เที่ยวให้อร่อย แกสโตรโนมิก ทัวริสม์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2559 เวลา 16:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/428055

เที่ยวให้อร่อย แกสโตรโนมิก ทัวริสม์

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

เมื่อ อพท. หรือองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) เอ่ยปากชวนไปชมพื้นที่พิเศษที่จะโปรโมทการท่องเที่ยวเชิงศิลปะอาหาร (Gastronomic Tourism) ที่ จ.เชียงใหม่ โอ้ว… ได้แต่นึกในใจว่า ไม่มีที่ใดจะเหมาะไปกว่าเมืองไทยอีกแล้ว

แกสโตรโนมิก ทัวริสม์ เป็นเทรนด์ในแวดวงท่องเที่ยว (และอาหาร) มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 หลักๆ นั้นเนื่องมาจากอุตสาหกรรมอาหารจำนวนมาก โดยเฉพาะบรรดาฟาสต์ฟู้ดได้ทำลายศิลปะดั้งเดิมของการปรุงอาหารไปหมด กลุ่มฟื้นฟูศิลปะการปรุงอาหารจึงเกิดขึ้นมา พร้อมจูงมือไปกับการท่องเที่ยว ในการนำเสนอมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมอันดีงาม ทั้งด้านอาหารและการท่องเที่ยวควบคู่ไปด้วยกัน

นอกจากการนำเสนออาหารและวัตถุดิบท้องถิ่น รวมไปถึงวิถีของชุมชนแล้ว ยังผนวกเอาแนวคิดด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อย่าเช่นว่า อาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบพื้นถิ่นซึ่งปราศจากสารเคมี และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งเชื้อเพลิงจากพาหนะในการขนส่งไปไกลๆ

 

ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวเชิงศิลปะอาหารเชื่อว่าการเที่ยวท่องลองชิมอาหารท้องถิ่น นับเป็นประสบการณ์ระดับสูงที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น นักท่องเที่ยววิถีนี้จะต้องการลิ้มรสอาหารที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมการปรุงและการรับประทานที่มีรากเหง้าของแต่ละแห่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้โดยตรงไปสู่ชุมชนแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมทั้งหลายเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

จะว่าไปแล้ว แกสโตรโนมิก ทัวริสม์ ก็พัฒนาไปพร้อมกับเทรนด์ของโลกอย่างอื่น เช่นว่า การหันมาตระหนักเรื่องสุขภาพ ทำให้การเกษตรอินทรีย์หวนคืนมาสู่ท้องตลาด นอกจากนี้ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่ที่นิยมการออกไปหาประสบการณ์การรับประทานนอกบ้าน และอาหารแบบ From Farm to Table ก็กลายเป็นความหรูหราใหม่ของกลุ่มคนกิ๊บเก๋

ขณะที่เทรนด์ไม่เอาฟาสต์ฟู้ดเองก็มาแรงในปลายศตวรรษที่ 20 ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากเทรนด์ด้านสุขภาพที่ผู้คนโหยหาอาหารท้องถิ่นที่สดใหม่ คุณภาพดี ซึ่งบทบาทของเชฟชื่อดังและสื่อก็มีส่วนกระตุ้นให้คนอยากหันมาท่องเที่ยวแนวนี้ อย่างที่ในอังกฤษปี 1998 ได้เกิด “ปรากฏการณ์ดาเลีย” หลังจากเชฟดังอย่างดาเลีย สมิธ ทำรายการ How to Cook ทำให้ไข่ออร์แกนิกขายได้วันละ 1.3 ล้านใบทั่วอังกฤษ ไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจาก Hells Kitchen ของกอร์ดอน แรมซีย์ หรือแคมเปญอาหารโรงเรียนคุณภาพของ เจมี โอลิเวอร์ ทำให้เด็กนักเรียนรุ่นดังกล่าวโตขึ้นมาพร้อมวิธีคิดด้านอาหารที่แตกต่างไป

“อาหาร” นับว่าเป็นตัวเอกของแกสโตรโนมิก ทัวริสม์ ซึ่งกุญแจสำคัญคือ “การคิดระดับโลก แต่คงเสน่ห์แห่งท้องถิ่น” ดั้งเดิมเอาไว้

พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า อาหารท้องถิ่นเป็นมากกว่าแค่อาหาร ทว่า อพท.พยายามคิดให้เกิดการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจจากชุมชนสู่อุตสาหกรรมต่างๆ ที่อยู่นอกชุมชนให้ได้

“รายได้ที่เกิดจากการท่องเที่ยว มีจำนวนหนึ่งที่รั่วไหลออกไปจากชุมชนได้มากมาย ไม่ว่าจะค่านายหน้าในการจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรมต่างๆ ค่าโดยสารก่อนมาถึงชุมชน การซื้อของนอกพื้นที่ชุมชน รวมทั้งการจ้างงานคนนอกพื้นที่ หรือมีผู้ประกอบการจากที่อื่นมาทำประโยชน์ในชุมชน อพท.คิดว่าจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวได้เกิดประโยชน์กับชุมชนนั้นๆ อย่างแท้จริง”

งานนี้ อพท.พาไปเริ่มทัวร์แบบแกสโตรโนมี ที่ชุมชนบ้านไร่กองขิง ชุมชนแห่งสุขภาพ 1 ใน 13 ชุมชนต้นแบบในพื้นที่พิเศษ ระดับรางวัลกินรีทองคำ และรางวัล PATA inspired ปี 2015 และยังเป็นพื้นที่ในการทำการศึกษาวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (สกว.) ในการนำเสนอแนวคิดการพัฒนาเชื่อมโยงของห่วงโซ่อาหาร ทำให้เป็นสินค้าและการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์ที่แตกต่าง และเห็นคุณค่าความเป็นชุมชนจากการลิ้มรสอาหาร พูดคุยเรียนรู้ถึงที่มาของวัตถุดิบตามวิถีธรรมชาติ

บ้านไร่กองขิง อยู่ที่ ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ มีพ่อหลวงสมศักดิ์ อินทะชัย เป็นผู้นำชุมชน ต้อนรับพวกเราด้วยอาหารว่างท้องถิ่น อย่างยำมะม่วงทรงเครื่อง ผัดขนมจีน ข้าวต้มหัวหงอก แล้วก็ไข่ป่าม ทุกอย่างอร่อยและกิ๊บเก๋กับบรรจุภัณฑ์กระทงใบตอง

พ่อหลวงสมศักดิ์ บอกว่า พวกเขาเป็นกลุ่มเกษตรยามว่างอาหารปลอดภัย เกิดขึ้นมาตอนแรกก็เพื่อแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพของคนในชุมชนเอง โดยได้อาศัยความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริส่งเสริมให้ชุมชนทำเกษตรปลอดสารพิษ เพื่อใช้รับประทานเองและแบ่งปันกันในชุมชน เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดี ต่อมาก็เกิดเป็นการสร้างงาน นอกจากนำพืชผักสมุนไพรมาทำอาหารแล้ว ยังแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สปา และมีบริการการนวด อบ ประคบสมุนไพรแบบท้องถิ่นให้บริการด้วย

“เนื่องจากบริเวณใกล้ๆ ชุมชนมีจุดท่องเที่ยวมากมาย เช่น อุทยานราชพฤกษ์ ไนท์ซาฟารี ชุมชนจึงคิดว่าพวกเราควรจะเข้าไปมีส่วนกับการท่องเที่ยวด้วย หลังปัญหาเศรษฐกิจปี 2540 พวกเราก็รวมตัวกันเป็นชุมชนเข้มแข็ง แบ่งการจัดการเป็นกลุ่มเกษตรปลอดภัย กลุ่มสมุนไพร โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านดูแล

ตั้งแต่ปี 2554 เราก็เริ่มมีโฮมสเตย์ พอปี 2556-2557 ก็เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้เต็มรูปแบบด้านการท่องเที่ยวชุมชน ถ้ามาที่นี่เรามีที่พัก มีจักรยาน มีอาหารพื้นเมือง เครื่องดื่มสมุนไพร มีการแสดงล้านนา การย่ำขาง (การนวดด้วยเท้าใช้สมุนไพรและเหล็กขาง) สปาชุมชน ได้ลองปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ” (สนใจไปเที่ยว เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ “ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนบ้านไร่กองขิง”)

 

รับประทานอาหารกลางวันแบบขันโตกพื้นเมือง “แต๊ๆ” เสร็จ พวกเราก็เดินทางเข้ามหาวิทยาลัยแม่โจ้ ไปเรียนรู้เรื่องการต่อยอดทางการเกษตร โดยงานนี้มีอาจารย์อนุวัต เชื้อเย็น คณบดีคณะพัฒนาการท่องเที่ยว มาเป็นผู้พาทัวร์ชมนวัตกรรมต่างๆ ทางการเกษตร อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงศิลปะอาหาร

ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน โดย ผศ.ดร.วราภรณ์ แสงทอง นักปรับปรุงพันธุ์ดีเด่น ปี 2558 จากสาขาวิชาพันธุ์ศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ พาชมตั้งแต่ห้องปฏิบัติการหน่วยความเป็นเลิศด้านการวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์ข้าวระดับโมเลกุล ไปจนถึงพาชิมผลงานข้าวเหนียวหอมต้นเตี้ย ไม่ไวต่อช่วงแสง “กข-แม่โจ้” ที่อาศัยเวลาปรับปรุงกว่า 11 ปี ไปจนถึงแปลงสาธิตปลูกข้าวเปรียบเทียบระหว่างออร์แกนิก สารเคมี ต้นสูง-เตี้ย เพื่องานวิจัยด้วย

อาจารย์อนุวัตยังพาไปชมรากฐานของดินสุขภาพดีจากไส้เดือนดิน กับห้องปฏิบัติการสาหร่ายไก ที่สามารถเป็นได้ทั้งความงามและสุขภาพ ปิดท้ายรายการมหาวิทยาลัยแม่โจ้กันที่บ้านวสุนธารา ของลุงวิลาศ จุลกัลป์ กับผักสมุนไพรจากสวนเกษตรในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ชิมข้าวยำปักษ์ใต้สีสันสวยจากดอกไม้ออร์แกนิก พร้อมชิมอาหารสร้างสรรค์จากเชฟซาร่า ตัณฑ์ทวี แห่ง
ซาร่าส์ คิตเช่น จ.เชียงใหม่ ในคอนเซ็ปต์ “สดจากสวน… ปรุงจากป่า”

“หลายคนถามว่าพัฒนาการท่องเที่ยวแล้วได้อะไร แกสโตรโนมิก ทัวริสม์ ทุนเป็นของชุมชน ชุมชนก็ควรเป็นผู้บริหารจัดการ จุดอ่อนของการท่องเที่ยวชุมชนคือการไม่มีการบริหารจัดการที่ดี หรือบางที่ก็ไม่มีเรื่องราวที่จะมาเล่า เราก็ต้องเข้าไปช่วยพัฒนาตรงนั้น” อาจารย์อนุวัต ทิ้งท้าย

ปิดท้ายไฮไลต์ของค่ำคืน ณ เชฟส์เทเบิล ของเชฟแบล็ก-วิศรุต บุลสุวรรณ ณ ร้านแบล็กคิตช์ นิมมานเหมินท์ ซอย 7 ที่นำเอาพืชผักสมุนไพรจากบ้านไร่กองขิงมาปรุงในสไตล์ส่วนตัว ที่ผสมผสานทั้งการครัวฝรั่งที่ไปศึกษามา แถมกลิ่นอายของญี่ปุ่นจากสถานที่ที่ไปเล่าเรียน กับส่วนผสมและเทคนิคการปรุงบางส่วนจากท้องถิ่นเชียงใหม่ กลายเป็นขมวดปมการคิดระดับโลก แต่คงเสน่ห์แห่งท้องถิ่นที่เห็นเป็นรูปธรรม

 

อร่อยเนียนๆ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย แม่บุญรอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2559 เวลา 16:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/428053

อร่อยเนียนๆ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย แม่บุญรอด

โดย…พี่เวส

หลบอากาศร้อนมาแวะหาก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ กินกันดีไหมครับ วันนี้พี่เวสจะพามากินก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยเจ้าอร่อยกันครับ นั่นคือร้านก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยแม่บุญรอดที่เปิดขายกันมากว่า 20 ปี และมีสาขาที่เพิ่งเปิดใหม่หมาดๆ คือ สาขาโยธินพัฒนาที่ผมพามากินกันวันนี้นั่นเอง

บรรยากาศร้านสะอาดสะอ้าน โปร่งโล่งสบายตา แถมยังติดแอร์เย็นฉ่ำ ชวนให้น่านั่งนานๆ มาถึงทั้งทีต้องเรียกหาเมนูเด็ดของทางร้านนั่นคือบะหมี่ต้มยำสุโขทัย ที่รสชาติได้ใจแบบต้มยำครบรสแทบไม่ต้องปรุง พี่อารี อภิวัฒนพร เจ้าของร้านใจดีเล่าให้ฟังว่า วัตถุดิบส่วนใหญ่นำมาจากสุโขทัย เพราะเป็นบ้านเกิด ด้านรสชาติก็ยังคงต้นตำรับของก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยเอาไว้ อย่างถั่วฝักยาว ถั่วลิสงที่คั่วเอง สัมผัสได้ถึงความหอม เครื่องที่ให้มาก็มีทั้ง หมูแดง ถั่ว หอมเจียว และไข่เป็ดต้มอีก 1 ฟอง อร่อยมาก

นอกจากนี้ยังมี ขนมเบื้อง สูตรจาก อ.ศรีสำโรง ที่ไม่ได้ใช้แป้งแต่เป็นไข่เจียวด้านนอก ไส้อัดมาอย่างแน่น อร่อยเนียนๆ หรือจะเป็นผัดไทยสูตรน้ำมะขาม และจะใช้จะถั่วฝักยาวกับผักชีฝรั่งที่บ่งบอกถึงความเป็นสุโขทัยแทน อร่อยไปอีกแบบ

ร้านก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยแม่บุญรอด by wanaree สาขาโยธินพัฒนา เปิดทุกวันบริการ ตั้งแต่เวลา 09.30 น.-17.00 น. โทร. 081-628-8221 และ 083-685-8220

หนีร้อนไปตามหามื้ออร่อย@ชาบูตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2559 เวลา 16:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/428052

หนีร้อนไปตามหามื้ออร่อย@ชาบูตง

โดย…ซิตี้กาย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

แม้อากาศจะร้อนจับใจ แต่ยามได้กลิ่นหอมๆ ของน้ำซุปต้มกระดูกหมู และรสสัมผัสของเส้นราเมนเหนียวนุ่มทีไร ก็อดใจไม่ให้แวะมาชาบูตง ร้านราเมนต้นตำรับจากญี่ปุ่นไม่ได้ ยิ่งแว่วว่า ตอนนี้มีเมนูใหม่มาเสริมทัพเพื่อเรียกความสดชื่นให้หน้าร้อนนี้ยิ่งต้องไปลอง

ชาบูตงต้อนรับลูกค้าด้วยบรรยากาศเรียบหรู ใช้โทนสีน้ำตาลเข้มดูอบอุ่น สบายตา ซิกเนเจอร์ที่มาแล้วพลาดไม่ได้คือ สารพัดเมนูราเมน เริ่มจากชาชูราเมน ราเมนชามโต ทีเด็ดอยู่ที่น้ำซุปกระดูกหมูเคี่ยวนานถึง 16 ชั่วโมง เสิร์ฟมาพร้อมราเมนเส้นกลม เหนียวนุ่มและเนื้อหมูชาชูนำเข้าจากญี่ปุ่น ยามสัมผัสกับน้ำซุปร้อนๆ ความมันที่ซึมอยู่ในเนื้อหมูจะค่อยละลายออกมา นับเป็นอีกเคล็ดลับความอร่อยที่หาไม่ได้ที่ไหน

แต่ถ้าชอบรสจัดจ้านขึ้นมาหน่อย แนะนำโยรูตง ราเมน ทีเด็ดอยู่ที่เครื่องเคียงอย่างพริกไทยดำ กระเทียมสับผัดกับเครื่องเทศ ให้รสเผ็ดนิดๆ แต่คงความกลมกล่อมของน้ำซุปไว้ ถ้ายังจัดจ้านไม่พอ แนะนำ ราเมนต้มยำกุ้ง สูตรพิเศษจากชาบูตงเมืองไทย เต็มอิ่มกับกุ้งลายเสือ เนื้อไก่สับ และเห็ดที่เสิร์ฟมาในชาม เมนูนี้เด็ดขนาดไหนไม่ต้องบรรยายเพราะแม้แต่ชาบูตงที่ญี่ปุ่นยังต้องขอซื้อสูตรไปขายที่ญี่ปุ่นด้วย

อีกหนึ่งเมนูน่าลอง คือ วาฟุ อยาชิ โทริโซบะ ฉีกกฎการกินหมี่เย็นแบบเดิมๆ ด้วยการเสิร์ฟมาในสไตล์สลัด พระเอกของจานคือเส้นราเมนพร้อมเนื้อไก่ที่ย่างจนหอม ปลาโอ ขิงซอย แตงกวาญี่ปุ่น ราดด้วยน้ำซอสสูตรพิเศษ เวลาจะกินต้องคลุกเคล้าให้เข้ากัน กินแล้วสดชื่น เข้ากับซัมเมอร์สุดๆ

ร้านชาบูตง เปิดให้บริการทุกวัน 10.00-22.00 น. ตั้งอยู่ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โทร. 02-613-1092 และยังมีสาขาอื่นๆ อีก 16 สาขา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เฟซบุ๊ก ChabutonRamen

 

Merry Marion เค้กมะยงชิดครีมสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2559 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/427933

Merry Marion เค้กมะยงชิดครีมสด

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เชื่อว่าช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา คนไทยหลายคนคงมีเดินสวนกันที่ประเทศญี่ปุ่นเเน่นอน ญี่ปุ่นเป็นประเทศยอดนิยม ด้วยเพราะอากาศเย็นๆ หนีร้อนจากบ้านเราไปได้ไม่ไกลนัก ที่สำคัญอาหารการกินสารพัดสารเพของเขาถูกปากคนไทยหลากหลายอย่าง อาหารญี่ปุ่นเขามีจุดเด่นเรื่องของการนำเอาวัตถุดิบตามฤดูกาลมาทำเป็นอาหาร จึงท่องเที่ยวได้ไม่เบื่อ ไปในช่วงเวลาต่างกัน อาจได้กินอะไรเเตกต่างกันออกไป

ช่วงเดือน เม.ย.เเบบนี้ ร้านเบเกอรี่ในญี่ปุ่นต่างๆ ต้องมีเมนูประจำฤดูกาลเป็น Ichigo หรือสตรอเบอร์รี่รสหอมหวานประกอบในเมนูขนม ทั้ง เค้ก ไอศกรีม ทาร์ต เเม้กระทั่งโมจิ เพราะสตรอเบอร์รี่ญี่ปุ่นช่วงนี้หวานหอมเป็นพิเศษ หรือเเม้กระทั่งช่วงดอกซากุระผลิบาน ขนมหลายๆ อย่างเเต่งเเต้มสีชมพู ดูเเล้วเพลินตาเพลินใจ อยากซื้อชิมไปเสียหมด

อันที่จริงบ้านเราถึงแม้ฤดูกาลจะเเตกต่างกันไม่ชัดเจนนัก เเต่ยังพอมีผลไม้นี่เเหละ ที่มีให้เห็นชัดเจนถึงเอกลักษณ์เเห่งฤดูกาล ยามเมื่อลมร้อนเริ่มพัดพาให้เหงื่อไหลไคลย้อย อากาศเเบบนี้มาพร้อมกับมะม่วงสุก มะยงชิด มะปรางหวาน ทุเรียน เห็นชัดเจนว่าช่วงนี้ราคาดี รสอร่อยเเน่นอน

ผู้เขียนเลยอยากเอามะยงชิด ผลไม้โปรดของตัวเองมาดัดเเปลงเป็นเมนูขนมอร่อยๆ บ้าง ผ่านกันไปเเล้ว 2 ฉบับ ทั้ง Kakigori หรือ Bingsu เเบบง่ายๆ อร่อยด้วยมะยงชิดหวานเย็น เเละ Trifle มะยงชิด ฉบับนี้ผู้เขียนขอเอาไอเดีย Strawberry Shortcake มาปรับเป็นเค้กมะยงชิดครีมสดดูบ้าง ลองชิมเเล้วผ่าน อร่อยไม่เเพ้สตรอเบอร์รี่เลย

ที่จริงเเล้วมะยงชิดรสชาติอร่อยที่สุด คือ รับประทานสดๆ ใหม่ๆ ยิ่งสุกกำลังเหมาะ เนื้อเเน่นๆ รสหวานอมเปรี้ยวน้อยๆ พร้อมรับประทาน นำไปเเช่เย็นสักหน่อยก่อนเเล้วจึงนำมาคว้านเม็ดออก ผู้เขียนพบว่าจะให้รสชาติดี ช้ำน้อยกว่าคว้านผลมะยงชิดที่อุณหภูมิห้องเเล้วนำไปเเช่เย็น มะยงชิดคว้านเม็ดรสหวานชื่นใจ กินเท่าไรก็ไม่พอ

เนื้อมะยงชิดใกล้เคียงกับแอปริคอต บ้างก็ว่าคล้ายลูกพีชของฝรั่ง ต่างกันตรงที่มะยงชิดสูญเสียรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ไปเสียหมดหากนำไปผ่านความร้อน เเม้จะเป็นความร้อนต่ำๆ ก็ตาม ไอเดียในการเฟ้นหาสูตรขนมจึงเน้นมะยงชิดในรูปเเบบที่สดที่สุด เพื่อนำมาทำเป็นขนมรูปเเบบต่างๆ จึงจะเข้าท่ากว่า

อย่างเค้กมะยงชิดครีมสดในฉบับนี้ เลือกเอาชิฟฟ่อนเค้กมาใช้เป็นเนื้อเค้ก เพราะเนื้อเค้กเบานุ่มๆ ไม่ “เเย่งซีน” มะยงชิดเเน่นอน ที่สำคัญเค้กมะยงชิดครีมสดมีทั้งเนื้อมะยงชิดเเละวิปครีม จำเป็นต้องเเช่เย็น เนื้อเค้กที่เหมาะที่สุดก็คงหนีไม่พ้นชิฟฟ่อนเค้กที่ไม่กระด้างไปเมื่อเจอความเย็นในตู้เย็น เเถมยังกลายเป็นฟองน้ำโอบอุ้มกลิ่นหอมๆ ของมะยงชิดเเละครีมสดเข้าไว้ด้วยกัน รับประทานควบกันไปเเล้วเสริมรสชาติมะยงชิดได้ดี

สำหรับวิปครีมปาดหน้าเค้ก เนื้อครีมที่เบาที่สุดสำหรับเค้กต้องยกให้วิปครีม ส่วนจะเลือกเป็นครีมสดชนิดวิปปิ้งครีม หรือจะเลือกเป็น Non-dairy whipped topping ที่เราเรียกติดปากว่า วิปครีมเทียม ก็ตามถนัด ผู้เขียนขอเเค่หวานน้อยๆ ด้วยการเติมไอซิ่ง ไม่ต้องเเต่งกลิ่นอะไรให้วุ่นวาย เพื่อให้ได้ความหวานหอมของมะยงชิดอย่างเต็มที่

เค้กมะยงชิดครีมสด ทำเสร็จเเล้วจะอร่อยที่สุดเมื่อพักไว้สัก 1 คืน เพื่อให้เค้กนุ่มเเละกลิ่นหอมของมะยงชิดฟุ้งในชิ้นเค้ก ดังนั้นจำเป็นต้องเลือกเนื้อมะยงชิดที่สุกกำลังดี เเน่นๆ ไม่เละมากนัก เพราะมะยงชิดจะย่อยตัวเองเพิ่มเติมหลังจากปอกเปลือกคว้านเมล็ดเเล้ว ถ้ามะยงชิดไม่หวานจัด ติดเปรี้ยวเเนะนำให้เพิ่มไอซิ่งในวิปครีมสักหน่อย เเล้วเดินหน้าใช้มะยงชิดติดเปรี้ยวได้เลย รับรองว่าเข้ากัน

สำหรับส่วนของชิฟฟ่อนเค้กนมสด

เเป้งเค้ก 145 กรัม

ผงฟู 5 กรัม

น้ำตาลทรายป่น 25 กรัม

เกลือป่น 5 กรัม

น้ำตาลทราย ส่วนที่หนึ่ง 65 กรัม

ไข่เเดง 5 ฟอง

นมจืด 120 กรัม

น้ำมันพืช 65 กรัม

ไข่ขาว 5 ฟอง

น้ำตาลทราย ส่วนที่สอง 60 กรัม

ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา

อุ่นเตาอบให้ร้อนที่ 170 C เตรียมพิมพ์โดยปูกระดาษไขรองก้นพิมพ์กลมขนาด 3 ปอนด์ร่อนเเป้งเค้ก ผงฟู เกลือ น้ำตาลป่น เข้าด้วยกัน

ผสมไข่เเดง นมอุ่น เเละน้ำมันพืชเข้าด้วยกัน เทลงในส่วนผสมเเป้งที่ร่อนไว้ คนพอเข้ากัน

ตีไข่ขาวให้ขึ้นฟู เติมครีมออฟทาร์ทาร์ลงไป ค่อยๆ เติมน้ำตาลทรายลงไปทีละน้อยจนหมด

เเบ่งส่วนผสมไข่ขาวออกเป็น 3 ส่วนตักส่วนเเรกลงไปผสม ตะล่อมเบาๆ ให้พอเข้ากัน ก่อนเติมส่วนผสมไข่ที่เหลืออีก 2 ส่วนลงไปตักใส่พิมพ์เเล้วนำเข้าอบทันที ใช้เวลาอบประมาณ 60 นาที หรือจนเค้กสุก 100%

ส่วนผสมครีมสด

วิปปิ้งครีม 2 ถ้วย

เจลาตินแผ่นขนาด 4 นิ้ว 4 แผ่น

วิปปิ้งครีม 4 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลไอซิ่ง 3-4 ช้อนโต๊ะ

วานิลลา 1 ช้อนชา

เเช่เจลาตินในน้ำเย็นให้นุ่ม ใช้เวลาประมาณ 5-8 นาที อุ่นครีม 4 ช้อนโต๊ะให้ร้อน บีบน้ำออกจากเเผ่นเจลาตินนุ่มๆ เเล้วเติมลงในครีม

ตีครีมสด 2 ถ้วยให้ขึ้นฟูเป็นริ้ว เติมเจลาตินที่ละลายไว้เเล้วลงไปพร้อมกับไอซิ่งเเละ

วานิลลา

พร้อมใช้เเต่งหน้าเค้ก

วิธีประกอบเค้ก

น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำสะอาด 3 ช้อนโต๊ะมะยงชิด 8-10 ลูก

เตรียมน้ำเชื่อมสำหรับพรมลงบนเนื้อเค้กโดยผสมน้ำตาลทรายเเละน้ำสะอาด อย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ ตั้งไฟหรือนำเข้าไมโครเวฟพร้อมกับใบเตยสด รอให้น้ำเชื่อมเดือด พักไว้ให้เย็นสนิทตักใบเตยออก

ตัดเค้กออกเป็น 2-3 ส่วนตามชอบ พรมน้ำเชื่อมลงบนเค้ก ป้ายครีมสดลงไป เเล้วตักมะยงชิดที่คว้านเมล็ดออกเเล้ว หั่นเป็นชิ้นๆ ลงเกลี่ยให้เต็ม ตักครีมสดอีกส่วนลงไปป้ายให้หนาเท่ากัน

วางเค้กอีกชิ้นลงไป พรมน้ำเชื่อมให้ทั่วก่อนปาดครีมที่เหลือให้ทั่วทั้งชิ้น

 

หยิงปิง ขาหมูยูนนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/426887

หยิงปิง ขาหมูยูนนาน

โดย…สิทธิปูทะเลย์

ไปแม่สาย จ.เชียงราย ต้องไปทานอาหารยูนนาน ซึ่งผู้เขียนไปแม่สายมาหลายครั้งไม่เคยได้รับประทาน เพราะคนแน่น คิวยาว รอไม่ไหว ต้องไปฝากท้องร้านอื่นจนกระทั่งย้ายมาตั้งร้านใหม่ แต่เมื่อต้นปี โชคดี มีผู้ใหญ่ใจดีเจ้าถิ่นไปจองโต๊ะไว้ให้เรียบร้อย มาถึงตามนัดจึงได้รับประทาน (สักที)

ร้านที่ว่าคือ “หยิงปิง อาหารยูนนาน” คงไม่ต้องบอกว่าหากมาร้านอาหารยูนนาน สิ่งที่ต้องสั่งก็คือ ขาหมูยูนนาน รับประทานกับหมั่นโถวทั้งนึ่งและทอด และในฐานะที่ทานขาหมูยูนนานมาหลายที่ทั้งปางอุ๋ง ดอยแม่สลอง ดอยผาตั้ง ขาหมูสูตรยูนนานทั้งนั้น แต่ร้านนี้อร่อยจริง เรียกว่าหากที่อื่นคะแนนเต็ม 10 ร้านนี้ให้เลย 12 คะแนน

เพราะเนื้อขาหมูนุ่มมาก แต่ไม่ถึงกับเปื่อยเละเหมือนร้านอื่น น้ำขาหมู ติดหวานนิดๆ แต่ไม่มาก หอมกลิ่นยาจีน เมื่อกินกับหมั่นโถว ขอบอกว่า คุ้มกับที่รอมานานหลายปีทีเดียว ที่นี่นอกจากหมั่นโถวนึ่งแล้ว เขามีหมั่นโถวทอดด้วย หลายคนชอบหมั่นโถวทอด จิ้มน้ำขาหมู  แต่สำหรับอิฉัน ชอบหมั่นโถวนึ่งจิ้มกับน้ำขาหมูมากกว่า ส่วนที่ทอดนั้นอร่อยใช่หยอก แต่ชอบทานไม่จิ้มน้ำขาหมูดีกว่าเพราะเลี่ยนไป แต่โดยสรุปอร่อยมากๆ จะสั่งจานที่สองปรากฏว่าหมดพอดี เหตุตรงกับวันหยุด และนักท่องเที่ยวในวันนั้นมากจริงๆ

 

สำหรับขาหมูยูนนาน สูตรของร้านนี้นั้น ท่านว่า หากมาร้านนี้แล้วไม่สั่งก็ไม่รู้จะมารอทำไม (หุ…หุ…)

อาหารอื่นก็อร่อยไม่แพ้กันและหลากหลาย ระหว่างรอสั่งเห็ดหอมทอดซีอิ๊ว ทานเพลินๆหอม กรุบกรอบกำลังดี ตามด้วยซุปเยื่อไผ่ไว้ซดคล่องคอดีทีเดียว น้ำซุปใสกิ๊กเลยทีเดียว หรือยำรวมมิตร ซึ่งแต่ละรายการต้องบอกว่า เขาใส่ใจเรื่องคุณภาพของปลาหมึกจากทะเล มาถึงเหนือสุดอย่างแม่สาย ไม่มีคาว ไม่มีเหม็นแม้แต่นิด

ร้านนี้เขาดังเรื่องเขาหยกหรือหมูสามชั้นตุ๋นกับผักกาด แต่อิฉันไม่ได้รับประทาน เลยไม่กล้าที่จะแนะว่ารสชาติเป็นอย่างไร มีแต่เสียงลือว่าอร่อยๆ

 

สำหรับราคาต้องบอกว่า หากมาเที่ยว ตั้งใจหาของอร่อยทานก็ยอมเสียเถอะแล้วไปประหยัดมื้ออื่นถัวเฉลี่ยเอา เพราะอุตส่าห์มาตั้งไกล สนนราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 120 บาทขึ้นไป ขาหมูสักจาน ข้าวนิด หมั่นโถวหน่อย ไม่หนักกระเป๋าเกินไป

ปัจจุบันร้านหยิงปิง ย้ายจากแถวสถานีตำรวจแม่สายมาอยู่ที่ทางแยกไป อ.เชียงแสน หรือสี่แยกโรงแรมเบิร์ด เลขที่ 601/4-6 หมู่ 4 ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย โทร. 053-640-171

หากนึกไม่ออก ก็ตั้งต้นที่ด่านแม่สายมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ วิ่งมาถึงแยกเลี้ยวซ้ายไป อ.เชียงแสน จะเห็นโรงแรมเบิร์ดเลี้ยวซ้ายไปทาง อ.เชียงแสน น่าจะประมาณไม่เกิน 1 กม. จะเห็นร้านใหญ่อยู่ซ้ายมือ เปิดตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น.

 

โดนัททอดบ้านคลอง รสนุ่มอร่อย..เสิร์ฟร้อนๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 17:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/426806

โดนัททอดบ้านคลอง รสนุ่มอร่อย..เสิร์ฟร้อนๆ

โดย…ชินวัฒน์ สิงหะ

บรรดาร้านค้าและร้านอาหารนิยมเลือกตั้งร้านที่บริเวณสี่แยกบ้านคลอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เนื่องจากเป็นถนนจุดตัดระหว่างถนนพิษณุโลก-นครสวรรค์ และพิษณุโลก-สุโขทัย ซึ่งร้านโดนัททอดบ้านคลองก็เป็นอีกหนึ่งในจำนวนนั้น เนื่องจากตั้งแต่เช้าไปถึงมืดค่ำจะมีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนไม่ขาดสาย

อมรรัตน์ ภาสัย อายุ 33 ปี เจ้าของร้านโดนัททอดบ้านคลอง ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายมือริมถนนพิษณุโลก-สุโขทัย บอกว่า พื้นเพดั้งเดิมไม่ได้เป็นชาวพิษณุโลก แต่เป็นชาว จ.เลย หลังจากแต่งงานก็ย้ายตามสามีมาตั้งรกรากที่ จ.พิษณุโลก เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี่ก็มองหาลู่ทางเปิดร้านค้าที่ไม่เหมือนใคร จึงนำมีไอเดียทอดโดนัทขาย

 

“แนวการทำตลาดจะใช้กลยุทธ์การตลาดลักษณะการขายโดนัทแบบเสิร์ฟถึงมือลูกค้าตามแยกไฟแดง เช่นเดียวกับเพื่อนสนิทที่เปิดร้านทอดโดนัทขายตามสี่แยกไฟแดง ที่ จ.นครราชสีมา และ จ.ชลบุรี ซึ่งกระแสตอบรับจากลูกค้าดีเป็นพิเศษ จึงนำไอเดียมาเปิดร้านทำเลใกล้แยกไฟแดงที่ จ.พิษณุโลก ปรากฏว่าได้รับความนิยมจากลูกค้าไม่แพ้กัน” อมรรัตน์ กล่าว

หลังจากเปิดร้านโดนัททอดบ้านคลองมาแล้วหลายเดือน มีลูกค้ามาอุดหนุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องจ้างลูกน้อง 4 คน ค่าแรงวันละ 300 บาท ถือโดนัททอดไปขายตรงแยกไฟแดง นอกจากนี้ยังแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้คนถือโดนัทขายถุงละ 1 บาท เพื่อเป็นแรงกระตุ้นยอดขาย สำหรับโดนัท 1 ถุงนั้นมี 4 ชิ้น ถุงละ 20 บาท มี 2 รส คือ วานิลลากับใบเตยแล้วโรยน้ำตาลเล็กน้อย เน้นความสดใหม่จากการทอดร้อนๆ และความนุ่มของแป้ง

 

การเร่ขายของตามท้องถนนหรือแยกไฟแดงยังคงเป็นเสน่ห์ของคนไทยเรามาแต่นาน แต่เจ้าของร้านโดนัทรายนี้แค่เปลี่ยนแหล่งขายจากร้านค้าทั่วไป มาขายตามแยกไฟแดงเพื่อไม่ให้ซ้ำกับใคร จากการขายโดนัทธรรมดาแต่กลับสร้างรายได้งามอย่างเหลือเชื่อ หากท่านใดขับรถผ่านถนนพิษณุโลก-สุโขทัย ก็แวะเวียนอุดหนุนได้ตั้งแต่เวลา 07.00-17.30 น. ทุกวัน

 

ประสบการณ์ที่แตกต่าง @แบล็กคิตช์ อาร์ติซาน คิตเชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 17:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/426802

ประสบการณ์ที่แตกต่าง @แบล็กคิตช์ อาร์ติซาน คิตเชน

โดย…คาเอรุ ภาพ ปณิฏา สุวรรณปาล

Diet & Anti-Aging Food, Chef Table by Reservation, Outside Catering, All Day Breakfast & Lunch… นี่คือคำบรรยายที่อยู่บนนามบัตรของแบล็กคิตช์ อาร์ติซาน คิตเชน (Blackitch Artisan Kitchen) ถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 7 ที่พอเห็นแล้วพยายามจะนึกภาพให้ออก แต่จะว่าไปแล้วต้องไปสัมผัสด้วยตัวเองถึงจะอินกับความเป็น “อาร์ติซาน” ของร้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของอาคารที่ด้านล่างเป็นร้านขายขนมและไอศกรีมเจลาบาร์ (Gelabar) ที่ดำเนินงานโดยภรรยาของเชฟแบล็ก-วิศรุต บุลสุวรรณ นั่นเอง

ท่ามกลางพื้นที่นั่งอันจำกัด นั่งได้แบบสบายๆ ไม่เกิน 15-20 คน ร้านแบล็กคิตช์ อาร์ติซาน คิตเชน ให้บริการอาหารเช้าและอาหารกลางวันแบบ All Day Breakfast & Lunch ระหว่างเวลา 10.00-17.00 น. ขณะที่มื้อค่ำนั้นบริการแบบเชฟเทเบิล ก็คือการปรุงเมนูต่างๆ ต้อง “แล้วแต่เชฟ” ที่จะสร้างสรรค์เมนูต่างๆ มาเซอร์ไพรส์แขกที่จองมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างบนโต๊ะอาหาร

 

สำหรับวันที่เราไปเยือน ร่วมกับ อพท. หรือองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ที่ไปโปรโมทการท่องเที่ยวแนวแกสโตรโนมิก ทัวริสม์ ตั้งโจทย์ให้เชฟแบล็กนำวัตถุดิบพื้นถิ่นใน จ.เชียงใหม่ โดยเฉพาะจากชุมชนบ้านไร่กองขิง ที่เน้นการปลูกพืชแบบปลอดสารพิษออกมาเป็นเมนูต่างๆ

เริ่มต้นที่ ลาบคั่วทูน่า/น้ำหนัง/มันอะลู ที่อาศัยน้ำพริกลาบจากบ้านไร่กองขิงนำมาคั่วกับทูน่า เสิร์ฟพร้อมน้ำหนังที่หน้าตาเหมือนข้าวเกรียบ แต่ทำจากเอ็นหมูตุ๋นจนเปื่อย แล้วนำไปตากแห้งก่อนจะนำมาทอดกับมันอะลู หรือที่ภาคกลางเรียกว่ามันกัลยา ซึ่งนำมันมาสไลซ์บางๆ จากนั้นต้มให้สุกแล้วค่อยนำไปทอด ตกแต่งจานให้สวยงามตามสไตล์ฝรั่งเศสด้วยดอกแพนซีและใบเนสเตอร์เดียม

 

จากนั้นเชฟให้ล้างปากด้วย ชาว่านกาบหอย เก๊กฮวย และข้าวคั่ว เพราะว่าเริ่มเสิร์ฟจานแรกด้วยอาหารเผ็ดต้องปรับลิ้นเพื่อจานต่อไป โดยว่านกาบหอยมีสีม่วงๆ เขียวๆ สรรพคุณแก้ร้อนใน ผสมกับน้ำเก๊กฮวย ใส่น้ำตาลน้ำอ้อยเพิ่มความหวานตามสูตรของไทยใหญ่

อีกจานเสิร์ฟมาในถ้วยไม้สาเกแบบเก๋ไก๋สไตล์ญี่ปุ่น เป็นข้าวหน่อดองน้ำปูระเบิด ในกรวยสาหร่ายประกอบด้วยหนังไก่ทอด แคบหมู งาคั่ว ไข่มดแดง กระเจี๊ยบกรอบ และไข่ปลาริวกิว สำหรับน้ำปู หรือน้ำปู๋ ชาวบ้านจะนำปูนาไปต้มแล้วนำมาตำทั้งเปลือกจนกลายเป็นเพสต์เหนียวๆ คล้ายกะปิ ซึ่งจะทำปีละครั้งเท่านั้น โดยงานนี้เชฟแบล็กลงมือทำน้ำปูจากปูม้าด้วย ซึ่งจะให้สีอ่อนกว่าน้ำปูทางภาคเหนือ ขณะที่ฝักกระเจี๊ยบกรุบกรอบ เชฟนำไปดีไฮเดรตที่ 48 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 14 ชั่วโมง ที่เรียกว่าข้าวหน่อดองน้ำปูระเบิด เพราะว่าเวลากินเข้าไปแต่ละคำจะรู้สึกเหมือนเกิดการระเบิดในปาก ด้วยเทกซ์เจอร์ที่หลากหลายของจานนี้

 

ตามมาด้วยเมนู ผักริมรั้วปลาดุกย่าง ไชเท้าดอง กระเทียมทอด เมนูสลัดจากผักริมรั้วเป็นเมนูประจำของร้านแบล็กคิตช์ อาร์ติซาน คิตเชนอยู่แล้ว งานนี้เสิร์ฟมาพร้อมปลาดุกที่ย่างสไตล์ญี่ปุ่น คือแบบ
คาบายากิ ราดซีอิ๊วจาก อ.แม่แตง ที่ทำจากถั่วเหลืองนัน-จีเอ็มโอเคียงมาด้วยไชเท้าดองและกระเทียมทอด พร้อมซอส 2 แบบ คือ ซอสจากมันหวานสีม่วงกับซอสผักกาดหอม โดยทั้งสองอย่างนำไปดีไฮเดรตก่อนจะมาปรุงเป็นซอสรสชาตินวลเนียน ตัดรสเข้มๆ ของซีอิ๊วที่ราดบนเนื้อปลา

จานซุปเชฟแบล็กจัด ซุปถั่วเน่าเห็ดถอบและเนื้อปู เคียงด้วยตูนกรูตง โดยนำเอาถั่วเน่ากับกระดูกไก่ดำ ชนิดดำทั้งกระดูกไปต้มตุ๋นจนเปื่อย แล้วปั่นทุกอย่างรวมกันเป็นซุป ใส่เห็ดถอบและเนื้อปูไว้ให้เคี้ยวนุ่มๆ ตามด้วยกรูตงทำจากตูนหรือดอกคูนเพิ่มความกรุบกรอบ

 

ล้างปากด้วยเมี่ยงใบชาข้าวพอง เสิร์ฟเมี่ยงมาในกรงไก่สุดน่ารัก ก่อนจะถึงเมนคอร์ส เป็นพาสต้าฟักทองม้วนไก่ดำ มันกุ้งพริกแกง ผักดองโดยบดไก่ดำแล้วทำเป็นแผ่นๆ เข้าไปใส่ในเครื่องซู-วีด ออกมาเป็นเส้นพาสต้าประกบกับแผ่นพาสต้าทำจากฟักทอง เสิร์ฟมาพร้อมปลาเห็ดโคนทอดแบบเทมปุระ ราดซอสหัวและมันกุ้งรสชาติประมาณซุปข้าวซอย

ตบด้วยของหวาน ข้าวเหนียวมูนคลุกงาขี้ม่อนคั่วกับไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอมดอกอัญชัน และคาราเมลน้ำตาลมะพร้าว รสชาติแต่ละอย่างไม่หวานเกินไป ปิดท้ายกันแบบฟินๆ

 

เชฟแบล็ก บอกว่า โดยปกติหากลูกค้าไม่ได้สั่งอะไรเป็นพิเศษ สิ่งที่ปรุง “ตามใจเชฟ” ในครัวของร้านนี้ก็เน้นแบบปลอดคาร์บอนฟุตพรินต์ คือเน้นการใช้วัตถุดิบที่หาได้แบบสดใหม่ภายในท้องถิ่นอยู่แล้ว แต่หากต้องการวัตถุดิบแปลกๆ จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นที่เชฟไปศึกษาเรื่องการครัวมา เชฟก็จัดให้ได้อยู่แล้ว

ร้านเล็กๆ กะทัดรัด ตกแต่งแบบง่ายๆ สไตล์มินิมัลลิสม์ ผสานกลิ่นอายแบบโมเดิร์นอินดัสเทรียลเล็กๆ นั่งสบาย ในบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเอง สามารถคุยขอความรู้เรื่องอาหารจากเชฟได้แบบชิลๆ เพราะแต่ละเย็น เชฟจะรับเชฟเทเบิลแค่รอบเดียวเท่านั้น “จองคนเดียวผมก็เสิร์ฟครับ” เชฟฝากมาบอก

แบล็กคิตช์ อาร์ติซาน คิตเชน นิมมานเหมินทร์ ซอย 7 เปิดบริการอาหารเช้า-กลางวัน เวลา 10.00-17.00 น. มื้อค่ำเริ่มเวลา 18.00 น. (จำกัดเฉพาะผู้จองล่วงหน้าเท่านั้น) โทร. 08-4323-1952

 

สงกรานต์นี้ต้องข้าวแช่ หอม อร่อย ชื่นใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 17:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/426798

สงกรานต์นี้ต้องข้าวแช่ หอม อร่อย ชื่นใจ

โดย…จตุรภัทร หาญจริง ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ฤดูร้อนก่อนเก่าทำข้าวแช่

น่าชมแต่เครื่องกับสำรับฉัน

ช่างทำเป็นเช่นดอกจอกเป็นดอกจันทร์  งามจนชั้นกระชายทำเหมือนจำปา

มะม่วงดิบหยิบดูจึ่งรู้จัก

ทำน่ารักรูปสัตว์เหมือนมัจฉา

จะแลลับกลับกลายสุดสายตา

เคยไปมามิได้เห็นจะเว้นวาย

(จาก รำพันพิลาป โดย สุนทรภู่)

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกูรูอาหารไทย บี๋-อนันต์โรจน์ ทังสุพานิช ที่ปรึกษาร้านอาหารสยามวิสดอม สุขุมวิท 31 ผู้ซึ่งได้บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของข้าวแช่ อาหารไทยที่คนไทยนิยมรับประทานในฤดูร้อนโดยเฉพาะสงกรานต์ ให้เราคนรุ่นใหม่ได้รับรู้กัน

“ใครหลายคนอาจเข้าใจว่าข้าวแช่เป็นอาหารที่มาจากมอญ ความจริงแล้วไม่ใช่ เท่าที่อ้างอิงกันมาจุดประสงค์ของการทำข้าวแช่ของไทยกับมอญนั้นแตกต่างกัน มอญทำข้าวแช่ขึ้นมาเพื่อบูชาเทวดา ส่วนคนไทยทำข้าวแช่ขึ้นมาเพื่อกินในเทศกาลสงกรานต์ แต่เมื่อลงแรงทำทั้งทีแล้ว จะมาทำเพื่อกินในช่วงสงกรานต์แค่ 3-4 วันก็ใช่ที่ ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปี เราจึงอนุมานได้ว่าข้าวแช่คืออาหารมื้อกลางวันสำหรับฤดูร้อน ซึ่งมีมาแต่เก่าก่อน นั่นคือช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา ตามบทกลอนที่สุนทรภู่ได้แต่งไว้ สมัยที่ท่านบวชเรียนหลังสิ้นสุดรัชกาลที่ 2”

อนันต์โรจน์ เปิดเผยว่า ข้าวแช่ของมอญ เป็นข้าวที่ใส่น้ำ โรยด้วยกลีบกุหลาบมอญ ในส่วนของกับ กับของมอญจะเป็นกับแบบง่ายๆ เช่น ปลาแห้งผัด หอยแมลงภู่ผัดหวาน ไข่เค็ม หัวไช้โป๊ผัด กระเทียมดองผัด เป็นผัดแบบเค็มๆ หวานๆ เปรี้ยวนิดๆ คล้ายๆ กับของข้าวต้ม

“สำหรับข้าวแช่ของไทย ก็มีข้าวแช่อยู่สองตำรับ ตำรับแรก คือ ข้าวแช่ชาวบ้าน เป็นข้าวแช่จากเมืองเพชร (จ.เพชรบุรี) ซึ่งมีความพิถีพิถันในการทำมากกว่าข้าวแช่มอญ ข้าวแช่เมืองเพชรใช้น้ำฝนใส่ในหม้อดิน โรยด้วยกุหลาบมอญ ข้าวก็ต้องหุง และขัดเป็นตัว แล้วถึงจะตักกินผสมกับน้ำที่ใส่ในหม้อดินซึ่งเย็นอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องใช้น้ำแข็ง”

ในส่วนของกับ กับของข้าวแช่เมืองเพชรมีอยู่ 3 อย่าง นั่นคือ ลูกกะปิ “นอกจากจะใส่เนื้อปลา ใส่หอม กระเทียม ข่านิดหน่อย กระชายที่โขลกรวมกัน ยังใส่ขุยมะพร้าวที่ขูดแล้วลงไปผัดด้วย จากนั้นก็ชุบแป้งที่ผสมสีทำอาหารที่ออกสีส้มๆ ปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วนำไปทอด กับที่ 2 ที่มีแต่เมืองเพชรเท่านั้น นั่นคือ ปลายี่สนผัดหวาน เอาไปย่างแล้วเอาไปโขลก แล้วเอาไปผัดกับน้ำตาลโตนดจะเหนียวหนับ กับที่ 3 คือ หัวไชโป๊ผัดหวาน โดยเอาไปผัดกับน้ำตาล”

อนันต์โรจน์ เผยว่า ข้าวแช่เริ่มเข้ามาในราชสำนักในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่เจ้านายพระองค์แรกที่ทรงทำข้าวแช่เพื่อตั้งเป็นเครื่องเสวยถวายรัชกาลที่ 5 คือ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลห้องพระเครื่องต้น ของเสวยคาวหวาน “พระองค์ท่านเป็นต้นสกุลยุคล ซึ่งข้าวแช่สายยุคล ถือเป็นข้าวแช่ที่เด่นที่สุดในราชสำนัก แต่สกุลอื่นไม่ยอมน้อยหน้า เพราะคนที่นำข้าวแช่เข้ามาในวังจริงๆ คือสายสกุลบุนนาค เพราะเจ้าจอมก๊กออมาจากลูกของเทศาเมืองเพชร โดยนำข้าวแช่มาปรับปรุงโฉมใหม่ให้เป็นข้าวแช่เสวย”

สำหรับข้าวแช่ของพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา หัวใจสำคัญอยู่ที่พริกหยวกสอดไส้ แล้วพันด้วยหรุ่ม หรุ่ม คือ ตาข่ายที่ทำด้วยไข่ ที่โรยเป็นฝอยบนน้ำมันร้อน เพื่อให้ออกมาเป็นแพ แล้วเอาแพที่ว่ามาพันรอบพริกหยวก ซึ่งถือเป็นพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน ในการทำให้ข้าวแช่ดูน่ากินมากยิ่งขึ้น

“จากนั้นก็มีอย่างอื่นเข้ามาอีก เช่น เนื้อเค็มฝอย ฉีกเป็นเส้นเล็กๆ ผัดกับน้ำตาลจนหวานกรอบ โรยด้วยหอมเจียว นอกจากนี้ยังมีหอมโทนมีหาง มาตัดจุก แล้วคว้านไส้ออก แล้วเอาเนื้อปลาผัดยัดเข้าไป แล้วชุบแป้งทอด ทุกอย่างเป็นคำๆ หมด เพราะสมัยก่อนใช้มือกินกับเข้าปาก ยกเว้นข้าวแช่ที่ต้องใช้ช้อนตัก”

อนันต์โรจน์ยังได้บอกเล่าเพิ่มเติมว่า ยุคสมัยนั้นมีใครหลายคนบ่นว่า กับของข้าวแช่มีแต่หวานหมด สายสกุลสนิทวงศ์ จึงทำกับพิเศษขึ้นมา นั่นคือใช้เนื้อปลากุเลาเค็มเอามาทอดจนหอม แล้วเอาเนื้อปลามายีกับหมูสับติดมัน ใส่รากผักชีนิดหน่อย ใส่กระเทียมพริกไทย เอาไปชุบไข่ทอด ถือเป็นกับเค็ม “พวกสายสกุล ณ บางช้าง จะใช้เนื้อปลาช่อนแห้งหรือปลาเกลือ มาหั่นบางๆ แล้วนำไปทอดกรอบ จากนั้นนำมาผัดกับหอมแดงเจียวและน้ำตาลทราย อีกทั้ง ไม่เอาหัวไชโป๊ผัด มาใส่สำรับ เพราะถือเป็นกับข้าวข้าวต้ม”

จนมาถึงช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดชะงักลงไป ความนิยมของข้าวแช่จึงลดน้อยถอยลงไปด้วย “เจ้านายพระองค์แรกที่ทรงทำข้าวแช่ แล้วแพร่หลายออกมานอกวัง นั่นคือ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงโปรดเสวยข้าวแช่ในฤดูร้อน โดยมีพระขนิษฐาของท่านทำข้าวแช่ตั้งเครื่องเสวยกลางวัน

“ครั้งใดที่ได้มีการตั้งเครื่องเสวย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ก็พระราชทานข้าวแช่เป็นอาหารกลางวันแก่บรรดาพระญาติ เมื่อเหลือก็ทรงประทานแก่ผู้ที่มาขอไว้ นอกจากนี้ยังมีหม่อมปริม บุนนาค ซึ่งเป็นหม่อมในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล หรือพระองค์ชายใหญ่ ได้สืบทอดข้าวแช่มาจากพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา จากนั้นใครมีฝีมือก็ทำจำหน่ายขึ้นมา ทำให้มีข้าวแช่จากต่างสำนักออกมา บางคนก็ไปฝึกไปหัด จนกลายเป็นข้าวแช่ชาววัง ที่เฟื่องฟูในหมู่นักกินในช่วงฤดูร้อน”

อนันต์โรจน์บอกอีกว่า หัวใจสำคัญของข้าวแช่ชาววังอยู่ที่ข้าวแช่ที่ลอยอยู่ในน้ำดอกไม้สดอบเทียนส่งกลิ่นหอม “นี่ถือเป็นข้าวแช่ชั้นสูง โดยสมัยก่อนชาววังจะใส่พิมเสนลงในข้าวแช่ ทำให้น้ำเย็นและหอม พอมีน้ำแข็งก็ถือเป็นของหรูของโก้ เพราะสั่งมาจากสิงคโปร์ สำหรับวิธีการกินข้าวแช่ที่ถูกต้อง คือ ต้องตักกับใส่ในจานพักกับก่อน แล้วใช้มือหยิบกับเข้าปาก จากนั้นใช้ช้อนตักข้าวแช่แล้ว ที่เป็นเช่นนี้เพราะน้ำข้าวแช่ถือเป็นของหอม ไม่ควรขุ่น สกปรก มีกลิ่นคาวนั่นเอง”

หากใครสนใจอยากกินข้าวแช่ สามารถมากินได้ที่ร้านอาหารสยามวิสดอม สุขุมวิท 31 โดยข้าวแช่ของที่นี่มีกับ 3 อย่างของเพชรบุรี นั่นคือ ลูกกะปิ ปลายี่สนผัดหวาน หัวไชโป๊ผัดหวาน พริกหยวกสอดไส้พันด้วยหรุ่ม หอมสอดไส้ชุบแป้งทอด เนื้อเค็มหรือหมูฝอยผัดหวาน ซึ่งจะมีจำหน่ายไปจนถึงกลางเดือน พ.ค. (ชุดละ 350 บาท)

“สำหรับคนรุ่นใหม่ ควรได้รับการสอนให้กินข้าวแช่ให้เป็น เพราะถ้ากินไม่เป็น ก็กินไม่อร่อย อยากให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ให้ถูกต้อง เพราะมันเป็นภูมิปัญญาไทย เป็นความภาคภูมิใจในอาหารชุดที่ไม่มีใครเหมือน คนที่ทำข้าวแช่ขายก็ต้องมีความพิถีพิถันละเอียดละออในการทำ ไม่ควรทำกับพิลึกพิลั่น” อนันตโรจน์ทิ้งท้าย

ร้านอาหารสยามวิสดอม เปิดให้บริการทุกวัน 2 ช่วงเวลา คือ 12.00-14.30 น. และ 18.00-22.30 น. โทร. 02-260-7811-2

 

ร้านวิมานดินอร่อยและวิวดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 17:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/426797

ร้านวิมานดินอร่อยและวิวดี

โดย…ชายโย

ไปพิษณุโลกทุกครั้ง ผมมักจะแวะร้านประจำอยู่ 2 ร้าน คือ ร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขา กับร้านบ้านไม้ แต่วันนี้จะพาไปร้านที่นิยมของชาวพิษณุโลกก็คือ ร้านวิมานดิน ที่มีเมนูให้เลือกค่อนข้างหลากหลายทั้งไทยและฝรั่ง และบรรยากาศการตกแต่งร้านสวยงาม

เมนูเด่นประจำร้านจะเป็นอาหารแนวฟิวชั่นไทยผสมฝรั่งอย่าง สเต๊กปลากะพง รับประทานพร้อมน้ำจิ้มแจ่วรสชาติอร่อยแซ่บ และอีกเมนูที่ลูกค้าสั่งมารับประทานกันทุกโต๊ะก็คือ กุ้งแม่น้ำซอสมะขาม กุ้งเนื้อแน่น รสชาติหวานอมเปรี้ยวนิดๆ อร่อยได้ใจ

 

ปิดท้ายที่เมนูชูโรงของเขา สเต๊กวิมานดิน เนื้อแน่นชุ่มน้ำ รสชาติอร่อย และที่สำคัญคือเมื่อเทียบราคากับเมนูอื่นๆ แล้วจัดว่าไม่แพง จึงเป็นที่นิยมของลูกค้าที่แวะมารับประทานกันอย่างไม่ขาดสาย มาที่นี่ สั่งอาหารทีเดียวให้เต็มที่ เพราะลูกค้าค่อนข้างเยอะอาจทำให้การบริการล่าช้าและไม่ทั่วถึงไปบ้าง ไม่วางแผนให้ดีอาจจะหงุดหงิดใจได้

ร้านตั้งอยู่ใกล้แยกคูหาสวรรค์ ถนนพระร่วง อ.เมือง จ.พิษณุโลก หน้าทางเข้าจัสมินรีสอร์ท สอบถามเส้นทางหรือจองที่นั่ง โทร.055-252-353, 08-6932-3355 ร้านเปิดบริการเวลา 10.30-22.00 น.

 

ไพเรท แชมเบอร์ ห้องความอร่อยของเหล่าโจรสลัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 17:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/426795

ไพเรท แชมเบอร์ ห้องความอร่อยของเหล่าโจรสลัด

โดย…ซิตี้กาย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

สำหรับร้านอาหารใหม่อย่าง ไพเรท แชมเบอร์ (Pirate Chambre) ชั้น 3 อาคารมณียา แค่เห็นทางเข้าร้านที่เหมือนลึกลงไปในชั้นใต้ดิน ก็เร้าใจให้ตื่นเต้นถึงรสชาติอาหารและบรรยากาศชวนค้นหาสิ่งที่ซ่อนเร้นของเหล่าโจรสลัดผู้พิสมัยในรสชาติอาหารอร่อยจากทั่วทุกมุมโลก

ไพเรท แชมเบอร์ เป็นร้านอาหาร 2 สไตล์ในร้านเดียวกัน โดยแบ่งเป็นมื้อกลางวันเริ่มตั้งแต่เวลา 11.00-15.00 น. ลูกค้าจะได้พบกับเมนูอาหารไทยรสชาติจัดจ้านถึงใจที่เปิดต้อนรับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศและชาวต่างชาติที่ต้องรับประทานอาหารไทยชั้นดี คัดสรรสูตรเด็ดจากทั่วประเทศพร้อมเสิร์ฟความอร่อยแบบจัดเต็ม เช่น ส้มตำถาด รสชาติจัดจ้านจัดเต็ม ไก่ย่างไพเรทเนื้อนุ่มหนังกรอบหอมกรุ่นไปด้วยเครื่องเทศสมุนไพร สูตรเฉพาะของร้านไพเรท ย่างด้วยเตาพิเศษที่ส่งตรงจากประเทศฝรั่งเศสเพื่อให้เนื้อไก่ย่างกรอบนอกนุ่มในอร่อยที่สุดเท่าที่ห้องโจรสลัดแห่งนี้จะจัดมาให้ได้

 

ที่พลาดไม่ได้อีกเมนูก็คือข้าวผัดนายหญิง ข้าวผัดกุ้งแม่น้ำตัวสูตรเด็ดของเจ้าของร้าน รสชาติกลมกล่อมอร่อยทุกคำ กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่กว่าที่เห็นในภาพหลายเท่านัก

แต่พอตกเย็นตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. บรรยากาศร้านจะพาคุณเข้าสู่โลกของโจรสลัด ที่เต็มไปด้วยความหรูหราอลังการกว่าเดิม จานช้อนส้อมถูกจัดเปลี่ยนแบบและจัดเรียงใหม่ทั้งหมด แม้ในเมนูเดิมก็เพิ่มเติมความใหญ่โตของวัตถุดิบ ราวกับห้องโจรสลัดแห่งนี้ได้พาเราออกสู่ทะเลกว้างผ่านเมนูอาหารที่คัดแล้วจากทั่วโลกว่าอร่อยที่สุดมานำเสนอแก่ลูกค้า

 

เมนูแนะนำที่ขึ้นชื่อที่สุดของช่วงเวลานี้คือ ซี่โครงหมูย่างซอสมิโซะมัสตาร์ด เนื้อซี่โครงหวานหอมกลมกล่อม แนะนำให้รับประทานคู่กับหมั่นโถวเนื้อนุ่ม เป็นความอร่อยที่ขาดไม่ได้เลยเมื่อมาเยือนห้องโจรสลัดแห่งนี้

ปิดท้ายด้วยเมนูเครื่องจัดเต็มอย่าง พิซซ่า เท็กซ์-เม็กซ์ (Pizza Tex-Mex) พิซซ่าแป้งบางโรยหน้าด้วยส่วนซอสจากเนื้อวัวและเนื้อหมูอย่างดี เติมความหอมด้วยเชดดาร์ และมอซซาเรลล่า ให้อารมณ์ชีสยืดๆ ส่งควันและกลิ่นหอมยามตักแบ่งใส่จาน เวลากัดเคี้ยวจะมีรสสัมผัสของคอร์นชิปที่ให้ความกรุบกรอบเพิ่มเติม

 

เป็นห้องโจรสลัดที่ปล้นเอาความอร่อย และเลือกวัตถุดิบที่มีค่าจากทั่วทุกมุมโลก มานำเสนอให้ลูกค้าทุกกลุ่มตั้งแต่คู่รักที่ต้องการบรรยากาศดินเนอร์สุดหรู ไปจนถึงกลุ่มเพื่อนนัดเป็นร้านพบปะสังสรรค์ โดยมีอาหารอร่อยล้ำเพิ่มความสุขให้กับทุกคน

ไพเรท แชมเบอร์ เปิดบริการกลางวันเวลา 11.00-15.00 น. และเย็นเวลา 17.00-24.00 น. โทร.02-252-5131