ชางวอน เอ็กซ์เพรส ในวันที่ต้องการกำลังใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/433082

ชางวอน เอ็กซ์เพรส ในวันที่ต้องการกำลังใจ

โดย…ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ผมเชื่อว่าหลายคนคงผ่านช่วงเวลาที่เศร้าที่สุดในชีวิตกันมาแล้ว และเชื่อว่าหลายคนคงเคยสูญเสียสิ่งที่รักที่สุดในชีวิตไป ผมรู้มันเป็นช่วงเวลาที่หดหู่ที่สุด แต่หากเราตั้งสติให้ดี ทบทวนถึงเรื่องราวที่เราเคยได้ผูกพันกันมา แล้วเก็บไว้ในความทรงจำของเรา จากเรื่องเลวร้ายจะค่อยๆ กลายเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจเราตลอดไป

หากยังไม่ทุเลา ลองออกมองหาที่สังสรรค์กับเพื่อนฝูงสักที่ ด้วยคำพูด ด้วยเสียงหัวเราะ มันคือคำปลอบโยนที่ดีที่สุด เฉกเช่นวันนี้ผมรู้สึกหัวใจกลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้งเมื่อเจอเพื่อนเก่า เรามานั่งสังสรรค์กันตามประสาที่คุ้นเคยในบาร์เล็กๆ แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

 

ชางวอน เอ็กซ์เพรส (Changwon Express) บาร์เบียร์ขนาดกะทัดรัด ย่านแยก ถนนเพชรบุรี เปิดเติมความอบอุ่นด้วยอาหารสไตล์ฟิวชั่นเกาหลี-เม็กซิกัน ที่เจ้าของร้านใจดี เท็ด อัน หลงรักเมืองไทย และรักการดื่มเบียร์เป็นชีวิตจิตใจมาตั้งแต่คราวที่ร่ำเรียนอยู่ที่นิวยอร์ก

หลังจากทำงานเป็นสถาปนิกในเมืองไทยได้ 2 ปี ก็ลาออกมาเปิดร้านตามที่ใจฝันไว้ โดยตั้งชื่อร้านให้ตรงกับสถานที่เกิดของเขา คือ เมืองชางวอน ประเทศเกาหลีใต้ ร้านจะตกแต่งด้วยสไตล์ลอฟต์เท่ๆ เพิ่มความสดใสด้วยผนังทาสีเหลืองสด พร้อมภาพถ่ายบรรยากาศของเมืองชางวอน และภาพเพนต์บนผนังขนาดใหญ่ที่ได้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยใกล้ๆ มาช่วยเพนต์ให้

 

โต๊ะและเก้าอี้เป็นไม้สีอ่อน ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง แฝงความเป็นมิตรอยู่ในที บาร์แห่งนี้นอกจากอาหารเกาหลี-เม็กซิกันที่เขาชื่นชอบแล้ว ยังมีโซนบาร์เครื่องดื่ม ที่ใช้เคาน์เตอร์บาร์ยาวปิดด้วยผนังจากตู้คอนเทนเนอร์เก่าๆ พร้อมด้วยคราฟท์เบียร์หลากหลายแบรนด์ หลากหลายสัญชาติเอาไว้รองรับ ซึ่งสามารถแพริ่งกับอาหารได้ทุกเมนู โดยในทุกเดือนจะมีกิจกรรม Beer Pairing Night เสิร์ฟอาหารเมนูใหม่ๆ คู่กับเบียร์ที่เลือกมาอย่างดีให้คอเบียร์ทดลองดื่มพร้อมลิ้มรสอาหารอร่อยๆ ไปพร้อมกัน

ในค่ำคืนนี้หลังจากได้ละเลียดเบียร์ฟองนุ่ม พร้อมอาหารลูกผสม เคล้ากับดนตรีป๊อปของเกาหลี หัวใจที่อับเฉาค่อยๆ ลดทอนความหนักหน่วงและมองโลกอย่างเข้าใจมากขึ้น เราเริ่มเบาๆ กับ Mexican Seafood Salad สลัดกุ้งมะเขือเทศกินคู่กับนาโช่ที่ได้กลิ่นหอมจากออริกาโน่ ต่อด้วย Bibimbap Tortilla แผ่นแป้ง Tortilla อุ่นๆ เข้ากันได้ดีกับรสชาติของ Bibimbap จับคู่กับเบียร์ Low Life จากค่าย Evil Twin Brewery

 

อีกสักเมนู Kimchi Taco เนื้อย่างสไตล์เกาหลีและกิมจิที่เสิร์ฟในรูปแบบของทาโก้ กับรสชาติที่ค่อนข้างจัดจ้าน ตบท้ายอีกสักเมนูก็แล้วกันกับ Galbi Burger เบอร์เกอร์เนื้อที่ใช้บันขนมปังอย่างดี และเนื้อชิ้นใหญ่หมักเครื่องเทศแบบเกาหลี

แม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะยังไม่ดีขึ้นกับช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันก็พอจะทุเลาและมีเรี่ยวแรงที่จะสู้กันต่อไปได้ และในใจก็ยังคงนึกถึงสิ่งที่สูญเสีย แต่ในแง่มุมที่งดงาม “หลับฝันดีนะลูกรัก”

ชางวอน เอ็กซ์เพรส ถนนเพชรบุรี (MRT เพชรบุรี ประตู 3) เปิดเติมความสุขทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00-00.00 น. โทร. 09-2251-8661

 

โชคของเรา @แฮป เดอ นู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/433079

โชคของเรา @แฮป เดอ นู

โดย…ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หลังจากประสบความสำเร็จจากสาขาแรกที่สาขาพัฒนาการ ทว่าย่านนั้นรถดันติดมาก บรรดาหุ้นส่วนจึงตัดสินใจเปิดสาขา 2 ที่บริเวณชั้น 2 ห้างเดอะ พรอมานาด ถึงวันนี้ แฮป เดอ นู (Hap De Nous) กลายเป็นร้านขวัญใจของผู้คนย่านนั้นไปแล้ว

บรรยากาศร้านตกแต่งด้วยงานไม้ ขานรับกับเก้าอี้ทรงเรโทร ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นสบายตา เสมือนได้นั่งรับประทานอาหารอยู่บ้านเพื่อน คลอเคล้ากับเพลงสากลที่เปิดเอาใจชวนให้นั่งนานๆ

 

ร้านนี้ยังมีกิมมิกน่ารักๆ โดยบนโต๊ะอาหารทุกโต๊ะจะมีเซียมซีขวด สำหรับให้ลูกค้าเสี่ยงทายเล่นระหว่างรออาหาร ซึ่งเข้ากับชื่อร้านที่แปลว่า “โชคของเรา” ทั้งยังมีสัญลักษณ์ใบโคลเวอร์สี่แฉก เป็นโลโก้ สื่อความหมายถึงความโชคดี เรียกว่าเป็นโชคสองชั้นของผู้มาเยือน ที่จะได้ชิมทั้งอาหารใจและอาหารปาก

สไตล์อาหารเป็นรูปแบบฟิวชั่น มีทั้งอาหารไทย ญี่ปุ่น อิตาเลียนผสมผสานกันไป โดยมีคอนเซ็ปต์เก๋ๆ ว่า Eat Well/Drink Well/Be Well ที่บรรดาเจ้าของร้านกลั่นกรองกันมาอย่างดี

 

มื้อนี้เราเริ่มต้นด้วยเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน Spaghetti Ebiko สปาเกตตีผัดแห้งสไตล์ญี่ปุ่นกับอิตาเลียน ผัดกับกุ้ง 3 ตัวเขื่อง โรยหน้าด้วยไข่กุ้งแบบไม่ยั้ง ปรุงรสด้วยซอสญี่ปุ่น กลายเป็นเมนูมัดใจที่อยู่คู่ร้านมานาน

ถัดมาเป็น Grilled Salmon Steak on Cucumber Ribbon แซลมอนริบบอนสเต๊ก แซลมอนกริลล์สุกพอดีๆ เสิร์ฟพร้อมผักร็อกเกต แตงกวาญี่ปุ่น ราดด้วยซอสที่ให้รสชาติหวานๆ แกมเปรี้ยว และออกเผ็ดนิดๆ รับรองถูกปาก

 

ก่อนที่จะตบท้ายด้วยเกี๊ยวเย็นไส้กุ้ง เกี๊ยวยัดไส้ด้วยกุ้งบดและแฮม เพิ่มรสชาติด้วยมายองเนส ไข่กุ้ง และน้ำซอสสูตรเฉพาะทางร้าน ให้สัมผัสที่เย็นฉ่ำ ผสานกับรสชาติเค็มๆ มันๆ กลายเป็นความอร่อยที่ลงตัว

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องดื่มที่เป็นซิกเนเจอร์หลายอย่าง อาทิ Mint Lemonade Frost เป็นเครื่องดื่มที่เรียกความสดชื่นดีไม่น้อยเชียวละครับ

แฮป เดอ นู โครงการ เดอะ พรอมานาด เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 02-108-5050

 

ป.ไร่ขิง กุ้งเผา ตัวโตสด..น้ำจิ้มรสเด็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/433077

ป.ไร่ขิง กุ้งเผา ตัวโตสด..น้ำจิ้มรสเด็ด

โดย…พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

อยากกินกุ้งเผา น้ำจิ้มรสเด็ดต้องมาชิมที่ร้าน ป.ไร่ขิง กุ้งเผา ต.ท่าตลาด อ.สามพราน จ.นครปฐม รับรองไม่มีผิดหวัง เพราะมีกุ้งตัวโตๆ นำมาเผาบนเตาร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มรสเด็ดรสแซ่บ อร่อยถูกปากท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองแถมไปมาสะดวกเพราะร้านตั้งอยู่ริมถนนทางเข้าวัดไร่ขิง

ร้าน ป.ไร่ขิง กุ้งเผา บริหารงานโดย ชวลิต อินทรคง หรือแจ้ ที่ดูแลลูกค้าดังเพื่อนฝูงและญาติมิตร โดยกุ้งตัวใหญ่จะขายกิโลกรัมละ 640/440 บาท ราคาตามขนาดและน้ำหนัก ซึ่งร้านแห่งนี้ไม่ใช่มีเพียงเมนูกุ้งเผาอย่างเดียว แต่ลูกค้ายังสามารถสั่งให้พ่อครัวปรุงเป็นเมนูกุ้งพล่า กุ้งทอดกระเทียม กุ้งผัดผงกะหรี่ หรือกุ้งอบวุ้นเส้น แล้วแต่ชื่นชอบ

 

“ทีเด็ดกุ้งเผาของที่ร้านคือ ไม่ผ่าครึ่งกุ้งออกเป็นสองซีกแบบร้านอื่นๆ แต่เผากุ้งไปทั้งตัว ทำให้น้ำหวานของเนื้อกุ้งไม่ระเหยออกไปกับความร้อน เนื้อกุ้งก็จะยิ่งฉ่ำหวานกว่าแบบที่ผ่าครึ่งกุ้งแล้วเอาไปเผานะ ส่วนน้ำจิ้มไม่ได้เป็นซีฟู้ดพริกตำ แต่เป็นมะนาว น้ำปลา หอมแดง กระเทียมที่ให้รสชาติเข้มข้นไปอีกแบบ และไม่กลบรสชาติหวานๆ ของกุ้งด้วย” ชวลิต บอกถึงทีเด็ดของร้าน ป.ไร่ขิง กุ้งเผา

นอกจากเมนูกุ้งเผาแล้วยังมีเมนูเด็ดอีกคือ พล่ากุ้ง ปรุงด้วยสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ตะไคร้ ข่า ถูกปากคนไทยด้วยรสชาติเผ็ดจัดจ้าน เป็นเมนูสุดแซ่บอีกเมนูที่มีรสชาติเข้มข้น หอมอร่อยจัดจ้าน กุ้งนุ่มหวานๆ กลิ่นหอมด้วยผักสมุนไพรต่างๆ คลุกเคล้าน้ำยำรสเด็ดเข้ากันมาก

 

เคล็ดลับคือ เลือกกุ้งที่สดใหม่นำมาลวกให้สุก แล้วนำผักสมุนไพรต่างๆ ใส่ลงไปผสม ใส่น้ำยำรสเด็ดลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากันก็จะได้พล่ากุ้งรสชาติจัดจ้าน เข้มข้น และหอมอร่อย ซึ่งเป็นอีกเมนูเด็ดที่ลูกค้าชื่นชอบ

อีกเมนูที่ลูกค้าไม่ควรพลาด “ต้มยำกุ้งน้ำข้น” รสแซ่บถูกปาก รวมทั้งเมี่ยงปลาเผาที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความนุ่มของเนื้อปลา และน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่ใช้ปลาทับทิมสดคุณภาพดีนำมาคลุกเกลือแล้วเผากับถ่านกะลามะพร้าว ทำให้เนื้อปลามีกลิ่นหอม กินคู่กับเครื่องเคียงอย่างผักสด หอมเจียว ขนมจีน และน้ำจิ้มรสเด็ดสูตรเฉพาะของทางร้าน

 

ผู้ที่ชื่นชอบ หอยแครงทรงเครื่อง ทางร้านก็มีให้เลือก ซึ่งนำหอยแครงสดๆ ลวกมาพอสุกแกะฝามาแล้วให้กินง่ายขึ้น มีน้ำจิ้มซีฟู้ดที่ทางร้านตำขึ้นมาตามสูตรเฉพาะ เนื้อนุ่มนิ่มของหอยแครงสดหวาน ผสานรสชาติน้ำจิ้มรสเข้มข้นออกหวาน เปรี้ยว เผ็ดนิดๆ อร่อยแซ่บ

การเดินทางไปชิมกุ้งเผาน้ำจิ้มรสแซ่บ ที่ร้าน ป.ไร่ขิง กุ้งเผา มาทางถนนเพชรเกษม จะอยู่ฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ เลี้ยวเข้าปากทางเข้าวัดไร่ขิง ร้านจะอยู่ห่างจากทางเข้าวัดไร่ขิงประมาณ 600 เมตร ร้านอยู่ซ้ายมือ ถ้ามาทางถนนปิ่นเกล้า ก็จะวิ่งผ่านถนนพุทธมณฑล สาย 6 ผ่านตลาดน้ำดอนหวาย ผ่านวัดไร่ขิง ห่างจากวัดไร่ขิงประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นร้าน ป.ไร่ขิง กุ้งเผา อยู่ขวามือ หรือสอบถามเส้นทางที่โทร. 09-7157-0332

 

โทเบียส สวาสเซนด์ดอร์ฟี สร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/432972

โทเบียส สวาสเซนด์ดอร์ฟี สร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เสมอ

โดย…ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

โทเบียส สวาสเซนด์ดอร์ฟี เชฟหนุ่มวัย 31 ปี สุดแนวชาวออสเตรีย ผู้รั้งตำแหน่งเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ ประจำสเต๊กเฮาส์สไตล์ชิคาโก “บาร์เบต เดอะ สเต๊กเฮาส์ แบงค็อก” ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 19 ของโฮเต็ล มิวส์ แบงค็อก หลังสวน เป็นอีกหนึ่งเชฟรุ่นใหม่ไฟแรงที่น่าจับตา

“ผมเริ่มต้นอาชีพเชฟตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยเข้าเรียนวิทยาลัยในสาขาการทำอาหารและการโรงแรมจากกรุงเวียนนา (บ้านเกิด) ในประเทศออสเตรีย ซึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากเป็นเชฟก็คือ อาชีพนี้มักจะได้สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ และได้เจอผู้คนใหม่ๆ อยู่เสมอ ผมจึงตัดสินใจปักหมุดกับอาชีพนี้ตั้งแต่นั้นเลย”

โทเบียส บอกว่า เมื่อเรียนจบจากวิทยาลัย เขาเลือกที่จะไปเป็นทหารอยู่ 8 เดือน เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ในชีวิต หลังปลดประจำการ เขาก็เริ่มต้นเป็นผู้ช่วยเชฟครั้งแรกที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่บนภูเขาทางด้านทิศตะวันตกของออสเตรีย ที่นี่เป็นรีสอร์ทที่คนดังระดับโลกมักชอบมาพักผ่อนกัน

 

 

“ผมทำงานที่รีสอร์ทแห่งนี้ได้ 2 ซีซั่น คือ ช่วงฤดูหนาวกับฤดูร้อน จากนั้นผมก็กลับไปเป็นผู้ช่วยเชฟในภัตตาคารอาหารแห่งหนึ่งที่กรุงเวียนนา ซึ่งที่นี่ผมได้ทำอาหารทั้งสไตล์ยุโรป แคริบเบียน และเกาหลีเลยล่ะ โดยทำงานเป็นผู้ช่วยเชฟที่นี่อยู่ 2 ปี และอีก 2 ปีต่อมาผมจึงได้ขึ้นเป็นหัวหน้าเชฟ จากนั้นผมก็ลาออกและย้ายไปเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟซูส์เชฟ ที่ห้องอาหารลอฟท์ โรงแรมโซฟิเทล เวียนนา สเตฟานส์ดอม ก่อนจะตัดสินใจบินข้ามทวีปมาทำงานที่เมืองไทยในตำแหน่งเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ประจำห้องอาหารบาร์เบต เดอะ สเต๊กเฮาส์ แบงค็อก อย่างในตอนนี้”

โทเบียส บอกว่า ก่อนที่จะย้ายมาทำงานที่ โฮเต็ล มิวส์ แบงค็อก เขาได้บินมาทดสอบในเรื่องการทำอาหารและคิดเมนูอยู่พักใหญ่ จนรู้สึกว่าชอบและอยากมาอยู่ที่กรุงเทพฯ จริงๆ ก็เลยมา ซึ่งที่ห้องอาหารบาร์เบตฯ นี้ เขามีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องการสร้างสรรค์เมนูรสเลิศใหม่ๆ พร้อมทั้งรักษาคุณภาพของเมนูเหล่านี้ให้คงไว้นานๆ

นอกจากนี้ การที่เขาเคยได้ฝึกอบรมทางด้านศิลปะการปรุงอาหารในสไตล์ร่วมสมัยมา เขาจึงได้นำวิธีการปรุงอาหารสไตล์โมเดิร์นมาใช้กับที่นี่ พูดได้ว่าลูกค้าที่มารับประทานอาหารที่บาร์เบตฯ จะได้ประสบการณ์ที่ดีและความประทับใจกลับไปแน่นอน

 

“สำหรับเมนูอาหารที่ผมถนัดหรือเชี่ยวชาญที่สุดก็คือเมนูอาหารฝรั่งเศส แต่อาหารเยอรมันหรือออสเตรีย ผมคิดว่าก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน เพราะว่าได้คลุกคลีอยู่กับเมนูเหล่านี้มาถึง 4 ปี ส่วนอาหารสไตล์แคริบเบียนหรืออิตาเลียนก็ทำได้ ถ้าให้พูดถึงอาหารไทย ต้องบอกว่าเป็นเมนูที่ผมได้ลองบ่อยๆ ผมว่าอาหารไทยดูน่าสนใจมาก เพราะมีส่วนผสมหลายอย่าง แตกต่างจากเมนูที่ผมเคยทำ อาหารไทยจะเผ็ดและมีเครื่องเทศเยอะ แต่ผมชอบนะ เพราะผมชอบกินอาหารเผ็ด นอกจากนี้ผมยังอยากเรียนรู้วิธีทำอาหารไทยด้วย เพราะถือว่าเป็นการเสริมทักษะเกี่ยวกับอาชีพเชฟของผมอีกทางหนึ่ง”

 

โทเบียส เสริมว่า เมื่อได้มาดูแลเรื่องอาหารที่บาร์เบตฯ เขาได้คิดเมนูใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ และจะทดลองนำเสนอเมนูต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งมีตั้งแต่ อะลาคาร์ต จานหลัก และเมนูพิเศษ ให้ลูกค้าได้ลองเลือกรับประทาน ถ้าเมนูไหนได้รับฟีดแบ็กที่ดี ลูกค้าชอบ ก็จะนำเมนูนั้นไปเป็นเมนูประจำ

“ระยะเวลากว่า 11 ปีที่ผมเป็นเชฟ ผมได้ประสบการณ์จากสถานที่ต่างๆ ที่ผมได้ทำงาน พร้อมทั้งได้เรียนรู้เคล็ดลับทางด้านการทำอาหารและเทคนิคใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งผมว่าเรื่องของเทคนิคในการทำอาหารนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้ได้อีกเยอะ สำหรับแผนในอนาคตผมคิดไว้ว่าอาจจะอยู่ที่นี่อย่างน้อย 3 ปี คือทำหน้าที่ในวันนี้ให้ดีที่สุด ผมอยากจะเป็นเชฟที่มีชื่อเสียงและมีคนรู้จักให้มากขึ้นด้วยครับ

 

ในวันว่างผมจะชอบไปฟิตเนสเพื่อออกกำลังกายและออกไปดูภาพยนตร์ที่น่าสนใจเสมอ สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างคือการขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ไปตามสถานที่ที่อยากไป แล้วผมยังชอบไปเดินตลาดอีกด้วย ตลาดที่ไปบ่อยก็คือตลาดคลองเตย เพราะที่นี่มักมีวัตถุดิบแปลกๆ ใหม่ๆ ให้เห็น ไปแล้วก็รู้สึกดีครับ”

โทเบียส ทิ้งท้ายว่า แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ของเขาได้มาจากการไปเดินเล่นตามตลาดสด คุยกับเพื่อนๆ และดูเทรนด์อาหารจากทั่วโลก ซึ่งเมื่อนำมารวมกับความคิดของเขาแล้วก็สามารถสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ๆ ขึ้นมาได้เลย

“หลักในการสร้างสรรค์เมนูหรือปรุงอาหารของผมก็คือ ต้องเลือกสรรวัตถุดิบที่สด สะอาด มีคุณภาพ และดีต่อสุขภาพเป็นอันดับแรก เพราะถ้าได้วัตถุดิบที่ดีแล้ว อาหารที่ปรุงออกมาก็จะมีรสชาติที่อร่อยในตัว พูดง่ายๆ ว่าไม่ต้องมาปรุงแต่งอะไรมากก็เป็นเมนูที่ยอดเยี่ยมได้ เมื่อลูกค้าได้ลองรับประทานแล้วบอกว่าอร่อย นั่นแหละคือความภูมิใจที่สุดของผม”

ทีโบนสเต๊ก

ส่วนผสม

– เนื้อทีโบนนำเข้า 300 กรัม

– เนย กระเทียม น้ำมันมะกอก น้ำส้มสายชูเชอร์รี่เกลือ น้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล ไข่แดง มันฝรั่ง เลมอน

– ใบไทม์ ใบโรสแมรี่ ใบทาร์รากอน ใบพาสลีย์ พริกไทยดำสด หอมแดง มะเขือเทศ เห็ดทรัฟเฟิลดำ ผักชีออริกาโน่ พริกชี้ฟ้าแดง และเห็ดรวม

วิธีทำ

ซอสชิมิเชอรินำส่วนผสมทั้งหมดซึ่งประกอบด้วย พริกชี้ฟ้าแดงผักชี ใบพาสลีย์ ออริกาโน่ เกลือ พริกไทย และน้ำมันมะกอก มาปั่นเข้าด้วยกันจนข้นเป็นเนื้อครีม

ซอสแบร์เนส

1.เคี่ยวน้ำส้มสายชูเชอร์รี่ หอมแดง ใบทาร์รากอนและพริกไทยดำให้งวดลงพอสมควร แล้วนำขึ้นพักไว้ให้คลายร้อน

2.จากนั้นคนซอสและตีผสมกับไข่แดงบนหม้อน้ำร้อนจนซอสเหนียวและข้น เทเนยให้ละลายช้าๆ ขณะที่คนซอสไปพร้อมกัน ใส่ใบทาร์รากอนสับ เติมรสชาติด้วยเกลือพริกไทย และเลมอน

เครื่องเคียง

1.ทอดหอมใหญ่หั่นในกระทะจนเหลือง แล้วนำขึ้นพักไว้

2.หั่นมันฝรั่งขนาด 1x1x4 นิ้ว และต้มจนนิ่ม จากนั้นสะเด็ดน้ำให้แห้ง คลุกด้วยแป้งข้าวโพด ทอดในน้ำมันจนเหลือง และเติมรสชาติด้วยเกลือ พริกไทย และเห็ดทรัฟเฟิลดำสับ

3.ผัดเห็ดรวมกับเนยจนสุก เติมรสชาติด้วยเกลือ พริกไทย ใบพาสลีย์ ใบไทม์ กระเทียมและน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล ตักใส่ถ้วยพักไว้

เนื้อทีโบนสเต๊ก

1.นำเนื้อทีโบนมาไว้ที่อุณหภูมิห้อง ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยดำทั้งสองด้าน จากนั้นเทน้ำมันมะกอกลงกระทะ และจี่เนื้อกับกระทะสักครู่ให้ครบทั้งสองด้าน

2.นำเนื้อที่จี่แล้วไปเข้าเตาอบอีกครั้ง จนเนื้อได้ระดับตามที่ต้องการ จึงนำออกจากเตา พักไว้ 3 นาที

3.ตั้งกระทะบนไฟ ใส่เนย ใบโรสแมรี่ ใบไทม์ และกระเทียม รอให้เนยร้อนจัดแล้วใส่เนื้อทีโบนลงไปจนร้อน จากนั้นนำขึ้นใส่จานเสิร์ฟพร้อมซอสทั้งสองชนิดและเครื่องเคียง

 

A Well Dressed Bowl Kabocha Dressing น้ำสลัดอร่อยเข้มข้น ให้แคลอรีที่น้อยกว่าน้ำสลัดชนิดครีมข้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/432968

A Well Dressed Bowl Kabocha Dressing น้ำสลัดอร่อยเข้มข้น ให้แคลอรีที่น้อยกว่าน้ำสลัดชนิดครีมข้น

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวศย์ ภาพ Cookool Studio

อาหารเพื่อสุขภาพยังคงไม่หนีหายไปจากเทรนด์อาหารในทุกยุคทุกสมัย อยากรักษาสุขภาพ จำกัดแคลอรีแล้วหันมากินสลัดจำเป็นต้องดูให้ถี่ถ้วนว่าน้ำสลัดมีแคลอรีที่ไว้ใจได้แค่ไหน บางครั้งความอร่อยอาจเป็นศัตรูสุขภาพ ฉบับนี้เป็น Well Dressed Bowl ที่มีสูตรน้ำสลัดอร่อยเข้มข้น ให้แคลอรีที่น้อยกว่าน้ำสลัดชนิดครีมข้น หรือสูตรมายองเนส แต่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงน้ำสลัดน้ำข้น โดยอาศัยความ Creamy ของฟักทองมาช่วย

น้ำสลัดสูตรนี้ยังคงกลิ่นอายญี่ปุ่นนิดๆ ตามความชอบส่วนตัวและไอเดียที่ไปพบเจอมาระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว อาหารมื้อเช้าตามเรียวกัง หรือโรงแรมแบบญี่ปุ่น บางครั้งมีให้เลือกเป็นเซตอาหารตะวันตกด้วย หรือเรียกว่า Yoshoku คล้ายๆ อาหารเช้าสไตล์อเมริกันเบรกฟาสต์ แตกต่างตรงที่อะไรที่ผ่านมือคนญี่ปุ่นจะถูก “Japanize” หรือทำให้มีกลิ่นอายญี่ปุ่น นอกจากไข่ดาว ไส้กรอก แฮม เบคอนแล้ว ยังมีสลัดถ้วยเล็กให้มาด้วย น้ำสลัดอร่อยที่สุด หวานและ “Creamy” เพราะทำจากฟักทองสุก ปรุงรสน้ำสลัดมาในสไตล์ที่เรียกว่า Wafu ที่เค็มนำด้วยโชยุ เปรี้ยวน้อยๆ ตามมาน้ำส้มสายชูจากข้าว

ญี่ปุ่นเขาได้เปรียบตรงที่ Kabocha หรือฟักทองของเขาหวานหอมมากหากนำมาปรุงให้ถูกวิธี เช่น นึ่ง อบ หรือย่าง จะหวานปานน้ำผึ้งเลยก็ว่าได้ หากนำมาต้มอาจให้รสชาติความหวานที่เจือจางลงสักนิดแต่ยังอร่อยอยู่ สูตรนี้ต้นตำรับเขาเป็นฟักทองญี่ปุ่น ผู้เขียนลองใช้ฟักทองทั้งสองชนิดที่มีขายในบ้านเรา ทั้งญี่ปุ่นและพันธุ์ไทย แม้ว่าสีจะให้โทนแตกต่างกัน แต่ให้รสชาติอร่อยได้ตามคุณภาพฟักทองวัตถุดิบ ยิ่งได้ฟักทองอร่อยๆ เนื้อหนึบๆ มาแล้วละก็ รับรองว่าน้ำสลัดสูตรนี้จะเนื้อเนียนและหวานได้ โดยไม่ต้องอาศัยน้ำตาลทรายที่เติมลงในสูตรเลย

เมื่อได้ฟักทองคุณภาพตรงตามต้องการแล้ว ปอกเปลือกให้เกลี้ยง เพราะมีผลกับสีสันของน้ำสลัดที่ฟักทองติดเปลือกมา แนะนำวิธีนึ่ง เพื่อความหอมของฟักทองที่เข้มข้นและคงคุณค่าสารอาหารไว้ได้มากที่สุด นึ่งให้สุกนุ่มเพื่อเนื้อเนียนละเอียดของน้ำสลัดเวลาปั่นทุกอย่างให้เข้ากัน

 

ส่วนผสมอื่นๆ คุณผู้อ่านน่าจะคุ้นเคยอยู่บ้างแล้ว มีเรื่องมากอยู่อีกจุดเดียวเท่านั้น คือ Shoyu หรือซีอิ๊วญี่ปุ่นที่อยากให้ลองมองหาชนิดที่เรียกว่า Light Color Soy Sauce (Usukuchi) ที่ให้ระดับความเค็มน้อยลงนิดหน่อย มีความหวานปะแล่ม สีจะเข้มน้อยกว่าแต่ยังคงความหอมเทียบเท่าโชยุทั่วไป ข้อดีของโชยุสีอ่อนนี้คือ จะช่วยทำให้สีสันของน้ำสลัดฟักทองของเราคงสีเหลืองนวลน่ากินไว้ได้ แต่ถ้าไม่เจอไม่ต้องกังวล เพราะแตกต่างกันแค่สีสันเท่านั้นเอง

น้ำมันสลัดเล็กน้อยในสูตรนี้ ช่วยให้น้ำสลัดฟักทองเคล้ากับผักสลัดแล้ว ไม่ทำให้ผักช้ำมากนัก ถ้าคุณอยากลดแคลอรีแบบกระชับเวลามากขึ้นไปอีกจะตัดน้ำมันพืชในสูตรทิ้งไปเลยก็ได้

สำหรับพริกไทยที่เหยาะลง ผู้เขียนเลือกเป็นพริกไทยขาวป่นละเอียดที่เติมลงในน้ำสลัด เพราะจะไม่ฟ้องเกล็ดพริกไทยดำบดให้เป็นสิ่งต้องสงสัย เมื่อลอยอยู่ในน้ำสลัดสีเหลืองแบบนี้ ถ้าสนใจพริกไทยดำแนะนำให้บดใหม่ๆ ลงไปลงบนสลัดก่อนรับประทานเลยจะเข้าท่ากว่าเยอะ

น้ำสลัดฟักทองสูตรนี้ ต้องเก็บในตู้เย็นตลอดเวลา เพื่อให้เก็บไว้ได้นาน ใส่ขวดหรือภาชนะปิดสนิทอยู่ได้ 7-10 วัน

Kabocha Dressing

ส่วนผสม

– ฟักทองต้มสุก 185 กรัม

– หอมหัวใหญ่ 30 กรัม (ประมาณ 1/4 ลูก)

– ซีอิ๊วญี่ปุ่น 55 กรัม

– น้ำส้มสายชูจากข้าว 50 กรัม

– น้ำตาลทราย 40 กรัม (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)

– น้ำมันสลัด 50 กรัมหรือน้ำมันดอกทานตะวัน

– พริกไทยขาว 1/2 ช้อนชา

ผักที่แนะนำ

ผักกาดคอส หรือ Romaine Lettuce ผักกาดแก้ว

มะเขือเทศ ฟักทองต้มหั่นเต๋า

วิธีทำ

ผสมฟักทองต้มสุก หอมหัวใหญ่ และส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันในโถปั่น ปั่นให้เนียนเข้ากัน ใส่ขวดแช่เย็นไว้จนกว่าจะใช้

เวลาเสิร์ฟแนะนำให้เขย่าขวด

 

ดับกระหายที่…212 caffè co

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/431925

ดับกระหายที่...212 caffè co

โดย…จะเรียม สำรวจ

เป็นอีกหนึ่งร้านที่อยากจะแนะนำให้เข้ามาลองนั่งแบบชิลๆ นั่นคือร้าน 212 caffè co ในมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะนอกจากบรรยากาศภายในร้านจะน่านั่งชิลแล้ว ในเรื่องของขนมและเครื่องดื่มก็ยังน่าลิ้มลองอีกต่างหาก

ร้าน 212 caffè co ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของตึกคณะรัฐศาสตร์ (อาคารใหม่) มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก ใครที่แวะเวียนเข้าไปทำธุระหรือไปเรียนหนังสือก็อย่าลืมแวะเข้าไปจิบเครื่องดื่ม หรือชิมขนมอร่อยๆ ซึ่งคุณปลา เจ้าของร้าน 212 caffè co บอกว่าขนมภายในร้านที่ทำสดใหม่ไม่ใส่สารกันบูดลูกค้ามั่นใจได้ในความสด สะอาด และปลอดภัย

 

สำหรับเมนูเครื่องดื่มที่อยากแนะนำ เพราะใครมาต้องสั่ง ถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน 212 caffè co มีอยู่ด้วยกัน 4 เมนูด้วยกัน คือ 212 signature (กาแฟมีฟอง) เป็นกาแฟเย็นสูตรเข้มข้นแต่นุ่ม เป็นเมนูประจำร้านที่ลูกค้านิยมสั่ง ใครชอบหวานมากหวานน้อย หรือจะลองชิมแบบออริจินัลก่อนก็เลือกสั่งได้ตามใจชอบ เมนูที่ 2 ที่คุณปลาแนะนำมา คือ Green tea with milk ชาเขียวนม จุดเด่นของเมนูนี้ คือ การใช้ใบชาเขียวในการทำ ไม่ใช่ผงชาเขียวเหมือนกับร้านอื่น และเพื่อความเข้มข้นของเมนู Green tea with milk ให้มีความหอมอร่อย คุณปลาได้มีการเพิ่มใบชาเขียวเป็น 2 ช้อน จากปกติทุกร้านจะใส่เพียง 1 ช้อน

ส่วนเมนูที่ 3 คือ ช็อกโกแลต จุดเด่นของเมนูนี้ คือ การใช้ผงช็อกโกแลต 2 ตัวคือ หอมกับเข้ม มาผสมผสานกัน เพื่อให้เมนูนี้มีทั้งความเข้มและหอมในตัว และ 4.Italian soda จุดเด่นของเมนูนี้ คือ การใช้ไซรัปผสมเนื้อผลไม้แท้นำเข้าจากฝรั่งเศสมาผสมในเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถสั่งมิกซ์ นม หรือกาแฟ ใส่ไซรัป หรือเพิ่มกล้วยไปปั่นได้ และพิเศษไปกว่านั้นยังมีท็อปปิ้งป๊อปผลไม้กัดแล้วแตกในปาก รวมไปถึงเจลลี่กาแฟให้ลูกค้าได้เคี้ยวเล่นสนุกๆ เมื่อสั่งเมนู Italian soda มารับประทาน

 

นอกจาก 4 เมนูที่แนะนำให้ลูกค้าได้เลือกชิมกันแล้ว ภายในร้าน 212 caffè co ยังมีเมนูเครื่องดื่มอีกหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นเมนูกาแฟอย่าง เอสเปรสโซ่ อเมริกาโน่ มอคค่า แฟลทไวท์ มัคคิอาโต เอสเปรสโซ่ ลาเต้ หรือ คอฟฟี่ ที ไว้คอยบริการลูกค้าตามแต่ใจชอบ

แต่หากใครไม่ชอบดื่มกาแฟ ชอบดื่มชามากกว่าก็มีเมนู ชาดำชามะนาว และชานม ให้ได้แก้กระหายกัน หรือถ้าใครไม่ชอบดื่มทั้งชาและกาแฟร้าน 212 caffè co ก็มีเมนูนมและน้ำผลไม้อย่าง นมสด และน้ำลิ้นจี่ ให้ได้สดชื่นกัน โดยในส่วนของเมนูกาแฟราคาจะเริ่มต้นที่ 35 บาท และเมนูชาเริ่มต้นที่ 30 บาท

 

หลังจากชิมเมนูเครื่องดื่มจนหายคอแห้งแล้ว คุณปลาก็มีเมนูขนมหวานอย่างขนมเค้กมาให้ได้ลองชิมถึง 4 เมนู ประกอบด้วย เค้กมะพร้าวอ่อน เค้กส้ม เค้กช็อกโกแลต และเค้กชาไทย ทุกเมนูที่กล่าวมาราคาชิ้นละ 60 บาท ซึ่งทุกชิ้นคุณปลาบอกว่าทำสดใหม่ทุกวันนอกจากนี้ยังไม่ใส่สารกันบูด ให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพอาหารได้

ร้าน 212 caffè co เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-อาทิตย์ โดยในส่วนของวันจันทร์-ศุกร์ จะเปิดให้บริการเวลา 08.00-19.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ จะเปิดให้บริการในเวลา 08.00-17.00 น.

 

มะม่วงเบาปั่น ดื่มคลายร้อน…อร่อยชุ่มคอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/431828

มะม่วงเบาปั่น ดื่มคลายร้อน...อร่อยชุ่มคอ

โดย…เมธี เมืองแก้ว

มะม่วงเบา เป็นผลไม้ประจำท้องถิ่นภาคใต้ ที่ขึ้นอยู่ทั่วไปตามบ้านเรือนของประชาชน สาเหตุที่ได้ชื่อว่า มะม่วงเบา ก็เพราะเป็นพันธุ์มะม่วงที่ออกผลได้เกือบตลอดทั้งปี เพียงแต่จะดกมากๆ ในช่วงหน้าแล้ง ผลของมะม่วงเบาจะมีขนาดเล็กประมาณเท่ากับไข่ไก่ รับประทานได้ทั้งผลดิบและผลสุก โดยผลดิบจะมีรสเปรี้ยว เคี้ยวกรอบ และไม่มีกลิ่นฉุน จึงเหมาะที่จะใช้รับประทานสดๆ เช่น ยำมะม่วงเบา มะม่วงเบาแช่อิ่ม มะม่วงเบาดอง หรือแกงส้มมะม่วงเบา ส่วนผลสุกจะใช้รับประทานสด เพราะมีรสหวานอร่อย

 

โรงแรมเรือรัษฎา จ.ตรัง ได้ดัดแปลงผลดิบของมะม่วงเบา ให้เป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติกลมกล่อม อร่อยชุ่มคอ จนได้สูตรที่ลงตัวชื่อว่า “มะม่วงเบาปั่น” หรือ “Mango เบาเบา” นับเป็นแห่งแรกของ จ.ตรัง โดยจะต้องเลือกผลดิบที่มีขนาดโตพอกำมือ หรือไม่เล็กเกินไป มีสีเขียวอ่อน หรืออย่าเข้มมาก และมีผลไม่อ่อน หรือแก่เกินไป เพราะหากผลอ่อน ก็จะไม่มีรสเปรี้ยวตามที่ต้องการ แต่หากผลแก่ไป ก็จะมีรสหวานไม่เหมาะต่อการนำมาปั่น

 

จิรายุสถ์ พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ โรงแรมเรือรัษฎา บอกว่า มะม่วงเบาปั่นจะใช้มะม่วงเบาแก้วละ 2-3 ลูก จากนั้นจะปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ เอาเฉพาะส่วนเนื้อ โดยห้ามติดเปลือกหุ้มเมล็ด หรือเมล็ด เพราะจะทำให้น้ำที่ปั่นออกมามีรสฝาด หลังจากนั้น นำน้ำเชื่อมพร้อมกับโซดามาผสมลงไปประมาณ 2 จิกเกอร์ รวมทั้งน้ำแข็งบดอีกประมาณ 400 กรัม ก่อนนำไปปั่นเป็นระยะเวลา 30-50 วินาที ก็จะได้ “มะม่วงเบาปั่น” ที่มีรสชาติเปรี้ยวหวานมันปนกันแบบพอดิบพอดี และมีเนื้อละเอียดแบบสมูทตี้ ยิ่งเมื่อได้ดื่มยามอากาศร้อนๆ เช่นนี้แล้ว จะรู้สึกชื่นใจมากเป็นพิเศษ

 

หน้าแล้งของทุกๆ ปี เมนูชนิดนี้จะได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างมาก เพราะมีสูตรเด็ดที่ทำให้รสชาติออกมาอร่อยเป็นการเฉพาะ และหารับประทานได้ยากในช่วงอื่นๆ ผู้สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่โรงแรมเรือรัษฎา โทร. 075-214-230 หรือ facebook/ruarasadhotel.com

 

มากกว่าแค่ชูร์โรส ดอลลี ชูร์โร คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/431826

มากกว่าแค่ชูร์โรส ดอลลี ชูร์โร คาเฟ่

โดย…คาเอรุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เฮ้ย… อร่อยอ่ะ — คำอุทานแรกที่ออกจากปาก หลังจากได้ลองชิมชูร์โรสของร้านดอลลี ชูร์โร คาเฟ่ (Dolly Churro Cafe) ณ เดอะ เทสต์ (The Taste) ปากซอยทองหล่อ 11 (ร้านอยู่ตรงกลาง
ระหว่างไอร์เอินเชฟส์เทเบิล และโรสแมรี บาย มาดามตวง)

พอได้ยินข่าวว่ามีร้านที่เน้นขายชูร์โรสเปิดใหม่ ก็รีบรุดไปชิมทันใด ด้วยว่าขนมสัญชาติสเปนชนิดนี้ ไม่ได้หารับประทานได้ง่ายๆ ในบ้านเรา ยิ่งได้ชิมแล้วรสชาติอร่อยนั้นยิ่งยากเข้าไปอีก คนที่จะเปิดได้ต้องคลั่งไคล้ขนมสเปนจริงๆ และมีสูตรเฉพาะที่ทำให้ชูร์โรสออกมารสชาติถูกระเบียบตามต้นฉบับ

 

บรรยากาศร้านแสนจะกว้างขวาง ขนาดราวๆ 1 ห้องแถว และเปิดให้บริการถึง 2 ชั้น พร้อมที่นั่งแบบหลากหลาย ทั้งโต๊ะเก้าอี้แบบง่าย มุมโซฟา โต๊ะกลางขนาดใหญ่บริเวณชั้น 2 แล้วยังมีเคาน์เตอร์บาร์ติดกระจกริมถนน ไว้นั่งห้อยขาชมทิวทัศน์ ผู้คนที่ผ่านไปมาอีกด้วย

ร้านอยู่ในโทนอบอุ่น สีครีมและน้ำตาล กับเฟอร์นิเจอร์ไม้ และเครื่องตกแต่งสไตล์เป็นธรรมชาติบ้านสวน หลังจากเดินขึ้นเดินลงชมร้านจนเป็นที่พอใจ และเลือกนั่งบริเวณเคาน์เตอร์บาร์สุดชิลแล้ว เมนูต่างๆ ก็ทยอยมา…

 

ระหว่างรอการทอดชูร์โรสเสิร์ฟแบบสดๆ ขอดับร้อนด้วยเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างอิตาเลียนโซดาก่อน มีให้เลือกทั้งสตรอเบอร์รี่โซดา กีวี่โซดา เรดพลัม (บ๊วย) รวมทั้งเลมอนเนดโรซี (น้ำมะนาวกุหลาบ) แต่วันนี้ขอเลือกบลูเบอร์รี่โซดา เพราะสีฟ้าเข้ากับวันศุกร์ (เกี่ยวเนอะ)

ดื่มน้ำหวานๆ ซ่าๆ เย็นๆ ชื่นใจ เมนูชูร์โรสก็ทยอยมาเสิร์ฟ เริ่มกันที่ Dolly Churro C & C ชูร์โรสของดอลลี ชูร์โร เสิร์ฟมาพร้อมกับเครื่องจิ้ม (Dip) 2 ชนิด คือช็อกโกแลตกับครีมชีส สำหรับคนที่ชอบรสชาติแบบดั้งเดิม จุ่มครีมช็อกโกแลตเข้มข้น ได้รสชาติกรอบนอกนุ่มในของชูร์โร พร้อมรสชาติและกลิ่นหอมหวานของช็อกโกแลตผสมเฮเซลนัท ที่เข้ากับกลิ่นหอมซินนามอนจางๆ ของขนม ขณะที่คนชอบหวานน้อยหน่อย จิ้มครีมชีสสดๆ รสมันเจือเปรี้ยวปลายๆ ก็อิ่มใจไปอีกแบบ

 

สำหรับวันร้อนๆ แบบนี้ แนะนำเมนู Dolly Churro Strawberry Sundae ไอศกรีมซันเดที่ตกแต่งด้วยชูร์โรสของดอลลี ชูร์โร คลาสสิก รูปทรงโค้งๆ รวมทั้งสตรอเบอร์รี่สด และสตรอเบอร์รี่ซอส ส่วนคนชอบช็อกโกแลตอาจจะเลือกชิม Dolly Churro Choco Sundae ที่เปลี่ยนเครื่องแต่งหน้าจากสตรอเบอร์รี่เป็นช็อกโกแลตแทนก็ได้

แฟนพันธุ์แท้ชูร์โรสต้องเมนูนี้เลย Dolly Churro Storey ที่นำเอาชูร์โรสของดอลลี ชูร์โร ทำเป็นทรงกลมๆ วางเรียงเป็นชั้นๆ แทรกระหว่างชั้น 3 ชั้นด้วยครีมสด ตกแต่งด้วยสตรอเบอร์รี่สดและซอสสตรอเบอร์รี่ ครีมสดๆ และซอสที่ซึมเข้าไปในเนื้อชูร์โรสเพิ่มความชุ่มฉ่ำ แต่ไม่ทำให้ความกรอบหายไป อร่อยแบบฟินๆ ไปอีกแบบ

 

เมนูชูร์โรสของร้านยังมีอีกมากมาย อย่างเช่น Dolly Churro Cup Cake, Dolly Churro BanBerry, Dolly Churro Cheese Tart, Dolly Churro Trpical ฯลฯ ชูร์โรสของดอลลี ชูร์โร กรอบนอกนุ่มใน หวาน
ปะแล่มๆ หอมกลิ่นซินนามอนอย่างที่ควรจะเป็น เชฟขนมการันตีความกรอบ 2-3 ชั่วโมง ไม่นุ่มเหนียวแน่นอน

 

นอกจากเมนูชูร์โรสแล้ว ทางร้านดอลลี ชูร์โร คาเฟ่ ยังมีเค้กแบบโฮมเมดหลากหลายรส ไม่ว่าจะเป็นสตรอเบอร์รี่เค้ก แมงโก้ หรือช็อกโกแลตบานานา ฯลฯ รวมทั้งเมนูน้ำแข็งไสยอดฮิตในช่วงนี้ อย่างเมนูบิงซูล (Bing Sul) มากมายหลายหน้าให้เลือกด้วย เช่นเดียวกับชา กาแฟ ทั้งร้อนและเย็น รวมทั้งเมนูปั่นที่จัดเต็ม ทั้งเมนูแนวกาแฟสด ไปจนถึงชาไทย/ชาเขียวปั่นกันเลย

ดอลลี ชูร์โร คาเฟ่ ตั้งอยู่ที่ชั้นจี โครงการเดอะ เทสต์  ปากซอยทองหล่อ 11 (มีที่จอดรถใต้อาคาร) เปิดบริการเวลา 11.00-20.00 น. โทร. 02-712-8413 หรือ Facebook.com/dollychurrocafe

 

ว่าด้วย อาหารอินเดียเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/431821

ว่าด้วย อาหารอินเดียเหนือ

โดย…จตุรภัทร หาญจริง ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เมื่อพูดถึงอาหารอินเดีย เรามักนึกถึงอาหารที่มีเครื่องเทศเยอะๆ กลิ่นฉุนรุนแรง (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) แต่ใครเล่าจะรู้ว่า ด้วยความที่อาหารอินเดียนั้นมีเครื่องเทศเยอะ ความเยอะของเครื่องเทศกลับมีประโยชน์ต่อร่างกายในแง่ที่เป็นยา ไม่ว่าจะเป็น กานพลู (รักษาอาการปวดฟัน) ขิง (ช่วยย่อยอาหาร) ขมิ้น (บำรุงตับ) พริก (ขับเสมหะและช่วยทำให้ทางเดินหายใจโล่ง) พริกไทยดำ (ลดอาการท้องอืดและแก้ท้องผูก) ลูกผักชี (รักษาโรคท้องร่วงและกระเพาะปัสสาวะอักเสบ) เมล็ดมัสตาร์ด (บรรเทาอาการปวดศีรษะ) หญ้าฝรั่น (แก้ปวดประจำเดือน) ฯลฯ

เชฟ Karnati Sridhar เชฟชาวอินเดียแห่งมันตรา เรสเตอรองค์ & บาร์ ถนนเลียบชายหาด เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้บอกเล่าให้ผมฟังว่า ด้วยความที่ประเทศอินเดียมีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ อาหารอินเดียจึงมีความแตกต่างกันในแง่ของการใช้วัตถุดิบหลัก

“โดยส่วนตัวผมเป็นคนอินเดียเหนือ ซึ่งพื้นที่ทางอินเดียเหนือนั้นมีความหนาวเย็น คนอินเดียเหนือจึงนิยมเลี้ยงแกะ ทำให้เนื้อแกะเป็นเนื้อสัตว์ที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารประเภทสตูหรือแกงมากที่สุด ซึ่งหากเรานำเนื้อแกะมาทำเป็นสตู ต้องเป็นเนื้อแกะติดกระดูก เพราะจะช่วยทำให้มีรสชาติดีกว่าใส่เนื้อแกะส่วนอื่นๆ ลงไป ทว่าเราก็สามารถนำเนื้อแกะจากทุกส่วนของร่างกายมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายชนิด”

 

เชฟชาวอินเดียท่านนี้ยังได้เผยอีกว่า อาหารที่ชาวอินเดียเหนือนิยมรับประทานมากที่สุด คือโรตีหรือจาปาตี โดยโรตีทำมาจากแป้งขาว ทอดด้วยน้ำมันหรือเนย ส่วนจาปาตีทำมาจากแป้งสีน้ำตาล จี่บนกระทะแบนๆ โดยไม่ใช้น้ำมัน ซึ่งทั้งโรตีและจาปาตีไม่มียีสต์เป็นส่วนผสม จึงมีลักษณะเป็นแป้งแบนๆ และหน้าตาก็ใกล้เคียงกัน โดยชาวอินเดียเหนือมักนำโรตีมารับประทานแทนข้าว และรับประทานคู่กับสตูเนื้อแกะ หรือแกงเผ็ด อีกทั้งในทุกเมนูต้องมีหอมใหญ่เป็นวัตถุดิบหลัก

“สำหรับอาหารอินเดียใต้ ด้วยความที่ติดทะเลจึงมีมะพร้าวเยอะ เลยนิยมนำมะพร้าวขูดมาทำอาหาร อีกทั้งยังนิยมนำกุ้ง หอย ปู ปลา มาเป็นวัตถุดิบหลักอีกด้วย นอกจากนี้ชาวอินเดียใต้ยังนิยมรับประทานข้าวบาสมาติ ซึ่งเป็นข้าวที่มีลักษณะเม็ดเรียวยาวอีกด้วย”

ในส่วนของอาหารอินเดียตะวันออก เชฟเผยว่า เวลาปรุงอาหารนิยมใช้น้ำมันมัสตาร์ด “ส่วนเครื่องเทศที่นิยมคือพริกขี้หนู แป้งที่ใช้ก็นิยมทำมาจากถั่ว และที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือโยเกิร์ต ซึ่งทำกันเอง ด้วยพื้นที่ของอินเดียตะวันออกที่มีความหนาวเย็น จึงนิยมเลี้ยงควาย โดยชาวอินเดียตะวันออกนิยมนำนมควายสายพันธุ์มูร์ราห์ ซึ่งมีรูปร่างใหญ่ ผิวดำ เขาสั้นๆ ที่ม้วนงอเข้าหากัน มาทำเป็นโยเกิร์ต โดยควายมูร์ราห์ 1 ตัว สามารถรีดนมได้มากถึง 20 กิโลกรัม/วัน โดยจุดเด่นของน้ำนมควายคือมีสารอาหารสูงกว่านมวัว ทั้งโปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินเอ ไม่มีกลิ่นคาว มีค่าคอเลสเตอรอลต่ำ แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ”

 

สำหรับอาหารอินเดียตะวันตก เชฟได้บอกเล่าว่า นิยมรับประทานขนมปังที่ผ่ากลาง แล้วนำแกงมันฝรั่ง หรือแกงผัก ใส่ในขนมปัง คล้ายๆ แฮมเบอร์เกอร์ หรือจะทำเป็นโรล ตัดเป็นคำๆ แล้วหยิบรับประทานก็ได้

“โดยภาพรวมอาหารอินเดียค่อนข้างเน้นเครื่องเทศ ซึ่งมีอยู่มากมายหลายร้อยชนิด ขึ้นอยู่กับแต่ละเมนูว่าจะใช้เครื่องเทศใด จำนวนเท่าไหร่ โดยเครื่องเทศที่เด่นที่สุด คือ พริกขี้หนู ซึ่งทำให้อาหารมีสีสันและมีรสชาติอาหารที่ดี สำหรับคนอินเดียรุ่นเก่ามักจะใช้เครื่องเทศเยอะ แต่ปัจจุบันหนุ่มสาวชาวอินเดียนิยมใช้เครื่องเทศในการทำอาหารแบบพอประมาณ และไม่ทำอาหารรสชาติเผ็ดมากจนเกินไป”

เชฟยังได้บอกเล่าอีกว่า บางภูมิภาคชาวอินเดียมักรับประทานอาหารคู่กับน้ำจิ้ม ซึ่งน้ำจิ้มก็มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำจิ้มมะขาม น้ำจิ้มผักชี น้ำจิ้มสะระแหน่ บางที่ก็นำมะม่วง พริก หรือกระเทียม มาทำเป็นน้ำจิ้ม สำหรับชาวอินเดียเหนือนิยมรับประทานน้ำจิ้มมะขาม น้ำจิ้มสะระแหน่ และน้ำจิ้มพริกที่ไม่เผ็ดมากจนเกินไป ซึ่งความเผ็ดก็แล้วแต่ชนิดของพริกที่เลือกนำมาทำเป็นน้ำจิ้มนั่นเอง

ในส่วนของเมนูอาหารที่เชฟชาวอินเดียท่านนี้ได้รังสรรค์ขึ้นมา เป็นเมนูอาหารที่ถือว่าวิธีทำและรสชาติที่ออกมานั้น อินเดียของแท้และดั้งเดิมอีกด้วย

 

เริ่มกันที่สตูเนื้อแกะ ที่ตุ๋นเนื้อแกะนานกว่า 4 ชั่วโมง เพื่อให้เนื้อเปื่อยแต่ไม่เละ คลุกเคล้ากับเครื่องเทศหลากหลายชนิด โดยเมนูนี้รับประทานคู่กับนานซึ่งเป็นแป้งขาวที่ทำให้สุกโดยการนาบในเตาดินหรือโอ่ง หรืออาจเอาตัวแป้งนานลนไฟโดยใช้กระทะ ทำให้มีกลิ่นหอมจากถ่านติดมา เพื่อเพิ่มรสชาติความอร่อย เชฟได้โรยหน้าด้วยกระเทียมอีกด้วย ซึ่งหากใครชอบรับประทานหอมใหญ่ หรือพริกขี้หนู ก็สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบเป็นสองอย่างนี้ได้

“เมนูต่อมา เนื้อแกะส่วนซี่โครง มีไขมันนิดหน่อยแต่ไม่เหนียว นำมาหมักกับเครื่องเทศ จากนั้นย่างกับเตาด้วยไฟปานกลาง ทำให้กรอบนอกนุ่มใน รับประทานกับข้าวผัดของอินเดีย ที่แน่นอนว่า ในข้าวผัดนั้นต้องมีเครื่องเทศผสมอยู่ด้วย ปิดท้ายด้วยแกงชีสใส่ถั่วลันเตา โดยใช้ซอสที่ทำจากโยเกิร์ต คลุกเคล้ากับเครื่องแกงและเครื่องเทศนั่นเองครับ”

หากใครสนใจอยากรับประทานอาหารอินเดียแบบของแท้และดั้งเดิม (โดยเฉพาะอาหารอินเดียเหนือ) สามารถแวะไปรับประทานได้ที่ มันตรา เรสเตอรองค์ & บาร์ ถนนเลียบชายหาด เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00-01.00 น. โทร. 038-429-591

 

ไฮด์ แอนด์ ซีค 1 ใน 50 ยอดบาร์ในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/431819

ไฮด์ แอนด์ ซีค 1 ใน 50 ยอดบาร์ในเอเชีย

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

คว้ารางวัล 1 ใน 50 บาร์ที่ดีที่สุดในเอเชีย (Asia’s 50 Best Bars Awards 2016) มาประดับที่ร้านเพิ่มอีกหนึ่งใบ ไฮด์ แอนด์ ซีค (Hyde & Seek) จึงฉลองด้วยการครีเอทค็อกเทลใหม่ 3 รสชาติ สะท้อนความเป็นกรุงเทพฯ ที่ชาวต่างชาติมาแล้วสัมผัสได้ถึงความสนุกสนานในยามรัตติกาล

เริ่มด้วยการตั้งชื่อให้พ้องเสียงเล่นคำ The Sour Cow Boy ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากซอยคาวบอย แหล่งท่องเที่ยวยามราตรีที่คับคั่งไปด้วยชาวต่างชาติ หอมกลิ่นใบมะกรูด และยังตกแต่งด้วยมะกรูดสไลซ์อบแห้ง หอมหวานรสลิ้นจี่ Bang Coax ที่สื่อความหมายของคำว่า แบงค็อก มีส่วนผสมของกล้วยและใบมะกรูด และ Lure ที่ขับเน้นเสน่ห์อันน่าหลงใหลในดินแดนนี้ ดึงดูดด้วยความหวานของน้ำผึ้ง อมเปรี้ยวจากเลมอน และกลิ่นหอมแบบไทยๆ จาก ตะไคร้ มะกรูด

ไฮด์ แอนด์ ซีค ยังเด่นเรื่องอาหาร การดีไซน์จานอาหารหรือแม้กระทั่งการเติมลูกเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ หากแต่วัตถุดิบการทำและรสชาตินั้นเน้นแบบออริจินัล ไม่ใช่ฟิวชั่น

อย่าง Soft & Pepper Japanese Shrimp เมนูญี่ปุ่นที่คั่วกุ้งทั้งตัวจนกรอบและแห้ง ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยและกระเทียม จาก จ.ศรีสะเกษ เสิร์ฟพร้อมเลมอนและซอสสไปซี่เมโย หรือเมนู Duck Leg Confit ตุ๋นเป็ดในน้ำมัน 4 ชั่วโมง แล้วนำมาทอดกรอบ เหมาะรับประทานคู่กับไวน์แดง

 

เบอร์เกอร์เป็นอีกเมนูที่มาแล้วต้องลอง The Yankee Wagyu Burger เบอร์เกอร์เนื้อวางุจากออสเตรเลีย ยังมีรายการอาหารและเครื่องดื่มอีกหลายเมนูที่รอให้คุณมาค้นหา

ร้าน ไฮด์ แอนด์ ซีค ตั้งอยู่ที่อาคารแอทธินี เรสซิเดนซ์ ถนนวิทยุ การเดินทางเริ่มจากถนนสุขุมวิท เข้าซอยร่วมฤดี เดินตรงมาประมาณ 150 เมตร ร้านอยู่หลังกำแพงยาวสีดำทางขวามือ เปิดบริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 17.00-01.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-01.00 น. โทร. 02-168-5152