โพรวองซ์ รสไทยแท้ในชื่อฝรั่งเศส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2559 เวลา 16:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/459065

โพรวองซ์ รสไทยแท้ในชื่อฝรั่งเศส

โดย…พาแลง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

กว่าสามสิบปีที่ผ่านมาบรรดาแวดวงสังคมไม่มีใครไม่รู้จักร้านอาหารโพรวองซ์ (Provence) ร้านที่ได้รับการยกย่องเป็นเสียงเดียวกันว่าบรรยากาศดีระดับไฮเอนด์ สาขาแรกตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้าเพนนินซูล่า แหล่งช็อปปิ้งใจกลางกรุงเทพฯ อาหารแต่ละเมนูมีเรื่องเล่า และเมื่อมาประจำการที่สาขาศูนย์การค้าเกษรพลาซ่า ชั้น 2 มาระยะหนึ่ง หลังจากได้รับการต้อนรับที่ดีจากลูกค้า ทำให้ต้องขยับขยายร้านมาอยู่ ณ ชั้นล็อบบี้ (L) ในบรรยากาศเปิดโล่งกว่าเดิมมีจำนวนที่นั่งมากขึ้น มีครัวเป็นสัดส่วน แต่ยังเน้นความสบาย

ร้านตกแต่งสไตล์ฝรั่งเศส โดยการตกแต่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ทั้ง 4 ฤดูกาล โดยใช้ดอกไม้สด ดอกไม้แห้ง และสมุนไพรที่สามารถเด็ดกินได้สดๆ ซึ่งจะใช้หมุนเวียนไปเรื่อยๆ เราจึงได้กลิ่นอายของเมืองโพรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศสอบอวลอยู่ทั่วทั้งร้าน นอกจากนี้เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตกแต่งเป็นของเก่าที่มาจากคนละสถานที่ แต่เมื่อจัดวางแล้วกลับเข้ากันอย่างลงตัว

 

ก่อนจะไปถึงเมนูเด็ดที่ใครมาก็ต้องสั่งต้องขอแนะนำเมนูอาหารว่างเพื่อเรียกน้ำย่อย มารองท้องระหว่างรอจานหลัก ซึ่งมีชื่อไม่แพ้กันอย่างขนมกุยช่าย ซึ่งแตกต่างด้วยแป้งบางนุ่มเข้ากับไส้ผัก และเสริมรสด้วยน้ำจิ้มสูตรเฉพาะทำให้เมนูนี้เป็นเมนูขายดีลำดับต้นๆ ของร้านนี้

 

สำหรับใครชื่นชอบเต้าหู้ทอด/เผือกทอด ก็จะไม่ผิดหวัง เมื่อน้ำย่อยเริ่มทำงานก็พร้อมเสิร์ฟเมนูขึ้นชื่อ อย่างก๋วยเตี๋ยวเรือ ที่แน่นอนว่ามีความพิเศษกว่าร้านอื่น ด้วยความสดสะอาดจากวัตถุดิบชนะเลิศที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ เลือกเนื้อโคขุน ตุ๋นจนเนื้อนุ่มให้สัมผัสละมุนลิ้น ละลายในปาก น้ำซุปกลมกล่อมแบบไม่ต้องปรุง สามารถการันตี ได้ด้วยลูกค้าระดับไฮคลาส อาทิ สุลต่านมาเลเซีย สุลต่านบรูไน เศรษฐีจากไต้หวัน สิงคโปร์ ฯลฯ ที่ติดใจในเมนูนี้ จนถึงขนาดต้องส่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวให้คนมาซื้อก๋วยเตี๋ยวเรือกลับไปทานยังประเทศของตัวเองเลยทีเดียว แต่สําหรับคนที่ไม่รับประทานเนื้อวัว ทางร้านก็มีเนื้อหมูรสชาติอร่อย ให้ได้เลือกรับประทานเช่นกัน

เมนูเส้นอีกหนึ่งจานที่ชาวต่างชาติร่ำลือกัน และไม่พลาดจะมาชิมก็คือ ข้าวซอยเป็ด ที่ปรับสูตรให้ความเข้มข้นของน้ำซุปแบบเหนือแท้ๆ ลงคนที่คุ้นเคยกับข้าวซอยอาจจะบอกว่าเมนูนี้รสอ่อน แต่เมื่อได้รับประทานกับเนื้อเป็ดที่กรอบนอกนุ่มในชิ้นโตในจาน เมนูนี้เป็นอาหารจานเส้นสำหรับคนที่ไม่รับประทานก๋วยเตี๋ยว แต่ไม่ใช่จะมีแต่เมนูเส้นเท่านั้น เพราะที่นี่มีเมนูหลากหลาย กระซิบบอกสาวๆ ที่คุ้นเคยกับสลัด ที่โพรวองซ์นำดอกไม้ไทยเปี่ยมสรรพคุณทางยามาคลุกกับน้ำยำรสเด็ด ทำให้ได้เมนูยำดอกแคที่สียังสดสวย เมนูนี้รวยกุ้งที่สดและเนื้อหวาน เข้ากันได้ดีกับผักที่มีรสขมนิดๆ

มื้อนี้เหมือนจะยังไม่จบลงง่ายๆ หลังจากจิบน้ำลิ้นจี่สีสวยรสหวานอมเปรี้ยวแล้ว ก็พร้อมสำหรับเมนูของหวานที่ขายดีและมีจำนวนจำกัดแต่ละวัน เมนูนั้นคือกล้วยไข่เชื่อม ที่ใช้กล้วยไม่สุกดีมาปรุงอย่างพิถีพิถัน ทำให้ได้รสชาติไม่หวานเลี่ยนเกินไป ทั้งยังมีกะทิรสเค็มมันมาช่วยตัดความหวาน เป็นรสกลมกล่อมที่ปิดท้ายมื้อได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ร้านโพรวองซ์ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยของอาหารฝรั่งเศสในแบบฉบับไทยที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่รสชาติไม่ธรรมดา ณ ชั้นล็อบบี้ (ชั้น L) สาขาศูนย์การค้าเกษรพลาซ่า เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-20.00 น. โทร. 02-656-1050

 

แอตติจูด โมงยามแห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2559 เวลา 16:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/459064

แอตติจูด โมงยามแห่งความสุข

โดย…คีตะ  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

พระอาทิตย์ตกดินที่ แอตติจูด (Attitude) นั้นแสนงดงาม เป็นภาพประทับใจซึ่งยากจะลืมและลบเลือนจากความทรงจำ พลันเมื่อแสงสุดท้ายของวันจากไป รูฟท็อปบาร์และห้องอาหารแห่งนี้ก็ประดับประดาด้วยสีสันแห่งราตรีซึ่งทำให้ความประทับใจเวียนวนกลับมาใหม่ ณ จุดนี้ ความอิ่มเอมใจเกิดขึ้นได้ เพราะวิวทิวทัศน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอันงดงาม รวมทั้งวิวเมืองที่กว้างไกลสุดสายตา และการตกแต่งสถานที่อันประณีตบรรจง

 

แอตติจูด เป็นรูฟท็อปบาร์และห้องอาหารเปิดใหม่ ตั้งอยู่บนดาดฟ้าชั้น 26 ของ อวานี ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โฮเต็ล นี่คือ สถานที่อันสมบูรณ์แบบ สำหรับการสังสรรค์หลังเลิกงานหรือการพบปะในวันเวลาสุดพิเศษ ด้วยที่นั่งทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ให้เลือกหลากหลายมุม ตัวสถานที่ดูโปร่งโล่งด้วยผนังกระจกซึ่งทำให้เห็นวิวทุกมุม มีสีสันเท่และทันสมัยด้วยเฟอร์นิเจอร์ดำ-แดง และมีเก้าอี้หวายในแบบคลาสสิกมาแซม กล่อมเกลาบรรยากาศด้วยบทเพลงจากดีเจทุกวันตั้งแต่เวลา 21.00 น.เป็นต้นไป

ณ บาร์เครื่องดื่มอันกว้างขวาง มิกโซโลจิสต์ผู้เชี่ยวชาญประจำที่พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มค็อกเทล อย่างเช่น มาร์การิตา เพอร์เฟกตา ผสมผสานเตอกิลาร์ น้ำผึ้ง น้ำมะนาว ฯลฯ เข้าด้วยกัน อีกแก้วหนึ่งอาจจะเป็น บลู ยิน ที่เกิดจากการรวมตัวของ ยิน บลูคูราเซา โทนิค แตงกวา มะนาว ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีไวน์ เบียร์ และอื่นๆ ให้เลือก

ขณะที่อาหารเป็นแนวฟิวชั่นผสมผสานระหว่างหลายกลิ่นอายเอเชียน ไม่ว่าจะ ญี่ปุ่น อินเดีย ไทย และอื่นๆ เป็นเมนูที่สวยงาม น่าทึ่ง และเอร็ดอร่อย อาจเริ่มต้นคืนค่ำด้วย ออยสเตอร์และไวน์ เซ็ตที่ลงตัวของหอยนางรม 3 ตัว และไวน์โซวินญงบลอง 1 แก้ว ก่อนจะตามด้วยทาปาสมารับประทานเล่นเรียกน้ำย่อยก่อน อย่างเช่น มัทราส พรอน กุ้งกรุ่นเครื่องเทศอินเดีย แล้วต่อด้วย นิบเบิ้ล ออน อิท เป็นเนื้อแกะลอลลิป็อป โดยเนื้อแกะนั้นสโลว์คุ๊กเป็นวัน คลุกเคล้าด้วยเครื่องเทศโมร็อกโกเสิร์ฟเป็นชิ้นพอคำพร้อมซอสมะเขือและซอสหอมแดง อีกหนึ่งจานมาจากอาหารว่างของชาวฮอลแลนด์ เรียกว่า บิตเตอร์ บอลล์ ทำจากเนื้อกุ้งผัดกับผักคลุกด้วยแป้งขนมปังทอดเสิร์ฟกับมูสเครื่องแกงไทย เผ็ดนิดๆ ด้วยเครื่องเทศ และวาซาบิมาโย

เมนคอร์สมีหลากหลายให้เลือก สำหรับมีตเลิฟเวอร์น่าจะลอง ซิมเมนทาเลอร์ บีฟ เป็นเนื้อในส่วนเทนเดอลอยน์เสิร์ฟกับข้าวคูสคูส พิเศษตรงที่เนื้อนำเข้าจากเดนมาร์กซึ่งหารับประทานไม่ง่ายในเมืองไทย เนื้อฉ่ำๆ เสริมรสด้วยเกลือไร้ไอโอดีนจากทะเลมัลดอน ทิ้งรสชาติละมุนไว้ในปาก ใครชอบอาหารทะเลก็มี บอสตัน ล็อบสเตอร์ เป็นตัวเลือกแบบเบาๆ สวยๆ ล็อบสเตอร์เนื้อสดๆ เด้งๆ เสิร์ฟกับซอสเบอร์เนสที่ไปกันได้ดี ก่อนจะปิดท้ายด้วยของหวานคือ แอปเปิ้ล ซึ่งนำมาปรุงใน 5 รูปแบบ ทั้งน้ำตาลเป่าเป็นรูปแอปเปิ้ล มูสแอปเปิ้ล สไปซ์แอปเปิ้ล เชอเบ็ตแอปเปิ้ล และ แอปเปิ้ลสไลซ์อบแห้ง เป็นของหวานที่หน้าตาและตกแต่งจานมาสวยงาม แถมยังอร่อยมาก

คุณสมบัติของรูฟท็อปบาร์และห้องอาหารระดับหลายดาวทั้งหมดทั้งมวลที่รวมเป็น แอตติจูด นี้ พร้อมให้ทุกคนไปพิสูจน์ที่ชั้น 26 ของ อวานี ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โฮเต็ล ถนนเจริญนคร ธนบุรี (โทร.02-431-9100 หรือ avanihotels.com หรือ facebook.com/AttitudeRooftopBar) เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 18.00-01.00 น.

เวลาแห่งความสุขที่ แอตติจูด นั้นดูจะผ่านไปรวดเร็ว จากช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดินถึงดึกดื่นเมื่อดาวเดือนเต็มฟ้า เหมือนกับเป็นระยะเวลาเพียงแว่บเดียว ด้วยความประทับใจเต็มเปี่ยมนี้ทำให้ต้อง…กลับมาอีก

 

ลลลล อร่อยล้วนๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2559 เวลา 16:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/459061

ลลลล อร่อยล้วนๆ

โดย…พี่เวส ภาพ กีกี้

ลลลล ฟังชื่ออย่าเพิ่งงง เพราะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวมาจากแดนไกลถึง เมืองลับแล จ.อุตรดิตถ์ คำว่า ลลลล ย่อมาจาก ลำลำลับแล เป็นเตี๋ยวต้มยำแซ่บๆ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

ด้วยความที่เจ้าของร้านเป็นคนหนุ่มที่ชอบตระเวนกินอาหารอร่อยๆ อยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งได้ไปลิ้มลองก๋วยเตี๋ยวรสแซ่บจากเมืองลับแล จึงนำพาความอร่อยมาให้คนกรุงเทพฯ ได้ลิ้มลองกัน ทีเด็ดของก๋วยเตี๋ยวร้านนี้จะอยู่ที่น้ำพริกเผาซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่จะใช้หอมแดงเมืองลับแลปรุงรส ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหอมที่หอมกว่าหอมทั่วไป เคล็ดลับอีกประการอยู่ที่น้ำซุปที่จะใช้กระดูกหมูเคี่ยวกว่า 4 ชั่วโมงทำให้รสชาติหวานกลมกล่อม

มาถึงร้านนี้ขอแนะนำ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ที่ใส่ไข่ลวก เพิ่มชีส ใส่ถั่วฝักยาว รสชาติอร่อยแบบไม่ต้องปรุง ถ้าชอบทะเลสั่งก๋วยเตี๋ยวหมึกยัดไส้ บวกไข่ ใส่ชีสแซ่บพอกัน หรือถ้าชอบกุ้งแม่น้ำทางร้านก็มีไว้เอาใจ กุ้งตัวใหญ่ใส่เส้น พร้อมน้ำต้มยำแบบครบรส ยิ่งกินยิ่งอร่อย จะสั่งแห้งหรือสั่งน้ำรับรองถูกปาก ถ้าจะให้ได้รสชาติแนะนำให้สั่งยำเกี๊ยวกรอบมาเพิ่มเติมความอร่อย คอก๋วยเตี๋ยวทั้งหลายงานนี้ถูกใจแน่ๆ กระทั่งพริก กระเทียมเจียว ทางร้านก็คั่วเอง เจียวเอง หอมกรุ่นได้ใจ ที่สำคัญร้านยังเปิดแอร์ให้นั่งเย็นฉ่ำสบายๆ ในราคากันเอง

ร้านตั้งอยู่ใน ซอยลาดพร้าว 101 (แยก 11 ) ร้านเปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น. โทร. 08-6340-2937

 

ดินเนอร์หรูสุดพิเศษ Dining with the Stars

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2559 เวลา 16:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/459058

ดินเนอร์หรูสุดพิเศษ Dining with the Stars

โดย…คาเอรุ

ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดกันบ่อยๆ ห้องอาหารซาเวลเบิร์ก ประเทศไทย จัดดินเนอร์หรูสุดพิเศษ “Dining with the Stars” โดยเชื้อเชิญ 6 เชฟมิชลินสตาร์อันดับต้นๆ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อนๆ ของเชฟ เฮงคซาเวลเบิร์ก มาร่วมกันปรุงมื้อดินเนอร์สุดหรู เพียงค่ำคืนเดียว ในวันอังคารที่ 25 ต.ค.นี้

เรียกได้ว่า เป็นเชฟต่างชาติที่ได้การยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทยขณะนี้ เชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก ขอสร้างปรากฏการณ์ดินเนอร์ครั้งสำคัญ “Dining with the Stars” ด้วยการรวมตัวของเชฟมิชลินสตาร์จากเนเธอร์แลนด์ถึง 6 คน (3 ดาวจำนวน 1 ท่าน, 2 ดาวจำนวน 2 ท่าน และ 1 ดาวอีก 3 ท่าน) เพื่อมาสร้างสรรค์เมนูสุดพิเศษ 6 คอร์สให้ชาวไทยได้ลิ้มลอง พร้อมคัดสรรไวน์ชั้นเลิศ ที่มีรสชาติเข้ากันดีกับเมนูเหล่านี้เพื่อทำให้มื้ออาหารของคุณเป็นมื้อที่น่าจดจำ เพียงมื้อเดียวเท่านั้น ณ ห้อง นิว บอลรูม ณ โอเรียนทอล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ (ถนนวิทยุ) ในราคา 9,990 บาท++ (รวมไวน์แพริ่ง)

เชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก มีชื่อเสียงมายาวนาน จากการเป็นเชฟเพียงหนึ่งเดียวที่ได้มิชลินสตาร์ถึง 4 ร้านในประเทศเนเธอร์แลนด์ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม เลส์ ปาทรงซ์ กูซีนิเย่ส์ กลุ่มเชฟชาวดัตช์ระดับปรมาจารย์ ผู้เอกอุทางด้านการปรุงอาหารฝรั่งเศสให้มารวมตัวกัน เป็นสมาชิกที่คอยแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านการปรุงอาหาร เพียง 23 ท่านเท่านั้น ซึ่งพวกเขาต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองผ่านฝีมือการรังสรรค์อาหารแต่ละเมนู การรักษาคุณภาพให้คงที่ รวมถึงทักษะที่มีอย่างเหนือชั้น

ค่ำคืนดังกล่าว เชฟเฮงค์ ได้ถือโอกาสเชิญเชฟมิชลินสตาร์ 5 ท่านจากกลุ่มเลส์ ปาทรงซ์ กูซีนิเย่ส์ มารวมตัวกัน เพื่อสร้างประสบการณ์แสนพิเศษให้กับมื้อค่ำ นอกจากเชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก เจ้าของมิชลินสตาร์ 1 ดาวแล้ว ยังมี มาร์ติน ครูร์ดฮอฟ เชฟมิชลิน 2 ดาว เจ้าของร้าน De Lindenhof หนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดของเนเธอร์แลนด์ ซีส์ เฮลเดอร์ เชฟมิชลิน 3 ดาวคนแรกของฮอลแลนด์ อดีตเจ้าของร้าน Parkheuvel ที่โด่งดังในเมืองรอตเทอร์ดาม

นอกจากนั้น ยังมี เรย์มอนด์ พรินเซน เชฟมิชลิน 1 ดาว ปรมาจารย์ด้านอาหารฝรั่งเศสแบบไฟน์ไดน์นิ่ง เจ้าของร้าน De Stenen Tafel จาร์โน เอ็กเกน เชฟมิชลิน 2 ดาว หัวหน้าเชฟของร้าน De Groene Lantaarn เมืองซุดโวลด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ วิลโก เบเรนส์ เชฟมิชลิน 1 ดาว หัวหน้าเชฟและเจ้าของร้านอาหารฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงยาวนานอย่าง De Nederlanden ในเมืองวรีแลนด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์

สำหรับเมนูอาหาร 6 คอร์ส ประกอบด้วย Amuse-Bouche ฟิงเกอร์ฟู้ดจากเชฟทั้ง 6 ท่าน มีตั้งแต่ Dutch Herring with apple โดยเชฟ จาร์โน เอ็กเกน Steamed sesame bread with sour pork & sweet and sour cucumber และ Home baked bread with olive oil & sea salt ของเชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก Macaron biscuit with apple and black pudding โดยเชฟวิลโก เบเรนส์ Mille-feuille with Tuna โดยเชฟซีส์ เฮลเดอร์ Wakame cone, sesame and Salmon โดยเชฟมาร์ติน ครูร์ดฮอฟCanape Steak tartar โดยเชฟ เรย์มอนด์ พรินเซน (จับคู่กับไวน์รีสลิง ปี 2015 Pikes Traditionale แคลร์ วัลลีย์ เซาท์ออสเตรเลีย)

ตามด้วยดินเนอร์ 6 คอร์ส ได้แก่ จาน Starter (โดยเชฟวิลโก เบเรนส์) เป็นหอยนางรมกับแพสชั่นฟรุตและขิง (Oyster with passion fruit and fresh ginger. Oyster with black bean, spring onion and marinated shiitake. Oyster with citrus, soy and Alaska king crab)

คอร์ส First In between ที่เชฟ เรย์มอนด์ พรินเซน จะปรุงจานหอยเชลล์ (Raw marinated scallop with North Sea crab, avocado and cream with Tzar-Gold caviar) ตามด้วย Second In between (โดยเชฟซีส์ เฮลเดอร์) กับพาสต้าทอร์เทลลินีลอบสเตอร์ (Tortellini of lobster with dill, yellow watermelon and cucumber, coconut and curry sauce crumb) ทั้ง 3 คอร์ส จับคู่กับไวน์ขาวจากเบอร์กันดี ปี 2014 ของ St. Veran Le Clos ประเทศฝรั่งเศส

มาถึงเมนคอร์สที่ 1 เชฟแฮงค์ ซาเวลเบิร์ก งัดจานเด็ดเฉพาะตัวอย่างปลาเทอร์โบต์ (Poached North Sea turbot filet with sugar snaps, capers, grapes & potato sauce) มาเสิร์ฟ ขณะที่ Main course อีกจาน ปรุงโดยเชฟมาร์ตินครูร์ดฮอฟ เป็นสเต๊กเนื้อกับเห็ดทรัฟเฟิล (Beef citron with truffle) จับคู่กับไวน์บอร์กโดซ์ปี 2009 ของ Chateau Meyney, St.Estephe ประเทศฝรั่งเศส

ปิดท้ายด้วยของหวาน Dessert โดยเชฟจาร์โน เอ็กเกน เป็น Chard-Sorrel dessert แถมท้ายกับช็อกโกแลตชิ้นเล็กชิ้นน้อยSweets Selection of Marou chocolate.

ค็อกเทล เริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป ดินเนอร์เริ่มเวลา 20.00 น. สำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-252-8001 หรืออีเมล info@savelbergth.com สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของทางห้องอาหารได้ที่ www.savelbergth.com

 

มื้อสนุกครบรส @เบนิฮานา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2559 เวลา 16:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/459055

มื้อสนุกครบรส @เบนิฮานา

โดย…ซิตี้กาย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เราอาจมีหลายเหตุผลในการตัดสินใจปักหมุดไปกินอาหารที่ร้านไหนสักแห่ง แต่เชื่อว่าหนึ่งในเสน่ห์ที่ทำให้หลายคนติดใจทุกครั้งเมื่อไหร่ที่ได้มาเยือน “เบนิฮานา” ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์เทปันยากิ และสเต๊กเฮ้าส์ คงหนีไม่พ้นความรู้สึกดีๆ ที่ได้กลับไปทุกครั้ง นอกเหนือจากจะมีรสชาติอาหารที่ถูกใจ

 

ห้องอาหารเบนิฮานา สาขาน้องใหม่นี้ยังคงคอนเซ็ปต์ที่คุ้นเคยของเบนิฮานาไว้ครบถ้วน ด้วยการตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่นโมเดิร์น เน้นโทนสีดำและแดง ภายในห้องมีเคาน์เตอร์บาร์บริการเครื่องดื่มแบบครบครัน เคาน์เตอร์ซูชิบาร์และโต๊ะส่วนตัวสำหรับเสิร์ฟซูชิและซาชิมิสดใหม่ ปิดท้ายด้วยโต๊ะเทปันยากิที่พร้อมให้เชฟโชว์ลีลาเด็ด พร้อมสร้างเสียงหัวเราะ และความตื่นเต้นตลอดมื้ออาหาร

ก่อนที่จะถึงเวลาแห่งความสนุก อย่าพลาดเมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง Grilled Scallops หอยเชลล์ที่นำไปอบและย่างจนสุกพอดีท็อปด้วยซอสน้ำมันพริกเผ็ดแบบญี่ปุ่นกับมายองเนส เพิ่มเทกซ์เจอร์ด้วยเทมปุระที่รองมาด้านล่าง หรือถ้าชอบเนื้อ แนะนำเมนูเนื้อสันในย่างและยำสไตล์ญี่ปุ่น เข้ากันสุดๆ

ในส่วนของเมนูเทปันยากิ มีให้เลือกลิ้มรสมากมายตามอัธยาศัย ทั้งเนื้อวัว เนื้อปลาและอาหารทะเลสดๆ ในส่วนของคนรักเนื้อและปลา รับรองไม่ผิดหวัง เพราะที่นี่ใช้เนื้อเกรดพรีเมียม ผ่านกรรมวิธีและลีลาการปรุงของเชฟจนได้เนื้อนุ่ม ละลายในปาก เช่นเดียวกับเนื้อปลาหิมะที่สุกพอดี ทุกคำได้เทกซ์เจอร์นุ่มๆ ละมุนลิ้น เสิร์ฟพร้อมผักเคียง สลัด ซุปหัวหอมแสนกลมกล่อมที่ใช้เวลาเคี่ยวถึง 8 ชม. รวมทั้งเมนูไฮไลต์อย่างข้าวผัดเนยกระเทียมสไตล์เบนิฮานากินเพลินๆ หมดจานไม่รู้ตัว

ถ้าคุณกำลังมองหามื้อสนุก แสนประทับใจ ลองแวะมาที่เบนิฮานา ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 โรงแรมอวานี เอเทรียม กรุงเทพฯ เปิดให้บริการทุกวัน 18.00-22.30 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ขยายเวลาความอร่อยอีกรอบ เวลา 12.00-15.00 น. โทร. 02-718-2000

 

หลงกล เครื่องแกงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2559 เวลา 16:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/459054

หลงกล เครื่องแกงไทย

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม

“แกงไก่มัสมั่นเนื้อ นพคุณ พี่เอย….หอมยี่หร่ารสฉุน เฉียบร้อน….ชายใดบริโภคภุญช์ พิศวาส หวังนา…แรงอยากยอหัตถ์ข้อน อกให้หวนแสวงฯ…”

บทนำในกาพย์เห่ชมเครื่องคาว-หวาน บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมด้านอาหารที่มีมาตั้งแต่บรรพการและสืบทอดมาสู่ยุคปัจจุบัน

 

จะว่าไปแล้วอาหารไทย หรือแกงไทย ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติจัดจ้านและมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ เมื่อใครได้ลิ้มลองเป็นต้องหลงใหลในรสชาติ ไม่ใช่แค่ชาวไทยเท่านั้นที่หลงเสน่ห์ แต่ก็มีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่หลงกลในแกงไทย

เครื่องแกงไทยยังขึ้นชื่อในเรื่องของตำรับสมุนไพรที่ใช้ผสมใส่ในอาหาร โดยแต่ละภาคอาจจะมีสูตรหรือส่วนผสมที่แตกต่างกันออกไปบ้าง แต่ในส่วนเครื่องปรุงหลักๆ ที่มักจะใช้เหมือนๆ ก็คือ พริก หอมแดง กระเทียม โดยจะมีการเติมสมุนไพรเครื่องเทศอื่นๆ ลงไป เช่น ข่า ขมิ้น ดีปลี ผิวมะกรูด ทั้งนี้ สมุนไพรที่มีรสเผ็ดและมีน้ำมันหอมระเหย เช่น พริกไทย ดีปลี ขิง ข่า ขมิ้น จะมีสรรพคุณในการลดการอักเสบช่วยลดอาการที่เกิดจากหวัด

 

เคล็ดลับเด็ดของแกงไทยนั่นอยู่ที่เครื่องแกง บางคนถึงกับซื้อเครื่องแกงไทยพกกลับไปด้วย แต่ถึงแม้ว่ายุคนี้สมัยนี้จะมีเครื่องแกงไทยแบบสำเร็จรูปเกือบทุกชนิดวางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต หาซื้อได้ง่ายมากๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าแกะเครื่องแกงซองนั้นออกมาแล้วจะมีกลิ่นหอมเท่ากับเครื่องแกงสดใหม่ที่โขลกเอง ปรุงเองกับมือ

เสน่ห์อีกประการของอาหารประเภทแกงของไทยจะอยู่ที่ความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามภูมิภาค ซึ่งล้วนให้วัตถุดิบแต่ละท้องถิ่น ความหอมจากเครื่องแกงที่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมจึงเป็นเอกลักษณ์ของภาคนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น พริก กะปิ โหระพา หอมแดง กระเทียม ที่โขลกจนเข้ากันกลายเป็นพริกแกงที่แสนจะเผ็ดร้อนและกลมกล่อม จนเป็นที่เลื่องลือว่าอาหารไทยไม่แพ้อาหารชาติใดในโลกกันทีเดียว

 

คนไทยในอดีตยังคิดค้นและดัดแปลงการใช้เครื่องเทศกับอาหารเนื้อสัตว์ จนกลายเป็นตำรับอาหารไทยแบบใหม่มากมายหลายอย่างและจากรูปแบบของอาหารที่เรียบง่าย เริ่มมีการคิดค้นและดัดแปลงตำรับอาหารต่างๆ โดยเฉพาะในวังหลวง ถือได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของวิวัฒนาการในเรื่องวัฒนธรรมด้านอาหารไทยทั้งตำรับอาหาร รูปแบบการรับประทาน และศิลป์ในการจัดอาหารให้วิจิตรงดงาม

เช่นเดียวกับเชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟอาหารไทยชื่อดัง ที่เริ่มเข้าครัวจับตะหลิวตั้งแต่อายุ 3 ขวบ และได้เรียนรู้การทำอาหารไทยอย่างจริงจังเมื่ออายุเพียง 6 ขวบ เรียกว่าแค่ได้กลิ่นอาหารก็บอกได้แล้วว่าอร่อยหรือไม่ กระทั่งเริ่มทำแกงครั้งแรกตอนเรียนชั้นประถม 1 เพราะต้องช่วยคุณแม่โขลกเครื่องแกง พออายุได้ 11 ขวบ ก็เริ่มเส้นทางสายเชฟด้วยการทำอาหารให้ลูกค้าได้ลิ้มรส

 

จากประสบการณ์กว่า 30 ปีที่อยู่ในวงการกระทะเหล็ก ทำให้เชฟชุมพลได้ชื่อว่ากูรูเรื่องแกงไทยเป็นลำดับต้นๆ และยังรั้งตำแหน่งแฟนพันธุ์แท้อาหารไทยด้วย จึงสามารถบอกได้อย่างเต็มปากว่า แกงไทยนั้นไม่ได้ทำง่ายๆ เพราะต้องเข้าใจธรรมชาติของวัตถุดิบทั้งหมด ขนาดข่าที่ปลูก 10 เดือน กับ 15 เดือน ยังให้รสชาติแกงที่ต่างกัน แต่ละขั้นตอนมีความละเอียดอ่อน ทำแกงต้องค่อยๆ เจือรสชาติ ไม่ใช่ใส่เครื่องปรุงและวัตถุดิบทุกอย่างลงไปทีเดียว เพราะมีความร้อน มีปฏิกิริยา แม้แต่กะทิก็ต้องแยกหัวกะทิ หางกะทิ นี่คือเสน่ห์ของแกงไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

“แกงไทยพื้นฐานมาจากอินเดีย แต่เอกลักษณ์ของอาหารไทยคือมีเครื่องแกงเป็นเครื่องแกงสดที่ต้องผัดให้สุก เหล่านี้คือความพิถีพิถัน ไม่ใช่ใครก็ทำได้ อย่างเช่น มัสมั่นมีเครื่องเทศถึง 21 ชนิด กว่าจะได้แกงมัสมั่นออกมา” เชฟชุมพล บอก

 

ที่สำคัญอาหารไทยยังมีพัฒนาการมาโดยตลอดจนมาถึงวันนี้อาหารไทยกลายเป็นที่รู้จักและขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลก แกงไทยกลายเป็น “Best curry of The world” ด้วยคุณภาพรสชาติและความลงตัวทุกอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาของคนไทยทั้งสิ้น ส่วนจะให้แกงโดดเด่นขึ้นมาได้ต้องมีเอกลักษณ์ของแต่ละคน โดยรสชาติแกงไทยจะมีเอกลักษณ์ 2 อย่าง คือ 1.ความกลมกล่อมและลงตัว และ 2.เครื่องแกงไทยที่ใช้สมุนไพรซึ่งดีต่อสุขภาพ

“วันนี้สำหรับประเทศไทย คำว่า“ครัวของโลก” ไม่ได้มีแค่อาหารไทยที่ดี แต่คือการมีวัตถุดิบที่ดีที่สุด อย่างมิชลินเชฟทั่วโลกจะให้ความสำคัญของวัตถุดิบก่อน แต่ไม่ว่าจะชาติไหนที่ทำแกงเหมือนไทยแต่เอกลักษณ์ก็สู้เราไม่ได้ เพราะเป็นการรวมตัวด้านวัตถุดิบ ผสมผสานกับภูมิปัญญาและความเป็นไทย” เชฟชุมพล กล่าว

เสน่ห์ของแกงไทยนี้อยู่ในความทรงจำของ ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ปิ่นโตเถาเล็ก กูรูด้านอาหารและนักชิม จากวันที่พี่เลี้ยงแอบป้อนแกงเขียวหวานเนื้อให้ชิม เมื่ออายุเพียง 1 ขวบ ด้วยความเอร็ดอร่อยของรสชาติแกงที่กลมกล่อมทำให้จดจำและหลงเสน่ห์แกงไทยมาตั้งแต่นั้น และย้ำว่าเครื่องแกงไทยที่แตกต่างกันไปตามสูตรเฉพาะของแต่ละคนนั่นคือภูมิปัญญาของคนไทย ที่สำคัญคือความละเอียดอ่อนในการปรุง จำได้ว่าเคยชิมมัสมั่นเนื้อเอ็นน่องที่เคี่ยวกับหางกะทิจนเปื่อยนุ่ม กินแล้วเด้ง เครื่องแกงต้องถึง ทั้งลูกกระวาน ผักชี ยี่หร่า และโรยลูกกระวานกับใบกระวานลงมา ทุกขั้นตอนมีความพิถีพิถันเพื่อให้ได้แกงที่รสเลิศที่สุด

“แกงไทยมีเสน่ห์ แต่ละตำรับ แต่ละวังก็ไม่เหมือนกัน สายแต่ละตระกูลก็ไม่เหมือนกัน อย่างแกงกะหรี่ไก่นี่ ตำรับของกุ๊กช้อป กุ๊กชาวจีน ที่มาทำงานในสมัย รัชกาลที่ 6 ตามวังต่างๆ ตอนหลังออกมาทำเองใช้สูตรอาหารไทยผสมจีนผสมฝรั่ง แกงกะหรี่ของเขาจะออกมารสชาติเขาจะนวลๆ กลมกล่อมมาก บางร้านเสียดายที่ปิดไปแล้ว เพราะคนทำอายุมากแล้วและไม่มีผู้สืบทอด” ม.ล.ภาสันต์ กล่าว

ด้าน เชฟพล ตัณฑเสถียร บอกว่า เริ่มหยิบจับเครื่องปรุงมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะชอบดูคนที่ทำอาหารอยู่ในครัว และตนเองทำอาหารหลายๆ ชาติ แต่จะสังเกตว่าเวลาที่อยู่เมืองไทยอาหารไทยจะอร่อยที่สุด แม้จะไปเที่ยวเมืองนอกรับประทานอาหารไทยก็ไม่อร่อยเท่าบ้านเรา นั่นเพราะวัตถุดิบที่เติบโตในแผ่นดินเรา จะได้รสชาติที่ดีที่สุด เหมาะกับภูมิอากาศบ้านเรา ส่วนประกอบต่างๆ ราคาไม่แพง แต่สามารถมาปรุงเป็นแกงไทยแสนอร่อยได้

“ปัจจุบันอาหารไทยไปดังในเมืองนอกมากกว่าบ้านเรา ยกตัวอย่าง Cook Book อาหารไทยดังๆ กลับมีแต่ชื่อเชฟฝรั่ง ดังนั้นเราควรรู้สึกว่าอาหารไทยมีคุณค่าและไม่อยากให้สูญเสียไป และต้องทำให้คนได้รู้เรื่องราวของแกงไทยมากขึ้น ว่าไม่ใช่แค่เนื้อสัตว์มาผสมเครื่องแกง แต่ยังมีภูมิปัญญา มีงานฝีมือ ความละเอียดและมีคุณค่าที่ซ่อนอยู่มากมาย” เชฟพล กล่าว

 

วันนี้อาหารไทยซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งรสชาติ ความละเมียดละไมในการปรุง ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพที่มีในประเทศไทย จนกลายเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมจากรุ่นสู่รุ่น จะไม่ใช่อาหารประจำครัวเท่านั้น เพราะทางซีพีเอฟได้จัดการแข่งขัน “CP สุดยอดแชมป์แกงไทย” เพื่อร่วมอนุรักษ์แกงไทย และยังเป็นการเผยแพร่สูตรแกงและเคล็ดลับอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยเฟ้นหาสุดยอดฝีมือที่รังสรรค์ 5 เมนูแกงไทย ทั้งแกงเขียวหวานไก่ แกงกะหรี่ไก่ มัสมั่นหมู พะแนงหมู และฉู่ฉี่ปลาทับทิม ซึ่งเจ้าของสูตรเด็ดโดนใจจะได้รับรางวัลเมนูละ 1 ล้านบาทกันทีเดียว ถึงเวลานั้นก็ขึ้นอยู่กับเสน่ห์ปลายจวักของแต่ละคนแล้วว่ารสมือใครจะอร่อยกว่ากัน

นั่นก็เท่ากับว่าอาหารไทยจะยังอยู่คู่ครัวโลกต่อไปอีกนาน

 

เบเกอรี่ชาร์โคลเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/458890

เบเกอรี่ชาร์โคลเพื่อสุขภาพ

โดย…ชินวัฒน์ สิงหะ

แห่งเดียวใน จ.พิษณุโลก คือ ร้านเบเกอรี่ แชท ที่นำผงถ่านชาร์โคล มาผสมผสานใช้กับขนมปังเบเกอรี่ กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ร้านเบเกอรี่ แชท บริหารงานโดย เกียรติศักดิ์ ธชีพันธุ์ ตั้งอยู่ในตลาดสดเทศบาลร่วมใจ อ.เมืองพิษณุโลก บอกว่า กว่าจะเปิดร้านขึ้นมาได้ต้องศึกษาและทดลองทำมานานกว่า 3 ปี จึงตัดสินใจลงทุนเปิดร้านทำขนมปังสไตล์ญี่ปุ่นเน้นใช้ธัญพืชที่หลากหลายมาผสมผสานเข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่นเพื่อให้ได้เมนูอร่อย ปราศจากสารกันบูด ทำใหม่วันต่อวัน ตลอดทั้งปรับเปลี่ยนเมนูให้สอดคล้องกับเมนูที่คนในท้องถิ่นคุ้นเคย เช่น ขนมปังไส้สังขยาไข่แดง หมูหยองน้ำสลัด

 

สำหรับยอดฮิตขายดีเป็นพิเศษ คือ ขนมปังไส้มันเทศโกโก้ ซึ่งขนมปังจะมีการนำไปคลุกเคล้าโกโก้ให้กลิ่นหอมและรสชาติขมตัดหวานของมันเทศกำลังดี รองลงมา คือ ขนมปังซันบัน ไส้รวมตัวระหว่างถั่วเหลืองและถั่วแดง คลุกเคล้าธัญพืช ขนมปังไส้ถั่วเหลืองงา ขนมปังไส้เผือกและอื่นๆ อีก เป็นต้น จนกระทั่งทางร้านตั้งใจจะทำเบเกอรี่สไตล์นี้ให้เติบโต จึงนำแนวคิดการนำ ผงถ่านชาร์โคลมาใช้กับขนม และได้รับความนิยมของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

 

คุณประโยชน์ของผงถ่านชาร์โคล เป็นถ่านที่ได้จากพืชชนิดต่างๆ เช่น เปลือกไม้หรือไม้ไผ่ นำไปผ่านการเผาไหม้ในอุณหภูมิที่สูงกว่า 1,000 องศา มีประโยชน์ในการดูดซับสารพิษในร่างกายมากถึง 60% ประโยชน์ที่ได้หลักๆ คือ ช่วยระงับกลิ่นปาก กระตุ้นการไหลเวียนของร่างกาย การขับถ่าย และแก้อาการเมาค้าง ซึ่งวัตถุดิบตัวนี้กำลังนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้นเพราะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

 

ร้านเบเกอรี่ แชท จึงเป็นร้านรายแรกที่ทำเมนูชาร์โคลให้ลูกค้าได้รับประทานขนมปังเพื่อสุขภาพ เปิดบริการวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-21.00 น. หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 09-4623-9977

 

มื้อเด็ด เห็ดสด บะหมี่เห็ดพะโล้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/458887

มื้อเด็ด เห็ดสด บะหมี่เห็ดพะโล้

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เห็ดถือเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่ใช้ได้หลากหลาย มีทั้งอาหารตะวันออก ตะวันตก เนื้อสัมผัสของเห็ดยากจะอธิบาย เห็ดบางชนิดเคี้ยวตอนดิบๆ ยังไม่ผ่านความร้อนคล้ายๆ กับการกินพืชกินผัก แต่พอเจอความร้อนจากการปรุงปุ๊บ เนื้อสัมผัสของเห็ดจะเปลี่ยนแปลงไปให้ฟันและลิ้น คิดมโนไปเองว่ากำลังเคี้ยวลงบนกล้ามเนื้อของสัตว์ จะปรุงเห็ดให้อร่อยต้องเข้าใจลักษณะของเห็ดสักนิด

เห็ด ถือเป็นสิ่งมีชีวิต ถ้าเป็นในทางวิทยาศาสตร์อาจถือว่าไม่ใช่สัตว์เพราะเคลื่อนที่ไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่พืช เพราะเห็ดเป็นสีขาว สังเคราะห์แสงไม่ได้อีก เห็ดจะขยายพันธุ์ได้ดีต้องอาศัยสปอร์ใต้ร่มของดอกเห็ดและนี่เองเป็นที่มาของรสชาติที่ให้ความเป็น “อูมามิ” ความอร่อยในเนื้อเห็ด

 

จุดนี้เองที่เชฟฝรั่งหลายๆ คน ต่อต้านการล้างเห็ดด้วยน้ำสะอาดจากก๊อก เพราะนั่นหมายถึง การชำระล้างสปอร์ที่ให้ความหอมของเห็ดให้หายไปด้วย เชฟฝรั่งเมื่อได้เห็ดป่ามา เขามักจะให้ความสำคัญกับกลิ่นหอมๆ ที่มาจากธรรมชาติ ใต้ร่มเห็ดที่เห็นเป็นริ้วๆ นั่นแหละคือ ขุมพลังแห่งรสชาติเห็ดๆ กลิ่นหอมๆ ของเห็ดป่า ที่ต่างกันออกไป เห็ดเลี้ยง เห็ดเพาะ จะมีกลิ่นที่ไม่หอมรุนแรง แต่เนื้อสัมผัสดอกใหญ่ๆ เนื้อหนาๆ นี่แหละ ที่ทำให้ได้เนื้อหนังเคี้ยวมันๆ จากขนาดของดอกเห็ด ยิ่งคล้ายกับเนื้อสัตว์

สำหรับฉบับนี้ นำเอาเห็ดนางฟ้าภูฏานเนื้อหนาๆ เอามาทำเห็ดพะโล้ราดลงบนเส้นบะหมี่ เป็นอาหารจานเดียวที่ปราศจากเนื้อสัตว์ แต่อาจจะไม่ใช่อาหารเจ จากส่วนผสมกระเทียม รากผักชี ที่ต้องละเว้นไว้ในช่วงกินเจ ตัดทิ้งออกจากสูตรแล้วเพิ่มความหอมของพริกไทยดำเข้าไปแทน

ความหอมของสูตรนี้ มาจากเห็ดหอมแห้งเข้ามาช่วย น้ำที่แช่เห็ดหอมห้ามทิ้งเด็ดขาด ถือเป็นของดีที่ช่วยให้น้ำซุปหอมหวนขึ้นไปอีก สำหรับเห็ดพะโล้สามารถเสิร์ฟได้ 2 แบบ แบบน้ำใส หรือเติมแป้งท้าวยายม่อม แป้งมันหรือแป้งข้าวโพด เพื่อให้น้ำข้นหนืดขึ้น คล้ายๆ กับราดหน้าน้ำแดง ปรับเปลี่ยนแล้วแต่ความชอบเลย

 

เห็ดพะโล้

ส่วนผสม

กระเทียมไทย 10 กลีบเล็ก

พริกไทยขาวและดำ 10 เม็ด

รากผักชี 2 ราก

น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

เห็ดนางฟ้า หั่นชิ้นหนา 1 ขีด

เห็ดหอมแห้งแช่น้ำ หั่นเป็นชิ้นหนา 6-8 ดอก

ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

ซอสปรุงรส 2 ช้อนชา

ผงพะโล้ 1 ส่วน 8 ช้อนชา

น้ำแช่เห็ดหอม 4 ถ้วย

เครื่องเคราอื่นๆ

เส้นบะหมี่ยี่ห้อที่ชอบ

กระเทียมเจียว

ผักกวางตุ้งลวก

ต้นหอม ผักชีหั่นฝอยสำหรับโรยหน้า

วิธีทำ

โขลกกระเทียม พริกไทย รากผักชี ให้แหลก

ผัดเครื่องที่โขลกแล้วกับน้ำมันให้เหลืองหอม เหยาะผงพะโล้ลงไป เติมเห็ดทั้งสองชนิดลงไปผัดให้แห้งและเบา

ปรุงรสด้วยซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว และซอสปรุงรส เติมน้ำตาลทราย

เติมน้ำสะอาดให้พอท่วมเห็ด เคี่ยวที่ไฟอ่อน ประมาณ 15 นาที หรือจนน้ำขลุกขลิก ถ้าชอบน้ำข้นสไตล์น้ำแดง แนะนำให้เติมแป้งท้าวยายม่อมละลายน้ำสัก 2-3 ช้อนโต๊ะลงไป เคี่ยวให้เดือดเบาๆ

ลวกเส้นบะหมี่และผักใส่ชาม ตักเห็ดราดลงบนเส้นบะหมี่ โรยด้วยกระเทียมเจียว โรยพริกไทย

 

ดื่มด่ำบรรยากาศแบบโพรวองซ์ @พาร์เลอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 16:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/457711

ดื่มด่ำบรรยากาศแบบโพรวองซ์ @พาร์เลอร์

โดย…ยู่ยู้ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ผ่านมาแถวคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (ซีดีซี) เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ถ้าใครยังไม่มีเป้าหมายในใจว่าเที่ยงนี้จะเติมพลังที่ร้านไหน หรือดินเนอร์ค่ำนี้ยังไม่ลงตัวว่าจะชิลที่ไหนดี แนะนำให้ลองแวะมานั่งเล่นที่ “พาร์เลอร์” ร้านอาหารนานาชาติที่เพิ่งปรับโฉมครั้งใหญ่ ด้วยการชูจุดเด่นด้วยอาหารฟิวชั่นหลากหลายสไตล์ทั้งไทย-ฝรั่งเศส-อิตาเลียน-ญี่ปุ่น ท่ามกลางบรรยากาศที่เนรมิตให้แสนอบอุ่นตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในร้าน เรียกว่ามาร้านเดียวได้ฟินทั้งบรรยากาศและอาหารที่ทั้งหน้าตาและรสชาติไม่ผิดหวัง

 

อย่างที่เกริ่นไปว่า พาร์เลอร์ ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยบรรยากาศแสนอบอุ่นเหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อน ด้วยสไตล์การแต่งร้านแบบ “โพรวองซ์” ที่ดูเรียบหรู ด้วยโทนสีขาว ครีม คุมคอนเซ็ปต์เดียวกันทั้งผนัง กำแพง เฟอร์นิเจอร์ ทำให้ดูสะอาดตา ช่วยให้ผ่อนคลาย แต่ในความเรียบก็เพิ่มลูกเล่น เติมกลิ่นอายความดิบด้วยการใช้ปูนเปลือยมาผสมผสานอย่างลงตัว

 

มาถึงที่นี่มีหลากหลายเมนูไฮไลต์ที่ต้องลอง เริ่มจากเมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง เห็ดทอดพาร์เลอร์ เมนูที่รับรองโต๊ะไหนสั่งมาแล้วก็ฟิน ด้วยเห็ดหอมที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำชุบด้วยแป้งสาลี ไข่ และ เกล็ดขนมปัง นำไปทอดจนเหลืองกรอบ นำมาคลุกกับเกลือเพิ่อเพื่มรสชาติ เสิร์ฟพร้อมน้ำสลัดมายองเนสกระเทียมที่ให้รสเปรี้ยวนิดๆ กินไปคุยไปมาถึงชิ้นสุดท้ายไม่รู้ตัวถัดมาคือ พิซซ่าแซลมอน นอกจากความกรอบของตัวพิซซ่าที่แผ่นบางเฉียบท็อปด้านบนด้วยแซลมอนรมควันแล้ว ทีเด็ดอีกอย่าง คือ พิซซ่าถาดนี้เป็นการรวมตัวของชีส 3 ชนิด ได้แก่ มอสซาเรลล่าชีส พาร์เมซานชีส และ ชีสมาสคาร์โปน มาเสริมทัพความอร่อย ที่กินแล้วบอกเลยต้องขอเบิ้ล

 

เรียกน้ำย่อยมาพอสมควร ถึงเวลาของจากหลัก เริ่มจากสปาร์เกตตี้เส้นหมึกดำผัดกุ้งลายเสือต้มยำ จัดจ้านด้วยรสต้มยำ และเทกซ์เจอร์ของเครื่องต้มยำที่สับจนละเอียดสามารถกินไปพร้อมกับเส้นได้แบบสะดุด เสิร์ฟกับกุ้งลายเสือที่สุกกำลังพอดี ให้รสกุ้งที่หวานละมุนลิ้น ถัดมาคือ ปลามูเล็ดเกร็ดกรอบ เมนูนี้หาไม่ได้ที่ไหน เพราะเชฟเลือกใช้ปลามูเล็ด หรือปลาหมูสี ไฮไลต์คือการเลือกไซส์ปลาตัวไม่ใหญ่มาก นำมาแล่และขูดเกล็ดให้ตั้งขึ้นเป็นชั้นๆ จากนั้นนำไปทอดในน้ำมันที่ร้อนจัดจนได้ปลาที่กรอบนอกนุ่มใน เพิ่มรสชาติด้วยน้ำสลัดเสาวรสและผลไม้สดตามฤดูกาล

 

ฟินต่อเนื่องด้วย ปลาแซลมอนทาร์ทาร์ขนมปัง เมนูนี้ทีเด็ดอยู่ที่การเลือกใช้แซลมอนและซอสยูสุมายำจนได้รสชาติที่ผสานทั้งรสเปรี้ยวและเค็มไว้ได้อย่างลงตัว เชฟแนะนำว่าจานนี้จะให้ได้รสชาติที่ไม่รู้ลืม ในหนึ่งคำต้องตักทั้งแซลมอน เจลลี่ ขนมปังกรอบที่เสิร์ฟมาแล้วกินพร้อมกันในคำเดียว จะให้รสสัมผัสครบถ้วนทั้งตัวยำและเครื่องเคียง

อิ่มเอมกับเมนูของคาวเรียบร้อย ถึงเวลาล้างปากด้วยของหวาน แนะนำมูสมะม่วงกับเจลลี่นมและเสาวรส เต็มอิ่มกับรสชาติของมูสมะม่วงปั่น ที่ให้เชฟตั้งใจมอบทั้งรสชาติที่ลงตัว ทั้งหวาน มัน เปรี้ยว ด้วยเทกซ์เจอร์ที่บรรจงใส่ลงไป เป็นอีกเมนูที่น่าจะถูกใจทั้งคนที่ชอบรักมูสมะม่วงเป็นทุนเดิม และมือใหม่หัดชิม เพราะเนื้อละมุนนุ่มลิ้ม ตักกินเพลินๆ อาจหมดถ้วยไม่รู้ตัว

ร้านพาร์เลอร์ พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ตั้งแต่เวลา 11.00-23.00 น. ร้านตั้งอยู่ชั้น 1 อาคารอี คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (ซีดีซี) เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา สอบถาม 02-102-2566 และ 02-102-2599

 

เรียนไป ชิมไป … มาลองดูกันมั้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/457565

เรียนไป ชิมไป ... มาลองดูกันมั้ย

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

มีหลายอย่างในชีวิตที่ผู้เขียนคิดว่าตัวเองทำได้ดี แต่ในจำนวนนั้นไม่ใช่ “การทำอาหาร” แน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เมื่อมีโอกาสที่จะได้ไปร่วมเวิร์กช็อปหรือชั้นเรียนทำอาหาร ผู้เขียนไม่เคยปฏิเสธ ทั้งนี้เพราะว่า Cooking Class ทั้งหลายเปิดโอกาสให้เราได้เห็นการทำงานอย่างใกล้ชิดของเชฟ ซึ่งมีชื่อเสียง และแน่นอนว่าได้ชิมอาหารแสนอร่อยในบรรยากาศที่แตกต่างไป

ต้นตำรับวิถีไทย-อาหารไทย

ช่างเป็นโอกาสดีที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปฝากตัวเป็นศิษย์ ผศ.กอบแก้ว นาจพินิจ ผู้เชี่ยวชาญอาหารไทยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และครูของเชฟอาหารไทยมากมายในประเทศนี้ โดยผู้เขียนได้ไปร่วมเวิร์กช็อป ซึ่งทาง โอชา คุ๊กกิ้ง ครอนิเคิล (Osha Cooking Chronicle) ร่วมกับเครื่องครัวสเตนเลสสตีล “ซีกัล” จัดขึ้นในชื่อ “ย้อนสัมผัสวิถีไทยผ่านอาหารไทยสูตรต้นตำรับ”

 

3 เมนูที่ได้เรียนกันในวันนั้น อาจจะดูเป็นเมนูง่ายๆ หารับประทานไม่ยาก แต่การจะทำให้อร่อยก็ไม่ง่าย

เริ่มต้นกันที่เมนู “ข้าวผัดน้ำพริกกะปิ” ซึ่งความอร่อยของจานนี้ส่วนหนึ่งมาจากการผัดข้าวที่ใช้เทคนิคแบบครัวจีน คือ ผัดพร้อมเขย่ากระทะไปด้วยเพื่อให้เมล็ดข้าวสวยแต่ไม่แข็ง มีรสและกลิ่นของกะปิและปลาทูที่ถูกปากคนไทย

ในส่วนของ “ต้มส้มปลากะพง” นั้น ความโดดเด่นของต้มส้มอยู่ที่การปรุง ซึ่งเน้นความเผ็ดจากสมุนไพรอย่างขิงและพริกไทย นอกจากให้รสแล้วยังหอมด้วย จากนั้นจึงปรุงให้รส “กลม” ด้วยน้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะขามเปียก ต้มส้มนี้มีทั้งรสเปรี้ยว หวาน เผ็ดเล็กน้อย ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากต้มยำและแกงจืด เป็นอาหารที่เกิดขึ้นก่อนชาวโปรตุเกสจะนำพริกมาในสมัยอยุธยา

 

แล้วก็มาถึงของหวานอย่าง “ข้าวเหนียวมะม่วง” ซึ่งหัวใจคือ การมูนข้าว เป็นกรรมวิธีในการทำให้ข้าวเหนียวกับน้ำกะทิให้เข้ากันขณะหุงในอุณหภูมิสูง ขั้นตอนไม่ยากแต่ปริมาณของวัตถุดิบและอุณหภูมิต้องเป๊ะ ข้าวที่นำมามูนถ้าเป็นข้าวใหม่ ซึ่งเพิ่งถูกเก็บเกี่ยวมาก็ยิ่งจะซึมซับกะทิได้ดี ถ้าเป็นข้าวเขี้ยวงูก็จะได้เมล็ดเรียวสวยน่ารับประทาน

ระหว่างเรียน (และชิม) นอกจากจะได้เทคนิคการปรุงแล้ว ครูยังเพิ่มเติมความรู้ด้านศาสตร์และศิลปะอาหารไทย รวมทั้งการครัวและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ควบคู่กันไป ใครสนใจจะฝากตัวเป็นศิษย์ของ โอชา คุ๊กกิ้ง ครอนิเคิล ที่นี่เขามีทั้งหลักสูตรครึ่งวัน เต็มวัน และจัดเวลาให้ได้ตามความต้องการของผู้เรียน สถานที่เรียนอยู่ที่ โอชา คาเฟ่ ที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟร้อนท์ โกดัง 10 สอบถาม โทร. 02-046-9442

เตรียมเทิร์นโปรกับเชฟชุมพล

นอกจากเราจะเห็นเซเลบริตี้เชฟ “ชุมพล แจ้งไพร” ในจอทีวีแล้ว เขายังนั่งแท่นเป็นผู้บริหารและอาจารย์สอนทำอาหารอยู่ที่โรงเรียนการอาหารไทย เอ็ม เอส ซี อีกด้วย และที่นี่เองผู้เขียนได้มีโอกาสไปฝากตัวเป็นศิษย์ รวมทั้งชิมอาหารของเชฟถึงครัวในงาน “Cooking Like a Pro กับเชฟชุมพล เชฟกระทะเหล็กอาหารไทย” ซึ่ง กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ จัดขึ้นเพื่อเหล่าสมาชิก

 

โอกาสนี้เชฟชุมพลจัด 2 เมนูมาให้ได้หัดปรุงและชิม เป็นเมนูอาหารไทยตำรับชาววัง สูตรเฉพาะของเชฟชุมพล นั่นก็คือ แกงรัญจวน และหมี่กรอบกุ้ง

เริ่มต้นกันที่ของว่างหรืออาหารเรียกน้ำย่อยอย่าง “หมี่กรอบกุ้ง” ตำรับชาววัง ซึ่งขั้นตอนค่อนข้างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการทำเครื่องเคียงหรือของแนม อย่างเช่น ไข่ฟูและกุ้งผัด การทำซอสหมี่กรอบ ก่อนจะถึงการทอดเส้นหมี่ให้กรอบได้ที่ นำหมี่กรอบมาทำให้แตกออก ใส่ซอสลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยที่ไม่ให้หมี่จับตัวเป็นก้อน และไม่ทำให้หมี่แตกหักเป็นผงไปพร้อมกัน ก่อนจะใส่ไข่ฟูไปคลุก เสร็จแล้วก็เสิร์ฟพร้อมถั่วงอกและใบกุยช่าย โรยต้นหอมซอย กระเทียมโทนดอง ผิวส้มซ่าขูด และกุ้งผัด ตกแต่งด้วยพริกชี้ฟ้าแดงซอย

จานนี้เป็นอาหารไทยที่ครบรส หวาน เปรี้ยว เค็ม มัน ซ่อนเผ็ดเล็กๆ และพิเศษคือ ขมนิดๆ จากส้มซ่า หมี่กรอบร่วนรสอร่อยล้ำ จะทำให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการทำไปเลย

ตามมาคือ “แกงรัญจวน” เมนูเก่าแก่โบราณที่หารับประทานได้ไม่ง่าย ดั้งเดิมนั้นมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะตำรับจากวังสวนสุนันทานั้นเรียกว่าขึ้นชื่อมาก ซึ่งเชฟชุมพลก็ได้นำสูตรมาปรับเปลี่ยน แต่ก็ยังคงความเป็นแกงรัญจวน ซึ่งเริ่มต้นมาจาก “น้ำพริกกะปิที่เหลืออยู่” แล้วจึงนำมาคลุกเคล้ากับส่วนผสมอื่นๆ ปรุงเป็นแกง

 

เมนูนี้เริ่มต้นด้วยการทำน้ำพริกกะปิและทำน้ำสต๊อก จากนั้นนำน้ำสต๊อกมาตั้งไฟ ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง กระเทียม และพริก จนเดือดหอม ก่อนใส่เนื้อหมูสันในและน้ำพริกกะปิลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา เดือดแล้วก็ใส่ใบโหระพา ก่อนปิดไฟ ใส่มะนาว เป็นอันเสร็จพิธี ตักเสิร์ฟได้

จะเห็นว่าแกงรัญจวนนั้นทำไม่ยาก แต่ปรุงรสให้อร่อยกลมกล่อมนั้นก็ไม่ง่าย รสชาติของแกงจะมีลักษณะก้ำกึ่งกลางระหว่างแกงเลียงกับแกงอ่อม กลิ่นหอมของกะปิ รวมทั้งเครื่องเคราอื่นๆ ช่างแสนรัญจวนอันเป็นที่มาของชื่อ แล้วจะรออะไร … ตักข้าวเถอะค่ะ

นอกจาก 2 เมนูที่ผู้เขียนได้เรียนไปแล้ว ที่โรงเรียนนี้ยังมีอีกเป็นสิบเป็นร้อยอย่างให้เรียน นอกจากอาหารไทย ขนมไทย ยังมีแกะสลักพื้นฐาน ฯลฯ อยากเรียนระยะสั้นช่วงวันหยุด หรือจะ “เทิร์นโปร” เป็นเชฟแบบเร่งรัดก็ไปขอคำปรึกษาได้ที่โรงเรียน ซึ่งตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 55 หรือ msccookingschool.com หรือ โทร. 02-185-1414

 

รสชาติเมดิเตอร์เรเนียน

เปลี่ยนอารมณ์มาเข้าชั้นเรียนอาหารตะวันตกบ้าง โดย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ได้จัดกิจกรรม “MBLT : The Taste of Mediterranean Cuisine” เวิร์กช็อปทำอาหารเพื่อสุขภาพสไตล์ฝรั่งเศส ที่เชฟคริสเตียน แพทริค อัม จะมาสอนให้ทำ Terrance Red Mullet โดยส่วนผสมสำคัญคือ ปลากระบอกแดง ส่งตรงจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ณ โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต (lecordonbleudusit.com หรือ โทร. 02-237-8877) เชฟคริสเตียน ผู้สอนอาหารคาวประจำโรงเรียน เริ่มต้นสอนด้วยการทำ Tomato Jelly โดยผัดกระเทียมกับน้ำมันมะกอก มะเขือเทศหั่นเต๋า และเครื่องเทศจากโพรวองซ์ เช่น ใบไทม์ ใบโรสแมรี่ และออริกาโน่ ผัดจนหอมและน้ำจากส่วนผสมออกมา ก่อนนำเจลาตินที่แช่น้ำแล้วใส่ลงไป คนให้เจลาตินละลายเป็นเนื้อเดียวกัน จึงปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย

แล้วจึงทำ Tomato Coulis โดยผัดกระเทียมและหอมแดงจนหอม จากนั้นใส่เมล็ดและน้ำมะเขือเทศเข้มข้น ใบไทม์ ปรุงรสด้วยน้ำตาลและเกลือ ผัดให้เข้ากัน ก่อนนำไปปั่นละเอียด เพิ่มรสด้วยน้ำมันมะกอก จากนั้นนำมากรองได้ซอสมะเขือเทศเข้มข้น

 

ในส่วนของ Terrine of Red Mullet นั้น นำปลาที่แล่เป็นชิ้นไว้แล้วไปใส่พิมพ์สลับชั้นกับซูกินีและมะเขือม่วงอบ แทรกและปิดท้ายด้วย Tomato Jelly จากนั้นห่อส่วนผสมทั้งหมดกดให้แน่นแล้วนำไปแช่เย็น และหลังจากที่นำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 30 นาที-1 ชั่วโมง เพื่อให้เจลลี่เซตตัว และส่วนผสมทั้งหมดเป็นทรงสี่เหลี่ยมตามลักษณะภาชนะ ก่อนนำ Terrine ออกมาหั่นอย่างเบามือ นำไปทอดให้กึ่งสุกด้วยน้ำมันมะกอก รับประทานคู่กับ Tomato Coulis เป็นเมนูสุขภาพที่สวยงามและอร่อย เมนูนี้สามารถเปลี่ยนใช้ปลากะพงแดงหรือปลาทรายแดงแทนได้

อีกหนึ่งเป็นเมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ คือ ชาสมุนไพร แบบง่ายๆ โดยใช้ใบไทม์หรือใบโรสแมรี่อย่างใดอย่างหนึ่งไปต้มจนน้ำร้อนจัด แล้วเติมรสชาติด้วยน้ำมะนาวและน้ำผึ้งตามชอบ จากนั้นตั้งทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้รสชาติผสมเข้ากัน ข้อต้องระวังคือ อย่าต้มจนน้ำเดือดจัด เพราะชาจะขมจัดรับประทานยาก

เพราะนอกจากเดินเข้าไปสั่งอาหารรับประทานในร้านแล้ว การได้ลิ้มชิมรสของอร่อยยังเกิดขึ้นได้ที่ห้องเรียน … แบบเรียนไป ชิมไป … มาลองดูกันมั้ย