มื้อมุ้งมิ้ง @มูมิน คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/434316

มื้อมุ้งมิ้ง @มูมิน คาเฟ่

โดย…ยู่ยู้ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

คงจะดีไม่น้อย ถ้ามื้อนี้จะได้เต็มอิ่มกับอาหารมื้ออร่อย ขนมหวานสุดน่ารัก แถมยังมีเพื่อนคู่ใจเป็นตัวคาแรกเตอร์น่ารักน่าหยิกอย่างมูมิน ตัวเอกจากเรื่อง The Moomins การ์ตูนสุดคลาสสิกของฟินแลนด์ งานนี้ใครที่ยังเข้าใจผิดว่า มูมิน คือ เจ้าตัวฮิปโปสีขาว ขอเคลียร์ตรงนี้เลยว่า มูมินไม่ใช่ฮิปโป แต่คือตัวโทรล (Troll) หรือสัตว์ที่เป็นผู้พิทักษ์ป่านั่นเอง

สำหรับสาวกมูมินแอนด์เดอะแก๊งคงมีเหตุผลร้อยแปดที่จะแวะมามูมิน คาเฟ่ แต่สำหรับใครที่ยังไม่อินกับมูมินบอกเลยว่า มาเถอะไม่ผิดหวัง เพราะที่นี่บรรยากาศดี อาหารและขนมจัดเต็มทั้งหน้าตาและรสชาติ

มาถึง มูมิน คาเฟ่ คุณจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัวมูมินตั้งแต่หน้าร้าน เมื่อก้าวเข้ามาในร้านจะรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้กลับมาบ้านอีกครั้ง เพราะเจ้าของร้านหยิบเอาคอนเซ็ปต์บ้านของมูมินมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบร้าน โดยแบ่งออกเป็นโซนหน้าสวน โซนห้องนั่งเล่น และห้องอ่านหนังสือ ทุกโต๊ะจะมีตุ๊กตาครอบครัวมูมินไซส์พิเศษวางไว้ให้บริการกอดรัดฟัดเหวี่ยงหรือถ่ายรูปคู่ได้อย่างจุใจ

ที่มูมิน คาเฟ่ มีบริการทั้งอาหารคาวและหวาน รวมทั้งเมนูเครื่องดื่มที่ต้องลองคือ ลิตเติลมายอินเลิฟ หน้าตาคล้ายนมเย็น แต่จริงๆ คือ น้ำบับเบิ้ลกัมผสมไอศกรีมวานิลลา ให้ความหวานหอมสดชื่น แต่ถ้าอยากเรียกความสดชื่นต้องมูมินป๊อป เป็นบลูโซดาผสมเลมอน นอกเหนือจากนี้ยังมีเมนูกาแฟ และช็อกโกแลตปั่นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

เมนูของคาวซิกเนเจอร์มาแล้วต้องลอง คือ ยำส้มโออกเป็ดรมควัน สองความต่างที่ผสานกันลงตัว ระหว่าง ยำส้มโอรสจัดจ้าน ของไทย กับอกเป็ดเนื้อหนา นุ่มรมควัน ราดด้วยบัลซามิกซอส ต่อด้วยข้าวแกงกะหรี่หมูทอดมูมิน เมนูกินง่ายอิ่มท้อง โดดเด่นด้วยเนื้อหมูสันนอกชุบเกล็ดขนมปังทอดกรอบ ราดด้วยแกงกะหรี่รสละมุน เสิร์ฟกับข้าวสวยที่ทำเป็นหน้ามูมิน ถัดมาคือ ข้าวแกงกะหรี่ปูนิ่มทอดกรอบ จุดเด่นอยู่ที่ความเข้มข้นของซอสแกงกะหรี่บวกกับเนื้อปูนิ่มที่ยังความกรอบไว้ได้อย่างไม่มีตกหล่น เพราะเชฟไม่ได้นำปูนิ่มลงไปผัดในกระทะแต่เลือกราดซอสแกงกะหรี่ท็อปด้านบนปูนิ่มแทน

ในส่วนของของหวานก็พลาดไม่ได้น่ารักมุ้งมิ้งจนใจละลาย เริ่มจากแพนเค้กสูตรมูมินมัมมา แพนเค้กเนื้อนุ่ม เสิร์ฟกับไอศกรีมครัมเบิ้ล พร้อมพีช สตรอเบอร์รี่และลิ้นจี่ ให้รสชาติเปรี้ยวหวานในจานเดียว ถัดมาคือ แพนเค้กนุกกี้สวีทตี้แคมปิ้ง หน้าตาคล้ายพิซซ่าแต่เป็นขนมหวาน อารมณ์เหมือนคุกกี้นิ่มท็อปด้านบนด้วยมาร์ชเมลโลอัลมอนด์ และสตรอเบอร์รี่ซอส เสิร์ฟกับไอศกรีมราสพ์เบอร์รี่เข้ากันสุดๆ ปิดท้ายด้วย มูมินมัดบราวนี่ ทีเด็ดอยู่ที่บราวนี่โฮมเมด ที่เพิ่มรสชาติเปรี้ยวนิดๆ ของแครนเบอร์รี่ตัดกับรสช็อกโกแลตเสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีม ผลไม้สด และครัมเบิ้ล

มูมิน คาเฟ่ ตั้งอยู่ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ เปิดทุกวัน 10.00-22.00 น. แต่ช่วง 10.00-14.00 น. จะบริการอาหารคาวและเบเกอรี่ประเภทเค้ก ส่วนเวลา 14.00-17.00 น. จะงดขายอาหารคาว แต่ยังขายเบเกอรี่ และเริ่มบริการเมนูแพนเค้กและเครป อาหารคาวและขนมครบสูตร กลับมาขายเต็มรูปแบบอีกครั้ง เวลา 17.00-21.00 น. โทร.02-658-1716

 

ครอบครัว ‘วีแกน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2559 เวลา 16:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/434312

ครอบครัว ‘วีแกน’

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เทรนด์สำหรับสาวกคนรักสุขภาพที่มาแรงในขณะนี้คงหนีไม่พ้น วีแกน (Vegan) อาหารที่จะมาบอกลาอาหารทุกชนิดที่มาจากสัตว์หรือมีสัตว์เป็นส่วนประกอบทั้งหมด รวมไปถึงนมและไข่ หรือแม้แต่เจลาตินที่ผสมอยู่ในเจลลี่หรือขนมวุ้นๆ ทั้งหลาย ก็ไม่เอานะ เพราะถือว่าทำมาจากไขกระดูกสัตว์ ที่สำคัญไม่มีเรื่องของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

ชาววีแกนจะกินแต่ผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช และเมล็ดพืชเท่านั้น นั่นเลยทำให้คนที่ควบคุมอาหารสไตล์นี้หมดปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอลสูง ตลอดจนถึงเรื่องโรคหัวใจทั้งหลาย แถมยังอิ่มบุญจากการรักษาชีวิตสัตว์ตัวเล็กตัวใหญ่ไว้อีกด้วย

ในบ้านเราอาจจะเพิ่งรู้จักอาหารวีแกนไม่นานนัก แต่ทางฟากฝั่งตะวันตกนั้นผู้คนเขาเริ่มรู้จักอาหารวีแกนมานานนับ 10 ปีมาแล้ว และเป็นเทรนด์แฟชั่นระดับฮอลลีวู้ดทีเดียว คนดังที่เป็นวีแกนอย่าง นาตาลี พอร์ตแมน นางเอกสาวสวย เธอเป็นมังสวิรัติตั้งแต่เด็กก่อนจะยกระดับเป็นวีแกนเมื่อปี 2009 เธอบอกว่า ที่ไม่กินเนื้อสัตว์เพราะเชื่อว่าสัตว์ก็มีชีวิตจิตใจ

 

นอกจากนี้ยังมีสาวกวีแกนคนดังๆ อีกหลายท่าน อย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอเฉินหลง อัลเบิร์ต โธมัส หนุ่มหล่ออย่าง แบรด พิตต์ และโนวัค โจโควิช นักเทนนิสชื่อดังต่างเป็นสาวกอาหารวีแกนทั้งนั้น

ไมค์ ไทสัน ก็เพิ่งเป็นวีแกนมาสองปีแล้ว เขาเป็นคนรักนกพิราบ เลี้ยงนกพิราบเยอะ จนกระทั่งได้เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับการรณรงค์เป็นวีแกน โดยมีสโลแกนว่า Love Animals, Don’t Eat Them หรือ รักสัตว์ อย่ากินพวกเขา เขายังบอกอีกว่าตัดสินใจเป็นวีแกนเพราะต้องการดูแลสุขภาพ และหลังจากเป็นวีแกนแล้วจิตใจสงบลงมาก เลยคิดว่าสมัยก่อนที่เกรี้ยวกราดฉุนเฉียว คงเป็นเพราะกินเนื้อและอาหารสังเคราะห์มากไปนั่นเอง

แม้กระทั่งอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน จากเดิมที่มีปัญหาโรคหัวใจและเข้ารับการผ่าตัดบายพาสเมื่อปี 2004 จากนั้นก็ควบคุมดูแลเรื่องอาหาร ทำให้เขาตัดสินใจเป็นวีแกนเพื่อรักษาสุขภาพ ซึ่งองค์กรพิทักษ์สัตว์ (PETA) ได้ยกย่องให้คลินตันเป็น Person of the Year ประจำปี 2010 โดยบอกว่าการที่คลินตันเป็นวีแกนช่วยต่ออายุให้สัตว์ปีละ 200 ตัวเลยทีเดียว

อาหารวีแกนยังเข้ามามีบทบาทกับนักศึกษาตามมหาวิทยาลัย อย่างที่มหาวิทยาลัย University of North Texas ได้เปิดโรงอาหารในมหาวิทยาลัย ที่เสิร์ฟอาหารวีแกนล้วนๆ สร้างความประหลาดใจให้กับคนทั่วไปเป็นอย่างมากเพราะรัฐเทกซัสเป็นผู้นำในการทำฟาร์มโคนมโคเนื้อแท้ๆ โดยโรงอาหารนี้ชื่อว่า มีน กรีนส์ (Mean Greens) โดยเสิร์ฟอาหารปลอดเนื้อสัตว์ นม ไข่ ได้รับการตอบรับจากบรรดานักศึกษาอย่างล้นหลาม

จอห์น-สิทธิคุณ ต่อเทียนใย คือสาวกอีกหนึ่งคนที่หลงรักในอาหารวีแกน หลังจากที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีต่อตนเอง รวมไปถึงสมาชิกทุกคนในครอบครัวต่างก็เป็นสาวกของคนรักวีแกนอย่างจริงจัง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยการรับประทานอาหารแบบไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ แต่ยังได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วน มีแคลอรีต่ำ และปราศจากคอเลสเตอรอล ทำให้สุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงขั้นรวมตัวกันเปิดร้านอาหารวีแกน ในนามว่า ร้านวีแกนเนอรี่ (Veganerie) ที่่รวมเมนูคาวหวานปราศจากเนื้อสัตว์โดยสิ้นเชิง เพื่อแชร์ความรู้และประสบการณ์ที่ดี โดยไม่หลงลืมเรื่องของรสชาติความอร่อยมาให้ลิ้มลองกัน

“แต่ก่อนผมเคยเป็นสิวอักเสบเต็มใบหน้า ต้องพบแพทย์ตลอด พอยาหมดก็จะเกิดการอักเสบขึ้นอีก เป็นอย่างนั้นอยู่นานจนท้อ วันหนึ่งผมจึงตัดสินใจมากินอาหารวีแกน หน้าผมก็ค่อยๆ ดีขึ้น ในที่สุดหน้าผมก็เป็นปกติโดยไม่ต้องไปพบหมอ”

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเห็นผลลัพธ์ที่ดีของอาหารวีแกน รวมถึงชักชวนสมาชิกในครอบครัวมาร่วมกันกินอาหารวีแกน และทุกคนก็พบผลลัพธ์ที่ดีต่อตัวเองเช่นกัน แต่มีหลายคำถามที่คิดว่าหลายคนยังคงคาใจว่าการรับประทานอาหารโดยปราศจากเนื้อสัตว์นั้น จะทำให้เราได้รับสารอาหารครบถ้วนจริงหรือ เรื่องนี้หนุ่มจอห์นไขข้อข้องใจให้ฟังว่า

“ไม่ต้องมองอะไรให้ลึกมากครับ ดูอย่างสัตว์กินพืชขนาดใหญ่อย่างวัว ม้า ควาย กินพืชมาทั้งชีวิต ทำไมพวกเขาถึงได้แข็งแรง แล้วมีพละกำลังมากถึงขนาดนั้น ผมว่าโดยส่วนลึกแล้วคนเรานะรักสัตว์ ถ้ามีโอกาสไม่ทำร้ายเขาก็จะเกิดความสุข และถ้าเราเว้นจากการกินพวกเขา เราก็จะยิ่งมีความสุข พวกเขาก็จะมีความสุขไปด้วยที่เราไม่ไปเบียดเบียนพวกเขา ทางร้านเราจึงเลือกใช้วัตถุดิบหลักที่มาจากพืช ไม่มีเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เลย ไม่ว่าจะเป็นไข่หรือนม เหมาะสำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารแนวสุขภาพ ไม่ทำร้ายและเบียดเบียนชีวิตของสัตว์อื่นๆ และดีต่อสุขภาพเราด้วย”

หนุ่มจอห์นยังบอกเล่าถึงเหตุผลเรื่องราวที่ผู้คนหันมากินวีแกนให้ฟังอย่างมากมาย รวมถึงเรื่องเล่าของการทรมานสัตว์ก่อนจะถูกจับมาเป็นเมนูโปรดของใครหลายคน คนรักเนื้ออย่างเรายังรู้สึกเห็นด้วยกับคุณค่าของอาหารวีแกน ดังนั้น วันนี้มาเริ่มต้นรักสุขภาพแบบวีแกนกันด้วยซีซาร์สลัดผักคอสโรยด้วยเบคอนวีแกนที่ทำจากถั่วพาเมซานชีสวีแกน ขนมปัง ราดด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน เรียกความสดชื่นไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะ

 

ต่อด้วยเมนูไทยๆ Vegan Papaya Salad & Fried Chicken ส้มตำไทย เสิร์ฟพร้อมผักสด และไก่ทอดสูตรพิเศษของที่นี่ ดัดแปลงให้เป็นสไตล์วีแกนโดยใช้เห็ดปรุงรสแล้วปั้นเป็นก้อนก่อนนำไปทอดแบบไม่อมน้ำมัน ไม่ใส่กุ้งแห้ง แถมยังปรุงรสด้วยซีอิ๊วแทนน้ำปลา รสชาติอร่อยเหมือนไก่แต่เปลี่ยนเป็นได้รับโปรตีนจากเห็ดแทน

บาร์บีคิวเบอร์เกอร์ เบอร์เกอร์เห็ดปรุงรสกับสลัดผักอย่างกะหล่ำม่วง ราดด้วยมายองเนสวีแกน ซอสบาร์บีคิว ซอสมะเขือเทศ พร้อมกับมันฝรั่ง อารมณ์เหมือนอาหารจังก์ฟู้ด แต่ขอโทษนะเพราะดีต่อสุขภาพแบบเต็มๆ

ตบท้ายมื้อด้วยเค้กเรดราสพ์เบอร์รี่ เค้กชิ้นนุ่มทำจากราสพ์เบอร์รี่ครีม กับถั่วแดง และวอลนัต รสชาติหวานนุ่มกำลังดี เป็นการปิดท้ายมื้อสุขภาพที่น่าจดจำทีเดียวครับ

เปิดใจต้อนรับอาหารวีแกนได้แล้ววันนี้ที่วีแกนเนอรี่ สุขุมวิท 24 (ติดกับสวนสาธารณะเบญจกิติ) ร้านเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร.02-258-8489

 

โอสิโต้ อาหารสเปนขี้เล่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2559 เวลา 16:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/434308

โอสิโต้ อาหารสเปนขี้เล่น

โดย…ซิตี้กาย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

โอสิโต้ (Osito) ร้านอาหารสเปนขี้เล่น ที่เชฟใหญ่ประจำร้านได้ปรับอาหารสเปนแบบดั้งเดิมให้มีความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และสุดประทับใจ

บรรยากาศร้านตกแต่งแบบเท่ๆ ยังคงใช้โครงร้านเดิมที่มีความรัสติก ด้วยพื้นและผนังอิฐสีส้มที่ก่อแบบหยาบๆ เพิ่มเสน่ห์สะท้อนความเป็นสเปนด้วยบันไดทางขึ้นชั้นลอยที่ปูด้วยกระเบื้องเขียนลายโบราณสีสด ส่วนภายในของร้านมาพร้อมกับครัวเปิดที่สามารถเห็นลีลาบรรดาเชฟชวนให้รู้สึกถึงความเป็นกันเอง

 

สิ่งที่พิเศษของร้านนี้อยู่ที่เชฟได้พลิกแพลงอาหารอาหารสเปนแบบดั้งเดิมให้มีความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำวัตถุดิบท้องถิ่นไทยๆ มาใช้เพื่อความสดใหม่ กึ่งฟิวชั่นนิดๆ แต่ยังเน้นรสชาติแบบสเปนตามต้นตำรับไว้เช่นเดิม

เมนูแรกที่เชฟรังสรรค์ Alme Jas La Conserva อาหารกระป๋องยอดนิยมของสเปน ถูกพลิกแพลงมาเป็นของสดจากทะเลไทยผัดกับกระเทียม ไวน์ขาว มะเขือเทศ พริกแดง ให้สัมผัสที่สดชื่น

 

ต่อด้วย Pintxo พิชโช่ อาหารเป็นคำๆ ของกินเล่นของสเปน ที่แตกต่างกันในเรื่องของรสชาติในแต่ละหน้าที่ท็อปด้านบนไม่เหมือนกัน ทั้งหมดมี 9 หน้าให้เลือกลิ้มลอง

เมนูต่อมา Arroz Negro ข้าวผัดซีฟู้ดจานใหญ่ที่มาพร้อมกับปลาหมึก และหอยตลับจากฝั่งทะเลไทย ปรุงรสด้วยเกลือ ส่วนหอยตลับกับปลาหมึก นำไปอบกับซอส เสิร์ฟมาบนกระทะแบบสเปน รสชาติอร่อยกลมกล่อม

 

ตบท้ายด้วยเมนูสตูไก่ “Pollo con Chorizo” น่องไก่ออร์แกนิกตุ๋นก่อนนำมาผัดกับสแปนิชโชริโซ่ (ไส้กรอกสเปน) มะกอก และมันฝรั่งทอด เนื้อไก่ยุ่ยและรับรสซอสกำลังได้ที่ เรียกว่าอร่อยเพลินกันเลยทีเดียว

สัมผัสความสนุกสนานได้ที่โอสิโต้ อาคารมหาทุนพลาซ่า ถนนเพลินจิต เปิดบริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.30-24.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-24.00 น. โทร. 02-650-4399

 

อร่อยจริง! ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำวัดปริวาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2559 เวลา 16:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/434307

อร่อยจริง! ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำวัดปริวาส

โดย…แมงโก้หวาน

คนที่ชอบกินเส้นเชิญทางนี้ครับ จะพาไปชิมก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำรสเด็ดเจ้าตำรับโบราณขนานแท้ ย้ำว่ารสชาติของเขาเด็ดขาดจริงๆ อยู่บนย่านถนนพระราม 3 ชื่อว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำวัดปริวาส

ได้ยินชื่อร้านแทบไม่ต้องคิดอะไรมาก ว่าร้านตั้งอยู่ที่ไหน เพราะชื่อร้านก็บ่งบอกให้รู้อยู่ในตัวแล้ว นั่นก็คือ อยู่ที่วัดปริวาส ติดกับจตุจักรพระราม 3 ร้านอยู่คู่วัดปริวาสมาเกือบ 30 ปี ว่าอย่างนั้น

เดิมทีตั้งร้านอยู่ริมฝั่งเจ้าพระยาซึ่งอยู่ในเขตวัดนั่นแหละ แต่พอทางวัดได้ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร้านเลยต้องย้ายมาอยู่ข้างโรงเรียนวัดปริวาส ถ้าขับรถเข้ามาจากหน้าประตูวัด ตรงเข้ามาเรื่อยๆ ก็จะเห็นร้านซึ่งเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวร้านเดียวที่มีอยู่

 

ตอนแรกที่แมงโก้หวานเห็นหน้าตาก๋วยเตี๋ยวอยู่ในชาม ก็คิดเบาๆ คนเดียว คิดดังไม่ได้ กลัวเจ้าของร้านได้ยิน (ฮ่า) ทำไมหน้าตาก๋วยเตี๋ยวมันออกชืดๆ ดูไม่มีสีสันชวนรับประทานเท่าไรนัก …แถมยังได้น้อยอีกต่างหาก แล้วอย่างนี้มื้อนี้ฉันจะอิ่มหรือนี่ เพราะทันทีที่เหลือบสายตาไปโต๊ะข้างๆ สองคนชายหญิงที่พอมานั่งปุ๊บก็สั่งปั๊บคนละ 2 ชาม นั่นไงๆ เห็นไหมล่ะ

หากหลังจากหยิบช้อนตักน้ำก๋วยเตี๋ยวลงคอ เฮ้ย…หอม หอมจัง น้ำก๋วยเตี๋ยวหอมและอร่อยด้วย ถึงว่าทำไมคนมากินเยอะจัง

จากนั้นก็จัดการเส้นก๋วยเตี๋ยว ที่วันนี้สั่งเส้นเล็กตามประสาคนไม่ชอบเส้นใหญ่ แหม…เส้นของเขาก็นุ่มดี ส่วนหมูก็อร่อยและมันเข้ากันดี เนื่องจากทางร้านใช้หมูสันนอกคุณภาพดี

 

พอกินหมดชาม ถึงกับอุทานคนเดียว (กลัวคนอื่นจะว่าเว่อร์)…ทำไมอร่อยอย่างนี้ แหม…ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำตำรับโบราณสูตรป้าแดง (เจ้าของร้าน) นี่รสชาติไม่ธรรมดาอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ

สำหรับคนที่ไม่เคยกินไม่เคยลิ้มรสมาก่อน อยากเชิญชวนให้ไปชิมดู ราคาธรรมดายังอยู่ที่ชามละ 30 บาท แต่ถ้าสั่งพิเศษ 40 บาท ก็จะได้ปริมาณเพิ่มขึ้นมาหน่อย

ร้านเปิดจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่ 7 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 2 โมงครึ่ง และหยุดวันอาทิตย์ ส่วนใครจะโทรสั่งไปกินที่ออฟฟิศ หรือที่บ้าน ก็โทร. 02-682-9525 เลยครับ

 

ยุคสมัยของกาแฟในญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/434179

ยุคสมัยของกาแฟในญี่ปุ่น

โดย…เอกศาสตร์ สรรพช่าง

อย่างที่เล่าในตอนที่แล้วว่า กาแฟในญี่ปุ่นนั้นกลายเป็นของที่เริ่มรู้จักกันมากขึ้น เนื่องจากการเข้ามาของสหรัฐ อเมริกาและการเกิดขึ้นของชนชั้นกลางช่วงที่มีการฟื้นฟูประเทศ แต่ในตอนนั้นกาแฟยังไม่ได้เป็นที่นิยมชนิดที่ว่ามีคนคลั่งไคล้ดื่มกินกันทุกวันทั่วหัวระแหงอย่างในทุกวันนี้

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มันไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก ก็เพราะว่ากาแฟเป็นของที่ปลูกไม่ได้ในประเทศ ย้อนกลับไปสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองแทบไม่เหลืออะไร ญี่ปุ่นตอนนั้นต้องพึ่งพาทุกอย่างจากต่างประเทศเพราะว่าเป็นประเทศแพ้สงคราม เมืองใหญ่สองแห่งของญี่ปุ่นโดนถล่มด้วยระเบิดนิวเคลียร์ อย่าว่าแต่ปลูกกาแฟเลยครับ แค่ว่าพืชผักธรรมดาในตอนนั้นก็ยังลำบากเลย กาแฟจึงเป็นสินค้านำเข้าซึ่งก็มาตามชาวต่างชาติที่เข้ามา โดยเฉพาะอเมริกาจริงๆ ญี่ปุ่นก็ได้หลายอย่างมาจากอเมริกานะครับ ตั้งแต่เรื่องรถยนต์ไปจนถึงเรื่องกาแฟนี่ก็ใช่ ปัจจุบันก็มีแหล่งปลูกกาแฟในญี่ปุ่นอยู่บ้าง เช่น ในเกาะโอกินาวา แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม เพราะไม่อร่อยแถมยังมีราคาแพง เพราะว่าปลูกได้น้อย

ผมได้คุยกับ โฮเซ่ โยชิคากิ คาวาชิมา เจ้าของแบรนด์ Mi Cafeto และยังได้รับฉายากันในวงการกาแฟของญี่ปุ่นว่าเป็น Coffee Hunter เนื่องจากคุณคาวาชิมาเดินทางมาแล้วทั่วโลก เพื่อเสาะหากาแฟชั้นดีนำมาจำหน่ายในญี่ปุ่น เขาเคยทำงานอยู่ที่บริษัท UCC หรือ Ueshima Coffee Company หนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านกาแฟของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2524 ไต่เต้ากระทั่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานบริษัท และผู้อำนวยการด้านศูนย์วิจัยทางการเกษตรของบริษัท ปัจจุบันคาวาชิมาซังลาออกและหันมาเปิดร้านกาแฟของตัวเอง Mi Cafeto พร้อมๆ กับออกเดินทางไปทั่วโลก เพื่อเสาะหาเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุด คาวาชิมาซังเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายประเทศและหลายบริษัทสำหรับการพัฒนาสายพันธ์ุกาแฟ เช่น เป็นตัวตั้งตัวตีในการอนุรักษ์พันธ์ุกาแฟ Mascaro ของมาดากัสการ์และสายพันธุ์ Bourbon-Pointu ที่เกาะเครอูนิยง (Reunion Island)

ผมมีโอกาสได้เจอคาวาชิมาซังตอนไปเยี่ยมไร่ดอยตุงเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เขามาช่วยเรื่องการพัฒนาเทคนิคการปลูกกาแฟอย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมตัวเผยแพร่ไปให้สมาชิกผู้ปลูกกาแฟของดอยตุงลองเอาไปใช้ ระบบนี้จะช่วยให้คนปลูกกาแฟสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของเมล็ดได้ด้วย ซึ่งหัวข้อนี้ไว้จะมาเล่าให้ฟังอีกทีนะครับ เรื่องยาวเหมือนกัน

กลับมาที่เรื่องของกาแฟในญี่ปุ่นกันต่ออีกนิด ตอนที่เจอกัน ผมถามคาวาชิมาซังว่าในฐานะที่ทำงานคลุกคลีแวดวงกาแฟในญี่ปุ่นมากว่า 30 ปี อะไรเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจกาแฟของญี่ปุ่น

“สตาร์บัคส์ เราต้องขอบคุณสตาร์บัคส์นะครับ” เขาเริ่มต้นตอบคำถามเราด้วยการเอ่ยชื่อแบรนด์ แบรนด์ที่ไม่ใช่ของคนญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ผมเลยถามต่อว่าเพราะอะไร

“แต่เดิมกาแฟเป็นเรื่องของคนแก่หรือคนที่นิยมดื่มเฉพาะกลุ่ม ไม่ได้แพร่หลายอย่างในปัจจุบัน แต่พอสตาร์บัคส์เข้ามาในญี่ปุ่น สตาร์บัคส์ทำให้กาแฟกลายเป็นแฟชั่น กลายเป็นเทรนด์ และสตาร์บัคส์ก็กลายแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น นักศึกษา ทุกคนชื่นชอบในแบรนด์ของสตาร์บัคส์ แต่ผมว่าคนละเรื่องกับรสชาติ”

สตาร์บัคส์เริ่มต้นกิจการของตัวเองในญี่ปุ่นเมื่อปี 1996 ที่สาขากินซ่าและได้รับการต้อนรับอย่างรวดเร็วผ่านไป 20 ปี แบรนด์สตาร์บัคส์ในญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีคนชื่นชอบมากมาย ปัจจุบันสตาร์บัคส์มีสาขามากกว่าพันสาขาในญี่ปุ่น หลายที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง เช่น สาขาคามาคูระหรือที่เกียวโต เพราะตกแต่งจนแตกต่างจากร้านสตาร์บัคส์ทั่วไป จนกลายเป็นสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวต้องแวะไปถ่ายรูป

สตาร์บัคส์เป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่นแค่ไหน ลองไปดูข่าวการเปิดสาขาเล็กๆ ใกล้สถานีรถไฟในจังหวัดโตตโตริ (Tottori) ในเกาะฮอนชู คืนก่อนวันเปิดมีคนมาเข้าคิวตั้งเต็นท์ถึง 150 คน และในวันแรกมีคนเข้ามาใช้บริการมากกว่าพันคน

“สตาร์บัคส์เป็นเหมือนก้าวสำคัญที่ทำให้คนญี่ปุ่นรู้จักกาแฟดีขึ้น เริ่มสนใจที่จะแยกแยะรสชาติ เริ่มสนใจอยากรู้ว่าเมล็ดกาแฟมาจากไหน คั่วอย่างไร ชงอย่างไร และเป็นแรงบันดาลใจในการทำให้เด็กรุ่นใหม่ๆ สนใจในธุรกิจกาแฟ บอกได้ว่าสตาร์บัคส์เป็นหมุดหมายที่ทำให้กาแฟของญี่ปุ่นเข้าสู่ยุค 2.0 ก่อนที่จะเขยิบไปสู่ยุค 3.0 ในปัจจุบัน”

สัปดาห์หน้ามาตามกันต่อนะครับ สำหรับกาแฟยุค 3.0 ในญี่ปุ่น

 

A Well Dressed Bowl Carrot & Ginger Dressing น้ำสลัดแครอตและขิงง่ายๆ สไตล์อเมริกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/434175

A Well Dressed Bowl Carrot & Ginger Dressing น้ำสลัดแครอตและขิงง่ายๆ สไตล์อเมริกัน

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

อ่านแล้วอาจงงว่าส่วนผสมทั้งสองอย่างแครอตและขิง ที่น่าจะเป็นส่วนผสมในสลัดมากกว่าจะกลายมาเป็นน้ำสลัดนั้นมีที่มาได้อย่างไร

คงต้องบอกว่า ด้วยอำนาจของการผสมผสานระหว่างสองวัฒนธรรมการกิน ที่ผนวกเอากรรมวิธีการปรุงน้ำสลัดง่ายๆ สไตล์อเมริกัน ที่โยนทุกอย่างลงในโถปั่น ผสานเข้ากับส่วนผสมอย่างขิงและซีอิ๊วญี่ปุ่น กลายเป็นAmerican Japanized Dressing ที่รสชาติอร่อยถูกปาก แถมยังสดชื่นไม่ทิ้งทวนสลัดจานอร่อย สำหรับช่วงอาการร้อนๆ ที่ต้องการอาหารเบาๆ ให้รสสดชื่น

สำหรับสูตรนี้อีกเช่นเคย ผู้เขียนต้องขอออกตัวเลยว่า ไม่ได้คิดเองแต่อาศัยความสามารถในการ “แกะสูตร” มาจากน้ำสลัดที่ราดลงบนสลัดที่แถมฟรีมากับชุดอาหารในร้านอาหารญี่ปุ่นยอดนิยมในเมืองชิคาโก

ไม่น่าเชื่อว่าสลัดในชามแก้วใบจ้อย ที่แช่เย็นเจี๊ยบจนไอน้ำเกาะ มีผักเพียงแค่ Iceberg Lettuce หรือผักกาดแก้ว กะหล่ำม่วงหั่นฝอยๆ และแครอตซอยเป็นเส้น รูปแบบง่ายๆ ราดน้ำสลัดแครอตและขิง แช่เย็นมาอย่างดี รับประทานแล้วต้องหยุดคิดถึงความสามารถของคนที่คิดค้นเมนูนี้ จนเกือบลุกขึ้นปรบมือให้

ยิ่งมาทดลองแกะสูตรแล้ว ยิ่งต้องนับถือ เพราะส่วนผสมมีไม่มาก ซ้ำๆ ซากๆ เหมือนน้ำสลัดทั่วไป เพียงแต่ตัดผักบางอย่างที่ปกติมีอยู่เดิมในสลัด อย่างแครอตออกมาปั่นรวมกัน ทำให้น้ำสลัดแครอตขิง มีรสชาติที่น่าสนใจขึ้น

 

กรรมวิธีการทำ ไม่ยุ่งยากเลย เกริ่นไว้แล้วว่าเป็นแบบง่ายๆ สไตล์แม่บ้านยุคใหม่ เตรียมส่วนผสมทุกอย่างให้พร้อม ใส่ทุกอย่างลงในโถปั่นแล้วเริ่มเดินเครื่อง จนส่วนผสมละเอียด เลือกแครอตที่สีเข้มๆ จะให้รสหวาน ทำให้น้ำสลัดมีสีสวย

จริงๆ ต้นตำรับเขามีส่วนผสมของน้ำมันสลัดเยอะกว่าในสูตรสักหน่อย เพราะเขาทำขาย ต้นทุนน้ำมันถูกกว่า ทำให้ได้ปริมาณน้ำสลัดทีละมาก น้ำมันสลัดช่วยทำให้ราดทิ้งไว้แล้วผักไม่เฉาได้ง่ายๆ ที่สำคัญรสชาติน้ำสลัดแครอตขิงจะกลมกล่อมละมุนกว่าหากมีน้ำมันในปริมาณที่เหมาะสม เราทำเองที่บ้าน ลดปริมาณน้ำมันได้ในจุดที่ไม่ทำให้ได้แคลอรีเยอะ ยังได้รสชาติอร่อยกลมกล่อม เหมาะสำหรับเป็นน้ำสลัดเพื่อสุขภาพ

อีกข้อดีหนึ่งของน้ำสลัดแครอตและขิงคือ ทำทิ้งไว้ในตู้เย็น แม้ว่ามีผักสลัดเพียงชนิดเดียวก็ยังได้อร่อยได้ เพราะในน้ำสลัดมันมีเนื้อของแครอตที่ให้ทั้งรสชาติ เนื้อสัมผัสที่ตัดกันกับผักสลัดที่มีในชาม

มีเพียงข้อเสียเดียว สำหรับน้ำสลัดชนิดนี้คือ เก็บได้ไม่นาน อร่อยในช่วง 2-3 วันแรกที่ปรุง เพราะทำจากแครอตสด และต้องแช่เย็นไว้ตลอดเวลา จึงจะอร่อย ชื่นใจ นอกนั้นผู้เขียนยกให้เป็นน้ำสลัดในดวงใจ ทำบ่อยที่สุดและเป็นที่นิยมของสมาชิกในบ้านเลย

 

Carrot Ginger Dressing

ส่วนผสม

– แครอต ปอกเปลือก หั่นชิ้นๆ 175 กรัม

– หอมใหญ่ ปอกเปลือก หั่นชิ้นๆ 50 กรัม

– ขิงแก่ ปอกเปลือก หั่นแว่น 20 กรัม

– ซีอิ๊วญี่ปุ่น แบบสีจาง 50 กรัม

– เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

– น้ำส้มสายชูจากข้าว 60 กรัม

– น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

– น้ำมันสลัด 50 กรัม

– พริกไทยดำบดใหม่ๆ 1/2 ช้อนชา

ผักสลัดที่แนะนำ

ผักกาดแก้ว Iceburg, แครอตไสเป็นเส้น แตงกวาญี่ปุ่นฝานบาง กะหล่ำม่วงซอย

วิธีทำ

ปั่นทุกอย่างให้ละเอียดจนเข้ากันใส่ขวดหรือภาชนะปิดสนิท แช่เย็นไว้ถึงเวลารับประทาน เขย่าขวดราดลงบนผักสลัด

 

ร้านอาหาร 10 บาท อิ่มท้องอร่อยถูกปาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/433183

ร้านอาหาร 10 บาท อิ่มท้องอร่อยถูกปาก

โดย…เมธี เมืองแก้ว

ในช่วงเที่ยงและช่วงเย็นของทุกๆ วันจะมีกลุ่มลูกค้าแห่นั่งรับประทานอาหารที่บริเวณแถวย่านถนนเลียบรางรถไฟ ในเขตเทศบาลนครตรังคึกคักอย่างมาก เนื่องจากย่านนี้มีร้านจำหน่ายอาหารจานเดียวราคา 10 บาท ประมาณ 7-8 แห่ง และมีอาหารหลากหลายชนิดให้เลือกรับประทาน เช่น ก๋วยเตี๋ยวเรือ กวยจั๊บ ขนมจีน ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง ฯลฯ โดยลูกค้าสามารถเลือกรับประทานอาหารในร้านต่างๆ ได้ตามความพอใจ โดยเฉพาะเมนูสุดฮิต อย่างก๋วยเตี๋ยวเรือ และขนมจีนน้ำยา ซึ่งขายดีมากที่สุด

ประสพโชค คำแก้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านอาหารจานเดียวราคา 10 บาท ตั้งอยู่แถวย่านถนนเลียบรางรถไฟเช่นเดียวกัน บอกว่า นอกจากจะขายก๋วยเตี๋ยวราคาถูกแล้ว ยังเอาใจลูกค้าด้วยบริการไว-ไฟอีกด้วย แถมมีโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าคือ สั่งก๋วยเตี๋ยว 10 ถ้วย แถมฟรี 1 ถ้วย ซึ่งในช่วงนี้มีลูกค้าประจำมาอุดหนุนเต็มร้านทุกวัน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้มีรายได้น้อย แรงงาน กรรมกร หรือครอบครัวที่มีสมาชิกในบ้านหลายคน เพราะจ่ายน้อย แต่อิ่มท้องทุกคน เนื่องจากทางร้านจะเน้นคุณภาพความอร่อย แต่มีปริมาณอาหารเต็มที่

 

“สำหรับลูกค้าที่เข้ามารับประทานอาหารราคาถูก ย่านถนนเลียบรางรถไฟ ในเขตเทศบาลนครตรัง ต่างก็บอกกันเป็นเสียงเดียวว่า ที่นี่นอกจากจะมีอาหารรสชาติอร่อย และสะอาดแล้ว ยังมีราคาไม่แพงด้วย จึงช่วยประหยัดเงินไปได้เยอะ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้” ประสพโชค กล่าว

ทั้งนี้ โดยปกติแล้วถ้าไปรับประทานอาหารที่ร้านอื่นๆ ไปด้วยกันประมาณ 3-4 คน จะต้องจ่ายเงินมื้อละ 200-300 บาท แต่เมื่อมารับประทานอาหารราคาประหยัด แถวย่านถนนเลียบถนนรางรถไฟจะแตกต่างกันมาก หากมารับประทานอาหารประมาณ 3-4 คน แต่จ่ายเพียง 100 กว่าบาทเท่านั้น ทำให้ประหยัดกว่ากันมากแถมอิ่มท้องกลับบ้านทุกคน…หากแวะเวียนมาเที่ยว จ.ตรัง ก็อย่าลืมไปรับประทานอาหารราคาถูกจานเดียว 10 บาท

 

 

ความสุขไม่เคยหมด @ บอททอมส์ อัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/433087

ความสุขไม่เคยหมด @ บอททอมส์ อัพ

โดย….ซิตี้กาย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ยังคงเป็นแหล่งสังสรรค์กลางใจเมืองที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กินดื่มของคนรุ่นใหม่ได้แบบไม่มีตกหล่น สำหรับบอททอมส์ อัพ ไวน์ เบียร์ แอนด์ บิสโทร บาร์ ตัวร้านโดดเด่นตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา ด้วยสไตล์การตกแต่งแบบคอนเท็มโพรารีที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของป๊อปอาร์ต

ภายในร้านมีหลายโซนให้เลือกนั่งชิล ทั้งมุมเอาต์ดอร์ด้านนอก หรือถ้าอยากได้ความเป็นส่วนตัว พร้อมแอร์เย็นฉ่ำ แนะนำโซนที่นั่งด้านใน ทุกค่ำคืนจะมีวงดนตรีและเหล่าดีเจมากฝีมือหมุนเวียนกันมามอบความสุข

เมนูเด่นของทางร้าน มีทั้งอาหารสไตล์อินเตอร์เนชั่นแนลและอาหารไทย ออกสตาร์ทด้วยเมนูใหม่แกะกล่อง อย่าง Angel Hair A.O.P. Seafood เมนูรสจัดจ้านถูกใจคนรักเมนูเส้น เด่นด้วยเส้นแองเจิลแฮร์โฮมเมด นำมาผัดกับกองทัพซีฟู้ด พริก กระเทียม และน้ำมันมะกอก ถัดมาคือ Salmon Steak with Lemon Butter พระเอกของจาน คือ แซลมอนสายพันธุ์คิงจากนอร์เวย์ ที่เนื้อแซลมอนที่มีไขมันแทรก ทำให้รสสัมผัสไม่กระด้าง นำไปย่างจนได้ที่ ราดด้วยซอสเลมอนบัตเตอร์ เสิร์ฟกับผักโขมและมันฝรั่ง

ยำแซลมอน อีกเมนูยอดฮิตของทางร้าน ทีเด็ดอยู่ที่ตัวน้ำจิ้มแบบซีฟู้ดจัดจ้านถูกปากคนไทย ใช้เพิ่มรสชาติให้แซลมอนที่แล่เป็นชิ้นบางๆ ปิดท้ายด้วยจานหนักอย่าง American Budweiser เบอร์เกอร์เนื้อชิ้นโตหมักด้วยซอสสูตรพิเศษ ใช้ขนมปังโฮมเมด อร่อยเต็มๆ คำ เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์

ร้านบอททอมส์ อัพ ไวน์ เบียร์ แอนด์ บิสโทร บาร์ ปากซอยทองหล่อ 18/1 เปิดบริการทุกวัน เวลา 16.00 น. ถึงเที่ยงคืน โทร. 08-1890-9119 และสาขาเซ็นทรัลอีสต์วิลล์ เปิด 10.00 น. ถึงเที่ยงคืน โทร. 08-1890-8969

 

สหชัย บะหมี่เกี๊ยว ปู หมูแดง อร่อยจนลืมอิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/433086

สหชัย บะหมี่เกี๊ยว ปู หมูแดง อร่อยจนลืมอิ่ม

โดย…พี่เวส ภาพ กีกี้

วันนี้ผมไปไม่ไกลบ้านเท่าไหร่ แต่รับรองว่าจะพาไปกินของอร่อยๆ ถูกใจเหมือนเดิมครับ

ร้านนี้อยู่ในซอยลาดพร้าว 101 เป็นร้านสหชัย เกี๊ยว ปู หมูแดง ที่เพิ่งมาเปิดใหม่ แต่ด้วยชื่อเสียงที่มีมานานรับรองว่าอร่อยชัวร์

จุดเริ่มต้นของร้านนี้ พี่ยุเจ้าของร้านใจดีเล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วตัวเองไม่ค่อยชอบกินก๋วยเตี๋ยวบะหมี่หมูเท่าไหร่ แต่มีครั้งหนึ่งเดินทางไปเที่ยวแล้วได้มีโอกาสลิ้มลองรสชาติของบะหมี่สหชัยเข้าให้ เลยได้ใจไปเต็มๆ ถึงขั้นไปเรียนทำก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ร้านนี้กันถึงที่ ตั้งแต่การทำน้ำซุป การหมักหมูแดง การห่อเกี๊ยว จนชำนิชำนาญ จึงได้โอกาสมาเปิดร้าน

 

พี่ยุยังเล่าให้ฟังอีกว่าน้ำซุปของเขาจะหวานน้ำต้มกระดูก ทีเด็ดอีกอย่างอยู่ที่เกี๊ยวหมู เกี๊ยวนุ่มๆ ห่อด้วยเนื้อหมูบดที่นวดมาจนเป็นเนื้อหนึบๆ เรียกว่านวดจนเนื้อไม่ติดกะละมัง และจะไม่มีมันหมูมาเจือปนให้เสียรส  ส่วนเนื้อหมูแดงทางร้านก็จะนำมาหมักน้ำซอสและก็จะนวดจนนิ่ม และเนื้อกับน้ำหมักซึมเข้าไปในเนื้อจนเหนียว จากนั้นก็นำไปย่างด้วยเตาอบจนหอมกรุ่น

อีกอย่างที่ทำให้อร่อยเด็ดก็คือเส้นบะหมี่ที่ทางร้านจะสั่งโรงงานทำให้โดยใช้สูตรของทางร้าน คือ จะต้องทำจากไข่กับแป้งเท่านั้น จะไม่ใส่สี ไม่ใส่สารเจือปน เส้นจึงออกเหลืองอ่อนๆ น่ากินมากครับ

ที่แอบชื่นใจอีกอย่างก็คือทางร้านสะอาดมาก มีผ้าคลุมจาน คลุมตู้อย่างดี พี่ยุบอกว่าเหมือนเราทำให้คนในครอบครัวกิน คือนอกจากจะอร่อยแล้ว ต้องห่วงใยสุขภาพของลูกค้าด้วย

ร้านจะเปิดอยู่กลางซอยลาดพร้าว 101 (ตรงข้ามกับเทสโก้ โลตัส) เปิดบริการทุกวัน เวลา 12.00-23.00 น. โทร. 08-6893-9871

 

บิงซู หวานเย็นฉบับเกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/433083

บิงซู หวานเย็นฉบับเกาหลี

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ได้ยินชื่อ บิงซู มาสักพัก ให้งงนักว่ามันคืออะไร เพียงแต่เห็นในเมนูของร้านขนมรุ่นใหม่ๆ หลายแห่ง ไม่ว่าเมนูขนมของที่นั่นจะเด่นเรื่องอะไร เป็นต้องแทรกเจ้าบิงซูไว้ในเมนูแทนทุกร้านไป เห็นทีไม่ได้การ ต้องไปตามล่าหาชิมให้ได้ว่าบิงซู มันจะเจ๋งสักแค่ไหนกันเชียว จึงได้กลายเป็นจานฮิตติดลมบนกันได้ขนาดนี้

ว่าแล้วก็จิ้มเลือกร้านที่ขายเฉพาะบิงซูล้วนๆ อย่าง โอ๊ค บิง ซอล (Ok Bing Sul) แบรนด์ที่เป็นแฟรนไชส์มาจากเกาหลีแท้ๆ ไปลองชิมกันดูซิ ว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร…

บิงซู หรือที่ชาวเกาหลีเรียกแบบเต็มๆ ยศกันว่า ปั๊ตบิงซู (Patbingsu) พูดง่ายๆ ก็คือ น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลีนั่นเอง ซึ่งมีมากมายหลายหน้า ทั้งถั่วแดง ผลไม้มากมายหลายชนิด และที่ขาดไปไม่ได้ในถ้วยบิงซูคือ นมข้นหวาน ที่ช่วยเพิ่มความหวานมันให้กับน้ำแข็งไสจากแดนกิมจิ

แรกเริ่มเดิมที ปั๊ตบิงซู มีเพียงเครื่องตกแต่งไม่กี่อย่าง หน้าตาแบบดั้งเดิม ก็ต้องยกให้หน้าถั่วแดงเป็นพระเอก โดยชาวเกาหลีเรียกถั่วแดงว่า ปั๊ต พอมาถึงบ้านเรา จึงเหลือแค่ บิงซู เพราะที่คนไทยนิยมมีมากมายหลายหน้า ไม่ใช่แค่ ปั๊ต เท่านั้น

 

 

ปั๊ตบิงซูหน้าออริจินัล นอกจากประกอบด้วย ถั่วแดงบดแล้ว ยังมี ต๊อก (Tteok) หรือขนมจากแป้งข้าวเหนียวสไตล์โมจิ ถั่วลิสงป่น ราดด้วยนมข้นหวาน ซึ่งพบว่ามีรับประทานกันมาตั้งแต่สมัย
โชซอนนู่นเลย (ราวปี 1392-1910) นี่เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ถั่วแดงบดในปั๊ตบิงซูของเกาหลีไม่ได้มาจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่เพิ่งจะมาปกครองเกาหลีเมื่อปี 1910-1945 (อารมณ์เดียวกับกิมจินั่นเอง)

อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมญี่ปุ่นก็ได้ส่งอิทธิพลต่อจานถั่วแดงเย็นของเกาหลีอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการนำรสชาติชาเขียวเข้ามาใส่ เช่นเดียวกับสมัยเกิดสงครามเกาหลี (ระหว่างปี 1950-1953) ที่มีหลากหลายวัฒนธรรมเข้ามามีอิทธิพลให้เกิดหน้าของบิงซูที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ประเภทต่างๆ เพิ่มไอศกรีมเข้ามาเป็นท็อปปิ้ง มีน้ำหวาน (Syrups) รสชาติต่างๆ ถั่วหลากหลายประเภทมากขึ้น รวมถึงซีเรียลธัญพืช และวิปครีม โดยในทศวรรษที่ 1970-1980 หน้าบิงซูยอดฮิต ได้แก่ ฟรุตค็อกเทล วิปครีม ปิดท้ายด้วยผลเชอร์รี่เชื่อม (Maraschino Cherries)

ทุกวันนี้ บิงซูหารับประทานได้ทั่วไปในร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านเบเกอรี่ทั่วเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังกลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐ ที่มีคาเฟ่ขายบิงซูจำนวนมากในนิวยอร์ก ลอสแองเจลิส รวมทั้งโคเรียทาวน์ ในแอตแลนตา

 

จากน้ำแข็งไสดั้งเดิมที่อาศัยกรรมวิธีการไสไม่ต่างจากบ้านเราในอดีต ตามด้วยการราดนมข้นให้ได้ความหวานมัน ปัจจุบัน เกาหลีใต้เจ้าแห่งเทคโนโลยีได้คิดค้นเครื่องทำน้ำแข็งไสให้ได้เกล็ดละเอียดราวหิมะ โดยบิงซูทุกวันนี้ไม่ใช้น้ำในการทำน้ำแข็ง หากใช้นมสูตรพิเศษที่เข้าเครื่องทำออกมาเป็นเกล็ดน้ำแข็งเลย ต่อด้วยการราดนมข้น แล้วแต่งหน้าตามสูตรที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ ช็อกโกแลต โอริโอ ชาเขียว หรือหน้าแบบดั้งเดิม เช่นถั่วและถั่วแดงบด

สำหรับร้านขายบิงซูส่วนใหญ่ในบ้านเรามักจะเน้นตกแต่งหน้าด้วยผลไม้ตามรสนิยมการรับประทานของคนไทย ขณะที่ร้านโอ๊ค บิง ซอล ที่นำเอาแฟรนไชส์จากเกาหลีเข้ามาแบบแท้ๆ นอกจากหน้าผลไม้ยอดฮิต อย่างสตรอเบอร์รี่ มะม่วง เมลอน กล้วย ฯลฯ แล้ว ยังมีหน้าแบบออริจินัลอย่างหน้าถั่วบด ถั่วบดถั่วแดง นอกจากนี้ สำหรับเด็กๆ ยังมีหน้าโอริโอ ช็อกโกแลต หน้าชีส (ที่ให้อารมณ์เหมือนได้กินชีสเค้ก) รวมทั้งอีกหลายๆ หน้าไว้เป็นทางเลือก

ในส่วนของหน้าผลไม้ การทำบิงซูของร้านโอ๊ค บิง ซอล เน้นการใช้ผลไม้สดๆ เป็นหลัก โดยจะมีการซุกไส้ไว้ด้านในด้วย อย่างหน้าสตรอเบอร์รี่ ก็จะมีสตรอเบอร์รี่ฝังอยู่ใต้น้ำแข็งไส หลังจากได้กินหน้าผลไม้สดๆ แกล้มกับน้ำแข็งนมราดนมข้นหวานสุดจะเนียนนุ่ม หอม หวาน เย็น และไซรัปรสผลไม้แล้ว ยังจะได้ลิ้มรสของสตรอเบอร์รี่สไตล์แช่แข็งกันอีกด้วย

ร้อนๆ อย่างนี้ ใครยังไม่เคยลองลิ้มชิมบิงซู ร้านโอ๊ค บิง ซอล มีสาขาที่ชั้น 7 เซ็นทรัลเวิลด์ (โซบีคอน) สาขาพาซิโอ สาขาเกษตร-นวมินทร์ รวมทั้งเชียงใหม่พาวิลเลียน ไนท์บาร์ซา