โกดังคลังเบอร์เกอร์ หนา นุ่ม ชุ่มฉ่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525757

โกดังคลังเบอร์เกอร์ หนา นุ่ม ชุ่มฉ่ำ

ร้านเบอร์เกอร์โฮมเมดสไตล์อเมริกันที่พร้อมมอบความฟันส์ให้ลิ้มลอง ‘Warehouse 107 Burger Bar and Bistro’ แม้เปิดมาได้เพียงครึ่งปี แต่การันตีด้วยลูกค้าชาวต่างชาติที่พากันมาชิมและบอกกันปากต่อปากถึงรสชาติและความ Juicy เหมือนได้กินในถิ่นบ้านเกิด เพราะเชฟใส่ใจในความสดใหม่ของทุกวัตถุดิบ บวกกับประสบการณ์ที่สั่งสมจากการเป็นเชฟในร้านอาหารฝรั่งชื่อดัง

เริ่มให้ปังด้วยซิกเนเจอร์เมนู W-107 Signature Burger (179 บาท) เบอร์เกอร์สูตรลับเฉพาะ เสริมรสกลมกล่อมด้วยชีส สับปะรด หอมย่าง และหอมทอด ตอกย้ำความอร่อยด้วยสโมกเบคอน เรียงลงบนหมูบดติดมันคัดพิเศษ ย่างสุกกำลังดี ให้ความหอมและความฉุ่มช่ำระดับ 10 ประกบขนมปังชาร์โคลกรอบนอกนุ่มใน เร้าใจด้วยซอส BBQ ตามด้วย God Tower (399 บาท) จุดจบสายแข็ง จุใจไปกับชีส เบคอน และเนื้อชิ้นเบิ้มอีก 4 ชั้น

ซอฟท์ลงมาหน่อยปล่อยตามหัวใจสั่ง Classic Burger (เริ่มต้น ไก่ 125/หมู 135/เนื้อ 175 บาท) ส่วนนี่ไม่กินไม่ได้ Sloppy Joe (149 บาท) แซนด์วิชเบอร์เกอร์เนื้อสับรสจัดผัดจนหอม ผสานเครื่องเทศสไตล์อเมริกันขนานแท้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

Wings กินเพลินเกินบรรยาย (6 ชิ้น 99 บาท/12 ชิ้น 189 บาท) 3 รส 3 สไตล์ แนะนำ Pearl Harbor Wings ปีกไก่ทอดสูตรญี่ปุ่นบุกอเมริกา กรอบนอกฉ่ำใน ได้รสหวานเค็ม ตัดเลี่ยนด้วยวาซาบิ ยังมีคอร์นชีสยืดๆ และสลัด เอาใจสาวๆ ด้วยผักไฮโดรโปนิกส์เคียงคู่ไก่ย่างซอส แนมสับปะรดและหอมทอด ราดน้ำสลัดรสลงตัว

ร้านอยู่ที่ ซ.แบริ่ง 31/1 เปิดบริการเวลา 12.00-21.00 น. วันจันทร์-เสาร์ โทร. 08-5557-0172

ราคาต่อหัวประมาณ 200-300 บาท

 

ธาราทอง 3 ทศวรรษตำรับไทยชาววัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525755

ธาราทอง 3 ทศวรรษตำรับไทยชาววัง

หากพูดถึงห้องอาหารไทยต้นตำรับชาววัง ในบรรยากาศเรือนไทยโบราณ ที่ตกแต่งแบบวิจิตรตระการตาด้วยไม้สักทองทั้งหลังในโทนสีอบอุ่นที่คงเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย ดุจเรือนของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ระดับเจ้าพระยาซึ่งเปิดมากว่า 3 ทศวรรษ ต้องนึกถึงห้องอาหารธาราทอง

ด้วยบรรยากาศของห้องอาหารที่แสนจะเลิศเลอ เพราะสามารถมองเห็นทัศนียภาพริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้โดยตลอด แถมยังมีที่นั่งบริเวณระเบียงริมน้ำให้นั่งรับลมด้วย พื้นที่โดยรวมทั้งหมดของธาราทองรองรับลูกค้าได้กว่า 100 ที่นั่ง นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนโต๊ะ-เก้าอี้เพื่อรองรับให้เหมาะสมกับจำนวนลูกค้าที่มาเยือนได้ด้วย

เมนูส่วนใหญ่จะเป็นอาหารไทยตำรับชาววังและเมนูไทยประยุกต์ ที่ลูกค้าสามารถรีเควสต์รสชาติอาหารได้ เช่น อยากให้รสชาติเผ็ดน้อยลง เป็นต้น เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ 70% ส่วนอีก 30% จะเป็นคนไทย

เมนูแนะนำเริ่มจาก “เมี่ยงคำ” เมนูกินเล่นภายในครอบครัวสมัยโบราณ สื่อถึงความสนุกสนานและความอบอุ่นในครอบครัว มีส่วนประกอบของใบชะพลู มะพร้าวคั่ว ถั่วลิสงคั่ว กุ้งแห้ง หอมแดง มะนาว และขิงซอย ที่เด็ดคือน้ำเมี่ยงคำซึ่งทำจากน้ำตาลโตนดธรรมชาติ จึงได้รสหอมอร่อยเต็มคำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ต่อด้วย “ยำส้มโอ” ที่คัดส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งขนาดกำลังพอดี เนื้อส้มโอนุ่มและแห้ง รสชาติหวานเปรี้ยวกำลังดีสามารถคลุกกับน้ำยำได้เต็มที่ เนื้อส้มโอไม่เละ เข้ากับน้ำยำได้ดี เสิร์ฟมาในลูกส้มโอแกะสลักสวยงามวิจิตรตระการตา

มาที่ “กุ้งใหญ่สามรส” เมนูนี้ใช้กุ้งลายเสือขนาดกำลังดี เนื้อกุ้งหวานกรอบเด้ง ราดด้วยซอสเปรี้ยว หวาน เผ็ด ที่เคี่ยวจากน้ำตาล (โดยทั่วไปจะใช้แป้งเคี่ยว) ใส่พริกชี้ฟ้าสามสีคือ เขียว เหลือง แดง ลงไปเพื่อเพิ่มความหอมและเพิ่มสีสันให้สวยงาม เพิ่มรสจัดจ้านอีกนิดด้วยพริกขี้หนูสวนจนแซ่บยิ่งขึ้น

“น้ำพริกกุ้งสด” ต้นตำรับน้ำพริกสูตรชาววัง เสิร์ฟพร้อมผักสดแกะสลัก กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยฟินเวอร์ อีกเมนูคือ “พะแนงเนื้อแกะกับโรตี” เนื้อแกะคุณภาพดีปรุงด้วยเครื่องแกงพะแนงรสชาติเผ็ดอร่อยแบบไทย ยิ่งกินคู่กับโรตีจะได้รสชาติที่ลงตัวเข้ากัน

จบเมนูคาว ตบท้ายด้วยเมนูของหวาน จานแรก “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่นำข้าวเหนียวไปมูนกับกะทิจนข้าวเหนียวนุ่มหอม เสิร์ฟมาพร้อมกับมะม่วงน้ำดอกไม้สุกกำลังดี โอ๊ย! อร่อยเลิศ อีกเมนูที่ไม่ควรพลาดก็คือ “เครมบูเล่สามรส” เสิร์ฟมา 3 ถ้วย ท็อปปิ้งด้วยมะม่วง ลิ้นจี่ และสับปะรด อร่อยกลมกล่อม เป็นอันจบมื้อนี้ได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ ให้ลิ้มลองอีกเพียบ (ราคาอาหารเริ่มที่ 250 บาท++)

ห้องอาหารธาราทอง อยู่ที่ชั้น 1 โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 18.00-22.30 น. วันจันทร์-เสาร์ มีการแสดงดนตรีไทยสด (ขิม) และนาฏศิลป์ไทย ตั้งแต่ 19.00-22.00 น. สำรองที่นั่งโทร. 02-266-0123

สำหรับลูกค้าที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส มีบริการเรือรับ-ส่งจากสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสินถึงโรงแรมฟรีทุกครึ่งชั่วโมง ดูข้อมูลที่ http://www.royalorchidsheraton.com

 

Bingo Toast & Juice โทสต์สไตล์เกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525754

Bingo Toast & Juice โทสต์สไตล์เกาหลี

‘บิงโกโทสต์ (Bingo Toast & Juice)’ คือร้านโทสต์สไตล์เกาหลีที่นำมาเสิร์ฟให้กับชาวไทยได้ลิ้มรสความอร่อย ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของร้าน Sulbing ในสยามสแควร์ ซ.2

จุดเด่นของร้านอยู่ที่มีเมนูโทสต์สไตล์เกาหลีหลากหลายเมนูให้เลือก โดยความอร่อยอยู่ที่ขนมปังปิ้งทาเนยหอมๆ ปิ้งจนกรอบ เน้นไส้แน่นๆ และราดด้วยซอสกีวี่ ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของร้าน มีให้เลือกทั้งหมด 9 เมนู แต่ละเมนูทำสดๆ ใหม่ๆ ให้เห็นกันจะจะจากครัวเปิดอีกด้วย

เมนูมีทั้ง Egg Toast (49 บาท) Ham Egg Toast (59 บาท) Bacon Egg Toast (69 บาท) Egg Cheese Toast (69 บาท) Ham Cheese Toast ( 69 บาท) Ham Bacon Toast (69 บาท) Bacon Cheese Toast (79 บาท) Bacon Special Toast (89 บาท) และ Ham Special Toast (89 บาท)

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนี้ ยังมีของว่างสไตล์เกาหลี อาทิ คิมบับ (99 บาท) คิมบับทูน่า (100 บาท) ไว้บริการเพิ่มเติมอีกด้วย

‘Bingo Toast & Juice’ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. โทร. 02-252-3148

ราคาต่อหัวประมาณ 50-100 บาท

 

จากยอดดอย สู่บ้านเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525756

จากยอดดอย สู่บ้านเรา

ปกติแล้วผู้เขียนไม่ดื่มน้ำผลไม้มากนัก เพราะกลัวเรื่องของปริมาณน้ำตาลที่กลายเป็นส่วนเกิน ถ้าจะดื่มน้ำผลไม้ มักเลือกเป็นน้ำมะเขือเทศและที่ชอบมากที่สุด ก็คือน้ำมะเขือเทศดอยคำ เพราะรสชาติไม่เค็มจัดเหมือนน้ำมะเขือเทศยี่ห้อฝรั่งที่ดื่มแล้วมักจะคอแห้งมากกว่าสดชื่น จึงมักซื้อน้ำมะเขือเทศติดตู้เย็นไว้ ตื่นมาปุ๊บเจาะดื่มปั๊บ คิดว่าเช้ามาเราได้วิตามินและเกลือแร่จากมะเขือเทศแต่เช้า

ตอนแรกนึกว่าตัวเองเป็นส่วนน้อยที่ชอบน้ำมะเขือเทศ จนเมื่อมาพบว่าชั้นวางน้ำมะเขือเทศดอยคำว่างเปล่าจากกระแสการดื่มน้ำมะเขือเทศดอยคำแล้วหน้าใส สาวๆ ไม่ว่าสาวน้อยสาวมากมากว้านซื้อน้ำมะเขือเทศในกล่องยูเอชทีไป น้ำมะเขือเทศดอยคำกลายมาเป็น Item Hot Hit ที่เรียกว่า ผู้หญิงกว่า 80% ต้องเทใจให้เพื่อความใสกิ๊งของผิวกันเลย

ผู้เขียนเลยหั่นมามองดูสินค้ากลุ่มมะเขือเทศของโครงการหลวงมากยิ่งขึ้น ว่านอกจากน้ำมะเขือเทศบรรจุกล่อง UHT แล้วยังมีน้ำมะเขือเทศแบบไหนอีกบ้าง จนมาเห็นน้ำมะเขือเทศ ตราดอยคำ แบบบรรจุกระป๋อง กะว่าแบบนี้จะลองนำมาปรุงเป็นซุปมะเขือเทศดูบ้างน่าจะเหมาะ หรืออาจจะเคี่ยวเป็นซอสสปาเกตตีแบบ Light เบาๆ สักหน่อยน่าจะดี

ยังมีมะเขือเทศเชอร์รี่อบแห้งบรรจุซองแบบนี้กินเล่นๆ ก็เคี้ยวมันๆ ดี ใจคิดไปถึงพวกสลัดต่างๆ ของฝรั่งที่เขานิยมใส่มะเขือเทศแห้งลงไปด้วย น่าจะเพิ่มเนื้อสัมผัสและรสชาติ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ที่เด็ดและหรูหราที่สุดที่ถึงกับอึ้งว่า ร้านโครงการหลวง ยังมีสินค้าเชฟอาหารอิตาเลียนเห็นแล้วต้องร้อง Bravo! เจ๋งเป้งไปเลย นั่นคือ มะเขือเทศกึ่งแห้งในน้ำมันมะกอก วัตถุดิบระดับ Gourmet เจ๋งๆ ที่ใส่อะไรก็อร่อย ไม่ว่าจะเอามาหั่นเส้นๆ ใส่กับสลัด เติมลงในผัดเส้นพาสต้า หรือในซอสเพื่อเพิ่มความเข้มข้น

ความอร่อยของมะเขือเทศกึ่งแห้งในน้ำมันมะกอก คือเนื้อมะเขือเทศที่น่าจะเป็นมะเขือเทศพันธุ์ลูกท้อ ที่นำมาทำแห้งแบบที่เรียกว่า Sundried Tomato แห้งและหนึบกำลังอร่อย เคี้ยวแล้วไม่เละได้รสชาติมะเขือเทศ ที่สำคัญยิ่งหอมด้วยน้ำมันมะกอกที่ Infused กลิ่นให้หอมฟุ้งยิ่งขึ้นด้วยเครื่องเทศอย่างออริกาโน โรสแมรี่ เราแทบจะไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม มะเขือเทศก็หอมอร่อยพร้อมรับประทานอยู่แล้ว

ผู้เขียนขอขุดเอาวิชาการทำซอสเพสโตที่ปกติจะเป็นใบโหระพาอิตาเลียนเป็นส่วนผสมหลัก เลือกทำเป็น Sundried Tomato Pesto ที่ใช้มะเขือเทศแห้งแช่อิ่มในน้ำมันแบบนี้แหละอร่อยนัก ปั่นกับกระเทียม เลือกเป็นแมคคาเดเมียนัทจากดอยตุงมาแทนเม็ดสน Pine Nut ที่คนอิตาเลียนเขาใช้กัน ปรุงรสให้หอมๆ ด้วยพริกไทยดำบดใหม่ๆ

เพสโตซอส ถือเป็นซอสสด แบบน้ำพริกบ้านเรานี่แหละ เอาไว้จิ้มกับขนมปังปิ้งร้อนๆ ก็อร่อย เหยาะลงบนพิซซ่าก็แต่งให้หอมอร่อยขึ้น บางคนชอบใส่ลงในสลัด แต่ที่ผู้เขียนชอบที่สุด คือเอามาผัดกับเส้นพาสต้า ไม่ว่าจะเป็นสปาเกตตี แองเจิลแฮร์ หรือเพนเน่ก็อร่อย เคล็ดลับในการผัดให้อร่อยต้องอาศัยความใจเย็น ผัดหอมแดงให้ใสเสียก่อน แล้วจึงเติม Sundried Tomato Pesto ลงไปผัดไฟอ่อนจนมะเขือเทศหวาน นี่แหละอร่อยสุดๆ ผัดแบบไม่ต้องมีเนื้อสัตว์เลยก็ได้ หรือใครจะเสิร์ฟพร้อมกับกุ้งแม่น้ำย่าง แล้วเติม Sundried Tomato Pesto ที่ปั่นละเอียดลงไปย่างให้หอมพร้อมกัน ก็เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ

 

อร่อยแบบโมเดิร์น เจแปนนิส ห้องอาหารญี่ปุ่นมิโดริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/525374

อร่อยแบบโมเดิร์น เจแปนนิส ห้องอาหารญี่ปุ่นมิโดริ

ด้วยพื้นฐานของเชฟมิชิ คาโดตะ เชฟจากโอซากา ที่มีสไตล์ทำอาหารแบบโฮมคุกมาก่อน ทำให้อาหารแต่ละจานที่ออกมาแม้ว่าจะมีหน้าตาเป็นแบบญี่ปุ่นร่วมสมัย ออกสไตล์โมเดิร์น เจแปนนิส ทว่ารสชาตินั้นเน้นความอร่อยแบบตำรับดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นแท้ๆ โดยเฉพาะบรรดาซอสต่างๆ ที่เชฟล้วนทำขึ้นเองจากวัตถุดิบที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น จึงเรียกได้ว่าเป็นทีเด็ดของร้านนี้ทีเดียวล่ะ

ผ่านไปแถวราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือที่เรียกติดปากกันว่าสนามม้านางเลิ้ง จะเห็นสิ่งปลูกสร้างใหม่แกะกล่องอยู่กลางลานจอดรถ นั่นคือที่ตั้งของห้องอาหารญี่ปุ่นมิโดริ (Midori Japanese Izakaya Cuisine) ที่เจ้าของร้านบอกว่าเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นในสไตล์โมเดิร์นและสุดสร้างสรรค์

สำหรับเชฟมิชิ หลังผ่านประสบการณ์ในร้านอาหารเล็กๆ ที่โตเกียว ก็ย้ายไปเป็นเชฟในร้านอาหารญี่ปุ่นหลายแห่งในนิวซีแลนด์เป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ละแห่งล้วนได้รับการโหวตให้เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่มากคุณภาพและรสชาติดี จากนิตยสารและหนังสือพิมพ์ชั้นนำของนิวซีแลนด์ ซึ่งนอกเหนือจากซอสต่างๆ ที่ทำเองกับมือแล้ว สิ่งที่เชฟใส่ใจเป็นพิเศษก็คือวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหารที่ต้องสดใหม่แบบวันต่อวัน

อาหารจานแรกก็หน้าตาเหมือนสลัดปลาดิบ แต่ทางร้านเรียกว่าเป็น New Style Sashimi หรือปลาดิบรูปแบบใหม่ ประกอบด้วยปลาแซลมอนและปลาฮามาจิ แล่เป็นชิ้นหนาพอประมาณ โดยปลาดิบที่ร้านจะส่งตรงจากตลาดปลาที่ประเทศญี่ปุ่นทุกๆ 2 วัน โดยปลาทูน่าที่ใช้นั้น คัดเฉพาะฮอนมากุโร่เท่านั้น ปลาดิบรูปแบบใหม่ของร้านมิโดริ หน้าตาละม้ายคล้ายสลัดแบบเย็น (Cold Salad) มาพร้อมซอสพอนสึผสมส้มยูสุ ราดด้วยน้ำมันงาเพิ่มความหอม ต้องบอกว่าน้ำซอสที่เชฟทำเองนี้อร่อยมากๆ จนอยากจะขอหลอดดูดให้เกลี้ยงจานกันเลยทีเดียว

ตามมาด้วยจานโปรดของ “คาเอรุ” นั่นคือ Beef Tataki ซึ่งอาศัยเนื้อแองกัสมาแล่บางๆ ตัวเนื้อมีความหวานเพราะสุกเฉพาะรอบนอก จากการนำไปรมควัน (Smoke)รับประทานกับซอสพอนสึผสมน้ำส้มยูสุแสนสดชื่น สูตรเฉพาะของเชฟมิชิ อร่อยกลมกล่อม โดยจานนี้เลือกใช้เนื้อแองกัสจากฝั่งออสเตรเลีย หรือสหรัฐ ไม่ใช้เนื้อวางุที่มีมันแทรกแบบญี่ปุ่น เนื่องเพราะต้องการให้ได้รสชาติของเนื้อแบบเน้นๆ ใครไม่นิยมเนื้อดิบมากก็สามารถบอกให้ทำสุกๆ ได้อีกระดับ แต่ถ้าให้ได้รสชาติของ Beef Tataki แท้ๆ ต้องรับประทานแบบแรร์ๆ นี่แหละอร่อย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

มาที่จานเด็ด หากใครมาถึงห้องอาหารญี่ปุ่นมิโดริแล้วไม่ได้สั่งรับประทานถือว่ายังมาไม่ถึง นั่นคือไก่เทริยากิ ที่เสิร์ฟมาในรูปแบบกรอบนอก (หนังกรอบ) นุ่มใน ราดซอสเทริยากิที่เชฟปรุงเอง รสชาติกลมกล่อมจากน้ำผึ้งถึง 5 ชนิด ผสมรวมกับผลไม้ต่างๆ อย่างสับปะรด แอปเปิล โชยุ หมักเอาไว้ 4 วันก่อนจะได้ที่นำมาปรุงเสิร์ฟ ในจานยังเพิ่มรสชาติด้วยดอกกะหล่ำและกะหล่ำพูเร ชิปรากบัว ฯลฯ เพิ่มรสชาติและคุณค่าทางอาหาร

อีกจานซิกเนเจอร์ของเชฟมิชิ คือ เมนูแซลมอนไซเกียว ยากิ (Salmon Saikyo Yaki) ที่นำเอาปลาแซลมอนชิ้นโต ขนาด 250 กรัมไปหมักเอาไว้ในมิโสะหวาน หรือไซเกียว มิโสะ (Saikyo Miso) สูตรที่เชฟทำเองซึ่งเลือกใช้เฉพาะซอสมิโสะจากเมืองเกียวโตเท่านั้น ทิ้งเอาไว้ 3 วัน ให้ซอสเข้าเนื้อ ก่อนจะเสิร์ฟนำปลาที่หมักไว้ไปย่าง เสิร์ฟพร้อมซอสไซเกียว มิโสะ จะได้รสสัมผัสของปลาแซลมอนแสนนุ่มนวล แต่งหน้าด้วยไข่ปลาแซลมอนที่คัดไซส์ใหญ่ๆ เท่านั้น นำไปหมักในไซเกียว มิโสะ 3 วันเหมือนกัน อร่อยชุ่มฉ่ำไปทั้งจาน

สำหรับเมนู Lamb Rack with Balsamic Miso with Japanese Ratatouille เชฟได้แรงบันดาลใจจากการไปอาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์นานถึง 10 ปี จึงมีความคุ้นเคยกับเนื้อแกะที่นำส่วนซี่โครงแกะมาย่างให้สุกกำลังดีแบบมีเดียมแรร์ เสิร์ฟพร้อมซอสบัลซามิกมิโสะ ที่นำเอาวัตถุดิบตะวันตกกับญี่ปุ่นมาผสมผสานอย่างลงตัว เสิร์ฟพร้อมซุปผักราตาตุยแบบญี่ปุ่น ที่มีส่วนผสมอย่างแครอต รากบัว และมะเขือยาว ใส่ซอสมิโสะลงไปด้วย

ปิดท้ายเมนูที่ห้องอาหารญี่ปุ่นมิโดริ ด้วยรวมมิตรของหวาน 4 อย่าง ซึ่งเป็นของหวานทั้งหมดที่มีเสิร์ฟในร้าน อาทิ ครีมบรูเล ช็อกโกแลตชีสเค้ก ไอศกรีมงาดำ และไอศกรีมชาเขียวราดถั่วแดงบด เป็นอันเสร็จพิธีทั้งคาวหวาน ทางร้านยังมีบริการเครื่องดื่มแบบครบวงจร ทั้งซอฟต์ดริงก์ ไปจนถึงสาเก และไวน์ต่างๆ

คำว่า มิโดริ ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า สีเขียว ซึ่งได้มาจากร้านเดิม ณ หมู่บ้านสัมมากรที่ตั้งอยู่ริมบึงน้ำที่มีสีเขียว ขณะที่เมื่อย้ายมายังสนามม้านางเลิ้งแม้ไม่มีบึง แต่หน้าร้านมีต้นไม้ขนาดใหญ่แสนร่มรื่น ร้านตกแต่งสไตล์คอนเท็มโพรารีเจแปนนิส เน้นความเรียบง่ายสบายตา ด้วยสีเทาตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีไม้ ร้านอาหารขนาดกะทัดรัด มีห้องจัดเลี้ยงที่สามารถบรรจุคนได้ถึง 25 คน พร้อมจอทีวีสำหรับจัดประชุม หรือความบันเทิงแล้วแต่คอนเซ็ปต์ และหน้าหนาวนี้จะเพิ่มเก้าอื้นั่งสบายบริเวณลานด้านหน้าร้าน ให้นั่งดื่มกินกันชิลๆ อีกด้วย

ห้องอาหารญี่ปุ่นมิโดริ ตั้งอยู่ภายในสนามม้านางเลิ้ง (ข้างๆ ห้องจำหน่ายตั๋ว) บริการทุกวันเวลา 11.30-21.00 น. โทร.09-9289-3655 &O5532;

 

ส้มตำออนไลน์รับ 4.0 บุรีรัมย์แซ่บเว่อร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/524728

ส้มตำออนไลน์รับ 4.0 บุรีรัมย์แซ่บเว่อร์

 โดย สุริชัย พิรักษา

หากพูดถึงร้านส้มตำในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เปิดขายดาษดื่นอยู่ทั่วไป เพราะเป็นอาหารยอดนิยมที่รับประทานกันทุกเพศทุกวัยทุกอาชีพ

เช่นเดียวกับ วาสนา แสนกล้า หรือน้ำ สาวยุคใหม่วัย 33 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเดิมขายสินค้าเสื้อผ้าออนไลน์อยู่แล้วและมีกระแสตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดี แต่ตัดสินใจเปิดร้านขายส้มตำออนไลน์ชื่อร้าน “สารพัดยำ ตำเซาะกราว” ที่ถนนจิระนคร ซอย 5/6 ต.ในเมือง อ.เมืองบุรีรัมย์ เยื้องโรงเรียนธีรา ซึ่งการทำธุรกิจดังกล่าวยังไม่มีคู่แข่ง

ในแต่ละวัน วาสนาจะโพสต์เมนูส้มตำรสเด็ดให้ลูกค้าเลือกผ่านเฟซบุ๊กและไลน์ อาทิ ตำกุ้งสด ตำหมูยอหอยแครง ตำป่าหมูยอ ตำหมูยอกุ้งสด ตำหมูยอดักแด้ ตำรวมมิตรทะเล และตำผลไม้ตามฤดูกาล

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

หากลูกค้าคนไหนต้องการรับประทานยำ หรือตำเมนูอื่นๆ ก็สามารถโพสต์สั่งทางเฟซบุ๊ก ไลน์ หรือโทรศัพท์ไว้ล่วงหน้าได้

ทางร้านก็จะไปจัดหาซื้อวัตถุดิบมาปรุงให้ทันที เรียกได้ว่า นอกจากเทคนิคการขายจะทันสมัยเข้ากับยุค 4.0 แล้ว ยังได้ใจลูกค้าอีกด้วย

หลังจากเปิดขายมาได้ไม่ถึงปี ก็จะมีวัยรุ่น หนุ่มสาว นักเรียน นักศึกษา และพนักงานห้างมาอุดหนุนอย่างคึกคัก

บางคนจะโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก แชตไลน์ หรือโทรศัพท์มาสั่งไว้ล่วงหน้าก่อนจะขับรถมารับถึงที่ร้าน เมื่อเดินทางมาถึงร้านก็ได้รับประทานทันทีแบบไม่ต้องรอนาน

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีบริการส่งฟรีถึงบ้านหรือที่ทำงานอีกด้วย แต่จะต้องสั่ง 2 ครกขึ้นไปและระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตร ทางร้านจะบริการส่งฟรีทันที ทั้งยังมีไว-ไฟบริการฟรีอีกด้วย เรียกได้ว่าเข้าถึงใจลูกค้าแบบสุดๆ เลยทีเดียว

สำหรับราคาขึ้นอยู่กับเมนูและวัตถุดิบ เช่น ตำกุ้งสด ตำหมูยอกุ้งสด ตำหมูยกดักแด้ ตำปูม้า ตำรวมมิตรทะเล ก็จะขายราคาครกละ 100 บาท หากเป็นธรรมดา เช่น ตำพริกกระเทียม ปูปลาร้า ตำไทย ก็ขายราคาปกติครกละ 30-35 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีโปรโมชั่นหากลูกค้าสั่งข้าวสวย 2 จาน จะแถมฟรีอีก 1 จาน โดยร้านจะเปิดตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. วันจันทร์-วันเสาร์ หยุดทุกวันอาทิตย์

วาสนา ขยายภาพว่า หลังเปิดขายส้มตำออนไลน์มาเกือบ 1 ปี ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น หนุ่มสาว นักเรียน นักศึกษา และพนักงานห้าง จะแวะมาอุดหนุนที่ร้าน รวมถึงสั่งทางเฟซบุ๊ก ไลน์ และโทรศัพท์อย่างต่อเนื่อง

จุดเด่นของที่ร้านจะเน้นอาหารทะเลสดใหม่สะอาดไม่มีกลิ่นคาว ทำให้เป็นที่ถูกปากและประทับใจลูกค้า และจะบอกกันปากต่อปากจนมีลูกค้ามาอุดหนุนคึกคักทุกวัน

ทำให้มีรายได้จากการขายส้มตำออนไลน์วันละกว่า 5,000 บาท บางวันเคยขายได้สูงสุดถึงกว่า 8,000 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้วก็จะเหลือกำไรประมาณ 2,000-3,000 บาท/วัน เพราะอาหารทะเลต้นทุนค่อนข้างสูง ที่สำคัญที่ร้านจะคัดสรรแต่วัตถุดิบที่มีคุณภาพ

หากลูกค้าคนไหนอยากมาลิ้มรสส้มตำออนไลน์สามารถเช็กเมนูทางเฟซบุ๊กและไลน์ได้ การันตีว่าแซ่บนัวอร่อยแน่นอน

 

จากยอดดอยสู่บ้านเรา มื้อเบาๆ กับวัตถุดิบจากโครงการหลวง Black Sesame Dressing

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2560 เวลา 17:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/524533

จากยอดดอยสู่บ้านเรา มื้อเบาๆ กับวัตถุดิบจากโครงการหลวง Black Sesame Dressing

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ภาพ Cookool Studio

ไปที่ร้านโครงการหลวงทุกครั้งต้องรู้สึกละลานตาไปกับพืชผักนานาชนิด ยังมีผักอีกมากมายที่เราต้องทำความรู้จัก นอกเหนือไปจาก Salad Green ธรรมดาๆ ที่คุ้นเคย ยังมีผักที่รสชาติอร่อย มีเอกลักษณ์ในด้านเนื้อสัมผัสอย่าง Mizuna ที่หารับประทานยาก แต่เป็นผักที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมาทำเป็นสลัด เพราะมีใบสีเขียวหยักที่รสฉุนน้อยๆ คล้ายๆ วาซาบิจางๆ สำหรับผู้เขียนชอบมิซูน่าตรงก้านขาวๆ ที่ช่วยเพิ่มความกรอบและสีสันทำให้สลัดดูน่ารับประทาน

ผักอีกชนิดที่อร่อยไม่แพ้กันคือ Rocket หรือ Arugular ที่เป็นพันธุ์ป่า สังเกตที่ใบจะหยักกว่าและก้านที่ยาวกว่าพันธุ์ที่ใบบางๆ Rocket หรือ Arugular ป่านั้นจะมีรสชาติจัดจ้าน เหมาะสำหรับน้ำสลัดที่มีรสชาติเข้มข้น ถึงจะสู้กับรสชาติผักชนิดนี้ได้ลงตัว รสชาติที่จัดจ้านของร็อกเกตป่า นี้เอง ที่กลุ่มคนรักษาสุขภาพมั่นใจในสารแอนติออกซิแดนต์

เรียกว่าไปเดินร้านโครงการหลวงแล้วไอเดียในการซื้อผักกลับมาทำน้ำสลัดฟุ้งไปหลายเมนู อย่างเช่นครั้งนี้ผ่านไปเห็นเนยงาดำ หรือ Sesame Spread จัดว่าเป็นสินค้าขายดีอันดับต้นๆของร้านโครงการหลวง ผู้เขียนได้ข้อมูลมาจากพี่ท่านหนึ่งที่โรงงานแปรรูปแม่เหียะ ว่าโครงการหลวงมีพืชไร่จำพวกถั่วชนิดต่างๆ งาขาว งาดำ รวมไปถึงงาขี้ม่อน เพราะการปลูกพืชไร่พวกนี้ได้ราคาแก่ชาวดอย ถือเป็นกลุ่มพืชหมุนเวียนที่มีคุณค่าไม่เพียงแค่ผลผลิต แต่ยังมีส่วนช่วยในการปรับปรุงดินเพื่อเตรียมสำหรับการปลูกพืชประจำฤดูกาลชนิดอื่นต่อไป

โครงการหลวงจึงมีสินค้าจำพวกถั่ว งาหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือเนยงาดำ นี่แหละที่ผู้เขียนติดใจ ทาขนมปังตามที่เขาแนะนำมาก็แจ่ม เอามาทำคุกกี้โดยตีผสมกับเนยก่อนเติมแป้งและไข่ก็ได้ ด้วยความที่เนื้อสัมผัสของเนยงาดำเนียนขนาดนี้ ผู้เขียนเลยนึกไปถึง Tahini ซึ่งเป็นเครื่องจิ้มที่ทำจากงาขาวของทาง Middle East และ Eastern Mediterranean งาขาวบดละเอียดเนียนที่เป็นวัตถุดิบหลักของอาหารหลายประเภท เนยงาดำของโครงการหลวงอร่อยกว่าหลายเท่า เพราะหอมกลิ่นงาดำคั่วมาแล้ว ต่างจาก Tahini ที่มักจะไม่คั่วงา แถมยังมีส่วนผสมของน้ำผึ้งและเกลือป่น เรียกว่าปรุงรสมาเสร็จสรรพพร้อมกิน

ชิมๆ ดูนึกไปถึงเมนูอาหารญี่ปุ่นอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำจิ้มชาบูที่เป็น น้ำจิ้มงา แถมด้วยน้ำสลัดงาที่เป็นตัวแทนน้ำสลัดสไตล์ญี่ปุ่นที่มีให้ชิมเกือบทุกร้าน เลยเป็นไอเดียให้ผู้เขียนทดลองเอาเนยงาดำมาทดลองทำเป็นน้ำสลัดสูตรนี้ขึ้นมา

สูตรไม่ยากเลย ขอแค่หาซื้อเนยงาดำ Healthy Choice ของโครงการหลวงให้ได้ก่อน เพราะสินค้าขายดีบางครั้งขาดตลาดไปบ่อยๆ เสร็จแล้วเอามาปรุงรสง่ายๆ อาศัยความเค็มจากมิโซะและโชยุ เครื่องปรุงหลักๆ ของญี่ปุ่นเขา เติมความเปรี้ยวด้วยน้ำส้มสายชูหมักจากข้าวจะได้รสเปรี้ยวไม่แหลมจนเกินไป ถ้าติดน้ำสลัดสายหวาน แนะนำให้เลือกน้ำผึ้งในโครงการหลวงที่ชอบซึ่งมีหลายยี่ห้อภายใต้โครงการหลวง ไม่ว่าจะเป็นตราดีอร่อยของโครงการหลวง ตราดอยคำ หรือตราโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ฯลฯ แต่ละยี่ห้อต่างกันที่ขนาดบรรจุ รสชาติอร่อยใกล้เคียงกันหมด ปรุงแต่งด้วยกลิ่นกระเทียมและหัวหอมแดงเพื่อให้จัดจ้านตัดกันกับรสชาติของผักที่เราเลือกใช้ให้เข้ากันคือ Wild Rocket

สูตรนี้ผู้เขียนขอเสิร์ฟเป็นสลัดหมูชาบู เลียบแบบเมนูยอดฮิตจากร้านอาหารญี่ปุ่นหลายๆ ร้าน แต่เชื่อว่าจะพิเศษกว่าที่ขายทั่วไป เพราะเป็นน้ำสลัดจากงาดำที่มีสารเซซามินมากกว่างาขาว แถมบดมาอย่างละเอียด ทำให้ร่างกายดูดซึมสารเซซามินได้เป็นอย่างดี อร่อยไม่อร่อยธรรมดา อร่อยแบบมีคุณค่า ซาบซึ้งไปกับแนวทางพระราชดำริที่คิดมาแล้วอย่างบูรณาการ

 

เกษตรอินทรีย์ จุดเริ่มต้นสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/523317

เกษตรอินทรีย์ จุดเริ่มต้นสุขภาพดี

กลาสเฮาส์แสนอบอุ่นที่รายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวแสนร่มรื่น ในซอยทองหล่อ 23 ที่มีชื่อว่า ปฐม ออร์แกนิก ลีฟวิ่ง (Patom Organic Living) คือ ปฐมบทของการนำร่องเอาคำว่าเกษตรอินทรีย์ มาเสิร์ฟให้คนเมือง โดยเริ่มต้นจากโครงการ สามพรานโมเดล ซึ่งรวมกลุ่มกันจากวิถีการเกษตรเดิมๆ ให้กลายเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยมี หนุ่มฟี่-อนัฆ นวราช ทายาทรุ่นที่ 3 ของโรงแรม สามพราน ริเวอร์ไซด์ จ.นครปฐม ที่ดำเนินกิจการมากว่า 50 ปี ได้เข้ามารับช่วงต่อ

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ผู้คนยุคสมัยนี้หันมาดูแลสุขภาพกันยกใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของอาหารการกิน ที่หันมาใส่ใจในเรื่องที่มาของเมนูแต่ละจาน ทั้งที่มาของวัตถุดิบและรสชาติ ทั้งยังเข้าใจในเรื่องของการกินเพื่อสุขภาพที่หาใช่แค่เรื่องของการลดแป้ง งดเนื้อสัตว์ แล้วหันมากินแต่สลัดผักเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงรสชาติของอาหาร และเลือกกินแป้งตามความเหมาะสม แล้วหันมาบริโภคเนื้อสัตว์และผักที่ปลอดสารพิษ หนึ่งในเทรนด์อาหารที่ว่านี้ก็คือ เกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิกที่หลายคนรู้จัก

“เราเริ่มต้นจากการมีสวนออร์แกนิก 30 ไร่ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรม แล้วไม่พอกับร้านอาหารในโรงแรม เราจึงร่วมกับเกษตรกรให้หันมาปลูกผักอินทรีย์แล้วขายให้กับโรงแรมของเรา นอกจากจะขายให้เราแล้วยังนำมาขายที่ตลาดสุขใจ ซึ่งเป็นตลาดนัดที่สวนสามพรานซึ่งรวมกันมา 8 ปีแล้ว พอดีทางพี่ชายผมได้ทุนสนับสนุนมาจาก สสส. จึงก่อตั้งเป็นมูลนิธิสังคมสุขใจ เป้าหมายก็คือให้เกษตรกร และพื้นที่ใกล้เคียงรวมตัวกันปลูกพืชผักเกษตรอินทรีย์ และหาช่องทางให้เขาด้วย และร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะนำของเกษตรกรมาต่อยอด และเราอยากมีแบรนด์ของเราเองจึงเกิดเป็นร้านนี้ขึ้นมา ซึ่งพี่ชายผมทำต้นน้ำไว้แล้ว ผมก็มาต่อยอดเป็นปลายน้ำให้ครับ” หนุ่มฟี่ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของร้านอย่างอารมณ์ดี

“ผมขอเรียกว่าเป็นโครงการแบบ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ดีกว่าครับ ต้นน้ำก็คือการนำวัตถุดิบที่ดี ก็คือออร์แกนิกจากเกษตรกร ผ่านโครงการสามพรานโมเดล ภายใต้มูลนิธิสังคมสุขใจออกมาจำหน่าย กลางน้ำก็คือการแปรรูปซึ่งทางเราทำเองทั้งหมดเลย ทั้งอาหาร ขนม เค้ก รวมถึงสกินแคร์ และผลิตภัณฑ์สปา ส่วนปลายน้ำก็คือการเกิด ปฐม ออร์แกนิกลีฟวิ่ง ที่มีคอนเซ็ปต์เป็น ออร์แกนิก ลีฟวิ่ง เราจะขายทุกอย่างที่เป็นของกิน ของใช้ที่ทำจากออร์แกนิก ซึ่งของที่มาที่นี่จะต้องผ่านการตรวจสอบจากมูลนิธิก่อน และรายได้ 3% ของการจำหน่ายจะมอบให้กับมูลนิธิสังคมสุขใจเพื่อสมทบทุนการพัฒนาของเกษตรกรต่อไป”

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการของที่นี่ก็คือ จะเน้นเสิร์ฟเมนูสุขภาพกินง่ายปรุงสดใหม่ทุกวัน ด้วยวัตถุดิบออร์แกนิกในรูปแบบของอาหารปิ่นโต ซึ่งสามารถนั่งกินที่ร้าน หรือบอกทางร้านจะนำกลับไปกินที่บ้านก็ได้ รวมถึงหลอดที่ใช้ดื่มน้ำหรือชาก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก อย่างต้นผักบุ้ง และปล้องต้นอ่อ ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดขยะพลาสติกนั่นเอง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนี้ ทางร้านจะมีการส่งพืช ผัก เกษตรอินทรีย์ของมูลนิธิให้กับร้านอาหารที่ต้องการ รวมถึงในอนาคตอันใกล้จะมีการจัดส่งให้กับลูกค้าถึงบ้าน รวมถึงในตอนนี้ทุกวันเสาร์ที่สองของเดือน ทางร้านจะจัดให้มีตลาดนัดพืชผักและผลไม้ออร์แกนิกจากเกษตรกรที่ร่วมโครงการอีกด้วย

“ผมเชื่อว่าคนเราถ้าได้กินของดี ได้กินของปลอดภัย แล้วรู้ที่มาที่ไป เราก็สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เราสามารถโทรถามได้ มากกว่านั้นถ้าคุณอยากเที่ยว อยากเจอเกษตรกรเราก็พาไปเที่ยวได้เลย การกินเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งตัวเราและลูกค้า จะได้กินของดี เกษตรกรก็สุขภาพดีขึ้น รายได้ดีขึ้นด้วยครับ”

เริ่มต้นสุขภาพดีด้วย ข้าวยำดอกไม้ ที่มาอย่างพร้อม เริ่มต้นด้วยข้าวกล้องร้อนๆ มะพร้าว กุ้งแห้งป่น พริกขี้หนู ใบชะพลู ดอกกุหลาบมอญ ดอกอัญชัน ดอกเข็ม และส้มโอ เพิ่มรสชาติด้วยน้ำยำที่ออกรสเค็มคล้ายน้ำบูดู คลุกเคล้าจนเข้ากันอร่อยอย่าบอกใคร

ต่อด้วย น้ำพริกลงเรือ สูตรดั้งเดิมของโรงแรม ที่ส่วนผสมของน้ำพริกนั้นต้องใส่หน่อไม้ สะตอ และหมูสับนำไปผัดจนหอมโรยด้วยลูกโดด หรือพริกขี้หนูสวน แนมมาด้วยผักตามฤดูกาล กินกับข้าวสวยกล้อง ปลานิลฟู และไข่เค็ม ลืมน้ำพริกถ้วยเก่ากันได้เลย

เมนูถัดมา ผัดไทยหัวปลี ใช้เส้นที่ทำจากปลีกล้วย ผัดกับกุ้ง ไข่ และเครื่องผัดไทยอินทรีย์ รสชาติเข้มข้น แถมได้ความกรุบๆ ของเส้นหัวปลียิ่งชวนให้สนุกและอร่อยยิ่ง

หลังจากอิ่มกับเมนูของคาวแล้ว แนะนำให้ตบท้ายเมนูขนมหวานแบบขนมไทยโบราณที่ล้วนใช้วัตถุดิบอินทรีย์เช่นกัน อาทิ ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมต้ม สังขยา หรือจะลองเค้กหน้าส้มโอ ผลไม้ตามฤดูกาลที่นำแป้งและเนื้อส้มโอไปผสมกันแล้วท็อปด้วยเนื้อส้มโอด้านหน้าอีกที ทั้งหอม ทั้งหวานแล้วยังได้ส้มผัสเนื้อส้มโออีกด้วย

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีเครื่องดื่มออร์แกนิก ทั้งชา กาแฟ และน้ำดื่มสมุนไพร อย่าง ชาบัว ที่ใช้เกสรและกลีบของบัวมาชง ซึ่งจะดีต่อสุขภาพของหัวใจ

ร้าน ปฐม ออร์แกนิก ลีฟวิ่ง ตั้งอยู่สุดซอยทองหล่อ 23 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 09.00-18.30 น. (หยุดวันจันทร์) โทร.02-084-8649 http://www.patom.com

 

ห้องอาหารจีนหลิว ความสุขและความภูมิใจ ณ คอนราด กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/523316

ห้องอาหารจีนหลิว ความสุขและความภูมิใจ ณ คอนราด กรุงเทพฯ

หลิว (Liu) ห้องอาหารจีนที่มีชื่อเสียงมานานกว่า 15 ปี และถ้าใครยังไม่รู้ ร้านอาหารจีนแห่งนี้ นับหนึ่งวันแรกและมีอายุเท่ากันกับโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ถนนวิทยุ ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวคอนราดทุกคน ด้วยความโดดเด่นในสุนทรียศาสตร์ รสชาติ ความสุข และความอร่อย ที่เป็นหนึ่งเดียว

คอนเซ็ปต์ของหลิวเป็นไปภายใต้แนวคิดของชางจินลี ผู้ก่อตั้งกรีน ที.เฮ้าส์ (Green T. House) ห้องอาหารจีนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกรุงปักกิ่ง นอกจากนี้ยังมีการนำวิสัยทัศน์ภายใต้นโยบายจีนโลกสมัยใหม่ มาประยุกต์ใช้กับห้องอาหารจีนหลิว ผ่านศิลปะการดื่มชาด้วย รวมทั้งการปรุงอาหารจีนแบบต้นตำรับดั้งเดิม ที่โดดเด่นในสไตล์เสฉวน กวางตุ้ง และเซี่ยงไฮ้

สำหรับชื่อหลิว มีความหมายถึงต้นหลิวอันอ่อนลู่ทว่าแข็งแกร่งลิ่วลมบน ต้นหลิวลู่ลมต้นนี้อยู่คู่โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ มานานจนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญ

ไม่แปลกที่การตกแต่งของห้องอาหารภายในร้านจะประดับประดาด้วยต้นหลิว ที่เข้ากันอย่างกลมกลืนกับการตกแต่งสไตล์นีโอ คลาสสิคัล ไชนีส ซึ่งใช้สีแดงและสีทองเป็นตัวนำเด่น สร้างบรรยากาศสุดหรูให้แก่ห้องอาหาร

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เชฟแจ็กกี้ ชาน ชาวฮ่องกง ผู้เชี่ยวชาญการทำอาหารสไตล์จีนกวางตุ้ง ด้วยประสบการณ์เชฟกว่า 30 ปี การันตีถึงคุณภาพและความอร่อย ตอบคำถามว่าทำไมห้องอาหารหลิวจึงอยู่ครองใจคนรักอาหารจีน นั่นเป็นเพราะการใช้วัตถุดิบสดใหม่ และพิถีพิถันในการปรุง เมนูมีการปรับเปลี่ยนเสมอ เพื่อให้เข้ากับวัตถุดิบที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลา ลูกค้าจึงได้ลิ้มลองรสชาติอาหารที่กลมกล่อมสดใหม่ ผ่านการปรุงที่ประณีตและศิลปะการตกแต่งจานที่พิถีพิถันสูงสุด

ยกมาจานแรก “เป๋าฮื้อกระเพาะปลาน้ำแดง” ที่นี่เลือกใช้วัตถุดิบสดใหม่จากธรรมชาติ เป๋าฮื้อคุณภาพนำเข้าจากเม็กซิโก ส่วนผสมตุ๋นรวมกัน 1 ชั่วโมงในเหล้าจีน หอมแดง กระเทียม ขิง และอื่นๆ สูตรเด็ดเคล็ดลับคือ น้ำซุปที่ใช้เนื้อหมูและไก่ตุ๋นเคี่ยวรวมกัน 3 ชั่วโมง จากนั้นนำไปตุ๋นต่ออีกไม่น้อยด้วยขาหมูแฮมยูนนาน

จานถัดมาชื่อ “ตง ปอ หยก หมั่นโถว” หมูสามชั้นย่างให้หนังเหลืองหอม ก่อนนำไปตุ๋นยาจีนกับไฟปานกลาง 4 ชั่วโมง รสชาติซึมซาบเข้าสู่ทุกอณูของเนื้อหมู นุ่มลิ้นอย่างเหลือเชื่อ รสชาติออกเค็มหวานสมดุล กินคู่กับหมั่นโถวที่ทำสดในทุกๆ วัน เคล็ดไม่ลับคือ ซอส ที่ใช้ข้าวแดงแช่น้ำให้ออกสีและเพิ่มความหวานด้วยน้ำตาล จากนั้นปั่นละเอียดจนหอมและพิเศษไม่เหมือนที่ใด

จานสุดท้ายห้ามพลาด ปลิงทะเลตุ๋นสอดไส้กุ้งราดซอสมันปู ปลิงทะเลแห้งจากจีนแช่น้ำ 2 วัน จากนั้นนำปลิงทะเลที่ขยายตัวแล้วมาทำความสะอาด ตุ๋นกับเครื่องเทศ 1-2 ชั่วโมง เสร็จสรรพยัดไส้ด้วยกุ้งตัวใหญ่ นึ่งจนสุกกำลังดี แล้วปิดท้ายด้วยการราดซอสมันปู เลือกปูเนื้อแน่นแกะเอาเฉพาะส่วนมัน ทำเป็นน้ำซอสมันปูสูตรเด็ด เค็มๆ มันๆ กินคู่กับปลิงทะเลยัดไส้กุ้งเนื้อกรุบกริบ ลงตัวที่สุด

ห้องอาหารจีนหลิว เปิด 11.00-14.30 น. และ 18.00-22.30 น. ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ถนนวิทยุ โทร. 02-690-9999 &O5532;

 

หวัง เจีย ชา เซี่ยงไฮ้สไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/523315

หวัง เจีย ชา เซี่ยงไฮ้สไตล์

ภาพ : สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

ต้นเดือนแบบนี้ดื่มด่ำอาหารจีนสุดหรูแบบแคชชวลไดนิ่งกันบ้าง ที่ร้าน ‘หวัง เจีย ชา’ ร้านอาหารจีนในเกาะฮ่องกง ที่โด่งดังและมีต้นตำรับมาจากเซี่ยงไฮ้ โดยเฉพาะติ่มซำ ที่เขามีบริการบุฟเฟ่ต์ในราคาพิเศษ 499++ บาท ในช่วงวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.00-14.00 น. ภายในเวลา 1.30 น. กับเมนูที่มีให้เลือกมากกว่า 30 เมนู โดยเฉพาะเมนูเด็ดอย่าง เสี่ยวหลงเปา ที่ขึ้นชื่อ หรือจะเป็น ฮะเก๋า ขนมจีบ ก็อร่อยไม่แพ้กัน

ในบรรยากาศร้านที่ให้ความอบอุ่นแบบครอบครัว ผ่อนคลาย กับโต๊ะเก้าอี้นั่งสบายในสไตล์จีนโมเดิร์น ใครที่ชอบความเป็นส่วนตัวก็สามารถจองเป็นห้องส่วนตัวได้

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอะลาคาร์ต เริ่มที่ เสี่ยวหลงเปาหมู (150 บาท) แป้งเหนียวนุ่มเสิร์ฟมาร้อนๆ ด้านในเป็นน้ำซุปหอมๆ จิ้มกับน้ำจิ้มของร้าน อร่อยจนต้องสั่งต่อ ซี่โครงหมูอ่อนทอดราดซอสบ๊วย (280 บาท) ซี่โครงหมูกรุบกรอบ ผัดกับซอสสูตรเด็ดจนแห้งซึมเข้าเนื้อ ได้รสชาติเปรี้ยวหวาน

เกี๊ยวเซี่ยงไฮ้ในซุปเห็ด (210 บาท) เกี๊ยวใส่หมูผสมกุ้ง น้ำซุปแบบเสฉวนมีความเผ็ดของพริก ปลาทองไส้กุ้ง หรือ ฮะเก๋า (96 บาท) ฮะเก๋ารูปแบบใหม่ที่ปั้นเป็นรูปปลาทอง ไส้กุ้งตัวโต เนื้อกรอบเด้ง ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งเมนูยอดนิยม ซาลาเปาลาวาไส้คัสตาร์ด (150 บาท) ซาลาเปาปั้นเป็นรูปผลส้ม แป้งนุ่ม ลาวาคัสตาร์ดไข่เค็มเต็มๆ คำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ร้านอยู่ชั้น G ห้างสยามพารากอน เปิดบริการเวลา 11.00-22.30 น. โทร. 02-129-460

ราคาต่อหัวประมาณ 500-1,000 บาท