พาสชั่น คาเฟ่ มุมดีๆ ที่คิดถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 18:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/438090

พาสชั่น คาเฟ่ มุมดีๆ ที่คิดถึง

โดย…ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หากกำลังมองหามุมพักผ่อน นั่งจิบกาแฟรสชาติดีๆ พร้อมอาหารเช้าเบาๆ เคล้ากับบรรยากาศอันสดใส ผมว่าเป้าหมายของเราตรงกันที่ร้านนี้

พาสชั่น คาเฟ่ (Passion Cafe) คาเฟ่น่ารักๆ พร้อมบริการกาแฟดีๆ และอาหารเช้าตลอดทั้งวัน ที่มีจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจาก หนู-อนุตร โชติกะพุกกณะ ที่รักการดื่มกาแฟ และรักการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจ ผสานกับความหลงใหลในการถ่ายภาพของพี่ชาย จึงร่วมใจกันเปิดโรงแรมนันทา โฮเทล ที่แอบมีร้านกาแฟและร้านอาหารเล็กๆ ที่สะท้อนความเป็นตัวตนของพวกเขาเอาไว้ทุกมุมมอง

บรรยากาศภายในร้านเลือกใช้โทนสีฟ้าอมเทาเย็นสบายตา ผสมกับกลิ่นอายความวินเทจ เข้ากับของตกแต่งซึ่งส่วนมากเป็นจักรยานหลายแบบและมีจักรยานโบราณรวมอยู่ด้วย รวมถึงภาพสตรีทในบ้านเราซึ่งล้วนเป็นฝีมือของพี่ชายเจ้าของร้านที่สอดรับกันอย่างสนุกสนาน แม้กระทั่งพื้นกระเบื้องก็เลือกใช้เป็นกระเบื้องลายวินเทจและเฟอร์นิเจอร์สีสันสดใส ทำให้บรรยากาศ
แลดูอบอุ่นและเป็นกันเอง

อาหารของที่นี่เน้นเป็นอาหารเช้าง่ายๆ พร้อมเสิร์ฟตลอดทั้งวัน มีให้เลือกตั้งแต่เมนูเบาๆ ไปยันเมนูหนักๆ ที่อร่อยแบบครบรส ที่พิเศษไปกว่านั้นคาเฟ่แห่งนี้ยังพิถีพิถันในการคัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยม เพื่อใช้ชงกับเครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซ่ของ Kees Van Der Westen รุ่น Mirage ทำให้ได้กาแฟรสชาติที่เข้มข้นและกลิ่นหอมชวนหลง

 

เริ่มต้นเบาๆ กับ คาปูชิโน่ รสเข้ม ละมุนและกลมกล่อม หรือจะเป็นกาแฟแก้วจิ๋ว รสชาติน่าจดจำอย่างกาแฟแก้วจิ๋วที่ใช้ Espresso 1 ช็อต กับฟองนมนุ่มๆ ที่สตีมมาอย่างดี คล้ายๆ กับเป็นคาปูชิโน่แบบย่อส่วน รสชาติเนียนๆ

หรือจะเป็นเครื่องดื่มเรียกความสดชื่นก็มีให้ลิ้มลอง อย่าง Sparkling Watermelon Lemon น้ำแตงโมโซดาได้ความซ่าและหวานสดชื่นในแก้วเดียว ถ้าคิดถึงวันวัยเยาว์ขอแนะนำ เก๊กฮวยเยลลี่ น้ำเก๊กฮวยที่ด้านล่างเป็นเยลลี่เก๊กฮวยโฮมเมด สดชื่นอย่าบอกใคร

มาถึงเมนูกันบ้าง เราเริ่มต้นด้วย All Day Breakfast ที่ยกขบวนมาชวนอิ่ม ทั้ง Baked Egg เมนูคุ้นตาคล้ายไข่กระทะแต่ใช้วิธีนำไปอบแทนการทอดไข่ กินคู่กับเบคอนทอดกรอบ ไส้กรอกสดคัมเบอร์แลนด์ มะเขือเทศ และขนมปัง

ต่อด้วย Smoked Salmon & Scramble Egg ไข่คนนุ่มๆ หอมเนย กินกับแซลมอนรมควันชิ้นหนา และมะเขือเทศอบร้อน โรยด้วยเคเบอร์ มะเขือม่วง เสิร์ฟพร้อมสลัดที่ราดด้วยน้ำสลัดงา ส่วนใครชอบกินแซนด์วิชลอง Classic Ham Cheese ปาริเซียนแฮม เชดด้าชีส นาบด้วยขนมปังฝรั่งเศส ก่อนนำไปกริล สัมผัสได้ถึงความหอมของชีสเชดด้าแบบเต็มๆ

ชอบแซลมอนอย่าลืมสั่ง Smoke Salmon Salad ผักสลัดรวม ท็อปด้วยสโมกแซลมอน เพิ่มรสชาติด้วยเซซามิเดรสซิ่ง หอมกลิ่นสโมกแซลมอน เรียกความสดชื่นได้ดีไม่น้อยทีเดียว

ตบท้ายด้วย Nutella Strawberry Avocado ขนมปังนูเทลล่าท็อปด้วยสตรอเบอร์รี่สด และอโวคาโดโรยเมล็ดเจียก่อนเสิร์ฟ เป็นการปิดท้ายมื้อที่น่าจดจำทีเดียวครับ

 

Passion Cafe ชั้นล็อบบี้โรงแรมนันทา ซอยสุขุมวิท 33 แยก 5 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 08.30-15.30 น. (หยุดวันจันทร์) โทร. 02-662-3395-6

 

อิตาเลียนสร้างสรรค์ ไอเดียกินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 18:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/438087

อิตาเลียนสร้างสรรค์ ไอเดียกินได้

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

ใครๆ ก็รู้ว่า เกรฮาวด์ คาเฟ่ เป็นผู้นำด้านเมนูฟิวชั่นสุดแสนจะครีเอทีฟ ไม่ว่าจะเป็นเมนูแบบไทยๆ เมนูฝรั่งแนวฟิวชั่น หลากหลายเมนูที่อยู่ในใจของแฟนๆ ล่าสุด เพื่อฉลองก้าวสู่ปีที่ 19 แห่งความสัมพันธ์อันดีงาม ระหว่างซิตี้แบงก์ และเกรฮาวด์ คาเฟ่ ได้เปิดตัวแคมเปญใหญ่แห่งปี เซเลเบรท อิตาเลียน อาร์ต “อีท ยัวร์ อาร์ต เอ้าท์” (Celebrate Italian Art “Eat Your Art Out”) เผยโฉมอาหารอิตาเลียนจานเด็ดสุดสร้างสรรค์ตามสไตล์เกรฮาวด์ คาเฟ่ หลากเมนู ตั้งแต่วันนี้–30 มิ.ย.นี้ อิ่มอร่อยแถมได้ลุ้นแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ Club Med Pragelato Vialattea ประเทศอิตาลีอีกด้วย

เมนูพิเศษ เซเลเบรท อิตาเลียน อาร์ต “อีท ยัวร์ อาร์ต เอ้าท์” ได้รับแรงบันดาลใจจากประเทศอิตาลี ดินแดนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายและบรรยากาศแห่งงานศิลปะชั้นเลิศ ทั้งแฟชั่นชั้นนำ และอาหารอร่อย โดยเมนูเหล่านี้ที่ยังคงความเท่ในคอนเซ็ปต์ “Basic with a Twist” ของเกรฮาวด์ คาเฟ่ ที่รอแฟนๆ มาลองชิม และเฉลิมฉลองความเป็นอิตาเลียนอาร์ตด้วยกัน

 

เมนูอิตาเลียนสุดอาร์ต มีตั้งแต่จานเรียกน้ำย่อยอย่าง บรูสเก็ตตาหน้าเปิด แดง ขาว เขียว (Red, White, Green Bruschetta) ขนมปังอบจนกรอบนอกนุ่มใน ทาด้วยน้ำมันมะกอกรสใบโหระพาอิตาเลียน 3 หน้า 3 สี ที่ได้แรงบันดาลใจจากสีของธงชาติอิตาลี ได้แก่ สีแดง เป็นสลัดมะเขือเทศแดดเดียวรสจัด สีขาว เนื้อปูล้วนคลุก
เดรสซิ่งแบบอิตาเลียน และสีเขียว สลัดอโวคาโดสด (ราคา 160 บาท)

ไฮไลต์ของจานเรียกน้ำย่อยต้อง พิซซ่าส้นสูง (High Heels Pizza) พิซซ่าหน้าซาลามี่กับมะกอกดำ อบมากับซอสมะเขือเทศรสเข้ม และชีสมอซซาเรลล่ายืดๆ พร้อมแครอทดองกรุบกรอบ ในรูปแบบไม่ธรรมดา นั่นคือเสิร์ฟมาในกล่องรองเท้า! ที่เปิดมาแล้วจะพบว่าไม่ได้เป็นพิซซ่าหน้าแบนๆ แบบที่เราคุ้นเคย ทว่าเป็นรูปของรองเท้า แสดงออกถึงความเป็นเมืองแฟชั่นของอิตาลี และแสดงถึงไอเดียสุดบรรเจิดสไตล์เกรฮาวด์ (ราคา 180 บาท)

มาถึงเมนูจานหลัก เชฟสร้างสรรค์พาสต้าเฟตตูชินี่ 3 สี (Tre Colori Fettuccini) เส้นเฟตตูชินี่ 3 สี ทำจากบีตรูต ผักโขม และเส้นแบบดั้งเดิม นำมาผัดกับไส้กรอกอิตาเลียน มะเขือเทศซันดราย ก้านเห็ด
ปรุงรส แตงกวาดอง เบคอนกรอบ และน้ำมันมะกอกอิตาเลียน รสชาติเข้มข้น สุดยอดแห่งการรวมพลครั้งยิ่งใหญ่!! (ราคา 270 บาท)

พาสต้าทางเลือกสำหรับคนไม่กินเนื้อสัตว์ ลิงกวินี่กับเห็ดทรัฟเฟิลดำ (Black Truffle Linguini) ที่นำพาสต้าลิงกวินี่ มาผัดกับซอสครีมอัลเฟรโด้ ใส่เห็ดพ็อตตาเบลโล่ เห็ดออเรนจิ เห็ดทรัฟเฟิลดำ ตบท้ายด้วยชีสพาร์เมซานฝานบางๆ โปะหน้า และน้ำมันทรัฟเฟิลหอมกรุ่น รสชาติมาในแนวนวลเนียน (ราคา 290 บาท)

 อย่าพลาดเมนูของหวานอย่าง หอเอนแห่งความอร่อย (Leaning Tower) ที่ได้แรงบันดาลใจจากหอเอนปิซา เป็นเมอแรงก์รสอัลมอนด์ สอดไส้ด้วยครีมมัสคาโปเน่ ผลไม้สด ครีมมะนาว และซอสราสพ์เบอร์รี่ วางซ้อนกันเป็นรูปหอเอนปิซาอันเลื่องชื่อของอิตาลี โรยรอบๆ ด้วยสตรอเบอร์รี่ และบลูเบอร์รี่สด (ราคา 200 บาท)

ไปไม่ถึงอิตาลีแน่ๆ หากไม่มีเมนูนี้ แฮนด์แบ็ก ทิรามิสุ (Handbag Tiramisu) เค้กทิรามิสุ หอมกาแฟชุ่มๆ นุ่มๆ เคลือบด้วยมิร์เรอร์ช็อกโกแลตเงาวับ รสกาแฟเข้มข้น ออกแบบหน้าตาสุดเก๋ไก๋ในรูปทรง Designer’s Handbag (ราคา 200 บาท)

 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูเครื่องดื่มที่เหมาะกับวันร้อนๆ ในบ้านเราให้เลือกสั่งมากมาย ตั้งแต่ เรด เฮิร์บ (Red Herb) ที่มีส่วนผสมของน้ำทับทิม สับปะรด ใบโหระพาอิตาเลียน โรสแมรี่ แตงกวาญี่ปุ่น และแรดิชหั่นสไลซ์ รสชาติหอมหวาน ชุ่มฉ่ำ และมีความเผ็ดซ่าจากแรดิช เพิ่มความซ่าอีกนิดด้วยน้ำแร่เปริเอ้ (ราคา 180 บาท)

เฟรเชน อัพ (Freshen Up) สดชื่นด้วยน้ำเกรปฟรุต น้ำมะนาว น้ำเชื่อมราสพ์เบอร์รี่ และฟองฟู่ของน้ำแร่เปริเอ้ (ราคา 180 บาท) อิตาเลียน ทริปเพลท (Italian Triplet) เครื่องดื่มปรุงรสพิเศษ 3 แก้ว 3 สี ได้แก่ สีเขียว ผสมผสานความสดชื่นจากแอปเปิ้ลเขียว บลูคูราเซา และไซรัปสับปะรด สีขาว หอมหวานด้วยเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ คอร์เดียล กับไซรัปสับปะรด และสีแดงจากราสพ์เบอร์รี่ไซรัป เสิร์ฟพร้อมสปาร์กลิง และน้ำแร่เปริเอ้ (ราคา 180 บาท)

เห็นหน้าตาอาหารไอเดียสุดอลังการกันแล้ว เรื่องรสชาติต้องไปพิสูจน์!

 

อิสเลโร่ อาหารสเปนต้นตำรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 17:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/438086

อิสเลโร่ อาหารสเปนต้นตำรับ

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ในประเทศไทยร้านอาหารสเปน ยังนับว่ามีจำนวนน้อย และยิ่งจัดว่าน้อยเข้าไปอีกเมื่อถามหารสชาติแบบต้นตำรับ แต่เมื่อไม่นานมีร้านอาหารสเปน ชื่อ อิสเลโร่ (Islero) เปิดบนทำเลถนนวิทยุ นำเสนอรสชาติแบบต้นตำรับในบรรยากาศเรียบแต่หรูและจัดเสิร์ฟพิถีพิถันเติมรายละเอียดในจานอย่างมีศิลปะชวนรับประทานยิ่งขึ้น

 

ในห้องครัวที่ไม่ต่างจากห้องวิทยาศาสตร์ที่เชฟช่วยกันรังสรรค์เมนูออกมา เพราะความพิเศษของอิสเลโร่ คือ กรรมวิธีการทำอาหารที่โมเดิร์น ไม่ต่างจากงานทดลองสักชิ้น เพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ยังคงรสชาติอาหารสเปนคลาสสิก นับเป็นการมอบประสบการณ์ใหม่ให้นักชิม โดยเชฟเปโดร และเชฟเอ็ดดวร์ด ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำงานในร้านที่ได้รับมิชลินสตาร์มาแล้วหลายแห่ง

 

วัตถุดิบถึง 90% นำเข้าจากประเทศสเปนเพื่อให้ได้รสกลิ่นแบบต้นตำรับไม่ผิดเพี้ยน อย่างเมนู Idiazabal Cheese Cream ชีสสเปนที่ผ่านอุณหภูมิอุ่นจนได้เทกซ์เจอร์คล้ายมูส เสิร์ฟพร้อมขนมปังบางกรอบ หรือเมนู Rostit Catala เครปบางที่ห่อหุ้มไส้ที่ทำจากเนื้อหมูและเนื้อวัว เพิ่มรสชาติด้วยซอส Demi-Glace ชีสสเปน พร้อมกลิ่นหอมของเห็ดทรัฟเฟิลดำ

บรรยากาศร้านเป็นแคชวล ไดนิ่ง ให้ความรู้สึกผ่อนคลายหลังเลิกงาน จัดแสงให้ความรู้สึกโรแมนติก และเติมลูกเล่นด้วยถาดไม้ให้เป็นงานกึ่งอินสตอลเลชั่นกึ่งพาร์ทิชั่นที่ตั้งอยู่กลางร้าน

ร้านอิสเลโร่ ตั้งอยู่ชั้นจี อาคารแอทธินี ทาวเวอร์ เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.00-14.00 น. และเวลา 17.00-24.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดเวลา 17.00-24.00 น. โทร. 02-168-8100

 

ลุง & ป้า ต้มเลือดหมูรสนัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 12:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/437942

ลุง & ป้า ต้มเลือดหมูรสนัว

โดย…พี่เวส

ฟ้าหลังฝนอากาศแสนสดใส เช้าวันใหม่เลยนึกอยากได้อาหารร้อนๆ กล่อมท้องเบาๆ ก่อนลุยงานกันต่อ วันนี้พี่เวสจะพามาตะลุยชิมของอร่อยกันที่ซอยลาดพร้าว 101 ร้านนี้ไม่มีป้ายชื่อร้าน แต่คุณป้าใจดีบอกว่าเรียกชื่อร้านว่า ลุง กับ  ป้า ก็ได้ครับ

ร้าน ลุง กับ ป้า ขายอาหารหลายอย่าง ทั้งอาหารตามสั่ง อาหารป่ารสชาติจัดจ้าน รวมถึงอาหารอีสานอย่างส้มตำ ลาบ น้ำตก และต้มแซ่บ ที่คนอีสานบอกว่ายามใดที่ได้ลิ้มลองรสชาติแล้วช่วยทำให้หายคิดถึงบ้าน

เช้าๆ อย่างนี้ให้จัดอาหารหนักคงจะไม่เหมาะ ผมเลยสั่งต้มเลือดหมูมาเสริมทัพสักหน่อย บอกให้เลยว่าต้มเลือดหมูของลุงกับป้านั้นรสชาติไม่ธรรมดา ป้าบอกว่าทีเด็ดอยู่ที่น้ำซุป จะต้องใช้กระดูกหมูเคี่ยวจนน้ำเป็นสีนวล พร้อมเพิ่มรสชาติด้วยกระเทียมดอง ช่วยทำให้รสชาตินัวยิ่งขึ้น

ด้านเครื่องเคียงอย่าง เลือด ตับ ไต ไส้ พุง กระทั่งเนื้อหมูก็ทำความสะอาดมาจนปราศจากกลิ่นคาว แอบชอบใจตรงที่มีให้ทั้งหมูชิ้น และหมูหมักเครื่องเทศ สัมผัสได้ถึงรสชาติที่ไม่เหมือนร้านอื่นๆ แถมทางร้านยังใส่ตำลึง และสาหร่ายมาให้แบบเยอะมาก เลยทำให้มื้อเช้านี้กลายเป็นวันที่แสนสุขเชียวล่ะครับ

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ลาดพร้าว 101 (แยก 39) ทางเชื่อมกับลาดพร้าว 87 ติดกับร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00 น.ไปจนถึง 17.30 น. โทร. 08-7698-1474

 

A Well Dressed Bowl Spicy Seafood Mayo น้ำสลัดสไปซี่ซีฟู้ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/437934

A Well Dressed Bowl Spicy Seafood Mayo น้ำสลัดสไปซี่ซีฟู้ด

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เมนูสลัดใส่กล่องกลายมาเป็นอาหารทางเลือก ยอดฮิตของชีวิตมนุษย์ออฟฟิศรักษาสุขภาพ สังเกตจากเมียงมองไปตามแหล่งอาหารกลางวัน จากข้าวราดแกงกลายมาเป็นสลัดกล่องสะดวกซื้อเรียงรายพร้อมให้เลือกซื้อ บางร้านใส่กล่องไว้แล้วเตรียมพร้อมน้ำสลัดกระปุกเล็กๆ บางร้านมีเครื่องเครามากมาย ชี้แล้วตักใส่กล่องตามชอบ ยังมีน้ำสลัดหลากสีเป็นตัวเลือกให้อีก เรียกได้ว่าไม่เบื่อกันเลย

วันก่อนผู้เขียนได้ชิมสลัดกล่องจากเต็นท์ขายอาหารกลางวันย่านออฟฟิศกลางเมือง ถูกใจกับน้ำสลัดรสชาติเข้มข้นสไตล์ไทยๆ ที่มีส่วนผสมไม่ยากจากมายองเนสผสมกับน้ำจิ้มซีฟู้ด ราดลงบนสลัดแล้วแม้ว่าจะข้นมันด้วยส่วนผสมหลักเป็นมายองเนส แต่ด้วยความเผ็ดหอมแบบน้ำจิ้มซีฟู้ด ทำให้สลัดกล่องรสชาติคล้ายยำรสแซ่บถูกปาก

ผู้เขียนรีบกลับมาทดลองแกะสูตรง่ายๆ นี้ทันที หวังว่าจะทำเป็นสลัดง่ายๆ สำหรับมื้อเย็นเริ่มต้นจากเปิดตู้เย็นหยิบมายองเนสที่เหลืออยู่ก้นขวดแก้วในตู้เย็น กวาดทั้งหมดลงโถปั่นขนาดเล็กที่มีอยู่ที่บ้าน ล้างผักชี หั่นเป็นท่อนๆ พร้อมเด็ดโหระพา ใส่ลงในโถปั่น ตามด้วยหอมแดง กระเทียม และพริกขี้หนู คล้ายกับการทำน้ำจิ้มซีฟู้ดทุกประการ เพิ่มสีสันและความเผ็ดอีกนิดด้วยพริกป่นละเอียด แล้วปรุงรสด้วยน้ำมะนาวบีบใหม่ๆ จากผล น้ำปลาดี หรือจะใช้เป็นเกลือป่นก็ได้ ตัดรสด้วยน้ำตาลหน่อย ตามสไตล์ลิ้นอินเตอร์ ปั่นทุกอย่างให้เข้ากันในพริบตา

น้ำสลัดสไปซี่สูตรนี้เข้ากับผักสดได้หลายแบบ แต่ด้วยความที่มีส่วนผสมหลักเป็นมายองเนส ผู้เขียนเลยเทใจให้ผักสลัดใบกรอบๆ จะโอบอุ้มความอร่อยของน้ำสลัดและผักได้ดี แต่ผักใบนิ่มก็เข้ากันไม่เลว เติมใบสะระแหน่เด็ดใหม่ๆ หรือจะผักชีเด็ดเป็นใบๆ ก็อร่อยดี มะเขือเทศเชอร์รี่ ราชินี หรือมะเขือเทศท้อ ช่วยเพิ่มความสดชื่นยามน้ำสลัดเผ็ดจี๊ดที่ลิ้นได้ดี

ชอบน้ำสลัดสูตรนี้ที่สุด ถ้าลวกกุ้งสดพอสุก แล้วช็อกด้วยน้ำเย็นจัดให้กุ้งหวานนุ่ม หรือจะเป็นปลาแซลมอนรมควันก็อร่อย เพราะความเปรี้ยวหอมของมะนาว เข้ากันดีกับแซลมอนรมควันอยู่แล้ว แม้แต่ปูอัดก็สะดวกง่ายเข้ากัน สูตรนี้ทำทิ้งไว้ได้ในตู้เย็น อยู่เป็นเสบียงได้เป็นอาทิตย์ ใครอยากจัดสลัดกล่องเป็นอาหารกลางวันขอแนะนำน้ำสลัดสไปซี่มาโยของเราเลย

Spicy Mayo Dressing

ส่วนผสม

ผักชี พร้อมราก 1 ต้นเล็ก (20 กรัม)

โหระพา 3-5 ใบ (3 กรัม)

หอมแดง 2 หัวเล็ก (20 กรัม)

กระเทียม 2 กลีบใหญ่ (15 กรัม)

พริกขี้หนู 3-4 เม็ด (2 กรัม)

พริกป่นแบบละเอียดมากๆ 1/4 ช้อนชา

น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ (55 กรัม)

น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ (35 กรัม)

น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)

มายองเนส ครึ่งถ้วยตวง (100 กรัม)

วิธีทำ

ปั่นส่วนผสมทุกอย่างรวมกันให้ละเอียด

กินกับแซลมอนรมควันและผักสลัดใบแข็ง เช่น ผักกาดคอส ผักกาดแก้วแครอตและแตงกวาสไลซ์บางๆ

 

รสสิวลี อร่อยแบบครัวในบ้าน.. ไร้ผงชูรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/436895

รสสิวลี อร่อยแบบครัวในบ้าน.. ไร้ผงชูรส

โดย…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

อาหารไทยไม่ใส่ผงชูรสก็อร่อยได้ในสไตล์ “รสสิวลี” ร้านอาหารเล็กๆ ในซอยบางแวก 120 ย่านฝั่งธนฯ ที่อยู่ได้ด้วยลูกค้าประจำ แบบไม่ง้อทำเลติดถนนใหญ่ โดย “ครอบครัวสุวรรณภักดี” ที่มีใจรักการทำอาหาร ตั้งใจเสิร์ฟความอร่อยแบบครัวในบ้าน

พิถีพิถันทุกเมนูด้วยความใส่ใจ ตั้งแต่ตื่นเช้าไปจ่ายตลาดด้วยตัวเองเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่สดใหม่ทุกวัน โดยฝ่ายศรีภรรยา นุชนาถ คราประยูร ที่สั่งสมเสน่ห์ปลายจวักมาจากรุ่นคุณย่า มือระวิงควบคุมรสชาติอาหารทุกจานด้วยตัวเองอยู่ก้นครัว ลูกค้ามากินกี่ครั้ง จึงมั่นใจได้ว่าไม่เพี้ยน

หลากหลายเมนูร้านนี้มาจากสูตรต้นตำรับที่ทำกินเองในบ้านจากรุ่นสู่รุ่น อย่างเช่น “แกงคั่วเนื้อปู” ที่ใช้เนื้อปูล้วนแกงกับกะทิ ใส่ยอดมะพร้าวอ่อนกับชะอม รสนุ่มนวล ไม่มันเลี่ยน ได้ความหวานหอมของเนื้อปูที่แตกต่างจากหอยขม เมนู “แกงกะทิรสสิวลี” ที่ใช้พริกแกงสูตรโฮมเมด ตำเองสดใหม่ แต่ต้องบอกก่อนว่า ใครที่ชอบแกงรสเข้มข้นจัดจ้าน อาจต้องบอกทางร้านก่อนสักนิด เพราะรสชาติที่นี่จะทำแบบกลางๆ เผื่อคนไม่กินรสจัด ทุกเมนูไม่ใส่ผงชูรส

 

อีกหนึ่งเมนูที่ทางร้านภูมิใจเสนอ คือ “ไก่ฟูผัดกรอบ” ที่ใช้ทั้งเวลาและความพิถีพิถัน ตั้งแต่เอาเนื้อไก่มาต้ม บรรจงฉีกให้เป็นฝอย เอาไปทอดจนกรอบ ผัดกับพริกแกงสูตรเฉพาะ จานนี้จะออกแนวหวานๆ เผ็ดๆ คล้ายๆ ปลาดุกฟูผัดพริกขิง

สำหรับคนชอบกินปูแต่ไม่ชอบแกะ มาร้านนี้จะถูกใจ เพราะที่นี่มีเมนูเนื้อปูให้เลือกหลากหลายในสไตล์ไทยๆ มีทั้งน้ำพริกกะปิปู แกงคั่วเนื้อปู แกงชะพลูเนื้อปู ยำตะไคร้เนื้อปู หลนเนื้อปู เนื้อปูทรงเครื่อง เนื้อปูผัดพริกขี้หนูกะเพรากรอบ

ไม่น่าเชื่อว่าร้านเล็กๆ ในซอยแบบนี้จะมีเมนูอาหารให้เลือกสั่งได้หลากหลายมากมาย ธนกิจ สุวรรณภักดี คุณพ่อบ้านและเจ้าของร้าน บอกว่า อาหารแต่ละจานเสิร์ฟขนาดไม่ใหญ่มาก เพราะอยากให้ลูกค้าที่มาทานแค่สองคน หรือครอบครัวเล็กๆ สั่งอาหารได้หลายๆ อย่าง ในราคาสมเหตุสมผล

 

ใครที่ชอบเมนูปลา ร้านนี้เขามีให้เลือกสั่งได้ทั้งแบบเป็นตัวๆ และเป็นชิ้น ถ้าเบื่อปลากะพงราดน้ำปลา ลองสั่งเมี่ยงปลากะพง ปลากะพงราดซอสมะขาม หรือราดซอสญี่ปุ่นมาทานดู นอกจากนี้ ยังมีเมนูอาหารสไตล์ปักษ์ใต้ที่ปรับรสให้เหมาะกับลิ้นคนภาคกลาง ทั้งแกงเหลือง คั่วกลิ้ง สะตอผัดกะปิ

ส่วนใครที่กำลังฟิตหุ่น ที่นี่ยังมีบริการอาหารคลีนให้เลือกอร่อยแบบเฮลท์ตี้ ทั้งไก่ย่างน้ำตก อกไก่มะนาวจี๊ดจ๊าด แซลมอนกริลน้ำจิ้มแจ่ว และอีกสารพัดเมนู

ใครอยากสัมผัสความอร่อยแบบ “รสสิวลี” ลองแวะมากันได้ ร้านอยู่ในซอยบางแวก 120 เปิด 11 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม หยุดทุกวันพุธ ใครขี้เกียจขับรถหรืออยู่ไกล ทางร้านยังมีบริการจัดส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยากกินเมื่อไหร่โทรสั่งล่วงหน้า แค่ 2-3 ชั่วโมงไม่ต้องรอข้ามวัน ได้ที่โทร. 08-0081-1158, 08-5258-1623, 08-5258-1629 หรือสั่งผ่านไลน์และเฟซบุ๊ก rossiwalee

 

ดูวัวให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ ดูซูชิให้ดู ‘ข้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มิถุนายน 2559 เวลา 17:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/436798

ดูวัวให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ ดูซูชิให้ดู 'ข้าว'

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักซูชิ ชอบรับประทานซูชิ และอยากเรียนรู้เกี่ยวกับซูชิให้มากขึ้น “ข้าว” ของซูชิ ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่เราต้องเรียนรู้ เพราะมันคือส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของซูชิเลยก็ว่าได้ (แม้ความจริงแล้วซูชิจะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไปไม่ได้เลยก็ตาม) อีกทั้งการรับรู้ของคนญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณ ข้าวถือเป็นของมีค่า ไม่กินเหลือทิ้งเหลือขว้าง

 

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ ไอซ์-ศุภักษร จงศิริ หนึ่งในเจ้าของร้านอุมิ ที่ตั้งอยู่ในโครงการพิมาน 49 ซอยสุขุมวิท 49 โดยศุภักษรได้บอกให้ผมฟังว่า ในสมัยโบราณซูชิประกอบด้วย ข้าว ปลา วาซาบิ โชยุ หรือเกลือนิดหน่อย “สำหรับข้าวของซูชินั้น คนญี่ปุ่นจะนำข้าวที่หุงแล้วไปผสมกับน้ำส้มสายชู เพื่อให้ได้รสชาติที่ดี อีกทั้งยังเข้ากับรสชาติของปลาได้ดี และเก็บรักษาไว้ได้นานอีกด้วย”

 

สำหรับการทำข้าวซูชิ ศุภักษร เผยว่า ก็แล้วแต่เทคนิคของแต่ละที่แต่ละร้าน ซึ่งจะแตกต่างกันไป “ในส่วนของการปรุงก็จะแตกต่างกันไปด้วยครับ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องใช้ข้าวที่ดี หุงด้วยน้ำที่สะอาด ถ้าหุงด้วยน้ำที่ไม่สะอาด ก็จะไม่อร่อย และข้าวก็จะหุงออกมาเป็นสีหมองคล้ำ”

หากเราสังเกตลักษณะของเมล็ดข้าวพันธุ์ญี่ปุ่น จะพบว่ามีลักษณะรูปทรงกลมอ้วน ไม่ยาวเท่ากับข้าวพันธุ์ไทย หรือข้าวพันธุ์อินเดีย “สำหรับการปลูกข้าวของคนญี่ปุ่น ก็แล้วแต่ละภูมิภาคจะเลือกปลูกพันธุ์อะไรที่เหมาะกับพื้นที่และสภาพอากาศของตนเอง ในส่วนของผลผลิตก็จะออกมาในช่วงฤดูที่แตกต่างกัน อย่างภาคเหนือก็ผลิตข้าวได้แค่บางช่วงของปี ภาคอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน”

 

สำหรับข้าวที่นำเอามาทำซูชิ ศุภักษร เผยว่า โดยส่วนใหญ่จะไม่นิยมใช้ข้าวใหม่ เพราะข้าวใหม่จะเละไป พอมาตีกับน้ำส้มหรือนำมารับประทานก็จะเละ “พอเละก็จะไม่ได้รสสัมผัสของการเคี้ยวข้าว เพราะฉะนั้นควรจะใช้ข้าวเก่าประมาณ 1 ปี กำลังดี แต่บางภาคหรือบางร้านของญี่ปุ่นก็จะใช้ข้าวใหม่ เพราะเขามีเทคนิคการทำข้าวไม่ให้เละ เพื่อจะได้กลิ่นหอมหวานของข้าว บางภาคก็นำข้าวไปตากแดด เพื่อเวลาหุงจะได้ข้าวที่เคี้ยวแล้วหนุบหนับ”

ที่ร้านอุมิ ศุภักษรเลือกใช้ข้าวค่อนข้างใหม่ และข้าวกึ่งเก่ากึ่งใหม่ เพราะให้รสชาติที่สมดุล “ข้าวทั้งสองแบบนี้ เราได้มาจาก 2 จังหวัด และปรุงรสกับน้ำส้ม 2 แบบเช่นเดียวกัน นั่นคือ น้ำส้มขาวที่ทำจากเมล็ดข้าว และน้ำส้มแดงที่ทำมาจากสาเก ซึ่งกลิ่นค่อนข้างแรงกว่า โดยข้าวค่อนข้างใหม่ เป็นข้าวพันธุ์ใหม่ที่เราได้มาจากภาคตะวันตกของญี่ปุ่น เป็นข้าวที่ไม่ต้องปรุงอะไรมาก เพราะมีความอร่อยอยู่ในตัวมันเอง ใช้ปรุงรสกับน้ำส้มขาวที่ทำมาจากข้าวพันธุ์เดียวกัน ซึ่งข้าวและน้ำส้มขาวนี้ เหมาะจะรับประทานคู่กับปลาที่มีรสชาติอ่อน เช่น ปลาเนื้อขาว ปลาหมึก หรือกุ้ง เพื่อไม่ให้กลบรส สำหรับข้าวกึ่งเก่ากึ่งใหม่จะใช้ปรุงรสกับน้ำส้มแดง และเหมาะจะรับประทานคู่กับปลาที่มีรสชาติเข้มข้น เช่น มากุโร่ หรือโอโทโร่ ซึ่งเป็นปลาที่มีธาตุเหล็กนั่นเอง”

 

หากใครได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และอยากรับประทานซูชิสไตล์เอโดะ (ซูชิที่ไม่มีการตกแต่งหรือเพิ่มลูกเล่นลงบนหน้าซูชิ มีเพียงวัตถุดิบหลักกับข้าวเท่านั้น) ให้มีความอร่อย ศุภักษร เผยว่า ให้เดินทางไปยังโตเกียว เพราะที่นั่นเป็นเมืองท่า จึงมีวัตถุดิบสดใหม่ให้เลือกสรรมากมาย “ในส่วนของข้าว แน่นอนว่าไม่ได้ปลูกที่โตเกียวอย่างแน่นอน แต่เชฟแต่ละท่านก็มีความรู้ความสามารถที่จะเลือกสรรข้าวพันธุ์ต่างๆ ที่มีคุณภาพจากที่ต่างๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่นมาปรุงรสเป็นซูชิที่มีความอร่อยได้เป็นอย่างดีนั่นเอง”

ศุภักษร เผยว่า หากเราเดินทางไปยังฮอกไกโด จะพบว่าซูชิของที่นั่นมักมีข้าวที่แข็ง รสชาติจืด เพราะปรุงรสน้อย และใช้หน้าซูชิที่ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นปู หอยเม่น หรือไข่ปลาแซลมอน “แต่ซูชิสไตล์เอโดะจะใส่ใจในหน้าของซูชิ เพราะฉะนั้นซูชิสไตล์เอโดะจึงมีหน้าซูชิที่ทั้งสดใหม่ และนำไปหมักไปดองให้เพิ่มรสชาติ”

 

ในส่วนกระบวนการทำข้าวของซูชิ เริ่มจากการนำข้าวมาซาวด้วยน้ำสะอาด และซาวข้าวด้วยความนุ่มนวล จากนั้นนำสิ่งที่สกปรกที่เคลือบอยู่บนน้ำซาวข้าวออกไป จากนั้นจึงนำไปหุง ไม่ว่าจะหุงด้วยหม้อไม้ หรือหม้อไฟฟ้าก็ตาม “เมื่อหุงจนขึ้นหม้อแล้ว ก็นำไปตีกับน้ำส้ม ซึ่งควรนำไปตีตอนที่มันยังร้อนๆ อยู่ จากนั้นก็นำข้าวไปพักไว้ด้วยอุณหภูมิตามร่างกายของคน ประมาณ 38 องศาฯ จากนั้นจึงค่อยนำไปทำเป็นซูชิ โดยต้องนำไปทำภายใน 1 ชั่วโมง เพราะมันเป็นช่วงเวลาทองที่เหมาะแก่การนำไปทำเป็นซูชิ เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุดนั่นเอง”

 

หากใครสนใจรับประทานซูชิสไตล์เอโดะที่นำข้าวมาปรุงรสกับน้ำส้ม 2 แบบนี้ แวะมารับประทานได้ที่ร้านอุมิ เปิดบริการตั้งแต่วันอังคาร-อาทิตย์ วันละ 2 รอบ นั่นคือ เวลา 12.00-14.00 น. และ 18.00-23.00 น. โทร. 02-662-6661 หรือเฟซบุ๊ก umi.49

 

โอชาคาเฟ่ กินดื่มแบบไทยๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มิถุนายน 2559 เวลา 16:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/436796

โอชาคาเฟ่ กินดื่มแบบไทยๆ

โดย…ซิตี้กาย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หากใครอยากรับประทานอาหารไทย หรือดื่มเครื่องดื่มรสดี รวมทั้งเสพบรรยากาศดีๆ ของร้านที่ตกแต่งในสไตล์อินดัสเตรียลลอฟต์ เฟอร์นิเจอร์สีพาสเทล และภาพวาดชฎาบนผนังกำแพงใหญ่ อีกทั้งพื้นที่ภายในร้านนั้นกว้างขวาง นั่งสบาย ไม่รู้สึกอึดอัด ต้องแวะไปที่ร้านโอชาคาเฟ่ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โกดัง 10

 

มาถึงที่แล้ว ต้องสั่งเมนูแนะนำ ไม่ว่าจะเป็น เมี่ยงปูนิ่ม สะเต๊ะรวม กุ้งทอดซอสมะขาม (กินได้ทั้งตัว) ก๋วยเตี๋ยวโอชา (ผัดก๋วยเตี๋ยวใส่ปลาดอลลี่) ที่เด็ดสุดคือ แกงมัสมั่นเนื้อน่องลาย ที่ตุ๋นมาอย่างดีจนเนื้อยุ่ยแต่ไม่เละ และมีจุดเด่นอยู่ที่เครื่องแกง รวมทั้งรับประทานคู่กับข้าวหอมมะลิหรือข้าวกล้อง กลมกล่อมอย่าบอกใคร

 

ในส่วนของเครื่องดื่ม นอกจากจะมีม็อกเทลหลากรส ที่นี่ยังมีค็อกเทลซิกเนเจอร์แบบไทยๆ นั่นคือ Tuk Tuk Serie ค็อกเทลที่มีส่วนผสมของ วอดก้า เหล้าแม่โขง น้ำมะตูม และน้ำเชื่อมกลิ่นกุหลาบ จัดวางพร้อมกับรถตุ๊กตุ๊กย่อส่วน สวยงามและบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของไทยได้เป็นอย่างดี

ที่นี่เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-24.00 น. โทร. 02-046-9441 หรือเฟซบุ๊ก OSHACafeatAsiatique

 

คานาอัน ชิมชิลในบรรยากาศอิตาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มิถุนายน 2559 เวลา 16:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/436794

คานาอัน ชิมชิลในบรรยากาศอิตาลี

โดย…ชายโย

ณ จ.อุตรดิตถ์ มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่คือ ร้านคานาอัน ดัดแปลงจากไร่องุ่นแห่งแรกของจังหวัดให้กลายเป็นเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในประเทศอิตาลี เป็นทั้งไร่องุ่นให้เที่ยวชมและร้านอาหารแนวฟิวชั่นอิตาเลียน-ไทย ที่ชวนให้ทุกคนเดินทางมาลิ้มลอง ตัวร้านตั้งอยู่ที่บนถนนหมายเลข 11 ทางมุ่งหน้าไปพิพิธภัณฑ์เหล็กน้ำพี้ ตัวร้านจะอยู่ก่อนถึงพิพิธภัณฑ์ประมาณ 3 กม. ร้านเปิดเวลา 10.00-20.00 น. (โทร. 08-6207-2096)

 

นอกจากบรรยากาศร้านที่น่าถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกแล้ว อาหารของที่นี่ก็อร่อยไม่แพ้กันเริ่มต้นด้วยเมนูแนะนำประจำร้านชนิดที่ลูกค้าทุกโต๊ะต้องสั่งมาประทาน สปาเกตตีขี้เมาทะเล เส้นเหนียวนุ่ม รสชาติจัดจ้านถึงเครื่องขี้เมาทะเล เป็นเมนูอาหารฟิวชั่นอิตาเลียนไทยที่ได้รสสัมผัสอีกแบบ

 

อีกเมนูที่อยากให้ลองคือสปาเกตตีผัดไทยกุ้งสด เปลี่ยนแค่เส้นจันท์มาเป็นเส้นสปาเกตตี ก็กลายเป็นอาหารลูกครึ่งหน้าตาดีชวนรับประทาน รสชาติเพี้ยนจากผัดไทยเราไปนิดหน่อยแต่ก็ใช้ได้ครับ คิดเสียว่าลองของแปลกก็แล้วกัน นอกจากเมนูเส้นสปาเกตตีแล้วก็ยังมีเมนูเมี่ยงใบองุ่นเป็นเมนูพิเศษ ให้ลองสั่งมารับประทานกันเล่น แต่ถ้าไม่ชอบรับประทานเล่นๆ ก็ไปจัดหนักที่เมนู ขาหมูคานาอัน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสแซ่บและองุ่นสดจากไร่ แล้วค่อยปิดท้ายด้วยเค้กหอมอร่อยกับกาแฟรสชาติเข้มข้น และจิบกาแฟมองบรรยากาศไร่องุ่นที่กว้างไกลสุดสายตา

 

ตามล่าหา ก๋วยเตี๋ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มิถุนายน 2559 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/436654

ตามล่าหา ก๋วยเตี๋ยว

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ผมคิดแบบชาตินิยมว่า ไม่มีชาติไหนมีก๋วยเตี๋ยวและร้านก๋วยเตี๋ยวมากเท่าเมืองไทย เรียกว่าเป็นมหาอำนาจทางก๋วยเตี๋ยว ผมลองไล่ดูเท่าที่นึกได้ มีก๋วยเตี๋ยวหมู ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อน้ำใส เย็นตาโฟ ก๋วยเตี๋ยวเรือ บะหมี่เกี๊ยวหมูแดง ก๋วยเตี๋ยวแคะ ก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้ ก๋วยเตี๋ยวเป็ดน้ำใส ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ก๋วยเตี๋ยวแกง ก๋วยเตี๋ยวกะทิ ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ข้าวซอย ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเลียง ก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีก ขนมจีนไหหลำ นี่แค่นึกได้ครับ และเชื่อว่าต้องมีก๋วยเตี๋ยวใหม่ๆ เกิดขึ้นอีก

ก๋วยเตี๋ยวแต่ละอย่างนั้นมีเส้นทางชีวิตเหมือนกับคนเป๊ะ ที่มีบรรพบุรุษต้นตระกูลแซ่เดียว แล้วออกลูกออกหลานเป็นสายต่างๆ ลองดูก๋วยเตี๋ยวเนื้อก่อน ดั้งเดิมจริงๆ เป็นอาหารจับกัง ขายอยู่หน้าโรงยาฝิ่น กุลีโรงสี รับจ้างหาบน้ำส่งตามบ้าน และเจ๊กลากรถ พอหาเงินได้ก็ไปหน้าโรงยาฝิ่น มีหาบเครื่องในวัว เครื่องในหมูกินกับข้าวสวย มีข้าวเฉโป ยุคต่อมาเครื่องในวัวใส่เส้นเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อย แต่ก็ยังมีคนกินเกาเหลาเครื่องในกับข้าว เมื่อผมเป็นเด็กพ่อพาไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยที่ตลาดปีระกา ดงกุลี แต่ไฮโซต้องนั่งรถรางไปกิน รูปแบบดั้งเดิมของก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อย พวกเนื้อเปื่อย เอ็น เครื่องในทุกอย่างกองไว้ข้างเขียง ใครอยากได้ ไม่อยากได้อะไร เขาก็สับใส่ชาม ตักน้ำก๋วยเตี๋ยวใส่ ไม่ต้มเคี่ยวเนื้อเปื่อยในหม้อเหมือนปัจจุบัน

ร้านที่ทำอย่างนั้นมีไม่มาก ผมเคยกินร้านที่อยู่ในซอยเล็กๆ แยกจากถนนแปลงนามร้านหนึ่ง ตรงนั้นกำลังทำสถานีรถไฟใต้ดิน เลยไม่รู้ว่าร้านนั้นยังมีอยู่หรือไม่

จากก๋วยเตี๋ยวเนื้อ เกาเหลาเนื้อเปื่อย ก็มีลูกแตกออกไปเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อสดเนื้อเปื่อยวัดดงมูลเหล็ก น้ำก๋วยเตี๋ยวข้นๆ พริกดองเผ็ดหุบปากไม่ลง จากนั้นก็มีหลานเป็นก๋วยเตี๋ยวรสเด็ด รสดีเด็ด รสเด็ดดี นี่แค่ตระกูลก๋วยเตี๋ยวเนื้ออย่างเดียวก็แตกหน่อไปทุกทิศทุกทาง

 

มาก๋วยเตี๋ยวเรือบ้าง นี่ก็เป็นต้นตระกูลแซ่เก่าแก่ ที่ไหนมีคลอง ที่นั่นต้องมีก๋วยเตี๋ยวเรือ พายไปทั่ว คลองเดียวมีตั้งหลายเจ้า มีทั้งก๋วยเตี๋ยวหมู ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ก๋วยเตี๋ยวหมูดั้งเดิมนั้นไม่มีอะไรมาก หมูที่เตรียมมาจากบ้านนั้น เหนียวหนึบเพราะใช้แท่งเหล็กตี ทุบ จนเหนียว เวลามาขาย ตักหมูด้วยช้อนแล้วไปเกลี่ยให้แบนในกระบวย แล้วลวกในน้ำก๋วยเตี๋ยว มันจะออกมาเป็นแผ่น แล้วมีตับหมูต้มหั่น แค่นั้นไม่มีลูกชิ้น
ฮื่อก้วย อะไรทั้งสิ้น ส่วนก๋วยเตี๋ยวเนื้อ มีเนื้อสด เนื้อเปื่อยที่ไม่ค่อยเปื่อย น้ำก๋วยเตี๋ยวใช้กระดูกวัวเคี่ยวกับซีอิ๊วใส่หัวไช้เท้าเท่านั้น แต่อร่อย

พอก๋วยเตี๋ยวขายบนบก เอาเรือมาตั้งในร้าน แล้วเรียกว่าก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา ก็ใช่ไม่ผิดครับ ก็ไปซื้อเรือไม้เก่าๆ ท้องผุแล้วจากอยุธยามาตั้งหน้าร้าน เป็นก๋วยเตี๋ยวที่เอาเรือมาจากอยุธยา ไม่ใช่เคยขายที่อยุธยา คนขายบางทีมาจากกาฬสินธุ์ด้วยซ้ำไป

เรื่องก๋วยเตี๋ยวมันมีเรื่องราวมากมายเขียนไม่หมดครับ เอาเป็นว่าที่ไหนมีก๋วยเตี๋ยวอะไรและอร่อยๆ ดีกว่าครับ แต่ผมขอออกตัวก่อนว่า หลายร้านผมกินมานานแล้ว และเดี๋ยวนี้ไม่มีโอกาสที่จะไปอย่างนั้นอีกแล้ว เลยไม่รู้ว่ายังอยู่หรือไม่ อย่างที่สองหลายร้านที่ผมเคยกิน เดี๋ยวนี้คนรู้จักไปทั่ว เลยไม่ใช่เป็นของใหม่ อย่างที่สามเป็นเรื่องรสนิยมในการกิน ผมว่าอร่อย คนอื่นอาจจะเห็นว่า Dogs no eat ก็ได้

เอาก๋วยเตี๋ยวไทย หรือก๋วยเตี๋ยวบ้านนอกก่อนครับ ถ้านึกไม่ออกว่าก๋วยเตี๋ยวไทยเป็นอย่างไร ก็นึกถึงก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยแล้วกัน มีเครื่องเยอะ ใส่หมูแดงเหลืองๆ หั่นบางๆ เท่ากระดาษ A4 ใส่ตับหมู กากหมู ถั่วงอก ถั่วฝักยาวทำนองนั้น ก๋วยเตี๋ยวไทยออกหวาน จริงๆ ดั้งเดิมใช้น้ำตาลปี๊บด้วยซ้ำไป

 

มีหลายเจ้า เช่น ร้านผัดไทยวัดท้องคุ้งที่มีผัดไทยอร่อย และมีเส้นเล็กน้ำต้มยำอร่อยด้วย มีร้านลุงพุธ ศรีสำโรง สุโขทัย ก๋วยเตี๋ยวแม่บางหัวเดียด ที่ตาก ใกล้ๆ หน่อยมีก๋วยเตี๋ยวป้าอวย อยู่บนเส้นทางโพธาราม ไปราชบุรี ข้ามสะพานโพธารามไปไม่มากเจอวัดเฉลิมอาสน์ ไปอีกนิดเดียวก็ถึง เส้นเล็กน้ำต้มยำ ใส่เต้าหู้ หัวไช้โป๊ว กุ้งแห้ง ถั่วลิสง ออกหวานนิดๆ ยังมีเย็นตาโฟ ที่ใส่น้ำเต้าหู้ยี้

ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ผมเชื่อว่ามีร้านที่อร่อยมีชื่อเสียงมากมาย แต่ที่ผมชอบเป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ดน้ำใส ร้านแรกอยู่ที่ถนนกรุงเกษม พอข้ามสะพานหัวลำโพงแล้วเลี้ยวซ้ายเลย แต่รถเข้าไปได้ครับเพราะเป็น One Way เดินเลียบห้องแถวไปสัก 50 เมตรมีซอยจิตตเกษม ข้างในเป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ดน้ำใส ซึ่งปกติการต้มเป็ดนั้นจะต้มใส่เครื่องพะโล้เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องกลิ่นสาบของเป็ด การต้มเป็ดน้ำใสๆ ต้องชำนาญนิดหน่อย ร้านนี้ใส่หมูต้ม ใส่ปลาหมึกแช่มาด้วย น้ำใสๆ อย่างนั้นแหละอร่อย

อีกร้านไปถึงวังบรูพา หน้าโรงหนัง Queen เก่าเป็นร้านบะหมี่เป็ดตุ่นน้ำใส ชื่อร้าน จี้ จ้ง หว่อ เป็ดตุ๋นแบบน้ำใสนี้ มีทั้งอกและน่อง เป็นร้านกวางตุ้ง มีโกยซีหมี่ ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเนื้อด้วย

ไหนๆ ไปละแวก Down town แล้วก็กินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูน้ำใส ดั้งเดิมจริงๆ เป็นลูกชิ้นเนื้อ อยู่ในซอยอิสรานุภาพ ถนนเยาวราช เข้าซอยนี้ไปนิดเดียว เป็นสี่แยกที่แทบจะไม่รู้ว่าเป็นสี่แยก มีแผงขายของกินตั้งเป็นกระจุก มีตือฮวน ข้าวพระรามลงสรง มีก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูน้ำใส ที่นั่งกินมีจำกัด ลูกชิ้นหมูน้ำใสเจ้านี้ผมกินตั้งแต่ผมยังเป็นอาตี๋ คนขายเป็นอาเฮีย จนกลายเป็นอาแปะ ผมตั้งให้อาแปะเป็นศิลปินแห่งชาติ (ซัวเถา) สาขาลูกชิ้นหมูน้ำใส แต่ยังไม่ได้ไปให้รางวัลอาแปะก็ไปขายบนสวรรค์แล้ว เหลือแต่อาซิ่มกับลูกจ้าง ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูน้ำใสเจ้านี้ต้องใส่พริกน้ำส้มด้วย อร่อยหาที่ไหนไม่ได้

ยังมีก๋วยเตี๋ยวอีกหลายเรื่อง หลายร้าน ถ้าเขียนให้ครบทั้งหมดคงต้องหนาเป็นพงศาวดารก๋วยเตี๋ยว ฉบับคำให้การชาวกรุงเทพฯ ครับ