสและความเย็นของสาหร่ายพวงองุ่น ให้ทุกคำที่เคี้ยวปนความซุกซนและน่าค้นหา

ต่อด้วย Shaved Squid With Oyster Cream Cucumber and Seaweed Butter ปลาหมึกเสิร์ฟในออสเตอร์ครีม เนยสาหร่าย และแตงกวา เมนูเด็ดที่ผสมผสานรสชาติความหวานตามธรรมชาติของปลาหมึกเข้ากับรสชาติเค็มของเนยสาหร่ายอย่างลงตัว เพิ่มความหอมกลมกล่อมด้วยความสดกรอบของแตงกวา

ใครที่มองหาเมนูปลาของแนะนำ Ocean Trout 600g with wakame butter, mussel escabeche and Avruga caviar เนื้อปลาโอเชียนเทราต์ย่างเนยวากาเมะหอมๆ ท็อปด้วยคาเวียร์ และผักใบบัวบกของไทย

เรียกความสดชื่นกันอีกสักหน่อยกับ Fresh ricotta cavatelli with roasted and raw beetroot, marjoram and whey พาสต้าโฮมเมดที่ทางร้านทำเอง เป็นพาสต้าที่ยัดไส้ด้วยชีสรีคอตต้าคาวาเตลลี่รสชาติเข้มข้น นำหมูสันหลังไปทอด แล้วคลุกกับน้ำซุปที่ต้มพาสต้า เสิร์ฟพร้อมกับใบมินต์ ถั่วลันเตา และตัดด้วยความเปรี้ยวของบีทรูทเรียกความสดชื่นดีขึ้นไม่น้อย

 

เมนูเริ่มกล่อมท้องพอได้ที่ถึงทีเรียกหาเครื่องดื่มมาย้อมอารมณ์ ซึ่งทางร้านก็มีหลากดีกรีให้เรียกหา ใครที่อยากกล่อมเบาๆ ขอแนะนำค็อกเทลสีลวงตา ถ้าชอบอย่าลืมเรียกหา Rain Hill เวอร์มุท แตงกวา เกรฟฟรุตบิทเทอร์ โทนิค หรือจะเป็น Cherry Bomb วิสกี้เบอร์เบิ้น ไซรัป เวอร์มุท เชอร์รี่พอร์ต อะโนว่า

เพียงเท่านี้ก็จุดไฟเราให้ลุกโชนและพร้อมจะโบยบินไปไหนต่อไหนกันแล้วล่ะครับ

ร้านฟรีเบิร์ด สุขุมวิท 47 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.30-24.00 น. โทร. 02-662-4936 เว็บไซต์ www.freebirdbkk.com

 

มูเทกิ อร่อยไร้เทียมทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 18:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471902

มูเทกิ อร่อยไร้เทียมทาน

โดย…ซิตี้กาย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

มูเทกิ (Muteki) ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ไร้เทียมทาน เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแนวฟิวชั่น เป็นอีกหนึ่งผลงานของทีมงานมูเกนได (Mugendai) ที่เอาใจคนรักอาหารญี่ปุ่นสไตล์โมเดิร์น

ภายในร้านตกแต่งด้วยบรรยากาศร้านญี่ปุ่นโมเดิร์น เพิ่มชีวิตชีวาด้วยการใช้โครงเหล็กสีดำตัดกับไม้สีอ่อนที่ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นอยู่ในที เมนูอาหารของที่นี่มีให้เลือกทั้งอาหารญี่ปุ่นคลาสสิก และแบบฟิวชั่นที่เข้าขากันดีกับวัตถุดิบสดใหม่ในบ้านเรา ซึ่งมีเมนูให้เลือกลิ้มลองกันกว่า 100 เมนู

 

เริ่มต้นด้วย Norwegian Roll โรลไส้แตงกวาญี่ปุ่นและครีมชีส ห่อด้วยปลาแซลมอน และไข่กุ้ง อร่อยแบบลงตัว หรือจะเป็น Engawa Lavadon ข้าวซูชิหน้าครีมปลาตาเดียวลนไฟ พร้อมน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล และมายองเนส

อย่าลืมตบท้ายด้วยของหวานชวนติดใจอย่าง Fluffy Souffle Pancake แพนเค้กเนื้อนุ่มเสิร์ฟพร้อมเนยทรัฟเฟิล และน้ำซอสวานิลลา เป็นการปิดท้ายมื้อที่แสนพิเศษ

มูเทกิ ชั้น 3 วิลล่า อารี เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร.02-619-0755 และ 08-9207-2888

 

ขนมไทยสไตล์ Minimal ขนมฟักทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471760

ขนมไทยสไตล์ Minimal ขนมฟักทอง

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ขนมพื้นบ้านของไทยๆ มักเริ่มต้นจากส่วนผสมที่มีอยู่รอบๆ บ้าน หากเหลือจากกิน เหลือจากแกง เรียกว่าถ้าชิมแล้วอร่อยจะเป็นถั่ว พืชผักใด ก็เอามาทำขนม มาขยำแป้งเคล้าน้ำตาล เติมกะทิ ห่อใบตอง นึ่งหรือต้มจนกลายเป็นขนมอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ได้หมดทุกอย่าง ตั้งแต่กล้วย หัวมันนานาชนิด ฟักทอง ตาลสุก

ขนมไทยแท้ดั้งเดิมในสมัยก่อน คนรุ่นใหม่อย่างเราๆ ท่านๆ กินเข้าไป อาจรู้สึกไม่อร่อย เพราะขนมไทยเริ่มแบบทื่อๆ ปลูกข้าวเหนียวก็เอาข้าวเหนียวมาแช่ ปลูกข้าวเจ้าก็เอาข้าวมาโม่ ทับจนแห้ง นี่จุดเริ่มต้นของแป้งทำขนมของไทยๆ เรา ขนมที่ออกมาเลยอาจจะมีเนื้อแน่นๆ ร่วนนิดๆ ตามคุณลักษณะของแป้ง

ภายหลังกระบวนทำขนมไทยเริ่มมีอิทธิพลจากแป้งชนิดอื่นๆ ทั้งแป้งมัน แป้งท้าวยายม่อม ไปจนถึงแป้งถั่วเขียว ที่อาจจะถือเป็นเสมือนเป็นเคล็ดลับในการทำขนมเพิ่มขึ้น แป้งเหล่านี้จะช่วยทำให้ขนมมีเนื้อสัมผัสที่อร่อยถูกปากมากขึ้น

อย่างขนมฟักทองของเราในฉบับนี้ มีสูตรใกล้เคียงกับขนมกล้วยในฉบับที่แล้วมากๆ ต่างกันเล็กน้อยที่ปริมาณของแป้งและกะทิที่เติมลงไป เพราะในฟักทองมีแป้งและเส้นใยอยู่แล้วเลยสามารถลดแป้งต่างๆ ได้ เพื่อให้เกิดความนุ่มละมุน ไม่แน่นจนเกินไป ยิ่งฟักทองมีน้ำอยู่เยอะและมีความมันในตัวเอง ทำให้เราสามารถใช้กะทิได้น้อยลง

 

 

ขนมฟักทองแบบฉบับของ Cookool ใช้แป้ง 3 ชนิด เพื่อให้ได้ขนมที่นุ่ม หนึบ เหนียวนิดๆ กำลังเคี้ยวมันๆ ต้องการให้แป้งแค่ช่วยให้ฟักทองเกาะกันเท่านั้น เนื้อขนมส่วนใหญ่เต็มไปด้วยเนื้อฟักทองเน้นๆ ในปริมาณมากกว่าแป้งเยอะแยะ เราเลือกใช้เป็นฟักทองไทยลูกหนักๆ จะได้เนื้อฟักทองที่เหลืองและหอม หรืออาจใช้เป็นฟักทองญี่ปุ่นจะได้ขนมฟักทองที่สีเหลืองอ่อนกว่า อร่อยทั้งสองแบบ

แทนที่จะใช้เพียงแค่ฟักทองอย่างเดียว ขอเพิ่มมะพร้าวอ่อน หาไม่ยากเพราะมองหาร้านที่ขายน้ำมะพร้าวเป็นถุงๆ ขอซื้อเนื้อมะพร้าวอ่อนมาแล้วซอยเป็นเส้นๆ เท่านี้ก็พร้อมใช้

บ้านไหนมีใบตอง แนะนำให้ทดลองหาวิธีห่อขนมด้วยใบตองง่ายๆ ขนมฟักทองที่ห่อด้วยใบตองจะหอมเป็นพิเศษ ถึงจะไม่มีใบตองก็อร่อยได้เหมือนกัน เพียงแค่หาถ้วยกระเบื้องเนื้อเรียบๆ ทาน้ำมันบางๆ หยอดขนมลงไปแล้วนึ่งจนสุกนุ่ม สังเกตง่ายๆ เอาไม้จิ้มฟันทดสอบดูไม่มีเศษขนมติดมาแบบเยิ้มๆ เป็นอันใช้ได้

รอให้ขนมฟักทองเย็นสนิทก่อนแล้วแคะออกจากพิมพ์จะช่วยให้ขนมคงรูปร่างสวยไว้ได้ เสิร์ฟกับมะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นๆ หรือจะรับประทานเปล่าๆ เลยก็อร่อย เพราะเต็มไปด้วยเนื้อฟักทองเน้นๆ เนื้อขนมหนึบๆ แทรกด้วยความหอมของมะพร้าวอ่อน

หากรับประทานไม่หมด เก็บขนมไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท แช่ตู้เย็นไว้ แล้วนำมาอุ่นโดยการนึ่งให้ร้อนจะช่วยให้เนื้อขนมกลับมานุ่มได้คล้ายเดิม แต่จะอร่อยที่สุดทันทีที่ทำเสร็จ

 

ขนมฟักทอง (25 ถ้วยตะไล)

ส่วนผสม

เนื้อฟักทองนึ่ง บี้ๆ 600 กรัม

แป้งข้าวเจ้า 80 กรัม

แป้งมัน 60 กรัม

แป้งท้าวยายม่อม 60 กรัม

หัวกะทิ 300 กรัม

น้ำตาลปีบ 90 กรัม

น้ำตาลทราย 100 กรัม

เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

เนื้อมะพร้าวอ่อน 200 กรัม

วิธีทำ

ผสมแป้งทั้ง 3 ชนิด เข้าด้วยกัน เติมหัวกะทิลงไปทีละน้อยจนแป้งพอนวดได้ จากนั้นนวดแป้งต่อไปประมาณ 5-8 นาที

เติมน้ำตาลปีบลงไปนวดให้นุ่มและละลายไม่เป็นเม็ด

ผสมน้ำตาลทราย เกลือ กับกะทิส่วนที่เหลือ

ค่อยๆ เทส่วนผสมน้ำตาลและน้ำกะทิลงไป บี้กับแป้งจนละลายกลายเป็นน้ำแป้งข้นๆ

บี้เนื้อฟักทองลงไป พักแป้งไว้ประมาณ 20 นาที

เติมเนื้อมะพร้าวอ่อนลงไป

ตั้งน้ำให้เดือด ทาน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันพืชบางๆ ในถ้วย

นึ่งขนมประมาณ 15-17 นาที หรือจนสุก

 

สเต็ปส์ วิท ธีรา มื้อนี้สำหรับคนที่แป้งสาลี นม เนย ไข่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 17:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471016

สเต็ปส์ วิท ธีรา มื้อนี้สำหรับคนที่แป้งสาลี นม เนย ไข่

โดย…ลีโอ เคน ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ในวันที่อากาศเย็นเริ่มมาทายทัก ได้มีโอกาสมาสัมผัสกับร้านอาหารเอาใจใส่สุขภาพ เหมาะสำหรับคนที่แพ้แป้งสาลี นม เนย ไข่ และยังเป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพสำหรับเยาวชนที่มีภาวะออทิสซึมให้มีความรู้ พร้อมสอนเรื่องการใช้ชีวิตให้ติดตัวไปในอนาคต ในนาม สเต็ปส์ วิท ธีรา (Steps with Theera)

หลายคนคงคุ้นกันดีที่ได้มีโอกาสไปอุดหนุนที่ร้าน Theera กันมาบ้าง มาวันนี้สาวเอื้องเจ้าของร้านคนเก่ง ได้เปิดคาเฟ่รูปแบบใหม่ในย่านเอกมัยคือร้านนี้ โดยที่นี่จะเป็นทั้งร้านกาแฟ อาหาร และศูนย์ฝึกวิชาชีพให้กับเด็กออทิสซึมเหมือนเดิม

ตัวร้านตกแต่งในแบบเรียบง่าย เน้นใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนให้ดูสว่าง เน้นการระบายสีเขียวอ่อนที่ให้ความรู้สึกสบายตาและสบายใจ ส่วนด้านหลังเป็นครัวสำหรับฝึกงานของเยาวชนที่มีภาวะออทิสซึม พร้อมยังมีบอร์ดเกี่ยวกับการเรียนการสอนในแต่ละวัน

ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น ร้านนี้เกิดจากความตั้งใจช่วยสนับสนุนการเรียนรู้และการทำงานให้กับเด็กพิเศษ มีจุดประสงค์ต้องการให้เด็กพิเศษที่มีภาวะออทิสซึม มีเพื่อน ฝึกสมาธิ และได้เรียนรู้การทำงานแบบวิชาชีพ และสามารถอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข

เมนูอาหารของที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเมนูที่คิดขึ้นใหม่ และถึงแม้ว่าจะมีเมนูจากร้านเดิมมาบ้าง แต่จะเน้นไปในส่วนของขนมมากกว่า โดยแต่ละเมนูจะแสดงรายละเอียดส่วนผสมเอาไว้เพื่อให้คนที่แพ้ตัดสินใจก่อนจะสั่ง

เมนูแรก เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยแถมยังดีต่อสุขภาพ อย่าง Roasted Pumpkin and Honey Glazed Tofu with Honey Balsamic Dressing สลัดรวมผักต่างๆ อาทิ ผักกรีนโอ๊ก มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ ฟักทองนึ่ง และเต้าหู้เคลือบน้ำผึ้ง เสิร์ฟมากับน้ำสลัด Honey Balsamic โรยเมล็ดฟักทอง มีรสชาติออกหวานนวลลิ้น

 

ต่อด้วย ข้าวสตูไก่ เมนูขายดีของร้านน่องไก่อวบอ้วนหมักซอสแล้วนำไปจี่ ปรุงรสด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้านที่มี หอมหัวใหญ่ แครอต และมันฝรั่ง

เมนูนี้ก็น่าสน เบอร์เกอร์ฟักทอง ขนมปังโฮลวีตยัดไส้ด้วยฟักทองบดปรุงรสมันหวาน ถั่วพีแคน เมล็ดฟักทองคั่ว เพื่อเพิ่มความกรุบกรอบ เสริมทัพด้วยมะเขือเทศหั่นแว่นและเมล็ดฟักทองโรยอีกที เสิร์ฟคู่กับสวีตโปเตโต้อบ ช่วยทำให้รู้สึกชุ่มชื่นและเต็มอิ่ม

ตบท้ายด้วยขนมหวานอย่าง Sticky Date Pudding with Macadamia Ice Cream เค้กอินทผาลัมเนื้อนุ่มเบา ทาด้านบนด้วยนูเทลล่า ท็อปด้วยไอศกรีมที่มีเบสเป็นนมถั่วเหลืองผสมถั่วพีแคนให้เคี้ยว
กรุบกรอบ

สเต็ปส์ วิท ธีรา ซอยเอกมัย 10 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. โทร. 02-381-6590

 

หอม อร่อย ขนมนางเล็ดสมุนไพร เมืองขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 17:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/471014

หอม อร่อย ขนมนางเล็ดสมุนไพร เมืองขอนแก่น

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

ชุมชนนาคะประเวศน์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ชุมชนเมืองที่ได้นำข้าวมาแปรรูปเป็นขนมนางเล็ดสมุนไพร หรือขนมข้าวแต๋น อิ่มอร่อย ทานง่าย ราคาไม่แพง แต่โดนใจผู้ที่ชื่นชอบขนมพื้นฐานและผู้รักสุขภาพ

กัญญณัฐ นครแก้ว ประธานกลุ่มแปรรูปอาหารชุมชนนาคะประเวศน์ กล่าวว่า ขนมข้าวแต๋นเป็นการนำภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อและคุณแม่ มาต่อยอดเพิ่มมูลค่าแต่อุดมด้วยคุณค่าทางอาหาร เพราะในอดีตชุมชนแห่งนี้เกิดมาจะเห็นคุณพ่อและคุณแม่ทอดข้าวแต๋นให้ลูกได้รับประทานเป็นขนมทานเล่น แต่ละครอบครัวสามารถทำได้เองและรับประทานง่าย จนกระทั่งเทศบาลนครขอนแก่นมีการสนับสนุนเงินทุนให้กับชุมชนในชื่อกองทุนตั้งตัว จึงรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อขับเคลื่อนโดยนำผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นให้กลายเป็นรายได้เสริมให้กับชุมชน ด้วยการเริ่มทำขนมข้าวแต๋นกันอย่างจริงๆ จังๆ

ทางเทศบาลให้เงินสนับสนุนตั้งตัวก้อนแรก 2 หมื่นบาท สำหรับเป็นทุนซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทำขนมข้าวแต๋นขาย โดยขั้นตอนการผลิตจะแบ่งหน้าที่กันทำให้ชัดเจน คือ เริ่มตั้งแต่การซื้อข้าวเหนียว กข.6 สูตรเด็ดผลิตขนมข้าวแต๋น ต้องเป็นข้าวเหนียวปลาซิวเท่านั้น จากนั้นนำมาแช่น้ำ 3 ชั่วโมง และนึ่งด้วยเตาถ่านด้วยฮวดนึ่งข้าวเหนียว สัดส่วน 1 ฮวดต่อ 1 กิโลกรัม คอยสะบัดข้าวทุก 10 นาที เพื่อให้ข้าวเหนียวสุกโดยทั่วจากนั้นนำมาพึ่งลมเพื่อคลายไอร้อนออก

ขั้นตอนต่อไป คือ ทำน้ำปรุง ที่มีการผสมในสัดส่วนที่พอเหมาะ ประกอบด้วย น้ำใบเตย น้ำแตงโม น้ำสมุนไพรกระพังโหม งาดำ เกลือป่น กะทิและน้ำตาล มาผสมกันให้ได้ที่ก่อนนำมาคลุกกับข้าวเหนียวที่เริ่มจะเย็นลงจากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากันจนได้ที่ และนำมาสู่ขั้นตอนของการปั้นเป็นแผ่นกลมๆ ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้มืออย่างเดียว ตักข้าวเหนียวปรุงลงในแม่พิมพ์ขนาดวงกลมโดยใช้น้ำแตงโมเป็นส่วนผสมขณะขึ้นพิมพ์ เมื่อได้ขนาดตามที่ต้องการแล้วนำมาวางผึ่งลมอีกครั้ง ก่อนนำไปตากแดดที่ร้อนจัด ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง เพราะต้องให้ข้าวแต๋นแต่ละแผ่นนั้นแห้งสนิท

 

“พอข้าวแต๋นแห้งสนิทแล้ว ก็มาถึงกระบวนการทอดกรอบกับน้ำมันร้อนจัดผสมกับใบเตยทำให้น้ำมันหอมขึ้น โดยขั้นตอนทอดต้องทอดให้สุกจนมีสีเหลืองทอง ที่สำคัญ คือ ห้ามแตกเพราะเสน่ห์ของขนมข้าวแต๋นต้องรับประทานเต็มแผ่นเท่านั้น เมื่อทอดสุกแล้วก็นำมาสะเด็ดน้ำมัน จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนของการโรยหน้า เป็นเสร็จขนวนการ ซึ่งกลุ่มผลิตขนมขายข้าวแต๋น 2 ประเภท
คือ แบบไม่หวาน และแบบไม่หวานมาก” กัญญณัฐ กล่าว

สำหรับสูตรไม่หวานมาก คือ โรยน้ำตาลปีบผสมกับน้ำอ้อยบด ทำให้ขนมมีความหอม กรอบ อร่อย ทานง่าย แต่สูตรเด็ด คือ ใช้สมุนไพรพื้นบ้านเป็นส่วนผสมหลัก เช่น แตงโม ทำให้มีรสหวาน มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกายและหัวใจ เครือกระพังโหม หรือเครือตดหมา ใช้แทนผงฟูซึ่งเป็นสูตรปราชญ์ชาวบ้านนำมาใช้ในการผลิตขนมและอาหารที่ทุกวันนี้แทบไม่หลงเหลือให้เห็นแล้ว แต่กลุ่มยังคงปลูกไว้เป็นสมุนไพรประจำหมู่บ้าน

 

ปัจจุบันทางชุมชนได้ผลิตทำขนมนางเล็ดสูตรสมุนไพร ในราคาถุงละ 20 บาท มีจำนวน 8 ชิ้น ซึ่งทุกท่านสามารถแวะอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นแห่งนี้ได้ที่กลุ่มแปรรูปอาหารชุมชนนาคะประเวศน์ เทศบาลนครขอนแก่น หรือสั่งจองได้ที่โทร.08-6850-9191

 

ร้านอาหาร ‘ริมน้ำ’ อร่อยเด็ดริมแม่กลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/470698

ร้านอาหาร ‘ริมน้ำ’ อร่อยเด็ดริมแม่กลอง

โดย…พาแลง

หากพูดถึงสมุทรสงคราม เมืองแห่งแม่น้ำ ที่เที่ยวและของอร่อย โดยเฉพาะปลาทู ที่ว่ากันว่า อยากกินปลาทูอร่อยต้องที่แม่กลอง สมุทรสงคราม เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารเลื่องชื่ออีกมากมายทั้งหอยหลอด กุ้งแชบ๊วย ฯลฯ ในงานวิ่งปลาทูมาราธอน งานวิ่งที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 หลังรับเหรียญกินข้าวกันอิ่มหนำในช่วงเช้า เราก็วางแผนสำหรับมื้อกลางวันระหว่างกลับกรุงเทพฯ ทันที วนรถไปร้านที่เขาว่าเด็ดหลายร้าน แต่คิวก็ยาวจนไม่มีที่จอดรถ ดังนั้นจึงขับมาเรื่อยๆ จนมาเจอร้าน “ริมน้ำ” ที่ยกให้เป็นร้านอร่อยเด็ดริมแม่กลองอีกหนึ่งร้านที่ห้ามพลาดหากมาเยือนสมุทรสงคราม

บรรยากาศร้านเป็นกันเอง ใช้บ้านไม้ริมน้ำซึ่งเป็นที่พักอาศัยด้วย มีห้องครัวปรุงอาหารไม่ใหญ่มากนัก ตกแต่งง่ายๆ แต่สะอาดสะอ้าน และโล่ง มีทางเดินยื่นลงไปเป็นท่าน้ำเล็กๆ สำหรับรับเรือที่มาส่งวัตถุดิบการปรุงอาหาร ส่วนผู้มาเยือนก็ได้อานิสงส์ด้วยการรับวิวแม่น้ำแม่กลองและมองเห็นสะพานปลาอีกฝั่งได้ด้วย

 

อาหารร้านนี้เป็นรสมือบ้านๆ ถึงเครื่อง ชื่อเสียงไม่ได้โดดเด้งเหมือนร้านอื่นในสมุทรสงคราม แต่ความอร่อยรับประกัน การันตีด้วยรางวัลพระราชทานการประกวดอาหาร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเมนูปลาหมึกผัดกะปิ ซึ่งเหมาะมากที่จะสั่งมาเรียกน้ำย่อยเป็นจานแรก กลิ่นหอมฟุ้งทันทีที่ผัด วางที่โต๊ะปุ๊บหายวับไปกับตาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนต้องสั่งจานที่สองมากินกับข้าวสวยร้อนๆ กลมกล่อมด้วยกะปิทำเอง รสไม่เค็มจนเกินไป บวกกับความสดของปลาหมึกชิ้นใหญ่หนึบหนับสนุกปากมากทีเดียว

จานต่อมา เป็นเมนูปลาทู มาแม่กลองทั้งทีก็อย่าพลาดปลาทูแดดเดียว ที่ทอดมาจนกรอบ และกินได้ทั้งตัว รสชาติหวานๆ เค็มๆ กินกับข้าวสวยก็เข้าที กินรองท้องเปล่าๆ หรือกินกับข้าวเหนียวร้อนๆ ก็ยังได้ หรือหากซื้อกลับบ้านรสชาติก็ไม่เปลี่ยน และอีกหนึ่งเมนูปลาทูที่พลาดไม่ได้ เพราะหาทานยากมาก ทั้งยังเป็นสูตรที่ตกทอดกันมานานกว่า 30 ปีแล้วนั่นก็คือ ปลาทูเผาสูตรโบราณ เสิร์ฟมาพร้อมกับสะเดาและน้ำปลาหวาน จุดเด่นของจานนี้ไม่มีกลิ่นคาวเลย เนื้อปลาทูก็แน่น

 

วิธีกินเมนูนี้เริ่มด้วยแกะเนื้อปลาทูหอมมัน ที่นำปลาทูสดมาย่างบนเตาที่เผาด้วยกาบมะพร้าว จากนั้นใช้ใบตองปิด ทำให้ปลาทูทั้งหอมและมัน เมื่อกินแกล้มกับสะเดารสขม และน้ำปลาหวาน รับรองว่าฟิน! ให้ความรู้สึกถึงการกินอาหารไทยสมัยโบราณที่ละเมียดละไม ช่างคิด และนำรสเด่นของวัตถุดิบแต่ละอย่างมากินด้วยกัน สร้างรสสัมผัสใหม่ เมนูต่อมาเป็น หอยหลอดผัดฉ่า หอยหลอดตัวโตๆ เข้ากับรสชาติผัดฉ่าถึงเครื่อง กินกับข้าวสวยอร่อยมาก แถมราคายังไม่แพงอีกด้วย

การมาเป็นกลุ่มใหญ่ ทำให้เราได้ชิมอีกหลายเมนูทั้งแกงส้มชะอมไข่ ที่ใส่ทะเลมาเต็มทั้งกุ้ง หอย ปลา หมึก ซดน้ำร้อนๆ ก็สดชื่น  นอกจากนี้ยังมี ผัดฉ่าปลาดุก และฉู่ฉี่ปลาทู ซึ่งปลาทูยังสด เนื้อแน่น รสหวานของเนื้อปลาทู เข้ากันที่สุดกับแกงฉู่ฉี่ที่ราดมา แอบกระซิบนิดหนึ่งว่าทุกเมนูจะให้รสชาติที่อาศัยความหวานธรรมชาติของวัตถุดิบหลักอย่างปลาและหมึก จึงทำให้รสชาติโดยรวมของอาหารไม่หวานโดดเหมือนร้านอื่นๆ คำเดียวสั้นๆ ว่าอร่อยสุดๆ

เชื่อว่าต่อไปนี้ ร้าน “ริมน้ำ” จะเป็นร้านประจำของแก๊งเรา ถ้าหากมีธุระแถบหัวหิน คงต้องแวะก่อนถึงกรุงเทพฯ  เพราะราคาเป็นมิตรมาก เฉลี่ยไม่แพงเลยอยู่ที่คนละ 200-300 บาท แถมถ้ากินไม่หมดก็หิ้วกลับบ้าน และยังซื้อกะปิกลับบ้านได้ด้วย ร้านอาหาร “ริมน้ำ” อยู่ที่ 53 ถนนไชยพร ต.แม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ถ้าหาทางไม่เจอก็โทรไปสอบถามทางได้ที่ 08-6796-3352 และ 08-1007-0590 ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.

 

คาเวียร์มื้อพิเศษแห่งการเฉลิมฉลองแสนอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 17:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/470608

คาเวียร์มื้อพิเศษแห่งการเฉลิมฉลองแสนอร่อย

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

คาเวียร์ไม่ได้แพงอย่างที่คิด คาเวียร์สามารถเป็นมื้อพิเศษของเราได้… ประโยคแรกที่ อเล็กซีย์ ทูทิน หนุ่มรัสเซียประเทศเจ้าตำรับคาเวียร์ และเป็นหุ้นส่วนบริษัท คาเวียร์ เฮาส์ (Caviar House) เริ่มพูดคุยสนทนาเกี่ยวกับไข่ปลาสเตอร์เจิน โดยเขาบอกว่าในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองใดๆ ก็ตาม ให้คาเวียร์เป็นของขวัญแก่ผู้อื่นหรือตัวเอง นับเป็นหนึ่งในของขวัญแสนอร่อย มากคุณค่า คนให้ก็เก๋คนรับก็ปลื้ม (ประโยคหลังดิฉันกล่าวเอง)

“ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ เวลาถึงวันครบรอบวันเกิด หรือวันคริสต์มาส ที่บ้านเราก็จะมีคาเวียร์กินกันบนโต๊ะอาหาร เพราะฉะนั้นคาเวียร์เป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่สิ่งที่เกินเอื้อมหรือจับต้องไม่ได้แต่อย่างใด” อเล็กซีย์ ย้ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาเปิดตัวบริษัท คาเวียร์ เฮาส์ ของเขาร่วมกับหุ้นส่วนคนไทย เพื่อนำเข้าและจัดจำหน่ายคาเวียร์ 4 ชนิด จากฟาร์มในรัสเซียและจีน นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมบริษัท ไทยสเตอร์เจิน ฟาร์ม ที่ก่อตั้งโดยนักลงทุนไทยและรัสเซีย ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นฟาร์มที่ทั้งขายเนื้อปลาสำหรับการบริโภค และผลิตคาเวียร์สีดำจำหน่ายด้วย โดยเพิ่งปล่อยปลาสู่บ่อเลี้ยงในเดือน พ.ค. 2559 อีกไม่นานคงจะมีผลผลิตคาเวียร์สีดำออกมาให้ได้รับประทานกัน เช่นเดียวกับที่โครงการหลวงทำได้

การรับประทานคาเวียร์สีดำบ่งบอกถึงความสมบูรณ์พูนสุขและเป็นสิ่งที่ปฏิบัติต่อๆ กันมานานนับศตวรรษในหมู่ชนชั้นสูงของยุโรป โดยเฉพาะในพระราชสำนักของรัสเซีย โดยเรียกปลาสเตอร์เลต ซึ่งเป็นสเตอร์เจิน
ขนาดเล็กว่า “ปลาของพระเจ้าซาร์” ที่เสิร์ฟเนื้อให้คนในราชวงศ์รัสเซีย ทั้งเมนูปลาอบ ต้ม หรือเมนูพาย และซุป นอกเหนือจากไข่ปลา ซึ่งกลายเป็นคาเวียร์

นอกจากมูลค่าที่สูงแล้ว คาเวียร์สีดำยังเปี่ยมไปด้วยประโยชน์ทางโภชนาการ โดยประกอบไปด้วยวิตามิน เอ บี ซี ดี รวมทั้งสารอาหารมากมายอย่างไอโอดีน สังกะสี โพแทสเซียม โซเดียม และแมกนีเซียม นอกจากนี้ยังมีสารเลซิทินและกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 รวมทั้งอะเซทิล คลอรีนอีกด้วย

 

คาเวียร์สีดำผลิตจากจากปลาสกุลสเตอร์เจินเท่านั้น เดิมทีมีถิ่นอาศัยในทะเลแคสเปียน แม่น้ำวอลการ์ และแม่น้ำอาร์มูร์ ทว่าด้วยความที่เป็นที่ต้องการอย่างมาก จึงได้มีการพัฒนาเทคนิคต่างๆ ในการทำฟาร์มปลาสเตอร์เจิน ปลาสเตอร์เลต และปลาเบลูกา รวมถึงการผลสมพันธุ์ข้ามสายในสกุลเดียวกัน ทำให้ได้คาเวียร์ที่มีรสชาติและคุณสมบัติใหม่ๆ ขึ้นมา

สำหรับคาเวียร์สีดำ 4 ชนิด (ราคาระหว่าง 2,000-3.5 หมื่นบาท) จากฟาร์มในรัสเซียและจีน ที่บริษัท คาเวียร์ เฮาส์ นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ประกอบด้วย คาเวียร์แบบคลาสสิก (Classic Stur
geon Caviar) ซึ่งผลิตจากปลาสเตอร์เจินวัย 5-7 ปี ลักษณะมีสีดำเป็นเม็ดเล็กๆ ราว 2.4-2.5 มม. รสชาตินุ่มนวล สำหรับคนที่ชอบรสชาติอ่อนๆ

คาเวียร์แบบพรีเมียม (Premium Sturgeon Caviar) ผลิตจากปลาสเตอร์เจินจากรัสเซียวัย 12 ปีขึ้นไป ลักษณะมีสีดำแกมน้ำตาลเข้ม เป็นเม็ดเล็กๆ ราว 2.8-3.0 มม. รสชาติเข้มข้นจัดจ้านกว่าคาเวียร์แบบคลาสสิก ขณะที่ รอยัล คาเวียร์ (Royal Oscietra Caviar) เป็นคาเวียร์จากปลาพันธุ์ผสมระหว่างเบลูกากับสเตอร์เจินจากไซบีเรีย ซึ่งให้ไข่ปลาขนาดใหญ่เกือบเท่าคาเวียร์จากปลาเบลูกาแท้ๆ คือ 3.0-3.2 มม. สีสันน้ำตาลเข้ม อ่อนกว่า 2 ชนิดแรก รสชาติเข้มข้น สดชื่น ครีมมี่ และทิ้งรสชาติอยู่ในปากนานกว่า 2 ชนิดแรกอีกด้วย

 

ปิดท้ายด้วยคาเวียร์ที่อร่อยและแพงที่สุด อย่างเบลูกา คาเวียร์ (Beluga Caviar) ผลิตจากปลาเบลูกาซึ่งปกติอาศัยอยู่ในทะเลแคสเปียน ให้ไข่ปลาที่มีขนาดใหญ่ถึง 3.5-3.6 มม. สีสันออกโทนน้ำตาลทอง เมื่อชิมแล้วรสชาติอิ่มเต็ม เข้มข้น และครีมมี่มากๆ

คาเวียร์ เฮาส์ แนะนำว่าสามารถเสิร์ฟคาเวียร์คู่กับเนยหั่นบาง หรือครีมชีส และผักชีลาว นอกจากนี้ยังไปได้ดีกับแครกเกอร์ ขนมปังปิ้ง หรือแพนเค้ก รวมทั้งไข่ มันฝรั่ง หอยนางรม เนื้อกุ้ง ปู และหอยเชลล์ และอาจเสริมรสชาติด้วยแชมเปญ ดรายจิน หรือวอดก้า

ปาร์ตี้ปีใหม่นี้ ใครยังนึกอะไรไม่ออก ลองลงขันกันจัดคาเวียร์เทสติงดู หรือใครอยากโชว์ฝีมือทำอาหาร จัดหอยนางรมอบแต่งหน้าด้วยคาเวียร์ หรือคาปาโชกุ้งแดง ทาร์ทาร์หอยเชลล์ โรยคาเวียร์ รวมทั้ง
พาสต้าเย็น แต่งหน้าด้วยไข่กวนและคาเวียร์ ไม่ก็มันฝรั่งอบ โปะครีมชีสและคาเวียร์ ก็ Good Idea นะคะ