กระทบไหล่เซเลบริตี้เชฟ มาซาฮารุ โมริโมโตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2559 เวลา 17:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/447007

กระทบไหล่เซเลบริตี้เชฟ มาซาฮารุ โมริโมโตะ

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

เมื่อพูดถึงแวดวงอาหารการกิน บ้านเราชักจะคึกคักไม่แพ้ฮ่องกง สิงคโปร์เลยทีเดียว เชฟคนดังมากมาย โดยเฉพาะที่พ่วงด้วยมิชลินสตาร์ตัวจริงเสียงจริง ตบเท้ากันเข้ามาเปิดร้านอาหารสุดหรู เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารเหนือระดับให้ชาวไทยกันเพียบ ตั้งแต่ แฮงก์ ซาเวลเบิร์ก ที่ม้วนเสื่อจากฮอลแลนด์มาเปิดร้าน ซาเวลเบิร์ก ที่โอเรียนทัล เรสิเดนต์ ถนนวิทยุ ยังมี ฌอง-มิเชล โลแร็ง ที่มาเปิดร้านแฌม บาย ฌอง-มิเชล โลแร็ง โรงแรมยู สาทร (ซอยสาทร 1) ที่ฮือฮากันมาก ก็เจ้าของมิชลินรวมกัน 29 ดาว โชเอล โรบูชง ก็มาเปิด ลัตเตอลิเยร์ เดอ โชเอล โรบูชง ที่อาคารมหานคร คิวบ์ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์

ล่าสุด ห่างกัน 1 ชั้น ที่ชั้น 4 มหานคร คิวบ์ ก็ได้ทีของเซเลบริตี้เชฟและเชฟกระทะเหล็กสหรัฐ อย่าง เชฟมาซาฮารุ โมริโมโตะ ที่นำพาร้านอาหารชื่อดัง พะยี่ห้อของเขาเองมาสร้างสีสันประดับแวดวงอาหารระดับสูงกันบ้าง งานนี้เชฟดังเดินทางมาปรุงซูชิตัดริบบิ้นเปิดร้านด้วยตัวเอง ชาว “กิน ดื่ม” โพสต์ทูเดย์ เห็นทีจะรอช้าไม่ได้ ต้องรีบไปกระทบไหล่เชฟคนดังมาฝากกัน…

เชฟมาซาฮารุ โมริโมโตะ สั่งสมประสบการณ์ด้านการทำอาหาร ด้วยการนำส่วนผสมทั้งตะวันตกและญี่ปุ่นมาใช้ร่วมกัน เขารังสรรค์เมนูอาหารจานเด่นมากมายซึ่งได้รับการยอมรับจากทั่วโลก

 

เริ่มต้นคำถามแรกกับเซเลบริตี้เชฟ ลมอะไรพัดมาถึงกรุงเทพฯ…  “ต้องบอกว่า เป็นเรื่องของช่วงจังหวะเวลาที่ลงตัว ผมรู้จักกับพีท (ประณิธาน พรประภา) มาราวๆ 3 ปี เป็นเพื่อนของเพื่อน ซึ่งพอได้พูดคุยกันแล้วถูกคอ พอพีทชวนให้มาเปิดร้านโมริโมโตะที่เมืองไทย ผมก็ตอบตกลงทันที คือถ้าเป็นสักเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ไม่มา หรืออีก 5 ปีต่อจากนี้ก็ช้าไป ตอนนี้เป็นเวลาพอเหมาะพอดีจริงๆ ครับ”

จากโมริโมโตะมากมายหลายสาขา แล้วร้านที่เมืองไทยมีความแตกต่างกันอย่างไร เชฟคนดังบอกว่า ไม่แตกต่างเลย ทุกอย่างเป็นมาตรฐานแบบ “โมริโมโตะ” ที่เหมือนกันทั่วโลก ถ้าจะแตกต่างกันบ้างก็อาจจะเป็นเรื่องของรสชาติ ส่วนผสมที่หาได้ในแต่ละท้องถิ่น “น้ำตาลของญี่ปุ่น สหรัฐ กับไทย ก็รสชาติไม่เหมือนกัน ที่นู่นอาจจะหวานกว่าที่นี่ มันเป็นเรื่องของรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งต้องบอกว่าไม่มีความแตกต่างกันเลยในมาตรฐานของโมริโมโตะ”

แล้วเชฟมีซิกเนเจอร์ดิชอะไรที่จะนำเสนอ… เชฟมาซาฮารุตอบสวนทันควัน “เยอะมาก (อมยิ้ม) ทุกๆ จานที่เสิร์ฟในร้านเป็นซิกเนเจอร์ดิชหมดเลย คุณลองคิดดู ถ้าคุณมีลูก 10 คน คุณจะชี้ได้ยังไงว่าคนไหนเป็นลูกที่คุณรักที่สุด ก็ต้องรักเท่าๆ กันใช่ไหมครับ

จากประสบการณ์กว่า 44 ปีในการทำอาหาร ผมตั้งใจคิดค้นส่วนผสมหลากหลายให้ออกมาเป็นเมนูอร่อย ทุกๆ จานผมสร้างสรรค์ขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ เพราะฉะนั้นต้องบอกว่าทุกจานคือโมริโมโตะ ทุกจานคือซิกเนเจอร์ดิช จะให้ผมเลือกคงไม่ได้หรอก”

 

แม้ว่าจะมีพื้นฐานจากการทำอาหารญี่ปุ่น ทว่าอาหารแต่ละเมนูที่ออกมา อย่างพิซซ่าทูน่า ทาร์ทาร์ปลาฮามาจิ ดูมีกลิ่นอายของอาหารตะวันตก จึงอดถามไม่ได้ว่าเขาเรียกอาหารของตัวเองว่าอาหารฟิวชั่นหรืออะไร… “ฟิวชั่น คือ คอนฟิวชั่น (ยุ่งเหยิง งง) นะ ผมว่าคือคนจะพูดว่าอาหารตัวเองเป็นฟิวชั่น มันดูง่ายไป ใครๆ ก็ทำได้ การทำอาหารผมว่าเราต้องมีพื้นฐานที่แข็งแรงก่อน ถ้าฐานแน่น เราจะสร้างสรรค์อะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่ฟิวชั่นที่เป็นการพูดง่ายๆ ไม่ใช่หรอกครับ ถ้าให้ผมเรียก ก็ต้องบอกว่า เป็นอาหารสไตล์โมริโมโตะ นั่นแหละครับ”

ความเป็นเอกอุทางด้านซูชิ ทำให้มีโมริโมโตะมากมายหลายสาขาในวันนี้ เชฟมาซาฮารุ ยิ้มอย่างภูมิใจ แล้วให้อรรถาธิบายว่า เคล็ดลับของเขาไม่เพียงมาจากการฝึกฝนและประสบการณ์อันยาวนานเท่านั้น หากที่โมริโมโตะทุกสาขา มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนซูชิร้านอื่น “เรามีเครื่องสีข้าวเองในร้านทุกแห่งครับ ซึ่งจะมีการสีข้าวที่ใช้ทำซูชิแบบสดใหม่ทุกวัน นอกจากจะได้เก็บจมูกข้าวเอาไว้อย่างครบถ้วนแล้ว ยังได้ข้าวที่รสชาติสดใหม่ ไม่ถูกความชื้นรบกวนอีกด้วย” อดแซวไม่ได้ว่า ซูชิที่นี่ต้องดีกับสุขภาพมากกว่าที่อื่นๆ สินะ… “ผมตอบว่า ถูกต้องได้ใช่ไหมครับ (หัวเราะ)”

พิถีพิถันเสียขนาดนี้ เวลาทำอาหารกินเองที่บ้าน เชฟทำอะไรให้ตัวเองกินบ้าง… “ผมไม่ทำอาหารที่บ้านครับ การทำอาหารคืองานของผม ผมไม่เอางานกลับบ้าน ขนาดไปออกทีวีรายการไหน เชฟกระทะเหล็กหรืออะไรก็ตาม ผมก็ไม่ดู ผมเดินทางไปนู่นไปนี่มากกว่า 300 วัน/ปี พออยู่บ้าน 60 กว่าวัน ผมไม่ต้องการคิดถึงเรื่องการทำอาหารอีกแล้ว”

 

คนถามยังทู่ซี้ … แล้วอยู่ที่บ้านรับประทานอะไร “ผมกินมังสวิรัติ ภรรยาผมเป็นคนดูแลเรื่องอาหารการกินที่บ้าน ซึ่งไม่เคยเสิร์ฟหมู หรือเสิร์ฟไขมันอะไรให้ผมกินเลย คือผมมีความรับผิดชอบสูงมาก อย่างโมริโมโตะ ที่เมืองไทยก็มีพนักงานเป็นร้อยคน ที่นิวยอร์กก็ 200 ที่ออร์แลนโด 500 คน ทุกคนเหมือนคนในครอบครัว ดังนั้นภรรยาอยากให้ผมมีอายุยืนยาวเพื่อที่จะอยู่ดูแลพวกเขาไปนานๆ ไม่แค่กินมังสวิรัตินะครับ ผมกินข้าววันละมื้อเดียวเท่านั้นเอง”

หยอดคำถามทิ้งท้าย คิดว่าคนไทยที่มาโมริโมโตะคาดหวังอะไรจากที่นี่… “มาใช้จ่ายเงินไงครับ (หัวเราะ) ไม่ได้ตลกนะครับ นี่มันเรื่องซีเรียส (หัวเราะร่วน) ถ้าคุณไม่มาใช้จ่ายจะได้ประสบการณ์จากโมริโมโตะไปได้อย่างไร

ผมแน่ใจว่ามาที่นี่คุณจะได้ประสบการณ์ที่แตกต่างไปอย่างแน่นอน ทั้งการบริการ บรรยากาศที่เหนือระดับ โมริโมโตะจะเติมความสุขให้ทุกคน เพราะที่นี่ไม่เหมือนร้านอาหารญี่ปุ่นที่อื่นๆ เรามีซูชิคุณภาพสูง มีปลาคุณภาพดีเลิศ แล้วอาหารของผมก็ไม่เหมือนที่อื่นๆ ที่เคยมีอยู่ในเมืองไทยแน่ๆ ครับ จะให้ผมอธิบายก็ยาก แต่คุณจะได้ประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างแน่นอน

ต้องมาชิม มาสัมผัสด้วยตัวเองครับ” เชฟมาซาฮารุ โมริโมโตะ เน้นย้ำ

 

โมริโมโตะ แบงค็อก

มาเติมอีกหนึ่งสีสันระดับหกดาว บนชั้น 4 อาคารมหานคร คิวบ์ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ร้านอาหารญี่ปุ่นของเซเลบริตี้เชฟ มาซาฮารุ โมริโมโตะ ผู้ได้รับการกล่าวขานเรื่องการทำซูชิ และการปรุงอาหารรสชาติดั้งเดิมจากญี่ปุ่น ซึ่งไปสร้างชื่อเสียงในสหรัฐ และอีกหลายประเทศ

ทุกคนจะได้พบกับอาหารญี่ปุ่นที่อวลไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นสากลอย่างกลมกลืน ที่ผ่านเทคนิคการปรุงอาหารชั้นสูง จากประสบการณ์กว่า 44 ปีของเชฟคนดัง

เมนูซิกเนเจอร์จากโมริโมโตะสาขาต่างๆ ทั่วโลก มารวมตัวกันอยู่ ณ ที่นี้ ไม่ว่าจะเป็น พิซซ่าทูน่า ทาร์ทาร์ปลาฮามาจิ กุ้งเทปุระ หรือปลาค็อดตุ๋น ฯลฯ โดยเชฟมาซา ฮารุ ยังได้ร่วมกับเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟอาร์โนด์ ดรูวิลล์ สร้างสรรค์เมนูใหม่ โดยใช้วัตถุดิบและรสชาติของภูมิภาคนี้ อย่างสลัดหมูชาชู โมริโมโตะกุ้งพริกไทยดำ กุ้งล็อบสเตอร์ย่างอิพิซ

ที่นี่ยังได้ ชินโกะ โกคัน มิกโซโลจิสต์ชื่อดังระดับนานาชาติชาวญี่ปุ่น มาออกแบบสร้างสรรค์เครื่องดื่มพิเศษๆ ให้ด้วย

ร้านโมริโมโตะ แบงค็อก ประกอบด้วย 165 ที่นั่ง มีบริการทั้งแบบโอมากาเสะ ที่ซูชิบาร์ หรือจะมานั่งดื่มชิลๆ ที่เคาน์เตอร์บาร์ รวมทั้งเทสติงเมนู 4 คอร์ส หรือเมนูอะลาคาร์ต ก็มีให้เลือกสั่งตามใจ ออกแบบสไตล์ญี่ปุ่นแบบโมเดิร์น อาศัยวัสดุไม้ธรรมชาติเป็นหลัง มีระเบียงสวนเซนขนาดย่อมๆ และห้องส่วนตัวขนาด 12 ที่นั่ง

เปิดบริการทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. มื้อเย็น วันอาทิตย์-วันพุธ เวลา 18.00- 23.00 น. วันพฤหัสบดี-วันเสาร์ เวลา 18.00-01.00 น. โทร. 02-060-9099

 

ทิม โฮ วาน เมนูน้อยอร่อยมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2559 เวลา 17:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/447006

ทิม โฮ วาน เมนูน้อยอร่อยมาก

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เพียงระยะเวลา 1 ปี ร้าน ทิม โฮ วาน (Tim Ho Wan) ติ่มซำสไตล์ฮ่องกง ก็ขยายถึง 3 สาขา ในประเทศไทย คือ เทอร์มินอล 21 เกตเวย์ เอกมัย และเดอะ สตรีท รัชดา และเตรียมขยายสาขาไปยังต่างจังหวัด นับได้ว่าการต้อนรับติ่มซำสไตล์ฮ่องกงระดับมิชลินสตาร์ 1 ดาว สูตรของเชฟแมค กุย ปุย ผู้ก่อตั้ง ถูกรสถูกลิ้นคนไทย

เมนูในกระดาษรองจานของทิม โฮ วาน มีเพียง 1 แผ่น บรรจุรายการอาหารคาวหวานรวม 25 อย่างนั้น ซึ่งเพียงพอแล้วที่สร้างตำนานของตัวเอง มีลูกค้ายอมยืนต่อแถวซื้อซาลาเปาอบไส้หมูแดง ที่หวานหอมทั้งแป้งและไส้ แนะนำให้กินตอนร้อนๆ ซอสหมูแดงยังเยิ้มอยู่ เข้ากับแป้งที่กรอบนอกนุ่มใน ฉ่ำลิ้นดีนักแล เมนู “จตุรเทพแห่งติ่มซำ” ยังมี ก๋วยเตี๋ยวหลอดตับหมู ขนมผักกาด ที่ได้รสสัมผัสของหัวไช้เท้าแป้งบางเบา และมาไลโกว เมนูของหวาน ที่ได้กลิ่นของน้ำตาลทรายแดงหอมนำ ส่วนเนื้อเค้กนุ่มหนึบ

การตกแต่งร้านเน้นสไตล์โมเดิร์นที่เรียบง่าย และชูเอกลักษณ์ ติ่มซำ ที่ทั้งโคมไฟ การตกแต่งผนัง หรือสีของข้าวของเครื่องใช้ในร้าน ล้วนได้แรงบันดาลใจมาจากเข่งติ่มซำทั้งสิ้น เพลงฮ่องกงคลอเบาๆ ระหว่างรับประทานอาหาร ซึ่งไม่ว่าจะเข้ามาที่ ทิม โฮ วาน สาขาไหน ก็เสมือนได้นั่งกินที่ร้านต้นตำรับที่ฮ่องกงกันเลยทีเดียว

ร้าน ทิม โฮ วาน ชั้น 3 เทอร์มินอล 21 เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 02-006-5288

 

สถานีอิ่มท้อง อร่อยสบายท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2559 เวลา 17:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/447004

สถานีอิ่มท้อง อร่อยสบายท้อง

โดย…ชายโย

ถนนสายเอเชียนั้นมีร้านอาหารอร่อยมากมาย และหนึ่งในร้านที่เราอยากจะแนะนำหากคุณเดินทางไปภาคเหนือโดยใช้เส้นทางผ่าน จ.กำแพงเพชร ก็คือร้าน สถานีอิ่มท้อง ร้านอาหารอร่อยที่มีเมนูอาหารให้เลือกมากมายตั้งแต่ส้มตำไปจนถึงก๋วยเตี๋ยว ซึ่งแต่ละเมนูบอกได้เลยว่ารสชาติเป็นเยี่ยม

ตัวร้านตั้งอยู่ริมถนนสายเอเชีย ระหว่าง ตลาดกล้วยไข่ กับโรงเรียนบ้านท่าเสากระโดง ต.อ่างทอง หรือตั้งพิกัดแผนที่ไปที่วัดแสงอรุณ จ.กำแพงเพชร ก็ได้ครับ ร้านอยู่ปากทางเข้าวัดนี้พอดี

ร้านนี้ผมแวะเวียนอยู่หลายครั้ง เพราะติดใจในรสชาติคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงอร่อยแบบไม่ต้องปรุง แถมมีให้เลือกทั้งส้มตำ ก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวหมูแดง และข้าวมันไก่ มารับประทานได้ทั้งครอบครัว การบริการก็ถือว่ารวดเร็วสะอาดมีมาตรฐานที่ดี

 

เริ่มที่ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูตุ๋นรสชาติหวานกลมกล่อม ปรุงมาอร่อยกำลังดี เนื้อหมูตุ๋นนุ่มอร่อย ในขณะที่ข้าวหมูแดงรสชาติอาจจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนร้านดัง แต่ก็ไม่ได้น่าผิดหวังในรสชาติกลมกล่อมของน้ำราดและเนื้อหมูแดงชุ่มๆ กับหมูกรอบที่กรุบนอกนุ่มใน ที่ขาดไม่ได้เลยคือส้มตำ เผ็ดมากน้อยสั่งได้ รสชาติอร่อยจนต้องบอกแซ่บหลาย

บรรยากาศร้านมาแบบสไตล์บ้านไม้เมืองเหนือผสมกับโมเดิร์นนิดๆ ที่จอดรถกว้างขวาง และมีไว-ไฟให้เล่นฟรีอีกต่างหาก ร้านเปิด เวลา 08.00-16.00 น. โทร. 08-1973-5678

 

ก๋วยเตี๋ยวเรือคลอง 13 รสเด็ดดั้งเดิม แซบ จี๊ดจ๊าด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2559 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/446858

ก๋วยเตี๋ยวเรือคลอง 13 รสเด็ดดั้งเดิม แซบ จี๊ดจ๊าด

โดย…พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

เมื่อเทียบกับก๋วยเตี๋ยวเมนูเด็ดชั้นนำของเมืองไทย ก๋วยเตี๋ยวเรือนั้นได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ด้วยความที่รสชาติอร่อย กินง่าย และราคาไม่แพงก๋วยเตี๋ยวเรือถ้านับย้อนวันเวลาที่ผ่านมาที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น ต้องยกให้กับก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิต ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าจะพายเรือมาจอดขายอยู่ริมคลองรังสิต ลูกค้าทั้งขาจรและขาประจำจะขับรถพาครอบครัวมารับประทานริมตลิ่งจนแน่นโดยเอกลักษณ์เป็นที่สะดุดตาแก่นักชิมทั้งหลายตรงเรือเอี้ยมจุ๊นที่ถูกดัดแปลงมาเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเรือจอดลอยลำตลอดแนวเลียบริมคลองรังสิต

 

คุณากร คุ้มแก้ว เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ 2 ชั้น คลอง 13 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ริมคลอง รังสิต บอกว่า ก๋วยเตี๋ยวเรือ 2 ชั้น เปิดบริการมากว่า 40 ปีแล้วตั้งแต่สมัยคุณพ่อ ธุรกิจนี้ตกทอดมาถึงรุ่นลูก แต่คุณภาพความอร่อยไม่มีเปลี่ยนแปลง โดยใช้วัตถุดิบที่สดสะอาด ทำให้ลูกค้าไว้วางใจแวะเวียนกันมารับประทานไม่ขาดสาย จุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวเรือ คือ น้ำซุปเข้มข้น กลมกล่อม หอมเครื่องเทศ มีเมนูทั้งหมู เนื้อ หมูตุ๋น และเนื้อตุ๋น ที่ผ่านการหมักและเคี่ยวจนเปื่อย

 

“หมูตุ๋นเราใช้เนื้อส่วนของขั้วตับ คุณสมบัติของเนื้อส่วนนี้จะเป็นส่วนที่อยู่ใกล้กับตับ ซึ่งเนื้อหมูจะเป็นก้อนพอคำ มีความเหนียวนุ่ม และมีเอ็นบางๆ ติดด้วย เมื่อตุ๋นเปื่อยดีแล้ว หมูตุ๋นที่ได้จะไม่เปื่อยจนเละ และเคี้ยวหนึบหนับเนื่องจากมีเอ็นนั่นเอง ส่วนเนื้อตุ๋นใช้เนื้อสามชั้นของเนื้อวัวนำมาตุ๋นในหม้อซุป โดยใช้เวลาในการตุ๋นนานถึง 6 ชั่วโมง เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม”

 

ก๋วยเตี๋ยวเรือ 2 ชั้น มีหลากหลายเมนูให้เลือกรับประทาน เช่น ก๋วยเตี๋ยวหมูสด ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น ส่วนใครที่ชอบรสชาติจัดจ้านสไตล์ต้มยำทะเล ก็มีเมนูเด็ดไม่แพ้ก๋วยเตี๋ยวเรือ เพราะสูตรที่นี่ทั้งเผ็ดทั้งจัดจ้านจี๊ดจ๊าด เกาเหลาหมูตุ๋นรสชาตินุ่มสบายลิ้น ถ้าเป็นเนื้อวัวก็มีก๋วยเตี๋ยวเนื้อสด ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น และเกาเหลาเนื้อตุ๋น โดยทางร้านจะแยกหม้อก๋วยเตี๋ยวหมู ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ไว้เป็นสัดส่วน เพื่อความสบายใจของลูกค้า เพราะบางคนไม่รับประทานเนื้อ แต่รับประทานหมู

 

คุณากร บอกอีกว่า นอกจากมีก๋วยเตี๋ยวเรือแล้วยังมีเมนูที่อยากแนะนำอีก เช่น ส้มตำมะละกอทอด ส้มตำไทยปู ส้มตำไทยไข่เค็ม ยำผักบุ้งทอดกรอบ ไก่ย่าง คอหมูย่างอบน้ำผึ้ง ยำถั่วพูชาววัง ยำสาหร่ายแก้วหมู รวมทั้งลวกจิ้ม เนื้อรวมลวกจิ้ม ลูกชิ้นปลารวมลวกจิ้ม ฯลฯ ส่วนใครที่ชื่นชอบของหวานก็ให้เลือกหลากหลายเมนูเช่นกัน ประกอบด้วย น้ำเก๊กฮวย โอเลี้ยง ลำไย กระเจี๊ยบ และอีกมากมาย

ใครที่ชื่นชอบรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือ หากผ่านไปบนถนนรังสิต-นครนายก มีเวลาว่างอยากให้ลองแวะชิมความอร่อยของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ 2 ชั้น คลอง 13 ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. หยุดทุกวันอังคารและพุธที่ 3 ของเดือน หรือสอบถามรายละเอียด โทร. 08-9741-1803, 08-2492-7157

 

Jap Sweet, Treat แบบไทย Yokan ถั่วแดงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2559 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/446853

Jap Sweet, Treat แบบไทย Yokan ถั่วแดงไทย

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ฉบับนี้ยังคงเป็นขนมญี่ปุ่นที่เราทำเองที่บ้านก็ได้ ไม่ยุ่งยากอะไร คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งสงสัยว่าจะทำไปทำไมหนอขนมญี่ปุ่น ผู้เขียนเห็นว่าวัตถุดิบส่วนใหญ่หาได้ง่าย มีอยู่ประเทศไทยเยอะ จะไปซื้อเขาก็แพงทั้งๆ ที่วัตถุดิบราคาไม่สูง โดยเฉพาะในฉบับนี้ถือเป็นขนมง่ายๆ ที่ดัดแปลงมาจากแยมถั่วแดง หรือ Anko ที่เราตั้งต้นไว้ในตอนแรก ใช้ถั่วแดงนางพันธุ์ญี่ปุ่นที่ปลูกมากทางภาคกลางตอนเหนือของไทยเรา ส่งออกไปขายทำเป็นไส้ขนม แล้วซื้อกลับมาในประเทศเราเสียอีกเยอะแยะ

บอกไว้แล้วในตอนต้นของ Japanese Sweet, Treat แบบไทย เราเริ่มทำขนมญี่ปุ่นได้หลากหลายอย่าง เพียงแค่เริ่มต้นจาก Anko หรือแยมถั่วแดง กวนเป็น Batch ใหญ่ไว้เก็บในภาชนะปิดสนิทแช่ช่องแข็ง แบ่งมาทำขนมได้หลายชนิดจาก “Trick” ง่ายที่วางไว้เป็นพื้นฐานของการทำขนมญี่ปุ่นง่ายของเรา

แยมถั่วแดง หรือ Anko คล้ายกระบวนการทำถั่วกวนของไทยเราอยู่ไม่น้อย เริ่มต้นจากการเลือกสรรพันธุ์ถั่วแดงที่เน้นเป็นถั่วแดง Azuki ถั่วแดงนิ้วนาง เป็นถั่วแดงเม็ดเล็ก แช่น้ำให้พองตัวขึ้นเพื่อย่นระยะเวลาในการต้ม บ้างคั่วถั่วแดงแห้งให้หอมเสียก่อนนำมาแช่น้ำ จะได้กลิ่นหอมที่ลึกล้ำขึ้น

ใส่ถั่วแดงลงในหม้อ เติมน้ำเย็นให้สูงท่วมในปริมาณที่มากสักหน่อย จะป้องกันไม่ให้ถั่วไหม้ติดก้นหม้อ เร่งไฟให้แรงในช่วงแรกตอนที่น้ำยังใสอยู่ เพื่อให้ความร้อนช่วยให้ถั่วสุกได้เร็วขึ้น การเริ่มต้มถั่วในน้ำร้อนถั่วจะเปื่อยช้ากว่าเริ่มจากน้ำเย็น จากปริมาณคาร์โบไฮเดรตในเมล็ดถั่วนั่นเอง

 

ถือเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของกระบวนการต้มถั่ว หากเติมน้ำตาลลงไปก่อนที่ถั่วจะสุกนิ่ม เพราะน้ำตาลมีผลทางเคมีกับเส้นใยของพืช ทำให้เส้นใยของพืชแน่นขึ้น ถั่วจะเปื่อยได้ยากมากหากเติมน้ำตาลลงไปก่อน ดังนั้นต้องรอให้ถั่วสุกนุ่มตามที่ต้องการเสียก่อนจะใส่น้ำตาลลงไป ทันทีที่เติมน้ำตาลลงไป ถั่วกวนที่สีซีดเซียวจะเปลี่ยนเป็นสีสวยเงางามขึ้นยังกับโดนร่ายมนตร์ กวนด้วยน้ำตาลต่อไปอีกนิดให้น้ำระเหยไปอีกหน่อย เพียงเท่านี้แยมถั่วแดงก็พร้อมรับประทานแล้ว แยมถั่วแดงทำเอง กินเปล่าๆ ป้ายกับขนมปังทาเนยเล็กน้อย อร่อยเหาะ เหมาะสำหรับอาหารเช้าง่ายๆ

ฉบับนี้เรานำแยมถั่วแดงมาเปลี่ยนเป็น Yokan หรือวุ้นถั่วแดง โยกังวุ้นถั่วแดงแบบญี่ปุ่นนั้น มีแบบสอง แบบแรก เป็นแบบที่เก็บไว้ได้นาน น้ำตาลมาก เนื้อแข็งหนึบๆ หวานจัด ใครรับประทานแบบนี้ก่อนมักจะไม่ชอบ พานจะไม่ชิมวุ้นถั่วแดงแบบอื่นๆ ไปเสีย ส่วนแบบที่สอง คือแบบที่ผู้เขียนสนใจเพราะเป็นวุ้นถั่วแดงแบบสด สมัยก่อนขายดิบขายดีที่ห้างไดมารู ตอนที่ผู้เขียนเป็นเด็ก ขายหมดเร็วจนต้องไปรอซื้อแต่เช้า วุ้นถั่วแดงแบบน้ำเยอะ หรือที่เขาเรียก Mizu Yokan นั้น คล้ายกับวุ้นบ้านเรา สีแดงหม่นๆ ไม่ใสแจ๋ว เพราะเข้มข้นด้วยถั่วแดงบด มิซูโยกัง ยังแบ่งอีก 2 ชนิด ตามความละเอียดของถั่วแดงคือ แบบเนื้อเนียนละเอียดเพราะทำจากแยมถั่วแดงเป็นเนื้อครีมเนียนๆ อีกแบบคือ แบบที่มีเนื้อถั่วแดงเห็นเป็นเม็ดๆ หน่อย จะอร่อยเคี้ยวมัน

โยกังสด นั้นกระบวนการคล้ายกับการทำวุ้นกะทิบ้านเรา เริ่มต้นด้วยละลายวุ้นกับน้ำเปล่าให้เดือด วุ้นจากสาหร่ายจะละลายจนใส เมื่อถึงจุดเดือดของน้ำเท่านั้นจึงเติมน้ำตาลลงไปเคี่ยวเล็กน้อยก่อนเติมถั่วแดง เหตุผลที่เติมถั่วแดงทีหลัง เพื่อให้เราสังเกตว่าวุ้นละลายได้หมดจดเสียก่อน หากเติมถั่วแดงลงไป ยากที่จะเห็นว่าวุ้นละลายไปหมดหรือยังนั่นเอง

วุ้นถั่วแดงสด ทำแล้วรับประทานที่อุณหภูมิห้องหรือจะแช่เย็นก็ได้ แต่ถ้าจะเก็บไว้สัก 2-3 วัน ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ถ้ายังหวานไม่พอ แนะนำให้เอาน้ำตาลอ้อยมาละลายน้ำ อัตราส่วน 1:1 ต้มให้เดือดเป็นน้ำเชื่อมดำ ราดลงบนวุ้นถั่วแดง เป็นอีกวิธีที่เอนจอยได้

Yokan ถั่วแดงไทย

*แยมถั่วแดง Anko แบบหยาบ

ส่วนผสม

– ถั่วแดงนาง เม็ดเล็ก 500 กรัม

– น้ำสะอาด 4-5 ลิตร

– น้ำตาลทราย 350 กรัม

– เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

วิธีทำ

แช่ถั่วแดงที่ล้างสะอาดแล้วไว้ข้ามคืน ปิดฝาไว้

วันรุ่งขึ้น ล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำใส่ลงในหม้อ เติมน้ำให้ท่วม รอให้เดือดหรี่ไฟลง หมั่นคนบ่อยๆ เพื่อไม่ให้นอนก้น

เมื่อถั่วแดงนุ่มเปื่อยดีแล้ว น้ำควรจะเสมอระดับถั่วแดง ถ้าต้องการให้เนื้อถั่วแดงละเอียดขึ้น สามารถใช้เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ปั่นให้มีความละเอียดตามที่ต้องการ

เติมน้ำตาลทรายลงไปแล้วเคี่ยวต่อจนงวดและถั่วแดงเกาะกัน รอให้เย็นสนิท ก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิทในตู้เย็น

วุ้นถั่วแดง

ส่วนผสม

– Anko 200-250 กรัม

– น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ

– น้ำสะอาด 500 กรัม

– วุ้นผง 2.5 ช้อนชา

วิธีทำ

ละลายวุ้นในน้ำสะอาด ตั้งไฟให้เดือด เคี่ยวสัก 2-3 นาที เติมน้ำตาลทรายลงไป เคี่ยวต่ออีก 2-3 นาทีเติมแยมถั่วแดงลงไป คนให้เข้ากัน ตักใส่พิมพ์ขนาดที่ต้องการพักไว้ที่อุณหภูมิห้อง วุ้นจะค่อยๆ แข็งตัวขึ้น

รอให้วุ้นแข็งตัว ก่อนตัดเป็นชิ้นๆ รับประทานได้เลยหรือจะแช่ตู้เย็นเพื่อความสดชื่น

 

เปิบกุ้งด้วยมือเรา ชริมพ์ เฮาส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/445745

เปิบกุ้งด้วยมือเรา ชริมพ์ เฮาส์

โดย…คีตะ ภาพ… กัณณ์ กาญจนประชาชัย

บอกว่า ไดเอตอยู่ แต่ดูเหมือนเพื่อนๆ จะไม่เห็นใจ ทั้งวันทุกวันขยันโพสต์รูปอาหารลงโซเชียลมีเดียกันอยู่นั่น ที่มีมาให้เห็นบ่อยช่วงหลัง คือ ภาพอาหารทะเลคลุกเคล้าซอสและเครื่องเทศสีน่ากินวางเสิร์ฟบนโต๊ะ แบบไม่ต้องมีจาน มีช้อนส้อม ใช้แค่มือใครมือมัน ล้อมวงเปิบอาหารกันดูท่าทางน่าเอร็ดอร่อย ที่สุดก็ทนไม่ไหว ตะบะแตก มื้อนี้จะต้องไปลองด้วยตัวเองให้ได้ ว่าแล้วก็มุ่งตรงไปลงรถไฟใต้ดิน ใช้เวลาไม่นานก็ถึงสถานีศูนย์วัฒนธรรม และเดินไปหน่อยก็ถึง เดอะ สตรีท รัชดา

เป้าหมายปลายทางของเราคือ ชริมพ์ เฮาส์ (Shrimp Haus) ร้านอาหารทะเลสไตล์เคจุน ที่เพิ่งเปิดที่นี่ได้เพียงไม่กี่เดือน

ชริมพ์ เฮาส์ ตั้งอยู่บนชั้น 4 สถานที่กว้างขวางโล่งโปร่ง มีแมสคอตรูปกุ้งตั้งชวนเชิญโดดเด่นอยู่หน้าร้าน ซึ่งตกแต่งทำให้ได้กินอายทะเลหรือท่าเรือ

อาหารทะเลสไตล์เคจุนหรือเคจัน (Cajun) เป็นวัฒนธรรมการกินจากหลุยเซียนา สหรัฐ ซึ่งในอดีตนั้นมีชาวยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศสอพยพไปลงหลักปักฐานอยู่ไม่น้อย ก่อเกิดให้มีวัฒนธรรมอาหารเคจุน ซึ่งความเด็ดอยู่ที่ซอสซึ่งผสมผสานเครื่องเทศหอมเผ็ดร้อน อีกทั้งวิธีกินแบบเสิร์ฟอาหารกลางโต๊ะและใช้มือนั้นก็มาจากที่ชาวบ้านเมื่อกุ้งหอยปูปลาจากสดๆ ใหม่ๆ ก็นำมาปรุง แล้วเทบนโต๊ะจะได้กินร่วมกันเป็นหมู่เหล่า อร่อยง่ายๆ แบบไม่ต้องประดิดประดอยให้เสียเวลา

 

สำหรับเจ้าของร้าน ชริมพ์ เฮาส์ นั้นเป็นคนไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐนานาน ทั้งยังมีประสบการณ์จากการเปิดร้าน เดอะ ชริมพ์ เลิฟเวอร์ (The Shrimp Lover) หลายสาขา พอกลับมาบ้านก็ถือโอกาสนำอาหารเคจุนมาให้คนไทยรู้จัก สำหรับ ชริมพ์ เฮาส์ (Shrimp Haus) เปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าอิออน ถนนนวมินทร์ ก่อนจะแนะนำตัวร้านแห่งใหม่นี้ให้ได้รู้จัก โดยสาขานี้ พี่บี๋-คณาคำ อภิรดี นักร้องสาวเสียงดีเป็นหุ้นส่วนด้วย

สิ่งที่ต้องไม่พลาดเมื่อมาที่นี่คือ เมนูเด็ดของร้านอย่าง “เคจุน ซีฟู้ด” ซึ่งลูกค้าเลือกได้ว่าจะกินกุ้ง หอยแมลงภู่ ปลาหมึก หอยเชล หรือจะรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันเป็น “มิกซ์ ซีฟู้ด” อาหารทะเลที่เราเลือกจะนำไปลวกและต้มก่อนผสมคลุกเคล้าซอสกับ “คาจุนซีซันนิง” ผงปรุงรสที่มีปาปริกาให้ความเผ็ดร้อน เครื่องเทศต่างๆ ซึ่งให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว ซอสนั้นเลือกได้แบบออริจินัล หรือกระเทียมเนย ทั้งยังเลือกระดับความเผ็ดมากน้อยได้

วิธีเสิร์ฟนั้นเหมือนเป็นความบันเทิงสำหรับลูกค้า เริ่มแรกพนักงานจะนำกระดาษสะอาดมาปูบนโต๊ะ ก่อนจะนำกุ้งมาเสิร์ฟในถุงพลาสติก แล้วจึงบรรเลงเพลงเขย่าให้เครื่องปรุงเข้ากัน จากนั้นก็เทลงบนกระดาษ ตอนนั้นกลิ่นอาหารก็จะอวลเตะจมูก ลูกค้าที่สวมถุงมือและผ้ากันเปื้อนรออยู่ก็ไม่ได้รอช้า จ้วงจับแกะกิน เมนูนี้นอกจากอร่อยแล้วยังสนุก จึงควรชักชวนเพื่อนฝูงญาติมิตรมาด้วยกันเป็นหมู่คณะ มาน้อยมามากก็สั่งขนาด S M L ได้ตามจำนวนคน

 

แต่ถ้าเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่เพิ่งจะคบกันใหม่ๆ ยังไม่กล้ากินมือหรือเลอะเทอะใส่กันก็สบายใจได้ยังมีเมนูอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกรับประทานกันสวยๆ หล่อๆ แม้แต่คนที่แพ้อาหารทะเลก็ยังมีทางเลือก เมนูแนะนำอื่นๆ เช่น กุ้งหิมะ อาหารทะเลทอด ข้าวผัด คนชอบเส้นก็มี ราดหน้าทะเล สปาเกตตี้ขี้เมากุ้ง ฯลฯ แม้มาแล้วคิดอยากจะกินกรุบกริบเบาๆ แต่ถ้าสั่งมันเทศทอด หรือข้าวโพดเบรกแตกมาลองดู ระวังจะหยุดไม่อยู่!

ความโดดเด่นอีกหนึ่งประการของ ชริมพ์ เฮาส์ คือ วัตถุดิบสดใหม่จากแหล่งผลิตชั้นดี ไม่ว่าจะหอยแมลงภู่จากนิวซีแลนด์ ล็อบสเตอร์จากแคนาดา หอยเชลจากญี่ปุ่น รวมทั้งของไทยที่คัดสรรแล้วก็มีเช่นกัน อร่อยและดีอย่างนี้ยังมีราคาไม่แพงเกินไปอีกด้วย

ถ้าอยากเปิบกุ้ง (และอื่น) ด้วยมือของตัวเองบ้าง หรืออยากรู้จักว่า อาหารเคจุนเป็นอย่างไรก็แวะไป ชริมพ์ เฮาส์ ตั้งอยู่ใน เดอะ สตรีท รัชดา สอบถาม โทร. 02-121-1900 โทร. 08-8693-0360 และ shrimphausbkk.com

มื้อนี้ขออิ่มอร่อย (จนต้องดูดนิ้ว) กับเคจุน ซีฟู้ด (และอื่นๆ อีกมากมาก) ก่อนนะ … ส่วนเรื่องไดเอตมื้อหน้าค่อยว่ากัน

 

ก๋วยเตี๋ยวห้อยไข่ อร่อยถูกใจวัยโจ๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:31 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/445647

ก๋วยเตี๋ยวห้อยไข่ อร่อยถูกใจวัยโจ๋

โดย…ชินวัฒน์ สิงหะ

ใครที่ขับรถผ่านไปบริเวณทางสี่แยกแสงดาว หมู่ 2 ต.หัวรอ อ.เมือง จ.พิษณุโลก จะมองเห็นป้ายร้านชื่อ “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำห้อยไข่” หากมีเวลาว่างลองจอดรถแวะเข้าไปรับประทานดู รับรองไม่ผิดหวังแน่ รสชาติอร่อยถูกใจต้องสั่งรับประทานเป็นชามที่ 2

กิตติพงศ์ เฟื่องเพียร เจ้าของร้าน ก๋วยเตี๋ยวต้มยำห้อยไข่ บอกว่า หลังจบปริญญาตรีสมัครเข้าทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 5 ปี แต่รู้สึกเบื่อกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน เลยลาออกกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด ยึดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวบริเวณหน้าบ้าน โดยเปิดขายวันแรกเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น.ทุกวัน ส่วนเหตุผลที่ตั้งชื่อร้านดังกล่าวเพราะเก้าอี้ที่ทำไว้หน้าร้านเป็นที่นั่งแบบห้อยขา และก๋วยเตี๋ยวใส่ไข่ทุกชาม เลยตั้งชื่อร้านว่า ก๋วยเตี๋ยวต้มยำห้อยไข่ซะเลย

“ชื่อร้านกลายเป็นเอกลักษณ์ของร้านไปโดยปริยาย ถ้ามองในแง่ดีการห้อยไข่ ไม่ใช่ดูล่อแหลม เพราะการห้อยไข่นั้น จะเป็นการห้อยไข่เป็ดไข่ไก่ก็ได้ สำหรับเมนูหลักที่ลูกค้าสั่งกันเยอะ คือต้มยำทะเลรวมน้ำข้น และต้มยำน้ำพริกเผา เพราะมีความจัดจ้านอยู่ในตัวที่ทางร้านปรุงให้ ลูกค้าแทบไม่ต้องเติมเครื่องปรุงอีก เลยต้องเขียนเตือนไว้ให้ชิมก่อนเติมเครื่องปรุงรส”

 

กิตติพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเมนูของร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำห้อยไข่ มีให้เลือกหลากหลาย ที่ต้องมีแน่นอนก็คือต้มยำทั้งแบบน้ำและแบบแห้ง และยังมีต้มจืดให้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบแบบต้มยำ เช่น ต้มยำสูตรพริกเผา น้ำใส น้ำข้น และแห้ง ใส่หมูธรรมดาๆ หรือจะเลือกแบบทะเลซึ่งมีปลาหมึก หอยแมลงภู่ชิลี และกุ้ง ก็ได้

นอกจากนี้ หากต้องการอาหารทานเล่นก็มีเกี๊ยวทอด ลูกชิ้นปลาลวก เนื้อปลาลวกจิ้ม รวมทะเลลวกจิ้ม กระดูกหมูยุ่ย ให้เลือกชิมกันตามสะดวก พิเศษสุด คือ ผู้ที่ทานก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กหรือหมี่ขาว สามารถเพิ่มเส้นได้ฟรีอีกด้วย ส่วนขนมหวานก็จะให้ลูกค้าตักเองตามความชอบ โดยไม่กำหนดปริมาณคิดราคาตามปกติถ้วยละ 10 บาท

หากใครเดินทางมาเที่ยวเมืองพิษณุโลกก็อย่าลืมไปลองรับประทานก๋วยเตี๋ยวต้มยำห้อยไข่ รสชาติอร่อยถูกใจกันนะครับ

 

วิวาเรียม ผสานสองความอร่อยที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/445646

วิวาเรียม ผสานสองความอร่อยที่ลงตัว

โดย…ยู่ยู้ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ขึ้นห้างดังอย่างสยามพารากอน เพื่อมาเสิร์ฟความอร่อยให้เหล่านักชิมที่หลงใหลในความสร้างสรรค์และรสชาติที่ชวนติดใจได้ชิมกันแล้ว สำหรับ วิวาเรียม ร้านอาหารฟิวชั่นระหว่างเมนูอาหารไทยและญี่ปุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่ยากแก่การลอกเลียนแบบ วิวาเรียมสาขานี้ ยังต้อนรับผู้มาเยือนด้วยบรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้ ที่ประดับประดาอยู่แทบทุกมุมของร้าน ให้ความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย พร้อมสร้างความแปลกใหม่ด้วยการนำนั่งร้านที่เห็นตามไซต์ก่อสร้างมาตกแต่ง โดยแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง คือ เรื่องราวของชีวิตของเชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ ก่อนจะกลายเป็นเซเลบลิตี้เชฟนั่นเอง ภายในร้านประกอบด้วย 2 ชั้นให้ลูกค้าได้เลือกนั่งชิล

เมนูซิกเนเจอร์ที่มาแล้ว อย่าได้พลาด คือ กุ้งโบตั๋นแช่น้ำปลา ทีเด็ดอยู่ที่กุ้งหวานของญี่ปุ่น ที่ปกติใช้ทำซาชิมิ แต่คราวนี้ ถูกนำเป็นทูตสัมพันธมิตรกับเมนูแบบไทย กลายเป็นกุ้งแช่น้ำปลา ส่วนหัวเพื่อให้ได้เทกซ์เจอร์ที่แตกต่าง เชฟเลือกนำไปทอดจนกรอบ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด และน้ำจิ้มซีฟู้ดวาซาบิ เพิ่มดีกรีความแซ่บตามใจ

ถัดมาคือ หอยฮอกไกโดลุยสวน ตื่นตาตั้งแต่ยังไม่ได้ชิม ด้วยหอยตัวโตย่างจนได้ที่ ราดด้วยน้ำยำแบบไทย บอกเลยรสชาติเด็ดไม่แพ้หน้าตาอาหาร ตามมาติดๆ ด้วยแกงคั่วปูทาราบะ เสิร์ฟมาพร้อมเส้นหมี่ จานนี้บอกเลยอย่าประมาทในรสชาติ เพราะจัดจ้านสมกับเป็นเมนูดังจากทางใต้ เหมาะกับคนชอบปู รับรองเห็นแล้วน้ำลายไหล เพราะจะได้เต็มที่กับกล้ามปูชิ้นโตที่เนื้อปูทั้งแน่นทั้งหวาน กินจนลืมเผ็ดไปเลย

ส่วนเนื้อเลิฟเวอร์ ต้องโกเบย่างจิ้มแจ๋ว พระเอกของจานคือ เนื้อโกเบส่วนสันนอกที่นำมาย่างแบบสุกกลางๆ เสิร์ฟพร้อมเห็ดออรินจิย่าง กินคู่กับน้ำจิ้มแจ่ว น้ำจิ้มซีฟู้ด และกระเทียมสไลซ์ แต่ถ้ามองหาเมนูเบาๆ แนะนำก้อยปลาฮามาจิ อีกหนึ่งเมนูที่กินได้เพลินๆ เพราะได้รสชาติความหวานของปลาฮามาจิที่แฝงไปด้วยความมันนิดๆ บวกกับรสชาติของเครื่องปรุงที่ผสมผสานอย่างลงตัว

 

หมดของคาวล้างปากด้วยของหวาน อย่าง สาคูถั่วดำมะพร้าวอ่อน เมนูนี้เสิร์ฟมาในมะพร้าวทั้งลูก ความน่าสนใจคือ รสสัมผัสของถั่วดำญี่ปุ่นที่ละมุนลิ้น เข้ากันได้ดีกับสาคูนุ่มๆ เนื้อมะพร้าวอ่อน และ น้ำกะทิ อีกเมนูที่แนะนำให้ลองสั่งมาเรียกความสดชื่น คือ น้ำอ้อย เพราะทางร้านทำเองสดๆ รับประกันคุณภาพและความอร่อย

ร้านวิวาเรียม ตั้งอยู่ชั้นจี ศูนย์การค้าสยาม พารากอน เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น. โทร. 02-610-9551

 

ฤดูกระท้อน-ระกำ อร่อย…หนำใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/445642

ฤดูกระท้อน-ระกำ อร่อย...หนำใจ

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

นอกจากจะรับประทานกันสดๆ เป็นผลไม้แล้ว กระท้อน กับ ระกำ นั้นก็ยังเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการปรุงหลายเมนูไทยๆ ที่อร่อยครบรสจัดจ้าน และปีนี้ฤดูกาลของเมนูกระท้อน-ระกำก็มาถึงแล้ว เช่นเคย ร้านอาหารในเครือ มัลลิการ์ อินเตอร์ฟู๊ด  ยินดีต้อนรับแฟนคลับผลไม้ไทยเหมือนทุกปีที่ผ่านมา

ร้านอาหารไทยโดยอาจารย์มัลลิการ์ หลีระพันธ์ กูรูเรื่องอาหารไทยที่มีชื่อเสียงมายาวนาน เพื่อให้เป็นไปตามปณิธานของอาจารย์ที่ต้องการสานต่อเมนูอาหารไทยเก่าแก่ หรือหารับประทานได้ยากให้อยู่คู่คนไทยตลอดไป อาหารที่ปรุงจากผลไม้สองชนิดนี้จึงกลับมาบรรจุในเมนูให้ลูกค้าเลือกสั่งและเลือกชิม

 

ในวันที่เราไปเยือนร้านอาจารย์มัลลิการ์ ที่เกษตร-นวมินทร์ นั้น คุณปอนด์-ชยพล หลีระพันธ์ ทายาทของอาจารย์มัลลิการ์ ซึ่งได้รับวิชาการทำอาหารจากคุณแม่มาแต่อ้อนแต่ออกให้เกียรติมาเล่าถึงเมนูกระท้อน-ระกำปีนี้

คุณปอนด์ บอกว่า ทั้งกระท้อนและระกำที่นำมาปรุงอาหารนั้น ส่งตรงจากสวน โดยกระท้อนปุยฝ้ายลูกใหญ่คัดพิเศษ เนื้อขาวนุ่มฟู และระกำสดลูกอวบพวงใหญ่ เนื้อหนานุ่มหอม พร้อมรสชาติหวานซ่อนเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์

เมนูกระท้อน-ระกำ ทุกวันนี้หารับประทานยาก ก็เพราะว่าไม่ใคร่มีคนนิยมปรุงและรับประทาน ยิ่งเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ แทบไม่รู้จัก รวมถึงเครื่องปรุงส่วนผสมอย่างเช่นระกำนั้นก็หายากหน่อย เพราะคนปัจจุบันนิยมรับประทานสละ ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกัน แต่มีรสหวานหอมมากกว่า ทำให้ระกำที่ติดจะเปรี้ยวจึงถูกลืม ชาวสวนเลยไม่ค่อยได้เก็บต้นไว้ จึงหาลูกได้ยาก โชคดีที่กระท้อนนั้นยังมีชาวสวนทำกันเป็นล่ำเป็นสัน แต่กับอาหารบางเมนู เช่น กระท้อนชาววังนั้น ก็ต้องคัดกระท้อนขนาดใหญ่พิเศษ ทำให้ต้องพิถีพิถันในการเลือก

กระท้อน-ระกำปรุงอาหารได้หลากหลาย ที่โดดเด่นอย่างมากก็มี แกงกระท้อนกุ้งนาง ซึ่งปรุงโดยนำกุ้งนางแกะเปลือก ผ่าหลังเอาไส้ออกแล้วล้างน้ำให้สะอาดพักไว้ จากนั้นนำไปลวกน้ำร้อนพอสุก ส่วนกระท้อนนั้นให้ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้น หรือหั่นเป็นสี่เหลี่ยม จากนั้นนำไปแช่น้ำเกลือสักครู่ แล้วพักในกระชอนให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นนำพริกแกงผัดกับหัวกะทิให้หอม ตามด้วยหางกะทิ คอยคนอย่าให้กะทิแตกมัน จากนั้นใส่กระท้อน กุ้งนาง น้ำปลา น้ำตาล  พอกุ้งเริ่มสุก จึงใส่มะเขือพวง ใบโหระพา ใบมะกรูด และพริกชี้ฟ้าแดงหั่น เสร็จแล้วจึงตักเสิร์ฟ

ใครชอบอาหารแบบไม่มีกะทิก็มี ต้มยำระกำไก่บ้าน ให้เลือก น้ำต้มยำรสเด็ดมีความเปรี้ยวของระกำอยู่ด้วย จัดจ้าน ใครเป็นไข้เป็นหวัดอยู่ ซดน้ำเข้าไปโล่งดีนักแล อีกจานนับว่าเด็ดและจัดจ้านถูกใจลิ้นไทยๆ ของผู้เขียนเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ น้ำพริกกระท้อน และน้ำพริกระกำ ทั้งสองนี้มีส่วนผสมและการปรุงเหมือนกัน ต่างกันที่การนำเนื้อของผลไม้ทั้งสองมาผสมในน้ำพริก กระท้อนหั่นเป็นชิ้นลูกเต๋า ส่วนระกำต้องคว้านเอาเฉพาะเนื้อ จากนั้นนำไปล้างเอาเศษเยื่อเปลือกออกก่อนนำไปหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า โรยหน้าน้ำพริก

 

น้ำพริกนี้เริ่มต้นปรุงด้วยการนำพริกชี้ฟ้าแดง พริกชี้ฟ้าเหลือง พริกขี้หนูสวน โขลกรวมกัน ตามด้วย กะปิ กระเทียม โขลกรวมกันให้ละเอียด จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ พอเสร็จตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยกระท้อน (หรือระกำ) หั่นเป็นชิ้นลูกเต๋า และพริกขี้หนูสวนเม็ดเล็ก ก่อนจะเสิร์ฟพร้อมผักสด ผักลวก ผักทอด ได้แก่ แตงกวา กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ขมิ้นขาว มะเขือเสวย ชะอมชุบไข่ทอด รวมถึงเครื่องเคียงอื่นๆ เช่น ปลาสลิดทอด เป็นต้น

จานนี้สาวๆ ทั้งหลายต้องกรี๊ดกร๊าด เพราะรสชาติมันซี้ดซ้าดโดนใจหรือเกิน แค่คิดถึงก็ทำให้น้ำลายสอแล้ว เมนูที่ว่านี้คือ ส้มตำกระท้อน-ส้มตำระกำ สำหรับกระท้อนปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ พักไว้ จากนั้นนำเครื่องปรุงส้มตำทุกอย่างเช่น น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขาม พริกขี้หนูแดง มาคลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้ว ใส่ปูเค็มที่แกะเอากระดองออก ตามด้วยเนื้อกระท้อนที่หั่นเตรียมไว้ ลงคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง เสร็จแล้วจึงตักเสิร์ฟ ถ้าเป็นส้มตำกระท้อนที่ใส่กุ้งแห้ง ให้ใส่กุ้งแห้งทีหลังสุด เพื่อไม่ให้เนื้อกุ้งเละ ถ้าเป็นส้มตำระกำก็ต้องคว้านเมล็ดออกก่อน

 

ของหวานจากกระท้อนของร้านนี้เขามีสูตรเด็ดที่อร่อยจนอยากขอเบิ้ล นั่นก็คือ กระท้อนชาววัง ที่ทำดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ ถ้าจะให้กลมกล่อมเข้าเนื้อมันก็ยาก ทำโดยนำเกลือละลายกับน้ำสะอาดใส่ถาดเตรียมไว้ ผ่าครึ่งกระท้อนตามขวางของลูก จากนั้นนำไปวางในถาดน้ำเกลือที่เตรียมไว้ โดยเอาหน้ากระท้อนวางลงให้ถูกน้ำประมาณ 5 นาที ยกกระท้อนขึ้น ใช้มีดปลายเรียวเล็ก (มีดแกะสลัก) เซาะเมล็ดกระท้อนออก จะมีลักษณะเป็นกลีบดอกไม้ หยอดน้ำเชื่อมลงไปในร่องที่เซาะเมล็ด จนเต็มหน้ากระท้อน จากนั้นนำไปแช่ตู้เย็น ให้กระท้อนเย็น จึงยกเสิร์ฟ

อีกเมนูอาจจะคุ้นเคยกันมากกว่าคือ กระท้อนลอยแก้ว และระกำลอยแก้ว ที่กว่าจะได้กินก็ต้องเริ่มต้นจากต้มน้ำเชื่อม โดยนำหม้อใส่น้ำตั้งไฟ พอเดือดใส่น้ำตาลทราย คนจนละลาย เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนเป็น
น้ำเชื่อมเริ่มข้นพอสมควร จากนั้นจึงปิดไฟ พักไว้ แล้วจึงใส่เกลือในน้ำเชื่อม คนจนส่วนผสมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน เตรียมน้ำเกลือสำหรับแช่กระท้อน โดยนำน้ำสะอาดใส่หม้อ เติมเกลือ คนจนละลาย นำกระท้อนมาผ่าครึ่งตามขวางของลูก ใช้มีดคว้านเมล็ดออก ปอกเปลือก ก่อนหั่น เนื้อกระท้อนให้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ขนาดพอดีคำ นำลงไปแช่ในน้ำเกลือประมาณ 10 นาที เพื่อล้างยางกระท้อนออก ใช้กระชอนตักเนื้อกระท้อนขึ้น จากนั้นนำไปใส่ในหม้อน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็นประมาณ 1 คืน เพื่อให้น้ำเชื่อมซึมเข้าไปในเนื้อกระท้อน ก่อนเสิร์ฟ ตักน้ำแข็งโรยหน้า ก่อนรับประทาน สำหรับระกำลอยแก้ว ก็ใช้วิธีการทำเดียวกัน

 

นอกจากนี้แล้ว ผลไม้ทั้งสองชนิดสามารถนำไปทำเป็นเครื่องดื่มแสนอร่อยอย่าง น้ำกระท้อนปั่นและน้ำระกำปั่น เย็นฉ่ำหวานนำเปรี้ยวดื่มแล้วสดชื่นดีจริงๆ

หลังจากได้ชิมเมนูกระท้อน-ระกำแล้ว ผู้เขียนก็ได้ไปชมการทำงานของแม่ครัว เห็นเขาคว้านระกำกันแล้วก็ทึ่ง เพราะเนื้อระกำก็มีอยู่ติดเมล็ดไม่หนานัก แต่พวกเธอใช้มีดคว้านอันเล็กๆ แยกเนื้อกับเมล็ดออกจากกันได้ เก่งจริงๆ ส่วนเราเห็นแล้วก็ได้แต่คิดว่ามารับประทานที่ร้านเถอะ ดีแล้ว อย่าไปทำเองเลย (ฮา) เคล็ดไม่ลับคือ เนื้อกระท้อน-ระกำที่ปอกเปลือกแล้ว ควรแช่น้ำเกลือทิ้งไว้สักพัก เพื่อไม่ให้เนื้อผลไม้ดำ

ผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มีวิตามินมาก ว่ากันว่า กระท้อน-ระกำ ยังมีสรรพคุณในทางยา กระท้อนนั้นท่านว่ามีฤทธิ์เย็น ขณะที่ระกำมีฤทธิ์ร้อน (เล็กน้อย) สามารถรับประทานเพื่อปรับเปลี่ยนสมดุลของร่างกายได้ นอกจากอร่อยแล้วยังดีด้วย

 

 

ฤดูฝนนี้ อย่าลืมไปลิ้มลองความอร่อยกับเมนูกระท้อน-ระกำหลากสำรับได้ที่ ร้านอาจารย์มัลลิการ์ ร้านเรือนมัลลิการ์ และร้านเย็นตาโฟเครื่องทรง โดย อาจารย์มัลลิการ์ ทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือน ส.ค. สอบถาม โทร. 02-946-1000 หรือ facebook.com/AjarnMallika

ฤดูฝนปีนี้ยังจะอยู่กับเราอีกสักพัก ในช่วงเวลาอันชุ่มฉ่ำที่สุดของปีนี้ อย่าพลาดความเอร็ดอร่อยอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมกับร่วมสานต่อเมนูไทยๆ ที่หารับประทานยากให้คงอยู่ต่อๆ ไป โดยหาโอกาสไปชิมลิ้มรสเมนูกระท้อน-ระกำกันให้หนำใจ

 

อิปปุโดะ ราชาแห่งราเมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/445640

อิปปุโดะ ราชาแห่งราเมน

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

สำหรับคนชอบกินราเมนเป็นชีวิตจิตใจ ซิตี้กาย ขอแนะนำร้านอิปปุโดะ (Ippudo) ที่ประเดิมสาขาแรกที่ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ชั้น 3 อิปปุโดะเป็นร้านราเมนเก่าแก่จากประเทศญี่ปุ่น ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1985 ที่เมืองฟูกุโอกะ โดยมีผู้ก่อตั้งคือ ชิเกมิ คาวาฮารา หรือที่รู้จักกันดีว่าเป็นราชาแห่งราเมน ร้านอิปปุโดะมี 80 สาขาในญี่ปุ่น และ 40 สาขาทั่วโลก เช่น เมืองนิวยอร์ก ออสเตรเลีย ส่วนในแถบเอเชียมีทั้งที่ สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย ไต้หวัน จีน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และล่าสุดที่ประเทศไทย ซึ่งมีครบ 4 สาขาเมื่อไม่นานนี้ คือ สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี สาขาเอ็มโพเรียม สาขาสีลม คอมเพล็กซ์ และเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า

 

สไตล์ของอิปปุโดะจะตกแต่งเรียบหรูและพรีเมียม เน้นโทนสีดำ แดง และขาว โดยมีลูกเล่นที่ลวดลายกำแพงที่ตกแต่งด้วยผ้าลวดลายตามแบบญี่ปุ่น ส่วนที่นั่งก็มีมากพอ โดยเฉพาะ
สาขาเอ็มบาสซีที่มีห้องสำหรับรองรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม เมนูมีให้เลือกหลากหลาย โดยมีราเมนเป็นพระเอก และยังมี Set Lunch ด้วย รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีทั้งม็อกเทลและค็อกเทล เริ่มจากเมนูเรียกน้ำย่อยอย่างแซลมอนโรลที่โปะหน้าด้วยซอสมายองเนสไข่กุ้ง เต็มปากเต็มคำ ได้รสและกลิ่นหอมของแซลมอนที่ผ่านการลนไฟ ต่อมาเป็นเกี๊ยวซ่าทอดแป้งนุ่มบางทำให้รสชาติของไส้ด้านในโดดเด่น

 

และได้ฤกษ์เริ่มต้นลิ้มรสคาราคาเมน (Karaka-men) ที่ใช้น้ำซุปกระดูกหมู ราดมาด้วยซอสมิโซะสีแดงรสเผ็ดเข้มข้น ทำให้น้ำซุปมีรสจัด ไม่เลี่ยน มาพร้อมกับหมูตุ๋นชิ้นหนาเนื้อนุ่ม สำหรับคนที่ชอบรสจัดจ้าน ชามนี้ขอแนะนำ ส่วนอีกหนึ่งเมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ คือ ชิโรมารุ โมโตอาจิ ราเมนเส้นเล็กในน้ำซุปกระดูกหมูทงคัตสึสไตล์ฮากาตะ ที่มีความนุ่มละมุนลิ้น รสชาติเข้มข้นจากการเคี่ยวหลายชั่วโมง และเส้นราเมนที่อิปปุโดะทำขึ้นมาเองโดยเฉพาะและเราสามารถเลือกระดับความสุกของตัวเส้นได้ตั้งแต่เส้นแข็ง ปานกลาง หรือเส้นนิ่ม

 

ส่วนจุดเด่นอีกอย่างของร้านอิปปุโดะ ที่ไม่เหมือนใครก็คือ Topping และเครื่องปรุงต่างๆ ที่มีให้ใส่ได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น งาบด พริกไทย พริกป่น ขิงดอง และกระเทียม โดยรวมแล้วอิปปุโดะถือเป็นราเมนญี่ปุ่นที่มีรสชาติจัดจ้านชัดเจน อิ่ม อร่อย และสะดวก ซิตี้กายคอนเฟิร์ม

อิปปุโดะ ราเมน สาขาแรกของประเทศไทยตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30-22.00 น. เว็บไซต์ www.facebook.com/IppudoThailand โทร. 02-160-5672