Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

วิกฤตผู้อพยพทะลักยุโรป เกมการเมืองบนความหวังคน (1)

Posted on December 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/622909

วิกฤตผู้อพยพทะลักยุโรป เกมการเมืองบนความหวังคน (1)

วันเสาร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“การย้ายถิ่น” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติของมนุษย์ ทั้งเพื่อหลบหนีภัยอันตราย เช่น การลี้ภัยจากความเสี่ยงถูกประหัตประหารหรือทำร้ายซึ่งเกิดจากอคติทางเชื้อชาติ ศาสนา เพศสีผิว ฯลฯ และเพื่อแสวงหาโอกาส เช่น หนีความลำบากยากจนไปหางานทำที่รายได้ดีกว่าบ้านเกิด แต่เมื่อเกิดความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ มีการแบ่งเส้นเขตแดนและกำหนดกฎเกณฑ์การเข้า-ออก การย้ายถิ่นจึงเกิดข้อจำกัดขึ้น ถึงกระนั้น หากแรงจูงใจมีมากพอ คนก็พร้อมจะฝ่าฝืนกฎเหล่านั้น ดังจะเห็นข่าวผู้อพยพและผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอยู่ในหลายพื้นที่ของโลก

ดังเรื่องวุ่นๆ ที่เกิดขึ้นในทวีปยุโรปในช่วงไม่กี่เดือนล่าสุด หลังผู้อพยพจากภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือแห่เดินทางเข้าไปในประเทศ เบลารุส โดยหวังว่าจะใช้เป็นทางผ่านไปยัง สหภาพยุโรป (EU-อียู) แต่กลายเป็นว่า โปแลนด์ ประเทศหน้าด่านของกลุ่ม EU ซึ่งติดกับเบลารุส ประกาศปิดพรมแดน แต่เบลารุสก็ไม่ได้มีนโยบายรับผู้อพยพ คนเหล่านี้จึงตกอยู่ในสภาพ “กลับไม่ได้..ไปไม่ถึง” ติดค้างอยู่ระหว่างชายแดนของทั้ง 2 ชาติ

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2564 ที่ผ่านมา ศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาเรื่อง “ถอดบทเรียนเบลารุสและซีเรีย : วิกฤตผู้อพยพกับการเมืองโลก” ที่ รร.มณเฑียรสุรวงศ์ กรุงเทพฯ โดย รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ อาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปูพื้นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเบลารุส ประเทศอดีตสหภาพโซเวียตที่พยายามดำรงอยู่ให้ได้ท่ามกลางอิทธิพลทั้งจาก EU กับ สหรัฐอเมริกา จากค่ายโลกตะวันตก และ รัสเซีย พี่ใหญ่แห่งอดีตค่ายโซเวียตที่มีพรมแดนติดกับเบลารุสทางตะวันออก

หลังสหภาพโซเวียตล่มสลายลงในปี 2534 เบลารุสได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างโดดเด่นหากเทียบกับประเทศในกลุ่มอดีตค่ายโซเวียตด้วยกัน ทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ในยุคแรกๆ มีความพยายามเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีที่ส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน และอิงกับโลกตะวันตกมากขึ้น ผลคือเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัญหาเงินเฟ้อ และนั่นทำให้เบลารุสเริ่มเปลี่ยนมาให้น้ำหนักกับแนวทางเศรษฐกิจที่รัฐมีบทบาทชี้นำ

ปัญหาเศรษฐกิจของเบลารุสในครั้งนั้น ยังเป็นก้าวแรกของ อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนกา (Alexander Lukashenko-อ่านแบบภาษาเบลารุส) ในการก้าวขึ้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2537 ลูกาเชนกาได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย โดยนโยบายสำคัญคือเพิ่มบทบาทรัฐวิสาหกิจในขณะที่ภาคเอกชนมีบทบาทน้อยลง ยุคสมัยแรกๆของเบลารุสภายใต้การนำของประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ลูกาเชนกา อัตราการว่างงานมีน้อย ประชาชนได้รับสวัสดิการรัฐด้านสุขภาพ ได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษา

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจของเบลารุสเริ่มเกิดภาวะอิ่มตัว โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ไม่ค่อยปรับตัวเพราะอยู่ได้โดยไม่ต้องแข่งขัน ส่งผลให้ประชาชนเริ่มเป็นทุกข์กับปัญหาปากท้องขณะเดียวกัน หลังปี 2553 เป็นต้นมา เกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนที่เชื่อมั่นในลูกาเชนกา กับคนที่เห็นว่าเบลารุสถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง โดยฝ่ายหลังนี้ก็มีทั้งที่อิงตะวันตกและอิงรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ยุคนี้ ลูกาเชนกา ได้กลายเป็นผู้นำแบบ “อำนาจนิยม” ไปแล้ว คู่แข่งในการเลือกตั้งยุคหลังๆหากไม่ถูกจับกุมคุมขังก็ต้องถูกกดดันให้ลี้ภัยไปต่างแดน

“ช่วงต้นทศวรรษ 2000 (ปี 2543-2552) เศรษฐกิจรัสเซียบูมมาก GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวม) สูงมาก กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่เรื่องของพลังงานที่ทำให้รัสเซียโต แล้วในเวลาเดียวกันเบลารุสก็พ่วงไปกับรัสเซียด้วย เพราะตัวเองเป็น Transit (ทางส่งผ่าน) ท่อเข้าไปยุโรป ตรงนี้ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่เบลารุสเติบโตมั่งคั่ง แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกมันเริ่มตกต่ำ ตรงนี้ก็เกิดปัญหาตามมาเศรษฐกิจก็แย่ตามไปด้วย อีกประการหนึ่งคือเบลารุสก็มีหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น จากประมาณ 8.4% ในปี 2005 (2548) ขึ้นไปอยู่ที่ 47.8% ในปี 2018 (2561)

และหนี้ส่วนใหญ่ที่มีก็มีต่อรัสเซียด้วยเช่นกัน การแก้ปัญหาตรงนี้ก็สร้างความไม่พอใจ ตัวอย่างหนึ่งที่สร้างความไม่พอใจให้กับคนเบลารุสมากๆ คือการขึ้นอายุเกษียณ มันน่าจะดี!แต่มันแปลว่า Pension (บำเหน็จบำนาญ) ของผู้เกษียณอายุต้องชะลอออกไป เพราะรัฐถังแตกไม่มีเงิน รัสเซียก็เหมือนกัน ขยายเวลาเกษียณอายุของคนออกไป ของเบลารุสผู้หญิงจากอายุ 55 เป็น 58 ผู้ชายจาก 60 เป็น 63 และในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย” รศ.ดร.จิตติภัทร ระบุ

รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าวต่อไปว่า ภาพที่หลายคนมองเบลารุสคือเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับรัสเซีย แต่จริงๆ แล้ว เบลารุสดำเนินนโยบายแบบ Hedging หรือมีการต่อรองผลประโยชน์กับทั้งรัสเซียและโลกตะวันตก ขณะที่อัตลักษณ์ของชาตินั้นก็ไม่ได้ชัดเจนนักว่าจะไปทางใด เห็นได้จากแนวคิดทั้งอิงตะวันตกและอิงรัสเซียไม่ใช่กระแสหลักในสังคมเบลารุส ส่วน ลูกาเชนกาที่ครองอำนาจยาวนานก็ไม่ได้ทำจุดนี้ให้ชัดเจน

อนึ่ง ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดในวันที่9 ส.ค. 2563 ลูกาเชนกา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก นอกจากคู่แข่งรายสำคัญจะถูกจัดการให้พ้นทางแล้ว ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ยังลงแข่งได้ซึ่งเป็นภรรยาของหนึ่งในอดีตคู่แข่งของ ลูกาเชนกา ที่ถูกกดดันจนต้องไปลี้ภัยในต่างประเทศ ควรจะเป็นผู้ชนะเลือกตั้งในครั้งนี้ นำไปสู่การชุมนุมประท้วงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่ง ลูกาเชนกา ก็สั่งใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง ทำให้ EU ใช้มาตรการคว่ำบาตรเบลารุส ส่วนเบลารุสก็ตอบโต้ด้วยการปล่อยผู้อพยพผ่านเข้าไปใน EU หวังต่อรองให้ยุติการคว่ำบาตร

“ผู้อพยพในครั้งนี้มันเหมือนเกมอำนาจในการต่อรองของเบลารุสแล้วก็อาจจะรวมไปถึงรัสเซียด้วย กับสหภาพยุโรป ถึงแม้สุดท้ายเกมนี้เบลารุสอาจจะแพ้ แต่สิ่งหนึ่งที่ลูกาเชนกาชนะคือการที่ Survivor (อยู่รอด) ของระบอบการเมืองกับเผด็จการของลูกาเชนกา แต่มันก็มาพร้อมกับ Cost (ราคา) หรือค่าใช้จ่ายที่สูงมากในการที่จะต้องพึ่งพิงกับรัสเซียที่สูงมากขึ้น แล้วก็เรื่องอำนาจต่อรองกับ EU ซึ่งลูกาเชนกาคิดว่าการใช้ผู้อพยพลี้ภัย จะทำให้ EU ซึ่งอาจจะเรียกว่าพูดง่ายๆ คือหน้าบาง ยังไงก็ต้องรับผู้อพยพลี้ภัย แต่มันไม่ใช่แบบนั้น” รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าว

ขณะที่ ภาณุภัทร จิตเที่ยง อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การที่ผู้อพยพจำนวนมากแห่กันเข้าไปในเบลารุสนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ เนื่องจากที่ผ่านมา เส้นทางอพยพไปยุโรปที่นิยมใช้กันคือจากตะวันออกกลางผ่านประเทศตุรกี หรือจากตะวันออกกลางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าไปในประเทศกรีซหรืออิตาลี แต่ในกรณีของเบลารุส พบการดำเนินการประสานกันระหว่าง

1.บริษัททัวร์ มีการโฆษณาว่าหากเดินทางไปเบลารุสจะมีโอกาสสูงในการได้เข้าไปในประเทศกลุ่ม EU 2.สายการบินมีเที่ยวบินจากตะวันออกกลาง เช่น กรุงแบกแดด ประเทศอิรักไปยังเบลารุส อีกทั้งยังโฆษณาด้วยว่าเมื่อไปถึงแล้วจะได้พักโรงแรมหรู มีรถรับ-ส่งจากสนามบินถึงโรงแรม และจากโรงแรมไปยังชายแดน แล้วจะมีคนมารับข้ามเข้าไปใน EU เพื่อพาไปทำงาน และ 3.วีซ่า มีการออกวีซ่าท่องเที่ยวให้กับผู้ที่ต้องการใช้เบลารุสเป็นทางผ่านเข้าไปในเขต EU โดยค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทางจะอยู่ที่ราว 6,000-20,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 198,000-660,000 บาทต่อหัว

“อันนี้เป็นเรื่องเล่าของคนหนึ่งคนที่ผมจะเอามาเป็นตัวอย่างในการนำเสนอ ผู้ชายคนนี้เป็นชาวเคิร์ด มีความหวังต้องการจะไปยุโรปอยู่แล้วเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น แล้วการไปไม่ใช่แค่เรื่องลี้ภัยการประหัตประหารอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องอัตราการว่างงานสูงขึ้นจากโควิดในประเทศตัวเองด้วย และที่สำคัญกว่านั้น ยุโรปมีโอกาสอีกอย่างที่สำคัญคือการศึกษา เพราะการศึกษามันคือ Mobility (การเคลื่อนย้าย) สำหรับคนในการมีชีวิตที่ดีขึ้น อันนี้คือ Motivation (แรงจูงใจ) ของคน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาก็เริ่มหาแล้ว จะไปที่ไหน? ถ้าจะไปเส้นทางปกติเดิมก็จะลำบาก เราจะเห็นนั่งเรือไป เห็นเรือล่มต่างๆ นานา จนกระทั่งวันดีคืนดีมีโฆษณาจากสายการบินหนึ่งในทีวี แล้วก็บอกว่าถ้าไปจะมีค่าต้นทุนจากแบกแดดไปลิทัวเนียประมาณ 10,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 330,000 บาท)แล้วบริษัททัวร์เป็นคนจัดทุกอย่างให้หมดเลย ทั้งเครื่องบินทั้งได้อยู่ในโรงแรม พอเห็นภาพนี้ ผู้ชายคนนี้ก็รู้ว่าการเดินทางในเส้นทางนี้อาจจะเหมาะสมมากกว่า เพราะฉะนั้นการเดินทางในเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ถูกเลือกใช้สำหรับเขาในการย้ายถิ่น”ภาณุภัทร ยกตัวอย่าง

ในตอนแรกได้กล่าวถึงภูมิหลังของประเทศเบลารุส รวมถึงเส้นทางใหม่ของผู้อพยพซึ่งดูเหมือนมีการส่งเสริมให้เกิดขึ้น ส่วนในตอนต่อไป จะกล่าวถึงท่าทีของสหภาพยุโรป (EU) ที่ด้านหนึ่งเป็นที่รับรู้ในสายตาชาวโลกว่าเป็นประชาคมที่ยึดมั่นในค่านิยม “ประชาธิปไตย-เสรีนิยม-สิทธิมนุษยชน”แต่อีกด้านหนึ่ง นโยบายว่าด้วยผู้อพยพได้นำไปสู่การโต้แย้งเมื่อ EU ไปส่งเสริมค่านิยมดังกล่าวในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก

(โปรดติดตามต่อในฉบับวันอาทิตย์ที่ 19 ธ.ค. 2564)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เก็บขยะ-รับซื้อของเก่า’ งานฐานรากแต่สำคัญกับเมือง

Posted on December 7, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/619991

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เก็บขยะ-รับซื้อของเก่า’  งานฐานรากแต่สำคัญกับเมือง

วันเสาร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “เมืองที่ไม่ทอดทิ้งใคร : คนเก็บขยะรีไซเคิล (Inclusive cities for informal waste workers)” ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของชุดงานเสวนาที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของหลากหลายอาชีพในเมือง เริ่มจาก “เก็บขยะ-รับซื้อของเก่า” แม้จะเป็นอาชีพที่ถูกมองว่าอยู่ระดับล่างในสังคม แต่ก็เป็นอาชีพที่มีความสำคัญต่อเมือง

ชาร์ล็อต อเดลินา (Charlotte Adelina) นักวิจัย สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม (SEI) ประเทศสวีเดน เล่าถึงงานวิจัยที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า พบประเด็นน่าสนใจ อาทิ การไม่ขึ้นทะเบียนทำให้มีสถานะเป็นแรงงานนอกระบบ ขาดแรงจูงใจในการเก็บขยะประเภทที่ขายไม่ได้ จึงเป็นความท้าทายของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ว่าจะผลิตภาชนะจากวัสดุที่สามารถจัดเก็บ ทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่ายได้หรือไม่-อย่างไร ทั้งนี้ ในปัจจุบันคนเก็บขยะในเมืองถูกมองด้วยสายตาที่เข้าใจมากขึ้นกว่าในอดีตที่มีอคติแบบเหมารวม

ผศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย นักวิชาการ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงโครงการวิจัย “รวบรวมสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงในอนาคตสำหรับกลุ่มคนเปราะบาง” ซึ่งตนเองรับผิดชอบในส่วนของคนเก็บและคัดแยกของเก่า ว่า อาชีพประเภทนี้แบ่งได้4 กลุ่มคือ 1.เก็บขยะจากกองขยะ-บ่อฝังกลบ 2.เก็บขยะและรับซื้อของเก่า 3.รับจ้างคัดแยกขยะตามร้านรับซื้อของเก่าและ 4.พนักงานเก็บขยะทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดที่ไม่สามารถจัดเก็บเอง สามารถจ้างบริษัทเอกชนได้)

ลักษณะของผู้เกี่ยวข้องกับงานเก็บขยะ-คัดแยกของเก่า พบว่ามีเพศชายมากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่จบการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษา หรือแม้แต่ไม่ได้รับการศึกษา อายุเฉลี่ย 30-50 ปี และพบเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ต่ำสุดคือ 9 ปี อย่างไรก็ตาม เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกใช้แรงงานบังคับ แต่ติดตามพ่อแม่ไปทำงานด้วยเพราะไม่มีใครดูแล มักมีพื้นเพเป็นคนต่างจังหวัดอพยพเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ และต่อมาก็รวมตัวกันเป็นชุมชน

ขณะที่ด้านรายได้ แม้เหตุผลของการเข้าเมืองเพราะอยู่ชนบททำเกษตรแล้วรายได้ไม่ดี แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็พบว่ามีรายจ่ายมากกว่ารายได้และมีหนี้สิน การกำหนดราคาของเก่าจะขึ้นอยู่ที่ปลายน้ำซึ่งหมายถึงกิจการที่นำวัสดุรีไซเคิลไปแปรรูปหรือนำไปใช้ โดยมีร้านรับซื้อของเก่าเป็นกลางน้ำ และคนเก็บของเก่าเป็นต้นน้ำ ดังนั้นอำนาจต่อรองของคนเก็บของเก่าจะน้อย อีกทั้งยังต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างคือการอนุญาตให้นำเข้าขยะพลาสติกจากต่างประเทศ ทำให้ราคาขยะในไทยตกลง เห็นได้จากร้านรับซื้อของเก่าหลายแห่งก็ล้มหายตายจากไปเพราะต้นทุนสู้ไม่ไหว

การทำงานของคนเก็บของเก่า จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ก่อนกลับมาในตอนบ่ายเพื่อคัดแยก หากมีของที่ขายได้ในปริมาณมากพอก็จะขายทันทีเพราะต้องการเงินหมุนเวียน ซึ่งจะต่างจากพนักงานเก็บขยะของหน่วยงานรัฐที่มักจะเก็บขยะตอนกลางคืนและต้องเสร็จก่อนเช้ามืด เพื่อไม่ให้กระทบกับการจราจร นอกจากนี้ งานเก็บของเก่ายังมีลักษณะเป็นงานตามฤดูกาล เช่น คนที่เป็นเกษตรกรในชนบท ช่วงใดที่ขยะหรือของเก่ามีราคาดีก็อาจจะพักการทำเกษตรแล้วเข้ามาเก็บของเก่าในเมือง

ในด้านสุขภาพ คนเก็บขยะมีความเสี่ยงการทำงาน เช่น ต้องนั่งท่าเดิมๆ เป็นเวลานาน ทำงานกลางแดดร้อน ดื่มน้ำโดยไม่ได้ถอดถุงมือที่ใช้เก็บขยะเพราะต้องทำงานแข่งกับเวลา ขยะบางส่วนที่พบก็นำมาใช้เอง อาการป่วยจึงมักเป็นการปวดเมื่อย โรคทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร และโรคผิวหนัง ซึ่งไม่ใช่ว่าคนเก็บขยะไม่ทราบ แต่ด้วยความเร่งรีบประกอบกับการลดค่าใช้จ่ายจึงจำเป็นต้องละเลยรวมถึง “ถูกของมีคมบาด” ซึ่งเรื่องนี้ต้องฝากประชาชนทั่วไปที่ทิ้งขยะด้วย หากเป็นขยะมีคม เช่น เศษแก้วแตก ฯลฯขอให้จัดการให้อยู่ในสภาพที่ไม่เป็นอันตรายก่อนทิ้ง

ผศ.ดร.อุ่นเรือน ยังยกตัวอย่าง “ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่” ที่กลุ่มซาเล้งเก็บของเก่าลุกขึ้นมาจัดตั้งสมาคมอาชีพ ที่มาที่ไปของเรื่องนี้เกิดจากที่ผ่านมามีซาเล้งประสบอุบัติเหตุถูกรถเฉี่ยวชนไม่สามารถติดตามได้ จึงมีการให้สมาชิกสวมเสื้อกั๊ก มีเบอร์โทรศัพท์ให้แจ้งเหตุเพื่อแจ้งกับญาติพี่น้องได้ แต่กว่าที่ภาครัฐจะให้การรับรองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายถึงกระนั้น ปัจจุบันมีเพียงเขตประเวศเพียงเขตเดียวในกรุงเทพฯที่รับจดทะเบียนสมาคมอาชีพซาเล้งเก็บของเก่า ดังนั้นจะทำอย่างไรให้สามารถขยายผลไปสู่เขตอื่นๆ ได้

อนึ่ง ยังมีตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น บราซิลมีการจัดตั้งกลุ่ม Waste Picker Organizations (WPOs) มีบทบาทในการจัดการขยะในเมือง ควบคู่ไปกับการเรียกร้องให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงานของแรงงานคัดแยกขยะ หรือ อินเดีย มีการจัดตั้ง Kagad Kach Patra Kashtakari Panchayat (KKPKP) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานกลุ่มคัดแยกขยะ รวมถึงจัดตั้ง SWACHที่เป็นสหกรณ์ของผู้คัดแยกขยะ ซึ่งช่วยให้คนเก็บขยะทำงานร่วมกับครัวเรือนและสำนักงานต่างๆ ได้โดยไม่ถูกตีตรา อีกทั้งยังเจรจาขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐส่วนท้องถิ่นได้ด้วย

บวร ทรัพย์สิงห์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการศึกษาขององค์กร WIEGO ที่ทำงานด้านแรงงานนอกระบบในหลายประเทศ ให้ข้อสรุปถึง “ความสำคัญของอาชีพเก็บของเก่าต่อเมือง”เช่น ทำหน้าที่คัดแยกสิ่งของที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ส่งต่อให้ภาคธุรกิจอื่นๆ จึงเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐ

งานเก็บของเก่ายังช่วยรักษาความสะอาดของเมือง และสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)ที่กำลังได้รับความสนใจในปัจจุบันจากปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ดังนั้นสิ่งที่ผู้บริหารเมืองควรมองเห็น คือ 1.สุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน 2.สิทธิที่จะอยู่ในเมืองและความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย 3.รายได้และสวัสดิการในการทำงาน และ 4.ส่งเสริมการร่วมกลุ่มและรับฟังความต้องการ

ด้าน อนรรฆ พิทักษ์ธานินนักวิชาการ ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะที่เคยศึกษาประเด็น “คนไร้บ้าน”กล่าวว่า คนไร้บ้านนั้นผูกพันกับการเก็บของเก่าและเป็นภาพจำของสังคม เพราะคนไร้บ้านเห็นของเก่าเป็นของที่พอจะนำไปขายหารายได้มาเลี้ยงชีพ และมักหาของเก่าตามพื้นที่สาธารณะ เช่น จุดทิ้งขยะ แตกต่างจากคนเก็บของเก่าที่อาศัยในชุมชน ซึ่งจะมีพาหนะ เช่น รถซาเล้ง ตระเวนรับซื้อตามบ้านเรือนหรือสถานประกอบการต่างๆ โดยขวดพลาสติกเป็นของเก่าที่คนไร้บ้านนิยมเก็บ เพราะน้ำหนักเบาขนย้ายง่าย

คนไร้บ้านที่เก็บของเก่าขายจะรู้ว่าพลาสติกแบบใดให้ราคาดี รู้ว่าหากแกะฉลากสินค้าออกจะเพิ่มราคาขายได้เฉลี่ยร้อยละ 20 เพราะในส่วนของฉลากไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ คนไร้บ้านต้องแข่งขันกับพนักงานเก็บขยะของรัฐเพราะใช้พื้นที่สาธารณะเหมือนกัน แต่จะไม่ทับซ้อนกับคนเก็บของเก่าที่อาศัยในชุมชนเพราะไม่ได้ไปหาตามบ้านเรือนหรือสถานประกอบการ ขณะที่นโยบายของหน่วยงานท้องถิ่นที่กำหนดให้ร้านรับซื้อของเก่าต้องไปตั้งอยู่นอกเมืองทำให้ร้านต้องจัดพาหนะมารับซื้อของเก่าในเมือง แล้วก็มากดราคาของเก่าจากคนนำมาขายอีกทอดหนึ่ง

“ราคาของเก่าที่ลดลงส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและโอกาสการหลุดพ้นจากสถานะคนไร้บ้าน” ย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ขวดใสราคาอยู่ที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันเหลือเพียง 5-7 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนขวดขุ่นปัจจุบันราคาอยู่ที่ 10-12 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนจะอยู่ที่ 30 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้
ในอดีตนั้นคนเก็บของเก่าสามารถหาเงินได้เพียงพอกับการไปเช่าที่อยู่อาศัยได้ง่ายกว่าปัจจุบัน

นอกจากนี้ “กระแสรักษ์โลก” ซึ่งด้านบวกคือความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม แต่ด้านลบคือคนเก็บของเก่าย่อมได้รับผลกระทบ เช่น ขวดพลาสติกอาจถูกใช้น้อยลงรายได้ของคนเก็บของเก่า โดยเฉพาะคนไร้บ้านซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางย่อมลดลง จะมีบรรยายเพื่อบรรเทาผลกระทบและเปลี่ยนผ่านสำหรับคนกลุ่มนี้อย่างไร?

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปลด‘ขายบริการ’พ้นอาชีพผิด ‘ตีทะเบียน’ตอบโจทย์?..น่าคิด

Posted on December 3, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/619514

สกู๊ปแนวหน้า : ปลด‘ขายบริการ’พ้นอาชีพผิด  ‘ตีทะเบียน’ตอบโจทย์?..น่าคิด

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 07.15 น.

ตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลายเรื่องที่ถูกว่า “สีเทา” แม้จะรู้ว่ามีอยู่จริงแต่ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นรณรงค์มากขึ้น ไล่ตั้งแต่ “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ที่มีการล่ารายชื่อจนครบ 1 หมื่นชื่อตามที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 “ยกเลิกกฎหมายห้ามโฆษณา” ใน มาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เนื่องจากส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยและทำให้รายใหญ่ได้ผูกขาดไปโดยปริยาย

“ภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่” สืบเนื่องจากกรณี “น้องไข่เน่า” และแพลตฟอร์ม “โอนลี่แฟน (Onlyfans)” เป็นข่าวโด่งดัง นำไปสู่การเรียกร้องให้การทำสื่อแนวดังกล่าวถูกปลดพ้นอาชีพผิดกฎหมาย รวมถึง “บ่อนกาสิโน” ที่ 2 นักการเมืองซึ่งก่อนหน้านี้ดูจะเป็น “คู่ปรับ” มีวิวาทะกันอย่าง มงคลกิตติ์สุขสินธารานนท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ กับสิระ เจนจาคะ สส.กรุงเทพฯ พรรคพลังประชารัฐ ในเรื่องดังกล่าวกลับมีความเห็นไปในทิศทางคล้ายกัน คือถึงเวลาแล้วที่ต้องหยิบยกขึ้นมาศึกษาหาความเป็นไปได้หากจะมีขึ้นจริงในสังคมไทย

“เซ็กซ์ เวิร์คเกอร์ (Sex Worker)” หรือผู้ขายบริการทางเพศ ซึ่งจะเรียกว่า “โสเภณี” บ้าง “พนักงานบริการ” บ้าง ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีความพยายามเรียกร้องให้ “ปลดล็อก” พ้นอาชีพผิดกฎหมาย ผ่านการยกเลิกความผิดตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 หากเป็นความสมัครใจและไม่ใช่เด็ก-เยาวชน แต่ก็ “ไม่ง่าย” เพราะคำว่า “ศีลธรรมอันดี” และ “เมืองพุทธ” คือด่านสำคัญที่ทำให้สังคมไทยกระอักกระอ่วนใจที่จะพูดถึง

เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 2564 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊คแฟนเพจ “CARE คิด เคลื่อน ไทย” จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “Sex Worker ถูกกฎหมายจะเป็นไปได้ไหมในสังคมไทย”มีผู้ร่วมเสวนาหลายท่าน อาทิ อัญชณาภรณ์ พิลาสุตาอดีตพนักงานบริการ และ Ambassador of Swing Thailand(มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ) เล่าว่า ตนเองเป็นสาวประเภทสองเดินทางไปเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ตอนแรกว่าจะไปเป็นนางโชว์อันเป็นอาชีพที่สาวประเภทสองนิยมทำ แต่จับพลัดจับผลู มีพนักงานโรงแรมมาชวนไปเพราะมีลูกค้าให้หาพนักงานบริการให้

โดยเมื่อพบกับลูกค้าก็ได้รับการเสนอเงิน 3,000 บาทแลกกับการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก่อนหน้านั้นเคยทำงานโรงงานได้เงินเดือน 6,000 บาท แต่มาทำงานนี้วันเดียวก็ได้เงินจำนวนเท่ากันแล้ว “ยอมรับว่าผลประโยชน์มันล่อใจ” นอกจากเงินแล้วหลายครั้งยังได้สิ่งตอบแทนเป็นสิ่งของอื่นๆ เช่น มีลูกค้าประจำที่พอจะมาหาก็จะซื้อกระเป๋าบ้าง น้ำหอมบ้างติดไม้ติดมือมาฝากด้วย

“อันดับแรกเราต้องทำความเข้าใจกับเขาก่อนว่าเราเลือกที่จะเดินทางสายนี้ เราเลือกที่จะดำเนินการแบบนี้ เราต้องยอมรับให้ได้ก่อน เนื้อตัวร่างกายฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้ อันดับสองเราก็ต้องเคลียร์กับครอบครัวก่อนว่าทำอาชีพอย่างนี้ไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร ไม่ได้ไปปล้นไปฆ่าใครมา ซึ่งเราก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ เรากินก็ไม่ได้กินคนเดียว พ่อแม่เราก็ต้องอิ่มด้วย บุคคลที่อยู่ข้างหลัง มันไม่มี Sex Worker คนไหนหรอกที่จะมาทำงานแล้วทำเพื่อตัวเอง เขามีบุคคลที่อยู่ด้านหลังที่จะต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว” อัญชณาภรณ์ กล่าว

อัญชณาภรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า “แม้วันหนึ่งการขายบริการทางเพศจะไม่ผิดกฎหมายอีกต่อไป แต่ก็ไม่เชื่อว่าจะทำให้คนแห่มาทำอาชีพนี้กันมากขึ้น” เพราะไม่ใช่งานง่ายๆ ต้องอาศัยทักษะเช่นกัน ไล่ตั้งแต่เมื่อลูกค้าเดินมาจะทำให้ลูกค้าหันมาสนใจได้อย่างไรท่ามกลางพนักงานบริการคนอื่นๆ ต่อมาคือการสนทนากับคนที่แตกต่างทั้งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ต้องมีจิตวิทยาในการพูดคุยเพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ

มุมมองจากนักวิชาการ เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า“Sex Worker ถูกทำให้กลายเป็นอาชีพต้องห้าม เนื่องจากสังคมตั้งบรรทัดฐานว่าความสัมพันธ์ทางเพศควรจะเป็นอย่างไร และการมีเพศสัมพันธ์โดยแลกกับเงินหรือผลประโยชน์อื่นๆ ถือว่าอยู่นอกบรรทัดฐานนั้น” แต่ละสังคมก็จะมีระดับที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การที่สังคมมองว่าเป็นอาชีพไม่ดี ไปจนถึงสังคมที่กำหนดบทลงโทษไว้ในกฎหมาย

ทั้งนี้ รัฐสภาของไทยได้รับข้อเรียกร้องให้ยุติความผิดฐานค้าประเวณี ผ่านกลไกคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะซึ่งตนเองก็อยู่ในอนุฯ ชุดนี้ด้วย ซึ่งอนุฯจะทำหน้าที่พูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออก เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ได้รับผลกระทบ เช่น ถูกตั้งข้อหาแปลกๆ เช่น เตร็ดเตร่ในที่สาธารณะ ทำลายทัศนียภาพ รวมถึงผู้ขายบริการถูกกระทำความรุนแรงแต่สังคมไม่เชื่อ เป็นต้น

“สิ่งที่น่าสนใจก็คือจะทำอย่างไรให้เวลาคนคิดกฎหมายนี้สามารถขจัดมายาคติและการผลิตซ้ำเรื่องของความเข้าใจผิดที่เกี่ยวข้องกับ Sex Work ออกไป เช่น งานนี้งานสบายรายได้ดีใครก็มาทำได้ คนกลุ่มนี้อาจจะมีความเสี่ยงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องถูกขจัดให้หมดไปในเรื่องของมายาคติและการผลิตซ้ำ อย่างต่อมาคือองค์ประกอบของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่าอยู่ในไหน แล้วพยายามทำความเข้าใจว่ารูปแบบแต่ละอุตสาหกรรม รูปแบบแต่ละบริการ หรือรูปแบบของแต่ละสถานประกอบการ

อย่างต่อมาคือเรื่องการส่งเสริมสิทธิด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก รวมไปถึงความเข้าใจ Sexuality (เพศวิถี) ที่เปลี่ยนไป ดังนั้นถ้าเอาบรรทัดฐานแบบรักต่างเพศ เพศสัมพันธ์เกิดขึ้นกับคนที่เพศสภาพหญิงกับเพศสภาพชายเท่านั้นอาจจะไม่เพียงพอกับการทำความเข้าใจ Sex Worker ที่มีความหลากหลายในการให้บริการทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเพศวิถี” อาจารย์เคทยกตัวอย่างประเด็นที่ต้องสร้างความเข้าใจ

อีกด้านหนึ่ง “มิ้ว ณ ชมวิว” อดีตผู้ประกอบการธุรกิจอาบอบนวด เปิดประเด็นชวนคิดเรื่อง “ทางเลือกและความเสี่ยง”ระหว่าง “อยู่กับร้าน” ที่สามารถปฏิเสธกรณีลูกค้ามีรสนิยมวิตถาร หรือขอความช่วยเหลือหากถูกทำร้ายร่างกายได้ กับ “ออกไปรับงานเอง” ซึ่งต้องเสี่ยงกับการเจอลูกค้าที่ไม่ดีหรือถูกเบี้ยวค่าตัวก็ยังพบว่ามีจำนวนไม่น้อยเลือกอย่างหลังเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าทำอาชีพนี้ ดังนั้นการทำให้ถูกกฎหมายโดยเน้นไปที่การตั้งสถานบริการอาจไม่ตอบโจทย์ เช่น คนที่รับงานเองอาจคิดว่าหาเงินพอซื้อประกันสุขภาพชั้นดีได้ จึงไม่ต้องการสวัสดิการจากรัฐ

ปิดท้ายด้วย ชานันท์ ยอดหงษ์ นักกิจกรรมผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ LGBTQ และผู้หญิง กล่าวว่า ในอดีตไทยเคยมีกฎหมายที่เปิดช่องให้กับอาชีพ Sex Worker ไล่ตั้งแต่ พ.ร.บ.ป้องกันสัญจรโรค ร.ศ.127 (พ.ศ.2451) เปิดให้ตั้งสถานบริการได้ ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 แม้จะห้ามตั้งสถานบริการแต่ยังทำเองแบบส่วนบุคคลได้ กระทั่งมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 จึงห้ามในทุกรูปแบบ ขณะที่ในต่างประเทศกฎหมายก็แตกต่าง เช่น บางประเทศให้ตั้งสถานบริการได้ แต่บางประเทศก็ให้เฉพาะทำเองส่วนบุคคล

ดังนั้นสำหรับประเทศไทยหลังจากนี้ควรเป็นอย่างไร..คงต้องให้ผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุยกัน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : หา‘ความจริงร่วม’ลดขัดแย้ง ‘พูดคุย-เข้าใจ-ไม่ด่วนตัดสิน’

Posted on December 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618649

สกู๊ปแนวหน้า : หา‘ความจริงร่วม’ลดขัดแย้ง  ‘พูดคุย-เข้าใจ-ไม่ด่วนตัดสิน’

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“Post-Truth” หรือแปลทับศัพท์แบบไทยๆ ว่า “ยุคหลังความจริง” เป็นคำที่ในปี 2559 พจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับออกซฟอร์ด (Oxford Dictionary) ได้ยกให้เป็นคำแห่งปี โดยนิยามไว้ว่าหมายถึง “การที่ผู้คนตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยความเชื่อและอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริง(relating to circumstances in which people respond more tofeelings and beliefs than to facts)”ซึ่งแม้ว่า Post-Truth จะเป็นคำที่มีมาตั้งแต่ปี 2535 แล้วก็ตาม แต่ก็เพิ่งมาถูกกล่าวถึงมากในช่วงไม่กี่ปีล่าสุด

Post-Truth ยังเชื่อมโยงกับอีกคำหนึ่งคือ “Echo Chamber” หรือ “ห้องเสียงสะท้อน” เป็นปรากฏการณ์ที่เมื่อคนเราส่งเสียงออกไปแล้วเสียงนั้นก็จะสะท้อนกลับมาในแบบเดียวกัน ซึ่งถูกนำมาเปรียบเทียบกับการสื่อสารผ่าน “Social Media” หรือ “สื่อสังคมออนไลน์” ที่สามารถเลือกได้ว่าจะรับข้อมูลข่าวสารหรือรับใครเป็นเพื่อน แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มักเลือกรับที่ตรงจริตของตนเอง เมื่อบวกกับระบบของสื่อออนไลน์เองที่จะคัดกรองข้อมูลเฉพาะที่แต่ละคนชอบมาให้ ทำให้เมื่อเวลาผ่านไป แต่ละคนก็จะยึดติดกับข้อมูลชุดใดชุดหนึ่งและยากที่จะเปิดรับข้อมูลที่แตกต่าง

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมามีการจัดเวทีเสวนานักคิดดิจิทัลส่งท้ายปลายปี 2564 ครั้งที่ 19 “จากข้อมูลลวงสู่โลกเสมือน : แนวทางการหาความจริงร่วม” โดยความร่วมมือของหลายองค์กร อาทิ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Centre for Humanitarian Dialogue (“hd) สถาบันเชนท์ฟิวชั่น และ มูลนิธิฟรีดริชเนามัน ประเทศไทย

ในช่วงท้ายของงานมีการเสวนาหัวข้อ “จากข่าวลวงสู่ความฉลาดยุคดิจิทัล : มุมมองจากเยาวรุ่นถึงบูมเมอร์”ซึ่งในช่วงหนึ่ง ผู้ดำเนินรายการได้ชวนวิทยากรบนเวทีให้ความเห็นเกี่ยวกับยุคปัจจุบันที่มีข้อมูลข่าวสารมากมายและทำให้ผู้คนในสังคมแตกแยกแบ่งฝ่ายกันมากขึ้น คำถามคือแล้วจะหา “ความจริงร่วม”หรือความจริงที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน เพื่อสร้างสังคมร่วมกันได้อย่างไร

มุมมองจากคนรุ่นใหม่ สุธิดา บัวคอม ตัวแทนทีม “บอท” จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันระดมสมองเชิงลึก “FACTkathon : Fact-Collab to Debunk Dis-infodemic หักล้างข้อมูลเท็จแสวงหาความจริงร่วม” กล่าวว่า แม้กระทั่งยุคนี้ที่ผู้คนนิยมเชื่อคนดังบนโลกออนไลน์ (Influencer) ก็ยังแยกได้อีกว่าจะเลือกเชื่อคนดังคนใด ซึ่งก็ต้องผ่านการพูดคุยกัน แต่ก่อนหน้านั้นต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of Speech)เสียก่อน ต้องเปิดพื้นที่ให้คนที่มีสถานะแตกต่าง เช่น วัย อำนาจ ได้พูดคุยกันอย่างเต็มที่

“ก่อนที่จะพัฒนาไปถึงขั้นนั้น ต้องเริ่มจากเด็กกับผู้ใหญ่ต้องสามารถคุยกันได้ก่อนโดยไม่มีอำนาจบางอย่างมากั้นตรงกลาง พื้นที่นี้พยายามมีแต่ว่ามันไม่ใช่เป็นพื้นที่จริงสักเท่าไร คือมันเป็นเวทีแบบนี้แต่ไม่ได้ถูกให้เด็กพูดทุกเรื่องจริงๆ มันมีกรอบกำหนดอยู่ที่เรารู้ว่าไม่สามารถข้ามไปสู่เรื่องนี้ได้”สุธิดา กล่าว

เช่นเดียวกับ ไอริณ ประสานแสง ตัวแทนทีม “New Gen Next FACTkathon” จากมหาวิทยาลัยพายัพ ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการแข่งขันระดมสมองเชิงลึก FACTkathon : Fact-Collab to Debunk Dis-infodemic หักล้างข้อมูลเท็จ แสวงหาความจริงร่วมกล่าวว่า อยากให้ยอมรับก่อนว่ามนุษย์นั้นมีอคติ (Bias) อยู่แล้วดังนั้นแม้ไม่เป็นกลางก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้เปิดใจรับฟังอีกมุมหนึ่งบ้างก็พอ

“ถ้าเกิดเราบอกว่าเราเป็นกลาง แต่ลึกๆ เรายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราเชื่อ เราศรัทธาอะไรอยู่ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่มีประโยชน์ ต่อให้มีความจริงมากขนาดไหนแต่คุณยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าคุณคิดอะไร คุณยังไม่รู้ความเป็นมนุษย์ของตัวคุณเลย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้อยากให้ทุกคนยอมรับก่อน แล้วหลังจากนั้นเราค่อยมาถกกัน เพราะความจริงมันไม่เหมือนข้อเท็จจริง มันไม่ใช่ขาว-ดำ มันอยู่ตรงกลางเป็นสีเทา ฉะนั้นเรามาพูดกันได้”ไอริณ กล่าว

ความเห็นจากคนทำงานแวดวงสื่อมวลชน พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทยอสมท กล่าวถึงคำว่า “ความเข้าใจกัน” เช่น คนรุ่นใหม่กับผู้ใหญ่ ทั้ง 2 วัยมีข้อดี-ข้อด้อยแตกต่างกัน แต่อาจไม่ได้มองสัดส่วนตามข้อเท็จจริงทำให้การคุยกันทำได้ยากขึ้น อาทิ ผู้ใหญ่รู้ว่าเด็กคล่องแคล่วในทักษะด้านดิจิทัล แต่เห็นว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องปรึกษาเด็ก

กระทั่งเมื่อผู้ใหญ่ถูกหลอกจากการซื้อ-ขายสินค้าทางออนไลน์ จึงค่อยมาปรึกษาเด็กว่าจะเอาเงินคืนได้อย่างไร เป็นต้นในทางกลับกัน เด็กควรเข้าใจว่าทั้งบ้านได้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อให้เด็กมีทักษะด้านดิจิทัล หากเปรียบกับบริษัทแล้วหมายถึงตำแหน่ง Chief Technology Officer (CTO) หมายถึงเป็นฝ่ายดูแลด้านเทคโนโลยีประจำองค์กร ทั้งการทำให้องค์กรเจริญขึ้นด้วยเทคโนโลยี และใช้เทคโนโลยีเพื่อรักษาความปลอดภัยองค์กร

“จริงๆ คือทรัพยากร Assign (มอบหมาย) หน้าที่เข้าไปมันไม่ได้ Assign เฉพาะเอาความบันเทิงด้านดิจิทัลเข้าไป แต่ก็Assign หน้าที่บางอย่างเข้าไปในตัวของบุคคลนั้นด้วย ฝั่งผู้ใหญ่ควรจะรู้ว่าเด็กๆ มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ก็ควรจะสอบถาม แล้วตัวเด็กๆ ควรจะรู้ว่าผู้ใหญ่จำนวนมากในบ้านผ่านจำนวนฝนมามากกว่า มีประสบการณ์หลายๆ อย่างมากกว่า แม้ความรู้จะน้อยกว่า แต่ผ่านประสบการณ์มากกว่า ดังนั้นเด็กๆ อาจจะดูว่าส่วนไหนควรจะต้องถามผู้ใหญ่ ในมุมเดียวกันเพียงแต่มันกลับข้างกัน” พีรพล กล่าว

ขณะที่อดีตสื่อมวลชนที่ผันตัวไปทำงานในองค์กรด้านเทคโนโลยี ธนภณ เรามานะชัย Trainer Google News Intiative (GNI) ให้ความเห็นว่า “การรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy)” เป็นทักษะที่สำคัญกับทุกเพศทุกวัย เช่น รู้ว่าแพลตฟอร์มต่างๆ (เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ไลน์ ฯลฯ)ถูกพัฒนาขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อะไร เพื่อที่ผู้ใช้งานจะได้ถอยหลังกลับมาเมื่อรู้สึกว่าตนเองถลำลึกเข้าไปมากเกินไป อีกทั้ง “คนเราไม่จำเป็นต้องอยู่กับหน้าจอบ่อยๆ ก็ได้” การได้มาพูดคุยกันจริงๆ บางครั้งอาจทำให้เข้าใจกันได้มากกว่า

พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ผู้จัดการมูลนิธิฟรีดริชเนามัน(ประเทศไทย) กล่าวว่า การหาความจริงร่วมอย่างไรก็ต้องเริ่มจากพูดคุยกัน และเป็นการพูดคุยที่ไม่ได้จำกัดว่าเป็นรุ่นไหนแต่หมายถึงผู้คนโดยรวม เพื่อนำไปสู่การหาความจริงร่วมในสังคม ทั้งนี้ ความขัดแย้งและความเห็นต่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะสังคมไทย

ปิดท้ายด้วย ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ที่ปรึกษาโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการในการหาความจริงร่วม คือการมีพื้นที่ให้ความจริงที่หลากหลายโดยไม่ต้องตัดสินถูก-ผิด แต่เป็นการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างไรก็ตามต้องแยกแยะให้ได้ด้วยระหว่างข้อมูล ความรู้และความคิดเห็น อีกทั้งต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้..และความเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือน่าอับอาย!!!


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘บูรณาการ-ตรงจุดรายกลุ่ม’ ทางออกแก้ปัญหา‘คนไร้บ้าน’ #SootinClaimon.Com

Posted on November 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615528

สกู๊ปแนวหน้า : ‘บูรณาการ-ตรงจุดรายกลุ่ม’  ทางออกแก้ปัญหา‘คนไร้บ้าน’

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“คนไร้บ้าน” หรือ “คนเร่ร่อน” หมายถึงผู้ที่ใช้ชีวิตกินอยู่หลับนอนในพื้นที่สาธารณะ เช่น บนทางเท้าริมถนน บริเวณป้ายรถเมล์ คนไร้บ้านเป็นปรากฏการณ์คู่เมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย มีสาเหตุจากทั้งด้านเศรษฐกิจ เห็นได้จากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และวิกฤตโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน ทำให้คนตกงานขาดรายได้จนบางส่วนไม่สามารถเช่าที่อยู่อาศัยได้อีก หรือด้านปัญหาส่วนตัว อาทิ รู้สึกว่าบ้านไม่น่าอยู่ จึงออกมาใช้ชีวิตข้างถนน เป็นต้น

คนไร้บ้านเป็นปัญหาสังคมที่ถูกพูดถึงเป็นระยะๆ ล่าสุดกับหลายข่าวที่กล่าวถึงคนไร้บ้านบางส่วนมีพฤติกรรมก่อความเดือดร้อนรำคาญกับคนทั่วไป เช่น เมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค. 2564 มีข่าวชายท่าทางเมาสุรา พูดจาลวนลามและทำร้ายร่างกายหญิงสาวบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพฯ ซึ่งคดีนี้ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้ในวันที่ 9 พ.ย. 2564 หรือกรณีชายคล้ายคนเมาสารระเหย เดินเตร็ดเตร่บริเวณ ถ.สุขุมวิท ใกล้สำนักงานขนส่ง จ.สมุทรปราการ ซึ่งมีรายงานข่าวช่วงต้นเดือน พ.ย. 2564 ว่าก่อเหตุทั้งลวนลามหญิงสาวและทำร้ายร่างกายเด็ก

ข่าวข้างต้นนำมาซึ่งเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามา “จัดระเบียบ” เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม “คำว่าจัดระเบียบนั้นสามารถมองได้หลายมุม” ดังความเห็นของ สิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา ที่มองว่า “คนไร้บ้านไม่สามารถทำให้หายไปได้ แต่จะทำอย่างไรให้การใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะของคนกลุ่มนี้ไม่ก่อความเดือดร้อนกับคนทั่วไป” นั่นคือประเด็นที่ต้องช่วยกันคิด

สิทธิพล ยกตัวอย่างคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่บริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง หากไปขับไล่ไม่ให้อยู่สุดท้ายคนกลุ่มนี้ก็จะย้ายไปอยู่ในจุดอื่นอยู่ดี ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ที่เมื่อมีการจัดระเบียบท้องสนามหลวง ทำให้คนไร้บ้านที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวย้ายมารวมกันที่หัวลำโพง แต่ผู้เกี่ยวข้องสามารถจัดระบบบริการต่างๆ ที่จำเป็นกับคนกลุ่มนี้เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้ อาทิ การตั้งจุดแจกอาหาร หากทำเป็นจุดเฉพาะแล้วกำหนดให้คนไร้บ้านมารับในจุดนั้น ความเป็นระเบียบก็จะเกิดขึ้น และยังลดปัญหากลุ่มที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ด้วย

“ผมเรียกคล้ายๆ มาเฟีย เป็นพวกคนมีบ้าน คนในชุมชน เขามาสร้างกลุ่มแก๊ง รวบรวมสมัครพรรคพวก เอาคนไร้บ้านไปเป็นพวก แล้วมาทำเรื่องของการจัดระเบียบนู่นนี่นั่น หมายถึงจัดแถวคนไร้บ้านที่มารับข้าวที่มาแจก แต่จะมีการเรียกรับผลประโยชน์บ้าง เอาของไปแจกอะไรอย่างนี้ บางทีก็มีทำร้ายร่างกาย กลุ่มมาเฟียนี้ก็จะมีปัญหา เขาก็จะกร่างๆ กินเหล้า อะไรแบบนี้” สิทธิพล ระบุ

สำหรับคนไร้บ้านที่มีพฤติกรรมก่อความเดือดร้อนรำคาญกับคนทั่วไป เช่น ตั้งวงดื่มสุราส่งเสียงดัง สิทธิพล กล่าวว่า คนกลุ่มนี้ถือเป็นส่วนน้อย และตำรวจสามารถดำเนินการภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายได้ ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่กดดันมากๆ พฤติกรรมย่อมลดลง และเมื่อนำคนเหล่านี้ออกไปก็จะเหลือแต่คนที่มีความยากลำบากในการใช้ชีวิตจริงๆ โดยจากข้อมูลที่ปรากฏในงานวิจัย พบว่าคนไร้บ้านส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งคนวัยนี้มีศักยภาพในการก่ออาชญากรรมลักวิ่งชิงปล้นหรือทำร้ายร่างกายมีน้อย

ส่วนประเด็นคนไร้บ้านที่มีอาการทางจิต หรืออาการที่เกิดจากการใช้สารเสพติด เช่น สารระเหย ที่มีรายงานข่าวว่าก่อความเดือดร้อนแล้วตำรวจไม่รู้จะจัดการอย่างไรสุดท้ายทำได้เพียงจับๆ ปล่อยๆ ประเด็นนี้จริงๆ แล้วมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องครอบคลุมอย่างครบวงจร เช่น พ.ร.บ.สุขภาพจิต ที่ผู้พบเห็นคนไร้บ้านที่น่าจะมีอาการทางจิต สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานำตัวไปเข้ากระบวนการรักษาได้โดยไม่ต้องมีญาติพาไป รวมถึงกระบวนการบังคับบำบัดผู้ติดยาเสพติดก็เช่นกัน สามารถทำได้หากเห็นว่าปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น

นอกจากนี้ หลังผ่านกระบวนการบำบัดรักษาแล้วเมื่อออกมาสู่สังคมแล้วไม่มีผู้ดูแลและอาการก็ยังไม่ได้ดีขึ้นในระดับที่สามารถดูแลตนเองได้ สิ่งที่ทำได้คือการส่งต่อไปอยู่ในการดูแลของสถานสงเคราะห์ เพียงแต่ที่ผ่านมาการปฏิบัติตามกฎหมายยังมีปัญหา เช่น ตำรวจควบคุมตัวไปส่งโรงพยาบาลแต่โรงพยาบาลไม่รับไว้เพราะเข้าใจว่าต้องมีญาติพามาด้วย ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าไม่ต้องมีญาติก็ได้ หรือสถานสงเคราะห์ที่ต้องรับผู้ป่วยต่อจากโรงพยาบาลไปฟื้นฟู ยังไม่สามารถดูแลเพื่อการฟื้นฟูได้ เป็นต้น

สอดคล้องกับความเห็นของ สมพร หารพรม ผู้ประสานงานมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่กล่าวว่า “การแก้ปัญหาที่ตรงจุดนั้นไม่อาจมองแบบเหมารวม เพราะคนไร้บ้านมีหลายกลุ่ม และต้องทำงานแบบบูรณาการ” เช่น เมื่อตำรวจไปจับกุมแล้วพบว่าติดสารเสพติด เบื้องต้นตำรวจจะมีอำนาจควบคุมตัวไว้ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น หากพ้นไปแล้วก็ต้องปล่อยตัว ดังนั้นต้องมีหน่วยงานอื่นมารับช่วงต่อ อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)นำตัวไปบำบัดฟื้นฟู เช่นเดียวกับผู้มีอาการทางจิต ก็ต้องส่งต่อให้กระทรวงสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลที่ดูแลด้านนี้

“กรณีที่ป่วยทางจิตเขาจะมีขั้นตอนในการดูแล ถ้ารักษาหาย หายในความหมายของโรงพยาบาลคือได้รับยา ถ้าไม่ถูกกระตุ้นเขาจะไม่เครียด ไม่กลับมาป่วย อะไรอย่างนี้ แต่มันต้องมีครอบครัว มีที่หรือศูนย์อะไรก็แล้วแต่ ทำให้เขาไม่มีความเครียดและได้กินยาต่อเนื่อง เขาถึงจะหลุดไม่มีกลับมาป่วยอีก หรือยังป่วยแต่อาจจะน้อยลง แต่ปัจจุบันมันไม่มีเรื่องนี้” สมพร ระบุ

ขณะที่หากเป็นคนไร้บ้านในวัยสามารถทำงานได้ สมพร เล่าว่า เท่าที่เคยสำรวจจะพบคนกลุ่มนี้เมื่อมีรายได้ก็จะเจียดเงินส่วนหนึ่งไปเช่าห้องพักรายวัน ราคา 30-60 บาทต่อคืน เพราะมีห้องน้ำและสามารถนอนหลับได้เต็มอิ่มกว่าการอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ดังนั้น กระทรวงแรงงาน น่าจะมีบทบาทในการหางานให้คนเหล่านี้ทำเพื่อให้มีเงินไปจ่ายค่าที่พัก ส่วนสาเหตุที่ไม่ยอมไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ เพราะคนที่อยู่ในนั้นส่วนใหญ่ ร้อยละ 60-70 เป็นผู้มีอาการทางจิต อีกทั้งกฎระเบียบที่ไม่ตอบโจทย์คนไร้บ้านกลุ่มนี้ที่ต้องการอิสระและสามารถจัดการตนเองได้

ยังมีคนไร้บ้านกลุ่มอื่นๆ อีกที่เป็นประเด็นท้าทาย เช่น กลุ่มวัยทำงานตอนปลาย อายุ 40 หรือ 45 ปีขึ้นไป ซึ่งคนทั่วไปหากตกงานในวัยนี้ก็มักจะหางานใหม่ได้ยาก และคนไร้บ้านวัยเดียวกันนี้จะยิ่งหางานยากกว่าเพราะมีข้อจำกัดด้านวุฒิการศึกษา หรือกลุ่มสูงวัย อายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และสถานดูแลผู้สูงอายุนั้นไม่ได้เข้าไปอยู่ได้ง่าย หลายแห่งก็เต็มแล้ว รวมถึงกลุ่มผู้ต้องขังพ้นโทษ ออกจากเรือนจำมาไม่สามารถหางานทำได้เพราะมีประวัติอาชญากรรมจึงถูกตีตรา ครั้นจะกลับบ้านก็ไม่ได้เพราะครอบครัวและชุมชนก็ไม่ยอมรับ เป็นต้น

“พยายามเสนอเรื่องกลไกการทำงานแบบบูรณาการว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องตรงไหน เช่น ถ้าเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายตำรวจก็ต้องเข้ามา อย่างหน่วยงานรัฐเขาก็อาจจะไม่สามารถทำได้ก็ต้องเป็นทางตำรวจเข้ามาร่วมมือ ป่วยทางจิตก็กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องมาร่วมมือ ผู้สูงอายุแน่นอนว่าตรงกับทาง พม. ต้องมีกรมกิจการผู้สูงอายุเข้ามาดูแลมาช่วยกันในการที่จะแก้ปัญหาผู้สูงอายุที่อยู่ในที่สาธารณะได้อย่างไร” สมพร กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วังน้ำเขียว’นครปฐม ตัวอย่างท้องถิ่นลดอุบัติเหตุ #SootinClaimon.Com

Posted on November 7, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/614007

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วังน้ำเขียว’นครปฐม  ตัวอย่างท้องถิ่นลดอุบัติเหตุ

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 07.15 น.

ประเทศไทยนั้นได้ชื่อว่ามีถนนที่เป็นอันตรายอันดับต้นๆ ของโลก ตั้งแต่รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2558 ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นอันดับ 2 ของโลก และแม้ในปี 2561 จะลดลงมาอยู่ในอันดับ 9 แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงเพราะติด 1 ใน 10 ประเทศแรก ซึ่งในแต่ละปีนั้นมีผู้สังเวยชีวิตบนถนนในไทยหลักหมื่นคน ยังไม่ต้องนับจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้พิการที่มีเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ทั้งนี้ การลดความเสี่ยงเจ็บ-ตาย-พิการบนท้องถนน “ท้องถิ่น” มีบทบาทสำคัญอย่างมากเพราะมีความเข้าใจสภาพภูมิประเทศ และเข้าถึงประชาชนสามารถสร้างความตระหนักได้ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยกตัวอย่างจากการถอดบทเรียน “ตำบลวังน้ำเขียว” พื้นที่ที่ทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกันแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจัง

ตำบลวังน้ำเขียว อยู่ในพื้นที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบปัญหาอุบัติเหตุทางถนนบ่อยครั้ง และมีชาวบ้านในชุมชนเสียชีวิตทุกปี โดยเฉพาะที่จุดเสี่ยงบริเวณสี่แยกตำบลวังน้ำเขียว ซึ่ง ชรินทร์ ศรีศิริวัฒน์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) นครปฐม อธิบายว่า บริเวณนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเนื่องด้วยเป็นแยกหลักของชุมชน ทำให้มีรถสัญจรเป็นจำนวนมาก และมักทำผิดกฎจราจรคือไม่เดินรถไปตามเส้นทางจราจร

“มติที่ประชุมได้ลงความเห็นว่า ควรสร้างวงเวียนเพื่อกำหนดทิศทางการเดินรถให้ถูกต้องตามหลักการ เราได้ปรึกษากับทีม รพ.สต. และกำนันผู้ใหญ่บ้านว่า เราจะทำอย่างไรให้มีความปลอดภัยในชุมชนของเราจึงได้พูดคุยกันและลงความคิดเห็นว่าสร้างวงเวียนหลังจากมีการสร้างขึ้นมา เราก็พบผลลัพธ์คือสามารถลดอุบัติเหตุลงได้ ความปลอดภัยก็ดีขึ้น” สจ.ชรินทร์ กล่าว

ด้าน สุดใจ มอนไข่ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) วังน้ำเขียว กล่าวว่า การขับเคลื่อนการลดอุบัติเหตุ เริ่มขึ้นในปี 2559 ซึ่งขณะนั้น อ.กำแพงแสน ได้งบประมาณสนับสนุนจาก สสส. จึงเริ่มจัดทำแผนที่ยุทธศาสตร์ของตำบล นำเรื่องอุบัติเหตุยกมาเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของกองทุนโดยหลักการทำงาน คือ เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตรวจสอบ ซึ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและงบประมาณจาก สสส. ผ่านสมาคมหมออนามัย ก็ได้ทำการวิเคราะห์จุดเสี่ยง

“มีการเชิญตัวแทนจากองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เข้าร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อสะท้อนปัญหาในพื้นที่ของตนเองว่ามีจุดเสี่ยงตรงไหนบ้าง แล้วนำมาทำแผนที่จุดเสี่ยงร่วมกัน พร้อมระบุแนวทางแก้ไขเอาไว้ร่วมกัน จากนั้นนำไปเสนอ นายก อบต. ให้ช่างโยธาฯ ลงพื้นที่สำรวจอีกครั้ง เราพบว่ามี 42 จุดที่เสี่ยงอุบัติเหตุ จึงค่อยๆ ดำเนินการดูแล ปรับภูมิทัศน์ เช่น ติดป้ายสัญญาณเตือน ทาสีถนนจุดเสี่ยง จนในปีล่าสุดไม่พบอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่รายเดียว นับเป็นจุดเริ่มต้นของ รพ.สต. ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องอุบัติเหตุ จากที่ในอดีตเคยมองว่าเป็นงานของตำรวจ” ผอ.รพ.สต.วังน้ำเขียว ระบุ

ขณะที่ รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวว่า ความสำเร็จของตำบลวังน้ำเขียว ถือเป็นต้นแบบ
ความสำเร็จของการทำงานด้านการลดอุบัติเหตุทางถนน ที่ สสส. เข้ามาร่วมสนับสนุนทำให้เกิดเครือข่ายแกนนำหมออนามัยรุ่นใหม่ โดยงานที่สำคัญคือเขาต้องหาต้นเหตุของปัญหาให้เจอ ปัญหาที่กระทบกับสุขภาพ

“ที่ตำบลวังน้ำเขียว พบว่า ก่อนเริ่มโครงการมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 6 ศพ ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ โดยหมออนามัยเชื่อมการทำงานกับเครือข่ายสหสาขาวิชาชีพ เชื่อมโยงกับหน่วยงานท้องถิ่น นำมาสู่แผนการออกแบบจัดการประจำปี และลงมือปฏิบัติจริงจัง” รุ่งอรุณ กล่าว

การร่วมมือร่วมใจกันของคนในชุมชนตำบลวังน้ำเขียว ส่งผลให้เป็น “ต้นแบบตำบลขับขี่ถนนปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ” ที่สำคัญประสบการณ์ต่างๆ ในการป้องกันและลดอุบัติเหตุของชุมชนแห่งนี้ ได้ถูกถอดรหัสกลายเป็นแรงกระตุ้นสำคัญขับเคลื่อนความปลอดภัยทางท้องถนนให้กับชุมชนอื่นต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปรับบทบาทกระทรวงเกษตรฯ หนุนเสริมประชาชนยุควิถีใหม่ #SootinClaimon.Com

Posted on November 4, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/613388

สกู๊ปแนวหน้า : ปรับบทบาทกระทรวงเกษตรฯ หนุนเสริมประชาชนยุควิถีใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ตอนนี้มัน New Normal ผมเห็น New มาหลายปีแล้ว ต่อไปไม่มีแล้ว มันเป็น Next เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน 3 สิ่งหลักๆ ใหญ่ๆ 1.ที่อยู่อาศัย ท่านสังเกตดีๆ ต่อไปที่อยู่อาศัยมันไม่ใช่แค่ที่พักที่หลับที่นอน จะเป็นทั้งที่ทำงาน ที่บันเทิง ที่ออกกำลังกาย คือเป็นหมดทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะเกิดความเปลี่ยนแปลง 2.การดำเนินชีวิต จะเป็นสังคมไร้การสัมผัส จะไม่แตะไม้แตะมือ ไม่จ่ายเงินสด ใช้เสียงสั่งเปิดประตูบ้าน เปิดทีวี จะไม่แตะไม่สัมผัส ไร้การสัมผัสคือ Untouched อันนี้จะเป็นสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไป นั่นก็คือเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ชีวิต

3.เรื่องภาคการเกษตรไม่ใช่แค่ปลอดสารพิษ มันจะต้องดูในเรื่องระบบการผลิต ดูเรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องพันธุ์ ดูแรงงาน ดูระบบการผลิตทั้งหมด ที่จะได้มีมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการผลิต GAP มาตรฐานโรงงานการแปรรูป GMP แล้ว 3 แนวโน้มนี้มันจะเกี่ยวโยงเกี่ยวพันกับปัจจัย 4 ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การอุปโภค-บริโภคต่างๆ แม้กระทั่งการใช้เงิน การใช้พลังงาน”

คำกล่าวของ ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบรรยายหัวข้อ “การปรับตัวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ที่งานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change : เกษตรไทยต้องเปลี่ยนโฉม” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยังกล่าวถึง “10 กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง” ได้แก่ 1.ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี 2.โครงสร้างประชากร เกิดสังคมสูงวัยซึ่งส่งผลต่อแรงงานที่จะลดลง 3.งานบางอย่างจะหายไปแต่ก็จะมีงานใหม่ๆ เกิดขึ้น 4.วิถีชีวิตเปลี่ยน เช่น การย้ายถิ่นย้ายงาน ครอบครัวเล็กลง 5.เมืองขยายตัวมากขึ้น เกิดเมืองอัจฉริยะ (Smart City) 6.ประเด็นสุขภาพจะเน้นการป้องกันมากกว่ารักษา

7.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อากาศผันผวนมากขึ้น เช่น ฝนอาจตกตามค่าเฉลี่ย แต่จะไปกระจุกในบางพื้นที่หรือบางเวลา 8.กระแสโลกด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้น 9.พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก ซึ่งปัจจุบันราคายังค่อนข้างแพง เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และ 10.เศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศในบรรยากาศตึงเครียด

ซึ่งจากที่กล่าวมาข้างต้นล้วนส่งผลต่อภาคเกษตรให้ต้องปรับเปลี่ยน ตั้งแต่การผลิตที่ต้องเน้นคุณภาพมากขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค รวมถึง
ส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น สมุนไพรที่แปรรูปเป็นยาหรือเวชสำอาง เป็นต้น มีการใช้ระบบ “ฟาร์มอัจฉริยะ” โดยกระทรวงเกษตรฯ ริเริ่มโครงการนำร่อง “1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ” ครบวงจรตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด

“กระทรวงเกษตรฯ เราพร้อมที่จะรับตรงนี้ นั่นก็คือสิ่งที่จะทำให้ถึงหมุดหมายเป้าหมายตรงนี้ได้ก็คือ 1.การพัฒนากำลังคนภาคการเกษตร 2.พัฒนากระบวนการ 3.ผลักดันวิจัยและนวัตกรรมการเกษตร และ4.ยกระดับความร่วมมือเครือข่ายเพื่อพัฒนาภาคเกษตรจากทุกภาคส่วน” ทองเปลว ระบุ

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบายขยายความไปทีละข้อ 1.พัฒนากำลังคนภาคเกษตร เรื่องนี้ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำแผนพัฒนากำลังคนภาคเกษตรของประเทศ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เกษตรกรรายย่อยกลุ่มเกษตรกร สถาบันด้านการเกษตร ผู้ประกอบการทางการเกษตร ตลอดจนเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ

สำหรับเกษตรกรนั้นแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ 1.1 เกษตรพอเพียง ซึ่งกลุ่มนี้มักเป็น “ผู้สูงวัย” กลุ่มนี้ต้องรักษาไว้อย่าทอดทิ้ง เพราะเป็นเกษตรพื้นฐานและที่ผ่านมาเป็นผู้ดูแลสังคมไทยยามเกิดวิกฤต 1.2 เกษตรอุตสาหกรรม หรือเกษตรแปรรูป เป็นเกษตรเชิงพาณิชย์ที่ต้องได้รับการส่งเสริมด้านเทคโนโลยี งานวิจัยและนวัตกรรม 1.3 เกษตรท่องเที่ยว ซึ่งภาคเกษตรนั้นไม่ได้อยู่โดยลำพัง แต่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภาคอื่นๆ

2.พัฒนากระบวนการทำงาน ปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้สั้นลง วางแผนให้ชัดเจนในระดับพื้นที่ โดยให้แต่ละกรมในกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนพัฒนาระดับจังหวัด อีกทั้งจะต้องใช้ระบบ “Agri-Map” ซึ่งบ่งชี้ลักษณะของแต่ละพื้นที่ เช่น ดิน น้ำ ว่าเหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดใด ตลอดจนแนะนำแหล่งส่งผลผลิตที่ปลูกได้ไปขาย 3.ผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรม งานวิจัยการเกษตรมีอยู่แล้วจำนวนมาก สิ่งที่ต้องคิดต่อคือจะนำไปใช้ได้อย่างไร ขณะเดียวกัน ต้องเตรียมวิจัยเกี่ยวกับทิศทางของเกษตรในยุคต่อไป

4.ยกระดับความร่วมมือเป็นเครือข่าย การพัฒนาด้านการเกษตรนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่สามารถทำเองโดยลำพังได้ ต้องทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เช่น
พาณิชย์ มหาดไทย นอกจากนี้ ปัจจุบันแต่ละจังหวัดจะมี “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)” ตั้งอยู่ทุกอำเภอ เป็นพื้นที่ที่ทุกหน่วยงานจะเข้าไปทำงานร่วมกันได้ รวมถึง “ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC)” ที่มีอยู่ทุกจังหวัด ตลอดจนศูนย์เครือข่ายนับหมื่นแห่ง โดยสิ่งที่สำคัญยิ่งคือการต้องมองตลอดห่วงโซ่ รวมถึงการแปรรูปและการตลาด

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมที่จะรับความเปลี่ยนแปลง พร้อมที่จะปรับตัว เปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นกระทรวงที่ใหญ่ เป็นกระทรวงที่ทำงานทั้งวิชาการและบริการประชาชน” ทองเปลว กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ปรับปรุงอย่างไรลดเหลื่อมล้ำ? #SootinClaimon.Com

Posted on October 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/610900

สกู๊ปแนวหน้า : ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ปรับปรุงอย่างไรลดเหลื่อมล้ำ?

วันอาทิตย์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 07.20 น.

“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือที่เรียกกันติดปากว่า“บัตรคนจน” เป็นโครงการที่ริเริ่มในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลทหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการเปิดให้ผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนแล้วรัฐบาลจะอุดหนุนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งเพื่อลดภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐดำเนินมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบันที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐ

ช่วงค่ำวันที่ 21 ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา (ออนไลน์) “สำรวจสภาพความเหลื่อมล้ำไทย EP1 : บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับการลดความเหลื่อมล้ำ” โดยมี วีระวัฒน์ภัทรศักดิ์กำจร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บรรยาย ซึ่งที่มาที่ไปของการศึกษานโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีการคัดกรอง โดยมุ่งเจาะจงเป้าหมายไปที่ผู้มีรายได้น้อย

ทั้งนี้ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการค้นหาคนจน ก่อนหน้านี้รัฐไทยเคยพยายามทำมาแล้ว เช่น ในปี 2525 หรือปี 2547 แต่ข้อมูลที่จัดเก็บไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเริ่มต้นใช้งานจริงในเดือน ก.ย. 2560” ตั้งเป้าหมาย “ลดความเหลื่อมล้ำทั้งในเชิงโอกาส รายได้และพื้นที่” นำพาเศรษฐกิจและสังคมไทยก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง ก่อให้เกิดความมั่งคั่ง และนำไปสู่ความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม “ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการประเมินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างเป็นรูปธรรมว่ามีประสิทธิภาพเพียงใด” ทั้งที่ใช้งบประมาณมากพอสมควร เช่น ในปีงบประมาณ 2564 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีงบประมาณ 49,500 ล้านบาท ซึ่งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เดือน เม.ย. 2560 กำหนดคุณสมบัติอายุ 18 ปีขึ้นไป มีรายได้และทรัพย์สินทางการเงิน (เช่น เงินฝาก) ในปี 2559 ไม่เกิน 1 แสนบาท อีกทั้งยังพิจารณาเรื่องทรัพย์สินที่ครอบครอง เช่น อสังหาริมทรัพย์ บ้านหรือที่ดินเพื่อการเกษตรต้องมีพื้นที่ไม่เกินที่กำหนด

ในช่วงแรกนั้นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะให้วงเงิน 200 และ 300 บาทต่อเดือนตามฐานรายได้ (รายได้น้อยได้วงเงินมาก) แต่ต้องใช้ซื้อสินค้ากับร้านค้าที่มีเครื่องอ่านบัตร (EDC) เท่านั้น ไม่สามารถกดเงินสดออกมาใช้ได้,ค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาทต่อ 3 เดือน และค่าโดยสารรถเมล์ ขสมก. รถไฟ รถไฟฟ้า 500 บาทต่อเดือน โดยมีผู้ลงทะเบียน 14.5 ล้านคน ผ่านเกณฑ์ได้รับบัตร 11.4 ล้านคน

ปี 2561 มีการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจตามชุมชนต่างๆ ว่ามีผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ (เช่น พิการหรือป่วยติดเตียง) หากพบก็จะดำเนินการให้ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน ยังมีโครงการให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฝึกอาชีพ แลกกับการเพิ่มวงเงินในบัตรให้อีก 100 และ 200 บาทต่อเดือนตามฐานรายได้ ปี 2562 เริ่มมีการโอนเงินสดเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งผู้ถือบัตรสามารถกดออกมาใช้ได้ เหตุผลคือรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ

จากนั้นในปี 2563 มีโครงการมากมายที่เกี่ยวข้องกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19กระทั่งในปี 2564 มีการสำรวจพบมีจำนวนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.5 ล้านคน ประกอบกับตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยมีการให้ผู้ถือบัตรแจ้งรายได้ใหม่ว่ายังเป็นผู้มีรายได้น้อยอยู่หรือไม่ และไม่มีการลงทะเบียนรายใหม่ ทำให้ระยะหลังๆ เริ่มมีข่าวว่าจะมีการดำเนินการดังกล่าว โดยใช้รายได้ครัวเรือนเป็นเกณฑ์ อีกทั้งจะนำทรัพย์สินอื่นๆ เช่น รถยนต์ บัตรเครดิต มาเป็นปัจจัยพิจารณาด้วย

งานวิจัยใช้ฐานข้อมูล “การสำรวจภาวะสังคมและเศรษฐกิจครัวเรือน (SES)” โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2560 และ 2562 ซึ่งการสำรวจนี้ทำทุกๆ 2 ปีต่อครั้ง (ส่วนข้อมูลปี 2564 ยังไม่แล้วเสร็จ) และมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นตัวเลือกในคำถามเรื่องการได้รับผลประโยชน์ (แบบไม่ต้องคืน) จากโครงการช่วยเหลือของรัฐหรือไม่ (ในช่วง5 ปีล่าสุด) ตั้งแต่ปี 2561

“ผลการศึกษา” (ใช้เฉพาะข้อมูลปี 2562 พบว่า “การกระจายผลประโยชน์” แบ่งเป็น 1.การกระจายผลประโยชน์ของประชากรรวม โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถพัฒนาได้มากกว่านี้ ในการลดจำนวนกลุ่มรั่วไหล (ไม่เข้าเกณฑ์แต่ได้บัตร) และกลุ่มตกหล่น (เข้าเกณฑ์แต่ไมได้บัตร) 2.การกระจายผลประโยชน์ของประชากรที่รายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อปี พบว่า โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดูจะให้ประโยชน์กับกลุ่มที่พอมีรายได้ขึ้นมาในระดับหนึ่ง หรือไม่ใช่กลุ่มคนจนที่สุด และ 3.การกระจายรายได้ พบว่า แทบไม่ส่งผลต่อการกระจายรายได้

“ข้อเสนอแนะ” แบ่งเป็นด้านต่างๆ ประกอบด้วย 1.ชี้เป้า เนื่องจากที่ผ่านมามีทั้งกลุ่มตกหล่นและกลุ่มรั่วไหล ขณะเดียวกันรายได้ของประชากรแต่ละปีก็อาจไม่คงที่ ปีนี้มีรายได้ดี ปีต่อไปเศรษฐกิจไม่ดีรายได้ก็อาจลดลง จำนวนผู้มีรายได้น้อยในแต่ละปีย่อมไม่เท่ากัน “ควรให้รายงานรายได้ทุกปีคล้ายกับการยื่นภาษีบุคคลธรรมดา” ซึ่งในบางประเทศมีการจูงใจให้รายงานรายได้ หากรายได้ถึงเกณฑ์ก็เสียภาษี แต่หากไม่ถึงเกณฑ์รัฐจะโอนเงินอุดหนุนให้ แม้ข้อมูลอาจตรงหรือไม่ตรงบ้าง แต่ก็ยังมีการปรับปรุงข้อมูล หากพบเหตุน่าสงสัยจึงไปตรวจสอบภายหลัง

2.จัดสูตร ที่ผ่านมาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแบ่งวงเงินเพียง 200 กับ 300 บาท ซึ่งอาจจะเป็นเกณฑ์หยาบเกินไปเพราะไม่แตกต่างกันมาก ควรปรับแก้ให้ผู้มีรายได้น้อยพิเศษ หรือกลุ่มคนจนที่สุด ได้วงเงินมากขึ้นเพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้ประโยชน์จากโครงการ และ 3.บูรณาการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างเดียวไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำหรือทำให้เกิดการกระจายรายได้ จึงต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ เพิ่มเติม ต่อยอดจากข้อมูลประชากรที่ได้จากโครงการนี้

“เราไม่ควรเข้าใจไปว่านโยบายสวัสดิการมันเป็นเครื่องมือเดียวในการลดความเหลื่อมล้ำ เราต้องไปดูส่วนอื่นอีก เราต้องไปดูอำนาจต่อรองหรือแรงงาน เราต้องไปดูว่าโครงสร้างภาษีที่เก็บมันมีความบิดเบือนมากน้อยแค่ไหน มันช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้มากน้อยขนาดไหน สวัสดิการมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ แต่ว่ามันมีส่วนอื่นๆ อีก ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ทุกส่วนมันมีความสำคัญต่อการลดความเหลื่อมล้ำทั้งหมด” วีระวัฒน์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจ ผู้ใหญ่เรียกร้อง-รุ่นใหม่คิดต่าง #SootinClaimon.Com

Posted on October 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/610725

สกู๊ปแนวหน้า : มีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจ  ผู้ใหญ่เรียกร้อง-รุ่นใหม่คิดต่าง

วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“ช่องว่างระหว่างวัย (Gap Generation)” หมายถึงความไม่เข้าใจกันระหว่างคนที่เกิดต่างยุคสมัย เนื่องจากแต่ละยุคนั้นมีบริบททางสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนแต่ละยุคจึงได้รับการอบรมสั่งสอน ให้คุณค่าสิ่งที่ดีและไม่ดีแตกต่างกัน การพูดคุยหรือใช้ชีวิตร่วมกัน จึงต้องระมัดระวังไม่ให้ช่องว่างระหว่างวัย กลายเป็น“ความขัดแย้งระหว่างวัย (Crash Generation)” ทำลายสัมพันธภาพที่เคยดีระหว่างกันให้เกิดรอยร้าวหรือขาดสะบั้นลง

เมื่อเร็วๆ นี้ เฟซบุ๊คแฟนเพจ “มนุษย์ต่างวัย” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง“จะตอบไงดี.. พ่อแม่ชอบถามว่า เมื่อไรจะมีหลานให้อุ้ม?”กล่าวถึงหนึ่งในคำถามที่หลายคนคงเคยได้ยินจากพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ “เมื่อไรจะมีลูก” หรือแม้แต่ “เมื่อไรจะแต่งงาน”มาบ้างไม่มากก็น้อย

ผศ.ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา นักวิชาการ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงงานวิจัยที่สัมภาษณ์คน 2 รุ่น คือเจนเอ็กซ์ (Gen X : เกิดปี 2508-2522)กับเจนวาย (Gen Y : เกิดปี 2523-2540) ซึ่งแม้ว่าคนทั้ง 2 รุ่นจะเป็นลูกของคนรุ่นเบบี้บูม (Baby Boomer : เกิดปี 2489-2507) เหมือนกัน แต่เนื่องจากคนเจนเอ็กซ์เกิดในยุคที่พ่อแม่กำลังก่อร่างสร้างตัว ส่วนคนเจนวายเกิดในยุคที่พ่อแม่เริ่มมีฐานะมั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว บวกกับคนเจนวายเกิดในยุคที่ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศวิธีคิดของคนทั้ง 2 รุ่นจึงแตกต่างกัน

“เจนเอ็กซ์ค่อนข้างมีชีวิตที่เป็นแบบแผนมากกว่า หมายถึงจะยอมรับในแบบแผนมากกว่า เช่น เรียนจบ หางานทำแต่งงาน ต่อไปก็มีลูก เขาจะยอมรับใน Pattern (รูปแบบ) นี้มากกว่า ในขณะที่พอไปสัมภาษณ์เจนวาย จะเห็นความอิสระเสรีของการใช้ชีวิตมากกว่า คนเจนวายเขาจะอยาก Explore (สำรวจ) โน่นนี่ Explore ตัวเอง อยากรู้ว่าตัวเองจะมีศักยภาพมาก-น้อยแค่ไหน ต้องการจะมีอิสระในชีวิตก็จะไม่ยึดติดแบบแผนว่า เรียนจบจะต้องหางานบริษัทที่มั่นคง ทำงานให้ได้รายได้ดี อะไรอย่างนี้

แล้วสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างเห็นในเจนวาย คือเจนวายจะไม่ค่อยชอบมี Commitment (พันธะผูกมัด) แล้วการมีลูกมันคือ Commitment ของทั้งชีวิต อันนี้จะเห็นความแตกต่าง อาจจะทำให้เข้าใจคนเจนวายมากขึ้น ว่าเขามีทัศนคติอย่างนี้พร้อมกับที่เขาได้รับสื่อต่างๆ ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง เพราะฉะนั้นคำว่าครอบครัวในอุดมคติหรือชีวิตในอุดมคติ มันก็เป็นข้อแตกต่างกับคนเจนที่ผ่านๆ มาพอสมควร”ผศ.ดร.มนสิการ กล่าว

ผศ.ดร.มนสิการ อธิบายต่อไปว่า เหตุที่คนเจนวายไม่ชอบมีพันธะ เพราะเติบโตมาในยุคที่พ่อแม่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างมั่นคง จึงกล้าให้อิสระหรือให้ทางเลือกกับลูกในการตัดสินใจใช้ชีวิต เช่น บางคนเรียนจบก็ยังไม่รีบหางานทำทันที แต่ไปทำอะไรเพื่อค้นหาตัวเองก่อน มองว่าชีวิตออกแบบเองได้ ไม่ได้มองเห็นว่าชีวิตมีแต่การทำงานได้เงินดีและมั่นคงเท่านั้น อาทิ ไปทำอาชีพอิสระ (Freelance) หรือไปทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ด้วยเห็นว่างานดีมีหลากหลายไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่เข้า 8 โมงเช้า-เลิกงาน 5 โมงเย็นเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เน้นศึกษาประชากรชนชั้นกลางหรือคนในเขตเมืองเป็นหลัก จึงอาจไม่ได้ภาพรวมของประเทศ อีกทั้งยังวิเคราะห์ได้ยากเกี่ยวกับมุมมองเรื่องการมีลูกของคนทั้ง 2 วัย เนื่องจากเจนเอ็กซ์นั้นอยู่ในช่วงที่มีความพร้อมมากกว่าเจนวายที่อายุเพิ่ง 20 กว่าๆ จนถึง 30 เศษๆ ยังอยู่กับการค้นหาตัวเอง ถึงกระนั้นก็ยอมรับว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากตอบว่าไม่ค่อยอยากมีลูก โดยให้เหตุผล เช่น สังคมไม่น่าอยู่จึงไม่อยากให้เด็กมาเกิดในสังคมแบบนี้ ซึ่งสังคมนั้นมีแรงกดดันกับทั้งตัวเองและกดดันในการเลี้ยงลูกที่แตกต่างจากสมัยก่อน

“คนที่ไม่มีลูกจะเห็นตัวอย่างจากเพื่อนบ้าง คนในเฟซบุ๊คบ้าง จากญาติ จากพี่ จากน้อง จากลูกพี่ลูกน้อง อะไรต่างๆ โห!..จะเข้าอนุบาลต้องไปต่อแถวกันตั้งแต่ตีสามเพื่อที่จะเข้าโรงเรียนนี้ ต้องจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะเท่าไร เรียนอะไร อายุ 6 เดือนไปเรียนกระตุ้นสมองกันแล้ว คือมันเป็นความกดดันที่รู้สึกว่าถ้าฉันมีลูก ถ้าฉันไม่ทุ่มขนาดนี้ ลูกฉันจะไปแข่งกับคนอื่นได้อย่างไร มันก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญ มันดูเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เลี้ยงลูกมันยิ่งใหญ่อยู่แล้ว แต่สังคมสมัยนี้มันยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเดิม

แล้วการที่คนรุ่นพ่อแม่ก็จะบอกว่า โอย!..ก็ไม่ต้องอะไรมาก โรงเรียนแถวบ้านก็ได้ ไม่เห็นต้องไปเรียนโน่นนี่อะไรเยอะแยะ คือต้องเข้าใจคนเจนนี้ว่าความกดดันที่เขาเห็น เพื่อนๆ ที่เขาเห็นเลี้ยงลูก มันทำใจยากมากที่จะวางใจว่าฉันเลี้ยงธรรมดาแล้วลูกจะแข่งกับคนอื่นได้ จะเอาตัวรอดในสังคมนี้ได้ คือมันวางใจยากสำหรับคนเจนใหม่ที่จะปล่อยขุดดินขุดทรายไปเดี๋ยวก็ดีเอง มันทำใจยาก” ผศ.ดร.มนสิการ ระบุ

ด้าน ศ.ดร.อรัญญา ตุ้ยคัมภีร์ อาจารย์คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำแนะนำกับผู้สูงอายุ อธิบายว่า “คนรุ่นใหม่จะมีความเป็นปัจเจกชนมากกว่าคนรุ่นก่อน” ในยุคสมัยใหม่คนแต่ละคนจะมีวิถีชีวิตเป็นของตนเอง ในขณะที่ “ยุคก่อนหน้านั้นการมีลูกถือเป็นค่านิยมสำคัญ” เห็นได้จาก คำอวยพร “ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง” ที่มักได้ยินอยู่เสมอในงานแต่งงาน

อย่างไรก็ตาม การถามว่าเมื่อไรจะมีลูก อาจแบ่งเจตนาได้หลายเรื่อง 1.หยอกเย้า เนื่องจากเป็นคำถามที่ติดปากหรือกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว 2.ห่วงใย ถามเมื่อเห็นจังหวะเหมาะสม เช่น เห็นความพยายามที่ไปปรึกษาแพทย์ ทำกระบวนการต่างๆ เพราะอยากจะมีลูก และ 3.กดดัน ถามอยู่เสมอทั้งที่ลำพังลูกก็มีภาระต่างๆ เต็มไปหมดแล้ว แต่พ่อแม่อยากได้หลาน หรือก็คือตั้งอยู่บนความต้องการของพ่อแม่เอง

“มันมี 2 แบบ คือกดดันตรงๆ พูดบ่น พูดเนื้อหาตรงๆ ว่าอยากได้หลาน แต่อีกอันหนึ่ง อันหลังลูกจะเจ็บปวดกดดันแบบอ้อมๆ ให้ลูกรู้สึกผิด ค่อยๆ หย่อนความรู้สึกผิด แก่ไปแล้วคงไม่มีใครมาเลี้ยงฉัน อะไรอย่างนี้ ถ้าเราสังเกตเห็น Pattern (รูปแบบ) อย่างนี้ต้องหาวิธีที่จะดูแลกันแล้ว มันเป็นประเด็นที่พ่อแม่คงมีอะไรค้างใจ อาจจะเป็นเพราะวัยท่านหรืออื่นๆ หมายถึงวัยท่านถูกสะสมสิ่งนี้มา” อาจารย์อรัญญากล่าว

หลากหลายเหตุผลที่ทำให้คนเป็นผู้ใหญ่มองการมีลูกเป็นเรื่องสำคัญ 1.เชื่อว่าเป็นการกระตุ้นการเติบโตของสมองที่ทำหน้าที่ด้านความรักเอื้ออาทร โดยเฉพาะแม่ที่เคยมีลูกแล้ว แม้ต่อมาจะไม่ได้เลี้ยงอีกเพราะลูกโต แต่สมองส่วนนี้ก็ยังอยู่ จึงแสดงออกในรูปแบบอื่น เช่น รักสุนัข-แมว การได้เลี้ยงหลานจึงเป็นการตอบสนองต่อธรรมชาติของผู้ใหญ่ที่เคยเป็นแม่มาก่อน2.ค่านิยมที่มองว่าครอบครัวที่สมบูรณ์คือการมีพ่อแม่และลูก เป็นอุดมคติของสังคม ซึ่งการรื้อถอนนั้นทำได้ยาก และอาจแสดงออกไปโดยไม่รู้ตัว

อาจารย์อรัญญา แนะนำลูกที่มีพ่อแม่ชอบถามคำถามเหล่านี้ 1.เข้าใจก่อนว่าพ่อแม่ห่วงใยหรือกดดัน โดยหากพบว่าเป็นความห่วงใย การอธิบายให้เข้าใจก็จะง่ายขึ้นว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว แต่หากพบว่าเป็นการกดดัน อาจต้องใช้เวลาในการค้นหาว่าอะไรคือที่มาของความกดดันหรือความคาดหวังนั้น ซึ่งไม่ต่างจากเรื่องของการทำงาน ที่คนรุ่นพ่อแม่อาจจะคุ้นเคยกับการทำงานที่เดียวไปจนเกษียณแล้วห่วงลูกที่ย้ายงานบ่อยๆ ว่าจะไม่มั่นคง แต่ในยุคนี้ การย้ายงานที่ใหม่อาจหมายถึงได้ค่าจ้างสูงขึ้น ได้แสดงความสามารถมากขึ้น เป็นต้น

2.หาโอกาสเปิดอกคุยกัน หากครอบครัวใดพ่อแม่กับลูกสามารถพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาได้ การอธิบายโดยใช้ข้อมูลประกอบก็จะทำได้ง่าย เพราะพ่อแม่อาจจะยังมองไม่เห็นภาพ 3.มีคนกลางช่วยอธิบาย หากพ่อแม่มองลูกเป็นคู่กรณี ไม่รับฟังข้อมูลหรือเหตุผล ซึ่งดีกว่าการเดินหนีหรือพูดจาประชดประชัน เพราะจะทำให้ความขัดแย้งไม่จบลง ทั้งนี้เชื่อว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังจนกำหนดเป็นทัศนคติและวิถีชีวิต สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการให้ข้อมูล

อาจารย์อรัญญา ฝากทิ้งท้ายด้วยตัวอย่าง “การชอบเก็บของ” ซึ่งครอบครัวไทยเมื่อจะย้ายที่อยู่มักเก็บข้าวของต่างๆ ติดตัวไปด้วยเหตุผลด้านคุณค่าทางใจ แต่เมื่อได้ไปเรียนต่อในต่างประเทศ พบว่าเมื่อจะย้ายบ้านคนที่นั่นจะทิ้งข้าวของแทบทุกอย่างไว้ ซึ่งนอกจากจะได้แบ่งปันของที่ตัวเองไม่ใช้แต่ยังใช้งานได้ให้กับผู้อื่นแล้ว ยังประหยัดเงินค่าขนย้ายที่อาจจะแพงกว่าราคาสิ่งของเสียอีก และต่อมาเมื่อกลับมาเมืองไทย นิสัยดังกล่าวก็ติดตัวกลับมาด้วยเช่นกัน และอธิบายให้แม่เข้าใจว่าการทิ้งสิ่งของไปบ้างมีประโยชน์อย่างไร

“เชื่อว่าบรรยากาศในครอบครัว เรื่องของใต้ภูเขาน้ำแข็งมันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเรามีการให้ข้อมูล ให้น้ำหนักว่าทำแล้วลูกต้องเสียอีกเยอะเลย ค่าของที่ลูกเก็บไว้ อยากให้ท่านที่ยังหนักใจกับภูเขาน้ำแข็งว่ามันอาจจะเปลี่ยนไม่ได้

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ภัยคุกคามยุคดิสรัปชั่น ‘พนันออนไลน์’โควิดเร่งโต #SootinClaimon.Com

Posted on October 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/610266

สกู๊ปแนวหน้า : ภัยคุกคามยุคดิสรัปชั่น  ‘พนันออนไลน์’โควิดเร่งโต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.45 น.

สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ตลอดเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา มีคำกล่าวหนึ่งที่ว่า “โควิดกระตุ้นและเร่งเร้าให้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงขึ้น” ซึ่งก่อนหน้านี้แม้จะพูดถึงคำว่า “ดิสรัปชั่น (Disruption)” กันมาหลายปี แต่ยุคโควิดที่ต้อง “ล็อกดาวน์” รัฐสั่งปิดกิจการต่างๆ เพื่อลดการเคลื่อนย้ายและรวมกลุ่มเพื่อตัดเส้นทางการระบาดของโรค ได้ทำให้สภาพดังกล่าวปรากฏชัดเจน ทั้งการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) การเรียนออนไลน์ แม้แต่การสั่งอาหารก็ยังใช้บริการส่งผ่านแอปพลิเคชั่น

แต่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้านั้นสามารถถูกนำไปใช้ทางใดก็ได้ไม่ว่ามืดหรือสว่าง ดังกรณีของ “พนันออนไลน์”ซึ่งเล่นง่ายผ่านคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนโดยไม่ต้องไปที่บ่อน กำลังเป็นปัญหาใหญ่มากในยุคนี้ที่มีให้เห็นตามหน้าสื่ออยู่เนืองๆ จากข่าวอาชญากรรมลักวิ่งชิงปล้นที่ผู้ต้องหาหลายรายรับสารภาพว่า “ติดหนี้พนันออนไลน์”ซ้ำร้ายบางรายยังเป็นเพียง “เยาวชน” รวมถึงการชักชวนให้เล่นนั้นยังยกระดับจากการส่งข้อความ (SMS) ไปสู่การโทรศัพท์มาชักชวน ล่อลวงด้วยการให้ “เครดิต” เล่นฟรีล่วงหน้าไปก่อน

ในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ปราบพนันออนไลน์ … เรื่องพูดง่ายที่ทำไม่สำเร็จ” จัดโดย ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน (Center for Gambling Studies) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน และอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ข้อมูลสถานการณ์การพนันในปี 2564 เทียบกับปี 2562 แสดงให้เห็นว่าโควิด-19ทำให้การพนันในบ่อนมีขนาดเล็กลง แต่ยังพบผู้เล่นพนันในบ่อนถึง 4.18 ล้านคน ลดลงร้อยละ 16.1 และมีวงเงินพนัน 108,805 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12.6

ส่วนการพนันออนไลน์แม้ยังมีขนาดเล็กกว่าการพนันในบ่อนแต่ก็เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยจำนวนนักพนันออนไลน์ 1.12 ล้านคน เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 135 และมีวงเงินหมุนเวียน 107,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 431.3 ประเภทการพนันออนไลน์ที่เป็นที่นิยม คือ 1.บาคาร่า ป๊อกเด้ง ร้อยละ 78.8 2.สล็อตแมชชีน ตู้เกม ร้อยละ 36.8 3.ไฮโลโปปั่น น้ำเต้าปูปลา ร้อยละ 20.8 และ 4.เกมไพ่อื่นๆ เช่น ผสมสิบ เสือมังกร

“สาเหตุที่ทำให้นักพนันหันมาเล่นพนันออนไลน์มากขึ้น ได้แก่ 1.สะดวก ง่าย เล่นได้ทุกที่ทุกเวลา มากถึงร้อยละ92.4 2.มีรูปแบบการแทงพนันที่หลากหลาย ร้อยละ 45.6 3.ฝาก-ถอนเงินจากระบบได้อย่างรวดเร็ว ร้อยละ 39.6 4.เพื่อนชวน ร้อยละ 38 5.โปรโมชั่นจูงใจ ร้อยละ 36 และ 6.ร้อยละ 19.6 ระบุว่า ช่วงโควิดระบาดบ่อนการพนันปิดจึงหันมาเล่นออนไลน์ที่สามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา

ซึ่งคนที่เล่นการพนันในปี 2564 ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายว่าจะเป็น Problem Gamblers หรือนักพนันที่มีปัญหามีมากถึง 3.512 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชนอายุ 15-25 ปี 6 แสนคน และผู้สูงวัย อายุ 60 ปีขึ้นไป 2 แสนคน แต่ในแง่สัดส่วนพนันออนไลน์ทำให้พบนักพนันที่เป็นปัญหามากที่สุดถึงร้อยละ 37.1 ไล่ตามมา คือ หวยอื่นๆร้อยละ 35.6 พนันทายผลฟุตบอล ร้อยละ 33.5 และพนันในบ่อน ร้อยละ 31.3” อาจารย์นวลน้อย ระบุ

ขณะที่ ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวว่า พบความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์โควิด-19 กับการพนันใน 7 ประเด็น ได้แก่ 1.มาตรการควบคุมโรคของประเทศต่างๆ ส่งผลกระทบด้านลบต่ออุตสาหกรรมการพนันแบบดั้งเดิม 2.ตลาดการพนันออนไลน์ฉกฉวยโอกาส ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด 3.ผู้คนย้ายฐานจากการพนันโลกจริงไปสู่การพนันออนไลน์เพิ่มขึ้น และเกิดนักพนันหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้นจากการพนันออนไลน์

4.การพนันออนไลน์มีผลด้านลบต่อผู้เล่นมากกว่าการพนันแบบเดิม เช่น กลุ่มนักพนันอายุน้อย รายได้ต่ำ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงจะติดการพนันได้ง่ายกว่าคนกลุ่มอื่น 5.การยกเลิกการแข่งขันกีฬารายการสำคัญทำให้เกิดตลาดทดแทน บางคนหันไปเล่นพนันกีฬาชนิดอื่นที่ยังมีการแข่งขันหรือพนันอีสปอร์ต (E-Sports : การแข่งขันวีดีโอเกม) 6.หลังการระบาดของโควิด-19 กาสิโนจะกลับมาฟื้นตัว และ 7.ผู้คนหันเข้าหาการพนันออนไลน์ข้ามชาติมากขึ้น

“สถานการณ์การพนันของไทย พบว่า การปิดด่านพรมแดนทำให้บ่อนกาสิโนชายแดนต้องหยุดกิจการชั่วคราวจึงเกิดรูปแบบออนไลน์เข้ามาตอบสนองความต้องการแทน และช่วงเริ่มผ่อนคลายก็พบบ่อนเถื่อนลักลอบเปิด จึงเกิดบ่อนการพนันเป็นคลัสเตอร์แพร่ระบาดโควิด-19 และเกิดรูปแบบการเล่นในชุมชน บ่อนวิ่ง เป็นลักษณะการพนันที่ใกล้ตัวอย่างเห็นได้ชัด” อาจารย์ณัฐกร กล่าว

ด้าน ธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการพนัน มักทำงานแบบ “แมวไล่จับหนู” อีกทั้งยังเป็นลักษณะ “ต่างแมวต่างทำ” จึงเรียกร้องให้เปลี่ยนเป็นการทำงานแบบ “ทศกัณฐ์” ช่วยกันสอดส่องและบูรณาการการทำงานร่วมกันให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยหน่วยงานกลางในประสานขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน อีกทั้งต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการร่วมมือการหยุดพนัน อาทิ

“กรมสุขภาพจิต” เพราะการพนันมีความเกี่ยวข้องโดยตรงต่อสุขภาพจิต “สถาบันการเงิน” ในการช่วยเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวทางการเงินที่ผิดปกติ และร่วมกับ
“ผู้ให้บริการโทรศัพท์” แจ้งเตือนการเคลื่อนไหวทางการเงินที่ผิดปกติของบุคคลที่อาจหลงเป็นเหยื่อของเว็บพนัน “ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์” เพราะเว็บพนันใช้ช่องทางออนไลน์ในการหลอกล่อเพื่อชักชวนให้คนไปหลงเล่นพนัน และ “ภาคประชาชน” ในการเฝ้าระวังชุมชน ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ สร้างภูมิคุ้มกันสังคมเพื่อการรู้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปของการพนันที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบตลอด

“ปัญหาการพนันที่มีทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ขณะนี้มีแนวโน้มการขยายตัวของปัญหาที่จะมีมากขึ้น ทำให้ต้องการการทำงานที่มีมิติที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น จึงเสนอให้ภาครัฐตั้งศูนย์อำนวยการจัดการปัญหาการพนัน โดยให้หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมเพื่อเป็นกลไกการควบคุมดูแลปัญหาจากการพนันที่ชัดเจน และให้ความสำคัญกับเรื่องสร้างการรู้เท่าทันเรื่องการพนัน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อาจหลงผิดเชื่อคำโฆษณาและการชักชวนเล่น
การพนัน” เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,854,937 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ - ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ
พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่
แนวหน้าวาทะเด็ด
ตะลอนเที่ยว : ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตา
มูลนิธิไฟเซอร์ฯ รับประกาศนียบัตร 2025 ‘AMCHAM Corporate Impact Awards’

Recent Posts

  • อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย
  • ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
  • มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท
  • กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d