ซิงยอร์ สมชาย อาหารซีฟู้ดด้วยเมนูสุดอร่อยและราคาไม่แพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2559 เวลา 16:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/419713

ซิงยอร์ สมชาย อาหารซีฟู้ดด้วยเมนูสุดอร่อยและราคาไม่แพง

โดย…ซิตี้กาย

นอร์ด อเวนิว ใกล้ซอยเอกมัย 28 มีร้านอาหารซีฟู้ดเปิดใหม่ ซิงยอร์ สมชาย (Signor Somchai) กำลังตระเตรียมวัตถุดิบสดใหม่จากทะเลรอต้อนรับลูกค้าที่รักในอาหารซีฟู้ด ท่ามกลางบรรยากาศร้านอาหารริมท่าเรือของต่างประเทศ ตกแต่งในสไตล์ตะวันตกผสมผสานความเป็นโมเดิร์นเข้าไปอย่างลงตัว มีลูกเล่นในการตกแต่งร้านหลายอย่างที่เห็นแล้วคุณจะต้องประทับใจ

ไม่เพียงแต่ตกแต่งร้าน แม้กระทั่งชื่อร้านก็ผ่านการคิดสรรมาอย่างดี พวกเขาเลือกชื่อ สมชาย เพราะเป็นชื่อที่มีคนใช้มากที่สุดในประเทศไทย แต่ถ้าใช้ชื่อสมชายซีฟู้ดคงดูดาษดื่นเกินไป จึงเรียกใช้สรรพนามจากภาษาสเปน ซิงยอร์ (Signor) แปลว่า “คุณ” เป็น ซิงยอร์ สมชาย ร้านอาหารที่จะทำให้คุณหลงรักอาหารซีฟู้ดด้วยเมนูสุดอร่อยและราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับสถานที่การบริการ และคุณภาพของวัตถุดิบที่นำมาใช้

 

เริ่มด้วยไข่ตุ๋นทะเล อาหารเบาๆ ดีต่อสุขภาพด้วยไข่ตุ๋นเนื้อครีมคัสตาร์ด โรยหน้าด้วยกุ้ง ปลาหมึก ปู และเนื้อปลาชิ้นใหญ่ เนื้อแน่นสดใหม่กัดเต็มคำทุกชิ้น รสชาติไข่ตุ๋นอร่อยกลมกล่อม เด็กรับประทานได้ผู้ใหญ่รับประทานดี

 

จากเมนูเบาๆ เริ่มปรับโหมดให้จัดจ้านขึ้นอีกนิด ด้วยเมนูปลากะพงขาวทอดราดน้ำปลา เนื้อปลากะพงขาวทอดออกมาได้กรอบหอมเนื้อในแน่นชุ่ม รับประทานพร้อมกับเครื่องเคียงที่ให้มาพร้อมกันจะได้รสชาติอร่อยสุดแสนจะลงตัวที่สุด ซึ่งเมนูนี้ต้องมีสั่งมารับประทานกันทุกโต๊ะ

 

ตามต่อด้วยกุ้งแชบ๊วยคั่วพริกเกลือ กุ้งแชบ๊วยไซส์ยักษ์คั่วพริกเกลือคลุกเคล้าเครื่องเทศรสชาติเผ็ดร้อนปานกลาง อร่อยสไตล์ร้านซิงยอร์ สมชาย ที่คุณต้องลอง ปิดท้ายด้วยเมนูซิกเนเจอร์ต้มส้มปลากระบอกสูตรเด็ดชาวภูเก็ตที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อได้มาที่ร้านนี้ รสชาติเผ็ดร้อนอร่อยถึงเครื่องทุกคำที่รับประทานในแบบอาหารทะเลชาวปักษ์ใต้ อร่อยแบบนี้มีนำเสนอที่ซิงยอร์ สมชาย อีกเช่นกัน

ถ้าคุณกำลังหาร้านอาหารทะเลอร่อยๆ บรรยากาศดีๆ รับประกันได้เลยว่าร้านนี้ไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 08-1969-6800

 

เปรี้ยว ใช้เป็น ประโยชน์เยอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2559 เวลา 16:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/419711

เปรี้ยว ใช้เป็น ประโยชน์เยอะ

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

เมื่อเดือนที่แล้วเป็นเวลาที่ตะลิงปลิงออกลูก เห็นทุกกิ่งแล้วเป็นอันปลื้ม กิ่งนั้นก็สะพรั่งพวงใหญ่ กิ่งนี้ก็พวงมหึมา แถมอยู่เตี้ยๆ เอามือเด็ดก็ได้ สูงหน่อยก็เอาตะกร้อขนาดเล็กสอย แค่เด็ดแค่เขี่ยเบาๆ มันก็หลุดจากกิ่งง่ายดาย จะไม่เอามาก็ไม่ได้ มันจะร่วงลงพื้นเน่า น่าเสียดาย พอเด็ดสักพักก็เต็มตะกร้า จากเป็นปลื้มใจก็กลายเป็นกลุ้มใจแทน กินไม่ทันแน่ๆ ไปให้ใครก็ไม่มีใครเอา เคยเอาไปให้เพื่อนบ้าน บางคนไม่รู้จัก กินไม่เป็น ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรกิน ก็มีบ้างที่บางคนเอาไปทำแยมแจกสนุกสนาน

มันเป็นผลไม้รสเปรี้ยว ที่ต้นมันให้ลูกเป็นระยะๆ ช่วงมันติดลูกก็ติดนานพอสมควร หลังจากนั้นทิ้งช่วงสักพัก เดี๋ยวมันก็ออกลูกอีก แล้วเวลาออกลูกจะเต็มพรื้ม เมื่อมันเยอะและมีความต่อเนื่อง แต่กลับไม่ค่อยมีคนรู้จัก หรือไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้บ้าง ไม่ต้องใครที่ไหน ผมเองตอนเด็กๆ ก็ไม่เคยกิน มารู้จักมันเมื่อตอนเป็นหนุ่ม ที่ไปงานพิธีหลวง มีการเสิร์ฟอาหารว่าง ซึ่งมีอาหารว่างไทยหลายอย่าง ในจำนวนนั้นมีปั้นสิบไส้ปลานึ่ง มีตะลิงปลิงหั่นซอยวางเป็นเครื่องเคียง อร่อยมาก ทำไมถึงเหมาะเจาะอย่างนั้นก็ไม่รู้ นั่นเป็นการรู้จักครั้งแรก

พอรู้จักก็เหมือนมีบุพเพสันนิวาสกับลูกตะลิงปลิง เจออยู่เรื่อยๆ ไปเจอแกงเผ็ดตะพาบน้ำของชาวบ้านแถวริมคลองอ้อม นนทบุรี แกงใส่มะเขือเปรี้ยว สับปะรด ลูกตะลิงปลิง นั่นก็อร่อยมาก แล้วยังไปเจอร้านทำขนมแบบไทย มีลูกตะลิงปลิงแช่อิ่ม เปรี้ยว หวาน แห้งกำลังดี ยิ่งสำทับความดีล้ำลึกของลูกตะลิงปลิง และรู้ว่าคนไทยเก่าๆ นั้นเขากินเป็นอยู่แล้ว ก็น่าเห็นใจคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้กิน ผมว่ามาจากสาเหตุหลายอย่าง

 

 

อย่างแรก อาหารไทยโบราณที่ใส่ลูกตะลิงปลิงนั้นขาดช่วงไปนานเหมือนกัน คนทำเป็นก็น้อยลง เมื่อก่อนคนทำเป็นก็จะปลูกต้นตะลิงปลิงไว้สำหรับทำกินเอง ที่เห็นๆ ก็มักจะเป็นตามสวน เมื่อมันออกมาก็รู้ว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะทำอะไรกิน มันเป็นวัฒนธรรมการกินของคนไทยโบราณที่กินตามฤดูกาล สมัยนี้อาหารที่ใช้ลูกตะลิงปลิงไม่ค่อยเห็น ก็ลองเดินดูตามร้านขายข้าวแกงระดับชาวบ้าน ไม่ค่อยมีแกง ต้ม ยำ อะไรๆ ที่ใส่ลูกตะลิงปลิง

อย่างที่สอง ในเมื่อคนกินน้อยตามแผงขายผักสดจึงไม่ค่อยมี และไม่ขวนขวายที่จะเอามาขาย เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะขายได้ ขายผักอื่นๆ นั้นยังมีการชะลอหรือยืดอายุผักได้ อย่างผักกาดขาว ขายไม่หมด พรุ่งนี้ก็ตัดเอากลีบใบนอกออก หัวกะหล่ำปลี ผักคะน้าก็เหมือนกัน จากหัวใหญ่ ต้นใหญ่ ก็เล็กลง ตัดขั้วต้นออกหน่อย มันก็ดูน่าซื้อน่ากิน ขายได้วันยังค่ำ แต่ลูกตะลิงปลิง 2 วันก็นิ่มแล้ว ขายไม่ได้ ต้องทิ้ง ขาดทุนลูกเดียว ขาดทุนครั้งเดียว ครั้งที่สองก็ไม่เอาแล้ว

แล้วแผงผักประเภทผักพื้นบ้าน ถ้าเป็นผักพื้นบ้านอีสานไม่มีขาย เพราะคนอีสานไม่กิน จะมีแผงผักพื้นบ้านภาคกลางหรือตามตลาดนัดชาวสวนเอามาขายเองก็จะมีบ้าง ส่วนใหญ่จะวางปนๆ มีมะกรูด มะนาว มะดัน กระเจี๊ยบ มะเขือเปรี้ยว มะขามอ่อน

ที่ผมชอบลูกตะลิงปลิง เพราะว่ามันเปรี้ยวแบบนิ่มนวล ไม่ใช่เปรี้ยวจี๊ดแบบกินแล้วต้องหลับตากลืนน้ำลาย อีกอย่างเพราะว่าเนื้อมันนิ่มและชุ่มน้ำ

 

เวลาเอาลูกตะลิงปลิงมาจากสวน มันจะเป็นภาคบังคับว่าต้องตำน้ำพริกกะปิใส่ลูกตะลิงปลิงกินก่อน โดยฝานเอาแต่เนื้อ แล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ เก็บไว้กองหนึ่ง ตำน้ำพริกตามสูตรปกติที่เคยทำ แต่ที่เคยใช้มะนาว 3 ลูก ก็ใช้แค่ 2 ลูกพอ จะใส่ลูกตะลิงปลิงหั่นตอนสุดท้าย เมื่อชิมดูได้รสเปรี้ยวพอแล้วก็เอาแค่นั้น ตอนเอาลงในครกแค่บุบๆ เท่านั้น บุบแรงไปเดี๋ยวจะแหลกเหลว เวลากินน้ำพริกจะได้รับรสเปรี้ยวจากเนื้อหนังของลูกตะลิงปลิง ดีไปอีกอย่าง

บางทีจะออกไปกินผัดไทย จะฝานหั่นซอยเป็นชิ้นๆ ใส่ถุงพลาสติกหิ้วไปด้วย แล้วโรยหน้าผัดไทย ไม่ต้องใช้มะนาวมาบีบให้เปื้อนนิ้ว ผัดไทยสมัยนี้ไม่ค่อยมีเจ้าไหนที่ใส่ผลไม้เปรี้ยว ผัดไทยเก่าแก่ที่ผมเคยกินนั้นใส่ผลไม้เปรี้ยวทั้งนั้น จะเป็นมะเฟือง มะม่วง หรือแม้กระทั่งมะดัน ผมเห็นผัดไทยที่ใส่ผลไม้เปรี้ยวมีแค่ 2 เจ้าเท่านั้น มีผัดไทยวัดท้องคุ้ง อ่างทอง ที่ใส่มะเฟือง ผัดไทยใต้สะพานปทุมธานี ฝั่งปทุมธานี ใส่มะม่วงสับ

ทำข้าวผัด หรือข้าวคลุกกะปิ ใส่ลูกตะลิงปลิงหั่น วางข้างจานดูมีความประณีตบรรจงเท่จะตายไป ผมว่าพวกร้านขายอาหารตามสั่งหรือร้านทั่วไป ที่ต้องฝานมะนาวซีกใส่มาในจาน พอหน้ามะนาวแพงเล่นเอาจุกเหมือนกัน ใช้ลูกตะลิงปลิงนี่แหละทดแทนได้ ดูดี และถูกด้วย อาหารประเภทยำ ก็ใช้ลูกตะลิงปลิงได้ทั้งนั้น ยำปลาสลิดย่าง ยำเนื้อย่าง แม้กระทั่งปลาสำลีเผาที่ใช้มะม่วงสับก็ใช้ลูกตะลิงปลิงแทน

แกงคั่วที่เป็นแกงเผ็ดแบบหนึ่งที่ต้องมีความเปรี้ยว จะใช้น้ำส้มมะขามหรือใส่ผลไม้เปรี้ยว ยกตัวอย่างแกงคั่วสับปะรดกับไข่แมงดาทะเล หรือหอยแมลงภู่ตากแห้ง แกงคั่วหน่อไม้ดองกับปลาสวายหรือปลาเทโพ แกงคั่วผักบุ้งกับหมูสามชั้น และยังมีแกงเผ็ดเป็ดย่างอีกอย่าง ที่ถือว่าเป็นแกงคั่วเหมือนกัน ผมเคยไปเจอที่ร้านไหนจำไม่ได้ แกงเผ็ดเป็ดย่างใส่มะเขือเปรี้ยว ลูกตะลิงปลิง ใส่สับปะรด

อีกครั้งไปเจอต้มส้มปลากระบอกอีกแบบหนึ่งที่ตราด ซึ่งเครื่องแกงส้มนั้นเหมือนภาคกลาง มีหอมแดง พริกไทย กะปิ แต่เขาไม่ใส่ขิง ไม่ใส่ต้นหอม ใส่ลูกตะลิงปลิงอย่างเดียว อร่อยไปอีกอย่าง

ทั้งหมดนี้คือความดีของลูกตะลิงปลิง การที่ไม่เคยเห็น กินไม่เป็น ไม่ใช่เรื่องยาก ไปเจอที่ไหนก็ซื้อเอามาทำกิน ยิ่งสาวๆ ชอบกินมะม่วงน้ำปลาหวาน ลองเอาตะลิงปลิงแทน คนที่เคยกินไม่เป็น อาจจะจิ้มน้ำปลาหวานไม่เลิกก็ได้

 

ร้านส้มตำรถพ่วงข้าง แซบถูกใจหนุ่มสาวออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2559 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/419588

ร้านส้มตำรถพ่วงข้าง แซบถูกใจหนุ่มสาวออฟฟิศ

โดย…เสถียร ท้วมจันทร์

ร้านส้มตำรถพ่วงข้างตั้งอยู่ซอยศิริวัฒน์ ต.สนามชัย อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี กลายเป็นขวัญใจหนุ่มสาวออฟฟิศทั้งลูกค้าประจำทั้งขาจรมาอุดหนุนไม่ขาดสาย โดยมี ธีระวัฒน์ ศรีสุภาลักษณ์ หรือน้อง หรืออ๊อฟ อายุ 23 ปี นักศึกษาของสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสุพรรณบุรี สาขาสื่อสารการกีฬา ชั้นปีที่ 4 เป็นลูกมือช่วยพ่อแม่และพี่ชายขายส้มตำทุกวัน

 

น้องอ๊อฟ บอกว่า ทุกเช้าและเย็นหลังเลิกเรียนจะช่วยพี่ชายและพ่อแม่ขายส้มตำมาตั้งแต่อายุ 15 ปีจนถึงปัจจุบัน โดยหน้าที่หลักจะช่วยเตรียมไก่ย่างในช่วงเวลากลางคืนของทุกวัน ซึ่งจะต้องเตรียมให้เพียงพอต่อการขายเพราะแบ่งขาย 2 คัน คันแรกของพ่อโดยใช้รถพ่วงข้างเป็นพาหนะตระเวนขายส้มตำช่วงเช้า ส่วนพี่ชายจะขายช่วงเย็นของทุกวันตามถนนสายต่างๆ และจุดที่มีลูกค้าประจำโทรสั่งซื้อล่วงหน้า

 

ขณะที่ช่วงเช้าน้องอ๊อฟจะตื่นมาช่วยปลอกมะละกอ ส่วนช่วงกลางวันก็ไปเรียน และช่วงเย็นหลังเลิกเรียนจะออกไปช่วยพี่ขายส้มตำ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยอายในอาชีพของพ่อแม่และครอบครัวที่ขายส้มตำ แถมยังรู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว เพราะเป็นอาชีพที่สุจริตที่สำคัญเอาใส่ใจลูกค้า บริการลูกค้าดุจญาติพี่น้อง ทำให้ลูกค้ามาใช้บริการต่อเนื่อง

 

“ผมเองตั้งใจจะเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้และคว้าปริญญามาให้พ่อแม่และครอบครัวได้ภาคภูมิใจ เพราะจะเป็นปริญญาตรีใบแรกของครอบครัวอีกด้วย” น้องอ๊อฟ กล่าว

ปัจจุบันครอบครัวของน้องอ๊อฟพยายามร่วมกับกลุ่มผู้ขายไก่ย่าง ส้มตำ ที่รู้จักกันด้วยการรณรงค์ให้ช่วยกันลดการใช้ลวดมัดไก่ย่าง โดยหันไปใช้เชือกกล้วยแดดเดียวในการมัดไก่ย่างแทน นอกจากจะช่วยป้องกันเยาวชนกลืนลวดที่มัดไก่ย่างเข้าไปด้วย เพราะเป็นอันตรายแล้วยังช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย สำหรับส้มตำมีหลากหลายเมนูเด็ดบริการลูกค้า อาทิ ส้มตำป่า ส้มตำปูปลาร้า และส้มตำไทย ฯลฯ

 

นอกจากเปิดร้านส้มตำเคลื่อนที่แล้ว ในอนาคตเตรียมเปิดร้านเดลิเวอรี่ให้ลูกค้าโทรสั่งจอง จากนั้นจะส่งถึงบ้าน

 

ดื่มกาแฟต่อบุญที่วัดแค ทำบุญทำกุศลสร้างหอสวดมนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/418550

ดื่มกาแฟต่อบุญที่วัดแค ทำบุญทำกุศลสร้างหอสวดมนต์

โดย…เสถียร ท้วมจันทร์

สนทนาธรรมสุขใจ ดื่มกาแฟได้อารมณ์สุนทรีย์ แถมได้บุญได้กุศลคนยากดีมีจนสามารถไปดื่มที่วัดแคต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยหลวงพี่โชว์ฝีมือวิธีชงกาแฟให้ญาติโยมดื่มรสชาติอร่อยกลมกล่อมไม่แพ้ร้านกาแฟชื่อดัง

พระครูไพศาลธรรมวงศ์ (สมศักดิ์ กตวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดแค ต.รั้วใหญ่ บอกว่า โครงการกาแฟต่อบุญเกิดขึ้นหลังจากทางวัดได้ปรับภูมิทัศน์บริเวณริมแม่น้ำท่าจีนโดยก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมใกล้แล้วเสร็จก็มีประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมาที่วัดนิยมเข้าไปพักผ่อนที่บริเวณจุดดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ เนื่องจากจุดดังกล่าวเป็นสถานที่ตั้งของพญาต่อยักษ์ ซึ่งจะมีประชาชนเข้ามากราบไหว้พญาต่อยักษ์และเดินลอดท้องพญาต่อยักษ์เป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

 

นอกจากนี้ สถานที่ดังกล่าวยังอยู่ติดกับริมแม่น้ำท่าจีนที่นับว่าเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลหล่อเลี้ยงชาวสุพรรณบุรีก่อนที่จะไหลลงทะเล ซึ่งจุดดังกล่าวมีลมพัดเย็นสบาย เมื่อพุทธศาสนิกชนมากราบไหว้พระเสร็จแล้วมักจะมานั่งพักผ่อนกัน ทางวัดจึงมีการจัดโต๊ะไว้บริการประชาชนนั่งผ่อนคลายท่ามกลางสวนพันธุ์ไม้นานาพรรณในวรรณคดีที่มีน้ำตกธรรมชาติและระบบน้ำที่ให้ความชุ่มฉ่ำตลอดทั้งวัน ที่สำคัญทางวัดยังได้ติดตั้งระบบฟรีไว-ไฟ เพื่อญาติโยมได้ท่องโลกอินเทอร์เน็ต หรืออยากฟังธรรมทางออนไลน์ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติก็สามารถทำได้

“เมื่อติดไว-ไฟรองรับเทคโนโลยียุคปัจจุบัน ทางวัดและกรรมการจึงเห็นว่าก็ควรทำร้านกาแฟต่อบุญขึ้นเพื่อเป็นการบริการประชาชนอีกทางเลือกราคาถูก ซึ่งร้านกาแฟต่อบุญ จำหน่ายน้ำดื่ม ชากาแฟ น้ำผลไม้ต่างๆ ตามต้องการของญาติโยม ตามระบบมาตรฐานสากลเพื่อให้ประชาชนได้บริโภคสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ดื่มไปสนทนาธรรมไป ญาติโยมจะได้คลายทุกข์” พระครูไพาลธรรมวงศ์ กล่าว

ร้านกาแฟต่อบุญ เป็นร้านกาแฟที่เปิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมต่อบุญ ต่อกุศล และกราบไหว้พญาต่อ โดยทางวัดแคจะมีการนำรายได้ทั้งหมดนำไปสมทบทุนการก่อสร้างหอสวดมนต์ลายรดน้ำที่มีความสวยงามที่สุดใน จ.สุพรรณบุรี ที่กำลังเริ่มดำเนินการก่อสร้างอยู่ขณะนี้ให้แล้วเสร็จ ซึ่งตั้งแต่เปิดร้านกาแฟต่อบุญมีประชาชนจากทั่วสารทิศเข้ามาร่วมเจตนารมณ์กาแฟต่อบุญเป็นจำนวนมาก…สาธุ สาธุ

 

 

 

เที่ยวบุรีรัมย์จุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร “ลูกชิ้นยืนกินน้ำจิ้มรสเด็ด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/418453

เที่ยวบุรีรัมย์จุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร “ลูกชิ้นยืนกินน้ำจิ้มรสเด็ด”

โดย…สุรชัย พิรักษา

หากพูดถึง “ลูกชิ้นทอด” หรือ “ลูกชิ้นปิ้ง” ปัจจุบันจะพบวางขายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่ที่ จ.บุรีรัมย์ มีเอกลักษณ์การกินที่ไม่เหมือนใคร เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าจะนิยมยืนกินมากกว่าซื้อกลับไปกินที่บ้าน จนได้ชื่อว่า “ลูกชิ้นยืนกิน” โดยเฉพาะที่บริเวณหอนาฬิกา ด้านหลังสถานีรถไฟในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ที่มีพ่อค้าแม่ค้าใช้รถเข็นหรือจักรยานยนต์พ่วงข้างมาจอดขายลูกชิ้นทอดอยู่เกือบ 10 ราย แต่ละวันจะมีประชาชน นักเรียน นักศึกษา รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดก็จะแวะเวียนมายืนกินลูกชิ้นที่หลังสถานีรถไฟเป็นจำนวนมาก

ในช่วงวันหยุดติดต่อกันหลายวัน หรือช่วงเทศกาลต่างๆ จะมีนักท่องเที่ยวทั้งใกล้และไกลมายืนกินลูกชิ้นกันเนืองแน่นเต็มทุกร้าน ซึ่งการยืนกินลูกชิ้นนอกจากจะเป็นเอกลักษณ์หรือจุดเด่นที่ไม่เหมือนใครแล้ว ความกรอบอร่อยของลูกชิ้นทอด รวมถึงน้ำจิ้มรสเด็ดที่มีสูตรเฉพาะทำจากน้ำมะขามเปียกและพริกทอด ทำให้เป็นที่ถูกปากถูกใจลูกค้า จนบางคนนอกจากยืนกินแล้วยังซื้อลูกชิ้นที่ทอดแล้วและที่ยังไม่ทอดกลับไปเป็นของฝากอีกด้วย ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถขายลูกชิ้นได้วันละ 80-100 กิโลกรัม มีรายได้เฉลี่ยวันละ 5,000-10,000 บาท โดยจะขายไม้ละ 3 บาท หากเป็นชุดๆ ละ 60 บาท และ
100 บาท

สงกรานต์ กาทองทุ่ง อายุ 53 ปี นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจาก จ.แพร่ บอกว่า หลังทราบข่าวว่ามีลูกชิ้นยืนกินที่แปลกแตกต่างกว่าจังหวัดอื่น เมื่อมีโอกาสได้เดินทางมาเที่ยวที่ จ.บุรีรัมย์ จึงมาลองกินลูกชิ้นที่หลังสถานีรถไฟ เล่าว่า อร่อยทั้งลูกชิ้นและน้ำจิ้มสมคำบอกเล่าจริงๆ

รุ่งอรุณ ชนะทะแล อายุ 50 ปี แม่ค้าขายลูกชิ้นเจ้าต้นตำรับ บอกว่า ได้ขายลูกชิ้นทอดที่หลังสถานีรถไฟมากว่า 50 ปีแล้ว ขายมาตั้งแต่รุ่นแม่จนปัจจุบันเป็นรุ่นที่สองแล้ว แต่ที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือ ลูกค้าจะชอบยืนกินมากกว่าซื้อกลับไปกินที่บ้านจนเรียกว่าลูกชิ้นยืนกิน โดยจะขายตั้งแต่ 3 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น

หากเป็นวันธรรมดาจะขายได้วันละประมาณ 80 กิโลกรัม หากเป็นวันหยุดติดต่อกันหลายวัน หรือช่วงเทศกาลก็จะขายได้วันละมากกว่า 100 กิโลกรัม มีรายได้เฉลี่ยวันละ 5,000-10,000 บาท ปัจจุบันจะมีขายอยู่ทั่วเมืองบุรีรัมย์มากกว่า 100 ราย ส่วนใหญ่ลูกค้าจะนิยมยืนกิน

 

มีท & โบนส์ บาร์บีคิวต้นตำรับจากเทกซัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/418450

มีท & โบนส์ บาร์บีคิวต้นตำรับจากเทกซัส

โดย…ลีโอ เคน ภาพ ขจรเลิศ ฮกซุ่นเฮง

แรงบันดาลใจของร้านนี้เกิดขึ้นจากที่หนุ่มปอกับสาวบัว คู่แฟนหนุ่ม-สาว ที่ติดใจในรสชาติของบาร์บีคิวขนานแท้หลังจากได้ลิ้มลองเมื่อคราวที่เดินทางไปท่องเที่ยวที่อเมริกา ถึงขั้นที่ว่าถ้ามีโอกาสจะเปิดร้านขายบาร์บีคิวที่ใช้เนื้อติดกระดูก และเนื้อติดซี่โครง ผ่านการย่างแบบเทกซัสสักครั้ง และแล้ววันนี้ทั้งคู่รวมถึงหุ้นส่วนก็ร่วมใจกันเปิดร้านในฝันนามว่า มีท แอนด์ โบนส์ (Meat and Bones) ที่เสิร์ฟบาร์บีคิวแบบต้นตำรับจากเทกซัสขนานแท้

มีท แอนด์ โบนส์ เปิดต้นรับด้วยอารมณ์แมนๆ ด้วยการเน้นเรื่องงานไม้ และเหล็กสีดำขลับมาเป็นพระเอกในการตกแต่ง ด้านหลังยังโชว์ฟืนไม้ที่เขาใช้ย่างบาร์บีคิวมาช่วยเพิ่มเสน่ห์ และลดทอนความแข็งกร้าวของผนังได้อย่างแยบยล เก้าอี้ส่วนใหญ่เน้นเป็นสตูล นั่งสูงๆ ห้อยขาได้อย่างถนัดถนี่ ตอกย้ำด้วยโต๊ะไม้ที่ช่วยสร้างความอบอุ่นอยู่ในที

 

 

หนุ่มปอ เล่าให้ฟังว่า บาร์บีคิวที่เรากินกันทุกวันนี้มันต่างจากที่อเมริกา เพราะที่นั่นเขาจะเลือกใช้เนื้อที่ติดกับกระดูก และเนื้อที่ติดซี่โครงมาผ่านการสโมกด้วยควันไฟด้วยการใช้ระยะเวลาย่างอย่างยาวนาน ผลที่ได้รับคือเนื้อที่ได้จะร่อน หอมควันไฟจางๆ และได้รสชาติหวานนวลและหอมเครื่องเทศแบบไม่ต้องอาศัยซอสเพิ่มรสชาติใดๆ

และที่ร้านนี้นอกจากใช้เนื้อหมูติดชายโครง และเนื้อวัวติดกระดูกสายพันธุ์ออสเตรเลียที่มีฟาร์มในเมืองไทย ผ่านการย่างอย่างพิถีพิถันแล้ว ยังเลือกใช้ฟืนจากไม้ลำไยที่คุณปอบอกว่าจะให้รสเปรี้ยว แต่เมื่อมาเจอกับเนื้อจะกลับกลายเป็นหวานและหอมได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

ส่วนเมนูหลักของที่นี่มีให้เลือกเพียง 2 รายการเท่านั้น คือ Beef Ribs และ Pork Ribs และจะเพิ่มในส่วนของสลัดที่สาวบัวลงทุนลงแรงปรุงเองกับมือ ไม่ว่าจะเป็น Corn Salad สลัดข้าวโพด Potaties Slaw สลัดกะหล่ำสีม่วง หรือจะเป็น Corn Bread แป้งข้าวโพดที่หอมรสชาติหวานกำลังดี

เมนูแรกวันนี้เราเริ่มต้นรู้จักกับบาร์บีคิวขนานแท้ด้วย Pork Ribs เนื้อหมูบริเวณที่ติดชายโครงผ่านการหมักเครื่องเทศและนำไปย่างผ่านควันไฟ ให้รสชาติที่หวานนุ่มของเครื่องเทศ กินกับสลัดกะหล่ำที่แสนเข้าขากัน บอกได้เลยว่าเนื้อหมูมันร่อนที่สุดเชียวละครับ

 

ต่อด้วย Beef Ribs เนื้อวัวติดกระดูกผ่านการย่างมาอย่างยาวนานกว่า 8-9 ชั่วโมง ด้วยการปรับอุณหภูมิให้เหมาะกับเนื้อ ผลที่ได้รับ เนื้อจะหลุดร่อน ยามเคี้ยวจะสัมผัสกับความกรุบของมันที่แทรกอยู่กับเนื้อ จิ้มกับซอสและสลัดข้าวโพดยิ่งอร่อยอย่าบอกใคร

ล่าสุดทางร้านยังเพิ่มเมนูแฮมเบอร์เกอร์ คือ เบอร์เกอร์พอร์ค ที่ใช้แป้งโฮมเมดยัดไส้ด้วยเนื้อหมูปรุงรส อร่อยได้ไม่แพ้กัน ในอนาคตอันใกล้ทางร้านยังจะเพิ่มเมนูแบบไทยๆ อย่างฮังเล  น้ำพริกแบบไทยๆ มาร่วมแจมกับเนื้อและหมูที่เป็นพระเอกของร้านอีกด้วยนะครับ

 

มีท แอนด์ โบนส์ ชั้น 1 เดอะคอมมอนส์ ทองหล่อ 17 เปิดบริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.00-14.00 น. และ 18.00-22.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เริ่มเวลา 11.00-22.00 น. โทร.08-1933-7143

 

ปัดฝุ่น อาหารไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/418447

ปัดฝุ่น อาหารไทย

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล/ร้าน เออ

แม้เทรนด์อาหารจะก้าวล้ำตามยุคสมัย แต่สุดท้ายเทรนด์อาหารก็จะกลับคืนมาสู่สามัญ โดยไม่หลงลืมรสชาติแบบต้นตำรับเอาไว้ เพียงแต่เปลี่ยนรูปลักษณ์ให้ทันสมัย เพื่อเอาใจผู้คนในยุคหลัง เหมือนจะมีนัยว่าอย่าหลงลืมอาหารแบบต้นตำรับดั้งเดิม

เฉกเช่นเดียวกับอาหารสำรับไทยที่ถูกนำกลับมาสรรค์สร้างใหม่ ทว่ายังคงรสชาติแบบต้นตำรับสมัยคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย หรือบรรพบุรุษเอาไว้อย่างครบรส ทว่ามีหน้าตาที่ทันสมัย และเกิดการปัดฝุ่นใหม่ที่ยังคงรสชาติดั้งเดิมแบบไม่เปลี่ยนแปลง

 

บ้านใน อาหารไทยต้นตำรับชาววัง

จากบ้านสีขาวที่เดิมเป็นของพระยารณชัยชาญยุทธ แห่งตระกูลบุณยเกตุ และเมื่อตกทอดมาจนถึงรุ่นลูกหลาน จนกระทั่งมาถึงรุ่น เต๋า-ดวงสวาท สุนทรศารทูล เหลนสาวจึงได้สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาใหม่จากบ้านหลังเดิมซึ่งเป็นบ้านของคุณยายสาวโสด 3 ท่าน จนกลายมาเป็นโรงแรม Baannai the Reminiscence ในสไตล์โคโลเนียล

อีกทั้งยังเป็นตัวแทนการระลึกถึงอดีตและคุณยายทั้ง 3 ท่าน ด้วยการนำอาหารไทยสไตล์ชาววังที่ได้สูตรมาจากบรรดาคุณยายซึ่งอยู่ในรั้วในวังมาก่อน มีทั้งอาหารโบราณที่นับวันจะหารับประทานได้ยาก

เริ่มต้นจาก แตงโมปลาแห้ง คนโบราณกินข้าวกับผลไม้อยู่แล้ว เมนูนี้นิยมกินในหน้าร้อน แตงโมหวานฉ่ำ โรยหน้าด้วยปลาแห้งคลุกเกลือ น้ำตาล และหอมเจียว กินกับข้าวสวยร้อนๆ ชุ่มชื่นที่สุด

ต่อด้วย ข้าวมันส้มตำกับแกงเขียวหวาน เสิร์ฟมาเป็นเซต ความพิถีพิถันเริ่มตั้งแต่ข้าวมัน ซึ่งจะใช้วิธีหุงจากเตาถ่าน ส่วนผสมอื่นก็จะมีกะทิซึ่งจะคั้นเองสดๆ ปรุงรสให้หวานพอปะแล่มๆ เสิร์ฟคู่หมูฝอย ส่วนแกงเขียวหวานจะปรุงเครื่องแกงเอง รสชาติเข้มข้น กินแกล้มกับไข่เค็ม ใบชะพลูทอด เพื่อตัดกับรสชาติของแกงเขียวหวานที่ลงตัวพอดี สำหรับเมนูนี้เป็นเมนูพิเศษจะทำเป็นบางวันเท่านั้น ส่วนใหญ่จะทำในวันเสาร์ อาทิตย์ และทำวันละ 15 ชุดเท่านั้นนะครับ

เมนูนี้ก็น่าสน ส้มตำไทย มะละกอจะซอยเป็นฝอยๆ ต่างจากส้มตำอีสานที่เป็นเส้นใหญ่กว่า และจะไม่ใส่มะเขือเทศ ถั่วฟักยาว เน้นรสเปรี้ยว หวาน

มาถึงเมนูริมรั้ว ยำดอกไม้ มีดอกเข็ม ดอกขจร ดอกอัญชัน ดอกพวงชมพู ดาวเรือง นำไปทอดแล้วนำมาคลุกน้ำยำ และใส่กุ้งสด ความพิเศษนอกจากรสชาติถูกใจ คือเรามั่นใจได้ว่าปลอดสารพิษแน่นอนเพราะดอกไม้นั้นได้มาจากริมรั้วและในสวนจริงๆ

Baannai ถนนกำแพงเพชร (ตรงข้ามสถานีรถไฟสามเสน) เปิดบริการ อังคาร-ศุกร์ เวลา 14.00-22.00 น. และเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-22.00 น. โทร. 02-619-7430 และ 02-619-8783

 

เออ อาหารไทยสไตล์อิซากายะ

เออ (Err Urban Rustic Thai) ร้านอาหารไทยแห่งใหม่ย่านพระนคร ที่หยิบยกเอาความดั้งเดิมจากในตำราอาหารโบราณมาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ในขนาดกะทัดรัด กินได้ง่ายขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนยุคนี้ได้เป็นอย่างดี จนได้รับการขนานนามจาก ไทเลอร์ บรูเล่ บรรณาธิการนิตยสารโมโนเคิล และผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชนและการโฆษณาชื่อดังระดับโลก ว่าเป็นร้านอาหารไทยในสไตล์ “ไทยอิซากาย่า”

ร้านแห่งนี้เป็นร้านอาหารในเครือโบ.ลาน (Bo.Lan) ซึ่ง เชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ และเชฟดีแลน โจนส์ ได้สร้างสรรค์ร้านใหม่แห่งนี้ให้มีความสนุกสนานและเป็นกันเองมากขึ้น เหมือนกับชื่อร้าน “เออ” ที่เป็น
คำตอบรับในภาษาไทยที่มักใช้กันในหมู่คนสนิท ซึ่งสอดคล้องกับบรรยากาศของร้านที่นำเสนอความขี้เล่น เป็นกันเอง ทั้งการบริการและการตกแต่ง

สไตล์อาหารของร้านจะเน้นอาหารกินเล่นหรือกับแกล้มที่กินได้ง่าย สามารถกินคู่กับค็อกเทลที่ใช้เหล้าไทยเป็นส่วนผสมหลักได้อย่างสนุกสนานมากยิ่งขึ้น และยังเน้นคุณภาพของอาหารที่มีรสชาติแบบไทยแท้ดั้งเดิม และการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเยี่ยมของไทย ไม่ว่าจะเป็นผักเกษตรอินทรีย์ ไข่ออร์แกนิก และข้าวหอมมะลิออร์แกนิกจาก Farmers’ Friend นอกจากนั้นยังใส่ใจในเรื่องของเครื่องปรุงที่เป็นหัวใจของการทำอาหาร อาทิ กะปิ เครื่องแกงต่างๆ ที่ทางร้านได้ทำขึ้นเองอย่างพิถีพิถัน

 

เมนูอาหารของร้านนั้นมีให้เลือกกว่า 40 รายการ ซึ่งแบ่งเป็น 9 ประเภทตามลักษณะการทำ ไม่ว่าจะเป็น ถนอมไว้ซึ่ง (Preserved) เป็นอาหารประเภทหมักจำพวก ไส้กรอก แหนม หมูแดดเดียว ที่ทางร้านทำเอง และดองดีดี (Pickled) เป็นอาหารดองที่ทางร้านดองด้วยกรรมวิธีที่สะอาด ถูกหลักอนามัย เหมาะกับการกินแกล้มเหล้า

มาถึงเมนูซิกเนเจอร์ประจำร้านที่ไม่ควรพลาดอย่าง หนังไก่ทอดน้ำปลาชั้น 1 หนังไก่ทั้งตัวที่เลาะออกมาโดยยังคงรูปร่างของไก่เอาไว้ แล้วนำไปทอดจนเหลืองกรอบ กินคู่กับซอสศรีราชา ซอสพริกสูตรพิเศษที่ทางร้านทำขึ้นเอง

ต่อด้วย จิ้นหมูส้มเมือง ทำจากแหนมที่ทางร้านหมักเอง โดยนำเอาวัฒนธรรมอาหารของทางภาคเหนือมาผสมผสาน และตั้งชื่อตามภาษาเหนือ ซึ่งคำว่า จิ้น แปลว่า เนื้อ และคำว่า ส้ม แปลว่า เปรี้ยว กินคู่กับผักกาดขาว หอมแดง ตัดรสเผ็ดด้วยพริกและขิงที่เข้ากันได้เป็นอย่างดี

 

หมูสับกับมะเขือยาวแบบจีนราดไข่ตุ๋น เมนูสร้างสรรค์เริ่มด้วยการนำไข่ตุ๋นมาวางเป็นฐานทางด้านล่างของถ้วย แล้วราดด้วยหมูสับกับมะเขือยาว เมื่อตักจากด้านล่างขึ้นมาจะให้รสชาติที่กลมกล่อม นุ่มละมุน

ปลาทะเลส้ม แตกต่างจากปลาส้มทั่วไป โดยทางร้านเลือกใช้ปลาทะเลมาหมักแทนปลาน้ำจืด เพื่อให้ได้กลิ่นและรสสัมผัสที่ดียิ่งขึ้น

นอกเหนือจากนั้นยังมีเมนูน่ารับประทานอีกมากมาย เรียกว่าเป็นการปัดฝุ่นและสร้างสรรค์อาหารไทยได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียวครับ

เออ เปิดให้บริการทุกวันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น. โทร. 02-224-6521 หรือ 02-622-2291-2

 

โกเบ สเต๊ก เฮาส์ แด่คนรักสเต๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/418444

โกเบ สเต๊ก เฮาส์ แด่คนรักสเต๊ก

โกเบ สเต๊ก เฮาส์ (Kobe Steak House) ร้านสเต๊กที่คอคนรักสเต๊กรู้ใจกันเป็นอย่างดี เปิดขายมากว่า 30 ปี ถึงเวลาปรับโฉมครั้งใหญ่ รวมถึงปรับเปลี่ยนเจ้าของโดยมีหนึ่งในหุ้นส่วนคือ หนุ่มบอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ขนทัพสเต๊กรสชาติดั้งเดิม และเพิ่มเติมเมนูเด็ดเพื่อเอาใจอีกแบบไม่อั้น ไม่ว่าจะเป็นซูชิ หรือเทปันยากิ เรียกว่านอกจากจะได้ลิ้มรสสเต๊กแบบต้นตำรับ ยังมีโอกาสได้กินเมนูอร่อยๆ อีกเพียบ

อย่างที่รู้กันว่าร้านนี้จะเลือกใช้เนื้อสเต๊กโกเบชั้นดี ที่นั่นเหนียวนุ่ม ฉ่ำหวาน ผสานกับวัตถุดิบชั้นเลิศจากท้องถิ่นในบ้านเรา

ร้านตกแต่งได้ทันสมัย น่านั่งกว่าเดิม ด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ ขับขานกับเก้าอี้ไม้บุเบาะสีน้ำเงินนวลตา ผสานกับโคมไฟที่เรียงรายตลอดทั้งร้าน ชวนให้น่านั่งนานๆ

 

เมนูขึ้นชื่อของทางร้านอย่าง Kobe Extra Set ถือเป็นเมนูซิเนเจอร์ของร้าน นำเนื้อโกเบไปกริลแล้วผัดกับกระเทียมทอด มายองเนส หอมสับ และไช้เท้า เพิ่มรสชาติด้วยน้ำจิ้มสูตรเต้าหู้ยี้ซึ่งเป็นสูตรประจำร้านที่สืบสานกันมานานทีเดียว

ต่อด้วย Pork Set หมูกริลแบบเทปันยากิ เสิร์ฟพร้อมกับผัดผัก ซุปมิโซะสูตรของทางร้าน กิมจิ ข้าวสวยและถั่วญี่ปุ่น ร้อนๆ อร่อยแบบเข้าขา หรือจะเป็น Tempura กุ้งชุบแป้งทอดกรอบนอกนุ่ม ฟินสุดๆ

 

ตบท้ายด้วยแซลมอนฟัวการ์โรล แซลมอนสดกับยัดไส้ด้วยฟัวการ์ ให้รสชาติที่ตัดกัน แต่กลายเป็นความอร่อยแบบไม่ต้องสงสัย และอย่าลืมสั่งยากิโซบะ  เนื้อโกเบ และมัตซึซากะที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ผัดกับเส้นโซบะ อร่อยจนลืมอิ่ม เรียกว่าถ้าคิดถึงสเต๊กเนื้อโกเบต้องไม่พลาดที่จะมาลิ้มลองรสชาติได้ที่ร้านนี้นะครับ

โกเบ สเต๊ก เฮาส์  ถนนเพชรบุรี ซอย 10 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 11.00-23.00 น.โทร. 02-611-1001

 

Bready Instantly มิลล์เฟย ขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/418318

Bready Instantly มิลล์เฟย ขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศส

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

Mille Feuille (มิลล์เฟย) หรือ ใบไม้พันชั้น ขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอย่างหนึ่ง สังเกตจากร้านขนมมากมายมักมีเมนูนี้วางขายอยู่ด้วย เหตุที่เรียกว่า Mille Feuille นั้นมาจากส่วนของแป้งบางกรอบ ที่มองดูน่าจะมาจากความบางกรอบของแป้งที่กลายเป็นสีเหลืองทองจากการอบ คล้ายกับใบไม้ที่ซ้อนกันทับกัน แป้งชนิดนี้ในทางนักทำขนม เรียกว่า Puff Pastry เป็นแป้งสาลีทำขนมปังที่รีดซ้อนกับเนย พับทบไปมาตามแบบแผนจนได้การซ้อนทับกันแบบทวีคูณ นับได้เป็นร้อยๆ ชั้น จะว่าเป็นพันก็อาจจะเกินความจริงไปนิด

แป้ง Puff Pastry ทำขนมได้หลายชนิด ตั้งแต่พายอบ พายกรอบอย่างพายผีเสื้อที่เราเรียกกัน เมื่อรีดให้บางแล้วอบจนกรอบ โรยน้ำตาล ซ้อนกับเพสตรีครีม บางครั้งมีผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สีแดงอย่างสตรอเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ กลายเป็น Mille Feuille ขนมชั้นสูงที่เขาว่าทำให้อร่อยยากนัก

Mille Feuille ที่อร่อย เวลาเสิร์ฟแป้งต้องกรอบ ครีมต้องหวานกำลังดี หลายๆ ร้านทำทิ้งไว้นานเวลาเอามาเสิร์ฟแป้งนิ่มไม่อร่อย เพราะความชื้นจากครีมซึมลงในแป้ง บางร้านใส่ผลไม้ลงไปแทรกระหว่างครีมกับแป้ง ผลไม้ที่อาจมีน้ำซึมออกมา กลายเป็นเละไปได้

Bready Instantly ฉบับนี้ มีวิธีในการปรับสูตรให้ง่ายขึ้นโดยใช้ “ขนมปังแซนด์วิช” แบบแผ่น รีดให้บางจากนั้นทาเนย โรยน้ำตาล แล้วอบจนกรอบ คล้ายๆ กับขนมปังกรอบที่บางเฉียบ ซ้อนกับคัสตาร์ดครีมที่เบานุ่ม จะสลับชั้นด้วยราสพ์เบอร์รี่หรือสตรอเบอร์รี่ แม้แต่ผลไม้ไทยๆ อย่างกล้วย มะม่วง ก็เข้ากันได้

แผ่นขนมปังกรอบถึงแม้จะไม่ได้ให้สุนทรีย์ในการรับประทานเท่าๆ กับแป้งพัฟเพสตรีเพราะไม่มีชั้นบางเท่า แต่ได้ความกรอบ หอมเนยไม่แพ้กัน ขอเพียงนิดว่าแผ่นขนมปังกรอบทำแล้วเก็บไว้ได้ล่วงหน้าในกล่องพลาสติก ก่อนจะเสิร์ฟหรือรับประทาน จึงนำมาบีบคัสตาร์ดครีมและเติมผลไม้ลงไป ทำให้กรอบอร่อยได้นานกว่า

สามารถใช้เมนูนี้เป็นกิจกรรมสำหรับครอบครัวในวันว่าง เพียงเตรียมทุกอย่างล่วงหน้าไว้ คัสตาร์ดควรแช่เย็นไว้จนกว่าจะใช้เพื่อให้คงความเบานุ่มไม่ละลายเละ แถมยังให้รสชาติที่อร่อยกว่าด้วย

 

Raspberry Mille Feuille

สำหรับขนมปัง

ขนมปังแผ่น 4 แผ่น

เนยจืดนุ่ม 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำขนมปัง

รีดให้ขนมปังให้บางประมาณ 2 มม. หรือบางกว่านี้อีกเล็กน้อย

ทาเนยบางๆ โรยน้ำตาลให้ทั่ว

นำ เข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 C ประมาณ 5-8 นาที หรือจนแผ่นขนมปังเหลือง บางกรอบ พักบนตะแกรงให้เย็นสนิท

สำหรับคัสตาร์ดครีม

นมจืด 1 ถ้วย

น้ำตาลทราย ส่วนที่ 1 2 ช้อนโต๊ะ

ไข่แดง 2 ฟอง

น้ำตาลทราย ส่วนที่ 2 2 ช้อนโต๊ะ

นมข้นจืด 2 ช้อนโต๊ะ

แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ

เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ

กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา (หรือเราใช้เป็นวานิลลาเพส เติมลงไปตอนอุ่นนมได้)

วิปครีมตีขึ้นฟู 1 ถ้วย

เสิร์ฟกับ ไอซิ่ง สตรอเบอร์รี่หรือราสพ์เบอร์รี่สด และซอสที่ชอบ สะระแหน่จิ๋วๆ และเศษคุกกี้เนยบิๆ คล้ายครัมเบิลตกแต่ง

วิธีทำคัสตาร์ดครีม

อุ่นนมและน้ำตาลทรายส่วนที่ 1 ให้เดือดเบาๆ ในชามอีกใบผสมไข่แดงกับนมข้นจืดคนให้เข้ากัน เติมน้ำตาลทรายและแป้งข้าวโพด คนให้เข้ากัน

ตักนมอุ่นลงมาผสมกับส่วนผสมไข่แดง คนให้เข้ากัน จากนั้นเติมกลับลงในหม้อ กวนที่ไฟอ่อนจนเดือดเบาๆ กลายเป็นคัสตาร์ดข้นๆ ยกลงจากเตา เติมเนยจืดและกลิ่นวานิลลาลงไป

คนให้คัสตาร์ดเย็นสนิท จากนั้นตะล่อมกับวิปป์ครีมที่ตีจนตั้งยอดอ่อน (หากชอบเข้มข้น สามารถใช้คัสตาร์ดได้เลย) ตะล่อมไว้ให้คัสตาร์ดเบาขึ้น พักไว้ในตู้เย็นจนกว่าจะใช้วิธีประกอบ

วางแผ่นขนมปังลงเป็นชั้นแรก จากนั้นบีบครีมลงไปให้สวยงามเรียงสตรอเบอร์รี่หั่นเป็นชิ้นบางให้เต็ม หรือวางราสพ์เบอร์รี่ทั้งลูก เรียงให้เต็ม วางแผ่นขนมปังเป็นชั้นที่ 2 ทำ ซ้ำจนมาถึงชั้นบนสุดเป็นขนมปังแผ่นที่ 3

อาจจะวางหรือตกแต่งชั้นบนด้วยวิปครีมหรือครีมคัสตาร์ด วางผลไม้สดโรยไอซิ่งให้ทั่วเพื่อความสวยงาม ตกแต่งด้วยใบมินต์

 

เควิน แซงต์-ชอง คริสเตนเซน มีเป้าหมายชัดเจนในอาชีพเชฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/418315

เควิน แซงต์-ชอง คริสเตนเซน มีเป้าหมายชัดเจนในอาชีพเชฟ

โดย…ภาดนุ ภาพ ขจรเลิศ ฮกซุ่นเฮง

เชฟหนุ่มชาวเดนมาร์กอนาคตไกลวัย 30 ปี เควิน แซงต์-ชอง คริสเตนเซน หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารเทเบิลส์ กริลล์ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ ที่ดูแววแล้วน่าจะก้าวไปได้อีกไกลบนเส้นทางสายนี้ แต่ทุกอาชีพต้องมีจุดเริ่มต้นทั้งนั้น เควินเองก็เช่นกัน

“ผมเริ่มต้นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการทำอาหารในปี 2003 ด้วยการเป็นพนักงานล้างจานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองโคเปนเฮเกน เมื่อทำได้สักพักจึงได้ขยับขยายไปช่วยงานในครัว ทั้งหั่นผักและเตรียมวัตถุดิบ กระทั่งเชฟประจำร้านแนะนำให้ผมไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง ผมจึงไปเข้าเรียนที่วิทยาลัยการโรงแรมและภัตตาคารแห่งนอร์ดซีแลนด์ (Hotel & Restaurant College of Nord Zealand) ที่เดนมาร์กนับตั้งแต่นั้นมา”

เควิน บอกว่า เขาเริ่มฝึกทำอาหารจริงจังในปี 2005 จากนั้นก็มีโอกาสได้ไปฝึกฝีมือที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองอาลบี ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งที่นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาหลงรักงานบริการและอาชีพเชฟเสมือนกับเป็นรักแรกพบ ต่อมาเขาจึงสานต่อความฝันด้วยการเข้าไปทำงานในร้านอาหารที่มีชื่อเสียงระดับมิชลินสตาร์ที่เมืองตูลูสของฝรั่งเศส รวมทั้งร้านอาหารในเมืองโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กอีกหลายร้าน

 

“ผมอยากบอกว่าตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผมเรียนทำอาหารในวิทยาลัย ผมตั้งใจใฝ่หาความรู้อย่างจริงจังและมีเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือการเป็นเชฟ มันจึงเป็นแรงผลักดันให้ผมเรียนจนจบและได้รับประกาศนียบัตร พร้อมกับได้รับเหรียญทองแดงและได้รับรางวัล ‘เชฟที่ดีที่สุดของชั้นเรียน’ จากวิทยาลัยอีกด้วย”

เพราะใจรักในอาชีพเชฟและพลังที่มีอยู่ในตัวอย่างล้นเหลือ ด้วยวัยเพียง 23 ปี เควินจึงได้เป็นผู้ช่วยหัวหน้าเชฟในร้านอาหารชั้นนำซึ่งได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ในเมืองโคเปนเฮเกน หลังจากนั้นเขายังได้ไปร่วมงานกับร้านอาหารชั้นนำในกรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย อีกถึง 2 แห่ง

“หลังจากที่ทำงานหนักมาหลายปี ผมก็ตัดสินใจเดินทางกลับไปพักผ่อนที่บ้านเกิดในเมืองโคเปนเฮเกนในปี 2011 เมื่อได้พักผ่อนเต็มที่และมีเวลาคิดทบทวนอย่างรอบคอบ ผมก็ตระหนักได้ว่าประเทศในแถบเอเชียนั้นน่าจะเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะกับอาชีพเชฟของผม เมื่อมีโอกาสที่ดีเข้ามา ผมจึงตัดสินใจไปทำงานเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารของโรงแรมเวสทิน ผาโจว ในเมืองกว่างโจว ประเทศจีน 1 ปี

 

จากนั้นผมได้ไปรับตำแหน่ง เอ็กเซ็กคิวทีฟ ซู เชฟ ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย อีก 2 ปี กระทั่งปัจจุบันนี้จึงได้ย้ายมาเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารเทเบิลส์ กริลล์ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ”

เมื่อถามถึงเมนูอาหารที่ถนัดที่สุด เชฟเควินตอบแบบไม่ลังเลเลยว่า ก็ต้องเป็นเมนูสไตล์สแกนดิเนเวียนอยู่แล้ว เพราะประเทศในแถบนี้มักทำอาชีพประมงกันเยอะ ฉะนั้นวัตถุดิบหลักในการทำอาหารจึงเป็นปลาทะเลและวัตถุดิบจากทะเลซะส่วนใหญ่ ซึ่งแต่ละเมนูจะมีส่วนผสมของขนมปังที่ทำจากธัญพืชและชีสเกือบทุกเมนู

“นอกจากอาหารสแกนดิเนเวียนแล้ว ผมยังชอบอาหารเอเชียนด้วยเช่นกัน เพราะแต่ละเมนูจะมีส่วนผสมที่แตกต่างไปจากอาหารยุโรป จุดเด่นของอาหารเอเชียนก็คือ มีเครื่องเทศต่างๆ มากมาย มีครบทุกรสชาติ แถมยังมีขั้นตอนการปรุงที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกด้วย ก่อนที่ผมจะมาทำงานที่ห้องอาหารเทเบิลส์ กริลล์ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอทฯ ผมเคยมาเที่ยวที่เมืองไทยแล้ว 1 ครั้ง ก็รู้สึกชอบวัฒนธรรมไทยมาก เมื่อมีโอกาสได้มาทำงานที่นี่ผมจึงรู้สึกดีใจเพราะได้เพื่อนร่วมงานที่น่ารักด้วย แต่ถึงยังไงก็คงต้องปรับตัวและเรียนรู้อีกหลายสิ่งหลายอย่างให้มากขึ้นครับ”

 

เควิน ทิ้งท้ายว่า เขาทำงานที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอทฯ สัปดาห์ละ 5 วัน และมีวันหยุด 2 วัน ในวันว่างเขามักจะรับหน้าที่ดูแลลูกสาววัย 2 ขวบอยู่เสมอ บางครั้งเขาก็หาเวลาไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสบ้าง มองหาร้านอาหารใหม่ๆ เพื่อไปทดลองชิมรสชาติอาหารบ้าง หรือไปเดินตามตลาดสดต่างๆ เพื่อมองหาวัตถุดิบตามฤดูกาลมาสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ บ้าง ซึ่งการได้ออกไปเปิดหูเปิดตาตามสถานที่ต่างๆ เหล่านี้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เขาเป็นอย่างดี

“ในอนาคตผมคิดไว้ว่า อยากจะเปิดร้านอาหารของตัวเองสักร้านหนึ่งในประเทศแถบเอเชียนี่แหละ โดยตั้งใจว่าถ้าเปิดร้านเอง ผมจะนำเสนอเมนูซิกเนเจอร์ที่ผมครีเอทขึ้นมาเองให้ลูกค้าได้ลองรับประทาน ซึ่งหากได้รับคำชมจากลูกค้าว่าเมนูนั้นเมนูนี้อร่อยมากๆ ผมว่าคำชมนี่แหละคือรางวัลที่ดีที่สุดสำหรับอาชีพเชฟของผมแล้วครับ”

แหม ปิดท้ายได้ดีจริงๆ คราวนี้เราลองไปดูเมนูที่เชฟเควินภูมิใจนำเสนอกันสักหน่อย เมนูนี้คือ “ปลากะพงขาวซอสมะเขือเทศ-แซฟฟรอน” ซึ่งหน้าตาน่ากินทีเดียว แต่รสชาติจะเป็นยังไง คงต้องพิสูจน์ซะหน่อยแล้ว

ปลากะพงขาว ซอสมะเขือเทศ-แซฟฟรอน

ส่วนผสม

– ปลากะพงขาว 120 กรัม

– เบบี้แครอท ถั่วฝักยาวฝรั่งเศส มันฝรั่ง แรดิช ถั่วลันเตา และยอดอ่อนของถั่วลันเตา

– น้ำสต๊อกปลา 1 ถ้วย

– ซอสมะเขือเทศ

– กระเทียมสับละเอียด

– หญ้าฝรั่น (แซฟฟรอน)

วิธีทำ

1.นำปลากะพงขาวด้านที่เป็นหนังลงเซียกับกระทะร้อนๆ นาน 2 นาที จนหนังปลาสุก

2.พลิกด้านที่เป็นเนื้อปลาเซียกับกระทะนาน 5 วินาที จนเนื้อปลาสุก จากนั้นนำเนื้อปลาใส่จานพักไว้

3.นำผักต่างๆ มาจัดวางลงบนจาน จากนั้นนำเนื้อปลาที่พักไว้มาวางลงบนผักต่างๆ อีกที

4.นำน้ำสต๊อกปลามาต้มกับไวน์จนเริ่มงวด จากนั้นใส่ซอสมะเขือเทศ กระเทียมสับ และแซฟฟรอนลงไป เคี่ยวสักพักจนซอสได้ที่

5.ตักซอสราดลงบนเนื้อปลากะพงขาวและผักที่จัดจานไว้ ตกแต่งด้วยยอดอ่อนของถั่วลันเตาที่ด้านบนยกเสิร์ฟได้เลย

เคล็ดลับความอร่อย : อยู่ที่ความหวานของเนื้อปลากะพงขาวที่สดใหม่ ความกรอบของผักชนิดต่างๆ และความหอมของซอสมะเขือเทศ-แซฟฟรอนสูตรพิเศษของเชฟ