เติมอาหารสมองที่ Brainwake Cafe

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516230

เติมอาหารสมองที่ Brainwake Cafe

ภาพ : ณัฐพล โลวะกิจ

สมองตื่นเพราะได้ดื่มกาแฟดีๆ อาหารดีๆ กับที่ดีๆ นี่คือคอนเซ็ปต์ของร้าน ‘Brainwake Cafe’ ร้านกาแฟแนวคิดใหม่ที่เป็นมากกว่าคาเฟ่ธรรมดา ไม่ใช่เพียงมาดื่มกาแฟกินของว่าง แต่สามารถแวะเวียนมาเติมพลังยามเช้าแบบอเมริกันโฮมเมดได้ทั้งวันอีกด้วย ในบรรยากาศตกแต่งสไตล์ลอฟท์ เน้นโทนสีดำเป็นหลัก มาพร้อมของตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เก๋ เข้ากันอย่างลงตัว

 

 

เริ่มต้นเมนูอาหารแบบ All Day Breakfast อย่าง Salmon Eggs Benedict (180 บาท) Poached Egg หรือไข่ดาวน้ำวางบนมัฟฟินและแซลมอน ราดด้วยซอส Hollandaise เสิร์ฟพร้อมกับสลัดและหน่อไม้ฝรั่ง E-sarn Pan Fried Eggs (55 บาท) ไข่กระทะร้อนๆ จัดเต็มมาด้วยหมูสับ กุนเชียง หมูยอ เสิร์ฟกับขนมปังบาแกตต์ หรือจะสั่งเมนู ก๋วยเตี๋ยวเรือ (65 บาท) ก็มีทั้งน้ำและแห้ง มีเส้นหมี่ เส้นเล็ก เส้นใหญ่ บะหมี่ วุ้นเส้น ให้เลือก มีทั้งหมูและเนื้อ รสชาติเข้มข้นแบบไม่ต้องปรุง

 

 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูพิเศษที่ได้ผู้มีชื่อเสียงมาครีเอทเมนูให้กับร้านอีกด้วย อย่าง Khampa Salad จากคำผกา โดยใช้เต้าหู้ย่างทำเป็นสเต๊ก พร้อมด้วยถั่วแขก มะกอก คลุกกับโชยุและบัลซามิก Avocado on Baguette (80 บาท) บาแกตต์อโวคาโด้ราดด้วยน้ำผึ้งและถั่วนานาชนิด ลูกเกด มะม่วงหิมพานต์

 

 

ตบท้ายด้วยเบเกอรี่ญี่ปุ่น ที่ร้านได้สูตรส่งตรงจากแดนปลาดิบมาเสิร์ฟให้ได้กินกันร้อนๆ

แวะมาเติมพลังกันได้ทั้งวันทั้งเครื่องดื่มและอาหาร ที่ร้าน ‘Brainwake Cafe’ ตั้งอยู่ในโครงการ @27/1 ซ.สุขุมวิท 33 ร้านเปิดเวลา 07.00-19.00 น. โทร. 02-005-0026 &O5532;

 

โพจังมาจา โคเรียฟู้ดสุดฟิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 09:21 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516884

โพจังมาจา โคเรียฟู้ดสุดฟิน

เอาใจคนรักเส้นด้วยหลากเมนูจากร้าน ‘Pojangmacha (โพจังมาจา)’ ร้านอาหารเกาหลีรสชาติสุดฟิน ที่ใครได้ลิ้มลองเป็นติดใจ อาหารสไตล์สตรีทฟู้ด กินง่ายรวดเร็ว ด้วยวัตถุดิบสดใหม่และมีคุณภาพ ปรุงรสสูตรพิเศษอย่างพิถีพิถันโดยเชฟผู้มีประสบการณ์ในการทำอาหารญี่ปุ่นและเกาหลีมากกว่า 30 ปี

 

 

เมนูจานเด็ดที่นำมาเสิร์ฟ บะหมี่รัมยุนเกาหลีหมูชุบเกล็ดขนมปังทอด (180 บาท) บะหมี่รัมดุนนำเข้าจากเกาหลีเส้นเหนียวนุ่ม ราดด้วยน้ำซุปสูตรพิเศษ ส่วนผสมของซอสกิมจิเคี่ยวจนกลมกล่อม โปะด้วยหมูสันนอกชุบแป้ง เกล็ดขนมปัง ทอดกรอบนอกนุ่มใน ออนท็อปด้วยกิมจิและไข่ เพิ่มความเผ็ดได้สามระดับแล้วแต่ความชอบ ต่อด้วย บะหมี่พ่นไฟซีฟู้ด (300 บาท) บะหมี่แห้งคลุกเคล้าพริกสูตรเด็ดรสชาติเฉพาะตัว อัดแน่นด้วยเครื่องซีฟู้ด กุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์

 

 

ถ้าชอบเส้นแบบสไตล์ญี่ปุ่นต้องลอง ยากิโซบะกะเพราทะเล (300 บาท) เส้นยากิโซบะลวกจนหอมนุ่ม ผัดกับซอสกะเพรารสจัดจ้านแบบไทยๆ หรือจะเป็นแบบออริจินัล ยากิโซบะกุ้งทอดซอสมาโย (180 บาท) กุ้งเทมปุระเนื้อหวานสด ราดด้วยมายองเนสยิ่งเข้ากัน กินคู่ไชเท้าดองตัดเลี่ยน โมเดิร์นยากิ (180 บาท) ผสมผสานทาโกะยากิและพิซซ่าญี่ปุ่นเข้าด้วยกันจนเป็นเมนูนี้ โรยด้วยหมึกแห้งราดซอสทาโกะเยอะๆ ยิ่งฟิน

ลิ้มลองหลากหลายเมนูเส้นจาก ‘Pojangmacha’ ที่ฟู้ดลอฟท์ชั้น 7 เซ็นทรัลชิดลม ตลอดเดือน ก.ย.นี้ โทร. 02-793-7070

ราคาต่อหัว 180-300 บาท

 

ริโครสชาติใหม่ ของอาหารสเปน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516221

ริโครสชาติใหม่ ของอาหารสเปน

ใครที่ยังไม่เคยเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลิ้มลองอาหารสเปน หรือยังติดภาพว่าอาหารสเปนมีแต่ทาปาส ขอให้ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ เพราะอาหารสเปนในแบบที่ริโค (Rico) ภูมิใจเสนอคือ รสชาติของอาหารสเปนแนวใหม่ที่จะชวนทุกคนย้อนวันวานไปดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาติสเปน

ไม่เพียงมีชายแดนติดกับหลายประเทศ ทั้งโมร็อกโกและฝรั่งเศส แต่ยังเคยถูกปกครองโดยแขกมัวร์ ทำให้อาหารของสเปนได้รับอิทธิพลมาจากหลายเชื้อชาติ ขณะเดียวกันยังมีวัฒนธรรมการกินอาหารของสเปนที่ค่อนข้างคล้ายบ้านเรา คือนิยมสั่งอาหารมาแชร์กันในครอบครัว หมู่เพื่อน ไม่ใช่การกินอาหารจานเดียวหรือเสิร์ฟมาเป็นคอร์ส

 

 

นอกจากคอนเซ็ปต์อาหารจะน่าสนใจ บรรยากาศภายในร้านริโคยังออกแบบให้ชวนนั่งในสไตล์อบอุ่น ให้อารมณ์เหมือนกลับมากินข้าวที่บ้าน หรือมาปาร์ตี้บ้านเพื่อน เพิ่มความสดใสในร้านด้วยโทนสีเหลือง สลับกับน้ำเงิน ดำและเทา ใช้ความเรียบแฝงความดิบของปูนเปลือย มาผสานกับกระเบื้องที่มีลวดลายสะดุดตา เพิ่มลูกเล่นชวนมองในร้านด้วยการเลือกใช้โคมไฟที่ดูแปลกตาและอุปกรณ์จานชามหลากสี

เมนูซิกเนเจอร์ของริโคที่มาแล้วท้าให้ลองคือ Charred Octopus, Fennel, Fingerling Potato, Chickpeas, Piquillo Pepper พระเอกของจานนี้ คือหนวดปลาหมึกยักษ์ชิ้นโตที่นำไปปรุงแบบซู-วีด (Sous-Vide) นานถึง 6 ชั่วโมง เพื่อให้หนวดปลาหมึกเนื้อนุ่ม แต่ยังคงเทกซ์เจอร์หนึบๆ ไว้ได้อย่างครบถ้วน จากนั้นนำไปย่างอีกเล็กน้อยพอให้ได้ที่ ราดด้วยซอสที่ปรุงรสด้วยพริกของสเปนพอให้ได้รสเผ็ดนิดๆ เสิร์ฟพร้อมเฟนเนล มันฝรั่ง และถั่วลูกไก่

ตามติดมาด้วย Tuna Tartare, Crushed Peas, Mint, Lemon เมนูนี้ยอดนิยมที่น่าจะถูกปากใครหลายๆ คน ทีเด็ดอยู่ที่ความสดใหม่ของวัตถุดิบที่มาผสมผสานกันอย่างลงตัว เริ่มจากทูน่าหั่นชิ้นลูกเต๋าสไตล์ทาทาร์ คลุกเคล้ากับน้ำมันมะกอก น้ำมะนาว ขิง และถั่วลันเตา กินเพลินๆ แต่หมดจานไม่รู้ตัว

สำหรับใครที่เป็นบีฟเลิฟเวอร์ พลาดไม่ได้กับ Braised Beef Short Rib, Tempranillo Wine, Mashed Potato อีกหนึ่งเมนูที่ร้านภูมิใจนำเสนอ ความน่าสนใจคือ นอกจากจะเลือกซี่โครงส่วนที่มีมันแทรกอยู่มาใช้เป็นพระเอกของจาน ยังเลาะซี่โครงออก ก่อนจะนำไปตุ๋นกับไวน์แดงของสเปนนานถึง 24 ชั่วโมงจนได้ที่ อารมณ์คล้ายๆ เนื้อตุ๋นของฝรั่งเศส แต่เปลี่ยนมาใช้ไวน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของสเปน เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งบด เบบี้แครอต และบร็อกโคลี่ย่าง  

 

 

จบจากของคาว มาล้างปากด้วยเมนูของหวานที่ใครเห็นต้องอดใจไม่ไหว เมนูที่ว่านี้คือ Churros, Donuts Chocolate Sauce ทีเด็ดของชูโรสที่นี่คือ นอกจากจะได้ความรู้สึกของเนื้อแป้งที่กรอบนอกนุ่มใน แต่ยังได้เทกซ์เจอร์ของฟักทองที่เชฟเลือกใส่เป็นกิมมิกในตัวแป้งก่อนจะนำมาทอด เสิร์ฟพร้อมช็อกโกแลต ดิปปิ้ง ที่มีความเข้มแบบที่คนชอบดาร์กช็อกโกแลตได้ฟินแน่นอน

นอกจากเมนูของคาวหวานจะมีมากมายให้ลิ้มลองแล้ว หลากหลายเมนูเครื่องดื่มของที่นี่ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ที่แนะนำคือ Granizado เป็นการรวมตัวของมะนาว เลมอน และส้ม มาปั่นรวมกัน ได้รสชาติเปรี้ยวถึงใจ ตัดหวานด้วยน้ำผึ้ง ใครที่อยากเรียกความสดชื่นแนะนำให้ซดสักแก้ว

แต่ถ้าเป็นสาวเฮลตี้ ขอให้ลอง Frutas  Aqua Fresca เมนูมะม่วงปั่นกับเสาวรส โยเกิร์ต และน้ำผึ้ง ให้รสเปรี้ยวหวานกำลังดี แต่ถ้ายังดีต่อสุขภาพไม่พอ แนะนำ Almond Milk นำนมอัลมอนด์ไปปั่นกับเมล็ดอัลมอนด์คั่วผสมกับชินนามอนให้พอมีเทกซ์เจอร์ หวานน้อยแต่กลมกล่อม

ประสบการณ์อาหารสเปนที่น่าค้นหานี้ พร้อมแล้วให้มาสัมผัสที่ริโค ร้านตั้งอยู่ชั้น 6 โซนโอเพ่นเฮาส์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เปิดทุกวัน 10.00-22.00 น. พิเศษ ศุกร์ เสาร์ ขยายเวลาความอร่อยถึงเที่ยงคืน โทร. 02-119-7777 

 

อาร์โรซ สเปนต้นตำรับใจกลางกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516217

อาร์โรซ สเปนต้นตำรับใจกลางกรุง
ร้านอาหารสเปนแห่งใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า อาร์โรซ (Arroz) นี้ตั้งอยู่ในตัวบ้านสไตล์คลาสสิกใจกลางเมืองในย่านสุขุมวิท แค่ดูจากบรรยากาศภายนอกก็ให้ความรู้สึกว่าอยากมาดินเนอร์ พร้อมกับนั่งแฮงเอาต์พูดคุยสังสรรค์กับเพื่อนๆ หรือคนรู้ใจไปเรื่อยๆ แบบไม่เร่งรีบ ก็น่าจะได้อารมณ์ชิลๆ อยู่ไม่น้อย

เมื่อก้าวเข้ามาภายในร้านซึ่งรีโนเวตมาจากบ้านเก่าสไตล์วินเทจสุดคลาสสิก จะพบกับการตกแต่งด้วยมู้ดแอนด์โทนที่ดูอบอุ่น แต่มีสีสัน อันเป็นการสะท้อนถึงวัฒนธรรมการอยู่การกินดั้งเดิมของชาวสเปน ไม่ว่าจะเป็นผนังร้านสีสด กระจกหลากสี รวมทั้งการตกแต่งผนังด้วยจานกระเบื้องเซรามิก เฟอร์นิเจอร์ไม้ และสิ่งของต่างๆ ที่ล้วนมีกลิ่นอายความเป็นสเปนแฝงอยู่ บรรยากาศโดยรวมจึงให้ความรู้สึกอบอุ่นสบายๆ เหมือนมากินมื้อเย็นที่บ้านเพื่อนเลยก็ว่าได้

คอนเซ็ปต์เมนูอาหารของที่ร้าน วิคเตอร์ เบอร์กอส หัวหน้าเชฟประจำร้านบอกว่า จะเน้นเมนู อาหารสเปนแบบดั้งเดิมที่มาพร้อมรสชาติถูกปาก มีตั้งแต่ โคลด์คัตส์ (Cold Cuts) แบบออริจินัลซึ่งทำจากเนื้อวัวและเนื้อหมูที่ส่งตรงมาจากสเปน แล้วยังมี มะกอก และชีสหลากหลายชนิด รวมทั้ง ปาเอญ่า (Paelias) หรือข้าวผัดสเปนซึ่งปรุงจากวัตถุดิบหลากหลาย อาทิ ปาเอญ่าหมึกดำกับหอยตลับและซีฟู้ด และปาเอญ่าเห็ดและทรัฟเฟิลชีส เป็นต้น ส่วนใครที่อยากสั่งเมนูทาปาสต่างๆ ทางร้านก็มีให้เลือกหลากหลายเช่นกัน

เมนูแนะนำ เริ่มจาก โคลด์คัตส์หมู ซึ่งประกอบด้วย โลโม ไอเบริโค-เนื้อสันในหมูรมควัน โชริโซ่-เนื้อหมูรมควันใส่พริกปาปริก้าเพื่อเพิ่มความเผ็ดเล็กน้อย และอื่นๆ กินคู่กับขนมปังกรอบก็ยิ่งอร่อย สำหรับใครที่ชอบโคลด์คัตส์เนื้อวัวก็สามารถสั่งได้เช่นกัน

มาที่เมนูทาปาสบ้าง เริ่มจาก Garlic Prawn จานนี้นำกุ้งกับกระเทียมและพริกมาผัดรวมกันในน้ำมันมะกอก จนกุ้งสุกและมีกลิ่นหอม ตามด้วย Padron Pepper พริกเขียวสเปนทอดในน้ำมันร้อนๆ ตักใส่จานแล้วโรยด้วยเกลือ อีกจานคือ Boquerones White Anchovies ปลาแอนโชวีที่เสิร์ฟมาในน้ำมันมะกอกและกระเทียม ทาปาสทั้ง 3 เมนูนี้กินคู่กับขนมปังร้อนๆ ได้ความอร่อยและเรียกน้ำย่อยได้อย่างดี

มาดูเมนูหลักบ้าง เริ่มด้วย Sauteed Mushroom Running Egg เห็ดรวมผัดด้วยน้ำมันมะกอก เหยาะด้วยน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล ตามด้วยไข่ลวกและแฮม แล้วโรยด้วยต้นหอมซอย จานนี้ได้รสชาติแปลกใหม่และอร่อยดี

Grilled Iberico Pluma เนื้อหมูหั่นสไลซ์ ย่างจนสุกหอม เสิร์ฟพร้อมข้าวบาร์เลย์หุงสุก คลุกเคล้าด้วยครีมซอสรสชาติละมุน โรยด้วยเห็ดอบแห้งและผักโรย เพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติให้เข้ากัน

 

 มาที่ Mushroom & Truffle Creamy Rice ข้าวรีซอตโต้ปรุงด้วยน้ำสต๊อกไก่ ใส่เห็ดและมายองเนสลงไป โรยด้วยเห็ดทรัฟเฟิลสไลซ์บางๆ เสิร์ฟแบบร้อนๆ หอมหวนชวนชิมมากๆ

ปิดท้ายที่ Paelias Black Ink หรือปาเอญ่าซีฟู้ดหมึกดำ ข้าวสเปนหุงด้วยหมึกดำ ใส่มายองเนสผสมกระเทียมลงไปจนข้าวสุกหอม แล้วท็อปปิ้งด้วยปลาหมึก หอยตลับ และล็อบสเตอร์ เวลากินให้บีบเลมอนลงไปบนซีฟู้ด ราดด้วยซอสที่เสิร์ฟมานิดหน่อยและกินพร้อมข้าว บอกเลยว่าอร่อยฟินเว่อร์ (ราคาอาหาร 220-1,800 บาท)

บรรยากาศเป็นใจขนาดนี้ จะขาดเครื่องดื่มไปได้อย่างไร มาดู ซิกเนเจอร์ ค็อกเทล ของร้านกันเลย Sangria หรือไวน์พันช์ มีส่วนผสมของไวน์แดง น้ำส้ม น้ำมะนาว และผลไม้ เช่น แอปเปิ้ลเขียว แอปเปิ้ลแดง และส้มซันคิสต์ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

อีกแก้วคือ Brazilian Caipirinha มีส่วนผสมของ รัม น้ำตาลทราย น้ำมะนาว และมะนาวสด ส่วนใครที่เป็นคอไวน์ที่ร้านก็มีไวน์ให้เลือกหลากหลายเช่นกัน

อาร์โรซ อยู่ในซอยสุขุมวิท 53 (ประมาณ 400 เมตรจากปากซอย) เปิดบริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เปิด 17.30-24.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิด 11.30-14.30 น. โทร. 02-258-7696 FB : arrozbkk &O5532;

 

J-Cruises 19

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516555

J-Cruises 19

เรือออกจากท่าฮิโรชิมะเวลาบ่าย 4 โมงครึ่งตรงเป๊ะ ผมขึ้นไปรอบนชั้น 15 ที่มีลานกว้างเหนือห้องควบคุมหรือสะพานเดินเรือที่เคยเข้าไปชม วิวบนชั้นนี้มองเห็นได้กว้างไกล โดยเฉพาะเวลาเรือเข้าออกจากท่าจะเห็นได้ชัดกว่าตำแหน่งอื่น เพราะเป็นพื้นที่ที่ยื่นออกนอกกราบเรือและไม่มีอะไรมาขวางกั้นทัศนียภาพ หลังจากชมวิวจนหนำใจแล้วก็ขึ้นไปสำรวจ The Santuary บนชั้น 16 ซึ่งเป็นพื้นที่จำเพาะและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับการเข้าใช้ เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความหรูหราขึ้นมาอีกระดับ ผมเลยถือโอกาสขอเป็นคนหรูหราสักพัก ลองนั่งลองนอนดูมันถึงได้ความรู้สึกนั้นจริงๆ เสร็จแล้วก็กลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมไปกินข้าวเย็น

นี่เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำใจ เพราะบางวันเปลี่ยน 2-3 ชุด ตามความเหมาะสมของเหตุการณ์และสถานที่ ชุดเดียวทั้งวันอาจไม่เหมาะ ดังนั้นควรเตรียมเสื้อผ้ารองเท้าเผื่อในหลายๆ สถานการณ์ด้วย ค่ำนี้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมากินเมนูมาตรฐานที่ห้อง Savoy กันบ้าง ความหลากหลายยังคงเยอะเหมือนเช่นเคย ซุปสลัดออร์เดิร์ฟจานหลักประจำวันรวม 13 อย่าง ไม่รวมเมนูประจำเรือที่มีบริการทุกวันอีก 6 อย่าง กินกันได้แบบไม่ต้องเกรงใจ วันนี้ไม่เจอเจ้าหน้าที่ชาวไทยเลยสั่งเองดูบ้างมีกราแตงหอยนางรม ซุปเกี๊ยวน้ำใสแบบอิตาเลียนเนื้อปลาลิ้นหมาชุบแป้งทอด และขาดไม่ได้คือสเต๊กเนื้อนิวยอร์กคัทที่กินได้ไม่เบื่อ เพราะเนื้อบนเรือเขาดีจริงๆ

ปิดท้ายด้วยของหวานทาร์ตไข่กับกาแฟร้อน กินเสร็จก็รีบขึ้นไปจับจองที่นอนดูหนัง คืนนี้มีภาพยนตร์ระดับออสการ์ Lalaland เลยไม่อยากพลาด วันนี้ผมเตรียมตัวมาดี หยิบผ้าเช็ดตัวริมสระที่ม้วนแล้วมาทำเป็นหมอน อีกผืนมารองนอน อีก 2 ผืน ห่มตัวกันลมและคลุมหัวกันน้ำค้าง อยู่ยาวจนจบเรื่องสบายๆ กลับห้องอาบน้ำนอนก็ปาเข้าไปเกือบตีหนึ่ง

เช้าวันที่ 5 เรือเทียบท่า Kochi จังหวัดใหญ่สุดบนเกาะชิโกกุที่นักท่องเที่ยวไทยยังไม่ค่อยคุ้นหู จังหวัดโคจิ เป็นบ้านเกิดของคุณเรียวมะ ซากาโมโตะ ซามูไรหัวก้าวหน้าผู้สร้างแรงกระเพื่อมจนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของญี่ปุ่นจากยุคซามูไรที่มีการปิดประเทศยาวนานกว่า 250 ปี ไปสู่การถวายคืนพระราชอำนาจกลับไปยังสมเด็จจักรพรรดิ์และเข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิอันเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของญี่ปุ่นหลังยุคโชกุน ใครชื่นชอบประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นช่วงนี้ต้องแวะมาเยี่ยมบ้านเกิดคุณเรียวมะเหมือนที่คนญี่ปุ่นเขามากัน หลังการออกอากาศของ Ryomaden ละครอิงประวัติศาสตร์ตอน 6 โมงเย็นวันอาทิตย์ทางช่อง NHK ก็เกิดกระแสคลั่งไคล้เรียวมะขึ้น

สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเรียวมะทั้งหมดกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปโดยพลัน ภาพจริงของเรียวมะในชุดซามูไรเหน็บปืนสวมบู๊ตแพร่กระจายไปทั่วประเทศอย่างกับดาราดัง จังหวัดโคจิและสถานที่ต่างๆ ที่เรียวมะเคยไปสร้างวีรกรรมไว้มีคนญี่ปุ่นแวะไปเยี่ยมเยือนกันมากขึ้น (ละครเรียวมะเดนได้ถูกนำมาออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสในชื่อ เรียวมะ จอมคนพลิกแผ่นดิน) แต่น่าเสียดายที่รายการทัวร์ของเรือมีแต่สถานที่พื้นๆ ซึ่งเคยไปมาหมดแล้วเลยไม่ได้ร่วมคณะทัวร์ ผมตั้งใจว่าจะเข้าเมืองไปหาอะไรกินที่ตลาด Hirome ตลาดที่มี
ชีวิตชีวาที่สุดของเมืองโคจิ เป็นตลาดที่ขายทั้งของสด ของแห้งและของปรุงสำเร็จ แถมมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งกินอยู่กลางตลาดด้วย

 

ที่สำคัญ คือ เปิดกันยันเช้ามาเมื่อไหร่ก็หาของกินได้ตลอด ถูกใจคนไทยเป็นยิ่งนัก ของอร่อยที่เมื่อมาแล้วต้องหากินให้ได้ คือ Katsuo Tataki ปลาคัทสึโอะเผาให้สุกด้านนอกแต่ข้างในยังสดอยู่ ซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อของจังหวัดที่มีมาแต่ดั้งเดิม (ในละครเรียวมะก็มีพูดถึงเมนูนี้ไว้ด้วยเช่นกัน) แต่ฟ้าไม่เป็นใจฝนตกตั้งแต่เช้าจนสายต้องยกเลิกแผนทั้งหมดแล้วใช้เวลาที่เหลืออยู่บนเรือแทน กลับห้องไปหยิบหนังสือว่าจะมานั่งอ่านแถวระเบียงเรือ ปรากฏว่าระเบียงฝั่งหันออกทะเลมีป้ายห้ามเข้า เนื่องจากมีการทดสอบนำเรือชูชีพลงน้ำเลยไปยืนสังเกตการณ์ดู

สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลว่า ทุกทริปของการล่องเรือจะต้องมีการนำเรือชูชีพลงน้ำทดสอบเครื่องยนต์และความพร้อมของระบบเสมอ เพราะเป็นหนึ่งในมาตรการฉุกเฉินเหมือนกับที่เราไปร่วมซ้อมในวันแรก แต่สำหรับลูกเรือจะใช้เวลาในวันที่เทียบท่านานๆ ฝึกซ้อมการฝีกอพยพทั้งในเรือและบนผิวน้ำ วันนี้เป็นการนำเรือชูชีพที่ติดตั้งอยู่ฝั่งหันออกทะเลลงน้ำ ผมเลียบๆ เคียงๆ ถามว่าจะมีฝึกซ้อมแบบนี้อีกมั้ย จะได้ทำเรื่องขอสังเกตการณ์เป็นกรณีพิเศษ จึงทราบว่าพรุ่งนี้จะมีอีกครั้ง ฝึกซ้อมทั้งพนักงานและเรือชูชีพอีกฝั่งหนึ่งของเรือ จึงรีบไปติดต่อเจ้าหน้าที่เพราะพรุ่งนี้จะได้ไม่พลาด พอเที่ยงก็ขึ้นไปกินบุฟเฟ่ต์ ใจจริงอยากกินห้องอื่นที่เป็นคอร์สมากกว่า แต่เนื่องจากเป็นวันเทียบท่า ทางเรือคาดว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่จะลงไปเที่ยว จึงเปิดบริการห้องอาหารไม่มากนัก เที่ยงเปิดแค่ห้องบุฟเฟ่ต์ที่เดียวไม่มีตัวเลือกก็ต้องกิน แต่ข้อดีของการเปิดแค่ห้องเดียว คือ อาหารจะเยอะและคุณภาพดีกว่ามื้อค่ำที่มีทางเลือกหลากหลาย ผมกินพอประทังชีพเพราะอยากเก็บท้องไว้มื้อค่ำมากกว่า คืนนี้จองห้องอาหารอิตาเลียนไว้ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ว่าเป็นห้องอาหารขึ้นชื่ออีกห้องของเรือในเครือ Princess ที่มาล่องเรือเมื่อไหร่ก็ไม่ควรพลาด

บ่ายสามโมงครึ่งเรือออกจากท่าโคจิ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมตัดสินใจไม่ลงไปจากเรือเพราะมีเวลาบนฝั่งค่อนข้างจำกัด การจะเลือกซื้อทริปของเรือสำราญนั้น เส้นทางและการเที่ยวบนฝั่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจ อย่างเส้นทางของเรือ Princess ในรอบนี้เมื่อเทียบกับเรือ Costa ในรอบที่แล้ว ผมชอบเส้นทางของ Costa มากกว่า เพราะแต่ละเมืองที่เรือ Costa แวะล้วนแล้วแต่น่าสนใจ ไปเองไม่ได้ง่ายๆ และมีทัวร์จัดไปไม่ค่อยมาก ดังนั้นเวลาท่านตัดสินใจซื้อจึงควรพิจารณาเส้นทางและเวลาในการแวะของแต่ละท่าด้วย มีหลายเส้นทางที่เน้นแต่กิจกรรมบนเรือ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเที่ยวบนฝั่ง อย่างเช่นเรือของค่าย Royal Caribbean ที่เห็นมาวิ่งอยู่ในแถบบ้านเราโดยไม่ได้เน้นเส้นทาง

หากแต่เน้นกิจกรรมบนเรือเป็นหลัก เหมาะกับวัยรุ่นหรือผู้โดยสารที่ชอบความสนุก โดยไม่เน้นที่เที่ยวและอาหารการกินบนเรือ ชอบแบบไหนต้องเลือกกันให้ดี และควรปรึกษากับบริษัทที่มีความรู้และความชำนาญ จะได้ตอบคำถามของท่านได้อย่างกระจ่างชัด

 

เสน่ห์ ‘มันม่วง’ พ่วงด้วยสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516213

เสน่ห์ 'มันม่วง' พ่วงด้วยสุขภาพดี

จะว่าไปแล้วมนุษย์เรารู้จักนำมันเทศมารับประทานกันก่อนที่จะรู้จักมันฝรั่งเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งมันเทศนั้นมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่บริเวณเขตร้อนของทวีปอเมริกา แต่มันเทศที่ปลูกกันอยู่ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า มีวิวัฒนาการมาจากพืชป่าชนิดใด อย่างไรก็ดีมนุษย์ก็รู้จักปลูกมันเทศมานานนับพันปีแล้ว

ด้วยความคุ้นชินบวกกับรสชาติแสนคุ้นลิ้นจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่า “มันเทศ” ทุกวันนี้เขาพัฒนาสายพันธุ์จนหลากหลาย และที่สำคัญยังนำมาปรับเปลี่ยนเป็นเมนูคาวหวานที่ทันสมัย แถมยังดีต่อสุขภาพและให้รสชาติที่แสนประทับใจ

ในสมัยโบราณนั้นมันเทศเป็นอาหารหลักของมนุษย์สองเขต คือ พวกอินเดียนในอเมริกากลางและบริเวณเทือกเขาแอนดีสประเทศเปรู พวกอินเดียนทั้งสองแหล่งนี้ปลูกข้าวโพดเพื่อใช้เป็นอาหารหลัก และในขณะเดียวกันก็ปลูกมันเทศรวมอยู่ด้วย

อีกเขตหนึ่ง คือ ชนเผ่าโพลินีเชียนที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือของเกาะนิวซีแลนด์ เชื่อกันว่ามันเทศที่ชาวโพลินีเชียนปลูกกันในสมัยก่อนนั้นนำมาจากทวีปอเมริกาในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังจากชาวยุโรปค้นพบทวีปอเมริกา จากนั้นนักสำรวจชาวสเปนก็ได้นำมันเทศไปสู่ประเทศสเปน แล้วก็แพร่ต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรป

บางตำราก็ว่ามันเทศนั้นเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ ค้นพบโดย โคลัมบัส ที่เกาะไฮติ เมื่อประมาณ 500 ปีเศษ และจากประวัติศาสตร์มีข้อมูลเพิ่มว่าคนอังกฤษกินมันเทศตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีตำนานเล่าขานกันว่าพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 กินมันเทศอบพายทุกวัน

หันมาดูทางด้านเอเชียของเรากันบ้าง ว่ากันว่าต้นมันเทศนั้นถูกนำมายังอินเดีย ฟิลิปปินส์ จีน และญี่ปุ่น ก่อน โดยนักสำรวจชาวสเปนและโปรตุเกส

สำหรับประเทศไทยไม่มีหลักฐานบันทึกว่าได้มีการนำมันเทศเข้ามาปลูกในสมัยใด แต่เข้าใจกันว่ามีผู้นำมันเทศมาแพร่หลายในราวสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จากเรือสำเภาที่ค้าขายกับประเทศจีน และน่าจะเป็นพวกชาวจีนนี่ล่ะที่ได้นำติดมือมาแล้วก็เพาะพันธุ์พืชไปบริโภคไป ซึ่งในปัจจุบันมันเทศปลูกกันทั่วไปในประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่แหล่งปลูกเป็นจังหวัดในทางภาคกลาง อย่าง จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.นครปฐม 

อย่างที่บอกกันไว้ข้างต้นว่าทุกวันนี้มันเทศได้พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมากมาย และที่หลายคนรู้จักกันดีถึงขั้นหลงใหลในรสชาตินั่นคือ “มันม่วง” หรือมันเทศสีม่วงที่เริ่มเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นมันม่วงของไทย หรือแม้กระทั่งมันม่วงญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมนำมาทำขนม อาหารหลากเมนู

มาถึงวันนี้เรายังได้รู้จักมันม่วงของดีจากเกาหลีที่กำลังมาแรงไม่แพ้มันม่วงของญี่ปุ่น ซึ่งที่เกาหลีเขาเรียกกันว่า โกกูม่า (Goguma) ทั้งนี้อาจเป็นเพราะด้วยสีของมันม่วงเกาหลีและญี่ปุ่นนั้นจะมีสีที่ใกล้เคียงกันคือจะมีสีม่วงฉ่ำตลอดทั้งหัว แม้จะผ่าแล้วทิ้งไว้นานๆ สีม่วงก็ยังไม่เปลี่ยน

นอกจากนี้ยังให้รสชาติที่หวานฉ่ำในตัว ที่สำคัญยังอุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย เพราะมันม่วงมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) อยู่สูง ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตัน ชะลอความเสื่อมของดวงตา ช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อโรค ยับยั้งอีโคไลในระบบอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงและอาหารเป็นพิษได้อีกด้วย 

หญิง-สุจิตรา พรหมเดเวช คือสาวคนหนึ่งที่ติดใจในรสชาติของมันม่วงเกาหลี และเคยเดินทางไปลิ้มลองบิงซูและเมนูของหวานที่ทำมาจากมันม่วงถึงที่ ถึงวันนี้เธอพกพาแฟรนไชส์ร้านคาเฟ่ โบรา (Cafe Bora) มาเปิดถึงเมืองไทยที่บริเวณชั้น 4 สยาม พารากอน ในชื่อนามเดียวกัน ซึ่งได้เสียงตอบรับจากคนรักสุขภาพกันล้นหลามทีเดียว

“หญิงมีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวที่เกาหลี แล้วได้ไปลิ้มลองรสชาติของเมนูหวานจากมันม่วงที่ร้านนั้นพอดี แล้วรู้สึกติดใจในรสชาติ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำมาเปิดร้านเพื่อให้คนไทยได้ลิ้มลองรสชาติของมันม่วงกันบ้าง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากผู้คนในบ้านเราอย่างดีเลยค่ะ”

และนั่นเท่ากับว่าเธอเองนั้นเป็นลูกค้ารายแรกที่ทางเกาหลีขายแฟรนไชส์มาให้ ซึ่งเมนูทางร้านจะต้องสั่งมันม่วงของเกาหลีเข้ามาทำเมนูของหวานคราวล่ะหลายตัน และในช่วงแรกๆ ที่เปิดร้านเจ้าของแฟรนไชส์จะเข้ามาควบคุมการทำทุกเมนูกันอย่างละเอียดเลยทีเดียว

จะว่าไปแล้วร้านนี้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญโดยแท้ โดยเริ่มต้นจากเจ้าของแบรนด์ชาวเกาหลีเคยไปเที่ยวที่โอกินาวาประเทศญี่ปุ่น แล้วได้ไปลิ้มลองเมนูหวานที่ทำจากมันม่วงของที่นั่นและเกิดติดใจในรสชาติ ครั้นพอถึงประเทศเกาหลีบ้านเกิดก็เกิดไอเดียต่อยอดทางธุรกิจ จากธุรกิจที่ทำคือการส่งมันออกอยู่แล้ว จึงหันมาเปิดร้านขายมันม่วงที่นำมาแปลงเป็นเมนูของหวาน และเครื่องดื่ม ต่อยอดทางธุรกิจกันเสียเลย 

“หญิงเคยไปดูวิธีการปลูกมันม่วงของเขาซึ่งทางเกาหลีเขาจะปลูกกันแถบชานเมือง เขาจะพรมน้ำให้ฉ่ำตลอดเวลา ประกอบกับอากาศที่เย็นสบาย ซึ่งจะส่งผลให้สีมันของเขาเวลาผ่าออกจะมีสีม่วงเข้มไม่มีสีอื่นมาเจือปน ยิ่งต้มนานๆ แทนที่สีจะจืด แต่กลายเป็นสีม่วงก็ยิ่งชัดเจน และจะให้กลิ่นที่หอมกว่ามันเทศทั่วไป เลยทำให้แต่และเมนูนั้นมีความอร่อยที่โดดเด่น แม้ไม่ต้องปรุงแต่งรสชาติเพิ่มแต่อย่างใดค่ะ”

วันนี้เราขอเริ่มต้นสุขภาพดีกับเมนูบิงซูมันม่วง น้ำแข็งปั่นละเอียดเหมือนเกล็ดหิมะ ใส่นมแต่ละชั้น ท็อปด้วยเนื้อมันม่วงบดตกแต่งด้วยคอร์นเฟล็กส์และดอกมัม ซึ่งสัญลักษณ์ของทางร้าน แล้วเสิร์ฟกับมันม่วงเคลือบพีนัทพร้อมกับเนื้อมันม่วงบดให้เติมอย่างจุใจ

ต่อด้วยไอศกรีมมันม่วง ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟรสมันม่วงที่ปั่นจนเนื้อเนียนละเอียดยิบ ตกแต่งด้วยดอกมัม ให้รสชาติของมันม่วงไปเต็มๆ หรือจะเป็นทิรามิสุมันม่วง เนื้อเค้กนุ่มฟู ซ้อนด้วยครีมสด แล้วโรยผงมันม่วงตบท้าย รสชาติหวานกำลังดีและยังให้กลิ่นมันม่วง

ตบท้ายด้วย มันม่วงลาเต้ ที่มีให้เลือกทั้งแบบร้อนและแบบเย็น เริ่มจากใช้นมลาเต้นุ่มๆ ผสมมันม่วง มีกลิ่นหอมหวาน ยิ่งดื่มยิ่งติดใจ

คาเฟ่ โบรา ชั้น 4 สยามพารากอน เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00- 22.00 น. โทร.06-1546-4746 &O5532;

 

‘เตี๋ยวกั้ง’ เจ๊เพ็ญเย็นตาโฟ อร่อยสมราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 09:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516394

‘เตี๋ยวกั้ง’ เจ๊เพ็ญเย็นตาโฟ อร่อยสมราคา

โดย สิทธิปูทะเลย์

มาเมืองจันทบุรี นอกจากหมูชะมวงกินอะไรดี พรรคพวกที่โครงการชลประทานคลองภักดี รำไพบอกว่า “ไปกินเตี๋ยวกัน”

 

ก๋วยเตี๋ยวที่ว่า ไปถึงร้านแสนธรรมดา แต่ราคาแสนแพงชามละเป็นร้อยบาท เรียกกันง่ายๆ ว่า “ก๋วยเตี๋ยวกั้ง” หรือเย็นตาโฟกั้ง รถจอดหน้าร้าน “เจ๊เพ็ญ เย็นตาโฟ” หน้าวัดไผ่ล้อม มันก็ยังธรรมด้า ธรรมดา แต่เพื่อนส่งสายตามาว่า ลองก่อนอย่าเพิ่งบ่น หลังไล่ดูเมนูก๋วยเตี๋ยว ปูกั้ง กั้งปูโอ้ย!…ราคาเริ่มต้น 100-150-200 บาท/ชาม จะแพงไปไหนเนี่ย

สรุปอิฉันลองสั่งเส้นใหญ่เย็นตาโฟ ปูกั้ง ชาม 150 บาทค่ะ จะกินประชดเพื่อน ผู้อ่านอาจสงสัยทำไมไม่สั่งชาม 200 มาประชด อิฉันสั่งแล้วเจ้าค่ะ ทางร้านบอกว่ากั้งขนาดชาม 200 หมดเลยเหลือราคานี้

“อั๊ยยะ…บอกกันตรง ของไม่ถึงคุณภาพราคา 200 เขาบอกเลย ไม่มีชามราคานี้แล้วครับ ของหมด เหลือขนาดชาม 150 กับ 100 ครับ“

อันนี้บอกเลยประทับใจครั้งที่ 1 เพราะไม่มีการเอาเปรียบลูกค้า เอาใจไปก่อน

 

ระหว่างรอคิว เพื่อนสั่งเต้าหู้ทอด แม่ค้าวัยรุ่นมั้ง หน้าหงิกมาก แต่รสชาติก็พอใช้ได้ เลยพอนั่งกินรองท้อง เพราะคิวยาว คนเยอะ ทัวร์ก็เยอะ

หลังเสิร์ฟชามก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟกั้งขนาด 150 บาท ต้องบอกว่า ชามใหญ่มากค่ะ ปกติอิฉันทานก๋วยเตี๋ยวทั่วไปต้องสองชาม แต่เห็นขนาดชามนี้ ขอชามเดียวพอ

สำหรับก๋วยเตี๋ยว ขอบอกหน้าตามาดีมาก กั้งเป็นตัว เนื้อปูเป็นก้อน ไม่เหม็นบูด เนื้อกั้งสดเต้นดึ๋งๆ บอกถึงความสดของกั้ง เพราะอิฉันลูกทะเล เห็นปุ๊บก็พอรู้ว่าของเขาดีทีเดียว แต่อย่างว่านะเจ้าคะ กั้งนี้เป็นสัตว์ทะเลที่ดูแลยากมากค่ะ ความเย็นไม่ถึงเนี่ย เน่าเอาง่ายๆ เลยเจ้าค่ะ แต่สำหรับร้านนี้เขารับรองว่า ร้านเขาเก็บรักษาดีความเย็นถึง

 

สูตรทานก๋วยเตี๋ยวของอิฉันคือ ชิมก่อนปรุงค่ะ เราจะได้รู้ว่า ควรเติมอะไร หลังชิมน้ำซุปขอบอกค่ะว่า กลมกล่อมดี ขอยกนิ้วว่า อร่อยดีค่ะ ปกติอยู่ทะเลสั่งเย็นตาโฟใส่กุ้ง หมึก เนื้อปลาก็ว่าอร่อยแล้ว มาใส่เนื้อกั้งเพิ่มความอร่อยมากขึ้นอีกเยอะ

ที่สำคัญกั้งมีขนาดหลากหลาย ทั้งขนาดเล็ก กลางและใหญ่ ดีไปกว่านั้นคือทานแล้วเนื้อกั้งสด เนื้อหวานนุ่มแน่น ไม่เสียดายเงินเลยค่ะ งวดหน้าอิฉันจะสั่งชามละ 200

สำหรับการเดินทางบอกไปก็จะงง เพราะคดเคี้ยวเหลือเกิน ลองสอบถามคนเมืองจันท์ หาทางไปวัดไผ่ล้อม ร้านเจ๊เพ็ญอยู่หน้าวัดเลยจ้า…ไปเมืองจันท์ไปกินเตี๋ยวกั้งกันนะคะ

 

ฟุกหยวน 2 ทศวรรษความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516209

ฟุกหยวน 2 ทศวรรษความอร่อย

ร้านอาหารจีนสไตล์คลาสสิกที่ชื่อว่า ฟุกหยวน เปิดมากว่า 21 ปีแล้ว วาสนา โยธะศรี ผู้จัดการร้าน เล่าว่า ร้านนี้เปิดมาพร้อมกับตัวโรงแรมโกลเด้น ทิวลิปฯ เลยก็ว่าได้ แถมชื่อฟุกหยวน ยังมีความหมายดีๆ ที่แปลว่า สวนขององค์จักรพรรดิ หรือสถานที่เดินเล่นยามเมื่อเสวยพระกระยาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

กลุ่มลูกค้าของร้านส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจทั้งชาวไทยและชาวจีน คนที่มากันเป็นครอบครัว รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มาพักที่โรงแรม สไตล์การตกแต่งร้านเป็นแนวจีนโบราณผสมผสานความร่วมสมัย ซึ่งใช้โต๊ะเก้าอี้ที่ลูกค้าสามารถลุกนั่งได้สบายเป็นหลัก

 

 

“สำหรับเมนูอาหารของฟุกหยวนเป็นอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง ที่มีทั้งเมนูอะลาคาร์ตและเซตเมนู แล้วมื้อกลางวัน ที่ร้านยังขึ้นชื่อ ในเรื่องของ “ติ่มซำคำโต” อีกด้วย ยกตัวอย่าง เช่น ฮะเก๋าไส้กุ้งลูกโต ที่ใช้เนื้อกุ้งใหญ่ 1 ตัวต่อหนึ่งลูก ขนมจีบกุ้งคำโต ซาลาเปาไส้ลาวาที่ไส้ทำจากคัสตาร์ดผสมชีสและไข่แดง ข้าวกระบอกไม้ไผ่ที่เครื่องปรุงทั้งหมดเป็นส่วนผสมของบ๊ะจ่างและหอยเซลล์นึ่งซีอิ๊ว เป็นต้น

 

 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูออร์เดิร์ฟขึ้นชื่อประจำร้านนั่นคือ โกจา ซึ่งทำจากแป้งข้าวโพดสีเหลือง เจี๋ยน (ใส่กระทะที่มีน้ำมันนิดหน่อย) จนสุก กรอบนอก นุ่มใน กินคู่กับน้ำมันหอยและจิ้มน้ำตาลทรายนิดนึงก็อร่อยเข้ากัน ยิ่งจิบน้ำชาร้อนๆ ไปด้วยก็ยิ่งฟินหรืออย่างฮัมซุยก๋อ หรือแป้งข้าวเหนียวทอด ซึ่งด้านในยัดไส้หมู ไก่ และเห็ด รสชาติหวานเค็มมันกินอร่อย แล้วยังมีกุ้งนึ่งมะนาว ปลานึ่งมะนาว กรรเชียงปู ก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้กุ้ง-หมูแดง-หอยเซลล์ ฯลฯ

สำหรับเมนูหลัก ก็เช่น เคาหยก เป็นเมนูหมูสามชั้นที่รีดมันออกหมดแล้วนำมาตุ๋นข้ามวัน เสิร์ฟพร้อมผักดองและพริกน้ำส้มปั่น (คล้ายขาหมู) พอเคี้ยวคำแรกรู้สึกเหมือนละลายในปากเลยล่ะ ต่อด้วยหมูสับนึ่งปลาเค็ม หมูสับหมักกับน้ำปลาเค็มข้ามวันแล้วปรุงรสชาติโดยใส่ขิง แล้วนำไปนึ่งให้สุกเสิร์ฟพร้อมกับข้าวต้ม-ข้าวสวยร้อนๆ อร่อยฟินเว่อร์

 

 

มาที่ล็อบสเตอร์ผัดยอดซุปใส่บะหมี่ ใส่คะน้าฮ่องกง หอยเซลล์ และที่ขาดไม่ได้ก็คือเนื้อล็อบสเตอร์ จานนี้ใหญ่โตอลังการ กินได้หลายคนเชียวล่ะ ส่วนเมนูน่าชิมอื่นๆ ก็เช่น กุ้งทอดครีมสลัด ไก่สวรรค์ทอดมันปู หูฉลามมันปู (ใส่มันปูลงไปเพิ่มความอร่อยและรสชาติที่กลมกล่อม) ราดหน้าเป๋าฮื้อ ที่ใส่หอยเป๋าฮื้อตัวใหญ่ๆ แล้วยังมีเป็ดปักกิ่งไม่ติดมันและหมูหันสไตล์ฮ่องกงซึ่งถือว่าเป็นเมนูขึ้นชื่ออีกด้วย แล้วยังมีเมนูอื่นๆ ให้เลือกอีกเพียบ”

ฟุกหยวนอยู่ที่ชั้นล่างของล็อบบี้ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 11.00-14.30 น. และ 18.00-22.30 น. โทร.02-641-4777 หรือ FB : goldentulipbangkok

 

The Pine Farm & Cafe

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/514968

The Pine Farm & Cafe

ภาพ : สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

เรือนกระจกหลังใหญ่สีขาวที่ตั้งอยู่ใกล้กับตลาดน้ำคลองลัดมะยม มองเผินๆ หลายคนอาจจะนึกว่าเป็นโรงเรือนปลูกต้นไม้ แต่จริงๆ แล้วคือคาเฟ่น้องใหม่ที่มีชื่อว่า ‘The Pine Farm & Cafe’ ใครที่อยากหาร้านนั่งชิลๆ ริมคลอง เดินดูต้นไม้ใบหญ้า พร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ในวันธรรมดา หรืออยากหาที่นั่งพักเหนื่อยหลังเดินช็อปปิ้งที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ บอกเลยว่าห้ามพลาด

นอกจากจะบรรยากาศดีแล้วยังมีเมนูให้เลือกมากมาย เริ่มต้นเพิ่มความสดชื่นกันด้วย กีวีมิ้นต์ โยเกิร์ต (120 บาท) เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน มิ้นต์สดๆ หอมๆ ไร้สารเคมีที่ปลูกเอง ที่ร้านปั่นรวมกับกีวี โยเกิร์ต และนม รสชาติเปรี้ยวหวานชื่นใจ หรือถ้าชอบดื่มกาแฟก็ต้อง ลาเต้ร้อน (80 บาท) ที่ใช้กาแฟอราบิก้า 100% รสชาติกลมกล่อมกำลังดี

 

 

 

 

อีกสักแก้ว ชาเขียวเย็น (80 บาท) ชาเขียวนมเย็นเข้มข้น ท็อปด้านบนด้วยฟองนมและคาราเมล กินคู่กับขนมอย่าง เดอะ ไพน์ ฮันนี่ โทสต์ (185 บาท) ขนมปังทูโทนชิ้นหนานุ่ม เสิร์ฟมาพร้อมผลไม้สด วิปครีม ไอศกรีม และน้ำผึ้งเพิ่มความหอมหวาน ตามมาด้วย บราวนี่ ไอศกรีม (110 บาท) บราวนี่โฮมเมดรสชาติเข้มข้น มาพร้อมไอศกรีมวานิลลาและวิปครีมก้อนโต ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีเมนูเบเกอรี่เพิ่มเข้ามา

 

 

ที่ร้านยังมีเมนูง่ายๆ อาทิ สลัดแซลมอน (270 บาท) ผักสดๆ แซลมอนสดหั่นเต๋าชิ้นใหญ่ ราดด้วยน้ำสลัดงาญี่ปุ่น เฟรนช์ฟรายส์ชีส (120 บาท) เกี๊ยวซ่าทอด (95 บาท) ปีกไก่ทอด (95 บาท) ไว้บริการเพิ่มเติม

 

 

 

 

ที่ร้านยังมีกิมมิกซื้อเครื่องดื่มทุกแก้วลุ้นรับต้นกระบองเพชรกลับบ้านฟรี แถมยังมีบ้านกระต่ายกับเต่าให้เด็กๆ ได้สนุกสนานกับการป้อนอาหารอีกด้วย หรือถ้าใครอยากจะหาซื้อต้นกระบองเพชรน่ารักๆ ไปไว้ที่บ้านเขาก็มีขาย

ร้านเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 08-7112-5942 &O5532;

ราคาต่อหัวประมาณ 100-150 บาท

อร่อย 5 ดาว

ราคา 5 ดาว

 

กาแฟดีที่บ้าน ซันเดย์ ก.ก.ก. กล้วย กะทิ กาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/514962

กาแฟดีที่บ้าน ซันเดย์ ก.ก.ก. กล้วย กะทิ กาแฟ

กาแฟกับกะทิ หลายคนเถียงหัวชนฝาว่ากลิ่นรสของมันจะไปเข้ากันได้อย่างไร ผู้เขียนเคยอยู่ในวงสนทนาตอนที่ทำสูตรกาแฟให้ลูกค้าเจ้าหนึ่งได้ชิมกัน พอได้พูดถึงทอฟฟี่กะทิใส่ถั่วแบบโบราณที่มีกลิ่นกาแฟหอมซ้อนอยู่ ยิ่งเคี้ยว ยิ่งหอม แต่ไม่แน่ใจว่าความหอมนั้นมันมาจากไหน จนมีคนบอกว่าใส่กาแฟนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่ากะทิเข้ากับกาแฟได้อย่างไม่น่าเชื่อ หรือจะเป็นวุ้นกะทิกาแฟที่ขายตามรถเข็นสมัยก่อน

 

 

นอกจากทอฟฟี่กาแฟแบบไทยๆ แล้ว ยังมีขนมหวานน้ำแข็งไสแบบมาเลย์ ที่มีแป้งต้มเป็นเส้นคล้ายๆ ลอดช่อง ใส่กะทิเคี่ยวกับน้ำตาลน้ำมะพร้าวคล้ายๆ ลอดช่องน้ำกะทิบ้านเรา แต่แอบเหยาะกาแฟลงไปโดยที่เราเกือบไม่รู้อีกเช่นกัน จนเมื่อกินกับน้ำแข็งไสแล้วหลับตาคิดถึงรสชาติ จึงรู้สึกถึงกาแฟโบราณนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่ามีส่วนผสมกาแฟ

ฉบับนี้เลยอยากทดลองอะไรใหม่ๆ เป็นสูตรสร้างแรงบันดาลใจโดยหยิบจับจากไอเดียของคนโบราณที่เขาทำทอฟฟี่กะทิแอบเหยาะกาแฟลงไป คิดถึง “เบส” หรือพื้นฐานที่เป็นคาราเมลจากน้ำตาลโตนดในขนมไทย มานึกถึงกล้วยน้ำว้าปิ้งให้หอม ทับให้พอแบนแล้วราดด้วยน้ำตาลเคี่ยวใส่กะทิ นี่แหละเมนูเด็ดที่น่าเอามาจับคู่กันในครั้งนี้ใจพานนึกไปถึงไอศกรีมแบบซันเดแบบฝรั่งที่มีไอศกรีมราดด้วยคาราเมล พร้อมยังมีกล้วยหอมเสิร์ฟมาครบชุดในถ้วยเดียวกัน ขอจับเอาไอศกรีมกะทิแบบไทยๆ มาจับคู่กับกล้วยปิ้งราดน้ำตาลเคี่ยวหอมกลิ่นกะทิและเสริมรสชาติกาแฟให้เข้มข้นนิดนึง กลายเป็นซันเด ก.ก.ก. กล้วย กะทิ กาแฟ

 

 

น้ำตาลเคี่ยวแบบไทยๆ ส่วนผสมที่ทำให้อร่อยต้องยกให้กะทิ น้ำตาลปี๊บอย่างดีจะเป็นน้ำตาลมะพร้าวหรือโตนดได้เลยตามชอบ ขอให้คุณภาพดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ เพราะนั่นคือหัวใจของความอร่อยของคาราเมล เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ ไฟสม่ำเสมอ จึงได้คาราเมลน้ำตาลเคี่ยวที่ใส หอมอร่อย เมื่อได้ความเหนียวของน้ำตาลเคี่ยวที่เหมาะสมดีแล้วตามเวลาพอเหมาะ จึงถึงเวลาที่จะเติมกาแฟลงไปจากกาแฟคั่วบดละเอียด ถ้าชอบเข้มข้นแนะนำให้ใช้กาแฟสำเร็จรูปอีกนิดหน่อย รับรองว่าแจ่ม

นอกจากน้ำตาลเคี่ยวหอมกลิ่นกาแฟสูตรนี้ ผู้เขียนยังมีไอเดียที่จะนำเอามาผัดกับมะพร้าวอ่อนเพื่อใช้เป็นไส้ของขนมใส่ไส้ หรือขนมต้ม ก็น่าลอง เผื่อว่ากาแฟจะเข้ามามีส่วนให้ขนมไทยมีรสชาติที่น่าสนใจมากขึ้น มีเวลาเมื่อไหร่ จะลองทำดูทันที &O5532;