กานตา คาเฟ่ สนุกสนาน ครบทุกรสชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/443197

กานตา คาเฟ่ สนุกสนาน ครบทุกรสชาติ

โดย…ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

จากร้านสินค้าแฟชั่นย่านรัชดาสาวนัท-ธัญเนศวร์ ศิริโรจนานนท์ อดีตสไตลิสต์แมกกาซีนชื่อดัง และสมาชิกในครอบครัวกานตานนท์ได้ขยายสาขาเปิดบ้านใหม่นามว่า กานตา คาเฟ่ ( Kanta Cafe) ที่ยังคงคอนเซ็ปต์ขายเสื้อผ้าแฟชั่นคุณภาพดีสำหรับสาวๆ ขาช็อป โดยเพิ่มเติมในส่วนของคาเฟ่ที่เน้นเรื่องของเมนูเครื่องดื่มและอาหารไทยรสชาติจัดจ้านเข้ามาเสริมทัพ เอาใจขาช็อปให้ได้นั่งพักเหนื่อยระหว่างช็อป รวมทั้งยังเป็นที่รองรับของสมาชิกทุกคนในครอบครัว

บรรยากาศร้านตกแต่งในสไตล์วินเทจเน้นสีขาวสะอาดตา แล้วเติมความสดใสเข้าไปด้วยเฟอร์นิเจอร์วินเทจสีสด รวมถึงของตกแต่งอย่างจานกระเบื้องดีไซน์น่ารักๆ ที่มีทั้งของที่คุณนัทสะสมไว้และที่บรรจงคัดเลือกเข้ามาขายเป็นบางส่วน

 

ทางร้านเลือกใช้ผนังไม้สีขาวเสริมด้วยดีเทลอย่างบัวผนัง เส้นขอบต่างๆ ช่วยเน้นให้สินค้าแฟชั่นที่วางอยู่ในร้านดูโดดเด่นขึ้น พื้นกระเบื้องลายไม้สีอ่อนก็ดูเข้ากันเป็นอย่างดี เพิ่มบรรยากาศหวานๆ สไตล์ผู้หญิงด้วยแจกันดอกไม้ที่ประดับอยู่ทั่วร้าน

ด้านเมนูอาหารที่นี่ก็มีหลากหลายโดยจะเน้นเป็นอาหารไทยและอาหารฟิวชั่นรสชาติจัดจ้าน ที่ได้เชฟจากร้านดังมากประสบการณ์มาครีเอทเมนูให้ รวมถึงปัดฝุ่นเมนูจากก้นครัวของบ้านมาครีเอทใหม่ รสชาติจับใจ ชวนให้นึกถึงวันวาน

เริ่มด้วยเมนูซิกเนเจอร์ ยำซี่โครงหมูตุ๋น สูตรจากก้นครัวที่ใช้ซี่โครงอ่อนตุ๋นยาจีนจนเปื่อยนุ่ม ปรุงรสด้วยน้ำยำที่ใช้น้ำตุ๋นยำกับพริกสด เสิร์ฟคู่กับสลัดผักสดออร์แกนิก แค่หน้าตาก็ชนะเลิศแล้ว

ต่อด้วย สปาเกตตีหมูฉีกแซ่บ สปาเกตตีผัดกับหมูฉีก ปรุงรสด้วยซอสสมุนไพรโฮมเมดรสแซ่บจัดจ้าน หอมกลิ่นสมุนไพร เมนูนี้ถ้าไม่สั่งเจ้าของร้านบอกว่ามาไม่ถึงกานตา คาเฟ่

สำหรับขนมหวาน ที่นี่มีให้เลือกหลายแบบ เมนูนี้น่าลอง Strawberry Dream สตรอเบอร์รี่สดผ่านเครื่องสโนว์เฟลค รสหวานนุ่ม เสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีมเจลาโต

ตบท้ายด้วย Guilt – Free Yogurt Honey Fruit Bowl ของหวานสำหรับคนรักสุขภาพสโนว์เฟลคน้ำแข็งใสสไตล์ญี่ปุ่น เสิร์ฟพร้อมกีวี สตรอเบอร์รี่ อัลมอนด์ เม็ดเชีย ราดด้วยโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ช็อปมาเหนื่อยๆ หายเป็นปลิดทิ้งเชียวละครับ

กานตา คาเฟ่ โครงการ เดอะ คริสตัล เฟส 2 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม เลียบทางด่วนรามอินทราเอกมัย ลาดพร้าว เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. โทร. 09-5614-6554

 

ดื่ม ชิล ปิ้ง ย่าง @ซารางแฮ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/443195

ดื่ม ชิล ปิ้ง ย่าง @ซารางแฮ

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ไม่บอกคงไม่รู้ว่า ภายในคอนโดมิเนียม เดอะ เบส (The Base) สุขุมวิท 77 จะมีคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดย่อมที่มีชื่อว่า ฮาบิโตะ (Habito) รวมร้านดื่ม ร้านกิน ร้านเก๋ อยู่ภายในนั้น และร้านซารางแฮ ร้านปิ้งย่างจุ่มชีสสไตล์เกาหลี รวมทั้งมีเมนูอะลาคาร์ตและเครื่องดื่มม็อกเทลไว้บริการ ก็คือหนึ่งในนั้น

ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ชั้น 1 ของคอมมูนิตี้มอลล์ฮาบิโตะ ตกแต่งร้านด้วยโทนสีขาว ไฟสว่าง จัดวางโต๊ะเก้าอี้ได้อย่างลงตัว สบายตา ไม่อึดอัด ถือเป็นการตกแต่งร้านสไตล์เกาหลีโมเดิร์น พร้อมมีห้องวีไอพีขนาดใหญ่ไว้รองรับความเป็นส่วนตัวของลูกค้าอีกด้วย

 

 

ที่เข้าทีไม่น้อยและที่โดดเด่นที่สุดของร้าน เห็นจะเป็นการนำขวดโซจูสีเขียว มาเป็นวัสดุในการตกแต่งร้าน ทำให้สัมผัสได้ถึงความเป็นเกาะลี้-เกาหลี

ร้านซารางแฮ เน้นหนักไปที่อาหารเกาหลี และอาหารปิ้งย่างจุ่มชีส รวมทั้งเครื่องดื่มม็อกเทลหลากสีสัน ที่รสชาติไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน ใครเป็นคอม็อกเทลต้องไม่พลาดลองดื่มลองชิมและลองชิลที่ร้านแห่งนี้

ในส่วนของม็อกเทล มาถึงที่แล้วต้องไม่พลาด Sarang Signature ที่มีส่วนผสมของไซรัปสับปะรดและเลมอนโซดา ต่อมา ต้องลอง So Spirit ที่มีส่วนผสมของน้ำส้ม ไซรัปสับปะรด บลูคูราเซา และเลมอนโซดา ขอบอกว่า ของดีเหล่านี้ไม่ได้ดีที่วัตถุดิบ แต่วิธีการชงหรือเติมนี่นิดนั่นหน่อย ก็ทำให้ได้เครื่องดื่มสุดพิเศษอย่าบอกใคร

สำหรับเมนูอาหาร เมนูปิ้งย่างจุ่มชีสของที่นี่ ของเด็ดของดีอยู่ที่เนื้อวัว ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสันคอ เนื้อสันนอก เนื้อหน้าอก ซี่โครงหมักซอส ลิ้น เนื้อช่วงท้อง ในส่วนของเนื้อหมู มีทั้งหมูสามชั้น หมูสามชั้นหมักสมุนไพร หมูสันคอ หมูสันคอหมักซอส ซึ่งทั้งเนื้อวัวและเนื้อหมู หมักด้วยกรรมวิธีพิเศษ ถ้าจะกินให้อร่อย ต้องกินคู่กับใบงานเกาหลี ซึ่งนอกจากจะตัดความเลี่ยนของอาหาร ยังช่วยลดอาการหวัดและแก้ไอได้อีกด้วย (ซอสของที่นี่ก็มีหลากรสให้เลือกจิ้มด้วยนะ) นอกจากนี้ ยังมีเมนูซุปกิมจิ และจัมปง (บะหมี่ซีฟู้ดรสเผ็ด หนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนเกาหลี) ให้ลองลิ้มอีกด้วย

 

นอกจากความเด็ดดวงของร้านดังที่ได้กล่าวมา ทางร้านยังเพิ่มความพิเศษที่มุมบันชันบาร์ (เครื่องเคียงเกาหลี), มุมสลัดบาร์น้ำซอสเกาหลี พร้อมเมนูพิเศษอีกหลายเมนูที่จัดเตรียมไว้ให้บนบุฟเฟ่ต์บาร์ ทั้งต๊อกบ๊กกี ซุปเต้าเจี้ยวทะเล หมูผัดเกาหลี ข้าวผัดกระเทียม และข้าวผัดกิมจิ เรียกได้ว่า มาถึงร้านปุ๊บ ระหว่างรออาหารและเครื่องดื่ม ถือจานมาตักอาหารในโซนนี้ได้เลยทันที อย่ารีรอ

หากใครอยากมาดื่ม ชิล ปิ้ง ย่าง ที่ร้านแห่งนี้หลังตะวันตกดิน ก็แวะมาได้สักช่วงเวลา 19.00 เป็นต้นไป จะกำลังดี จริงๆ ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. แต่ที่แนะนำให้มาช่วงเวลานี้ แค่รู้สึกว่าเราจะได้รับอรรถรสที่พิเศษสุดอย่าบอกใคร ก็แค่นั้นเอง โทร. 02-047-2261

 

ใครๆ ก็รัก สตรีทฟู้ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/443194

ใครๆ ก็รัก สตรีทฟู้ด

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

เกิดเป็นคนไทยไม่มีใครไม่รู้จักสตรีทฟู้ด (Street Food) อาหารพร้อมปรุง พร้อมเสิร์ฟ ข้างถนน รวมทั้งตามตลาดนัดที่สร้างชื่อเจ้าอร่อยมากมายทั่วฟ้าเมืองไทย อยากจะกินผัดไทยต้องไปที่นี่ ส่วนก๋วยเตี๋ยวเนื้อต้องเจ้านี้ โจ๊ก กวยจั๊บเจ้าเด็ด ก๋วยเตี๋ยวไก่ หอยทอด บะหมี่เกี๊ยวปู ลูกชิ้นเนื้อเอ็น ฯลฯ อูยแต่ละเมนูถ้ามีเจ้าเด็ด เจ้าอร่อย ไม่ต้องขยับขยายสาขาผู้คนก็จะตามไปชิมกันแน่นร้าน

ส่วนหนึ่งที่ทำให้สตรีทฟู้ดได้รับความนิยม นอกจากความอร่อยแล้ว ยังเป็นเพราะว่าสตรีทฟู้ดมีราคาที่ย่อมเยากว่าร้านอาหาร จากผลสำรวจขององค์กรไม่หวังผลกำไรด้านอาหารและการเกษตรของโลก เมื่อปี 2007 พบว่าในแต่ละวันที่คนใช้บริการสตรีทฟู้ดมากถึง 2.5 หมื่นล้านคนทั่วโลก

ผลสำรวจยังเจาะลึกถึงเหตุผลในการใช้บริการอาหารจากร้านข้างถนนด้วยว่ามีหลากหลาย ไม่เพียงเรื่องราคาเท่านั้น หากต้องการลิ้มรสชาติอาหารแบบดั้งเดิม รวมถึงซื้อรับประทานเพราะรำลึกถึงวันคืนเก่าๆ

สตรีทฟู้ดมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ โดยพบหลักฐานอยู่ในซากปรักหักพังของเมืองปอมเปอี ที่โดนถล่มจากการระเบิดของภูเขาไฟ หลักฐานในสมัยโรมันเองก็พบว่า บ้านเรือนของคนยากคนจนนั้นไม่มีเตาหรือเครื่องปรุงอาหาร จึงต้องอาศัยซื้อหาอาหารราคาถูกที่ข้างทางให้อิ่มท้อง เช่นเดียวกับจีนสมัยโบราณที่มีอาหารรถเข็นขายให้คนที่มีรายได้น้อย อย่างไรก็ตามเศรษฐีชาวจีนเองก็มักจะให้คนรับใช้ออกมาจับจ่ายไปให้กินกันที่คฤหาสน์ด้วย

 

สตรีทฟู้ดเดินทางจากฟลอเรนซ์ไปยังกรุงไคโรเมื่อศตวรรษที่ 14 ที่ชาวอียิปต์ปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตด้วยการใช้ผ้าปูนั่งขายของกับพื้น อาหารจานเด็ดของพวกเขาที่หาซื้อได้ อย่างเคบับ ข้าว และมันทอด สมัย
เรอเนสซองซ์ในตุรกีเต็มไปด้วยสตรีทฟู้ดที่ขายเนื้อร้อนๆ หอมๆ ที่ถือกัด (กิน) ได้สบายอารมณ์ โดยในปี 1520 ตุรกีสมัยออตโตมัน เป็นชาติแรกที่มีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมมาตรฐานของอาหารที่ขาย ณ ข้างถนน

ชาวสเปนนำพาวัฒนธรรมสตรีทฟู้ดไปยังทวีปอเมริกาตั้งแต่เม็กซิโกยันเปรู เกิดเป็นอาหารกินง่ายๆ วางขายกันหลายรูปแบบ แล้วแต่วัตถุดิบในท้องถิ่นจะอำนวย เช่นเดียวกับสหรัฐในยุคอาณานิคมที่มีหอยนางรม ข้าวโพดปิ้ง และผลไม้ต่างๆ วางขายข้างถนนของกรุงนิวยอร์กอย่างมีสีสัน

ในยุคอุตสาหกรรมคนชั้นแรงงานทั้งในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่างพึ่งพาอาหารจากผู้ขายริมถนนประทังชีวิต ส่วนฝั่งเอเชียราเม็งได้ถูกนำเข้ามายังญี่ปุ่นโดยผู้อพยพชาวจีนนับเป็นร้อยๆ ปี เริ่มได้รับความนิยมในปลายศตวรรษที่ 19 โดยคนใช้แรงงานและบรรดานักศึกษา เช่นเดียวกับสตรีทฟู้ดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากกุลีชาวจีนในยุคเดียวกันนี่เอง

ในกาลก่อนสตรีทฟู้ดบ้านเรายังไม่เป็นที่นิยมในหมู่คนไทย กระทั่งทศวรรษที่ 1960 ที่ประชากรเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และชีวิตก็เร่งรีบ ทำให้พวกเขาหันมาพึ่งอาหารข้างถนนมากกว่าจะปรุงเองที่บ้าน

สตรีทฟู้ดจานไทยๆ มีมากมายหลายหลาก ตั้งแต่ปิ้งย่างง่ายๆ ไปสู่อาหารจานเดียวที่ต้องอาศัยการปรุงที่ซับซ้อน สำหรับชาว “กินดื่ม” โพสต์ทูเดย์ จะชวนไปชิมสตรีทฟู้ดจานเด็ดก็ดูธรรมดาไป แถมจะซ้ำซ้อนกับคอลัมน์ “ตามล่าร้านเด็ด” ที่หน้าข้างๆ อย่างเราต้องขออิ่มอร่อยอย่างมีสไตล์นิดนึง จึงจะชวนไปชิมเมนูใหม่สุดครีเอทีฟ ที่ร้าน ออลซิกซ์ ทู ทเวลฟ์ คาเฟ่ แอนด์ โซเชียล บาร์ (aLL Six To Twelve Cafe & Social Bar) ของ เกด-กุลศิริ ไชยนพกุล และพอล-พรพจน์ แก่นเพ็ชร์ ซึ่งการันตีด้วยรางวัลหนึ่งในร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งปี 2015 จาก “ทริปแอดไวเซอร์”

 

ร้านอาหารคอนเซ็ปต์เก๋สไตล์ Hidden Place ซ่อนตัวน่าค้นหาอยู่ภายในโรงแรมเออร์บาน่า หลังสวน จุดนัดพบชิลๆ ยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ที่เสิร์ฟอาหารในสไตล์ “โมเดิร์นไทย” ผสมผสานความเป็น
“สตรีทฟู้ด” ที่เข้าถึงได้ง่าย แต่คงความครีเอทตามแบบฉบับโมเดิร์นฟู้ด

ออลซิกซ์ ทู ทเวลฟ์ คาเฟ่ แอนด์ โซเชียล บาร์ สร้างสีสันต้อนรับบรรยากาศคึกคักเข้าสู่ช่วงเวลาดีๆ กับครึ่งปีหลัง ยกทัพความอร่อยชุดใหญ่ที่สุดกว่าครั้งใดๆ ด้วยการสร้างสรรค์ “เมนูใหม่” ออกมามากกว่า 30 รายการ ทั้งอาหารที่มีหน้าตาและรสชาติไม่ซ้ำใคร โดยเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟมากความสามารถ เชฟตี๋-วันชัย ฉัตรโชติอนันต์

แต่ละเมนูล้วนเป็น “สตรีทฟู้ด” ยกระดับ สุดสร้างสรรค์ และแสนอร่อย อาทิ ฮันนีโทสต์ สลัด ที่ได้แรงบันดาลใจจากขนมฮันนีโทสต์ของเกาหลี ปรับเปลี่ยนมาเป็นร็อกเก็ตสลัดสุดเก๋ รสชาติหวานอมเปรี้ยวจากน้ำผึ้งและทับทิม ตกแต่งด้วยเบคอนทอดกรอบ และโพชเอ้ก เวลาจะรับประทานก็ผ่าไข่ดาวน้ำให้ไข่แดงไหลเยิ้มออกมาแล้วคลุกให้เข้ากัน

สะเต๊ะทอดหน้าตาเหมือนลูกชิ้นเนื้อเอ็น แต่พอกัดแล้วจะได้รสชาติของหมูสะเต๊ะแบบเต็มๆ เสิร์ฟมาพร้อมซอสและอาจาดตามตำรับหมูสะเต๊ะ แรงบันดาลใจจากจานหอยทอด กลายมาเป็นไข่ปลาหมึกทอดหน้าตาและรสชาติประมาณหอยทอด ทว่าเสิร์ฟมากับน้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซบ

 

หอยแมลงภู่อบ อีกจานยอดฮิตของสตรีทฟู้ด ยกระดับมาเป็นหอยแมลงภู่อบไวน์ จิ้มกับซอสอโวคาโดซีฟู้ดสุดเข้มข้นและจัดจ้าน เมนูนี้มีที่นี่ที่เดียว — เรนโบว์บัน แซนด์วิชไส้ชีสสีรุ้ง ที่เนื้อแป้งเป็นซาลาเปาเบาๆ นุ่มๆ หวานๆ ปะทะกับชีสหอมๆ มันๆ เค็มๆ อร่อยต้องลองเอง

เมนูผัดซีอิ๊วก็ไม่ธรรมดามาแบบหอมอบอวลชวนหม่ำ กับผัดซีอิ๊วหมูเห็ดทรัฟเฟิล หอมอร่อยเสียจนไม่ต้องปรุงก็อร่อยได้ ใครชื่นชอบความแซบ ห้ามพลาดยำขนมจีน ที่มีให้เลือกแบบใส่น้ำปลาร้าหรือกะปิ อร่อยต้องลองทั้งสองแบบ โปะหน้าด้วยปลาดุกฟูกรุบกรอบ

อีกเมนูน่าลอง (ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษด้วย) พิซซ่าโรตีแกงเขียวหวาน แป้งโรตีกรอบๆ เสิร์ฟมาในรูปแบบพิซซ่า แต่งหน้าด้วยแกงเขียวหวานหมู ไม่ต้องจิ้ม ไม่ต้องเลอะ เพราะมีรสชาติแกงอยู่ในตัว

นอกจากนี้ ยังมีเมนูใหม่ๆ รวมถึงซิกเนเจอร์ดิชอีกหลากหลายเมนูในแนวสตรีทฟู้ดที่ไม่ธรรมดา เช่น แคบหมูพะโล้แห้ง สลัดทูน่ามะม่วงสุก ชิพพ์อบกุ้ง ลาบเบอร์เกอร์ สเต๊กไก่สมุนไพร ฯลฯ ที่ได้รับความนิยมไม่เปลี่ยนแปลงและยังไม่หายไปจากเมนู

มาที่นี่ต้องตบท้ายด้วยค็อกเทลและม็อกเทลที่ไม่ธรรมดาพอๆ กับอาหาร และสร้างสรรค์ตัวใหม่ๆ ออกมาตลอด เช่น Milky Shake, Sexy Mind, Dancing in the Rain, Melon Swirl, Cool Down, Pool Party

ออลซิกซ์ ทู ทเวลฟ์ คาเฟ่ แอนด์ โซเชียล บาร์ (สาขาหลังสวน) เปิดบริการทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 06.00– 24.00 น. โทร. 02-250-6799

 

หลงเสน่ห์ไทย @เสน่ห์จันทน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/443190

หลงเสน่ห์ไทย @เสน่ห์จันทน์

โดย…ซิตี้กาย  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

แค่ได้ยินชื่อร้าน “เสน่ห์จันทน์” ก็สะดุดหู แต่เพียงได้มาเยือนก็สะดุดตาตั้งแต่หน้าร้าน ที่จำลองบรรยากาศของเรือนไทยในอดีตมาไว้กลางเมือง เมื่อเปิดประตูเข้ามายังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความเป็นไทยแบบร่วมสมัย อบอุ่นด้วยบรรยากาศการตกแต่งร้านด้วยโทนสีอุ่น ชวนผ่อนคลายและสุนทรีย์ด้วยภาพศิลปะและบทกลอนที่แต่งโดย อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ตามฝาหนัง

 

มาถึงเสน่ห์จันทน์ รับรองว่า จะต้องติดใจในรสมืออาหารไทยแบบดั้งเดิม ที่คัดสรรวัตถุดิบอย่างดีซิกเนเจอร์ที่แนะนำ คือ ขนมจีนน้ำยาปู เสิร์ฟมาพร้อมขนมจีน ไข่ต้ม และผักเคียง พระเอกของเมนู คือ แกงปูรสจัดจ้านกลมกล่อมเข้ากับปูก้อนโต กินคู่กับขนมจีนต้ม ที่เพิ่มกิมมิกด้วยการผสมสีธรรมชาติอย่างอัญชันและบีตรูต

 

ถัดมาคือ ถั่วฝักยาวผัดกะปิ เมนูบ้านๆ แต่ลืมไม่ลง ทีเด็ดอยู่ที่ถั่วฝักยาวที่สุกกำลังพอดี กินแกล้มกับกากหมูและกุ้งแห้ง ที่มีรสชาติและกลิ่นหอมของกะปิจากสมุทรสาครมาช่วยชูรส กินคู่กับ
ข้าวสวยร้อนๆ ก็ฟินแล้ว ต่อด้วยน้ำพริกกุ้งสด เสิร์ฟกับผักเครื่องเคียงตามฤดูกาลและปลาสลิดทอดกรอบ รสจัดจ้านกำลังดี กินเพลินๆ หมดจานไม่รู้ตัว

 

มาถึงของหวานที่ต้องห้ามใจไม่ให้กินหมดจาน นั่นคือ ข้าวเหนียวสามหน้า ได้แก่ หน้าปลา หน้ากุ้ง และหน้ามะม่วง โดดเด่นด้วยความนุ่มนวลและหอมหวานของข้าวเหนียวที่ทางร้านมูนเอง น้ำกะทิคั้นเองสดๆ ได้รสชาติกลมกล่อมลงตัว อีกเมนูคือ ขนมเสน่ห์จันทน์ ซึ่งเป็นขนมดั้งเดิมที่ใช้ในงานมงคล ทางร้านเลือกเพิ่มความพิเศษด้วยการใส่ถั่วลงไป ทำให้ไม่เพียงได้รสชาติหวานมันของแป้ง แต่ยังได้เทกซ์เจอร์ของถั่วมาประกอบ ให้ขนมชิ้นนี้ให้ยิ่งมีเสน่ห์สมชื่อ

ร้านเสน่ห์จันทน์ ตั้งอยู่บริเวณกลาสเฮาส์ อาคารสินธร ถนนวิทยุ เปิดทุกวัน เวลา 17.00-22.00 น. โทร. 02-650-9880

 

Jap Sweet, Treat เเบบไทย เเยมถั่วเเดงญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/443104

Jap Sweet, Treat เเบบไทย เเยมถั่วเเดงญี่ปุ่น

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

บางครั้งการทำขนม กินขนม ช่วยให้เราผ่อนคลายความเครียดไปได้เป็นอย่างดี ยิ่งเป็นขนมแปลกใหม่ที่ใช้เวลาทำไม่มาก นอกจากอร่อยแล้วยังสนุกในขั้นตอนการทำแล้วยิ่งเพิ่มคุณค่าของวันว่างให้กลายเป็นวันดีๆ อีกหนึ่งวัน

ไอเดียของตอนนี้มาจากความชอบกินถั่วที่เพิ่งเกิดขึ้นมาในช่วงอายุปูนนี้ สมัยเด็กไม่ค่อยชอบเลย เมื่อเจอเมนูถั่วกวน ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดงต้มน้ำตาล แต่หลังมาชอบเหลือเกิน ยิ่งพอมาเจอถั่วแดงญี่ปุ่น หรือ Adzuki Red Bean หอมหวน ที่กวนมาอย่างดีแบบญี่ปุ่น ถ้าน้ำตาลน้อยๆจากร้านดีๆ ไม่ว่าจะเป็น “ถั่วห่อแป้ง หรือว่าแป้งห่อถั่ว” ผู้เขียนตะลุยกินมาหมด เพราะชอบความหอมจางๆ ของถั่วที่เคี่ยวจนเปื่อยนุ่ม ค่อยๆ ใส่น้ำตาลแล้วกวนที่ไฟอ่อนจนพอจับตัวกัน จะชอบที่สุดหากเป็นถั่วแดงพันธุ์ฮอกไกโดที่เม็ดใหญ่สักนิด กวนแล้วยังเหลือซากเม็ดถั่วให้เคี้ยวมันๆ ยิ่งถ้าเป็นช่วงฤดูเฉพาะจะมีถั่วขาวกวนคล้ายถั่วกวนบ้านเรา แต่จะให้ถั่วสีเหลืองใส น่ากินมาก

นอกจากนั้น การเดินตลาดและพูดคุยกับพ่อค้าแม่ขาย ไปเห็นถั่วแดงนางขนาดเม็ดเล็ก เหมือนกับ Adzuki ของญี่ปุ่นเปี๊ยบ ได้ความว่าถั่วแดงนางที่ปลูกในบ้านเรา กว่า 80% ส่งออกไปญี่ปุ่น ไต้หวันและเกาหลี สำหรับเป็นวัตถุดิบในการผลิตขนมไส้ถั่วแดง ด้วยเพราะอากาศบ้านเราแถวๆ จ.เพชรบูรณ์ เขาค้อ มีอากาศบริสุทธิ์แหล่งน้ำที่ดีสำหรับถั่วแดงพันธุ์ญี่ปุ่นชนิดนี้ ผู้เขียนภูมิใจมาก จึงกลายเป็นที่มาของการทำขนมญี่ปุ่นด้วยวัตถุดิบภายในประเทศของเราในซีรี่ส์นี้

ขาดไม่ได้ในกระบวนขนมญี่ปุ่น ต้องมีถั่วแดงกวน เริ่มต้นจากถั่วแดงเม็ดเล็กที่ชาวไร่เรียกกันว่า ถั่วนิ้วนางแดง หรือถั่วแดงนาง ทำได้ง่ายกว่าที่คิด เพียงแค่รู้เทคนิคในการต้มเล็กๆ น้อยๆ เริ่มจากล้างเมล็ดถั่วให้สะอาดผ่านน้ำหลายๆ ครั้ง เพื่อเอาสิ่งเจือปนและเลือกเมล็ดลีบที่ลอยน้ำออก เพื่อให้แน่ใจว่าถั่วจะไม่งอก แนะนำให้แช่ถั่วด้วยน้ำแล้วปิดฝาให้มืดไว้ เพราะถั่วตระกูล Bean นี้ จะไวต่อแสงมาก มีโอกาสงอกได้ ซึ่งจะทำให้ถั่วแดงกวนเหม็นเขียวได้ แต่ถ้าเป็นถั่วแดงนางบางยี่ห้อที่ผ่านกระบวนการทางความร้อน ไม่ต้องกังวลเพราะไม่มีทางงอกแล้ว

 

วันรุ่งขึ้นเมื่อถั่วเมล็ดแห้ง บานฉ่ำน้ำดีแล้ว ล้างน้ำสะอาดอีกรอบแล้วเทใส่หม้อ เติมน้ำเย็นลงไปแล้วเริ่มต้มไฟแรงจนเดือดแล้วหรี่ไฟลง เคล็ดลับที่ผู้เขียนทดลองแล้ว “เวิร์ก” คือ ใช้น้ำในปริมาณที่มากหน่อย เพื่อไม่ให้น้ำข้นจนเกินไป เพราะน้ำที่ข้นๆ ที่เต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรตนี่แหละ เป็นตัวทำให้ไหม้ได้ง่ายนัก และห้ามเด็ดขาด คือ เติมน้ำตาลลงไปเลยก่อนถั่วจะนิ่ม

เมื่อน้ำงวดลงไปแล้ว ถั่วแดงที่ผ่านการต้มมาสัก 2-3 ชั่วโมง จะเริ่มนุ่มเปื่อย ถึงตอนนี้เป็นเวลาที่จะเริ่มเติมน้ำตาล ทำไมถึงต้องเติมน้ำตาลทีหลังจากถั่วนุ่ม? เป็นคำถามที่เชื่อว่ามือใหม่งานครัวสงสัย ด้วยเพราะน้ำตาลจะทำให้ไฟเบอร์ในพืชผักเหนียวและแน่นขึ้น ดังนั้นหากเติมน้ำตาลลงไปก่อนถั่วเปื่อยนุ่ม ถั่วนั้นจะเปื่อยได้ช้ามากๆ หรือถ้าน้ำตาลเยอะพอ ถั่วในนั้นจะไม่สุกอีกเลย ถือเป็นคำสาปของการต้มถั่วหากเติมน้ำตาลลงไป

หลังจากที่น้ำงวดพอดีระดับของถั่วแล้ว จึงเริ่มกระบวนการกวนที่ไฟอ่อนๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ไหม้ ใช้เวลาไม่นานนักหากน้ำพอดีเนื้อ จะใช้เวลาไม่นานมากนักในกระบวนการกวนให้ถั่วแดงกลายเป็นแยม เพียงแค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย สามารถเก็บในตู้เย็นได้เป็นอาทิตย์และเก็บไว้ภาชนะปิดสนิทในช่องแช่แข็งได้เป็นเดือน

ถั่วแดงกวนแบบหยาบนี้ เขาเรียกว่า Anko หรือ Red Bean Jam ที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ที่นิยมเมนูหนึ่งและง่ายที่สุด คือ รับประทานเป็น Spread หรือแยมทาขนมปังในตอนเช้า ปิ้งขนมปังง่ายๆ สไตล์ญี่ปุ่นต้องเป็นแผ่นหนาๆ เพื่อให้กรอบนอกนุ่มใน จากนั้นทาเนยให้ฉ่ำแล้วป้ายถั่วแดงลงไป แค่นี้ก็อร่อยได้แล้ว รสชาติสไตล์ญี่ปุ่นแบบนี้ วัดความนิยมได้จากช็อกโกแลตคิทแคทนำมาเป็นรสชาติเฉพาะญี่ปุ่นแซนด์วิชไส้ถั่วแดง เพราะรสชาติที่ลงตัว

ประโยชน์ของถั่วแดงกวน หรือ Anko ไม่ได้จบอยู่เพียงเท่านี้ ในฉบับต่อๆ ไปผู้เขียนจะนำสูตรเดียวกันนี่แหละ มาทำเป็นขนมได้อีกเป็นสิบเมนู ฝากติดตามต่อค่ะ

 

แยมถั่วแดง Anko แบบหยาบ

ส่วนผสม

ถั่วแดงนางเม็ดเล็ก 500 กรัม

น้ำสะอาด 4-5 ลิตร

น้ำตาลทราย 350 กรัม

เกลือป่น 1 ส่วน 4 ช้อนชา

(รับประทานคู่กับกับเนยสด ขนมปังปิ้ง)

วิธีทำ

แช่ถั่วแดงที่ล้างสะอาดแล้วไว้ข้ามคืน ปิดฝาไว้

วันรุ่งขึ้น ล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำใส่ลงในหม้อ เติมน้ำให้ท่วม รอให้เดือดหรี่ไฟลง หมั่นคนบ่อยๆ เพื่อไม่ให้นอนก้น

เมื่อถั่วแดงนุ่มเปื่อยดีแล้ว น้ำควรจะเสมอระดับถั่วแดง เติมน้ำตาลทรายลงไปแล้วเคี่ยวต่อจนงวดและถั่วแดงเกาะกัน รอให้เย็นสนิท ก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิทในตู้เย็น

 

เจ๊วา-เจ๊หย่ง ขนมจีนไหหลำเจ้าเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/442087

เจ๊วา-เจ๊หย่ง ขนมจีนไหหลำเจ้าเก่า

โดย…สิทธิ ปูทะเลย์

แฟนขนมเส้น หลายคนรู้จักแล้ว “ร้านเจ๊วา-เจ๊หย่ง” ขนมจีนไหหลำ “งู้บาฮุ้น” ต้นตำรับความอร่อยกว่า 50 ปี รสชาติต้นตำรับเป็นไง อิฉันก็ไม่ทราบได้ แต่หลังจากลองทานมาร้านดังๆ 2 ร้านในกรุงเทพฯ ต้องบอกว่าร้านนี้แหละ รสชาติถูกใจอิฉันที่สุด แถมราคาไม่แพง ปริมาณ คุณภาพสมราคา ระยะเวลาที่เปิดขายมากว่า 50 ปีเป็นเครื่องการันตี  มีเมนูหลัก คือ ขนมจีนไหหลำหมูแบบแห้ง-น้ำ  และขนมจีนไหหลำเนื้อทั้งแห้งและน้ำเช่นเดียวกัน พร้อมเมนูเสริมอีก 2-3 อย่าง คือ เกาเหลา กับยำไหหลำและยำไทย

ขนมจีนไหหลำ หลายคนยังอาจไม่รู้จักไม่เคยกิน ชื่อเป็นขนม แต่จริงๆ แล้วกินอิ่มท้องจนแน่น เพราะก็เหมือนเรากินก๋วยเตี๋ยวบ้านเราดีๆ นี่เอง ลักษณะเส้นจะเหมือนเส้นอูด้ง หรือเส้นกวยจั๊บญวน หรือเฝอ เพราะทำจากแป้งข้าวเจ้า เส้นยาวๆ เหมือนขนมจีนแต่เส้นจะใหญ่กว่า เหนียวกว่า ลวกเร็วๆ เหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยว ตามด้วยเครื่องปรุง โรยด้วยถั่วลิสงคั่วและงาขาวคั่ว ผักโรย พร้อมเสิร์ฟทันที

 

แต่… ประเดี๋ยวก่อน เครื่องปรุงไม่เหมือนกันจ้า สำหรับเครื่องปรุงมีทั้งแบบน้ำและแห้งแบบหมูและเนื้อ โดยขนมจีนไหหลำน้ำนั้น หลังลวกเส้น ทางร้านจะลวกเนื้อสด หรือเนื้อหมูสดที่หมักตามสูตรใส่ลงไป ตามด้วยผักกาดดองหน่อไม้  ถั่วลิสงคั่ว งาขาวคั่ว ตามด้วยน้ำซุปต้มกระดูก น้ำใสแจ๋ว หอมน้ำซุปมาก ขอบอก…

แต่หากเป็นแห้ง จะเป็นแบบน้ำข้นหอมเครื่องพะโล้  ใช้เนื้อน่องวัวเคี่ยวจนนุ่ม จนได้น้ำข้นสีน้ำตาลสวย ทุกชามจะโรยด้วยถั่วลิสงและงาคั่ว ตามด้วยน้ำจิ้มกะปิสูตรเด็ดของทางร้าน

 

“น้ำจิ้มกะปิ” หรือที่เรียกว่า “เกี่ยมโก่ย”นั้นหลายคนไม่ชอบ แต่คอขนมจีนไหหลำ ขอบอกว่า ถ้าไม่ใส่เหมือนมันไม่ครบเครื่องเจ้าค่ะ…น้ำจิ้มนี้เขาจะทำอย่างไร ไม่ได้ถามสูตรแต่รสชาติจะเค็ม เปรี้ยว และเผ็ดจากพริกดองเล็กน้อย ควรชิมน้ำจิ้มด้วยค่ะ เพราะบางครั้งไปกิน รสชาติเปรี้ยวมากเกิน เดี๋ยวจะหมดอร่อยจะได้ปรุงให้ถูกใจตัวเอง ราคาตั้งแต่  50 บาทไปถึง 150 บาท

กินของคาวแล้วตามด้วยขนมหวานไหหลำจะได้ครบสูตร เป็นลอดช่องไหหลำ หรือเหลี่ยงหุ้นหน้าตาเหมือนเส้นเซี่ยงไฮ้ แต่สีเหลืองสด ใส่น้ำเชื่อมและน้ำแข็ง หวานอร่อยดี  แต่ที่ชอบคือ“โบ๊กเกี๊ย” แต่สำหรับโบ๊กเกี๊ยนี้ ส่วนตัวอิฉันยังชอบที่ร้านเก่าตลาดท่าดินแดงมากกว่า เพราะหมี่เหลืองที่นั่นอร่อย

สำหรับร้านขนมจีนไหหลำ เจ๊วา-เจ๊หย่ง หาไม่ยาก อยู่บริเวณสะพานขาว ถนนลูกหลวง  ซอยลูกหลวง 8 ข้างวัดญวน  หรือเริ่มจากทำเนียบฯ ก็เลาะเลียบริมคลองผดุงฯ ไปยังสะพานขาว ซอยจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร้านอยู่ในซอยเดินเข้าไปประมาณ  20 เมตร เปิดทุกวันตั้งแต่ 17.00-23.00 น. แต่จะหยุดทุกวันจันทร์ที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน และเทศกาลสำคัญ สอบถามโทร. 02-281-0444, 08-6820-7890, 08-1832-1341

 

ก๋วยเตี๋ยวบุญ ชามละ 1 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/441976

ก๋วยเตี๋ยวบุญ ชามละ 1 บาท

โดย…ชูเดช สีหะวงษ์

ณ วัดทรงเสวย ต.หนองน้อย อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ได้เปิดโรงทานจำหน่ายก๋วยเตี๋ยวให้กับญาติโยมที่มาทำบุญด้วย ราคาเพียงแค่ “ชามละ 1 บาท” ตามโครงการ “อิ่มท้อง อิ่มบุญ” โดยมีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาใช้บริการของก๋วยเตี๋ยวบุญอย่างคึกคักต่อเนื่อง โดย ปราณี มหัคคะประทีป แม่ครัวก๋วยเตี๋ยวบุญ เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ในช่วงแรกเมื่อ 1 ปีก่อน แม่ครัวจะเตรียมก๋วยเตี๋ยววันละประมาณ 300 ชาม แต่ปัจจุบันมีพุทธศาสนิกชนทราบข่าวโครงการก๋วยเตี๋ยวบุญมากขึ้น ทำให้ต้องเตรียมก๋วยเตี๋ยวเพิ่มเป็นวันละ 500 ชาม โดยยังคงแนวทางการเชิญชวนทำบุญด้วยการหย่อนปัจจัยลงตู้บริจาคชามละ 1 บาทเช่นเดิม

 

สำหรับเหตุผลที่ทำให้โครงการอิ่มท้อง อิ่มบุญ สามารถทำก๋วยเตี๋ยวชามละ 1 บาทได้นั้น เป็นเพราะมีผู้มีจิตศรัทธาได้แสดงความประสงค์ที่จะเป็นเจ้าภาพอย่างต่อเนื่อง โดยการเป็นเจ้าภาพโครงการอิ่มท้อง อิ่มบุญ จะใช้งบประมาณวันละ 3,000 บาท ซึ่งปัจจุบันมีเจ้าภาพที่จองไว้ล่วงหน้าข้ามเดือนไปจนถึงสิ้นเดือน ก.ค.นี้

วิทยา สุวรรณ ผู้ที่มาทำบุญและใช้บริการของก๋วยเตี๋ยวบุญ เปิดเผยว่า เดินทางมาจาก จ.พิจิตร ตั้งใจที่จะท่องเที่ยวทำบุญและไหว้พระ 9 วัด มาพบโครงการ “อิ่มท้อง อิ่มบุญ” ของวัดทรงเสวยจึงลองเข้าใช้บริการ ซึ่งรสชาติอร่อยไม่แพ้ก๋วยเตี๋ยวราคาแพงตามตลาดทั่วไปเลย และหากรับประทานไม่อิ่มยังสามารถขอเพิ่มได้เรื่อยๆ

 

ด้านการทำบุญค่าก๋วยเตี๋ยวทางวัดก็ไม่ได้บังคับ ใครที่ไม่มีเงินก็รับประทานฟรี ซึ่ง วิทยา บอกว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่คนไทยด้วยกันแสดงความเอื้ออาทรต่อกัน โดยเฉพาะผู้มีจิตศรัทธาที่จองคิวการเป็นเจ้าภาพกันจนคิวแน่น ตนเห็นแล้วก็ตื้นตันใจ ซึ่งหากมีโอกาสก็จะกลับมารับประทาน “ก๋วยเตี๋ยวบุญชามละ 1 บาท” อีกแน่นอน

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางมาไหว้พระทำบุญและลิ้มลองรสชาติของก๋วยเตี๋ยวบุญ สามารถเดินทางมาได้ที่วัดทรงเสวย ต.หนองน้อย อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โดยก๋วยเตี๋ยวบุญจะเปิดให้รับประทานในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เริ่มตั้งแต่เวลา 11.00 น. ไปจนถึงเวลา 15.00 น.

 

คาเฟ่แคมปิ้งสุดชิล แดนดิไลอ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/441973

คาเฟ่แคมปิ้งสุดชิล แดนดิไลอ้อน

โดย…พาแลง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หน้าร้านถูกตกแต่งด้วยการใช้โทนสีดำและกระจกใส มองทะลุเห็นบรรยากาศด้านในของร้าน ทำให้แดนดิไลอ้อน (Dandelion) คาเฟ่บรรยากาศอบอุ่นสไตล์แคมปิ้งใหม่ย่านทองหล่อ ระหว่างซอยสุขุมวิท 49 กับ 51 สะดุดตาท่ามกลางตึกแถวริมถนน เดิมทีเจ้าของร้านเปิดคาเฟ่เล็กๆ ชื่อ โรส (Rose) ในแถบสามย่าน แต่ปิดร้านเดิมย้ายมาที่ทองหล่อและใช้ชื่อใหม่ว่า แดนดิไลอ้อน (Dandelion) มีทั้งอาหาร ขนมหวาน เครื่องดื่ม และกิจกรรมเวิร์กช็อปทำขนม เป็นสังคมเล็กๆ ที่เป็นกันเอง

 

ภายในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือด้านล่างเป็นครัวเปิดสำหรับทำเค้กและขนมต่างๆ ด้านหลังเคาน์เตอร์จะเป็นลิ้นชักลักษณะคล้ายตู้ยาเรียงรายอยู่ โดยแต่ละลิ้นชักนั้นจะมีวัตถุดิบคุณภาพดีเอาไว้ใช้ทำขนมสำหรับลูกค้าที่อยากลองทำขนมในปริมาณไม่มากนัก ส่วนชั้นบนมาในคอนเซ็ปต์ที่สื่อถึง Cozy Picnic ให้อารมณ์การมาแคมปิ้งมีทั้งกระโจม ชิงช้า ให้พักผ่อนสบายๆ สามารถชิลได้พร้อมกับอาหารและขนม โทนสีที่ใช้เป็นสีขาว ตั้งแต่ผนังร้าน ใช้ผ้าขาวทำกระโจม มีธงสามเหลี่ยมห้อยเกาะตามกิ่งไม้ สร้างบรรยากาศเหมือนไปแคมปิ้ง ส่วนโต๊ะและเก้าอี้ใช้ไม้สีอ่อนเพิ่มความอบอุ่นในร้านตกแต่งด้วยผนังสีขาวสะอาดตา ใช้โต๊ะและเก้าอี้ไม้สีอ่อนเพิ่มความอบอุ่นให้กับร้าน บรรยากาศของกลางวันจะเป็นกันเอง สะอาดตา ขณะที่กลางคืนน่าจะส่งให้ร้านนี้โรแมนติกอีกมากทีเดียว

 

สำหรับอาหารของร้านเน้นเป็นอาหารที่รับประทานได้ทั้งวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ เมนูส่วนใหญ่จึงไม่ซับซ้อนแต่เน้นวัตถุดิบที่มีคุณภาพ มีให้เลือกหลายสไตล์เพราะลูกค้ามีทั้งญี่ปุ่น เกาหลี และชาวตะวันตก เราจึงได้ลองชิมเมนูสำหรับสาวสายสุขภาพและไม่กินเนื้อสัตว์ชื่อ Garden Soba Salad เป็นเส้นโซบะนุ่มๆ มาในกระทะเหล็กเพิ่มสีสันและรสชาติด้วยมะเขือเทศ ข้าวโพดอ่อน เบบี้แครอต และเห็ดย่าง กลิ่นหอมจากงาที่โรยหน้ามาและรสชาติที่ไม่จัดเกินไปทำให้สาวๆ ที่ใส่ใจสุขภาพต้องชื่นชอบเมนูนี้ ถัดมาเป็น Chicken Alfredo Pasta ใช้ริกาโตนี่ผัดใส่ซอสครีมและเพิ่มสีสันด้วยผงปาปริก้า ได้สีสวยและรสชาติไม่หนักจนเกินไป

 

ในส่วนของขนม ที่นี่มีความหลากหลายและเวียนมาให้ลิ้มลองความแปลกใหม่อยู่เสมอ แต่ซิกเนเจอร์ของร้านต้องยกให้ Camping night milo’s more เป็นโทสต์ที่เพิ่มดาร์กช็อกโกแล็ตอบมาในกระทะจิ๋วสีดำ โดยมีขนมปังแท่งรสช็อกโกแล็ตสร้างเป็นรูปกระโจม ใครที่ชอบขนมรสชาติชัดเจนขอแนะนำ มาที่เครื่องดื่ม Passion Fruit Tea เป็นชาผสมน้ำเสาวรสสด ได้ทั้งรสเปรี้ยวอมหวานจากเสาวรสและความขมติดปลายลิ้นจากชา สำหรับคอกาแฟหรือสมูทตี้ก็มีให้ลองเช่นกัน

หากมาที่นี่ซ้ำแล้วซ้ำอีก เจ้าของร้านการันตีว่าคุณจะไม่รู้เบื่อ เพราะเมนูที่ร้านจะหมุนเวียนไปเรื่อยๆ มาเมื่อไรก็จะได้ชิมขนมแปลกใหม่เสมอ

แดนดิไลอ้อน เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 09.00-22.00 น. ติดตามกิจกรรมและข่าวการเวิร์กช็อปทำขนมได้ที่ www.facebook/dandelion หรืออินสตาแกรม dandelion.cafe โทร. 08-5145-3181 และ 02-010-4559

 

ฤดูฝน อาหารไทย ความสุข และเป็นยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/441969

ฤดูฝน อาหารไทย ความสุข และเป็นยา

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

เมื่อฝนตก รถก็ติด ตามมาด้วยอาการหงุดหงิด เป็นไข้ ไอ เป็นหวัด สารพัดโรคที่จะรุมสุมเราในช่วงฤดูฝนนี้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอาหารไทยและความสุข เกี่ยวแน่นอน เพราะวันนี้เรามี เชฟบอมเบย์-ไพโรจน์ ประไพรักษ์ แห่งห้องอาหารมิสสยาม โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ กรุงเทพฯ มาบอกเล่าถึงภูมิปัญญาของคนไทยแต่โบร่ำโบราณ ที่เล็งเห็นถึงการเลือกวัตถุดิบเพื่อนำมาทำอาหารให้สอดคล้องกับฤดูฝน ซึ่งได้ทั้งความอร่อย ความอบอุ่นของร่างกาย และเป็นยาแก้โรคได้อีกด้วย

“แน่นอนว่าคนไทยแต่โบร่ำโบราณมักมีความแยบยลและละเอียดถี่ถ้วนในการกินการอยู่ ในเรื่องของการทำอาหาร มักเลือกวัตถุดิบที่ต้องดีจริง สดจริง และหาง่าย นึกอยากกินเมนูนี้ขึ้นมาเมื่อไร ก็ต้องหามาทำกินได้ทันที ซึ่งเมื่อไปจ่ายตลาด คนโบราณจะดูก่อนว่าตลาดมีอะไร สมัยเด็กตอนเทศกาลสงกรานต์ คุณแม่พาผมไปจ่ายตลาด ผมก็ชวนให้คุณแม่ทำแกงส้ม คุณแม่ก็เอ็ดใหญ่ แล้วบอกให้ผมดูผักบุ้ง พร้อมกับบอกว่าผักบุ้งที่วางขายในฤดูร้อน ทั้งเหนียว ทั้งเหี่ยว เพราะมันไม่ใช่วัตถุดิบประจำฤดูกาล เราจึงเข้าใจได้ทันทีว่า หากคิดอยากทำอาหาร ต้องดูวัตถุดิบที่สอดคล้องกับฤดูกาลนั้นๆ ก่อนเป็นอันดับแรก”

ในฤดูฝนเมื่อฝนตก อากาศย่อมแปรปรวนง่าย ทำให้เราปวดหัวตัวร้อนได้ง่ายเช่นเดียวกัน เชฟบอมเบย์ เผยว่า คนโบราณไม่ได้กินยาฝรั่ง ส่วนใหญ่ใช้พืชผักที่ถือเป็นยาสมุนไพรนำมาทำอาหาร มันจึงเป็นทั้งอาหารและยารักษาโรคไปในตัว

“เวลาฝนตก คนโบราณต้องการให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น จึงสร้างสรรค์เมนูต้มส้มขึ้นมา ซึ่งจะเป็นต้มส้มปลาทะเล ปลาน้ำกร่อย หรือปลาน้ำจืดก็ได้ เพราะฤดูนี้น้ำสะอาด มีน้ำใหม่เข้ามา ปลาจึงสดใหม่และอร่อย แถมขนาดตัวก็ใหญ่ อีกทั้งต้มส้มยังมีรสชาติเผ็ดร้อนจากพริกไทย สร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายได้ มีขิง ที่ขับเสมหะได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้ ฤดูฝนยังมีผักเยอะ น้ำพริกจึงเป็นเมนูคู่บ้านคู่เรือนของเมืองไทย จะเป็นน้ำพริกระกำก็ได้ เพราะฤดูฝนมีระกำเยอะ มะดันก็งดงาม เวลากินน้ำพริก ผักสดจึงหลากหลาย สะอาด ไม่มีสารพิษ ราคาถูก รสชาติอร่อย เป็นวัตถุดิบทองคำที่ฤดูอื่นหารับประทานได้ยาก”

 

เชฟบอมเบย์ ชี้ชวนว่า เวลาที่เราไปจ่ายตลาดในฤดูฝน อันดับแรกที่เราต้องซื้อมาทำอาหาร นั่นคือ เห็ด ไม่ว่าจะเห็ดเผาะ เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า และอีกสารพัดเห็ด เพราะเห็ดในฤดูฝนนั้นงดงามเหลือเกิน “นอกจากนานาเห็ดแล้ว เรายังจะพบชะอมยอดงาม พบผักบุ้งงาม ผักกระเฉดงาม หน่อไม้งาม ใบย่านางก็งาม หากอยากกินน้ำพริกกะปิ ต้องเลือกซื้อกะปิที่มีแหล่งผลิตอยู่ใกล้ชายทะเล กะปิถึงจะรสชาติดี”

 

ในส่วนของการปรุงอาหารให้เป็นยา อย่างที่กล่าวไปว่า ฤดูฝนนำมาซึ่งหลากหลายโรค เมนูอาหารที่คนโบราณรังสรรค์ขึ้นเพื่อช่วยรักษาโรคมีมากมายหลากหลายเมนู “อย่างเช่นต้มส้ม เมนูนี้ถือว่าครบเครื่อง เพราะมีส่วนผสมของพริกไทยที่ทำให้จมูกโล่ง มีหอมแดงที่ช่วยรักษาไข้ มีขิงที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น แถมมีน้ำมะขามเป็นยาระบายอ่อนๆ หากทำต้มส้มปลา ปลาก็ทำให้ร่างกายย่อยง่าย ไม่อืดท้อง แต่ใช่ว่าเมนูที่แนะนำ จะมีคนชอบเหมือนกันหมด อย่างต้มส้ม บางคนก็ไม่ชอบ เราก็ต้องเลือกเมนูอาหารอื่นๆ ที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น ต้มข่าก็ได้ แกงจืดก็ได้ มีมากมายหลายเมนูทีเดียว เห็นไหมว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้ร่างกายสามารถชะล้างสารพิษออกจากร่างกายได้ด้วยตัวมันเอง ช่วยให้ร่างกายหายไข้หายปวดได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นเรากินอะไร เราก็ได้อย่างนั้น”

ด้านอุณหภูมิของอาหาร แน่นอนว่าเวลาฝนตก อากาศก็ชื้นและเย็น เราจึงควรรับประทานอาหารร้อนมากกว่าอาหารเย็น “แม้กระทั่งขนมเอง ก็ควรจะเป็นของร้อน ถึงจะดีกับร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม เราอาจจะต้องดูวันต่อวันในฤดูนั้นๆ ว่าวันนี้ฟ้าฝนเป็นอย่างไร อากาศเป็นอย่างไร ร่างกายครั่นเนื้อครั่นตัวไหม ควรทำอาหารหรือเลือกซื้อเมนูไหนที่เหมาะกับสภาวะอากาศ ซึ่งต้องสังเกตสังกาเสียหน่อย”

 

มาถึงตรงนี้ เราคงพอรู้แล้วว่า หากเราอยากทำอาหารให้อร่อย เป็นยา และสอดคล้องกับฤดูกาล เราควร 1.เลือกวัตถุดิบที่ตรงถามฤดูกาล หรืออุดมสมบูรณ์ในฤดูกาลนั้นๆ 2.เลือกวัตถุดิบที่มีผลในทางตรงกันข้ามกับสภาวะอากาศ ณ ขณะนั้น เช่น อากาศเย็น ก็เลือกวัตถุดิบที่มีสภาวะเป็นของร้อน อากาศร้อน ก็เลือกวัตถุดิบที่มีสภาวะเป็นของเย็น 3.เลือกทำอาหารที่มีอุณหภูมิของอาหารให้ตรงกัันข้ามกับอุณหภูมิของอากาศ เช่น ฤดูฝน อากาศเย็นชื้น ก็ให้ทำอาหารประเภทต้ม แกง ผัดก็ได้ 4.หรือไม่ก็ปรุงอาหารให้เกิดความสมดุลทั้งของร้อนและของเย็น

“สำหรับเมนูวันนี้ที่อยากแนะนำ ถือเป็นเมนูส่วนหนึ่งที่อยู่ในเมนูบุฟเฟ่ต์ต้อนรับฤดูฝนของห้องอาหารมิสสยาม ไม่ว่าจะเป็น แกงคั่วเห็ดหมูย่าง ซึ่งเมนูนี้เราสามารถประยุกต์ใช้กับนานาเห็ดได้ แล้วแต่ว่าวันนั้นมีเห็ดแบบไหนจำหน่าย โชคดีที่ช่วงนี้เห็ดเผาะกำลังอุดมสมบูรณ์ เราก็เลยนำเห็ดเผาะแบบสดๆ มาทำเมนูแกง ส่วนตัวเนื้อ ใช้เนื้อแบบไหนก็ได้ อย่างวันนี้ก็นำหมูย่างมาใส่ในแกง หากลูกค้ารับประทานหมูไม่ได้ ก็บอกได้ว่าอยากได้เนื้อประเภทไหน

 

เมนูต่อมา แกงหมูใบชะมวง หากใครทราบดี จะรู้ว่าฤดูนี้ใบชะมวงอุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งเมนูนี้เราใช้ยอดใบชะมวงอ่อน ส่วนแกงหมู เราใช้หมูสามชั้นมาทำเพื่อให้เกิดความอบอุ่น และมีความมันตัดกับความเปรี้ยวของใบชะมวง และมีส่วนผสมเป็นพริกไทยที่มีความเผ็ดร้อน ให้ความอบอุ่น อีกทั้งเป็นเมนูที่หารับประทานยากในเมืองกรุง (เป็นเมนูประจำของ จ.ระยอง และจันทบุรี) ต้องรับประทานในฤดูฝน สำหรับประโยชน์ของใบชะมวง ใบชะมวงมีวิตามินซีและแคลเซียมสูง ต้านทานโรคหวัดได้ดีอีกด้วย

เมนูต่อมา น้ำพริกระกำ ในฤดูฝนมีระกำเยอะ แต่ปลูกน้อยลง เพราะขายไม่ได้ราคา ระกำจึงถือเป็นของดีที่หายากในฤดูฝน หากจะเอาสละมาทำน้ำพริกแทนก็ได้ แต่ไม่ค่อยอร่อย เพราะเหม็น ในส่วนของระกำ ก็มีวิตามินซีสูง แก้ไข้ได้ดีอีกด้วย

 

ในส่วนของของหวาน ขอแนะนำขนมเกสรลำเจียก ถือเป็นขนมหน้าเตา ที่มีความละเอียดลออในการทำสูงมาก รับประทานตอนร้อนๆ จะได้ความอร่อย เมนูนี้ได้กลิ่นหอมจากน้ำที่เราสกัดจากเกสรลำเจียก บวกกับไส้ที่เราใช้เนื้อมะพร้าวอ่อนที่นำมาผัดเพื่อเพิ่มความหอม ทำให้เราได้กลิ่นหอมๆ ที่กรุ่นกลิ่นจากหน้าเตา อีกทั้งยังได้ความรู้สึกที่ดีมากๆ ในฤดูฝนนี้อีกด้วย”

หากใครสนใจอยากอิ่มอร่อยแบบไม่จำกัดกับบุฟเฟ่ต์อาหารไทย พร้อมหลากหลายเมนูต้อนรับฤดูฝน เชิญแวะไปที่ห้องอาหารมิสสยาม โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 31 ต.ค. โดยเปิดให้บริการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ในเวลา 11.30-14.30 น.เท่านั้น ในราคาเพียง 650 บาทสุทธิ (พิเศษ มา 5 ท่าน จ่ายเพียง 4 ท่าน) โทร. 02-217-0777

 

ตามรอยอร่อย ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือมาทรงเสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/441965

ตามรอยอร่อย ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือมาทรงเสวย

โดย…ชายโย

ก๋วยเตี๋ยวเรือทรงเสวย ร้านดังที่ชาว จ.ปทุมธานี รู้จักกันเป็นอย่างดี การเดินทางมาที่ร้านนี้แนะนำให้ตั้งพิกัดมาที่วัดวังน้ำวน จ.ปทุมธานี วิ่งเลยวัดน้ำวนมาประมาณ 400 เมตร จะเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวเรือทรงมาเสวย (เจ๊วรรณ) อยู่ทางซ้ายมือ บรรยากาศร่มรื่น หน้าร้านสามารถจอดรถเก๋งได้ประมาณ 4-5 คัน (สอบถามเส้นทางได้ที่เบอร์ 02-977-4976, 02-581-3423 ร้านเปิดปิดเวลา 08.00-21.00 น.)

 

 

มีให้เลือกทั้งน้ำตกหมูและเนื้อ รสชาตินั้นจัดจ้านแทบไม่ต้องปรุงเพิ่ม เขาจะนำเครื่องปรุงในชามพร้อมลวกเส้นและผักบุ้ง ใส่เนื้อ ตับ และลูกชิ้น ราดด้วยน้ำก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ โรยหน้าด้วยผักชีฝรั่งหั่นฝอย เส้นลวกกำลังดี น้ำขลุกขลิก ลูกชิ้นเนื้อล้วนไม่ปนแป้ง ทั้งเครื่องเคราทั้งหลายที่ใส่มาล้วนส่งเสริมกันให้อร่อยแบบจัดเต็ม

ขาฮาร์ดคอร์ชอบรสจัดจ้านก็ไม่ต้องห่วง บนโต๊ะจะมีเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวเรืออย่างพริกคั่วหอมๆ กับพริกน้ำส้มสายชูใส่เพิ่มความจัดจ้าน ปิดท้ายด้วยหมูสะเต๊ะที่ลูกค้าส่วนใหญ่จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยๆ เนื้อหมูนุ่มหอมหวานรสชาติเข้าเนื้อมากับน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะกับน้ำจิ้มอาจาดเสิร์ฟมาเป็นชุดเต็มอิ่ม เป็นเมนูที่เราแนะนำว่าไม่ควรพลาด

 

ความเป็นมาของชื่อร้านนี้ เกิดจากวันหนึ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นการส่วนพระองค์ ทำให้เจ้าของร้านปลาบปลื้มใจ เป็นเกียรติแห่งวงศ์ตระกูล จึงตั้งชื่อร้านใหม่พร้อมนำโต๊ะและเก้าอี้ที่เคยประทับเก็บแยกไว้ต่างหาก ไม่ให้ใครมานั่งเสมอพระองค์ท่านอีกเลยนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา