โตไก บุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น สด-ร้อน ราคาเบา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/470605

โตไก บุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น สด-ร้อน ราคาเบา

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

โตไก (Tohkai Japanese Restaurant) ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เปิดมานานถึง 12 ปี มี 16 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งที่ จ.นครราชสีมา เจ้าของร้านเป็นชาวญี่ปุ่นที่ประกอบธุรกิจนำเข้าวัตถุดิบอาหารญี่ปุ่นต่างๆ เพื่อจัดส่งห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านอาหารอยู่แล้ว จึงเสมือนแบรนด์ไทยควบคุมการผลิตโดยชาวญี่ปุ่นแท้ๆ ที่การันตีเรื่องรสชาติและความสดของวัตถุดิบ เช่น ปลาแซลมอน ปลาหิมะ เนื้อคุณภาพจากสหรัฐ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่ได้มาตรฐานระดับภัตตาคารญี่ปุ่น โดยโตไกนำมาเสิร์ฟแบบอะลาคาร์ต (A La Carte) ในราคาบุฟเฟ่ต์เบาๆ 489 บาท++ ในเวลา 2 ชั่วโมง หรือจะสั่งแบบอะลาคาร์ตก็ได้ แต่ขึ้นชื่อว่ามาโตไกแล้วใครๆ ก็เลือกรับประทานแบบบุฟเฟ่ต์ เพราะคุ้มสุดคุ้ม

 

จุดเด่นคือ เสิร์ฟร้อน ทำสดใหม่จานต่อจาน ไม่ทำอาหารไว้ให้ลูกค้าตักเอง ปริมาณอาหารก็กะให้ตามจำนวนลูกค้า เพื่อที่ลูกค้าจะได้มีโอกาสเลือกรับประทานอาหารได้หลายเมนู อาหารเสิร์ฟเร็ว มีเมนูจำพวกปิ้งย่างจะใช้เวลานิดหน่อย

เมนูมีหลากหลายถึง 120 เมนู เช่น ปลาดิบ ซูชิ สลัด ข้าวหน้าซาชิมิ พวกต้มนึ่ง สเต๊ก ของทอด อูด้ง ราเมน ที่นิยมสั่งกันมากคือ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ผัดเนย สเต๊กปลาแซลมอน แคลิฟอร์เนียโรล เทมปุระกุ้ง หัวปลาซาบะนึ่งซีอิ๊ว

 

 

ร้านอาหารโตไกมีบริการ 2 แบบ คือ อาหารญี่ปุ่น (Restaurant) และปิ้งย่าง (Yakiniku) แต่สาขาที่ยังเป็นน้องใหม่ ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ ชั้น 4 ให้บริการแบบอาหารญี่ปุ่น เปิดทุกวัน เวลา 10.30-21.30 น. สำรองที่นั่งโทร. 02-734-1454 และ 02-734-1455

 

ขนมไทยสไตล์ Minimal ขนมกล้วยน้ำว้าของน้ำวุ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/470521

ขนมไทยสไตล์ Minimal ขนมกล้วยน้ำว้าของน้ำวุ้น

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ขนมกล้วย เป็นขนมไทยอย่างแรกที่ผู้เขียนได้ทดลองหัดทำ ถือว่าเป็นขนมไทยที่ง่ายที่สุด และน่าจะเป็นขนมไทยประจำครัวคนไทยมานานแสนนานพอๆ กับ “กล้วย” ที่เป็นพืชคู่บ้านของคนไทย ด้วยประโยชน์ของกล้วยใช้ได้ทุกส่วน ใช้ได้ทั้งงานบ้านและงานครัว ขนมไทยหลายๆ ชนิดจึงเกี่ยวพันกับกล้วย อาจจะไม่ได้มีส่วนผสมของผลกล้วยในสูตร แต่รับรองว่าอาจได้ใช้ใบตองมาห่อเป็นภาชนะสวย ย่อยสลายได้

กล้วยในสวนครัวไทย ที่เห็นเด่นที่สุด คือ กล้วยน้ำว้า เพราะปลูกไว้แล้ว กินได้ตั้งแต่หัวปลี เอามาแกง เอามาจิ้มน้ำพริกหรือเป็นเครื่องเคียง ผลดิบๆ ของกล้วยน้ำว้ายังใช้เป็นยาช่วยในเรื่องของกระเพาะลำไส้ ผลห่ามนำมาทำขนมได้สารพัด ทั้งกล้วยเชื่อม กล้วยน้ำว้าปิ้งทั้งเปลือก กล้วยแขก กล้วยต้มโรยน้ำตาลกินกับมะพร้าวขูด ยังไปผสมผสานกับข้าวเหนียวเกิดเป็นข้าวต้มมัด

สำหรับกล้วยสุกๆ วางไว้ไม่นานก็อาจจะหมดได้ เพราะรองท้องตอนหิวๆ แต่หากเครือใหญ่ๆ อาจจะมีกล้วยสุกงอมหลงเหลืออยู่ ถ้าในบ้านมีเด็กอ่อน ก็หวานหมู ขูดให้เละป้อนให้เด็กน้อย ถือเป็นของว่างเพิ่มน้ำหนักที่มีประโยชน์สำหรับเด็กๆ ถ้าสุกงอมเกินจะรับประทานอร่อย แน่นอนว่าครัวไทยไม่ทิ้งของอะไรง่ายๆ กล้วยงอมๆ รสชาติทั้งหวานและหอม แปรรูปเป็นกล้วยตาก กล้วยอบน้ำผึ้ง หรือจะใช้ความร้อนเปลี่ยนเป็นกล้วยกวน และขนมกล้วยของเราในฉบับนี้

 

ผู้เขียนมีสูตรขนมกล้วยประจำบ้านที่ไม่ยากจนเกินไป เห็นกล้วยน้ำว้าที่บ้านสุกงอมไร้คนเหลียวแล จึงส่งสูตรให้ลูกสาวคนโต ปรากฏว่าลูกสาวทำสูตรเดิมหายไปเสีย เราเลยมาช่วยกันรื้อฟื้นสูตรที่เคยทำเป็นประจำ เรียกว่ามั่วขึ้นมา เดาผสมมาจากสูตรเดิม เน้นใส่กล้วยเยอะๆ ผสมแป้งท้าวยายม่อมและแป้งมันเพื่อให้ได้ขนมที่นุ่มๆ หยุ่นๆ ถูกปากคนรุ่นใหม่ ต่างจากขนมกล้วยแบบเก่าที่เน้นแป้งข้าวเจ้าอย่างเดียว ทำให้ขนมกล้วยแบบดั้งเดิมค่อนข้างแน่น ขนมกล้วยสูตรนี้ของเราจึงออกมาอร่อยกว่าสูตรเดิมเสียอีก เนื้อขนมกล้วยไม่แน่น มีแป้งพอประมาณให้พอจับตัวกันได้ เลยต้องเก็บไว้เป็นสูตรของลูกสาวเอง เรียกว่า ขนมกล้วยน้ำวุ้น

ขนมกล้วยสมัยใหม่สูตรนี้ เน้นความง่าย จะใช้กะทิกล่องหรือกะทิสดก็อร่อยได้ทั้งนั้น เคยทดลองทำแล้วอร่อยได้ทั้งสองแบบ แน่นอนว่าถ้าคั้นกะทิเองจะหอมอร่อยและได้ความเป็นธรรมชาติมากกว่า หรือแม้ว่าจะไม่มีมะพร้าวอ่อน ขนมกล้วยก็ยังอร่อยได้อยู่ แต่ถ้ามีมะพร้าวอ่อนจะได้เนื้อสัมผัสที่ช่วยให้อร่อยเพิ่มขึ้น หรือจะใช้มะพร้าวเผาก็ได้ ได้เนื้อที่หนากว่า แล้วเอามาซอยเป็นเส้นบางๆ

สำคัญที่กล้วย ต้องเน้นกล้วยที่งอมๆ ยิ่งงอมจะยิ่งอร่อย และค่อยปอกเปลือกก่อนที่จะขยำเข้ากับแป้งที่เตรียมไว้ จะช่วยให้ขนมกล้วยไม่คล้ำและยังคงสีเหลืองอ่อนๆ สวยน่ากิน

เคล็ดลับในการทำขนมไทยที่มีแป้งเป็นส่วนผสม อย่าลืมนวดแป้งกับของเหลว ไม่ว่าจะเป็นกะทิหรือน้ำเปล่าเสียก่อน จะช่วยให้ขนมคงความนุ่มเอาไว้ได้ และถ้าใครไม่บอก ผู้เขียนจะแอบกระซิบอีกเคล็ดลับไว้ตรงนี้ หากส่วนผสมมีน้ำตาลทรายอยู่ แนะนำให้ละลายในน้ำกะทิเสียก่อนที่จะลงไปผสมกับแป้ง เพื่อให้น้ำตาลทรายไม่จับตัวกันเป็นก้อนเล็กๆ ในแป้ง ถือเป็นข้อมูลง่ายๆ ที่อาจถูกเก็บไว้ก้นครัว

ขนมกล้วยน้ำว้าของน้ำวุ้น

ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้า 70 กรัม

แป้งมัน 50 กรัม

แป้งท้าวยายม่อม 50 กรัม

กะทิคั้นข้นๆ 400 กรัม (สามารถใช้กะทิกล่องได้เลย)

น้ำตาลปี๊บ 120 กรัม

น้ำตาลทราย 50 กรัม

เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

กล้วยน้ำว้า สุกงอม 500 กรัม

มะพร้าวอ่อน 100-200 กรัม

วิธีทำ

ผสมแป้งทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกัน

แบ่งกะทิออกมาสักครึ่งหนึ่ง ค่อยๆ เทลงในแป้งขยำบีบนวดให้แป้งค่อยๆ จับตัวกันจนพอนวดได้ นวดแป้งไปเรื่อยๆ ประมาณ 5-8 นาที เติมน้ำตาลปี๊บลงไปบี้ผสมกับแป้งจนไม่เป็นเม็ดๆ

สำหรับกะทิส่วนที่เหลือละลายน้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย ค่อยๆ เติมลงในแป้งที่นวดไว้ทีละน้อยขยำให้เข้ากันจนแป้งละลายหมด เนียนเป็นเนื้อเดียวกันแนะนำให้พักแป้งไว้ประมาณ 20-30 นาที

สำหรับกล้วยน้ำว้าขยำกล้วยกับเกลือป่นให้เข้ากัน เกลือช่วยให้ขนมกล้วยคงสีสวยไว้ไม่คล้ำ

ตั้งน้ำในลังถึงให้เดือดพล่าน เตรียมพิมพ์ขนมกล้วยไว้ ทาน้ำมันพืชบางๆ เพื่อให้ขนมร่อนออกจากพิมพ์ได้ง่าย หรือถ้าใช้ใบตองไม่จำเป็นต้องทาน้ำมันเลย

หยอดขนมกล้วยลงพิมพ์ นึ่งขนมที่ไฟแรงประมาณ15-18 นาที หรือขึ้นอยู่กับขนาดของพิมพ์ยกลงรอให้เย็นสนิทแล้วแคะออกจากพิมพ์ เสิร์ฟกับมะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้น

 

เมรุโตะ ซูชิ ขุมทรัพย์แห่งโอมากาเสะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469603

เมรุโตะ ซูชิ ขุมทรัพย์แห่งโอมากาเสะ

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หากพูดถึงร้านซูชิแบบโอมากาเสะ ในย่านสาทร ต้องซูฮกให้ เมรุโตะ ซูชิ (Meruto Sushi) ขุมทรัพย์แห่งโอมากาเสะรสชาติสุดล้ำลึก และรสสัมผัสที่ทุกคำละลายในปาก แต่เดิมร้านนี้ตั้งอยู่ที่นวลจันทร์ 28 หลังจากได้กระแสตอบรับที่ดี ก็ย้ายมาที่อาคารสาธร การ์เด้นส์ เพื่อให้คนย่านนี้ได้พบกับความพรีเมียมของโอมากาเสะอย่างแท้จริง

 

ร้านบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง การตกแต่งเรียบง่ายในกลิ่นอายญี่ปุ่น ผนังด้านข้างเป็นกระจก ด้านในเป็นเคาน์เตอร์บาร์ที่นั่งประมาณ 10 ที่ ให้ความเป็นส่วนตัว ขณะเดียวกันก็สามารถเห็นการทำซูชิของเชฟทุกขั้นตอน

 

ที่สุดของความตื่นเต้นแบบโอมากาเสะ คือเราจะไม่รู้ว่าวันนี้จะได้กินเมนูอะไรบ้าง คอร์สที่เรามาชิมคือ 3,500 บาท ประกอบไปด้วยซูชิ 10 คำ โดยเชฟจะเสิร์ฟทีละคำตามลำดับ จากรสชาติที่อ่อนที่สุดไปเข้มสุด เพื่อให้ได้รสชาติโดยรวมพอเหมาะลงตัวที่สุด เริ่มด้วยขั้นตอนการตีข้าวที่ใช้น้ำส้มสีแดงให้รสเปรี้ยวเค็มตามแบบฉบับญี่ปุ่นโบราณ เมื่อตีเสร็จแล้วจะเก็บไว้ในโถรักษาอุณหภูมิ

 

เรียกน้ำย่อยและเปิดต่อมรับรสด้วยมะเขือเทศโอนิซาวาโรยด้วยเกลือหิมาลัย แล้วก็มาถึงคำแรกเป็นปลาเนื้อขาวตามฤดูกาลที่บ่มไว้แล้ว 3 วัน ข้าวที่ออกรสเค็มเล็กน้อยขับให้รสหวานของปลาโดดเด่นขึ้น ต่อมาเป็นชิมะอาจิ สุดยอดปลาเนื้อขาวที่เนื้อเด้งแน่น มันและหวานเต็มปากเต็มคำ ถัดมาเป็นซากุระโฮตาเตะ หอยเชลล์ฮอกไกโดห่อด้วยใบซากุระ รสชาตินุ่ม หวาน กลิ่นหอมฟุ้งในปาก

 

คั่นรายการด้วย Hand Roll สาหร่ายพันหัวไช้เท้าหั่นฝอย ราดด้วยซอสอุเมะบ๊วยและมะนาว แล้วก็ถึงเวลาซูชิปลาเนื้อแดง อย่างซูชิปลาฮอนมากุโระ ถัดมาเป็นซูชิปลาโอโทโรที่แทรกไปด้วยไขมัน รสชาติหวาน สด นุ่ม ต่อด้วย หอยนางรมสดจากฮิโรชิมา รสชาติหวาน หมักในซอสพอนสึ โรยเกลือ บีบมะนาว ขิง และหอมสับ จากนั้นเป็นปลาคัตสึโอะที่บ่มมาแล้ว 3 วัน แช่ในซอสกระเทียมก่อนจะเสิร์ฟ และเมรูโตะด้ง ประกอบด้วยมากุโรสับกับต้นหอม อิคุระเกรดพรีเมียม อูนิ (ไข่หอยเม่น) และเห็ดทรัฟเฟิล ตกแต่งด้วยทองคำเปลว

 

ปิดท้ายด้วยคัสสึเทราไข่หวานสูตรพิเศษ รสชาติหวานละมุน ซดซุปกระดูกปลาเคียง ปิดท้ายด้วยของหวาน น้ำแข็งใสจากน้ำส้มยูสุ 100%

เมรุโตะ ซูชิ ชั้นจี อาคารสาธร การ์เด้นส์ ร้านเปิดบริการ 4 ช่วงเวลา คือ 12.00-13.00 น., 14.00-15.00 น., 18.00-19.00 น. และ 20.00-21.00 น. ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น โทร. 09-2369-7924 หรือเฟซบุ๊ก/ไลน์ merutosushi

 

บรูว์สกี้ นั่งชิลชมวิวบนรูฟท็อปบาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 12:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469602

บรูว์สกี้ นั่งชิลชมวิวบนรูฟท็อปบาร์

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ลมหนาวกำลังพัดมาเยือน อากาศสดชื่น ท้องฟ้าแจ่มใสแบบนี้ หลังเลิกงานถ้าแวะไปหาร้านแฮงเอาต์สักแห่งที่บรรยากาศชิลๆ นั่งกินลมชมวิวโดยไม่ต้องรีบร้อน ก็ดูจะเป็นความคิดที่ดีไม่ใช่น้อย

สถานที่ที่เราตัดสินใจไปปักหมุด ก็คือ บรูว์สกี้ (Brewski) คราฟต์เบียร์บาร์แห่งใหม่ล่าสุดใจกลางกรุง ซึ่งอยู่บนชั้น 30 ของโรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กรุงเทพฯ ที่ถือว่าเป็นคราฟต์เบียร์บาร์บนชั้นดาดฟ้าที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ ขณะนี้

เมื่อขึ้นมาถึงดาดฟ้าโซนที่เป็นรูฟท็อปบาร์ จะพบกับการตกแต่งสไตล์อินดัสเทรียลออกแนวเท่ๆ โดยเน้นสีเอิร์ทโทนอย่าง ดำ น้ำตาล และเบจ ใช้วัสดุประเภทเหล็กและไม้เป็นหลัก มีโต๊ะ เก้าอี้ และโซฟาสไตล์เรียบง่าย ลุกนั่งสบาย บรรยากาศดี๊ดี เหมาะกับการแฮงเอาต์เป็นที่สุด แล้วช่วงกลางคืนยังมีซิตี้วิวสวยๆ ที่มองจากมุมสูงบนยอดตึกให้ชมแบบเพลินๆ อีกด้วย

ที่นี่มีคราฟต์เบียร์จากทั่วโลกกว่า 100 ชนิด ไว้คอยเสิร์ฟ อาทิ เบียร์ดำ เบียร์ลาเกอร์ รวมทั้งเสิร์ฟแบบเบียร์ไฟท์ (เสิร์ฟเป็นแก้วเล็กๆ ให้ลองหลายชนิด) เบียร์เอล และอื่นๆ ให้คอเบียร์ได้เลือกกันตามอัธยาศัย

ด้านเมนูอาหาร เน้นอาหารว่าง ซึ่งมีคอนเซ็ปต์เป็นสตรีทฟู้ดและอาหารจานหลักสไตล์อเมริกัน โดยเชฟจะครีเอทเมนูมาในรูปลักษณ์เก๋ๆ หรือใส่ภาชนะที่แปลกตาตอนนำมาเสิร์ฟ เรียกว่าทุกเมนูสามารถ
จับคู่ได้เหมาะเจาะกับเบียร์พอดิบพอดี แถมรสชาติอาหารยังอร่อยดีไม่แพ้หน้าตาของเมนูเลยล่ะ

อย่างเมนู “ไส้กรอกอีสาน” ตัวไส้กรอกรสชาติไม่เปรี้ยวและไม่เผ็ดจนเกินไปนัก อร่อยกำลังดีเสิร์ฟมาในภาชนะคล้ายเบ้าขนมครก เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่คนไทยกินได้ ชาวต่างชาติกินดี

ตามด้วย “เทมปุระผัก” ผักรวมชุบแป้งทอดสไตล์ญี่ปุ่นที่เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้มเทมปุระถ้วยใสๆ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่กินเพลิน

“บรูว์สกี้ เบอร์เกอร์” เบอร์เกอร์หน้าตาดี ด้านในเป็นเนื้อวางุหมักด้วยเบียร์จนได้ความนุ่ม ไล่เลเยอร์ด้วยชีส เบคอน และผักสด ราดด้วยซอสสูตรเฉพาะ รสชาติอร่อยชวนให้ติดใจ เสิร์ฟคู่กับเฟรนช์ฟรายส์
กินแล้วเข้ากัน

มาที่ “ดับเบิลด็อก” เมนูนี้เป็นฮอตด็อกที่ประกอบด้วยขนมปัง ไส้กรอกไก่แฟรงก์เฟิร์ต และไส้กรอกกะเพรา ความพิเศษอยู่ที่ขนมปังและไส้กรอกที่เสิร์ฟมานั้นมีความยาวเกือบ 1 ฟุต โดยเสิร์ฟมาในถาดไม้ยาวๆ รูปทรงคล้ายเรือ กินคู่กับซอสบาร์บีคิวหรือซอสพริกก็อร่อยทั้งคู่ เป็นเมนูโฮมเมดที่ต้องลอง

“ไก่ย่าง” เนื้อนุ่มสุกกำลังดี กับข้าวเหนียวร้อนๆ และน้ำจิ้มแจ่ว เสิร์ฟมาในปิ่นโตเถาเล็กสีแดง โดยแยกเป็นไก่ย่าง 1 ชั้น ข้าวเหนียว 1 ชั้น และน้ำจิ้มแจ่ว 1 ชั้น ให้คะแนนความคิดสร้างสรรค์ไปแบบเต็มๆ เลย

ปิดท้ายด้วยของหวาน “เบียรามิสุ” หรือทีรามิสุที่ผสมเบียร์ลงไปในเนื้อขนม เสิร์ฟมาในแก้วเบียร์ทรงสูงไล่เลเยอร์เป็นชั้นๆ รสชาติขนมออกเปรี้ยวนิดๆ หวานหน่อยๆ เหมาะเป็นเมนูปิดท้ายมื้อ

 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอื่นๆ เช่น ไก่สะเต๊ะ เกี๊ยวซ่าไส้ผัก ลาบหมูทอด ยำทาโร่ทอด ยำถั่วพูกุ้งสด ยำวุ้นเส้น ยำไข่เจียว เฟรนช์ฟรายส์ ฟิชแอนด์ชิปส์ สไปซี่วิงก์ ริบพอร์ค และอื่นๆ ให้เลือกอีกหลายเมนู (ราคาอาหารเริ่มที่ 100-490 บาท)

บรูว์สกี้ คราฟต์ เบียร์ บาร์ ชั้น 30 โรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กรุงเทพฯ (ปากซอยสุขุมวิท 27) เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น. โทร. 02-302-3333 เฟซบุ๊ก venuesbangkok หรือ www.venuesbkk.com

 

โฉมใหม่ ศิวิไลซ์คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469601

โฉมใหม่ ศิวิไลซ์คาเฟ่

โดย…คาเอรุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เปิดตัวโฉมใหม่ของ ศิวิไลซ์ คาเฟ่ (Siwilai Cafe) ที่ปรับลุคและเมนูล่าสุดภายใต้แบรนด์ศิวิไลซ์ (Siwilai) จุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและอาหารอร่อย โดยยึดคอนเซ็ปต์พื้นฐานของความรักในอาหารที่มีรสชาติดี และเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

ศิวิไลซ์ คาเฟ่ เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง สถานที่โล่ง โปร่ง บนชั้น 5 ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่อบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ ผนังกระจกบานใหญ่ที่ปล่อยให้แสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามา และประตูเปิดไปสู่ระเบียงที่เปิดโอกาสให้เห็นวิวสวนสวย และสถาปัตยกรรมที่งดงามของสถานทูตอังกฤษ

หลังเหน็ดเหนื่อยจากการเดินช็อปปิ้งที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี หรือหลังจากอัพเดทเทรนด์แฟชั่นใหม่ล่าสุดที่ร้านศิวิไลซ์ ก็มานั่งดื่มด่ำเพลิดเพลินไปกับอาหารและเครื่องดื่มที่ปรุงขึ้นมาด้วยใจรัก

เมนูใหม่ล่าสุด เป็นฝีมือการรังสรรค์ของ Executive Chef ชาวนิวซีแลนด์ แบลร์ เมทีสัน ที่ออกแบบเมนูสุดพิเศษแนวโฮมมี่ บนปรัชญาของการปรุงอาหารด้วยความจริงใจ และการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นที่สดใหม่ ด้วยเมนูไข่หลากเมนู จากหลายชาติ สมูทตี้โบลว์ สลัดสุดสดชื่น และขนมปังรสชาติเยี่ยม

 

จานเด่นๆ ของที่นี่ ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติที่หลากหลายจากทั่วโลก เมนูจานไข่ อย่างสไตล์ตะวันออกกลาง Shakshuka (ไข่อบ เสิร์ฟพร้อมกับ Tomato Sugo, เฟต้าชีส, ยี่หร่า และขนมปังซาวร์โด) Eggs Cilbir (Poached Eggs เสิร์ฟพร้อมกับโยเกิร์ตรสกระเทียม, ใบดิล, เนยรสพริก และขนมปังซาวร์โด) และยังมีเมนูไข่สุดคลาสสิกอย่าง Eggs Benedict และ Eggs Royale ที่มาพร้อมกับลูกเล่นในแบบศิวิไลซ์

เมนูเพื่อสุขภาพเขาก็เน้น ไม่ว่าจะเป็นสมูทตี้โบลว์ Berry Power (โยเกิร์ต, โกจิเบอร์รี่, แก้วมังกร, มะพร้าว และเมล็ดฟักทอง) Green Machine (โยเกิร์ตสาหร่ายสไปรูลิน่า, กีวี่, แอปเปิ้ล, มะนาว, น้ำผึ้ง และเมล็ดเชีย) หรือหากต้องการอาหารจานเบาๆ อย่างซุปและสลัด ก็มีเมนูเด่นๆ อย่าง Slow Roasted Tomato Soup, Eastern European-style Goulash และ Cured Salmon and Crispy Potato Salad

 

หนักท้องขึ้นหน่อยกับขนมปังอย่าง Grilled Brioche (ตับไก่, แยมหัวหอม, เบคอน, เห็ด และผักโขม) Croque Monsieur (แฮม, ชีสกรุยแยร์ และ Dijon mustard) และยังมี The Gnudi และ The Meatball Fettuccine ที่เป็นพาสต้าที่ปรุงสุกมาอย่างพอดิบพอดี มาพร้อมกับซอสที่อุ่นได้ที่ โรยหน้าด้วยชีสพาร์มีซาน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเนื้อสัตว์ ก็จะมีเมนูเด็ดอย่าง Roast Duck Breast (เป็ดอบแสนอร่อยเสิร์ฟพร้อมกับลูกฟิกซ์, องุ่น, วอลนัต, ใบบัวบก และทับทิม) และ Chicken Schnitzel (ไก่สุดนุ่ม เสิร์ฟมาด้วยซาวร์เคราท์, แองโชวี่, เคเปอร์ และซาวร์ครีม)

 

ในส่วนของขนมหวาน มีให้เลือกทั้งช็อกโกแลตมูส เสิร์ฟพร้อมกับ Hokey Pokey Shards ที่พลาดไม่ได้ก็ ทาร์ตมะนาวและวาฟเฟิลส์ ที่เสิร์ฟเคียงกับเบอร์รี่เชื่อม และชีสรีคอตต้าโฮมเมด

มาถึงเมนูเครื่องดื่มของศิวิไลซ์ คาเฟ่ สร้างสรรค์ขึ้นโดยทีมชูการ์ เรย์ (Sugar Ray) โดยมีการแทรกกลิ่นอายความเป็นไทยอย่างกลิ่นของลิ้นจี่ ใบเตย และตะไคร้ ลงไปในเมนูเครื่องดื่มสุดซาบซ่าส์อย่าง Soda Pop และเครื่องดื่มผลไม้ที่ออกแบบมาเพื่อที่นี่โดยเฉพาะ อย่าง Lychee Soda Pop ที่มีส่วนผสมของลิ้นจี่ ขิง มะนาว และโซดา และ Tropical Crush เครื่องดื่มสูตรพิเศษ ที่มีกลิ่นอายของเมืองร้อน ด้วยส่วนผสมจากน้ำสับปะรด มะม่วง และใบโหระพา

ยามบ่ายๆ ใครอยากมานั่งจิบกาแฟชิลๆ เมนูกาแฟของศิวิไลซ์ คาเฟ่ มีความพิเศษเฉพาะตัว ด้วยเมล็ดกาแฟของไทยที่ถูกคัดสรรมาเป็นพิเศษจากไร่กาแฟในภาคเหนือ หากใครเบื่อเมนูกาแฟเดิมๆ ลองเมนูเด็ดอย่าง Bubbly Black กาแฟเย็นสุดสดชื่นเปลี่ยนบรรยากาศดูบ้าง

ค็อกเทลที่นี่ออกแบบขึ้นเพื่อชูรสและกลิ่นของส่วนประกอบที่หาได้ในท้องถิ่น ทั้งผลไม้ไทยๆ ตามฤดูกาล ที่จะถูกนำมาใช้ในเมนูค็อกเทลที่หลากหลาย อย่างเมนู Thaipirisima (Chalong Bay Rum, น้ำเชื่อมกลิ่นใบเตย และเสาวรส) หรือ Mai Tai (Appleton White Rum, น้ำเสาวรส, น้ำส้ม, มะนาว และน้ำตาลทรายแดง)

 

ศิวิไลซ์ คาเฟ่ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น.

ที่ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โทร. 02-160-5836

เฟซบุ๊ก : siwilaistore

 

กิน อาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟ่ต์พรีเมียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469600

กิน อาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟ่ต์พรีเมียม

โดย…อชัถยา ชื่นนิรันดร์

กิน (KIN Japanese Buffet & Ramen) ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟ่ต์พรีเมียม บริหารโดยกลุ่ม กิน (KIN Group) ซึ่งคร่ำหวอดในธุรกิจด้านอาหารญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปี ที่มุ่งทำธุรกิจด้านอาหารญี่ปุ่น ด้วยความชื่นชอบในรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการซึ่งเป็นสิ่งที่อาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทางร้านจึงมุ่งเน้นให้ลูกค้าได้รับประทานอาหารที่สด ใหม่ สะอาด พร้อมคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานในทุกเมนู

วัลภา วงศาโรจน์ ผู้จัดการทั่วไป กล่าวว่า KIN Japanese Buffet & Ramen มีเมนูหลากหลายให้เลือกรับประทาน ทั้งเมนูบุฟเฟ่ต์และแบบอะลาคาร์ต โดยบุฟเฟ่ต์ นอกจากจะมีซูชิ ซาชิมิ ที่วัตถุดิบเป็นของสดนำเข้าจากญี่ปุ่น และข้าวปั้นหน้าต่างๆ แล้ว ยังมีเมนูออร์เดิร์ฟของทอด อาหารเสียบไม้ ปิ้งย่าง สลัดผักไฮโดรโปนิกส์ โอโคโนมิยากิ ฯลฯ

เมนูจานหลัก เช่น สเต๊กเนื้อวางุจากญี่ปุ่น ไก่ หมู ปลา ส่วนเมนูจานข้าว เช่น ข้าวหน้าหมูทงคัตสึ ข้าวหน้าเนื้อ ข้าวแกงกะหรี่ และราเมน รวมถึงอีกสารพัดเมนู ที่มีให้เลือกอิ่มอร่อยมากกว่า 50 เมนู ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกสั่งอาหารเพิ่มเติมแบบอะลาคาร์ต เพื่อให้เชฟ รัฐธีร์ ศิริกิ่งสุวรรณ์ ปรุงสดๆ ได้ตามความต้องการอีกด้วย พร้อมปิดท้ายความอร่อยกับเมนูของหวาน ไอศกรีม ผลไม้ เครื่องดื่ม ที่สามารถเติมได้ไม่อั้น ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 599-799 บาท

เมนูแนะนำห้ามพลาด ได้แก่ ราเมนหม้อไฟ ต้นตำรับความอร่อยจากญี่ปุ่น Kazan Ramen ที่มาพร้อม Topping ครบเครื่อง กับน้ำซุปรสชาติเข้มข้น เสิร์ฟในชามหินขนาดใหญ่ รับรองความฟินแบบจัดเต็ม ตอกย้ำความอร่อยสุดคุ้ม

 

โปรโมชั่นพิเศษ ช่วงฉลองเปิดสาขาใหม่ เฉพาะสาขาศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต รับส่วนลด 15% เมื่อสั่งบุฟเฟ่ต์ราคา 599 บาท และรับส่วนลด 20% เมื่อสั่งบุฟเฟ่ต์ ราคา 799 บาท

“เราเปิดธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น เป็นเวลา 15 ปี รวม 32 สาขา ทั้งสาขาจังซีลอน ป่าตอง โดยในภูเก็ต มี 3 สาขา เปิดสาขาแรก ที่คิง เพาเวอร์ ภูเก็ต คอมเพล็กซ์ สาขาที่ 2 ที่อาคารผู้โดยสารต่างประเทศ ท่าอากาศยานภูเก็ต และสาขาที่ 3 ที่ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต”

 

จุดเด่นของทางร้านจะผสานไทยญี่ปุ่นด้วยกัน ดูได้จากเมนูอาหาร เช่น ลาบแซลมอนแซลมอนจี๊ดจ๊าด เป็นต้น ส่วน ราเมน ผลิตเส้นเอง เป็นเส้นสดทุกอย่าง คุณภาพเหมือนกันทุกสาขา

การกินบุฟเฟ่ต์จำกัดเวลา ที่ 1 ชั่วโมง 45 นาที ในราคา 599 บาท (เมนูปลาดิบ สเต๊ก) และราคา 799 บาท (เมนูซีฟู้ด กุ้งเผาราเมน หม้อไฟ) ในช่วงโปรโมชั่น พิเศษราคา 599 ลด 15% ราคา 799 ลด 20% จนถึง 28 ธ.ค.นี้

ร้าน KIN Japanese Buffet & Ramen ชั้น G โซน Sino Phuket ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00-21.00 น. โทร. 076-604-055

 

ป้านิ่ม ไส้อั่วย่าง @แม่กำปอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469623

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

แม่กำปอง ฮิตติดลมบนกันไปแล้วสำหรับนักเดินทาง นักท่องเที่ยวที่ชอบธรรมชาติ ชอบชมวิถี เรียบๆ แบบพื้นถิ่น

แม่กำปองในวันนี้ต่างจากอดีตที่หลายคนเคยพบ เพราะความเจริญรุกคืบเข้าไป จากความนิยม ปากต่อปากของผู้คนที่ได้ไปสัมผัสมา

แม่กำปอง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่   เป็นหมู่บ้านตั้งอยู่บนไหล่เขาที่มีความสูงเกิน 1,000 เมตร มีน้ำตกแม่กำปองเป็นแหล่งต้นน้ำ  ไหลจากหมู่บ้านลงสู่พื้นราบ ทำให้อากาศเย็นชุ่มฉ่ำเกือบทั้งปี

อาชีพของชาวบ้านคือการเก็บใบเมี่ยง หมดหน้าเมี่ยงก็เก็บกาแฟ การรวมกลุ่มของชาวบ้าน ทำให้แม่กำปองถือว่าเป็นหมู่บ้านและชุมชนที่มีความเข้มแข็ง

ความเจริญ ความนิยมที่เกิดขึ้น ทำให้ทุนนอกถิ่นกำลังรุกคืบเข้าไป ชาวบ้านดั้งเดิมบางส่วนขายที่ทาง ขณะที่บางส่วนที่อนุรักษ์แม่กำปอง ก็มีแนวคิดเพื่อรักษ์แม่กำปองให้เป็นแบบเดิม ให้นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนได้พบกับความสงบสุข ความสบายใจ และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชุมชนและหมู่บ้านต่างพื้นที่ได้เข้ามาเรียนรู้และศึกษา

 

ครั้งแรกเมื่อเราเดินทางไปถึงในเวลาเที่ยง ท้องเริ่มทำงาน สิ่งแรกที่คิดถึงคือมื้อแรกของเราที่ แม่กำปองจะรับประทานอะไรกัน เมื่อเสร็จสรรพจากการเก็บสัมภาระโฮมสเตย์ ถามเจ้าของบ้านว่ามีอะไร ร้านไหนบ้างที่จะฝากท้องมื้อเที่ยง และตกลงกันว่ามื้อเย็นจะกลับมาช่วย พี่ดาเรจ เจ้าของบ้านที่เราจะต้องค้างแรมด้วยทำกับข้าว คำตอบที่ได้รับคือ ร้านป้านิ่ม ไส้อั่วและเราก็หาร้านอาหารเหนือหลากเมนู

ร้านป้านิ่มอยู่ในช่วงกลางหมู่บ้านบนภูสูง เมื่อรถไต่ขึ้นไปจะเห็นควันพวยพุ่งแบบเอื่อยๆ ใช่ร้านป้านิ่ม ป้ายชัดเจน ไส้อั่วถูกวางบนเตาย่างเป็นขดๆ กลมๆ ด้วยความหิว บอกเลยน้ำลายไหล

ไส้อั่วป้านิ่มยังคงรสชาติดั้งเดิม เข้มด้วยสมุนไพรและพิเศษ ป้าจะใช้วิธีแบบคนเหนือโบราณคือย่าง ไม่ทอดหรืออบแบบร้านในเมืองใหญ่ ไส้อั่ว 2 ขีด ป้าหั่นใส่จาน ด้วยความอร่อยไม่พอ สั่งเพิ่มอีก 2 ขีด เบ็ดเสร็จเรารับประทานไป 4 ขีด ในราคารวม 120 บาท เพราะป้าขายกิโลกรัมละ 300 บาท

ร้านป้านิ่มเป็นที่นิยมของคนมาเที่ยวและชาวบ้านด้วยกันเอง ที่จะขี่มอเตอร์ไซค์มาซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน ด้วยนิสัยช่างสงสัย อดถามต่อไปไม่ได้ พี่คะ ไส้อั่วนี่คือเมนูที่ขายดีที่สุดใช่ไหม คำตอบที่ได้รับคือ ใช่ แต่ละวันจะขายได้ 20-30 กิโลกรัม ถ้าวันช่วงเทศกาลท่องเที่ยวหรือวันหยุดมีคนมาเที่ยวเยอะจะขายได้ดีกว่านี้

 

นอกจากไส้อั่วแล้วป้านิ่มยังมีอาหารเมือง ทั้งลาบคั่ว แกงอ่อม น้ำพริกอ่องให้ได้เลือกชิม ตัดสินใจสั่งลาบคั่วอีก 1 เมนู เพราะด้วยความชอบ ลาบคั่วแบบทางเหนือจะหอมมะแขว่น สมุนไพรพื้นถิ่น แต่ที่นี่กลับแตกต่างไป เพราะลาบคั่วที่นี่ใส่เครื่องเทศคือยี่หร่า ซึ่งแปลกไปอีกแบบ แต่ชอบแบบดั้งเดิมเหนือแท้มากกว่า และยังมีข้าวเหนียว ไก่ทอด หมูทอด และส้มตำ ที่ไว้บริการลูกค้ามาชิม

ส้มตำร้านป้าถือว่ารสเด็ด หากเห็นลีลาน้องสาวคนตำ ร่างท้วมหน่อย ตำด้วยความเนิบๆ ช้าๆ ตำแบบใจเย็นๆ ถ้าหิวอาจหงุดหงิดนิดหน่อย แต่เมื่อส้มตำเข้าไปในปาก บอกเลยหายหงุดหงิด เพราะน้องตำอร่อยมาก

ป้านิ่ม ด้านหลังเป็นริมธารน้ำที่ไหลลงมาจากน้ำตก รับประทานไป ชมสายน้ำ รับความเย็น ข้าวเหนียวนุ่มๆ อุ่นในมือ คู่กับไส้อั่วหอมกรุ่นเครื่องเทศ

เที่ยงนั้น @แม่กำปอง อิ่มแท้ อิ่มนานทีเดียว

 

เมนูสุดพิเศษ จากเชฟมิชลินสตาร์ เฮงค์ ซาเวลเบิร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 17:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469519

โดย…คาเอรุ  kaeru.the.frog63@gmail.com

ห้องอาหารซาเวลเบิร์ก ห้องอาหารฝรั่งเศสโดยเชฟมิชลินสตาร์ ขอเชิญคุณๆ มาลิ้มรสความอร่อยของคอร์สเมนูมื้อกลางวันและมื้อค่ำสุดพิเศษสำหรับเทศกาลวันหยุดปีนี้ รังสรรค์โดย “เชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก” เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ดีๆ ให้กับช่วงเวลาพิเศษ

คุณจะได้ลิ้มลองอาหารคุณภาพเยี่ยมที่ได้รับการตกแต่งมาอย่างสวยงาม และพิถีพิถันแบบร่วมสมัย ในบรรยากาศสบายๆ แต่หรูหรามีระดับ

เริ่มต้นด้วยเมนู Lukewarm sliced lobster & tartar with créme of green peas and cucumber sweet & sour; Tartar of grilled scallop with organic tomato, cucumber, pineapple and gazpacho ice cream และ Lukewarm oyster with saffron foam, spinach and caviar

 

ตามด้วยอาหารจานหลักอย่าง Fillet of doe with creamy hazelnut puree, roasted hazelnut, red cabbage,Brussels sprouts, cranberry jelly , salsify and sauce aux épices

สำหรับซิกเนเจอร์เมนูที่นักชิมยกนิ้วให้ เชฟนำเสนอเป็น Grilled North Sea turbot with broccoli, romanesco, balsamic gel, old Dutch cheese, pistachio and lemon vinaigrette จานซิกเนเจอร์ของเชฟเฮงค์

ก่อนทุกมื้ออาหารเราจะเสิร์ฟเมนูเรียกน้ำย่อยแสนอร่อย ปิดท้ายด้วยชีสและขนมหวาน ที่จะทำให้มื้อกลางวันหรือมื้อค่ำของคุณที่ห้องอาหารซาเวลเบิร์ก กลายเป็นช่วงเวลาที่แสนประทับใจส่งท้ายปี

 

วันคริสต์มาสอีฟ และวันคริสต์มาส มื้อกลางวันและมื้อค่ำ (วันที่ 24-25 ธ.ค. 2559) เมนู 6 คอร์ส ราคา 5,000 บาท++ เมนู 8 คอร์ส ราคา 6,000 บาท++

วันส่งท้ายปี และวันปีใหม่ มื้อค่ำ (วันที่ 31 ธ.ค. 2559-1 ม.ค. 2560) เมนู 6 คอร์ส ราคา 5,000 บาท++ เมนู 8 คอร์ส ราคา 6,000 บาท++

นอกจากนี้ ทางห้องอาหารยังพร้อมต้อนรับท่านที่สนใจสั่งเมนูอะลาคาร์ต สำหรับมื้อกลางวันและมื้อค่ำในวันที่26 ธ.ค.ด้วย โดยทางร้านจะปิดทำการเฉพาะมื้อกลางวันของวันที่ 1 ม.ค. 2560 เท่านั้น

ร้านอาหารซาเวลเบิร์ก อยู่ที่บริเวณด้านหน้าโรงแรมโอเรียนทอล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ถนนวิทยุ สำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-252-8001

 

ผสานวัฒนธรรม ออสเตรเลียโมเดิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 16:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469517

ผสานวัฒนธรรม ออสเตรเลียโมเดิร์น

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เพิ่งจะรู้กันก็วันนี้ว่าแท้จริงแล้วประเทศออสเตรเลียนั้นไม่มีอาหารประจำชาติ จากถ้อยคำของ ดัลลัส คัดดี้ เชฟใหญ่ชาวออสเตรเลียแห่งร้านฟรี เบิร์ด (Free Bird)

“ออสเตรเลียไม่มีอาหารประจำชาติครับ แต่จะอยู่ที่เทคนิคและวิธีการปรุงที่เป็นของตัวเอง ผสานกับวัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ลงไป เมนูของชาวออสเตรเลียจึงมีหลากหลายและมีเอกลักษณ์”

จะว่าไปแล้วส่วนใหญ่อาหารออสเตรเลียนั้น จะได้อิทธิพลมาจากยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะอังกฤษที่มีเมนูคล้ายกันหลายอย่าง เพราะคนอังกฤษมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ เมนูที่หากินได้ไม่อยากก็คือ ฟิช แอนด์ ชิป สไตล์อังกฤษ ซึ่งวิธีการทำเขาจะนวดแป้งที่ใส่เบียร์ลงไปด้วย (Beer Batter) ซึ่งเชื่อว่าคาร์โบรไฮเดรตจากเบียร์จะช่วยทำให้แป้งเบา กรอบ และอร่อยมากยิ่งขึ้น

 

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรม การกินของชาวออสเตรเลียนอย่างแท้จริง สามารถลองชิมอาหารพื้นเมืองออสเตรเลียขนานแท้ ได้แก่ Shepherd Pie หรือจะเป็นอาหารจานโปรดของชาวออสซี่ เช่น Vegemite ถ้าเอ่ยถึงของหวานก็จะเป็น Lamington หรือ Lemmington ขนมหวานออสเตรเลียนที่ใครได้ลองเป็นต้องติดใจไปทุกราย ซึ่งนิยมดื่มกับน้ำชา หรือกาแฟยามบ่าย ทั้งหมดนี้สามารถลิ้มลองได้จากร้านอาหารของโรงแรมในออสเตรเลียที่เราไปพักได้เลย

“อีกอย่างใครๆ ก็ทราบว่าเนื้อที่ออสเตรเลียนั้นอร่อย เมนู Beef Pie จึงเหมือนเป็นของหากินง่ายของคนที่นี่  ถ้าบอกว่า Beef Pie คนที่นึกถึงพายที่เป็นขนมหวานคงจะงง ทั้งที่จริงแล้วจะเป็นเนื้อที่ผสมกับอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้รูปร่างคล้ายขนม แต่รสชาติกลมกล่อมอยู่นะครับ”

 

สำหรับอาหารของร้านฟรี เบิร์ด จะเสิร์ฟเมนูในสไตล์โมเดิร์นออสเตรเลีย โดยการผสมผสานความหลากหลายของวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน จึงทำให้เมนูของที่นี่ได้รับอิทธิพลจากทั้งแถบยุโรปและเอเชีย โดยตัวเชฟเองนั้นได้ผ่านประสบการณ์จากการเปิดร้านอาหารในออสเตรเลียและสิงคโปร์ มาเป็นผู้ครีเอทและดูแลเมนูทั้งหมด ซึ่งหัวใจหลักของอาหารที่นี่ก็คือรสชาติต้องดี ในอุณหภูมิที่เหมาะสม และรสสัมผัสที่หลากหลาย ในราคาที่เข้าถึงได้

“อาหารทุกจานจะเป็นอาหารสไตล์ยุโรปผสมผสมผสานกับวัตถุดิบพื้นถิ่นสดใหม่ของชาวเอเชีย ผมได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทาง อาหารหลายอย่างจะถูกประยุกต์ขึ้นใหม่ โดยคำนึงถึงรสชาติต้องดี อุณหภูมิต้องเหมาะสม และรสสัมผัสที่หลากหลาย ทำให้คนรับประทานจะรู้สึกตื่นเต้น และสนุกสนานกับอาหารแต่ละจาน คิดดูสิครับจากพืชผักสวนครัวในเมืองไทย ผมแค่เห็นก็รู้สึกตื่นเต้น และสนุกกับการปรุงแล้วครับ ยิ่งเวลาเห็นคนไทยเข้ามาที่ร้านรู้สึกตื่นเต้นไปกับอาหารแต่ละจาน ยิ่งเมื่อได้ลิ้มรสจะรู้สึกคุ้นเคยหน้าเขาก็จะมีความสุข ผมก็จะมีความสุขไปด้วย”

 

เชฟดัลลัสบอกเล่าถึงเมนูที่เขารังสรรค์อย่างออกรสออกชาติ ซึ่งเมนูแต่ละจานจะดูแปลกใหม่ ด้วยการเอาเทคนิคการปรุง รวมกับการครีเอททำให้อาหารจานนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาทันตา กลับกลายเป็นอาหารจานโมเดิร์นทว่าให้รสชาติที่คุ้นลิ้นจากวัตถุดิบที่คุ้นเคย เช่น ใบบัวบก สาหร่ายพวงองุ่น ที่เชฟแปลงร่างและผสมผสานกันได้อย่างลงตัวทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นเมนูที่แปลกตา แต่ให้รสชาติที่คุ้นเคย ซึ่งแต่ละเมนูการจับคู่ในเรื่องวัตถุดิบเชฟต้องอาศัยความพิถีพิถันในการเลือก กว่าจะกลายเป็นเมนูที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่สำคัญเชฟยังบอกอีกว่าเหตุผลที่เลือกวัตถุดิบอย่างพืชผักสวนครัวในบ้านเรานั้น ก็เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในบ้านเรา และเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง อีกประการคือจะได้ความสด มีคุณภาพ มีประโยชน์ และเป็นรสชาติที่คุ้นเคยอีกด้วย

เริ่มต้นด้วยเมนูแรก Organic Sea Urchin With Flaxseed Cracker Parmesan and Sea Grapes เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารญี่ปุ่น คือไข่หอยเม่นทะเลเสิร์ฟพร้อมแครกเกอร์เมล็ดแฟลกซ์ เป็นการนำความนุ่มหยุ่นของเนื้อหอยเม่นมารับประทานร่วมกับความกรอบของแครกเกอร์ สอดแทรกด้วยความเข้มขของชีสและความเย็นของสาร่ายพวงองุ่น ให้ทุกคำที่เคี้ยวปนความซุกซนและน่าค้นหา

ต่อด้วย Shaved Squid With Oyter Cream Cucumber and Seaweed Butterปลาหมึกเสิร์ฟในออสเตอร์ครีม เนยซีวีด และแตงกวา เมนูเด็ดที่ผสมผสานรสชาติความหวานตามธรรมชาติของปลาหมึกเข้ากับรสชาติเค็มของเนยซีวิคอย่างลงตัว เพิ่มความหอมกลมกล่อมด้วยความสดกรอบของแตงกวา

ใครที่มองหาเมนูปลาของแนะนำ Ocean trout 600g with wakame butter,mussel escabeche and Avruga caviar เนื้อปลาโอเชียนเทราต์ย่างเนยวากาเมะหอมๆ ท็อปด้วยคาเวียร์ และผักใบบัวบกของไทย

เรียกความสดชื่นกันอีกสักหน่อยกับ Fresh ricotta cavatelli with roasted and raw beetroot, marjoram and whey พาสต้าโฮมเมดที่ทางร้านทำเอง เป็นพาสต้าที่ยัดไส้ด้วยชีสรีคอตต้า
คาวาเทลลี่รสชาติเข้มข้น นำหมูสันหลังไปทอดแล้วคลุกกับน้ำซุปที่ต้มพาสต้า เสิร์ฟพร้อมกับใบมินต์ ถั่วลันเตา และตัดด้วยความเปรี้ยวของบีทรูทเรียกความสดชื่นดีขึ้นไม่น้อย

 

ตบท้ายด้วยของหวาน Sneaker เมนูที่ได้แรงบันดาลใจมาจากพีอาร์สาวฝากซื้อรองเท้า Sneaker เมื่อคราวที่เดินทางกลับไปออสเตรเลีย แต่เข้าใจว่าฝากซื้อช็อกโกแลตในชื่อเดียวกันมา ก็เลยเป็นที่มาของเมนูนี้ เริ่มต้นจากพีนัตบัตเตอร์ ไข่แดง น้ำตาลทรายขาวนำไปเคี่ยว แล้วนำช็อกโกแลต ผงโกโก้ เนย แป้ง น้ำตาลไอซิ่ง ราดด้วยคาราเมลให้กลิ่นหอม ท็อปด้านบนด้วย
ช็อกโกแลตทัมโบ้

ร้านฟรี เบิร์ด ซอยสุขุมวิท 47 เปิดบริการทุกวัน วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 17.30-24.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-24.00 น. โทร. 02-662-4936 เว็บไซต์ www.freebirdbkk.com facebook.com/freebirdbkk

 

ข้าวมันไก่นายธง อร่อยจริงขอบอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 16:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469515

ข้าวมันไก่นายธง อร่อยจริงขอบอก

โดย…แมงโก้หวาน

ถนนสาธุประดิษฐ์ มีร้านข้าวมันไก่อร่อยๆ อยู่ประมาณ 4-5 ร้าน ซึ่งเป็นร้านข้าวมันไก่ที่ลูกค้านิยมไปใช้บริการค่อนข้างแน่น มีอยู่ใกล้ๆ ธนาคารกสิกรไทย สาขาท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ 2 ร้าน และอยู่ซอยตรงข้ามสาธุประดิษฐ์ 28 ก็ถือว่ารสชาติดีใช้ได้

ทว่า ร้านที่ยกให้เป็นสุดยอดข้าวมันไก่ที่อร่อยสุดในย่านนี้ก็ต้อง “ร้านนายธง” ที่มี มนต์ชัย หทัยสราญ เป็นเจ้าของร้าน ตั้งอยู่ในซอยสาธุประดิษฐ์ 58 เข้าไปประมาณ 50 เมตร จะเห็นร้านอยู่ทางขวามือ

 

เหตุผลที่ยกเป็นสุดยอดข้าวมันไก่รสเด็ดที่สุด เนื่องจากเจ้าของร้านได้รวมเอาความอร่อยของข้าวมันไก่ในสูตรต่างๆ มาไว้ด้วยกัน อย่างข้าวมันก็ต้องหอมนุ่ม เนื้อไก่นุ่มแน่นอร่อย น้ำจิ้มรสเด็ด และน้ำซุปหอมกลมกล่อมชุ่มคอ บอกได้เลยว่าแค่คำแรกที่สัมผัสลิ้นก็รู้สึกได้ว่ามันช่างคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

เนื้อไก่ทางร้านเลือกใช้ไก่คัดอย่างดีจากฟาร์มเจ้าประจำ ส่งกันสดๆ วันต่อวัน นำมาล้างทำความสะอาดแล้วต้มกับน้ำเปล่า ต้มจนสุกนุ่มก็จะได้เนื้อไก่นุ่มๆ ที่พร้อมนำมาสับเป็นชิ้นๆ รอเสิร์ฟ ส่วนน้ำซุปที่ใช้ต้มไก่ก็มีความหอมหวาน นำมาใช้หุงข้าวมันและทำน้ำซุปต่อ โดยมาตุ๋นกับมะนาวดอง และปรุงรสให้กลมกล่อม หอม อร่อย และไม่ขม

 

ข้าวมันเลือกใช้ข้าวหอมมะลิเก่ามาหุงด้วยวิธีโบราณ คือใช้ข้าวสารลงไปหุงในน้ำซุปไก่ ใส่กระเทียมเจียวใหม่ๆ หอมๆ พายกวนในหม้อไปเรื่อยๆ จนข้าวสุกดี จะได้ข้าวมันที่เป็นเม็ดสวย หอมกลิ่นกระเทียม รสชาติออกเค็มๆ มันๆ ขณะที่น้ำจิ้มทำเป็นสามรส เปรี้ยว เค็ม หวาน โดยมีส่วนผสมของพริก ขิง เต้าเจี้ยว ราคาธรรมดาจานละ 40 บาท พิเศษ 50 บาท จานเดียวก็อิ่มแล้ว นอกจากข้าวมันไก่แล้วยังมีกวยจั๊บ เกาเหลา หมูกรอบขายด้วย อร่อยเช่นกัน

ร้านนายธงเปิดทุกวัน เวลา 07.00-14.30 น. (หยุดวันจันทร์สัปดาห์ที่ 2 และ 4 ของเดือน) โทร. 02-682-4253 หรือ เฟซบุ๊กข้าวมันไก่นายธง