บุฟเฟ่ต์มื้อสาย อร่อยได้ ไม่ทำร้ายสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 16:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/462475

บุฟเฟ่ต์มื้อสาย อร่อยได้ ไม่ทำร้ายสุขภาพ

โดย…คาเอรุ

ปกติแล้วเวลาไปรับประทานบุฟเฟ่ต์ คำๆ หนึ่งที่นักชิมท่องจำขึ้นใจก็คือ การกินเยอะๆ กินของแพงๆ กินเข้าไปให้คุ้ม โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของโภชนาการ ถึงกับที่ทางฝั่งคนรักสุขภาพมักตราหน้าว่า การไปรับประทานบุฟเฟ่ต์นั้นช่างไม่ดีต่อสุขภาพเอาเลย

 

ห้องอาหารเลเทสต์ เรซิพี (Latest Recipe) โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ (ถนนสุรวงศ์) ตระหนักดีถึงเรื่องนี้ จึงได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลบีเอ็นเอชและทรูฟิตเนส จัดเป็นบุฟเฟ่ต์มื้อสายวันอาทิตย์เพื่อสุขภาพ ทุกๆ วันอาทิตย์สุดท้ายของทุกเดือน โดยเปิดโอกาสให้คนที่รักสุขภาพสามารถมาอิ่มอร่อยแบบไม่อั้นกับบุฟเฟ่ต์มื้อสายวันอาทิตย์ (Sunday Brunch) ได้แบบไม่ต้องกังวลใจว่าจะทำร้ายตัวเอง โดยได้เชื้อเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลบีเอ็นเอชมาตรวจสุขภาพและรับคำแนะนำด้านโภชนาการก่อนรับประทานอาหาร พร้อมด้วยคลาสสอนการออกกำลังกายไม่ซ้ำกันทุกๆ เดือนจากทรูฟิตเนสด้วย

 

มื้อสายวันอาทิตย์สิ้นเดือน ณ ห้องอาหารเลเทสต์ เรซิพี โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ (ถนนสุรวงศ์) จะเริ่มต้นก่อนมื้อสายของโรงแรมใดๆ โดยเบิกโรงกันตั้งแต่ 10.00 น.ที่ทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการจะได้รับการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลบีเอ็นเอช ซึ่งจะมีการวิเคราะห์น้ำหนักมวลรวม ไขมันส่วนเกิน ไขมันสะสม มีอาการอ้วนลงพุงหรือไม่ ฯลฯ และรับคำแนะนำจากแพทย์และนักโภชนาการ ถึงอาหารที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคน

จากนั้นทุกๆ ท่านจะได้พบกับ เมจิ-อโนมา คุก เซเลบริตี้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพชื่อดัง และตัวแทนเทรนเนอร์จากทรูฟิตเนส มาเปิดคลาสสอนออกกำลังกายสุดพิเศษแบบไม่ซื้อกันทุกเดือน (จนถึงสิ้นเดือน พ.ย.นี้)

มาถึงไฮไลต์ของไลน์บุฟเฟ่ต์ที่ประกอบด้วยอาหารหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็น สลัดและน้ำสลัดหลากชนิด ซึ่งที่นี่มีลูกเล่นในการให้ปรุงสลัดเองด้วยการนำผักที่ต้องการ พร้อมทั้งน้ำสลัดที่ชอบ ใส่ลงในขวดแก้วแล้วเขย่าๆ ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีซีฟู้ดสดใหม่จากนานาประเทศ ทั้งก้ามปูอะแลสกา หอยนางรมฝรั่งเศส มุมซูชิซาชิมิ เครื่องดื่ม และน้ำดีทอกซ์เพื่อสุขภาพ มุมบาร์บีคิว ฯลฯ

แต่ละโต๊ะอาหารจะตั้งไกด์สำหรับการรับประทานที่ดีต่อสุขภาพเอาไว้ให้สามารถเลือกรับประทานตามคำแนะนำทางโภชนาการ โดยมีรายละเอียดของอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่

เป็นโรคความดันโลหิตสูง อาหารที่ดีต่อผู้เป็นโรคเบาหวาน อาหารสำหรับคนเป็นเกาต์ อาหารที่ช่วยบรรเทาอาการของโรคไมเกรน โรคเครียด และโรคซึมเศร้า นอกจากนี้ ยังมีอาหารประเภทที่เสริมความเยาว์วัยอีกต่างหาก

ใครยังอ่านไกด์ที่แบ่งเป็นแต่ละประเภทของโรคไม่เข้าใจ ยังมีแผ่นแผนที่อาหารที่มาพร้อมแถบสีแนะนำว่าคนเป็นโรคไหนควรรับประทานอาหารที่สเตชั่นใดได้บ้าง ซึ่งทั้งหมดออกแบบโดย พญ.พิรญาณ์ ธำรงธีระกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและการชะลอวัยจากโรงพยาบาลบีเอ็นเอชนั่นเอง

สนใจไปลิ้มลองบุฟเฟ่ต์แนวใหม่เพื่อสุขภาพ เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00-14.30 น. ในราคา 1,350 บาท++ ต่อท่าน ทุกโต๊ะรับฟรี บอสตันลอบสเตอร์ 1 ตัว สำรองที่นั่งโทร. 02-232-8888 หรืออีเมล fbadmin.lmbkk@lemeridien.com

 

แซ่บอีลี่ ชื่อนี้อร่อยอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/462472

28 ตุลาคม 2559 เวลา 16:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/462472

แซ่บอีลี่ ชื่อนี้อร่อยอินเตอร์

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

บางทีเราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า หากร้านขายส้มตำที่เราพบเห็นกันดาษดื่นสองข้างทาง อันเป็นอาหารยอดฮิตแห่งชาวอุษาคเนย์ ถูกนำไปทำเป็นร้านอาหารในประเทศแถบยุโรป หรือประเทศไหนก็ได้ในโลกใบนี้ หน้าตาของร้านจะเป็นอย่างไร คำตอบนั้นอาจอยู่ที่ร้านแซ่บอีลี่ (ZaabEli) ซึ่งบางทีเราก็ออกเสียงเป็นแซ่บอีหลีอย่างสำเนียงที่คุ้นหูร้านแซ่บอีลี่มีทั้งหมด 6 สาขา ได้แก่ สาขาทองหล่อซอย 10, อีสต์วิลล์, เอสพละนาด รัชดา, สีลมคอมเพล็กซ์, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 และสาขาท่ามหาราช โดยสาขาที่เราได้ไปรีวิวนั้นคือสาขาทองหล่อ ซอย 10 สาขานี้ตกแต่งอย่างสวยงาม ผสมผสานระหว่างความเป็นไทยร่วมสมัยและสไตล์โมเดิร์นอย่างลงตัว

ร้านอาหารอีสานระดับพรีเมียมที่นำเมนูส้มตำ อาหารอีสานและอาหารไทยอื่นๆ มาตีความการปรุงเสียใหม่ ด้วยการใช้วัตถุดิบชั้นเลิศทั่วภูมิภาคของประเทศไทย ในกรรมวิธีการประกอบอาหาร เช่น การใช้ปลาร้าก็หาได้ใช้น้ำปลาร้าเช่นร้านอื่นๆ นั้นไม่ แซ่บอีลี่กลับเลือกเอาเนื้อปลาร้ามานึ่งให้สุกหอมอร่อยอย่างถูกหลักอนามัย คลุกเคล้าใหม่จนออกมาเป็นส้มตำที่มีเอกลักษณ์ในแบบของแซ่บอีลี่โดยเฉพาะ และลูกค้าสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ตามต้องการ ตั้งแต่ระดับอ่อนสุดไปจนถึงเผ็ดร้อนระดับพระกาฬ

เปิดตัวด้วย ปูอ่องข้าวเหนียวนุ่ม มันปูผสมไข่แดง เมนูภาคเหนือที่หารับประทานยาก มันปูอ่องรสชาติเข้มข้นออกเค็มมัน ต้องรับประทานกับข้าวเหนียวนุ่มถึงจะตัดความเค็มกลายเป็นรสชาติอร่อยๆ ที่ชวนให้เปิบอีกสักคำ ไม่นานนักตำเบอร์รี่อัลมอนด์ ตำผลไม้เมนูสุดโปรดของสาวๆ ก็ตามมาติดๆ จานนี้มีทั้งสตรอเบอร์รี่ มะม่วงสุกหวานฉ่ำ ข้าวโพดหวาน โรยหน้าด้วยอัลมอนด์สไลซ์ ราดด้วยน้ำตำเบอร์รี่แซ่บๆ ผสมความหอมหวานผลเบอร์รี่ในตัว

สำหรับคนที่ชอบแบบดั้งเดิม แนะนำ ตำหลวงพระบาง แบบลาวดั้งเดิม ใช้เส้นมะละกอแบบสไลซ์ จนได้เส้นบางกรอบจนน้ำตำที่ให้ครบรสทั้งกะปิและปลาร้าสุดแซ่บซึมลึกเข้าเส้น ส้มตำก็มาแล้ว ที่ขาดเสียไม่ได้ก็เห็นจะเป็นคอหมูย่างรับประทานกับข้าวเหนียว ปั้นเป็นก้อนพอดีคำลงแตะในถ้วยน้ำจิ้มแจ่วสะเด็ดทุกความแซ่บ จึงจัดเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่ห้ามพลาด

ปิดท้ายด้วยต้มแซ่บหมูเด้งเห็ดรวมคอลลาเจน ร้านอื่นอาจจะใช้เนื้อติดกระดูกหมู แต่ที่แซ่บอีลี่คุณจะได้รสสัมผัสใหม่ของต้มแซ่บด้วยเนื้อหมูเด้ง แต่เด้งในปากอย่างเดียวนั้นไม่พอ ยังมีคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวพรรณเด้งเต่งตึงหลังรับประทานกันอีกด้วย แซ่บๆ เด้งๆ หากได้ลองแล้วจะติดใจ

แซ่บอีลี่ สาขาทองหล่อ เปิดบริการทุกวัน จันทร์-พฤหัสบดี เวลา11.00-21.00 น. ศุกร์-เสาร์ 11.30-23.00 น. และวันอาทิตย์ 11.30-21.30 น. โทร. 02-392-2317

 

ขนมไทย หัวใจ minimal ขนมต้มเเบบประยุกต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 12:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/462411

ขนมไทย หัวใจ minimal ขนมต้มเเบบประยุกต์

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

คนยุคใหม่อาจรู้สึกว่าการทำขนมไทยนั้นเเสนยุ่งยาก ไหนจะต้องเสียเวลาหาซื้อมะพร้าว คั้นกะทิ ตัดใบเตย ไปจนถึงโม่เเป้ง เเต่หากมองให้ลึกถึงหัวใจของการทำขนมไทยตามคนโบราณเเล้ว เห็นได้ชัดเจนเลยว่า ส่วนผสมวัตถุดิบเกิดจากการหยิบจับหลายสิ่งที่อยู่รอบตัว รอบรั้วบ้านทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลมะพร้าว หรือน้ำตาลโตนดจากตาล ที่มักจะมีสัก 2-3 ต้น ตามทิวนา ริมรั้วบ้านอาจมีกอเตยหอม เเละถ้าว่างๆ ก็สอยมะพร้าวทึนทึกมาไว้คั้นกะทิ เเน่นอนว่าถ้าไม่เหลือบ่ากว่าเเรงก็ลงทุนโม่ข้าวเหนียว ทับน้ำออกมาเป็นเเป้งข้าวเหนียว ไม่ได้เสียเวลาอะไร เพราะยุคนั้นไม่ต้องเเบ่งเวลาให้กับโซเชียลมีเดีย

เเต่ส่วนผสมทั้งหมดที่ว่ามา เชื่อว่าอย่าว่าเเต่ชาวคอนโดต้องปวดหัวกับส่วนผสม หลายครัวเรือนไม่มีวัตถุดิบที่ใช้ทำขนมไทยติดบ้านไว้เลย การทำขนมไทยรับประทานกันเองตามบ้าน เริ่มเลือนหายไปตามสภาพชีวิตที่เปลี่ยนไป เเละความนิยมในตัวขนมไทยก็น้อยลงไป เพราะหลายๆ ครั้งขนมไทยกลายเป็นสัญลักษณ์ของการใช้ในพิธีการมากกว่าจะรับประทานในชีวิตประจำวัน

อีกเช่นกันวัฒนธรรมการกินขนมไทย เริ่มกลับมาให้เห็นให้ชื่นใจจากคนรุ่นใหม่ที่รับเอาฝีมือคุณย่าคุณยายของครอบครัวมาปรุงขนมไทยหน้าตาทันสมัยเกิดขึ้นมากมาย ฉบับนี้ผู้เขียนจึงอยากเป็นอีกเเรงที่ช่วยเอาขนมไทยมาปัดฝุ่น ปรับเปลี่ยนหน้าตาให้ร่วมสมัยเเละให้รสชาติเข้ากับคนรุ่นใหม่ที่นิยมขนมที่หวานน้อยลงไปอีกนิด

 

อย่างเช่นฉบับนี้อยากชวนคุณผู้อ่านมาลองทำขนมต้ม แป้งข้าวเหนียวนวดกับน้ำเดือดให้ปั้นได้ง่ายขึ้น เติมสีสันธรรมชาติ 3 สี จากเเป้งข้าวเหนียวดำ ที่ให้สีม่วงกล่ำดูคลาสสิก เติมความหอมพร้อมสีเขียวสวยจากใบเตยคั้นเข้มๆ เเละสีฟ้าหม่นๆ กับดอกอัญชันที่ช่วยทำให้ขนมต้มดูมีสีสันที่ร่วมสมัยขึ้น

ปกติไส้ของขนมต้ม คือ มะพร้าวทึนทึกกวนกับน้ำตาลโตนดจนหวานเเสบคอ ผู้เขียนชื่นชอบความหอมน้ำตาลโตนดเเต่ก็กลัวความหวานที่โหมเข้ามา จึงขอลดทอนปริมาณน้ำตาลไปปรับวิธีทำให้ง่ายอีกนิดโดยกวนน้ำตาลให้ไหม้คล้ายกรรมวิธีการทำคาราเมลของฝรั่งเเล้วเติมมะพร้าวทึนทึกขูดลงไป โชคดีได้มะพร้าวทึนทึกจากสวนของบ้านน้องสาวสไตลิสต์ประจำ Cookool ที่มีมะพร้าวทึนทึกน้ำหอมกะลาเล็กๆ อ่อนกำลังน่ารับประทานช่วยให้ไส้มะพร้าวของขนมต้มอร่อยหอมขึ้นเเบบไม่ต้องปรุงเเต่งมาก

ไส้มะพร้าวของขนมต้มจำเป็นต้องกวนกับน้ำตาลโตนดจนเหนียวเกาะกัน ต้องใช้น้ำตาลในปริมาณมากจึงปฏิเสธความหวานไม่ค่อยได้นัก จึงขอเอาเเป้งท้าวยายม่อมลงไปช่วยกวนให้มะพร้าวเกาะกัน นอกจากความหวานจะลดลง ยังได้เนื้อสัมผัสนุ่มๆ ของมะพร้าวมากขึ้น ทำให้ได้รสชาติเเปลกใหม่ที่หอมหวนเเละหวานน้อยลง

นอกจากจะห่อเเป้งปั้นเป็นก้อนกลม ต้มในน้ำเชื่อมจนสุกเเล้วนำมาคลุกมะพร้าวตามชื่อ ขนมต้มเเล้ว ด้วยสูตรเดียวกัน เพิ่มน้ำกะทิเเบบง่ายๆ โรยงาขาวคั่วหอมๆ ยังได้ขนมโคเเบบใหม่ ซดคล่องคอมาด้วยอีกหนึ่งสูตร ส่วนผสมต่างๆ อาจต้องลงมือหาซื้อจากตลาดใกล้บ้าน เพราะไม่มีตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป เเต่เชื่อว่าตลาดใหญ่ๆ หลายๆ เเห่งมีทั้งหมดที่ว่ามาเเน่นอน

สีสันของขนมต้ม เพิ่มเติมโทนหวานเเหววเเบบนี้ได้อีกหลายสี ทั้งสีเหลืองจากขมิ้น สีชมพูจากดอกคำฝอย หรือจะน้ำคั้นหัวบีทรูทก็สวย ขนมไทยไม่จำเป็นต้องยุ่งยาก ขอเพียงเเค่ใจพร้อมลงมือทำได้เลย

ขนมต้มเเบบประยุกต์

ส่วนผสม สำหรับเเป้งข้าวเหนียวดำ

เเป้งข้าวเหนียวดำ 10 กรัม

เเป้งข้าวเหนียว 40 กรัม

น้ำเดือด 50 กรัม

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น ปลายก้อย

ส่วนผสม สำหรับเเป้งใบเตยเเละอัญชัน

เเป้งข้าวเหนียว 50 กรัม

น้ำเดือด 40 กรัม

น้ำใบเตย หรือน้ำอัญชัน คั้นข้น 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น ปลายก้อย

วิธีทำ

นวดเเป้งข้าวเหนียวกับน้ำเดือด โดยค่อยๆ เทน้ำเดือดลงไป กวนด้วยพายไม้หรืออาจจะเป็นช้อนเพื่อนวดให้เข้ากัน เมื่อคลายความร้อนเเล้ว จึงค่อยๆ นวดด้วยมือจนเนียน ประมาณ 5-8 นาที

เเบ่งเเป้งให้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง2 ซม. เเผ่ให้เเป้งบางลง ใส่ไส้ที่ปั้นเป็นก้อนไว้ตรงกลาง จากนั้นค่อยๆ รวบเเป้งหุ้มให้มิดเรียงใส่ถาดไว้ คลุมผ้าให้มิดชิดเพื่อกันลม

เมื่อจะรับประทาน ให้ตั้งน้ำเดือดในหม้อ เติมน้ำตาลทรายลงไปประมาณ2 ช้อนโต๊ะ ต้มที่น้ำเดือดรุมๆ จนเเป้งลอยขึ้นมา ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำ ใส่ถาดที่มีมะพร้าวสำหรับคลุก หรือใส่ลงน้ำกะทิสำหรับขนมโค

ส่วนผสม สำหรับไส้

มะพร้าวทึนทึก 300 กรัม

น้ำตาลโตนด 120 กรัม

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

เเป้งท้าวยายม่อม 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำสะอาด 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ขูดมะพร้าวทึนทึกน้ำหอมให้เป็นเส้น

ตั้งน้ำตาลโตนดที่ไฟอ่อนจนละลายหมด รอให้น้ำตาลเริ่มน้ำตาลไหม้เล็กน้อยเติมมะพร้าวลงไปคนให้เข้ากัน หรี่ไฟลงกวนให้น้ำตาลงวดเเละเริ่มจับตัวกัน

เทเเป้งท้าวยายม่อมลงไป กวนให้ข้นหนืดขึ้น มะพร้าวจะเกาะกันเป็นก้อนได้ง่ายเมื่อเเป้งท้าวยายม่อมสุก

ตักขึ้นมาเเผ่ใส่จานไว้ ใช้ช้อนตักขึ้นมาจับปั้นให้เป็นก้อนกลมๆ เพื่อให้ห่อได้ง่ายขึ้น

ส่วนผสม สำหรับคลุก

มะพร้าวสำหรับคลุก โดยนึ่งมะพร้าวประมาณ

3 นาที โรยเกลือป่นนิดหน่อย ในสัดส่วนประมาณ

มะพร้าว 1 ถ้วย เกลือป่น 1/8 ช้อนชา

ส่วนผสม สำหรับน้ำกะทิ เพื่อดัดเเปลงเป็นขนมโค

น้ำกะทิ 2 ถ้วย

เเป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนชา

น้ำตาลโตนด 3-4 ช้อนโต๊ะ

งาขาวคั่ว

วิธีทำ

ละลายเเป้งข้าวเจ้าในน้ำกะทิ ตั้งไฟอ่อนจนเดือดเบาๆ เติมน้ำตาลโตนดเเละงาคั่ว ใส่ขนมต้มที่สุกเเล้วลงไปได้เป็นขนมโคอย่างง่ายๆ

 

อาหารไทยใหญ่ แยกแม่สะเรียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461484

อาหารไทยใหญ่ แยกแม่สะเรียง

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

ลมหนาวพัดมาแล้ว ฤดูกาลเดินทางเพื่อท่องเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาวกำลังจะเริ่มขึ้น ดินแดนทางภาคเหนือเป็นเป้าหมายของนักเดินทางทุกครั้งเมื่อถึงฤดูหนาว!!

เมืองไทยเที่ยวเท่าไรก็ไม่หมด ภาคเหนือเที่ยวได้ทุกปีไม่มีเบื่อ ทุกครั้งที่ได้ไปจะมีเรื่องแปลกใหม่ เรื่องตื่นเต้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยนั้น คือ เรื่องของอาหารการกิน การจะเที่ยวให้สนุก ท้องต้องอิ่ม ภารกิจในการแสวงหาร้านอาหารพื้นเมือง ร้านอาหารที่แสนอร่อยก็มักเกิดขึ้นเสมอในทุกทริป

ทริปปลายฝนต้นหนาวกำลังจะเริ่ม ครั้งนี้ไม่พลาดกับเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แล้วทะลุไปทางเส้นฮอด-แม่สะเรียง ปลายทางจะอยู่ที่ อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อจะเข้าไปโครงการหลวงแม่ลาน้อย-บ้านห้วยห้อม ถิ่นกาแฟห้วยห้อมที่ให้รสชาติกาแฟที่เข้มข้นมาก

 

แผนการเดินทางครั้งนี้ พลาดไม่ได้อีกแล้วกับการแวะรับประทานมื้อกลางวันที่ร้านอาหาร “ไทยใหญ่” ซึ่งเป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดให้บริการมากว่า 50 ปีจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามกับหอการค้าแม่สะเรียง ผ่านไปทุกครั้งต้องรับประทานทุกครั้งและบอกกับตัวเองว่าอร่อยทุกเมนู ความอร่อยไม่ได้เกิดจากความหิวและความเหนื่อยจากการเดินทาง แต่เพราะทุกเมนูของร้านนี้อร่อยจริง

เมื่อขับรถเข้าสู่ อ.แม่สะเรียง สายตาก็จ้องมองไปยังร้านอาหารทันที ควันไฟพุ่งโขมง ลอยอ้อยอิ่ง ห้อม หอม ไส้ฮั่วย่าง แอ๊บหมู แอ๊บเนื้อ และสารพัดแอ๊บ (แอ๊บ ในที่นี้ก็เหมือนกับห่อหมกในภาคกลาง เพราะภายในห่อใบตองที่ถูกเผานั้นจะมีเนื้อ-หมู-สมองหมู ที่คลุกกับพริกแกงที่เป็นเครื่องเทศ และมีมะแขว่นที่เป็นสมุนไพรทางภาคเหนือที่ให้กลิ่นหอม ลิ้นและแสนอร่อย)

นอกจากนี้ ยังมีเมนูเนื้อและหมูทุบ และอีกมากมายหลายเมนู การเดินทางไปร้านอาหารไทยใหญ่ร้านนี้บอกเลยว่า ไปครั้งเดียวรับประทานไม่หมดในทุกเมนูที่มีขาย และไปแล้วไปอีก ไปทุกครั้งก็จะสั่งเมนูต่างๆ เพื่อให้ได้รับประทานได้ครบทุกเมนู

ทุกครั้งที่แวะ เมนูที่สั่งก็จะมีไส้อั่วมีกรรมวิธีทำแบบดั้งเดิม คือย่าง ไม่ได้อบหรือทอดแบบสมัยใหม่ที่หาซื้อได้ในเมืองเชียงใหม่ ไส้อั่วที่นี้จะหอมสมุนไพรและแห้งอร่อย เมื่อรับประทานคู่กับข้าวเหนียวนุ่มร้อนๆ

 

ขาดไม่ได้อีกหนึ่งเมนู คือ ลาบเนื้อหรือลาบควายขม ลาบแบบเนื้อแท้ต้องขม คือการใส่ดีขมๆ ลงไปในการทำ ซึ่งจะอร่อยแบบแน่นๆ อร่อยแบบหมดจานในพริบตาแบบไม่รู้ตัว และยังมีเมนูแกงอ่อมเนื้อ ที่อากาศหนาวๆ ก็ซดน้ำร้อนๆ บอกเลยชีวิตมีรสชาติที่สุด

เมื่อสั่งเมนูรับประทานในร้านจนอิ่มแล้ว ที่ห้ามพลาดและลืมไม่ได้เด็ดขาด คือซื้อหมูหรือเนื้อทุบ พร้อมข้าวเหนียวเพื่อเป็นเสบียงในการเดินทางท่องเที่ยวต่อไป และอยากบอกอีกว่า เนื้อหรือหมูทุบของร้านไทยใหญ่ สี่แยกแม่สะเรียง อร่อยที่สุด สำคัญยังทุ่นแรงในมื้อถัดไปที่ไม่ต้องคิดหรือลงมือทำอาหารรับประทานกันเอง เพราะเนื้อทุบ ไส้อั่ว แคบหมู อ่อมเนื้อ ที่ซื้อตุนไปคืออาหารที่อร่อยมาก

เนื้อ-หมูทุบร้านนี้เลื่องชื่ออย่างมาก ครั้งหนึ่งซื้อเนื้อและหมูทุบติดตัวเดินทางต่อไปยัง อ.แม่วาง ฝั่งดอยอินทนนท์ เมื่อบอกแม่บ้านซึ่งจะทำหน้าที่ในการทำอาหารให้รับประทานในมื้อนั้นที่โครงการหลวงแม่สะป๊อก ว่า มีอาหารมาด้วย และเมื่อหยิบส่งให้คุณป้า เธอพูดทันทีว่า เนื้อทุบ ร้านไทยใหญ่ แยกแม่สะเรียง ร้านนี้ลำ (อร่อย) มาก ขายมานานมากแล้ว

ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า หากเดินทางผ่านไปอย่าลืมแวะรับประทานอาหารพื้นเมืองไทยใหญ่ แยกแม่สะเรียง

แล้วทุกคนที่เป็นนักเดินทางจะรู้ว่าลำขนาด (อร่อยมาก)

 

เวลาดีๆ ที่โรสท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 17:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461402

เวลาดีๆ ที่โรสท์

โดย…ลีโอ เคน ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

คําว่า โรสท์ (Roast) หมายถึง การคั่วกาแฟที่ให้กลิ่นหอมรัญจวน เป็นที่มาของชื่อร้านอาหารและคาเฟ่ชื่อดังประจำย่านทองหล่อที่ได้ย้ายบ้านใหม่มาบนชั้น 4 ที่เดอะ คอมมอนส์(The Commons) คอมมูนิตี้มอลล์สุดฮิต โดยยังคงเน้นเสิร์ฟเมนูกินง่ายสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ด ที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพที่ปรุงแต่งรสสไตล์เฮาส์เมดอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน พร้อมกาแฟชั้นดีที่คัดเมล็ดจากทั่วทุกมุมโลกให้ได้เลือกลิ้มลองกัน

 

บรรยากาศภายในเน้นความโปร่งโล่งสบายตาด้วยกระจกใสรอบทิศทาง ช่วยดึงเอาธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมาเป็นเพื่อนระหว่างมื้อได้อย่างเพลินตาเพลินใจทีเดียว สอดรับกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ทรงเท่ที่ผสมผสานกับการตกแต่งด้วยปูนเปลือยได้อย่างลงตัวและให้สัมผัสที่อบอุ่นอยู่ในที สามารถเลือกนั่งบริเวณเคาน์เตอร์บาร์ที่สามารถมองเห็นเหล่าบาริสต้าโชว์ฝีมือกันอย่างแข็งขัน หรือถ้าใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งรอบร้านก็ยิ่งช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับการกินอาหารมื้อนั้นแสนเพลิดเพลินยิ่งขึ้น

 

สำหรับเมนูเล่มใหญ่ที่พลิกดูแล้วสะดุดตา บอกเล่าที่มาของร้าน ขั้นตอนการปรุงเมนูซิกเนเจอร์แล้ว ยังมีเมนูคอมฟอร์ตฟู้ดให้เลือกหลากหลายเชียวละครับ

เริ่มที่เมนูแรกที่ทางร้านแนะนำ Smashed Avocado ขนมปังไรย์ที่ทางร้านทำเองอบจนกรอบ เสิร์ฟพร้อมอโวคาโดมาบดพอแหลกปรุงรสด้วยน้ำมะนาว หัวหอม และเกลือ เพิ่มลูกเล่นความสนุกด้วยการใส่วอลนัท และโกทชีส ที่ให้ความกรุบกรอบและเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศแบบติดก้าน อังไฟแบบพอสุก ที่ให้สุขภาพดีแบบเต็มๆ

 

หนักท้องขึ้นมาอีกนิดกับ Smoked Chicken Croquette อกไก่รมควันฉีกเป็นชิ้นผสมกับมันบดปรุงรสนำไปทอด กินกับซอสมะเขือเทศและChipotle Aioli ซอสพริกรมควันของเม็กซิกัน ให้ความอร่อยที่ลงตัวทีเดียว

เมนูนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน Pork Loin สันในหมูนำมาหมักเครื่องที่มีพระเอกเป็นผงกาแฟ แล้วนำไปอบ กินคู่กับพาสต้าเฟรโกล่า (Fregola) พร้อมด้วยข้าวโพด วอลนัท ปรุงกลิ่นด้วยใบสะระแหน่ ปรุงรสชวนติดใจด้วยโรเมสโก (Romesco) ซอสพริกหยวกที่ให้ความหอมเจือความเผ็ดนิดๆ ในตัว

 

อย่าลืมตบท้ายด้วยเมนูของหวานและเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของทางร้าน ที่มีให้ลิ้มลองกันหลายรายการ ขอแนะนำ Chocolate Nutella Tart ทาร์ตช็อกโกแลตนูเทลล่ารสเข้มข้น ท็อปด้านบนผลเกรปฟรุต และไอศกรีมเกรปฟรุต ก่อนตกแต่งด้วยช็อกโกแลตขูดและอัลมอนด์ที่เข้มข้น ให้สัมผัสที่สดชื่นด้วยรสหวาน เปรี้ยวกำลังดี

เรียกความสดชื่นอีกนิดกับแก้วซิกเนเจอร์ของร้านอย่าง Roast Iced Tea ชาเอิร์ลเกรย์เย็นสูตรเฉพาะของทางร้าน เพิ่มรสชาติด้วยไซรัปและลิ้นจี่ชิ้นโตให้เคี้ยวเพลินๆ เป็นการปิดท้ายมื้อที่แสนสดชื่นและน่าจดจำไม่เบาทีเดียวละครับ

โรสท์ ชั้น 4 โครงการเดอะ คอมมอนส์ ซอยทองหล่อ 17 เปิดบริการทุกวัน วันจันทร์-พฤหัสบดี 10.00-23.00 น. วันศุกร์-เสาร์ 09.00-23.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 09.00-22.00 น. โทร. 02-185-2865 และ 09-4176-3870

 

วิว 360 องศา @ซีเอโล สกาย บาร์ แอนด์ เรสเตอรองท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 17:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461400

วิว 360 องศา @ซีเอโล สกาย บาร์ แอนด์ เรสเตอรองท์

โดย…นกขุนทอง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ตอนนี้มีร้านเหมาะกับบรรยากาศนั่งดื่มบนตึกสูงในกรุงเทพมหานครหลายแห่งด้วยกัน แต่ซีเอโล สกาย บาร์ แอนด์ เรสเตอรองท์ บนชั้น 46 ตึกสกายวอล์ค ริมถนนสุขุมวิท ย่านพระโขนง กำลังได้รับกระแสที่ดีจากผู้ไปเยือน โดยเฉพาะหลังรีโนเวตปรับพื้นที่ให้สามารถเห็นวิวได้เกือบ 360 องศา มองไกลสุดลูกหูลูกตา ไปถึงบรรยากาศของแม่น้ำเจ้าพระยา หรือบรรยากาศเมืองตามแนวรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ชมแสงสีจากตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ และรับลมเย็นๆ ไม่ว่าจะมาในฤดูไหน แม้กระทั่งหน้าฝนก็ไม่ต้องห่วง เพราะมีกลาสเฮาส์สวยตระหง่านตั้งอยู่บนดาดฟ้า

แน่นอนว่าบรรยากาศและวิวจากตึกสูงคือพระเอกของร้าน โดยในตอนแรกเน้นบริการเครื่องดื่มเป็นหลัก ทว่าเพิ่งปรับเปลี่ยนมาให้บริการอาหารและเครื่องดื่มเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นค็อกเทลและอาหารไทยแนวอินโนเวทีฟ (Thai Innovative) ที่ยังคงรสชาติและวัตถุดิบอย่างที่คนไทยคุ้นเคย หากแต่กรรมวิธีการทำและการตกแต่งจานออกมาในรูปแบบโมเดิร์น

 

ซีเอโลแบ่งเป็นหลายโซน ไม่ว่าจะรับลมชมวิวในโซนโอคาโซ่ (Ocaso) โซนไฮไลต์ 360 องศารอบตึก มีเพลงบอสซาโนว่าคลอเบาๆ โซนกาปริโซ่ (Capricho) ห้องโถงขนาดใหญ่ ตกแต่งสไตล์ Art Deco เพดานสูงโปร่งสบาย พร้อมจังหวะดนตรีแบบ Lounge Bar ที่จะอัพบีตเพื่อให้อารมณ์ของคุณสนุกขึ้นเมื่อเวลาค่อยๆ ผ่านไป โซนนี้นี้ยังมีบาร์หินอ่อนที่พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มนานาชนิด และสามารถมองเห็นวิวเมืองผ่านกระจกบานใหญ่ โซนพาโซ่ (Paso) อารมณ์ความสนุกมีจังหวะเดียวกันกับโซนกาปริโซ่ เติมบรรยากาศแบบเลานจ์บาร์

 

โซนซิเครโต้ (Secreto) จะจองแบบไพรเวทสำหรับปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงนับสิบก็ได้ หรือจะจัดให้เป็นมุมส่วนตัว 2 คนก็ลงตัว มุมนี้อยู่ด้านในฝั่งตะวันออก ถ้าฟ้าโปร่งสามารถมองเห็นไปถึงวิวภูเขาของ จ.ชลบุรี เพดานสูง ตกแต่งสไตล์มินิมอลและโซนคาซ่า เดอ คริสตัล (Casa De Crystal) กลาสเฮาส์หลังใหญ่ คลาสสิกด้วยงานสถาปัตย์แบบ Art Deco ให้ความรู้สึกหรูหราผสานความทันสมัย เหมาะสำหรับปาร์ตี้เล็กๆ เก๋ๆ แบบส่วนตั๊วส่วนตัว หรือเปลี่ยนเป็นห้องอาหารมื้อค่ำสุดพิเศษ เจรจาธุรกิจแบบไพรเวท

ค็อกเทลซิกเนเจอร์ของร้านกว่า 10 ตัว เช่น Yankees Rebels โดดเด่นด้วย เจนเทิลแมนแจ็ค เปลือกส้มฉุน และรสชาติขมอ่อนๆ ที่ปลายลิ้น และ Julep 46 ที่มีวอดก้าเป็นส่วนผสมหลัก รสชาติลงตัวกับสับปะรดสด และจัสมินไซรัป ส่วนอาหารหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ คือ ยำส้มโอกุ้งย่าง รสชาติกลมกล่อมด้วยน้ำยำไม่เผ็ดเกินไป แต่ยังให้ความรู้สึกของยำแท้แซ่บแบบไทยๆ มีกลิ่นหอมของปลาแห้งและปลาย่าง ที่คลุกเคล้ากับเนื้อส้มโอ เสิร์ฟพร้อมเนื้อกุ้งลายเสือ ข้างบนโรยมะพร้าวที่นำมาทำเป็นชิพกรอบๆ ได้รสและกลิ่นแบบมะพร้าวคาราเมลน้ำตาล

แนะนำเมนูเรียกน้ำย่อย ผักทอดซอสไข่เค็ม ได้ความกรอบและแป้งไม่หนามีรสเค็มมันๆ มีสาหร่ายคอมบุเป็นส่วนประกอบ คือสาหร่ายเอาไปดองกับน้ำส้มและน้ำตาลได้รสเปรี้ยวหวาน เพื่อตัดความเลี่ยนของจานนี้

ซีเอโล สกาย บาร์ แอนด์ เรสเตอรองท์ ตั้งอยู่บนชั้น 46 ของสกายวอล์ค คอนโด ดับเบิลยู ดิสทริก (W District Community) สุขุมวิท 69/1 พระโขนง กรุงเทพฯ เปิดทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น. โทร. 02-348-9100, 08-1916-4270

 

รส ‘โอชา’ ประสาภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 17:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461398

รส ‘โอชา’ ประสาภูเก็ต

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

ภาพ “ภูเก็ต” ในความคิดของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป สำหรับเราแล้ว นี่คือ ดินแดนของความอร่อย ไม่ว่าจะไปกี่ครั้ง เกาะแห่งนี้ไม่เคยทำให้นักชิมผิดหวัง ล่าสุดเมื่อ “โอชา” ไปเปิดสาขาที่ภูเก็ต เราก็ได้โอกาสไปลิ้มรสความอร่อยในแบบภูเก็ตอีกหนึ่งครั้ง

โอชา เป็นร้านอาหารไทยต้นตำรับมาจากซานฟรานซิสโก มี 2 สาขาในกรุงเทพฯ และเพิ่งเปิดอีกหนึ่งสาขาในภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ถูกยกให้เป็น City of Gastronomy โดยองค์การยูเนสโก อาหารร้านนี้ดูแลโดย เชฟปู-ปูริดา ธีระพงษ์ ซึ่งเล่าให้ฟังว่า อาหารจะอร่อยได้ต้องมีวัตถุดิบที่ดี และภูเก็ตก็เป็นเมืองซึ่งเต็มไปด้วยวัตถุดิบดีๆ สดใหม่มากมายให้เลือก อาหารของเกาะนี้จึงอร่อย ทั้งยังเป็นไปตามปรัชญาการปรุงอาหารของโอชา ที่ว่า “The Best Authentic Thai Taste with Modern Twist”

สำหรับร้านโอชาที่ภูเก็ตนอกจากลูกค้าจะได้ลิ้มรสอาหารไทยต้นตำรับในสไตล์โมเดิร์นแล้ว ยังมีอาหารพื้นเมืองภูเก็ต โดยเฉพาะ ย่าหยา (Nyonya) หรือที่รู้จักกันในชื่อ อาหารเพอรานากัน (Peranakan) ไว้พร้อมเสิร์ฟ

 

อาหารเพอรานากัน หรือย่าหยา คือ วัฒนธรรมอาหารผสมผสานระหว่างจีนและมาเลย์ เป็นสูตรที่ปรุงกันตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษถ่ายทอดกันเจเนอเรชั่นสู่เจเนอเรชั่น

สำหรับ เพอรานากัน เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มคนจีน (ส่วนใหญ่เป็นจีนฮกเกี้ยน) ซึ่งอพยพมาใช้ชีวิตในมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ระหว่างศตวรรษที่ 15-17 คนเหล่านี้นำวัฒนธรรมวิถีความเป็นอยู่มาถ่ายทอดแพร่กระจาย ทั้งยังรับวัฒนธรรมท้องถิ่นและมีอิทธิพลตะวันตกซึ่งรุ่งเรืองอยู่เหนือดินแดนเหล่านี้ในเวลานั้นมาผสมผสาน กลายเป็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีเอกลักษณ์

คนเพอรานากันที่เรียกตัวเองว่า บาบ๋า-ย่าหยา (ผู้ชาย-ผู้หญิง) ส่วนหนึ่งมาตั้งถิ่นฐานรกรากอยู่ทางภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะภูเก็ต พวกเขานำวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของตนมาผสมผสานกับท้องถิ่น ทำให้สีสันของภูเก็ตนั้นเป็นเมืองชายทะเลทางใต้ของไทยซึ่งไม่เหมือนใคร

 

อาหารเพอรานากัน หรือย่าหยา ที่ภูเก็ตนั้นมีความผสมผสานระหว่างจีน มาเลย์ และรับอิทธิพลบางส่วนจากอาหารไทย เทคนิคการปรุงอาหารแบบมาเลย์/อินโดผสมผสาน เป็นอาหารที่มีเครื่องปรุงส่วนผสมแบบมาเลย์ จีน ไทย รวมกัน เป็นอาหารที่เด่นเรื่องความหอมทั้งยังมีรสเผ็ดอยู่ด้วย ในอาหารเพอรานากันเราจึงเห็นได้ว่าม กะทิ ข่า ถั่ว ใบลักซา ใบเตย กะปิ น้ำมะขาม ตะไคร้ ดาหลา มันแกว ใบมะกรูด ฯลฯ เป็นส่วนหนึ่งในนั้น

สำหรับที่ โอชา ภูเก็ต มีซิกเนอเจอร์จานอร่อยเหมือนกับสาขากรุงเทพฯ พร้อมเสิร์ฟ ไม่ว่าจะ ดอกไม้กรอบซอสลูกหม่อน ยำหอยนางรม ปลาหมึกผัดไข่เค็มไชยา กุ้งแช่น้ำปลา ต้มยำกุ้ง แกงมัสมั่นแกะ ภูเก็ตล็อบสเตอร์ซอสกะหรี่โอชา เป็นต้น ส่วนอาหารพื้นเมืองภูเก็ตและเพอรานากันที่น่าลองชิมก็รวมถึง หมูฮ้อง หรือหมูสามชั้นต้มซีอิ๊ว อร่อยฉ่ำลิ้น ที่เรียกว่า ฮูแช้ เป็นสลัดผักภูเก็ต ซึ่งแตกต่างด้วยน้ำสลัดสูตรดั้งเดิม พร้อมมีเต้าหู้ทอด ไข่ต้ม หมี่กรอบ เสิร์ฟมาด้วย นอกจากนั้นก็มี กุ้งผัดซอสซัมบัล น้ำพริกภูเก็ต หมี่หุ้นแกงปู เป็นต้น

ส่วน โอต้าว คล้ายหอยทอด แป้งนุ่ม ไม่ใส่ถั่วงอก นอกจากนั้นยังมี ต่าวกั้ว (เต้าหู้ทอด) เกี้ยน (หมูสับ กุ้ง ปู มันแกว เผือก ห่อฟองเต้าหู้ นึ่งสุกแล้วนำไปชุบแป้งทอด  อีกหนึ่งเมนูคือ ทอดมัน ที่คนภูเก็ตเรียกว่า ลูกชิ้น บางคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นอาหารธรรมดาๆ แต่อยากให้ลองแล้วจะรู้ว่าเข้มข้นด้วยเครื่องแกง มีมะพร้าวเป็นส่วนผสม สามารถรับประทานเดี่ยวๆ หรือเคียงกับขนมจีน

 

สำหรับซอสซัมบัลเป็นเครื่องจิ้มชนิดหนึ่ง คล้ายๆ น้ำพริก มีพริกเป็นส่วนผสมหลัก พบมากในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยซัมบัลใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารหลายชนิดด้วย ส่วนหมี่หุ้น ก็คือ เส้นหมี่สีขาว นำมาปรุงเป็นอาหารเมนูต่างๆ รวมทั้งลวกแล้วรับประทานกับแกงปูแทนเส้นขนมจีน

ส่วนของหวานภูเก็ตนั้นมี โอ้เอ๋ว ซึ่งก็คือ วุ้นของเมล็ดโอ้เอ๋ว ใส่น้ำเชื่อมและน้ำแข็งใส อาจจะมีถั่วแดง เฉาก๊วย แตงโม ฯลฯ ใส่ลงไปด้วย ขนมชนิดนี้หวานเย็นชื่นใจ อีกหนึ่งเมนูคือ ตูโบ้ เป็นต้มบวดรวมมิตร มีส่วนผสมเป็นถั่วแดงเม็ดเล็ก (ถั่วย้อแย้) มันเทศ เผือก (หัวบอน) แป้งมันสำปะหลัง (แป้งตั่วจูหุ้น) ฯลฯ เป็นขนมที่รสหวานนำ มันเข้มข้นด้วยกะทิ ติดเค็มปะแล่มๆ เพราะปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย รับประทานร้อนหรือใส่น้ำแข็งเย็นๆ ก็ได้

ไม่ได้มีเพียงแค่อาหาร โอชา ยังมีเครื่องดื่มที่เป็นซิกเนเจอร์ นั่นก็คือ โอชาย่านัด (OSHA Lanus) ที่สะท้อนกลิ่นอายความเป็นภูเก็ต ด้วยรสชาติเปรี้ยวหวานของสับปะรด น้ำมะนาว และเสาวรส พร้อมกลิ่นหอมจากน้ำผึ้งและใบมินต์ โดยมี ลิเคียวกลิ่นส้ม และไทย พรีเมียมรัมเป็นส่วนผสมหลัก เสิร์ฟพร้อมดื่มในลูกสับปะรด

 

มื้อบ่ายๆ ที่ โอชา สามารถจัดอาฟเตอร์นูนทีให้กับลูกค้า โดยมีขนมท้องถิ่นภูเก็ตให้รับประทานคู่ เมื่อชาและขนมมาเสิร์ฟคุณอาจจะฉงนว่า มันคืออะไรกันบ้างละนี่ ขนมภูเก็ตซึ่งเสิร์ฟกับชานั้นมี 2 แบบ คือ ขนมเปียกกับขนมแห้ง ขนมแห้งก็มีหลากหลายชนิดให้เลือกชิม อาทิ บีพ้าง เต้าซ้อ ขนมพริก ก้องถึง (ตุ๊บตั๊บ) พังเปี้ย (ขนมแห่งมารดา) เกียดหลองเตี๋ยว (ขนมโก๋อ่อน) เป็นต้น

ส่วนขนมประเภทเปียกสีสวยน่าชิม เริ่มต้นที่เหนียวหีบ คือ ข้าวเหนียวตัดจิ้มสังขยา ส่วน เป่าล้าง คือ ข้าวเหนียวปิ้งไส้กุ้งและมะพร้าว อีกหนึ่งชนิดมาในห่อเช่นกัน ท่อนใต้ คือ แป้งน้ำตาลทรายต้ม มีรสหวาน อาโป๊ง เป็นแพนเค้กม้วน หรือพัฟอบกรอบ คนจีนปีนังได้สูตรมาจากชาวอินเดียเบเฮ่จี่ หรือขนมสี่ขา เนื้อแป้งคล้ายแก้วตาโบ๋ ส่วน หัวล้าน คือ แป้งนึ่งไส้ถั่ว โก้ยเบ่งก๊า นั้นคล้ายกับขนมบ้าบิ่น ทำจากมันสำปะหลัง โก่ซุ้ย ก็คือ ขนมถ้วย เกี่ยมโก้ย เป็นขนมถ้วยแบบเค็ม โรยหน้าด้วยกุ้งแห้ง ต้นหอม หอมเจียว และราดน้ำจิ้ม ณ จุดนี้ขอหมายเหตุตัวโตๆ ว่า ชุดชายามบ่ายกับขนมพื้นถิ่นสุดพิเศษนี้… ต้องสั่งล่วงหน้าค่ะ

ประสบการณ์ความอร่อยมีให้ค้นหา ณ ร้านโอชา ไทยเรสเตอรองท์ แอนด์ บาร์ สาขา เดอะ เมมโมรี แอท ออนออน ตั้งอยู่ในโรงแรมแห่งแรกของภูเก็ต อายุร่วม 90 ปี งดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีสอันทรงคุณค่า ตกแต่งงดงามสะท้อนวัฒนธรรมแบบเพอรานากันโดดเด่น ร้านเปิดทุกวัน 07.00-23.00 น. โทร.076-634-420 หรือ facebook.com/oshathaiatonon

ที่นี่ รส “โอชา” ประสาภูเก็ต มีพร้อมเสิร์ฟ

 

รสสัมผัสอาหารอิตาเลียน @เซนซี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 17:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461397

รสสัมผัสอาหารอิตาเลียน @เซนซี่

โดย…ซิตี้กาย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ซ่อนตัวอยู่ในซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 17 (แยก 5) อันเงียบสงบมากว่า 3 ปี ก่อนจะเปลี่ยนเชฟคนใหม่และเมนูใหม่แกะกล่องทั้งหมดเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา เซนซี่ (Sensi) พร้อมมอบทุกสัมผัส ไม่ว่าจะรูป รส กลิ่น เสียงของอาหารอิตาเลียนที่ปรุงแบบดั้งเดิม หากนำเสนอแบบร่วมสมัยให้ทุกๆ ท่าน สำหรับมื้อดินเนอร์ทุกวัน (เว้นวันอาทิตย์)

ร้านตกแต่งสไตล์หรูหรา สง่างาม สมกับเป็นไฟน์ไดนิง กับพื้นที่เล็กรับรองแขกเพียง 50 ที่นั่ง ผนังทาสีเทาในโทนขรึม ตัดกับภาพจิตรกรรมสีสันสดใสดูแล้วเพลินตา

 

 

เซนซี่ เปลี่ยนเมนูใหม่ทุกๆ 2 เดือน หากมาที่นี่จะเลือกสั่งเทสติงเมนูแบบยอดฮิต เป็นเซต 5 คอร์สก็ได้ หรือเทสติงเมนูที่เชฟมาร์โก ปาเชตตา คัดสรรให้ 6 เมนู ขณะที่เมนูซิกเนเจอร์ก็มีมากมายให้เลือกสั่งในแบบอะลาคาร์ต

จานเด่นอย่าง Sensi Charcuteries Platter ที่เลือกนำเข้าบรรดาโคลด์คัตจากอิตาลีระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นมอร์ตาเดลลา, โปรชุตโต, คอปปา ฯลฯ เสิร์ฟมาพร้อมผักที่เชฟดองเอง

 

The Sensi Salad จานผักที่หอมกลิ่นทรัฟเฟิลมาแต่ไกล ตามด้วยจานพาสต้าตำรับซิซิลีแสนสวย Pasta alla Norma ที่เชฟเลือกใช้เส้นสั้นๆ ของกันเนโรนี ผสานส่วนผสมหลักๆ อย่างมะเขือยาว มะเขือเทศ ซอสสตรักเชียเตลลา ตกแต่งด้วยเบซิล

จานหลักมีให้เลือกทั้งจานปลารสชาตินุ่มนวลอย่าง Pan Roasted Mediterranean Sea Bass เสิร์ฟมากับแครอตซอส หรือหนักขึ้นมาหน่อยก็ Roasted Lamb Rack ที่มากับซอสโยเกิร์ต และ
อินทผาลัม

 

ขณะที่เมนูของหวานของที่นี่ก็ไม่มีใครเหมือน ตั้งแต่รูปทรงและความนวลเนียนของ Tahiti Vanilla Panna Cotta ส่วนจานโปรดที่ผมกินได้ไม่รู้จบ ต้อง Golden Dark Chocolate Fondant, Praline Feauilletine เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมจันดูยา รสชาติช็อกโกแลตผสมเฮเซลนัทสไตล์อิตาเลียน

เซนซี่ อยู่ที่ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ซอย 17 (แยก 5) เปิดบริการทุกวัน เวลา 18.00-24.00 น. (ปิดวันอาทิตย์) โทร. 02-117-1618, 02-676-4466 เว็บไซต์ sensibangkok.com

 

บลู เอเลเฟ่นท์ Go Pink

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 17:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461396

บลู เอเลเฟ่นท์ Go Pink

ตลอดทั้งเดือน ต.ค.นี้ เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนทำอาหารและเชฟแห่งภัตตาคารบลู เอเลเฟ่นท์ หนึ่งในฐานะทูตกิตติมศักดิ์ของโครงการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม ได้รังสรรค์เมนูสุขภาพ ภายใต้ชื่อ “Go Pink With Chef Nooror” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในเดือน ต.ค.ของทุกปี อันเป็นเดือนแห่งการรณรงค์เรื่องโรคมะเร็งเต้านมทั่วโลก

เมนูสุขภาพ “Go Pink With Chef Nooror” ประกอบไปด้วย เมนูเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก และเซตอาหาร โดยจะให้บริการในมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ตลอดเดือน ต.ค.นี้เท่านั้น ณ โรงเรียนสอนทำอาหารและภัตตาคารบลู เอเลเฟ่นท์ รายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนให้กับมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม

 

พิเศษสำหรับในปีนี้ ได้นำผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารเคมีมาใช้ในเมนูสุขภาพ นั่นคือ ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ เป็นข้าวพันธุ์ดี มีคุณสมบัติทางด้านโภชนาการและมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์จากโครงการ “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อิ่มสุข ไรซ์เบอร์รี่ อินทรีย์ ก้าวไกล เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษาที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีเมล็ดคินัว เป็นพืชตระกูลธัญพืช ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารเคมีมาร่วมเพิ่มรสชาติ และยังได้ใช้ฟักข้าว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง ซึ่งได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมนูสุขภาพในปีนี้

 

เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ กล่าวว่า เมนูสุขภาพ “Go Pink With Chef Nooror” เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ที่เน้นคัดสรรความสดใหม่ของผักและผลไม้ ใช้สมุนไพรและวัตถุดิบออร์แกนิกมาเป็นส่วนผสม ซึ่งเปรียบเสมือนอาหารคือยา ยาคืออาหาร ทานแล้วมีความสุข อีกทั้งยังสามารถดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองได้

สำหรับเมนูที่เชฟนูรอได้รังสรรค์เอาไว้สำหรับเสิร์ฟตลอดเดือน ต.ค.นี้ ได้แก่ ตับห่านซอสมะม่วงหาวมะนาวโห่ กุ้งลุยสวนแก่นตะวันคินัว ซึ่งเป็นเมนูเรียกน้ำย่อย เป็นต้น ส่วนของอาหารจานหลัก ได้แก่ ขนมจีนไรซ์เบอร์รี่กับแกงเขียวหวานเนื้อพริกขี้หนูสวน และกุ้งน้ำมะขาม ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือไข่นุ่ม ส่วนขนมหวานจะเป็น เชอร์เบ็ตลูกฟักข้าวและมะม่วงหาวมะนาวโห่ และข้าวเหนียวแก้ว หน้ากระฉีกมะพร้าวอ่อน

เมนูอาหารสุขภาพ “Go Pink With Chef Nooror” ให้บริการในมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ตลอดทั้งเดือน ต.ค. 2559 เท่านั้น ณ ภัตตาคารบลู เอเลเฟ่นท์ ในส่วนของมื้อค่ำ เมนูพิเศษที่ไม่เพียงแต่จะได้รับอาหารที่ดีควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดีแล้ว แต่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วยและรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนให้กับมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อโรงเรียนสอนทำอาหารและภัตตาคารบลู เอเลเฟ่นท์ สาทร โทร. 02-673-9353-8

 

สายไหมวังหลัง บะหมี่เกี๊ยวกุ้งแสนอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461292

สายไหมวังหลัง บะหมี่เกี๊ยวกุ้งแสนอร่อย

โดย…พาแลง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ไปเดินวังหลังทีไร ต้องแวะร้านอาหารในซอยสุดท้ายใกล้กับท่าน้ำศิริราช “สายไหมบะหมี่เกี๊ยวกุ้ง” ซึ่งชื่อของร้านนี้ก็มาจากชื่อของ สายไหม พุ่มศิริ เจ้าของร้าน ที่แต่เดิมขายขนมหวาน ซาหริ่ม และทับทิมกรอบ ก่อนที่จะขยับขยายมาขายบะหมี่เกี๊ยวกุ้งเพิ่มเติมในภายหลัง ร้านนี้นอกจากป้ายชื่อร้านโดดเด่นแล้ว ยังสังเกตง่ายมาก เพราะมาทีไรคนเยอะแน่นร้านตลอด ตัวร้านเป็นห้องแถวเล็กๆ มีที่นั่งให้อยู่เต็ม 2 ฝั่ง ประมาณ 10 กว่าโต๊ะ แต่ถือว่าจัดแสงสว่างได้ดี เพราะแม้ว่าคนจะเยอะแค่ไหนร้านก็ยังสว่าง ไม่อึดอัดมากเท่าไหร่

ทีเด็ดของร้านนี้ต้องยกให้เส้นบะหมี่และเกี๊ยวกุ้งซึ่งมีความพิเศษ และกินเพียงคำแรกต้องบอกว่าพิเศษจริงๆ เพราะเส้นบะหมี่ไข่สั่งทำเป็นพิเศษ เส้นจึงเล็กกว่าบะหมี่เหลืองทั่วไป และแม้ว่าจะเส้นเล็กแต่กลับเหนียวนุ่มมากกว่า ส่วนแป้งเกี๊ยวก็ทำมาพร้อมกับเส้นบะหมี่ จึงได้แป้งห่อเกี๊ยวที่ไม่เปื่อยยุ่ย ไส้เกี๊ยวก็คำใหญ่เป็นส่วนผสมของกุ้งทะเลทั้งตัว ผสมกับหมูนำมาปรุงรส สำหรับคนที่แพ้กุ้งก็มีหมูแดงที่ใช้ส่วนสะโพกและสันในมาหมักกับกระเทียมพริกไทย และเครื่องปรุงรสอื่นๆ ทิ้งไว้ค้างคืน จากนั้นนำไปย่างจนสุก

องค์ประกอบของวัตถุดิบรวมร่างเป็นบะหมี่เกี๊ยวน้ำกุ้ง-หมูแดง มีทั้งแห้งและน้ำ รสชาติน้ำซุปจะให้รสอ่อนๆ ต้องปรุงรสเล็กน้อย เส้นบะหมี่เส้นเล็กกินแล้วลื่นคอ ตัวเกี๊ยวกุ้งจะเป็นกุ้งเป็นตัวห่อแป้ง ส่วนเกี๊ยวกุ้งเมื่อได้ชิมก็ต้องบอกว่าสมคำร่ำลือ เพราะอร่อยและกุ้งเต็มคำ ได้รสชาติกุ้งแบบเน้นๆ ส่วนหมูแดงก็นุ่ม ไม่มีมัน รสชาติกลมกล่อม

อิ่มจากจานคาวแล้ว ถ้ามาร้านนี้ต้องสั่งซาหริ่มทับทิมกรอบ ที่เส้นเหนียวนุ่มและได้รสกรุบๆ จากทับทิมกรอบ เข้ากันดีกับน้ำเชื่อมใบเตยกลิ่นหอม และหัวกะทิล้วนๆ ที่ให้ความมัน ใส่น้ำแข็งลงไปสักนิดก็เย็นชื่นใจ ราคาบะหมี่ต่อชามก็จะอยู่ที่ประมาณ 40-45 บาท ส่วนซาหริ่ม-ทับทิมกรอบ 25 บาท

ร้าน “สายไหมบะหมี่เกี๊ยวกุ้ง” จากถนนอรุณอมรินทร์ ให้ตรงไปเข้าซอยวังหลัง เดินตรงไปจนสุดซอยวังหลังแล้วเลี้ยวซ้าย จะเห็นร้านอยู่ทางด้านซ้ายมือ หรือหากเดินมาจากท่าน้ำวังหลัง ให้เดินตรงออกมาทางซอยวังหลัง แล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปอีกประมาณ 50 เมตร จะเห็นร้านอยู่ทางขวามือ ร้านเปิดทุกวัน เวลา09.00-17.30 น. โทร. 08-9168-6115,08-9449-8024