หยัน ต้มเลือดหมู ลองแล้วจะติดใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/464859

หยัน ต้มเลือดหมู ลองแล้วจะติดใจ

โดย…แมงโก้หวาน

มาเจอร้าน “หยัน ต้มเลือดหมู” อยู่ในศูนย์อาหารครูหวี ถนนพระราม 3 ติดกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ เจ้าของร้านคือ ชวนและหยัน สองสามีภรรยา

ต้มเลือดหมู ถือเป็นเมนูขึ้นชื่อของร้าน ความอร่อยวัดกันที่น้ำซุป ซึ่งร้านนี้จะเห็นภาพของการต่อแถวเข้าคิวทุกวัน

 

“รสชาติน้ำซุปต้มเลือดหมูผมลูกค้ามักจะบอกว่าอร่อย ชามหนึ่งจะใส่เลือดหมู หมูปั้น ซึ่งเราปรุงรสเรียบร้อย ไส้ ตับ เต้าหู้ สาหร่าย ผักตำลึง ผักกาดหอม โรยด้วยขึ้นฉ่าย เวลากินลูกค้าจะไม่ค่อยปรุง ไม่ใส่น้ำตาล พริก น้ำปลา เพราะรสชาติมันพอดีและถูกปากอยู่แล้ว ส่วนใครต้องการกินเผ็ดหรือเปรี้ยวก็มีน้ำส้มและพริกไว้ให้ปรุงรสได้ตามชอบ”

ราคาทั่วไป 30 บาท ถ้าสั่งข้าวด้วยก็ 35 บาท เป็นราคาที่ถูกมากแต่ปริมาณเยอะ กินอิ่มท้อง เรียกว่าเป็นราคาที่ทุกคนสามารถจ่ายได้สบาย เจ้าของเองก็อยากขึ้นราคาอยู่เหมือนกัน แต่เห็นใจลูกค้า แม้จะได้กำไรไม่เยอะแต่ก็ขายหมดทุกวัน ซึ่งนอกจากต้มเลือดหมูแล้วยังมีข้าวต้มหมู ข้าวต้มปลา ข้าวต้มกุ้ง ยำรวมมิตร ยำวุ้นเส้น รสชาติใช้ได้เลย สมราคาด้วย เจ้าของร้านก็อัธยาศัยดีทั้งสามีและภรรยา

 

ร้านเปิดขายทุกวันธรรมดา ตั้งแต่เช้าไปจนถึงบ่าย 2 หยุดวันเสาร์ อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์ ไปลองชิมดูครับ สำหรับผมชิมแล้วก็ต้องบอกว่าอร่อยถูกปากผมนักแล ไปไม่ถูก โทรถามเจ้าของร้านได้ที่ 08-7017-0067

 

ข้าวซอยอิสลามเชียงใหม่ อร่อยสูตรโบราณเจ้าตำรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/464737

ข้าวซอยอิสลามเชียงใหม่ อร่อยสูตรโบราณเจ้าตำรับ

โดย…ชีวิน ศรัทธา

อาหารภาคเหนือขึ้นชื่อต้องข้าวซอย ในตัวเมืองเชียงใหม่เองมีร้านข้าวซอยเปิดบริการมากมายให้เลือกรับประทาน หากเอ่ยร้านข้าวซอยที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ 1 ในนั้นต้องมีชื่อร้านข้าวซอยอิสลามอยู่ด้วย เพราะร้านแห่งนี้รสชาติอร่อยจริงและเป็นที่รู้จักดีในเชียงใหม่เพราะเปิดมานานกว่า 50 ปีแล้ว

ร้านข้าวซอยอิสลาม ตั้งอยู่ที่ตึกแถวเลขที่ 80/3 ติดกับสุเหร่าบ้านวัดเกต ต.วัดเกต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นอีกย่านประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ ติดแม่น้ำปิง ของชุมชนชาวไทย จีน อิสลาม และคริสต์ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันมานานนับหลายร้อยปี

ย่านแห่งนี้จะมีวัดเกตการาม โบสถ์คริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่ และสุเหร่าวัดเกต ร่วมไปถึงบ้านของพ่อค้าจีน และสถาปัตยกรรมไว้ให้ได้ชมหลายหลายชาติพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นย่านท่องเที่ยวที่สำคัญอันเลื่องชื่อนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ

ประไพ สุวรรณาเป็ง อายุ 69 ปี กล่าวว่า ร้านขายข้าวซอยอิสลามสืบทอดกิจการจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูก เดิมบิดามารดาอาศัยอยู่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ก่อนจะย้ายมาเปิดร้านในตัวเมืองเชียงใหม่มานานกว่า 50 ปีแล้ว แต่ยังคงเน้นรสชาติความอร่อยแบบสูตรโบราณเจ้าตำรับดั้งเดิม วัตถุดิบทุกอย่างทำเองหมด น้ำพริกตำเอง กะทิสดคั้นเองจนเข้มข้น เพื่อคงรสชาติเหมือนเดิม โดยเฉพาะผักกาดดองแบบ 3 รส ที่ทำเองทุกอย่าง ให้คงสูตรโบราณไม่เปลี่ยนแปลง

โดยเฉพาะเส้นปาปา ที่เป็นเส้นข้าวซอยแท้ ทำมาจากข้าวดอย มีกรรมวิธีมากมาย ซึ่งยังคงเหลือเพียงเจ้าเดียว หลังจากผ่านกรรมวิธีแล้วจะปั้นเป็นก้อนกลม เมื่อแห้งเสร็จสรรพก็จะซอยออกมาเป็นเส้นๆ แล้วนำมาลวกน้ำร้อนจากนั้นจึงใส่น้ำข้าวซอยลงไป ความพิเศษของเส้นจะเหนียว นุ่ม หนึบ มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย ซึ่งขายในราคาย่อมเยา ชามละ 30 บาท เปิดบริการตั้งแต่เช้าจนเย็นทุกวัน

หากขึ้นเหนือมาสัมผัสลมหนาวปีนี้ผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ ก็แวะเวียนมารับประทานข้าวซอยอิสลามเก่าแก่ของ จ.เชียงใหม่ รับรองไม่ผิดหวัง

 

ขนมไทย หัวใจ minimal ขนมชั้นกาบมะพร้าวเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/464724

ขนมไทย หัวใจ minimal ขนมชั้นกาบมะพร้าวเผา

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

หลายๆ ครั้งที่มองไปรอบๆ ตัว ยังอดใจหายไม่ได้กับการสวรรคตของในหลวงอันเป็นที่รัก นอกจากน้อมนำเอาพระบรมราโชวาทมาปฏิบัติใช้ในทุกก้าวย่างของชีวิต หรือฟังเพลงพระราชนิพนธ์เพราะๆ ที่มีหลากหลาย “เวอร์ชั่น” ฟังได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ ยังมีอีกสิ่งที่จะคลายความหมองใจคือการเข้าครัวทำขนมกับข้าวต่างๆ ช่วงนี้ใจและจิตผูกติดอยู่กับความเป็นไทย เลยค้นสูตรขนมไทยมาประยุกต์ ดัดแปลงให้เข้ากับความชอบและหัวใจในตอนนี้

ยิ่งทำขนมไทย ยิ่งพบว่ามันมีเสน่ห์และไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนคิด ใครว่าขนมไทย กินแล้วอ้วน ผู้เขียนยังคงขอเถียงชนฝา ขนมไหนๆ ก็อ้วนได้ทั้งนั้น หากไม่รู้จักรับประทานอย่างสมดุล วันนี้กินข้าวน้อยหน่อยก็สามารถมีสิทธิกินขนมได้ ไม่ว่าจะเป็นขนมไทยและเทศ ขนมไทยกลับดี มีไขมันมาจากแหล่งเดียวคือ กะทิซึ่งมาจากมะพร้าวชนิดเดียว ที่ไปสกัดเป็นน้ำมันมะพร้าว ซึ่งเต็มไปด้วยกรดไขมัน Lauric Acid ที่ถึงจะอิ่มตัว แต่ก็แตกตัวได้ง่าย ไม่เกิดการสะสมในร่างกาย แถมเมื่อแตกตัวไปแล้วนักวิทยาศาสตร์อาหารยังพบว่ากลายเป็น Monolaurin ที่ออกฤทธิ์คล้ายสารปฏิชีวนะ เขาพบกรดไขมันชนิดนี้มากในน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ที่ไม่ผ่านกระบวนการ ดังนั้นขนมไทยจึงไม่ได้อันตรายเต็มไปด้วยคอเลสเตอรอลอย่างที่เข้าใจ น้ำตาลต่างหากที่น่ากลัวกว่า ซึ่งขนมไทยที่ขายในปัจจุบันต่างเอาใจผู้บริโภครุ่นใหม่ ลดความหวานไปเยอะ

 

ขนมไทยชนิดที่มีแป้งเป็นส่วนผสม อย่างขนมชั้น ขนมบัวลอย ขนมต้มที่เกิดจากการปั้นก้อนแป้ง ขอเพียงเข้าใจสมบัติของแป้งแต่ละชนิดที่นำมาทำตัวขนม จะช่วยให้ดัดแปลง ประยุกต์ และทำได้ง่ายขึ้นอีกเยอะ อย่างในฉบับนี้ ผู้เขียนขอนำเอาสูตรขนมชั้นของคุณชำนาญที่ “แชร์” กันแพร่หลายในอินเทอร์เน็ตมาดัดแปลงตามความชอบของตัวเอง ต้องขอกราบขอบพระคุณคุณชำนาญไว้ ณ หน้ากระดาษแผ่นนี้ด้วยค่ะ

การดัดแปลงของผู้เขียนชอบความนุ่มและลื่นๆ ของขนมชั้น จึงใช้ปริมาณแป้งลดลง เลือกใช้แป้งข้าวเจ้าน้อยลงกว่าต้นตำรับเพราะแป้งข้าวเจ้า เมื่อสุกแล้วจะใสและไม่ยืดหยุ่น ดังที่เราเห็นข้าวเจ้า ข้าวสวยที่เรารับประทานกัน ส่วนที่ต้องใช้แป้งมันและแป้งท้าว เพราะช่วยให้ขนมยืดหยุ่น ยิ่งเป็นแป้งท้าวช่วยในเรื่องของการยึดเกาะกัน รักษาความนุ่มไว้เมื่อถูกลม

เคล็ดลับหนึ่งในการทำขนมไทยส่วนใหญ่ ที่อาจไม่ได้มีบอกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรคือ ห้ามเติมน้ำพรวดพราดลงในแป้งเด็ดขาด เพราะจะทำให้แป้งตกใจจนกลายเป็นขนมที่แข็งกระด้าง เมื่อสุก เราต้องค่อยๆ เติมของเหลวทีละน้อย ค่อยๆ คอยขยำไปเรื่อยๆ จนแป้งเกาะตัวกัน นวดไปเรื่อยๆ เพื่อให้แป้งเกาะกันเป็นโครงร่างหลวมๆ ก่อน จึงค่อยเติมน้ำลงไปในปริมาณที่ต้องการ ผู้เขียนลองมาหลายครั้งและอ่านมาจากหลายๆ สูตร สรุปได้ตามนี้ ซึ่งตามสมบัติทางวิทยาศาสตร์ของแป้งหลายๆ ชนิดที่ใช้ในการทำขนมไทย

ขนมชั้นกาบมะพร้าวสไตล์ Cookool

ส่วนผสม

(สำหรับขนมประมาณ 40 ชิ้น พิมพ์ขนาด 1.5 นิ้ว)

– แป้งมัน 160 กรัม

– แป้งข้าวเจ้า 20 กรัม

– แป้งท้าวอย่างดี 15 กรัม

– เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

– น้ำตาลทราย 350 กรัม

– กะทิส่วนที่ 1 สำหรับให้ความหวาน 200 กรัม

– กะทิส่วนที่ 2 สำหรับนวด 200 กรัม

– กะทิส่วนที่ 3 สำหรับละลาย 350 กรัม

– กะทิส่วนที่ 4 สำหรับสีขาวของชั้นแรก 25 กรัม

– กาบมะพร้าวเผา 15 กรัมละลายน้ำสำหรับสีดำของชั้นที่ 2 25 กรัม

วิธีทำ

1.เตรียมกะทิให้ความหวาน : ผสมกะทิส่วนที่ 1 และน้ำตาลทรายตั้งไฟให้น้ำตาลละลาย นำลงจากเตาพักให้เย็นสนิท

2.เตรียมนวดแป้ง : ร่อนแป้งทั้งสามอย่างเข้าด้วยกันเติมเกลือลงไป จากนั้นค่อยๆ เทกะทิส่วนที่ 2 สำหรับนวดแป้งลงไปทีละน้อย นวดให้เข้ากันนวดแป้งต่อเนื่องประมาณ 15 นาที จนแป้งหนืด นุ่มและดูเนียนขึ้น

3.เตรียมละลาย : ค่อยๆ เทกะทิส่วนที่ 3 ลงไปทีละน้อย ใช้มือค่อยๆ บี้แป้งที่นวดไว้จนละลายกลายเป็นของเหลวทั้งหมด ไม่ควรเทพรวดเดียวลงไป

4.เติมความหวาน : ค่อยๆ เทกะทิส่วนที่ 1 ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลลงไปทีละน้อยๆ คนให้เข้ากัน

5.แบ่งส่วนผสมออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน เพื่อเตรียมแยกชั้นของขนมชั้นจากนั้นเติมกะทิสำหรับสีสัน ซึ่งเราใช้เป็นสีขาวเติมลงในส่วนผสมแรกที่แบ่งไว้ แล้วเติมน้ำที่ผสมกาบมะพร้าวลงในส่วนผสมที่ 2 ที่แบ่งไว้

6.กรองส่วนผสมด้วยผ้าขาวบาง

7.ตั้งลังถึงให้น้ำเดือดนำพิมพ์มาทาน้ำมันพืช (แนะนำเป็นน้ำมันมะพร้าว)ให้ทั่ว แล้วเรียงใส่ในลังถึงปิดฝา นึ่งพิมพ์ให้ร้อนประมาณ 5 นาที

8.ใช้ช้อนตักส่วนผสมส่วนที่ 1 (สีขาว) ลงในพิมพ์ ประมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ(ควรตวงให้เท่ากันทุกชั้น เพื่อขนมออกมาสวยงาม)

9.ปิดฝา ใช้ไฟกลาง นึ่งประมาณ 4 นาที เปิดฝาลองเช็กดู ถ้าส่วนผสมสุกแล้ว (ไม่เหลือส่วนที่เป็นของเหลว) จึงเทชั้นต่อไป

10.เทส่วนผสมส่วนที่ 2 (ผสมกาบมะพร้าว) ลงในพิมพ์ แล้วนึ่งต่อ 4 นาที

11.ทำสลับชั้นจนเต็มพิมพ์ ชั้นสุดท้ายนึ่ง 6-8 นาที ก่อนยกลง

12.รอให้ขนมเย็นสนิทที่สุด (ประมาณ 2-3 ชั่วโมง) จึงค่อยๆ แกะออกจากพิมพ์ เก็บไว้ในภาชนะปิดสนิทได้ 2 วัน หรือเก็บไว้ในตู้เย็นได้ แล้วค่อยนำไปนึ่งอีกครั้ง เพื่อให้นุ่มขึ้น

ขนมชั้นในฉบับนี้ เพื่อประยุกต์ให้เป็นสไตล์ที่แตกต่างผู้เขียนขอฉีกตำราขนมไทย นำเอาเถ้ากาบมะพร้าวหอมๆ ที่ปกติใช้เฉพาะในขนมเปียกปูน มาประยุกต์ใช้เป็นสีสันดำขลับของขนมชั้น ยังให้ความหอมเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนขนมใด ที่สำคัญจากใจในช่วงที่อาจจะเศร้าหมองสักหน่อย ในโทนสีดำ

วิธีทำกาบมะพร้าวนั้นไม่ยาก แนะนำให้ไปตลาดตรงที่เขาขายมะพร้าวสำหรับคั้นกะทิ ขอซื้อมะพร้าวขูดสำหรับคั้นกะทิทำขนมชั้นมาแล้ว ให้ขอปันกาบมะพร้าวมาด้วย ใช้เตาถ่าน หรือเตาแก๊สย่างกาบมะพร้าวให้ไหม้เป็นสีดำสนิท นำมาโขลกในครกสะอาดๆ แล้วแช่ลงในน้ำเพื่อนำมาทำชั้นสีดำของขนมชั้นได้เลย

การทำขนมชั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร คล้ายกับการทำสมาธิอย่างหนึ่ง เริ่มตั้งแต่การอ่านสูตรที่ผู้เขียนพยายามแบ่งเป็นขั้นตอนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ว่ากะทิแต่ละส่วนนั้น แบ่งไว้เพื่อขั้นตอนไหน หากต้องการเติมสีสันที่ไม่ใช่สีดำจากกาบมะพร้าวแล้วสามารถเติมสีลงในส่วน 25 กรัมได้ทุกสี ไม่ว่าจะเป็นน้ำใบเตย น้ำอัญชัน หรือแม้กระทั่งน้ำแดงกลิ่นสละ

สิ่งที่ยากที่สุดในการทำขนมชั้น เห็นจะเป็นขั้นตอนของการนึ่ง ที่ต้องตั้งสมาธิให้ดี อุ่นพิมพ์ที่ทาน้ำมันบางๆ ให้ร้อนจัดจะทำให้ขนมร่อนได้ง่าย ตามด้วยขั้นตอนของการหยอดแป้งชั้นแรกให้เท่าๆกันทุกพิมพ์ แล้วต้องสังเกตให้ดีว่าขนมสุกจริงๆ ก่อนจะหยอดชั้นถัดไป ไม่เช่นนั้นขนมอาจจะพานไม่สุกเลยสักชั้นและเละได้

ขนมชั้นสีดำขลับจากกาบมะพร้าวนี้ สวย อร่อย แม้จะดูเศร้า แต่เป็นความเศร้าที่ปลุกจิตวิญญาณของคนไทย ให้หันมาทำแต่สิ่งดีต่อกัน สามัคคีกันในช่วงเวลาที่เศร้าที่สุดของคนในชาติก็ว่าได้

เต้าส่วน เจ้ตุ่ม ต้นตำรับเมืองบุรีรัมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/463577

เต้าส่วน เจ้ตุ่ม ต้นตำรับเมืองบุรีรัมย์

โดย…สุรชัย พิรักษา

หน้าหนาวนี้หากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือน จ.บุรีรัมย์ มีเวลาว่างก็สามารถแวะเวียนรับประทานอาหารคาว หรือมื้อหนักๆ ตามร้านอาหารที่ขึ้นชื่อของจังหวัดแล้วไม่ผิดหวัง แต่ขอแนะนำว่าที่พลาดไม่ได้อีกอย่างคือ “เต้าส่วน เจ้ตุ่ม” สุดยอดของหวานสูตรต้นตำรับร้านเก่าแก่ของ จ.บุรีรัมย์

ร้านแห่งนี้เปิดขายในตลาดโต้รุ่งเก่า ในเขตเทศบาลเมือง มานานกว่า 40 ปีแล้ว ซึ่งแต่ละวันในช่วงเย็นเวลาประมาณ 17.30 น. จะมีลูกค้าจากทุกเพศทุกวัยมายืนเข้าคิวรอซื้อเป็นแถวยาวเหยียด เพราะเต้าส่วน เจ้ตุ่ม มีสูตรเฉพาะไม่เหมือนใคร โดยจะคัดสรรถั่วเหลืองที่มีคุณภาพ แม้จะมีราคาสูงและคั้นเอาหัวกะทิสดใหม่ทุกวัน ทำให้เต้าส่วนมีรสชาติหวาน มัน อร่อย และหอมกลิ่นกะทิสด จนเป็นที่ติดอกติดใจของลูกค้าทั้งขาประจำ ตลอดทั้งผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่ได้แวะมาลิ้มรสเต้าส่วนสูตรต้นตำรับของร้านนี้ ถึงขั้นเรียกได้ว่า “หากใครมาบุรีรัมย์แล้วไม่ได้มารับประทานเต้าส่วนเจ้ตุ่มก็เหมือนมาไม่ถึงบุรีรัมย์”

 

หากใครมาตรงกับวันพระหรือวันอาทิตย์ก็จะไม่ได้รับประทาน เพราะร้านนี้จะปิดทุกวันพระเพื่อไปทำบุญที่วัด ส่วนวันอาทิตย์ก็หยุดพักผ่อนเพราะไม่ได้จ้างลูกน้องทำกันเองในครอบครัว โดยร้านจะเปิดตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30 น. ทำวันละ 8 หม้อ ใช้เวลาขายไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็มีลูกค้ามาเข้าคิวซื้อจนหมดเกลี้ยง หากใครมาช้าก็ต้องอดใจไปรับประทานในวันหลัง

เคล็ดลับเต้าส่วนขายดิบขายดีเป็นพิเศษ จิราวรรณ ทองมานิตย์ หรือ เจ้ตุ่ม อายุ 60 ปี เจ้าของร้าน“เต้าส่วน เจ้ตุ่ม” บอกว่า สาเหตุที่มีลูกค้ามาเข้าคิวรอซื้อยาวเหยียด อาจเพราะเนื่องจากการคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพและรสชาติอร่อย หอมกลิ่นกะทิเพราะคั้นสดใหม่ทุกวัน ที่สำคัญก็ไม่ได้หวังกำไรจากลูกค้ามากนัก แต่จะเน้นคุณภาพมากกว่า เพื่อให้คงความเป็นเอกลักษณ์และมาตรฐานต้นตำรับของ “เต้าส่วน เจ้ตุ่ม” ปัจจุบันขายถ้วยละ 20 บาท ทำให้มีรายได้เฉลี่ยวันละกว่า 1 หมื่นบาท

นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านมาเที่ยว จ.บุรีรัมย์ ในช่วงฤดูหนาวนี้ ห้ามพลาดไปชิม “เต้าส่วน เจ้ตุ่ม” ภายในตลาดโต้รุ่งเก่า ในเขตเทศบาลเมือง อร่อยจริงดังคำร่ำลือหรือไม่…ต้องไปพิสูจน์

 

ในหลวงกับกาแฟ (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/463575

ในหลวงกับกาแฟ (ตอนที่ 2)

โดย…เอกศาสตร์ สรรพช่าง

ตอนที่แล้วผมเล่าเรื่องประวัติโดยคร่าวๆ ของการปลูกกาแฟบนที่สูงทางภาคเหนือไปแล้วว่า ในหลวงเป็นผู้ริเริ่มให้ชาวเขาปลูกกาแฟเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวเขาเท่านั้น แต่ยังมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับการลดความรุนแรงของปัญหาการเมืองระหว่างแนวตะเข็บชายแดน การแพร่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ในสมัยสักสามสี่สิบปีก่อนนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ผมเชื่อว่าในความคิดของพระองค์ การส่งเสริมอาชีพในดินแดนห่างไกล การสร้างระบบชลประทาน การพัฒนาอาชีพเหล่านี้เป็นกุศโลบายที่มีมากกว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นแน่

ในหนังสือเรื่อง “รอยพระยุคลบาท บันทึกความทรงจำของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เขียนบันทึกไว้เรื่องที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเพื่อจะไปดูกาแฟต้นเดียวไว้อย่างน่าอ่านว่า พระองค์ทรงพระราชดำเนินด้วยพระบาทเป็นระยะทางกว่า 6 กิโลเมตรบนเขาเพื่อไปดูกาแฟที่ชาวกะเหรี่ยงปลูกไว้ที่บ้านอ่างกาน้อย ในเขต อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ จากการนำเอาต้นกล้าไปให้ ซึ่งแม้ว่าจะเหลือเพียงต้นเดียวที่รอด ณ เวลานั้น แต่การที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปดูด้วยพระเนตรพระองค์เอง ทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจในการปลูก จนกระทั่งปีต่อมาสามารถสร้างผลผลิตได้เป็นที่น่าพอใจและอีกไม่กี่ปีถัดมา ชาวเขาก็สามารถขายผลผลิตกาแฟได้มากกว่าการขายฝิ่น

ปัจจุบันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมากแล้วครับ ตอนนี้พื้นที่บนภูเขาสูงของภาคเหนือกลายเป็นแหล่งปลูกกาแฟสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้ว สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนอันสำคัญก็คือ โชคดีที่ระหว่างการพัฒนานั้น มีการเชื่อมโยงกับต่างประเทศในแง่ของการเข้ามาช่วยเหลือเรื่องเทคนิคในการปลูกกาแฟ ซึ่งพระองค์ท่านทำมาตั้งแต่ต้นทำให้แหล่งปลูกบริเวณเชียงใหม่ เชียงราย กลายเป็นแหล่งปลูกที่คนในแวดวงกาแฟ โดยเฉพาะเหล่า Coffee Hunter รู้จักกันดี

การพัฒนาของในหลวงที่ทำไว้ที่เชียงใหม่ ได้ถูกขยายผลเมื่อคราวที่สมเด็จย่าทรงพระดำริว่า พระองค์อยากย้ายมาพำนักที่ จ.เชียงราย ที่ดอยตุง ทั้งภูมิอากาศและภูมิประเทศนั้นเอื้อต่อสุขภาพของพระองค์ ขณะนั้นสมเด็จย่าพระชนมพรรษามากแล้ว ดอยตุงเองก็มีปัญหาไม่แตกต่างจากดอยอื่นๆ ในภาคเหนือขณะนั้น การนำเอาแนวทางการพัฒนาที่ได้ผลดีจากที่อื่นมาประยุกต์และปรับใช้ที่ดอยตุงจึงเสมือนการเรียนรู้ต่อยอดกันจากลูกสู่แม่และทำให้เกิดมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงและโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้นมา ซึ่งกาแฟก็เป็นหนึ่งในพืชหัวใจหลักที่ช่วยในการเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของประชาชนบนที่สูงเพราะตอบโจทย์การพัฒนาที่ดีได้เป็นอย่างดี (เป็นพืชที่ให้ราคาดี ใช้แรงงานคนค่อนข้างมากและเอื้อกับระบบนิเวศเดิม ไม่ทำลายป่า) ปัจจุบันกาแฟบนดอยตุงเป็นหนึ่งในกาแฟที่เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลกไปแล้วนะครับ เพราะที่นี่ทำแบบครบวงจรจริงๆ ไม่เพียงแค่สอนและส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกเท่านั้น แต่ยังมีศูนย์วิจัยเป็นของตัวเอง มีโรงสีกาแฟ มีโรงคั่วและมีห้องทดลองสำหรับกระบวนการหลังการเก็บ ทั้งคั่ว ทั้งเบลนด์ รวมถึงมีแบรนด์ของตัวเอง ทำการตลาดอย่างครบวงจร เมล็ดกาแฟที่ได้คุณภาพระดับดีเยี่ยมของดอยตุงถูกซื้อไปโดย Muji Cafe ประเทศญี่ปุ่น ดอยตุงยังสร้างระบบการรับซื้อกาแฟแบบรายวันที่เชื่อมโยงกันทั้งดอยอีกด้วย ราคาของกาแฟจะเปลี่ยนแปลงเกือบทุกวันเหมือนราคาทองและชาวไร่ที่ปลูกก็มีโอกาสได้รับรู้และได้รับผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล

ยังมีอีกหลายพื้นที่นะครับในเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ที่ชาวไร่กาแฟนั้นค้าขายกับแบรนด์กาแฟใหญ่ๆ ระดับโลก บางหมู่บ้านอาจจะรู้สึกแบรนด์กาแฟแปลกๆ ดีกว่าเราเสียอีก

โครงการพัฒนาดอยตุง ได้กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งมีหลายประเทศขอมาศึกษาดูงานและนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาประเทศของตน ไม่นานมานี้ผมเพิ่งได้ยินข่าวว่าโคลอมเบียก็มาดูงานพัฒนาที่ดอยตุง ซึ่งโคลอมเบียนั้นเป็นประเทศแรกๆ ที่ในหลวงทรงนำเอาแบบอย่างการพัฒนากาแฟมาใช้และยังขอเมล็ดพันธุ์กาแฟมาปลูกที่เมืองไทยอีกด้วย

ปัจจุบันพื้นที่ปลูกกาแฟของมูลนิธิโครงการหลวง ตามข้อมูลของโครงการหลวงเองบอกว่ามีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟอราบิกาทั้งหมด 9,491 ไร่ เกษตรกร 2,602 ราย ซึ่งกระจายอยู่ในศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทั้งหมด 24 ศูนย์ ให้ผลผลิตกาแฟปีละประมาณ 400-500 ตัน การพัฒนาที่ต่อเนื่องของโครงการทำให้คุณภาพของกาแฟของเราไม่ได้ด้อยกว่าที่อื่นๆ ในโลก เพราะมีการสนับสนุนจากภาครัฐและจากโครงการหลวงของพระองค์เองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวไร่โดยมากมีความรู้และยัง “รู้ทัน” เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมกาแฟ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องสำคัญ

คราวหน้าเป็นตอนจบ ผมจะมาเล่าให้ฟังเรื่องบรรยากาศของการปลูกกาแฟบนดอย การขายผลผลิตและประเด็นสำคัญที่ว่า 40 ปีผ่านไปชาวไร่กาแฟนั้นอยู่ได้จริงหรือไม่

 

ขนมไทย หัวใจ minimal ปลากริมไข่เต่า เเบบไม่มีพิธีรีตอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/463570

ขนมไทย หัวใจ minimal ปลากริมไข่เต่า เเบบไม่มีพิธีรีตอง

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

อยู่ในห้วงเวลาแห่งความเศร้าของคนไทยทั้งประเทศ และจะยังคงความรู้สึกเคว้งคว้างไร้ซึ่งที่ยึดเหนี่ยวแบบนี้ไปอีกสักพัก ผู้เขียนรวมทั้งเพื่อนร่วมงาน คนในครอบครัว ตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่ที่น้อมนำเอาพระราชดำรัสมากมายเป็นเครื่องเตือนใจอย่างมั่นคงและเก็บเกี่ยวมาใช้ในทุกๆ ลำดับขั้นของการดำเนินชีวิต เสมือนมีในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ในใจตลอดไป

และดั่งเช่น พระราชดำรัสของพระองค์ท่านที่สรุปได้ใจความว่า เศร้าได้แต่อย่าให้เสียหน้าที่ผู้เขียนขอป้ายน้ำตาแล้วรีบตั้งหน้าตั้งตาหาสูตรง่ายของขนมไทยอันเป็นอัตลักษณ์ประจำชาติไทยเราให้คงอยู่สืบไป ฉบับนี้เราลองปรับความยุ่งของขนมไทยให้ง่ายและทำได้อร่อย เพื่อเปลี่ยนความคิดที่ใครว่าขนมไทยทำยาก ขนมฝรั่งทำง่าย ต้องเปลี่ยนใจหันมาลองทำขนมไทย หัวใจ minimal กันมากขึ้น

และหากถามผู้เขียนถึงขนมไทยแบบน้ำกะทิที่ชอบที่สุด คงต้องจัดลำดับให้ขนมปลากริมไข่เต่า มาเป็นอันดับแรก ถือเป็นขนมโบราณที่มีอีกชื่อที่แทบจะไม่มีคนเรียกว่า ขนมแชงม้า บ้างก็ว่า แช่งม้า แฉ่งม้า หาที่มาที่ไปได้ยากลำบาก เพราะสืบเสาะจากการค้นข้อมูลออนไลน์แล้วพบว่าขนมนี้ถูกเอ่ยชื่อมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยที่เสียงฟังดูอาจผิดเพี้ยนหาต้นตอได้ยาก จากชื่อขนมอยู่ในเพลงกล่อมเด็ก ร้องไปร้องมาต่อๆ กันมายาวนานจนเสียงวรรณยุกต์ต่างกัน

ส่วนประกอบของขนมปลากริมไข่เต่า ถ้าเป็นในรูปแบบปัจจุบันที่ขายกัน มองเห็น 2 ส่วนแตกต่างกันอย่างชัดที่สีสันคือ ส่วนปลากริมที่มีสีน้ำตาลอ่อนอมเหลืองและส่วนไข่เต่าที่มีสีขาวข้น แต่โดยรูปร่างแล้ว ทั้งสองส่วนเหมือนกัน จนแยกไม่ออกหากไม่รู้มาก่อนว่าส่วนไหนเรียกว่าอะไร แต่สำหรับแบบฉบับโบราณดั้งเดิม การปั้นแป้งนั้นช่วยให้เราทราบถึงที่มาของชื่อขนมได้เป็นอย่างดี เพราะขนมปลากริมและขนมไข่เต่าถือเป็นขนม 2 ชนิด ที่ต่างกินแยกกัน เมื่อนำมาผสมรวมกันจึงเรียกรวมเป็นขนมแชงม้า หรือปลากริมไข่เต่า

 

สำหรับส่วนปลากริมมีรูปร่างเรียวยาว หัวท้ายแหลม บอกว่า ปลากริม อาจจินตนาการไม่ออก แต่ถ้าบอกว่ารูปร่างคล้ายปลากัด ปลาหางนกยูง ปลาสอดจะชัดเจนกว่า พอปั้นด้วยแป้งลอยในน้ำกะทิน้ำตาลโตนดมองดูคล้ายปลากริมจริงๆ ว่ายวนอยู่ในน้ำบ่อสีขุ่นๆ ส่วนขนมไข่เต่า แน่นอนว่าสมัยก่อนเขาปั้นเป็นลูกกลมๆ ต้มให้สุกแล้วใส่ลงในน้ำกะทิ ดูสีขาวเหมือนไข่เต่า ที่นี้ผู้เขียนก็มาเปิดประเด็นถกเถียงกับน้องสาวฟู้ดสไตลิสต์ว่าขนาดแต่โบราณดั้งเดิมนั้นลูกใหญ่แค่ไหน เลยต้องหาข้อมูลว่าไข่เต่าน้ำจืดและไข่เต่าน้ำเค็มมีรูปร่างต่างกันเล็กน้อย ไข่เต่าน้ำจืดลูกเล็กและรีกว่า ส่วนไข่เต่าน้ำเค็มลูกโต กลมดิก จึงเป็นข้อมูลไว้สำหรับการปั้นรูปร่างของไข่เต่าที่มีความคล้ายคลึงขนมบัวลอย เพียงแต่ลูกใหญ่กว่า มีน้ำกะทิข้นคลั่กแต่ไม่หวาน

ความอร่อยของการกินขนมปลากริมไข่เต่านั้น สำหรับผู้เขียนถือว่า ถ้าจะพูดให้เป็นศิลป์คือ อร่อยได้ตามอารมณ์จากส่วนผสม 2 ส่วนที่มีรสชาติต่างกัน จะคนผสมกันไปเลยก็จะได้รสกลมกล่อมหวานปะแล่มเค็ม หรือจะไม่คนผสม 2 ส่วนเข้าด้วยกัน ค่อยๆ รับประทานจากส่วนหนึ่งไปหาอีกส่วนหนึ่งก็จะได้ความรู้สึกและรสชาติที่แตกต่างกันออกไป เรียกว่า กินแล้วไม่เบื่อดี สำหรับคนเรื่องกินเรื่องใหญ่

ก่อนทำตัวขนม แนะนำให้ทำน้ำกะทิไว้เสียก่อน สะดวกใช้กะทิกล่องก็เปิดแล้วเทลงใส่แบ่งไว้ 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นกะทิไข่เต่า และส่วนหนึ่งเป็นกะทิสำหรับปลากริม ถ้าเป็นกะทิคั้น น้ำแรกจากการคั้นมะพร้าวขูดแยกไว้เป็นหัวกะทิไว้ให้ส่วนสีขาว และเติมน้ำอุ่นลงไปคั้นสำหรับส่วนปลากริม ทำน้ำกะทิให้พร้อมจึงค่อยทำตัวแป้งจะได้ไม่ต้องหาที่พักแป้งต้มสุกให้ยุ่งยาก ใครจะใส่ใบเตยเพิ่มความหวานก็ใส่ลงในน้ำกะทิตอนต้มช่วยให้หอมจางๆ และดูน่ากินขึ้น

สำหรับการทำขนม แม้ว่าจะแยกเป็นสองส่วน สองรูปร่าง แต่ใช้แป้งชนิดเดียวกัน ขนมไทยลักษณะแป้งปั้นแบบนี้อาศัยแป้งข้าวเหนียว แล้วใช้แป้งข้าวเจ้าผสมเล็กน้อยเป็นตัวทำให้ความเหนียวมีความนุ่มเข้ามาด้วย บางสูตรอยากให้หนึบ อยากให้ตัวขนมใสๆ หน่อย ก็จะใช้แป้งมันหรือแป้งท้าวยายม่อมผสมลงไปด้วย แล้วแต่ว่าอยากได้แบบไหน แต่โบร่ำโบราณใช้แป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียวผสมกัน

จากนั้นใช้น้ำร้อนค่อยๆ เติมลงไปนวดไปเรื่อยๆ จนแป้งเกาะกันและเย็นพอที่จะใช้มือนวด ยิ่งนวดนานเท่าไหร่ตัวขนมยิ่งหนึบเหนียวเคี้ยวอร่อยและแป้งไม่กระด้างฟัน จากนั้นถ้าพักแป้งไว้ให้อิ่มน้ำจะยิ่งดี แต่ขั้นตอนของน้ำร้อนจะช่วยลดทอนการพักแป้งไปได้ดีพอสมควรจากที่ผู้เขียนทดลองผิดถูกมาบ้างแล้ว จึงค่อยปั้นแป้งเป็นตัวยาว หรือตัวกลมโดยมีแป้งนวด หรือไม่ตามสะดวก เรียงไว้ในถาดหรือทยอยลงหม้อน้ำเดือดที่เติมน้ำตาลลงไปเล็กน้อยให้หวานๆ จะได้แป้งที่ไม่เละ จึงตักขึ้นมาพักในน้ำเย็นก่อนสะเด็ดน้ำใส่ลงหม้อน้ำกะทิที่เตรียมไว้ เพียงแค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยมิได้ยุ่งยากอะไร

 

วันวาน Local food at Trang

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 17:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/462485

วันวาน Local food at Trang

โดย…เมธี เมืองแก้ว

หากเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้ผ่านริมถนนสายตรัง-พัทลุง เส้นออกมาจากตัวเมืองตรังไปทาง อ.นาโยง ก่อนจะถึงสี่แยกท่าปาบ ประมาณ 400 เมตร อยากรับประทานอาหารพื้นบ้านลองแวะชิมร้านอาหารพื้นบ้านพื้นถิ่นที่ชื่อว่า “วันวาน Local food at Trang” ด้วยแนวคิดที่แปลกแหวกแนวเป็นร้านแรกร้านเดียวของ จ.ตรัง ทั้งอาหาร รูปแบบ และบรรยากาศ ที่คงความเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น

ร้านแห่งนี้บริหารงานโดย พิศาล เกิดควน หนุ่มนักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และกาญจนา คล้ายนอง สาวสถาปัตย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สองเพื่อนในวัย 31 ปีเท่ากัน จับมือเปิดร้านขึ้นมา

เนื่องจากครอบครัวของเพื่อนสาวสถาปัตย์ในพื้นที่ ต.นาบินหลา อ.เมืองตรัง ประกอบอาชีพปลูกกล้วยพังลา (ภาษาถิ่นใต้) หรือกล้วยตานี มายาวนานหลายสิบปี เพื่อตัดใบมาแปรรูปเป็นใบตอง และนำกาบมาแปรรูปเป็นเชือกส่งขายพ่อค้าแม่ค้า ส่วนครอบครัวของเพื่อนหนุ่มนักกฎหมายก็มีความเชี่ยวชาญในการปรุงอาหารพื้นบ้านพื้นถิ่น จึงนำมาผสมผสานเข้ากันอย่างลงตัว ด้วยการนำใบตองและเชือกมาเป็นภาชนะในการรองหรือใส่อาหารที่ลูกค้าสั่งทานในร้าน รวมทั้งใช้ห่อและมัดอาหาร กรณีที่สั่งซื้อกลับบ้าน

นอกจากนั้น ยังมีการนำวัสดุในท้องถิ่น เช่น กระด้ง กระบอกไม้ไผ่ หรือปิ่นโตโบราณ มาดัดแปลงเป็นภาชนะใส่อาหารหรือเครื่องดื่ม แทนที่จะใช้จานหรือถ้วยกระเบื้องแบบร้านอื่นๆ ทั่วไป จนทำให้ดูแปลกตาเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันเมนูอาหารที่นำมาวางขายก็ล้วนแล้วแต่มีกลิ่นอายความเป็นท้องถิ่นของชาวตรังที่หาทานได้ยากในยุคปัจจุบัน เช่น แกงคั่วกลิ้งไก่ เนื้อ แกงคั่วลูกปลา แกงปลาดุกใบชะพลู ปลาดุกทอดขมิ้น ตับหมูผัดตะไคร้ โดยขายในราคากับ 1 อย่าง 40 บาท และกับ 2 อย่าง 60 บาท พร้อมไข่ต้มฟองละ 5 บาท

 

ตั้งแต่ช่วงเย็นของทุกวัน “กาญจนา” จะไปเก็บใบตองมาทำความสะอาดและพับเตรียมไว้ พร้อมทั้งนำกาบกล้วยมาฉีกเป็นเส้นๆ แล้วตากแดดทิ้งไว้ รอจนแห้งดีก็สามารถนำไปเป็นเชือกมัดข้าวห่อ ส่วน “พิศาล” ก็จะไปจ่ายตลาด แล้วเตรียมอาหารพื้นบ้านพื้นถิ่นเอาไว้ เพื่อนำมาวางขายที่ร้านในช่วงเที่ยงๆ ตั้งแต่เวลา 10.00-14.00 น. ของทุกวัน ซึ่งขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ถือว่ามีความยุ่งยากไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้คนจากตัวเมือง และนักท่องเที่ยว รวมทั้งกลุ่มคนรักสุขภาพ และศิลปินต่างๆ ท่ามกลางบรรยากาศแบบลูกทุ่ง

นอกจากนั้น ยังมีการนำสินค้าพื้นบ้านใน จ.ตรัง มาวางขายที่ร้านด้วย เช่น น้ำปลาเคี่ยว หรือเคยปลาสำเร็จรูป หรือน้ำพริกตะไคร้ ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะสำหรับท้องถิ่น รวมทั้งขนมพื้นบ้านที่ผลิตขึ้นมาเองจากชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างช่องทางสำหรับชาวบ้าน โดยสิ่งที่สองหนุ่มสาวชาวตรังร่วมกันทำในครั้งนี้ ไม่ได้มองไปที่รายได้เป็นสำคัญ แต่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังมากกว่าก็คือความสุขที่ได้รับกลับมา ทั้งจากตัวเอง คนรอบข้าง และสังคม ควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีวิถีแบบย้อนยุคให้อยู่คู่เมืองตรังอย่างยาวนานที่สุด

 

“วันวาน Local food at Trang” เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 08-6269-7341

 

เวลาแห่งความสุข เกิดขึ้นที่ อิคโคฉะ ราเมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 17:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/462483

เวลาแห่งความสุข เกิดขึ้นที่ อิคโคฉะ ราเมน

โดย…ยู่ยู้ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมืองฮากาตะใน จังหวัดฟูกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งราเมน เป็นต้นกำเนิดของราเมนชื่อดังมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ร้านอิคโคฉะ ต้นตำรับราเมนหมูแผ่เจ้าดัง ที่นำเสนอราเมนสไตล์ฮากาตะแท้ๆ โดดเด่นตั้งแต่น้ำซุปเข้มข้นที่เคี่ยวจากกระดูกหมูคุณภาพดีจนเป็นเนื้อครีมรสกลมกล่อม ตัวเส้นราเมนที่เป็นเอกลักษณ์ให้สัมผัสเหนียวนุ่ม ควงคู่มากับพระเอกของร้านอย่าง หมูชาชู เนื้อนุ่มที่แผ่มาเป็นเต็มชาม ทีเด็ดอยูที่การเลือกใช้เนื้อหมูส่วนหัวไหล่ที่มีสัดส่วนของเนื้อและมันกำลังดี มาหมักกับซอสปรุงรสสูตรเฉพาะของทางร้าน

สำหรับคอราเมนที่ได้ยินกิตติศัพท์แล้วอยากจะลิ้มลองความอร่อย ข่าวดีคือตอนนี้ไม่ต้องบินไปไกลถึงญี่ปุ่นแล้ว เพราะอิคโคฉะ ราเมนมาเปิดให้บริการแล้วถึงเมืองไทย ประเดิมสาขาแรกที่โครงการ เจ อเวนิว ทองหล่อ ซอย 13

นอกจากจะจัดเต็มในส่วนของคุณภาพและความอร่อยไว้อย่างครบครันแล้ว บรรยากาศการตกแต่งร้านก็ชวนให้นึกถึงร้านราเมนญี่ปุ่น ด้วยการตกแต่งร้านแบบง่ายๆ ใช้โทนสีแดง ดำ เทา แต่ที่พิเศษกว่าสาขาไหน มีเฉพาะที่ประเทศไทย คือ การเปิดพื้นที่บาร์เพื่อสร้างประสบการณ์การกินราเมนรูปแบบใหม่ พร้อมด้วยเมนูเครื่องดื่มที่ครบครัน

เมนูซิกเนเจอร์ที่มาแล้วท้าให้ลอง เริ่มด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยอย่างเกี๊ยวซ่าฮิโตะกุจิ หรือเกี๊ยวซ่าคำเดียวสูตรต้นตำรับจากฮากาตะ แรกเห็นอาจไม่เห็นความต่างจากเกี๊ยวซ่าทั่วไป แต่ลองได้ชิมจะพบถึงความต่าง ด้วยขนาดที่พอดีคำ บวกกับรสชาติที่ชวนชิม เพราะปั้นสดด้วยมือทีละลูกแล้วจึงนำไปทอด ตัวแป้งบางกรอบ ไส้ด้านในอัดแน่น เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มสูตรเฉพาะที่ทำจากโชยุชั้นดี พร้อมยูสุโกะโซ เครื่องเทศสูตรต้นตำรับที่ช่วยเสริมทัพความอร่อย

ในส่วนเมนูราเมน ที่แนะนำคือ  อิคโคฉะ โทคุเซ ราเมน เมนูยอดนิยม ทีเด็ดอยู่ที่น้ำซุป ไข่ยางมะตูม และหมูชาชูที่แผ่เต็มชามมาถึง 4 ชิ้น ให้ได้อิ่มอร่อยสะใจ ถัดมาคือ แบล็กราเมน เสิร์ฟมาในน้ำซุปสีดำที่ปรุงจากกระเทียมย่างและน้ำมันงาดำ เพื่อช่วยขับเน้นกลิ่นหอมอันเย้ายวน และเพิ่มรสชาติของน้ำซุปให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น แต่ถ้าใครชอบรสจัดจ้าน แนะนำ ก๊อดไฟร์อะจิตามะราเมน จะได้เผ็ดร้อนจัดจ้านกับน้ำพริกเผาและเครื่องเทศสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่นำมาผสมเข้ากับซุปกระดูกหมู เมนูนี้มีนางเอกของจานควงคู่มากับหมูชาชูคือ เห็ดหูช้างนำเข้าจากญี่ปุ่นมาเพิ่มความอร่อย

นอกจากเมนูราเมน ที่นี่ยังมีอีกหนึ่งเมนูที่น่าสนใจที่ผู้ใหญ่กินได้ และน่าจะถูกใจคุณหนูๆ นั่นคือ ชาชูมาโยดง เมนูข้าวหน้าหมูชาชูสับคลุกเคล้าด้วยมายองเนสสูตรพิเศษของทางร้าน เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยญี่ปุ่น โรยหน้าด้วยต้นหอมและสาหร่าย

 

สำหรับคอราเมนที่กำลังมองหาร้านราเมนต้นตำรับจากญี่ปุ่นที่ไม่เพียงโด่งดังในญี่ปุ่น แต่ยังโด่งดังไปทั่วโลกเพราะมีสาขามากถึง 40 สาขาทั่วโลก อิคโคฉะ ราเมน เปิดให้บริการแล้ว ณ โครงการ เจ อเวนิว ทองหล่อ 13 เปิดทุกวัน 11.00-02.00 น. โทร. 02-712-9487

 

อร่อยง่ายๆ สตรีทฟู้ด เวียดนามใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 17:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/462478

อร่อยง่ายๆ สตรีทฟู้ด เวียดนามใต้

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

จะว่าไปแล้ววัฒนธรรมการกินอาหารของคนเวียดนาม ก็คล้ายๆ กับวัฒนธรรมการกินอาหารของผู้คนในบ้านเรา คือคนเวียดนามจะกินข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก แล้วในมื้ออาหารก็จะมีผักเคียง และแต่ละภูมิภาคของเขาก็มีอาหารที่โดดเด่นต่างกัน คล้ายกับบ้านเรา อย่างเวียดนามเหนืออาหารรสชาติจะมีรสจืด เน้นผักสักหน่อย มีแกงจืด และการผัดแบบจีนแพร่หลายมากกว่าภาคอื่นๆ

ส่วนเวียดนามกลางนั้นจะได้รับอิทธิพลจากราชสำนักโบราณ จึงมีการจัดอาหารอย่างสวยงาม ในแต่ละมื้อมีอาหารหลายอย่าง มีรสชาติที่เผ็ดและเค็มกว่าภาคเหนือเสียอีก

ในขณะที่อาหารเวียดนามใต้จะได้รับอิทธิพลทางอาหารมาจากอินเดียและกัมพูชา จะมีการกินแกมกับผักและผลไม้ รวมไปถึงเนื้อสัตว์ที่หลากหลายกว่า โดยเฉพาะปลาเพราะอยู่ติดกับทะเล และอาหารเวียดนามใต้ยังสนุกขึ้นไปอีกขั้นเมื่อได้รับอิทธิพลมาจากอาหารฝรั่งเศสเพราะเคยเป็นประเทศอาณานิคม สังเกตได้จากขนมปังบาแกตต์ยัดไส้ เมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยมที่มีขายอยู่เกลื่อนเมือง

 

อาหารเวียดนามใต้นั้นยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนนิสัยใจคอของผู้คนย่านนี้คือรักอิสรเสรีของชาวใต้ ดังนั้นจะไม่มีความประณีตบรรจงในการปรุงแต่งอาหารให้มีหน้าตาออกมาวิจิตรงดงามชวนให้กินมากนัก ไม่เหมือนกับอาหารของภาคเหนือหรืออาหารเว้ แต่ก็จะล่อตาล่อใจด้วยสีสันสดใสของแต่ละเมนู รวมไปถึงรสชาติที่มีเสน่ห์ถูกใจผู้คนทั่วไปมากทีเดียว

อาหารเวียดนามใต้ยังมีหลากหลายเมนู ซึ่งรสชาติออกแนวเผ็ดหวานไม่เหมือนทางเหนือที่รสจืด ซึ่งอาหารที่ขึ้นชื่อต้องเอ่ยถึง เหลามั้ม หรือสุกี้ ที่มีน้ำจิ้มสูตรพิเศษ นอกจากนั้นก็มี คอแกวด หรือน้ำจิ้มที่มีส่วนผสมเป็นน้ำปลา น้ำตาล กุ้งแห้ง กากหมูพริกไทยและพริกแล้วต้มให้เหนียวข้น กินคู่กับข้าวก้นหม้อที่ทำเป็นแผ่นกรอบๆ

อันที่จริงแล้ว สูตรอาหารเวียดนามในประเทศไทยนั้นก็ถูกดัดแปลงไปมาก จนแทบไม่เหลือเค้าเดิมสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เหมาะกับรสนิยมของคนไทย แต่ก็ใช่เรื่องยากเสียทีเดียวที่จะได้ลิ้มรสอาหารเวียดนามสไตล์สตรีท ฟู้ด ของเวียดนามใต้ดั้งเดิมในบ้านเรากันสักครั้ง เพราะที่ร้าน มุยเน่ (Muine) พร้อมเสิร์ฟอาหารสตรีท ฟู้ด ตำรับเวียดนามใต้ขนานแท้ให้ได้ลิ้มลองกันแล้ว

 

จุดเริ่มต้นของร้านนี้อยู่ที่ว่า ปอนด์-ปรัชญา วิลัยพล หนุ่มลูกครึ่งไทยเวียดนาม ได้เติบโตมากับอาหารเวียดนามสูตรดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นคุณยาย พร้อมกับประสบการณ์ร้านอาหารเวียดนามแบบ Authentic กว่า 20 ปี จากร้าน Vie Ha Long Vietnamese Cuisine จึงหันมาเปิดร้านนี้พร้อมกับภรรยาให้คนไทยได้ลิ้มลองรสชาติต้นตำรับแท้ๆ ของสตรีท ฟู้ด ตำรับเวียดนามใต้ว่าเป็นอย่างไร

โบว์ ภรรยาคนสวยเล่าให้ฟังถึงสตรีท ฟู้ด สไตล์เวียดนามใต้ให้ฟังอย่างออกรส

“ร้านเราจะเป็นสตรีท ฟู้ด ของเวียดนาม อย่าง มุยเน่ เป็นชื่อเมืองท่องเที่ยวที่อยู่ทางใต้ สนุกสนานคล้ายป่าตองบ้านเรา อาหารของที่นี่จะมีหมดในเวียฮาลอง หลายคนบอกว่าเราเป็นเวียดนามฟิวชั่น แต่อยากจะบอกว่าเราไม่ได้เป็นอาหารเวียดนามฟิวชั่น แต่มันเป็นอาหารที่มีมาตั้งแต่สงครามโลกแล้วค่ะ เพียงแต่ว่าคนไทยไม่เก็ตอาหารไทยกลุ่มนี้ อีกอย่างอาหารเวียดนามใต้จะต่างจากภาคอื่นๆ คือเครื่องเทศจะเยอะ ความซับซ้อนในรสชาติจะสูงกว่าภาคอื่นๆ เพราะติดทะเล ผสมจากหลากหลาย อินกรีเดียนจะเดินทางเข้ามาก่อน ทั้งอินเดีย ยุโรป และเครื่องเทศจากเอเชียใต้ จะทำให้รสชาติหลากหลายและซับซ้อน”

 

จะรอช้าทำไม เรียกน้ำย่อยด้วยเมนูขึ้นชื่อของเวียดนาม เฝอริบอายสไลซ์ ก๋วยเตี๋ยวเวียดนามกับเคล็ดลับความอร่อยที่อยู่ในน้ำซุปที่ใช้โครงไก่ใส่เครื่องเทศแบบจีน ให้รสชาติหวานกลมกล่อม และใช้กรรมวิธี
ซับซ้อนในการปรุง มาทั้งเนื้อริบอายนุ่มๆ หอมเผาหอมๆ ตะไคร้ ฮื่อก๋วย เพิ่มรสชาติด้วยพริกป่นเวียดนาม และผักเคียง ถ้าอยากให้ได้รสชาติขนานแท้ต้องเหยาะซอสฮอยซิน รับรองหายคิดถึงเวียดนามกันไปเลย

บั๊นหมี่หมูย่าง หรือแซนด์วิชเวียดนาม ความพิเศษอยู่ตรงที่ใช้ขนมปังบาแกต โฮมเมดสูตรเฉพาะทางร้าน ที่ให้สัมผัสที่เปลือกจะบางกรอบ ส่วนเนื้อข้างในจะเหนียวนุ่ม ยัดไส้ด้วยหมูย่าง ผักสลัด ผักดองเวียดนาม ผักชี หอมแขก พริกชี้ฟ้า แตงกวา เพิ่มรสชาติด้วยซอสพริกตราไก่ ซอสขึ้นชื่อของเวียดนาม กลายเป็นเมนูสนุกและน่าค้นหาในแต่ละคำ

ขนมจีนหน้ารวม หรือขนมจีนเวียดนาม อาหารจานเดียวจะเป็นหน้ารวมที่เสิร์ฟมาทั้งปลาทอด หมูย่าง และบุ้นจ๋า หรือ หมูบะช่อทรงเครื่องให้สัมผัสเดียวกับแหนมเนือง แต่รสจัดกว่าเนื้อแน่นกว่า พร้อมด้วยขนมจีน และเปาะเปี๊ยะทอดให้รสชาติเข้มข้น โรยด้วยถั่วป่น และพริกดองของเวียดนาม

 

ตบท้ายด้วย ครีมบรูเล่ข้าวเหนียวดำ ขนมหวานจานคลาสสิก เมนูที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส ความแปลกของเมนูนี้คือตัวไส้ที่อยู่ใต้ชั้นน้ำตาลไหม้ ซึ่งปกติแล้วจะเป็นครีมคล้ายๆ คัสตาร์ด แต่เมนูนี้เป็นข้าวเหนียวดำที่ให้ความอร่อยไปอีกแบบ

อย่าลืมเรียกหาเครื่องดื่มขึ้นชื่อ ขอแนะนำ Ca Phe Sua Da หรือกาแฟเวียดนามเย็น กาแฟเข้มข้นเสิร์ฟมาบนแก้วจะค่อยหยดลงมาในแก้ว ข้างใต้จะเป็นนม รสชาติกาแฟแก้วนี้แรงเอาเรื่องอยู่แต่สัมผัสได้ถึงความหอมที่เข้าที

สัมผัสรสชาติ สตรีท ฟู้ด เวียดนามใต้ได้ที่ มุยเน่ (Muine) ชั้น 2 ฮาบิโตะ มอลล์ สุขุมวิท 77 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-21.30 น. โทร.09-2959-4629

 

ร้านลูกชิ้นรสเยี่ยม อร่อยเด็ดลูกชิ้นเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 16:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/462477

ร้านลูกชิ้นรสเยี่ยม อร่อยเด็ดลูกชิ้นเนื้อ

โดย…ชายโย

ร้านลูกชิ้นรสเยี่ยม ตั้งอยู่ในซอยโชคชัย 53 ลูกชิ้นเนื้อหนึบนุ่มไม่มีกลิ่นคาวใดๆ ประกอบกับรสชาติน้ำซุปกลมกล่อม รวมกันเป็นองค์ประกอบของรสชาติเยี่ยมที่ทำให้ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใสของร้านครองความนิยมมาได้อย่างต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี

แค่คำแรกของลูกชิ้นขนาดพอดีคำก็ทำให้คุณเพลินจนรู้สึกตัวอีกทีก็รับประทานจนหมดชามไปแล้ว ลูกชิ้นเนื้อของร้านนี้เป็นลูกชิ้นทำเอง มีสูตรเฉพาะในการเลือกเนื้อไม่ติดมันเพื่อไม่ให้มีกลิ่นคาว ยิ่งนำมาใช้กับก๋วยเตี๋ยวน้ำใสด้วยแล้วยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะคนที่รับประทานก๋วยเตี๋ยวน้ำใสจะรับรู้ความคาวของลูกชิ้นได้ง่ายหากลูกชิ้นนั้นคุณภาพไม่ดีพอ

 

น้ำซุปของร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งทีเด็ดที่ต้องมาลองรับประทาน รสชาติหวานหอมกลมกล่อม แบบไม่ต้องใส่เครื่องเทศใดๆ เข้าไปช่วยเสริมรับประทานได้แบบอิ่มสบายๆ กำลังดี มาที่นี่ไม่ต้องถามหาเส้นบะหมี่ เพราะรับประทานก๋วยเตี๋ยวน้ำใสให้อร่อยต้องเป็นเส้นขาว อย่าง เส้นหมี่เส้นเล็ก และเส้นใหญ่ เท่านั้น

ร้านอยู่ในซอยโชคชัย 4 (ลาดพร้าว 55) วิ่งตามเส้นทึบทางหลักราว 1 กิโลเมตร จะเจอหมู่บ้านรวมโชค ร้านอยู่ฝั่งซ้ายมือริมถนนปากซอยโชคชัย 53 (ซอยเพิ่มพูน 2) เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 09.00-23.00 น. โทร. 08-1818-0818