ขนมไทยหัวใจ Minimal สาคูหยกมณี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/461284

ขนมไทยหัวใจ Minimal สาคูหยกมณี

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ฉบับขนมไทยหัวใจ Minimal อยากรวบรวมเอาสูตรขนมไทยที่ไม่ยากจนเกินไปมาปัดฝุ่นจับแต่งตัวแต่งแต้มสีสันและรูปร่างหน้าตาเสียใหม่ อยากประกาศให้โลกได้รู้ว่าขนมไทยสวยน่ารักน่ากินแถมยังอร่อยและไม่ได้อ้วนแคลอรีสูงไปกว่าขนมชาติตะวันตกหรือชาติไหนๆ เลย

เหตุหนึ่งที่ขนมไทยถูกลดทอนความสำคัญไปช่วงหนึ่ง ผู้เขียนลองวิเคราะห์เล่นๆ พบว่ามีประเด็นที่น่าคิดอยู่ 2-3 ข้อ

ข้อแรกขนมไทยมักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มขนมราคาถูก ขายแพงไม่ได้เพราะจะไม่มีคนซื้อ เป็นสาเหตุให้พ่อค้าแม่ค้าขนมไทยจงใจที่จะลดต้นทุน โดยหาทางออกไปที่วัตถุดิบถูกๆ มองข้ามคุณภาพของวัตถุดิบที่จะส่งผลให้ขนมรสชาติอร่อยหอมหวนขึ้น ถัดมาขนมไทยถูกทำให้ดูเหมือนเชย ด้วยวิธีเสิร์ฟวิธีตัดที่ “เดิมๆ” ทำให้ขาดความแปลกใหม่น่าสนใจ เรียกว่าเห็นกันมาอย่างไรตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้นเลยไม่อยากจะกินไม่อยากจะขวนขวายหาซื้อมา

สุดท้ายขนมไทยมีปัญหาเล็กน้อยในด้านการเก็บรักษา อายุการเก็บรักษาบางชนิดมีอายุสั้น เพราะมีส่วนผสมของกะทิสด ลำพังกะทิก็เสียง่ายอยู่แล้ว ยังมาเจอกระบวนการคั้นอาจไม่ได้มาตรฐาน ยิ่งทำให้อายุในการเก็บสั้นเข้าไปอีก โชคดีที่มีกะทิกล่อง UHT ที่ยืดอายุการเก็บขนมไทยเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่อย่างไรก็รสชาติอร่อยสู้กะทิสดคั้นใหม่ๆ ไม่ได้จริงๆ

สำหรับฉบับนี้ผู้เขียนไปเจอสูตรขนมสาคูหยกมณี ที่ทำได้ง่ายมากๆ และเมื่อคุณผู้อ่านมีเวลาสักหน่อยพอที่จะหามะพร้าวน้ำหอมได้ สูตรสาคูหยกมณีนี้จะยิ่งหอมอร่อยกว่าที่ขายทั่วไปตามท้องตลาดอีกหลายเท่า

ที่ได้ชื่อว่าสาคูหยกมณีเป็นเพราะส่วนผสมน้ำใบเตยคั้นเข้มข้น ที่ผสมลงไปในขั้นตอนการกวนสาคู ทำให้ได้สาคูสีเขียวสวย และที่สำคัญหอมล้ำจากใบเตยล้างสะอาด ที่เราปั่นกับน้ำแล้วกรองผ่านผ้าสะอาดๆ สักผืน

อาศัยแป้งท้าวยายม่อมเป็นส่วนผสมที่ขาดไม่ได้ ที่จะช่วยให้สาคูคงรูปร่างเกาะกันเป็นคำๆ สวยไม่เหลวเละตุ้มเป๊ะเมื่อเย็นตัวลง จุดนี้เองที่สาคูหยกมณีเป็นคำๆ น่ารับประทาน ต่างจากสาคูเปียกทั่วไปที่เรากินในอาหารหลุมของโรงเรียนสมัยเราเด็กๆ

สำหรับมะพร้าวแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นเนื้อมะพร้าวอ่อนขูดผสมลงในเนื้อของสาคู ที่เรากวนจนสุกดี แล้วอีกส่วนหนึ่งเป็นมะพร้าวทึนทึก ที่ใช้คลุกเมื่อตักสาคูร้อนๆ ลงมา เมื่อสาคูเย็นลงจะเกาะกับมะพร้าวเป็นคำๆ น่ารับประทานและเพิ่มความหอมอร่อยเคี้ยวมันจากมะพร้าวน้ำหอมทึนทึก

เคล็ดลับหนึ่งที่นักทำขนมไทยมือใหม่ต้องเข้าใจ สาคูในปัจจุบันมักทำจากแป้งมันผสมอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อล้างสาคูเอาแค่พอผ่านตะแกรง ให้น้ำชะเอาสิ่งสกปรกที่อาจติดมาให้หลุดล่อนออกไป จากนั้นต้องรีบเติมลงในหม้อน้ำเดือดทันที ห้ามทิ้งเอาไว้ ไม่เช่นนั้นสาคูจะเริ่มละลายกลายเป็นแป้งติดกันเละเทะใหญ่

อุณหภูมิการกวนต้องสม่ำเสมอ เปิดไฟอ่อนไปเลยแล้วพยายามกวนในทิศทางเดียวกัน จึงจะควบคุมได้ง่าย ไม่ไหม้ติดก้นหม้อ เมื่อสาคูสุกดีสังเกตว่าจะขนาดอ้วนกลมและใสขึ้น เห็นเป็นตากบตรงกลางๆ เพราะยังมีส่วนขุ่นๆ อยู่ลองตักขึ้นมาชิมต้องไม่มีกลิ่นแป้งดิบ จึงค่อยเติมน้ำตาล ไม่เช่นนั้นสาคูจะพานไม่สุกเอาได้

สูตรนี้ผู้เขียนลองใช้น้ำอัญชันคั้นใหม่ๆ เติมลงไปด้วยได้เป็นสาคูไพลินสีสวยน่ารับประทาน ถึงแม้ว่ากลิ่นจะหอมสู้ใบเตยไม่ได้ แต่เชื่อว่าน่ารับประทานไม่แพ้กัน

เราจัดแจงทำให้ดูทันสมัยขึ้นโดยอาศัยใส่ลงในถ้วยขนาดพอดีๆ รับประทานไม่มากไม่น้อยจนเกินไป หาช้อนไม้น่ารักวางคู่ถ้วยขนาดจิ๋วไปด้วยทำให้มีสุนทรีย์ในการรับประทานขนมไทยมากขึ้น

ขนมสาคูหยกมณีนี้เก็บในตู้เย็นในภาชนะที่ปิดสนิทได้สัก 3-4 วัน เวลาจะนำมารับประทานนึ่งที่น้ำเดือดสัก 3-5 นาที รอให้เย็นสักนิดก็จะพอได้ความอร่อยกลับคืนมา

 

ขนมสาคูหยกมณี

ส่วนผสม

สาคูขนาดเม็ดเล็ก 1 ถ้วยพูน

น้ำสะอาด 21/4 ถ้วย

น้ำใบเตยเข้มข้น 1/3 ถ้วย หรือน้ำดอกอัญชัน 1/3 ถ้วย

น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย

แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำใบเตยส่วนที่ 2 1 ช้อนโต๊ะ (หากใช้น้ำอัญชันก็ต้องใช้น้ำอัญชันเข้มข้น 1 ช้อนโต๊ะแทน)

มะพร้าวอ่อนขูดเป็นเส้น 1/2 ถ้วย

มะพร้าวทึนทึกหรือมะพร้าวอ่อนขูดสำหรับโรยหน้า 1 ถ้วย

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

วิธีทำ

– นึ่งมะพร้าวทึนทึกที่ใช้สำหรับคลุกนึ่งประมาณ 5 นาที ยกออกรอให้มะพร้าวเย็นสนิทก่อนคลุกเกลือพักไว้

– ล้างสาคูให้สะอาด โดยให้น้ำไหลผ่านล้างผ่านกระชอนที่มีสาคูสะเด็ดน้ำให้หมาด แล้วเติมสาคูลงในหม้อที่มีน้ำเดือด เติมน้ำใบเตยเข้มข้นส่วนแรกลงไปกวนด้วยไฟอ่อนไปเรื่อยๆ ประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้สาคูสุกใสโดยรอบ และมีแค่ส่วนสีขาวเป็นจุดเล็กด้านในมีลักษณะคล้ายตากบ

– เติมน้ำตาลทรายลงไปกวนให้น้ำตาลละลายเข้ากัน

– ผสมน้ำใบเตยส่วนที่ 2 กับแป้งท้าวยายม่อมในภาชนะอีกใบรอให้เดือดเบาๆ คนจนแป้งสุกประมาณ 5 นาทีแล้วจึงเติมมะพร้าวอ่อนลงไปยกลงจากเตาตักหยอดใส่ภาชนะ รอให้เย็นสักนิด ก่อนตัดเป็นก้อนด้วยช้อนขนาดเล็ก คลุกลงมะพร้าวทึนทึกที่นึ่งไว้และรอให้เย็นสนิทแล้วใส่จานเสิร์ฟ

 

ไส้อั่วสมุนไพร สูตรเจ้าตำรับเมืองพะเยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2559 เวลา 12:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460444

ไส้อั่วสมุนไพร สูตรเจ้าตำรับเมืองพะเยา

โดย…อักษรา ปิ่นนราสกุล

หอมกรุ่นกลิ่นสมุนไพรและกลิ่นเนื้อหมูลอยมาแต่ไกล จากหลังบ้านถึงหน้าบ้านที่ร้าน “ไส้อั่วนายกลาง” เพราะเข้มข้นด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน หอม กระเทียม ตะไคร้ มะกรูด ขมิ้น ที่ผสมเข้ากันอย่างลงตัว คลุกเคล้ากับเนื้อหมูสับ ยัดใส่ลงไส้หมู แล้วนำลงย่างไฟอ่อนๆ ด้วยความละเมียดละไม เอกลักษณ์นี้ไม่มีใครทำได้เหมือน “นายกลาง” เจ้าของและต้นตำรับ “ไส้อั่วสมุนไพร” แห่งเมืองพะเยา

พูนสิน ศีติสาร หรือ กลาง เจ้าของสูตรไส้อั่วสมุนไพรคู่เมืองพะเยา วัย 50 ปี ยึดอาชีพทำไส้อั่วขึ้นชื่อขายมานานกว่า 20 ปีแล้ว คือต้นแบบบัณฑิตที่ไม่ย่อท้อกับชีวิตและไม่ยึดติดกับงาน “มนุษย์เงินเดือน”แต่ละปีมีบัณฑิตจบจากรั้วอุดมศึกษาจำนวนมาก ทำให้ต้องแย่งกันหางานทำน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ทำงานตรงกับสายที่เรียนจบมา หรือได้ประกอบอาชีพตามที่คาดหวังไว้ ยิ่งในปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลายคนต้องออกจากงานกลางคัน และบางรายที่ไม่สามารถหางานใหม่ได้ จึงต้องดิ้นรนหาเงินทุนก้อนเล็กๆ มาเปิดกิจการของตัวเอง

 

พูนสิน บอกว่า เป็นคนพะเยาโดยกำเนิด เรียนจบปริญญาตรี สาขาพลศึกษา ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลก เมื่อปี 2530 จากนั้นได้สมัครเป็นครูสอนพลศึกษาที่โรงเรียนพะเยาพาณิชยการเทคโนโลยี ใช้เวลาในการเป็นครูสอนพละ 10 ปี จึงตัดสินใจลาออก ต่อมาได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครการกีฬาแห่งประเทศไทยจ.พะเยา โดยจ้างเป็นรายปี เมื่อหมดงบก็ถูกเลิกจ้าง จึงหันมาประกอบอาชีพค้าขายเพื่อยังชีพ เริ่มจากทำเล็กๆ ก่อน

“ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสไปเยี่ยมพี่สาวที่ จ.แพร่ ตอนนั้นพี่สาวทำไส้อั่วขายผมจึงคิดนำมาทำขายที่พะเยาบ้าง จึงขอสูตรจากพี่สาวมาทำ แรกๆ ลองทำและให้เพื่อนชิม เพื่อนๆ ชอบมาก เมื่อทำออกขายตามงานต่างๆ ในจังหวัด ลูกค้าที่ซื้อไปก็นิยมชอบรับประทานและกลับมาซื้ออีก ทำให้มีกำลังใจทำไส้อั่วขายอย่างจริงจัง โดยใช้ชื่อว่า ไส้อั่วสมุนไพรนายกลางมาจนทุกวันนี้”

 

ตอนนั้นที่เริ่มต้นทำใช้คำว่า ไส้อั่วสมุนไพร เพราะยังไม่มีใครทำมาก่อน จากการได้สัมผัสไส้อั่วรายอื่นๆ ก็ยังไม่มีมาตรฐานพอ จึงนำสูตรของพี่สาวมาประยุกต์ เน้นส่วนผสมเป็นสมุนไพรพิเศษ ทั้งข่า ตะไคร้ และเครื่องปรุงอื่นๆ ให้มีรสชาติหอม กลมกล่อม ลูกค้าส่วนใหญ่จะมีทั้งขาประจำและขาจร โดยเฉพาะซื้อเป็นของฝากให้แก่คนที่อยู่ต่างจังหวัดก็นิยมกันมาก เพราะทานได้ทั้งครอบครัว เด็กก็สามารถรับประทานได้ เพราะไม่เผ็ดจนเกินไป

ที่สำคัญเก็บไว้ได้นาน ไม่เสียง่าย เพราะใช้เนื้อหมูสดสะอาดทำ ซึ่งหากจะให้อร่อยต้องรับประทานขณะอุ่นๆ และการย่างต้องใช้ไฟอ่อนๆ ประมาณ 45 นาที ก็จะได้ไส้อั่วย่างที่หอม นุ่มอร่อย โดยปัจจุบันขายกิโลกรัมละ 300 บาท

ใครที่ผ่านไปพะเยา อย่าลืมแวะชิมไส้อั่วสมุนไพรนายกลาง ซึ่งมีขายทุกวัน ร้านอยู่เลขที่ 999 ถนนพหลโยธิน ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา อยู่ด้านทิศตะวันออกของถนนสายวัดศรีโคมคำ (วัดหลวง) แต่หากจะซื้อเป็นของฝากหรือรับประทานในงานเลี้ยงต้องสั่งล่วงหน้าจะได้ไม่ผิดหวัง เพราะที่วางขายทุกวันนี้จะหมดอย่างช้าเวลาประมาณ 17.00-18.00 น. หรือโทร. 08-9701-6070

 

เบรกกี้ สุขภาพดีกับอาหารออร์แกนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 17:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460349

เบรกกี้ สุขภาพดีกับอาหารออร์แกนิก

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ยืนอยู่หน้าร้านเบรกกี้ (Brekkie) แหงนมองร้านขนาดเล็ก 1 คูหา ดูเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น แต่เมื่อผลักประตูเข้าไปความวุ่นวายของรถราที่วิ่งกันขวักไขว่ภายนอกได้มลายสิ้น สิ่งที่ตรึงอารมณ์ ณ ขณะนั้น คือ ร้านอาหารขนาดเล็กแต่จัดสรรพื้นที่ได้ลงตัว แลดูกว้างขวาง ปลอดโปร่ง พื้นและผนังสีอ่อน รวมถึงกระจกเงาบานใหญ่ช่วยให้ร้านดูกว้างขึ้น

เบรกกี้ เสิร์ฟแต่ร้านอาหารออร์แกนิก ไม่ว่าจะเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก เครื่องดื่มและขนม ล้วนแต่มีวัตถุดิบหลักเป็นออร์แกนิก และทุกเมนูผสมผสานการปรุงแต่งขึ้นเป็นอาหารสุขภาพให้อิ่มท้อง รสชาติถูกปาก และสำคัญที่สุดเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ตัวเอกของที่นี้จะเป็น ควินัว ที่เป็นเบสในหลายๆ เมนู ทั้งจานหลักและรับประทานเล่น เช่น Italian Seafood Quinoa ควินัวผัดกับซอสซีฟู้ดสไตล์
อิตาเลียน สีสันดูจัดจ้านมาก แต่จานนี้รสชาติเบาไม่เผ็ด ซึ่งแทบทุกเมนูของร้านรสชาติจะไม่จัดจ้าน ไม่เผ็ดนำ ซอสซีฟู้ดสไตล์อิตาเลียนจะให้รสกลมกล่อมแบบครีมมี่นิดๆ เด่นด้วยรสซอสมะเขือเทศตัวนี้แหละให้สีสัน พร้อมกับเครื่องทะเลอัดแน่น

เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้าน Blue Bird Almond Milk Tea รังสรรค์จากน้ำอัญชันสกัดเย็นผสมกับชาเขียวออร์แกนิกและนมอัลมอนด์สกัดเย็น รสชาตินุ่มนวลได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของนมอัลมอนด์ เมนูนี้ดื่มง่ายและชื่นใจดับกระหายได้ดี

อาหารทุกจานที่ร้านเบรกกี้ เน้นดีต่อสุขภาพ วัตถุดิบ

ที่มาจากธรรมชาติ เขาพิถีพิถันในการปรุง หัวใจสำคัญ คือ ในหนึ่งจาน ต้องได้สารอาหารครบ 5 หมู่ พร้อมรสชาติที่เข้าถึงง่าย อีกอย่างที่เรียกน้ำย่อยได้ดี คือ การตกแต่งแต่ละเมนูอาหารนั้นสวยน่ารับประทานจริงๆ

 

ร้านตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 (BTS พร้อมพงษ์) เจอแยกไฟแดงเลี้ยวขวา ตรงมาประมาณ 150 เมตร ร้านอยู่ขวามือ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น. โทร.08-3656-6141

 

กินตามลายแทง มิชลินไกด์ สิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 16:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460347

กินตามลายแทง มิชลินไกด์ สิงคโปร์

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

การให้ดาวร้านอาหารที่ได้การยอมรับไปทั่วโลก อย่าง กิด มิเชอแล็ง หรือมิชลิน ไกด์ (Guide Michelin/Michelin Guides) ไกด์บุ๊กที่เริ่มต้นมาจากบริษัทยางในฝรั่งเศสกว่าศตวรรษ ตีพิมพ์ในหนังสือรายปีปกสีแดง ซึ่งปัจจุบันได้ออกไกด์บุ๊กนี้ในหลายประเทศทั่วโลก

กิด มิเชอแล็ง เริ่มต้นในปี 1900 โดย อองเดร และเอดูอาร์ด มิเชอแล็ง เจ้าของบริษัทยางมิเชอแล็ง (มิชลิน) ตีพิมพ์ไกด์บุ๊กเพื่อนักขับขี่ชาวฝรั่งเศส ในสมัยที่มีรถยนต์วิ่งอยู่เพียงไม่ถึง 3,000 คันทั่วประเทศ โดย กิด มิเชอแล็ง ออกมาเป็นช่องทางทางการตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายรถยนต์ เพื่อให้มีคนมาใช้บริการเรื่องยางมากขึ้น

 

กิด มิเชอแล็ง ฉบับแรกตีพิมพ์ 3.5 หมื่นเล่ม นำไปวางแจกฟรีตามจุดพักรถต่างๆ นอกจากร้านอาหารที่นักขับสามารถไปใช้บริการแล้ว ยังมีแผนที่การเดินทาง เคล็ดลับในการเปลี่ยนยางรถ โรงแรม ปั๊มน้ำมัน ร้านซ่อมรถในฉบับด้วย หนังสือได้รับความนิยมระดับหนึ่ง กระทั่งปี 1904 สองพี่น้องก็เพิ่ม กิด มิเชอแล็ง ฉบับบุกเบลเยียมออกมา ตามด้วยตูนิเซีย (ปี 1907) เทือกเขาแอลป์และย่านแม่น้ำไรน์ (ครอบคลุมอิตาลีเหนือ สวิตเซอร์แลนด์ แคว้นบาวาเรีย และเนเธอร์แลนด์ ปี 1908) เยอรมนี สเปน โปรตุเกส (1910) เกาะอังกฤษ (1911) และฉบับ Les Pays du Soleil (ครอบคลุมแอฟริกาเหนือ อิตาลีใต้ และเกาะคอร์ซิกา ปี 1911) โดยเมื่อปี 1909 มิชลิน ไกด์ ฉบับภาษาอังกฤษเริ่มตีพิมพ์ออกมาควบคู่กัน

ไกด์บุ๊กปกแดงหยุดชะงักไประหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 มาออกตีพิมพ์อีกทีในปี 1920 ซึ่งเป็นช่วงเวลายากลำบากของเศรษฐกิจยุโรป ทำให้ กิดมิเชอแล็ง เริ่มออกวางจำหน่ายตามร้านตัวแทนจำหน่ายยางมิชลิน แทนที่จะแจกฟรีเหมือนเช่นเคย และอีก 6 ปีต่อมา เริ่มมีการให้ดาวร้านอาหารประเภทไฟน์ไดนิง เริ่มจากการมีดาวดวงเดียว กระทั่งปี 1931 มีการเพิ่มลูกเล่นเป็น 0 ดาว 1 ดาว 2 ดาว และ 3 ดาวแต่ไม่ได้มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ในการให้ดาวแต่ละประเภท

จนกระทั่งปี 1936 จึงมีการอธิบายว่า 1 ดาว หมายถึงการเป็นร้านอาหารที่ดีมากๆ ในสาขานั้นๆ 2 ดาว คืออร่อยมากๆ คุ้มค่ากับการขับออกนอกเส้นทางไปกิน และ 3 ดาว หมายถึงอาหารดีเยี่ยม ไกลขนาดไหนก็ต้องเดินทางไปลองให้จงได้

มิชลิน ไกด์ เริ่มเดินทางเข้าเอเชียมาในปี 2007 เริ่มที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เกาะฮ่องกงในปีต่อมา และล่าสุด เพิ่งบุกมาที่แดนลอดช่อง สิงคโปร์ เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้แวดวงอาหารสุดแสนจะคึกคัก เพราะผู้คนต่างยอมรับว่าการจะเข้าไปอยู่ในหนึ่งร้านของไกด์บุ๊กศักดิ์สิทธิ์ (ของนักชิม) นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ด้วยความที่ใกล้เมืองไทยซะขนาดนี้ การไปตามล่าหาร้านเด็ดในมิชลิน ไกด์ ไม่ใช่เรื่องยาก

 

เฉพาะที่รีสอร์ท เวิลด์ เซ็นโตซา (RWS) เองก็กวาด 7 มิชลินสตาร์ จากร้านอาหารชื่อดัง 4 แห่งในมิชลิน ไกด์ สิงคโปร์ (Michelin Guide Singapore) ฉบับปฐมฤกษ์ ประกอบด้วยร้านโชเอล โรบูชง (Joel Robuchon) ได้ 3 ดาวมิชลิน ร้านลัตเตอลิเยร์ เดอ โชเอล โรบูชง (L’Atelier de Joel Robuchon) 2 ดาว ส่วนร้านฟอร์เรสต์ (Forrest) ร้านอาหารจีนร่วมสมัย และโอเซีย ร้านสเต๊ก และซีฟู้ด กริลล์ (Osia Steak & Grill) ได้รับร้านละ 1 ดาว

แม้ร้านฟราเตลลิ ทรัตโตเรีย แอนด์ พิซเซอเรีย (Fratelli Trattoria & Pizzeria) ที่รีสอร์ท เวิลด์ เซ็นโตซา ของเชฟพี่น้องมิชลินสตาร์ เอนริโก และโรแบร์โต ซีเรีย เจ้าของมิชลินสตาร์ 3 ดาว จากร้านดา
วิตโตโร (Da Vittorio) ในอิตาลี จะยังไม่ปรากฏในมิชลิน ไกด์ สิงคโปร์ ฉบับปฐมฤกษ์ แต่ด้วยอานุภาพของ 3 ดาวจากอิตาลี ก็สามารถนำมาจัดไว้ในไกด์ “ชูชกทัวร์” ตามล่าดาวมิชลิน สิงคโปร์ได้อย่างไม่ขัดเขิน

ฟราเตลลิ ในภาษาอิตาเลียนแปลว่าพี่ชายน้องชาย มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารอิตาเลียนสองแบบสองสไตล์ภายใต้หลังคาเดียว นั่นคือทั้งแบบไฟน์ไดนิง (ทรัตโตเรีย) และแบบอาหารง่ายๆ (พิซเซอเรีย) เอาไว้ด้วยกัน

เมนูที่ร้านฟราเตลลิ ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมลอมบาร์ดิ ที่ตั้งร้านอาหารมิชลิน 3 ดาวของพวกเขา ดา วิตโตโร นั่นเอง ที่นี่มีการตกแต่งแบบเรียบหรู สีสันแนวอบอุ่นแบบคอนเท็มโพรารี ไม่ได้โมเดิร์นจ๋าเกินไป ประกอบด้วยครัวเปิดที่ได้เห็นการทำงานของเชฟชาวอิตาเลียนสุดหล่อ อีกมุมหนึ่งเป็นครัวเปิดของพิซซา ที่โชว์การนวดแป้ง การเติมวัตถุดิบที่เป็นหน้าพิซซา ไปจนถึงขั้นตอนการนำเข้าเตาอบ

นอกจากพิซซ่าหน้าต่างๆ ที่นำเสนอรสชาติดั้งเดิม ทว่าหน้าตาออกแนวร่วมสมัย อย่างเช่นบัคคาลาพิซซ่า ซอสมะเขือเทศ มอสเซอเรลลาชีส มูสมันฝรั่ง ปลาค้อด และเพสโต้ใบโหระพา เบียงก้าพิซซ่า หน้าชีสสดแสนนุ่ม และพาร์มาแฮมแล้วจานเด็ดของร้านฟราเตลลิ ได้แก่ ริซอตโตเนื้อลูกวัวที่เพิ่มความหรูหราด้วยการใส่แซฟฟรอนลงไปด้วย ขณะที่ราวิโอลีสอดไส้ผักโขมและรีค็อตตาชีส โรยหน้าด้วยไข่แดง เอ็มเมนทัลชีส และเห็ดทรัฟเฟิลดำฝาน ก็ไม่ใช่เมนูที่ควรมองข้าม

ไปร้านอาหารอิตาเลียนแล้วไม่สั่งทิรามิสุ ก็เหมือนมาไม่ถึง ที่นี่เรียกเมนูของเขาว่า ทิรามิสุโมเดิร์นโน แน่นอนว่า รสชาติดั้งเดิมมาเต็ม แต่การนำเสนอแบบร่วมสมัยสไตล์สองพี่น้องซีเรีย

ร้านฟราเตลลิ ตั้งอยู่ในเฟสทีฟ วอล์ค ด้านนอกของโรงแรมโฮเทล ไมเคิล มี 164 ที่นั่ง และมีไวน์อิตาเลียนชั้นยอดไว้บริการ ส่วนของพิซเซอเรียเปิดให้บริการอาหารเช้า ตั้งแต่เวลา 07.30-10.30 น. อาหารเที่ยง เวลา 12.00-14.30 น. และอาหารค่ำในเวลา 18.00-22.30 น. เปิดให้บริการทุกวัน และวันหยุดราชการ (ปิดทุกวันอังคาร) ในส่วนของทรัตโตเรีย เปิดให้บริการเฉพาะอาหารค่ำ ในเวลา 18.00-22.30 น. (สำรองที่นั่ง โทร. +65 6577 6688 หรืออีเมล fratelli@RWSentosa.com)

ข้ามมาอีกฝั่งกับร้านอาหารที่ได้มิชลินสตาร์ 1 ดาว จากมิชลิน ไกด์ สิงคโปร ฉบับปฐมฤกษ์ อย่างโอเซีย สเต๊ก แอนด์ กริลล์ (Osia Steak & Grill) ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2010 เป็นร้านอาหารแบบโมเดิร์นออสเตรเลีย ของเซเลบริตี้เชฟ สก็อตต์เว็บสเตอร์ เชฟชาวออสเตรเลียที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับอินเตอร์ ที่นี่เสิร์ฟอาหารสไตล์คอนเท็มโพรารีลักซ์ชัวรี่ เน้นการเลือกใช้วัตถุดิบที่ใหม่ สด ตามฤดูกาล

โอเซีย นำเสนอความหลากหลายของอาหาร ตั้งแต่รสชาติแบบคลาสสิค ไปจนถึงรสชาติที่แปลกใหม่ โดยเลือกวัตถุดิบในท้องถิ่นตามแต่ละฤดูกาล ทั้งเนื้อสัตว์ ซีฟู้ด ผักผลไม้ สมุนไพรต่างๆ และเครื่องเทศ ที่หมุนเวียนกันมาจากออสเตรเลีย และจากทั่วทุกมุมโลก อาทิ หมูพันธุ์ไบรอน เบย์ เบิร์กเชอร์ (Byron Bay Berkshire) ที่มีเสิร์ฟที่เดียวในสิงคโปร์ ที่กลายมาเป็นจานเด็ด ซี่โครงหมูย่าง ไบรอน เบย์ เบิร์กเชอร์

นอกจากนี้ยังมี เนื้อริบอายวางุ ที่เลือกใช้ MayuraStation ผู้ผลิตและจำหน่ายเนื้อวัวรางวัลระดับประเทศจากออสเตรเลีย ลายเนื้อสวยงาม ละเอียด รสเนื้อชัดเจน นุ่มละมุน ละลายในปาก รวมทั้ง เนื้อเทนเดอร์ลอยน์ แบล็ก แองกัส ย่างสุกระดับมีเดียมแรร์ให้ถูกใจคนรักเนื้อ พร้อมซอสตำรับพิเศษ ที่จะจิ้มหรือไม่จิ้มก็อร่อยได้

ชื่อร้านเน้นสเต๊กและอาหารปิ้งย่าง หากทีเด็ดยังมีอยู่ที่จานของหวาน อย่าง Valrhona Hot Chocolate Soup with Black Pepper Ice Cream and Sesame Crisp ช็อกโกแลตร้อนกับไอศกรีมพริกไทยดำ และงากรอบ มันดีงามมากขอบอกว่าไม่ควรที่จะพลาดเด็ดขาด

ร้านโอเซีย มีบริการเซตอาหารกลางวัน แบบ 2 คอร์ส และ 3 คอร์ส รวมทั้งเซตอาหารค่ำสำหรับ 2 ท่าน (จันทร์-พฤหัสบดี) เซตอาหารกลางวันพิเศษสำหรับวันอาทิตย์ (อาหารจานหลัก+ อาหารเรียก
น้ำย่อย และของหวานแบบเติมได้) และสามารถสั่งแบบอะลาคาร์ตก็ได้เช่นกัน พร้อมเสิร์ฟไวน์ระดับพรีเมียม และเบียร์จากออสเตรเลีย

ร้านตกแต่งแบบเรียบง่าย โล่ง โปร่ง สไตล์ร้านสเต๊ก ครัวเปิดขนาดใหญ่ ได้เห็นพร้อมได้กลิ่นอาหารยั่วยวนใจดีแท้ๆ บริการ 94 ที่นั่ง (รวมห้องส่วนตัว 1 ห้อง จุได้ 14 คน) บริการมื้อเที่ยง เวลา 12.00-14.30 น. มื้อค่ำ เวลา 18.00-22.30 น. เปิดทุกวัน (ปิดวันพุธ) สำรองที่นั่ง โทร. +65 6577 6560 หรือ Osia@RWSentosa.com

 

เริงราตรี @ ดิ อาวล์ โซไซตี้ ซาลูน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 16:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460343

เริงราตรี @ ดิ อาวล์ โซไซตี้ ซาลูน

โดย…ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

แม้ฟ้าฝนจะกระหน่ำ แต่ค่ำนี้กลับรู้สึกกระหยิ่มใจ เพราะจะได้แวะมาสัมผัสกับบาร์วิสกี้ ที่เจ้าของร้านต้องการเน้นเสิร์ฟแต่วิสกี้แท้ๆ แบบจริงจังแห่งแรกของบ้านเรา

ดิ อาวล์ โซไซตี้ ซาลูน (The Owl Society Saloon) บาร์วิสกี้ที่ตกแต่งได้อย่างสนุกสนาน กลิ่นอายของยุคที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งต้องห้าม เป็นการจำลองบรรยากาศของใต้ถุนโรงงานในสไตล์
Industrial Vintage Loft ไม่ว่าจะเป็นโครงเหล็ก พื้นปูน โต๊ะไม้ เก้าอี้หนัง และยังเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ในบาร์ที่เก่าแก่ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนนำเข้าจากอังกฤษ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสความรู้สึกในช่วงยุคนั้นจริงๆ

 

 

 

ร้านแบ่งเป็นหลายส่วน ด้านล่างมีมุมเวทีให้ฟังดนตรีสด เคาน์เตอร์หน้าบาร์มีโต๊ะไว้รองรับอย่างเต็มใจ หรือจะเป็นมุมโซฟาสำหรับคนที่มานั่งชิลกับเพื่อน และด้วยความที่ชอบนกฮูกเป็นทุนเดิมของตัวเจ้าของ จึงมีการตกแต่งที่เกี่ยวกับนกฮูกไว้ทุกมุมมอง

มาที่ชั้นสองเป็นห้องไพรเวท ที่ตกแต่งแบบสอดคล้องกันกับข้างล่าง มีโซฟา โทรทัศน์ และเครื่องเสียงครบครัน จะร้องคาราโอเกะกับเพื่อนหรือนั่งลุ้นเชียร์บอลก็ได้

 

นอกจากบรรยากาศจะสนุกสนานแล้ว อาหารของที่นี่ก็สนุกไม่แพ้กัน โดยได้เชฟผู้ช่ำชองในวงการอาหารมากกว่าสิบปี มาเป็นผู้ควบคุมดูแลทุกเมนูและวัตถุดิบให้มีความสอดคล้องกับเมนูเครื่องดื่มของทางร้าน

เริ่มต้นสั่งของกินเล่นที่ขึ้นชื่อของทางร้านอย่าง Roman Crunchy Chicken Wing ปีกไก่หมักผงเครื่องเทศทอดกรอบ ราดด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน นำมาคลุกกับซอสเนยพริกเผาอิตาเลียน หอมออกเผ็ดนิดๆ

 

อีกเมนูน่าสน Beef Black Truffle Pasta เนื้อสะโพกวัวนำไปเคี่ยวเป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมงจนได้ความนุ่ม จากนั้นราดด้วยครีมทรัฟเฟิล เห็ดแชมปิญอง และโรยหน้าด้วยพาร์เมซานชีส กินคู่กับเส้นเฟตตูชินี

Grilled Chicken Almond & Pineapple Ginger Salad สลัดอกไก่ย่างกับเดรสซิ่งขิงและสับปะรด ท็อปด้วยอัลมอนด์ ได้รสเปรี้ยวหวานลงตัวกับวิสกี้ที่สุด

มาถึงจุดเด่นของบาร์แห่งนี้กันบ้าง นั่นคือวิสกี้ จากตระกูลดังทั่วโลกที่มีให้เลือกอย่างละลานตา นอกจากนี้ยังได้บาร์เทนเดอร์สาวมากฝีมือมาปรุงแต่งค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่มีส่วนผสมของวิสกี้เกือบทุกเมนู

เริ่มต้นแห่งค่ำคืนเบาๆ กับ The Barn ซิกเนเจอร์ของทางร้าน เพียงเห็นครั้งแรกก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับค็อกเทลสีเหลืองสดใสเสิร์ฟในแก้วขนฟู เบสด้วย JW. Gold ที่ให้กลิ่นและรสน้ำผึ้งเล็กน้อย แล้วนำไปดราย
เชกกับไข่ขาว ให้ฟองนุ่มๆ เสิร์ฟในแก้วที่ตกแต่งด้วยเลมอน และชูการ์ ออกฟรุตตี้ เหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นดื่ม

 

เมื่อคุ้นเคยแนะนำให้ขยับดีกรีขึ้นมาอีกระดับกับ The Great Grey ค็อกเทลสไตล์สปิริต ฟอร์เวิร์ด ที่มีแต่ส่วนผสมแอลกอฮอล์ เบสด้วย JW. Black Label เพิ่มความฟรุตตี้ด้วย Port Wine เติมความขม Earthy และความเป็นกาแฟจากเหล้า PatronXO Cafe คนให้เข้ากัน ตกแต่งแก้วด้วยแอปเปิ้ลกับ Molasses Sugar ลนไฟเล็กน้อย

ดิ อาวล์ โซไซตี้ ซาลูน อยู่ที่สุขุมวิท 61เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00-02.00 น. โทร.02-046-3798

 

ดื่มด่ำ เห็ดทรัฟเฟิลในมื้อหรู @เมซง เดอ ลา ทรูฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 16:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460341

ดื่มด่ำ เห็ดทรัฟเฟิลในมื้อหรู @เมซง เดอ ลา ทรูฟ

โดย…คาเอรุ

ได้ยินข่าวว่าตำนานร้านดังจากกรุงปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นต้นตำรับเรื่องทรัฟเฟิลชื่อดังระดับตำนานกว่า 84 ปี อย่าง เมซง เดอ ลา ทรูฟ (Maison de la Truffe) มีฤกษ์มียามงามดีมาเปิดที่เมืองไทย จะฝนตกรถติดยังไงก็ต้องบากบั่นไปชิมให้จงได้ แถมร้านหรูที่ตั้งอยู่ ณ ทองหล่อซอย 9 นี้ ยังเป็นร้านสาขาแห่งแรกนอกประเทศฝรั่งเศสของตำนานภัตตาคารเห็ดทรัฟเฟิลเสียด้วย

สำหรับ เมซง เดอ ลา ทรูฟ ร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดัง ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1932 โดยเริ่มจากการเป็นร้านที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเห็ดทรัฟเฟิล ก่อนที่จะขยับขยายเป็นร้านที่จำหน่ายอาหารชั้นเลิศในปี 1978 และได้รับความนิยมอย่างสูงนับตั้งแต่นั้นมา เมซง เดอ ลา ทรูฟ มี 3 สาขาในประเทศฝรั่งเศส คือ 2 สาขาที่กรุงปารีส บนถนนชองป์เอลิเซกับถนนมาดเดอลีน กับอีก 1 สาขาที่เมืองกูร์เชอเวล เมืองสกีรีสอร์ทแถบเทือกเขาแอลป์

 

ชื่อของร้านซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “บ้านของทรัฟเฟิล” ก็บอกกล่าวในตัวอยู่แล้วว่า ร้านนี้จะต้องเป็นเอกอุทางด้านการนำเห็ดทรัฟเฟิลมาสร้างสรรค์เป็นเมนูต่างๆ อย่างแน่นอน ดังนั้น ใครที่หลงใหลในกลิ่นอายและรสชาติของเห็ดทรัฟเฟิล ซึ่งเปรียบได้ดังเพชรน้ำเอกแห่งวัตถุดิบที่นำมาปรุงเป็นอาหาร ต้องไม่พลาดที่จะมาเยือนเมซง เดอ ลา ทรูฟ ซึ่งไม่ต้องเอ่ยปากถามให้สับสนว่า ที่นี่จะเสิร์ฟเห็ดทรัฟเฟิลประเภทไหนกันแน่ เพราะทางร้านเลือกเสิร์ฟตามฤดูกาล ช่วงไหนเป็นฤดูเก็บเกี่ยวทรัฟเฟิลขาว ดำ ทรัฟเฟิลออทัมน์ ซัมเมอร์ มีเสิร์ฟแบบสดใหม่ตลอดเวลา

ไม่ว่าจะเป็นทรัฟเฟิลขาวที่มีเฉพาะช่วงฤดูหนาว หรือทรัฟเฟิลดำ ซึ่งมีมากในช่วงเดือน ธ.ค.-มี.ค. แน่นอนว่าจุดเด่นของร้านคือบริการสไลซ์ทรัฟเฟิลสดๆ โรยหน้าลงบนเมนูเด็ด แบบสามารถกำหนดปริมาณทรัฟเฟิลตามความต้องการได้ด้วย โดยบนโต๊ะอาหารแต่ละโต๊ะ ยังตั้งน้ำมันทรัฟเฟิลเอาไว้ให้เพิ่มรสชาติและกลิ่นอายของทรัฟเฟิลได้อีกเช่นกัน

 

บรรยากาศของร้านหรูหราแนวโมเดิร์น เฟรนช์ อินสไปรด์ โดดเด่นด้วยกระจกบานใหญ่ เข้ากับผนังสีสว่างให้ความรู้สึกโปร่ง สบาย เสริมลูกเล่นด้วยโคมไฟรูปทรงคลาสสิก ทั้งทรงสี่เหลี่ยม ทรงระฆังคว่ำ และทรงกลม เพิ่มความอบอุ่นด้วยพื้นโทนสีไม้น้ำตาลอ่อน ให้ความรู้สึกเสมือนนั่งอยู่ในร้านสาขาที่กรุงปารีสกันเลยทีเดียว ร้านแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนร้านอาหาร และโซนบูทีก ซึ่งมีผลิตภัณฑ์นำเข้ามาจากฝรั่งเศสให้ได้เลือกสรรมากมาย ทั้งเกลือทรัฟเฟิล น้ำมันทรัฟเฟิล ข้าวรีซอตโตพร้อมปรุง ฯลฯ

อาหารแต่ละจานสร้างสรรค์ขึ้นมาให้รสชาติส่งเสริมกันกับเห็ดทรัฟเฟิล ไม่ว่าจะเป็น Beef Carpaccio เนื้อดิบสไลซ์บาง รสชาติจัดจ้าน ราดด้วยน้ำซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ให้รสเปรี้ยวตัดกับรสเค็มของชีสพาร์เมซาน เพิ่มความกลมกล่อมด้วยทรัฟเฟิลสไลซ์สดๆ

 

Truffled Brie Restaurant บรีชีสนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส นำมาสอดไส้ Breaking Truffle สูตรเฉพาะของทางร้าน ที่นำทรัฟเฟิลสดๆ มาสับหยาบๆ คลุกเคล้าด้วยเครื่องปรุงสูตรลับ แล้วเพิ่มความมัน นุ่ม ด้วยมาสคาโปเนชีส 2 จานเรียกน้ำย่อยที่ต้องถูกอกถูกใจนักชิมกันอย่างแน่นอน

ขณะที่เมนูง่ายๆ แต่สร้างสรรค์ เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้าน พลาดไม่ได้กับเมนู Baked Potato, Truffled Creamy Sauce and Black Melanosporum Truffle Pearls มันฝรั่งอบ ราดด้วยซอสครีมทรัฟเฟิลรสกลมกล่อม ความพิเศษอยู่ที่ทรัฟเฟิลไข่มุกดำ ที่เป็นการนำเอาเทคนิคการปรุงอาหารแบบโมเลกูลามาใช้ ให้ทรัฟเฟิลเพิร์ลหน้าตาประหนึ่งคาเวียร์ มอบความหอมและรสสัมผัสที่ไม่ธรรมดา

 

เมนูง่ายๆ แต่ไปได้ดีกับรสชาติของทรัฟเฟิลอย่าง French Omelet with Truffle and Green Salad เหมาะสำหรับทุกคน เพราะไม่ว่าใครก็ชอบไข่ออมเล็ตที่แสนนุ่มละมุนลิ้นหอมกลิ่นเนยอ่อนๆ เพิ่มรสชาติจัดจ้านเมื่อทานคู่กับทรัฟเฟิลและสลัดผักสดๆ

หนักท้องขึ้นมาอีกนิดกับ Risotto with Scampi and Truffle ข้าวรีซอตโตคุณภาพพรีเมียม นำเข้าจากอิตาลี เคี่ยวในชีสหลากชนิด เสิร์ฟพร้อมกุ้งสดๆ ส่งตรงจากฝรั่งเศสขนาดกำลังพอดี โรยหน้าด้วยทรัฟเฟิล เป็นจานสุดฟินของคนชอบกินข้าว อีกจานที่รับประทานได้ทั้งครอบครัว The Black Melanosporum Truffle Pizza, with Mozzarella Cheese and Rocket Salad พิซซ่าแป้งบางกรอบสูตรพิเศษของทางร้าน เคล้ากับพาร์เมซานชีส เพิ่มกลิ่นหอมด้วยน้ำมันทรัฟเฟิล โรยหน้าด้วยผักร็อกเกต และทรัฟเฟิลสดๆ

 

เมนูน่าสนใจอื่นๆ ยังมีอย่างเช่น Pumpkin Soup ซุปฟักทองเนื้อเนียน มีรสชาติหวาน กลมกล่อม ไม่ข้นจนเกินไป เติมรสชาติด้วยน้ำมันทรัฟเฟิลได้อารมณ์ไปอีกแบบ หรือจะเป็นเมนูสุขภาพอย่าง
Rocket Salad and Parmesan Cheese with Truffe ผักร็อกเกตสดๆ ราดด้วยน้ำซอสบัลซามิกรสเปรี้ยว ตัดกับรสเค็มนิดๆ ของพาร์เมซานซีส โรยหน้าด้วยเห็ดทรัฟเฟิลสด ขณะที่คนชอบเส้นอย่าพลาด Tagliatelles and Foie Gras with Truffle พาสต้าตากลาเตลเล เส้นสดแบบโฮมเมดในซอสครีม เติมรสชาติด้วยแพนเซียรด์ฟัวกราส์ และทรัฟเฟิลสดๆ

ปิดท้ายมื้อหรูกันด้วยของหวานแสนอร่อย Vanilla and White Truffle Ice Cream with Black Truffle Financier ไอศกรีมโฮมเมดรสวานิลลา หอมกลิ่นทรัฟเฟิล เสิร์ฟมาพร้อมเค้กฟินองซิเยร์รสแบล็กทรัฟเฟิลเนื้อนุ่ม สูตรเฉพาะของทางร้าน

เรียกว่าตั้งแต่มื้อสตาร์เตอร์จนถึงของหวาน จะได้รับรสชาติของเห็ดทรัฟเฟิลกันทุกๆ คำอย่างแน่นอน ที่บ้านของทรัฟเฟิล เมซง เดอ ลา ทรูฟ ทองหล่อซอย 9 เปิดให้บริการทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 11.00-14.30 น. และมื้อค่ำเวลา 17.30-24.00 น. โทร. 02-054-5422, 08-7243-6222

 

ไข่เค็มสมุนไพร หอมกลิ่นใบเตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 16:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460339

ไข่เค็มสมุนไพร หอมกลิ่นใบเตย

โดย…ชินวัฒน์ สิงหะ

กลุ่มนักเรียนโรงเรียนสฤษดิ์เสนาพิทยาคม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก รวมกลุ่มทำไข่เค็มสูตรสมุนไพรทั้งไข่ขาวและไข่แดง มีกลิ่นหอมของใบเตย ไข่รสชาติไม่เค็มจัด เพื่อนำออกจำหน่ายในตลาดชุมชน จนสร้างรายได้เก็บเป็นเงินทุนส่งเสียตัวเองเรียนระดับสูงๆ ในอนาคต

สมใจ ชูจิตร ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสฤษดิ์เสนาพิทยาคม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก บอกว่า นำนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มนี้ ช่วยกันทำไข่เค็มสมุนไพรที่มีกลิ่นของสมุนไพรใบเตย เพื่อนำออกจำหน่ายในตลาดชุมชน เนื่องจากในชุมชนมีการเลี้ยงเป็ดไข่กันมาก เมื่อเหลือจากรับประทานในชีวิตประจำวันแล้ว จึงจำเป็นต้องทำไข่เค็ม เพื่อถนอมอาหารไว้รับประทาน นักเรียนกลุ่มนี้จึงได้ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการถนอมอาหาร โดยการนำไข่เป็ดมาทำเป็นไข่เค็ม มีแนวคิดพัฒนาไข่เค็มที่ทำให้มีกลิ่นและรสชาติของใบเตยขึ้น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะชุมชน เพื่อเป็นการถนอมอาหารไว้รับประทานและจำหน่ายสร้างรายได้

 

“การทำไข่เค็มเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การวางแผนการทำงานร่วมกัน การตลาดเป็นการส่งเสริมรายได้ให้เด็ก สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ ใช้เวลาในช่วงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และกลุ่มสนใจ ที่ทำไข่เค็มสมุนไพรนี้ เรามองการตลาดว่าหน้าโรงเรียนมีตลาดชุมชนที่ยังไม่มีไข่เค็มจำหน่าย ไข่ยังมีประโยชน์ เด็กได้รับประทานและนำไปจำหน่ายได้ด้วย” สมใจ ครูชำนาญการพิเศษ กล่าว

ด้าน เจตริน มูลสวัสดิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า ใช้เวลาทำไข่เค็มสมุนไพรในช่วงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ รวมกลุ่มกับเพื่อนทำ เมื่อได้ผลผลิตแล้วก็นำไปจำหน่ายในชุมชน นำกำไรมาหมุนเวียนในการลงทุนใหม่อีกรอบ อีกทั้งยังสามารถนำไปต่อยอดให้กับครอบครัวด้วย เพราะฝึกทักษะทางด้านนี้มาหลายครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นอาชีพเสริมหารายได้ให้กับครอบครัวได้ด้วย ไม่ต้องลำบากผู้ปกครองมาก เพราะเงินส่วนหนึ่งเก็บไว้สำหรับเป็นทุนการศึกษาในอนาคต

 

ไข่เค็มกะทิใบเตยของนักเรียนโรงเรียนสฤษดิ์เสนาพิทยาคมมีรสชาติและกลิ่นที่แตกต่างกันออกไปจากท้องตลาด เนื้อไข่ทั้งไข่ขาวและไข่แดงมีกลิ่นหอมของใบเตย ไข่ยังมีรสชาติไม่เค็มจัด เป็นที่นิยมของชุมชน นักเรียนจะนำออกจำหน่ายที่ตลาดชุมชนร่มเขียว บริเวณหน้ากรมรบพิเศษที่ 4 ค่ายสฤษดิ์เสนา สามารถสนับสนุนซื้อผลิตภัณฑ์ของทางโรงเรียนได้ทุกวัน

 

ก๋วยเตี๋ยวหมูเด้ง สาธุฯ58 อร่อยชวนชิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460178

ก๋วยเตี๋ยวหมูเด้ง สาธุฯ58 อร่อยชวนชิม

โดย…แมงโก้หวาน

ถนนสาธุประดิษฐ์ มากไปด้วยร้านอาหารและร้านก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยหลายร้าน ใครไปย่านนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ขอแค่มีเงินก็พร้อมอิ่มท้องแบบอิ่มอร่อย ใกล้หัวมุมปากซอยสาธุประดิษฐ์ 58 มีร้านก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่ง ชื่อ “ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูเด้ง” มีโลโก้รูปหมูเป็นสัญลักษณ์และมีสปริงอยู่ใต้รูปหมูให้รู้ว่าร้านของเขาหมูเด้งจริง (ว่าอย่างนั้น)

ธันยบูรณ์ รัตนชัยเดชา เจ้าของร้าน กล่าวว่า ก่อนนี้ครอบครัวผลิตลูกชิ้นหมูขายมาแล้วกว่า 20 ปี โดยคุณพ่อของเขาเป็นช่างเครื่องทำลูกชิ้นมาก่อนและขายเครื่องทำลูกชิ้นไปด้วย (แต่ทุกวันนี้ไม่ได้ขายแล้ว) ก่อนที่ต่อมาได้เปิดร้านก๋วยหมูเด้งขึ้นมาได้ประมาณ 10 ปี พร้อมขายแฟรนไชส์ไปด้วย ปัจจุบันมีผู้ซื้อแฟรนไชส์ประมาณ 10 กว่าราย ในย่านสาธุประดิษฐ์ ซอยกำนันแม้น ซอยแฉล้ม พระประแดง และบางบอน

เมนูก๋วยเตี๋ยวของร้าน ประกอบด้วย เกาเหลา ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำใส ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำข้นหรือน้ำตก มีทุกเส้นให้เลือกสั่ง ปกติทุกชามจะใส่หมูตุ๋นด้วย แต่ถ้าใครไม่ชอบก็บอกคนขายว่าไม่เอาหมูตุ๋น เมื่อพูดถึงความโดดเด่นของก๋วยเตี๋ยวหมูเด้งคงต้องยกให้ลูกชิ้นหมูเด้งและน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวเป็นพระเอกของร้าน กินที่ไรก็รู้สึกถึงความอร่อย

น้ำซุปหอมกรุ่นและออกหวานกลมกลอมรสชาติอร่อยดี ส่วนหมูเด้งเป็นเนื้อล้วนไม่มีแป้งผสมและทำจากเนื้อสะโพกหลังของหมู เวลาเคี้ยวจะสัมผัสได้ถึงความนุ่มและความดึ๋งในตัว ชามหนึ่งธรรมดาจะมีลูกชิ้น 5 ลูก ลูกชิ้นธรรมดา 3 ลูก ลูกชิ้นหมูเด้ง 2 ลูก หมูสด 2-3 ชิ้น หมูตุ๋น 1-2 ชิ้น และหมูยอ 1 ชิ้น ขายในราคา 35 บาท ในปริมาณที่สมราคา กินอิ่มพอดี ถ้าพิเศษ 40 บาท นอกจากก๋วยเตี๋ยวแล้วยังมีหมูตุ๋นหม้อไฟ ข้าวต้มปลาเก๋า กุ้งอบวุ้นเส้น และยำทะเล

 

ปกติร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึงตี 1 ส่วนวันหยุดไม่แน่นอน ถ้าหยุดอาจเป็นวันเสาร์หรือไม่ก็อาทิตย์ แต่ไม่ได้หยุดทุกอาทิตย์ ฉะนั้นถ้าอยากไปชิมวันเสาร์-อาทิตย์ควรโทรก่อนที่ 02-294-2750 จะได้ไม่ผิดหวัง

 

ขนมไทยหัวใจ Minimal วุ้นน้ำตาลโตนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/460175

ขนมไทยหัวใจ Minimal วุ้นน้ำตาลโตนด

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ในกระแสขนมญี่ปุ่นขนมฝรั่งที่ท่วมท้นโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่เว้นแต่ละวัน ผู้เขียนยังแอบดีใจและปลื้มปริ่มเมื่อเห็นร้านสไตล์ฮิปเก๋ไก๋ที่อยู่ในโลกออนไลน์ หยิบจับเอาขนมไทยมาแต่งตัวใหม่เสียจนน่ารับประทาน ใครว่าขนมไทยเชยๆ ต้องตกหลุมรักกับรูปโฉมใหม่ๆ ที่คนใส่ใจในวัฒนธรรมการกินขนมไทยประยุกต์ดัดแปลงจนอยากลิ้มลอง

นอกจากจะเสิร์ฟขนมไทยเก๋ๆ ที่หน้าตาปรับเปลี่ยนให้ดูร่วมสมัย ทั้งสีสันที่ละมุนขึ้นไม่ฉูดฉาดเหมือนขนมไทยไหว้ศาลพระภูมิ ยังมีขนาดพอดีคำรสชาติหวานพอเหมาะพอเจาะ ดูแล้วต้องสงสัยว่านี่ขนมไทยแน่หรือ ยังมีแนวทางการเสิร์ฟขนมไทยใหม่ๆ เช่น เสิร์ฟกับไอศกรีมกะทิบ้าง ไอศกรีมกลิ่นอายไทยๆ ที่ล้วนเสริมให้ขนมอร่อยขึ้นกลายเป็น Combination การเสิร์ฟคล้ายๆ กับ Plated Dessert ของตะวันตก

ฉบับนี้ผู้เขียนเลยอยากแปลงร่างเป็น “สาวไทยในบ้าน” นั่งประดิดประดอยขนมไทยหน้าตาร่วมสมัย ที่รวบรวมสูตรที่ไม่ยากจนเกินไป มาไว้ให้คุณผู้อ่านได้ทดลองทำเริ่มสูตรแรกง่ายๆ ก่อน อย่าเพิ่งหมดกำลังใจขอเป็น “วุ้น” ขนมไทยที่ง่ายที่สุด แถมยังกินง่ายๆ เป็นที่ถูกใจของทุกคนในบ้าน เราใช้กะทิในปริมาณพอเหมาะไม่มากจนเกินไปจนทำให้เลี่ยนแน่นอน เพราะเราเป็นขนมไทยในยุคที่ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น

ส่วนผสมอาจไม่ได้มีติดไว้ในครัว แต่หาซื้อได้ง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ถึงแม้ว่าเสน่ห์ของขนมไทยอยู่ที่ส่วนผสมดีๆ ที่จะช่วยให้รสชาติหอมอร่อยขึ้น แต่สำหรับวุ้นสูตรนี้ อนุโลมให้ใช้ทางลัดเป็นกะทิสำเร็จรูป ที่ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงกระบวนการผลิตจนมีกลิ่นหอมใกล้เคียงกะทิสดมากกว่าสมัยก่อนเยอะแยะ ต้องขอบคุณนักวิทยาศาสตร์อาหารที่สามารถรักษารสชาติกะทิกล่องให้เป็นที่ยอมรับได้

 

ผู้เขียนขอเลือกที่จะเด็ดใบเตยจากกอใบเตยในบ้าน และเด็ดดอกอัญชันจากสวนหน้าบ้าน เพื่อนำมาทำเป็นสีสันสวยๆ ของวุ้น จะปรับเป็นสีผสมอาหารก็ย่อมได้ แต่อาจขาดกลิ่นหอมๆ และจุดขายเชิงศาสตร์และศิลป์ของครัวขนมไทยไป จึงขอเพิ่มเติมอีกสูตรที่เป็นวุ้นน้ำตาลโตนด อาศัยความหวานจากน้ำตาลโตนดแท้ ที่ซื้อมาจากร้านที่ไว้ใจได้ใน จ.เพชรบุรี เมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านไปเที่ยวหัวหิน น้ำตาลโตนดแท้ๆ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ที่จะทำให้วุ้นน้ำตาลโตนดกลายเป็นสูตรเด็ดประจำตัวคุณผู้อ่านได้ไม่ยาก

เคล็ดลับในการทำวุ้นให้อร่อยต้องใจเย็นสักนิด เริ่มจากการแช่ผงวุ้นแห้งในน้ำสักครู่ เพื่อให้วุ้นกระจายตัวจนทั่วไม่เกาะกันเป็นก้อนๆ แบบนี้วุ้นจะละลายได้ง่ายกว่า เมื่อเดือดวุ้นจะละลายได้ดีที่สุด เมื่อมาถึงจุดเดือดดังนั้นต้องมั่นใจต้องเดือดจริงๆ ถึงจะละลายหมดและปล่อยให้เดือดที่ไฟอ่อนๆ สักครู่ไม่นานจนเกินไป เพื่อไม่ให้วุ้นเปลี่ยนสีเข้มขึ้นจากปริมาณน้ำที่ระเหยไป วุ้นทำมาจากสาหร่าย ดังนั้นน้ำตาลจึงเป็นศัตรูที่จะทำให้วุ้นละลายยาก จึงแนะนำให้เติมน้ำตาลหลังจากที่วุ้นละลายจนหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายขาวหรือน้ำตาลโตนด

สำหรับสูตรนี้ผู้เขียนแอบเติมแป้งข้าวเจ้าลงไปเพียง 1 ช้อนชา หรืออาจจะน้อยกว่านั้นอีกนิด แป้งข้าวเจ้าจะช่วยให้วุ้นเกาะกันได้ดี เอาออกจากพิมพ์ไม่ยากไป กะทิไม่แยะเป็นลูกๆ หากไม่อยากเติมแป้งข้าวเจ้าย่อมทำได้สำหรับมือโปร เพียงแค่ใส่ไว้เป็นเคล็ดลับให้มือใหม่หัดทำขนมไทยไม่ใจแป้วไปเสียก่อน

วุ้นจะคงตัวแข็งขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดลงมาใกล้อุณหภูมิห้อง ถ้าอยากให้แกะออกจากพิมพ์ได้ง่าย แนะนำให้เข้าตู้เย็นไปเลย จะได้แคะได้ง่ายและรสชาติอร่อยขึ้น สูตรนี้ผู้เขียนเลือกใช้พิมพ์ซิลิโคน เพราะสามารถเลือกรูปทรงได้หลากหลาย แถมยังมีขนาดน่ารักพอดีคำเข้ากับขนมไทยสไตล์ Minimal ของเรา

วุ้นน้ำตาลโตนด

สำหรับสูตรนี้ผู้เขียนจับคู่กับชาใบเตยทำได้ไม่ยากค่ะ ปั่นใบเตย 1 ใบที่ล้างสะอาดแล้วกับน้ำเดือดจัดๆ 2 ถ้วยตวง โดยประมาณจากนั้นกรองด้วยที่กรองชาพร้อมเสิร์ฟเป็นชาใบเตยหอมๆ แต่ไม่หวานเหมาะสำหรับดื่มอุ่นๆ กับวุ้นน้ำตาลโตนดเย็นๆ

ส่วนผสมวุ้นน้ำตาลโตนด

– ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำสะอาด 2 1/2 ถ้วย

– น้ำตาลโตนด 150 กรัม

– น้ำกะทิ 1/2 ถ้วย

– แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา

– เกลือป่น 1/8 ช้อนชา

ส่วนผสมวุ้นกะทิใบเตยและอัญชัน

– ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำสะอาด 2 1/2 ถ้วย

– น้ำตาลทราย 100 กรัม

– หัวกะทิ 3/4 ถ้วย

– แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา

– เกลือป่น 1/8 ช้อนชา

– สำหรับใบเตยเติมน้ำใบเตยคั้นข้นๆ ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ

– สำหรับอัญชันเติมน้ำคั้นดอกอัญชันสดประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ใส่ผงวุ้นลงในหม้อสเตนเลสเนื้อหนาเติมน้ำสะอาดลงไปพักไว้สัก 10 นาที เพื่อเตรียมส่วนผสมอื่นๆ

ผสมน้ำกะทิแป้งข้าวเจ้าและเกลือป่นคนให้เข้ากันพักไว้ในถ้วย

นำหม้อสเตนเลสที่มีผงวุ้นและน้ำสะอาดขึ้นตั้งไฟรอให้เดือดหรี่ไฟลงเคี่ยวสัก 5 นาที

เติมน้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลทรายลงไปคนให้น้ำตาลละลายให้หมดแล้วเติมน้ำกะทิที่ผสมแป้งลงไปคนให้เข้ากันรอให้เดือดอีกครั้ง สำหรับวุ้น

ใบเตยและอัญชัน : เติมน้ำคั้นใบเตยและอัญชันในขั้นตอนนี้จากนั้นยกลงจากเตากรองผ่านกระชอนตาถี่ๆ สัก 1 ครั้งตักหยอดลงพิมพ์รอให้เย็นสักครู่ก่อนนำวุ้นเข้าตู้เย็นเก็บวุ้นในตู้เย็นได้ 3-4 วัน ในภาชนะที่ปิดสนิท

 

‘สมชาย’ ส้มตำรสเด็ดบนถนนพระอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2559 เวลา 17:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/459187

‘สมชาย’ ส้มตำรสเด็ดบนถนนพระอาทิตย์

โดย…วารุณี อินวันนา

ย่านถนนพระอาทิตย์ ขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อยมากมาย ทั้ง โรตีมะตะบะ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย กวยจั๊บญวนคุณแดง รวมถึงของหวานเบเกอรี่โฮมเมดอร่อยๆ

แต่ถ้าพูดถึงร้านส้มตำรสชาติคนไทย ที่ผ่านมาก็ยังไม่ถูกใจ “คอส้มตำ” สักเท่าไหร่นัก แม้จะมีร้านประเภทรถเข็นพอให้รับประทานอยู่บ้าง

 

หลังการมาเยือนร้าน “สมชาย” ร้านใหม่ที่มีเมนูส้มตำให้เลือกลิ้มลองมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตำไทย ตำลาว ตำซั่วฯ รสชาติเด็ดขาดจริงๆ อย่าง เมนูตำไทย เมนูนี้นอกจากจะเข้มข้นตามรูปแบบดั้งเดิม ด้วยรสชาติ เปรี้ยว หวาน เผ็ด แล้ว กลิ่นของมะนาวเมืองเพชรยังลอยมาแตะจมูกชวนให้น้ำลายสอ

ขณะที่ตำปูสามรสนั้นก็มีปูจืดที่ซื้อกันแบบวันต่อวันมาให้แกล้มเป็นเครื่องเคียงอีกต่างหาก ส่วนคอส้มตำปลาร้าจากแหล่งต้นกำเนิด ก็ไม่ผิดหวัง ได้ความนัวกับปลาร้ารสแซ่บ ที่นี่ใช้ปลาร้าต้ม และพริกแห้งเผ็ดจัดสะใจ

ส้มตำ ต้องรับประทานกับ “ไก่ย่าง” แต่ร้านสมชายไม่มี มีแต่ “หมูทอด” ที่เจ้าของร้านบอกว่าถ้าไม่กินแสดงว่ายังมาไม่ถึงร้าน หมูทอดของร้านสมชายใช้เนื้อ “สันคอติดมัน” หมักกับเครื่องปรุงต่างๆ หนึ่งคืน ทอดน้ำมันร้อนๆ ออกมากรอบนอกนุ่มใน แต่ที่ทำให้เมนูนี้รสชาติถูกปากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ “น้ำจิ้มแจ่ว” สูตร “น้ำมะนาวสด” ที่ต้องยอมรับว่าเด็ดจริงๆ

อีกหนึ่งเมนูแนะนำก็คือ “ผัดไทย” สูตรน้ำมะขาม ซึ่งเมนูนี้น้ำซอสที่ใช้นั้นใช้เวลาการเคี่ยวประมาณ 4 ชั่วโมง เจ้าของร้านการันตีว่ารสชาติที่ออกมามันจึงเป็นผัดไทยที่มีความเข้มข้นจริงๆ จนแทบไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่ม และก็ไม่ต้องแปลกใจแต่อย่างใดหากเข้าไปในร้านจะเห็นบรรดาชาวต่างชาติสั่งเมนูนี้มารับประทานกันแทบจะทุกคน

นอกจากที่ว่ามาแล้ว ที่ร้านสมชายยังมีเมนูอร่อยๆ ให้เลือกสั่งทั้งที่เป็นกับเป็นอาหารจานเดียวอีกหลากหลาย ทั้ง ต้มแซ่บ ลาบหมู น้ำตก ต้มกระดูกซี่โครง หมูสามชั้นทอด ผัดกะเพรา ข้าวไข่เจียวสมชาย ข้าวหมูทอดสมชายฯ หรือใครที่เป็นนักดื่มที่นี่ก็มีเบียร์เย็นๆ พร้อมแถมถั่วลิสงสดใหม่ไว้รอบริการ

“ร้านสมชาย” เปิดให้บริการตั้งแต่ 11.30-20.00 น. จันทร์-เสาร์ (ชั้น 2 มีห้องแอร์บริการช่วง 11.30-15.00 น.) สำหรับใครที่ผ่านมาบริเวณถนนพระอาทิตย์ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง