‘สเวย์เดย์’ ร้านแฮงเอาต์ของคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/439493

‘สเวย์เดย์’ ร้านแฮงเอาต์ของคนเมือง

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

หากเป็นคนเมืองที่ชื่นชอบการแฮงเอาต์แบบสบายๆ จะคนเดียวหรือกับเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ในมุมที่เงียบสงบ หลีกหนีความวุ่นวายจากสังคมเมือง “สเวย์เดย์” เป็นร้านอาหารทางเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์ผู้ต้องการดื่มกินในย่านศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

วิมลธร ปิยะนุวัฒน์ชัย เจ้าของร้านอาหารสเวย์เดย์ (Swayday) เล่าว่า ได้เปิดร้านสเวย์เดย์มากว่า 2 ปี ซึ่งเป็นร้านเพียงแห่งเดียวในย่านศาลาว่าการกรุงเทพฯ ใกล้กับมนต์นมสด จุดเด่นของร้าน
คือ เป็นร้านแฮงเอาต์ขนาดไม่ใหญ่มาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนั่งดื่มกินในยามอารมณ์เปล่าเปลี่ยว หรือต้องการอยู่กับตัวเอง นั่นคือเสน่ห์ของร้านของเรา แตกต่างจากร้านย่านถนนข้าวสารที่คับคั่งไปด้วยแสงสีและเสียงอย่างชัดเจน

 

เมนูที่เป็นซิกเนเจอร์หรือมาแล้วต้องสั่งรับประทานมีด้วยกัน 3 รายการ ประกอบด้วย หมูสเวย์เดย์ ด้วยรสชาติของหมูที่นิ่มและผ่านการหมักด้วยรสชาติที่พอดิบพอดี คอหมูคั่วเกลือ ทางร้านเราเลือกในส่วนที่ไม่มีมันมาก นำมาปรุงรสด้วยการคั่วเกลือ เหมาะกับการกินเป็นกับแกล้มคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างสบายๆ ส่วนอีกหนึ่งเมนูที่ทางร้านพยายามรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบรับกับลูกค้าสาวๆ โดยเฉพาะ ก็คือ ยำเฟรนช์ฟรายส์ที่ครบรสทั้งเปรี้ยว เผ็ด จี๊ดจ๊าด ราคาอาหารเริ่มต้น80-150 บาท

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องดื่มค็อกเทลไว้บริการเริ่มต้นราคา 120-150 บาท ทางร้านตั้งราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่สูง เพราะต้องการให้ลูกค้าจับต้องได้ง่าย จริงๆ พื้นที่ของร้านสามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 80-150 คน มีห้องสำหรับจัดปาร์ตี้กลุ่ม และโดดเด่นที่ชั้นล่างเป็นการนั่งสไตล์บาร์ ด้วยโทนการตกแต่งสีเหลือง ให้ความรู้สึกอบอุ่น ส่วนข้างบนเราจัดเป็นโอเพ่นแอร์ สำหรับผู้ที่ชมวิวและรับลมสบายๆ ข้างนอก

ร้านอาหารสเวย์เดย์ ต้องการให้เป็นสถานที่ที่วันหนึ่งทุกคนอยากมารับประทานอาหาร ในช่วงวันศุกร์-เสาร์ มีนักดนตรีสดมาเล่นให้ฟัง พร้อมกับบริการที่จอดรถสามารถรองรับได้ 10 คัน หากเทียบกับร้านอื่นแล้วไม่มีที่จอดรถ สำหรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน และกลุ่มนักศึกษา เวลาการให้บริการเริ่มตั้งแต่ 17.30-24.00 น.

 

 

 

 

3 ร้านอาหารเปิดเมนูใหม่ ในงานเรสเทอรองต์วีก @เซ็นทรัล เอ็มบาสซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 18:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/439404

3 ร้านอาหารเปิดเมนูใหม่ ในงานเรสเทอรองต์วีก @เซ็นทรัล เอ็มบาสซี

เทศกาลเรสเทอรองต์วีก ประจำเดือน มิ.ย. ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และเซ็นทรัล ชิดลม นำเสนอเมนูใหม่สำหรับ 3 ร้านที่เข้าร่วมงาน พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ร่วมลุ้นรับประทานฟรี มูลค่า 1 หมื่นบาท ตั้งแต่วันนี้-30 มิ.ย.

ร้านพอล (Paul) ชั้น 1 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี นำเสนอเมนูใหม่ 3 เมนูพิเศษ ที่มีที่มาจาก 3 เมืองในฝรั่งเศส กับพาเหรดเมนูสุดพิเศษ “Balade en Provence”

เฟรนช์เบเกอรี่ระดับโลก ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารและเบเกอรี่สไตล์ฝรั่งเศสดั้งเดิม มากว่า 126 ปี พาเปิดประสบการณ์ใหม่ผ่านเมนูสุดพิเศษ พร้อมลิ้มรสชาติต้นตำรับฝรั่งเศสเหมือนเดินทางไปลิ้มรสด้วยตัวคุณเองกับเทศกาล “Balade en Provence” ที่จะพาคุณท่องเที่ยวไปใน 3 เมืองสำคัญทางตอนใต้ของฝรั่งเศสผ่านอาหารรสเยี่ยมด้วยฝีมือเชฟสุดประณีต วัตถุดิบชั้นเลิศ

เริ่มที่เมืองแซงต์-โทรเปซ์ กับ Brochettes de boeuf เนื้อสันวัวคุณภาพเยี่ยมขนาดพอดีคำ คลุกน้ำมันมะกอกและกระเทียม เสียบไม้พร้อมมะกอกเขียว และมะเขือเทศอบ เสิร์ฟพร้อมขนมปัง ตามด้วย Filets de sardine au citron สลัดปลาซาร์ดีนเมดิเตอร์เรเนียนสด อบพร้อมสมุนไพรสูตรลับเฉพาะของพอล กินคู่กับมะเขือเทศและเฟนเนล ตบท้ายด้วย Tarte Tropezienne ขนมปังบริยอชเนื้อนุ่มสอดไส้ครีม โรยหน้าด้วยเกล็ดน้ำตาลรสชาติหวานนุ่มลิ้น

ต่อกันที่เมืองมาร์กเซย เปิดด้วยเมนู Planche de crespeou ไข่เจียวเครปดั้งเดิมแบบฝรั่งเศสแท้ๆ เรียงซ้อนถึง 4 ชั้น ที่แต่ละชั้นประกอบด้วยสมุนไพร มะกอก ปลาแอนโชวี่ และมะเขือเทศ Bouilabaisse สตูปลาเคี่ยวกับสมุนไพรหลากชนิด เสิร์ฟพร้อมผักชีล้อมและมะเขือเทศ ที่มีปลาถึง 3 ชนิดเป็นส่วนผสม ทั้งปลาซีบาส ปลาซาร์ดีน และปลาเรดมูลเล็ต เสิร์ฟพร้อมขนมปังกระเทียมอบกรอบ และซอสลุย (Rouille) ต่อด้วยของหวาน Melon et framboises avec tuile aux amandes เมลอนและราสพ์เบอร์รี่เสิร์ฟพร้อมครีมส้มเนื้อนุ่ม และบิสกิตอัลมอนด์ให้สัมผัสกรุบกรอบตัดกัน เพิ่มมิติในการรับประทานได้เป็นอย่างดี

 

ปิดท้ายที่เมืองนีซ กับอาหารเรียกน้ำย่อย Assiette aperitive Provencale ท็อปปิ้งแอนโชวี่ 3 สไตล์ ทั้ง แอนโชวี่บดผสมน้ำมันมะกอก แอนโชวี่บดผสมมะกอกดำและมะกอกเขียว และทูน่าผสมมายองเนส เสิร์ฟคู่บาแกตต์สไตล์ฝรั่งเศส ต่อด้วย Salade Nicoise สลัดทูน่าผสมมายองเนส กับผักสดสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน และร็อกเกตสลัดสุดชุ่มฉ่ำ และของหวาน Tartelette a l’orange et fleur d’oranger ทาร์ตส้มรสหวานอมเปรี้ยว เคล้ากับรสหวานของครีมวานิลลากลิ่นส้ม

เมนูแคว้นโปรวองซ์ เริ่มเสิร์ฟในเรสเทอรองต์วีกเดือนนี้ ไปจนถึงสิ้นเดือน ส.ค. ที่ร้านพอล ชั้น 1 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี โทร.02-001-5160

มาที่ร้านอาหารนิวอเมริกัน เดอะ เกิร์ล แอนด์ เดอะ พิค (The Girl & The Pig) ชั้น 5 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี กับเมนูตอบรับคนรักสุขภาพที่แหวกแนวจากเมนูอเมริกันที่เราๆ เคยรู้จักก็แต่ฟาสต์ฟู้ด

ด้วยไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เปลี่ยนไป ชาวอเมริกันหนุ่มสาวหันมาใส่ใจกับสุขภาพ ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย รวมทั้งอาหารการกิน ผสานกับที่อาหารได้รับอิทธิพลจากหลายเชื้อชาติทั้งอิตาลี ฝรั่งเศส รวมไปถึงสเปน จึงเกิดเป็นเทรนด์อาหารแนวใหม่ นั่นคือ “นิวอเมริกัน” เมนูที่ค่อยๆ ออกมาตอบรับคนรักสุขภาพของผู้คนชนเมืองใหญ่ได้ลดหุ่น ลดพุงกันสมใจ

 

เดอะ เกิร์ล แอนด์ เดอะ พิค เสิร์ฟอาหารสไตล์นิวอเมริกัน หรืออาหารอเมริกันเฮลท์ตี้ ที่การปรับเปลี่ยนด้านวัตถุดิบที่ใช้ คือจะเน้นผักเข้ามาในจานอาหารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น แครอต บีตรูต ร็อกเกต แอปเปิ้ล พีท ถั่ว ผักใบเขียวทั้งหลาย รวมไปถึงพวกเฮิร์บทั้งหลายอย่าง ออริกาโน พาสลีย์ ไทม์ โรสแมรี่ ที่มาจากอาหารอิตาลีก็ถูกนำมาจัดใส่ในเมนูอาหาร ทำให้เกิดเมนูที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ทำให้ได้ส่วนผสมของอาหารที่ลงตัว ดีต่อสุขภาพ ที่สำคัญสีสันยังชวนให้น่ารับประทานมากกว่าอาหารในสูตรดั้งเดิม

เมนูใหม่ล่าสุด Hokkaido Scallop & Foie Gras ที่มีส่วนผสมของหอยเชลล์จากฮอกไกโดแบบดิบๆ สไตล์คาปาโช แต่งหน้าด้วยฟัวกราส์ตอร์ชง (Torchon) ที่ปรุงตามสไตล์ฝรั่งเศสดั้งเดิม เสิร์ฟพร้อมแฮมอิเบริโค เบโยตา เจลลี่อูเมฉุ (เหล้าบ๊วย) และกรูตงส์วอลนัตเคลือบน้ำตาล เป็นจานสตาร์ทเตอร์ที่น่าลิ้มลอง

ร้านเดอะ เกิร์ล แอนด์ เดอะ พิค ชั้น 5 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี โทร.08-4194-6629

 

ปิดท้ายกันที่ เฟลาว์เออร์ ช็อป (Flour Shoppe) ที่เชฟหนุ่มลูกครึ่งไทย-ไอร์แลนด์ ไบรอัน ฮิลล์ ต้องการชูโรง แถมโดดเด่นด้วยเมนูอาหารทั้งจานหลักและอาหารว่าง ให้ลูกค้าได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศสบายๆ น่ารักๆ พร้อมกับมื้ออาหารที่อิ่มท้องกับสไตล์อาหารแบบเฮาส์เมด ที่ให้ความสดใหม่ พร้อมกรรมวิธีพิถีพิถันตั้งแต่ส่วนประกอบอย่าง เนยสด มายองเนส ซอสปรุงรส หรือแม้แต่ไส้กรอกที่ทำเองจากวัตถุดิบคุณภาพคัดสรร ด้วยรสชาติสไตล์อเมริกันที่การันตีความอร่อย

ในงานเรสเทอรองต์วีก เฟลาว์เออร์ ช็อป ขอแนะนำ 2 เมนูใหม่ อย่าง Spicy Italian Sausage กับ Flourshoppe English Muffin Burger แบบเฮาส์เมดที่ให้ความสดใหม่ พร้อมกรรมวิธีพิถีพิถันในสไตล์ของทางร้าน

ไปลิ้มลองได้ที่ เฟลาว์เออร์ ช็อป สาขาฟู้ดฮอลล์ เซ็นทรัล ชิดลม ชั้น G เวลา 09.00-22.00 น. โทร.09-1229-0764

 

ข้าวยำสมุนไพรน้ำบูดู สารพัดเครื่องเคียงเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 18:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/439403

ข้าวยำสมุนไพรน้ำบูดู สารพัดเครื่องเคียงเพื่อสุขภาพ

โดย..เมธี เมืองแก้ว

ข้าวยำ จัดเป็นอาหารจานเดียวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะมีทั้งคุณค่าทางสมุนไพรและแหล่งใยอาหาร มีส่วนประกอบ หรือเครื่องเคียง มากถึง 52 ชนิด ปัจจุบันนิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า หรืออาหารกลางวัน ของชาวปักษ์ใต้ ซึ่งทางโรงเรียนวัดเขาวิเศษ ต.เขาวิเศษ อ.วังวิเศษ จ.ตรัง จึงเปิดคอร์สอบรมนักเรียนให้รู้วิธีทำ “ข้าวยำสมุนไพรน้ำบูดู” เพื่อรับประทานเองและขายเป็นอาชีพเสริม

ขณะเดียวกันทางโรงเรียนยังได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมประกวดการแข่งขันปรุงอาหารจานเดียว ประเภทข้าวยำ ปรากฏว่า สามารถคว้ารางวัลในระดับต่างๆ มามากมาย เช่น รางวัลระดับเหรียญทอง ชนะเลิศ กิจกรรมการทำอาหาร งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 63 ณ เมืองทองธานี รวมทั้งรางวัลโรงเรียนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง รางวัลสถานศึกษาพอเพียง รางวัลโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับทอง รางวัลโรงเรียนต้นแบบ โรงเรียนดีใกล้บ้าน โรงเรียนในฝัน รุ่น 2 และรางวัลชมเชยรางวัลพระราชทาน

 

ข้าวยำสมุนไพรน้ำบูดู คิดค้นสูตรโดยอาจารย์จำเนียร ราชบุตร และอาจารย์อรุณศรี แซ่จิ้ว ที่ประกอบไปด้วยข้าวสวยที่หุงค่อนข้างสวย เครื่องเคียงต่างๆ เช่น มะพร้าวคั่ว กุ้งแห้งป่น พริกแห้งคั่วป่น และผักชนิดต่างๆ ซึ่งผักสมุนไพรที่นิยมใช้ประกอบในข้าวยำ ได้แก่ ใบชะพลูหั่นฝอย ถั่วฝักยาวหั่นฝอย ตะไคร้หั่นฝอย ดอกดาหลาหั่นฝอย ใบมะกรูด ถั่วงอก ส้มโอ ข้าวตังทอด หรือเส้นหมี่ทอด โดยส่วนประกอบหรือเครื่องเคียง ซึ่งนำมาทำข้าวยำเกือบทุกชนิดเหล่านี้ ส่วนใหญ่ผลิตขึ้นเองภายในโรงเรียนทั้งสิ้น

เคล็ดลับความอร่อยของ ข้าวยำสมุนไพรน้ำบูดู คือ การให้ความสำคัญกับการเคี่ยวน้ำบูดูด้วยไฟอ่อนๆ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง ส่วนตะไคร้ ข่า หอมแดง ใบมะกรูด และน้ำอ้อย ที่ใส่ลงไปเคี่ยวด้วยนั้น ก็เพื่อให้น้ำบูดูมีกลิ่นหอม และไม่เหม็นคาว โดยเฉพาะน้ำอ้อยจะต้องมีความสด เพราะจะทำให้น้ำบูดูมีรสชาติหอมอร่อย เช่นเดียวกับน้ำตาลโตนด หรือน้ำตาลแว่น จะต้องใช้ของแท้ที่ไม่ผสมน้ำตาลทราย หรือสารฟอกขาว และข้าวสารที่นำมาหุง จะต้องเป็นพันธุ์หอมมะลิ ที่ไม่เก่าไม่ใหม่เกินไป

ผลไม้บางชนิด เช่น มะม่วงดิบ ควรใช้พันธุ์โชคอนันต์ เพราะมีเนื้อแห้ง รวมทั้งส้มโอ

ควรใช้พันธุ์ขาวทองดี เนื่องจากมีรสหวานอมเปรี้ยว ขณะที่ผักสมุนไพร ต้องเน้นความสด เพราะจะได้มีความหวานกรอบ ที่สำคัญที่สุด คือ การผสมข้าวยำให้อร่อย ควรราดน้ำบูดูลงบนข้าว และบีบมะนาวผสมลงไปก่อน จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปรับประทานทันที พร้อมกับเครื่องเคียง เช่น ข้าวกล้องทอดกรอบ กุ้งแก้วทอด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และหมี่กะทิ เพื่อเพิ่มรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ

อาจารย์สง่า พิรามวิทวัส ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเขาวิเศษ บอกว่า โครงการสนับสนุนให้นักเรียนเรียนรู้เรื่องปรุง ข้าวยำสมุนไพรน้ำบูดู ทำให้สามารถคัดตัวแทนนักเรียนส่งเข้าแข่งขันในระดับต่างๆ ได้แก่ ด.ญ.ชลธิชา เรืองหนู ด.ญ.นลินนิภา เกิดผล และ ด.ญ.พิมพ์ชนก คงมีสุข จนสามารถคว้ารางวัลมาแล้วมากมาย จากการจัดทำแบบบันทึกรายรับรายจ่าย รวมทั้งการคำนวณต้นทุน ผลผลิต ต่อข้าวยำ 1 กล่อง นักเรียนทั้ง 3 คน พบว่า มีรายจ่ายหลัก 3 รายการ คือ ข้าวและเครื่องเคียง 710 บาท ผักสมุนไพร 180 บาท และเครื่องดับกลิ่นน้ำบูดู 115 บาท

 

“เมื่อนำข้าวยำที่ผลิตได้มาขายจานละ 60 บาท รวมจำนวน 30 จาน จะได้เงินถึง 1,800 บาท เมื่อนำมาหักกับค่าใช้จ่ายแล้ว จะได้กำไร 795 บาท หรือจานละ 26.50 บาท ส่วนนี้แบ่งให้นักเรียน 80% คือ 297.90 บาท และแบ่งให้สหกรณ์โรงเรียนอีก 20% คือ 39.75 บาท”

อนาคตทางโรงเรียนจะผลักดันข้าวยำสมุนไพรน้ำบูดูทำตลาดเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับนักเรียน ขณะเดียวกันยังสามารถต่อยอดนำไปทำเป็นธุรกิจในครอบครัวหรือส่วนตัวได้ ข้าวยำสมุนไพรน้ำบูดู ถือเป็นอีกช่องทางการทำตลาดที่มีแนวโน้มสดใส

 

ดูโอ คูซิน่า อร่อยอิตาเลียน/ฝรั่งเศส เคล้าวิวเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 18:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/439402

ดูโอ คูซิน่า อร่อยอิตาเลียน/ฝรั่งเศส เคล้าวิวเจ้าพระยา

โดย…คาเอรุ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

จากชื่อร้าน ดูโอ คูซิน่า (Duo Cucina) ที่ “Duo” มีความหมายว่า สอง กับ “Cucina” ภาษาอิตาเลียนที่มีความหมายว่า Cuisine ในภาษาอังกฤษ หรือครัวที่เน้นการปรุงด้วยฝีมือ ก็นึกว่าร้านนี้จะเสิร์ฟอาหารอิตาเลียนกับอาหารฝรั่งเศส ตามที่โฆษณาเอาไว้เท่านั้น แต่พอได้มาสัมผัสกันแบบตัวเป็นๆ ที่ร้าน ในเมนูยังมีจานฟิวชั่นที่รสชาติจัดจ้านแบบไทยๆ คอยไว้เสิร์ฟเอาใจคนที่อาจจะไม่ค่อยถนัดอาหารฝรั่ง แต่ต้อง
ติดสอยห้อยตามเพื่อนมารับประทานมื้ออร่อย

หลังจากเปิดดูโอ คูซิน่า สาขาแรกที่เมืองทองธานี เมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา สองหญิงเก่งหัวเรือหลักอย่าง เชฟบล-อุบลรัตน์ สุขุมาลวัฒน์ และ จิ๋ว-งามจิตต์ สุขุมาลวัฒน์ คนชอบทำกับคนชอบกินก็มองมาถึงการขยายสาขาใหม่ ในย่านท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ทุกคนจะได้เห็นวิวสวยทุกยามเย็น กับโครงการช็อปปิ้งมอลล์ริมน้ำ ยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ก

ดูโอ คูซิน่า สาขาใหม่ ปรับเมนูจากอิตาเลียนล้วนๆ ที่อาศัยวิธีการปรุงและรสชาติอาหารมาจากเมืองซาโวน่า ประเทศอิตาลี เมืองชายทะเลทางตอนเหนือใกล้ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะมีรสจัดจ้านกว่าอาหารในท้องถิ่นอื่น คราวนี้ขอข้ามแดนไปนำเมนูใกล้เคียงอย่าง ฝรั่งเศส เข้ามาใส่เอาไว้ด้วย โดยสาขาใหม่ของดูโอ คูซิน่า ยังคงคอนเซ็ปต์การปรุงในสไตล์โฮมเมด ที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์

มาที่ดูโอ คูซิน่า ยอดพิมาน จะได้ชิมขนมปังอิตาเลียนที่หารับประทานแบบอบออกมาสดๆ ได้ยาก อย่าง ปาเนตโตเน (Panettone) เสิร์ฟมาพร้อมซัลซามะเขือเทศ รองท้องด้วยขนมปังไปแล้วมาเบิกลิ้นกับ Duo Spicy Salmon ยำแซบปลาแซลมอนดิบ รสชาติจัดจ้านแบบไทยๆ ที่ยากจะปฏิเสธ

ล้างปากด้วย Lobster Bisque ซุปครีม กุ้งล็อบสเตอร์ จานคลาสสิกแบบฝรั่งเศสที่เสิร์ฟมาแบบไม่ธรรมดา นั่นคือ เสิร์ฟมาในสไตล์ซุปหัวหอมแบบดั้งเดิม ด้วยการนำเอาขนมปังโปะด้านหน้าแล้วไปอบ ให้เจาะขนมปังลงไปรับประทานกับซุปร้อนๆ สุดข้นเข้มได้เลย

สำหรับจานพาสต้ามีให้เลือกอย่างหลากหลาย สมกับมีพื้นฐานเป็นร้านอาหารอิตาเลียนมาก่อน ลองชิม Salmon Ravioli Pink Cream Sauce ราวิโอลีสอดไส้แซลมอน ราดซอสครีมมะเขือเทศ รสชาติเข้มข้นแบบนวลเนียน มาตัดกำลังกันอีกสักจาน กับพิซซ่าแป้งบางกรอบสไตล์โฮมเมด ที่เรียกว่าเป็นเมนู Duo Flat Bread มาดูโอ คูซิน่า ทั้งที ก็ต้องเลือกเมนูตามชื่อร้าน อย่าง Double Duo ซึ่งประกอบด้วยพิซซ่าชนิดกรอบบาง 4 หน้าใน 1 ถาด ตั้งแต่หน้า โฟร์ชีส, ไส้กรอกอิตาเลียน, ปาร์มาแฮม และหน้าแฮม-เห็ด

อาหารจานหลักของที่นี่มีสเต๊กเนื้อนำเข้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นตัวชูโรง ซึ่งสามารถเลือกความสุก และเลือกซอสอย่าง พริกไทยดำ ซอสเห็ด หรือซอสไวน์แดง รับประทานเคียงได้ตามต้องการ ขณะที่จานหลักแบบฝรั่งเศส อย่าง อกเป็ดซอสส้ม หรือไก่ตุ๋นไวน์แดง ก็พร้อมเสิร์ฟ เช่นเดียวกับ พอร์กช็อป ที่เป็นทางเลือกให้คนไม่รับประทานเนื้อ รวมถึงสเต๊กปลา ที่นำเสนอมากมายหลายจาน

วันนี้ตัดกำลังไปแล้วหลายขนาน ขอเลือกรับประทาน Sea Bass with Lemon Sauce สเต๊กปลากะพงขาวซอสมะนาว จานสุขภาพเบาๆ รสชาติสดชื่น

 

อย่าลืมปิดท้ายด้วยของหวาน ที่มีให้เลือกทั้งทีรามิสุและพันนาคอตตา สัญชาติอิตาเลียน รวมทั้ง เครปซูเซ็ตต์ เครปส้มสัญชาติฝรั่งเศส ถ้าเติม Duo นำหน้าเข้าไปในแต่ละเมนู ก็จะเสิร์ฟมาพร้อมไอศกรีมโฮมเมด รสช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ และวานิลลา แบบจับคู่เข้ากับรสชาติตามลำดับ หรือจะเลือกสั่งเบาๆ เฉพาะไอศกรีม หรือจะกินแต่ขนมไม่กินไอศกรีมก็ยอมได้

ร้านตกแต่งสไตล์โฮมมี่นั่งสบายๆ โดยบนผนังของร้านด้านใน ได้ บุญชัย พิพัฒน์ชูเกียรติ ภูมิสถาปนิก มาวาดภาพลายเส้นสถานที่ต่างๆ เอาไว้อย่างสุดเก๋ โดยในห้องโถงส่วนกลางวาดเป็นภาพ สะพานพุทธ-วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร-โบสถ์ซางตาครู้ส-วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร-วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร เป็นเซ็นเตอร์พีซ ขณะที่ห้องพิเศษ 2 ห้องวาดเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฟลอเรนซ์ ในห้องอิตาลี และภาพกรุงปารีส ในห้องฝรั่งเศส

 

ทว่า มาที่ยอดพิมานไม่มีมุมใดจะดีกว่าจะนั่งชมวิวเจ้าพระยาที่เก้าอี้ด้านนอก ที่ร้านบอกว่าตั้งอยู่บนคุ้งน้ำที่สวยที่สุดในวิวประวัติศาสตร์ (Heritage View) 180 องศา มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์รายล้อม (ตามภาพวาดลายเส้นในห้องโถงนั่นเอง) พร้อมชมพระอาทิตย์ตกได้สวยๆ งามๆ ทุกวัน

ทุกวันศุกร์-อาทิตย์ พบกับการบรรเลงเปียโนและแซกโซโฟนสดๆ แนวเพลงแจ๊ซ, โอลดี้ส์, อีซีลิสเซินนิ่ง ฯลฯ เข้ากับบรรยากาศเป็นที่สุด

ดูโอ คูซิน่า ชั้น 2 โครงการยอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค (ปากคลองตลาด) เปิดบริการทุกวัน วันจันทร์-วันพฤหัสบดี เวลา 11.30-22.00 น. วันศุกร์-วันอาทิตย์ เวลา 11.30-23.00 น. โทร. 09-8284-5550,06-1756-7904, 08-1766-3316

 

เม็กซิกัน บอกรัก กิมจิ สองผสานที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 17:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/439396

เม็กซิกัน บอกรัก กิมจิ สองผสานที่ลงตัว

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สมัยนี้อาหารเกาหลีจะประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์นานาชนิด พร้อมด้วยพืชสีเขียวและผักต่างๆ รวมถึงอาหารหมักดองต่างๆ เช่น กิมจิ จอทกอล อาหารทะเลหมักเกลือ และดนจัง หรือถั่วเหลืองหมักเหลว ที่ขึ้นชื่อในรสชาติโดยเฉพาะและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งได้รับการพัฒนาเพื่อให้ตอบรับกับภูมิอากาศในภูมิภาคที่ฤดูหนาวกินเวลาอันยาวนาน

ในขณะที่อาหารเม็กซิกันนั้นเกิดขึ้นจากการผสมผสานของอาหารหลายเชื้อชาติเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นจากนักเดินทางทางศาสนา อิทธิพลจากอาหารของประเทศสเปน และยังได้รับอิทธิพลจากอาหารของอเมริกัน นอกจากนี้ยังได้รับกรรมวิธีการปรุงแบบพวกตะวันออกกลาง แอฟริกา บวกกับวัตถุดิบท้องถิ่นจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่แน่ๆ ยังขึ้นชื่อด้านดีกรีความเผ็ดร้อนของพริกร้อยกว่าชนิด แป้งทาโก้ ตอร์ติญ่า จึงทำให้อาหารของชาวเม็กซิกันออกจัดจ้านตามประสา ทั้งเปรี้ยว หวาน ให้รสชาติกลมกล่อมอยู่ในที

เมื่อนำสองวัฒนธรรมมาผสานกัน ความสนุกสนานในการได้ลิ้มรสอาหารฟิวชั่นแนวใหม่จึงเกิดขึ้น

ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมจากการใช้ชีวิตในนิวยอร์ก เมื่อครั้งสมัยยังศึกษาอยู่ที่นั่น ทำให้ เท็ด อัน หนุ่มเกาหลีเรียนรู้การใช้ชีวิตให้รอดในต่างแดนอย่างช่ำชอง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของอาหารการกิน

“เมื่อครั้งที่ผมเรียนอยู่ที่นิวยอร์ก บ้านเมืองเขาดูหรูหรา อาหารส่วนใหญ่ก็จะมีราคาแพง ผมเลยเลือกกินอาหารที่อร่อยๆ ราคาพอรับได้ และบังเอิญได้ไปกินอาหารเม็กซิกัน ผมว่าแป้งทาโก้ของเขากินกับอะไรก็อร่อย อาหารคล้ายกับเกาหลีที่เน้นสมุนไพร เน้นรสชาติ กลายเป็นว่าผมกินอาหารเม็กซิกันทุกวัน คือมันถูกและอร่อย ถึงขั้นฝันเอาไว้ว่าสักวันถ้ามีร้านผมจะเอาอาหารเกาหลีและเม็กซิกันมารวมกันครับ”

จากความฝันในครั้งนั้น หนุ่มเท็ด อัน กลับมาทำงานด้านสถาปนิกในเมืองไทยได้สักพัก ก่อนลงทุนลงแรงสานฝันของเขาให้เป็นจริงด้วยการเปิดร้านชางวอน เอกซ์เพรส (Changwon Express) ที่เน้นขายคราฟต์เบียร์ รวมถึงอาหารฟิวชั่นรุ่นใหม่ ที่ผสมผสานระหว่างอาหารเกาหลีและเม็กซิกัน ที่เขาฝันเอาไว้ได้อย่างลงตัวและมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร

“ผมชอบดื่มเบียร์ ก็เลยคิดหาเมนูแต่ละเมนูที่จะมาช่วยเสริมรสชาติ ถึงเวลานี้ผมจึงนึกไปถึงความฝันเมื่อครั้งยังศึกษาอยู่ที่นิวยอร์ก ผมจึงเริ่มนำอาหารเกาหลีมาผสมผสานกับอาหารเม็กซิกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็เอาอาหารเกาหลีมาผสมกับอาหารญี่ปุ่นบ้าง อาหารไทยบ้าง ซึ่งมันก็อร่อยและแปลกใหม่นะครับ แต่ผมว่ามันมีคนทำแบบนี้เยอะแล้ว จึงจับมาคู่กับอาหารเม็กซิกันดีกว่า เพราะเท่าที่ศึกษา ยังไม่มีใครทำเลยครับ”

นับเป็นการสร้างเอกลักษณ์ให้กับอาหารแนวใหม่ ที่ดึงเอาจุดเด่นของอาหาร 2 ชาติ อย่างอาหารเกาหลีและอาหารเม็กซิกัน นำมาผสมผสาน สร้างสรรค์กลายเป็นไอเดียอาหารใหม่ๆ ที่รับรองว่าถูกใจ จนอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงไปด้วยกันได้

 

“ในความรู้สึกของผม ผมคิดว่าอาหารเม็กซิกันกับอาหารเกาหลีมีส่วนคล้ายกันนะครับ คือเน้นเรื่องของสุขภาพ ในขณะที่เกาหลีมีกิมจิ อาหารเม็กซิกันก็มีเครื่องเทศ ทั้งพริก พริกป่น พริกไทยดำ มะเขือเทศ มะนาว และผักต่างๆ นานา ที่กินแล้วให้ความรู้สึกที่สไปซี่ สดชื่น และดีต่อสุขภาพ ผมว่ามันเข้ากันดีนะครับ ทางเกาหลีก็เน้นเรื่องผัก เน้นเรื่องของโสม และเครื่องเทศที่รสไม่จัด เพียงแค่เราหยิบเอาแป้งทาโก้ของเม็กซิกันมาห่อไส้ด้วยกิมจิ ผมว่าก็อร่อยแล้วครับ”

เราเริ่มสัมผัสอาหารสองวัฒนธรรมด้วย Kimchi Taco กิมจิความอร่อยคู่กับอาหารเกาหลีที่ทุกคนนึกถึง ชนิดที่ขาดไปเสียมิได้ แต่คราวนี้นำกิมจิมาทำเป็นไส้ในของแป้งทาโก้ของเม็กซิกัน เพิ่มความอร่อยด้วยเนื้อวัวบด ที่เข้าขากันดีกับรสชาติของกิมจิ ช่วยเพิ่มรสชาติของกิมจิที่แตกต่าง ทว่ายังคงอร่อยและลงตัว

ต่อด้วย Nacho Fiesta แป้งนาโชทอดกรอบจุ่มโคชูจัง และซอสสไตล์เม็กซิกัน เมนูเบาๆ แต่แอบอิ่มอยู่กับนาโช อาหารกินเล่นสไตล์เม็กซิกัน คล้ายๆ กับแผ่นมันฝรั่งทอดกรอบ แต่คราวนี้มาพร้อมกับซอส 3 แบบ 2 สัญชาติ ทั้งซอสเกาหลี หรือซอสพริกโคชูจัง ที่ให้รสชาติที่ออกเผ็ดนิดๆ เจือเค็มหน่อยๆ และซอสสูตรดั้งเดิมอย่างอะโวคาโดดิฟ และซัลซ่ามะเขือเทศ ซึ่งซอสแต่ละชนิดก็จะมีรสชาติที่แตกต่างกันไป

Bibimbab Tortilla ข้าวยำอันเป็นเอกลักษณ์ของเกาหลีในสไตล์แบบเม็กซิกัน แป้งตอร์ติญ่ายัดไส้ในบิบิมบับ ซึ่งก่อนกินต้องห่อก่อน รสชาติออกหวานนิดๆ ที่พิเศษคือมีข้าวเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบที่ทำให้รู้สึกแปลกใหม่

Kimchi Dog ไส้กรอกเยอรมัน ราดด้วยกิมจิ เชสด้าชีส มายองเนส กระเทียม โรยด้วยต้นหอม ยกระดับไส้กรอกที่คุ้นเคยให้มีเรื่องราว และอร่อยมากขึ้น

ตบท้ายด้วย Galbi Burger เบอร์เกอร์เนื้อชิ้นโต ลูกผสมเกาหลีและอเมริกัน ที่ใช้ขนมปังอย่างดี และเนื้อชิ้นใหญ่หมักเครื่องเทศแบบเกาหลี เนื้อนุ่มกำลังดี สัมผัสได้ถึงความเป็นเกาหลีจากเครื่องเทศที่ทางร้านเลือกใช้ เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์ที่เคียงข้าง อร่อยจนลืมอิ่มทีเดียว

ร้านชางวอน เอกซ์เพรส แยกเพชรบุรี รถไฟใต้ดิน MRT สถานีเพชรบุรี (ทางออกที่ 3) เปิดบริการเวลา 17.00-24.00 น. (หยุดวันอาทิตย์) โทร. 09-2251-8661

 

ฮันนี่ หวานๆ ย่านทองหล่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 17:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/439395

ฮันนี่ หวานๆ ย่านทองหล่อ

โดย…ซิตี้กาย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เป็นร้านอาหารชื่อหวานที่เพิ่งเปิดใหม่ใจกลางทองหล่อ นำคำเรียกที่รักติดปาก มาตั้งเป็นคอนเซ็ปต์หลักและชื่อร้าน ฮันนี่ (Honey) ในโครงการซีนสเปซ ทองหล่อ 13 ความตั้งใจของเจ้าของร้าน คืออยากสร้างบรรยากาศฮันนี่ให้อบอุ่นเหมือนบ้าน ที่พร้อมเสิร์ฟทั้งกาแฟ ขนมหวาน อาหารเช้า บรันช์ ดินเนอร์ และเครื่องดื่มในช่วงเวลาผ่อนคลายหลังเลิกงานแบบ All-Day Dining การตกแต่งร้านล้อไปกับความหวานของน้ำผึ้ง ใช้เฟอร์นิเจอร์สีเบจ เพิ่มลูกเล่นที่เพดานด้วยลายเหลี่ยมคล้ายอยู่ในรังผึ้ง และโคมไฟเพดานก็คล้ายกับเครื่องมือดักผึ้ง

 

เมนูอาหารและเครื่องดื่มที่นี่หลากหลาย เพราะเสิร์ฟตั้งแต่เช้าจนถึงดึก และไม่วายล้อไปกับความหวานของน้ำผึ้งเช่นกัน เริ่มรองท้องด้วยเมนูบรันช์ Smoked Salmon and Rocket ขนมปังโฮมเมดกรอบพร้อมท็อปปิ้ง และสลัดผัก เป็นจานแรกที่เบาแต่อยู่ท้องกำลังดี Truffle Fettuccine ความเข้มข้นของซอสตัดกับรสชาติและกลิ่นหอมของเห็ดทรัฟเฟิล กินจนไม่อยากเผื่อท้องไว้จานอื่น แต่ไม่วายขอชิม Eggs Benedict ที่ต้องขอร้องให้เพื่อนช่วยกิน

 

หากยังมีที่ให้ของหวาน เมนูชูโรงของฮันนี่ ก็ต้องยกให้ Honey Craffle with Mixed Fruits วาฟเฟิลแป้งครัวซองต์หอมๆ ราดด้วยช็อกโกแลตและอัลมอนด์ เสิร์ฟพร้อมกล้วยหอมราดน้ำผึ้ง และไอศกรีมช็อกโกแลต หวานชื่นใจได้ทั้งวัน และไฮไลต์ที่สาวๆ ชอบที่สุดเป็น Honey Bun with Mixed Berries ฮันนี่บันโฮมเมดแป้งนุ่มราดด้วยน้ำผึ้ง เสิร์ฟพร้อมเบอร์รี่และไอศกรีมราสพ์เบอร์รี่ ส่วนเครื่องดื่มสั่งได้ทั้งกาแฟ ม็อกเทล ค็อกเทล ที่ยังรอเสิร์ฟทั้งวัน

ร้านฮันนี่ ชั้น 2 โครงการซีนสเปซ ทองหล่อ 13 เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-22.00 น. หากไปเป็นกลุ่มแนะนำให้จองโต๊ะ โทร. 02-185-2826 รายละเอียดเพิ่มเติม www.honeybkk.com/ เฟซบุ๊ก : honeythonglor

 

 

 

ร้านลั่งเอง สูตรอร่อยจากพรานป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 17:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/439392

ร้านลั่งเอง สูตรอร่อยจากพรานป่า

เมืองส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวงาม หรือ จ.นครปฐม มีร้านเปิดใหม่ชื่อร้านลั่งเอง ตั้งอยู่ในตลาดนครชัยศรี อ.นครชัยศรี ที่ผู้คนกล่าวถึงและแวะเวียนเข้ามารับประทานอย่างไม่ขาดสาย ด้วยจุดเด่นของรสชาติอาหารไทยสุดอร่อยจนบอกกันปากต่อปาก

ร้านลั่งเอง ตั้งอยู่ในห้องแถวไม้สวยงามที่เป็นเอกลักษณ์กว่าร้อยปี มีสูตรอาหารที่สืบทอดกันมาในตระกูลของจิดาภา เชาว์ชลันธร เจ้าของร้าน ความอร่อย เริ่มจาก “แกงป่าพรานบุญ” เป็นสูตรของคุณตา ที่เวลาไปหาของป่ามาขายมักจะได้เนื้อเก้งเนื้อไก่ติดมือกลับบ้าน พอมาถึงก็ตำพริก ตำกระชาย ที่ขึ้นตามธรรมชาติทำเป็นแกงป่าให้ลูกหลานได้กิน รสชาติจึงจัดจ้านถึงพริกถึงกระชาย สมเป็นแกงป่าจากสูตรพรานป่าตัวจริง

เมื่อมีแกงป่าสูตรคุณตา ก็ต้องสั่งห่อหมกสูตรคุณยายมาคู่กัน ห่อหมกทำจากเนื้อปลารสชาติอร่อย รับประทานคู่กับน้ำปลาพริกสูตรเฉพาะของทางร้าน จากนั้นปิดท้ายด้วยผัดกะเพราเนื้อปูก้อน ทำจากเนื้อส่วนกรรเชียงแน่นๆ ชิ้นใหญ่เต็มคำ รสชาติยังคงความอร่อยจัดจ้านอยู่เช่นเดิม แถมมีให้เลือกระดับความเผ็ด ตั้งแต่น้อยไปจนถึงนรกแตกกันเลยทีเดียว

ร้านเปิดบริการ เวลา 08.00-20.00 น. โทร. 09-8794-6645

 

ทุกคน มีร้านกินประจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 11:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/439247

ทุกคน มีร้านกินประจำ

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

วันนี้เปลี่ยนแนวมาเป็นแนะนำร้านอาหารบ้างครับ ปกติผมจะไม่ค่อยแนะนำร้านอาหาร ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพราะรสนิยมในการกินนั้นต่างจิต ต่างใจ ผมว่าอร่อย คนอื่นอาจจะคิดว่าไม่ได้เรื่อง เผ็ดไป เค็มไป กินเป็นหรือเปล่าวะ แต่ถ้าจะแนะนำ ผมจะมีเกณฑ์ของผมว่า ต้องเป็นร้านเก่าแก่ระบบครอบครัว สืบทอดฝีมือมาไม่ตกหล่น ถึงจะมาเป็นรุ่นใหม่แล้ว ก็ยังลงมือทำเอง ไม่ใช่นั่งหน้าเคาน์เตอร์เก็บเงิน ในครัวให้ลูกจ้างทำ

อย่างที่สองบุคลิกของร้านไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารไทย จีน หรือแขก ต้องคงสภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลง เรื่องนี้สำคัญเพราะมันเป็นจักษุพยาน เดี๋ยวนี้อะไรๆ มันเปลี่ยนแปลงเร็ว
ความทันสมัยมันจะจูงไปเรื่อยๆ ถ้ามันยังเดิมๆ อยู่ ใครได้เห็นก็จะได้รู้ว่าเมื่อก่อนเป็นกันอย่างนี้เอง รวมเผื่อไปถึงคนรุ่นต่อๆ ไปที่จะได้เห็นได้รู้ด้วย อย่างที่สามราคาต้องสมเหตุผล ง่ายๆ ก็คืออร่อยคุ้มค่าเงิน

ผมไปไหนก็ชอบเก็บร้านอย่างนี้ไว้เสมอ และอยากแนะนำให้ใครๆ รู้จัก เพราะอยากให้ร้านเหล่านั้นรู้สึกดีใจถ้ายังมีคนชอบร้านของเขาอยู่ แต่ก็มีครับที่ห้ามเด็ดขาด อย่าเอาไปลงเฟซบุ๊กหรือลงสื่ออะไรๆ ทั้งสิ้น เพราะแค่นี้ก็เหนื่อยจะตายชักอยู่แล้ว

มาถึงร้านที่ผมจะแนะนำครับ ชื่อร้านเอี้ย เซี้ย ฮวด ปทุมธานี ซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก ต้องลงสะพานปทุมธานี ไปไม่ไกลจะเป็นสี่แยก ต้องไม่ข้ามสะพานข้ามแยก ให้ชิดซ้ายคอยไฟแดง ซ้ายมือไปตัว จ.ปทุมธานี ขวาไป อ.สามโคก ไปประมาณ 4-5 กิโลเมตร ซ้ายมือเป็น อ.สามโคก ร้านเอี้ย เซี้ยฮวดอยู่ทางขวามือ ต้องไปกลับรถตรงหน้าวัดบางเตย ร้านนี้อยู่ในซอย เดิมอยู่ริมคลอง เดี๋ยวนี้แทบจะไม่เห็นความเป็นคลองแล้ว

ดั้งเดิมจริงๆ ตอนรุ่นเตี่ยนั้นมีชื่อเสียงเรื่องต้มพะโล้ ตอนนี้เตี่ยไม่อยู่แล้ว มาถึงรุ่นลูกๆ ฝีมือทำเป็ดพะโล้ยังอร่อยเหมือนเดิม มีลูกชายคนหนึ่งออกไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้ชื่อร้านนายฮุย ซึ่งอยู่บนถนนเดียวกัน อยู่ทางซ้ายมือ ก่อนที่จะมาถึงร้านเอี้ย เซี้ย ฮวด ก๋วยเตี๋ยวเป็ดนายฮุยก็อร่อยลูกค้าเยอะ

สำหรับร้านเอี้ย เซี้ย ฮวด นี้เป็นร้านโล่งๆ ไม่มีแอร์ เพิ่งเปลี่ยนเก้าอี้ใหม่ไม่นานมานี้เอง การทำอาหารเป็นฝีมือลูกสาว 2-3 คนช่วยกันทำ และมีอาม่าที่อายุเยอะแล้วแต่ไม่ค่อยอยู่เฉยๆ เดินไปเดินมาอยู่ในร้าน เมื่อก่อนทำบ๊ะจ่าง ที่ฝีมือผัดข้าวเหนียวกับเครื่องบ๊ะจ่างอร่อยมาก เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยทำแล้ว แต่ถ้ามะนาวถูกก็ยังทำมะนาวดองอยู่บ้าง แต่นานๆ จะไปเจอที

ร้านเอี้ย เซี้ย ฮวดนี้ มีกับข้าวเยอะมาก จะไม่ใช่อาหารจีนล้วนๆ มีหลายอย่างที่หาที่อื่นไม่ได้ แต่ก่อนอื่นต้องกินเป็ดพะโล้ ยังมีกุ้งผัดกะเพราใส่กระเทียมโทน ลูกชิ้นปลากรายผัดพริกเหลืองจะใส่ใบมะกรูดซอย มีผักคะน้าปลาเค็มนี่ก็อร่อย เป็นของกินง่ายๆ แต่หาอร่อยยาก ยังมีอีกรายการหนึ่งที่น่ากิน เป็นยำมะเขืออ่อนกับกุ้ง และหมูย่างตะไคร้ก็ไม่น่าพลาด

จะกินต้มยำก็มีปลาหลายอย่างให้เลือก มีต้มโคล้งสายบัวกับกุ้งที่หลายคนชอบ ของหวานแก้เผ็ดเป็นไอศกรีมกะทิ แต่เป็นไอศกรีมมหาชัย ถ้าบ่ายๆ หน่อย ลูกชายอีกคนจะเอาขาหมูพะโล้ที่เตรียมออกไปขายที่ตลาดนัดใกล้ๆ วันหนึ่งทำ 20 ขา ถ้าชอบขาหมูแบบเปื่อยแต่ไม่ยุ่ยก็น่าซื้อกลับบ้าน ขาละ 350 บาท จะไม่เอาทั้งขาก็แบ่งขาย นี่ก็เป็นฝีมือต้มเครื่องพะโล้ที่ตกทอดกันมาเหมือนกัน

 

ผมจะไม่แจงเรื่องราคาคนกินก็ชั่งเอาเองว่าคุ้มค่าหรือไม่ ร้านเอี้ย เซี้ย ฮวด ในตอนกลางวัน วันธรรมดาลูกค้าส่วนใหญ่เป็นข้าราชการแถวนั้น ถ้าเสาร์-อาทิตย์จะเป็นกลุ่มครอบครัว จะหยุดทุกวันเสาร์ปลายเดือน โทร. 02-593-1267, 08-3602-7555

ผมจะแนะนำอีกร้านครับเป็นร้านจีนเก่าแก่เหมือนกัน แต่อยู่ห่างไกลกันคนละทิศ อยู่ที่บ้านโป่ง ราชบุรี ชื่อร้านศรีเจริญโภชนา อยู่ถนนแสงชูโต เลยโรงพยาบาลไปนิดเดียวอยู่ทางซ้ายมือ เป็นตึกแถวริมถนนห้องโล่งๆ ดูผ่านๆ ภายในร้านเหมือนร้านข้าวต้ม ผมชอบที่เขาเก็บความเป็นร้านจีนเก่าแก่ไว้ได้ดี ที่มีตู้ชั้นลอยติดกระจกตรงผนังทั้งสองด้าน ซึ่งสมัยก่อนจะวางขวดเหล้าสารพัด เหล้าฝรั่ง แม่โขง กวางทอง โสมทอง เหล้าจีน เซี่ยงชุนกระปุกดิน มาสมัยนี้ไม่ได้วางมากเหมือนสมัยก่อนก็ยังมีบ้าง ร้านอย่างนี้เป็นที่รู้กันว่าสมัยก่อนๆ ไม่ว่าที่ไหน สไตล์ของร้านจีนต้องเป็นอย่างนี้

ตู้กับข้าวโชว์ของสด มีพวกผัก หมูกรอบ บางวันโชว์ปลาช่อนถลกหนังแล่แขวนน่ากิน ร้านนี้พ่อเป็นพ่อครัว ส่วนแม่รับออร์เดอร์ลูกค้า ถ้าลูกค้ามากก็ไปช่วยงานในครัวด้วย ตอนนี้มีลูกชายที่เพิ่งจบวิชาการโรงแรมและร้านอาหารจากสวนดุสิตไปช่วยทำงาน

ของกินที่ดูธรรมดาๆ แต่อร่อยมีหลายอย่าง มีแฮกึ้นทอด ปลากะพงหรือปลาช่อนผัดขึ้นฉ่าย มะระผัดไข่ ไก่ต้มกับขิง เต้าหู้ผัดกุยช่ายขาว

สองร้านที่ผมแนะนำนี้อยู่ในเกณฑ์ของผม ที่เป็นร้านครอบครัว สืบทอดฝีมือ รักษาบุคลิกของร้านดั้งเดิม ราคาสมเหตุสมผล ลองไปดูครับ ถ้าไม่อร่อยตามที่ชอบก็ถือว่าไปเที่ยวเปลี่ยนที่กินแล้วกันครับ

 

สูตรน้ำสลัดเห็ดจี๊ดจ๊าด A well dressed bowl Mushroom Dressing

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/439239

สูตรน้ำสลัดเห็ดจี๊ดจ๊าด A well dressed bowl Mushroom Dressing

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

อาหารเรียกน้ำย่อยที่ได้รับความนิยมที่สุด น่าจะต้องยกให้ผักดองนานาชนิดสไตล์อิตาเลียนที่อยู่ในคอร์สที่เรียกว่า Antipasti รสชาติเปรี้ยวเค็ม จัดจ้านจากสิ่งละอันพันละน้อยเรียงรายมาในจาน มีทั้ง Giardiniera ผักดองนานาชนิดที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จิ้มเข้าปากแล้วน้ำย่อยปรี๊ดออกมาที่กระเพาะ ยังมีมะเขือเทศแห้ง Sun Dried Tomato หัวหอมจิ๋ว หรือ Pearl Onion ที่ดองมาแบบเปรี้ยวหวาน มีหัวใจของอาร์ติโชคดองมาในน้ำมันมะกอกและมะกอกนานาชนิด

ที่ผู้เขียนชอบที่สุด ยกให้เห็ดกระดุม หรือ Champignon ดองแล้วแช่น้ำมันมะกอก เนื้อสัมผัสที่นุ่ม หยุ่น เคี้ยวแล้วอิ่มไปด้วยรสชาติจี๊ดจ๊าดที่ใช้ดองก่อนมาแช่ในน้ำมันกอกให้ละมุนลิ้นมากขึ้นนั้น เรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี บางร้านอร่อยไปกว่านั้น ยัดไส้มาด้วยพริก Piquillo หอมเข้มข้นเข้ากับเห็ดดอง

บางครั้งการทำสลัดสักจานที่บ้านอาจเกิดความยุ่งยาก ถ้าเหลือผักสลัดใบเขียวเพียงชนิดเดียว ไม่มีเครื่องเคียงอื่นๆ ถ้าน้ำสลัดมีเห็ดดองอยู่ในนั้น คงดีไม่น้อย ผู้เขียนเลยได้ไอเดีย เอาเห็ดดองสไตล์อิตาเลียนมาประยุกต์เป็นน้ำสลัดน้ำใสราดลงบนผัก

 

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเตรียมเห็ดหอมสดที่หาได้ง่ายในบ้านเรา มีกลิ่นหอมๆ ตามธรรมชาติ นำมาผัดให้สุกจนคายน้ำออกไปส่วนหนึ่งเสียก่อน จะได้เห็ดหอมนุ่มๆ ที่ดูดซับเอารสชาติน้ำสลัดที่ปรุงไว้ได้ดีขึ้น สำหรับเห็ดเข็มทอง สุกแล้วอาจจะมีความเหนียวแฉะไปสักหน่อย จึงใช้ในรูปแบบสดๆ ไปเลย เห็ดเข็มทองจะมีลักษณะเป็นฟองน้ำดูดซับรสชาติน้ำสลัดที่ปรุงไว้ได้เป็นอย่างดี

เครื่องปรุงน้ำสลัดสูตรนี้ ไม่ยุ่งยากเลย ใช้ความหอมซอสถั่วเหลืองและซีอิ๊วขาวแอบซ้อนไว้สักช้อนชาเดียว ช่วยเรื่องสีสันและสร้างเสน่ห์ให้น้ำสลัดได้แจ่มแจ๋ว อย่าใช้เยอะจนเกินไปเพราะจากเสน่ห์จะกลายเป็นโจ่งแจ้งจนเดารสชาติออกได้ สำหรับความเปรี้ยวหรือกรดในน้ำสลัดสูตรนี้มาจากน้ำมะนาวเขียวบ้านเราที่ให้ความหอม เข้ากับสูตรนี้ไม่แพ้มะนาวเหลืองของฝรั่งเลย

เมื่อปรุงน้ำสลัดที่อารมณ์คล้ายๆ น้ำยำไว้แล้วทีนี้ก็เหลือแค่ขั้นตอนการหมักเห็ดในน้ำสลัดอย่างน้อยสัก 2 ชั่วโมง หรือจะให้อร่อยเหาะ หมักทิ้งไว้ในตู้เย็นสัก 1 คืน รุ่งขึ้นได้น้ำสลัดเห็ดจี๊ดจ๊าดไว้ราดผัก ที่แม้ว่าจะมีผักเพียงชนิดเดียวก็อร่อยได้แล้ว

น้ำสลัดเห็ด

ส่วนผสม (เห็ดผัด)

เห็ดหอมสดหั่นบาง 1 ถ้วย

กระเทียมสับละเอียด ครึ่งช้อนชา

หอมแขกสับละเอียด ครึ่งช้อนโต๊ะ

น้ำมันมะกอก 5 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

พริกไทยดำบดละเอียด 1 ช้อนชา

ส่วนผสม (น้ำสลัด)

เห็ดเข็มทองหั่น 2 ซม. ครึ่งถ้วย

กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนชา

หอมแขกสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 4 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

งาขาวและงาดคั่ว 1 ช้อนชา

พริกชี้ฟ้าแดงซอย 1/4 ช้อนชา

ผักชี ต้นหอม ซอยบางๆ 1 ช้อนชา

วิธีทำ

ตั้งกระทะให้ร้อน เติมเห็ดลงไปผัดกับน้ำมันมะกอกพอให้เริ่มสลด จึงเติมหอมและกระเทียมสับลงไปผัดให้นุ่มรอให้เห็ดสุกนุ่มแล้ว พักไว้ให้เย็น

ผสมเครื่องปรุงที่เหลือไว้ในชาม ชิมปรับรสให้ถูกใจ เติมเห็ดที่ผัดไว้แล้วลงไป

หมักไว้ในตู้เย็น 1 คืน เพื่อให้รสชาติเข้าเนื้อ น้ำสลัดนี้แนะนำให้ใส่ขวดแก้วปากกว้างแล้วใช้ช้อนตักออกมาจะสะดวกกว่าเทราด

เตรียมผักสลัดใส่ชาม ราดน้ำสลัดเห็ดลงไป คลุกเคล้าเบาๆ

 

ตะลุยกินถิ่นชาวมอญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/438193

ตะลุยกินถิ่นชาวมอญ

โดย…ชายโย

ผมมักพูดเสมอว่าแต่ก่อนเราเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดสนุกกว่านี้ ได้กางหนังสือแผนที่ประเทศไทย ได้ขับรถหลงทางแม้เป็นประสบการณ์เลวร้าย แต่หลังจากนั้นก็กลายมาเป็นเรื่องตลกในครอบครัว เราเคยเสี่ยงทดลองร้านอาหารข้างทางที่เราไม่รู้จัก ถ้าอร่อยบริการดีเราก็ได้คอลัมน์กลับมารีวิว แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างมีอยู่ในแอพบนสมาร์ทโฟน ทุกคนเดินทางไปตามเส้นทางของโปรแกรม รับประทานอาหารตามคนรีวิว แต่ไม่มีใครเลยที่จะเลือกร้านอาหารด้วยตัวเอง ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวเราเอง

ครั้งหนึ่งผมขับรถไปเที่ยว อ.สังขละบุรี และทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ที่นี่เราค้นพบร้านซึ่งเป็นที่นิยมของคนท้องถิ่นและร้านอาหารเล็กๆ ที่เร้นตัวอยู่ในขุนเขาอยู่หลายร้าน เป็นร้านที่ไม่มีในการรีวิวใดๆ ในสมัยนั้น (แต่เดี๋ยวนี้แค่รถเข็นริมถนนยังมีรีวิวในแอพเลย)

เริ่มจาก ร้านก๋วยเตี๋ยวรสเด็ด ทองผาภูมิ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับอนุสาวรีย์ปู ในตัว อ.ทองผาภูมิ ร้านเปิดเวลาประมาณ 09.00-16.00 น. เบอร์ติดต่อ 034-599-376 เน้นขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อ-หมูตุ๋น ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาก็จะเป็นชาวบ้าน หานักท่องเที่ยวมารับประทานได้น้อยมาก จุดเด่นของร้านคือ น้ำก๋วยเตี๋ยวหอมหวาน เพราะปรุงรสชาติมาแล้วอย่างดี เมื่อต้นเครื่องดี จะทำเมนูไหนๆ ก็อร่อยติดใจลูกค้าทั้งสิ้น อย่างในเมนูเนื้อหมูตุ๋น เนื้อก็เหนียวนุ่มกำลังดี ทั้งน้ำทั้งเนื้อให้รสชาติที่เข้ากัน แถมยังเติมผักสดได้ไม่อั้น และราคาก็ถือว่าไม่แพงครับ ถ้าได้ลองมารับประทานแล้วจะติดใจ

 

ต่อจากนั้นแนะนำไปที่ ร้านบ้านทองโย๊ะ เป็นร้านอาหารรับประทานในบรรยากาศริมแม่น้ำสบายๆ ออกจากตัว อ.ทองผาภูมิ มุ่งหน้าไป อ.สังขละบุรี จะเห็นร้านบ้านทองโย๊ะ อยู่ทางขวามือหรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์ 034-599-353 ร้านนี้มีของดีคือขนมทองโย๊ะ ซึ่งหารับประทานได้ยากในปัจจุบัน และส่วนใหญ่แล้วจะมีขายเฉพาะช่วงหน้าเทศกาลของชาวกะเหรี่ยง

ขนมทองโย๊ะ ทำจากข้าวเหนียวผสมกับงาดำตำจนแหลก ปั้นเป็นก้อนพอดีคำแล้วนำไปทอดจนเหลืองกรอบขึ้นพัก จะได้เนื้อขนมสีดำหอมกลิ่นแป้งทอดและงาดำ นำมารับประทานกับนมข้นหวาน หรือน้ำผึ้ง แต่ก่อนเป็นอาหารติดตัวของชาวกะเหรี่ยงระหว่างเดินทาง เป็นเมนูที่คุณไม่ควรพลาดอย่างยิ่งถ้ามาที่ อ.ทองผาภูมิ

จากนั้นไปปิดท้ายกันที่ ร้านป้าหยิน เป็นร้านขายขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย ชาวมอญ ร้านตั้งอยู่ทางเข้าสะพานมอญ อ.สังขละบุรี อยู่ฝั่งตลาดมอญ เดินผ่านประตูสะพาน ร้านอยู่ทางด้านซ้ายมือ คนแถวนั้นรู้จักหมดเป็นร้านดังประจำสะพานมอญ หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 08-1792-4244

 

ขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย เป็นอาหารขึ้นชื่อของชาวมอญอย่างหนึ่ง หากจะหารับประทานในกรุงเทพฯ นอกจากวันดีคืนดีมีงานบุญของชาวมอญ เราอาจจะได้เห็นชาวไทยเชื้อสายมอญ ทำขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วยให้ได้รับประทานกัน

หลังจากสั่งไปได้ไม่นาน ขนมจีนพร้อมเครื่องเคียงก็มาวางเรียงกันอยู่ตรงหน้า พร้อมเครื่องปรุงให้จำนวนหนึ่ง บีบมะนาว ใส่ผักตามอัธยาศัย คลุกให้เข้ากันแล้วก็เริ่มชิมไปปรุงไป รสชาตินั้นอร่อยเหมือนขนมจีนน้ำยาที่เราคุ้นเคยกันดี แต่อาจจะมีกลิ่นและรสชาติที่ผิดแผกกันออกไปบ้าง รับประทานกับไข่ต้มแล้วยิ่งเพิ่มรสชาติ ทำให้ภาพรวมรสชาติอาหารถือว่าอร่อยใช้ได้เลยครับ

ทั้ง 3 ร้านนี้ถือว่าสอบผ่านในการเป็นร้านอาหารที่ควรค่าแก่การแนะนำประจำท้องถิ่น แต่ไม่ได้หมายความว่าร้านอื่นๆ จะไม่อร่อย เพียงแต่ร้านที่เหลือรอการค้นพบจากนักเดินทางที่อยากหาร้านใหม่ๆ ด้วยตัวเองมากกว่าเท่านั้น