อิ่มแบบไทยใจกลางเมือง ที่ร้าน ‘นอร์ธอีสต์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424840

02 เมษายน 2559 เวลา 11:05 น

อิ่มแบบไทยใจกลางเมือง ที่ร้าน ‘นอร์ธอีสต์’

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

สําหรับพื้นที่ใจกลางเมืองย่านสีลม นอกจากจะเป็นแหล่งศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญหนึ่งของกรุงเทพฯ แล้ว ย่านนี้ก็ยังมีร้านอาหารรสเด็ดให้เลือกชิมมากมาย เรียกว่าตอบสนองบรรดาคนทำงานใจกลางเมืองและนักท่องเที่ยวกันแบบเต็มที่ และหนึ่งในร้านย่านนี้ที่น่าสนใจก็คือ ร้านนอร์ธอีสต์ ตั้งอยู่ระหว่างตึกอับดุลราฮิมและโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

ร้านแห่งนี้เป็นร้านที่บรรดาคนทำงานมักจะมานั่งรับประทานอาหารกันมากในช่วงพักกลางวัน โดยป้ายหน้าร้านจะติดชื่อร้านไว้ 2 ชื่อ คือ NorthEast Restaurant และข้าวต้มตีห้า แม้ว่าทางร้านจะมีที่นั่งให้เลือกถึง 2 ชั้น แต่บอกได้เลยว่า เมื่อเวลาที่คนทำงานพักกลางวันพร้อมกัน ที่นั่งร้านนี้เต็มเร็วมาก ถึงขั้นต้องจองที่นั่งก่อนไปรับประทานกันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนโชคดีที่บังเอิญไปรับประทานอาหารที่ร้านนี้ก่อนเวลาเที่ยงวันเล็กน้อย จึงยังได้ที่นั่งชั้นบน ซึ่งเมื่อได้ชิมเมนูที่เลือก บอกได้คำเดียวว่า ชิมแล้วหากต้องมาย่านนี้อีกก็คงจะฝากท้องไว้กับร้านนี้อีก

อาหารของทางร้านที่มีก็จะมีเมนูอาหารอีสานรสเด็ดตรงกับชื่อร้านนอร์ธอีสต์และก็มีเมนูกับข้าวตามสั่ง ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งนึ่ง อบ ต้ม ผัด แกง ทอด เป็นเมนูสไตล์ไทยๆ สำหรับรับประทานคู่กับข้าวต้ม แต่ถ้าใครอยากรับประทานกับข้าวก็ไม่มีปัญหา

2 เมนูในบรรดาหลายเมนูที่ผู้เขียนและกลุ่มเพื่อนเลือกรับประทานและอยากนำมาแนะนำให้ใครที่แวะเวียนไปย่านนั้นลองสั่งรับประทาน ได้แก่ ผัดผักบุ้งฝอย และไก่ย่างกะทิสด

สำหรับผัดผักบุ้งฝอย หลายคนอาจจะสงสัยว่าก็แค่ผักบุ้งจะมีอะไรพิเศษ แต่ต้องบอกว่า ถึงแม้จะเป็นเพียงผักบุ้งแต่ก็มีความพิเศษ เพราะเป็นการนำผักบุ้งบ้านมาหั่นเป็นเส้นฝอย จากนั้นจึงนำมาผัดและเสิร์ฟให้รับประทาน ซึ่งเป็นเมนูที่ไม่ได้มีกันในร้านอาหารตามสั่งทุกร้าน โดยหากได้รับประทานผัดผักบุ้งฝอยของที่นี่แล้วจะสัมผัสได้ถึงความกรอบของเส้นผักบุ้งที่ยังคงอยู่ แม้ว่าจะผ่านกระบวนการผัดน้ำมันหอยมาแล้วก็ตาม

เมนูนี้เด็ดแค่ไหนก็ไม่รู้ บอกได้แค่ว่า หันไปโต๊ะรอบข้างก็มีแต่คนสั่งเมนูนี้กันทั้งนั้น และที่สำคัญในหนังสือเมนูอาหารที่ทางร้านนำมาให้ลูกค้าเลือก ก็มีภาพเมนูนี้ขึ้นเป็นภาพแรกในเมนู เรียกว่านำเสนอสุดๆ ให้สั่ง ซึ่งเมื่อสั่งมาลองก็ไม่ผิดหวังจริงๆ โดยผัดผักบุ้งฝอย 1 จาน ราคา 100 บาท

 

อีกเมนูก็คือ ไก่ย่างกะทิสด ที่มีให้เลือกขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยครั้งที่ไปรับประทานได้สั่งเป็นจานขนาดเล็ก หน้าตาของไก่ย่างกะทิสดนั้น ภายนอกดูแล้วก็อาจจะไม่ได้รู้สึกว่าจะแตกต่างไปจากไก่ย่างทั่วไปตรงไหน นอกเหนือจากที่มีการโรยงาบนหนังไก่ แต่ทันทีที่ตักไก่มารับประทานก็จะสัมผัสความต่างได้ทันที

หนังไก่นั้นค่อนข้างนุ่ม ส่วนเนื้อไก่นั้นยิ่งนุ่มมากขึ้นไปอีก รสชาติออกมากลมกล่อม จิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วที่ทางร้านนำมาเสิร์ฟคู่กับไก่แล้วก็แซบแบบนุ่มลิ้นดีรับประทานได้เพลินๆ จนแป๊บเดียวไก่ก็หมดจานโดยไม่รู้ตัวทีเดียว โดยไก่ย่างกะทิสด จานเล็ก ราคาอยู่ที่ 85 บาท

อย่างไรก็ตาม ยังมีเมนูอีกละลานตาที่ผู้เขียนยังไม่ได้ลองชิม แต่ก็เชื่อว่ายังมีเมนูเด็ดๆ ซ่อนอยู่อีกแน่นอน ซึ่งใครอยากไปลองชิม ก็ไปกันได้ แนะนำว่าควรไปเป็นกลุ่มจะได้แบ่งกันสั่งกับข้าวหลายๆ เมนูมาช่วยกันชิม ราคากับข้าวจะอยู่ที่หลักเกือบ 100 บาท หรือเกิน 100 บาท หากไปกัน 4 คน สั่งกับข้าวมา 4 อย่าง ถัวเฉลี่ยแล้วก็จะเสียค่าอาหารกันคนละกว่า 100 บาท โดยได้กินหลายเมนู ต่างจากไปคนเดียว ด้วยงบเท่านี้อาจจะได้ชิมกับข้าวแค่อย่างเดียว

ร้านนี้เปิดให้บริการสำหรับครัวอีสานตั้งแต่ 11.00 น. ปิดรับคำสั่งซื้อสุดท้าย 19.30 น. ส่วนครัวข้าวต้ม เปิดตั้งแต่ 11.00 น. ปิดรับคำสั่งซื้อ 23.00 น. ส่วนตัวร้านจะปิดเวลา 24.00 น. สำหรับวันธรรมดา

วันเสาร์-อาทิตย์นั้น วันเสาร์ ร้านเปิดเวลา 15.00 น. สั่งอาหารได้ถึง 24.00 น. และร้านปิดเวลา 00.30 น. ส่วนวันอาทิตย์ ร้านเปิดเวลา 14.30 น. สั่งอาหารได้จนถึง 23.30 น. และร้านจะปิด 24.00 น.

ใครที่อยากไปชิมสามารถโทรไปจองที่นั่งได้ที่โทร. 02-633-8947 การเดินทางไม่ยากเพราะอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสีลม สามารถขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานีสีลมแล้วออกประตูทางออกที่จะไปโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ จากนั้นก็เดินเลียบโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ฝั่งถนนพระราม 4 ประมาณ 300 เมตร ก็จะเจอร้านนี้ตั้งอยู่

เข้า ‘แคมป์ เคอร์รี’ แวบชิมแกงกะหรี่แสนอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424759

01 เมษายน 2559 เวลา 18:07 น.

เข้า ‘แคมป์ เคอร์รี’ แวบชิมแกงกะหรี่แสนอร่อย

โดย…ยู่ยู้  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ผ่านมาแถวชั้น 4 สยามพารากอนช่วงนี้ หลายคนอาจสะดุดตากับร้านอาหารน้องใหม่ ที่จำลองบรรยากาศของการออกค่ายมาไว้ในทุกอณูของร้าน ตั้งแต่การออกแบบ ไปจนการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการออกแคมป์มาจัดวาง เพื่อให้สมกับคอนเซ็ปต์และชื่อร้านว่า แคมป์ เคอร์รี (Camp Curry) ร้านข้าวแกงกะหรี่พรีเมียมจากญี่ปุ่น

 

แคมป์ เคอร์รี สาขานี้ถือเป็นร้านแรกนอกประเทศญี่ปุ่น จุดเริ่มต้นมาจากไอเดียของเจ้าของร้านที่อยากจะนำเสนอแกงกะหรี่ในรูปแบบใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมลบภาพแกงกะหรี่แบบเก่าๆ ที่หลายคนมองว่าเป็นจังก์ฟู้ด โดยดึงเอาลูกเล่นของการตั้งแคมป์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ตัวเองโปรดปราน แถมยังเป็นกิจกรรมยอดนิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่นมาเป็นกิมมิก โดยมีข้าวแกงกะหรี่เมนูสามัญประจำแคมป์ของชาวญี่ปุ่นเป็นตัวชูโรง

แกงกะหรี่ของทางร้านมีให้เลือก 4 แบบด้วยกัน เริ่มจากแกงกะหรี่ผัก เมนูยอดฮิตที่ญี่ปุ่น เมื่อมาถึงเมืองไทยก็การันตีคุณภาพด้วยการเลือกใช้ผักจากโครงการหลวง นำมาปรุงสุก ราดด้วยซอสแกงกะหรี่ที่เคี่ยวจากสะโพกไก่จนได้ที่ เมนูนี้ลูกค้าสามารถเลือกท็อปปิ้งไก่ กุ้ง แซลมอน หรือเนื้อวัวมาเพิ่มได้

 

ถัดมาคือ แกงกะหรี่บาร์บีคิว เด็ดที่เนื้อหมูตุ๋นชิ้นโตเนื้อนุ่ม เสิร์ฟมาพร้อมข้าวสวยและแกงกะหรี่ที่เคี่ยวจากน้ำสต๊อกหมูจนได้รสกลมกล่อม สามารถเลือกท็อปปิ้งอย่างข้าวโพด ไข่ไก่ และชีสมาเสริมทัพความอร่อยได้

 

จานต่อมาคือ แกงกะหรี่โตเกียว เมนูนี้คิดค้นขึ้นมาเฉพาะสาขากรุงเทพฯ เท่านั้น เป็นข้าวแกงกะหรี่ไก่สับที่ให้รสจัดจ้านลุ่มลึกของแกงกะหรี่มากที่สุด ปิดท้ายด้วย ข้าวหน้าฮานาชิ เมนูนี้เอาใจคนไม่นิยมรสเผ็ด รวมทั้งคุณหนูๆ เพราะเสิร์ฟสตูหมูเนื้อนุ่มมาพร้อมซุปหัวหอม ที่ผัดจนได้สีคาราเมลรสชาติกลมกล่อม มาพร้อมข้าวสวยร้อนๆ รสชาติกลางๆ

ใครอยากได้อารมณ์ไปออกแคมป์แบบได้ชิลรอบกองไฟ แนะนำแกงกะหรี่แคมป์ไฟไซส์จัมโบ้ (สำหรับ 2 ท่าน) อารมณ์คล้ายๆ การล้อมวงกินสุกี้หม้อไฟ เพียงแต่น้ำซุปเป็นซุปแกงกะหรี่เข้มข้น ลูกค้าสามารถเลือกท็อปปิ้งมาใส่ได้ตามใจ ไม่ว่าจะเป็นเมนูผักหรือเนื้อสัตว์ แนะนำว่าตอนที่น้ำซุปเริ่มงวด ลองสั่งข้าวและไข่ไก่มาลองทำข้าวต้มทรงเครื่อง หรือจะเพิ่มพลังให้อยู่ท้องด้วยเส้นอุด้ง กลายเป็นเมนูอุด้งแกงกะหรี่ก็น่าสนใจ

ล้างปากด้วยของหวาน แนะนำพุดดิ้งนมฮอกไกโด เป็นพุดดิ้งโฮมเมด ให้รสเข้มข้นของนมฮอกไกโดจริงๆ หรือจะลองไดกะคุกอิโมะ มันหวานเชื่อมขนมกินเล่นของญี่ปุ่น ที่หวานมันด้วยการนำไปผัดกับน้ำผึ้งแท้ กินคู่กับวิปครีม อร่อยเพลินจนลืมนับแคลอรี

ลองหาเวลาว่างมาออกแคมป์กันได้ที่ร้านแคมป์ เคอร์รี ที่ชั้น 4 สยามพารากอน เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 02-610-9612

 

โมเดิร์นทวิสต์ ความอร่อยที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424755

01 เมษายน 2559 เวลา 17:51 น

โมเดิร์นทวิสต์ ความอร่อยที่ลงตัว

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ไม่ใช่อาหารฟิวชั่นที่ผสมผสานกันระหว่างสไตล์อาหารตั้งแต่ 2 สัญชาติขึ้นไป โดยยังคำนึงถึงความลงตัวของรสชาติและการจัดแต่งหน้าตาของอาหารนั้นๆ นั่นรวมถึงความแปลกใหม่ที่เสริมเข้ามาอีกด้วย แต่นี่คืออาหารสไตล์ “โมเดิร์นทวิสต์” ที่มีนิยามใหม่ว่า คือ การต่อยอดอาหารสัญชาติเดิมให้มีมุมมองใหม่ โดยยังคงหัวใจของรสชาติอันเป็นเอกลัษณ์ดั้งเดิมเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม

เวสเทิร์นผสานเอเชียความอร่อยที่ลงตัว

เทคนิคการทำอาหารในแบบของเวสเทิร์น หรือว่าฝรั่งเศส อาจเป็นอาหารที่ผู้คนบ้านเราอาจจะรับประทานกันได้ไม่บ่อยนัก จึงเกิดไอเดียหยิบเอาอาหารฝรั่งเศสมาผสมผสานกับความเป็นเอเชีย กลายเป็นอาหารจานใหม่ที่มีกลิ่นอายของเอเชียนทวิสต์สไตล์แคชวล ที่เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น โดยเฉพาะผักออร์แกนิกและเนื้อสัตว์ในประเทศ ผสานกับการปรุงแบบเวสเทิร์นดั้งเดิม

เชฟจาว-ภัคปัทม์ ศักดิ์ยโศ หัวหน้าเชฟร้านซี้ด (Seed) เล่าให้ฟังถึงเสน่ห์ของอาหารโมเดิร์นทวิสต์ได้อย่างน่าฟังและเคลิ้มไปกับรสสัมผัส

 

“คำว่าโมเดิร์นทวิสต์ เข้าใจง่ายๆ ก็คือการเอาทุกอย่างมาผสมผสานกันตามแต่ละซีซั่นจนกลายเป็นศิลปะ ไม่ได้แปลกใหม่แบบอาหารฟิวชั่น แต่จะเป็นตรงกลางระหว่างโมเดิร์นกับคลาสสิก เราจะรู้สึกสนุกสนาน เราจะรู้สึกฟรีสไตล์มากกว่า สามารถทำอาหารแบบคลาสสิก เหมือนเป็นการสร้างศิลปะชิ้นใหม่ แต่คงไว้ซึ่งรูปแบบและกรรมวิธีการปรุงแบบดั้งเดิม เพียงแต่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเข้ามาเป็นตัวนำพารสชาติที่เราคุ้นเคยค่ะ”

เชฟจาวยังบอกต่ออีกว่า อาหารที่ร้านซี้ดนั้นจะเน้นเป็นสไตล์โมเดิร์นทวิสต์ โดยเอารสชาติอาหารรีซอตโต้ แล้วเพิ่มความเป็นเอเชียลงไป เช่น เอาเครื่องแกงพะแนง เครื่องเทศเอเชียมาใช้ในการเพิ่มรสชาติของอาหาร จะทำให้ได้รสชาติที่คุ้นลิ้น พร้อมกับการใช้เทคนิคการทำแบบเวสเทิร์นที่คุ้นเคย

ความโดดเด่นของเมนูใหม่นี้ จะช่วยทำให้รู้สึกว่ารับประทานได้บ่อยขึ้น ไม่รู้สึกว่ามันหรือเลี่ยน จนอยากจะกลับมากินได้บ่อยขึ้น แม้กระทั่งชาวต่างชาติเองยังจะได้รู้สึกตื่นเต้นกับรสชาติที่แปลกใหม่ ทั้งที่หน้าตาของแต่ละเมนูยังละม้ายคล้ายของเดิม

 

เริ่มต้นสัมผัสกับความเป็นโมเดิร์นทวิสต์ ด้วย Seafood Risotto สำหรับเมนูซีฟู้ดรีซอตโต้ เป็นเมนูที่ทางร้านนำมาทวิสโดยใส่กลิ่นอายและรสชาติความเป็นไทยเข้าไป โดยการใช้เครื่องแกงพแนง แต่ยังคงวิธีการทำรีซอตโต้แบบคลาสสิกเอาไว้

เมนูต่อมา Foie Gras Terrine อย่างที่ทราบกันว่า เมนูฟัวกราส์เป็นเมนูที่มีต้นตำรับมาจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทางร้านนำมาเสิร์ฟในแบบเอเชีย คือนำตับห่านนั้นมาหมักกับเหล้ารัมจากภูเก็ต เสิร์ฟคู่มากับครีมมะพร้าวและแยมสับปะรดโฮมเมด ที่มีรสชาติเปรี้ยวหวานช่วยตัดความเลี่ยนของจานนี้ กลายเป็นความอร่อยที่แปลกใหม่ที่ลงตัว สัมผัสได้ถึงความสดชื่นของครีมมะพร้าวและแยมสับปะรด

ตบท้ายด้วย Duck Confit ถือเป็นเมนูคลาสสิกของฝรั่งเศส ซึ่งทางร้านจะนำมาทวิสต์ผสมผสานความเป็นเอเชียและโมเดิร์นคิวซีนเข้าไปในจานนี้ โดยการหมักน่องเป็ดกับเครื่องเทศพะโล้และเกลือทะเลไทย ก่อนที่จะนำไปผ่านวิธีการซู-วีด (Sous-Vide) เสิร์ฟคู่มากับแครอตและขิงพิวเร ตัวซอสสำหรับจานนี้ก็จะเป็นคาราเมลซอสส้มและขิงอ่อน สดชื่นไม่เบาทีเดียว

(ร้านซี้ด ซอยพร้อมจิตต์ ถนนสุขุมวิท 39 เปิดบริการเวลา 17.30-24.00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร.02-662-3562, 09-9283-6363)

ติ่มซำตำรับฝรั่งเศส

แฟนอาหารจีนที่ตามไปกินติ่มซำอาจจะรู้สึกแปลกใจกันคราวนี้ เมื่อติ่มซำที่แสนคุ้นเคย ถูกปรับเปลี่ยนเป็นติ่มซำแบบฝรั่งเศส ที่ยังหน้าตาเอาไว้อย่างเดิม เพียงแต่ได้รสชาติแปลกใหม่ที่ชวนให้ลิ้มลอง

คริสตอฟ มายาร์ด เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟชาวฝรั่งเศส แห่งห้องอาหารจีนลกหว่าฮิน โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ สยามสแควร์ ชวนสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับติ่มซำแบบทวิสต์ ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบชั้นดีผสมกับเครื่องปรุงสูตรพิเศษ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมเอเชียและตะวันตกเอาไว้อย่างลงตัว

“ผมสัมผัสกับรสชาติของอาหารฝรั่งเศสมาตั้งแต่เด็กๆ ก็เหมือนกับคนจีนที่คุ้นเคยกับอาหารจีนมาตั้งแต่ยังเล็กเช่นกัน จึงเกิดไอเดียที่จะนำเอาอาหารสองวัฒนธรรมนี้มาทวิสต์กัน โดยนำวัตถุดิบจากฝรั่งเศส มาผ่านกรรมวิธีการปรุงแบบติ่มซำของจีน มันทำให้เกิดเมนูที่น่าสนใจ น่าตื่นเต้น และมีรสชาติที่หลากหลาย”

 

เชฟใหญ่เล่าอีกว่า หลายคนอาจจะรู้สึกเบื่อที่ได้กินแต่ติ่มซำรสชาติเดิมๆ แต่สำหรับติ่มซำในแบบฉบับของเขา จะทำให้ทุกคนตื่นเต้นและประหลาดใจไม่น้อยทีเดียว

เริ่มต้นด้วย ซาลาเปาเนื้อแกะ จากซาลาเปาไส้หมูสับที่คุ้นลิ้น ปรับมาเป็นไส้เนื้อแกะจากนิวซีแลนด์ ราดด้วยซอสครีมเลมอน  และที่น่าสนใจไม่แพ้กันซาลาเปาไส้เป็ดผสมขิง โดยนำเนื้อเป็ดไปเคี่ยวในซอสขิงและส้มสูตรพิเศษ อร่อยได้อีก

เมนูต่อมา ลองเปลี่ยนจากเป็ดย่างมาเป็นกบทอดสไตล์ฝรั่งเศส กบทอดกระเทียมพริกไทย พร้อมบีตรูตหั่นซอย และมะเขือเทศหั่นเป็นลูกเต๋าเคี่ยว อร่อยไปอีกแบบ หรือจะเป็นหอยเชลล์ย่างเนยกระเทียม หอยเชลล์ย่าง ราดเนยกระเทียม และชีสเอ็มเมนทัล รสชาติอร่อยแบบเนียนๆ

ด้าน ขนมจีบแซลมอน ขนมจีบเนื้อปลาแซลมอนสับผสมผักโขม ราดด้วยไข่แซลมอน อร่อยไม่แพ้ขนมจีบไส้หมูสับฉบับดั้งเดิม ตามมาติดๆ กับขนมจีบปูและหอยเชลล์ ขนมจีบไส้หอยเชลล์สับผสมเนื้อปู ราดซอสพริกไทยสไตล์ฝรั่งเศส หรือจะเป็นหอยนางรม fren -Chi (เฟรนช์-ไชนีส) หอยนางรมเผา และผักซอยคลุกซอสสไตล์จีนสูตรพิเศษ ราดด้วยซอสสไตล์อิตาเลียนอีกที อร่อยดีเหมือนกันตบท้ายด้วยของหวานอย่างไอศกรีมเกี๊ยว เกี๊ยวกรอบเสิร์ฟคู่กับไอศกรีมวานิลลา ราดซอสช็อกโกแลตพร้อมด้วยอัลมอนด์และส้ม เป็นการปิดท้ายมื้อที่น่าจดจำ

(ห้องอาหารจีน ลกหว่าฮิน เปิดให้บริการมื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. และมื้อเย็นเวลา 18.00-22.30 น. โทร. 02-209-8888 ต่อห้องอาหารจีนลกหว่าฮิน)

โซลเวียด อาหารเวียดนามในบรรยากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424753

01 เมษายน 2559 เวลา 17:46 น

โซลเวียด อาหารเวียดนามในบรรยากาศ

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

หากเอ่ยถึงอาหารเวียดนาม ภาพของผักสดนานาชนิดก็ผุดขึ้นมาเต็มโต๊ะ และอาหารขึ้นชื่อของทุกร้านก็คือ แหนมเนือง แต่ ร้านโซลเวียด (Zoulviet) มีมากกว่านั้น แถมแต่ละเมนูจัดเป็นอาหารเวียดนามแท้ หลายเมนูนี้ดั้งเดิมหากินกันได้แค่ที่เวียดนามจริงๆ เช่น หมูยอแก้ว ในไทยมีน้อยร้าน หรือแม้แต่ที่ประเทศเวียดนามเองก็ใช่ว่าจะหากินได้ง่ายๆ เพราะทำขึ้นเฉพาะเทศกาลเท่านั้น ลองเมนูนี้รับรองว่าจะลืมรสชาติของหมูยอทั่วๆ ไป เพราะปราศจากแป้ง ทำมาจากหัวหมูผสมเห็ดหูหนูเวลาเคี้ยวได้ยินเสียงกรึบๆ ส่วนน้ำจิ้มก็หอมกลิ่นของพริกไทยดำ มะนาวสด เหยาะเกลือนิดหน่อย

 

เฝอหม้อไฟ ยกมาเสิร์ฟเป็นชุด แยกน้ำ เนื้อ เส้น ผัก ใครชอบแบบไหนจัดตามใจ เหมาะสำหรับ 2 ท่าน ต่อมา ขนมเบื้องญวน แพสีเหลืองบนจานนั้นไข่แดงผสมแป้งทอดได้บางกรอบมาก ข้างในอัดแน่นไปด้วยหมู กุ้ง เห็ดหูหนูผัดกับเครื่องเทศ นอกจากกลิ่นหอมๆ แล้วรสชาติยังเลิศ อีกเมนู สุดท้ายใครที่ชอบกินเนื้อหมูแน่นๆ ติดมันนิดหน่อยต้องลอง บั๋นหอย หมูสามชั้นหมักสมุนไพรย่างจนสุกหอม เสิร์ฟคู่กับเส้นหมี่เวียดนามที่มาเป็นแพ เครื่องเคียงคือผักออร์แกนิกและผักที่ทางร้านปลูกเอง ทีเด็ดของน้ำจิ้มมี 2 รส คือ น้ำจิ้มปลาร้าเวียดนาม ออกรสเค็มเผ็ดนิดๆ และน้ำจิ้ม 3 รส เปรี้ยวหวานเผ็ดนิด

จบอาหารมาดื่มด่ำบรรยากาศของร้านกันต่อ เพราะฉีกทุกกฎของร้านอาหารเวียดนามในบรรยากาศสบายๆ กินเสร็จลุกกลับ แต่ร้านโซลเวียดเหมาะมากกับการกินอาหารอร่อยๆ และเพลินตาไปกับการตกแต่งที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้โทนสีน้ำตาลเข้มสลับกับสีน้ำตาลอ่อน ใช้ไลติ้งให้แสงสี สร้างบรรยากาศเหมาะแก่การแฮงเอาต์ด้วย และทุกคืนวันศุกร์มีวงดนตรีสดโชว์เพื่อเพิ่มอรรถรสในการกิน

ร้านโซลเวียด ตั้งอยู่ที่ เจ อเวนิว ซอยทองหล่อ 13 เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น. โทร. 02-712-9435, 08-6374-1011

 

ผัดไทยเซนต์หลุยส์ เส้นจันท์สดรสเด็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424622

01 เมษายน 2559 เวลา 11:37 น

ผัดไทยเซนต์หลุยส์ เส้นจันท์สดรสเด็ด

โดย…แมงโก้หวาน

ขายมา 22 ปีแล้วสำหรับร้านผัดไทยเซนต์หลุยส์ ตั้งอยู่ในซอยจันทน์ 18/7 หรือที่คนมักจะเรียกว่า เซนต์หลุยส์ซอย 3 ตรงแยก 22 เป็นร้านผัดไทย หอยทอด ที่ขึ้นชื่อมากในความอร่อย เจ้าของร้านคือ “สุมาลี ชัชวาลวานิช” ก็อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง ที่สำคัญฝีมือการผัดผัดไทยก็คล่องและเร็วมาก

จุดเด่นของผัดไทยเซนต์หลุยส์อยู่ที่เส้น โดยจะแตกต่างจากร้านผัดไทยทั่วไป ตรงที่จะใช้เส้นจันท์สดอย่างเดียวที่เส้นจะเหนียวนุ่ม เวลาผัดออกมาเส้นจะเหนียวนุ่มเป็นพิเศษออกชุ่มๆ ต่างจากการใช้เส้นอื่นๆ หรือเส้นจันท์แห้งแช่น้ำที่ความหอมและความนุ่มจะน้อยกว่ามาก

จุดเด่นอีกอย่างของร้าน คือ ไม่ใส่ผงชูรส ซึ่งเจ้าของย้ำมาก โดยรสชาติของผัดไทยจะออกกลมกล่อม อร่อย ถึงแม้ออกหวานแต่ไม่หวานมาก ทว่ารสชาติแต่ละจานสม่ำเสมอมาก ไม่มีผิดเพี้ยน กระทะไหนกระทะนั้นออกมาเหมือนกันหมด นั่นเพราะเจ้าของจะใส่ใจในความสม่ำเสมอของรสชาติเป็นพิเศษ

“เราจะผัดกระทะต่อกระทะ (นับกระทะสำหรับผัดมีประมาณ 10 กระทะ) สั่งสิบจานก็กระทะละจาน ไม่เหมือนบางร้านที่พอลูกค้าสั่งจำนวนมากก็จะผัดเยอะๆ แล้วตักแบ่งซึ่งจะทำให้รสชาติไม่คงที่ และทุกครั้งที่ผัดเสร็จจะล้างกระทะทันที ไม่ใช้ผัดต่อ เราคำนึงเรื่องความสะอาดและรสชาติ” เจ้าของบอกจุดเด่น

 

ผัดไทยมีหลายเมนู แต่ที่ลูกค้าชอบสั่งยกให้ผัดไทยกุ้งสด ผัดไทยทะเล โดยทางร้านจะใช้กุ้งทะเลน้ำลึกมาตลอดเพราะเนื้อแน่นและรสหวาน กิโลกรัมปัจจุบันจะอยู่ที่ 200-300 บาท ถ้าเป็นผัดไทยธรรมดาเจ้าของจะไม่ใช้กุ้งแห้งสีแดงๆ ตัวเล็กๆ เหมือนร้านผัดไทยทั่วไปใช้ แต่ใช้กุ้งแห้งคุณภาพดีและไม่เป็นสีแดงฝอยๆ กิโลกรัมหนึ่งจะอยู่ที่ 500 บาท

ราคาผัดไทย ธรรมดา 40 บาท พิเศษ 50 บาท ผัดไทยกุ้งสด 60 บาท แต่ละจานต้องบอกว่าคุ้มค่ากับความอร่อยและปริมาณที่มาก อิ่มท้องแน่นอน ถ้าสั่งจำนวนเยอะๆ 40-50 ห่อ ต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน โทร. 08-6564-8981

 

Bready Instantly แซนด์วิชสังขยาชาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/424618

01 เมษายน 2559 เวลา 11:12 น

Bready Instantly แซนด์วิชสังขยาชาไทย

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ญี่ปุ่นเขามีเทรนด์แซนด์วิชหวานกันมานมนาน ใช้ขนมปังแซนด์วิชมาประกบคู่กับครีมสดและผลไม้นานาชนิด หั่นเป็นสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยม มองดูผิวเผินคล้ายแซนด์วิชคาวที่เราคุ้นตา แต่หารู้ไม่ว่ารับประทานกันเป็นขนม ของหวานคล้ายกับเค้กจำพวกสตรอเบอร์รี่ช็อตเค้ก หรือเค้กผลไม้ครีมสด มามองดูเมนูขนมปังแบบหวานๆ ที่มีกลิ่นอายไทยของเรา ต้องยกให้เมนูสังขยาที่ขึ้นชื่อ

ผู้เขียนซื้อสังขยาตามร้านขายนมสดร้อน ขนมปังนึ่ง มาเนิ่นนานตั้งแต่เด็กๆ กินจนติดใจต้องยกให้ตรงร้านข้าวต้มปลา ซอยรามคำแหง 24 เพราะกินมาตั้งแต่เล็กๆ ไม่ได้กินร้านนี้มาเป็นสิบๆ ปี ไม่รู้ยังอร่อยเหมือนเดิมไหม อีกร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องขนมปังนึ่งจิ้มสังขยา ต้องยกให้ร้านนมสดร้อน ตรงสะพานเหลือง ว่างเมื่อไร ไปแถวนั้นเป็นต้องแวะกินที่แผงลอยแถวสะพานเหลือง แล้วตบท้ายด้วยโอวัลตินนมสดร้อน คู่กับขนมปังนึ่งจิ้มสังขยา

ช่วงวัยรุ่น เรียนที่เกษตรฯ มีร้านรถเข็น ขายขนมปังโรลยาว ป้ายสังขยาสีเขียวหรือส้มตรงกลาง นึ่งร้อนควันฉุยๆ รู้ทั้งรู้ว่าสังขยาแบบนั้นเต็มไปด้วยแป้งและน้ำตาล มีไข่ไก่ผสมอยู่น้อยมาก แต่ก็ยังกิน เพราะทนกับความหอมนุ่มของขนมปังนึ่งที่สีตัดกับสังขยาไม่ได้จริงๆ

 

มาถึง Bread Ready Instantly ของเรา ผู้เขียนคงต้องขออนุญาตนำสูตรสังขยาที่ทำกินเองที่บ้าน มาแบ่งปันคุณผู้อ่านสักหน่อย เพราะเมื่อลองทำเองแล้ว สังขยาจิ้มขนมปังไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย

สูตรนี้เป็นสังขยาชาไทย ที่อาศัยสีส้มและความหอมของชาไทยยอดนิยม ความหอมของชาไทยที่เข้ากันได้กับกะทิสด หากรู้สึกยุ่งยาก จะหันไปใช้กะทิกล่องแบบ UHT ก็สะดวกและให้รสชาติอร่อยใกล้เคียงกัน ที่สำคัญสังขยาจากกะทิกล่อง ยังเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานกว่ากะทิสดด้วย ถ้าคุณผู้อ่านวางแผนจะทำเก็บไว้สัก 4-5 วัน แนะนำเป็นกะทิกล่องไปเลยจะดีกว่า

ผู้เขียนตั้งใจให้สังขยามีความข้นพอที่จะจิ้มขนมปังแล้วเกาะขึ้นมาไม่หยดแหมะๆ จึงต้องอาศัยแป้งอเนกประสงค์และแป้งข้าวโพดเข้าช่วย นอกเหนือไปจากโปรตีนในไข่ไก่ การใช้แป้งในสังขยา ไม่ได้ผิดอะไรนัก พูดไปแล้วช่วยให้สังขยามีความเนียนละมุนลิ้นมากกว่าการใช้ไข่ไก่ล้วนๆ เสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ต้องใส่แป้งอย่างสมดุลสักหน่อย จึงจะเข้าท่า เลือกใช้แป้งอเนกประสงค์ เพราะ “Look” หรือรูปแบบของสังขยาที่ผู้เขียนต้องการอยากให้มีเนื้อๆ หน่อย ส่วนแป้งข้าวโพดช่วยเรื่องของ “Body” ให้เนียนมาก เรียกว่ามือใหม่หัดทำขนมไม่ต้องกลัวว่าสูตรนี้จะทำให้คุณเสียท่า กวนสังขยาแล้วไม่สำเร็จ เพราะส่วนผสมนี้จะช่วยให้ง่ายขึ้น ขอร้องว่า สูตรนี้จะอร่อย ต้องไม่กดแป้งลงในช้อนเวลาตวง เพราะจะทำให้แป้งเยอะกว่าและสังขยาข้นขึ้น

 

เคล็ดลับในการกวนสังขยา คล้ายกับการทำคัสตาร์ด หรือ Pastry Cream ของฝรั่งเขา คือ ต้องอาศัยความร้อนต่ำๆ ไฟไม่แรง ใช้ไฟสม่ำเสมอ เพื่อให้โปรตีนในไข่ค่อยสุกไปพร้อมกับแป้งที่เราใช้เป็น Thickening ที่ใช้ผสานเนื้อสังขยาให้นวลเนียน ค่อยๆ ส่งกลิ่นหอม ปราศจากกลิ่นคาว ที่สำคัญไม่ทำให้สังขยาเป็น “ลูก” ไม่เนียน เพราะไฟแรงเกินไป ไข่จะยิ่งสุกเป็นไข่กวนก่อนแป้งได้

อีกข้อที่สำคัญ คือ แป้งที่เราใส่ลงไปให้สังขยาเนียน ต้องผ่านจุดเดือด ให้เห็นปุดๆ ที่ไฟอ่อนๆ สัก 5 นาทีขึ้นไป เพื่อให้แป้งสุก 100% สังขยาถึงจะมีรสหอมอร่อย ปราศจากกลิ่นแป้งดิบ ช่วงนี้ต้องเฝ้าระวัง เพราะจะไหม้ได้ง่าย

สูตรนี้ดัดแปลงได้หลายรสชาติอยู่ คั้นน้ำใบเตยให้ได้สัก 3 ส่วน 4 ถ้วย หรือจะเปลี่ยนจากชาไทยเป็นชาฝรั่ง ชาเขียวสามารถปรับเปลี่ยนได้ ขอให้มีของเหลวในสูตรไม่ต่ำกว่า 200 มิลลิลิตร จึงจะพอดีกับแป้งที่ผสมลงไป

ผู้เขียนชอบรับประทานขนมปังสังขยาทั้งแบบจิ้ม และแบบป้ายขนมปังนึ่ง เลยใช้สูตรนี้นำเสนอคุณผู้อ่านให้เลือกรับประทานได้ทั้งสองวิธี หากเป็นแบบจิ้ม ขอให้เติมนมข้นจืดลงไปด้วย คล้ายที่เขาเสิร์ฟกันทั่วไป เพราะจะได้รสชาติอร่อยขึ้นอีกโข ไม่เชื่อต้องลองเอง

 

ส่วนผสมสำหรับสังขยาชาไทย

– ไข่ไก่ 4 ฟอง

– ไข่แดง 1 ฟอง

– น้ำกะทิ UHT 1 1/4 ถ้วย

– น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย

– น้ำเดือด 1 ถ้วย

– ชาไทย 3 ช้อนโต๊ะ

– แป้งอเนกประสงค์ 3 ช้อนโต๊ะ

– แป้งข้าวโพด 1.5 ช้อนโต๊ะ

– เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

– สำหรับแซนด์วิชนึ่ง

– ขนมปังหัวกะโหลกหรือแซนด์วิช

วิธีทำ

ชงชาไทยด้วยน้ำเดือด พักไว้ 5 นาทีกรองออกจะได้ของเหลวประมาณครึ่งถ้วยตวง

ตีไข่ไก่ ไข่แดง และน้ำตาลทรายให้ขึ้นฟูข้นประมาณ 8-10 นาที

ร่อนแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกันพร้อมเกลือป่น

เติมแป้งลงในส่วนผสมของไข่ไก่ ตีให้เข้ากันเติมชาไทยที่กรองไว้ลงไป

เทส่วนผสมทั้งหมดใส่หม้อ กวนที่ไฟอ่อนไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมข้นขึ้น รอให้เดือดเบาๆ ประมาณ 3 นาที

ทำให้สังขยาเย็นลงอย่างรวดเร็วในกะละมังอังน้ำแข็ง

สำหรับแซนด์วิช : ทาสังขยาที่ได้ลงบนขนมปังประกบคู่ พักไว้ เวลาจะรับประทานนึ่งที่ไอน้ำจนร้อน

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำนายเอก ทีเด็ดย่านฝั่งธนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/423591

26 มีนาคม 2559 เวลา 10:59 น

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำนายเอก ทีเด็ดย่านฝั่งธนฯ

โดย…สมแขก

ถ้าพูดถึงก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำตำลึงนายเอกกับสาขาที่กระจายตัวทั่วทุกมุมของฝั่งธนบุรี เรียกว่าถ้าหิวก็หาเลือกทานได้ไม่ไกลเกิน ส่วนพิกัดที่จะพาไปปักหมุดวันนี้ก็คือที่สาขาราชพฤกษ์อยู่ใกล้บีทีเอสบางหว้า ติดถนนอยู่ใกล้โชว์รูมฟอร์ด เปิดมาได้ปีกว่าๆ คนก็ยังตรึมอยู่ เพราะชื่อเสียงที่สร้างมาดีและส่วนหนึ่งก็คงมาจากบรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้ ตัวร้านเป็นบ้านไม้จึงโล่ง จัดที่นั่งให้เลือกหลายมุมโต๊ะไม่เบียดเสียดกันมีสองโซนให้เลือกนั่งคือด้านนอกและด้านใน

เจ้าของสาขาราชพฤกษ์เคยเป็นสาวกตัวยงของก๋วยเตี๋ยวนายเอกชนิดที่ต้องตามไปรับประทานที่ร้านบ่อยๆ จนกระทั่งได้มาเปิดร้านของตัวเอง เมนูของที่นี่ไม่ต่างจากนายเอกทุกสาขา เพราะก๋วยเตี๋ยวนายเอกจะมีจุดเด่นเมนูเด็ดที่ใครมาก็ต้องสั่งคือต้มยำและต้มแซบทั้งเล้งและกระดูกอ่อน รวมถึงก๋วยเตี๋ยวต้มยำชามเล็กที่เสิร์ฟพร้อมน้ำซุป รวมถึงหมูสะเต๊ะ วันที่เราไปกินที่ร้านนี้ไปกันสองคนแต่ถล่มสั่งเหมือนกินกันสี่คน เพราะเราสั่งต้มยำเล้งชามใหญ่เอาใจวัยรุ่น ใช้ซี่โครงกระดูกสันหลังหมูที่แล่ให้เหลือเนื้ออยู่มาก ตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม ละลายในปากเมื่อผสมกับน้ำซุปที่ปรุงมาไม่เผ็ดจี๊ดเกินไปได้รสเปรี้ยวนำแต่ไม่โดด มีรสหวานจากน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวนานกว่า 3 ชั่วโมง รสไม่เพี้ยนจากต้นตำรับ เติมน้ำจิ้มที่ทางร้านให้มา ช่วยเพิ่มรสเค็มและหวานเข้าไป ก็ทำให้รสชาติเข้าทางพอดี กินกับเครื่องดื่มสมุนไพรหวานน้อยอย่างเก๊กฮวย กระเจี๊ยบ ที่ทำเองสดใหม่ชื่นใจ

จานที่สองคือ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำตำลึง ที่มีให้เลือกว่าจะสั่งเป็นหมูหรือปลาตามใจชอบ เพราะสั่งเล้งไปแล้วเราจึงสั่งลูกชิ้นปลามาลอง ซึ่งไม่ทำให้ผิดหวัง ชามต่อมาคือก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กแห้ง ที่ยำมาในชามใส่มาให้ทั้งถั่วลิสงคั่วทำเองจึงไม่หืน พริกป่น น้ำตาล และหอมกลิ่นมะนาวที่บีบสดๆ อีกเมนูเด็ดก็มีเกาเหลากระดูกอ่อนใบพาย เป็นหมูชิ้นที่ผ่านการเคี่ยว 2 ชั่วโมง สาวๆ และเด็กจะต้องชอบเมนูนี้เพราะกินง่าย หมูชิ้นขนาดเท่าลูกเต๋าพอดีคำ ส่วนเมนูอื่นๆ ที่หลายคนไปลองแล้วยกนิ้วให้ก็มี เครื่องในต้มแซบ เกาเหลาเลือดหมู ก๋วยเตี๋ยวต้มยำกระดูกเล้ง เล้งต้มแซบ ลวกจิ้ม และหมูสะเต๊ะ ที่อร่อยเพราะหมูนุ่มมากๆ ไม่แห้งและบางจนเกินไป

สำหรับราคาของอาหารที่นี่จะเริ่มตั้งแต่ราคา 30-130 บาท ตามขนาดของชามที่ใหญ่เล็กต่างกันไป ใครอยู่แถวฝั่งธนฯ ยังไม่เคยลองชิมก๋วยเตี๋ยวต้มยำตำลึงนายเอก ต้องลองไปแวะเพราะมีอยู่หลายสาขามากๆ แล้วแต่ว่าใครใกล้และสะดวกสาขาไหน สาขาราชพฤกษ์ เปิดทุกวันตั้งแต่ 07.00-20.00 น. โทรถามทางหรือสั่งจองโต๊ะที่เบอร์ 08-1695-3910

 

 

 

ชีวิตดี๊ดี @ที แฟคทอรี่ แอนด์ มอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/423502

25 มีนาคม 2559 เวลา 17:18 น

ชีวิตดี๊ดี @ที แฟคทอรี่ แอนด์ มอร์

โดย…ลีโอ เคน ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

อยู่ไม่ไกลจากเมืองกรุง แถมยังเป็นดินแดนแห่งการพักผ่อนที่เต็มไปด้วยความบันเทิง ใช่แล้วครับที่นี่คือพัทยา ดินแดนที่ไม่เคยหลับใหล วันนี้เราแวะมาพักผ่อนเติมพลังให้กับชีวิตที่ ที แฟคทอรี่ แอนด์ มอร์ (Tea Factory & More) โรงน้ำชาสไตล์ศรีลังกา และอาหารเวสเทิร์นเลิศรส ที่จะทำให้คุณเป็นสุขทุกเวลา

ที แฟคทอรี่ แอนด์ มอร์ ถูกเนรมิตให้เป็นดั่งโรงงานชาย้อนยุคในบรรยากาศแนววินเทจเก๋ๆ เสมือนได้หลุดมาในศรีลังกา ท่ามกลางสวนพันธุ์ไม้ และของตกแต่งชิ้นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ เสมือนกับหมู่บ้านแถบชนบทของยุโรป

ด้วยไอเดียการออกแบบร้านน้ำชาร้านนี้ให้เป็นเหมือนโรงงานชาย้อนยุคในศรีลังกา ทว่ารวบรวมชาหลากชนิดหลากรสชาติมาไว้ที่นี่ที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นชาจากญี่ปุ่น ศรีลังกา อินเดีย ไต้หวัน อิสราเอล แอฟริกา จีน และชาไทย พร้อมของหวานเลิศรสทั้งเค้กต้นตำรับแบบออริจินัล รวมถึงเบเกอรี่ และขนมปังโฮมเมด

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอาหารแบบเวสเทิร์นไว้ให้ลิ้มลองกันอย่างเต็มที่อีกด้วย ที่สำคัญ ที่นี่ยังปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ ที่จะเข้ามาเสริมทัพรสชาติของอาหารทุกเมนู

 

สำหรับเมนูอาหารที่นี่เน้นเสิร์ฟเมนูสไตล์เวสเทิร์นฟู้ด ทั้งซุป สลัด พาสต้า รวมไปถึงเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านอย่างเป็ดร่อนสไตล์ฝรั่งเศส ปลาแซลมอนย่าง เสิร์ฟพร้อมสลัดเนื้อปู แอปเปิ้ลเขียว และอโวคาโด ราดซอสน้ำผึ้ง

เราเริ่มต้นด้วยสลัดไก่ย่าง อกไก่หมักสูตรทางร้าน พร้อมด้วยผักคอร์ดจากแปลง เพิ่มรสชาติด้วย ซีซาร์สลัด  น้ำจิ้มซีฟู้ด ท็อปด้วยชีส ไข่ลวกออนเซน และขนมปังปูตอง

 

ต่อด้วยผักโขมอบชีส ผักโขมปรุงรสพร้อมเบคอนและชีส 3 ตัว มอสซาเรลล่าชีส เวลวีต้าชีส และพาเมซานชีส อบจนเข้าที่ หอมกรุ่นทีเดียว

ตบท้ายด้วย French style homemade short ribs burger แฮมเบอร์เกอร์สไตล์ฝรั่งเศส ด้วยขนมปังคาร์บอนสีดำ ส่วนเนื้อเบอร์เกอร์ ใช้เนื้อส่วน Short Rib นำมาบดให้เทกซ์เจอร์มีความนุ่มเหนียวอย่างลงตัว มีเดอมี-กลาสซอส และซอสแขกมีกลิ่นเครื่องเทศ ใส่หอมทอด ราตาตุย หัวหอมตุ๋น รวมทั้งผักอื่นๆ ประกอบร่างเป็นเบอร์เกอร์ที่แสนกลมกล่อม เสิร์ฟกับเฟรนช์ฟรายส์ หัวหอมทอด พร้อมกับผักตามฤดูกาล

ในส่วนของเบเกอรี่ มีเชฟเบเกอรี่ประจำ สร้างสรรค์ขนมสูตรเฉพาะของทางร้านที่คิดค้นเอง ขอแนะนำ มูส ซากุระ ถือเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ มีชิฟฟ่อนข้างใน มีมูสเค้ก ใช้เหล้าบ๊วยเป็นส่วนประกอบทำให้มีความเปรี้ยว พร้อมกับดอกซากุระจากชาซากุระ มีรสเปรี้ยวอมหวาน ติดเค็มปลายลิ้นนิดๆ ถือเป็นการปิดท้ายมื้อที่แสนเซอร์ไพรส์ทีเดียวล่ะครับ

ที แฟคทอรี่ แอนด์ มอร์ ตั้งอยู่โครงการอะลาคอมปาณย์ ถนนสุขุมวิท (ผ่านตลาดน้ำสี่ภาค) ก่อนแยกไฟแดงห้วยใหญ่ เปิดให้บริการวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 08.00–21.00 น. และวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.00–22.00 น. โทร. 09-1783-8772

 

เนื้ออาคิตะ ฟินกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/423496

25 มีนาคม 2559 เวลา 17:00 น

เนื้ออาคิตะ ฟินกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

เพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่นแท้ๆ แถมได้ไปชิมเนื้อวางุระดับ A5 สุดฟินในราคาที่จับต้องได้ (เป็นอันปิดจ๊อบ To Do List in Japan อย่างงดงาม) แต่พอสยามแอ็ทสยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพฯ ชวนไปเป็นพยานเปิดตัวสุดยอดเนื้ออาคิตะ เนื้อระดับแชมเปี้ยนจากจังหวัดอาคิตะ ประเทศญี่ปุ่น มาสู่รสสัมผัสคนไทยครั้งแรก อู๊ย… อยากไปญี่ปุ่นอีกแล้ว เพื่อไปลิ้มรสเนื้ออาคิตะให้ถึงถิ่นเกิด

คิดฝันเสียเวอร์วังต้องรีบตื่นขึ้นมารับความเป็นจริง ไหนๆ บริษัท โนเบิลโมโน เขาก็ร่วมกับจังหวัดอาคิตะ ประเทศญี่ปุ่น และธนาคารโฮคุโตะ นำพาเนื้ออาคิตะเข้ามาถึงเมืองไทยแล้ว จะต้องบินไปให้เหนื่อยทำไม

 

ก่อนจะชิมเนื้อวางุของอาคิตะจำเป็นจะต้องเกริ่นถึงจังหวัดนี้เล็กน้อย เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับความอร่อยของเนื้อวัวที่ออกมาด้วย หลายคนอาจจะรู้จักกับจังหวัดอาคิตะจากพันธุ์สุนัขชื่อดังชื่อเดียวกับจังหวัด อันเป็นพันธุ์เดียวกับเจ้าฮาชิโกะ สุนัขแสนรู้เจ้าของตำนานและรูปปั้นที่สถานีรถไฟชิบูย่า ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

 

นอกจากสุนัขพันธุ์ดังแล้ว จังหวัดอาคิตะที่อยู่ติดกับทะเลญี่ปุ่น ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของ 4 ฤดูกาลได้ชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ที่นี่เป็นแหล่งออนเซ็นอายุร้อยปี มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายอย่าง ทั้งแม่น้ำและภูเขา ด้วยความที่มีน้ำมีท่าเยอะแยะ ทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว อาคิตะปลูกข้าวเยอะมาก และมีชื่อเสียงว่าเป็นข้าวที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะนำไปผลิตสาเกระดับพรีเมียมแล้ว ยังนำข้าวนี้ไปเลี้ยงวัวด้วย

 

เนื้ออาคิตะเป็นเนื้อวัวสายพันธุ์ขนดำ หรือเรียกว่า คุโรเกะ-วางุ (Kuroge-Wagyu) กินแต่ข้าวพันธุ์ดี เลยได้ชื่อว่าอร่อยที่สุดและมีคุณภาพสูง ไม่ต่างจากเนื้อโกเบ หรือมัทสึซากะเลย โดยสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศจากการแข่งขันประกวดวางุโอลิมปิกในปี 2012 จึงกลายเป็นที่จับตามองจากเมืองอื่นๆ ในประเทศญี่ปุ่น และได้มีการติดต่อขอซื้อน้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์ของวัวอาคิตะนำไปผสมเพื่อเพิ่มคุณภาพ

เดิมนั้นวัวอาคิตะเป็นสายพันธุ์เดียวกับโกเบและมัทสึซากะ แต่หลังจากนำมาเลี้ยงที่จังหวัดอาคิตะ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและอาหารอย่างข้าวพันธุ์ดีอย่างที่บอก นอกจากนี้ยังจำกัดการเลี้ยงแค่ 3,000 ตัว/ปีเท่านั้นเพื่อควบคุมคุณภาพ วัวอาคิตะและเลี้ยงด้วยรำข้าวของข้าวอาคิตะและน้ำแร่ธรรมชาติ ทำให้กลายเป็นพ่อพันธุ์วัวที่เลื่องชื่อขึ้นมา แล้วยังเลื่องชื่อในด้านรสชาติ และการเลี้ยงดูที่พิถีพิถัน โดยเนื้อวัวอาคิตะจะมีเพียงแค่เกรด A3, A4 และ A5 (วัดได้จากการแทรกของไขมัน) ซึ่งความสว่างของเนื้อ ที่ถูกเลี้ยงแบบอุดมสมบูรณ์ การให้อาหารและการเลี้ยงดูเป็นพิเศษ ทำให้ได้คุณภาพของเนื้อที่มีคุณภาพสูงนั่นเอง

 

ปัชฌา ปราชญาวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิลโมโน ผู้นำเข้าเนื้อวัวอาคิตะเพียงรายเดียวของประเทศไทย บอกว่า จุดเด่นของเนื้ออาคิตะ คือ ความนุ่มและการมีสมดุลที่ดีระหว่างไขมันและเนื้อแดง ซึ่งเป็นความลงตัวที่โดดเด่นอีกทั้งยังมีความหอมของเนื้ออาคิตะที่เป็นเอกลักษณ์ให้ชวนหลงใหล

“จากการวิจัยพบว่า ผู้ที่กินเนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยกรรมวิธีเดียวกับที่จังหวัดอาคิตะ จะช่วยสามารถลดคอเลสเตอรอล เนื่องจากเนื้อวัวนั้นจะมีกรด Oleic ซึ่งเป็นกรดที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย”

อูยแค่บรรยายถึงเนื้อก็เริ่มน้ำลายสอกันแล้ว งานนี้เนื้ออาคิตะยังได้รับการสร้างสรรค์ออกมาเป็นเมนูพิเศษ ในแบบฉบับของเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟจิลล์ พอยทิวิน์ พ่อครัวใหญ่ชาวฝรั่งเศสอีกต่างหาก โดยเชฟระดับอาจารย์ได้สร้างสรรค์เมนูเป็นพิเศษในสไตล์ Akita Beef Degustation ถึง 4 เมนู ให้แฟนพันธุ์แท้เนื้อวางุได้สัมผัสรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน ด้วยเทคนิคเฉพาะและการปรุงแต่งอย่างละเอียดอ่อนในสไตล์ฝรั่งเศสต้นตำรับ

 

เรียกน้ำย่อยกันที่เมนูแรก Akita Chuck Beef & Salmon Soft Roe Tartare, Spices Herbs, Hazelnut & Redcurrant Senses ที่เชฟนำเนื้อส่วนหนอก (Chuck Beef) มาหั่นสไลซ์หนาประมาณ 3 มม. แล้วตัดเป็นเส้นคล้ายเส้นปลา หลังจากนั้นนำมาคลุกเคล้าปรุงรสด้วยโป๊ยกั้ก (หรือจันทน์แปดกลีบ หรือ Star Anise) เกลือ ผลไม้ป่าแดง (Redcurrant) ให้เข้ากันพร้อมเสิร์ฟ เมนูนี้โชวความหอมและรสชาติของเนื้อแบบเต็มๆ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับประทาน เสิร์ฟคู่กับสาเกสไตล์จุนไม กินโจ จากโรงสาเกยูกิโนะโบฉะ

เสิร์ฟมาในถ้วยชาแบบเก๋ กับ Slice of Raw Akita Rump, Horseradish Sense, Scalded by Its Consomme เมนูนี้นำเนื้อส่วนของสะโพก มาหั่นสไลซ์จนบางเฉียบ และการนำเอามันของเนื้ออาคิตะมาปั่นจนเหลว ปรุงรสด้วยไข่กุ้ง และฮอร์สราดิช หลังจากนั้นนำด้ายมาวางแล้วนำไปแช่แข็ง เมื่อแข็งได้ที่นำเนื้อที่สไลซ์เตรียมไว้มาห่อ และนำมาจัดวางในแก้ว รอเสิร์ฟพร้อมน้ำซุปคอนซอมเมใสๆ

สำหรับขั้นตอนการเตรียมน้ำซุป นำเนื้อบดผสมไข่ขาว และสมุนไพร มาต้มกับน้ำซุปผสมน้ำแข็ง (ใส่น้ำแข็งเพื่อทำให้เย็นจัดเพื่อจะได้น้ำซุปที่ใส) ใช้ไฟกลางรอจนเดือด กรองน้ำออก และจากนั้นพร้อมเสิร์ฟคู่กับเนื้อที่เตรียมไว้ในแก้ว เมนูนี้เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับประทาน ควรเสิร์ฟคู่กับสาเกสไตล์ยามะไฮ จุนไม จากโรงสาเกยูกิโนะโบฉะ

 

จานนี้น่าจะเป็นที่ป๊อปปูลาร์ Recto Verso de Filet de Boeuf au Foie Gras, Sauce Miroir de Vin Rouge au Wasabi ที่เชฟจิลล์นำเนื้อสันใน มาย่างสุกปานกลาง เพิ่มอรรถรสด้วยซอสที่นำไวน์แดงผสมกับน้ำสต๊อกเคี่ยวจนงวด แต่งรสด้วยวาซาบิให้ซ่าๆ ที่ปลายลิ้น เสิร์ฟพร้อมกับฟัวกราส์แสนอร่อย เป็นจานง่ายๆ ที่คลาสสิก อร่อยแน่นอน โดยสามารถเสิร์ฟคู่กับสาเกสไตล์ยามะไฮ จุนไม จากโรงสาเกยูกิโนะโบฉะ

เมนูสุดท้าย Akita Shank Beef Old Fashioned Carrot Stew เมนูคลาสสิกจากยุคกลางแบบชาวบ้านๆ จุดเด่นอยู่ที่การตุ๋นโดยไม่ใช้น้ำ ซึ่งจะนำเนื้ออาคิตะน่องลายมาตุ๋นทั้งน่อง ปรุงรสด้วยการวางแครอต หอมใหญ่ สมุนไพร ไวน์แดง ไว้ที่ชั้นรองชั้นล่าง ก่อนนำเนื้อน่องมาวาง แล้ววางทับด้วยผักและสมุนไพรอีกครั้ง การปรุงต้องอาศัยไฟอ่อนมากๆ ซึ่งวิธีนี้จะได้รสชาติของส่วนผสมทุกอย่างในเนื้อที่ตุ๋นเพราะเครื่องปรุงจะค่อยๆ ซึมเข้าเนื้อ

หลังจากสุกแล้ว นำขึ้นทั้งชิ้นแช่เย็นเพื่อรอตัดเป็นชิ้นๆ น้ำที่ได้จากการตุ๋นนำมาใช้ราดเป็นน้ำซอส พร้อมเสิร์ฟคู่กับ สาเกสไตล์จุนไม ไดกินโจ จากโรงสาเกทาคาชิมิสึ

ทั้ง 4 เมนูพร้อมเสิร์ฟ ตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย.นี้ มาเปิดประสบการณ์ความอร่อยครั้งแรกในประเทศไทย กับสุดยอดเมนูเด็ดจากเนื้อวัวอาคิตะ ซึ่งทางโรงแรมยังได้จัดทำเมนูเนื้ออาคิตะเพิ่มขึ้นอีก 2 เมนูพิเศษ คือ A4 Braised Akita Shank in Carrot Stew และ A4 Akita Rump Sashimi ด้วย โดยเมื่อสั่งเมนูเนื้ออาคิตะตลอด 3 เดือนนี้ รับคูปองเพื่อลุ้นตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-โตเกียว จำนวน 1 รางวัล สำหรับ 2 ที่นั่ง พร้อมบัตร JR East เพื่อใช้เดินทาง 1 สัปดาห์ สำหรับ 2 ท่าน ที่เดอะรูฟ แกสโตร ชั้น 25 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.30–23.00 น. โทร. 02-217-3000 หรืออีเมล fbrsvn@siamatsiam.com

หงเปา อาหารเหลาสไตล์กวางตุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/423494

25 มีนาคม 2559 เวลา 16:54 น

หงเปา อาหารเหลาสไตล์กวางตุ้ง

โดย…ซิตี้กาย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

หงเปา ร้านอาหารจีนสไตล์ฮ่องกง สาขาล่าสุดแห่งที่ 4 เปิดให้คออาหารจีนเข้าพิสูจน์ความอร่อยได้ 6 เดือน ที่ชั้น 5 โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางที่สุดในทั้งหมด 4 สาขา ตกแต่งสไตล์โอเรียนทอล คอนเท็มโพรารี มีความเป็นจีนที่โดดเด่นด้วยเฉดสีแดงและดำตัดกัน จำนวนที่นั่งสามารถรองรับได้ทุกกลุ่มไม่ว่าจะมาเป็นกลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือต้องการความเป็นส่วนตัวก็มีห้องให้บริการ

เมนูเลื่องชื่อของหงเปา แน่นอนว่า คือ ติ่มซำ เบิกลิ้นด้วยหัวไช้เท้าดอง ก่อนจะคีบขนมจีบกุ้งที่เสิร์ฟมา 3 ลูกโตๆ ทำจากกุ้งสับหมูบด ประดับด้วยไข่กุ้งเพื่อความสวยงาม ฮะเก๋า อร่อยเต็มคำกับแป้งข้าวโพดด้านนอกที่เหนียวนุ่ม เปาะเปี๊ยะกุ้งทอดเห็ดทรัฟเฟิล หน้าตาคืออาหารจีนแต่ได้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของเห็ดทรัฟเฟิล เนื้อสัมผัสแบบกรอบนอกหนุบใน รสชาติมันเค็มตัดกับความสดกรอบของกุ้งพอดี ก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้งทอด แป้งห่อด้านนอกเหนียวนุ่มด้านในกรอบ อร่อยยิ่งขึ้นด้วยซอสที่เคียงกันมา

จานหลักที่รอคอย บาร์บีคิวรวม ในจานมีหมูกรอบจากหมูสามชั้น ผิวกรอบเนื้อชั้นในและไขมันนุ่มชุ่มอร่อย มีน้ำจิ้มหลายแบบให้เลือก แต่ที่แปลกคือให้จิ้มกับน้ำตาล หมูแดงอบน้ำผึ้ง ที่ฉ่ำด้วยน้ำผึ้งธรรมชาติทำให้รสไม่หวานโดด และเป็ดย่างเนื้อนุ่ม รสชาติกำลังดีไม่เค็มไม่มัน และปิดท้ายที่ เป็ดปักกิ่ง ที่พนักงานจะมาแล่ให้ที่โต๊ะ หนังเป็ดบางกรอบ แป้งหนานุ่มที่เชฟทำแป้งเอง นวดเองอบเอง แนะนำว่าเมื่อยกมาต้องกินทันที ถ้าทิ้งไว้นานจะแข็ง นอกจากนี้ยังมีให้อิ่มคุ้มในเซตเมนูสำหรับกลุ่มที่มา 10 คนด้วย ในราคาหมื่นต้นๆ ขึ้นไป

 

ร้านหงเปา ชั้น 5 โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-14.30 น. และ 17.30-22.00 น. โทร. 02-653-7322 และ 06-3267-3866 รายละเอียดเพิ่มเติม Facebook.com/hongbao.amariwatergate