ความประทับใจครั้งใหม่ที่ ดีน แอนด์ เดลูก้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 15:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/450864

ความประทับใจครั้งใหม่ที่ ดีน แอนด์ เดลูก้า

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เอ่ยชื่อ ดีน แอนด์ เดลูก้า (Dean & Deluca) หลายคนอาจคุ้นชินกับภาพของร้านกาแฟที่มีขายเครื่องดื่มหลายชนิด พร้อมอาหารกินง่ายๆ ในบรรยากาศร้านที่ดูเรียบโก้ แต่ถ้าใครได้มีโอกาสมาเยือน ดีน แอนด์ เดลูก้า ที่ตึกมหานคร คิวบ์ จะได้พบกับประสบการณ์ใหม่ แม้คอนเซ็ปต์ร้านจะยังคงสไตล์ของดีน แอนด์ เดลูก้า แต่การจัดโซนนิ่งในร้านเป็น 3 โซนก็ชวนให้บรรยากาศดูแปลกตา

เริ่มจากโซนแรก เดอะ เมซซานีน เป็นพื้นที่บริการอาหารแบบไฟน์ไดนิ่ง เสิร์ฟอาหารมากกว่า 50 เมนู พร้อมกับไวน์ชั้นเลิศ เอสเพรสโซ บาร์ แอนด์ เบเกอรี่ ถัดมาคือ พิซซ่า สเตชั่น มุมอร่อยที่สามารถเพลิดเพลินกับกรรมวิธีการอบพิซซ่าหลายรูปแบบ ปิดท้ายด้วยโซนร้านค้าปลีก ให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อส่วนผสม เครื่องใช้ในครัว ผลิตภัณฑ์นำเข้าที่หายาก และวัตถุดิบในการปรุงอาหารเองที่บ้านได้

มาถึงเมนูไฮไลต์ที่ทางร้านแนะนำ มาแล้วอย่าพลาด เริ่มจาก Espresso Spiced Tuna & Avocado เมนูเบาๆ ทีเด็ดอยู่ที่ทูน่า ซึ่งนำไปเซียร์กับผงเอสเปรสโซ เพื่อให้ได้กลิ่นหอมละมุน เสิร์ฟกับไข่ดาวน้ำและอโวคาโดและมะเขือหั่นเต๋า พร้อมด้วยเลมอนย่าง ถัดมาคือ Salmon Terayaki ถูกใจคนชอบแซลมอนเพราะเสิร์ฟแซลมอนชิ้นโตย่างกับซอสมิโซะจนได้ที่ ราดด้วยซอสเทอริยากิ

อีกจานที่แนะนำคือ Tiger Prawn Fettuccini ลงตัวทั้งตัวเส้นที่เหนียวนุ่มผัดกับซอสเพสโต้ที่ทำจากผักชี เพิ่มเทกซ์เจอร์ด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์และสาหร่ายพวงองุ่น ท็อปด้านบนด้วยแอนโชวี่ ต่อด้วย DOP เมนูพิซซ่าทีเด็ดอยู่ที่แป้งกรอบๆ เพิ่มรสชาติด้วยโรสแมรี่ ท็อปด้วยพาร์มาแฮมและเมลอน

ล้างปากด้วยของหวาน Dean & Deluca Tropical Pancake เต็มอิ่มกับแพนเค้กเนื้อนุ่ม ทำสดใหม่ ท็อปด้วยผลไม้หลากชนิด ราดด้วยน้ำเชื่อมที่ให้รสหวานอมเปรี้ยวอย่างลงตัว

ดีน แอนด์ เดลูก้า มหานคร คิวบ์ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-23.00 น. โครงการ คิวบ์ มหานคร สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี โทร. 02-023-161

 

ครกทองคำส้มตำเจ๊บางแซ่บเว่อร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/450824

ครกทองคำส้มตำเจ๊บางแซ่บเว่อร์

โดย…นพรัตน์ กิ่งแก้ว

วันนี้จะพานักชิมทุกท่านไปชิมส้มตำข้างกรมป่าไม้จังหวัดสุรินทร์ ที่บรรดาเหล่านักชิมให้ฉายาว่า “ครกทองคำ” เจ๊บางส้มตำระเบิดแซ่บเว่อร์ ตั้งอยู่ริมฟุตปาทข้างๆ สำนักงานป่าไม้จังหวัดสุรินทร์ หากใครเดินทางผ่านย่านดังกล่าวก็ลองแวะสั่งรับประทานดู รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

บาง สารสีมา หรือเจ๊บาง วัย 50 ปี บอกว่า เปิดร้านขายส้มตำบริเวณริมฟุตปาทข้างสำนักงานป่าไม้จังหวัดสุรินทร์มานานกว่า 20 ปีแล้ว ร้านส้มตำแห่งนี้รสชาติอร่อยถูกปากลูกค้ากว่าร้านคู่แข่งอื่นๆ ตรงที่ใช้วัตถุปรุงแต่ง คือ ปูนาดองสดแบบวันต่อวัน ส่วนปลาร้าทำเอง โรยเม็ดกระถิน เครื่องปรุงถึง ไม่กลัวพริกหมด ทำให้รสชาติส้มตำแซ่บนัวแซ่บเว่อร์ รับประทานควบคู่กับขนมจีนที่ทำสดวันต่อวัน อร่อยเผ็ดจี๊ดจ๊าดถูกปาก

“วัตถุดิบที่ใช้ตำส้มตำในแต่ละวันทำให้มีลูกค้าทั้งขาประจำและขาจรแวะเวียนมาสั่งซื้อส้มตำรับประทานไม่ขาดสาย บางวันต้องยืนเข้าคิวรอยาว ซึ่งแต่ละวันสามารถสร้างรายได้สูงถึงวันละประมาณ 8,000 บาท หรือเดือนละไม่ต่ำกว่า 2.4 แสนบาทเลยทีเดียว”

ฝีมือการตำส้มตำของเจ๊ร่ำลือปากต่อปาก จึงมีลูกค้าทั้งขาจรและขาประจำมาอุดหนุนเนืองแน่น จนลูกค้าประจำต่างพากันขนานนาม “เจ๊บางส้มตำระเบิดแซ่บเว่อร์ข้างกรมป่าไม้” ยิ่งบุตรสาวเปิดให้สั่งจองผ่านเฟซบุ๊ก ยิ่งทำให้ลูกค้าเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งใน จ.สุรินทร์ และจังหวัดใกล้เคียงจำนวนมากเพื่อมารับประทานส้มตำว่าอร่อยสมคำร่ำลือจริงหรือไม่ ซึ่งแต่ละคนแวะเวียนมารับประทานแล้วต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามารับประทานแล้วไม่ผิดหวังจริงๆ

 

เจ๊บาง บอกว่า ความลับที่ตำส้มตำอร่อยนอกจากวัตถุดิบที่นำมาตำต้องสดเสมอแล้ว “ครกทองคำ” รวมทั้งสากไม้ที่สั่งซื้อโดยตรงจาก จ.มุกดาหาร ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งทำให้ส้มตำอร่อยและประทับใจลูกค้า เพราะดูแล้วไฮโซแบบลูกทุ่ง

วรารัตน์ สารสีมา อายุ 28 ปี ลูกสาวเจ๊บาง บอกว่า เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ส้มตำรสชาติอร่อยจัดจ้าน คือใส่พริกตามความต้องการของลูกค้า ยิ่งเผ็ดมากยิ่งอร่อย ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะสั่งให้ใส่พริกเยอะเพราะชอบรับประทานรสจัดจ้าน จี๊ดจ๊าด

ร้านเจ๊บางส้มตำระเบิดแซ่บเว่อร์ ถือว่าเป็นร้านส้มตำที่อร่อยที่สุดใน จ.สุรินทร์ เปิดบริการตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่มีวันหยุด

 

ฝนแรกแตกหน่อ ‘ขนมกุยช่าย’ไส้หน่อไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/450820

ฝนแรกแตกหน่อ ‘ขนมกุยช่าย’ไส้หน่อไม้

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เป็นคำใบ้ให้ทายว่าอะไรเอ่ยเจอฝนแรกเมื่อใดแตกหน่อออกมาเมื่อนั้น ฉบับนี้ผู้เขียนยังคงนำเอาหน่อไม้รวกต้มสุกจนกลายเป็นสีเหลืองทองที่ได้รับจากพี่น้อยหน่านำมาทำอาหารจากหน่อไม้อีกสักเมนู

เปิดฉบับที่แล้วของฝนแรกแตกหน่อนำเอาหน่อไม้รวกสดใหม่มาทำอาหารพื้นบ้าน อย่างหมกหน่อไม้อาหารพื้นบ้านจากทางภาคเหนือและภาคอีสานที่สูตรและเครื่องเคราอาจแตกต่างไปตามชนิดสมุนไพรที่โขลกออกมาเป็นเครื่องหมก

โดยปกติแล้วหน่อไม้ที่เราคุ้นเคยที่รับประทานกันตลอดทั้งปีอย่างตามร้านข้าวแกงจะมีแกงไก่หน่อไม้ ผัดเผ็ดหน่อไม้ โดยมากจะมาจากหน่อไม้แปรรูปมีทั้งหน่อไม้ไผ่ตงดองเปรี้ยวที่เรียกติดปากว่าหน่อไม้ดองแบบนี้จะมาจากหน่อไม้ขนาดใหญ่เนื้อสีขาวฝานเป็นแผ่นๆ อีกรูปแบบหนึ่งคือหน่อไม้ปี๊บที่มาจากหน่อไม้รวกซึ่งมีขนาดเล็กกว่ามักจะอยู่ในน้ำเกลืออัดอยู่ในปี๊บมีขนาดและสีแตกต่างจากหน่อไม้ดองเพราะมีขนาดเล็กกว่าเยอะทั้งการตัดและหั่นต่างกันออกไป สีออกเหลืองๆ ทั้งสองแบบจะมีกลิ่นฉุนอันเป็นเอกลักษณ์ ซื้อมาจากตลาดแล้วไม่ว่าจะคุณภาพดีขนาดไหนมักจะต้องนำมาต้มในน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง จนกว่าจะหมดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์

กระบวนการต้มหลายๆ ครั้งที่บ้านนี่แหละ เป็นเครื่องการันตีได้ว่าหน่อไม้ที่คุณจะรับประทานจะปลอดภัยจากภัยทางอาหารของหน่อไม้ ไม่ว่าจะเป็นสารไซยาไนด์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในหน่อไม้ที่สลายไปได้ด้วยความร้อน เหตุนี้จึงไม่มีใครรับประทานหน่อไม้สดๆ ที่ขุดมาเลย นอกจากนั้นยังมีแบคทีเรียที่เป็นอันตราย Clostridium Botulinum โดยเฉพาะในหน่อไม้บรรจุปี๊บเชื้อร้ายตัวนี้ชอบอยู่ในปี๊บเพราะไม่มีออกซิเจน ความพิเศษคือมันทนความร้อนสูง ถ้าเจอเชื้อนี้มากๆ มีอันตรายถึงชีวิตเลย ดังนั้นขั้นตอนการล้างหน่อไม้ปี๊บหน่อไม้ดองจึงจำเป็นต้องล้างหลายๆ น้ำ และต้มน้ำเดือดทิ้งหลายๆ ครั้งเพื่อความสะอาดปลอดภัย

 

ผู้เขียนจึงรักหน้าฝนเพราะฤดูฝนอันชุ่มฉ่ำนี่แหละธรรมชาติสร้างสรรค์อาหารอร่อยประจำฤดูกาลอย่างหน่อไม้จากไผ่นานาชนิดทั้งไผ่ตงไผ่รวก ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่กัลยาณมิตรเพื่อนกิน “พี่น้อยหน่า” ส่งหน่อไม้รวกจากดินแสนอุดมสมบูรณ์ในสวนบ้านพี่มาให้ หน่อไม้รวกขนาดเล็กๆ ที่ขุดมาใหม่ๆ ต้องผ่านขั้นตอนของการลอกเปลือกขูดขนไผ่และต้มจนสุกนุ่ม รสชาติหวานหอม เรียกว่าใครได้ชิมจะติดใจและจดจำรสชาติหน่อไม้ใหม่ๆ ของหน้าฝนได้เป็นอย่างดี จนบางทีไม่อยากจะกินหน่อไม้แปรรูปหรือหน่อไม้ปี๊บไปเลย

ฉบับนี้ผู้เขียนจึงอยากนำเอาความทรงจำวัยเยาว์ มาแกะเป็นสูตรอาหาร เรื่องมีอยู่ว่าคุณตาของผู้เขียนรับราชการอยู่หลายหัวเมือง เมื่อเกษียณแล้วจึงกลับมาอยู่กรุงเทพฯ กับลูกหลาน หลายๆ ครั้งมีคนมาเยี่ยมจึงมีของฝากติดไม้ติดมือมา มักจะเป็นร้านอร่อยร้านดังหรือร้านพิเศษๆ ครั้งหนึ่งเป็น “ขนมกุยช่ายไส้หน่อไม้” (ที่เราเรียกติดปากว่ากุยช่าย แต่จริงๆ คือไชก๊วยของคนจีนเขา ผู้เขียนขออนุญาตเรียกตามความเคยชินว่า “ขนมกุยช่าย”) แป้งห่อขนมกุยช่ายเป็นแบบโบราณหากินยากในปัจจุบันที่คนนิยมแป้งบางแป้งแบบโบราณนี้จะหนาสักนิดไม่เหมือนกุยช่ายสมัยใหม่ที่บางเฉียบหากแต่แป้งหนาๆ นั้น อร่อยนุ่มละลายในปากเลยก็ว่าได้

ความพิเศษคือส่วนไส้ที่ไม่เคยกินที่ไหนอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย เป็นไส้หน่อไม้รวกที่ผัดเครื่องมาอร่อยเหาะ มีหมูสามชั้นหั่นชิ้นเล็กๆ เป็นลูกเต๋ามีกุ้งแห้งแบบกุ้งบางติดเปลือกหอมกลิ่นพริกไทยขาวอัดแน่นอยู่ภายในแป้งสีขาวนวล รับประทานแล้วต้องร้องว้าว เพราะหน่อไม้หวานหอม ตอนนั้นผู้เขียนเป็นเด็กไม่รู้หรอกว่าอร่อยเพราะอะไรได้ยินผู้ใหญ่ที่กินเข้าไปต่างบอกว่าหากินยาก เพราะเป็นหน่อไม้สดๆ ซึ่งแน่นอนว่ากุยช่ายไส้หน่อไม้เจ้านี้ไม่ได้ใช้หน่อไม้ปี๊บอย่างเจ้าอื่นๆ เขา

พยายามสอบถามจากคุณตาของผู้เขียนหลายครั้งว่า ผู้ที่นำมาฝากเขาซื้อมาจากที่ไหนช่างอร่อยเหลือเกินคุณตาอบรมผู้เขียนเป็นการใหญ่ว่า ตามมารยาทคนไทยแล้วนั้นไม่ควรถามแขกว่า ซื้อของฝากมาจากที่ไหนเพราะอาจทำให้เขารู้สึกเกรงใจ เป็นธุระต้องจัดหามาเพิ่มเติมให้ จนแล้วจนรอดผู้นำมาฝากตายจากไป ผู้เขียนก็ยังไม่ทราบว่าขนมกุยช่ายที่ทำแบบโบราณหน้าตาธรรมดา แต่รสชาติประณีตอร่อยจากวัตถุดิบหน่อไม้สดชั้นยอดนั้น มาจากที่ใด

และแน่นอนว่า เมื่อโอกาสมาถึงมีหน่อไม้รวกสดๆ ใหม่ๆ มาส่งให้เป็นน้ำใจถึงบ้าน เลยเป็นที่มาให้ลองหัดทำกุยช่ายแบบโบราณ ที่แป้งหนานุ่มไม่มีความกระด้างให้หมดอารมณ์กิน ยิ่งได้หน่อไม้หวานอร่อยของฝนปีนี้แล้วด้วย ต้องบอกว่าความทรงจำในวัยเด็กที่สีจางๆ กระจ่างใสขึ้นมาในทันที

 

ขนมกุยช่ายหน่อไม้แบบโฮมเมด

ไส้หน่อไม้

ส่วนผสม

– กระเทียมไทยสับ 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

– หมูสามชั้นสับละเอียด 2 ขีด

– กุ้งแห้ง 4 ช้อนโต๊ะ

– หน่อไม้รวกต้มสุกสับหยาบๆ

2 ถ้วยตวง

– พริกไทยขาว 1/4 ช้อนชา

– ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ

– น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

สำหรับแป้ง (ดัดแปลงจากสูตรป้าสาย)

ส่วนผสม

– แป้งมัน 270 กรัม

– แป้งท้าว 50 กรัม

– แป้งข้าวเหนียว 30 กรัม

– แป้งข้าวเจ้า 120 กรัม

– น้ำสะอาด 1500 กรัม

– น้ำมันพืช 200 กรัม

– เกลือ 1/2 ช้อนชา

– แป้งมันสำหรับนวด 50 กรัม

– สำหรับน้ำจิ้ม

– ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ

– จิ๊กโฉ่ว 8 ช้อนโต๊ะ

– ซีอิ๊วดำ 2 ช้อนโต๊ะ

– น้ำส้มสายชูหมัก 3 ช้อนโต๊ะ

– น้ำตาลทราย 4-5 ช้อนโต๊ะ

– น้ำมันหอย 3 ช้อนโต๊ะ

– พริกขี้หนูสับละเอียด 1/2 ช้อนชา (หรือตามระดับความเผ็ดที่ชอบ)

วิธีทำไส้หน่อไม้

ตั้งกระทะให้ร้อนเจียวกระเทียมและหมูสามชั้นกับน้ำมันให้เหลืองหอม

เมื่อหมูสุกเติมกุ้งแห้งและหน่อไม้ที่สับไว้ลงไปผัดให้หอมปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และพริกไทยขาวปรับรสตามชอบ

ตักขึ้นจากกระทะเกลี่ยใส่จานหรือถาด พักให้เย็นสนิทก่อนห่อไส้

สำหรับตัวแป้ง

ผสมแป้งทั้ง 4 ชนิดเข้าด้วยกันเติมเกลือป่นลงไปคนให้เข้ากัน

เติมน้ำสะอาดลงไปทีละน้อย ค่อยๆ นวดไปเรื่อยๆ จนเป็นก้อนเมื่อก้อนแป้งจับตัว นวดต่อไปจนเนียนประมาณ 5-10 นาทีแล้วจึงเติมน้ำทั้งหมดลงไปคนให้เข้ากัน

เติมน้ำแป้งที่ผสมไว้ใส่ลงกระทะเคลือบสารกันติดเปิดไฟอ่อนตั้งไฟไปเรื่อยๆ จนน้ำแป้งค่อยๆ ร้อนขึ้นเมื่อแป้งเริ่มสุกจะข้นหนืดขึ้นอย่างมากให้กวนต่อไปเรื่อยๆ อีกประมาณ 5 นาที เพื่อให้แป้งสุกทั่วถึงกันปิดไฟยกลงจากเตา แล้วกวนจนแป้งเย็นตัวลง

เทแป้งที่กวนสุกแล้วลงมาที่แป้งมันสำหรับนวดที่โรยไว้บนโต๊ะหรือถาดที่ทำงาน

ใช้มือเด็ดแป้งออกมาเป็นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. ตบด้วยแป้งมันที่ใช้เป็นแป้งนวลแล้วใช้มือคลึงก้อนแป้งให้กลมแล้วค่อยๆ ใช้นิ้วบีบเรื่อยๆ จนแป้งกลายเป็นแผ่นกลม ตักหน่อไม้ลงกึ่งกลางแป้งประมาณ 1 ช้อนชาพูนๆ แล้วค่อยๆ รวบแป้งขึ้นมาจีบเข้าหากันให้แน่นวางเรียงใส่ถาดที่โรยแป้งไว้บางๆ เพื่อกันติด

นึ่งบนลังถึงที่ปูด้วยใบตองทาน้ำมันทั่วๆ ใช้เวลานึ่งที่น้ำเดือดประมาณ 5-7 นาทีขึ้นอยู่กับขนาดชิ้น

โรยด้วยน้ำมันกระเทียมเจียวก่อนตักใส่จานรับประทานกับน้ำจิ้ม

 

แซบ-เบ๊ ลูกชิ้นปลาแม้นศรีซอย 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2559 เวลา 11:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/449692

แซบ-เบ๊ ลูกชิ้นปลาแม้นศรีซอย 2

โดย…สิทธิ ปูทะเลย์

เห็นป้ายชื่อร้านไกลๆ  นึกว่าเป็นร้านอาหารอีสาน แต่พอเดินเข้ามาใกล้ มีแต่กลิ่นน้ำซุปหอมลอยมา ไม่ใช่กลิ่นส้มตำ ยำ ลาบหรือน้ำปลาร้าของโปรดแต่อย่างใด…ไหนๆ ก็ไหนๆ  เดินมาถึงร้านแล้วก็ “ต้องลอง”

เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าค่ะ … ชื่อร้าน แซบ-เบ๊  ลูกชิ้นปลา แม้นศรี ซอย 2 ทั้งร้านบะหมี่ เกี๊ยวหมู  ลูกชิ้นปลา หน้าตาธรรมดา คนขายก็หน้าละอ่อน เหมือนเด็ก สั่งบะหมี่เกี๊ยวน้ำ ของโปรดไป พอเด็กมาเสิร์ฟ เห็นหน้าตาอาหารแล้วก็นึกในใจ เหมือนบะหมี่น้ำทั่วไป แต่พอซดน้ำคำแรก  อั๊ยยะ… อร่อยวุ้ย ไม่เหม็นคาวลูกชิ้นปลา และเมื่อทานลูกชิ้นปลา ก็ต้องอั๊ยยะ รอบสอง เพราะเหนียวหนึบ ไม่มีแป้ง ไม่เหมือนลูกชิ้นปลาที่เคยทานที่ ไหนมาก่อน ในกรุงเทพมหานคร ย้ำว่าในกทม.นะค่ะ

เพราะรสชาติเหมือนรับประทานลูกชิ้นปลาที่บ้าน ที่เราโขลกเอง เติมน้ำเกลือนิด น้ำแข็งหน่อย โขลกกันจนเวลาโขลกแล้วครกลอยติดมือ ติดไม้ตีพริก (สากกะเบือ) ขึ้นมา รับประกันความเหนียว ปั้นเป็นลูกแล้วต้มหรือนึ่ง อะไรประมาณนั้นทีเดียว

“ไม่ได้พูดเกินจริง ขอให้ไปลอง แล้วจะรู้สึกถึงความต่างดังที่ข้าพเจ้ากล่าวถึง”

 

ส่วนลูกชิ้นกุ้งทอดก็อร่อยนะ เวลาเคี้ยวเหมือนมีแห้ว หรือมันแกวผสมเข้าไปด้วย และเนื่องจากวันที่ไปนั่งกิน เป็นช่วงหัวค่ำ คนแน่นมาก แม้คุณแม่ค้าจะยังยิ้มแย้มแจ่มใส กับลูกค้า แต่อารมณ์ขณะนี้ประหนึ่งว่า อย่าเพิ่งถามเลยค่ะพี่ ลูกค้าหนูเยอะ(อิ..อิ..) แต่ถามไถ่ได้ความว่าเป็นปลาอินทรีย์กับปลาดาบ ที่ทำโดยสูตรลับมา 2-3 รุ่นแล้ว..เอ้า จะกี่รุ่นก็ช่างขอให้อร่อยก็พอ เพราะบางร้าน จะกี่รุ่นก็ไม่อร่อย ยิ่งรุ่นหลังมีความชุ่ยเข้ามาผสมเยอะ จนเลิกกินไปหลายร้าน ซึ่งการชอบกินนี่แหละทำให้ข้าพเจ้าเคยน้ำหนักพุ่งพรวดไปถึง 80 กิโลกรัม กว่าจะเริ่มเหยียบเบรก ขอตั้งต้นชีวิตใหม่ลดน้ำหนัก แต่ยังทานเก่งเหมือนเดิมเพียงแต่ปรับเวลากินมื้อหนัก มื้อเบา ก็ทำให้น้ำหนักลดลงไปในระดับที่พอใจ (ผอมลงแบบไม่อดของอร่อย)

บะหมี่เกี๊ยวน้ำ ที่สั่งมานอกจากจะมีลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นกุ้งแล้ว ยังมีเกี๊ยวทอด หนังปลา และหมูทอดใส่มาด้วยพร้อมเกี๊ยวทอด อร่อยดี หมูทอดอร่อย เดินไปอ่านป้ายโฆษณา เห็นโฆษณาว่าอร่อย เลยสั่งมากินเล่น   ปรากฏว่า ต้องซื้อกลับไปทานที่บ้านต่อ

สำหรับชื่อร้านที่แสนแปลก ดูเป็นจีนผสมอีสานนั้น น้องเจ้าของร้านบอกว่าเป็นชื่อสกุลและความแซบมาปนกัน แต่ที่สำคัญชื่อโดนอ่ะ

ร้านแซบ-เบ๊ หาไม่ยาก มาไม่ยาก แต่หาที่จอดรถยาก ร้านอยู่ปากซอยแม้นศรี 2 เขตป้อมปราบฯ หากวิ่งผ่านแยกแม้นศรีมามุ่งหน้าโรงพยาบาลหัวเฉียว เลยแยกมาประมาณ 100 เมตร จะเห็นซอยแม้นศรีอยู่ซ้าย ขวาจะเป็นซอยสวนมะลิ หรือถ้ามาจากวัดสระเกศมุ่งหน้าสะพานพระปกเกล้า จะเห็นแยกแม้นศรีอยู่ข้างหน้าเลี้ยวซ้ายแล้วนับซอยมาก็จะเห็นร้านอยู่ปากซอย เยื้องซอยยุคล 1 ร้านอยู่เลขที่ 501/8 ปากซอยแม้นศรี 2 ถนนบำรุงเมือง แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ เปิดเวลา 11.00 – 22.00 น. / หยุดวันจันทร์ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดตั้งแต่ 10.00 น. โทร 02-223-3515

 

ชาโต กอส แดสตูร์เนล ไวน์ดินเนอร์ ‘2 รสชาติจากบอร์กโดซ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 18:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/449584

ชาโต กอส แดสตูร์เนล ไวน์ดินเนอร์ ‘2 รสชาติจากบอร์กโดซ์’

โดย…คาเอรุ

สองโรงแรมเครือไมเนอร์ เป็นเจ้าภาพจัดงานไวน์ดินเนอร์จากฝรั่งเศส “2 รสชาติจากบอร์กโดซ์” เพื่อเป็นการแนะนำไวน์วินเทจจากฝรั่งเศสที่โด่งดังแบรนด์หนึ่งของยุโรป จากไวเนอรี่ที่มีชื่อเสียง โดยร่วมกับ ชาโต กอส แดสตูร์เนล (Chateau Cos d’Estournel) ไวเนอรี่ชื่อดัง เป็นเจ้าภาพจัดงานดินเนอร์ไวน์ฝรั่งเศสสุดพิเศษ ณ สองโรงแรมในสองอารมณ์ โดยความน่าสนใจอยู่ที่อาหารจานเด่นที่ห้องอาหารของแต่ละโรงแรม เตรียมเอาไว้จับคู่มาพร้อมกับไวน์ ที่ห้องอาหารเมดิสัน สเต็กเฮ้าส์ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ และห้องอาหารแอทติจูด ชั้นดาดฟ้า โรงแรมอาวานี ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

สำหรับ ชาโต กอส แดสตูร์เนล เป็นไวเนอรี่จากแคว้นบอร์กโดซ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยระบบห้องเก็บไวน์ที่ไม่เหมือนใคร ไม่ต้องอาศัยเครื่องปรับสภาพอากาศ ซึ่งมีไวเนอรี่เพียงไม่กี่แห่งที่ใช้ระบบนี้ โดยชาโตฯ ได้คัดสรรไวน์มาเป็นพิเศษเพื่อ 2 ค่ำคืนโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นไวน์ที่ไม่มีวางขายในประเทศไทย ผู้ได้เข้าร่วมดื่มด่ำจึงนับว่าเป็นโอกาสพิเศษจริงๆ

 

ในงานนี้ ชาร์ลส์ โตมาส์ ผู้เชี่ยวชาญและผู้อำนวยการของ ชาโต กอส แดสตูร์เนล ซึ่งเติบโตในครอบครัวชาวไร่องุ่นไวน์จากแคว้นเบอร์กันดี คุ้นเคยกับพันธุ์องุ่นไวน์ชื่อดังของแคว้นอย่างองุ่นพันธุ์เมอร์โซลต์ (Meursault) และปูลินญี มงตราเชต์ (Puligny Montrachet) ได้เดินทางจากฝรั่งเศส มาให้ความรู้เกี่ยวกับไวน์ของชาโต กอส แดสตูร์เนล ด้วยตัวเอง

คาเอรุได้ไปร่วม 1 ใน 2 ไวน์ดินเนอร์ ณ ห้องอาหารเมดิสัน โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ที่เริ่มจากการเสิร์ฟคานาเป้ จับคู่กับแชมเปญ Champagne Michel Reybier NV ตามด้วยเมนูแรก กุ้งออบซิบลู ปรุงรสด้วยพืชตระกูลส้ม กับเนื้อต่อมไขมันช่วงคอของวัว และเจลลี่แอปเปิ้ล เสิร์ฟพร้อมไวน์ขาวตัวเด่น Cos d’Estournel Blanc ปี 2011

คอร์สที่ 2 เป็นปลาเรดมูลเลทย่าง กับไขกระดูกวัว และซอสบอร์เดอเลส เสิร์ฟกับไวน์แดง Goulee ปี 2013 ตามด้วยเนื้อหน้าอกนกพิราบอบ ปรุงสุกกำลังดี กับข้าวโพดบดปรุงรสด้วยชะเอมเทศ เสิร์ฟพร้อมไวน์แดง Les Pagodes de Cos ปี 2010

เมนคอร์สเป็นเนื้อหัวไหล่ลูกแกะอบ 13 ชั่วโมง กับตับเป็ด และเห็ดทรัฟเฟิลดำ เสิร์ฟพร้อมไวน์แดง 2 ตัวพร้อมกัน คือ Chateau Cos d’Estournel ปี 2000 ขวดขนาด Magnum กับ Chateau Cos d’Estournel ปี 2005 วินเทจแก่กล้าไม่แพ้กัน

 

ก่อนของหวานมีจานชีสเพลตที่ประกอบด้วย ชีสโอโซ อิราติ (จากนมแกะ) ชีสโอคามาดัวร์ (จากนมแพะ) ชีสโรเบอร์ชอง (จากนมวัว) และชีสทอนช์ ซูเฟล่ (จากนมวัว) เสิร์ฟคู่ไวน์แดง Chateau Cos d’Estournel ปี 1989

สำหรับของหวาน ช็อกโกแลตมูสแสนอร่อย เสิร์ฟพร้อมไวน์หวานในตำนานอย่างโตไค Hetszolo Tokaji Aszu 5 Puittonyos วินเทจ 2004 ปิดท้ายรายการไปอย่างสุดฟิน

 

เมนูเพื่อสุขภาพ ณ เบสต์ อิน บอกซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 18:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/449583

เมนูเพื่อสุขภาพ ณ เบสต์ อิน บอกซ์

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

ความนิยมรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพและปลอดสารพิษ กำลังเป็นเมนูฮิตติดลมบน โดยเฉพาะผักออร์แกนิก หรือวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารประเภทต่างๆ ต้องเป็นออร์แกนิก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การคิดค้นเมนูต่างๆ ต้องเป็นเรื่องของสุขภาพ เช่นเดียวกับร้าน เบสต์ อิน บอกซ์ (Best in Box) จ.ขอนแก่น เป็นหนึ่งในร้านที่เปิดให้บริการกาแฟออร์แกนิกใน จ.ขอนแก่น ที่กระแสตอบรับจากลูกค้าล้นหลาม

ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในซอยประชาสโมสร 29 หากขับรถมาจากตัวเมืองขอนแก่น มุ่งหน้ามาตามถนนประชาสโมสร ก่อนถึงวิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย ประมาณ 400 เมตร สังเกตด้านขวาจะมีป้ายร้านสีแดงสดใสติดตั้งอยู่ เลี้ยวเข้าไปในซอยไม่ไกลนักก็จะพบกับร้าน ซึ่งตกแต่งด้วยสไตล์เรโทร ผสมกับแนวคิดในการนำตู้คอนเทนเนอร์มาเป็นตัวร้านแบบเรียบง่ายแต่โมเดิร์นไม่เหมือนใคร ท่ามกลางบรรยากาศของต้นไม้ขนาดใหญ่รายล้อมไปทั่วบริเวณ ทำให้ร้านนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบดื่มกาแฟออร์แกนิกและเมนูอาหารเพื่อสุขภาพได้อย่างดีทีเดียว

ณัฐวุฒิ ตราชู หรือโจ้ เจ้าของร้าน บอกว่า หลังจากลาออกจากงานประจำที่ทำอยู่กรุงเทพฯ ก็กลับบ้านเกิด จ.ขอนแก่น มาเปิดร้านแห่งนี้ เพราะชื่นชอบการดื่มกาแฟออร์แกนิก และต้องการตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งกระแสตอบรับดีเกินคาด

“เรามีเมนูให้เลือกดื่มหลากหลาย เช่น อเมริกาโนร้อน คาปูชิโนเย็นหวานน้อย ลาเต้ร้อน เอสเปรสโซเย็น ราคาเริ่มต้นแก้วละ 35 บาท นอกจากนี้ยังมีเมนูเครื่องดื่มต่างๆ ให้เลือกมากมาย เน้นเครื่องดื่มออร์แกนิก”

 

ณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ขณะที่เมนูอาหารกินเล่น หรืออาจจะเป็นเมนูหลัก เริ่มจากสลัดทูน่า กับโทสต์ ราดด้วยน้ำสลัดญี่ปุ่น ต่อด้วยแซนด์วิชไส้ทะลักชิ้นละ 25 บาท ที่เรียกว่าไส้ทะลักจริงๆ ใน 3 ไส้หลัก คือ ไส้ทูน่า-ปูอัด พริกเผา-หมูหย็อง-ไข่ดาว และเบคอน-ไข่กุ้ง

นอกจากนี้ ยังมีปีกไก่ทอดเกลือและไก่ทอดคาราเกะ ซึ่งทำเอง หมักเองในสไตล์โฮมเมด ในเมนูยังมีข้าวไรซ์เบอร์รี่จำหน่ายอีกด้วย ร้านเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. โทร. 08-1807-5454

 

เอนกายผ่อนใจที่ บ้านเหนือ : หนังสือและภาพถ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 18:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/449582

เอนกายผ่อนใจที่ บ้านเหนือ : หนังสือและภาพถ่าย

โดย…เมฆาสัญจร

จะมีคนอยากเปิดร้านหนังสือสักกี่คน ที่บ้าบิ่นด้วยการพาตัวเองหลบออกจากย่านผู้คนพลุกพล่านแห่งสังคมเมือง ซึ่งเป็นทำเลทองของธุรกิจ เข้าไปอยู่ในพื้นที่หลบเร้นแถบเชิงป่าตีนดอย “บ้านเหนือ : หนังสือและภาพถ่าย” คือหนึ่งร้านที่ว่านี้

 

เจ้าของบ้านเหนือ เคยทำงานเกี่ยวกับหนังสือ รักชอบในแมกไม้ป่าเขา และสนุกกับการถ่ายรูปมีอยู่เป็นทุนในชีวิตจิตใจ ทำให้เจ้าของบ้าน (ร้าน) หอบหนังสือหลายลังและรูปภาพที่ล้างอัดใส่กรอบจำนวนหนึ่ง ขึ้นมาอยู่บนเนินเขา ซึ่งไม่ไกลจากตัว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่เท่าใดนัก จากนั้นบ้านโทรมๆ 2 ชั้นในสวนลำไย ก็ถูกปรับเปลี่ยนเป็นร้านหนังสือและแกลเลอรี่ภาพถ่าย ที่ให้ความรู้สึกเรียบง่าย ไม่ปรุงแต่งมากนัก เน้นความกลมกลืนกับธรรมชาติที่รายล้อมด้วยแมกไม้บนเนินเขามากกว่า

 

หากใครไปเยือนในช่วงฤดูฝนแบบนี้ คุณจะได้สัมผัสความชุ่มชื้นของต้นไม้ที่อยู่รายรอบบ้านเหนือ ส่วนใต้ชายคาบ้านคุณจะได้รับรสชุ่มฉ่ำของบรรดาเครื่องดื่ม เมนูขนม ไอศกรีมกะทิ ซึ่งทางบ้านเหนือ จัดเตรียมไว้ให้ผู้มาเยือนได้ละเลียดไปพร้อมกับการอ่านหนังสือ ดูแกลเลอรี่ เสพธรรมชาติสดเขียว ทุกอย่างช่างลงตัวโดยไม่ผ่านการประดิษฐ์มากนัก

 

มาถึงขอรับประทานปุ๊บ ตัวเอกของบ้านเหนือ คือ ไอศกรีมกะทิ เป็นสูตรเฉพาะของคุณยายอายุ 80 กว่าปีคนหนึ่งที่ จ.ลำพูน ซึ่งทำไอศกรีมกะทิขายมากว่าครึ่งอายุของตัวเอง แต่ละครั้งที่ทำจะไม่ทำเยอะ เพราะต้องกวนเองกับมือ น้ำมะพร้าวก็ต้องเฉาะดูน้ำดูเนื้อทุกลูก จึงไม่แปลกที่รสชาติของไอศกรีมจะฉ่ำด้วยความสดหอมของมะพร้าว จะรับประทานแบบเดี่ยวๆ อย่างเมนู “ไอศกรีมกะทิสดบ้านเหนือ” เสิร์ฟไอศกรีม 2 ลูก โรยฝอยทองเส้นนุ่มๆ หวานกำลังดี เคียงมากับทองม้วนกรอบได้กลิ่นกะทิอ่อนๆ ด้วย หรือจะเลือกแบบ “Waffle Fruit with Ice Cream” ไอศกรีมกะทิเสิร์ฟเคียงมากับวาฟเฟิลเนยสด พร้อมผลไม้ (ตามฤดูกาล) ก็ได้ความสดชื่นคลายร้อนดียิ่งนัก

 

 

ใครที่ชอบความหวานแบบฮาร์ดๆ แนะนำเมนูนี้เลย “ไอศกรีมไข่แข็ง” จะเลือกแบบออนท็อป (ไอศกรีมกะทิ 1 ลูก เสิร์ฟพร้อมไข่แดง 1 ฟอง) ดูแล้วเหมือนพระอาทิตย์ลอยเด่นบนปุยเมฆสีขาว หรือแบบโรลที่ม้วนไข่แดงเป็นเนื้อเดียวกับไอศกรีมฉ่ำเย็น

อีกหนึ่งจุดเด่นของบ้านเหนือ คือ “กาแฟดริป” ที่ผู้พิสมัยในกลิ่นและรสของกาแฟพันธุ์ต่างๆ ยอมที่จะใช้เวลาดื่มด่ำห้วงเวลาที่น้ำกาแฟค่อยๆ หยดลงสู่แก้วเซรามิก ความสนุกอยู่ที่เมล็ดกาแฟที่มีให้เลือกหลายพันธุ์ ทั้งกาแฟจากต่างประเทศ เช่น Ethiopia Sidamo, Indonesia Aceh Gayo, Montore Brazil, Montore Colombia เป็นต้น

 

ฝั่งเมล็ดกาแฟไทยก็มีเช่น Tune in garden ซึ่งเป็นกาแฟอราบิกาออร์แกนิก จากไร่กาแฟของนักเขียนผู้ยิ่งยง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ กาแฟ Homglai-หอมไกล จากอมก๋อย ซึ่งเป็นอราบิกาพันธุ์ดี การันตีด้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดกาแฟไทย Akha Ama และกาแฟท้องถิ่นแบบออร์แกนิก ที่คัดสรรไว้สำหรับคอกาแฟตัวจริง จะเลือกดื่มเพียวๆ หรือแกล้ม “Soft Bread with Egg” ก็สดชื่นรื่นอารมณ์

 

สำหรับคอกาแฟที่ต้องการเบรกความเข้มข้น ก็สามารถเลือกเมนูอัฟโฟกาโต (Affogato) เป็นภาษาอิตาเลียน แปลว่า จม คือการมาบรรจบกันระหว่างกาแฟสดรสเข้มข้น กับไอศกรีมกะทิ จะรับประทาน จะจิบ จะละเลียด แบบเทผสมลงในแก้วใบเดียวกัน หรือตักแล้วจิบ จิบแล้วตักจากถ้วยใครถ้วยมันก็ได้ ตามความนิยมของผู้เสพ หรือจะรับไอศกรีมกะทิแบบลอยอยู่บนแก้วชาเย็น ชาเขียว ก็รสละมุนเย็นชื่นใจ

 

ใครที่ไม่นิยมเครื่องดื่มแนวกาเฟอีน บ้านเหนือ ก็พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มอ่อนๆ นุ่มๆ เปรี้ยวๆ ซ่าๆ ซึ่งมีให้เลือกทั้ง โมจิโตลิ้นจี่ บลูเบอร์รี่ลำไย (สดๆ จากลำพูนนะเจ้า) เสาวรสโซดา กีวีมะนาว สตรอเบอร์รี่มะนาว บลูฮาวาย ช็อกโกแลตโซดา เรดเดวิล และ กรีนแอปเปิ้ลตะไคร้ ฯลฯ

บ้านเหนือ : หนังสือและภาพถ่าย เป็นร้านหนังสือสไตล์ Books Cafe ที่ไม่เพียงคัดสรรหนังสือดี หายาก มาไว้ให้นั่งนอนอ่านท่ามกลางขุนเขา อ.แม่ริม หากยังเพียบพร้อมไปด้วยเมนูอาหารที่เจ้าบ้านตั้งใจคัดสรรมาไว้ต้อนรับผู้มาเยือน เพื่อหวังว่าบ้านเหนือ จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของทุกๆ คน ที่มาแล้วมีความสุข และอยากจะกลับมาบ้านเหนือ อีกครั้ง

 

บ้านเหนือ : หนังสือและภาพถ่าย ตั้งอยู่ที่ 92/3 หมู่ 5 บ้านทุ่งห้า ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ สอบถามเส้นทาง โทร. 08-1010-7120

 

เคจุน & ครีโอล ความเหมือน ความต่าง และความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 18:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/449576

เคจุน & ครีโอล ความเหมือน ความต่าง และความอร่อย

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช / เอพี

ในเวลาไล่เลี่ยกันมีโอกาสได้ไปเยือนร้านชริมพ์ เฮาส์ ซึ่งมีซิกเนเจอร์ดิชเป็นอาหารทะเลสไตล์เคจุน ไม่กี่วันต่อมาก็ไปร่วมปาร์ตี้ที่มีอาหารครีโอลจากร้านเบอร์เบิ้นสตรีท เอกมัย มาเสิร์ฟ แล้วจึงได้พบว่าอาหารทั้งสองอย่าง คือ เคจุนและครีโอลนั้น มีความเหมือน ความต่าง และความอร่อยที่อยากเล่าให้ฟัง

ชริมพ์ เฮาส์ (Shrimp Haus) ร้านอาหารทะเลสไตล์เคจุน ที่เพิ่งเปิดที่เดอะ สตรีท รัชดาฯ ได้เพียงไม่กี่เดือนแต่ก็ได้การต้อนรับจากลูกค้าอยู่ไม่น้อย ร้านตั้งอยู่บนชั้น 4 เดินมาถ้าเห็นแมสคอตรูปกุ้งก็แวะเข้าไปได้เลย

 

ที่นั่นเจ้าของร้านซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐหลายสิบปี ทั้งยังมีร้านเดอะ ชริมพ์ เลิฟเวอร์ (The Shrimp Lover) หลายสาขาในสหรัฐ ก่อนที่จะกลับมาไทยและเปิดร้านชริมพ์ เฮาส์ เธอเล่าให้ฟังว่า

อาหารทะเลสไตล์เคจุน หรือเคจัน (Cajun) นั้น เป็นวัฒนธรรมการกินจากหลุยเซียนา (รวมทั้งมิสซิสซิปปี) สหรัฐ ในอดีตรัฐนี้มีชาวฝรั่งเศสมาลงหลักปักฐานจำนวนมาก จึงนำวัฒนธรรมอาหารติดตัวมาด้วยที่สุดจึงกลายเป็นลักษณะเฉพาะของย่านนี้ที่เรียกว่าอาหารเคจุน

 

หลังจากไปค้นคว้าเพิ่มเติมผู้เขียนได้รู้ว่า … เดิมทีนั้นผู้อพยพเหล่านี้มักจะเป็นคนยากจนหรือคนทำงานในไร่นา และมักจะอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่ เวลาปรุงอาหารแต่ละครั้งจึงทำปริมาณมาก ก่อนจะรับประทานร่วมกันเป็นกลุ่มก้อน ง่ายๆ (ใช้มือ) และเพราะว่าหลุยเซียนากับมิสซิสซิปปีนั้นอยู่ติดกับอ่าวเม็กซิโกอันอุดมสมบูรณ์ ทำให้อาหารเคจุนมักจะเป็นซีฟู้ด

นอกจากนี้แล้วอาหารเคจุนยังมีเมนูที่เป็นซุปหรือสตู โดยใส่ข้าวลงไปจะได้ดูดน้ำและพองตัว ทำให้อาหารมีปริมาณมากขึ้น ซึ่งอาหารแบบนี้ก็สืบทอดมีอยู่จนถึงปัจจุบัน เหตุผลก็ไม่ใช่เพราะจะได้อาหารปริมาณมากๆ แต่เป็นเรื่องความอร่อย

 

ในมื้อเคจุนแท้ๆ นั้นจึงต้องมีซีฟู้ดและอาหารซึ่งใส่ข้าวหรือเคียงด้วยข้าว รสเผ็ดร้อนและสีสันจัดจ้านอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับอาหารเคจุน นอกจากนี้แล้วอาหารเคจุนก็มักจะปรุงแบบไม่ซับซ้อนปรุงในหม้อ
เดียวจบ

ขณะที่อาหารครีโอล (Creole) นั้น มีแหล่งที่มาใกล้เคียงกับเคจุนมาก จึงไม่แปลกที่คนมักจะสับสน หรือบางครั้งในร้านอาหารเคจุนก็มีเมนูครีโอลบรรจุอยู่ ร้านอาหารครีโอลก็มีเมนูเคจุนบ้าง

 

อาหารเคจุนนั้นมีเครื่องปรุงที่เป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสาม” ซึ่งขาดไม่ได้นั่นคือ หัวหอม เซเลอรี่ และพริกหยวกสีเขียว ส่วนเครื่องเทศก็มีพริกเม็ดสีแดงหรือพริกคาเยนและกระเทียม อาหารครีโอลเองก็มีสิ่งที่ขาดไม่ได้คล้ายๆ กัน แต่ … อาหารครีโอลใช้มะเขือเทศ ทว่าเคจุนไม่ใช้!!!

อาหารเคจุนมีเครื่องผสมองค์ประกอบแบบง่ายๆ ผักบ้างเนื้อสัตว์ป่าหรือสัตว์ทะเลที่ตกล่าเอง ก่อนนำมาปรุงง่ายๆ ในปริมาณเยอะๆ สีสันรสชาติจัดจ้าน เพื่อรับประทานร่วมกัน ขณะที่ครีโอลนั้นก็จะละมุนและพิถีพิถันกว่า รสและสีอ่อนกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ครีโอลเป็นอาหารหรูหรา ส่วนเคจุนเป็นอาหารบ้านๆ

 

ทั้งนี้ เพราะอาหารครีโอลนั้นก็เป็นวัฒนธรรมที่ติดตัวมาจากชาวยุโรป โดยเฉพาะผรั่งเศสที่อพยพมาสู่หลุยเซียนา สหรัฐ ในทศวรรษที่ 17 ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่ไม่แตกต่างจากผู้ที่นำเคจุนเข้ามา แต่ผู้นำครีโอลมานั้นเรียกได้ว่าเป็นชนชั้นสูงมีฐานะ

นอกจากนี้ ครีโอลจะไม่ได้มีแต่อิทธิพลฝรั่งเศส แต่มีความเป็นยุโรปจากชนชาติอื่นมาผสมผสาน ทั้งยังมีอิทธิพลท้องถิ่นอเมริกันผสมผสานเข้าไปอีกบางอย่าง อาทิ อาหารเด่นของครีโอลหนึ่งนั้นคือ ข้าวผัดทะเลที่เรียกว่า จัมบาลายา (Jambalaya) ก็เป็นส่วนผสมฝรั่งเศส-สเปนชัดเจน ด้วยมีความคล้ายปาเอยาคือข้าวผัดอันเป็นอาหารประจำชาติสเปน เมนูนี้ก็คล้ายกับกัมโบ (Gumbo) เป็นสตูหรือซุปซึ่งใส่ข้าวหรือรับประทานกับข้าว ไม่เพียงเท่านั้นยังมีไส้กรอกอองดุย (Andouille) ซึ่งเป็นอิทธิพลมาจากฝรั่งเศสและเยอรมนีด้วย

 

เมื่อกาลเวลาผ่านไป ทั้งสองอย่างก็ผสานหลอมรวมจนแทบจะแยกไม่ออกในบางครั้ง ปัจจุบันมีคำนิยมอาหารทั้งสองแบบง่ายๆ และให้ภาพว่า ครีโอลเป็น “City Food” และเคจุนเป็น “Country Food” ทั้งสองใช้ส่วนผสมคล้ายกัน ความแตกต่างคือผู้คนที่อยู่เบื้องหลังความเป็นมา

ว่ากันว่าเมืองหลวงของอาหารเคจุนและครีโอลนั้น คือ นิวออร์ลีนส์ แห่งรัฐหลุยเซียนา แต่ตอนนี้อาหารทั้งสองอย่างนั้นมีให้รับประทานอยู่ทั่วไปในสหรัฐ ก่อนจะแพร่กระจายอยู่ทุกมุมโลก

 

เดอะ ไฟร์เฮาส์ สถานีดับเพลิงแห่งความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 18:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/449574

เดอะ ไฟร์เฮาส์ สถานีดับเพลิงแห่งความอร่อย

โดย…ซิตี้กาย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ร้านเบอร์เกอร์สุดชิกแห่งนี้เริ่มต้นมาจาก อีริค โรส และ ปีเตอร์ โฮ ชายอเมริกัน 2 คนผู้หลงใหลในการรับประทานเบอร์เกอร์ ทั้งคู่จึงเปิดร้านเบอร์เกอร์ในสไตล์ของตัวเอง เดอะ ไฟร์เฮาส์ สถานี
ดับเพลิงที่เต็มไปด้วยอาหารอร่อย และบรรยากาศละม้ายคล้ายร็อกผับเล็กๆ เปิดดนตรียุค 80 เป็นต้นมาอันแสนคุ้นหู ตัวร้านตกแต่งด้วยหมวก รูปภาพ และเครื่องมือดับเพลิงที่เห็นก็รู้ว่าเคยผ่านการใช้งานจริงมาแล้ว เพื่อสดุดีวีรกรรมและความกล้าหาญของเหล่านักดับเพลิงที่เสี่ยงชีพเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

 

เพียงแต่หน้าที่ของนักดับเพลิงในร้านนี้ไม่ได้ไปดับไฟที่ไหน แต่พวกเขาต้องคอยคุมเตาย่างเนื้อร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟบนขนมปังเบอร์เกอร์แสนนุ่มอร่อย จากนั้นใส่เครื่องเทศเครื่องเคียงต่างๆ ไปตามเมนูที่ลูกค้าเลือกรับประทาน ซึ่งการันตีถึงความอร่อยเพราะสูตรทั้งหมดล้วนผ่านการปรับรสชาติให้ได้ความอร่อยอย่างเยี่ยมยอด วัตถุดิบที่ใช้แม้ไม่ใช่เนื้อนำเข้าจากออสเตรเลีย แต่พวกเขาก็เลือกใช้เนื้อของโพนยางคำ ที่คัดเกรดแล้วว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ ก็เลือกใช้จากผู้ผลิตที่รับประกันได้ว่าปลูกแบบปลอดสารพิษ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค

 

เริ่มจากเมนู พรีเมียมเบอร์เกอร์ เบอร์เกอร์ขนาด 180 กรัม ใส่ผักกาดหอมกรอบ หัวหอม มะเขือเทศ ซอสมาโย เนื้อโพนยางคำผ่านการปรุงหมักเครื่องเทศสูตรทางร้านให้รสชาติอร่อยเข้มเต็มทุกคำ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอดชิ้นใหญ่สไตล์อเมริกัน จัดเป็นเบอร์เกอร์คุณภาพที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาที่ร้านนี้

สำหรับสาวๆ ที่อยากรับประทานเบอร์เกอร์แต่ไม่อยากเสียกิริยา เมนูสไลเดอร์คือหนึ่งในเมนูที่เหมาะสำหรับสาวๆ สั่งพร้อมกับสลัดผัก ได้ทั้งความอร่อยและดีต่อสุขภาพ สไลเดอร์เป็นเมนูเบอร์เกอร์ชิ้นเล็กขนาด 60 กรัม ทั้งหมด 3 ชิ้น เสิร์ฟด้วยเนื้อโพนยางคำ บนขนมปังเบอร์เกอร์ขนาดเล็ก ทับด้วยหัวหอมผัดรสชาติหวานหอม พร้อมชีสร้อนๆ อร่อยพอดีคำ

อีกเมนูคือ ชิกเบอร์เกอร์ เบอร์เกอร์ไก่ทอดชิ้นใหญ่ ขนาด 180 กรัม ใส่ซอสทาร์ทาร์ ซอสบาร์บีคิว ซอสมาโย และผักกาดหอมกรอบ รับประทานแล้วแทบจะลืมรสชาติเบอร์เกอร์ทุกชนิดที่เคยรับประทานมาเลยทีเดียว

สนใจไปรับประทานได้ที่ซอยสุขุมวิท 11 ใกล้กับโรงแรมฮอร์ลิเดย์อินน์ เอ็กซ์เพรส ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 11.30-24.00 น.ทุกวัน จองที่นั่งได้ที่เบอร์ 02-651-3643

 

ข้าวห่อใบบัวอรอน อร่อยเต็มอิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/449411

ข้าวห่อใบบัวอรอน อร่อยเต็มอิ่ม

โดย…แมงโก้หวาน

อาทิตย์ที่ผ่านมา แมงโก้หวาน ได้ไปเดินงานมหกรรมสุดยอดอาหารไทยและน้ำพริกชาววัง The Siam Cuisine 2016 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย งานรวมอาหารไทยคาวหวานจากร้านดังกว่า 50 ร้านมาบริการ แต่ละร้านล้วนน่ากินทั้งนั้น

อย่างร้านอรอนมีเมนูข้าวห่อใบบัว ที่แค่เห็นรูปลักษณ์ภายนอกก็ยั่วน้ำลายสอ ต้องควักเงิน 50 บาทออกมาชิมรสชาติซะให้รู้กันไป

 

ไม่ผิดหวังครับ รสชาติกลมกล่อมครบรส มีทั้งความหวาน เค็ม มัน กำลังดี จากส่วนประกอบหลักและส่วนผสมข้างในที่ผ่านการปรุงรสมาเรียบร้อยก่อนห่อและนึ่ง ยิ่งกินร้อนๆ นึ่งมาใหม่ๆ ยิ่งอร่อย ห่อเดียวก็อิ่มท้อง โดยส่วนประกอบหลักของเมนู ได้แก่ ข้าวสวย เห็ดหอม ไข่แดงเค็ม เนื้อหมูใช้หมูสันนอก กุ้งแห้งทอด กุนเชียงทอด แครอตหั่นเป็นลูกเต๋า ถั่วลันเตา ส่วนผสมอื่นๆ มีซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส เกลือ น้ำตาลทราย น้ำมันงา น้ำมันพืช พริกไทย ใบบัวหลวง

อรอน หรือ ชนันท์พร หมั่นเอี่ยม เจ้าของร้านอรอน ตลาดน้ำขวัญเรียม เล่าว่า การปรุงข้าวห่อใบบัว เริ่มจากนำใบบัวไปลวกน้ำร้อน แล้วล้างให้สะอาดพักไว้ให้แห้ง ขณะที่นำเอาส่วนผสมต่างๆ มาผัด เริ่มจากเห็ดหอมปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว กุ้งแห้งใส่เฉพาะน้ำตาลไม่ต้องใส่ซอสเพราะกุ้งแห้งเค็มอยู่แล้ว ส่วนหมูใส่น้ำตาล ซอส และพริกไทยเพื่อตัดคาว จากนั้นผัดข้าวสวย เอาแครอตและถั่วลันเตาลงก่อนผัดให้สุก แล้วเอาข้าวลงผัดไปมา ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว พริกไทย ก่อนตักขึ้นใส่น้ำมันงาเพื่อให้มีกลิ่นหอม

 

มาถึงขั้นตอนการห่อ ใส่ไข่แดง กุ้งแห้ง กุนเชียง หมู เห็ดหอม และข้าวผัด แล้วเอาไปนึ่ง แค่นี้ก็เรียบร้อย

ร้านอรอน อยู่ที่ตลาดน้ำขวัญเรียม ซอยรามคำแหง 187 แยก 1-4 แขวงมีนบุรี (ฝั่งเหนือ) จะมีน้ำซุปให้ด้วย นอกจากข้าวห่อใบบัวแล้ว ยังมีอีกหลายเมนู ทั้งก๋วยเตี๋ยวหลอด ก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่อง ก๋วยเตี๋ยวพระร่วง ข้าวเกรียบปากหม้อ บ๊ะจ่าง กระเพาะปลา กวยจั๊บน้ำข้น โทร. 09-8364-2819