โมริโมโตะ แบงค็อก อาหารญี่ปุ่นสุดพรีเมียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 16:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/452233

โมริโมโตะ แบงค็อก อาหารญี่ปุ่นสุดพรีเมียม

โดย…ยู่ยู้ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

คนรักอาหารญี่ปุ่นที่ติดใจในรสชาติและประสบการณ์ในมื้ออาหารแบบที่หาไม่ได้ที่ไหน ตามสไตล์เซเลบริตี้เชฟและเชฟกระทะเหล็กสหรัฐ อย่างเชฟมาซาฮารุ โมริโมโตะ ไม่ต้องอดใจรอ หรือตีตั๋วลัดฟ้าไปใช้บริการที่โมริโมโตะในต่างประเทศอีกแล้ว เพราะล่าสุดความอร่อยในแบบญี่ปุ่นสุดพรีเมียมได้ยกมาไว้ที่ชั้น 4 มหานคร คิวบ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กดลิฟต์ขึ้นชั้น 4 ปุ๊บ พอประตูลิฟต์เปิดออก คุณจะได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบโมริโมโตะตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยบรรยากาศการตกแต่งในสไตล์เรียบหรู แต่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง เน้นการใช้วัสดุไม้ธรรมชาติดูสบายตาเป็นหลัก ตกแต่งด้วยถังสาเก พอให้ได้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นแบบโมเดิร์น ภายในร้านมีการจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 โซน ได้แก่ พื้นที่ห้องอาหาร ระเบียงเอาต์ดอร์ เคาน์เตอร์บาร์ ซูชิบาร์ และห้องส่วนตัวขนาด 12 ที่นั่ง

 

ในส่วนของเมนูอาหาร โมริโมโตะ แบงค็อก ยังคงจานเด่นที่เป็นซิกเนเจอร์จากร้านโมริโมโตะสาขาต่างๆ ทั่วโลกมานำเสนอ สำหรับเมนูขึ้นชื่อที่มาแล้วพลาดไม่ได้เริ่มจาก พิซซ่าทูน่า ทีเด็ดอยู่ที่ความกรอบของแป้งตอติญ่าที่นำมาใช้แทนแป้งพิซซ่าโดนำมาอบจนกรอบ แล้วทาด้วยซอสอัลลิยอลี แองโชวี่ ท็อปด้วยมะกอก และพริกฮาลาปิโญ่ บิ๊กอายทูน่า และเครื่องเคียงอย่างผักและหอมแดง กรอบฟินสมศักดิ์ศรีเมนูเรียกน้ำย่อย

ถัดมาคือ ทาร์ทาร์ปลาฮามาจิ แค่ยกมาเสิร์ฟก็ต้องขอถ่ายรูปเก็บภาพไว้ก่อน เพราะสวยแปลกตา นอกจากจะเสิร์ฟปลามาในจานสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่าฝ่ามือ ยังมาพร้อมเครื่องเคียงอีก 6 ชนิด ประกอบด้วยวาซาบิ สาหร่ายโนริที่ทำให้สุกแล้วบดให้ละเอียด ซาวร์ครีม ต้นหอมซอย โมริโมโตะกัวกาโมเล และซอสหวาน เสิร์ฟพร้อมลูกบ๊วยญี่ปุ่น สำหรับล้างปาก เวลากินแนะนำให้กินกับเครื่องเคียงทีละชนิด หรือจะกินเป็นคู่ก็เข้ากันไปอีกแบบ

 

สำหรับใครที่ไม่ใช่แฟนอาหารญี่ปุ่นจริงจัง ลองหันมาซบอกเมนูที่เชฟโมริโมโตะ ร่วมกับเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ อาร์โนลด์ ดรูวิลล์ รังสรรค์ขึ้นโดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เมนูไฮไลต์ได้แก่ สลัดหมูชาชู ทีเด็ดอยู่ที่สันคอหมูตุ๋น กินคู่กับแตงกวาและหัวไช้เท้าญี่ปุ่น คลุกเคล้ามากับซอสชาชูและน้ำมันพริกกระเทียมทอดกรอบ กินเพลินๆ หมดจานไม่รู้ตัว

ถัดมาคือ ล็อบสเตอร์ย่างอิพิซ ที่ปรุงด้วยพริกไทย ใบโหระพา ไข่ เส้นจันท์ ซอสมะขาม ตะไคร้ และใบมะกรูด มองผิวเผินอาจเหมือนผัดไทย แต่ทีเด็ดอยู่ที่การนำเครื่องเทศสไตล์อินเดียมาใช้เพิ่มรสชาติให้จัดจ้านขึ้น เสิร์ฟพร้อมซอสพะแนงที่ให้ใส่เพิ่มรสชาติตามใจชอบ

 

ปิดท้ายด้วย โมริโมโตะ ชิกเกน ซุป เมนูนี้หน้าตาอาจจะธรรมดา แต่เป็นอีกหนึ่งเมนูที่น่าสนใจ โดยผสมผสานอาหารไทย เวียดนาม และญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกัน ความอร่อยอยู่ที่น้ำซุปกระดูกไก่ที่เคี่ยวจนได้ที่ บวกกับเส้นเล็กของไทยที่มีความนุ่มเหนียว เสิร์ฟพร้อมเนื้อไก่ที่หั่นเป็นชิ้น เป็นอีกหนึ่งเมนูที่กินง่ายๆ สบายท้อง

อย่าพลาดมาดื่มด่ำมื้อพิเศษที่โมริโมโตะ แบงค็อก ชั้น 4 อาคารมหานคร คิวบ์ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี เปิดให้บริการมื้อกลางวันทุกวัน เวลา 11.30–14.30 น. ส่วนมื้อค่ำ วันอาทิตย์-พุธ เปิดให้บริการเวลา 18.00–23.00 น. และวันพฤหัสบดี-เสาร์ เวลา 18.00–01.00 น. โทร. 02-060-9099

 

อร่อยถึงขั้น อาหารเปรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 16:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/452228

อร่อยถึงขั้น อาหารเปรู

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

อาหารเปรูฟังดูหลายคนคงคิดไปถึงอาหารที่อุดมไปด้วยเครื่องเทศแบบเดียวกับอาหารอินเดีย ขอบอกว่าผิดถนัดครับ

เท่าที่หาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศเปรู จึงรับรู้ว่าเปรูนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ด้านพืชพรรณธัญญาหารที่หลากหลายจนน่าตื่นเต้น เหตุเพราะมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล มีป่าเขาอันอุดมสมบูรณ์ และมีของฝากล้ำค่าจากลุ่มน้ำอะเมซอน อีกทั้งมีความหลากหลายของชาติพันธุ์ที่ต่างอพยพเข้ามาอยู่ในเปรู ทั้งสเปน แอฟริกา จีน อิตาลี และญี่ปุ่น ความหลากหลายเช่นนี้ ทำให้เกิดวัฒนธรรมและอาหารลูกผสมที่น่าสนใจขึ้นมากมาย

เข้าใจกันง่ายๆ คืออาหารเปรูมีวาไรตี้เยอะมาก ออกจะโน้มเอียงมาทางอาหารจีน อาหารญี่ปุ่นเสียมากกว่า อย่างที่ขึ้นชื่อเลยก็คืออาหารนิเคอิ ซึ่งเดิมทีชาวเปรูบริโภคปลาและอาหารทะเลเป็นอาหารหลักอยู่แล้ว แต่พอชาวญี่ปุ่นที่อพยพเข้ามาอยู่ในเปรูในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก็เริ่มนำเอากรรมวิธีการปรุงแบบญี่ปุ่นมาผสมผสานเข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่นของเปรู ที่เห็นได้ชัดคือวิธีการแล่ปลา การกินปลาดิบ และการปรุงอาหารทะเลในแบบญี่ปุ่น และแทนที่จะใช้วาซาบิ ชาวญี่ปุ่นในเปรูก็เลือกใช้หัวไช้เท้าและมันฝรั่งแทน ทำให้เกิดเป็นอาหารฟิวชั่นสไตล์ใหม่ที่เรียกว่า ติราคิโต บ้างก็เรียกว่านิเคอินั่นเอง

อาหารเปรูยังได้รับอิทธิพลมาจากชนพื้นเมืองอย่างอินคาที่เน้นใช้สมุนไพร เกลือ และพริก และมีวิธีการถนอมอาหารด้วยการดึงน้ำออกมาและการทำเนื้อเค็มที่เรียกว่า “เจอร์กี้” และโอคา (พืชสายพันธุ์หญ้า) ตากแห้ง และการบริโภคสัตว์ป่าจนถึงอาหารทะเล มีหลักฐานระบุว่าชาวเปรูโบราณนิยมชมชอบอาหารทะเลมาก อีกทั้งเนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น เป็ด อูฐประจำท้องถิ่นแอนเดียน(เรียกว่าตัวอัลปากาและตัวยามา) และหนูตะเภา ส่วนชาวเปรูที่อาศัยอยู่ในแถบชายฝั่งทะเลตอนเหนือ มีการกินเนื้อกิ้งก่าบางชนิดและเนื้อกวาง ส่วนผู้ที่อาศัยในเขตป่าฝนทางภาคตะวันออก ก็นิยมอาหารจากพืชผักและสัตว์ป่าอะเมซอน

วัตถุดิบหลักของอาหารเปรูแบบฉบับดั้งเดิม ได้แก่ มันฝรั่ง ข้าวโพด ควินัว และถั่วต่างๆ และที่ขาดไปเสียมิได้ก็คือ อาจิ (Aji) พริกของชาวเปรู ที่มาช่วยเพิ่มรสชาติอาหารจานนั้นให้จัดจ้านขึ้น แถมยังแอบเรียกความสดชื่นอยู่ในที

ด้านอาหารจานเด่นที่ชื่อว่า เซวิเซ่ (Ceviche) ที่เป็นเมนูสร้างชื่อให้กับเปรู มันคือปลาดิบหั่นแบบญี่ปุ่นแล้วราดด้วยซอสเปรี้ยวเผ็ดปรุงจากเครื่องเทศเปรู อย่าง มะนาว พริก แล้วโรยหน้าด้วยข้าวโพด กินคู่กับมันฝรั่งต้ม

ด้วยความที่อาหารเปรูนั้นมีวาไรตี้เยอะมาก ปีหนึ่งคุณก็กินไม่หมดหรอก แต่ละภาคก็จะมีอาหารของตัวเอง ส่วนหนึ่งเป็นทะเล อีกส่วนหนึ่งเป็นภูเขา และก็มีป่าอะเมซอน ซึ่งทำให้ผักและอินกรีเดียนมีเยอะมากๆ แค่เฉพาะมันฝรั่งก็มีกว่า 2,000 ชนิดแล้ว จะว่ากันไปแล้วเปรูนั้นมีความหลากหลายของส่วนผสมและรสชาติ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากชนชาติต่างๆ ในประเทศเปรู จนได้รับการยกย่องจากวารสารวอลสตรีท ให้เป็นหนึ่งในเทรนด์อาหารมาแรงแห่งปี 2012 แม้แต่อาหารริมทาง หรือสตรีทฟู้ดส์ ก็ยังมีความอร่อยเทียบเท่ากับภัตตาคารหรูเลยครับ

ในบ้านเราอาจไม่คุ้นลิ้นเท่าไหร่นักกับอาหารเปรู ถึงกระนั้นก็ไม่ยากเสียทีเดียวที่เราจะได้มีโอกาสสัมผัสกับอาหารเปรูแท้ๆ เอาเป็นว่าถ้าอยากลิ้มรสลองแวะมารับประทานอาหารเปรูในรสชาติดั้งเดิมกันได้ที่ร้านบลูเทอร์ตีซิกซ์ (Blu36) สุขุมวิท 36 (ซอยนภาทรัพย์ 2) ที่เสิร์ฟอาหารเปรูรสชาติต้นตำรับเปรูแท้ๆ

จุดเริ่มต้นของร้านนี้อยู่ที่ตัวเจ้าของร้านซึ่งเป็นชาวเยอรมัน ได้ไปทำธุรกิจที่ประเทศเปรู ได้สัมผัสกับรสชาติของอาหารเปรูแล้วเกิดติดใจ จนกระทั่งมีโอกาสมาเปิดร้านแห่งนี้เพื่อให้คนบ้านเราได้สัมผัสถึงรสชาติอาหารเปรูแท้ๆ ที่เขาบอกว่าด้วยกรรมวิธีการปรุงและเครื่องเทศที่เน้นความเป็นธรรมชาติ จะทำให้เมื่อได้ลิ้มลองแล้วจะรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันใด

เมนูของที่นี่สร้างสรรค์ โดย โจเอลเนรี่ (Joel Neri) เชฟชาวฟิลิปปินส์ ที่มีโอกาสได้เป็นพ่อครัวที่อยู่ในร้านอาหารในประเทศเปรูมานาน จึงทำให้สัมผัสกับรสชาติของอาหารเปรูอย่างลึกซึ้ง เขาเล่าให้ฟังว่า “อาหารเปรูนั้นโดดเด่นที่รสชาติ ดูเหมือนจะเผ็ดแต่ไม่จัดจ้าน สดชื่นจากมะนาวและธัญญาพืช และเป็นอาหารลูกผสมจากหลายประเทศ จนทำให้อาหารเปรูนั้นมีเอกลักษณ์ที่หลากหลาย แต่ไม่ซ้ำใครนะครับ มันทั้งจัดจ้าน สดชื่น และครบรส”

วันนี้เชฟเริ่มต้นเรียกความสดชื่นตามแบบฉบับของเปรู ด้วย Cerviche dePascador หรือ เซวิเช่ อันเลื่องชื่อ โดยนำปลาทับทิมสดคลุกเคล้ากับน้ำมะนาวปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย พริกหวาน หอมหัวใหญ่ หอมแดง กระเทียมบด ผักชี ผักกาด ข้าวโพดสุก ปลาสุกกำลังดี เหมือนกินปลาทะเลสดยำ หม่ำแล้วสดชื่นจริงๆ จะว่าไปแล้วอารมณ์เหมือนพล่าบ้านเรา แต่สดชื่นด้วยรสและกลิ่นหอมของมะนาวไปเต็มๆ

เมนูต่อมา Papa Rellena หัวมันฝรั่งหั่นครึ่งสอดไส้ด้วยหมูสับที่คลุกมากับแป้ง ปรุงรสด้วยเครื่องเทศอย่าง ปาปริกา พริกไทย เกลือ แล้วนำไปอบ เสิร์ฟมาคู่กับซอสโฮมเมดรสชาติเผ็ดร้อนที่ทำจากพริกและเครื่องเทศ Aji

 

สำหรับเมนูหนักท้อง ลองสั่ง Arroz Con Pato เนื้อน่องเป็ดต้มกับเบียร์และเครื่องเทศใช้เวลา 2 ชั่วโมง จนรสเครื่องเทศเข้าเนื้อน่อง แล้วนำไปทอดจนกรอบ เสิร์ฟคู่กับข้าวผัดเปรูที่ใช้ควินัวแทนข้าว ที่ปรุงรสด้วยมะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ พริกหวาน พร้อมด้วยอาจิซอสที่เสิร์ฟเคียงมาเพื่อตัดเลี่ยนของเนื้อเป็ดได้ดีชะมัด

ตบท้ายด้วย Anticucho de Lano เนื้อวัวหมักกับซอสเปรูนำไปย่าง แล้วนำมาหั่นเสิร์ฟกับไม้คล้ายบาร์บีคิว กินกับซอสอาจิ เยลโล่ หรือพริกอาจิปรุงรส

ถ้ากินอาหารอิ่มแล้วก็อย่าลืมแบ่งพื้นที่ไว้ให้กับของหวานสไตล์เปรูที่มีให้เลือกมาลิ้มลองกันหลากหลาย ก่อนปิดท้ายด้วย Pisco Sour ค็อกเทลฉบับเปรูที่ให้กลิ่นเครื่องเทศผสมกับเหล้าท้องถิ่น ตามด้วยโฟมนุ่มๆ ของไข่ขาว ก็นับว่าเป็นการอำลามื้ออาหารเปรูที่แสนพิเศษแล้วล่ะครับ

เข้าถึงอาหารเปรูได้แล้ววันนี้ที่ร้านบลูเทอร์ตีซิกซ์ สุขุมวิท 36 (ซอยนภาทรัพย์ 2) เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. โทร. 02-661-5448

 

‘โว้ก เลาจน์’ เลิศรสสุดชิกกลางมหานคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 16:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/452227

‘โว้ก เลาจน์’ เลิศรสสุดชิกกลางมหานคร

โดย…ซิตี้กาย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หากเอ่ยถึงคลับที่พร้อมสำหรับทุกการพบปะสังสรรค์ในบรรยากาศหรูหรา มีสไตล์ชิกทว่าคงความคลาสสิก ต้องยกให้ “โว้ก เลานจ์” (Vogue Lounge) คลับเลาจน์แห่งแรกในโลก ที่ได้รับแรงบันดาลใจการสร้างสรรค์จากความโด่งดังของแบรนด์นิตยสาร นำเสนอในรูปแบบร้านอาหารสไตล์คลับสุดชิกในทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่บรรยากาศแต่แรกเข้า การตกแต่งภายในที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ เดวิด คอลลินส์ สตูดิโอ โดยใช้โทนสีดำ ขาว และทองเป็นหลัก สะท้อนถึงสไตล์ที่เป็นอมตะเหนือกาลเวลา แบ่งพื้นที่สำหรับชิลเอาต์ 2 โซน ด้านในรองรับได้ 50 ที่นั่ง (รวมห้องส่วนตัว 2 ห้อง) และโซนเทอเรซด้านนอกรองรับได้ 68 ที่นั่ง เอาใจผู้ที่ชอบบรรยากาศสุดชิลแบบเอาต์ดอร์และยังได้สัมผัสและมองเห็นบรรยากาศใจกลางกรุงยามค่ำคืน

 

 

ด้านอาหาร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หรูด้วยเมนูนานาชาติจากเชฟระดับมิชลินสตาร์ 3 ดาว โดยเชฟแวงซองต์ ติเอรี ดนตรีมิกซ์สไตล์ Deep House, Nu-Disco และ Dance Class โดยดีเจชั้นนำทุกวัน การบริการเมนูอาหารคาวและหวานเสิร์ฟในรูปแบบพอดีคำ หรือ bite-sized เมนูหลักจะได้รับการสร้างสรรค์ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนทุก 3 เดือน โดยคัดเลือกวัตถุดิบจากทั่วโลกมาปรุงอย่างพิถีพิถัน และเพิ่มลูกเล่นใส่ความเป็นไทยลงไป

เมนูซิกเนเจอร์ Marinated Salmon Cones แซลมอน ทาร์ทาร์ มาในโคนขนาดจิ๋วโดดเด่นที่กลิ่นทาร์ทาร์ และยังมีอัลมอนด์ ไข่ปลาแซลมอน และซอสฮอร์สเรดิช รสกลมกล่อมทั้งหวานมันกรอบ เมนู Fried Lobster Ravioli in Soup, Pumpkin Gnocchi ราวีโอลีชิ้นพอดีคำห่อหุ้มล็อบสเตอร์เนื้อหนึบหนับ และยอดฟักทองหวาน มาในน้ำซุปพอขลุกขลิกแต่รสชาติโดดเด่น

 

หนักท้องอีกนิด กับ Beef Skewers, Australian Tenderloin เนื้อสันออสเตรเลียชิ้นหนาพอดีคำ ปรุงรสอ่อนๆ เสียบมาพร้อมเครื่องเคียงและมะเขือเทศ ย่างมานุ่มกำลังดี ถูกใจคนรักเนื้อแน่นอน ปิดท้ายเมนูของหวาน Lemon Tart, Burnt Meringue ที่ตอบโจทย์คนรักขนมหวานแบบไม่เลี่ยน เพราะมีรสเปรี้ยวมาตัดรสหวานของแป้งและครีม

โว้ก เลานจ์ ยังเสิร์ฟเครื่องดื่มหลากหลาย ทั้งค็อกเทล และม็อกเทล โดยมิกซ์โซโลจิสต์ โมเรตติ ฟรานเชสโก ที่มีลูกเล่น และพร้อมมอบประสบการณ์แสนตื่นเต้นให้ทุกท่าน เปิดบริการ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป ณ ชั้น 6 มหานคร คิวบ์ โทร.02-001-0697 หรืออีเมล reservations@voguelounge.com รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.voguelounge.com หรือ Facebook./VOGUELoungebangkok

 

หอมนุ่มชุ่มเนื้อเป็ด ฮั่งเฮงเป็ดพะโล้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 16:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/452226

หอมนุ่มชุ่มเนื้อเป็ด ฮั่งเฮงเป็ดพะโล้

โดย…ชายโย

กลิ่นหอมๆ ของก๋วยเตี๋ยวพาเราเดินมาที่ร้านฮั่งเฮงก๋วยเตี๋ยวเป็ด ใต้สะพานกรุงเทพ ติดกับศาลเจ้าจีนบ้วนชุนตั๊วข้างในมีที่จอดรถกว้างขวาง และลูกค้าก็มารับประทานอาหารที่ร้านแห่งนี้อยู่เกือบตลอดทั้งวัน ฮั่งเฮงก๋วยเตี๋ยวเป็ด นั้นขึ้นชื่อเรื่องเมนูเป็ดชนิดที่เรียกได้ว่าในรัศมี 5 กม. ไม่มีใครไม่รู้จักร้านนี้

เมนูที่เราสั่งมาลองรับประทาน เป็นเส้นเล็กก๋วยเตี๋ยวเป็ด เส้นเหนียวนุ่ม รสชาติกลมกล่อมของน้ำซุปเข้มข้นกำลังดี ติดหวานเล็กๆ มีกลิ่นเครื่องยาจีนพอหอมกลมกล่อม เนื้อเป็ดทางร้านเนื้อนุ่มไม่เหนียว หั่นชิ้นพอดีคำ ให้มาค่อนข้างเยอะตามราคา ถ้าสั่งแบบแห้งก็อร่อยไปอีกแบบนะครับ มีน้ำราดจากข้าวหน้าเป็ดคลุกเคล้าให้เข้ากัน

 

ไม่เพียงแต่ก๋วยเตี๋ยวเป็ดซึ่งเป็นเมนูเด่นของร้าน กุ้งอบวุ้นเส้นก็เป็นเมนูเด่น ที่ลองรับประทานแล้วจะติดใจ เส้นเหนียวนุ่ม รสชาติเข้มข้น น้ำจิ้มซีฟู้ดก็จัดว่าเด็ดควรค่าแก่การลองสั่งมารับประทาน หากยังไม่พอก็ยังมีเมนูเป็ดอย่าง ปากเป็ดทอด เปาะเปี๊ยะเป็นอาหารว่าง

แนะนำว่าหากต้องการรับประทานควรมาเร็วสักหน่อย ร้านเปิดประมาณ 08.30-15.00 น. แต่ส่วนมากของจะหมดตั้งแต่บ่ายโมง โทร.08-1447-5627

 

เส้นทางสายหอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/452093

เส้นทางสายหอย

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ใครเขามีเส้นทางสายไหม ผมมีเส้นสายหอย (แมลงภู่) ที่เป็นเรื่องคือ ไปกินหอยแมลงภู่ทอดแล้วหาหอยแมลงภู่ไม่ค่อยเจอ จมหายไปกับแป้งกับไข่ที่มีมากหน่อยกลายเป็นถั่วงอก เท่านั้นยังไม่พอไปห้างเห็นถุงหอยแมลงภู่แกะเปลือกสำเร็จรูป ตัวมันเท่ากับหอยกะพง

ก็นึกถึงหอยแมลงภู่ที่เคยเห็น เคยกินมา ยังไม่ลืม เอาตั้งแต่เป็นเด็ก พ่อพาไปกินบะหมี่ราชวงศ์ เป็นร้านริมถนน 2-3 ห้อง จำได้ว่ามีหอยแมลงภู่ทอด ร้านนี้จะให้โก้ต้องกินนอกร้าน คือนั่งกินในรถที่จอดหน้าร้าน สมัยก่อนใครขับรถไปกิน นี่เป็นไฮโซ มีรถยี่ห้อ Austin กับ Morris เท่านั้น Toyota ยังไม่เกิด วิธีกินต้องเปิดหน้าต่างรถ พนักงานจะเอาถาดอะลูมิเนียมที่เสียบกับหน้าต่างได้พอดี วางจานหอยแมลงภู่ บะหมี่แห้ง รู้ว่ากินอะไรแต่จำรายละเอียดไม่ได้

พอเป็นหนุ่มละอ่อน ก็ยังไปกิน ตอนนี้นั่งในร้านแล้ว ยังต้องกินมีบะหมี่แห้งอยู่อีก ผมว่าหาบะหมี่แห้งอร่อยๆ อย่างนั้นไม่ได้อีกแล้ว ส่วนหอยแมลงภู่ทอดอร่อยมากถึงมากๆ ตั้งเตาคนละมุมร้าน เตาจะก่อปูนรูปทรงเหมือนเป็นโอ่ง สูงระดับเอว ปากโอ่งตั้งกระทะแบนๆ กว้างพอดีปากโอ่ง เวลาอาแป๊ะแกจะเร่งไฟก็เอาก้อนอิฐหรือหิน เสียบด้านหนึ่งของกระทะให้อากาศเข้า หอยแมลงภู่ใหญ่ แป้งกรอบ ถั่วงอกพอประมาณ น้ำจิ้มเหมือนน้ำจิ้มสามรส คล้ายๆ น้ำจิ้มไก่

ผมยังเคยกินอีกร้านหนึ่ง อยู่ในซอยข้างโรงเรียนเผยอิง ปากซอยเป็นศาลเจ้าปุนเถ้ากง ถนนทรงวาด มีหอยแมลงภู่ทอดอย่างเดียว รูปร่างโอ่ง กะะทะ และวิธีผัดเหมือนกับที่บะหมี่ราชวงศ์เป๊ะ คนกินเยอะ เพื่อนผมที่เป็นเจ้าของพริกไทยตรามือ บอกว่าร้านนี้แหละ เป็นร้านต้นตระกูลของเจ้าสัว เบียร์ตราช้าง ผมไปกินหอยแมลงภู่ทอดร้านนี้ไม่กี่ครั้ง ก็เลิกไปเลย

 

 

ยังอีกเรื่องหอยแมลงภู่ทอด สมัยก่อนไปอ่างศิลาบ่อย ทั้งอ่างศิลา จ.ชลบุรี คลองด่าน เป็นแหล่งเลี้ยงหอยแมลงภู่ที่ใหญ่ที่สุด ผมมีร้านขายหอยแมลงภู่ทอดขาประจำ เป็นเพิงอยู่ใกล้ท่าเทียบเรือประมงอ่างศิลา วิธีการทอดหอยแมลงภู่ทางแถบนี้ แป้งจะเปียก เหนียว จืดๆ ไม่ค่อยอร่อย แต่หอยตัวโต แถมให้มาเยอะ ทางแถบนี้ใช้น้ำจิ้มเป็นซอสศรีราชาทั้งสิ้น

ความที่ชอบหอยแมลงภู่ และรู้ว่าแหล่งแกะเปลือกหอยส่งเนื้อขายทั่วไปนั้น อยู่ที่คลองด่าน จ.สมุทรปราการ เคยเข้าไปดูทั้งหมู่บ้านเป็นบ้านใต้ถุนสูง เพราะถ้าน้ำทะเลขึ้น จะท่วมถึง ทุกบ้านจะใช้เปลือกหอยแมลงภู่ถมพื้นใต้ถุนบ้าน ถ้ามีเงินก็เอาปูนซีเมนต์มาเททับ ไม่ต้องพึ่งทราย แล้วทั้งหมู่บ้านนี่มีตะแกรงหอยแมลงภู่แล่แผ่ตากแห้ง

แล้วเจ้าหอยแมลงภู่แล่ตากแห้งนี่อร่อยจริงๆ ทอดแล้วผัดกับน้ำตาลแบบแห้งๆ อร่อยมาก เอาไปแกงคั่วกับสับปะรดก็อร่อย ผมเคยไปลาวทาง อ.ห้วยโกร๋น จ.น่าน เข้าไปถึงเมืองหงสา นอนที่บ้านพักชาวบ้านแสนดีบ้านหนึ่ง เชื้อเชิญให้กลับไปอีก แต่ขออย่างเดียว เอาหอยแมลงภู่ตากแห้งไปฝากด้วย เป็นของกินที่ใฝ่ฝันจริงๆ

สิบกว่าปีก่อน ไปหาป้าตุ๊ก เกษรมาลา ที่วัดวิปัสสนาราม บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ป้าตุ๊กนั้นทำปลาอินทรีเค็มอร่อยที่สุด ตอนกลับป้าตุ๊กเอาหอยแมลงภู่ตากแห้งผัดน้ำตาลมาให้ เป็นของที่ล้ำค่าจริงๆ เดี๋ยวนี้หาไม่ได้แล้ว ลองหอยแมลงภู่ตัวเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย แล่ ตาก แล้วจะเหลือตัวขนาดไหน

 

เส้นทางสายหอยของผมยังไม่หมด ผมไปอยู่ที่นิวซีแลนด์พักหนึ่ง ที่นั่นต้องบอกว่าเป็นลูกพี่ของหอยแมลงภู่ ตัวใหญ่ นิ่ม อร่อย ทุกซูเปอร์มาร์เก็ต จะต้องมีหอยแมลงภู่ใส่กล่องพลาสติกใสสี่เหลี่ยม ด้านบนมีน้ำฉีดเป็นฝอยเลี้ยงหอยให้สดตลอดเวลา วิธีเลือกใช้คีมคีบใส่ถุงมาชั่ง อยู่ดงหอยแท้ๆ แต่ทำอะไรไม่สะดวก จะกินต้มยำต้องถ่อข้ามไปอีกด้านของโอ๊กแลนด์ เพื่อไปซื้อเครื่องต้มยำแห้ง ในร้านโชห่วยของชาวเวียดนาม

แล้วดงเลี้ยงหอยของนิวซีแลนด์นั้นอยู่ที่ โคโรแมนเดล เพนนินซูลา เหนือโอ๊กแลนด์ขึ้นไป ต้องขับรถลัดเลาะริมทะเลร่วม 50-60 กิโลเมตร ทั้งสวยทั้งเสียว ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไทยรู้จัก

หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ในเมืองไทยฮิตอยู่พัก ตอนนี้เห็นซาๆ แล้ว ฟังหลายคนพูดบอกว่าเหนียว ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นเพราะเขาทำสุกมาแล้ว พอเอามาปรุงร้อนอีกครั้งก็อาจจะเหนียวได้

ยังมีเรื่องอีกเยอะครับ ซึ่งเมื่อผมขึ้นต้นเป็นเรื่องกินหอยแมลงภู่ทอด ก็แนะนำร้านหอยแมลงภู่ทอดเสียเลย ที่แนะนำนี้ผมเชื่อว่าหลายคนต้องรู้จักกันแล้ว

ร้านแรกชื่อหอยทอดภูเขาไฟ อยู่ในซอยข้างห้างโรบินสัน บางรัก ถ้ายืนหันหน้าเข้าห้าง ซอยจะอยู่ทางซ้ายมือ เดินเข้าไปนิดเดียว เมื่อก่อนเป็นอาซิ้มขาย แป้งกรอบ เกรียม อร่อย เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรไม่รู้

อีกร้านชื่อนายหมง ตรงถนนพลับพลาไชย ด้านถนนเจริญกรุง ดั้งเดิมร้านนายหมงจะอยู่ในถนนแปลงนาม อาซิ้มเป็นคนเก็บเงิน คนกินต้องสงบเสงี่ยมมาก ขืนเอาแบงก์พันจ่ายค่าหอยทอด เป็นเรื่อง ตอนนี้นายหมงผ่องถ่ายให้ลูกๆ ทำแล้วมีข้าวผัดปู ออส่วนหอยนางรม

อีกร้านชื่อ แดงราชาหอยทอด อยู่ในซอยสุกร 1 เยื้องกับวัดไตรมิตร ร้านหัวมุมของซอยนี้มีแผงขายของกินหลายร้านอยู่รวมกัน นายแดงจะอยู่ด้านหนึ่ง อร่อย ก็น่าจะอร่อย เพราะนายแดงนี่แหละ ที่แรกเริ่มเป็นลูกจ้างล้างชามในร้านหอยแมลงภู่ทอดที่อยู่ในซอยโรงเรียนเผยอิง ถนนทรงวาด ที่ผมบอกว่าเป็นร้านของตระกูลเจ้าสัวนั่นเอง แต่ร้านนายแดงเสียอยู่อย่างเวลาใกล้เที่ยง ชอบมีคนไปสั่งห่อ สั่งที่ 20-30 ห่อ พวกนี่แย่จริงๆ ทำเอาคนที่นั่งกินต้องคอยนาน

ผมจะบอกเคล็ดลับหอยแมลงภู่ทอดที่อร่อยนั้น อยู่ที่แป้ง เป็นความลับของแต่ละคน แต่ที่สำคัญต้องทอดด้วยน้ำมันหมูครับ ก็นี่เป็นเส้นทางสายหอยของผมครับ

 

ฝนแรก แตกหน่อ หน่ออั่วสไตล์หลวงพระบาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/452088

ฝนแรก แตกหน่อ หน่ออั่วสไตล์หลวงพระบาง

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ถึงแม้ว่าหน้าฝนปีนี้จะมาช้ากว่าทุกปี จนอดบ่นถึงฟ้าฝนที่มาล่า แต่บทฝนจะมาเล่นเอาชาวกรุงเทพฯ หวาดผวาทุกครั้งที่เมฆฝนคลึ้มเมื่อเข้าใกล้เวลาเลิกงาน เพราะไม่รู้ว่าราตรีนี้จะถึงบ้านสักกี่โมง ยิ่งตื่นนอนมาด้วยเสียงฟ้าครืนๆ แล้วละก็ พานอยากจะนอนต่อ เพราะระยะเวลาเดินทางบนท้องถนนคงหนักหนากว่าจะถึงจุดหมาย ต่างจากภูมิภาคอื่นในประเทศไทย ที่บรรยากาศสดชื่นยามลมหอบเอาฝนมาตกในพื้นที่ เอื้อต่อการเกษตรจนดินเขียวชะอุ่ม สบายตา สบายใจ คลายภัยแล้งไปได้เยอะ ผลพลอยได้จากฝนยังมี “หน่อไม้” ที่เป็นอาหารอันโอชะประจำฤดูกาล

ผู้เขียนเองเป็นคนหนึ่งที่ชอบรับประทานหน่อไม้ ยิ่งเมื่อได้รับประทานหน่อไม้ในหน้าฝน ที่ขุดมาใหม่ๆ ต้มจนสุกนุ่ม ติดใจกว่ากินหน่อไม้ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปเยอะแยะ เพราะหน่อไม้ในฤดูกาล มีรสหวานหอม กรอบแต่นุ่มไม่เหนียว แถมไม่มีกลิ่นฉุนเมื่อเทียบกับหน่อไม้ดองทั้งแบบดองจืด ดองเค็ม หรือดองเปรี้ยวที่มักจะมีกลิ่นรสรุนแรง

แต่ได้ยินเสียงหลายๆ ท่านเตือนด้วยความหวังดี และเชื่อว่าเราๆ ท่านๆ คงจะเคยได้ยินพิษของการกินหน่อไม้มานักต่อนักแล้ว ในฉบับนี้ของ “ฝนแรกแตกหน่อ” ผู้เขียนจึงอยากรวบรวมเอาวิธีการรับประทานหน่อไม้ให้ปลอดภัยมาเล่าสู่กันฟังผ่านสูตรต่างๆ

ข้อแรกเลย ไม่มีใครรับประทานหน่อไม้สดๆ แม้แต่สัตว์ป่ายังเลี่ยงที่จะกินหน่อไม้ที่โผล่พ้นดิน เพราะในหน่อไม้สด มีสารไซยาไนด์ รับประทานมากๆ ตายสถานเดียว และถ้ารับประทานหน่อไม้สดๆ มักส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้ หมดสติได้เลย ภูมิปัญญาชาวบ้าน จึงต้องมีกรรมวิธีในการเผา ต้ม นึ่ง เตรียมหน่อไม้แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ จะมีเคล็ดลับขึ้นกับชนิดของต้นไผ่ที่ให้หน่อไม้ด้วย สังเกตว่าหน่อไม้ที่ต้มแล้ว จะมีรสหวานขึ้น รสขมน้อยลง เพราะสารไซยาไนด์หมดไปจากความร้อนและเวลานั่นเอง

 

ถัดมาสารที่หลายๆ คนกลัวคือ Oxalate จริงๆ แล้วสารออกซาเลตมีอยู่ในพืชอีกหลายๆ ชนิด โดยเฉพาะพืชผักที่มีสีเขียวเข้มๆ แต่อาจจะมีอยู่ในหน่อไม้มากสักหน่อย พอๆ กับยอดมะพร้าว ชะอม หรือแม้แต่ผักบุ้งที่ต้องกลัวเพราะสารออกซาเลตจะไปจับตัวกับแคลเซียม โซเดียม เกิดเป็นนิ่วได้ แต่การต้มหน่อไม้ช่วยลดปริมาณออกซาเลตไปได้กว่าครึ่งหนึ่งจากผลวิจัยที่เขาทดลองวัดปริมาณออกซาเลตในหน่อไม้สดและหน่อไม้ต้มเปรียบเทียบกัน แม้ว่าจะกำจัดได้ไม่ไหมดจากการต้ม แต่ทำให้ลดลงเกินครึ่ง จึงเป็นการแนะนำที่ถูกต้องของผู้เฒ่าผู้แก่ที่นิยมต้มหน่อไม้หลายครั้งในน้ำสะอาด แล้วยังมีวิธีเตรียมโดยการต้มหน่อไม้ในน้ำใบย่านางของชาวอีสาน ที่ช่วยลดออกซาเลตไปได้เยอะ ก่อนนำมาปรุงเป็นซุปหน่อไม้ตามร้านอาหารอีสานรสเด็ด

สุดท้ายความร้ายของหน่อไม้ที่หลายคนต้องของด หากเป็นโรคเกาต์ เพราะหน่อไม้มีผลกับปริมาณกรดยูริกในร่างกาย เกิดการสะสมเยอะขึ้นทันทีที่รับประทานหน่อไม้เข้าไป เล่นเอาปวดข้อจนหลายคนขยาด แต่เชื่อไหมผู้หญิงหลายๆ ท่านรับประทานแล้วไม่เป็นไร เพราะกรดยูริกในร่างกายของผู้หญิง มักจะมีน้อยกว่าผู้ชายอยู่แล้ว จึงมีโอกาสปวดน้อยกว่า

หลังจากหาเหตุผลสมทบที่จะรับประทานหน่อไม้อย่างปลอดภัยแล้ว ทีนี้ก็พร้อมไปดูสูตรเด็ดของหน่อไม้ในฉบับนี้ เพื่อจัดการกับหน่อไม้ถุงยักษ์ที่พี่ที่รักส่งมาให้จากบ้านอันอุดมสมบูรณ์ที่นครนายก สูตรนี้ผู้เขียนเรียกติดปากว่า หน่ออั่ว สูตรนี้เจอตอนกินอาหารลาว ที่หลวงพระบาง ลักษณะหน่ออั่วหลวงพระบาง แม้ว่าจะหน้าตาคล้ายกับหน่ออั่ว อาหารเมืองทางภาคเหนือบ้านเราที่เป็นหน่อไม้รวกยีตรงกลางแล้วยัดไส้หมูที่เคล้ากับพริกแกง ใบมะกรูดคล้ายไส้อั่ว ทอดแล้วกินกับข้าวเหนียว เผ็ดนิดๆ หอมอร่อยด้วยสมุนไพรคล้ายกับไส้อั่วทอดกับหน่อไม้

หน่ออั่วแบบหลวงพระบางนั้น อร่อยกินได้ตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ เพราะเป็นหน่อไม้รวกต้มสุก ยีด้วยส้อมตรงช่วงกลาง ยัดไส้ด้วยหมูสับปรุงรส ทอดจนหน่อไม้กรอบนอก รสชาติอร่อยจากหมูสับที่ยัดไส้ด้านใน ที่หลวงพระบางเขานิยมเสิร์ฟกับน้ำจิ้ม 3 รสแบบใส ที่มีส่วนผสมของน้ำปลา น้ำมะนาวและน้ำตาล หอมกระเทียมและพริกแดง รสชาติคล้ายน้ำจิ้มใสๆ ของอาหารเวียดนาม ทอดหน่อไม้ยัดไส้จนกรอบแล้ว หั่นเป็นชิ้นๆ ราดน้ำจิ้มเล็กน้อย กินคู่กับผักสดที่เป็นเครื่องเคียงทั้งโหระพา ผักชี ผักกาด อร่อยเข้ากันจนหมดจานไม่รู้ตัว

หน่ออั่วหลวงพระบาง

ส่วนผสมสำหรับยัดไส้

– หมูสับ 350 กรัม

– กระเทียม สับหยาบ 2 ช้อนชา

– หอมแดง สับหยาบ 2 ช้อนชา

– รากผักชี 2 ราก

– เม็ดพริกไทยขาว 1 ส่วน 4 ช้อนชา

– เห็ดหอมสด สับละเอียด 3-4 ดอก

– น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ

– ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

– แป้งมัน 1 ช้อนชา

– วุ้นเส้นแห้ง แช่น้ำ ตัดเป็นท่อนเล็กๆ 1 ถุงเล็ก

ส่วนผสมสำหรับหน่อไม้

– หน่อไม้รวก 8 หน่อ

– แป้งชุบทอด 1 ถ้วย

– น้ำเย็นลอยน้ำแข็ง ปริมาณตามสูตรชุบแป้งทอด

– น้ำมันสำหรับทอด 3 ถ้วย (โดยประมาณ)

ส่วนผสมสำหรับน้ำจิ้ม

– น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

– น้ำสะอาด 3 ช้อนโต๊ะ

– น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

– น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ

– พริกขี้หนู หรือพริกจินดาแดง สับ 1 เม็ด

– กระเทียบ สับละเอียด 1/4 ช้อนชา

รับประทานคู่กับ : ผักชีสด ผักชีลาว ผักสด ผักกาดเขียว หรือผักสลัด โหระพา แตงกวา ตามชอบ

วิธีทำ

เตรียมน้ำจิ้ม : เริ่มทำน้ำเชื่อมโดยเคี่ยวน้ำตาลทรายและน้ำสะอาดให้เดือด พักไว้ให้เย็น ปรุงรสด้วยน้ำปลาและมะนาว เติมพริกและกระเทียมอาจจะโรยด้วยถั่วลิสงคั่ว โขลกหยาบๆ และผักชีซอยฝอย

เตรียมหน่อไม้ : ล้างหน่อไม้ให้สะอาด หลายน้ำซับให้แห้ง หากหน่อไม้มีกลิ่นแรง หากหน่อไม้รวกเป็นแบบหน่อไม้ปี๊บ แนะนำให้ลวกในน้ำเดือด ล้างน้ำเย็นสัก 2-3 ครั้ง เพื่อให้หมดกลิ่น เตรียมยัดไส้หน่อไม้โดยใช้ส้อมปลายแหลม ตะกุยหน่อไม้ตรงส่วนกลางหน่อให้เป็นเส้นๆ พักไว้

เตรียมไส้หมู : โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทย และหอมแดงให้ละเอียดใส่หมูสับลงไปโขลกให้เนียน พร้อมเครื่องปรุงรสทั้งหมด และแป้งมันตัดวุ้นเส้นให้เป็นท่อน เคล้ากับเนื้อหมู นวดให้เข้ากัน

ยัดไส้หมูที่นวดไว้เข้าไปตรงกึ่งกลางหน่อไม้ที่ตะกุยไว้ เรียงใส่ถาด

ผสมน้ำเย็นกับแป้งชุบทอด ตั้งน้ำมันในหม้อหรือกระทะโค้ง ให้ร้อนจัด หรี่เป็นไฟกลางค่อนไปทางไฟอ่อนสักนิด นำหน่อไม้ที่ยัดไส้ไว้ ชุบแป้งลงทอด ให้สุกเหลือง ตักขึ้นมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ใส่จานเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มและผักสด

 

อร่อยดั้งเดิมกับอิ่วก้วยเจ๊ลั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2559 เวลา 12:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/450987

อร่อยดั้งเดิมกับอิ่วก้วยเจ๊ลั้ง

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

สําหรับใครที่เคยพักอาศัยอยู่ย่านถนนบรรทัดทอง เจริญเมือง คงจะรู้จักชื่อของตลาดสวนหลวงเป็นอย่างดีเพราะเป็นแหล่งรวมของอร่อยคาวหวานสารพัด ทว่าหลายปีที่ผ่านมาพื้นที่ตลาดสวนหลวงซึ่งเป็นของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการรื้อถอนตึกแถวเก่าจำนวนมากเพื่อปรับปรุงใหม่ให้ไฉไลกว่าเก่า จึงทำให้ร้านค้าจำนวนมากที่เคยเกาะกลุ่มอยู่บริเวณนั้นแตกกระเซ็นไปอยู่คนละทิศคนละทาง บ้างก็ปิดไปเลยเพราะหาที่เปิดใหม่ไม่ได้ แต่ก็มีอีกหลายรายยังพยายามเสาะหาพื้นที่อยู่ในย่านใกล้เคียงเดิม

หนึ่งในนั้นก็คืออิ่วก้วยเจ๊ลั้งเจ้าอร่อยที่สมัยตั้งอยู่ตรงข้ามตลาดสวนหลวงขายดิบขายดีเอามากๆ คนไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นล้วนเป็นลูกค้าของเจ๊ลั้ง แต่สำหรับคนรุ่นใหม่อาจจะไม่เคยได้ลิ้มลอง ซึ่งถ้ามีโอกาสก็ควรได้ลองสักครั้ง

อร่อยดั้งเดิมกับอิ่วก้วยเจ๊ลั้ง

อิ่วก้วยเจ๊ลั้ง ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ถนนบรรทัดทอง ตรงข้ามจุฬา ซอย 34 ที่ผ่านมาตั้งขายอยู่ตรงข้ามตลาดสวนหลวงมากว่า 40 ปีแล้ว จนกระทั่งที่ขายเดิมไม่สามารถขายได้ร้านนี้ต้องหยุดขายไปนานถึง 6 เดือนเพื่อหาพื้นที่ขาย จนกระทั่งปีที่ผ่านมาก็ได้ที่นี่ แต่จำนวนลูกค้าเก่าที่รู้ว่าย้ายร้านมาอยู่ตรงนี้ก็ยังมีไม่มาก แต่ปีนี้คนเริ่มรู้มากขึ้นก็เลยตามมาลิ้มรสอิ่วก้วยดั้งเดิมกันมากขึ้น

สำหรับ อิ่วก้วยที่นี่จะมีทั้งหมด 5 ไส้ให้เลือก แต่ละไส้ทางร้านก็จะทำสัญลักษณ์แต้มด้วยจุดแดงบนแป้งที่ห่อไส้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนทอดเพื่อให้รู้ว่าคือไส้อะไร โดยไส้แรกคือ กะหล่ำปลี จะไม่มีจุดบนแป้ง ไส้หน่อไม้ มีสัญลักษณ์แต้มด้วยสีแดง 1 จุด ไส้มันแกว แต้ม 2 จุด ไส้กุ้ยช่าย แต้ม 3 จุด และไส้เผือกเค็ม แต้ม 4 จุด

อร่อยดั้งเดิมกับอิ่วก้วยเจ๊ลั้ง

ขั้นตอนการทำก็คือ ทางร้านจะเตรียมแป้งเป็นแผ่นๆ เอาไว้แล้ว จากนั้นก็จะนำไส้ต่างๆ มาวางแล้วใช้แป้งห่อเป็นชิ้นกลมๆ พร้อมจีบตรงปลายเพื่อให้แป้งที่ห่อปิดสนิท เวลาที่ทอดไส้จะได้ไม่หลุดออกมา ทีเด็ดของอิ่วก้วยก็คือตอนที่ทอดขึ้นจากกระทะร้อนๆ ควันยังกรุ่นๆ หน้าตาน่าทานมาก และหากได้ทานหลังจากขึ้นจากกระทะไม่นาน ก็จะเคี้ยวแป้งได้กรุบกรอบเป็นพิเศษ ผสมผสานกับไส้ผักต่างๆ ที่ใส่มาแล้วอร่อยเพลินทีเดียว

ทางร้านบอกว่าตั้งแต่ขายอิ่วก้วยมา ไส้กะหล่ำปลีจะเป็นไส้ที่ขายดีที่สุด ส่วนไส้อื่นๆ ที่ขายดีรองลงมาก็คือไส้กุ้ยช่าย และไส้หน่อไม้

อร่อยดั้งเดิมกับอิ่วก้วยเจ๊ลั้ง

ราคาของอิ่วก้วย อยู่ที่ชิ้นละ 25 บาท โดยใครที่อยากทานกันตอนนั้นเลยทางร้านก็จะมีบริการหั่นอิ่วก้วยเป็นชิ้นเล็กๆ ให้เพื่อให้ทานได้สะดวกขึ้น และนอกจากอิ่วก้วยแล้ว ที่ร้านยังมีเปาะเปี๊ยะทอด เผือกและไช้เท้าทอด เผือกหิมะ กับบ๊ะจ่างจำหน่ายอีกด้วย ซึ่งร้านจะเปิดขายตั้งแต่ 12.00-20.00 น.

เอาเป็นว่าใครมีโอกาสไปแถวบรรทัดทอง อย่าลืมไปลิ้มลองอิ่วก้วยกัน และถ้าพื้นที่ว่างในท้องยังเหลือก็เดินไปเรื่อยๆ บนถนนบรรทัดทอง จะเจอร้านเจ้าเก่าเจ้าอร่อยอื่นที่เคยอยู่ในตลาดสวนหลวงรอให้ท่านไปลิ้มรสอาหารเช่นกัน

อร่อยดั้งเดิมกับอิ่วก้วยเจ๊ลั้ง

มันช์ เสียงแห่งความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 17:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/450880

มันช์ เสียงแห่งความอร่อย

โดย…ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

มันช์ (Munch) คาเฟ่สไตล์ยุโรปน้องใหม่ย่านทองหล่อ เป็นคาเฟ่แนว International Brunch ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบตกแต่งจากสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรป

คำว่า “Munch” เป็นคำกิริยา ที่แปลว่า “การเคี้ยว” ที่มีเสียง ซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย และเป็นที่มาของชื่อร้านนั่นเอง

 

บรรยากาศร้านให้สัมผัสที่อบอุ่นและผ่อนคลายอยู่ในที ตัวร้านมีกลิ่นอายของลอฟต์ เน้นโทนสีขาว โดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ และเคาน์เตอร์หินอ่อนสีสว่างให้ความรู้สึกสบายตา เพิ่มความสนุกสนานด้วยผนังโชว์ลวดลายอิฐสีขาว ตัดกับลูกเล่นกระดานดำที่ผนัง และยังมีหลายมุมในร้านที่ทำให้นึกถึงวัยเด็ก ทั้งมุมทำป๊อปคอร์น มุมกดไอศกรีม และมุมโชว์อบขนม

เมนูของทางร้านจะเสิร์ฟอาหารสไตล์นานาชาติที่กินง่ายหลากหลายแบบ  เริ่มต้นเบาๆ ด้วย Munch Chicken Salad สลัดผักสดที่มาพร้อมทั้ง กรีนโอ๊ก เรดโอ๊ก เสิร์ฟพร้อมกับอกไก่ย่าง พร้อมเดรสซิ่งสไตล์ฟิวชั่นอย่างน้ำสะเต๊ะ ได้กลิ่นหอมของกลิ่นเครื่องเทศ หน้าตาฝรั่งแต่อบออกรสชาติแบบไทยๆ

ต่อด้วย Chilled Salmon Angel Hair อีกหนึ่งเมนูที่ฟิวชั่นระหว่างอิตาเลียนและญี่ปุ่น ใช้พาสต้าเส้น Angel Hair นำไปคลุกเคล้ากับซอสสูตรเฉพาะของทางร้านและทรัฟเฟิลออยล์ พันวางเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ ท็อปด้วยแซลมอนจากนอร์เวย์และไข่ปลาแซลมอน เรียกความสดชื่นได้อย่างเนียนๆ

Bibimbub Pork Burger เบอร์เกอร์หมูสันนอกสไลซ์ เพิ่มรสชาติด้วยซอสบาร์บีคิวเกาหลี คลุกกับซอสพริกงา ท็อปด้วยปวยเล้ง และกิมจิ โปะด้วยไข่ เสิร์ฟมาพร้อมเฟรนช์ฟรายส์ร้อนๆ อร่อยเหาะไปเลย

 

ตบท้ายด้วยของหวานขึ้นชื่อของทางร้าน อย่าง Munch Pancake แพนเค้กซูเฟล่เนื้อนุ่ม เสิร์ฟมาพร้อมกล้วยที่ทาด้วยน้ำตาลแล้วนำไปเซียร์ไฟให้น้ำตาลละลายเป็นคาราเมลเคลือบกรอบ เมเปิ้ลครีมชีส คาราเมลซอส และซอฟต์ครีมฮอกไกโด

มันช์ ทองหล่อ ซอย 10  เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร 02-381-4711 หรือ 08-7920-7222

 

ขอเชิญพบ สุดยอดเบอร์เกอร์อเมริกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 16:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/450874

ขอเชิญพบ สุดยอดเบอร์เกอร์อเมริกัน

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

หากพูดถึงแฮมเบอร์เกอร์ แม้จะเล่าลือกันว่า อาจจะมาจากเมืองฮัมบูร์กของเยอรมนี ทว่า ถึงอย่างไรคนก็จะต้องคิดถึงอาหารที่มีความเป็นอเมริกันอย่างสูงอยู่ดี เมื่อกาลก่อน อเมริกันเบอร์เกอร์ อาจจะรู้จักกันดีในร้านฟาสต์ฟู้ดต่างๆ แต่ทุกวันนี้ หลายคนที่เป็นขาดื่มขากินคงจะรู้ดีว่า จริงๆ แล้ว อเมริกันเบอร์เกอร์นั้นมีความหลากหลาย เบอร์เกอร์ระดับพรีเมียมที่มีส่วนผสมอย่างดี สามารถเรียกว่าเป็นอาหารจานหลักที่มีคุณค่าครบ ทั้งคาร์โบไฮเดรตจากแป้งบัน โปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่เป็นไส้ข้างใน หรือจะเป็นวิตามินจากผักก็ตามด้วยความที่หลายคนเห็นเป็นอาหารประจำชาติขนาดนี้ ในงาน American Food, Fun and Family Fair: Episode 2 จึงได้จัดการแข่งขันหาสุดยอดเบอร์เกอร์อเมริกันระดับพรีเมียม ในการแข่งขัน 2nd Great American Burger Competition ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 2 พร้อมๆ กับงานฟู้ด ฟัน แอนด์ แฟมิลี่ แฟร์ ของสหรัฐนั่นเอง

ในการแข่งขัน สถานทูตสหรัฐ เจ้าภาพ ได้เชื้อเชิญร้านดังจากในโซเชียลเน็ตเวิร์ก 10 ร้าน มาเข้าร่วมแข่งขันกันในวันศุกร์ที่ 26 ส.ค.นี้ ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องใช้วัตถุดิบหลักจากสหรัฐ ได้แก่ เนื้อวัวจากสหรัฐ ซึ่งเป็นเนื้อส่วนไหล่บน (Chunk Roll) และส่วนอก (Short Plate) ชีสจากแคลิฟอร์เนีย ที่มีให้เลือก 7 ชนิด คือ มอสซาเรลลา แบบโฮลมิลค์และโลว์แฟต, เชดดาร์ ชนิดไมลด์ และชาร์ป, มอนเทรแจ๊ค, ฮาลาเปโยแจ๊ค และครีมชีส, มันฝรั่งแช่แข็ง ที่มีให้เลือกสิบกว่าคัต ทั้งแบบแฮชบราวน์ ตัดเป็นหน้ายิ้ม เป็นเกลียว แบบติดเปลือก ฯลฯ รวมทั้งวอชิงตันแอปเปิ้ล 2 ชนิด คือ แอปเปิ้ลเขียวแกรนนี สมิธ และแอปเปิ้ลแดงเรดดิลิเชียส

สำหรับวัตถุดิบอื่นๆ ที่จะนำมาใส่ใน “อเมริกันเบอร์เกอร์” นอกจากเบคอนแล้ว จะต้องพิสูจน์ได้ว่า เป็นส่วนผสมที่มาจากสหรัฐเท่านั้น

หลักเกณฑ์ในการให้คะแนน ทางฝ่ายเกษตรของสถานทูตสหรัฐบอกว่า เน้นที่ความคิดสร้างสรรค์ ตามมาด้วยรสชาติความอร่อย การใช้วัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหาร ความสวยงามและการนำเสนอ วัตถุดิบและการเตรียม ความปลอดภัย ตามลำดับ งานนี้ได้เชฟสมศักดิ์ รารองคา นายกสมาคมเชฟประเทศไทย, เชฟประชัน วงศ์อุทัยพันธ์ อุปนายกสมาคมเชฟประเทศไทย, เชฟพิรุณ รังสิตโยธิน กรรมการบริหาร ไทยแลนด์ คูลินารี อคาเดมี, ซานโต ซอปปิส อดีตเชฟการบินไทย และคริสติน สลูป จากฝ่ายเกษตร สถานทูตสหรัฐ เป็นกรรมการตัดสิน

เมื่อวันก่อนไปด้อมๆ มองๆ ร้านดัง 4 ใน 10 ร้านที่จะมาเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

Paper Butter & The Burger

 

Paper Butter & The Burger

ร้านเปเปอร์ บัตเทอร์ & เดอะ เบอร์เกอร์ อยู่ที่เดอะ ยาร์ด ถนนพหลโยธิน ซอย 5 เป็นร้านเบอร์เกอร์กึ่งฟู้ดสตัลล์ ประกอบด้วยตู้คอนเทนเนอร์ขนาดกะทัดรัด เป็นร้านที่เข้าประกวดเมื่อปีที่ผ่านมาและได้รับรางวัลรองชนะเลิศไปครองกับเบอร์เกอร์ที่ขายดีของร้านที่ชื่อว่า เชียงใหม่สไปซี ด้วยความที่หนึ่งหุ้นส่วนเป็นชาวเหนือ จึงนำเอาเครื่องปรุงของลาบเหนือมาคลุกเคล้ากับเนื้อที่เป็นไส้ของเบอร์เกอร์ ออกมาอร่อยเข้มข้น

ร้านเล็กๆ ที่ติดอันดับ 6 ของร้านยอดนิยมในทริปแอดไวเซอร์ ยังมีเบอร์เกอร์เด็ดๆ อย่าง เวรี่ ชีส เบอร์เกอร์ และอโลฮา ฮาวายเอียน เบอร์เกอร์ ให้ลิ้มลองกันอีกด้วย

สำหรับเบอร์เกอร์ที่เตรียมไว้สำหรับเข้าแข่งขันในปีนี้ ทางร้านขออุบไว้ก่อน แต่บอกว่า คล้ายๆ ปีที่ผ่านมา และพิเศษกว่าอย่างแน่นอน

Happy Fish Bar & Bistro

 

Happy Fish Bar & Bistro

ร้านแฮปปี้ฟิช บาร์ แอนด์ บิสโทร ที่โกดัง 8 เอเชียทีก ฟังชื่อแล้วก็รู้ว่าร้านไม่ได้ขายเบอร์เกอร์เป็นหลัก แต่ก็มีเบอร์เกอร์เป็นเมนูโดดเด่นของร้าน ทั้งเบอร์เกอร์เนื้อแกะและเบอร์เกอร์เนื้อวัว แม้ว่าจะเน้นขายอาหารไทยและนานาชาติ ในบรรยากาศติดริมน้ำเจ้าพระยา

โดยปีที่ผ่านมาได้เข้าประกวดผ่านทางร้านสาขา อย่าง แฮปปี้ ไบต์ (Happy Bite) ซึ่งเป็นร้านเบอร์เกอร์โดยเฉพาะ และคว้ารางวัลที่ 1 การปรุงชีสแคลิฟอร์เนียมาครอง

ในปีนี้ เชฟบอกว่า ได้เตรียมรสชาติชีสแคลิฟอร์เนียที่ผสมผสานพิเศษ เล่นแร่แปรธาตุรวมกัน 3 ชนิด พร้อมที่จะลงแข่งขันในวันที่ 26 ส.ค.นี้

Mother Trucker

 

Mother Trucker

มาเตอร์ ทรักเกอร์ ผู้บุกเบิกฟู้ดทรักรายแรกๆ ของไทย ที่ไฮไลต์เด็ดของร้านซึ่งมีแค่ 2 เมนูหลัก คือเบอร์เกอร์เนื้อวัว และเบอร์เกอร์เนื้อหมู อยู่ที่การเลือกส่วนผสมสดใหม่ราคาไม่แพง (150 และ 180 บาท) แถมด้วยซอสสูตรที่ปรับจากเตาซันด์ไอส์แลนด์ให้มีรสชาติเฉพาะ ผ่านความกรอบของเบคอนกับหัวหอมทอดชิ้นโต รสชาติเข้ากันอย่างลงตัว

ม้ง หุ้นส่วนของร้านฟู้ดทรัก มาเตอร์ ทรักเกอร์ บอกว่า ปีที่แล้วได้ลงแข่งขันกับเขาด้วย แต่ไม่ได้รับรางวัลอะไร เพราะอาจจะแปลกแหวกแนวไปหน่อย ด้วยการใช้แป้งโดนัทที่มีรสหวานแทนแป้งบันของแฮมเบอร์เกอร์ สำหรับปีนี้ยังขออุบเอาไว้ก่อน ให้ไปชิมกันที่หน้างาน

Jim’s Burger

 

 

 

 

Jim’s Burger

ร้านจิมส์ เบอร์เกอร์ ร้านแนวอินดี้ที่มีหลากหลายสาขา ทั้งซอยอารีย์ ยศเส เสนา และพัทยา แต่ละสาขาตกแต่งในคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกันไป หากที่แน่ๆ ทางร้านบอกว่า ด้วยความที่ไปตะลอนทำงานอยู่ในร้านเบอร์เกอร์ในสหรัฐหลายแห่ง ทั้งระดับพรีเมียมและระดับจังก์ฟู้ด ทำให้แน่ใจได้ว่า เบอร์เกอร์ที่ร้านนี้ รสชาติเป็นแบบอเมริกันแท้ๆ แน่นอน เรียกว่าคนอเมริกันที่จากบ้านมานานๆ ได้มาลองลิ้มจะต้องบอกว่าเหมือนได้กินเบอร์เกอร์ที่บ้าน

ร้านจิมส์ เบอร์เกอร์ เน้นขายเบอร์เกอร์แพริ่งกับคราฟต์เบียร์ของอเมริกา โดยขนมปังบันของที่นี่เป็นแบบทำเอง มีให้เลือก 4 แบบ คือ บันธรรมดา บันชาร์โคล บันผักโขม แล้วก็บันโฮลวีท ทางร้านมีให้เลือกกว่า 7 เมนู แน่นอนว่า เมนูเด็ดอยู่ที่ จิมส์ เบอร์เกอร์สูตรหลัก ขณะที่ จิมส์ อโพคาลปส์ เบอร์เกอร์ขนาดใหญ่พิเศษก็น่าลิ้มลอง ทางร้านยังมีเมนูเบอร์เกอร์หมู ไก่ และแกะ สำหรับคนไม่รับประทานเนื้อด้วย

เช่นเดียวกับร้านก่อนหน้านี้ แมว หุ้นส่วนของจิมส์ เบอร์เกอร์ บอกว่า จะเอาอะไรไปแข่งขอเก็บไว้เป็นความลับ

วันที่ 26 ส.ค.นี้ ต้องไปดูว่า ร้าน 25 ดีกรีส์ แชมป์เก่าจะสามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้หรือไม่ ขณะที่งาน American Food, Fun and Family Fair: Episode 2 ที่จัดในวันที่ 26-28 ส.ค.นี้ ยังมีอย่างอื่นให้เลือกชม ชิม ช็อป อีกมากมาย นอกจากร้านเบอร์เกอร์ทั้ง 10 ร้าน ยังมีไอศกรีมจากอีแมค แอนด์ โบลิโอส์ และโยเกิร์ตแลนด์ มันฝรั่ง 10 กว่ารูปแบบที่ทอดให้ชิมฟรีๆ แคลิฟอร์เนียมิลก์ โดยสมาพันธ์นมจากรัฐแคลิฟอร์เนียมาเปิดบูธเอง วอชิงตันแอปเปิ้ล ผลิตภัณฑ์ถั่วต่างๆ ทั้งอัลมอนด์ วอลนัต พีคาน ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีร้านเอสเอ็มอีดังๆ ของคนไทยได้รับเชิญมาร่วมงานนี้ด้วย

 

อร่อย‘ดีพร้อม’ที่บางแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 15:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/450865

อร่อย‘ดีพร้อม’ที่บางแสน

โดย…พาแลง

ถ้าเอ่ยถึงร้านอาหารที่อยู่ยงคงกระพันมานานที่สุดในย่านบางแสน ยาวนานถึง 40 ปี มีรสชาติมาตรฐานที่กี่ปีๆ ก็ไม่เคยเปลี่ยน ยังคงอร่อยเหมือนเดิม ร้าน “ดีพร้อม” อยู่ไม่ไกลจากชายหาดบางแสน มีที่จอดรถสะดวกทั้งหน้าร้านและฝั่งตรงข้าม บรรยากาศในร้านแบ่งเป็น 2 โซน คือ ในร่มมีห้องปรับอากาศ และแบบเปิดโล่ง โซนนี้จะมีลักษณะคล้ายห้องอาหารจีนในอดีต สังเกตจากเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ อาจดูเก่าไปบ้าง นี่เป็นบทพิสูจน์หนึ่งของความคงกระพันของร้านนี้ ส่วนอีกโซนหนึ่งอยู่ด้านนอกที่มีความโมเดิร์นชัดเจน โต๊ะ-เก้าอี้ ทำจากไม้สีขาวจัดวางบนลานโล่งๆ รับแดดรับลม

 

ไม่รอช้าที่จะสั่งเมนูเด็ด มีหลายเมนูที่แนะนำ ทั้ง ยำผักกูด ปลาทูต้มอ้อย ไหลบัวผัด แต่อาหารที่สมแขกลองสั่งต้องพิสูจน์ความแซ่บ เริ่มจากเมนูเรียกน้ำย่อย ยำหมูชาวดง ที่ปูจานมาด้วยก้านคะน้ากรอบๆ โปะหน้าด้วยคอหมูย่าง และราดด้วยน้ำยำรสเด็ด เรียกว่ากระเพาะตื่น พร้อมสำหรับอาหารจานต่อไป

 

ความเด็ดอีกหนึ่งอย่างที่ใครมาต้องไม่พลาดสั่งก็คือ แกงป่าปลาเห็ดโคน เมนูนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบรสจัด เพราะว่าน้ำแกงเข้มข้นถึงใจจริงๆ ต่อมาเป็นอีกหนึ่งจานคือ ปลาดุกทะเลผัดฉ่า เนื้อปลาแน่นๆ บวกกับเครื่องปรุงอันเผ็ดร้อนของผัดฉ่า จานนี้ทำให้เราต้องกินข้าวเยอะกว่าปกติ แต่ไม่เป็นปัญหา เพราะเรามีอีกหนึ่งจานที่ช่วยได้คือ ถั่วฝักยาวผัดกะปิ ที่มีกุ้งตัวโตกับถั่วฝักยาวกรอบๆ กินแกล้มไปด้วยกันได้

 

เซตน้ำพริก ต้องยกให้ น้ำพริกไข่ปู ที่รสชาติจัดจ้าน เสิร์ฟพร้อมผักหลากสีนานาชนิด จานสุดท้าย คือห่อหมกทะเล เป็นห่อหมกหน้าตาแปลก ไม่ได้เป็นห่อหมกใส่กระทง หรือมะพร้าวอย่างที่เคยเจอ แต่เป็นห่อหมกที่ผัดใส่มาในจาน อาหารทะเลที่ใส่มาให้ชิ้นใหญ่ มีทั้ง กุ้ง ปู ปลาหมึก และเนื้อปลา ส่วนรสชาติยังคงเข้มข้น อร่อยแบบเผ็ดๆ กินแล้วติดใจจนต้องสั่งข้าวสวยมาเพิ่ม

ร้านดีพร้อม ถนนบางแสน-อ่างศิลา ต.แสนสุข อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี โทร. 08-6610-4960