ดับร้อนด้วย ไทรเฟิลมะยงชิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/426693

ดับร้อนด้วย ไทรเฟิลมะยงชิด

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เพื่อนวัยเด็กของผู้เขียน ผู้ซึ่งตอนนี้กลายเป็นชาวสวนมะยงชิดอย่างเต็มตัว บ่นให้ฟังในวันที่ผู้เขียนโทรไปขอสัมภาษณ์หลังจากที่เขาส่งมะยงชิดรสชาติหวานเจี๊ยบ เจือเปรี้ยวน้อยๆ กำลังอร่อยมาให้ชิม ว่า “เป็นเจ้าของสวนใครว่าง่ายๆ”

มะยงชิดที่ว่านั้น มาจาก “สวนคุณเด๋อ” ชื่อเดียวกับคุณเเม่ของเขา อยู่ที่ อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ นี้เอง มะยงชิดของเขา เนื้อหนา นุ่ม คว้านเม็ดเเล้วลืมความเหนื่อยไปสักหน่อยก่อน เรียกว่ากินเท่าไหร่ก็ไม่พอ ความยากของเจ้าของสวนอยู่ที่ความคาดหวังของผู้บริโภค ที่ต้องการซื้อมะยงชิดที่ลูกใหญ่ๆ ผิวสวยๆ ปราศจากตำหนิ ทำให้ชาวสวนต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องหมั่นบำรุงต้น ใส่ปุ๋ยพรวนดิน ตัดเเต่งกิ่งเหมือนๆ กับผลไม้อื่นๆ หากเเต่ต้องเพิ่มขั้นตอนของการคัดขนาด คัดลูกมีตำหนิทิ้งไป ก่อนส่งให้พ่อค้าคนกลางอีกทอด นี่เองเป็นสาเหตุให้มะยงชิดถือเป็นผลไม้ระดับพรีเมียม ไม่เเพ้สตรอเบอร์รี่ญี่ปุ่นก็ว่าได้

เขาเเซวว่าจะเขียนเกี่ยวกับขนมเเละอาหารจากมะยงชิดในปีนี้ เเย่หน่อยนะ คุณผู้อ่านอาจจะทำตามได้ยาก เพราะผลผลิตมะยงชิด ที่จะกินเป็นผลไม้สดๆ ยังเเทบจะไม่พอส่งขายเลย เเต่ผู้เขียนยังดื้อดึงที่จะเฟ้นหาสูตรขนมเเละอาหารที่คิดว่าน่าจะเข้ากันได้ดีกับมะยงชิดรสหวานอมเปรี้ยวที่กำลังอยู่ในช่วงฤดูกาลที่ลมร้อนพัดให้วูบวาบ เผื่อเป็นทางเลือกให้ “เอนจอย” รสชาติของมะยงชิดในรูปเเบบต่างๆ

 

ในฉบับนี้ผู้เขียนเลือกเอามะยงชิดมาทำเป็นไทรเฟิล (Trifle) ขนมที่ทำขึ้นมาง่ายๆ รับประทานง่ายสไตล์ผู้ดีอังกฤษ ส่วนผสมของไทรเฟิล ไม่ยากจนเกินไป เพราะมีองค์ประกอบของขนมอยู่ 5 ส่วน คือ ส่วนของเค้ก ที่เราของอาศัยทางเลือกง่ายๆ อย่างบัตเตอร์เค้กสำเร็จรูป หั่นเป็นชิ้นๆ ส่วนถัดมาคือ น้ำเชื่อม หรือถ้าเป็นต้นตำรับเเบบเมืองผู้ดี เขานิยมเป็น “ไซรัป” ที่มีเหล้าเป็นส่วนผสม เเต่ของเราเพื่อให้กลิ่นหอมชื่นใจเหมาะสำหรับหน้าร้อน ขอใช้เป็นน้ำเชื่อมง่ายๆ มีส่วนผสมเเค่น้ำตาลทรายเเละน้ำสะอาดในอัตราส่วนเท่าๆ กัน ต้มให้เดือดจนน้ำตาลละลาย พออุ่นๆ ให้นำดอกมะลิสดจากสวนในบ้านลอยลงไปสัก 4-5 ดอก ให้พอหอมชื่นใจ ถ้าไม่มีดอกมะลิไม่ต้องกังวล ไม่ได้ทำให้เสียรสชาติเเต่อย่างใด

ถัดมาคือส่วนของผลไม้ ที่เราเลือกใช้เป็นมะยงชิด คว้านเม็ดออกให้กินง่ายขึ้น ถ้าไม่ถนัดคว้านเม็ด เเค่ใช้มีดคมๆ ปาดเอาเนื้อออกเป็นชิ้นใหญ่ๆ ขอเน้นว่าชิ้นใหญ่สักหน่อย เพราะมะยงชิดช้ำได้ง่ายเเละมีลักษณะคือ ย่อยตัวเองกลายเป็นน้ำ หากหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เกรงว่าเมื่อถึงเวลารับประทานจะไม่ได้รสชาติมะยงชิดสดๆ อย่างที่ควรจะเป็น เเถมยังอาจเละกลายเป็นน้ำไปเสียหมด ข้อสำคัญคือ เฟ้นหามะยงชิดที่สุกไม่มากนัก ติดเปรี้ยวมากหน่อยก็เหมาะสำหรับสูตรนี้

อีกสองส่วนเป็นองค์ประกอบที่ให้รสชาติเพิ่มเติม อย่างคัสตาร์ดเเละวิปป์ครีม ถ้าคุณผู้อ่านขยันหน่อย สามารถทำทั้งสองส่วนนี้เเล้วสลับชั้นเพื่อเพิ่มรสชาติ หากไม่มีเวลามาก เเนะนำให้เลือกเป็นวิปป์ครีมอย่างเดียว สามารถทำเป็นไทรเฟิลมะยงชิดขึ้นมาได้เเล้ว

 

ไทรเฟิลที่อร่อยๆ เขาทำเเล้วเเช่ทิ้งไว้ทั้งคืน อย่างพวกสตรอเบอร์รี่ หรือ ลูกพีช เเต่ถ้าเป็นมะยงชิดเเล้วล่ะก็ เเช่เย็นไว้สัก 3-4 ชั่วโมง ก็พร้อมรับประทานเเล้ว

ถ้วยไทรเฟิลต้นตำรับต้องมีขนาดใหญ่ๆ ไว้ก่อน เพราะจัดเป็นขนม Center Piece สำหรับงานเลี้ยง งานสังสรรค์ ให้ดูสวยงาม เเละ Grand มากขึ้น ถ้าเราทำเองที่บ้าน จะหยิบจับเเก้วน้ำที่มีที่บ้าน มา “เลเยอร์” ไทรเฟิลมะยงชิดลงไปก็ไม่ว่ากัน สวยได้ทั้งนั้นที่สำคัญอร่อยเเหวกเเนว ไม่ง้อผลไม้จากต่างประเทศเลย

Marion Plum Trifle

ส่วนผสม คัสตาร์ดวานิลลา

นมจืด 2 ถ้วย

น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

ไข่เเดง 3 ฟอง

น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

เเป้งกวนไส้ หรือเเป้งข้าวโพด 1.5 ช้อนโต๊ะ

กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

ส่วนผสม วิปป์ครีม

วิปปิงครีม 2 ถ้วย

เจลาติน (ขนาด 4 นิ้ว) 4 เเผ่น

น้ำตาลไอซิ่ง 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสม มะยงชิด

มะยงชิด ลูกเเข็ง 10-15 ลูกเเละบัตเตอร์เค้ก 1 กล่อง (ประมาณ 4-5 ชิ้น)

น้ำเชื่อมลอยดอกมะลิ 3-4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ คัสตาร์ด

อุ่นนมให้ร้อน เติมน้ำตาลทรายลงไป รอให้เดือดเบาๆ คนไข่เเดง น้ำตาลทราย เเป้งเเละกลิ่นวานิลลาเข้าด้วยกันเติมนมร้อนลงในส่วนผสมไข่เเดง ตีให้เข้ากัน เทไข่เเดงกลับลงไป คนจนส่วนผสมเดือด รีบนำมาทำให้เย็นโดยเร็วเพื่อให้เก็บได้นานๆ โดยการอังชามในอ่างน้ำเย็นลอยน้ำเเข็ง

วิธีทำ วิปป์ครีม

เเช่เจลาตินในน้ำเย็น รอให้นุ่ม สะเด็ดน้ำพักไว้ เเบ่งวิปปิงครีมออกมาสัก 3-4 ช้อนโต๊ะ อุ่นให้ร้อน ละลายเจลาตินในครีมร้อน ตีวิปปิงครีมให้ขึ้นเป็นริ้วๆ เติมเจลาตินลงไป พร้อมกับไอซิ่ง คนให้เข้ากันพร้อมใช้

วิธีประกอบไทรเฟิล

ปอกเปลือกมะยงชิด คว้านเม็ดกลางออก หั่นตามขวางเป็น 3 ส่วน เพื่อให้ได้ชิ้นใหญ่ๆ หากลูกเล็กเเนะนำให้หั่นเเค่ 2 ส่วนเตรียมภาชนะขนาดใหญ่ เช่น ชามเเก้วที่ต้องการ สลับชั้นวิปป์ครีม คัสตาร์ด เค้ก เเละมะยงชิด โดยชั้นของเค้ก พรมน้ำเชื่อมลอยดอกมะลิลงไปให้ฉ่ำสักหน่อย เเช่เย็นไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง พร้อมรับประทาน

 

ไปสตูล อย่าแค่ไปลงเรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 16:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/423490

ไปสตูล อย่าแค่ไปลงเรือ

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

อาทิตย์นี้ยังติดพันกับทะเลอยู่ครับ แต่จะชวนไปกินของอร่อยถึงสตูล ที่ผมเลือกเอาเป็นสตูลนั้น เพราะว่าอีกไม่กี่วันจะมีวันหยุดยาวๆ คงมีหลายคนวางแผนไปเที่ยวเกาะหลีเป๊ะ เกาะตะรุเตา หรือไปลังกาวี มาเลเซีย ซึ่งท่าเรือที่จะไปเกาะต่างๆ นั้นอยู่ที่สตูลทั้งสิ้น เมื่อไปทั้งทีแล้วก็ต้องกินของอร่อยที่กรุงเทพฯ ไม่มีกินเสียด้วยเลย

สตูลเป็นเมืองที่ผมชอบมาก เป็นจังหวัดเล็กแต่มีเพชรที่เป็นทะเลและป่า มีความสงบอย่างหนึ่งคือไม่ได้อยู่บนเส้นทางหลักที่เลียบทะเลอันดามัน จะเข้าสตูลต้องวิ่งลึกเข้าไปอีก 10 กว่ากิโล ฉะนั้นถ้าไม่มีธุระจริงๆ ก็ไม่มีใครเข้าสตูล อีกอย่างเป็นเมืองชาวมุสลิมที่รักสงบ ไม่มีปัญหาเรื่องขัดแย้งทางการเมือง

ป่าที่เป็นเพชรนั้นคือ ทะเลบัน เป็นทะเลสาบที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขา รอบๆ ทะเลสาบเป็นป่าดงดิบร้อนชื้น ใครอยากเห็นป่าดงดิบ เงียบ มืด วังเวง ต้องเข้าไปที่ทะเลบัน จะรู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงสัตว์มีชีวิตเล็กๆ ในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ หรืออย่าไปยุ่งปล่อยให้ธรรมชาติเขารักษาตัวเองไปเรื่อยๆ สิ่งที่ชอบที่สำคัญอีกอย่างมีอาหารอิสลามอร่อยๆ เยอะ

มาเรื่องไปสตูลเพื่อไปเกาะครับ เอาที่ตัวจังหวัดก่อน ผู้ที่จะไปเกาะลังกาวีของมาเลเซีย ก็ต้องไปที่ท่าเรือตำมะลัง ที่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กว่ากิโล ตลอดเส้นทางนั้นเงียบไม่มีบ้านเรือนเพราะเป็นเขตป่าโกงกางเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ผู้ที่จะไปเกาะลังกาวีนั้น อาจจะนอนไปในรถแล้วไปเช้าเอาที่นั่น หรือนอนค้างที่โรงแรมในสตูลก่อน พอเช้าแล้วค่อยไป นั่นเพราะเรือเขาออกสายๆ

 

พอขากลับจากลังกาวี จะมาถึงท่าเรือตอนบ่ายๆ ส่วนใหญ่ตีรถกลับกรุงเทพฯ เลย ที่ท่าเรือผมแนะนำให้ซื้ออินทผลัมแห้ง ใหม่ หวาน ไม่แพง ยี่ห้อไหนก็ได้

ผมนั้นนอนค้างที่สตูลโดยไม่มีความต้องการที่จะไปเกาะ แต่นอนค้างเพราะเห็นแก่กิน เป็นร้านหนึ่งอยู่ในตึกแถว ถนนบุรีวานิช อันเป็นตึกแถวเก่าแบบเดียวกับที่ภูเก็ต เลขที่ 35 ไม่มีชื่อร้าน ไม่มีการ
ตกแต่งใดๆ ทั้งสิ้น เงียบๆ มีโต๊ะเก้าอี้ไม้ 3-4 ชุด มีตู้กับข้าวอยู่ด้านใน เมื่อผมไปเจอครั้งแรกนั้นประมาณสัก 11 โมงเช้า ในตู้มีกะละมังกับข้าวอยู่ 3 อย่าง แต่เหลือแค่ 1 กะละมัง มีปลาอยู่แค่ 2-3 ชิ้น เป็นปลาชิ้นในน้ำแกงข้นๆ พอสั่งมาคนขายบอกว่าข้าวหมด นั่นก็ไม่ว่ากัน แต่ก็ยังนึกว่าขายข้าวแกงไม่มีข้าวได้อย่างไร

อีก 2 ปีไปอีก 11 โมงเช้าเหมือนเดิม แต่หมดทั้งแกงทั้งข้าว คนขายบอกว่าต้องมาก่อน 11 โมง จึงต้องนอนที่สตูลเพราะอย่างนั้นเอง แล้วก็โชคดีไปได้รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ต้องเข้าซอยศุลกานุกูลไป อยู่ริมแม่น้ำมำบัง เงียบสะอาดดี มื้อเย็นก็กินที่นั่น มีอาหารทะเลตามสั่ง แกงเหลืองปลากะพงกับยอดมะพร้าวอร่อยมาก แถมมีราดหน้าซูเปอร์ (ทะเล) อร่อยทัดเทียมกับราดหน้าซูเปอร์ที่กันตัง จ.ตรัง ที่โด่งดัง พอสายๆ ก็ไปร้านในเมือง ไปร้านที่ว่า ตอนนี้ไม่ผิดหวัง ได้รู้ว่าร้านนี้ขายกับข้าวอยู่แค่ 3 อย่าง มีผัดเนื้อ ผัดเผ็ดเนื้อ และแกงกะหรี่ปลา ส่วนข้าวเป็นข้าวที่หุงด้วยกะทิ หอมมาก ถึงเข้าใจว่าที่ไม่มีข้าวในวันนั้นเป็นเพราะอะไร

 

ผมจะไม่บอกว่าอร่อย เพราะมันเหนือความอร่อยขึ้นไปหลายชั้น คุ้มค่าที่ต้องไปร้านนั้นถึง 3 ครั้ง ผมแนะนำว่าถ้าหลุดจากร้านนั้นก็มีร้านข้าวแกงแก้ขัด ต้องวิ่งออกนอกเมืองมานิดหนึ่ง ชื่อร้านมาเรีย เป็นร้านข้าวแกงมีอาหารอิสลามหลายอย่าง มีกะทิต้มผักใส่ไข่ต้มเป็นลูกๆ มีแกงสับปะรดกับกุ้ง มีปลาสีกุนทอดขมิ้น ที่เด็ดขาดคือซุปหางวัวอร่อยมาก

มาที่ท่าเรือปากบารา ท่าเรือที่จะไปเกาะหลีเป๊ะ เกาะตะรุเตาบ้าง ทุกหน้าร้อนจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ต้องไปค้างคืนที่ปากบาราก่อน ความที่มีนักท่องเที่ยวมากมาย จึงมีบ้านพัก รีสอร์ท โรงแรม ร้านอาหารเยอะเป็นอาหารทะเล ผมนั้นเลือกที่จะกินที่อื่นดีกว่า ยิ่งเป็นตลาดนัดใหญ่วันอาทิตย์ เป็นตลาดที่ออกจากปากบารานิดหนึ่ง มีกับข้าวอิสลามเยอะมาก อร่อย ซื้อเสร็จ เช่าเสื่อนั่งกิน ชมวิวทะเลปากบารามีความสุขกว่าเยอะ ถูกสตางค์ด้วย

มาถึงร้านที่ผมตั้งใจแนะนำครับ ต้องมาที่ อ.ละงู ปากทางเข้าปากบารา และต้องเป็นมื้อเช้าเท่านั้น ชื่อร้านครูบาหรี จะอยู่ใกล้ปากทางเข้าตลาดเทศบาล มีโรตี มะตะบะ ชาร้อน โรตีนั้นมีให้เลือกว่าเป็นโรตีกับนมข้นหวาน และโรตีกับแกงปลา ต้องกินโรตีกับแกงปลาครับ ปลานั้นจะละเอียด ส่วนน้ำแกงคล้ายแกงมัสมั่น มีกลิ่นหอมใบเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่ขึ้นตามสวนยาง มะตะบะก็สุดยอด ผมนั้นเป็นคนติดกาแฟในตอนเช้า สั่งกาแฟมามันเป็นการแหวกม่านประเพณีอย่างรุนแรงครับ ต้องกินชาร้อนอย่างดียว ผมเคยขอซื้อแกงปลา
กลับกรุงเทพฯ เอามากินกับขนมปังปิ้ง

นี่แหละครับไปสตูลเที่ยวเกาะแล้ว อย่าลืมไปรู้จักตัวตนของอาหารอิสลามด้วย จะคุ้มค่าครับ

 

สังคมแบ่งปัน สูตร “ข้าวหน้าไก่” ฉบับง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 22:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/426056

สังคมแบ่งปัน สูตร "ข้าวหน้าไก่" ฉบับง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้

สมาชิกเว็บบอร์ดพันทิปแบ่งปันขั้นตอนการทำ “ข้าวหน้าไก่” เเบบง่ายๆ ที่ใครก็สามารถทำได้

สมาชิกเว็บไซด์พันทิปดอทคอมชื่อ “som1598” เปิดเผยขั้นตอนการทำ “ข้าวหน้าไก่” ฉบับง่ายๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเเม่บ้านผู้เชี่ยวชาญก็สามารถทำได้

เริ่มต้นจากเตรียมวัตถุดิบและเครื่องปรุง ใช้น้ำผึ้ง ซ้อสปรุงรส ซีอิ้วขาว ซีอิ้วดำ น้ำมันงา น้ำมันหอย เกลือ พริกไทยดำเม็ดตำหยาบ ๆ พริกไทยป่น แป้งมันสำปะหลัง และแป้งข้าวโพด

 เลือกสันในไก่

พวกผักที่ต้องใช้ มีผักชีซึ่งใช้ทั้งรากและใบ พริกขี้หนูสวน

แยกใบผักชีออกมาเตรียมไว้ก่อน รากผักชีนำมาสับให้ละเอียด

นำเนื้อไก่หั่นแบบลูกเต๋าขนาดพอคำนำใส่หม้อ แล้วใส่รากผักชีสับละเอียดตามลงไป ใส่เกลือครึ่งช้อนชา พริกไทยเม็ดครึ่งช้อนชา น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ

ตั้งไฟต้มไก่และเครื่องปรุง ใช้ไฟกลาง

 พอเดือดให้ช้อนฟองออก

นำเครื่องปรุงต่าง ๆ มารอปรุงรส

ใส่ซีอิ้วดำก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อให้ได้สีที่ต้องการ จากนั้นปรุงรสด้วยซ้อสปรุงรส ซีอิ้วขาว น้ำมันหอย น้ำผึ้ง ยังไม่ต้องให้เค็มมาก เพราะเดี๋ยวจะเข้มข้นขึ้น

เตรียมแป้ง ใช้แป้งข้าวโพดและแป้งมันสำปะหลัง อัตราส่วนเท่า ๆ กัน ผสมใส่น้ำเปล่า

แบ่งตักเนื้อไก่ที่ปรุงจากหม้อใส่กระทะตามที่ต้องการ

พอเดือดแล้วลองชิมดู ปรุงรสเพิ่มเติมรอบสุดท้าย

ใส่แป้งที่ผสมไว้แล้ว

ปรับให้ข้นตามต้องการ

ซอยพริกขี้หนู

จากนั้นตักหน้าไก่ราดข้าว โรยผักชีและพริกขี้หนู เป็นอันเสร็จพิธี

ติดตามผลงานอื่นๆของผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/chaichuanshim

ที่มา http://pantip.com/topic/35016373

 

กล้วยกล้วย by เจี๊ยบ อร่อยแบบพื้นเมืองขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 09:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/425891

กล้วยกล้วย by เจี๊ยบ อร่อยแบบพื้นเมืองขอนแก่น

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

แวะเวียนมาท่องเที่ยวถิ่นดอกคูนเสียงแคนเมืองขอนแก่นจนอิ่มอุราแล้ว หากยังมีเวลาว่างก็อย่าลืมแวะชิมกล้วยทอดรสชาติอร่อยแบบพื้นเมือง ที่ร้าน “กล้วยกล้วย by เจี๊ยบ” ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 199/48 ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รับรองไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน เพราะมีแม่ค้าขายกล้วยทอดสุดเซ็กซี่ หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่เห็นแล้วต้องซื้อไปรับประทานพร้อมกับขอเซลฟี่กับแม่ค้าเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

เจ้าของร้าน ”กล้วยกล้วย by เจี๊ยบ” วิภาภรณ์ โต้ทสนทบ บอกว่า ร้านเปิดให้บริการมาได้ไม่ถึงเดือน แต่มีลูกค้ามาอุดหนุนเนืองแน่นทุกวัน เพราะชื่นชอบกล้วยทอดรสชาติอร่อยแบบพื้นเมืองที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นกล้วยอบน้ำผึ้ง มันทอด เผือกทอด และข้าวเม่าทอด รสชาติอร่อยถูกปาก ราคาถูกใจ

 

แต่ที่กำลังเป็นที่ฮือฮานั้นเป็นน้องชาย ซึ่งเป็นสาวประเภทสอง ชื่อ ณัฐฐาวรวีสิริกุลวงษ์ไพศาล หรือน้องวิ อายุ 22 ปี หลังมีชาวเน็ตได้ทำการเผยแพร่ภาพของน้องวิที่กำลังทอดกล้วยทอดขาย ลูกค้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นเพราะนอกจากรสชาติกล้วยทอดแล้ว ลูกค้าทุกคนต่างต้องการพบตัวจริงของน้องวิ และต้องการถ่ายภาพของน้องวิทั้งในช่วงที่กำลังลงมือเพราะหลายคนกำลังมองน้องว่าเป็นเน็ตไอดอลในการประกอบอาชีพที่สุจริตและหาเลี้ยงดูตัวเอง

“น้องวิได้มาช่วยขายกล้วยทอดที่ร้านระหว่างรอทำงานประจำ ซึ่งหลังจากที่มีชาวเน็ตแชร์ภาพของน้องวิกำลังทอดกล้วยขาย ประกอบกับการแต่งตัวที่ดูเซ็กซี่และหน้าตาที่สวยและดูดี ทำให้มีลูกค้ามาซื้อมากขึ้น และสามารถขายหมดก่อนเวลาปิดขายทุกวัน จากเดิมจะขายตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. แต่ปัจจุบันนี้เวลาประมาณบ่ายโมงก็ขายหมดแล้ว”

 

ขณะที่น้องวิ บอกว่า ด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นสาวประเภทสองที่ชื่นชอบการแต่งตัวเซ็กซี่เป็นชีวิตจิตใจ ประกอบกับชอบงานด้านการขาย จึงมาช่วยพี่สาวซึ่งขายกล้วยทอด โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบไปจนถึงขั้นตอนของการประกอบอาหารและจำหน่าย เนื่องจากหลังสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขาการโรงแรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างที่รอทำงานประจำจึงได้มาช่วยพี่สาวซึ่งตลอดทั้งวันที่เปิดให้บริการนั้น ลูกค้าที่มาซื้อกล้วยทอดมักจะมาขอถ่ายรูปเซลฟี่กับเธอจำนวนมาก และที่ชอบมากที่สุดเมื่อเวลาผู้ชายหน้าตาดีมาซื้อ แล้วจะลด แลก แจก แถมเป็นพิเศษอีกด้วยแล้วอย่าลืมมาชิมกล้วยทอดเน้อ รับรองอร่อยถูกปาก ราคาถูกใจ…ขอบอก

 

ชิงช้า ชาลี ตำนานอาหารไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2559 เวลา 17:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/425811

ชิงช้า ชาลี ตำนานอาหารไทย

โดย…ซิตี้กาย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

จากวรรณคดีไทย ถูกหยิบมาใช้เป็นชื่อร้าน ชิงช้า ชาลี (Chingcha Charlee) ที่เน้นเสิร์ฟอาหารไทยโบราณ ที่อาจมีเมนูหลายเมนูที่ถูกหลงลืม

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากการที่ กอล์ฟ-ณชนก รัตนทารส เจ้าของร้านหนุ่มหล่อผู้หลงใหลในเรื่องอาหารการกิน และคร่ำหวอดวงการอาหารมานานเกือบ 2 ทศวรรษ มีเจตนารมณ์ที่จะสืบสานและสืบทอดอาหารไทยโบราณสูตรต้นตำรับเอาไว้ให้ได้ลิ้มลองกัน จึงนำเมนูจากก้นครัวมาทำใหม่ให้ทันสมัย แต่ยังคงรสชาติแบบอาหารไทยดั้งเดิมเอาไว้

พร้อมทั้งยังจัดสรรเมนูพิเศษตามฤดูกาลที่จะหมุนเวียนทุกๆ 4 เดือน โดยได้เชฟมือดีอย่าง ผศ.กอบแก้ว นาจพินิจ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ผู้เชี่ยวชาญอาหารไทยโบราณตัวจริงมาร่วมสร้างสรรค์เมนู

เปิดต้อนรับด้วยบรรยากาศร้านที่แสนอบอุ่นด้วยโทนสีขาวนวล โปร่งสบายตา เหมาะกับเวลาที่พาครอบครัวมาร่วมรับประทานกัน

 

วันนี้ออกประเดิมรับร้อนด้วยเมนู ข้าวแช่ สูตรจาก ผศ.กอบแก้ว นาจพินิจ ข้าวหอมมะลิอบด้วยดอกอัญชัน เสิร์ฟพร้อมกับกะปิทอด ปลาช่อนแดดเดียว หอมยัดไส้เนื้อปลาช่อน  หมูฝอย เติมความสดชื่นดีไม่น้อย

ต่อด้วยยำผลกระเจี๊ยบ ผลกระเจี๊ยบสด ปรุงในน้ำยำรสจัดจ้าน พร้อมกับกุ้งแม่น้ำสด หน้าละม้ายกุ้งแช่น้ำปลา ทว่าได้ความเปรี้ยวหวานจากผลกระเจี๊ยบจะช่วยทำให้สดชื่นยิ่งกว่า

ตบท้ายด้วยเมนู ส้มฉุนมะยงชิด เมนูโบราณแทบหารับประทานไม่ได้แล้ว มะยงชิดลอยแก้วด้วยน้ำส้มฉุนหรือส้มซ่า พร้อมกับขิงซอย มะม่วงซอย หอมแดงซอย ขิงอ่อนซอย โรยด้วยเมล็ดถั่วลิสงคั่ว เป็นการจบท้ายมื้อนี้อย่างมีความสุข

ร้านชิงช้า ชาลี ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน บริการเวลา 10.30-22.00 น. โทร. 02-652-0680-2

 

พรเพ็ญขาหมูเสวย รสดั้งเดิมรุ่นคุณยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2559 เวลา 16:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/425808

พรเพ็ญขาหมูเสวย รสดั้งเดิมรุ่นคุณยาย

โดย…พาแลง

ข่าวขาหมูแห่ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้มีโอกาสขึ้นโต๊ะเสวย ทำให้หลายๆ คนอยากลิ้มลอง พรเพ็ญขาหมูเสวย ซึ่งเปิดขายมากว่า 60 ปี ร้านนี้ตั้งอยู่เยื้องธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเชียงดาว ซึ่งคนจะแน่นร้านทุกวัน ทั้งคนพื้นที่และนักท่องเที่ยว จนมีคนกล่าวว่ามาเชียงดาวไม่กินขาหมูเชียงดาวเหมือนมาไม่ถึง

 

ตัวร้านเป็นแบบโบราณ ตั้งแต่ประตู เก้าอี้ที่เป็นไม้ คลาสสิกสมเป็นร้านขาหมูเก่าแก่ในตำนาน ภายในร้านมีบริเวณกว้างขวางพร้อมรองรับลูกค้าได้จำนวนมาก ส่วนเคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ความพิถีพิถัน ตั้งแต่การเลือกเนื้อหมูที่ต้องสดและไม่ผ่านการแช่แข็ง นำมาเคี่ยวจนนุ่มกับเครื่องเทศสมุนไพรจีนสูตรโบราณ ทำให้น้ำราดสีแดงและรสชาติไม่หวานเกินไป แถมยังกรุ่นกลิ่นหอมด้วยสมุนไพร ถ้านั่งกินด้วยกันหลายๆ คนแนะนำว่าสั่งเป็นขาแล้วรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ รับรองว่าอร่อยจนอยากซื้อกลับบ้านอีกรอบเลยทีเดียว

น้ำจิ้มร้านนี้ก็พิเศษ ด้วยการโขลกขิง-ข่า พร้อมกับกระเทียมสด และพริกขี้หนูสวน ทำให้ได้รสชาติไม่เหมือนใคร ถ้าอยากเพิ่มรสเผ็ดที่ร้านก็มีทั้งกระเทียมและพริกขี้หนูเป็นเครื่องเคียง โดยนอกจากขาหมูแล้ว ยังมีเมนูอย่างต้มมะระยัดไส้ พะแนงหมู แกงฮังเล น้ำพริกกะปิ และอาหารไทยอีกหลายอย่าง

ร้านพรเพ็ญขาหมูเสวย เปิดบริการเวลา 06.00-14.30 น. รีบไปก่อนเที่ยง เพราะช้าหมดอดอร่อยไม่รู้ด้วยนา โทร. 053-455-103 และ 08-6185-1792 &O5532;

 

อร่อยบรันช์ ทั้งวันทุกวันก็ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2559 เวลา 16:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/425805

อร่อยบรันช์ ทั้งวันทุกวันก็ได้

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบมื้อบรันช์ (Brunch) เป็นชีวิตจิตใจ เหตุเพราะว่า เป็นคนตื่นค่อนข้างสาย จึงไม่เคย (ไม่ค่อย) ได้รับประทานมื้อเช้าหรือเบรกฟาสต์ (Breakfast) กับใครเขา กว่าร่างกายและเวลาจะพร้อมก็ปาเข้าไปใกล้ๆ มื้อเที่ยง  (Lunch) แล้ว การรับประทานควบรวมระหว่างมื้อเช้าและมื้อกลางวันที่สากลนิยมเรียกว่า บรันช์ นั้นจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา

มื้อบรันช์นั้นมีเสน่ห์เฉพาะตัว ประกอบด้วยอาหารที่ไม่หนักเกินไป สำหรับรับประทานให้ท้องไส้คุ้นเคย เพราะเป็นอาหารมื้อแรกของวัน และสามารถตามด้วยเมนูหนักๆ มาเติมท้องให้อิ่ม เพื่อจะได้อยู่ยาวๆ ไปถึงบ่ายแก่ๆ หรือค่ำผสมรวมมาด้วย

ในร้านอาหารทั่วๆ ไปมักจะจัดให้มีเมนูบรันช์เฉพาะในวันหยุด เช่น เสาร์หรืออาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ที่ผู้คนอาจจะตื่นสายเล็กน้อย เพราะเป็นวันสบายๆ ไม่ต้องรีบเร่งไปทำงาน ก่อนจะออกจากบ้านไปรับประทานบรันช์กันในราวๆ 11.00 น. โดยเฉพาะซันเดย์บรันช์นั้นเป็นเทรนด์ที่บ้านเราเองก็นิยมมาก จนทำให้หลายร้านอาหาร มีคนรอคิวรับประทานบรันช์กันยาวเหยียด ใครที่ไม่ชอบรอหรือจองล่วงหน้าถึงกลับเบื่อบรันช์ (นอกบ้าน) กันไปเลย

 

และเมื่อมีร้านที่ประกาศตัวเป็น “ออล เดย์ บรันช์” ออกมา จึงเติมเต็มความต้องการของคนรักอาหารมื้อสายนี้ได้เป็นอย่างดี เมื่อมีออลเดย์ (และเอเวอรี่เดย์บรันช์) แล้ว เราก็ไม่ต้องไปจองล่วงหน้าหรือรอคิวรับประทานบรันช์แบบนานๆ อีกต่อไป

เริ่มเรียกว่า “บรันช์” กันเมื่อไหร่

คำว่าบรันช์ปรากฏขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่ 18 พจนานุกรมออกซฟอร์ดเริ่มมีคำนี้ปรากฏใน 1985 หลังจากนั้นก็จะเริ่มมีใช้ในสื่อเช่นบทความหนังสือพิมพ์ เป็นต้น

ต้นกำเนิดของคอนเซ็ปต์มื้อบรันช์นี้ก็มีหลากหลายทฤษฎี ทางฟากอังกฤษบอกว่า เป็นมื้ออาหารของเหล่านักล่าสัตว์ ซึ่งมักออกล่าตอนเช้าตรู่กว่าจะเสร็จสิ้นก็สาย จึงได้รับประทานอาหาร (ส่วนใหญ่จะ
รับประทานนอกบ้าน) ซึ่งเรียกว่า บรันช์ ขณะที่บางตำรับบอกว่า มื้อนี้มักจะเป็นมื้อสายหลังจากการไปโบสถ์ในเช้าวันอาทิตย์ของคริสต์ศาสนิกชนที่รับประทานด้วยกันทั้งครอบครัว

มีหนึ่งหลักฐานหนึ่งปรากฏทางฝั่งอเมริกา โดยนักหนังสือพิมพ์ชาวนิวยอร์กชื่อ แฟรงค์ วอร์ด โอมัลลีย์ ซึ่งทำงานให้กับหนังสือพิมพ์เดอะ ซัน ระหว่างปี 1906-1919 เขาใช้คำว่า บรันช์ เพื่ออธิบายถึง “นิสัยการรับประทานอาหารกลางวันของนักข่าวหนังสือพิมพ์” เรียกได้ว่า อาชีพนี้เขาเป็นผู้นำแห่งการรับประทานบรันช์จริงๆ (ฮา…)

 

อีกหนึ่งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับบรันช์มาจากบันทึกของ เอแวน โจนส์ นักประวัติศาสตร์อาหารชาวอเมริกัน เขาบอกว่า ช่วงปี 1933 นั้น ร้านอาหาร ปั้มพ์ รูม ของโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ในชิคาโก มีชื่อเสียงมากเรื่องบรันช์ ที่นี่เป็นแหล่งรวมของคนดัง รวมทั้งดาราแห่งยุคอย่าง คลาร์ก เกเบิ้ล และ เฮเลน เฮย์ส เขาและเธอจะมาแวะรับประทานบรันช์ที่นี่ในสายวันอาทิตย์ เป็นการพักครึ่งทางระหว่างนั่งรถไฟจากนิวยอร์กไปลอสแองเจลิส (หรือกลับกัน) เสมอๆ สมัยนั้นถ้าใครไม่ไปรับประทานบรันช์ที่ ปั้มพ์ รูม เรียกได้ว่า ไม่เก๋

บรันช์มาได้รับความนิยมอย่างมากในช่วง 1980 ต่อมาด้วยซีรี่ส์เรื่อง Sex & The City ก็ทำให้สาวๆ (หรือไม่สาวก็ตามที) ออกจากบ้านไปสังสรรค์มื้อบรันช์ตามตัวละครนำของเรื่องนี้เป็นการใหญ่ และปี 2016 นี้ ผู้เชี่ยวชาญในวงการอาหารก็ยังทำนายทายทักว่า บรันช์จะกลับมาเป็นเทรนด์ของอาหารอีกรอบ

ตามคอนเซ็ปต์ของบรันช์แล้ว มื้อนี้ไม่ได้เน้นเฉพาะการรับประทานอาหารเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ “อารมณ์” และ “บรรยากาศ” เพราะเป็นมื้ออาหารในช่วงเวลาสบายๆ ไม่มีภาระให้กังวล ไม่ต้องเร่งรีบ ทั้งยังเป็นมื้อสำหรับ “โซเชียล” คือ รับประทานไปคุยกับผู้คนแบบไม่เป็นทางการไปด้วย นอกจากนี้ชาวตะวันตกยังบอกว่า มื้อบรันช์นั้นคือ มื้อของการรักษาเยียวยาอาการแฮงโอเวอร์อีกต่างหาก โดยเฉพาะหลังจากปาร์ตี้ค่ำคืนวันเสาร์อันหนักหน่วง ทำให้ซันเดย์บรันช์เป็นมื้อไม่ธรรมดาจริงๆ

 

อาหารบรันช์นั้นมักเน้นความหลากหลาย ตับไก่ ไข่ เนื้อสัตว์ เบคอน ผลไม้สด และขนม เครื่องดื่มไวน์หรือแชมเปญก็มักรวมอยู่ด้วย ในปัจจุบันอาหารที่มักรับประทานในมื้อบรันช์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยนิยม อย่างบ้านเราก็มักเป็นอาหารตะวันตกมีทั้งเมนูไข่ต่างๆ ขนมปัง เบอร์เกอร์ พาสต้า เนื้อสัตว์ ผัก รวมทั้งแพนเค้ก ขนมอื่นๆ

ออลเดย์บรันช์ที่ ‘มันช์’ สิ

ในส่วนของผู้นิยมบรันช์มีหนึ่งร้านอาหารออลเดย์ บรันช์ ใหม่ล่าสุดที่เพิ่งถือกำเนิดในกรุงเทพฯ คือ มันช์ (MUNCH)

ตั้งอยู่ในย่านทองหล่อ ตกแต่งร้านโดยได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมยุโรป หินอ่อนสีสว่าง อิฐสีขาว ผนังกระดานดำ เฟอร์นิเจอร์ไม้ ให้ความรู้สึกอบอุ่นผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้าน

เมนูอาหารของมันช์ประกอบด้วยเบอร์เกอร์หลายแบบ รวมทั้ง มันช์ เบอร์เกอร์ สูตรเฉพาะของทางร้าน มีให้เลือกทั้งเนื้อและหมู ส่วน มันช์ แม็ค แอนด์ ชีส ทำจากเนื้อบดและชีสซอส คนชอบไก่ไม่ควรพลาดกับคริสปี้ จาเลเปโน ชิคเก้น เบอร์เกอร์ อาจจะเป็นร้านสไตล์ยุโรปแต่มีกลิ่นอายญี่ปุ่นผสมผสาน เช่น เมนูคนรักเส้นควรลอง มากูโร พาสต้า ที่นำเส้นสปาร์เกตตี้ปรุงกับมากูโรหรือบลูฟินทูน่า พาร์เมซานชีส และ แอนโชวี่ ส่วนเมนูเส้น ชิโซ เพสโต้ วิท อูนิ อร่อยด้วยชิโซเพสโต้และซีเออร์ชินหรือหอยเม่น เมนูคนรักชีสต้อง ทรัฟเฟิล กริล ชีส อร่อยด้วยทรัฟเฟิล บัตเทอร์, มอสซาเรลล่า ชีส และขนมปังซาวร์โด

มันช์ยังมีของหวานให้เลือก เช่น มันช์ แพนเค้ก เสิร์ฟพร้อม ฮอกไกโด ซอฟต์ ครีม พวกขนมปังเช่น ซอลเตด เอ้ก มันช์ โทสต์ หรือครัวซองต์ แอนด์ บัตเตอร์ พุดดิ้ง วิท ซอฟต์ เซิร์ฟ ร้านนี้จะทำให้ลูกค้านึกถึงวันเวลาเมื่อยังเด็กด้วยมีเครื่องทำป๊อป คอร์น รวมทั้งเครื่องทำซอฟต์ ครีม ซึ่งเริ่ดเลอด้วยส่วนผสมนำเข้าจากฮอกไกโด พร้อมมุมโชว์ขนมอบ

ทุกวันที่มันช์ มีบรันช์เสิร์ฟตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. ร้านตั้งอยู่ในย่านทองหล่อ ซอย 10 โทร. 02-381-4711 หรือ 08-7920-7222 IG: #munch_official @munch_official

ทุกมื้อบรันช์นับเป็นความหรรษาสำหรับคนรักความอิ่มเอมในอารมณ์สบายๆ

 

เลิฟบาร์ บาย โซดา คาเฟ่ลับที่เกิดจากความรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2559 เวลา 16:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/425800

เลิฟบาร์ บาย โซดา คาเฟ่ลับที่เกิดจากความรัก

โดย…พาแลง ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หลายคนที่มาเดินเล่นที่ ดิ เอ็มควอเทียร์ อาจจะยังไม่รู้ว่ามีคาเฟ่เล็กๆ บรรยากาศน่านั่งมาเปิดเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ชื่อ เลิฟบาร์ (Love Bar) ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ในร้านโซดา แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นชื่อดังของไทย ด้วยจุดประสงค์อยากให้ลูกค้าได้นั่งพักระหว่างช็อปปิ้ง และใช้เวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ตั้งใจทำให้เหมือนหลุดออกไปในอีกโลกหนึ่ง เรียกว่าใครที่ก้าวเข้ามาในร้านนี้จะต้องหลงใหลความน่ารักที่เป็นเอกลักษณ์นี้แน่นอน

 

เริ่มจากการตกแต่ง โซดาสาขานี้จะมีคอนเซ็ปต์ว่า Urban Nomads ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางไปทั่วโลกของคุณกบ-เมนาท นันทขว้าง จึงสร้างสรรค์เสื้อผ้าตลอดจนบรรยากาศในคาเฟ่ให้เป็นเสมือนศูนย์รวมของสีสัน ของตกแต่งในคาเฟ่ถูกจัดวางไว้อย่างลงตัวทว่ามีสไตล์ที่โดดเด่น เก้าอี้จากอินเดียเข้ากันได้ดีกับโต๊ะไม้ที่ทางร้านทำเอง หมอนแฮนด์เมด ม้านั่งจากอินเดีย และผ้าม่านจากอัมสเตอร์ดัม โคมไฟ ล้วนถูกเลือกมาจากมุมต่างๆ ของโลก และยังมีหนังสือแฟชั่นที่เจ้าของร้านสะสมไว้ก็นำมาไว้ที่นี่เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนรักแฟชั่นได้อ่านด้วย ส่วนใครที่อยากออกไปสูดอากาศพร้อมชมวิวเมืองก็มีระเบียงเล็กๆ ให้นั่งเล่นได้

 

คอชารับรองว่าต้องชอบที่นี่ เพราะนอกจากบรรยากาศที่เหมาะกับการนั่งจิบชาแล้ว รสชาติและกลิ่นของชาในเลิฟบาร์ล้วนคัดมาอย่างดี ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะดื่มแบบร้อนหรือเย็น Darjeeling Rose ชากลิ่นกุหลาบเสิร์ฟมาคู่กับขนมถั่วตัดชิ้นเล็กๆ ผสมใบชาและดอกกุหลาบจากอินเดีย  และลองจิบชา Kashmiri Kahwa ที่ว่ากันว่าหายากจากแคชเมียร์เสิร์ฟมาในกาแสนสวย ส่วนอาหารของเลิฟบาร์เน้นเสิร์ฟอาหารง่ายๆ สไตล์โฮมเมดที่เอาไว้ทานเล่นคู่กับเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็น Toasted & Chicken Liver Pate ที่เสิร์ฟขนมปังคู่ตับไก่บดตกแต่งด้วยทับทิมซึ่งรสหวานของทับทิมเข้ากันได้ดีมากกับตับบด

 

หรือลอง Cold Cuts Plate ที่มีทั้งซาลามี่และพาร์มาแฮม มาพร้อมเครื่องเคียงอย่างผักดองทำเองและทับทิม ส่วนคนที่ชอบแซลมอน แนะนำเมนู Assorted Smoked Salmon เสิร์ฟมาพร้อมกับเสาวรสและส้มซันคิส และปิดท้ายด้วย Nomads Grilled Sandwiches ซึ่งมีส่วนผสมของอาหารสุขภาพยอดนิยมฮัมมุส (Hummus) ทาบนขนมปังแล้ววางทับด้วยซาลามี่ กินกับซอสทาฮินี่ (Tahini) รสเข้มข้นจากงาบด ก็ทำให้มื้อนี้อยู่ท้องได้เลย ส่วนเครื่องดื่มที่ไม่ใช่ชาก็มีสมูทตี้สีสันสดใสในสูตรของคุณกบเพื่อคอสุขภาพ มีให้ชิมทั้ง Pink India ที่ได้ความหวานจากแก้วมังกร ส้มซันคิส กล้วย มะยงชิด และเพิ่มรสเปรี้ยวแสนสดชื่นด้วยเสาวรส หรือตอนนี้ที่ร้านจะมีสมูทตี้สีเหลืองสดใสที่ใช้มะยงชิดจากไร่ของคุณกบเป็นวัตถุดิบหลักทำให้แก้วนี้สดชื่นในชื่อ Yellow Sky นอกจากนี้ยังมีไวน์ที่น่าจะถูกใจคนที่ชอบดื่มไวน์ดีๆ ด้วย

หากอยากตกหลุมรักคาเฟ่แห่งความลับแห่งนี้ ต้องไปที่ร้านเลิฟบาร์ (อยู่ภายในร้านโซดา) ชั้น 1 โซน Waterfall ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ร้านเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-22.00 น. สอบถามโทร. 02-003-6624 ติดตามอินสตาแกรม sada.forever

 

เปรี้ยว จี๊ดจ๊าด มะขามเมืองสองแคว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2559 เวลา 16:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/425797

เปรี้ยว จี๊ดจ๊าด มะขามเมืองสองแคว

โดย…ชินวัฒน์ สิงหะ

เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองสองแคว จ.พิษณุโลก มีเวลาว่างไปชิมและช็อปมะขามเปรี้ยวจากกลุ่มสตรีบ้านโนน หมู่ 3 ต.นาบัว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ไปเป็นของฝากญาติมิตรถูกใจนักหนา เพราะสารพัดคุณประโยชน์ทั้งเป็นยาสมุนไพรและเครื่องบำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย โดยความเปรี้ยวของน้ำมะขามยังสามารถนำไปปรุงอาหารแทนมะนาวได้เพราะรสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดไม่แพ้กัน

พิชญาภา มาอ่อน ประธานกลุ่มสตรีบ้านโนน หมู่ 3 บอกว่า มะขามเปรี้ยวเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของเกษตรกรไทย เพราะสามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืน เนื่องจากปัจจุบันมะขามเปรี้ยวมีราคาสูงกว่ามะขามหวานบางสายพันธุ์เสียอีก ทำให้กลุ่มสตรีบ้านโนนอาศัยช่วงหน้าแล้งหลังว่างเว้นจากการทำนา และเป็นช่วงที่เข้าสู่เวลาที่ต้นมะขามที่มีปลูกอยู่ทั่วไปในหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก กำลังออกฝักเป็นผลแห้งแก่กำลังดี กลุ่มพ่อบ้านพากันออกไปปีนต้นมะขามเพื่อเก็บผลใส่กระสอบ รวบรวมมาให้กับกลุ่มสตรีบ้านโนนแกะมะขามเปรี้ยวขายเป็นอาชีพเสริม

“ในช่วงฤดูแล้งทุกปีจะว่างเว้นจากการทำนา ไม่สามารถทำการเกษตรอื่นๆ ได้เนื่องจากเป็นพื้นที่สูง ขาดแคลนแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงได้รวมกลุ่มแม่บ้านสตรีที่อยู่ในพื้นที่ใช้เวลาว่างร่วมกันแกะมะขามเปรี้ยว
ทำไปคุยกันไป ปีหนึ่งๆ สามารถมีรายได้กันรายละนับหมื่นบาท” พิชญาภา กล่าว

 

สำหรับมะขามเปรี้ยว หลังจากที่เก็บมาจากต้น ต้องเลือกเป็นฝักที่แก่ผลมะขามข้างในแห้ง จากนั้นนำมาทุบเอาเปลือกนอกออก แล้วนำมาแกะเอาเมล็ดที่อยู่ข้างในออกด้วย โดยจะมีกลุ่มพ่อค้าเดินทางมารับซื้อถึงในพื้นที่ ในราคากิโลกรัมละ 35 บาท ส่วนเมล็ดนั้นก็ไม่ต้องทิ้งก็ยังสามารถขายได้ในราคา 2 บาท/กิโลกรัม ขณะที่ราคาจำหน่ายในตลาดสดตัวเมืองตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 80-100 บาท

นับว่าเป็นการหาแนวทางในการสร้างรายได้เสริมของกลุ่มชาวบ้านบ้านโนนอ.นครไทย จ.พิษณุโลก ที่ใช้เวลาว่างหาอาชีพเสริมและยังสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เพราะมะขามเปรี้ยวเป็นไม้ยืนต้นอายุยืน ไม่มีแมลงศัตรูพืชมารบกวน สามารถขึ้นได้เกือบทุกสภาพดิน แทบทุกภาคของประเทศ มะขามเปรี้ยวเป็นที่ต้องการของตลาด สำหรับใช้ในการทำอาหาร เป็นยาสมุนไพร และเครื่องบำรุงผิวพรรณ

 

Merry Marion Plum มะยงชิดหวานเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/425693

Merry Marion Plum มะยงชิดหวานเย็น

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ย่างเข้าสู่ฤดูร้อนแบบนี้ เอาใจให้ห่างจากอากาศร้อน แล้วหันมาหาข้อดีที่เต็มไปด้วยผลไม้นานาชนิดแสนอุดมสมบูรณ์ของบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง มังคุด และที่ผู้เขียนเฝ้ารอคอยมาทั้งปี คือ มะยงชิด

มะยงชิด ผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว แสนสดชื่นเมื่อได้ลิ้มลอง ราคาของมะยงชิดไม่ธรรมดาเลย เรียกได้ว่าสนนราคาสูสีผลไม้ต่างประเทศหลายชนิด เพราะตั้งแต่กระบวนการปลูกมาจนถึงมือผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ล้วนเต็มไปด้วยขั้นตอนที่ต้องทะนุถนอม เราจึงเห็นมะยงชิดราคาต่อกิโลกรัมสูงลิ่ว ยิ่งถ้าเป็นเจ้าที่คัดมาจากสวนที่การันตีความหวานหอมแล้วละก็ รับรองว่าต้องจ่ายไปไม่ต่ำกว่าลูกละ 50 บาท เลยก็ว่าได้

 

บางครั้งซื้อมะยงชิดคละขนาดอาจได้ราคาถูกกว่า แต่พอปอกรับประทานแล้วอาจมีบ้างที่รสชาติอมเปรี้ยวจัดๆ ไม่ชื่นใจในความหวานนัก ซีรี่ส์ใหม่ชุดนี้ ผู้เขียนจึงขอนำเอามะยงชิดมาปรุงเป็นขนมและอาหาร เพื่อหาเรื่องใช้มะยงชิดที่อาจจะรสชาติเปรี้ยวนำ ไปจนถึงมะยงชิดที่งอมจนเกินอร่อย

ลำดับแรกเริ่มต้นด้วยสูตรง่ายๆ ที่รับรองว่าคุณผู้อ่านไม่ท้อใจ บ้านไหนที่มีเครื่องปั่นน้ำผลไม้ เตรียมวิ่งเข้าครัวได้เลย สำหรับมะยงชิดที่ติดรสเปรี้ยวเหมาะกับสูตรนี้ที่สุด เพราะเข้ากันได้ดีกับรสชาติของมะยงชิดหวานเย็น

ไอเดียของสูตรนี้มาจาก Kakigori ที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานในช่วงหน้าร้อน ต่างกันนิดตรงที่ร้าน Kakigori จะต้องมีเครื่องไสน้ำแข็ง “ขั้นเทพ” ที่มีใบมีดคมกริบ สามารถไสน้ำแข็งออกมาเป็นแผ่นบางเบานุ่มได้

 

บางร้านยังมีสูตรน้ำแข็งพิเศษ ที่ใช้น้ำแร่ช่วยทำให้เกล็ดน้ำแข็งเบานุ่มและละลายในปากแล้ว “เชื่อว่า” จะให้ความสดชื่นมากกว่าการใช้น้ำกรองจากน้ำประปา นอกจากน้ำแข็งไสสไตล์ญี่ปุ่นแล้ว ตอนนี้บ้านเรายังฮิตน้ำแข็งไสบิงซู ของเกาหลี ที่อัดแน่นไปด้วยแคลอรี อย่างครีมเทียม และสารเสริมคุณภาพน้ำแข็ง ที่นอกจากจะช่วยให้ไสน้ำแข็งออกมาได้ละเอียดแล้ว ยังช่วยให้น้ำแข็งไสละลายช้าลงอีกนิด ผู้เขียนไม่ค่อยชอบนัก เพราะรับประทานแล้วรู้สึกเอียนเลี่ยนตามประสาคนแอนตี้สารสังเคราะห์ที่เติมลงในอาหาร ถึงจะไม่อันตรายอะไร แต่ก็ไม่อยากเอาเข้าร่างกายบ่อยๆ

สูตรมะยงชิดหวานเย็นของเราไม่ต้องอาศัยเครื่องไสน้ำแข็ง เอาแค่เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ที่เราปั่นนมเย็นสูตรบ้านๆ นี่แหละ ให้กลายเป็นนมปั่นที่น้ำแข็งเยอะสักนิด โรยเพิ่มเติมด้วยนมข้น รสชาติเข้ากันกับมะยงชิดที่ติดเปรี้ยว ถือเป็นไอเดียง่ายๆ ที่ช่วยให้มะยงชิดติดเปรี้ยวอร่อยขึ้น ที่สำคัญยังคงรสตามธรรมชาติของมะยงชิดไว้ได้เป็นอย่างดี

มะยงชิดหวานเย็น

ส่วนผสม

น้ำแข็งบด หรือน้ำแข็งหลอดเล็ก 2 ถ้วยตวง

นมสด 1/2 ถ้วย

นมข้นหวาน 1/4 ถ้วย

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

มะยงชิด ปอกเปลือก คว้านเม็ด 10 ลูก

นมข้นหวาน สำหรับโรยหน้า

วิธีทำ

ใส่น้ำแข็งบด นมสด นมข้นหวาน เกลือป่น ปั่นให้เนียนด้วยเครื่องปั่นน้ำผลไม้

ตักน้ำแข็งไสนมสดที่เตรียมไว้ลงในแก้ว ใส่มะยงชิดราดหน้าด้วยนมข้นหวานอีกเล็กน้อย พร้อมเสิร์ฟ