ร้านบ้าน อร่อยและดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/441963

ร้านบ้าน อร่อยและดี

โดย…ซิตี้กาย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ท่ามกลางร้านอาหารนานาชาติที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด “บ้าน” ร้านอาหารไทยถูกตั้งขึ้นมาท้าทายให้นักชิมอาหารทั้งหลาย มาลิ้มลองอาหารไทยในอีกมิติที่ทำให้เมนูเดิมๆ อันแสนน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องสนุก

 

ร้านอาหารไทย ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น ให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายๆ และนำเสนออาหารไทยในคอนเซปต์ อาหารเพื่อสุขภาพ ด้วยการใช้วัตถุดิบในการประกอบอาหารทั้งหมดเป็นออร์แกนิก ลูกค้าทุกคนจะได้รับประทานข้าวและผักปลอดสารพิษ เนื้อหมู เนื้อไก่ และเนื้อวัว ที่เลี้ยงดูเติบโตให้อาหารตามธรรมชาติ ปราศจากสารเร่งโต วัตถุดิบจากทะเล คัดเลือกจากฟาร์มของกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่จับจากแหล่งธรรมชาติอย่างถูกวิธี ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างคัดสรรแล้วว่าดีต่อสุขภาพและธรรมชาติ ลูกค้าจึงมั่นใจว่าจะได้รับประทานอาหารรสชาติอร่อยและดีต่อร่างกายแน่นอน

 

เริ่มต้นเมนูอร่อยด้วยเมนูซิกเนเจอร์ พะโล้ต้มแซ่บ ไข่พะโล้ถูกนำเสนอในรสชาติต้มแซ่บ มีความกลมกล่อมหอมหวานของน้ำพะโล้ ขณะเดียวกัน ความแซ่บจัดจ้านเปรี้ยวนำเผ็ดตามก็แทรกซึมผ่านน้ำพะโล้ออกมาด้วย

ตามด้วย หมูแดดเดียว เนื้อหมูปลอดสารเร่งโตและสารเคมี หมักได้ที่นำมาทอดด้วยน้ำมันรำข้าว รสชาติจัดว่าอร่อยน่าลอง และอีกเมนูเด่นประจำร้านคือ หมูคลุกฝุ่น หมูนุ่มๆ ให้รสสัมผัสที่ต่างออกไปจากเมนูเดียวกันที่ร้านอื่น

 

ร้านบ้าน เปิดบริการทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 11.00-14.30 น. และมื้อเย็น 17.30-22.30 น. ปิดรับออร์เดอร์ 21.00 น. โทร. 02-655-8995, 08-1432-4050

 

A Well Dressed Bowl สลัดบ้านไร่ กับ Cool Ranch Dressing

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/441897

A Well Dressed Bowl สลัดบ้านไร่ กับ Cool Ranch Dressing

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

วิถีเรียบง่าย พอเพียง ไม่ใช่มีแต่เราชาวไทยเท่านั้นที่โหยหาความสุขใกล้ธรรมชาติ เทรนด์ “Slow Life” แบบคนรู้จักชีวิตเป็นที่นิยมมาสักพัก ดูจากแนวโน้มอาหารของฝรั่งเขา ทั้งรายการอาหาร หนังสือ Cookbook เริ่มเห็นรายการที่มี Background เป็น Ranch Style หรือ บ้านไร่สไตล์ฝรั่งมากขึ้น

อาหารสไตล์ Ranch นึกภาพทุ่งหญ้าสีทองในรัฐมอนทานา มีเทือกเขาเป็นทิวอยู่ด้านหลัง โคบาลบนหลังม้าต้อนฝูงวัวกลับคอกที่มองเห็นรั้วไม้ยาวเป็นไมล์ ตกเย็นเข้าบ้านมีซุปข้นคลั่ก หอมข้นครีมสดที่เพิ่งช้อนขึ้นมาจากนมที่เพิ่งรีดมาจากแม่วัวในตอนเช้า บิขนมปังครัสต์กรอบกินควบคู่กันไป

อาหารหลักคงหนีไม่พ้นสเต๊กชิ้นโตย่างกำลังดี มีมันฝรั่งอบเคล้าเนย แต่บ้านไร่ยุคใหม่เขาต้องรักษาสุขภาพ อาหารต้องเป็นสไตล์แรนช์แบบประยุกต์ต้องมีสลัดกินเพิ่มเส้นใยอาหารและวิตามิน

 

น้ำสลัดที่น่าจะเข้าตากรรมการมากที่สุด ต้องยกให้ Ranch Dressing น้ำสลัดครีมข้นสีขาวที่มีขายเป็นขวดๆ ตามชั้นขายของในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป มีมายองเนสเป็นพื้นฐาน สำหรับเราคนไทยอาจจะรู้สึกว่าอ้วนและเลี่ยน แต่ทราบหรือไม่ว่า ต้นตำรับที่แท้จริงของน้ำสลัดสไตล์นี้ มาจาก Cool Ranch Dressing เป็น “น้ำสลัดสด” ที่เรียกว่า สด คือ ทำเสร็จปุ๊บ ราดลงสลัดปั๊บ อร่อยที่สุด และมักจะเก็บได้ไม่นาน เพราะน้ำสลัดสดๆ แบบนี้ มีส่วนผสมของ “Dairy” อย่างบัตเตอร์มิลค์ หรือซาวร์ครีม เป็นส่วนผสมหลัก ความ “ครีมมี่” ไม่ได้มาจากมายองเนส แต่มาจากความข้นมันของส่วนผสมนมสดใหม่จากไร่นั่นเอง

Cool Ranch Dressing จึงเป็นน้ำสลัดแบบ Slow Life อิงวิถีธรรมชาติที่เน้นความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ เพื่อความอร่อยที่สุด น้ำสลัดชนิดนี้นิยมเสิร์ฟเย็นๆ เพื่อรักษาสภาพของน้ำสลัดให้อร่อยที่สุด ดังนั้นผักต่างๆ ของเรา เมื่อแช่เย็นเจี๊ยบ นอกจากจะทำให้กรอบขึ้นแล้ว เมื่อรับประทานกับ Cool Ranch Dressing เย็นๆ จะให้ความสดชื่นทั้งจากความเย็นของผักและน้ำสลัด ยังมีความจัดจ้านของเดรสซิ่งที่ช่วยให้สลัดจานนี้น่าประทับใจ

 

ส่วนผสมของ Cool Ranch Dressing นี่แหละที่ทำให้เกิดมันฝรั่งทอดกรอบรสซาวร์ครีมและหัวหอม เพราะส่วนผสมหลักๆ มีซาวร์ครีม และหัวหอมสับละเอียด แต่งรสเพิ่มเติมด้วยกระเทียมสับละเอียด สำหรับฝรั่งเขาต้องสับให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการกินสลัดแล้วเจอกระเทียมชิ้นยักษ์ อาจทำให้โกรธเชฟได้ แต่สำหรับพี่ไทยอย่างเรา กระเทียมในน้ำสลัดอาจเป็นโบนัสรสชาติจัดจ้าน แบบนี้ต้องแล้วแต่ชอบ ถึงจะทำได้ถูกใจ เราต้องปรับให้เข้ากับความชอบของคนกิน

น้ำสลัดสูตรนี้จะอร่อยที่สุดหลังจากที่ผสมเคล้ากันเสร็จแล้ว แช่เย็นไว้สัก 2 ชั่วโมง เพื่อให้เข้าเนื้อเข้าหนัง ราดลงบนผักแช่เย็น หรือจะจัดเป็นผักจิ้มน้ำสลัดก็อร่อยเหมือนกัน กินไม่หมดเก็บไว้ในภาชนะปิดสนิทได้สัก 3-4 วัน นานกว่านี้ต้องระวังเพราะมีส่วนผสมของซาวร์ครีมอยู่ แต่น่าจะหมดได้เร็ว เพราะนอกจากเป็นน้ำสลัดแล้วยังจะใช้เป็นเครื่องจิ้มอาหารทอด อย่างไก่ชุบแป้งทอด หรือ Fish & Chips ก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน

 

Cool Ranch Dressing

ส่วนผสม

ซาวร์ครีม 1 กระปุก

มายองเนส 2 ช้อนโต๊ะ

กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนชา

หอมแขกสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 6 ช้อนโต๊ะ

สมุนไพรสับละเอียด 1 ช้อนชา (เช่น พาสลีย์ ไทม์)

ไข่ต้มสับละเอียด 1 ฟอง

ผักชีลาว 1 ช้อนชา

ต้นหอมซอยละเอียด 1 ต้น

พริกไทยบดละเอียด 1/2 ช้อนชา

ซอสวูสเตอร์ 1/4 ช้อนชา

ซอสพริกทาบาสโก 1/4 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

ปาปริก้า 1/4 ช้อนชา

ผักสลัดใบแข็ง : ผักกาดคอส ผักกาดบิบส์ แครอตจิ๋ว ไข่ต้ม

วิธีทำ

ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แช่เย็นไว้จนกว่าจะใช้ ราดลงบนผักสลัดที่ชอบ โรยด้วยไข่ต้มสับหยาบๆ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารและรสชาติที่เข้ากับน้ำสลัดแรนช์

 

ป.ไร่ขิง กุ้งเผา เสิร์ฟร้อนๆ คู่น้ำจิ้มรสเด็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/440833

ป.ไร่ขิง กุ้งเผา เสิร์ฟร้อนๆ คู่น้ำจิ้มรสเด็ด

โดย…พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

ใครที่ชื่นชอบรับประทานสารพัดเมนูกุ้งต้องไปชิมที่ ร้าน ป.ไร่ขิง กุ้งเผา ต.ท่าตลาดอ.สามพราน จ.นครปฐม รับรองไม่ผิดหวังเพราะร้านแห่งนี้เน้นขายกุ้งตัวโตๆ เผาร้อนๆมาเสิร์ฟคู่น้ำจิ้มรสเด็ด รสแซบ อร่อยถูกปาก ท่ามกลางบรรยากาศชายทุ่งริมถนนทางเข้าวัดไร่ขิง

ร้าน ป.ไร่ขิง กุ้งเผา บริหารงานโดย คุณชวลิต อินทรคง หรือคุณแจ้ ที่ดูแลลูกค้าดุจดังเพื่อนฝูงและญาติมิตร หากลูกค้าอยากสั่งกุ้งมารับประทานรอไม่กี่นาทีก็ได้รับประทานสมใจอยาก มีให้เลือกหลากหลายขนาดและน้ำหนัก ราคาจะแตกต่างกันไป หากต้องการกุ้งตัวใหญ่ ราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 640/440 บาท ซึ่งมีหลากหลายเมนูเด็ดให้พ่อครัวปรุงให้ ไม่ว่าจะเมนูกุ้งเผา กุ้งพล่า กุ้งทอดกระเทียม กุ้งผัดกับผงกะหรี่ หรือกุ้งอบวุ้นเส้นแล้วแต่ชื่นชอบ

“ที่เด็ดของกุ้งเผาของร้านที่นี่ คือ ไม่ผ่ากุ้งออกเป็นสองซีกแบบร้านอื่นๆ แต่เผากุ้งไปทั้งตัว ทำให้น้ำหวานของเนื้อกุ้งไม่ระเหยออกไปกับความร้อน เนื้อกุ้งจะยิ่งฉ่ำหวานกว่าผ่ากุ้งครึ่งตัวแล้วนำไปเผา ส่วนน้ำจิ้มไม่ได้เป็นซีฟู้ดพริกตำเหมือนร้านทั่วไป แต่เป็นน้ำซีฟู้ดมะนาวน้ำปลาผสมหอมแดงและกระเทียมให้รสชาติเข้มข้น ทำให้ไม่กลบรสชาติหวานๆ ของกุ้ง” คุณชวลิต บอกถึงที่เด็ดของร้าน ป.ไร่ขิง กุ้งเผา

 

เมนูเด็ดที่มาร้านนี้แล้วต้องสั่งรับประทาน คือ พล่ากุ้ง ที่ปรุงด้วยสมุนไพรเพื่อสุขภาพ เช่น ตะไคร้ ข่า รสชาติเผ็ดจัดจ้าน เป็นเมนูสุดแซบ อร่อยถูกปากเพราะรสชาติเข้มข้น หอมอร่อยจัดจ้าน เนื้อกุ้งนุ่มหวานๆ กลิ่นหอมด้วยเครื่องเคียงสมุนไพรต่างๆ คลุกเคล้าด้วยน้ำยำรสเด็ดจนเข้าด้วยกัน

ส่วนอีกเมนูที่ลูกค้าไม่ควรพลาด คือ ต้มยำกุ้งน้ำข้น รสแซบถูกปาก รวมทั้งเมี่ยงปลาเผาที่ขึ้นลือชาเรื่องความนุ่มของเนื้อปลาและน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่ใช้ปลาทับทิมสดคุณภาพดี นำมาคลุกเกลือแล้วเผากับถ่านกะลามะพร้าว ทำให้เนื้อปลามีกลิ่นหอม กินคู่กับเครื่องเคียงอย่างผักสด หอมเจียว ขนมจีน และน้ำจิ้มรสเด็ดสูตรเฉพาะของทางร้าน

แต่สำหรบผู้ที่ชื่นชอบ หอยแครงทรงเครื่องทางร้านก็มีให้เลือก โดยนำหอยแครงสดๆ ลวกมาพอสุกแกะฝามาแล้วให้ลูกค้าได้รับประทานง่ายขึ้น พร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรลับเฉพาะรสชาติเข้มข้น ออกหวานอมเปรี้ยว เผ็ดนิดๆ อร่อยแซบเวอร์

 

การเดินทางไปร้าน ป.ไร่ขิง กุ้งเผา ไม่ยากหากขับรถมาทางถนนเพชรเกษม จะเห็นอยู่ฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ เลี้ยวเข้าปากทางเข้าวัดไร่ขิงประมาณ 600 เมตร ร้านจะอยู่ซ้ายมือ

แต่ถ้าเดินทางมาโดยรถโดยสารขึ้นรถสาย 6 ที่ปิ่นเกล้า ซึ่งรถจะวิ่งผ่านถนนพุทธมณฑลตลาดน้ำดอนหวาย ผ่านวัดไร่ขิง ซึ่งจะอยู่ห่างจากวัดไร่ขิงประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นร้าน ป.ไร่ขิง กุ้งเผา อยู่ขวามือ หรือสอบถามเส้นทางที่คุณชวลิต โทร.09-7157-0332

กุ้งเผาอร่อยน้ำจิ้มแซบไม่ไกลกรุงเทพฯ ต้องลอง ร้าน ป.ไร่ขิง กุ้งเผา อ.สามพราน จ.นครปฐม

 

สวนกระแสของแพง ข้าวแกง 10 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/440732

สวนกระแสของแพง ข้าวแกง 10 บาท

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย

ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง ข้าวยากหมากแพง วัตถุดิบทำอาหารทั้งพืชพักและเนื้อสัตว์แพงขึ้นเท่าตัว เมื่อต้นทุนพุ่งพ่อค้าแม่ค้าต้องขยับราคาตามไปด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง แต่ร้านข้าวราดแกง “เจี๊ยบ” ศิริพร เปลี่ยนกริม ภายในศูนย์อาหารของโรงพยาบาลพิจิตร กลับขายสวนกระแสของแพงจานละ 10 บาท อิ่มท้องอร่อยถูกปากคุณภาพสะอาดถูกหลักอนามัย

เจี๊ยบ กล่าวว่า แม้ว่าขายได้กำไรน้อยแต่สุขใจที่ได้ให้ ได้บุญได้รอยยิ้มจากลูกค้า ที่สำคัญคนไข้เจ็บป่วยลำบากมากอยู่แล้วจึงอยากแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับคนไข้ ญาติคนไข้ ตลอดทั้งเยาวชนได้รับประทานอาหารอร่อยถูกปากอิ่มท้องในราคาถูกจานละ 10 บาท แต่หากไม่อิ่มท้องก็สามารถสั่งกับข้าว 2 อย่าง หรือจานใหญ่พิเศษ ขายอยู่ที่จานละ 20 บาท

 

“ได้กำไรน้อยแต่ก็พออยู่ได้ ครอบครัวไม่ได้เดือดร้อน แค่เห็นญาติคนไข้ หรือญาติคนไข้มารับประทานอาหารได้อิ่มท้อง เห็นรอยยิ้มก็มีความสุขใจ ได้กำไรทางใจแล้ว” เจี๊ยบ กล่าวด้วยความภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยเหลือลดภาระค่าใช้จ่ายชาวพิจิตร

แม้ว่าปีนี้ทั่วประเทศประสบภัยแล้งคุกคามรุนแรงในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาทำให้วัตถุดิบปรุงอาหารทั้งจากเนื้อสัตว์และพืชผักราคาขยับตัวสูงขึ้น พ่อค้าแม่ค้าต้องปรับราคาขายจานละ 30-35 บาท แต่ร้านข้าวของเจี๊ยบยังคงยึดราคาขายจานละ 10 บาท มานานกว่า 10 ปีแล้ว สาเหตุที่ขายในราคาดังกล่าว เพราะอาหารที่นำมาปรุงขายทั้งหมดเป็นอาหารชีวจิต ปราศจากเนื้อสัตว์และใช้พืชผักจากกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกผักปลอดสารพิษ รวมถึงพืชผักที่มีชาวบ้านและเพื่อนๆ ในโรงพยาบาลพิจิตรที่ทำการเกษตรแบบสวนหลังบ้านนำมาขายในราคาถูก

 

เจี๊ยบ กล่าวต่อว่า ที่ตัดสินใจขายข้าวราดแกงชีวจิต เนื่องจากเจ้าหน้าที่และพยาบาลรวมถึงคณะแพทย์ภายในโรงพยาบาลพิจิตร บอกว่ารับประทานอาหารชีวจิตดีต่อสุขภาพ ดังนั้นจึงปรุงเมนูอาหารให้ตรงใจลูกค้า ส่วนที่ขายข้าวราดแกงจานละ 10 บาท ก็เพราะว่าผู้ที่มาตรวจร่างกายหรือเป็นคนไข้นอก ส่วนใหญ่ก็จะมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย บางคนกินข้าวได้แค่เพียง 3-4 ช้อน ก็อิ่มหรือกินไม่ลง บางครั้งก็มีเด็กๆ ที่ไม่สบาย ผู้ปกครองพามาซื้อข้าวราดแกงป้อนให้กินแต่กินได้ไปมาก จึงตักอาหารพอเหมาะขายจานละ 10 บาท

ทุกวันนี้ เจี๊ยบทำกับข้าวขายราคาถูกเพราะสุขใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการแบ่งเบาภาระให้กับคนไข้ได้รับประทานอาหารอร่อยถูกปากคุณภาพสะอาดถูกหลักอนามัย

 

เซ็นทรัลเอ็มบาสซี เรสเทอรองต์วีก เดือน ก.ค. 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/440730

เซ็นทรัลเอ็มบาสซี เรสเทอรองต์วีก เดือน ก.ค. 2559

เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เรสเทอรองต์วีก ประจำเดือน ก.ค. 2559 นำเสนอร้านอาหารน่าสนใจในห้างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี และเซ็นทรัลชิดลม พร้อมลุ้นรับประทานอาหารฟรีมูลค่า 1 หมื่นบาท

แคนดี้ เครป (Candy Crepe) ร้านขนมใหม่แกะกล่องบนชั้น 5 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ใครผ่านไปผ่านมาเป็นต้องสะดุดตากับร้านขนมน้องใหม่สีสันสดใส ร้านขนมแสนหวานที่นำเสนอของกินเล่นในความทรงจำวัยเด็กของใครหลายคน อย่างโรตีสายไหมมานำเสนอในรูปแบบน่าสนใจ

แคนดี้ เครป นำเสนอ The Ultimate Milkshake ซิกเนเจอร์โฮมเมดไอศกรีมดาร์กช็อกโกแลตแท้ ปั่นจนเนื้อเนียนละเอียด ดับเบิ้ลความอร่อยด้วยไอศกรีมโคนจิ๋วและเวเฟอร์สตรอเบอร์รี่ที่แสนจะเข้ากัน ทั้งหมดนี้เสิร์ฟพร้อมแคนดี้หอมนุ่ม ละลายในปากพาให้ฟิน

Rainbow Teppanyaki โฮมเมดไอศกรีมชาโคลจากถ่านไม้ไผ่และไอศกรีมรสชาเขียวญี่ปุ่น รับประทานเป็นคู่กับแคนดี้ เครปซูชิ และแคนดี้มากิ ที่มีการพิถีพิถันในการห่อด้วยแป้งเครปเฮลตี้ชาโคลสีดำเนียนนุ่ม จุ่มลงในซอสช็อกโกแลตเข้มข้นที่ล้อมรอบด้วยวิปครีม และถั่วอัลมอนด์ นี่ล่ะเทปันยากิ สวีทสไตล์

 

Mango Sticky Paradise โฮมเมดไอศกรีมรสมะม่วงน้ำดอกไม้ หอมหวาน โรยหน้าด้วยแคนดี้หอมนุ่มละลายในปาก เข้ากันเป็นที่สุดกับซูชิข้าวเหนียวมูนที่ห่อด้วยออริจินัลเครป สูตรเฉพาะของแคนดี้เครป เสิร์ฟพร้อมมะม่วงสีทองอร่าม อร่อยล้ำค่าเกินบรรยาย

DIY Candy Parade with “hot” Crepes ความสนุกสนานในการรับประทานแคนดี้เครป ด้วยรอยยิ้มและไอเดียที่เป็นตัวคุณ เราเสิร์ฟแป้งเครปซิกเนเจอร์รสใบเตยอุ่นๆ บนเตากับไอศกรีมโฮมเมด 3 รสชาติที่คุณชื่นชอบ จับคู่กับแคนดี้แสนนุ่มละลายในปากสีสันสดใสถึง 6 สี ตกแต่งรสชาติของแคนดี้เครปให้อร่อยยิ่งขึ้นด้วย โอรีโอ มาร์ชเมลโล อัลมอนด์และซอสคาราเมล

Signature Thai Iced Tea “ชาไทย” ความภูมิใจของน้องสายไหม เนื้อชานวลเนียนสีส้ม รสชาติความกลมกล่อมหอมหวานอย่างเป็นเอกลักษณ์ของแคนดี้เครป

Thai Coconut with “flair” โฮมเมดไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอม รสชาติดุจดั่งได้ดื่มสดๆ จากลูก พร้อมด้วยเนื้อมะพร้าวอ่อนสีขาวและข้าวโพดหวานเต็มคำ เน้นย้ำความเป็นไทยสไตล์ด้วยถั่วลิสง โรยหน้าด้วยแคนดี้แสนหวานนุ่ม ละลายในปาก อร่อยแบบไทยๆ จนต้องสร้างแลนด์มาร์คความอร่อย

 

สามารถซื้อกลับบ้านหรือสั่งออร์เดอร์แคนดี้เครปได้ในรูปแบบ 2 แพ็กเกจ คือ Classic Bag ความอร่อยจากเมืองประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา ที่ถูกรังสรรค์อยู่ในชุด “คลาสสิกแบ็ก” โดยนำแผ่นเครปวางพร้อมจัดวางแคนดี้สีสันตามใจชอบ แล้วม้วนเครปให้เป็นโรลพร้อมรับประทาน หรือ Double Happiness Box ความสุข สนุกคูณสองกับดับเบิ้ลแฮปปี้เนสบอกซ์ แผ่นเครปที่มีความนุ่ม หนึบ อร่อย ไม่เหมือนใคร และแคนดี้หลากหลายสีสัน หอมนุ่ม ละลายในปากที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแคนดี้เครป

แคนดี้เครป ชั้น 5 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 08-8289-1397

ร้านแมนดาริน โอเรียนเต็ล ช้อป สาขาเซ็นทรัลชิดลม ร้านขนมคุณภาพและบริการยอดเยี่ยมจากโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ด้วยประสบการณ์กว่า 140 ปี ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยขนม ของหวาน ช็อกโกแลต ขนมปัง ของว่าง อาหารเช้า อาหารกลางวัน แซนด์วิช สลัด หลากหลายชนิด ดื่มชา กาแฟ ในบรรยากาศสบายๆ

ด้วยสูตรดั้งเดิมของโอเรียนเต็ล ไม่ว่าจะเป็นขนมปังประเภทต่างๆ ขนมประเภทเดนนิช แฮมชีสครัวซองต์ ครัวซองต์ไส้กรอกชีส ครัวซองต์รสเนย อัลมอนด์ครัวซองต์ อบร้อนหอมกรุ่น พายไส้กรอก คิชผักโขม แซนด์วิช สลัดกุ้ง สลัดไก่ ซีซาร์สลัด หรือขนมเค้กรูปแบบต่างๆ และที่พลาดไม่ได้คือ ขนมอบสคอน ซึ่งมีทั้งรสดั้งเดิมและรสลูกเกดให้เลือก หรือขนมมาการองอันเลื่องชื่อที่พ่อครัวเบเกอรี่ของโรงแรมตั้งใจปรุงอย่างประณีตโดยใช้มือปั้นเองทุกชิ้นด้วยทักษะความเชี่ยวชาญเป็นจำนวนกว่า 1.8 หมื่นชิ้น/สัปดาห์

ห้ามใจไม่ได้กับช็อกโกแลตรสนุ่มแสนอร่อย ด้วยการบรรจงสร้างสรรค์ช็อกโกแลตด้วยมือแต่ละชิ้น จากความตั้งใจของเชฟที่มีประสบการณ์และเมนูเด่นของร้านยังมีขนมหวานและเค้ก เช่น แคสิก แอนด์ เพิร์ล เค้กเนื้อนุ่มดุจกำมะหยี่ ประกอบกับลาวา รสกลมกล่อมของแบล็กเบอร์รี่และเรดเบอร์รี่ในสไตล์ฝรั่งเศส เค้กแสนอร่อยด้วยชั้นบางๆ พร้อมทั้งบรรดาขนมสารพัด สินค้ายอดนิยมอันมี ชิลล์แอปเปิ้ล ครัมเบิ้ล ซึ่งเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมอย่างสูง กระทั่งล่าสุดหนังสือพิมพ์ใหญ่อย่างเดลี่เมลของอังกฤษยังเขียนชื่นชมถึง http://www.dailymail.co.uk/femail/food/article-3580375/Mandarin-Oriental-Hotel-Bangkok-s-Chilled-Apple-Crumble-dessert-looks-like-Willy-Wonka-s-Chocolate-factory.html

หรือจะลองคอฟฟี่ คาราเมล นูกาต์ ที่หอมกลิ่นกาแฟ หรือเค้กเลมอนบาร์ ด้วยรสเปรี้ยวเนียนของมะนาวเหลือง แอปเปิ้ลสตรูเดิ้ล และฟรุตเค้ก เค้กผลไม้แห้งดันดี สินค้าที่ไม่มีวันเสื่อมยุคสมัย รวมทั้งมาการองเลิศรส สูตรเฉพาะของแมนดาริน โอเรียนเต็ล ซึ่งมีถึง 20 รสให้เลือก ด้วยรสยอดนิยมอย่าง เหล้าเบลียส์ รสกาแฟ มัชชะชาเขียว กุหลาบ และช็อกโกแลต ทรัฟเฟิล รวมถึงล่าสุดเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ มีอายุครบรอบ 140 ปี รสโกลเด้น วินเทจ แชมเปญ และรสรอยัล ออคิด เชอร์รี่

 

ลูกค้ายังสามารถเลือกซื้อสินค้าซิกเนเจอร์ของแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ให้เป็นของฝากเป็นของขวัญ จากร้านขนมโอเรียนเต็ลช็อปได้อย่างสะดวกอีกเช่น คุกกี้ถั่วแมคคาเดเมีย ราสพ์เบอร์รี่ (คุกกี้ คุกกี้ชิ้นใหญ่ที่ราดด้วยแยมราสพ์เบอร์รี่อันเลื่องชื่อ ชารสต่างๆ แยมโฮมเมดสูตรพิเศษของโอเรียนเต็ล หรือสินค้าพิเศษจำหน่ายตามฤดูกาล เช่น ขนมไหว้พระจันทร์ ตะกร้าของขวัญสำหรับเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ วันวาเลนไทน์ เทศกาลอีสเตอร์ หรืออาหารสำหรับฤดูร้อนอย่างข้าวแช่ เป็นต้น

แมนดาริน โอเรียนเต็ล ช็อป สาขาเซ็นทรัลชิดลม ชั้นจี เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. โทร. 02-252-6863

แฮร์รอดส์ เดอะ แพลนเทชั่น รูมส์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กับคอนเซ็ปต์ร้านเป็นทั้งทีรูมและร้านอาหารสไตล์คอนเทมโพรารี่ออลเดย์ไดนิ่ง ภายในร้านมีบรรยากาศที่หรูเลิศสุดคลาสสิกแบบผู้ดีอังกฤษ ซึ่งเมนูใหม่ที่ทางร้านภูมิใจเสนอ สำหรับเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เรสเทอรองต์วีก ประจำเดือน ก.ค.นี้ ได้แก่ Heritage Beef Wellington เนื้อสันในและตับห่าน ห่อด้วยแป้งพัฟอย่างพิถีพิถัน เสิร์ฟกับซอสไวน์มาเดรา (Hand-wrapped Best Selected Australian Beef Tenderloin and Foie Gras Bake in Puff Pastry, serve with Madeira Sauce)

ร้านเปิดทุกวันเวลา 10.00-22.00 น. โทร. 09-2225-4052 หรือ 02-683-9300 และ “แฮร์รอดส์ ทีรูม” สยามพารากอน โทร. 09-2252-6651

 

อีสานโมเดิร์น @ตำทองหล่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/440729

อีสานโมเดิร์น @ตำทองหล่อ

โดย…ยู่ยู้ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

คอส้มตำเลิฟเวอร์ที่คิดถึงอาหารอีสาน แต่ไม่อยากนัวไปซับเหงื่อไป ลองแวะมาร้านตำทองหล่อ ร้านอาหารอีสาน สไตล์โมเดิร์น ที่ยกทัพความแซ่บมาไว้ใจกลางเมือง ทีเด็ดของร้านนี้โดดเด่นตั้งแต่สไตล์การแต่งร้าน ที่รู้สึกได้ถึงความเป็นร้านอาหารอีสานตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา

แม้จะเป็นร้านห้องกระจกแต่ด้วยวลีน่ารักชวนอารมณ์ดี อย่าง “ติดใจสินะน้องถึงมาตำทองหล่อบ๊อยบ่อย” “คนสวยกินฟรี…หุ่นดีลดครึ่งราคา” ที่เตะตาชวนให้นึกถึงหลังรถสิบล้อ ก็ทำให้ผู้มาเยือนยิ้มตามได้ตั้งแต่แรกพบ บวกกับสไตล์การแต่งร้านที่ผสมผสานความโมเดิร์นเข้ากับเสน่ห์พื้นบ้าน อาทิ การนำประเพณีผีตาโขนมาทำเป็นภาพกราฟฟิกประดับที่กระจก กำแพงบุด้วยไม้ไผ่สานให้อารมณ์เหมือนหวดนึ่งข้าวเหนียวมาใช้เป็นผนังกั้นห้องครัว โคมไฟไม้ไผ่สานเป็นรูปกระติ๊บข้าวขนาดใหญ่

ซิกเนเจอร์ที่มาแล้วต้องไม่พลาด คือ ตำทองหล่อ เมนูตำไทยไข่เค็มเสิร์ฟพร้อมกุ้งแม่น้ำส่งตรงมาจากพระนครศรีอยุธยา เสริมทัพด้วยไข่เค็มจากเมืองไชยา นครศรีธรรมราช เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงทั้งหมูยอทอด แหนมหม้อ จานต่อมา คือ “ตำแม่พิมพ์” เมนูนี้ ตาล-พิมพ์ชนก พลางกูร สุภัทรพันธุ์ เจ้าของร้านคิดเองทำเอง โดยสูตรลับอยู่ที่การใช้วัตถุดิบสดใหม่ และมีกุ้งจ่อม ของดีจาก จ.สมุทรปราการ เป็นพระเอกของจาน โดยกุ้งจ่อมนี้มีวิธีทำคล้ายการหมักปลาร้า และหอยดอง แต่ให้รสเปรี้ยวคล้ายมะขามเปียกมีกลิ่นหอม

ของกินเล่นแนะนำปากเป็ดทอด เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแจ่วสูตรเด็ด ความพิเศษของปากเป็ดที่นี่คือ คัดคุณภาพปากเป็ดไซส์ใหญ่ พร้อมลิ้นเป็ด ให้เทกซ์เจอร์กรุบกรอบของหนังและรสของเนื้อในคราวเดียว ถ้าชอบรสจัดแนะนำต้มแซ่บกระดูกอ่อน คัดเฉพาะกระดูกแก้วเกรดเอ อร่อยได้หมดคำ เสิร์ฟในน้ำซุปรสจัดเข้มข้นกับเห็ดออรินจิ

ล้างปากด้วยของหวานอย่างไอศกรีมกะทิทรงเครื่อง พร้อมให้บุฟเฟ่ต์ท็อปปิ้งกว่า 10 อย่าง อาทิ ข้าวโพด ข้าวเหนียวมูน ลอดช่อง เฉาก๊วย สลิ่ม เม็ดบัว ถั่วลิสงคั่วอย่างดี หรือถ้าชอบข้าวต้มมัด ลองชิมเมนูข้าวต้มมัดทอด เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลา

นึกถึงอาหารอีสาน แวะมาร้านตำทองหล่อ ตั้งอยู่ชั้น 2 อาคารเดอะ เทสท์ ทองหล่อ เปิดทุกวัน 11.00-22.00 น. โทร. 09-1874-4999

 

โกเบเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือรสไวน์ ‘โกเบไวน์บีฟ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/440723

โกเบเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือรสไวน์ ‘โกเบไวน์บีฟ’

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ พูลแมน กรุงเทพ จี (สีลม)

หนึ่งในสุดยอดเนื้อที่แสนอร่อยนั้นต้องยกให้กับ “เนื้อโกเบ” จากญี่ปุ่น ซึ่งได้รับสมญานามว่าเป็น ราชินีแห่งเนื้อ

เนื้อโกเบ (Kobe Beef) เป็นหนึ่งใน วากิว (Wagyu) ซึ่งหมายความถึง วัวญี่ปุ่น โดยเฉพาะสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีวัวพันธุ์ทาจิมะ (Tajima) หรือทาจิริ (Tajiri) รวมอยู่ด้วย ถ้าเป็นเนื้อวัวทาจิมะจากพื้นที่จังหวัดเฮียวโงะ บนเกาะฮอนชู ซึ่งมีโกเบเป็นเมืองเอกก็จะถูกเรียกว่า เนื้อโกเบ

วัวญี่ปุ่นขนดำพันธุ์ทาจิมะขึ้นชื่อลือชาในเรื่องการให้เนื้อที่มีคุณภาพสูง มีฟองไขมันเม็ดละเอียดแทรกซึมอยู่ในเนื้อแดง อย่างที่เรียกกันว่า Shimo furi (โปรยน้ำค้างแข็ง) ทำให้เนื้อนุ่มหอมหวานแทบจะละลายในปาก

ที่เรียกกันว่าเนื้อโกเบนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่ท้องถิ่นกำเนิด แต่ยังต้องมีมาตรฐานคุณลักษณะอย่างอื่นประกอบคือ ต้องเป็นเนื้อเกรด A4 หรือ B4 ขึ้นไป และมีอัตราไขมัน (BMS) ตั้งแต่ระดับ 6 ขึ้นไป

 

สำหรับ BMS (Beef Marbling Standard) นั้นคือ ปริมาณหรือลายไขมันที่แทรกในเนื้อแบ่งออกเป็น 12 ระดับหรือเบอร์ เริ่มต้นจากเบอร์ 1 ที่มีมันน้อยที่สุด ไล่ไปถึงเบอร์ 12 ทั้ง 12 เบอร์นี้ยังนำมาจัดเป็นเกรด แบ่งเป็นเกรด 1-5 โดยเกรด 5 นั้นถือว่าสุดยอด

นอกจากนั้นยังมีเรื่องสีของเนื้อ ความแน่นละเอียดของเนื้อที่ต้องพิจารณาอีก โดยแบ่งเป็น อัตราการให้เนื้อและคุณภาพเนื้อกับไขมัน อัตราการให้เนื้อนั้นดูจากว่าปริมาณเนื้อที่ได้เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดน้ำหนักตัว แบ่งออกเป็นเกรด A B C นอกจากนั้นก็ดูสีของเนื้อ สีของไขมัน ความแน่นละเอียด ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับความนุ่มของเนื้อ ในส่วนของคุณภาพเนื้อและไขมันนี้แบ่งเป็น 5 ระดับ ระดับ 5 ถือว่าดีที่สุด

 

เนื้อโกเบในระดับ A4 หรือ B4 ขึ้นไปนั้น จึงถือว่าเป็นเนื้อดี และมื้อใดที่คุณได้ลิ้มลองเนื้อ A5 นั่นหมายความว่า เนื้อนั้นมีอัตราการให้เนื้อที่ดีที่สุด คุณภาพเนื้อและไขมันก็ดีที่สุด

กว่าจะได้เนื้อโกเบตามมาตรฐานที่ว่านั้น ต้องเริ่มจากการคัดเลือกสายพันธุ์ เรื่อยมาถึงวิธีการเลี้ยงดูที่พิถีพิถัน วัวต้องอยู่ในฟาร์มที่แสงดี อากาศถ่ายเทสะดวก อุณหภูมิไม่ร้อนเกินไป ไม่มีเสียงดังรบกวน อาจจะเปิดเพลงคลาสสิกให้ฟัง พร้อมบีบนวดร่างกาย ให้ดื่มเบียร์ ใช้สาเกพ่นตามลำตัวและแปรงขนให้ เป็นต้น ทั้งหมดเพื่อทำให้วัวไม่เครียด มีสุขภาพแข็งแรง เจริญอาหาร สามารถผลิตเนื้อ และไขมันที่มีคุณภาพชั้นดีออกมาได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อาหาร ปกติแล้ววัวจะได้กินข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ธัญพืชต่างๆ พิเศษคือ บางฟาร์มนั้นให้วัวกินองุ่น!!!

 

 

เพราะพื้นที่จังหวัดเฮียวโงะนี้มีการเพาะปลูกองุ่นสำหรับทำไวน์อยู่มาก ในขั้นตอนของการทำไวน์ก็จะมีกากเปลือกองุ่นเหลืออยู่มาก เกษตรกรจึงนำมาเลี้ยงดูวัวของพวกเขา นอกเหนือจากพืชผักธัญพืชอื่นๆ เนื้อจากวัวเหล่านี้จึงถูกเรียกว่า โกเบไวน์บีฟ (Kobe Wine Beef) เพราะองุ่นทำให้เนื้อของวัวเหล่านี้มีความแตกต่าง มีความหวานโดดเด่นต่างไปจากเนื้อโกเบทั่วไป ทั้งยังด้วยไขมันที่แทรกตามชั้นเนื้อ ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ น้ำ ที่ใช้เลี้ยงดูวัวเหล่านี้เป็นน้ำแร่ธรรมชาติ

เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้เขียนมีโอกาสได้ลิ้มชิมรสโกเบไวน์บีฟที่ห้องอาหารสการ์เล็ต โรงแรมพูลแมน กรุงเทพ จี (สีลม) เนื้อนำเข้าจากแดนไกลนี้ถูกนำไปสร้างสรรค์เป็นเมนูอร่อยๆ โดยเชฟชาวฝรั่งเศส อีกทั้งวันนั้น ทาเคชิ ยามาดะ ผู้ดูแลฟาร์มวัวจากเมืองทัมบะ จังหวัดเฮียวโงะ ก็เดินทางจากญี่ปุ่นมาแนะนำให้เหล่านักชิมได้รู้จักเนื้อชนิดนี้อย่างลึกซึ้งอีกด้วย

เมนูโกเบไวน์บีฟที่เชฟชาวฝรั่งเศสเป็นผู้สร้างสรรค์เมนูนั้นมีหลากหลาย เริ่มต้นด้วยเมนูเบาๆ เริ่มต้นมื้อด้วย Kobe Wine Beef Carpaccio เนื้อคาร์ปาชโชก็คือ เนื้อสดและเย็นแล่บางๆ รับประทานคู่กับอิมพีเรียลคาเวียร์และมูสหัวผักกาด ตกแต่งสวยงามด้วยดอกไม้และผัก ใครรับประทานเนื้อดิบได้ก็คงจะชื่นชอบจานนี้

อีกหนึ่งจานก็ยังเป็นเนื้อดิบอยู่ Kobe Wine Beef Tartare ทาร์ทาร์คือ เนื้อหั่นสับเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่เครื่องปรุงลงไป เป็นเมนูที่ยังรักษาความสดหวานของเนื้อไว้ได้ดี แถมยังไม่มีกลิ่นคาวปรากฏเลย รับประทานพร้อมขนมปังก็เพิ่มรสชาติมากขึ้นไปอีก

จานต่อมามีกลิ่นอายตะวันออกผสมผสาน Wok Seared Kobe Wine Beef หน้าตาอารมณ์และรสชาติออกมาเหมือนเป็นผัดซีอิ๊ว โดยใช้ซีอิ๊วญี่ปุ่น มะนาว และขิงมาผสม ตามด้วยของหนัก Kobe Wine Beef Burger เบอร์เกอร์เนื้อโกเบเสิร์ฟกึ่งสุกกึ่งดิบเนื้อนุ่มฉ่ำ ประกบด้วยหัวหอมผัดกับคาราเมลและไวน์แดงหอม กระเทียมย่างหมักซอสไอโอลี เชดด้าชีส ซอสใส่หลอดเสียบมาบนเบอร์เกอร์ ก่อนจะรับประทานก็บีบหลอดใส่ซอส เครื่องเคียงเมนูนี้เลิศเลอเป็นทรัฟเฟิลฟรายส์

 

อีกหนึ่งเมนูนั้นอร่อยคุ้มกับการปรุงที่ใช้เวลานานมากนั่นก็คือ 10 Hour Kuronama Beer Braised Kobe Wine Beef Short Ribs เนื้อส่วนที่ติดซี่โครงนำมาตุ่นกับเบียร์ดำเป็นเวลา 10 ชั่วโมง นอกจากนั้นก็มีสะเต๊ะเนื้อรับประทานกับน้ำจิ้มและอาจาด และเนื้อเน้นในจานสเต๊กซึ่งเสิร์ฟมาในกล่องไม้ แค่แง้มฝาควันกับกลิ่นหอมของทั้งเนื้อและไม้แอปเปิ้ลก็พวยพุ่งออกมาเรียกน้ำย่อย เนื้อส่วนสตริปลอยน์ย่างแบบมีเดียมแรร์นุ่มฉ่ำ พร้อมกันพนักงานนำเกลือพรีเมียมจากแหล่งผลิตชั้นดีหลากหลายแห่งทั่วโลกมาให้เลือก เพื่อรับประทานกับสเต๊ก

เมนูโกเบไวน์บีฟพร้อมเสิร์ฟที่ ห้องอาหารสการ์เล็ต โรงแรมพูลแมน กรุงเทพ จี (สีลม) ตั้งแต่วันนี้เรื่อยไปจนถึงสิ้นเดือน ก.ค. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 09-6860-7990 อีเมล : scarlettbkk@randblab.com หรือเฟซบุ๊ก : www.facebook.com/Scarlettwinebarbangkok

มีทเลิฟเวอร์ทั้งหลายน่าจะได้ไปลองสักครั้ง

 

แบกะดิน รสชาติไทยสตรีทโมเดิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/440718

แบกะดิน รสชาติไทยสตรีทโมเดิร์น

โดย…ซิตี้กาย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

แบกะดิน (Baa Ga Din) ร้านอาหารแห่งใหม่ของเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร ที่ได้คอนเซ็ปต์ที่ให้ความรู้สึกที่สนุกสนานด้วยการนำของไทยๆ มาเปลี่ยนเป็นลูกเล่นที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศร้านที่หยิบเอาปลากัดและไก่ชน กีฬาพื้นถิ่นของไทยมาตกแต่ง รวมถึงใช้เก้าอี้สังกะสีที่มีสีน้ำเงินและสีแดง ซึ่งหมายถึงมวยไทยมาร่วมแจม สอดรับกับ โต๊ะหินขัด โซฟาลายทางที่ได้ไอเดียมาจากสีของผ้าใบ ผนังปูนเปลือยที่มีตัวเลขเขียนอยู่สื่อถึงการเล่นหวย รวมไปถึงบริเวณกึ่งเอาต์ดอร์ที่ตกแต่งด้วยกระจกสีชวนให้นึกถึงการละเล่นของว่าวไทย

 

ด้านอาหารที่นี่ก็ให้สัมผัสที่สนุกสนานไม่แพ้กัน โดยหยิบเอาอาหารพื้นถิ่น หรือไทยสตรีทฟู้ด มาปัดฝุ่นใหม่ โดยเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพ และนำเทคนิคโมเดิร์นมาผสมผสานให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

เมนูแรกวันนี้เราเริ่มสนุกตั้งแต่แรกเห็นด้วย ต้มยำแห้ง ต้มยำกุ้งรูปแบบใหม่ เสิร์ฟมาแยกกับ Chilli Emulsion ที่เผ็ด จัดจ้าน ครบเครื่อง ต่อด้วย ยำมะม่วงใส่ข้าวโพดย่าง ที่จัดมาอย่างสวยงาม นำข้าวโพดย่างมาหมักเกลือแล้วนำเข้าห้องสุญญากาศ เสิร์ฟพร้อมกับมะม่วงยำและซอสใบมะกรูด รสชาติอร่อยสุดๆ

 

ตามมาด้วยหอยทอด นำหอยนางรมชุปแป้ง เสิร์ฟพร้อมมูสไข่ ถั่วงอกยำกับหอมแดง และเจลกระเทียม หน้าตาอาจจะแปลกไป แต่คงรสชาติของหอยทอดเอาไว้แบบเต็มๆ

ตบท้ายด้วย พล่าปลากะพง นำปลากะพงไปซูส์วีดที่ 43 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อนุ่มและสวย เสิร์ฟกับน้ำจิ้มซีฟู้ดที่ผ่านเครื่อง ทาโก้ เจ็ต ที่ออกมาเป็นเกล็ดน้ำแข็ง พร้อมกับเครื่องพล่า เรียกความสดชื่นดีไม่น้อยทีเดียว

 

แบกะดิน สุขุมวิท 33 เปิดบริการทุกวัน (หยุดวันอังคาร) ตั้งแต่เวลา 11.30-14.30 น. และ 17.30-24.00 น. โทร. 02-662-3813

 

ครัวตะนาวศรี 2 เขาว่าเด็ดที่สวนผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/440714

ครัวตะนาวศรี 2 เขาว่าเด็ดที่สวนผึ้ง

โดย…สมแขก

สมแขกมีโอกาสไปเยือน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เพราะไปร่วมรายการวิ่งเขาประทับช้างเทรล 2559 เพื่อนนักวิ่งจึงคะยั้นคะยอให้ไปลองชิมอาหารไทยที่มีคนเอ่ยถึงชื่อร้านมากที่สุดแห่งหนึ่งคือร้านครัวตะนาวศรี โดยเขาเล่ากันว่าเป็นร้านอาหารแห่งแรกๆ ที่เกิดมาพร้อมยุคบุกเบิกการท่องเที่ยวสวนผึ้ง ได้รับความนิยมจนต้องเปิดสาขาที่สอง ซึ่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับไปรษณีย์สวนผึ้ง

 

บรรยากาศของครัวตะนาวศรี สาขา 2 การตกแต่งเรียบง่าย เน้นความโล่ง นั่งสบาย อาจเพราะต้องรองรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่มใหญ่ โต๊ะเก้าอี้จึงทำจากไม้ขนาดใหญ่ มองไปรอบๆ ร้านเห็นท่าว่าจะดังจริง เพราะมีรูปดาราและคนดังมาเยือนเพียบ ร้านนี้แบ่งเป็นสองโซน ทั้งอาหารคาวและเครื่องดื่ม ซึ่งเครื่องดื่มทางร้านตั้งชื่อว่า “O.A.Sit” ส่วนเมนูอาหารจะมีอาหารไทยนานาชนิด มีติดอาหารป่ามาด้วย ซึ่งคนกินก็สามารถเลือกได้ว่าชอบแบบไหน

 

เมนูที่เขาว่าเด็ด เริ่มจาก ยำผักแม้ว เมนูนี้พูดได้ว่าต้องสั่งเพราะถือเป็นเมนูขึ้นชื่อของที่นี่เลยทีเดียว รสชาติเปรี้ยว เผ็ดแต่ไม่จัด ผักสดและกรอบ ให้กุ้งและปลาหมึกจัดเต็มด้วย ตามด้วยไก่ทอดตะนาวศรี เป็นไก่ทอดเคลือบซอสรสชาติเค็มหวาน เหมาะกับการกินเบรกรสชาติเผ็ดของเมนูอื่นๆ เช่น ผัดเผ็ดหมูป่า โดดเด่นที่เนื้อหมูไม่หยาบเกินไป พริกไทยอ่อนในเครื่องแกงก็หอม และเผ็ดเรียกเหงื่อได้ดีทีเดียว

 

อีกเมนูหนึ่งที่เด็ดไม่แพ้กันคือแกงคั่วเห็ดเผาะ รสชาติเข้มข้นมาแบบไม่หวงเครื่อง จัดเต็มทั้งชะอม หน่อไม้ หอยขม และเห็ดเผาะพระเอกของจาน กินกับข้าวสวยร้อนๆ อยู่ท้องสบายๆ แต่ถ้าใครกินเผ็ดไม่ได้ ขอแนะนำ ผัดสามเหม็น และปลารากกล้วยทอดกรอบ ที่ใช้ปลาตัวเล็กชุบแป้งทอดมาบางๆ รสเค็มนิดๆ กินเล่นอร่อยดี ถึงเวลาเช็กบิลราคาอาหารสำหรับกลุ่มเพื่อนฝูง หรือมาแบบครอบครัวจะเฉลี่ยประมาณ 100-250 บาท/คน ถ้าเทียบกับร้านละแวกเดียวกันอาจจะสูงกว่าอยู่สักหน่อย แต่ก็ถือว่าไม่โหดนัก

 

ครัวตะนาวศรี 2 หากขับรถมาจากกรุงเทพฯ ข้ามสะพาน 100 เมตร จะเห็นร้านตั้งอยู่ซ้ายมือ ร้านจะอยู่ติดกับไปรษณีย์สวนผึ้ง เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. สอบถามเส้นทางโทร. 08-0085-1395

 

A well dressed bowl น้ำสลัด Honey Mustard

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/440623

A well dressed bowl น้ำสลัด Honey Mustard

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ถ้าพูดถึงน้ำสลัด Vinaigrette ดั้งเดิม มีส่วนผสมเพียงแค่น้ำมัน น้ำส้มสายชู เกลือและพริกไทย อาจมีหัวหอมสับละเอียดหรือกระเทียมบ้าง เพื่อเพิ่มความหอมอร่อย อาศัยความหอมของน้ำมันดีๆ อย่างน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ หรือน้ำมันจากถั่วหลากหลายชนิด ช่วยให้น้ำสลัดหอมมันขึ้น ที่เหลือความอร่อยจะมาจากน้ำส้มสายชูหลากหลายชนิดที่เลือกมาเพิ่มความอร่อยได้

อย่างน้ำสลัดสไตล์อิตาเลียนเน้นความเปรี้ยวมาจากน้ำส้มจากไวน์ นิยมที่สุดเห็นจะเป็นไวน์แดง หรือการหมักองุ่นแบบสัมผัสกับอากาศนั่นเอง ถ้ามาจากทางตอนกลางของประเทศหรือทางเหนือหน่อย จะนิยมน้ำส้มบัลซามิกที่หอมเข้มข้นกว่า บัลซามิกนี้เองเป็นส่วนผสมน้ำสลัดที่ให้รสหวาน เพราะต้นกำเนิดของมันมาจากน้ำเชื่อมองุ่นที่ระเหยจะงวดก่อนนำมาทำเป็นน้ำส้มบัลซามิก

น้ำสลัดง่ายๆ ของทางตุรกีก็เช่นเดียวกัน เขามีผลทับทิมตุรกีปลูกได้ง่าย มีเยอะแยะ พอถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพียงแค่บีบน้ำทับทิมจากเมล็ด แล้วเคี่ยวให้งวดข้น เรียก Nar Eksisi รสหวาน ข้น และหอม ใช้ราดลงบนสลัดให้ทั้งความเปรี้ยวและหวาน ตบท้ายด้วยน้ำมัน เหยาะเกลือและพริกไทยหน่อยเป็นอันเรียบร้อยแบบสลัดง่ายสไตล์ตุรกี

ทีนี้มาถึงโซนกรีซและฝรั่งเศสตอนใต้ แถบนี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันในย่านเมดิเตอร์เรเนียน แถบนี้เขาชอบความหวานของน้ำผึ้งและเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ นิยมในส่วนผสมน้ำผึ้งและมัสตาร์ดในการหมักเนื้อสัตว์ต่างๆ ก่อนนำไปอบ คล้ายๆ กับเราคนไทย ไทยอิสลามและเมียนมา ที่นิยมใช้ขมิ้นลูบไก่ดิบ เพื่อเป็นการลดปริมาณของเชื้อโรคในวัตถุประสงค์แบบ Kitchen Wisdom

จากความเผ็ดฉุนของมัสตาร์ดเป็นสิ่งที่ฝรั่งกลัวกันเชียว นี่เองจึงเป็นที่มาว่ามัสตาร์ดมักจะถูก “Cure” หรือถนอมอาหารควบคู่ไปกับน้ำผึ้ง น้ำองุ่นขาวหมัก ที่ให้รสเปรี้ยวนิดและรักษาความฉุนของมัสตาร์ดได้เป็นอย่างดี

 

เล่ามาเสียยาว เพียงแค่อยากจะบอกว่า Honey Mustard เป็นคู่หูที่อยู่คู่กันมานมนานแล้ว ถือได้ว่าหลายร้อยปี เริ่มต้นมาจากส่วนผสมของน้ำผึ้งและมัสตาร์ดในรูปของเครื่องหมัก ก่อนที่จะประยุกต์จากรุ่นสู่รุ่น เติมน้ำมันนิด น้ำส้มสายชูหน่อย จนกลายมาเป็น Honey Mustard Dressing อย่างที่เราชิมกันในปัจจุบัน

รูปแบบของ Honey Mustard Dressing แบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ แบบแรก มีมัสตาร์ดและน้ำผึ้งผสมกันในรูปแบบที่มีมายองเนสพื้นฐาน มีไข่แดงช่วยผสมน้ำส้มสายชูและน้ำมันให้เข้ากัน ทำให้ได้น้ำสลัดที่มีความข้น ขุ่น มีปริมาณน้ำมันมากสักหน่อย รสชาติเป็นที่นิยมในหมู่เด็กๆ เพราะใช้เป็นซอสจิ้ม Dipping กับพวกไก่ชุบแป้งทอด นักเก็ต กุ้งทอด จะเข้ากันมาก ราดน้ำสลัดกับผักใบกรอบแข็ง อย่างผักกาดคอส ผักกาดแก้วจะอร่อยมาก ถ้าผักสลัดใบนิ่มลองมาดูฮันนี่มัสตาร์ดอีกแบบถัดมาจะเวิร์กกว่า เพราะเป็นน้ำสลัดสไตล์ Vinaigrette ทำได้ง่ายๆ ไม่ยาก เริ่มต้นจากน้ำผึ้งที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะหาได้ รสชาติในแบบที่ชอบ ยิ่งหอมยิ่งดี ยิ่งหวานน้อยยิ่งอร่อย ผสมกับมัสตาร์ดที่เลือกไว้ แล้วปรุงรสให้อร่อยด้วยเกลือ พริกไทย หอมแดงสับละเอียดและกระเทียมอีกนิดหน่อย เรียกได้ว่ารสชาติรับประทานง่าย เพราะถูกปากคนไทยที่ชอบสามรส

น้ำผึ้งบอกไว้เลยว่าหาที่ชอบที่สุด หรือที่มีอยู่ติดบ้านอยู่แล้ว สำหรับน้ำส้มสายชูที่ใช้ เลือกได้เป็นแบบน้ำส้มสายชูจากไวน์ อร่อยทั้งไวน์แดงและไวน์ขาว ถ้ามีน้ำส้มสายชูจากข้าว หรือ Rice Vinegar สามารถใช้ได้เลย เพราะฮันนีมัสตาร์ดสไตล์ญี่ปุ่นอร่อยไม่เบาจากความละมุนของน้ำส้มสายชูหมักจากข้าวนี่แหละ

เพื่อให้ฮันนีมัสตาร์ดของเราอร่อยไม่เหมือนใคร แถมราดลงมาแล้วสวยน่ากินดูมีรายละเอียด ผู้เขียนเลือกใช้มัสตาร์ดแบบ Grain ที่ยังเห็นเม็ดมัสตาร์ด รับประทานแล้วอร่อยกรุบๆ ไม่เผ็ดฉุนเลยหรือจะใชั Dijon Mustard ตามตำรับก็ใช้ได้ ขอให้หลีกเลี่ยงอิงลิชมัสตาร์ดเพราะมันจะเผ็ดกว่า ฉุนรุนแรงเกินไปสักนิด แต่ถ้าชอบก็ไม่ว่ากัน

สิ่งละอันพันละน้อยที่เข้ามาเสริมให้อร่อยยิ่งขึ้นเป็นหอมแขกสับละเอียดที่เลือก เพราะให้รสไม่แรงเท่าหอมแดงไทยลูกเล็ก กระเทียมกลีบใหญ่ช่วยให้เราชาวเอเชียไม่เลี่ยนกับความหวานหอมของน้ำผึ้งนัก ผู้เขียนยังแอบเติมผงกะหรี่และพริกแห้งซอย เพื่อรสชาติจัดจ้าน และใครจะรู้ว่ารสชาติของเครื่องเทศเข้มข้นอย่างผงกะหรี่จะเข้ากันได้ดีกับความหวานซ่อนเปรี้ยวของน้ำสลัดสมัยนิยมรสชาติต้องออกหวานนิดๆ อย่าง Honey Mustard สูตรนี้

Honey Mustard Dressing

ส่วนผสม

หัวหอมแขกลูกใหญ่สับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

กระเทียมกลีบใหญ่สับละเอียด ครึ่งช้อนชา

น้ำผึ้ง 4 ช้อนโต๊ะ

(แนะนำเป็นแบบไม่ผ่านความร้อนหรือการฆ่าเชื้อจะหอมกว่า)

มัสตาร์ด แบบ Grain 2 ช้อนโต๊ะพูน

น้ำส้มสายชูจากไวน์ขาว หรือจากข้าว 3 ช้อนโต๊ะ

เกลือทะเลป่น ครึ่งช้อนชา

พริกไทยดำบดใหม่ 1/4 ช้อนชา

ผงกะหรี่ 1/4 ช้อนชา

พริกแห้งซอยบางๆ 1 เม็ด

ผักสลัดใบนิ่ม

(Green และ Red Oak ข้าวโพดหวานต้ม แครอต แตงกวา)

วิธีทำ

ผสมทุกอย่างเข้ากัน คนเบาๆ พักไว้สัก 30 นาที เพื่อให้หอมอร่อยเข้าเนื้อ ใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็นได้ 2-3 อาทิตย์จะใช้ราดผักก็ได้หรือจะใช้จิ้มผักก็อร่อย