ลุงจุนก๋วยเตี๋ยวเรือรสเจ็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/445502

ลุงจุนก๋วยเตี๋ยวเรือรสเจ็บ

โดย…สมแขก ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ถ้าพูดถึงก๋วยเตี๋ยวเรือต้องยกความเด่นดังให้ย่านรังสิต ซึ่งหนนี้สมแขกมีโอกาสเดินทางไปทำธุระแถวคลองห้า เขาเล่าลือมาว่าต้องชิมนั่นคือ ร้านก๋วยเตี๋ยวลุงจุน ถ้าขับรถเข้ามาทางพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ฯ บนถนนเลียบคลอง ร้านอยู่ฝั่งตรงขวามือ (มาทางรังสิต) ซึ่งมีป้ายตลอดทาง

 

ร้านนี้เกิดจากแนวคิดของ 3 พี่น้องที่ชอบทานก๋วยเตี๋ยวเรือ เลยไปค้นหาสูตรเด็ดจากทั่วสารทิศมาปรับปรุงเป็นแบบที่ตัวเองชอบ และมาเปิดร้านโดยนำชื่อคุณพ่ออย่าง ลุงจุน มาตั้งเป็นชื่อร้าน ว่ากันว่าก๋วยเตี๋ยวเรือลุงจุนรสเจ็บโดนใจ ทางร้านกล้าเตือนลูกค้าไว้ก่อนเลยว่า บังคับความอร่อย ชิมก่อนปรุง ถ้าเผลอปรุงหรือใส่พริกไปโดยไม่ชิม จะหาว่าไม่เตือน

 

เพราะที่ตั้งในแถบคลองห้า ทำให้ร้านมีเนื้อที่สำหรับจอดรถมากพอ ซึ่งสามารถจอดได้ราว 20 คัน ส่วนด้านในก็กว้างขวาง เปิดโล่ง ไม่มีเครื่องปรับอากาศแต่อากาศไม่ร้อน เพราะด้านหลังมีวิวบึงน้ำ ประหนึ่งนั่งกินก๋วยเตี๋ยวในเรือลำใหญ่ ใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ

 

นอกจากก๋วยเตี๋ยวเรือแล้วร้านนี้ยังมีของกินเยอะมาก เช่น หมูสะเต๊ะ ลูกชิ้น หอยจ๊อ กาแฟ เครื่องดื่ม และวุ้นกะทิ ก๋วยเตี๋ยวของลุงจุน มีให้เลือกหลายเส้น เส้นเล็ก เส้นหมี่ บะหมี่ เส้นใหญ่ ทางร้านลวกเส้นเหนียวนุ่ม ซุปรสชาติกลมกล่อมแต่มีรสหวานนำเล็กน้อย เลือกระดับความเผ็ด หรือปรุงได้ตามต้องการ ร้านนี้มีให้เลือกกินได้ทั้งคนที่กินเนื้อและกินหมู หมูสด เนื้อสด และประเภทตุ๋นก็มีครบครัน กินร้อนๆ เผ็ดๆ แล้วตบด้วย ขนมถ้วยหวานมัน อร่อยอิ่มท้อง

ก๋วยเตี๋ยวเรือลุงจุน ตั้งอยู่บนถนนเลียบคลอง 5 รังสิต-นครนายก ทางไปพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ซึ่งทางร้านลงทุนทำป้ายบอกทางขนาดใหญ่จากปากทางเข้าทุกทาง จนมาถึงร้าน แต่ถ้าต้องการเส้นทางที่แน่นอนก็สามารถโทรสอบถามได้ที่เบอร์ 08-0914-2319 เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 07.00-17.00 น.

 

Jap Sweet, Treat แบบไทย Zensai ถั่วแดงร้อนญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/445497

Jap Sweet, Treat แบบไทย Zensai ถั่วแดงร้อนญี่ปุ่น

โดย…สีวลี ตรีววิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ฉบับนี้ยังคงเป็นการทำขนมหวานแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ด้วยถั่วแดงนิ้วนาง หรือถั่วแดงนาง Azuki Bean ที่ปลูกกันมากใน จ.เพชรบูรณ์ ภาคกลางตอนเหนือของประเทศไทยเรา รุ่นพี่ของผู้เขียนเพิ่งไปทำสกู๊ปข่าว เอามะเขือเทศพันธุ์ญี่ปุ่นรสหวานเจี๊ยบมาให้ชิม พร้อมเล่าให้ฟังว่า มีไร่มากมายที่ควบคุมการปลูกและใช้เมล็ดพันธุ์จากบริษัทแม่จากประเทศญี่ปุ่นโดยตรง เพื่อเน้นเข้าโรงงานแปรรูปเตรียมส่งออกและเหลือขายภายในประเทศเราบ้างเป็นบางชนิด ไล่ไปตั้งแต่มะเขือเทศ กระเจี๊ยบเขียว และที่ปลูกมานานดั้งเดิมที่สุดเห็นจะเป็นถั่วแดงนางนี่แหละ ที่ส่งออกไปทำเป็นไส้ถั่วแดงของขนมทั้งในญี่ปุ่นและไต้หวัน

เห็นแบบนี้แล้ว จึงอยากเอาวัตถุดิบที่ปลูกในเมืองไทย มาเพิ่มมูลค่าขึ้นกว่าการเป็นถั่วแดงต้มน้ำตาล ที่ขายได้เพียงแค่ถุงละไม่กี่บาทตามร้านขายขนม ด้วยวัตถุดิบเดียวกัน มีถั่วและน้ำตาลกลายมาเป็นขนมญี่ปุ่น ถั่วแดงญี่ปุ่นร้อน หรือ Zensai ถ้วยละเฉียดร้อยบาท หากไปรับประทานตามร้านอาหารญี่ปุ่น

ส่วนประกอบจริงๆ แล้วของ Zensai ถ้าเป็นแบบญี่ปุ่นเลย ทำได้ 2 วิธี คือ ชนิดแรกต้มจากถั่วแดงเม็ดแห้งจนนุ่มแล้วเติมน้ำตาล อีกวิธีถือเป็นวิธีลัด ที่อาศัยถั่วแดงกวน หรือแยมถั่วแดงที่เรียกว่า Anko อย่างที่เราให้สูตรไปในฉบับแรก มาละลายน้ำร้อน จนเดือดเบาๆ ไม่ต้องเติมน้ำตาลอาศัยความหวานที่มีอยู่แล้วเป็นตัวช่วย เรียกว่าถ้ามีแยมถั่วแดงติดไว้ในตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง เพียงไม่เกิน 15 นาที ก็มีถั่วแดงร้อนสไตล์ญี่ปุ่นไว้รับประทานแล้ว

จะให้ตรงตามตำรับญี่ปุ่นและได้ “Look” มากขึ้น ต้องเพิ่มดังโงะปั้นก้อนกลม ต้มให้สุกนุ่มหนึบเสียบไม้แล้วผิงไฟจะเป็นเตาแก๊สก็ได้ หรือจะให้เหมาะจุดถ่านให้แดงแล้วผิงดังโงะให้พอจะเกรียมสักนิด จะช่วยเพิ่มความหอมอร่อยให้กับถั่วแดงร้อนได้

สำหรับซีรี่ส์ตอนนี้ของเรา แนะนำการทำตั้งแต่ Anko หรือแยมถั่วแดง สำหรับสูตรดังโงะสามารถ อ่านรายละเอียดย้อนหลังได้จาก Facebook ของ Cookool Studio อยากให้คุณผู้อ่านทำง่ายๆ เพียงครั้งเดียวแล้วนำมาแตกยอดได้เป็นขนมหลากหลาย เพราะแค่ถั่วแดงกวนเป็นแยมถั่วแดง ยังนำมาทำเป็นถั่วแดงร้อนถ้วยนี้ได้ไม่ยาก ฉบับหน้าจะเป็นขนมอะไร รบกวนติดตามค่ะ

ถั่วแดงร้อนสไตล์ญี่ปุ่น

ส่วนผสม

– Anko แบบหยาบ

– แยมถั่วแดง

– ถั่วแดง เม็ดเล็ก 500 กรัม

– น้ำสะอาด 4-5 ลิตร

– น้ำตาลทราย 350 กรัม

– เกลือป่น 1 ส่วน 4 ช้อนชา

– ถั่วแดงนาง เม็ดเล็ก 500 กรัม

– น้ำสะอาด 4-5 ลิตร

– น้ำตาลทราย 350 กรัม

– เกลือป่น 1 ส่วน 4 ช้อนชา

วิธีทำ

แช่ถั่วแดงที่ล้างสะอาดแล้วไว้ข้ามคืน ปิดฝาไว้

วันรุ่งขึ้น ล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำใส่ลงในหม้อ เติมน้ำให้ท่วมรอให้เดือดหรี่ไฟลง หมั่นคนบ่อยๆ เพื่อไม่ให้นอนก้น

เมื่อถั่วแดงนุ่มเปื่อยดีแล้ว น้ำควรจะเสมอระดับถั่วแดง เติมน้ำตาลทรายลงไปแล้วเคี่ยวต่อจนงวดและถั่วแดงเกาะกัน รอให้เย็นสนิท ก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิทในตู้เย็น

สำหรับ Zensai

ส่วนผสม

– Anko ที่ทำไว้ 250 กรัม (ประมาณ 1 ใน 3 ส่วนที่กวนไว้)

– น้ำสะอาด 100-150 กรัม

– แป้งข้าวโพด 1 ช้อนชา

– น้ำตาลอ้อย 1 ช้อนโต๊ะ

– เกลือป่น ปลายก้อย

วิธีทำ

ผสมแยมถั่วแดงที่กวนไว้ กับน้ำสะอาด คนให้กระจายตัวตั้งไฟให้เดือดเบาๆ สามารถปรับความข้นได้ตามชอบ โดยเติมน้ำสะอาด หรือเพิ่มปริมาณถั่วแดงกวน

ละลายแป้งข้าวโพดกับน้ำสะอาด เติมลงในถั่วแดงที่อยู่ในหม้อ คนที่ไฟอ่อนจนเดือดเบาๆ

ปรุงรสด้วยเกลือป่นและน้ำตาลทราย พร้อมเสิร์ฟ

 

Whale Kalamae หอม นุ่ม ละมุนลิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/444456

Whale Kalamae หอม นุ่ม ละมุนลิ้น

โดย…ยินดี เรืองดิษฐ์

เจ้าถิ่นกินดื่มฉบับนี้ อยากชวนท่านผู้อ่านได้มีโอกาสได้ลิ้มสัมผัสกับขนมไทยๆ ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน แต่ละชื่อที่เรียกจะขึ้นอยู่กับพื้นถิ่น ขึ้นอยู่ว่าบ้านไหนจะเรียกอย่างไร และเจ้าขนมที่ว่านี้ สำหรับบ้านผู้เขียนดินแดนปักษ์ใต้ จะเรียกว่า “ยาหนม” แต่คนกรุงและคนภาคอื่นๆ จะรู้จักกันในนามของ “กะละแม”

ยาหนมหรือกะละแม หากในดินแดนทางภาคใต้ โอกาสได้ทานขนมที่หอมกะทิ เหนียว นุ่มหนุบ และหวานน้ำตาลในงานสำคัญ เช่น งานบวชและงานแต่งงาน หากลูกสาวหรือลูกบ่าวบ้านไหนจะแต่งงานก็จะมีการพูดแซวกันว่าจะได้กินยาหนมแล้ว!!!

 

กะละแม แม้ว่าจะหาทานได้ไม่อยากแตกะละแมที่อร่อย นวลลิ้น หอมกะทิ หวานกำลังดี นุ่มๆ พอดี บอกเลยไม่ง่าย ผู้เขียนเป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบทานกะละแม ชอบสรรหาและซื้อกะละแมมาทาน ทั้งจากทางเหนือทางใต้ บ้านเกิดของตัวเองที่ อ.ชะอวดและปากพนังที่ขึ้นชื่อ แต่เมื่อมาเจอ “Whale Kalamae หรือ เวล กะละแม บอกตัวเองเลยว่านี่คือใช่เลย ขนมในฝันที่ฉันอยากทาน

“Whale Kalamae” เป็นกะละแมของแท้สูตรตกทอดมานับร้อยปี และกะละแมเป็นขนมไทยสูตรดั้งเดิมที่กวนกันในชุมชนราชบุรีและกาญจนบุรี ซึ่งครั้งนี้ผู้เขียนได้ลิ้มรส “กะละแม” ฝีมือแม่อุไร มั่นคง ซึ่งกวนกะละแมมาใส่หัวขันหมากงานแต่งของลูกชาย ผู้เขียนได้ทานกะละแมแล้วติดใจมาก ตลอดงานวันนั้นบอกเลยว่ากินอยู่อย่างเดียวคือกะละแม และด้วยความอร่อย แม้เวลาผ่านพ้นไปผู้คนที่ไปร่วมงานต่างถามหาและอยากลิ้มรสกะละแมของแม่อุไรอีก จึงเป็นที่มาของการรวมกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ อ.ท่าม่วง ในการกวนกะละแมขึ้นมาตามคำเรียกร้องและเรียกหาความอร่อย

 

“ชาริยา เสนพงษ์ “ ลูกสะใภ้แม่อุไร ซึ่งเป็นต้นคิดในการรวมกลุ่มชาวบ้าน รวมกลุ่มวัตถุดิบสำคัญคือมะพร้าว เพราะในการกวนกะละแมแต่ละกระทะนั้นจะใช้มะพร้าวในปริมาณมาก น้ำตาลอ้อย และข้าวเหนียวที่เป็นวัตถุดิบและองค์ประกอบสำคัญมากในการกวนกะละแม เพื่อที่จะกวนกะละแมขึ้นมาจำหน่าย และในการจำหน่ายนั้นจะไม่มีหน้าร้านแต่จะใช้วิธีการในการเปิดรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าและเมื่อได้ในปริมาณที่พอเหมาะกับวัตถุดิบที่เตรียมไว้ก็จะเปิดกระทะ และจะกวนกะละแมส่งให้กับลูกค้าที่แสดงความจำนงในการซื้อนั่นเอง

“กะละแมสูตรแม่อุไรทำกับมานาน ตกทอดมาหลายรุ่นและเกิน 100 ปีแล้ว แม่เกิดมาก็เห็นที่บ้านทำกะละแมกันแล้ว และแม่ก็ทำขนมและหาบขนมขายตั้งแต่สาวๆ ดังนั้นจะมีความอร่อยละมุนลิ้น แม่เป็นคนควบคุมการผลิตทั้งหมดเพื่อให้ได้ความอร่อยที่ลงตัว”

 

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการเปิดให้จองกะละแม เฉลี่ยจะเกิดขึ้นทุก 2 เดือนคู่ของปี และใช้วัตถุดิบหลักที่มีใน จ.กาญจนบุรี เพื่อกระจายรายได้ สร้างงานให้กับแต่ละครอบครัว อย่างเช่น มะพร้าวก็จะจองเพิ่มในหมู่บ้าน คนปีนมะพร้าวในหมู่บ้าน น้ำตาลอ้อยที่ปลูกในพื้นที่ และแป้งข้าวเหนียวซึ่งพื้นที่ปลูกลดลงจากในอดีตและในการกวนแต่ละกระทะจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อให้เหนียวและนุ่ม การกวนกะละแมเป็นการสร้างรายได้เพิ่มทั้งของคนปลูกมะพร้าว แหล่งผลิตน้ำตาล คนหาวัตถุดิบ คนกวนที่เป็นชาวบ้านในชุมชนหนองหม้อแกง ทั้งผู้ใหญ่ที่หารายได้ของครอบครัวและเยาวชนที่หาเงินไว้เรียนหนังสือ ซึ่ง 1 รอบจะใช้คนกวนผลัดกันราว 4 คน และคนบรรจุใส่กระป๋องอีก 3 คนสลับกัน หากช่วงนั้นชาวบ้านสนใจหารายได้เพิ่มโดยเฉพาะช่วงที่ไม่ได้ทำนาก็สามารถเข้ามากวนได้และแบ่งรายได้กัน

สำหรับรสชาติของ Whale Kalamae คำแรกที่สัมผัสคือหอมกระทบ แป้งนวลลิ้นหวานกำลังดีไม่มากจนแสบคอ บอกเลยว่าใน 1 กระป๋องที่บรรจุกะละแมไว้ 5 ถุง ราคา 100 บาท หากไม่ยับยั้งชั่งใจรับประทานหมดได้โดยไม่รู้ตัว

หากอ่านแล้วสนใจจะลิ้มชิมรส โทรได้ที่ 09-8474-0636 หรือคอยติดตามผ่าน FB ของ Chariya Senpong เพราะเธอจะคอยบอกและเปิดรับคำสั่งซื้อ และเร็วๆ นี้จะเปิดกระทะในช่วงต้นเดือน ส.ค.เพื่อที่จะนำไปเป็นของขวัญวันแม่

 

หม่าน ฟู่ หยวน สวนแห่งความสุขและความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 14:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/444233

หม่าน ฟู่ หยวน สวนแห่งความสุขและความอร่อย

โดย…ซิตี้กาย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ใครชื่นชอบอาหารจีนต้นตำรับแบบกวางตุ้ง ต้องแวะมาลิ้มลองรสชาติอาหารจีนรสเด็ดของห้องอาหารจีน หม่าน ฟู่ หยวน (สวนแห่งความสุข) ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ราชพฤกษ์คลับ ในโครงการนอร์ธปาร์ค โดยสามารถเข้าได้ 3 ทาง คือ จากถนนวิภาวดีรังสิต หรือถนนประชาชื่น เข้าทางข้างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และถนนแจ้งวัฒนะ 5 (ข้างศูนย์ราชการหลักสี่)

ที่นี่ตกแต่งด้วยผนังที่เป็นลวดลายธรรมชาติ และลายผีเสื้อ พื้นไม้เปลือยปล่อยลายไม้ตามธรรมชาติ มีผ้าม่านสีทองซึ่งเป็นสีมงคล ทำให้บรรยากาศภายในร้านดูอบอุ่นสบายตา เฟอร์นิเจอร์ก็สวยงาม ประณีต ทำให้ที่นี่มีความคลาสสิก แต่ก็ดูสดใส สบายตานั่นเอง รับรองแขกได้ 150 ท่าน มีห้องไพรเวท 6 ห้อง สามารถเปิดเชื่อมต่อกันให้เป็นห้องใหญ่ขึ้นได้ด้วย

 

มาถึงที่ ต้องไม่พลาดติ่มซำรวม ที่มีฮะเก๋ากุ้ง ข้าวเหนียวห่อไก่ และเห็ดหอมทอด ขนมจีบหมูและกุ้ง มะม่วงพันกุ้งทอด ซอสวาซาบิ รับประทานตอนร้อนๆ อร่อยอย่าบอกใคร เมนูต่อมา ซุปกระดูกอ่อนหูฉลาม หรือจะลิ้มลองเมนูอาหารจีนสไตล์เสฉวนที่มีความเผ็ด นั่นคือ ไก่เบตงผัดพริกแห้ง ที่เนื้อไก่มีความหนึบหนับอร่อยดี

ต่อด้วยเมนู ไก่เบตงตุ๋นยาจีน เมนูนี้ผู้จัดการร้านลงมือทำเอง ฝีมือเด็ดอย่าบอกใคร โดยสองเมนูนี้จะมีขายไปจนถึง 30 ก.ย.เท่านั้น ต่อด้วยเมนูปลาหิมะนึ่งเต้าโซ่ว เป็ดอบใบชาและหมูกรอบ บะหมี่กุ้งแม่น้ำ ที่ใช้บะหมี่อี่ฟูหมีจากฮ่องกง ตบท้ายด้วยรังนกแปะก๊วยในลูกมะพร้าวอ่อน หวานหอมอร่อยจริง

 

ล้างปากก่อนกลับบ้าน ด้วยชาจีนหม่าน ฟู่ หยวน ที่มี 5 องค์ประกอบจากชาหลากหลายชนิด ดื่มร้อนๆ ได้รสชาติ หรือนิยมดื่มเย็นๆ ก็ชื่นใจ

ห้องอาหารจีนหม่าน ฟู่ หยวน เปิดบริการมื้อกลางวัน เวลา 11.30-15.00 น. และมื้อเย็น เวลา 17.30-22.00 น. โทร. 02-955-0403

 

ข้าวหมูแดงสีมรกต รสดีที่ต้องลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 14:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/444231

ข้าวหมูแดงสีมรกต รสดีที่ต้องลอง

โดย…แมงโก้หวาน

ข้าวหมูแดงสีมรกต ชื่อนี้ได้ยินมานานถึงคำร่ำลือในรสชาติความอร่อยของร้านสีมรกต ที่เปิดมา 70 กว่าปีแล้ว อยู่ในซอยสุกร 1 หรือคนแถวนั้นเรียกว่าตรอกโรงหมู อยู่เยื้องๆ วัดไตรมิตรวิทยาราม คนไปกินเยอะ แต่แมงโก้หวานเพิ่งจะมีโอกาสชิมโดยบังเอิญนี่แหละครับ

ร้านอยู่ในซอยเซ็นต์หลุยส์ 3 ตรอกจันทน์ 18/7 แยก 5 เห็นลูกค้านั่งกินเยอะ จึงจอดรถพาครอบครัวเข้าไปนั่งบ้าง นั่งปุ๊บสั่งปั๊บ ข้าวหมูแดงผสมหมูกรอบและกุนเชียง 4 จาน มีใส่ไข่จานหนึ่ง น้ำซุปมะระซี่โครงหมู 1 ถ้วย

 

หะแรกที่จานข้าวอยู่ตรงหน้าสีสันก็น่ากินอยู่ คำแรกที่ถูกลิ้นก็คิดว่าใช่ เป็นรสชาติที่โอเคโดยเฉพาะน้ำราดที่มีความเค็มนิดๆ ไม่หวานมาก รสกลมกล่อม หมูกรอบค่อนข้างบางและไม่กรอบมากตามกรรมวิธีของทางร้าน ขณะที่กุนเชียงชิ้นบางๆ แต่อร่อยดี ส่วนน้ำซุปมะระซี่โครงหมู รสชาติดีหอมถูกปาก มะระไม่ขมด้วย เด็กกินสบาย

ตามประสานักชิมเลยถือโอกาสคุยกับ “บอส” ยุทธ์ดนัย แก้วสีมรกต หนุ่มเจ้าของร้านวัย 20 ต้นๆ เท่านั้น บอกว่า ร้านข้าวหมูแดงสีมรกต สาขานี้เป็นสาขา 2 เพิ่งเปิดมาได้เดือนกว่าๆ เท่านั้น

ทั้งหมูแดง หมูกรอบ และกุนเชียง ทางร้านจะย่างด้วยถ่านบนเตาเหล็กขนาดใหญ่ ไม่ใช้เตาแก๊สเพราะหมูจะไม่หอม เฉพาะหมูกรอบจะย่างสามรอบ รอบแรกอังไฟอ่อนๆ รอบที่สองใช้ไฟแรงขึ้น และเมื่อย่างเสร็จต้องขูดหนังส่วนที่ไหม้ออก ส่วนรอบที่สามให้หมูกรอบแล้ว ขูดส่วนที่ไหม้ออกเช่นกัน ถือเป็นเคล็ดลับเฉพาะของร้าน

ความพิเศษอีกอย่างอยู่ที่น้ำราดที่ออกไปแนวจีนๆ คือเค็มนิดๆ ไม่หวาน และมีรสชาติที่กลมกล่อมด้วยสูตรเครื่องยาจีน และที่ขาดไม่ได้คือน้ำซุปหอมกรุ่น

ธรรมดาจานละ 40 บาท ใส่ไข่ 50 บาท ผสมได้ทุกอย่าง (หมูแดง หมูกรอบ กุนเชียง) หรือจะเลือกอย่างเดียวก็ได้ราคาเดียวกัน ซุป 30 บาท ส่วนใครจะกินราคาพิเศษ 100 บาทที่ร้านยังไม่เปิดขาย ถ้าจะกินต้องไปสาขาแรก (เยื้องๆ วัดไตรมิตรวิทยาราม) แต่สาขา 2 นี้ อยู่ตรอกจันทน์ 18/7 แยก 5 เปิดทุกวัน เวลา 10.30-17.00 น.โทร. 08-5503-3533

 

เมนูไทย ใส่เทคนิคล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/444216

เมนูไทย ใส่เทคนิคล้ำ

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ใครที่เป็นแฟนอาหารไทย ต่อให้หลงใหลได้ปลื้มกับอาหารฝรั่งมังค่า ไม่ก็อาหาร จีน ญี่ปุ่น เกาหลี แต่พอเอาเข้าจริงๆ ในใจส่วนลึกต่างก็ถวิลหาอาหารไทย ต่อให้ร้านนั้นไม่เลิศหรู บางคราตั้งอยู่ริมถนน ริมฟุตปาท หรือบางที่อาจจะวางแบกะดิน แต่ด้วยรสชาติอันแสนประทับใจต่อให้ใกล้ไกลเพียงใด ต่างก็มุ่งหน้าไปลิ้มลองกันอย่างออกรสออกชาติ กลายเป็นวัฒนธรรมการกินที่อยู่คู่ไทยมาอย่างช้านาน

ด้วยความที่อาหารไทยนั้นมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครในโลก ทั้งเครื่องปรุง เครื่องแกง ผักเคียง และการวิธีการทำอันพิถีพิถัน ที่เขาเรียกกันว่าเสน่ห์ปลายจวัก จะหยิบจับเป็นเมนูอะไรก็น่าพิสมัยไปเสียหมด และเอกษณ์เหล่านี้เองที่ไปโดนใจคนไกลบ้าน อย่าง แชนด์เลอร์ ชูลซ์ หนุ่มอเมริกัน เชฟใหญ่ประจำร้านร้าน แบกะดิน ที่หยิบเอาสตรีทฟู้ดเลื่ยงชื่อแบบไทยๆ ที่คุ้นเคย มาปัดฝุ่นใหม่ให้มีความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น โดยเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพของไทย ผสานกับการนำเทคนิคโมเดิร์นมาผสมผสานให้มีความน่าสนใจ โดยยังคงรสชาติแบบดั้งเดิมเอาไว้แบบครบทุกรสชาติ

 

“พูดถึงไทยฟู้ด อย่างผมโตมาจากฝั่งตะวันตก อาหารเกือบทุกเมนูจะมีรสชาติที่กลมกลืนกันทุกจาน ส่วนไทยฟู้ดผมคิดว่ามีเสน่ห์ไม่เหมือนชาติใดในโลกนะครับ มีรสชาติที่ชัดเจน อย่างอาหารฝรั่งปรุงออกมาก็รสชาติคล้ายๆ กัน แต่สำหรับอาหารไทยรสชาติจะเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับคนปรุง มันทำให้เราเรียนรู้และมีความสนุกกับการปรุงมากยิ่งขึ้น มันท้าทายดีครับ”

คำบอกกล่าวของเชฟหนุ่ม ที่เขาบอกอย่างเต็มปากว่าถึงเวลานี้เขาหลงรักอาหารไทยเข้าให้อย่างจัง ถึงขั้นอยากจะนำเมนูสตรีทฟู้ดของไทยมาปัดฝุ่นเสียใหม่ ตามแบบฉบับที่เขาถนัด

 

“ผมมาถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรก อาหารไทยที่ผมนึกถึงก็คือต้มยำกุ้ง หอยทอด ผมว่ารสชาติถูกใจ บ่งบอกถึงความเป็นไทยได้ชัดเจน แต่ผมไม่ถนัดกรรมวิธีการทำแบบครัวไทย เลยคิดต่อยอดด้วยการใช้เทคนิคสมัยใหม่เข้ามา คือผมตั้งใจว่าแม้หน้าตาอาหารแต่ละเมนูจะไม่เหมือนเดิม แต่เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้คนที่กินรู้สึกเซอร์ไพรส์ มันใช่เลย มันท้าทายมากครับ ผมว่ามันเป็นยูนีก และเชื่อว่ายังไม่มีคนทำ”

เชฟหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ พร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่มนัยว่ามีความสุขทุกครั้งที่ได้ลงมือปรุงเมนูไทยในแบบฉบับของเขา และเขามักแอบมองหน้าตาของลูกค้า ในเวลาเห็นหน้าตาแต่ล่ะเมนูที่มักฉงน เอ๊ย…มันใช่เหรอ แต่หลังจากได้สัมผัสถึงลิ้นกับยิ้มรับอย่างภาคภูมิ เพียงเท่านี้เขาก็มีความสุขล้นแล้ว

 

เมนูไทยสตรีทฟู้ดที่เชฟนำมาปัดฝุ่น ที่ไม่เหลือหน้าตาเค้าเดิม แต่ยังคงรสชาติเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมหอยทอด หอยนางรมตัวเขื่องชุบแป้งทอด พร้อมด้วยถั่วงอก ซอสพริก เสิร์ฟพร้อมกับมูสไข่รสนุ่ม และเจลกระเทียม เคียงด้วยถั่วงอกยำกับหอมแดง หน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่บอกได้เลยว่ารสชาตินั้นจะทำให้คุณหายคิดถึงหอยทอดกันเชียวล่ะ

ส่วนใครชอบรสจัดจ้าน ของแนะนำ ต้มยำแห้ง แทนที่จะเสิร์ฟแบบต้มยำที่คุ้นเคย แต่เป็นต้มยำกุ้งแบบใหม่ที่แห้งและให้รสชาติแบบคุ้นลิ้น ไม่ได้ตัดทอนแม้กระทั่งรสชาติอันจัดจ้าน ทั้ง กุ้ง ตะไคร้ ใบมะกรูด นำเข้าเครื่องสุญญากาศ เสิร์ฟแยกกับ Chilli Emulsion ที่เผ็ด จัดจ้าน ครบเครื่อง

 

พล่าปลากะพง นำปลากะพงผ่านเครื่องซูส์-วีด 43 องศา ให้สัมผัสที่กึ่งดิบกึ่งสุก คล้ายปลาลวกแต่ให้ความฉ่ำกว่า เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดที่ผ่านการโฟรเซน เสิร์ฟคู่กับแคบหมู ให้ความรู้สึกสดชื่นเหมือนพล่าที่คุ้นกัน แต่ได้รูปลักษณ์ที่แปลกใจ

อีกสักเมนู ยำข้าวโพดย่างกับมะม่วง นับเป็นจานโปรดของใครหลายคน ที่มิกซ์แอนด์แมตช์กันได้อย่างลงตัว โดยเมนูนี้เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทางมาเมืองไทยแล้วเจอรถเข็นที่ขายข้าวโพดอบเนย และก็มียำมะม่วง ก็เลยนำสองอย่างมากินพร้อมกันแล้วรู้สึกประทับใจในรสชาติแปลกใหม่ นำมาซึ่งเมนูที่เขาแอบปลื้ม โดยการนำข้าวโพดย่างมายำในน้ำยำ แล้วนำมะม่วงหมักด้วยเกลือนำไปใส่ห้องสุญญากาศ นำมาหั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ ยำกับพริกแห้งและเกลือป่น เพิ่มรสชาติด้วยซอสใบมะกรูด ตกแต่งด้วยอัญชัน กลายเป็นเมนูที่ไม่ได้สวยเพียงรูป แต่อร่อยได้ใจชะมัด

 

ตบท้ายด้วยของหวานแสนสวย ไอศกรีมมะพร้าวคั่วกับแปะก๊วย หน้าตาละม้ายกับไอศกรีมกะทิของไทย แต่ใช้มะพร้าวคั่วใส่นมไปทำไอศกรีมโดยผ่านเครื่องปาโก้ เจ็ต ทำให้ได้กลิ่นหอมของมะพร้าวคั่วลอยฟุ้ง กินกับแปะก๊วย ราดด้วยซอสไข่แดง และมะม่วงเคิร์ด อร่อยแบบเนียนๆ

แบกะดิน 26 สุขุมวิท 33 ร้านเปิดบริการ (ปิดวันอังคาร) ตั้งแต่เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-24.00 น. โทร.02-662-3813

 

รวมพลคนรักเนื้อ @เจมีส์ เบอร์เกอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/444211

รวมพลคนรักเนื้อ @เจมีส์ เบอร์เกอร์

โดย…คาเอรุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ใครเป็นแบบนี้บ้าง วันๆ นั่งส่องเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กว่า ไปทำอะไรที่ไหน หรือกินอะไรเด็ดๆ บ้าง และแล้วก็เห็นเพื่อนนางหนึ่ง โพสต์อาหารจานเนื้อน่ารับประทานของ เจมีส์ เบอร์เกอร์ (Jamie’s Burger) ในซอยพหลโยธิน 8 ว่าแล้วก็รีบเสิร์ชหาเบอร์มาลองตามไปชิมบ้าง แม้จะออกนอกโซนปลอดภัย ไกลจากบ้านตัวเองไปสักนี้ดส์ แต่ต้องพ่ายแพ้ให้กับความยั่วยวนของอาหารสุดจะน่ารับประทาน

เจมีส์ เบอร์เกอร์ เรียกตัวเองว่าเป็นเดอะ โค-อีตติ้ง สเปซ ดำเนินงานโดยหนุ่มเจมส์ เชฟและเจ้าของร้านดีกรีบัณฑิตจากสถาปัตย์ จุฬาฯ ผู้รักการรับประทานเนื้อ (วัว) เป็นชีวิตจิตใจ และหมายมั่นปั้นมือว่า จะต้องทำร้านอาหารที่มีเนื้ออร่อยๆ เป็นตัวชูโรง ทว่า ด้วยเมื่อปีที่ผ่านมาที่ได้ฤกษ์เปิดร้านนั้น ความเป็นมือใหม่ทำให้ยังไม่รู้จักวิธีการสต๊อกสินค้า จึงขอเริ่มต้นเบาๆ ด้วยการทำเป็นร้านเบอร์เกอร์ ก่อนจะขยับขยายมาเรื่อยๆ จนเริ่มๆ จะฟูลสเกลกันแล้ว

บรรยากาศร้านขนาดกะทัดรัด เหมือนนั่งในงานปาร์ตี้บาร์บีคิวที่สวนหลังบ้าน กับพื้นปูหญ้าเทียม โต๊ะเก้าอี้ไม้ง่ายๆ ร้านมีโต๊ะพิเศษ นั่งได้ 8-10 คนในห้องแอร์เย็นสบาย (ควรโทรจองไม่งั้นอาจจะแห้วได้) ที่จอดรถก็มีไม่มากทางที่ดีคาร์พูลกันไป หรือนั่งบีทีเอสไปลงสถานีสะพานควาย แล้วนั่งแท็กซี่เข้าซอยพหลโยธิน 8 เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้ายตามเส้นทึบ แล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีเข้าซอยศุภราช 1 ไม่นานร้านเจมีส์ เบอร์เกอร์ก็จะอยู่ทางซ้ายมือ (หรือจริงๆ แล้วถ้าเดินมาจากวิลล่า อารีย์ก็ชิลๆ ไม่ไกลมาก)

มาถึงร้านแล้วไม่ลอง เจมีส์ เบอร์เกอร์ เมนูตามชื่อร้านก็คงไม่ได้ ทุกอย่างที่เป็นส่วนประกอบของเมนูนี้ล้วนออกแบบมาอย่างสร้างสรรค์ตั้งแต่ขนมปัง เนื้อแพตตี้หนานุ่ม (ไส้เบอร์เกอร์) รวมไปถึงซอสที่มีส่วนผสมของซอสมะเขือเทศเพียงนิดเดียว ออกรสชาติจัดจ้าน เช่นเดียวกับซอสสำหรับใช้จิ้มอื่นๆ ที่ทางร้านสร้างสรรค์เอง โดยสาวๆ ที่กลัวอ้วน ไม่อยากกินแป้งมาก ก็สามารถสั่งเฉพาะส่วนไส้ในของเบอร์เกอร์ให้เสิร์ฟมาพร้อมสลัดก็ได้

 

เมนูกินง่ายๆ และน่าลอง ได้แก่ เนื้อวางุไทยเฟรนช์เสียบไม้ย่าง เนื้อช่างนุ่มนวลไม่เหนียวเลย กินแล้วกินอีกได้หลายๆ ไม้ จะกินเปล่าๆ ก็ได้รสชาติเนื้อๆ หรือจะกินกับน้ำจิ้มสูตรที่บอกก็จัดจ้านไปอีกแบบ

ที่ขึ้นชื่ออีกอย่าง ได้แก่ เบคอนห่อชีสย่าง ที่ประกอบด้วยชีสชิ้นหนาในเบคอนห่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดเท่าก้อนชีสที่ขายกันตามตู้แช่ ถามว่าเป็นชีสอะไร หนุ่มเจมส์บอกยากจะสาธยาย เพราะมีชีสต่างๆ ทั้งหมด 7 ชนิดทีเดียวที่แทรกอยู่ข้างใน แต่กินแล้วไม่ต้องกลัวเลี่ยน เนื่องเพราะได้นำเอาพริกฮาลาเปโยดอง แทรกใส่ไปในเนื้อชีส และยังเสิร์ฟมาเป็นของเคียงบนจานด้วย รับรองว่าจานนี้อร่อยลืมอ้วนกันเลยทีเดียว

 

อย่างที่บอกว่า ความตั้งใจแรกของเจมส์ คือการทำร้านอาหารที่มีเนื้ออร่อยๆ ให้รับประทาน ถึงวันนี้มีเนื้อสเต๊กหลากหลายไว้คอยเสิร์ฟ รวมทั้งให้ซื้อกลับบ้านได้ด้วย ตั้งแต่เนื้อวางุ ระดับ A5 จากออสเตรเลีย ที่มีให้เลือกทั้งโทมาฮอว์ก ริบ-อาย และเทนเดอร์ลอยน์, เนื้อยูเอสไพรม์, เนื้อญี่ปุ่นจากยามากาตะ หรือนางาซากิ, เนื้อไทย ทาจิมะ วางุ จาก จ.สุรินทร์ ประเทศไทย (ทางร้านแนะนำเป็นริบ-อาย) รวมทั้งเนื้อไทย-เฟรนช์ที่รู้จักกันดี (ติดตามอัพเดทเนื้อที่มีเสิร์ฟได้ที่เฟซบุ๊ก Facebook.com/jamies.burger จะได้รีบรุดมาชิม หรือโทรจองก่อนใคร)

สั่งกินที่ร้านง่ายดี เนื้ออร่อยๆ ไม่ต้องปรุงมาก แค่เกลือกับพริกไทย ทางร้านย่างไฟบนเตาถ่านหอมกรุ่น ยั่วยวนคนไปนั่งรับประทาน รวมทั้งคนผ่านไปผ่านมา เนื้อสุกกำลังดีแบบมีเดียมแรร์โดยไม่ต้องสั่ง เพราะเป็นมาตรฐานของการย่างเนื้อ

 

นอกจากเบอร์เกอร์ และสเต๊กแล้ว ทางร้านยังมีเมนูฮอตด็อกหลากหลายรสชาติไว้คอยบริการ นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกสำหรับคนที่ไม่รับประทานเนื้อวัว แต่ต้องตามเพื่อนฝูงมาชิมแบบตาปริบๆ ด้วยสเต๊กหมู ไก่ ปลา ขณะที่จานเคียงอย่างสลัด มันฝรั่งทอด (แบบเวดจ์ ชิ้นใหญ่ๆ มาทั้งเปลือก) รวมทั้ง หัวหอมทอดออเนียนริง ก็มีเสิร์ฟ

อย่าลืมเผื่อท้องไว้ให้ของหวาน เฉาก๊วยนมสด หรือเฉาก๊วยไอศกรีมนมสด ที่เนื้อเฉาก๊วยชิ้นใหญ่ๆ เหนียวหนึบดี รสชาติไม่หวานมาก ปิดท้ายได้อย่างสดชื่น

 

ร้านเจมีส์ เบอร์เกอร์ อยู่ด้านหน้าสนามฟุตบอลแฟรงค์ แอนด์ รีลีส พหลโยธินซอย 8 (ซอยสายลม) แยกศุภราช 1 ร้านเปิดบริการเฉพาะตอนเย็น ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น. โทร. 09-7296-4775

 

ขนมกระทะโบราณ เจ้าตำรับเมืองตรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/444208

ขนมกระทะโบราณ เจ้าตำรับเมืองตรัง

โดย…เมธี เมืองแก้ว

แม้จะผ่านมาเป็นเวลานับ 100 ปีแล้ว แต่คุณลุงประนูญ เหล่าตระกูล หรือ “โกนูญ” วัย 59 ปี หัวหน้าฝ่ายรักษาความสะอาด กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครตรัง ยังคงสืบทอดอาชีพการทำขนมปอดควาย หรือ ขนมฝามีจีน หรือ ขนมกระทะโบราณ ขนมพื้นบ้านต้นตำรับรายแรกของ จ.ตรัง และของภาคใต้ นับตั้งแต่รุ่นก๋ง หรือปู่ ซึ่งอพยพมาจากเมืองจีน สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วมาเริ่มต้นทำอาชีพประมง ก่อนผันตัวไปเปิดโรงทำขนมแต่ก็ไปไม่รอด กระทั่งมาได้สูตรทำขนมปอดควาย หรือที่ชาวจีนเรียกกันว่า “ขนมปันเจียงโกย” และมีลักษณะคล้ายๆ กับขนมถังแตก จึงชักชวนกันเปิดขายเป็นเจ้าแรกของจังหวัด ด้วยความที่เป็นขนมแปลกใหม่ในยุคนั้น จึงขายดิบขายดีอย่างมาก และสืบทอดมาถึงรุ่นพ่อ รุ่นลูก เป็นรุ่นที่ 3 แล้ว

 

ในช่วงแรกได้มีการขายขนมปอดควายตามตลาดนัดต่างๆ เช่น ตลาดนัดบางรัก ตลาดนัดคลองเต็ง รวมทั้งตามงานเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะงานเฉลิมพระชนมพรรษาและงานฉลองรัฐธรรมนูญ หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันว่า “งานฉลองรัฐ” ที่จัดขึ้นปีละ 10 วัน 10 คืน เมื่อมาถึงรุ่นพ่อ หรือที่รู้จักกันในนาม “ขนมปอดควายโกฮุน” ได้มีการปรับเปลี่ยนสูตรไปบ้างตามกาลเวลา จากเดิมที่ใช้แป้งหมี่ ก็เปลี่ยนมาเป็นแป้งข้าวเจ้า แต่จะต้องโม่เองเท่านั้น พร้อมกับหมักทิ้งไว้ราว 10 นาที ก่อนนำไปทอด เพื่อให้เนื้อขนมออกมาไม่แข็งไม่นิ่มจนเกินไป จนเป็นที่ถูกใจของผู้รับประทาน รวมทั้งปรับเปลี่ยนจากการใช้เตาถ่านมาเป็นเตาแก๊ส เพื่อความสะดวกในการควบคุมความร้อน

 

กระทั่งมาถึงรุ่นลูก “ขนมปอดควายโกนูญ” ยังคงไว้ในส่วนของไส้โบราณอายุ 100 ปี คือ ไส้ถั่วกับงาที่คั่วเองแบบหอมกรุ่น ก่อนที่จะพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก 2 ไส้ ได้แก่ ไส้มะพร้าว ซึ่งได้มาจากมะพร้าวห่ามลูกสดๆ แบบไม่มีอะไรเจือปน และไส้สังขยา ซึ่งมีส่วนผสมของกะทิกับน้ำตาลเป็นหลัก แต่มีรสชาติหวานมันแบบพอดี ที่สำคัญก็คือยังคงขายในราคาเดิมมานานนับสิบปีแล้ว ไม่ว่าวัตถุดิบจะปรับขึ้นเพียงใด โดยถาดเล็ก ราคา 15 บาท และถาดใหญ่ ราคา 30 บาท พร้อมเปลี่ยนวิธีการขายจากตามตลาดนัดต่างๆ มาเป็นการเปิดร้านขายที่บ้านบริเวณปากซอย 2 ถนนเพลินพิทักษ์ ในเขตเทศบาลนครตรัง และจากที่ขายเฉพาะบางคืน หรือบางเทศกาล มาขายทุกคืน ในเวลา 17.30-21.00 น. ซึ่งปรากฏว่าขายดีต่อเนื่องกันมาตลอด 30 ปี

แม้ปัจจุบันจะมีการทำขนมปอดควายขายทั่วภาคใต้ แต่คุณภาพหรือรสชาติก็ยังสู้ต้นตำรับของครอบครัว “เหล่าตระกูล” ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อขนมที่ออกมานุ่มหรือสุกทั่วทั้งชิ้น แต่กลับไม่มีรอยไหม้ให้เห็น รวมทั้งไส้โบราณที่พิถีพิถันในการปรุงแต่งให้หอมหวานมันเค็มแบบพอดี ทำให้ “ขนมปอดควายโกนูญ” ขายดิบขายดีวันละไม่น้อยกว่า 150 ชิ้น และจะสูงกว่านี้ในเทศกาลช่วงหน้าหนาว จนบางครั้งลูกค้าถึงกับต้องเข้าแถวกันซื้อ แม้จะมีกำไรไม่มาก แต่เจ้าตัวก็รู้สึกพอใจ รวมทั้งพยายามที่จะสืบทอดขนมพื้นบ้านชนิดนี้เอาไว้ให้ยาวนานที่สุด และถ่ายทอดไปสู่รุ่นหลาน หรือรุ่นที่ 4

สนใจจะแวะไปซื้อมาชิม สอบถามล่วงหน้าได้ที่ โทร. 08-6948-6222

 

Jap Sweet, Treat เเบบไทย ดังโงะแป้งข้าวเหนียวไทยกับไอศกรีม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/444201

Jap Sweet, Treat เเบบไทย ดังโงะแป้งข้าวเหนียวไทยกับไอศกรีม

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย เกือบทุกร้านจะบรรจุเมนูไอศกรีมหลากรส เสิร์ฟคู่กับถั่วแดงและก้อนกลมๆ สีขาวๆ ที่เราเรียกติดปากว่า โมจิ ซึ่งที่จริงแล้ว ถ้าเห็นก้อนกลมๆ สีขาวแบบนี้เสิร์ฟกับไอศกรีม จะเรียกว่า ดังโงะ มากกว่า

ที่เรียกว่าโมจิติดปาก น่าจะเป็นจากแป้งโมจิสีขาวที่ได้จากการโม่ข้าวญี่ปุ่นที่มีลักษณะคล้ายๆข้าวเหนียวบ้านเรา ถ้าพูดกันตามภาษาวิทยาศาสตร์ ข้าวขาวใดๆ ในโลกใบนี้ แบ่งคร่าวๆ ออกเป็น 2 ชนิด คือ แบบเหนียว กับแบบร่วน ซึ่งแตกต่างกันตามสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตในข้าว ข้าวสวยของเราหุงออกมาจะร่วนกว่าข้าวสวยญี่ปุ่นที่จะมีความเหนียวและยางอยู่ ซึ่งใกล้เคียงกับข้าวเหนียวของบ้านเรา เมื่อนำมาโม่เป็นแป้งแล้วจะให้ลักษณะที่ใกล้เคียงกัน

โมจิแบบญี่ปุ่น เขาเริ่มจากการนวดและโขลกข้าวญี่ปุ่นที่นึ่งมาร้อนๆ จนแหลก แต่คงความหนึบไว้ กรรมวิธีจริงๆ ยุ่งยากและซับซ้อนต่างกันไปตามชนิดของข้าวและเทคนิค บ้างต้องแช่ข้าวให้อิ่มน้ำข้ามคืน บ้างก็คั่วข้าวก่อนโขลก ถ้าได้ชิมโมจิแบบดั้งเดิมที่ทั้งหอม หนึบ และหวานน้อยๆ กินเท่าไหร่ก็หยุดไม่ได้ เดิมโมจิเป็นอาหารยอดฮิตของชาวนา ชาวไร่ เพราะลักษณะคาร์โบไฮเดรตของข้าวญี่ปุ่นนั้นเป็นสายใยที่ซับซ้อน ต้องใช้เวลานานในการย่อย จึงอิ่มนาน แม้แต่ซามูไรจะเดินทางยังต้องพกโมจิไปด้วยเลย

ทีนี้ก็มาถึงการทำ “ดังโงะ” ขนมที่ใกล้เคียงโมจิ แต่ทำได้ง่ายกว่า ที่นิยมรับประทานกันทั่วไป เพราะทำได้จากแป้งละลายน้ำแล้วนวดเข้าด้วยกัน แป้งที่ว่าถ้าซื้อที่ญี่ปุ่น ต้องซื้อแป้ง 2 ชนิด คือ ข้าวข้าวญี่ปุ่น และแป้งโมจิโกะ ซึ่งมาจากข้าวพันธุ์เฉพาะที่มีรสออกหวานนิดๆ แต่ถ้าเป็นบ้านเรา ชีวิตที่อยากจะ “แอ๊บ” ทำขนมสไตล์ญี่ปุ่นกินเอง มันง่ายกว่านั้นเยอะ เพราะแป้งข้าวเหนียวบ้านเรา ทำดังโงะออกมาได้ดีพอๆ กับแป้งสำเร็จรูปของญี่ปุ่น แถมราคาต่างกันกว่าครึ่ง

 

เพียงแต่ต้องรู้เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ของแป้งข้าวเหนียวบ้านเราสักนิดถึงจะได้ Shitamara Dango ที่เหนียวนุ่ม สุกถึงแกนกลางได้อย่างง่ายดาย เริ่มจากเลือกแป้งข้าวเหนียวที่ใหม่ๆ ซื้อจากร้านที่ดูสะอาดสะอ้านสักนิด เพราะแป้งข้าวเหนียวเก่าจะมีกลิ่นหืนได้ง่าย จากนั้นสัดส่วนในการชั่งตวงวัดค่อนข้างจะสำคัญสำหรับมือใหม่ เพื่อให้ได้แป้งที่ปั้นได้ง่ายและหนึบกำลังดี ไม่แข็งและไม่เละ

สิ่งสำคัญคือ ต้องใช้น้ำร้อนจัดในขั้นตอนของการนวดแป้ง เพื่อให้แป้งข้าวเหนียวอืดน้ำได้ดี และลดความเสี่ยงที่จะแข็งเป็นแกนตรงกลางเมื่อต้ม แนะนำให้ใช้ตะเกียบไม้แบบที่แถมมาจากร้านก๋วยเตี๋ยว คนแป้งและน้ำตาลตามสัดส่วน รินน้ำร้อนจัดลงไปทีละน้อยๆ ใช้ตะเกียบคนไปเรื่อยๆ ห้ามเทน้ำลงไปแบบพรวดพราด เพราะจะทำให้ไม่หนึบสมใจอยาก เมื่อแป้งจับตัวกันเป็นก้อนๆ พอนวดได้แล้วให้ลงมือนวดอย่างไม่คิดชีวิต นวดไปเรื่อยๆ จนก้อนแป้งเย็นตัวลง แล้วก็ยังคงนวดต่อไปอีกสัก 8-10 นาที รับรองว่าวิธีนี้จะได้แป้งที่หนึบหนับไม่กระด้างเลย

อีกเคล็ดลับในการต้มดังโงะให้นุ่ม อาศัยวิธีการแบบโบราณ สังเกตจากครัวไทยและจีนที่มีทั้งขนมบัวลอยและขนมอี๋ ที่ใช้แป้งข้าวเหนียวต้มคล้ายๆ กับขนมดังโงะของญี่ปุ่น ก้อนแป้งข้าวเหนียวที่นวดคลึงมาอย่างได้ที่ จะอร่อยนุ่มหนึบยิ่งขึ้น เมื่อต้มในน้ำเชื่อมที่เดือดพอเหมาะ จะทำให้แป้งข้าวเหนียวไม่เละ ต้มแล้วเรียบเนียน สังเกตว่าเมื่อก้อนแป้งที่หย่อนลงในน้ำเชื่อมเดือดเบาๆ ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ นั่นคือสุกได้ดี ช้อนขึ้นมาไว้ในน้ำเชื่อมที่เย็นสนิท จะช่วยไม่ให้ก้อนดังโงะอืดเละ

แป้งข้าวเหนียวมีลักษณะเฉพาะตัว แช่เย็นแล้วจะเกิดเป็นไตแข็งๆ แม้ว่าอุ่นแล้วก็จะยังแข็งอยู่ ดังโงะที่อร่อยจึงต้องต้มใหม่ๆ สดๆ จึงจะนุ่มเหนียวเข้ากับไอศกรีม หรือแยมถั่วแดง สูตรจากฉบับที่แล้ว ถ้าเกิดต้องทำในปริมาณมากๆ ทำได้ดีที่สุดคือ ปั้นแล้วคลุมผ้าหรือใส่ภาชนะปิดสนิทให้มิดชิด กันลม ผิวภายนอกจะได้ไม่แห้งแตก พักไว้ที่อุณหภูมิห้องที่ไม่ร้อนจัดจนเกินไป ได้ล่วงหน้าสัก 3-4 ชั่วโมง นานกว่านั้นแป้งจะมีกลิ่นหมักไม่หอมอีก

Shiratama Dango แบบแป้งข้าวเหนียว (ได้ประมาณสูตรละ 10-12 ลูก)

ดังโงะขาว

ส่วนผสม

แป้งข้าวเหนียวขาว 50 กรัม

น้ำเดือด 50 กรัม

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

ดังโงะเขียว

ส่วนผสม

แป้งข้าวเหนียวขาว 50 กรัม

ผงชาเขียว 5 กรัม

น้ำเดือด 50 กรัม

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

ดังโงะข้าวเหนียวดำ

ส่วนผสม

แป้งข้าวเหนียวดำ 15 กรัม

แป้งข้าวเหนียว 35 กรัม

น้ำเดือด 50 กรัม

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

ทั้ง 3 สูตรต้องมีน้ำเชื่อมสำหรับต้ม

ใช้น้ำตาลทราย 200 กรัม น้ำสะอาด 400 กรัมน้ำเชื่อมสำหรับแช่ (ใช้อัตราส่วนเท่ากับน้ำเชื่อมสำหรับต้ม แต่ต้องรอให้น้ำเชื่อมเย็นสนิทเสียก่อน)

วิธีทำ

สำหรับน้ำเชื่อม : ผสมน้ำตาลและน้ำสะอาดไว้ ตั้งไฟไว้เป็นน้ำเชื่อมเมื่อน้ำเชื่อมเดือด เทแบ่งออกรอให้เย็นสนิท เพื่อใช้แช่ดังโงะที่สุกแล้ว

สำหรับดังโงะ : ละลายน้ำเดือดกับน้ำตาล ค่อยรินเทลงในส่วนผสมของแป้งในกะละมัง คนให้เข้ากันจนแป้งจับตัวกันเป็นก้อนโด พอทนความร้อนได้บ้างแล้ว เริ่มนวดแป้งด้วยมือจนเย็นแล้วนวดต่อไปอีก8-10 นาที ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซม.โดยประมาณ

รอให้น้ำเชื่อมเดือดเบาๆ หย่อนแป้งลงไปต้มประมาณ 2-3 นาทีที่ไฟกลางๆ จนก้อนแป้งค่อยๆ ลอยขึ้นมา ช้อนออกมาพักไว้ในชามน้ำเชื่อมเย็น

เสิร์ฟพร้อมแยมถั่วแดง และไอศกรีมรสชาติที่ชอบ

 

เพ็พพิน่า…พิซซ่า สไตล์นาโปลีตานา ณ ท่ามหาราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/443322

เพ็พพิน่า...พิซซ่า สไตล์นาโปลีตานา ณ ท่ามหาราช

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

ถ้าพูดถึงอาหารอิตาลีทุกคนต้องนึกถึงความหรูเริดอลังการ ที่ต้องหาโอกาสพิเศษจริงๆ ค่อยลิ้มลอง แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปทุกอย่างเวิลด์ไวด์ วัฒนธรรมการกินเชื่อมถึงกันทุกมุมโลก ทำให้เราสามารถหาของอร่อยกันได้ไม่ยาก ถ้าคุณนิยมชมชอบพิซซ่าสไตล์นาโปลีตานาแท้ของชาวอิตาเลียน เราขอแนะนำที่นี่เลยร้านเพ็พพิน่า (PEPPINA) เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะร้านเขาพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงมาก

“เอ็ม” พัชรินทร์  วงค์บุตร ผู้จัดการร้าน PEPPINA สาขาท่ามหาราช ที่มีบรรยากาศสุดฟินชวนให้เจริญอาหารเป็นที่ซู้ด เล่าว่า ร้านเปิดมาได้ 2 ปีแล้ว และที่นี่เป็นสาขาที่ 2 ต่อจากสาขาสุขุมวิท 33 มีเชฟเปาโล (Chef Paolo Vitalliti) ชาวอิตาเลียนเป็นเจ้าของ รวมทั้งสร้างมาตรฐานการปรุงอาหารไม่ให้รสชาติผิดเพี้ยน เพราะลงทุนไปเรียนเคล็ดลับพิซซ่าสไตล์นาโปลีตานา ที่ได้รับการยอมรับจากคนอิตาเลียนด้วยตัวเอง

 

ว่ากันว่าในประเทศอิตาลีเอง ร้านพิซซ่าหรือพิซซาเรีย มีมากมายหลายรูปแบบแตกต่างและมีลักษณะโดดเด่นไปตามแต่ละท้องถิ่น แต่สามารถแบ่งให้เข้าใจง่ายๆ ได้เป็น 2 ชนิด คือ พิซซ่าจากกรุงโรม (Rome) ซึ่งเป็นพิซซ่าแบบกลม แป้งบางกรอบ ใช้เวลาหมักแป้งกับยีสต์ไม่นานมาก และพิซซ่านาโปลีตานา (Napoletana) จากเมือง Naples ซึ่งทางร้านขายอยู่

“พิซซ่าสไตล์นาโปลีตานามีจุดเด่น คือ ขอบจะไม่กรอบแต่แป้งเป็นพินโลซอฟต์ ซึ่งมีความหนาและเหนียวนุ่ม ส่วนขอบจะพองกรอบ มีท็อปเฟิลหลากหลายเป็นเมนูที่ขายดีสุด ถึงคนไทยจะคุ้นกับพิซซ่าที่มีซอสมะเขือเทศ แต่ที่สาขาท่ามหาราชลูกค้ามักนิยมสั่ง Diavola หรือพิซซ่าซาลามีรสเผ็ด และหน้าซีฟู้ดที่มีรสชาติคุ้นลิ้น นอกจากนี้ยังมีพลาสซาเออลิเตที่เหนียวนุ่ม รวมถึงเมนูประเภทปิ้งย่าง (Griglia) เช่น Pork liver wrapped in crepinette & Bay Leaves หรือตับหมูย่างห่อด้วยมันหมูและใบเบย์ และ Spicy baby chicken หรือไก่ย่างรสเผ็ด เป็นเมนูยอดฮิตที่ลูกค้านิยมสั่ง” เอ็มเล่าถึงเมนูเด็ดของร้านอย่างออกรส ทำเอาคนฟังน้ำลายสอกันเลยทีเดียว

 

ร้านนี่ถึงจะอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และเป็นจุดที่คนเจน Z ชอบเดินชิกๆ ซิลๆ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนในวัยทำงานและเป็นขาประจำที่รู้จัก PEPPINA อยู่แล้ว ทั้งคนไทยและต่างชาติ ร้านจึงเริ่มคิดโปรโมชั่นจูงใจนักศึกษา ที่ส่วนใหญ่มักเหล่ตามองสไตล์ร้านแล้วคิดว่าแพงไม่กล้าแวะ ให้เข้ามาลองชิมมากขึ้น

ขณะที่เมนูส่วนใหญ่เป็นเรตปกติของอาหารอิตาลี แต่ที่นี่ถูกกว่าสาขาสุขุมวิทประมาณ 10-20% พิซซ่าเริ่มต้นที่ 220-390 บาท แล้วแต่ไซด์และยังมีพิซซ่าชิ้นพอคำให้เลือกชิมได้หลายหน้าด้วย แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ สลัด เพราะผักสดมาก หวานกรอบ ยิ่งได้ความมันของอัลมอนด์ด้วย ทำให้แต่ละคำฟินอย่าบอกใคร ส่วนเมนูปิ้งย่างราคาอยู่ที่จานละ 320-490 บาท

เอาเป็นว่าใครชอบพิซซ่าสัญชาติอิตาเลียนขนานแท้ เชิญไปชิมกันเองที่ร้านเลย เพราะขณะที่กำลังนั่งเขียนต้นฉบับกลิ่นชีสนาโปลีตานายังโชยมาเย้ายวนให้กลับไปชิมซ้ำอีกหน…