เปิดโลกเวทมนตร์ที่ MoreNom : Magic Bar

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/523313

เปิดโลกเวทมนตร์ที่ MoreNom : Magic Bar

ภาพ : สุนันท์ ล้อสมทรัพย์
ใครที่ชอบโลกของเวทมนตร์ ต้องลองร้านค่าเฟ่ที่แปลกไม่เหมือนใครในย่านเพชรเกษม ‘MoreNom : Magic Bar’ ที่อยู่ใน ซ.เพชรเกษม 77/4 ตรงข้าม ม.เอเชียอาคเนย์ ร้านที่เกิดจากความชื่นชอบการดูหนังของหุ้นส่วนร้านก็ต่อยอดเป็นร้านที่มีธีมเก๋ไก๋ ได้บรรยากาศลึกลับ มีพร็อพเก๋ๆ เป็นหมวกแม่มด ผ้าคลุม หรือไม้กวาด ไว้ให้ถ่าย

ส่วนเรื่องของเมนูนั้น ชื่อก็ร้านบอกอยู่แล้วว่า MoreNom เพราะฉะนั้นที่ร้านนี้จึงมีอะไรที่มากกว่าแค่นมให้ได้สั่งมาชิม ทั้งอาหารหวาน อาหารคาว วิธีการสั่งก็คือ อยากกินอะไรก็ไปสั่งได้ที่หน้าบาร์แล้วจ่ายเงินเสร็จแล้วพนักงานจะยกมาเสิร์ฟให้

เริ่มต้นด้วยเครื่องดื่มที่ร้านภูมิใจนำเสนอ นมเกาลัดปั่น (85 บาท) นมปั่นที่มีกลิ่นเกาลัด หอม หวาน มัน โปะด้วยวิปครีม และโรยด้วยเนื้อเกาลัด อาจไม่คุ้นหูคุ้นตาไปบ้าง แต่รับรองว่าอร่อย ส่วนใครที่อยากดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ ก็แนะนำ นมสดร้อน (35 บาท) สั่งมากินคู่กับ นูเทลล่าโทสต์ (155 บาท) ขนมปังโทสต์เนื้อหนานุ่มปิ้งมาจนกรอบทาด้วยนูเทลล่า เสิร์ฟมาพร้อมกับกล้วยหอมและไอศกรีม

อีกเมนูสุดฮิต บิงซูหน้าโอริโอ้ (165 บาท) เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสช็อกโกแลต นมข้น วิปครีม และขนมปังกรอบ หรือถ้าใครชอบเมลอนก็ต้องสั่ง บิงซูเมลอน (185 บาท) ที่ได้ความหอมหวานของเมลอน ส่วนอาหารคาวมีให้เลือกทั้งของกินเล่น และอาหารจานเดียวง่ายๆ อาทิ มักกะโรนีขี้เมาทะเล (120) รสชาติจัดจ้านถึงใจ

ร้านเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. โทร. 02-421-8489 จอดรถได้ที่หน้าร้านประมาณ 3 คัน หรือหาที่จอดในซอย และบริเวณปากซอยที่เป็นตลาดเก่าได้ &O5532;

ราคาต่อหัวประมาณ 100-150 บาท

 

ร้านคุ้นลิ้น ปากอ่าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/523476

ร้านคุ้นลิ้น ปากอ่าว

โดย สิทธิปูทะเลย์

เพราะชอบอาหารทะเล ตลอด 20 กว่าปีมานี่ เที่ยววิ่งเส้นทางสายพระราม 2 แวะเวียน วน หา ของกินมาตลอดต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปลาทูที่ จ.สมุทรสงคราม จะไปถี่ตามจังหวะหัวใจ

ร้านอาหารประจำสำหรับอิฉัน เส้นทางนี้มีหลายร้าน เพราะเน้นของสด ส่วนรสชาติตามมาทีหลัง เพราะเรื่องของกินนี้รสชาติจะให้ถูกปากถูกใจเหมือนรสมือแม่ หรือรสมือเรา ยากสส์ แต่ร้านหนึ่งที่น่าแวะคือ ร้านคุ้นลิ้น

ระหว่างรออาหารจานหลักแนะนำให้สั่งคือ ฮ่อยจ๊อ มาทานไปพลางก่อน เพราะจานนี้ของเขาอร่อยจริง เนื้อกุ้งผสมเนื้อปูทอดมาเป็นชิ้นละ 2 คำ อร่อยยกนิ้วให้ เพราะตนเองชอบทานฮ่อยจ๊อ ปูจ๋ามาก พอจะแยกได้ว่ารสอร่อยของอาหารจานนี้ต้องเป็นอย่างไร แนะนำเลยจานนี้ กรอบนอกนุ่มใน หอมพริกไทย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อีกเมนูที่ทานประจำคือ ปูไข่ผัดผงกะหรี่ อร่อยแต่อาจจะมีรสหวานมากไปนิด เหมือนตามใจคนส่วนมากที่ติดหวาน แต่สำหรับความสดไม่มีปัญหา มาถึงทะเลหากเจอของไม่สดลูกค้าโวยแน่ โดยเฉพาะอิฉันเสียตังค์แล้วต้องได้ทานของดี

เมนูต่อมา กุ้งราดซอสมะขาม จานนี้ได้กุ้งเนื้อแน่นๆ เป็นเครื่องชูรส เพราะหวานเนื้อกุ้งมาก่อนเลย ตามด้วยรสเปรี้ยวหวานของมะขามเปียก คลุกกับข้าวสวยร้อนๆ ตามด้วยน้ำปลาพริกดีๆ ข้าวหมดจานเอาง่ายๆ

ถ้าข้าวติดคอต้องสั่งต้มยำมาซดน้ำให้คล่องคอ ไม่ต้องกลัวเผ็ด เพราะร้านอาหารทะเลแถวนี้ ไม่รู้กลัวพริกหมดสวนหรืออย่างไร ต้มยำไม่ค่อยเผ็ดสะใจสักร้าน ใส่พริกแค่ให้เผ็ดไม่ให้เสียชื่อต้มยำเป็นต้มจืดเท่านั้น แต่รสชาติโดยรวมก็ถือว่าพอใช้ได้ แล้วค่อยเรียกขอพริก ขอมะนาวมาเติมทีหลัง

ต่อด้วยเมนูสิ้นคิดประจำโต๊ะ ปลากะพงทอดน้ำปลา ปลาสดทอดได้ดีไม่อมน้ำมัน แต่น้ำปลาที่ราดไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะมันเหมือนกันทุกร้านจริงๆ เหมือนออกจากขวดเดียวกัน แต่เนื้อปลาสดทอดได้ดี สำหรับอิฉันขอแค่ปลาทอดกินกับน้ำปลาพริกก็พอ

มาร้านไม่ยากเจ้าค่ะ มาดอนหอยหลอด จ.สมุทรสงคราม ถามทางได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลทางเว็บไซต์ เพราะร้านดัง คนแถวนั้นรู้จักดีเจ้าค่ะ

 

แวะ คอฟฟี่โอโลจี จิบกาแฟพันธุ์พื้นเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/522126

แวะ คอฟฟี่โอโลจี จิบกาแฟพันธุ์พื้นเมือง

นับเป็นอีกหนึ่งร้านกาแฟน่านั่ง ที่คอกาแฟหลงใหลในศาสตร์ของกาแฟห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะนอกจากหุ้นส่วนทั้ง 3 ของร้านจะตั้งใจปลุกปั้นให้ คอฟฟี่โอโลจี (Coffeology) เป็นสถานที่รวมศาสตร์ของกาแฟที่หลอมรวมระหว่างวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และความรักในกาแฟแล้ว เมล็ดกาแฟหอมกรุ่นที่ทางร้านนำมาใช้ยังไม่ธรรมดา เพราะมาจากไร่ที่เชียงดาวของ ฟาน-อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ที่มารับหน้าที่เป็นบาริสต้าประจำร้าน เขาจึงสามารถควบคุมคุณภาพของกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

แรกเห็นร้านคอฟฟี่โอโลจี บรรยากาศร้านอาจไม่ได้โดดเด่น เพราะตกแต่งในสไตล์เรียบ โก้ น้อยแต่มาก โดยเร็วๆ นี้ทางร้านจะเพิ่มลูกเล่นใหม่ ด้วยการสร้าง Work Station มีโพสต์อิต กระดาษ ปากกา ที่เตรียมไว้ให้สำหรับลูกค้าที่มานั่งคุยงาน หรือประชุม สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังเตรียมเติมสีสันให้ร้านด้วยการทำเป็นมินิแกลเลอรี่ แสดงภาพของเมนูเครื่องดื่มในร้าน ภาพสวยขนาดไหนต้องมาพิสูจน์ด้วยตา แต่ที่แน่ๆ เจ้าของร้านกระซิบมาว่า มีนักท่องเที่ยวมาขอซื้อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มาถึงเมนูเครื่องดื่ม ที่คอกาแฟมาแล้วต้องเกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง เพราะกาแฟที่ทางร้านคัดสรรมานั้น เป็นกาแฟพันธุ์พื้นเมืองที่มีชื่อว่า Arabica Typica ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้โครงการหลวงนำมาขยายพันธุ์ โดยมีฟานซึ่งมุ่งมั่นหาความรู้และศึกษาด้านกาแฟจากหลากหลายสถาบันเป็นผู้ควบคุมคุณภาพ ตั้งแต่การปลูกและการเก็บเกี่ยว มาจนถึงการคั่วกาแฟและการชงกาแฟ เพื่อให้มั่นใจว่าได้รสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของคอฟฟี่โอโลจี

สำหรับเมนูซิกเนเจอร์ที่มาแล้วท้าให้ลอง คือ Dripped Coffee ที่เลือกเอาเมล็ดกาแฟพันธุ์พื้นเมืองมาดริป เพื่อดึงรสชาติของกาแฟออกมาให้มากที่สุด รสสัมผัสที่ได้รับของเมนูนี้ คือจะได้กลิ่นหอมของดอกไม้ ส่วนจะเป็นกลิ่นดอกอะไรขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะตีความ รสชาติของกาแฟจะรสหวานแบบน้ำผึ้งนิดๆ ซึ่งเป็นรสหวานจากเมล็ดกาแฟที่ไม่ได้ปรุงแต่ง เป็นเมนูดื่มง่าย คนที่ไม่เคยดื่มกาแฟก็ดื่มได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ถัดมา คือ ลาเต้ร้อน เมนูนี้ใช้เมล็ดกาแฟพันธุ์พื้นเมืองแบบผสมคั่วจนได้ที่ เมนูนี้หลายคนอาจมองผ่านเพราะคิดว่าเป็นเมนูบ้านๆ หาได้ทั่วไป แต่ฟานเปรียบเทียบอย่างเห็นภาพว่า ลาเต้ก็เหมือนไข่เจียวหาได้ง่าย แต่ไม่ใช่จะอร่อยทุกร้าน

ตามติดด้วยเมนู Affogato กาแฟเอสเปรสโซ่เข้มข้นใส่ไอศกรีม พระเอกของเมนูนี้ คือ กาแฟพันธุ์พื้นเมืองผสมคั่วระดับกลาง ชงเป็นฮาล์ฟช็อตเพื่อตัดรสขมของกาแฟที่ก้นแก้ว หรือถ้าเป็นสายหวาน แนะนำ Sky Fall ทีเด็ดอยู่ที่การใช้นมผสมวิปครีม เพื่อเพิ่มความหนืดให้เทกซ์เจอร์ของนมแช่เย็น แล้วเติมซิงเกิ้ลเอสเปรสโซ่จากเครื่องลงไป ให้กาแฟค่อยๆ แทรกตัวซึมเข้าไปในเนื้อนม เมนูนี้แนะนำให้ยกซดเพื่อให้ได้รสชาติกลมกล่อมของนมและกาแฟ

ปิดท้ายด้วยคาปูชิโน่เย็น ใช้กาแฟพันธุ์พื้นเมืองผสมคั่วให้เข้ม เพื่อป้องกันไม่ให้เมื่อเวลาเสิร์ฟแบบเย็นแล้วน้ำแข็งละลายจะทำให้เสียรสชาติสำหรับใครที่ไม่ใช่คอกาแฟ แต่อยากลองแวะมาดื่มด่ำบรรยากาศ ทางร้านก็มีเมนูชาไทยและชาเขียวไว้บริการเช่นกัน ร้านตั้งอยู่ชั้น 6โซนโอเพนเฮาส์ ศูนย์การค้าเอ็มบาสซีเปิดให้บริการทุกวัน 10.00-22.00 น. โทร. 08-1695-2641

 

โพรวองซ์ บรรยากาศฝรั่ง รสชาติไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/522113

โพรวองซ์ บรรยากาศฝรั่ง รสชาติไทย

ร้านอาหารโพรวองซ์ สาขาแรกที่ศูนย์การค้าเพนนินซูล่า พลาซ่า เปิดมานานกว่า 35 ปี แม้บรรยากาศดูทันสมัยมีกลิ่นอายของความเป็นฝรั่งเศส มีอาหารฟิวชั่นผสมผสานทั้งอาหารไทย อาหารฝรั่ง อาหารจีน อาหารมังสวิรัติ หากช่วงนี้เป็นเทศกาลกินเจก็มีอาหารเจด้วยเช่นกัน

 

 

รสชาติอาหารไทยนั้นขอบอกเลยว่าเป็นไทยดั้งเดิมแท้ๆ ตำรับชาววัง มีเมนูแบบไทยแท้ที่หารับประทานยาก เช่น แกงเนื้อพริกขี้หนูสด (เผ็ดร้อนหอมพริกสวน) ข้าวมันส้มตำ-เนื้อฝอย เมี่ยงคำ ยำดอกแคกุ้งสด ขนมปลากริมไข่เต่า กล้วยไข่เชื่อม น้ำสมุนไพรไทยอย่างอัญชันมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ น้ำตะไคร้  น้ำมะตูม

 

 

ดอมินิค สุทธิรักษ์ ผู้บริหารร้านอาหาร บอกว่า ที่ร้านมีรายการอาหารไทยทั้งหมดกว่า 30 รายการ รวมอาหารฝรั่ง อาหารจีน ทั้งหมดกว่า 100 เมนู และแต่ละเดือนจะมีรายการอาหารพิเศษเพิ่มในแต่ละเดือนหมุนวนกันไปทุกเดือน แต่เมนูอาหารไทยเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยเฉพาะพวกก๋วยเตี๋ยวเรือหมูน้ำตก ก๋วยเตี๋ยวแคะลูกชิ้นทรงเครื่อง เนื่องจากลูกค้าของที่ร้านจะเป็นชาวไทย 50% ต่างชาติ 50% โดยชาวต่างชาตินั้นจะเป็นชาวเอเชียที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นส่วนใหญ่ที่เหลือจะเป็นยุโรปไม่มากนัก

 

 

“ชาวเอเชียด้วยกันจะพอรับประทานอาหารไทยรสชาติดั้งเดิมที่ออกเผ็ดนำได้ แล้วเขาจะชอบก๋วยเตี๋ยวน้ำตกกันมาก และจะรู้จักอาหารไทยที่มาตามเทศกาล เช่น ข้าวแช่ ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวเปียกลำไย เราก็จะมีอาหารไทยตามฤดูกาล หรืออาหารไทยที่หารับประทานยาก เช่น ขนมจีนซาวน้ำ คนเอเชียด้วยกันจะกล้าลองอาหารใหม่ๆ แปลกๆ มากกว่าชาวยุโรป หรืออเมริกัน” ดอมินิค กล่าว

 

จุดเด่นของที่ร้านก็คืออาหารทำใหม่สดทุกจาน ที่ร้านจะไม่ทำอาหารแบบสำเร็จแล้วมาเข้าไมโครเวฟ ก๋วยเตี๋ยวทำทีละจาน แกงต่างๆ ก็ปรุงทีละครั้งทำสดๆ ที่นี่ครัวจะใหญ่มาก ผัดก็ทำสดเป็นจานๆ ไป ดอมินิค เล่าว่าเขาขยายสาขาน้อย มีห้างติดต่อให้ไปเปิดสาขาซึ่งมีแต่ที่ตั้งร้าน แต่ไม่มีครัวที่ใหญ่พอให้ เขาจึงไม่ไปเปิดตามห้าง เพราะพิจารณาเรื่องพื้นที่ครัวเป็นสำคัญด้วย

การตกแต่งร้านของโพรวองซ์ จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยแบ่งออกเป็น 4 ฤดู ตามฤดูกาลของประเทศฝรั่งเศส ก็คือ ฤดูฝน หนาว ใบไม้ร่วง ใบไม้ผลิ รวมทั้งอาหารก็จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลด้วยเช่นกัน หลังจากเสร็จงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ทางร้านก็จะปรับตกแต่งใหม่รับบรรยากาศหน้าหนาว เข้าสู่คริสต์มาส

ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 10.30-18.30 น. มีที่นั่งทั้งหมด 110 ที่นั่ง แบ่งเป็น 2 โซน ชั้นบนบริเวณลานหน้าบันไดเลื่อนและชั้นล่างใกล้โถงเปียโน ร้านอาหารโพรวองซ์ สาขาเพนนินซูล่า พลาซ่า สำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02-652-1399

 

ลีฟลีฟ อร่อยเรียบง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/522121

ลีฟลีฟ อร่อยเรียบง่าย

ไม่ไกลจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลบางนา ในซอยบางนา-ตราด 23 ระยะทางราว 1 กิโลเมตร  จะพบกับร้านอาหารแนวใหม่ ที่ใส่ใจสุขภาพชื่อร้านลีฟลีฟ (LiveLeaf) บรรยากาศร้านกว้างขวางตั้งแต่ภายนอก มองเห็นร้านที่โดดเด่นด้วยการก่อสร้างแบบโครงสร้างคล้ายเรือนกระจก ตกแต่งในรูปแบบ Industrial Rustic เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยสีเขียวของธรรมชาติ บรรยากาศภายในร้านกว้างขวาง โปร่ง จัดวางโต๊ะและตกแต่งให้สบายตา

 

จุดประสงค์ของการมีร้านนี้เกิดจากคนรักสุขภาพมารวมตัวกัน เพื่อสร้างชุมชนของคนรักสุขภาพผ่านอาหารที่ปรุงด้วยความใส่ใจจานต่อจาน อาหารส่วนใหญ่จึงเป็นอาหารคลีนที่อร่อยถูกปากและยังได้สารอาหารที่ดีครบถ้วน และถ้าใครคิดว่าอาหารแนวนี้จะไม่อร่อย ลืมไปได้เลย เพราะร้านนี้ปรุงออกมาอร่อยไม่ต่างกับอาหารทั่วไปเลย แถมราคายังเป็นมิตรเหมือนบรรยากาศและการบริการ

แม้ว่าตัวร้านจะเปิดมาได้แค่เพียงหนึ่งปี แต่เพราะคอนเซ็ปต์ร้านที่ชัดเจนกับเมนูจากธรรมชาติที่คัดสรรวัตถุดิบ และคิดขึ้นมาเพื่อคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ อาหารแต่ละเมนูหลีกเลี่ยงการทอด ควบคุมปริมาณโซเดียมและแคลอรีแต่ให้โปรตีนที่สูง เช่น ไก่ทอดไร้น้ำมัน พร้อมสลัด สปาเกตตีผัดพริกเห็ดรสชาติร้อนแรง สลัดซีซ่า ซอสโยเกิร์ตที่ใส่อโวคาโดลงไปเพื่อเพิ่มความมันแทนการใช้ครีม ผัดไทย หรือเมนูปลาที่ทำออกมาจนคนกินติดใจ

 

 

หัวใจสำคัญของอาหารร้านนี้คือ อาหารที่ควบคุมปริมาณสารอาหารและคุณค่าอาหารในแต่ละจาน ที่ไม่มากจนเกินไปในแต่ละวัน นี่เองทำให้ร้านลีฟลีฟกลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงาน “เดอะมอลล์ เจทั่วทิศ กุศลจิตทั่วไทย” ที่รวบรวมร้านอาหารสุขภาพ และเมนูอาหารเจต้นตำรับทั้งคาวหวานจากร้านอาหารและภัตตาคารชั้นนำทั่วประเทศกว่า 300 ร้านค้ามาไว้ในงานเดียว ซึ่งความพิเศษของปีนี้คือการนำข้าวสายพันธุ์พระราชทานและวัตถุดิบจากโครงการหลวงมารังสรรค์เป็นเมนูเจ

เมนูเด่นสำหรับเทศกาลกินเจครั้งแรกของร้านก็คือเมนูที่ชื่อ บุษราคัมผัดหยก ที่เรียกว่าเมนูพิเศษกว่าที่อื่นตรงที่ส่วนประกอบในเมนูนี้ วัตถุดิบนำมาจากโครงการหลวงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเห็ดออรินจิ ข้าวกล้อง ผัก และผลไม้ปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพ รวมถึงมีซอสที่ปรุงพิเศษเฉพาะของทางร้านที่ทำขึ้นมาเพื่อให้เมนูนี้มีรสชาติที่แตกต่างจากที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหอมจากซอส ความกลมกล่อมที่คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนั้น จะรู้สึกได้ถึงความพิเศษของซอสที่ทำให้มะระ ฟักทอง เห็ด และเต้าหู้ โดดเด่นในแต่ละคำ ความเผ็ดร้อนและรสชาติจากซอสทำให้เมนูเจจานนี้แซบขึ้นไม่หยอก

 

ถัดมาเป็นโตฟูสเต๊กเห็ดรวม หรือสเต๊กเต้าหู้เจ เป็นเมนูสุขภาพที่สาวๆ ไม่ควรพลาด จะกินกับข้าวหรือกินเปล่าๆ กับซอสเห็ดที่ราดมาก็ได้ รสชาติกลางๆ ที่รับประทานได้ทุกวัย แต่ได้รับเนื้อสัมผัสของเต้าหู้เต็มปากเต็มคำ เป็นเมนูที่อิ่มอร่อยได้ทุกวันแบบไม่ต้องรู้สึกผิด

อีกเมนูหนึ่งที่หน้าตาธรรมดาแต่โดดเด่นด้วยสีเหลือง เสิร์ฟมาในชามสีขาวก็คือ ซุปฟักทองญี่ปุ่น กินร้อนๆ แล้วให้ความสดชื่น อยู่ท้อง และให้พลังงานที่ดีในยามอากาศแปรปรวนแบบนี้ และสุดท้ายในเมนูเจก็คือ น้ำแดงผัดโครงการหลวง เลือกใช้ผักจากโครงการหลวงทั้งหมด ปรุงเพียงเล็กน้อย ก็ได้รสชาติกรอบหวานจากผักโดยธรรมชาติ อร่อยยิ่งขึ้นเมื่อกินคู่กับข้าวไรซ์เบอร์รี่จากโครงการหลวงที่เคียงมาในจาน

 

สำหรับใครที่เป็นคอขนมหวาน ที่นี่ก็มีทั้งเค้กที่ให้รสหวานจากธรรมชาติ และทำอย่างใส่ใจทุกขั้นตอน อย่างเค้กมะตูมเจที่เสิร์ฟมาในถ้วยนี้ ได้รสหวานธรรมชาติจากมะตูมสด และใช้นมถั่วเหลืองแทนครีม รับประทานกับชาร้อน หรือเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ไม่เน้นหวานมากก็ได้ความสดชื่นพอๆ กัน

สัมผัสรสชาติอาหารสุขภาพที่อร่อยถูกปาก ท่ามกลางบรรยากาศตกแต่งร้านแบบอินดัสเทรียล ปูนเปลือย เพดานสูง กรุกระจกรอบด้านได้ที่ร้านลีฟลีฟ ถนนบางนา-ตราด ซอย 23 เปิดบริการทุกวันเวลา 11.00-23.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติม เฟซบุ๊ก : liveleaf365 หรือโทร. 02-077-7035 &O5532;  

 

ลู่กังคาเฟ่ จีนทันสมัย เก๋ไก๋ และอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/522119

ลู่กังคาเฟ่ จีนทันสมัย เก๋ไก๋ และอร่อย

เมื่อพูดถึงอาหารจีนหรือร้านอาหารจีน ภาพที่เด้งขึ้นมาในหัวมักจะเป็นอาหารสูตรดั้งเดิม ในบรรยากาศเก่าๆ สไตล์เหลา หรือภัตตราคารอันเคร่งขรึม แต่ ลู่กังคาเฟ่ จะให้ภาพจำและความรู้สึกใหม่ๆ มาแทนที่

หากคุณไปถึงเอเชียทีคฯ ทางน้ำ ลู่กังคาเฟ่จะมองเห็นได้ชัดเจนจากท่าเรือ ร้านอาหารและคาเฟ่ 2 ชั้น ตกแต่งโปร่งโล่งสบายตา มองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาสวยๆ ให้ความรู้สึกถึงความเป็น “โมเดิร์นไชนีส” เป็นสถานที่เหมาะกับหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่ติดอกติดใจอาหารจีน หรือแม้แต่จะพาครอบครัว ปาป๊า มาม๊า ญาติมิตรมาสัมผัสกับอีกหนึ่งมิติของร้านอาหารจีนดูก็ยังได้ ด้วยตั้งอยู่ในเอเชียทีคฯ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ น่าจะเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติเช่นกัน

ลู่กังคาเฟ่ สาขาแรกเปิดที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อราว 16 ปีที่แล้ว เป็นร้านอาหารที่รวบรวมเมนูเด็ดจากหลากหลายท้องถิ่นของจีน โดยเฉพาะไต้หวัน ปัจจุบันมีราว 80 สาขาทั่วโลก ทั้งในจีน มาเก๊า ฟิลิปปินส์ และเพิ่มเปิดสาขาแรกในไทยที่เอเชียทีคฯ ในส่วนของอาหารนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของเชฟหลิวหมิงหมิงจากประเทศจีน

ที่นี่ทุกคนจะได้รับประทานอาหารจีนอร่อย รสชาติดั้งเดิม ตกแต่งหน้าตาสวยงามน่ารับประทาน ในราคาที่เหมาะสม รวมทั้งการบริการดีๆ และบรรยากาศนั่งสบายๆ อาหารแนะนำของลู่กังคาเฟ่ อย่างเช่น ไก่สามรส จากไต้หวัน ไก่ในเมนูปรุงรสด้วย เหล้าขาว น้ำมันหอย น้ำตาลทราย ผัดกับขิง กระเทียม และใบกะเพรา หรือจะเป็นไก่ไหหลำจากไห่หนาน สำหรับ เสี่ยวหลงเปา ของลู่กังเป็นสูตรมาจากเซี่ยงไฮ้ มีทั้งไส้หมูสับ ไส้เนื้อปู ให้เลือก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับผู้ชื่นชอบอาหารรสจัดจ้านที่ลู่กังคาเฟ่ก็มีอาหารจากเสฉวนรอไว้เสิร์ฟอย่างเช่น ซุปปลาพริกเสฉวน เมื่อลองแล้วก็ต้องเปลี่ยนความคิดว่า อาหารจีนไม่ได้มีแต่มันๆ เลี่ยนๆ อีกหนึ่งเมนูแนะนำคือ ซุปไก่ตุ๋น ซึ่งใช้ไก่บ้าน 3 สายพันธุ์มาตุ๋นนานกว่า 6 ชั่วโมง ในรายชื่ออาหารของลู่กังคาเฟ่ มีหลากหลายจานที่อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยนัก แต่น่าลอง อย่างเช่น ปาท่องโก๋ยัดไส้กุ้งกับสับปะรด ซึ่งมอบความอร่อยแบบไต้หวัน ซึ่งผู้คนชื่นชอบสับปะรดมากเป็นพิเศษ ข้าวผัดสับปะรดก็มีให้สั่ง คนที่ชอบอาหารทะเลอย่างเช่นปูก็ไม่ควรพลาดกับ ปูผัดขิงและกระเทียม ที่มาเสิร์ฟแบบปูสดๆ เนื้อแน่นๆ เน้นๆ

ลู่กังคาเฟ่ไม่ได้เสิร์ฟเฉพาะมื้อค่ำ แต่ยังเปิดให้บริการตั้งแต่บ่ายแก่ๆ เหมาะสำหรับมารับประทานขนมหรือจิบเครื่องดื่มนานาเป็นอาหารว่างมื้อบ่าย โดยเฉพาะขนมและเครื่องดื่มที่ขึ้นชื่อของฝั่งไต้หวัน ลองแล้วอาจจะบอกเหมือนๆ กันว่า เหมือนกับไปกินที่ไทเป เกาสง ฯลฯ นู่นเลย ไม่เชื่อลองสั่งขนมอย่างเช่น ถั่วแดงหิมะ น้ำแข็งไสชานมไข่มุก มะม่วงซูพรีม สมูทตี้ถั่ว ฯลฯ ในส่วนของเครื่องดื่มนั้น อยากให้ลอง ชาส้มจี๊ด ที่มีทั้งร้อนและเย็นให้เลือก หรือจะเป็นน้ำมะม่วงปั่นผสมสาคูและมะพร้าว แก้วนี้อร่อยแบบหวานๆ เปรี้ยวๆ-น้ำแครนเบอร์รี่ผสมมะม่วง

ในช่วงเปิดร้านใหม่นี้ ลู่กังคาเฟ่ มีโปรโมชั่น บะหมี่ผัดล็อบสเตอร์ ขิง และต้นหอม จากราคา 1,999 บาท เหลือเพียง 999 บาทเท่านั้น

ร้านลู่กังคาเฟ่ ตั้งอยู่ที่ เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟรอนท์ โกดัง 10 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16.00 น. สอบถาม โทร. 02-044-5636 และ 08-7785-7997 ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ เฟซบุ๊ก Lugang Cafe Thailand

การได้มารับประทานอาหารจีนรสชาติดั้งเดิม ในร้านบรรยากาศทันสมัยที่ ลู่กังคาเฟ่ อาจจะทำให้คุณตกหลุมรัก “ไชนีสฟู้ด” อีกครั้ง ในหนทางที่แตกต่างออกไป &O5532;

 

จากโครงการหลวง สู่อาหารจานอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/522116

จากโครงการหลวง สู่อาหารจานอร่อย

ขณะได้ลิ้มลองอาหารซึ่งปรุงจากวัตถุดิบโครงการหลวง ความเอร็ดอร่อยที่ได้สัมผัสรับรู้ได้นี้มาจากทั้งของความสดใหม่และมีคุณค่าของวัตถุดิบ ยิ่งบวกกับสูตร ส่วนผสม และความตั้งใจในการปรุง รวมทั้งเมื่อระลึกนึกถึงที่มาที่ไปทำให้แต่ละคำนั้นอร่อยและดี (ต่อใจ)

คงจะเป็นเรื่องจริงที่ว่า … วัตถุดิบดีๆ ทำให้อาหารจานนั้นๆ เอร็ดอร่อยไปมากกว่าครึ่งแล้ว …

โครงการหลวง (Royal Project) คือ โครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หนึ่งในเป้าหมายของโครงการคือ ส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขา เพื่อเป็นการหารายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2512 ปัจจุบันโครงการหลวงดำเนินงานใน 8 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน ผลผลิตจากโครงการหลวงในปัจจุบัน ประกอบด้วย ผักปลอดภัยสารพิษ สมุนไพร ถั่ว และธัญพืช ผลไม้ เห็ด ดอกไม้เมืองหนาว ผลิตผลปศุสัตว์ ผลิตผลประมง ผลิตผลป่าไม้ ดอกไม้แห้ง ผลิตภัณฑ์จากแฝก ไม้กระถาง และผลิตภัณฑ์แปรรูปในชื่อการค้า โครงการหลวง และดอยคำ

นอกจากวัตถุดิบจะมีจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่างๆ แล้ว หลายร้านอาหารก็นิยมเลือกนำไปปรุงเป็นจานอร่อยและมีคุณภาพดี อย่างเช่นในเครือเอสแอนด์พี ซึ่งตอนนี้กำลังจัดโปรโมชั่น “สุขภาพดี มีสุข กับโครงการหลวง Happy & Healthy with Royal Project” โดยนำวัตถุดิบของมูลนิธิโครงการหลวงมาสร้างสรรค์เป็นเมนูเสิร์ฟที่ร้าน ในจำนวนนี้เป็นจานอร่อยสูตรของ เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟกระทะเหล็ก เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ ท็อปเชฟคนแรกของประเทศไทย รวมทั้งเชฟจากม่อนแจ่ม และเมนูซิกเนเจอร์ของเอส แอนด์ พี

อาหารจากการสร้างสรรค์ของเชฟชุมพล แจ้งไพร คือ สลัดไก่อโวคาโดฟักทองญี่ปุ่น โดยใช้วัตถุดิบจากโครงการหลวง คือ อโวคาโด ฟักทองญี่ปุ่น ข้าวโพดหวานสองสี งาหอม แรดิช และคอส นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ไม่เพียงเท่านั้น อาหารเชฟชุมพลยังมี ข้าวกล้องดอยผัดกระเทียมโหระพา ปลาแซลมอนพริกไทยดำ โดยข้าวกล้องดอย ฟักทองญี่ปุ่น และคอส นั้นได้จากโครงการหลวง เชฟเลือกข้าวกล้องดอย เพราะเป็น “คาร์บ” ที่ดี เต็มไปด้วยวิตามินและกากใย เช่นเดียวกันกับแซลมอน ซึ่งมีวิตามินและโอเมก้า 3 สำหรับคนรักสุขภาพน่าจะชื่นชอบเมนูนี้

อีกจานจากเชฟตาม เธอปรุงอาหารชื่อว่า ยำเนื้อปูซูกินี โดยใช้ซูกินีจากโครงการหลวง จานนี้แค่ 200 แคลอรีเท่านั้น สำหรับคนที่ชอบรับประทานผัก และต้องการรสสัมผัสใหม่ๆ ก็น่าจะได้ลองจานนี้ โดยเชฟตามได้นำซูกินีมาทำเป็นเส้นๆ ผสมแตงกวาลงไปด้วย ก่อนนำมายำ ผักทั้งกรอบและหวาน เพราะยังสด ผสมผสานเข้ากันได้ดีกับสมุนไพรไทยในน้ำยำรสจัดจ้าน

ส่วนเชฟจากม่อนแจ่มภูมิใจนำเสนอ ส้มตำอโวคาโด นอกจากอโวคาโดแล้วก็มีผักคอสส่วนผสมที่ผสานเป็นจานนี้ซึ่งได้จากโครงการหลวง อีกหนึ่งจานจากเชฟม่อนแจ่มคือ สลัดไก่บีทรูตแรดิช อร่อยด้วยวัตถุดิบ อย่างเช่น บีทรูต แรดิชกรีนโอ๊ก และงาหอม ซึ่งส่งตรงจากโครงการหลวงเช่นกัน

ขณะที่ ภัทรา ศิลาอ่อน ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เอส แอนด์ พี ยังได้เตรียมเมนูพิเศษคือ ข้าวผัดคีนัวแซลมอนนึ่งมะนาว ข้าวผัดงาหอมปลากะพงย่างน้ำพริกปูผักจิ้ม และข้าวกล้องดอยหมูผัดกะเพราพริกเม็กซิกัน ไว้พร้อมเสิร์ฟ ในพื้นที่เพาะปลูกของโครงการหลวงนั้นยังปลูกพืชต่างๆ ได้มากมาย รวมถึงพริกเม็กซิกันซึ่งนำมาเป็นส่วนผสมของอาหารจานนี้

นอกจากนี้ ยังมี ข้าวผัดคีนัวปลาแซลมอนนึ่งมะนาว ข้าวผัดงาหอมปลากะพงย่างน้ำพริกปู ผักสดฟักทองญี่ปุ่น เมนู ปลาเทราต์ทอดขมิ้น ผัดพริกไก่โหระพา ซุปครีมฟักทองและพริกหวาน สลัดฟักทองบีทรูต ฯลฯ

ไม่ได้มีเพียงแค่อาหาร ยังมีเครื่องดื่มซึ่งนำเสาวรสและบีทรูตจากโครงการหลวงมาปรุง รวมทั้งเมนูอโวคาโด ฟลาวเวอร์ฮันนี่ฟรอสตี้ ชาสมุนไพรสด ซึ่งปรุงจากวัตถุดิบโครงการหลวงคือ หญ้าหวาน ที่เหมาะสำหรับผู้ควบคุมระดับน้ำตาล ตามด้วย เจแปนนิสมินต์ ช่วยขับลม ยูเอสเอมินต์ ช่วยย่อยอาหาร ชาหอม บรรเทาอาการหวัด เลมอนไทม์ ซึ่งมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ อีกทั้งคาโมมายล์ ช่วยให้หลับสบาย เป็นต้น

เมนู “สุขภาพดี มีสุข กับโครงการหลวง Happy & Healthy with Royal Project” มีจำหน่ายทั้งที่ ร้านเอส แอนด์ พี และร้านอาหารในเครือ อาทิ ร้าน ภัทรา ฟายน์ ไทย ควิซีน, ร้านพาทิโอ, ร้านวานิลลา, ร้านเอส แอนด์ พี เฮดควอเตอร์ และร้านอาหารญี่ปุ่นไมเซน ซึ่งร่วมรายการ (ในกรุงเทพฯ และภาคเหนือ) พร้อมเสิร์ฟตั้งแต่วันนี้-15 ธ.ค. รายละเอียดเพิ่มเติมที่ snpfood.com หรือ facebook.com/snpfood/

มื้ออาหารที่สร้างสรรค์ด้วยวัตถุดิบโครงการหลวง ทำให้เราเชื่อว่า … วัตถุดิบดีๆ ทำให้อาหารจานนั้นๆ เอร็ดอร่อยไปมากกว่าครึ่ง … นี่คือเรื่องจริง &O5532;

ขณะได้ลิ้มลองอาหารซึ่งปรุงจากวัตถุดิบโครงการหลวง ความเอร็ดอร่อยที่ได้สัมผัสรับรู้ได้นี้มาจากทั้งของความสดใหม่และมีคุณค่าของวัตถุดิบ ยิ่งบวกกับสูตร ส่วนผสม และความตั้งใจในการปรุง รวมทั้งเมื่อระลึกนึกถึงที่มาที่ไปทำให้แต่ละคำนั้นอร่อยและดี (ต่อใจ)

คงจะเป็นเรื่องจริงที่ว่า … วัตถุดิบดีๆ ทำให้อาหารจานนั้นๆ เอร็ดอร่อยไปมากกว่าครึ่งแล้ว …

โครงการหลวง (Royal Project) คือ โครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หนึ่งในเป้าหมายของโครงการคือ ส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขา เพื่อเป็นการหารายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2512 ปัจจุบันโครงการหลวงดำเนินงานใน 8 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน ผลผลิตจากโครงการหลวงในปัจจุบัน ประกอบด้วย ผักปลอดภัยสารพิษ สมุนไพร ถั่ว และธัญพืช ผลไม้ เห็ด ดอกไม้เมืองหนาว ผลิตผลปศุสัตว์ ผลิตผลประมง ผลิตผลป่าไม้ ดอกไม้แห้ง ผลิตภัณฑ์จากแฝก ไม้กระถาง และผลิตภัณฑ์แปรรูปในชื่อการค้า โครงการหลวง และดอยคำ

นอกจากวัตถุดิบจะมีจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่างๆ แล้ว หลายร้านอาหารก็นิยมเลือกนำไปปรุงเป็นจานอร่อยและมีคุณภาพดี อย่างเช่นในเครือเอสแอนด์พี ซึ่งตอนนี้กำลังจัดโปรโมชั่น “สุขภาพดี มีสุข กับโครงการหลวง Happy & Healthy with Royal Project” โดยนำวัตถุดิบของมูลนิธิโครงการหลวงมาสร้างสรรค์เป็นเมนูเสิร์ฟที่ร้าน ในจำนวนนี้เป็นจานอร่อยสูตรของ เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟกระทะเหล็ก เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ ท็อปเชฟคนแรกของประเทศไทย รวมทั้งเชฟจากม่อนแจ่ม และเมนูซิกเนเจอร์ของเอส แอนด์ พี

อาหารจากการสร้างสรรค์ของเชฟชุมพล แจ้งไพร คือ สลัดไก่อโวคาโดฟักทองญี่ปุ่น โดยใช้วัตถุดิบจากโครงการหลวง คือ อโวคาโด ฟักทองญี่ปุ่น ข้าวโพดหวานสองสี งาหอม แรดิช และคอส นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ไม่เพียงเท่านั้น อาหารเชฟชุมพลยังมี ข้าวกล้องดอยผัดกระเทียมโหระพา ปลาแซลมอนพริกไทยดำ โดยข้าวกล้องดอย ฟักทองญี่ปุ่น และคอส นั้นได้จากโครงการหลวง เชฟเลือกข้าวกล้องดอย เพราะเป็น “คาร์บ” ที่ดี เต็มไปด้วยวิตามินและกากใย เช่นเดียวกันกับแซลมอน ซึ่งมีวิตามินและโอเมก้า 3 สำหรับคนรักสุขภาพน่าจะชื่นชอบเมนูนี้

อีกจานจากเชฟตาม เธอปรุงอาหารชื่อว่า ยำเนื้อปูซูกินี โดยใช้ซูกินีจากโครงการหลวง จานนี้แค่ 200 แคลอรีเท่านั้น สำหรับคนที่ชอบรับประทานผัก และต้องการรสสัมผัสใหม่ๆ ก็น่าจะได้ลองจานนี้ โดยเชฟตามได้นำซูกินีมาทำเป็นเส้นๆ ผสมแตงกวาลงไปด้วย ก่อนนำมายำ ผักทั้งกรอบและหวาน เพราะยังสด ผสมผสานเข้ากันได้ดีกับสมุนไพรไทยในน้ำยำรสจัดจ้าน

ส่วนเชฟจากม่อนแจ่มภูมิใจนำเสนอ ส้มตำอโวคาโด นอกจากอโวคาโดแล้วก็มีผักคอสส่วนผสมที่ผสานเป็นจานนี้ซึ่งได้จากโครงการหลวง อีกหนึ่งจานจากเชฟม่อนแจ่มคือ สลัดไก่บีทรูตแรดิช อร่อยด้วยวัตถุดิบ อย่างเช่น บีทรูต แรดิชกรีนโอ๊ก และงาหอม ซึ่งส่งตรงจากโครงการหลวงเช่นกัน

ขณะที่ ภัทรา ศิลาอ่อน ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เอส แอนด์ พี ยังได้เตรียมเมนูพิเศษคือ ข้าวผัดคีนัวแซลมอนนึ่งมะนาว ข้าวผัดงาหอมปลากะพงย่างน้ำพริกปูผักจิ้ม และข้าวกล้องดอยหมูผัดกะเพราพริกเม็กซิกัน ไว้พร้อมเสิร์ฟ ในพื้นที่เพาะปลูกของโครงการหลวงนั้นยังปลูกพืชต่างๆ ได้มากมาย รวมถึงพริกเม็กซิกันซึ่งนำมาเป็นส่วนผสมของอาหารจานนี้

นอกจากนี้ ยังมี ข้าวผัดคีนัวปลาแซลมอนนึ่งมะนาว ข้าวผัดงาหอมปลากะพงย่างน้ำพริกปู ผักสดฟักทองญี่ปุ่น เมนู ปลาเทราต์ทอดขมิ้น ผัดพริกไก่โหระพา ซุปครีมฟักทองและพริกหวาน สลัดฟักทองบีทรูต ฯลฯ

ไม่ได้มีเพียงแค่อาหาร ยังมีเครื่องดื่มซึ่งนำเสาวรสและบีทรูตจากโครงการหลวงมาปรุง รวมทั้งเมนูอโวคาโด ฟลาวเวอร์ฮันนี่ฟรอสตี้ ชาสมุนไพรสด ซึ่งปรุงจากวัตถุดิบโครงการหลวงคือ หญ้าหวาน ที่เหมาะสำหรับผู้ควบคุมระดับน้ำตาล ตามด้วย เจแปนนิสมินต์ ช่วยขับลม ยูเอสเอมินต์ ช่วยย่อยอาหาร ชาหอม บรรเทาอาการหวัด เลมอนไทม์ ซึ่งมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ อีกทั้งคาโมมายล์ ช่วยให้หลับสบาย เป็นต้น

เมนู “สุขภาพดี มีสุข กับโครงการหลวง Happy & Healthy with Royal Project” มีจำหน่ายทั้งที่ ร้านเอส แอนด์ พี และร้านอาหารในเครือ อาทิ ร้าน ภัทรา ฟายน์ ไทย ควิซีน, ร้านพาทิโอ, ร้านวานิลลา, ร้านเอส แอนด์ พี เฮดควอเตอร์ และร้านอาหารญี่ปุ่นไมเซน ซึ่งร่วมรายการ (ในกรุงเทพฯ และภาคเหนือ) พร้อมเสิร์ฟตั้งแต่วันนี้-15 ธ.ค. รายละเอียดเพิ่มเติมที่ snpfood.com หรือ facebook.com/snpfood/

มื้ออาหารที่สร้างสรรค์ด้วยวัตถุดิบโครงการหลวง ทำให้เราเชื่อว่า … วัตถุดิบดีๆ ทำให้อาหารจานนั้นๆ เอร็ดอร่อยไปมากกว่าครึ่ง … นี่คือเรื่องจริง &O5532;

 

ขนมเปี๊ยะ BAKEBYMOMMY อบด้วยใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2560 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/522258

ขนมเปี๊ยะ BAKEBYMOMMY อบด้วยใจ

โดย ยินดี ฤตวิรุฬห์

ขนมเปี๊ยะ…เป็นขนมสัญชาติจีน เป็นขนมแห่งความสิริมงคล แสดงถึงความปรารถนาดีระหว่างผู้รับกับผู้ให้

ชาวจีนนิยมรับประทานกันในครอบครัวเมื่อสมาชิกมารวมตัวกัน แสดงถึงความสามัคคี

ปัจจุบันขนมเปี๊ยะนิยมทำให้มีขนาดที่เล็กลง ขนาดพอดีคำ และหลากหลายไส้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

วันนี้ Eat&Drink จะพามาชิมขนมเปี๊ยะ อินดี้ แบรนด์…Bakebymommy ซึ่งมีขายในวันตลาดนัด สร้างสุขของออฟฟิศบางกอก โพสต์ ขนมเปี๊ยะแบรนด์นี้ ร่ำลือกันว่า หมดเร็ว ไม่พอขาย ลูกค้าออกปากกันทุกคน และต้องโทรจองกันล่วงหน้ากันเลยทีเดียว… อะไรจะขนาดนั้น

ฉบับนี้เลยต้องพาไปคุยและรู้จักกับ คุณวิมุตตา ทอมลิน ผู้รักในขนมหวาน และชอบทำขนม ให้เพื่อนชิม ทั้งทำแจก (บ้าง) ขาย (บ้าง) โดยเธอใช้เวลาว่างหลังเลิกงาน มาทำขนมเป็นงานอดิเรก บางครั้งเธอบอกว่า รายได้ดีกว่าเงินเดือนอีกนะ ซึ่งเธอบอกว่า ทำขนมแล้วหายเครียด ขนมเปี๊ยะ แบรนด์…Bakebymommyเป็นขนมเปี๊ยะโฮมเมด ทำเองทุกขั้นตอน ใช้วัตถุดิบอย่างดีทุกอย่าง

โดยคุณวิมุตตา เล่าว่า เริ่มทำขนมเปี๊ยะจากครั้งแรกที่จะไปงานรวมรุ่น ซึ่งเธอก็คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรไปดีนอกเหนือจากเค้กที่เคยทำไป …สุดท้ายเห็นว่า ขนมเปี๊ยะนี่แหละท้าทายดี ขั้นตอนเยอะดี และได้หลายลูกด้วย ทำทีเดียวเลี้ยงคนได้หลายสิบชีวิตเลย

จึงเริ่มลงมือทำไปให้เพื่อนๆ ชิม ซึ่งทุกคนก็บอกว่า อร่อย หอม น่าทำขาย แรกเริ่มก็ไม่ค่อยมั่นใจแต่พอมีเพื่อนๆ สั่งมาในวันแรก ได้ออร์เดอร์มา 300 ลูก ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่เยอะมากหลังจากนั้นก็มีออร์เดอร์ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จากปากต่อปาก และจากเพื่อนต่อเพื่อน จนดท้ายก็ทำมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ เกือบ 2 ปีแล้ว และส่วนมากก็จะเป็นลูกค้ากลุ่มเดิมส่วนใหญ่ และลูกค้าใหม่เพิ่มมาขนมเปี๊ยะ…ที่เธอทำมี 2 ไส้ คือ ไส้ถั่วไข่เค็ม และถั่วล้วน

โดยเธอเลือกวัตถุดิบอย่างดีทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ แป้ง ไข่ น้ำตาล (ใช้น้ำตาลทำเบเกอรี่ ซึ่งราคาจะแพงกว่า ราคาน้ำตาลธรรมดาประมาณ กก.ละ 10 บาทกว่า) ไข่เค็ม จนกระทั่งเทียนอบ…ส่วนของไส้ถั่วนั้นเธอก็ใช้ถั่วเขียวเลาะเปลือกของไร่ทิพย์ ซึ่งฝุ่นผง สิ่งแปลกปลอมจะน้อยกว่ายี่ห้ออื่น เริ่มตั้งแต่ นึ่งถั่ว ปั่นถั่ว จนกระทั่งกวนถั่วเอง ซึ่งเธอบอกว่า ตอนนี้แขนขวาเธอแข็งแรงมาก และปั้นแป้ง รีดแป้ง ซึ่งหลายขั้นตอนมาก…กว่าจะออกมาเป็นขนมเปี๊ยะไร้สารกันบูดและสารเสริมใดๆ ลูกค้าส่วนมากนิยมสั่งไปเป็นของฝากเพื่อนฝูง ญาติ พี่น้อง และลูกค้า…มีลูกค้าหลายคนถามว่า ทำไมไม่ไปฝากวางขายตามร้านกาแฟ หรือทำหน้าร้าน… ทำไมมีแต่ออนไลน์ และมีแต่ตามออร์เดอร์…

เธอบอกว่า ชอบแบบนี้มากกว่า เพราะทำคนเดียว รับคนเดียวเต็มๆ (หัวเราะ) จริงๆ คือ ไม่มีคนช่วยทำ เพราะทุกอย่างต้องคุมคุณภาพเอง บางทีให้คนอื่นทำช่วย ก็ไม่ละเอียดเท่าทำเอง ก็เลยเป็นที่มาของขนมเปี๊ยะอินดี้ (แม่ค้าทำตามออร์เดอร์) และอีกอย่างคือ เธอทำแบบไม่ใส่สารกันบูด ขนมเธอจึงสดใหม่ทุกครั้ง เพราะไม่มีการทำไว้ล่วงหน้า

นอกจากขนมเปี๊ยะแล้ว ยังมีรับทำเค้กด้วย โดยเค้กที่ขึ้นชื่อ คือ เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม ที่ลูกค้าจะสั่งประจำและมีเค้กส้ม…เค้กแครอทครีมชีส อีกด้วยนะ…

สำหรับคนที่สนใจอยากลองทาน ขนมเปี๊ยะปลอดสารกันบูดและสารเคมีใดๆ ซึ่งสามารถสั่งล่วงหน้าก่อนรับสินค้า 2-3 วันเพราะเน้นความสด ใหม่ และสะอาด สามารถสั่งได้ที่ Line : bakebymommyโทร. 08-6053-2392 หรือเฟซบุ๊ก bakebymommy มีส่งทางพัสดุสำหรับลูกค้าต่างจังหวัด โดยเคอรี่ และจัดส่งในกรุงเทพฯ ด้วยแกร็บไบค์…

 

เมนูญี่ปุ่นสุดบรรจง @ นิชิกิ (Nishiki)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/521139

เมนูญี่ปุ่นสุดบรรจง @ นิชิกิ (Nishiki)

ตัวร้านที่ได้รับการตกแต่งใหม่ในสไตล์โมเดิร์น เจแปนนิส หรือญี่ปุ่นร่วมสมัย ใช้โทนสีเรียบง่าย อย่างน้ำตาล ขาว เทา และดำ ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ภายในกว้างขวาง มีทั้งโซนที่นั่งปกติ แล้วยังมีห้องวีไอพีที่ให้ความเป็นส่วนตัวอีก 4 ห้อง นั่นคือ ห้องใหญ่ 1 ห้อง จุคนได้ 12 คน (คิดเงินเพิ่ม 1,000 บาท) และห้องเล็กอีก 3 ห้อง แต่ละห้องจุคนได้ 6 คน (คิดเงินเพิ่ม 500 บาท) โดยรวมแล้วภายในร้านจึงมีที่นั่งซึ่งจุคนได้ทั้งหมดถึง 110 ที่นั่ง

ร้านอาหารญี่ปุ่น นิชิกิ (Nishiki) นั้นอยู่คู่กับโรงแรมโกลเด้น ทิวลิปฯ ย่านพระราม 9 มากว่า 22 ปีแล้ว แต่ล่าสุดตัวร้านได้ทำการรีโนเวตใหม่ทั้งหมด แล้วเพิ่งเปิดให้บริการได้ราวเดือนกว่าๆ

ปรับโฉมร้านพร้อมปรับเมนูให้เน้นอาหารญี่ปุ่นผสมผสานความอินเตอร์ฯ มากขึ้น ทำให้รูปลักษณ์ของอาหารมีหน้าตาที่สวยงามมากขึ้น แถมรสชาติยังอร่อยจนน่าลิ้มลองไปซะทุกเมนู

จานเด่นๆ ที่อยากแนะนำก็คือ “ซูชิรวม” ซึ่งประกอบไปด้วยปลานำเข้าจากญี่ปุ่น อาทิ แซลมอน ฮามาจิ โทโร่ (ทูน่า) และเนื้อปูทาราบะ รวมทั้งเมนูหัวปลาแซลมอนต้มซีอิ๊วที่ต้องไม่พลาด

นอกจากนี้ ยังมีเมนูจานร้อนอย่างเทปปันยากิ อาทิ สเต๊กเนื้อวางุนำเข้า ที่เนื้อจะนุ่มเป็นพิเศษ ใครที่ไม่ชอบกินเนื้อ ก็มีสเต๊กหมู ไก่ แซลมอน และซีฟู้ดต่างๆ เป็นตัวเลือกอีกหลากหลายเมนู

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ขอเริ่มจากเมนูเด่นอย่าง “เนื้อปูทาราบะ” (ปูอลาสกา) ที่สามารถนำมาปรุงแตกย่อยได้อีกหลากหลายเมนู เช่น ซาชิมิ ซูชิ และซุป (ที่เสิร์ฟมาในกา จะเรียกว่า “ซุปกา” ก็ได้) พูดง่ายๆ ว่าวัตถุดิบชั้นเลิศชนิดเดียวสามารถปรุงเมนูได้หลายสไตล์ ซึ่งเคล็ดลับความอร่อยนั้นอยู่ที่ความสดใหม่ของวัตถุดิบนั่นเอง

เมนูต่อมาคือ “สเต๊กเนื้อวางุ” ที่ปรุงแบบเทปปันยากิหรือกระทะร้อน ถ้าเลือกกินแบบบุฟเฟ่ต์ ก็จะเสิร์ฟมาพร้อมถั่วแระผัดซอสพริกนิชิกิ หรือจะเลือกพิซซ่าญี่ปุ่น (ฮิโรชิมา โอโคโนมิยากิ) สูตรพิเศษ ที่ใส่ทั้งเส้นสปาเกตตีทั้งไข่ไก่ลงไปด้วย จนออกมาเป็นพิซซ่าญี่ปุ่นรสชาติอร่อย กินเพลินเลยทีเดียว

ต่อมาคือ “หมี่เย็นเส้นสด” หรือโซเมน ตัวหมี่เย็นสีขาวทำจากแป้งสาลีสดใหม่ทุกวัน กินพร้อมกับซอสหมี่เย็นใสๆ ที่เสิร์ฟมาคู่กันโดยจุ่มเส้นหมี่เย็นลงไป สัมผัสคำแรกได้ความหอมจากซอส บวกกับความนุ่มละมุนจากเส้นหมี่เย็น กินแล้วชื่นใจ

ปิดท้ายด้วย “ปลาดิบรวม” ที่เสิร์ฟมาพร้อมรูปลักษณ์ที่สวยงามสุดบรรจง ซึ่งประกอบด้วยปลาดิบหลากชนิดและเนื้อปูทาราบะ กินคู่กับโชยุและวาซาบิ ได้ความอร่อยสดใหม่จากเนื้อปลา นอกจากนี้ยังมีเมนูอะลาคาร์ตบุฟเฟ่ต์อีกกว่า 77 เมนู เช่น ปลาดิบ ของกินเล่น ของปิ้งย่าง ฯลฯ และยังมีเมนูอะลาคาร์ตอีกว่า 100 เมนู

หลังเมนูอาหารคาวก็ต้องตามด้วยขนมหวานปิดท้ายมื้อสักหน่อย ของหวานขึ้นชื่อก็ต้อง “บานาน่า เฟมเบล่” ซึ่งเป็นกล้วยราดด้วยซอสสูตรเฉพาะ เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมวานิลลา เมื่อลองชิมจะได้รสชาติหวานนิดๆ กลมกล่อมกำลังดี

อีกเมนูคือ “พุดดิ้ง ชาเขียว” พุดดิ้งโฮมเมดทำจากผงชาเขียวเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมกับถั่วแดง วิปครีม โรยด้วยงาเล็กน้อย กินแล้วอร่อยหวานมัน ได้ความเข้มข้นจากชาเขียวแท้ๆ เป็นอันจบมื้อนี้ได้อย่างสมบูรณ์ (ราคาเมนูเริ่มที่ 100-3,500 บาท)

“นิชิกิ” อยู่ที่ชั้นล็อบบี้ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 11.30-14.30 น. (บุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน 699 บาท++/ท่าน) และ 18.00-22.30 น. (บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำ 799 บาท ++/ท่าน) โทร. 02-641-4777 หรือ FB : Nishiki Japanese Restaurant

 

วัตถุดิบโครงการหลวง สรรสร้างมื้ออันอิ่มเอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/521138

วัตถุดิบโครงการหลวง สรรสร้างมื้ออันอิ่มเอม

โครงการหลวงเป็นโครงการส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร กำเนิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือชาวเขาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สนับสนุนให้เลิกปลูกฝิ่น แล้วส่งเสริมให้หันมาเพาะปลูกพืช ผัก ผลไม้ รวมทั้งทำปศุสัตว์ ซึ่งสร้างรายได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว อีกทั้งโครงการหลวงยังช่วยพัฒนาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

หลังจากดำเนินงานมาแล้ว 48 ปี ก่อนที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ จะเหลือเพียงความทรงจำ เราได้มาเยือนที่นี่อีกครั้งเพื่อชิมอาหารสุดพิเศษ ซึ่งนำผลผลิตทางการเกษตรจากโครงการหลวงมาปรุง

เพื่อร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เลือกผลิตผลทางการเกษตรจากโครงการหลวงมาประกอบอาหาร โดยเชฟฉลอง สักกะพลางกูร จากโรงแรมดุสิต ดีทู และดุสิต ปริ๊นเซส เชียงใหม่ นำทีมสร้างสรรค์

ตลอดเดือน ต.ค.นี้ เมนูจากโครงการหลวงให้บริการแบบอะ ลา คาร์ทในทุกห้องอาหารของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ที่ร่วมรายการ (ยกเว้นห้องอาหารโชกุน) ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ พิเศษสุดคือ เซตเมนูอาหารค่ำ 4 คอร์ส ที่ห้องอาหาร 22 คิทเช่น แอนด์ บาร์ ในราคาท่านละ 1,999 บาท++ โดยรายได้ 9% จากเมนูอะ ลา คาร์ท และ เซตพิเศษมื้อค่ำ ณ ห้องอาหาร 22 คิทเช่น แอนด์ บาร์ จะร่วมบริจาคให้มูลนิธิโครงการหลวง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 02-200-9000 ต่อ 2345 อีเมล : dtbkdining@dusit.com

เซตเมนูอาหารค่ำ 4 คอร์สของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ยังสะท้อนถึงพระราชปรีชาญาณในเรื่องดนตรีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นที่ทราบกันโดยทั่วว่า พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทเพลงทั้งสิ้น 48 เพลง ส่วนใหญ่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง และมี 5 เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทั้งทำนองและคำร้องเป็นภาษาอังกฤษนั่นก็คือ Echo, Still on My Mind, Old-Fashioned Melody, No Moon และ Dream Island เพื่อรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ทางโรงแรมดุสิตธานีได้นำชื่อเพลง 4 ใน 5 ที่ว่ามานั้นมาตั้งเป็นชื่ออาหาร ซึ่งปรุงขึ้นโดยมีส่วนผสมวัตถุดิบเป็นผลผลิตจากโครงการหลวง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เริ่มต้นความอร่อยกับคอร์สแรก ซึ่งได้ชื่อว่า ไร้จันทร์ (No Moon) จานนี้เป็นเกี๊ยวสไตล์อิตาเลียนหมึกดำ ใส่ไส้กุ้งก้ามแดง หรือเครย์ฟิชในซอสฟักทองน้ำเต้า (Butternut Squash) และไข่ปลาคาเวียร์ วัตถุดิบจากโครงการหลวงในเมนูนี้คือ ฟักทองน้ำเต้า หรือฟักบัตเตอร์นัตเป็นฟักทองที่มีรูปทรงภายนอกคล้ายน้ำเต้า เปลือกสีเหลืองอ่อน เนื้อสีเหลืองส้ม เนื้อแน่น รสหวานมัน อีกหนึ่งวัตถุดิบคือ ไข่ปลาคาเวียร์จากปลาสเตอร์เจียน(Sturgion) ปลาน้ำจืดสายพันธุ์จากลุ่มน้ำในไซบีเรีย รัสเซีย ซึ่งหน่วยวิจัยประมงพื้นที่สูงดอยอินทนนท์ มูลนิธิโครงการหลวง เพาะพันธุ์และผลิตปลาคาเวียร์อาหารสูงค่าออกมาได้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย

คอร์สที่ 2 – เกาะในฝัน (Dream Island) เป็นซุปข้นทะเลกับดอกอัญชันเสิร์ฟในลูกมะพร้าวพร้อมตกแต่งด้วยสาหร่ายทะเล รสชาติของซุปคล้ายต้มข่า ซึ่งลดโทนความจัดจ้านในรสชาติลงมาสำหรับการรับประทานเป็นซุป โดยมีมะนาวฝานเคียงมาด้วย หากบีบลงไปในซุปซึ่งมีอัญชันอยู่ด้วย กรดในมะนาวจะเปลี่ยนน้ำสีน้ำเงินให้กลายเป็นม่วงแดง ดอกอัญชันนี้เป็นหนึ่งในผลผลิตจากโครงการหลวง

ต่อมากับคอร์สที่ 3 – เตือนใจ (Old Fashioned Melodies) ซึ่งมี 2 ตัวเลือก หนึ่งสำหรับมีตเลิฟเวอร์ ด้วยเป็นเนื้อสันในโพนยางคำนำมาซูส์วีด์เสิร์ฟกับซอสพริกหวานแดง ผักย่าง และมันหวานบด ซูส์วีด์คือ วิธีปรุงอาหารโดยการนำอาหารไปบรรจุในถุงสุญญากาศ ก่อนนำไปแช่น้ำในเครื่องซูส์วีด์ที่ควบคุมอุณหภูมิตามความเหมาะสม ความร้อนในน้ำจะผ่านไปยังอาหารในถุงสุญญากาศ อาหารจะสุกโดยไม่สัมผัสน้ำโดยตรง เนื้อที่ยังชุ่มฉ่ำรับประทานกับพริกหวานแดง ซูกินี มะเขือม่วง และแครอตจากโครงการหลวงซึ่งนำไปย่างจนหอม เป็นของอร่อยที่รับประทานแล้วเข้ากันดี อีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับจานเมนคือ ปลากะพงแดงซูส์วีด์เสิร์ฟกับซอสพริกหวานแดง ผักย่าง และมันหวานบด นอกจากอร่อยแล้วยังดีต่อสุขภาพด้วย ทั้งสองจานตกแต่งด้วยช็อกโกแลตที่วาดเป็นรูปตัวโน้ต

สุดท้ายกับคอร์สที่ 4 ในชื่อ แว่ว (Echo) เป็นของหวานคือ พันนาคอตตามะม่วงมหาชนกกับมูสกล้วยหอมบนช็อกโกแลตเค้กและซอสเบอร์รี่ วัตถุดิบจากโครงการหลวงในเมนูนี้คือ มะเดื่อฝรั่ง หรือลูกฟิก ผลไม้เพื่อสุขภาพจากยุโรปและแอฟริกาเหนือ ซึ่งนำมาเพาะพันธุ์ได้ในเมืองไทย อีกหนึ่งวัตถุดิบจากโครงการหลวงคือ ดอกแพนซี หรือดอกหน้าแมว ดอกไม้เมืองหนาวสีสวยนี้ นอกจากจะตกแต่งจานให้งดงามแล้วยังรับประทานได้ด้วย ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ รสออกเปรี้ยวน้อยๆ สำหรับมะม่วงมหาชนก แม้จะไม่ใช่ของโครงการหลวง แต่ก็เป็นผลไม้ที่มีความหมายพิเศษ เพราะมะม่วงพันธุ์นี้ได้รับพระราชทานชื่อมาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

อาหาร 4 คอร์สนับเป็นปริมาณที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป แต่นี่กลับเป็นมื้อที่อิ่มเอมเต็มเปี่ยมในความรู้สึก ด้วยแต่ละจานงดงาม อุดมด้วยเรื่องราว ทรงคุณค่า และทุกๆ คำจะ …Still on My Mind … อยู่ในดวงใจนิรันดร์