ฮั่วเซ่งฮง อาหารเหลาเข้าถึงง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/421126

12 มีนาคม 2559 เวลา 10:47 น.

ฮั่วเซ่งฮง อาหารเหลาเข้าถึงง่าย

โดย…สิทธิ ปูทะเลย์

ชวนเพื่อนไป “กินเหลา” อิ…อิ… อย่าเพิ่งนึกว่าจะชวนไปรับประทานของแพง เพราะร้านที่จะมาชวนให้ลิ้มลอง เขาเป็นร้านระดับเหลาจริง แต่เป็นเหลาราคาที่คนทั่วไปน่าจะเข้าถึงได้ มีให้เลือกมากมาย ทั้งโต๊ะจีน และกระทั่งอาหารจานเดียว เริ่มต้นที่ 100 บาทขึ้นไป

ร้านนี้มีชื่อมาจากร้านเดิมที่เยาวราช ก่อนขยายขึ้นห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะที่เซ็นทรัล พระราม 2 และพระราม 3 ห้างประจำของอิฉันเพราะใกล้บ้าน เมื่อไปเดินซื้อข้าวของ ถึงเวลารับประทานอาหาร นึกไม่ออกจะรับประทานอะไรดี ในเมื่อร้านอื่นๆ ก็แสนแพง อิฉันก็จะมีร้านนี้เป็นที่พึ่ง

ที่อิฉันชอบมากๆ ก็คือ เส้นหมี่ผัดกระเฉด ข้าวหมูตุ๋น ราดหน้าเนื้อปลากะพง ข้าวผัดปู ส่วนอาหารจานเดียวเหล่านี้ ราคาเริ่มต้น 100 บาท/จาน ที่ว่าไม่แพง เพราะขอบอกว่า ผู้หญิงตัวโตอย่างอิฉัน จานเดียวอิ่มนะเจ้าคะ หรือใครชอบอาหารเส้น ที่นี่มีหมี่เกี๊ยวกุ้ง (จริงๆ) ใส่เนื้อปู หรือหมูแดง หรือเป็ดย่าง เริ่มต้นที่ 70 บาท

 

เมนูแนะนำสำหรับคนชอบรับประทานข้าวอย่างอิฉัน ข้าวหน้าหมูตุ๋น หรือเนื้อตุ๋น ซึ่งร้านจะใช้ข้าวหอมมะลิร้อนๆ ราดหน้าด้วยหมูตุ๋นเครื่องยาจีนร้อนๆ หอมเครื่องยาจีน รับประทานกับน้ำส้มพริกตำสีส้มสวยเสิร์ฟในหม้อดินและผักกวางตุ้งลวก เนื้อหมูนุ่มมากๆ มีเอ็นติดมาด้วยให้เคี้ยวเพลินๆ แป๊บเดียวหมดจาน

ส่วนจานโปรดของอิฉันอีกจาน คือ เส้นหมี่ขาวผัดผักกระเฉด ขอบอก ทานมาหลายร้าน ที่นี่อิฉันยกให้เลย เส้นเหนียวนุ่มกระเฉดไม่รู้ผัดกันยังไงกรอบมาเลย ไม่มีเหนียวอ่ะ ใส่หมูสับ เห็ดหอม กุ้งสด ปลาหมึกกรอบ และพริกกระเทียม อร่อยถูกใจ แต่อาจจะเผ็ดน้อยไปนิด แต่คนทั่วไปน่าจะเผ็ดกำลังดี แต่สำหรับอิฉันต้องพริกป่นอีกนิด น้ำส้มอีกหน่อย

 

อีกจานแพงขึ้นมาหน่อยแต่อร่อยชอบสั่งก่อนข้าวมา คือ กระเพาะปลาน้ำแดง โรยหน้าด้วยเนื้อปู จานนี้สองร้อยกว่าบาทตักใส่ถ้วยแบ่งได้ 4 คน แต่กระเพาะปลาเขาอย่างดี ไม่ไก่กา คุ้มราคา น้ำซุปหอมอร่อย กินเรียกน้ำย่อย

ปกติอิฉันชอบทำอาหารรับประทานเอง กระเพาะปลานี้ต้องไปซื้อที่เยาวราช กิโลละหลายร้อยบาท แต่ระดับอิฉันซื้อสักขีดสองขีดก็พอแล้ว ได้มาก็ต้องมาแช่น้ำล้างไขมันออก ต้มน้ำซุปหาเหล้าจีน เนื้อปูอีก กว่าจะได้ทานชามใหญ่ๆ ให้หายอยาก เสียเงินไปเกือบ 500 บาท สุดท้ายมาเจอร้านนี้ สั่งทานดีกว่า เพราะเขาทำใช้ได้ที่เดียว ไม่ต้องเสียเวลาทำหากทานแค่หนึ่งหรือ สองคนเทียบกันแล้วเลยยอมเสียเงินให้ร้านนี้

แต่จานที่ไปทุกครั้งสั่งทุกครั้งต้องนี่เลยหอยทอดจานร้อน หรือออส่วน อันนี้มารับประทานกันกับที่บ้านต้องเลือกว่าจะสั่งแบบกรอบจานร้อน หรือออส่วนแบบนิ่ม เพราะชอบรับประทานแต่ทำไม่เป็นจริงๆ พูดแล้วก็เปรี้ยวปากมาเชียวค่ะ… ว่างก็ลองไปรับประทานดูนะเจ้าค่ะ

 

หม่ำมัฆวาน เลิศรสแบบปลอดสารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/421038

11 มีนาคม 2559 เวลา 18:00 น.

โดย…คนชัยภูมิ

หากจะพูกถึงหม่ำ ทุกคนคงพอทราบและคุ้นหูกันอยู่บ้าง หากท่านได้ผ่านมาถึงประตูอีสาน จ.นครราชสีมา ท่านจะเห็นอาหารลักษณะรูปยาวมัดด้วยเชือกฝ้ายหรือด้าย แขวนตามราวเหล็กตามร้านต่างๆ ริมทางมาเรื่อยๆ จนมาถึง จ.ชัยภูมิ บริเวณห้าแยกโนนไฮ ถนนเส้นทาง 201 อ.เมืองชัยภูมิ ก่อนถึงอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาแล จะพบแหล่งรวมอาหารของฝากชั้นเลิศที่มีประวัติยืนยันจัดเจนถึงความอร่อยจากอดีตจนถึงปัจุบัน

“หม่ำตำนานแห่งรัก” เล่ากันว่าอดีตมีพรานป่าไปล่าสัตว์บนภูเขียว-ภูคิ้งในอดีต ซึ่งต้องใช้เวลานาน 1-3 เดือน ในการเดินทางไปกลับ พอล่าสัตว์ป่าได้ก็คิดหาวิธีถนอมอาหารมาฝากลูกเมียที่รออยู่บ้าน โดยที่เนื้อสัตว์ไม่เน่าเสีย พรานจึงสับเนื้อ ผสมตับ คลุกข้าวเหนียวและเกลือที่พกติดตัวไป ยัดใส่ในกระเพาะของสัตว์หรือลำไส้ของสัตว์ เพื่อหมักหรือถนอมให้เก็บไว้ได้นาน ไว้ฝากภรรยา พอกลับถึงบ้านนำมาชิม ปรากฏว่ามีรสชาติอร่อย เป็นที่ชอบใจของภรรยา จึงถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและเป็นอาหารพื้นบ้านที่นิยมรับประทานสืบมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษถึงปัจจุบัน

มัฆวาน วรรณกุล เจ้าของร้านหม่ำมัฆวาน จ.ชัยภูมิ บอกว่า หม่ำ จึงเป็นอาหารพื้นเมืองของชาวชัยภูมิ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งในปัจจุบันนิยมทำจากเนื้อวัวหรือเนื้อหมู ผสมกับตับ กระเทียม เกลือ บดให้ละเอียด บรรจุไว้ในกระเพาะสัตว์ เนื่องจากเป็นการแปรรูปอาหารจากภูมิปัญญาที่เก็บไว้นานถึง 3 เดือน เป็นที่นิยมบริโภคมากที่สุดทั้งในและต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสานและนิยมซื้อเป็นของกินของฝากชั้นนำสัญลักษณ์ที่สำคัญ จ.ชัยภูมิ เพื่อเป็นสินค้าที่ระลึก

 

ส่งผลให้หม่ำเป็นสินค้าโอท็อป ประเภทอาหารพื้นบ้านที่สำคัญ จุดเด่นหม่ำชัยภูมิ ทำเป็นพก โดยใช้กระเพาะหมู บรรจุเพื่อให้เก็บรักษาคุณภาพได้นานและรสชาติอร่อย บรรพบุรุษสมัยโบราณนำเนื้อสัตว์ที่เหลือมารับประทานในแต่ละมื้อ เก็บรักษาโดยการตากแห้งและมีการคิดนำเนื้อสัตว์มาสับแล้วใส่เกลือและบรรจุไว้ในลำไส้ใหญ่และกระเพาะวัวและควายเพื่อเก็บไว้ได้นาน จะมีรสชาติออกเปรี้ยว อร่อย จึงเรียกว่า “หม่ำ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และประชาชนในหมู่บ้านชนแดนได้ดำเนินการแปรรูปอาหารจากเนื้อสัตว์ทำเป็นหม่ำ

มัฆวาน บอกถึงเคล็ดลับของความอร่อยเลิศรสยืนหยัดมามากกว่า 10 ปี ว่า จะเน้นใช้วัตถุดิบหรือส่วนผสมในการทำ “หมํ่า” ตามสูตรนี้นั้น หลักๆ ก็มีเนื้อสัตว์ไร้มัน เนื้อวัว เนื้อกระบือ หรือเนื้อหมู ตับย่าง, เกลือ, กระเทียมบดทั้งเปลือกให้ละเอียด, พริกไทยป่น, ข้าวเหนียวหรือข้าวคั่ว, ถุงดี ไส้หมู หรือไส้วัว ปัจจุบันใช้ไส้เทียมหรือไส้วิทยาศาสตร์สำหรับบรรจุ

 

ขั้นตอนการทำ “หมํ่าเนื้อ-หมํ่าหมู” เริ่มจากคัดเนื้อสัตว์ที่เป็นเนื้อก่อน เนื้อแดงล้วนๆ ไม่มีมันติด เอามาล้างนํ้าให้สะอาด แล้วนำไปเข้าเครื่องบดเตรียมไว้ จากนั้นให้นำตับไปย่างแล้วมาบดให้ละเอียดเตรียมไว้ กระเทียมนำมาบดทั้งเปลือกให้ละเอียด นำข้าวเหนียวหรือข้าวคั่วมาเตรียมไว้ จากนั้นให้นำส่วนผสมที่เตรียมไว้ข้างต้นมาใส่ในอ่างผสม คือ เนื้อวัวหรือเนื้อหมูบด ตับบด กระเทียมบด ข้าวเหนียวหรือข้าวคั่วโขลกละเอียด และใส่เกลือ คลุกเคล้าให้ทั่วให้ส่วนผสมเข้ากัน ขยำให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้จากนั้นจึงค่อยผูกปลายอีกด้านด้วยเชือกให้แน่น ถ้าบรรจุในไส้ แล้วมัดแบ่งเป็นข้อๆ ให้ได้เป็นท่อนๆ ความยาวตามต้องการ หรือตามราคาที่จะจำหน่าย

ราคาขายหมํ่าหมูและหมํ่าเนื้อของร้าน “หมํ่ามัฆวาน” อยู่ที่กิโลกรัมละ 350 บาท นอกจากนี้ทางร้านนี้ยังทำไส้กรอกอีสาน ปลาร้าปรุงสุก กุนเชียง แจ่วบอง ให้ลูกค้าเลือกซื้อได้หลากหลาย ลูกค้าก็มีทั้งที่ซื้อไปรับประทานเอง และเป็นของฝาก สำหรับหมํ่า ประโยชน์ด้านคุณค่าทางโภชนาการที่ประกอบไปด้วยโปรตีน วิตามิน และให้พลังงานสูง ก็เป็นอีกจุดขายที่ดี

“หมํ่ามัฆวาน” โทร.08-4982-2409, 09-5601-2036 ถนน ชย.-สีคิ้ว เส้น 201 อ.เมือง จ.ชัยภูมิ

อิ่มและสงบ จบ ณ บวร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/421036

11 มีนาคม 2559 เวลา 17:56 น

อิ่มและสงบ จบ ณ บวร

โดย…พาแลง ภาพ ขจรเลิศ ฮกซุ่นเฮง

หลังอิ่มใจจากไหว้พระในวัดบวรนิเวศวิหารแล้ว เพียงข้ามฝั่งถนนมาก็จะเจอคาเฟ่ชื่อไทย ณ บวร (Na Bawon) ตั้งอยู่ หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าแถวนี้จะมีคาเฟ่ที่บรรยากาศผ่อนคลายให้นั่งพักได้ด้วย ซึ่งกลิ่นอายของความสงบเงียบด้านนอกถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งในสไตล์โคโลเนียลผสมโมเดิร์นที่เข้ากับยุคสมัย ดูมีชีวิตชีวา และยังคงเอกลักษณ์ของตึกแถวอายุร่วม 100 ปี ได้เป็นอย่างดี

 

บรรยากาศภายใน สำหรับชั้น 1 จุดสะดุดตาคือผนังร้านด้านซ้ายมือจะเห็นภาพวาดบนผนัง ที่ทางร้านตั้งใจให้เป็นภาพของเขามอ ภูเขาจำลองที่ตั้งอยู่ในวัดบวรฯ ส่วนที่ติดกับผนังด้านนี้จะทำเป็นเคาน์เตอร์ที่นั่งเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ส่วนอีกฝั่งจะตกแต่งเป็นผนังไม้เก่าและจัดวางพื้นที่นั่งด้วยโซฟา โต๊ะไม้สีน้ำตาลอ่อนและเข้ม เก้าอี้อาร์มแชร์ ส่วนพื้นที่ชั้น 2 จัดไว้สำหรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่มใหญ่สามารถมีตติ้งกันได้

 

เพราะเป็นคาเฟ่ขนาดกะทัดรัด ขนมส่วนใหญ่จึงเป็นโฮมเมดที่ร้านทำเอง เป็นเมนูรับประทานง่าย แต่รับรองความอร่อย เริ่มจากปังปิ้งสังขยา ซึ่งสังขยารสชาไทยจะทำสดใหม่ทุกเช้าเป็นที่เลื่องลือ รสชาติที่ไม่หวานมากเมื่อจิ้มกับขนมปังปิ้งทาเนยหอมๆ เผลอแวบเดียวต้องสั่งใหม่แน่นอน อีกหนึ่งเมนูคือ บราวนี่ ณ บวร ที่มากับการนำเสนอแสนเก๋ด้วยการจัดเรียงบราวนี่ในแนวตั้งจำลองให้เป็นเขามอ เหมาะ
รับประทานคู่กับน้ำทับทิมเลมอนโซดา ที่ใช้ทับทิมจากอินเดียมาทำ 1 ปี มีให้รับประทาน 6 เดือน

 

ส่วนคอกาแฟที่มาที่ ณ บวร จะต้องไม่พลาดเมนูกาแฟร้อนอย่าง Espresso Shot ที่คัดสรรเมล็ดกาแฟจากเชียงราย ดอยแม่จันทร์หลวง ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะที่รสชาติกลมกล่อม ไม่เข้มจนเกินไป มีกลิ่นหอม ช่วยเพิ่มความสดชื่น เสิร์ฟคู่กับขนมผิงอบควันเทียนจากสุโขทัยเข้ากันอย่างดี แต่ถ้าใครอยากดื่มกาแฟเย็นที่ให้ความแปลกใหม่ แนะนำ 2802 Signature เป็นกาแฟผสมโซดาและไซรัป เพิ่มความหวาน ความซ่าและสดชื่นลงไป นอกจากนี้ ที่ร้านยังมีโยเกิร์ตผลไม้ที่ทำโยเกิร์ตเองเป็นเมนูที่เหมาะกับคนรักสุขภาพ

ใครที่แวะมาทำบุญย่านถนนพระสุเมรุและอยากหลบร้อนจากด้านนอกก็สามารถมานั่งจิบกาแฟ เล่นไว-ไฟที่นี่ได้ ร้านเปิดให้บริการวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 09.00-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-19.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์) สอบถามเพิ่มเติมที่ 02-003-5361 เฟซบุ๊ก: facebook.com/nabowon อินสตาแกรม: nabowon

หมึกหิ่งห้อย อร่อยรสฤดูใบไม้ผลิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/421033

11 มีนาคม 2559 เวลา 17:42 น

หมึกหิ่งห้อย  อร่อยรสฤดูใบไม้ผลิ

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ … กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ในทุกคำที่กลืนกินมีกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิและรสชาติทะเลลึกแนบมากับ “หมึกหิ่งห้อย” เมนูโอชะจากวัตถุดิบสดใหม่ส่งตรงจากญี่ปุ่น

จากอ่าวที่งดงามติดอันดับต้นๆ ของโลก ในพื้นที่เมืองแห่งธรรมชาติกลางเกาะญี่ปุ่น อ่าวโทยามะ จังหวัดโทยามะ ประเทศญี่ปุ่น มีชื่อเสียงทางด้านการท่องเที่ยว ทั้งยังเป็นแหล่งอาหารทะเลสดใหม่และอร่อย หนึ่งในของดีจากโทยามะต้องรวมถึงโฮตารุอิกะอยู่ด้วย

หมึกหิ่งห้อย (Firefly Squid) หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า โฮตารุอิกะ (Hotaruika) มีแหล่งกำเนิดในหลายถิ่นของโลก แต่หมึกหิ่งห้อยจากโทยามะมีชื่อเสียงโด่งดังอาจจะเรียกว่ามากที่สุด ทุกปีเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นฤดูกาลของหมึกหิ่งห้อยของญี่ปุ่นด้วย โฮตารุอิกะจะถูกส่งออกไปให้นักชิมทั่วโลกได้ลิ้มลอง ไม่ยกเว้นแม้ในบ้านเรา

ณ ห้องอาหารญี่ปุ่น คิสโสะ โรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท ฤดูรับประทานหมึกหิ่งห้อยเริ่มต้นแล้ว ด้วยเทมปุระ ซูชิ สลัด และหมึกหิ่งห้อยสาหร่ายญี่ปุ่นราดครีมซอส ด้วยเนื้อกรุบกรอบที่มีความหวานอยู่ในตัวเอง ทำให้ของขวัญจากทะเลชนิดนี้ช่างน่าติดอกติดใจ

 

ไม่ได้มีดีที่ความอร่อย โฮตารุอิกะนั้นยังเป็นสัตว์โลกอันแสนอัศจรรย์ เพราะมีอวัยวะผลิตแสงได้ ในฤดูวางไข่ช่วงกลางเดือน มี.ค. ไปถึงเดือน มิ.ย.ของทุกปีจะมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “หมึกโฮตารุลอยบนผิวน้ำทะเล” ทำให้ท้องทะเลและชายหาดส่องแสงระยิบระยับ นี่ถูกยกให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของญี่ปุ่น ทำให้การท่องเที่ยวเพื่อชมแสงหมึกโฮตารุอิกะในยามค่ำคืนนั้นได้รับความนิยม พอๆ กับการชิมรสชาติเฉพาะตัวของหมึกชนิดนี้

หมึกหิ่งห้อยหรือหมึกเรืองแสงนี้เป็นหมึกขนาดเล็ก ทั่วไปจะมีความยาวประมาณ 3 นิ้ว สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายวิธี ทั้งรับประทานดิบ ย่าง ต้ม หรือแม้กระทั่งทำเป็นเทมปุระ ชาวท้องถิ่นว่ากันว่าที่อร่อยที่สุด คือ กินสดๆ หลังจากนำขึ้นมาจากทะเล เมื่อได้ลองต้องร้องว่า “โออิชิ” (อร่อย) กันทุกคน

โฮตารุอิกะสามารถนำไปสร้างสรรค์เป็นเมนูซูชิได้ทั้งแบบดิบหรือย่าง สามารถรับประทานเป็นซาชิมิได้ โดยต้องนำไส้ออกก่อน หมึกสดเนื้อเนียนนุ่มอร่อย ส่วนหนวดเป็นเส้นๆ นั้นสามารถนำไปเป็นส่วนหนึ่งบะหมี่เย็น หรือต้มกับผักตามฤดูกาล หรือต้มจนกว่าจะเปลี่ยนสีชมพูแล้วเสิร์ฟกับซอสจากน้ำส้มสายชูและมิโซะ

 

ในปลาหมึกดิบมีรสหวานตามธรรมชาติ แต่เมื่อนำไปต้มก็จะให้รสสัมผัสหยุ่นๆ ที่น่ารื่นรมย์ ขณะที่การนำไปหมักจะได้รสชาติที่หลากหลายจากเนื้อในตัวปลาหมึก เพราะขนาดเล็กๆ ของหมึกหิ่งห้อยทำให้รับประทานได้ทั้งตัวในคำเดียว หมึกชนิดนี้มีทอรีน (Taurine) และวิตามินซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย

การรับประทานโฮตารุอิกะแบบดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น คือ นำไปปรุงเป็น ซูมิโซะเออิ (Sumisoae) โดยนำหมึกไปต้มกับซอสที่ทำจากน้ำส้มสายชูและถั่วเหลือง หรือจะเป็น ทสึคุดานิ (Tsukudani) เคี่ยวในซอสถั่วเหลืองและมิริน และโอคิซุเกะ (Okizuke) ซึ่งเป็นสูตรอาหารดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น คือ การนำหมึกหิ่งห้อยไปดองกับมิริน ถั่วเหลือง และสาเก โดยรสสัมผัสที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับระยะเวลาการหมัก หมึกหิ่งห้อยต้มและปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู ซอสถั่วเหลือง และน้ำตาลเหมาะกับแกล้มสาเก หรือรับประทานกับข้าวก็ได้ เมื่อนำหมึกไปทอดก็สามารถนำมาเป็นส่วนผสมของอาหารจากตะวันตก เช่น พาสต้า หรือข้าวหน้าชีส และของฝากขึ้นชื่อของเมืองโทยามะก็คือ คุโระซูคุริ (Kurozukuri) คือ ปลาหมึกดองในน้ำหมึกสีดำ เรียกได้ว่า ใครไปใครมาก็ต้องมีติดไม้ติดมือกลับไป เช่นเดียวกับข้าวเกรียบหรือข้าวอบกรอบรสปลาหมึก

นอกจากนิยมรับประทานกันในญี่ปุ่นแล้ว โฮตารุอิกะก็กลายเป็นสินค้าส่งออกที่ เจโทร (JETRO) หรือองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นแนะนำ อย่างในบ้านเรานั้นหมึกหิ่งห้อยก็ไม่ได้หารับประทานได้ง่ายนัก ใครอยากลองก็แวะไปห้องอาหารญี่ปุ่นคิสโสะ ร้านอาหารญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักกันอย่างดีมาตลอด 22 ปี

 

เมนูหมึกหิ่งห้อยที่คิสโสะปีนี้มีทั้ง เทมปุระ ซูชิ สลัด และหมึกหิ่งห้อยสาหร่ายญี่ปุ่นราดครีมซอส เท็มปุระหมึกหิ่งห้อยกรอบหนึบอร่อยนั้น ทอดด้วยแป้งที่ใส่อาโอโนริหรือสาหร่ายป่นลงไปด้วย ทั้งหมึกและสาหร่ายกรุบกรอบหนึบให้กลิ่นอายทะเลที่เข้ากันเข้ากัน

สำหรับเมนูซูชินั้นเชฟลวกปลาหมึกให้พอสุก ดึงเครื่องในและส่วนแข็งๆ ออกทำให้รับประทานได้ทั้งตัว (ในคำเดียว) เป็นเมนูที่สัมผัสได้ถึงความหวานและกลิ่นอายของทะเลก็ยังคงอยู่ ตัวข้าวนั้นเชฟใส่ขิงลงไปด้วย ไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี และยังช่วยชูรสปลาหมึกขึ้นมาอีกด้วย

จานที่เป็นสลัดโดดเด่นด้วยน้ำเดรสซิ่งที่ผสมน้ำส้มยูซุของดีอีกหนึ่งอย่างจากญี่ปุ่นลงไป เปรี้ยวนิดหวานหน่อย ทั้งยังได้ความกรุบกรอบของปลาเงินทอดมาเสริม ขณะที่หมึกหิ่งห้อยสาหร่ายญี่ปุ่นราดครีมซอสนั้น เชฟนำสาหร่าย 3 สีรวมทั้งต้นหอมลวกมาประกอบ ส่วนซอสนั้นมีกลิ่นของมิโซะผสมผสาน

วัตถุดิบจากญี่ปุ่นซึ่งนำมาปรุงอาหารนั้นมีมากมายหลากหลาย แต่ว่าปลาหมึกหิ่งห้อยนั้นอาจจะเป็นที่รู้จักน้อยเกินไป ใครอยากลองลิ้มชิมรสเมนูปลาหมึกหิ่งห้อยได้ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ณ ห้องอาหารญี่ปุ่น คิสโสะ ชั้น 8 โรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-207-8000 หรือwww.kissobangkok.com

เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ (ของญี่ปุ่น) นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปีสำหรับการทำความรู้จักกับหมึกหิ่งห้อย หรือโฮตารุอิกะ

อิ่มบรรยากาศวันวาน @เพลินวาน พาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/travel/restaurant/421030

11 มีนาคม 2559 เวลา 17:37 น.

อิ่มบรรยากาศวันวาน @เพลินวาน พาณิชย์

โดย…ซิตี้กาย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ยกเอาภาพวันวานในความทรงจำมาตั้งไว้ใจกลางเมืองเลยทีเดียว สำหรับเพลินวาน พาณิชย์ สาขาสยามสแควร์วัน ร้านอาหารที่จะพาทุกคนย้อนวัยใสไปสู่ช่วงเวลาที่โหยหา ภายใต้คอนเซ็ปต์เก๋ๆ ที่ตั้งชื่อว่าตอน ชุนชนบางรอด ซึ่งเป็นชุมชนที่เต็มไปด้วยแสงสีและสุดคึกคึกในยุคที่ทหารจีไอของสหรัฐเข้ามาตั้งฐานทัพในไทย

ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในร้าน หลายคนคงรู้สึกราวกับว่าได้ข้ามผ่านประตูกาลเวลา ย้อนมาสู่ช่วงเวลาในอดีต ด้วยบรรยากาศการตกแต่งที่ชวนย้อนให้คิดถึงอดีต ทั้งของตกแต่งร้าน และการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบโบราณมาเป็นองค์ประกอบ

 

ซิกเนเจอร์ที่มาแล้วต้องลอง คือ ข้าวไข่ทรงเครื่อง หนึ่งในเมนูออลเดย์เบรกฟาสต์สไตล์ไทย เมนูกินง่ายๆ แต่อยู่ท้อง ลงตัวด้วยส่วนผสมของข้าวสวยและไข่ขาวที่นำไปปรุงสุกจนเป็นเนื้อเดียวกัน ท็อปด้านบนด้วยหมูสับ กุนเชียง และไข่แดง กินเพลินๆ ก็หมดจานไม่รู้ตัว

ถัดมาคือ ข้าวยำปลากระป๋อง เสิร์ฟมาจานหลุมแบบอะลูมิเนียมสุดฮิป จานนี้จะได้อิ่มหมีพีมันกับยำปลากระป๋องเนื้อปลาชิ้นโต พร้อมข้าวสวยร้อนๆ จานนี้ใครชอบรสจัดจ้านอาจจะดีไอวายยำปลากระป๋องสูตรเฉพาะของตัวเองก็ได้ เพราะเสิร์ฟมาพร้อมพริกขี้หนู หอมแดง และตะไคร้ซอย

 

อีกหนึ่งเมนูย้อนวันวานที่ขาดไม่ได้ คือ ผัดมะกะโรนี อาหารพื้นๆ แต่ฝังลึกในความทรงจำของหลายๆ คน ทีเด็ดอยู่ที่ตัวเส้นมะกะโรนีที่นำมาผัดกับซอสมะเขือเทศและไส้กรอกจนได้ที่ ปิดท้ายด้วยของหวานอย่างขนมปังปิ้งสังขยา ทีเด็ดอยู่ที่ตัวขนมปังที่เอาไปปิ้ง จนกรอบนอกนุ่มใน กินคู่กับสังขยาโฮมเมดของทางร้าน ที่ทำจากใบเตยสดจนได้รสหอมมัน ไม่หวานจนเกินไป

แวะมาเพลินวาน พาณิชย์ ทั้งที อย่าพลาดสารพัดเมนูเครื่องดื่ม ที่แนะนำ คือ กาแฟเต้าหู้งาดำปั่น เสิร์ฟทั้งร้อนและเย็น

ร้านเพลินวาน พาณิชย์ ตั้งอยู่ชั้น 3 สยามสแควร์วัน เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-18.00 น. โทร. 02-712-3636

 

ขนมปังรีดให้เป็นแผ่นบางๆ ห่อไส้แอปเปิ้ล วิธีทำ Apple Pie แบบที่ง่ายที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2559 เวลา 12:28 น. http://www.posttoday.com/travel/restaurant/420903

ขนมปังรีดให้เป็นแผ่นบางๆ ห่อไส้แอปเปิ้ล วิธีทำ Apple Pie แบบที่ง่ายที่สุด

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

สําหรับ Bready ในฉบับนี้ยังคงเป็นขนมปังแผ่นแบบแซนด์วิช ดัดแปลงเป็นเมนูที่ดูเหมือนจะยากให้ง่าย คล้ายกับเป็นทางลัด ฉบับก่อนเราใช้ขนมปัง รีดด้วยไม้คลึงแป้งให้เป็นแผ่นบาง ก่อนจะทาเนย โรยน้ำตาลทราย แล้วนำไปอบจนกรอบ ทำหน้าที่เป็นแป้ง Puff Pastry สำหรับขนมมิลเฟย สำหรับในฉบับนี้ขนมปังของเราทำหน้าที่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง แทนที่จะใช้แป้งพาย Pate Brisee ที่ยุ่งยาก เราใช้ขนมปัง รีดให้เป็นแผ่นบางๆ ห่อไส้แอปเปิ้ล แปลงร่างเป็น Apple Pie แบบที่ง่ายที่สุด

ยิ่งตอนนี้ Apple Pie กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบขนม มีวางขายที่อิเซตัน ตรงราชประสงค์ เป็นแป้งพายแบบนุ่มคล้ายครัวซองต์หรือเดนิช ห่อหุ้มแอปเปิ้ลชิ้นพอดีคำ ที่ผัดจนนุ่ม รับประทานร้อนๆ ตอนที่ออกจากเตาอบใหม่ๆ อร่อย หรือซื้อกลับมาอุ่นให้ร้อนแล้วเพิ่มไอศกรีมวานิลลาไปยิ่งเข้ากัน

พายแอปเปิ้ลถือเป็นขนมพื้นฐานสไตล์ตะวันตกที่สาวฝรั่งโบราณต้องเรียนรู้ไว้ เรียกว่าแม้แต่การ์ตูนคลาสสิกอย่างสโนว์ไวท์ ยังต้องมีตอนที่สโนว์ไวท์คลึงแป้งพาย แล้วหั่นแอปเปิ้ลไส้ลงไปก่อนที่จะนำเข้าเตาอบโบราณ ใครทำไม่ได้ ถือว่าความสามารถทางด้านงานครัวยังไม่ถึงขั้น

ความอร่อยของพายแอปเปิ้ลตัดสินกันที่แป้งต้องหอม กรอบนอกนุ่มใน ไม่แฉะและไม่แห้งแข็งจนเกินไป ที่สำคัญแป้งและไส้แอปเปิ้ลต้องสุกไปพร้อมกัน ตัดทะลุแป้งพายไปเจอแอปเปิ้ลยังกรอบแข็งกระโดก ถือว่าสอบตก

 

สำหรับแอปเปิ้ลพายของ Bready Instantly ของเรา ตัดความยากของการทำแป้งพายไป นำเอาขนมปังแซนด์วิชมารีดให้เป็นแผ่นบางลง ทาเนยเพื่อช่วยให้ขนมปังกรอบและหอมขึ้นเมื่ออบได้ดี

คุณผู้อ่านเอาเวลามาทำไส้แอปเปิ้ลผัดแบบง่ายๆ โดยใช้แอปเปิ้ลชนิดใดก็ได้ที่ชอบ หั่นให้เป็นชิ้นพอดีคำ ถ้ามีเวลาแนะนำเป็นขนาดลูกเต๋าใหญ่สัก 1 นิ้ว แต่ถ้าอยากให้เร็วลองลดขนาดลงเหลือแค่เต๋า 1 ซม. ผัดกับเนยให้พอนุ่มด้านนอก แล้วเติมน้ำตาลทรายลงไป เพื่อให้แอปเปิ้ลสุก แต่ยังคงรูปร่างได้อยู่ เพราะน้ำตาลมีผลต่อเส้นใยผักผลไม้ ให้แน่นและคงตัวขึ้น ถึงจะสุกแต่ก็ไม่เละ แต่งรสให้จัดจ้านด้วยมะนาวสักนิด จะเขียวหรือจะเหลืองแล้วแต่ชอบ ตัดรสให้แหลมขึ้นด้วยเกลือสักหน่อย

ถ้าชอบ “Look” รูปร่างขนมแบบมือโปรด้านเบเกอรี่ แนะนำให้หาซื้อแป้งกวนไส้มาเติมลงไป เพื่อให้น้ำซอสจากแอปเปิ้ลข้นหนืดขึ้น แต่ถ้าจะถือความสะดวกสามารถผัดไปเรื่อยๆ จนน้ำงวดลงได้ อาจทดแทนแป้งกวนไส้ได้ด้วยแป้งข้าวโพด หรือแป้งมันที่มีอยู่ในครัว ผสมน้ำสักหน่อยแล้วเติมลงไป ผัดที่ไฟอ่อน คนเร็วเพื่อไม่ให้แป้งเป็นก้อนๆ เท่านี้ก็ได้ไส้แอปเปิ้ลที่ข้นๆ สำหรับสอดไส้พาย

พายแอปเปิ้ลง่ายจากขนมปังแซนด์วิชนี้ สามารถขึ้นรูปได้ 2 แบบ แบบแรกคือ เป็นพายถ้วยเปิดหน้า อาศัยพิมพ์ก้นลึกที่มี กรุขนมปังแผ่นรีดแล้วทาเนย ก่อนเติมไส้ลงไปอบให้ขนมปังเหลืองกรอบ หรืออีกแบบยุ่งยากขึ้นมาอีกนิด คือ พายปิด ที่อาศัยไข่ไก่ทำหน้าที่เสมือนกาวผนึกขนมปังเข้าด้วยกัน อย่าลืมทาเนยให้ทั่วขนมปังด้านบน เพื่อให้กรอบหอมขึ้นเวลาอยู่ในเตาอบ

เมื่อขนมสุกได้ที่แล้ว จะได้กลิ่นหอมเกือบเหมือนเวลาอบแอปเปิ้ลพายจริงๆ อย่าลืมเตรียมไอศกรีมวานิลลาไว้ เพื่อให้ได้ Apple Pie a la mode ขนมยอดฮิตยุค 60s แบบที่ง่ายที่สุดไว้เป็นของว่างวันหยุดสัปดาห์นี้เลย

Bready Apple Pie (สำหรับ 1-2 ที่)

ส่วนผสมไส้แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลเขียว หั่นเต๋า 1 ซม. 2 ลูก

เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาวเหลือง 0.25 ช้อนชา

เกลือป่น เล็กน้อย

อบเชย 0.025 ช้อนชา

กลิ่นวานิลลา 0.25 ช้อนชา

น้ำสะอาด 0.5 ถ้วย

แป้งกวนไส 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมเนื้อพาย

ขนมปังแผ่น 10-12 แผ่น

เนยจืด สำหรับทา ประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ

ไข่ไก่ 1 ฟอง

วิธีทำ

สำหรับแอปเปิ้ล : ตั้งกระทะให้ร้อน เติมเนยจืดลงไป แล้วเติมแอปเปิ้ลลงไปผัดกับเนยให้พอนุ่ม เติมน้ำตาลทราย น้ำมะนาว เกลือ ผัดให้เคี่ยวที่ไฟอ่อนจนแอปเปิ้ลสุกนุ่ม เติมน้ำสะอาดที่ผสมแป้งกวนไส้ลงไป ผัดให้ข้นหนืดขึ้นที่ไฟอ่อน

สำหรับขนมปัง : อุ่นเตาอบให้ร้อนที่ 180 องศา ใช้ไม้คลึงแป้งรีดขนมปังให้บางลง

สำหรับแบบพายเปิดหน้า : ตัดให้เป็นแผ่นกลมโดยใช้พิมพ์ทาเนยให้ทั่วทั้งแผ่น แล้วกรุลงพิมพ์มัฟฟิน

สำหรับพายแบบพัฟฟ์ : ตัดให้เป็นแผ่นกลม ตักไส้ใส่ลงไปตรงกลาง เว้นขอบไว้เพื่อทาไข่ไก่ พับครึ่งเพื่อประกบกันเป็นพายขนาดครึ่งวงกลม ใช้ส้อมกดให้แน่นที่ริมเพื่อผนึกขนมปังเรียงใส่ถาดอบ

อบ : นำขนมอบในเตาอบประมาณ 10-12 นาที หรือจนขนมปังกลายเป็นสีเหลืองทอง

วิธีเสิร์ฟ : เพื่อให้เป็น a la mode แอปเปิ้ลพายอุ่นๆ แนะนำให้เสิร์ฟกับไอศกรีมวานิลลา จะเข้ากันมากค่ะ

 

โชคดีข้าวมันไก่ อิ่มจนเพลินพุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2559 เวลา 11:41 น. http://www.posttoday.com/travel/restaurant/420897

โชคดีข้าวมันไก่ อิ่มจนเพลินพุง

โดย…พาแลง

เกือบ 10 ปีที่โชคดีข้าวมันไก่ สร้างชื่อจากการลองผิดลองถูกจากคู่สามีภรรยาริมทางรถไฟสายใต้ สถานีรถไฟบางซื่อ ก่อนย้ายไปย่านแฟชั่นไอส์แลนด์จนมีชื่อเสียง ล่าสุดมาปักหลักที่มั่นแห่งใหม่ในย่านพระราม 4 ที่สวนเพลินมาร์เก็ต เพียงไม่นานความอร่อยก็เป็นที่กล่าวขวัญจนต้องไปท้าพิสูจน์

บรรยากาศร้านน่านั่งอยู่แล้ว เพราะอยู่ในบริเวณสวนอาหารของสวนเพลิน ออกแบบและตกแต่งให้คล้ายริมทางรถไฟสายเก่า ด้วยโครงสร้างเหล็กเพดานสูงล้อมด้วยกระจกให้แสงสว่างส่องได้ทั่วถึง เย็นสบายไม่ร้อนเพราะติดแอร์ทั่วอาคาร

ทางร้านใช้ข้าวหอมมะลิค้างปีจากเชียงราย ที่หุงออกมาแล้วหอมเจือกลิ่นมันไก่อ่อนๆ เคี้ยวแล้วมีความหนึบ และเมื่อรวมกับไก่และน้ำจิ้มสูตรเด็ดยิ่งอร่อยจนอยากจะเบิ้ล โดยมีไก่และน้ำจิ้มให้เลือก 3 แบบ ทั้งไก่ต้มที่สับมาพร้อมหนังที่ยังหนุบหนับไม่เปื่อยยุ่ย ขณะที่เนื้อไก่ก็เปื่อยพอเหมาะเคี้ยวสนุกกับน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวเค็มเผ็ดพอดีไม่เลี่ยน กินได้ไม่รู้อิ่ม ส่วนไก่ทอดไม่อมน้ำมัน กรอบนอกนุ่มใน

สุดท้ายกับไก่ย่างอบน้ำผึ้ง เลือกไก่ส่วนสะโพกจากร้านประจำ ที่ชิ้นไก่เท่ากัน เลาะกระดูกออกหมด อาบน้ำผึ้งแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ย่างให้เข้ากันจนเนื้อหวานนุ่มเข้ากับน้ำจิ้มแจ่วที่คิดสูตรเอง กินกับน้ำซุปสาหร่ายร้อนๆ คล่องคอดีแท้

ข้าวมันไก่โชคดีอยูที่สวนเพลินมาร์เก็ต ถนนพระราม 4 เปิดทุกวัน เวลา 09.00-21.00 น.

โบเตยา ศูนย์รวมอาหารจานเด็ดจากญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2559 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/419721

โบเตยา ศูนย์รวมอาหารจานเด็ดจากญี่ปุ่น

โดย…ยู่ยู้ ภาพ ขจรเลิศ ฮกซุ่นเฮง

เดินทางจากญี่ปุ่นมาเสิร์ฟความอร่อยถึงเมืองไทยแล้วสำหรับ โบเตยา (Boteya) ร้านอาหารญี่ปุ่นน้องใหม่ในเครือโบเตจู กรุ๊ป ทีเด็ดของร้านอยู่ที่การรวบรวมเอาอาหารจานเด็ดในจังหวัดต่างๆ ของญี่ปุ่นมาไว้ที่เดียว เรียกว่า อยากลิ้มรสของเด็ดจังหวัดไหนของญี่ปุ่นมาที่นี่ที่เดียวครบ

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอ คือ การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพนำเข้าจากญี่ปุ่น พร้อมกันนี้ยังส่งเชฟไปเทรนกรรมวิธีการปรุงอาหารถึงญี่ปุ่น เพื่อการันตีว่าคุณภาพและรสชาติของอาหารจะไม่หนีจากต้นตำรับแน่นอน

 

สำหรับสไตล์การแต่งร้าน แฟนพันธุ์แท้อาหารญี่ปุ่นมาถึงแล้วอาจแปลกใจ เพราะไม่ได้สะท้อนความเป็นญี่ปุ่นจ๋า เน้นความเป็นโมเดิร์น ร้านตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาลเข้ม แทนที่สีน้ำตาลอ่อนตามสไตล์ร้านอาหารญี่ปุ่นที่คุ้นตาทั่วไป แต่รับรองว่าเมื่อเข้ามาแล้ว ด้วยบรรยากาศครัวเปิด ลูกค้าจะได้รสสัมผัสครบทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง

ซิกเนเจอร์มาแล้วอย่าพลาด เริ่มจากเมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง ซีซาร์สลัดไข่ออนเซนกับเบคอนสไลซ์ และมันฝรั่งทอดมาทิลด้า ซึ่งเป็นมันฝรั่งที่นำเข้าจากฮอกไกโด ทอดจนกรอบเหลืองปรุงรสด้วยสูตรพิเศษ กินเพลินๆ ก็หมดจาน

มาที่จานหนัก แนะนำ ข้าวหน้าหมูย่างคารูบิ เสิร์ฟพร้อมซุปหัวหอม ทีเด็ดอยู่ที่ตัวเนื้อหมูสามชั้นเนื้อนุ่ม ติดมันนิดๆ เพิ่มรสชาติด้วยน้ำซอสสูตรพิเศษก่อนนำมาย่างจนได้ที่ กินกับข้าวและผักสลัดสดๆ ถึงจานใหญ่ก็ไม่ท้อ แต่ถ้าไม่ปลื้มหมูสามชั้น ลองข้าวหน้าหมูย่างไข่ ท็อปด้านบนด้วยไข่ดาว 2 ฟอง ลงตัวกับหมูชาชูและซอสสูตรพิเศษของทางร้าน

 

ถ้าชอบเมนูเส้น แนะนำ โอซากา พรีเมียม มิกซ์ ทสึกิมิ ยากิโซบะ จานนี้รวมพลทั้งเนื้อหมู กุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่ มาผัดรวมกันกับเส้นโซบะ ราดหน้าด้วยไข่ดาวเสิร์ฟบนจานร้อน หรือจะลอง พรีเมียมมิกซ์โอโกะโซบะ ของเด็ดจากโอซากา ไฮไลต์อยู่ที่ตัวแป้งที่รองด้านล่างจานเสิร์ฟพร้อมโซบะที่ผัดจนเข้าเครื่องกับปลาหมึก หอยแมลงภู่ กุ้ง หมู และเนื้อ ท็อปด้านบนด้วยซอสมายองเนสเยิ้มๆ สูตรพิเศษ ให้รสชาติไม่เหมือนใคร

อิ่มจากของคาว ล้างปากด้วยของหวานอย่าง โตเกียว มิลค์ พุดดิ้ง หน้าตาอาจธรรมดา แต่รสชาตินุ่มๆ ของพุดดิ้งนมกับแยมสตรอเบอร์รี่ ก็ช่วยให้มื้อพิเศษวันนี้ฟินเวอร์ ถ้าใครไม่ชอบรสนมจะลองโตเกียว ช็อกโกแลต พุดดิ้งก็น่าสนใจ

 

ร้านโบเตยา ตั้งอยู่ชั้น 3 หน้าห้างอิเซตัน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-22.00 น. โทร. 02-613-1619 เฟซบุ๊ก : Botega Thailand

 

ฝรั่งเศสสวมกิโมโน เมนูใหม่ห้องอาหาร เอเลเมนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2559 เวลา 17:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/419718

ฝรั่งเศสสวมกิโมโน เมนูใหม่ห้องอาหาร เอเลเมนท์

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ศักราชใหม่ของห้องอาหารเอเลเมนท์ (Elements) โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) ไม่เพียงเปลี่ยนหน้าเชฟมาเป็น เชฟแอนโทนี ชอลท์ไมเยอร์ (Antony Scholtmeyer) หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ (Executive Chef) ที่มารับหน้าที่คุมหางเสือของครัวทั้งโรงแรมและปรับโฉมเมนูของห้องอาหารเอเลเมนท์ ให้เข้ากับความเป็นโรงแรมจากญี่ปุ่นมากขึ้น ด้วยการนำเอาวัตถุดิบพรีเมียมจากญี่ปุ่นมาปรุงด้วยเทคนิควิธีแบบฝรั่งเศส

“แต่ไม่ต้องสับสน เพราะเราไม่ได้ทำอาหารฟิวชั่น ห้องอาหารแห่งนี้ยังเสิร์ฟอาหารตำรับฝรั่งเศส ทว่านำเอาวัตถุดิบ กลิ่น รส ของอาหารญี่ปุ่นเข้ามาใช้เท่านั้นเอง” เชฟแอนโทนีบอกให้เรียกว่า เป็นอาหารฝรั่งเศสที่มีกลิ่นอายญี่ปุ่น (French cuisine with Japanese influences) โดยเมนูทั้งหมดได้รับการรังสรรค์ โดย เชฟแอนโทนี ที่ได้นำเอาความเชี่ยวชาญในการปรุงอาหารฝรั่งเศส พร้อมประสบการณ์การทำงานในครัวมายาวนานกว่า 20 ปี จากหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นมาสร้างสรรค์อาหารเมนูต่างๆ มากมาย

“ส่วนหนึ่งก็คือ เราอยากแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในการเป็นโรงแรมจากญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังต้องการสร้างสรรค์อาหารที่แตกต่างออกไปจากอีก 2 ห้องอาหารที่เรามี โดยผมต้องบอกเลยว่า ห้องอาหารนี้เราเสิร์ฟอาหารฝรั่งเศส 100% โดยมีการนำเอากลิ่นอายและรสชาติจากเครื่องปรุงของญี่ปุ่นมาใช้

 

ยิ่งถ้าพูดถึงการจัดจานอาหารก็ต้องบอกว่าฝรั่งเศสมากๆ ส่วนความเป็นญี่ปุ่นนั้นเราใส่เข้าไปนิดหน่อยเพื่อสร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นมิโซะ ขิง ส้มยูซุ เป็นต้น ยกตัวอย่างจานเป็ด ที่คนฝรั่งเศสนิยมใช้เนื้อส่วนอกมาปรุงอาหาร เราก็นำไปหมักกับซอสถั่วเหลือง มิริน  สาเก ฯลฯ แต่พอนำมาปรุง มาอบ เราก็ยังคงอาศัยเทคนิคแบบฝรั่งเศส ทำให้ได้หนังกรอบ เนื้อข้างในนุ่ม”

เชฟแอนโทนี ไม่วายที่จะตอกย้ำว่า นี่ไม่ใช่อาหารฟิวชั่นอย่างแน่นอน “ผมต้องพูดบ่อยๆ เพราะตัวเองก็เห็นว่า อาหารฟิวชั่นมักจะจบลงด้วยการเป็นคอนฟิวชั่น (สับสน) เราจึงไม่พยายามที่จะเป็นอย่างนั้นแน่ๆ เราเสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสที่มีกลิ่นอายญี่ปุ่นเท่านั้นล่ะครับ”

พูดไปก็ไม่เห็นภาพ เชฟแอนโทนีจึงเริ่มเสิร์ฟเมนูแรก White Asparagus and Smoked Tofu มาพร้อม Onsen Egg Sauce, Salmon Roe and Bread Crumbs โดยหน่อไม้ฝรั่งขาวต้นใหญ่เดี๋ยวนี้ปลูกกันที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ไม่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศแล้ว เสิร์ฟกับครีมเต้าหู้รมควัน และไข่ออนเซนนำไปทำเป็นซอสราด แต่งหน้าด้วยไข่ปลาแซลมอนเพิ่มความเค็ม ส่วนสัมผัสความกรุบกรอบปิดท้ายที่ขนมปังกรอบครูตง

 

ซิกเนเจอร์ดิชที่สร้างชื่อเสียงให้เชฟแอนโทนีมาราว 15 ปี อย่าง Tasmanian Ocean Trout Confit เสิร์ฟมาเคียงคู่กับ Pickle vegetables and Orange Miso Coulis ปลาโอเชียนเทราต์จากทัสมาเนีย นำไปปรุงให้สุกอย่างช้าๆ ด้วยวิธีกงฟีต์ เนื้อนุ่มหอม สุกกำลังดี เสิร์ฟคู่กับผักดอง และซอสกูลีส์เนื้อข้นทำจากส้มยูซุและมิโซะ

ตามมาด้วยซุปที่แสดงเอกลักษณ์ความเป็นฝรั่งเศสอย่างสูง Lobster Bisque Scents with Cognac ใส่ความเป็นญี่ปุ่น อย่าง Macha Cappuccino, Lobster and Yuzu ลงไป ส่วนใครที่ต้องการชิมซุปที่เป็น
ซิกเนเจอร์ดิชของเชฟแอนโทนี ต้องลองสั่้ง Scallops Topped with Foie Gras, Shimeji Scented Miso Consomme หรือหอยเชลล์กับตับห่านในซุปใสมิโซะเห็ดชิเมจิ รับรองว่าฟินไม่แพ้กัน

นอกจากอาหารฝรั่งเศสกลิ่นญี่ปุ่นแล้ว เชฟแอนโทนียังได้นำเสนออาหารฝรั่งเศสแท้ๆ จากเมนู “รอสสินี่” (Rossini Menu) ซึ่งเป็นอาหารที่มีตับห่าน (Foie Gras) และเห็ดทรัฟเฟิล (Truffles) เป็นส่วนประกอบสำคัญ เอาไว้ในเมนูใหม่นี้ด้วย อย่างเช่น หอยเชลล์และตับห่านรับประทานคู่กับผักโขมบดราดซอสเห็ดทรัฟเฟิลดำ (Scallops and Foie Gras with Spinach Puree in Black Truffle Sauce) เนื้อวางุและตับห่านย่างแบบยากิโทริราดซอสเห็ดทรัฟเฟิลดำ (Yakitori Rossini of Wagyu Beef with Foie Gras in Black Truffle Sauce)

 

สำหรับวันก่อนได้ชิม ซี่โครงเนื้อลูกวัวกับตับห่านย่าง เสิร์ฟพร้อมมันบดราดซอสเห็ดทรัฟเฟิลดำ (Roast Veal Loin with Pommes Puree and Foie Gras in Black Truffle Sauce) เนื้อลูกวัวจากเนเธอร์แลนด์ที่ว่าเป็นเนื้อลูกวัวที่ดีที่สุด เสิร์ฟพร้อมมันบดราดซอสเห็ดทรัฟเฟิลดำ

ปิดท้ายกันกับของหวาน Macha Green Tea Cremeux, Black Sesame, Shiso Jasmin Rice Ice Cream พุดดิ้งกรีนที เสิร์ฟพร้อมกับซอสงาดำ และไอศกรีมข้าวหอมมะลิ โรยหน้าด้วยใบชิโสะ

อาหารฝรั่งเศสกลิ่นอายญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมนูให้ลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็น Tuna Tataki, Ponzu Jelly, Avocado, ginger and Baby Shiso หรือ Crispy Skin Soy Marinated Duck Breast and Confit Leg, Smoked Eggplant with Ginger, Pumpkin, Coriander, Yuzu Jus รวมทั้งเมนูที่ย่างจากเตาชาร์โคลกริล อย่าง Dutch Veal Loin, Uni Butter, Sansho Pepper ฯลฯ ซึ่งห้องอาหารเอเลเมนท์มีการจัดเซตเมนูไว้ให้ลิ้มลองกัน อย่าง A Taste of Elements เซตเมนู 5 คอร์ส ราคา 1,900 บาท++ หรือ Element Prestige เซตเมนู 5 คอร์ส ราคา 2,800 บาท++ ด้วย

ห้องอาหารเอเลเมนท์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 25 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เปิดให้บริการวันอังคารถึงวันเสาร์ เฉพาะมื้อค่ำ ตั้งแต่เวลา 18.00-22.30 น. โทร. 02-687-9000 หรือ elements@okurabangkok.com

 

ต้มยำแห้งนายง้วน รสเด็ดกลมกล่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2559 เวลา 17:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/419716

ต้มยำแห้งนายง้วน รสเด็ดกลมกล่อม

โดย…แมงโก้หวาน

ถนนสาธุประดิษฐ์ เขตยานนาวา เต็มไปด้วยร้านอาหารอร่อยจำนวนมาก แมงโก้หวานได้นำเสนอไปหลายร้านเหมือนกัน แต่ถ้าขาดร้านข้าวต้มนายง้วนไป คนที่เคยไปชิมที่ร้านมาแล้วก็อาจจะท้วงได้ เพราะของเขาก็การันตีความอร่อย สังเกตจากลูกค้าหนาตาทุกวัน โดยเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เต็มทุกโต๊ะ

 

ที่ร้านมีหลายเมนูให้เลือกสั่ง ขึ้นอยู่กับว่าสั่งจะกินกับข้าวสวยหรือข้าวต้ม แต่เมนูที่อยากแนะนำวันนี้เป็นหนึ่งเมนูที่ลูกค้าชอบสั่งเลยนะ “เฮียง้วน” จรุงเกียรติ รุ่งเลิศนิรันดร์ กับ “เฮียไวท์” บรรเจิด วัฒนายิ่งสมสุข สองพี่น้องเจ้าของร้านว่าอย่างนั้น นั่นคือ ต้มยำทะเลแห้ง ที่รสชาติออกเปรี้ยวนิดหวานกลมกล่อม ไม่เผ็ด เด็กกินได้ กินกับข้าวสวยก็อร่อย เป็นกับแกล้มก็ยิ่งดี

วัตถุดิบหลักใช้กุ้งสด ปลาเก๋า ปลาหมึก ส่วนเครื่องปรุงและส่วนผสมอื่นใช้เครื่องต้มยำทั่วไปเลย ประกอบด้วยตะไคร้ซอยบาง ข่าไม่อ่อนและแก่เกินไปหั่นบางเช่นกัน ใบมะกรูดฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ พริกขี้หนูสวนโขลกให้แตกนิดหนึ่ง น้ำพริกเผา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย และน้ำมันพืชสำหรับผัด

 

การสร้างสรรค์เมนูเริ่มจากนำปลาหมึก ปลาเก๋า และกุ้งไปทอด ส่วนผสมอย่างข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดก็ทอดด้วยเพื่อให้เกิดความหอมของเครื่องต้มยำก่อนนำทั้งหมดไปผัดรวม เริ่มจากใส่น้ำมันพืชนิดหน่อยเพราะมีน้ำมันจากน้ำพริกเผาอยู่แล้ว จากนั้นใส่ข่า ตะไคร้ ตามด้วยน้ำพริกเผาผัดให้เข้ากับเครื่องต้มยำ ใส่กุ้ง ปลาหมึก ปลาเก๋าลงไป ปรุงด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลทรายนิดหน่อย ผัดให้เข้ากันเป็นอันเสร็จ โรยหน้าด้วยมะม่วงหิมพานต์ รสชาติออกเปรี้ยวหวานกลมกล่อมหอมด้วยกลิ่นเครื่องต้มยำชวนรับประทานยิ่ง

สนนราคาจานละ 150 บาท คุ้มค่ากับความอร่อยครับ นอกจากต้มยำทะเลแห้งแล้วผัดกระเพาะปลาของที่นี่ก็แสนอร่อย ใส่ปลาหมึก กุ้งสด ตับหมูแบบจุใจ มะม่วงน้ำปลาหวานและกะปิหวานก็ใช่ย่อย หลายคนมักจะสั่งปิดท้ายเสมอ อยากให้ไปลองชิมครับ ร้านอยู่ปากซอยสาธุประดิษฐ์ 43 โทร.02-284-0101, 08-1487-9464, 08-5923-6120