ขนมไทยหัวใจ minimal ขนมเปียกปูนกาบมะพร้าวกะทิสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469394

ขนมไทยหัวใจ minimal ขนมเปียกปูนกาบมะพร้าวกะทิสด

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studi

คนไทยในสมัยก่อนมีวิถีชีวิตที่เรียกได้ว่า Slow Life ชนิดที่ว่าเหล่าฮิปสเตอร์ในยุคปี 2016 ที่คิดว่าตัวเองเท่ ควรหันหลังกลับไปลองสังเกตการใช้ชีวิตของคนโบราณแล้วจะรู้ว่าเราชาวไทยมีความสุนทรีย์ในการใช้ชีวิตผสานไปกับธรรมชาติได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด ตั้งแต่บ้านเรือนไปจนถึงอาหาร ขนม

ยกตัวอย่างเช่น ขนมไทยโบราณของเราในฉบับนี้ “ขนมเปียกปูน” ขนมไทยเพียงชนิดเดียวที่มีสีสันเป็นเอกลักษณ์เป็นสีดำขลับ เกิดขึ้นจากความช่างสังเกตของคนโบราณ เริ่มต้นตั้งแต่หาส่วนผสมที่ทำให้ขนมมีสีดำ ทุกบ้านที่ปลูกมะพร้าวเอาไว้ใช้คั้นกะทิ จะมีกาบมะพร้าวแห้งที่มีเหลืออยู่ทั่วไปในสวน กาบมะพร้าวนี่แหละนำมาเผาไฟใช้เป็นน้ำด่างอ่อนๆ ในการทำความสะอาดร่างกายไปจนถึงใช้ในครัวเรือนทำความสะอาดล้างจาน กาบมะพร้าวเผาป่นยังให้สีดำอันมีเสน่ห์ของขนมเปียกปูนอีกด้วย

กาบมะพร้าวเผาไฟ ทำเองได้ไม่ยากเย็นเลย ไปที่ร้านขายกะทิที่ตลาด แล้วขอแบ่งกาบมะพร้าวที่ฉีกจากลูกมะพร้าวกะทิ เลือกชามสเตนเลสหรือกระเบื้องเซรามิกเนื้อหนาๆ วางกาบมะพร้าวลงไปแล้วจุดไฟเผาให้กาบมะพร้าวค่อยๆ ไหม้ หรือจะถนัดคีบกาบมะพร้าวค่อยๆ ผิงไฟเตาแก๊สไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีดำสนิท นำมาปั่นกับน้ำแล้วกรองด้วยผ้าขาวบางซ้อนกันหลายๆ ชั้น เพื่อกำจัดเอาเสี้ยนต่างๆ ออกไป จะได้น้ำกาบมะพร้าวสีดำสวย

ที่มาของชื่อขนมยังมีอีกส่วนผสมหนึ่งอันเป็นที่มาของชื่อขนมเปียกปูน นั่นคือ ปูนแดง ที่นำมาละลายน้ำทิ้งไว้ให้ตกตะกอน เอาแต่ส่วนน้ำปูนใสๆ ด้านบนมาใช้ สมัยนี้ไม่ได้ยากอะไร ไปร้านขายของแห้งในตลาดก็ซื้อปูนแดงในถุงพลาสติกมาใช้ได้เลย แต่สมัยก่อน เขาหาปูนแดงมาจากภูมิปัญญาอย่างแท้จริง เริ่มจากการเผาเปลือกหอย นิยมเป็นหอยแครง เพราะสีขาวและมีสารตั้งต้นแคลเซียมคาร์บอเนตเยอะกว่าเปลือกหอยชนิดอื่นๆ เมื่อเผาจนปูนสุกแล้ว จะกลายเป็นแคลเซียมออกไซด์ เอาเปลือกหอยที่เผาแล้วมาล้างทำความสะอาดอีกครั้ง แล้วตำกับผงขมิ้น ที่มาของสุภาษิตที่ว่า ขมิ้นกับปูนนั้น ก็มาจากขั้นตอนนี้นี่แหละ ที่ปูนขาวๆ กับขมิ้นเหลืองๆ จะแสดงปฏิกิริยากันทันที จนกลายเป็นสีปูนแดงที่โดดเด่นในโทนสีไทยของเรา และทันทีที่เติมน้ำลงไปในโอ่งมังกรขนาดเล็กที่มีขมิ้นกับปูนอยู่ น้ำจะกลายเป็นแคลเซียมไฮดรอกไซด์ หรือน้ำด่าง ที่กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำขนมและอาหารหลากหลายชนิด

ขนมไทยหัวใจ minimal ขนมเปียกปูนกาบมะพร้าวกะทิสด

น้ำปูนใสในขนมเปียกปูนเป็นส่วนผสมที่สำคัญที่จะช่วยให้แป้งที่กวนจนสุกแล้วนั้น จับตัวกันแน่นขึ้นเมื่อเย็นตัวลง ไม่เพียงแต่ส่งผลกับแป้งที่กวนแล้วเท่านั้น ยังช่วยเสริมโครงสร้างของพวกพืช เช่น กล้วย มัน ฟักทอง ที่เรานำมาทำขนมอีกด้วย ให้เส้นใยของพืชยึดเกาะกันแน่น ทำขนมแล้วไม่เละง่าย เพราะด่างอ่อนๆ จะช่วยให้เกิดแรงตึงผิวขึ้น ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหม ว่าภูมิปัญญาบ้านๆมาจากวิทยาศาสตร์เคมีดีๆ นี่เอง

ขนมเปียกปูนที่อร่อยในสมัยก่อนจะแตกต่างจากในปัจจุบัน ขนมเปียกปูนโบร่ำโบราณเลยนั้นจะมีเนื้อแน่นๆ สักหน่อย เพราะมักทำจากแป้งข้าวเจ้าล้วนๆ แต่ขนมเปียกปูนในปัจจุบัน นอกจากจะหวานน้อยๆ แล้วนั้น ยังมีลักษณะนุ่มหยุ่น จากส่วนผสมแป้งมัน แป้งท้าวยายม่อม ที่นิยมเติมลงไปผสม เพื่อให้ได้ขนมเปียกปูนที่เงาสวยกว่าแบบโบราณ ใครชอบแบบไหนค่อยๆ ปรับแป้งได้จากคุณสมบัติตามที่บอก จนกว่าจะเจอสูตรที่ชอบ

สูตรนี้เป็นสูตรง่ายๆ ที่ทำได้ไม่ยากที่บ้านและไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นใดเพิ่มเติม อาศัยหม้อเพียงใบเดียวและพายไม้จับถนัดมือสักด้าม นวดแป้งกับน้ำสักนิดเพื่อให้แป้งทั้งสามชนิดอิ่มน้ำและไม่เป็นเม็ดๆ เวลาเติมน้ำตาลลงไป เมื่อนวดแป้งจนได้ที่แล้ว จึงค่อยๆ บี้แป้งกับน้ำตาลโตนดเสียก่อนจนเนียน จึงเติมน้ำกะทิและน้ำตาลพร้อมกับน้ำส่วนที่เหลือลงไป

ขนมเปียกปูนสูตรนี้ผู้เขียนลองแล้ว สามารถเสิร์ฟได้ 2 รูปแบบ แบบแรกกวนพอให้ขนมสุก โดยกวนประมาณ 15 นาที จะได้ขนมเปียกปูนอ่อน ที่เหมาะสำหรับตักใส่ถ้วย แล้วราดน้ำกะทิข้นๆ โรยน้ำตาลและงาคั่วกินกับมะพร้าวอ่อนขูด แถมด้วยถั่วทองคั่ว หรืออีกวิธี คือ ขยันกวนไปเรื่อยๆ ที่ไฟอ่อนๆ จากขนมสีเทาเข้มๆ จะค่อยดำขลับเป็นมันเงาขึ้น ขนมจะค่อยๆ ข้นหนืดขึ้นจนเกาะตัวกันหลวมๆ พอจะคงรูปร่างได้เวลาบีบเป็นดอก อาจต้องอาศัยความอดทนในการกวนไปถึง 30-40 นาที แต่จะไม่ผิดหวังกับเนื้อสัมผัสที่นุ่มอร่อยและความหอมของขนมเปียกปูน

สูตรนี้อร่อยที่สุดหลังจากทำใหม่ๆ สัก 2-3 ชั่วโมง ทิ้งให้เย็นตัวลงแล้วรับประทานคู่กับมะพร้าวทึนทึกน้ำหอมที่อ่อนๆ ขูดเป็นเส้นทั้งนุ่มและหอม เชื่อว่าขนมไทยไม่ยากจนเกินไป หากรู้หลักในการทำง่ายๆ แถมยังได้สูดกลิ่นความ “ชิลล์” ของคนโบราณ ที่ค่อยๆ คิด สังเกตจากสิ่งรอบๆ ตัวจนกลายเป็นขนมไทยที่อร่อยและเต็มไปด้วยภูมิปัญญาอีกด้วย

ขนมไทยหัวใจ minimal ขนมเปียกปูนกาบมะพร้าวกะทิสด

ขนมเปียกปูนสีนิล

ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม

แป้งมัน 20 กรัม

แป้งท้าวยายม่อม 20 กรัม

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

น้ำปูนใส 250 กรัม

น้ำปั่นกับกาบมะพร้าวแล้วกรอง 500 กรัม

กาบมะพร้าวเผา 20 กรัม (อาจเพิ่มอีกอ่ะ เดาเอาอาจจะน้อยไป กะว่าสัก 2 ช้อนโต๊ะ)

น้ำกะทิ 250 กรัม

น้ำตาลโตนด 160 กรัม

น้ำตาลทราย 75 กรัม

น้ำกะทิสำหรับเปียกปูนอ่อน

กะทิ 2 ถ้วย

แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา

เกลือทะเล 1/2 ช้อนชา

น้ำตาลทราย+งาขาวคั่วสำหรับโรย

ถั่วทองคั่ว

วิธีทำ

ผสมแป้งทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกัน เติมเกลือป่นลงไป

เติมน้ำปูนใสลงไปนวดแป้งจนพอจับกัน นวดให้นุ่มเนียนประมาณ 5-8 นาที

เติมน้ำตาลปี๊บลงบี้กับแป้งให้เนียนละลายหมด

ละลายน้ำตาลทรายกับน้ำกะทิและน้ำปูนใสที่เหลือทั้งหมด เติมลงในแป้งที่นวดไว้ทีละน้อย

เติมน้ำกาบมะพร้าวลงไป กรองส่วนผสมทั้งหมดผ่านผ้าขาวบาง เทลงในหม้อขนาดพอเหมาะ

กวนไฟแรงไปในทางเดียวกันจนส่วนผสมเดือด แล้วจึงกวนต่อที่ไฟอ่อนประมาณ 15 นาที จะได้ขนมเปียกปูนอ่อน ตักใส่ถ้วยรับประทานกับน้ำกะทิ โรยน้ำตาลทรายและงาขาวคั่ว หรือจะเป็นถั่วทองก็อร่อย (สำหรับกะทิราดเปียกปูนอ่อน : ละลายแป้งและเกลือในกะทิ ตั้งไฟเบาๆ จนเดือด ยกลงใช้สำหรับราดขนมเปียกปูนอ่อน)

สำหรับขนมเปียกปูน ให้กวนต่อไปที่ไฟอ่อนๆ อีก 20 นาที (โดยกะเวลาทั้งหมดในการกวนที่ไฟอ่อนคือ ประมาณ 30 นาที) จะได้เนื้อขนมที่ข้นและคงตัวมากขึ้น หากต้องการบีบเป็นรูปร่าง ให้ตักขนมใส่ถุงบีบที่ทนความร้อนและสวมถุงมือกันร้อน บีบส่วนผสมลงในถาดที่มีความเรียบ เมื่อขนมเย็นตัวลงแล้วจะไม่ติดถาด หรืออาจจะบีบขนมลงบนถาดขึงพลาสติก ทาน้ำมันบางๆ ไว้ก็ได้ เมื่อขนมเปียกปูนเย็นตัวลงแล้ว จะคงตัวไม่ติดมือนักหากกวนได้ที่ตามเวลาที่ประมาณการไว้ รับประทานให้หมดภายใน 2 วันจะอร่อยที่สุด

กินเค็มเสี่ยงชีวิตสั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468993

กินเค็มเสี่ยงชีวิตสั้น

โดย…โยโมทาโร่

ในร้านก๋วยเตี๋ยวผมเคยเห็นคนที่ชอบเหยาะน้ำปลาใส่เป็นช้อนๆ ใส่พริก ในน้ำส้มสายชู และน้ำตาลแบบจัดเต็ม ก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นอันตรายต่อสุขภาพไม่ต่างจากการสูบบุหรี่เลยแม้แต้น้อย เพราะร่างกายของเราต้องการเกลือแค่วันละปลายช้อนชาเท่านั้น แต่ในอาหารที่เรารับประทานแทบทุกมื้อเราได้รับเกลือเกินกว่าที่ร่างกายต้องการถึง 10 เท่า

หากเราได้รับเกลือในร่างกายมากเกินความต้องการก็จะนำพาโรคต่างๆ มาให้มากมาย ทั้งโรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคอัมพฤกษ์ โรคหัวใจ และอาการผื่นแดงคันตามร่างกายที่บางครั้งเกิดขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

เกลือหรืออีกชื่อคือโซเดียม มีอยู่ในอาหารหลายประเภท ทั้งที่เรารับรู้ได้ถึงความเค็มและไม่เค็ม เช่น นม มายองเนส หรือแม้กระทั่งนมผงสำเร็จรูปของเด็กทารกก็มีเกลือประมาณ 25 มิลลิกรัม/นม 10 ออนซ์ ในขณะที่นมแม่มีเพียง 7 มิลลิกรัมเท่านั้น

หากรับประทานเกลือมากไป โดยไม่ได้รับประทานน้ำในปริมาณที่มากพอ จะทำให้การทำงานของหัวใจ และอวัยวะต่างๆ ผิดปกติ โดยเฉพาะไต ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยในการปรับระดับโซเดียมในร่างกาย แต่ถ้าไตรับโซเดียมมากเกินไป จนทำให้ไม่สามารถขับโซเดียมได้ในปริมาณที่เหมาะสมได้ น้ำในร่างกายก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจตามมาติดๆ

การลดความเค็มในอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้อายุยืนยาว ควรปรับการใส่เกลือ ใส่น้ำปลาในอาหารลง แรกๆ อาจจะรับประทานไม่ค่อยได้ แต่สักพักคุณจะรู้สึกได้เองว่า อาหารที่คิดว่าจืดแท้จริงแล้วมันก็อร่อยดีเหมือนกัน

 

ข้าวหมูแดงเฮียต๊ะ บ้านโป่งราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468495

ข้าวหมูแดงเฮียต๊ะ บ้านโป่งราชบุรี

โดย…สิทธิปูทะเลย์

ความหิวทำให้เราพบกัน หุ..หุ.. ไม่ใช่พบเนื้อคู่หรอกค่ะ แต่ได้พบร้านข้าวหมูแดงแสนอร่อยเข้าน่ะเจ้าค่ะ เพื่อนๆ อิฉันทราบดีว่าโดยส่วนตัวอิฉันไม่ค่อยถูกกับของหวาน อาหารรสหวาน ขนมหวานทั้งนั้น แล้วทำไมดันไปกินข้าวหมูแดงที่มักจะมีน้ำราดข้าวที่หวานประหนึ่งน้ำเชื่อมเกือบทุกร้าน … ก็บอกแล้ว เพราะความหิวทำให้พบกัน ณ ขณะนั้นอยู่ภาวะจำใจรับประทาน

เหตุเกิดที่ตลาด อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เพราะหลังจากเดินทางกลับจากการลงพื้นที่ทำงาน คณะกะจะหาอะไรทานเป็นอาหารมื้อเที่ยง สอดส่ายสายตาหาร้านเหมาะๆ มาตั้งแต่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ก็ไม่ถูกใจ จนหิวตาลายที่บ้านโป่ง ลองวกรถเข้าไปดู คิดกันว่าถ้าเจอร้านไหนดูท่าพอไหว ก็จะทานร้านนั้น ดันเจอร้านข้าวหมูแดงที่อิฉันไม่ค่อยจะโปรดเลย แต่เห็นแก่พรรคพวกที่มาด้วยกันดูท่าจะหิวกันน่าดู เลยตัดสินใจทานข้าวหมูแดง

 

ครั้งเห็นร้านตอนแรก ก็ยังพอชอบใจนิดๆ ว่า ดูบ้านๆ ดี หมูแดง หมูกรอบหน้าตาดี ที่สำคัญ พี่คนขายอารมณ์แสนดี สับหมูไป ตักข้าวไป ร้องเพลงธรรมะสอนคนซื้อไป แถมในร้านยังมีคำสอนดีๆ ติดไว้ให้อ่านขณะนั่งรออีกด้วย กวาดสายตาไปเรื่อยๆ ดูท่าร้านนี้จะดังพอดู เพราะมีคนมารอซื้อกันแน่นหน้าร้าน

ข้าวหมูแดงมาแล้วจานแรก บอกเลยหน้าตาดี พอชิมคำแรก ขอบอกดังๆ ว่า อร่อยวุ้ย เพราะน้ำหมูแดงไม่หวานอย่างที่คิด ออกเค็มหน่อย หวานนิด และหอมน้ำซุป แถมหมูแดงก็นุ่ม ไม่แข็งกระด้างหรือเหนียว แห้งเหมือนบางร้าน และหมูกรอบเลิศมาก หนังกรอบ เนื้อสามชั้นเห็นครบสามชั้น ไม่มีเนื้อขาวหนาติดหนังเห็นแล้วไม่กล้ากินมากวนใจในจาน เลยต้องไปด้อมๆ มองๆ ที่ตู้หมูกรอบที่แขวนเรียกแขก สั่งมาทานเล่นๆ 1 จาน จิ้มซีอิ๊วหวานใส่พริกชี้ฟ้าน้ำส้ม อร่อยจ้า

 

นอกจากนั้นที่ร้านยังมีข้าวหน้าไก่ด้วย สำหรับคนที่ไม่ชอบทานหมูไว้ให้สั่ง วันนั้นไม่ได้ลองเลยไม่ขอเขียนถึง

ระหว่างทาน เสียงสับหมู เสียงร้องเพลง เสียงตะโกนสั่งข้ามโต๊ะ อย่าได้ตกใจ เพราะเฮียเจ้าของร้าน หรือเฮียต๊ะ หรือ บุญเอื้อ คงกระพันธ์  เขาทำเป็นปกติ จนคนบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีรู้ดีและกลายเป็นจุดขายแข่งกับรสชาติข้าวหมูแดงกันเลยทีเดียว

ร้านข้าวหมูแดงลุงต๊ะ ตั้งอยู่บนถนนแสงชูโต ตลาดบ้านโป่ง ใกล้กับหอนาฬิกา ธนาคารออมสินสาขาบ้านโป่ง สถานีตำรวจและท่ารถ บขส. ถ้าไปไม่ถูก ถามทางใครๆ ให้บอกว่าไปร้านหมูแดงข้างสถานีตำรวจ ข้างธนาคารออมสิน คนบ้านโป่งจะบอกทางถูกทุกคน ร้านนี้ขายมากว่า 20 ปี เปิดเวลา 07.00-14.00 น. สอบถามโทร 032 -34 1-803

 

กล้วยทอดสูตรเขมรโบราณ รสชาติหอม หวานมัน อร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 19:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468849

กล้วยทอดสูตรเขมรโบราณ รสชาติหอม หวานมัน อร่อย

โดย…นพรัตน์ กิ่งแก้ว

หากท่านผ่านถนนสายสุรินทร์-ศีขรภูมิ หลัก กม.ที่ 3 ปากทางเข้าหมู่บ้านจะแกโกน หมู่ 16 ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ จะพบและสัมผัสรสชาติกล้วยแขก หรือกล้วยทอดสูตรโบราณ สไตล์เขมรดั้งเดิม ที่อาจจะเริ่มเลือนหายไปจากสังคมไทย ซึ่งกล้วยทอดหรือกล้วยแขกถือว่า เป็นการประยุกต์เอาผลไม้อย่างกล้วยที่หาได้ง่ายทั่วไปในเรือกสวน ไร่นา มาสร้างสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นขนม กลิ่นอายไทยๆ ที่มีรสชาติอร่อย

 

กล้วยทอดสูตรเขมรโบราณมีลักษณะที่ดูจะแตกต่างกันออกไปตามแบบเฉพาะ รสชาติอร่อย ขึ้นอยู่กับการปรุงรสชาติของแป้ง การเลือกกล้วย งา และมะพร้าวที่ปลูกเองเท่านั้น ไปจนถึงขั้นตอนการทอดที่ดูเหมือนจะเป็นสูตรลับเฉพาะ จึงมีลูกค้ามาอุดหนุนกันอย่างคึกคักตลอดเวลา วันหนึ่งๆ สามารถทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 1,200-2,000 บาท เลยทีเดียว ซึ่งอาจจะประสบปัญหาฝนตกบ้างจึงทำให้ลูกค้าลดลงบ้างบางวัน

 

มาลิสา เฉื่อยกลาง กล่าวว่า ได้สูตรกล้วยทอดเขมรโบราณมาจากแม่ ซึ่งแม่ได้สูตรมาจากคุณยายอีกทอดหนึ่ง นับเป็นมรดกตกทอดมาจากคุณยาย สูตรลับเฉพาะ บอกได้แต่ส่วนผสมที่สำคัญ กล้วยน้ำว้า ต้องเป็นกล้วยสวนถึงจะอร่อย สอง มะพร้าวต้องขูดเอง ทำเองด้วยสูตร ตำนานโบราณ สามคือ งา ตัวชูโรงเป็นส่วนผสมมาคลุกเคล้ากัน ก่อนนำมาทอดในน้ำมัน โดยไม่ต้องมีอะไรมาเป็นสิ่งเจือปน เป็นธรรมชาติของคนโบราณ ปลอดสารพิษ กล้วยสวนปลูกเอง สดจากไร่ มันก็ปลูกเอง มะพร้าว งาก็ปลูกเอง

 

ซื้อมาอย่างเดียวคือ น้ำตาล เพราะทำเองไม่ได้ ขายในราคา 4 ชิ้น 10 บาท รสชาติจะอร่อย สดจากธรรมชาติ ไม่หวานหรือเน้นน้ำตาลมากเกินไป เพราะเดี๋ยวนี้สารเจือปนในอาหารเยอะมากทำให้คนเราป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดัน เน้นทำขนมแบบโบราณให้คนกิน เพราะสมัยโบราณเราก็ไม่มีน้ำตาลกินแบบนี้หรอก ถือว่าเป็นของดีที่หากินยาก จึงอยากอนุรักษ์เอาไว้ให้ลูกหลานได้รับประทานกันต่อไป

 

วิ่งเล่นในถนนสายซูชิ @โอตารุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 18:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468848

วิ่งเล่นในถนนสายซูชิ @โอตารุ

โดย…พาแลง ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ถ้าอยากกินซูชิที่ให้บรรยากาศและรสชาติเหมือนอยู่ญี่ปุ่นหาได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านทองหล่อ แต่ถ้าอยากกินซูชิระดับแชมเปี้ยนและมีความเฉพาะตัวในบรรยากาศเงียบสงบ และสุดส่วนตัว ต้องแวะมาที่ร้านซูชิ โอตารุ (Sushi Otaru) ร้านอาหารญี่ปุ่นเกรดพรีเมียมที่ได้แรงบันดาลใจจากเมืองโอตารุ (Otaru) ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือเล็กๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของซัปโปโร นับเป็นแหล่งรวมบรรดาร้านซูชิชั้นเลิศของญี่ปุ่น ดังนั้น ร้านซูชิ โอตารุ จึงนำคอนเซ็ปต์ของเมืองท่าแห่งนี้เข้ามาทั้งในด้านการออกแบบโครงสร้างร้าน และการนำเสนอเมนูอาหาร

การตกแต่งร้านจุดประกายมาจากเรือหาปลา เพดานของร้านถูกออกแบบให้เป็นโครงเรือ ซึ่งความจริงเรียกว่ากระดูกงู สื่อถึงการเดินเรือออกหาวัตถุดิบกลับมาจนถึงฝั่ง หากจะแปลความหมายให้ลึกลงไปอีก โครงเรือที่หมายถึงนี้ คือ ส่วนกระดูกงู ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยในการพยุงตัวเรือให้มั่นคง ไม่โคลงเคลง ปลอดภัยและมีนัยถึงความสดสะอาดปลอดภัยของอาหารอีก

 

โดยเมื่อเข้ามาด้านในสิ่งแรกที่จะเจอคือบาร์ขนาดยาว แวดล้อมด้วยที่นั่งที่ค่อนข้างให้พื้นที่ ไม่อึดอัด เพราะทางร้านออกแบบโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวซึ่งทุกโต๊ะจะมีฉากกั้นหากต้องการ นอกจากนี้ร้านยังมีลูกเล่นเกี่ยวกับของแต่งร้านภายใน ด้วยการเลือกเป็นของเก่าที่มีคุณค่าและสื่อถึงความเป็นญี่ปุ่น เช่น เกราะซามูไร O-Yori Style ชุดซามูไรเคลือบเงา และตู้ลิ้นชัก Kuruma Tansu เพื่อให้ผู้มารับประทานอาหารได้ซึมซาบถึงวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

เดินลึกเข้าไปด้านในจะเป็นส่วนของไพรเวทรูม 4 ห้อง ที่ตรงกลางร้านจัดให้เป็นสวนญี่ปุ่นลอยฟ้า ซึ่งจะมีการแสดงดนตรีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเล่นเพลงญี่ปุ่นผ่านศิลปินมืออาชีพและดนตรีที่ฟังสบายแวะเวียนกันมาให้ความบันเทิง และเพิ่มความรื่นรมย์ในมื้ออาหาร ซึ่งเหมาะที่จะมากับคนพิเศษ การจัดสังสรรค์ระหว่างกลุ่มเพื่อน หรือแม้กระทั่งการจัดเลี้ยงแขกที่มีเนื้อหาการพูดคุยที่สำคัญ

 

ส่วนที่เป็นเมนูอาหาร หลากหลายมีทั้งอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม และเพิ่มอาหารฝรั่งเศสเข้ามาเป็นฟิวชั่น แต่ยังเน้นความสดใหม่ชูรสชาติเด่นของวัตถุดิบ โดยมี เชฟ Abe Kazuhiro เชฟประจำร้าน ซึ่งมีประสบการณ์ในการเป็นเชฟมากว่า 32 ปี เป็นผู้คัดสรรวัตถุดิบมาสร้างสรรค์เมนูด้วยตัวเองซาชิมิสดๆ จัดเรียงมาอย่างสวยงาม สำหรับสาวกข้าวปั้นซูชิ ขอเสนอซูชิหน้ารวม หรือเมนู Sushi Mori ที่จัดมาให้เป็นขนาดพอดีหนึ่งคำใหญ่ๆ สำหรับสาวๆ ที่คัดสรรปลาสดส่งตรงจากท้องทะเลญี่ปุ่น วัตถุดิบตามฤดูกาล เช่น แซลมอน ที่เนื้อแน่นสดเด้ง Ikura (ไข่ปลาแซลมอน) รสสัมผัสเวลากัดแล้วไข่ปลาแตกโพละในปาก หอม มัน อย่าบอกใคร รสชาติกำลังดีไม่เค็มจนเกินไป ข้าวปั้นหน้า Uni (ไข่หอยเม่น) สีเหลืองนวล นุ่ม สดสุดๆ ปลาหมึก และปลาฮามาจิ ก็มาครบถ้วน เพื่อให้ซึมซาบถึงรสชาติความสดและความดั้งเดิม ตามรูปแบบของ Sushi Otaru

ต่อมาเป็นเมนู Kobe beef with wasabi sauce ที่นำเนื้อโกเบส่งตรงจากจากญี่ปุ่น นำมาสไลซ์ให้ได้ขนาดพอเหมาะ นำไปย่างไฟอ่อนๆ ให้ได้กลิ่นหอมจากเนื้อ แล้วนำมาปรุงด้วยซอสญี่ปุ่น 3 รสชาติ ที่เป็นสูตรลับเฉพาะของทางร้าน โดยเสิร์ฟพร้อมมันฝรั่ง โตกิโนวะ อบชีส และสุดท้ายกับเมนูใหม่ของร้าน Salmon Mille-feuilli with seaweed sauce ด้วยการนำรูปแบบ ขนมมิลล์เฟย หรือขนมพันชั้นของฝรั่งเศส มาผสมผสานกับเนื้อแซลมอน แล้วนำมาราดด้วยซอสสาหร่าย เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม ตามแบบฉบับของญี่ปุ่น

ถึงแม้ร้านจะเด่นเรื่องซูชิ แต่ทางร้านก็มีอาหารญี่ปุ่นแบบอื่นๆ ด้วย รวมไปถึง Lunch Set หรือข้าวหน้าต่างๆ แต่ถ้าให้ดีก็ต้องสั่งซูชิสักคำสองคำแล้วดูสิว่ายาโยอิไหม ร้าน ซูชิ โอตารุ อยู่ที่ชั้น 3 ของโครงการ Arena 10 ซอยทองหล่อ 10 เวลา เปิด-ปิด ให้บริการทุกวัน 2 รอบ กลางวันเวลา 11.30-14.30 และรอบเย็นเวลา 17.30-23.00 น. โทร. 02-392-7737 หรือ 08-9893-5477 เฟซบุ๊ก: sushiotaru อินสตาแกรม: sushiotaru

 

ความสำราญแห่งพงไพร ไวลด์ แอนด์ โก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 18:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468847

ความสำราญแห่งพงไพร ไวลด์ แอนด์ โก.

โดย…ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ผมจะชวนไปเข้าป่าแคมปิ้งกันครับ ทว่าเป็นป่ากลางเมืองที่มีนามว่า ไวลด์ แอนด์ โก (Wild & Co.) ที่เนรมิตทั้งพื้นที่และอาหารให้เป็นพงไพรอย่างที่ต้องการ

ก่อนที่จะเป็นร้านอาหารและบาร์เท่ๆ แห่งนี้ พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นสตูดิโออัดเสียง Stu-fé มาก่อน และเมื่อรีโนเวตใหม่มาเป็นร้านอาหารก็ยังไม่ได้ทิ้งความชอบในดนตรี เพราะที่นี่มีดนตรีทุกแนวให้ฟังกันอย่างเต็มอิ่มทีเดียว

ในส่วนของดนตรีสดจะเริ่มบรรเลงกันทุกวัน และยังมีดีเจมาร่วมสร้างบรรยากาศด้วยแผ่นไวนิลให้ได้ฟังกันสดๆ อีกด้วย ซึ่งบรรดาเจ้าของร้านอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเอง เข้ามาที่นี่ก็เพื่อผ่อนคลาย และมีความสุขพกกับไปบ้าน

 

บรรยากาศร้านมีความดิบของความเป็นป่าทุกมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์สตัฟฟ์ต่างๆ ที่วางตกแต่งและแขวนทั่วร้าน ผสานเข้ากับโทนสีเข้มแซมด้วยพืชใบเขียว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนนั่งกินดื่มอาหารอยู่กลางป่า

ร้านแบ่งเป็น 3 โซน คือ Outdoor ที่จัดที่นั่งเอาไว้ให้เหมาะกับการแคมปิ้ง ถัดเข้ามาเป็น Black Cabin บรรยากาศค่อนข้างมืดสลัว ชักชวนให้นั่งดื่มเครื่องดื่มแก้วโปรดพร้อมฟังดนตรีขับกล่อม และโซน Glasshouse เรือนกระจกที่โดดเด่นด้วยต้นปาล์มและหัวกวาง

ส่วนเมนูของที่นี่เพื่อตอบรับบรรยากาศของร้านแบบเต็มๆ เพราะจะใช้ Game Meat เป็นวัตถุดิบหลัก จะเน้นเสิร์ฟเนื้อวัวและเนื้อสัตว์ป่านานา ด้วยหนุ่มโม เชฟผู้สันทัดเกิดความคิดที่อยากใช้วัตถุดิบในประเทศให้มากที่สุด และต้องการแสดงให้เห็นว่าวัตถุดิบไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก จึงนำมาครีเอทเป็นเมนูอันหลากหลาย โดยตัวเชฟโม เองเคยอยู่ที่สหรัฐ และมีประสบการณ์ด้านอาหารมากว่าสิบปี และยังเป็นเจ้าของไส้กรอกและเนื้อรมควันต่างๆ ที่มีแบรนด์เป็นของตัวเองอีกต่างหาก

 

มาเริ่มต้นด้วย Ap Scallop Tartare หอยเชลล์ดิบคลุกกับซอสซีฟู้ดรสจัดจ้าน พริกสด ผักชีใบเลื่อย แกมด้วยข้าวเกรียบทอด อร่อยมาก ต่อด้วย Rabbit Roll เนื้อกระต่ายฝรั่งเศสโฮมเมด ยัดไส้ด้วยตับห่าน พันด้วยเบคอน นำไปย่างและอบเพิ่มเพิ่มความนุ่มกรอบ กินคู่กับแก่นตะวัน แห้ว และมันฝรั่ง เสิร์ฟคู่กับซอสกระต่ายทำจากโครงกระดูกของกระต่าย ถั่วลั่นเตา และแครอตย่าง กลายเป็นส่วนผสมที่เข้ากันอย่างลงตัว

ใครที่ชอบกินเนื้อขอแนะนำเมนูซิกเนเจอร์ Smoked Beef Ribs ซี่โครงเนื้อโคขุนจากสกลนคร รมควันไม้ Hickory จนได้กลิ่นหอม รสสัมผัสนุ่มลิ้น กินคู่กับแป้งตอติญ่า ผักดอง และโคลสลอว์

ตบท้ายด้วย Foie Gras Stuffed Quail นกกระทายัดไส้ตับเป็ดบดกับสมุนไพรนำไปย่างและอบ เสิร์ฟคู่กับกะหล่ำดาว เห็ดฝรั่งเศส และแก่นตะวัน

 

อาหารลองท้องได้ที่ ถึงทีเรียกหาเครื่องดื่มที่มีให้เลือกลิ้มลองครบทุกดีกรี ที่พิเศษคือเบียร์ที่จะเสิร์ฟคราฟต์เบียร์ชื่อดังสัญชาติไทย อย่างชาละวัน ชาตรี และสีลม หรือจะเลือกค็อกเทลที่ปรุงแบบง่ายๆ เอาใจกันสุดๆ

แก้วแรกเราลอง Gin Tonic Wild & Co. Style ซิกเนเจอร์ที่ทางร้านเลือกใช้จินไทย ที่ออกแบบรสชาติโดยชาวต่างชาติที่อยู่เมืองไทยมา 20 ปี  หรือจะเป็นแก้วต่อมา Wild & Co. สัมผัสได้ถึงความสดชื่น ประกอบด้วย จิน ตะไคร้ และใบมะกรูด

ไวลด์ & โก อยู่ที่ซอยฟาร์มวัฒนา (กล้วยน้ำไท) ถนนพระราม 4 ร้านเปิดบริการทุกวัน (หยุดวันจันทร์) เวลา 17.30-24.00 น. โทร. 08-7999-9948 Website www.wildnco.com facebook.com/wildncobkk

 

ฤดูไหนก็…‘ไอศกรีม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 18:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468414

ฤดูไหนก็...‘ไอศกรีม’

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

ไม่ว่าจะฤดูไหน เหล่า “Sweet Tooth” หรือคนเครซีของหวานและเย็นอย่างไอศกรีมก็ไม่เผลอไผลแบ่งหัวใจให้กับสิ่งใดอื่น

ณ เวลานี้ หากสอดส่ายสายตามองไปทั่วจะเห็นว่า เทรนด์ล่ามาแรงของไอศกรีมนั้นเห็นจะไม่มีอะไรฮอตไปกว่า ไอศกรีมผัด โดยเฉพาะที่อเมริกานั้น Thai Rolled Ice Cream  ฮิตไปทั่ว ที่สูสีอีกหนึ่งคือ ไอศกรีมจากลิควิด ไนโตรเจน ซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยวิธีทำและควันพวยพุ่ง อาหารและเครื่องดื่มจากไนโตรเจนเหลวนี้ไม่มีอันตราย แต่ควรรับประทานหลังจากที่ไอควันนั้นหมดหายไปก่อน อย่ารับประทานตอนเย็นเกินไป เพราะก้อนไอศกรีมนั้นอาจจะกัดลิ้นกัดปากได้

เมื่อล่วงเข้าสู่เดือน ธ.ค. ท่ามกลางบรรยากาศของการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และการอ้าแขนต้อนรับฤดูหนาว ร้านอาหารต่างๆ ก็ออกโปรโมชั่น รวมทั้งเมนูใหม่ๆ ไว้คอยต้อนรับ ไม่ยกเว้นแม้ไอศกรีม

ดีงามอยู่ที่ส่วนผสม

ไอศกรีมซึ่งเป็นเทรนด์อยู่ในตอนนี้อย่าง ไอศกรีมผัด และไอศกรีมไนโตรเจนเหลวนั้น จุดน่าสนใจอยู่ตรงวิธีและลีลาการทำและเสิร์ฟ แต่สำหรับไอศกรีมเลิฟเวอร์ที่แท้แล้ว “รสชาติ” อาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ไม่ว่าจะฤดูไหน ภารกิจใหญ่คือ การตามหาไอศกรีมรสอร่อย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เก่า ซึ่งรู้จักจนรู้ใจและกลับไปหาได้เสมอ ขณะที่แบรนด์ใหม่ก็มีให้เป็นตัวเลือก และนำเสนอประสบการณ์ซึ่งแตกต่างออกไป แต่ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ สิ่งที่เป็นเหตุผลให้ไอศกรีมอร่อยและถูกเลือกนั้นขึ้นอยู่กับ “ส่วนผสม” ที่เลือกสรรเป็นหลัก

ย่างเข้าสู่ฤดู “เฟสทีฟ” หรือช่วงเทศกาลปีนี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้ลิ้มรส ไอศกรีม “ฮาเก้น-ดาส” ซึ่งเป็นแบรนด์ไอศกรีมเก่าแก่ที่อยู่มานานกว่า 50 ปี และไอศกรีมน้องใหม่อย่าง “บีโลว์ อีเลฟเว่น” ทั้งสองต่างมีหลักการในการสร้างสรรค์คล้ายกันคือ เสาะหาส่วนผสมที่มีคุณภาพดีที่สุดเพื่อสร้างสรรค์ไอศกรีม

สำหรับ ฮาเก้น-ดาส นั้น ส่วนผสมวานิลลามาจากมาดากัสการ์ ช็อกโกแลตจากเบลเยียม แมคคาเดเมียนัทจากฮาวาย หรือชาเขียวมัทชะจากญี่ปุ่น

ขณะที่ ไอศกรีมบีโลว์ อีเลฟเว่น ของ แอร์เว่ มูลี่ เลือกสรรวัตถุดิบสดใหม่จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นหรือนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างเช่น เนื้อครีมและน้ำนมสดๆ ที่เลือกใช้ล้วนส่งตรงมาจากแคว้นนอร์มังดีของฝรั่งเศส ไอศกรีมรสวานิลลาที่เป็นรสชาติซิกเนเจอร์ของแบรนด์ใช้ฝักวานิลลาแท้ 100% พันธุ์ตาฮิติที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในโลก ส่วนผลไม้บางอย่าง เช่น มะม่วง นั้นเป็นของไทยที่คัดสรรแล้ว

ดาร์กช็อกโกแลตของ บีโลว์ อีเลฟเว่น มีส่วนผสมของช็อกโกแลตวาลโรห์นา 80% ซึ่งช็อกโกแลตระดับกรองด์ ครู (Grand Cru) ที่กวาดรางวัลจากเวทีต่างๆ มาแล้ว ส่วนไอศกรีมซอร์เบท ใช้ผลไม้แท้เป็นส่วนผสม 70% เป็นเนื้อผลไม้แท้ ไม่แต่งสี หรือสารปรุงแต่ง

ความอร่อยที่อุณหภูมิติดลบ

นอกจากส่วนผสมแล้ว ไอศกรีมเป็นของหวานที่ต้องเย็นในอุณหภูมิซึ่งเหมาะสม คือระดับติดลบถึงจะคงรูปร่างหน้าตาเป็นไอติมอย่างที่เราคุ้นเคย

แอร์เว่ มูลี่ บอกว่า ไอศกรีมอร่อยต้องอยู่ในอุณหภูมิที่ระดับติดลบ 11 องศาเซลเซียส ถือเป็นอุณหภูมิที่ดีที่สุดสำหรับรับประทาน (และกลายเป็นที่มาของชื่อไอศกรีมของเขา)

 

 

สำหรับ แอร์เว่ มูลี่ เขาเป็นนักธุรกิจชาวฝรั่งเศสที่ใช้ชีวิตในเมืองไทยมานาน สำหรับแบรนด์ไอศกรีมของเขานี้เริ่มต้องมาจากการเฟ้นหาไอศกรีมอร่อยให้ลูกสาว ก่อนจะกลายเป็นทำเอง โดยได้ดัดแปลงสูตรขนมโฮมเมดของคุณยายที่ทำให้รับประทานตอนเป็นเด็กที่แคว้นบอร์โดซ์ รวมทั้งการสังเกตและเรียนรู้ ใช้เคล็ดลับภูมิปัญญาด้านอาหารของฝรั่งเศส ฝึกฝนทักษะฝีมือด้วยการเข้าเรียนเวิร์กช็อปที่สอนการทำช็อกโกแลตและขนมอบในฝรั่งเศสอย่างจริงจัง เพื่อที่จะเข้าใจเรื่องวัตถุดิบและรสชาติ หลังจากทดลองทำสูตรต่างๆ จนได้ไอศกรีมที่ลูกสาวชื่นชอบ ต่อมาไอศกรีมของเขาถูกนำไปเสิร์ฟในงานเลี้ยงของสถานทูตฝรั่งเศส และงานทางการอื่นๆ ก่อนจะเป็นจุดเริ่มต้นของไอศกรีม บีโลว์ อีเลฟเว่น

นอกจากนี้ แอร์เว่ มูลี่ ยังไปคว้ารางวัลจากการแข่งขัน “Alain Chartier Trophy” ประเภทไอศกรีมและการแกะสลักน้ำแข็ง ในงานเทศกาลช็อกโกแล็ต เมืองวานน์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งคณะกรรมการตัดสินล้วนเป็นผู้ชนะการประกวดจากเวที Pastry World Champions

ไอศครีม บีโลว์ อีเลฟเว่น นั้นโดดเด่นที่รสดาร์กช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของช็อกโกแลตวาลโรห์นา 80% ทั้งยังมีรสพราลีนฮาเซลนัท รสวานิลลาตาฮิติ รสโฮมเมดซอลท์คาราเมล รสอาราบิก้าคอฟฟี่ รวมทั้งไอศกรีมซอร์เบต์ รสเพียวแพสชั่น, สปริงไทม์ เบอรรี่ส์, มะม่วง, ลิ้นจี่ และ ซิซิเลี่ยน เลมอน

ไอศกรีมในฤดูเฟสทีฟ

ในฤดู “เฟสทีฟ” นี้ ไอศกรีมอย่าง “ฮาเก้น-ดาส” ก็ไม่พลาด ส่งรสใหม่ที่หวานมันด้วย “นัท” ในคอลเลกชั่น “Discover Nut Indulgence” คือ ดาร์ก ช็อกโกแลต แอนด์ อัลมอนด์ นั้นน่าจะโดนใจคนรักความเข้มข้น ด้วยมีดาร์ก ช็อกโกแลต เป็นส่วนผสมถึง 70% พร้อมเนื้อฟัดจ์ และอัลมอนด์เคลือบคาราเมลกรุบกรอบ ส่วน ฮันนี่ วอลนัท แอนด์ ครีม (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) เป็นไอศกรีมรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น หวานน้ำผึ้งพันธุ์สเปน ผสมไอศกรีมนมสูตรคลาสสิก กรุบกรอบเคี้ยวเพลินด้วยวอลนัทยุโรป ทั้งสองรสมาเสริมทัพกับรสยอดนิยม แมคคาเดเมียนัท ที่มีส่วนผสมเป็นถั่วคัดสรรจากฮาวาย

 

 

ไอศกรีมผสมถั่วเหล่านี้นำมาสร้างสรรค์เมนูเป็น ไวท์ ช็อกโกแลต บอมบ์ เป็นลูกบอลทำจากช็อกโกแลตขาว มากับซอสเบลเยียมช็อกโกแลตอุ่นๆ เมื่อถึงเวลารับประทานก็ราดซอสลงไปบนเปลือกนอกของบอมบ์ ซึ่งจะละลายออกเผยให้เห็นไอศกรีมที่ซ่อนอยู่ข้างใน ทั้งยังมี คริสต์มาส ฟองดู ซึ่งทำให้คนรับประทานสนุกสนานในการดิพไอศกรีมและผลไม้ในซอสช็อกโกแลตเฮเซลนัทเข้มข้น และ คริสต์มาส เมอแร็งก์ เค้ก สำหรับซื้อกลับบ้านเป็นของขวัญคริสต์มาส

ไอศกรีมรสพิเศษของฤดูกาลนี้ยังถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มหวานหอม อย่างเช่น ท็อฟฟี่ นัท ลาเต้ สร้างความสุขให้คนรักกาแฟและไอศกรีม มีทั้งแบบร้อนและเย็นให้เลือก ส่วน ฟรอสต์ มินท์ ช็อกโกแลต เฟรปเป้ เป็นการจับคู่รสชาติแบบคลาสสิกของช็อกโกแลตและมินท์ และ บี สตังค์ ค็อกเทล การผสมผสานที่ลงตัวของไอศกรีมฮันนี่ วอลนัท แอนด์ ครีม สูตรลิมิเต็ด เอดิชั่น พบกับไอศกรีม ฮาเก้น-ดาส สุดพิเศษนี้ในร้านทุกสาขาทั่วประเทศไทย

สำหรับฤดูเทศกาลนี้ บีโลว์ อีเลฟเว่น ไอศกรีมระดับพรีเมียมมีบริการส่งตรงความหวานละมุนถึงบ้านคุณทุกวัน กับบริการ Below 11 Express Delivery จัดส่งไอศกรีมถึงบ้าน ใครสนใจเปิดเว็บไซต์ www.below11.com บริการเดลิเวอรี่จะจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าภายในหนึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 15.00-22.00 น. ทุกวัน

เมื่อล่วงเข้าสู่เดือน ธ.ค. ท่ามกลางบรรยากาศของการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และการอ้าแขนต้อนรับฤดูหนาว ไอศกรีม ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของคนรักความหวานเย็นอร่อยเสมอ

ฉลองเทศกาลแห่งความสุข กับชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468846

ฉลองเทศกาลแห่งความสุข กับชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษ

อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์ (Up & Above Bar) บาร์บนชั้น 24 ของ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) สถานที่จิบน้ำชายามบ่าย พร้อมชมวิวกรุงเทพฯ จากมุมสูง ขอแนะนำชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษ เพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข ให้บริการตลอดทั้งเดือน ธ.ค.นี้

เชฟเซบาสเตียน ฮูแกแวร์ฟ หัวหน้าพ่อครัวขนมหวานบรรจงรังสรรค์ชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษนี้ โดยมีขนมทั้งคาวหวานนานาชนิด ประกอบไปด้วย เค้กสไตล์ญี่ปุ่น (มงบลอง) โมจิรสคัสตาร์ด พราลีนสอดไส้ช็อกโกแลต มาการงพิมพ์ลายรูปสโนว์แมน พายไส้ช็อกโกแลตและกล้วย ทาร์ตสตรอเบอร์รี่ สเป็คคูลัส (Speculaas) ขนมอบต้นตำรับของชาวดัตช์ที่มีกลิ่นหอมของอบเชย  ลูกจันทน์ กานพลู ขิง และกระวาน ซึ่งนิยมรับประทานในช่วงคริสต์มาส

 

นอกจากนี้ ยังมีสโคนแครนเบอร์รี่และไวท์ช็อกโกแลต มินิแฮมเบอร์เกอร์ไส้แฮมและมะเดื่อเชื่อม ขนมปังหน้าชีส อโวคาโด ปลาแซลมอนรมควันและผิวเกรปฟรุต ซุปถั่วแระญี่ปุ่นเย็นและขนมปังกรอบ โดยเชฟฮูแกแวร์ฟ แนะนำให้รับประทานชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษนี้กับชาโนเอล (Noel Tea) ซึ่งเป็นชาในกลุ่มชาดำของ มาคริยาจ
แฟรส์ (Mariage Freres) ชาฝรั่งเศสชั้นดีที่มีกลิ่นของส้มแมนดาริน อบเชย อัลมอนด์ และวานิลลา

ชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษสำหรับเทศกาลแห่งความสุข ราคาชุดละ 1,190 บาท++ (ราคารวมเครื่องดื่มชาหรือกาแฟสำหรับ 2 ท่าน) ส่วนท่านที่ชื่นชอบสาเกหรือไวน์ สามารถเลือกรับประทานชุดน้ำชายามบ่ายคู่กับ สปาร์กลิงสาเก หรือโปรเซกโกได้เช่นกัน (ราคาชุดละ 1,750 บาท++) นอกจากนี้ยังสามารถเลือกรับประทานชุดน้ำชายามบ่ายนี้กับแชมเปญ (ชุดละ 2,750 บาท++)

 

ชุดน้ำชายามบ่าย สำหรับเทศกาลแห่งความสุข มีให้บริการทุกวันตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค.ศกนี้ เวลา 14.00-17.00 น.

อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 24 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ รายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร.02-687-9000 หรืออีเมล upandabove@okurabangkok.com

 

ลิ้มรสเนื้อย่างสูตรโอซากา @เซนิกุ-เทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468412

ลิ้มรสเนื้อย่างสูตรโอซากา @เซนิกุ-เทน

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ กิจจา อภิชนรุจเรข

หลังจากได้การตอบรับอย่างดีจากสาขาทองหล่อ เซนิกุ-เทน ร้านอาหารแนวปิ้งย่างแบบญี่ปุ่นก็เปิดสาขาใหม่ในซอยอารีย์ ที่โดดเด่นตั้งแต่ภายนอกด้วยบ้านสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ บรรยากาศของร้านตกแต่งให้ดูแบบญี่ปุ่น ที่มีพื้นที่สังสรรค์โดยไม่อึดอัด เพราะมีโซนภายในร้าน จัดโต๊ะสามารถเดินได้สะดวก

 

ที่นี่เป็นอาหารปิ้งย่างแบบบุฟเฟ่ต์ แต่ถ้าลูกค้าต้องการเนื้อพรีเมียม สามารถสั่งแบบอะลาคาร์ตได้เช่นกัน เนื้อวัวของที่นี่จะเป็นเนื้อแล่บางๆ เมื่อวางลงบนเตาถ่านความร้อนพอดีแล้วสะดุ้งไฟทันที มีให้เลือก 4 แบบ คือ เนื้อสันนิวซีแลนด์ เนื้อสันเนื้อสันพิเศษ และเนื้อฮารามิ ส่วนประเภทเนื้อหมู มีทั้งหมด 3 แบบ คือ หมูโชกุน หมูดำคุโรบุตะ และหมูโจบูตะ สำหรับคนที่ไม่ชอบทานเนื้อ นอกจากเนื้อและหมูแล้ว ก็มีเมนูอย่างอื่นอีก เช่น หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ปลาไข่ ตัวโตที่กินได้ทั้งตัว

 

เซตอาหารทะเล ไฮไลต์เด็ด คือ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หวาน สด ปลาแซลมอนชิ้นใหญ่ ส่วนผักที่เอามาปิ้งทาน มีเห็ดออริจิ หวานนุ่ม อร่อยมาก กระเจี๊ยบ ฟักทอง ส่วนผักสด เป็นกรีนครอสซึ่งมากับซอสโคชูจาง เอาหมูย่างร้อนๆ ว่างบนผักสด ป้ายซอสหน่อย ห่อเข้าปาก อร่อย! ซึ่งวิธีแยกระหว่างเนื้อกับหมู คือ สีของถาด ถาดสีขาวจะเป็นเนื้อหมู เนื้อปลาและเนื้อแกะ ส่วนถาดสีดำจะเป็นเนื้อวัว

อาหารข้างเคียง มีทั้งข้าวปั้นหน้าปลาแซลมอน สลัดแซลมอน ซุปมิโซะร้อนๆ ผัดกวางตุ้งน้ำมันงา กิมจิ นอกจากนี้ยังมีไก่คาราเกะ หมูทงคัตสึ หรือกุ้งเทมปุระให้สั่งกัน และถ้าอิ่มแล้วจะมีของหวานล้างปากและช่วยย่อย ของหวานเป็นโยเกิร์ตสดแบบโฮมเมด เสิร์ฟในถ้วยชอต

 

ยังมีเมนูอีกสารพันที่หากไปทั้งทีต้องยกไปทั้งกลุ่มจึงจะเก็บกวาดหมด เพราะที่นี่กินไม่อั้นภายใน 2 ชั่วโมง ราคา 599 บาท ส่วนถ้าใครอยากลิ้มรสเนื้อย่างสูตรโอซากา และเพิ่มเนื้อพิเศษเพิ่ม 100 บาท จะได้เมนูเซต Plus 100 เนื้อคิคิรุหรือเนื้อห่อหอม เนื้อมิโซะ เนื้อคาซัน เนื้อโคโช เนื้อแกะออสเตรเลีย หมูลูกเต๋าไซโคโร หมูคิมูจิ หรือหมูห่อกิมจิ หมูชิโอบูตะ ปลาคอด กุ้งเทมปุระ และดังโงะ

แอบกระซิบว่า อาหารแต่ละจานนั้นมีลักษณะวิธีการย่างแตกต่างกันออกไป คุณจะต้องมาสัมผัสกันเอง จะมีพนักงานคอยแนะนําสอนวิธีการย่าง

 

เซนิกุ-เทน มี 2 สาขา คือ สาขาทองหล่อ โทร.08-1925-6663 สาขาอารีย์ โทร.08-9988-2345 เปิดทุกวันเวลา 12.00-23.00 น. (ควรโทรจองที่นั่ง) ติดตามความเคลื่อนไหวของร้านที่เฟซบุ๊ก : Seinikuten.thailand

 

อ๋อ ก๋วยจั๊บญวน ร้านอร่อยนอกสายตา@วังหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/467402

อ๋อ ก๋วยจั๊บญวน ร้านอร่อยนอกสายตา@วังหลัง

โดย…

ไม่นานมานี้ ตระเวนผ่านไปแถวศิริราช วังหลัง เกิดอาการอยากกินอะไรที่เป็นน้ำๆ ร้อนๆ อุตส่าห์เดินลัดเลาะไปถึงร้านกวยจั๊บญวนเจ้าดังขึ้นชื่อ แต่บังเอิ๊ญร้านดันปิด เลยเป็นที่มาของการค้นพบลายแทงร้านอร่อยอีกร้านที่อยู่ “นอกสายตา” แบบไม่ตั้งใจ

ร้านนี้ชื่อ “อ๋อ ก๋วยจั๊บญวน เส้นสด” เป็นร้านห้องแถวเล็กๆ ตรงหัวมุมถนน เยื้องฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลศิริราช นี่ถ้าไม่ใช่เพราะรุ่นน้องสายกินชี้เบาะแสมาให้ มองผ่านๆ แค่หน้าร้าน ก็คงไม่คิดว่า ร้านเล็กๆ โนเนมริมถนนจะเป็นร้านเล็กพริกขี้หนูที่อร่อยไม่เบา จะอร่อยแค่ไหน อร่อยกว่าร้านดังๆ อีกหลายเจ้า จริงรึป่าว ใครอยากรู้ต้องลองตามรอยไปชิม

 

ถ้าพูดถึงทีเด็ดกวยจั๊บญวนร้านนี้ ต้องยกให้กับ “กระดูกหมูเล้ง” ชิ้นโต เนื้อๆ เน้นๆ ที่ต้มซะจนเปื่อยนุ่ม คีบกินกับกวยจั๊บญวนเส้นสด หนึบๆ นุ่มๆ ซดตาม น้ำซุปร้อนๆ…บอกได้คำเดียวว่า เริ่ด! ถูกอกถูกใจทั้งบรรดาหมอ พยาบาลศิริราช คนทำงาน และนักศึกษาเข้าไปอุดหนุนกันเป็นประจำ เพราะจัดเต็มทั้งรสชาติและปริมาณคับชาม แน่นเครื่องทั้งหมูยอ หมูเด้ง เลือดหมู กระดูกเล้ง โรยด้วยหอมเจียว สั่งแบบธรรมดา ราคา 40 พิเศษชามละ 45 เพิ่มไข่ตอก หรืออยากเพิ่มหมูเด้ง หมูยอ ก็สั่งได้ตามใจชอบ

จะกินอะไร เขียนสั่งใส่กระดาษแล้วยื่น ถ้าอยากกินของอร่อย มาเป็นลูกค้าร้านนี้ต้องใจเย็นๆ เพราะทางร้านเขาทำสดๆ ทีละชามต่อชาม เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ค้าไม่ค่อยยิ้มหวาน เพราะง่วนทำกวยจั๊บหน้าเตาร้อนๆ มือระวิง เหงื่อโชกทั้งตัว แข่งกับเวลา ตั้งแต่ 11 โมงเช้ายันค่ำ

 

คุณอ๋อ สาวเจ้าของร้าน เล่าว่า เพิ่งจะลาออก เปลี่ยนชีวิตจากพนักงานออฟฟิศ มาขายกวยจั๊บได้ 3-4 ปี เป็นสูตรที่ทำกินกันเองในบ้าน เพราะพื้นเพครอบครัวทางพ่อเป็นคนอีสาน ใช้กระดูกหมูวันละ 30 โล ต้มน้ำซุปด้วยไฟอ่อนๆ ตั้งแต่ตีห้า เลือกใช้วัตถุดิบอย่างดี หมูยอกับเส้นกวยจั๊บส่งตรงมาจากอุบลฯ ใช้เลือดหมูแบบบรรจุหลอดของเบทาโกร เพราะสะอาด และไร้กลิ่นคาว ร้านเปิดจันทร์-เสาร์ หยุดทุกวันอาทิตย์ เริ่มขายตั้งแต่ 11 โมงเช้า ถึงแค่หัวค่ำทุ่มหนึ่งก็หมดแล้ว

ต้องบอกก่อนว่า ร้านนี้ไม่มีที่จอดรถ ถ้าเอารถมาต้องไปหาที่จอดแถวศิริราช หรือพรานนก แล้วเดินมา พิกัดร้านหาไม่ยากเพราะอยู่ติดถนน เดินมาไม่กี่ก้าวจากหัวมุมแยกวังหลัง-ศิริราช อยู่ถนนฝั่งซ้ายมือทางเส้นที่จะตรงไปพรานนก ส่วนใหญ่ลูกค้าประจำจะใช้วิธีโทรสั่งก่อน แล้วให้ไปส่ง มีทั้งลูกค้าในโรงพยาบาล และลูกค้าที่ขับรถมาแวะรับหน้าร้าน ใครสนใจตามไปชิม แต่ไม่รู้จักเส้นทาง นึกไม่ออกว่าร้านอยู่ตรงไหน ลองโทรสอบถามได้ที่คุณอ๋อ เจ้าของร้าน เบอร์ 08-4755-6246