Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : เปิดเมือง-อยู่กับโควิด(จบ) ‘แรงงานข้ามชาติ’อยู่จุดไหน #SootinClaimon.Com

Posted on October 17, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/609322

สกู๊ปแนวหน้า : เปิดเมือง-อยู่กับโควิด(จบ)  ‘แรงงานข้ามชาติ’อยู่จุดไหน

วันอาทิตย์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 07.35 น.

ในตอนที่แล้ว (เปิดเมือง-อยู่กับโควิด (1) ถอดบทเรียนดูแลคนฐานราก : สกู๊ปแนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 16 ต.ค. 2564) เรื่องเล่าจากงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “คนทุกข์ในเมือง : โรคระบาด ปากท้อง บ้าน และงาน” จัดโดย สมาคมสังคมวิทยาสาธารณะ ได้กล่าวถึงแรงงานหรือคนระดับฐานรากที่มีความสำคัญในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของเมืองและประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ไปแล้ว ส่วนในฉบับนี้ จะเป็นเรื่องของ “แรงงานข้ามชาติ” ที่มีความสำคัญเช่นกัน แต่ปัญหานั้นซับซ้อนยิ่งกว่าคนไทย และเมื่อเศรษฐกิจกลับมาเปิดอีกครั้ง หลายอาชีพก็น่าจะมีความต้องการใช้แรงงานกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น

สืบสกุล กิจนุกร หัวหน้าศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง บอกเล่าเรื่องราวการทำงานกับแรงงานข้ามชาติและผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ จ.เชียงราย อันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ว่า ที่นี่มีการตั้ง“ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ” ขึ้นมาตั้งแต่เดือนเม.ย.2563 ซึ่งเป็นช่วงโควิด-19 ระบาดระลอกแรก เป็นองค์กรอาสาสมัครที่ทีมงานเกือบทั้งหมดเป็นแรงงานข้ามชาติ ทำงานในลักษณะร่วมกับชุมชนของแรงงานข้ามชาติ และทำงานแบบองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ได้รับทุนสนับสนุนซึ่งต้องมีแผนและเป้าหมายการดำเนินงาน

ศูนย์นี้มีการทำงานเป็น 3 ระยะตั้งแต่ระลอกแรก ได้แก่ 1.บรรเทาความเดือดร้อนและระวังตนเอง เช่น การแจกถุงยังชีพ 2.เข้าถึงการคุ้มครองทางสังคม เช่น สิทธิแรงงาน รวมถึงสร้างความร่วมมือทั้งกับภาครัฐและภาคชุมชนของไทย และ 3.รับมือกับการระบาดในเมือง ซึ่งเป็นภารกิจล่าสุด เริ่มตั้งแตเดือน ก.ย. 2564 เป็นต้นมา
ซึ่ง “สถานการณ์โควิด-19 นำมาซึ่งความเสี่ยง” 3 เรื่องคือ “ปากท้อง” จากการถูกเลิกจ้างหรือลดเวลาทำงานส่งผลกระทบกับค่าใช้จ่ายประจำวัน “สุขภาพ” ขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย และ “การข้ามแดน”เพราะพรมแดนถูกปิด

“แรงงานข้ามชาติอยู่ในทุกที่” ตั้งแต่แคมป์คนงานก่อสร้างย่านชานเมือง ไปจนถึงร้านค้าหรือหอพักในเมือง หรือแม้แต่ในบ้านของใครหลายคน “แรงงานข้ามชาติมักอาศัยอยู่เป็นชุมชนและครอบครัวใหญ่” แม้จะเป็นห้องเช่าเล็กๆ ก็จะอาศัยอยู่รวมกัน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำระบบกักตัวและรักษาโรคที่บ้าน (Home Isolation) “บริการที่ชุมชนช่วยเหลือกันเองเข้าถึงได้ง่ายกว่าภาครัฐ” เพราะอาสาสมัครรู้ว่าชุมชนไหนลำบากมาก-น้อยเพียงใด

“เมื่อเราสร้างตัวตนของเราขึ้นมา มันทำให้ผมคิดว่าตอนแรกหน่วยงานภาครัฐช็อก กอ.รมน. เรียกไปคุย ถามว่าอาจารย์ทำอะไรอยู่? คือเขาไม่รู้ว่ามีแรงงานข้ามชาติอยู่ในเมือง เขาไม่รู้ว่าแรงงานข้ามชาติอยู่ในหอพักเป็นจำนวนมากเราก็อธิบายไป แต่สุดท้ายด้านหนึ่งก็คือมันทำให้การควบคุมโรคมันเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น ตรวจโควิดเชิงรุกรอบแรกยังใช้น้ำลายในการตรวจอยู่เลย โรงพยาบาลประจำจังหวัดก็ไม่รู้จะไปตรวจแรงงานข้ามชาติอยู่ไหนที่อยู่ในหอพัก เพราะเขาเข้าไม่ถึง เขารู้จักก็คือรู้จักศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติก็ใช้พวกเราเข้าไปช่วยทำงาน” สืบสกุล กล่าว

หัวหน้าศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เล่าต่อไปว่า ในการทำงานด้านการเข้าถึงสิทธิ มีการให้ความรู้เรื่องประกันสังคม การขึ้นทะเบียนแรงงาน ซึ่งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ ทำงานร่วมกับสำนักงานจัดหางานจังหวัด โดยเฉพาะการตั้งจุดรับขึ้นทะเบียนแรงงาน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของแรงงานจากเดิมที่ต้องใช้บริการจากนายหน้า โดยมีอาสาสมัครที่เป็นแรงงานข้ามชาติซึ่งทำงานในไทยมานานมาช่วยด้านงานเอกสารที่ทั้งหมดเป็นภาษาไทย เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะใช้ภาษาไทยได้ค่อนข้างดี

ส่วนการแสวงหาความร่วมมือกับชุมชนไทย มีการทำงานร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จัดอบรม อาสาสมัครสาธารณสุขแรงงานข้ามชาติ (อสรช.) เพื่อทำงานร่วมกับ อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) โดยชวนผู้นำชุมชนแรงงานข้ามชาติ กับ อสม. ไทยในเขตเทศบาล มาอบรมร่วมกัน “เหตุที่ จ.เชียงราย ไม่ใช้คำว่าอาสาสมัครแรงงานต่างด้าว (อสต.) เนื่องจากเป็นคำที่ให้ความรู้สึกดูถูกและกีดกัน” แม้จะอบรมได้เพียงครั้งเดียวจากเดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้ 3 ครั้ง เพราะเกิดโควิด-19 ระบาดใหญ่ในพื้นที่จึงต้องระงับไป แต่ก็ทำให้ทั้ง 2 กลุ่มมีปฏิสัมพันธ์กัน

“เมื่อเกิดการระบาดทำให้มีการส่งต่อข้อมูล เพราะว่าในเมืองมันยังมี อสม. ทำงานอยู่ ก็ส่งต่อข้อมูลมายังเราที่เป็นศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ เราก็มีคนลงไปดูได้ ก็ทำให้การควบคุมการระบาดทำได้ง่ายมากขึ้น ถามว่าเราทำงานกับระยะรับมือการระบาดในเมือง ตอนนี้ทำอะไร มันระบาดมาหลายระลอก แต่ระลอกนี้แรงสุดก็คือตั้งแต่เดือน ก.ย. 2564 เป็นต้นมา มันระบาดจากชานเมืองมาก่อน คือในแคมป์คนงานก่อสร้าง ผู้ติดเชื้อประมาณ 100 คน

แต่สิ่งที่เขาทำคือปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง แล้วบริษัทก็ดูแลอาหารการกิน ก็มี รพ.สต. ลงไป ทางทีมเราก็ลงไปช่วยอธิบายเรื่องสิทธิของคนงาน โดยเฉพาะเมื่อเขาถูกกักตัว 14 วัน เขามีสิทธิได้รับการชดเชยจากการว่างงานจากประกันสังคม เราเข้าไปอธิบายเรื่องนี้พร้อมกับเรื่องอาหารการกิน การรักษาโรค และการเซตระบบระหว่างแรงงานข้ามชาติกับ รพ.สต. เราออกแบบการสื่อสารที่เป็นภาษาเมียนมากับไทย ให้แรงงานกับ รพ.สต. ได้คุยกัน ทำให้ง่ายมากขึ้นในการสื่อสารและติดตามอาการของผู้ป่วย” สืบสกุล ระบุ

สืบสกุล สรุปบทเรียนการทำงานด้านแรงงานข้ามชาติในสถานการณ์โควิด-19 พบว่า 1.ทุกคนรู้ว่าขาดแรงงานข้ามชาติไม่ได้..แต่ไม่มีใครอยากดูแล ทุกคนรู้ว่าแรงงานข้ามชาติมีความสำคัญต่อการสร้างเศรษฐกิจของเมือง แต่ในภาพรวมไม่ค่อยมีใครอยากดูแลคนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งสาเหตุมาจากคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ฐานเสียงในการเลือกตั้ง ส่วนนายจ้างนั้นมีทั้งที่ดูแลแรงงานดีและไม่ดี2.ข้อจำกัดจากระเบียบราชการ หน่วยงานภาครัฐไม่สามารถซื้อสิ่งของจำเป็นไปช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยได้

3.ขาดการทำงานแบบบูรณาการ ในพื้นที่หนึ่งมีหลายหน่วยงานแต่มีลักษณะต่างคนต่างทำ ซึ่งการเกิดขึ้นของศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ เป็นเพราะต้องการ
อุดช่องว่างนี้ 4.ทุกคนรู้ว่ามีแรงงานข้ามชาติ..แต่ไม่มีใครอยากรู้จัก ประเด็นนี้ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐแต่รวมถึงสังคมไทยด้วย เช่น เคยเจอเจ้าของหอพักรายหนึ่ง บอกว่าแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในหอพักใกล้ๆ กันไม่มีบัตร ซึ่งหมายถึงเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทั้งที่จริงๆ แรงงานเหล่านั้นมีบัตรซึ่งหมายถึงเป็นแรงงานถูกกฎหมาย เมื่อถามกลับไปว่ารู้ได้อย่างไรว่าไม่มีบัตร เจ้าของหอพักก็ตอบสั้นๆ ว่าไม่รู้แต่เดาเอาเอง เป็นต้น

“ตอนนี้ทุกร้านทุกบ้านมีแรงงานข้ามชาติทำงานอยู่สถานการณ์โควิดบอกเราว่าเราใช้แรงงานเขา แต่เราไม่ได้ดูแลเขา” หัวหน้าศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวในท้ายที่สุด


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : คนไทยกับการย้ายถิ่น (จบ) ‘ต่างแดน’แห่ออกหวั่นสมองไหล #SootinClaimon.Com

Posted on October 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/608658

สกู๊ปแนวหน้า : คนไทยกับการย้ายถิ่น (จบ)  ‘ต่างแดน’แห่ออกหวั่นสมองไหล

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 07.15 น.

ในตอนที่แล้ว (สกู๊ปแนวหน้า ฉบับวันอาทิตย์ที่ 10 ต.ค. 2564หน้า 5 : คนไทยกับการย้ายถิ่น(1) “ชนบทสู่เมือง” 4ยุคอพยพ) ได้กล่าวถึง “การย้ายถิ่นภายในประเทศ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยาย (ออนไลน์) ชุด “วิวัฒนาการการย้ายถิ่นของประเทศไทยร่วมสมัย”โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนในฉบับนี้ จะกล่าวถึง“การย้ายถิ่นระหว่างประเทศ” โดยมีนักวิชาการของสถาบันฯ ภัทราภรณ์ จึงเลิศศิริ เป็นผู้บรรยาย

สำหรับการย้ายถิ่นไปต่างประเทศของคนไทย จะเป็นเรื่องของ “แรงงาน” เสียเป็นส่วนใหญ่ ด้วยมองเห็นโอกาสที่จะได้ค่าจ้างสูงกว่าในบ้านเกิดและลู่ทางในการเดินทางไป ประเทศที่คนไทยนิยมไปขายแรงงาน เช่น ประเทศแถบภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ตลอดจนประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง สิงคโปร์

ส่วนการเดินทางไปยังประเทศในโลกตะวันตก ก็ยังพบความแตกต่าง กล่าวคือ คนไทยที่เดินทางไป สหรัฐอเมริกา มักไปด้วยช่องทางการทำงานและตั้งถิ่นฐาน ในขณะที่คนไทยที่เดินทางไปประเทศในทวีปยุโรป มักไปด้วยช่องทางการแต่งงานข้ามชาติ“ข้อค้นพบที่น่าสนใจ..คนไทยที่ย้ายไปอยู่ยุโรปมักเป็นเพศหญิง”ทั้งนี้ ข้อมูลจาก กรมการกงสุล ระบุว่า ณ ปี 2563 มีคนไทยอาศัยอยู่ในต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย 1,276,546 คน

ซึ่ง 10 อันดับประเทศที่มีคนไทยอาศัยอยู่มากที่สุด ประกอบด้วย อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา 488,000 คน อันดับ 2 ออสเตรเลีย 100,856 คน อันดับ 3 ญี่ปุ่น 86,666 คน อันดับ 4ไต้หวัน 82,608 คน อันดับ 5 สวีเดน 74,101 คน อันดับ 6 เยอรมนี 59,130 คน อันดับ 7 สหราชอาณาจักร 45,884 คน อันดับ 8 นอร์เวย์ 31,387 คน อันดับ 9 เกาหลีใต้ 32,861 คน และอันดับ 10 อิสราเอล 26,641 คน

“เราพบว่าคนไทยมีการย้ายถิ่นทั้งแบบชั่วคราว หมุนเวียนและถาวร แบบชั่วคราวคือเราไปทำงานแล้วพอหมดสัญญาหรือได้ค่าแรงที่พอใจ เราก็กลับประเทศไทย แบบหมุนเวียนคือไปต่างประเทศซ้ำหลายๆ ครั้ง อย่างเช่นกลุ่มที่ไปเก็บเบอร์รีที่แถวสแกนดิเนเวีย และแบบถาวรก็คือผู้ที่ย้ายไปตั้งถิ่นฐานรกรากในประเทศปลายทางอย่างถาวร” ภัทราภรณ์ กล่าว

ข้อมูลจาก กองบริหารแรงงานไทยในต่างประเทศ กรมการจัดหางาน ชี้ว่า “คนไทยส่งเงินกลับประเทศจำนวนมาก” เห็นได้จาก 5 ปีล่าสุด ปี 2559 ประมาณ 1.14 แสนล้านบาท ปี 2560 ประมาณ 1.26 แสนล้านบาท ปี 2561 ประมาณ 1.44 แสนล้านบาท ปี 2562 ประมาณ 1.92 แสนล้านบาท และปี 2563 ประมาณ 1.94 แสนล้านบาท แม้กระทั่งคนที่ไปตั้งถิ่นฐานถาวร ณ ประเทศปลายทางแล้วแต่ก็ยังมีการส่งเงินกลับมายังประเทศไทย

อนึ่ง นอกจากส่งเงินแล้ว ยังส่งผ่านความรู้และทักษะต่างๆ ที่ได้รับจากต่างแดนกลับมาด้วย โดยเฉพาะ “ชาวเอเชียแม้จะย้ายถิ่นไปแล้วแต่ยังค่อนข้างรักษาสายสัมพันธ์กับประเทศบ้านเกิด” ไม่ว่าจะเป็นการส่งเงินหรือความรู้จากต่างแดนกลับไปก็ตาม ซึ่งผิดคาดจากที่เชื่อกันว่าคนที่ย้ายไปแล้วจะไม่ผูกพันกับถิ่นเดิม อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาบางชิ้น พบว่าการส่งเงินกลับบ้านเกิดมีจำนวนลดลง

เช่น การศึกษาคนไทยที่ไปสร้างครอบครัวอยู่ในอังกฤษ โดยเหตุผลอาจจะมาจาก 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือคนที่อยู่อังกฤษก็ต้องสนใจครอบครัวที่อังกฤษมากขึ้น กับอีกด้านคือภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในประเทศไทยเริ่มลดลง เช่น ลูกหลานเรียนจบ มีงานทำฐานะดีขึ้น หรือญาติที่ป่วยอาการทุเลาลงจนหาย แต่ถึงกระนั้น หากญาติที่เมืองไทยเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ ผู้ที่ย้ายถิ่นไปต่างประเทศแล้วก็ยังพร้อมจะช่วย โดยเปลี่ยนจากการส่งเงินกลับบ้านเกิดเป็นประจำ เป็นการช่วยเหลือแบบครั้งคราวตามเหตุปัจจัยต่างๆ

“คนไทยในต่างประเทศยังมีการสร้างเครือข่ายช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างเครือข่ายในประเทศที่ตัวเองไปอยู่ก่อน จนในปัจจุบันเราเห็นว่าเครือข่ายเหล่านี้มีขนาดใหญ่ขึ้นแล้วก็เพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นเครือข่ายหญิงไทยในยุโรป ซึ่งมีจุดประสงค์ในการที่จะช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังให้ความรู้กับคนไทยในต่างประเทศอีกด้วย มีการทำงานร่วมกับภาครัฐในการส่งเสริมศักยภาพคนไทย และให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆไปพร้อมกัน” ภัทราภรณ์ ระบุ

เมื่อศึกษาเกี่ยวกับผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับชาวต่างชาติ แม้สาเหตุหลักของการแต่งงานมาจากเรื่องเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงก็พบคนอีกมากที่แต่งงานเพราะต้องการมีวิถีชีวิตใหม่ๆ หรือแม้แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของครอบครัว ทำให้ผู้หญิงไทยหลายคนแม้จะมีการศึกษาสูงแต่ก็เลือกแต่งงานกับชาวต่างชาติ
เพราะต้องการย้ายออกไปจากกรอบวิถีเดิมๆ ในประเทศไทย

สำหรับประเด็น “การศึกษาการย้ายถิ่นระหว่างประเทศที่น่าสนใจในอนาคต” จะมีทั้งการเปลี่ยนแปลงทางประชากรในประเทศไทย สังคมของคนไทยในต่างประเทศ ลูกครึ่ง กิจกรรมต่างๆ ที่มีลักษณะข้ามชาติ รวมถึง “บทบาทของสื่อออนไลน์และค่านิยมการย้ายประเทศของคนรุ่นใหม่” ดังที่เห็นการรวมกลุ่มทางเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์เมื่อเร็วๆ นี้ ที่พบคนวัยทำงานจำนวนมากสนใจอยากออกไปหางานทำหรือไปตั้งรกรากในต่างประเทศ และมีคนรุ่นก่อนหน้าที่ได้ไปแล้วมาแชร์ข้อมูลจุดประกายความหวังว่าจะสามารถไปแล้วประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

“คนกลุ่มนี้จะมีความแตกต่างจากแรงงานย้ายถิ่นในอดีต เพราะว่ามีความเป็นชนชั้นกลางมากขึ้น มีการจบการศึกษาในระดับปริญญาและเป็นแรงงานทักษะสูง โดยเขาก็มองว่าประเทศไทยไม่ตอบโจทย์เรื่องรายได้ วัฒนธรรมการทำงานหรือสภาพเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ ก็เลยมองหาโอกาสภายนอกที่จะไปสร้างชีวิต และได้ค่าตอบแทนที่ดีมากขึ้น”ภัทราภรณ์ กล่าว

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ภัทราภรณ์ มองว่า อาจต้องหันกลับมามองดูประเทศไทย “จะดึงดูดแรงงานทักษะสูงให้อยู่ในประเทศได้อย่างไร” เพราะหากคนเหล่านี้ย้ายออกจากประเทศไทยไปจริงๆ แล้ว เราจะประสบปัญหา “สมองไหล” ที่ค่อนข้างรุนแรง เมื่อประกอบกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัย” สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น นโยบายด้านการย้ายถิ่นจึงต้องถูกให้ความสำคัญ

เพราะประเทศต้องการคนวัยทำงานเพื่อให้ระบบสวัสดิการยังดำเนินต่อไปได้!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : คนไทยกับการย้ายถิ่น(1) ‘ชนบทสู่เมือง’4ยุคอพยพ #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607756

สกู๊ปแนวหน้า : คนไทยกับการย้ายถิ่น(1)  ‘ชนบทสู่เมือง’4ยุคอพยพ

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น” นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เกิด “การย้ายถิ่น” จากพื้นที่ที่มีความเจริญน้อยกว่าไปสู่พื้นที่ที่มีความเจริญมากกว่าเพื่อแสวงหาโอกาส ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จัดการบรรยาย (ออนไลน์) ชุด “วิวัฒนาการการย้ายถิ่นของประเทศไทยร่วมสมัย” ฉายภาพประวัติศาสตร์การย้ายถิ่นของคนไทย แบ่งเป็น 2 ตอนคือ ในประเทศและระหว่างประเทศ จากนักวิชาการ 2 ท่านของสถาบันฯ

รศ.ดร.โยธิน แสวงดี ผู้รับหน้าที่บรรยายเรื่อง“การย้ายถิ่นภายในประเทศ” กล่าวว่า การย้ายถิ่นเกิดได้โดยอาศัยปัจจัย 2 ด้านคือ “ปัจจัยผลักดันจากต้นทาง-ปัจจัยดึงดูดจากปลายทาง” ที่สำคัญคือ “เศรษฐกิจ” เช่น ในชนบทการจ้างงานมีน้อย ในขณะที่ครัวเรือนมีฐานะไปทางยากจน รายได้ไม่เพียงพอเลี้ยงชีพ รวมถึงตัวแปรอย่างสภาพทางธรรมชาติ อาทิ พื้นที่มีความแห้งแล้ง กลับกันในเมืองใหญ่มีแสงสีศิวิไลซ์ มีการจ้างงานที่รายได้สูงกว่า จึงเป็นที่มาของชาวชนบทอพยพละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเข้าไปหางานทำในเมือง

“ความคาดหวังที่คาดว่าจะได้ในถิ่นปลายทาง เช่น การมีงานทำ การได้รับค่าจ้างที่ดีขึ้น อาจจะไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังที่นักย้ายถิ่นต้องการ หลายคนก็ประสบความสำเร็จ หลายคนก็ไม่ประสบความสำเร็จ จากข้อมูลที่ผมเคยวิจัยไว้ ส่วนใหญ่ผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จจะย้ายถิ่นกลับบ้านภายใน 2 เดือน เพราะหากว่างงานภายใน 2 เดือนไม่มีใครจ้าง ค่าใช้จ่ายที่เตรียมตัวมา ค่าพักอาศัย ค่าอาหารต่างๆก็จะหมดไป” รศ.ดร.โยธิน กล่าว

ในการย้ายถิ่นและการอยู่อาศัยในพื้นที่ใหม่นั้นผู้ย้ายถิ่นมักพึ่งพาเครือญาติหรือเครือข่ายทางสังคม เช่น คนที่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันซึ่งประวัติศาสตร์การย้ายถิ่นในสังคมไทย อาจแบ่งได้เป็น4 ยุค ได้แก่ 1.ปี 2398-2513 ยุคนี้เรียกว่า “Thailand 1.0”สังคมไทยยังเป็น “สังคมเกษตรกรรม” การย้ายถิ่นยังเป็นระหว่างชนบทกับชนบทเพื่อแสวงหาที่ดิน เนื่องจากรัฐบาลในยุคนี้สนับสนุนให้ประชาชนจับจองที่ดินเพื่อทำการเกษตร การย้ายถิ่นในยุคนี้มักเป็นการย้ายถิ่นในภาคเดียวกัน เพราะการเดินทางข้ามภูมิภาคยังเป็นเรื่องยากลำบาก

กระทั่งเมื่อล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 2500 ที่การคมนาคมพัฒนามากขึ้น พบการย้ายถิ่นจากจังหวัดภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่กรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือที่สมัยนั้นยังแยกกันระหว่างจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากสถิติการย้ายถิ่นเข้ากรุงเทพฯ ช่วงปี 2498-2503 อยู่ที่ 785,357 คน คิดเป็น 35.8 ต่อประชากร 1 พันคน แต่ในช่วงปี 2508-2513 จะอยู่ที่ 1,765,680 คน คิดเป็น 61.5 ต่อประชากร 1 พันคน

2.ปี 2513-2529 หรือเรียกว่า “Thailand 2.0” สังคมไทยเข้าสู่ “สังคมอุตสาหกรรม” ในช่วงแรกอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทำให้พื้นที่แถบนี้เกิดโรงงานขึ้นจำนวนมาก ควบคู่ไปกับจัดตั้งสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน รองรับการผลิตและพัฒนาแรงงานฝีมือ จากนั้นได้มีการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมขึ้นในพื้นที่ 2 จังหวัดชายฝั่งตะวันออก คือ ชลบุรีและระยอง เนื่องจากมีความพร้อมทั้งสนามบินและท่าเรือ นำไปสู่ทางเลือกในการย้ายถิ่นไปหางานทำเพิ่มขึ้น

3.ปี 2529-2559 หรือเรียกว่า “Thailand 3.0” สังคมไทยเข้าสู่ “ยุคเทคโนโลยี” นอกจากระบบคมนาคมจะดีขึ้น เช่น มีการตัดถนนสายรองเชื่อมถนนสายหลักมากขึ้นแล้ว ยังรวมถึงการสื่อสารด้วย เช่น โทรเลขและจดหมาย ต่อมาผู้คนเริ่มใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์กันอย่างแพร่หลาย ทำให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารรวมถึงแหล่งงานได้มากขึ้น อีกด้านหนึ่ง ผู้ย้ายถิ่นรุ่นก่อนหน้าที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ปลายทางไม่ว่าจะเป็นที่พักแบบเช่าหรือซื้อ ก็จะคอยรองรับผู้ย้ายถิ่นหน้าใหม่ที่เป็นคนบ้านเดียวกัน อนึ่ง ยุคนี้เป็นอีกช่วงที่พบการย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่เมืองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ในปี 2535 สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่าร้อยละการย้ายถิ่นจากเขตชนบทเข้าสู่เมืองจะประมาณ 15.5% แต่ที่น่าสังเกต พอขยับมาเป็นปี 2545 สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจาก 13.4% (ปี 2540) เป็น 19.2% (ปี 2545) นับว่ากราฟได้เขย่งขึ้นบ้าง สะท้อนว่าการย้ายถิ่นของประเทศไทยจากชนบทเข้าสู่เมืองยังมีความนิยมกันอยู่” รศ.ดร.โยธิน ระบุ

สุดท้ายคือ 4.ปี 2560-ปัจจุบัน หรือยุค“Thailand 4.0” ทิศทางของประเทศเริ่มเปลี่ยนจากการผลิตภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (ปี 2560-2564) มีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robots) และระบบคอมพิวเตอร์มาใช้แทนแรงงานคนมากขึ้น ในยุคนี้การย้ายถิ่นยังคงมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลาง เช่นเดิม เพราะมีความพร้อม

โดยเฉพาะการมีสนามบิน 2 แห่งอย่างดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ทำให้พื้นที่นี้ยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ หรือที่อยู่ถัดไป อย่างสนามบินอู่ตะเภา ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ตลอดจนสนามบินตาคลี จ.นครสวรรค์ (ปัจจุบันเป็นสนามบินทางทหาร) ที่มีศักยภาพรองรับการขนส่งทางอากาศ ทั้งนี้ “การย้ายถิ่นในประเทศยุค 4.0 มีน้อยมาก” หากนับจากปี 2560-2563 เฉลี่ยปีละ 5-6 แสนคน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.8-1.0 เท่านั้น

รศ.ดร.โยธิน กล่าวต่อไปว่า หากดูข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2562 พบว่า กรุงเทพฯ ยังเป็นจังหวัดที่เป็นเป้าหมายการย้ายถิ่นมากที่สุด รองลงมาคือ เชียงใหม่ เมืองเอกของภาคเหนือ อันดับ 3 นครราชสีมา เมืองเอกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอันดับ 4 นครศรีธรรมราช เมืองทางภาคใต้ อนึ่ง “นับจากปี 2555 เป็นต้นมาพบการย้ายถิ่นของผู้สูงอายุ” โดยเป็นการย้ายออกจากกรุงเทพฯ และภาคกลางไปยังจังหวัดอื่นๆ ซึ่งมาจากการที่มีประชากรวัยเกษียณทั้งจากภาครัฐ (ราชการ-รัฐวิสาหกิจ) และภาคเอกชน (บริษัทห้างร้านต่างๆ)

และหากให้คาดการณ์ต่อไป “ในอนาคตเชื่อว่าการเดินทางไปหางานทำแบบข้ามจังหวัดหรือภูมิภาคไม่น่าจะมากเท่ายุคที่ผ่านมา” เนื่องจากเทคโนโลยีด้านการสื่อสารที่พัฒนาไปมาก เห็นได้จาก “การทำงานที่บ้าน (Work from Home)” เป็นกระแสที่มาแรงในปัจจุบัน พนักงานในสำนักงาน ไปจนถึงพ่อค้า-แม่ค้า สามารถทำงานของตนได้ทางออนไลน์ เมื่อรวมกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา ที่พัฒนามากขึ้นด้วยแล้ว ดังนั้นการอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทแต่มีคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ก็นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

“แบบแผนการย้ายถิ่นของประเทศไทยในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล ที่จะส่งเสริมให้ Work from Home มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญยิ่ง ระบบคลื่น (สัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เนต) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานคือไฟฟ้ากับน้ำหากมีการพัฒนาให้ดีขึ้นเพื่อส่งเสริมปัจจัยการผลิต ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่วางแผนไว้ ในความก้าวหน้าของประเทศไทยในยุคถัดไป” รศ.ดร.โยธิน กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘พึ่งตนได้-ชุมชนร่วมหนุน’ ปรับรับ‘สังคมสูงวัยสุดยอด’ #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607592

สกู๊ปแนวหน้า : ‘พึ่งตนได้-ชุมชนร่วมหนุน’  ปรับรับ‘สังคมสูงวัยสุดยอด’

วันเสาร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“ในปี 2568 ทั้งโลกจะมีผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 หรือประมาณ 1.2 พันล้านคน ซึ่งมากถึงร้อยละ 70 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าปี 2593 จะมีผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นร้อยละ 20หรือประมาณ 2 พันล้านคน ซึ่งมากถึงร้อยละ 80 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ในส่วนสถานการณ์ในไทยจากข้อมูลปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุร้อยละ 17.57 ของประชากรไทย แต่ในปี 2574 จะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28 เมื่อสำรวจในครัวเรือนพบว่า ทุกครัวเรือนมีผู้สูงอายุอาศัยทุกหลัง”

พญ.วัชรา ริ้วไพบูลย์ คณบดีวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในเวทีเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ“การสูงวัยในที่เดิม (Ageing in Place) : ข้อเสนอนโยบายเพื่อการรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” เมื่อช่วงต้นเดือนต.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดยสภาวะสังคมสูงวัยในปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นสภาวะที่เป็นความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากได้พัฒนาระบบสาธารณสุขและการแพทย์ให้มีความก้าวหน้า จนสามารถอยู่รอดปลอดภัยและมีชีวิตยืนยาวในสังคม ขณะเดียวกันยังสามารถควบคุมการเกิดได้จนนำไปสู่จำนวนสัดส่วนประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป

แต่อีกด้านหนึ่ง สภาวะที่เกิดขึ้นยังนำมาซึ่งความท้าทาย “เมื่อมีการพัฒนาไปแล้ว จะมีภาวะของมนุษย์ที่มีอายุยืนยาวขึ้นแต่มีความพิการด้วย” ซึ่งวิธีการที่จะสามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้คือ “จะต้องทำให้ประชากรคล่องแคล่ว” มีสุขภาพดี สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ ซึ่งกระบวนการ Active Ageing (พฤฒพลัง) จะต้องมีกระบวนการทางสังคมที่ทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะมีสุขภาพดี มีส่วนร่วมในสังคม และมีความมั่นคง ถึงจะไปถึงเส้นคุณภาพชีวิตได้

“การพัฒนาสังคมสูงวัยเพื่อให้ผู้สูงอายุ จะต้องมีเสรีภาพที่จะเลือกและตัดสินใจ ซึ่งการพัฒนานโยบายจะต้องอยู่บนพื้นฐานสิทธิของความเป็นมนุษย์ ซึ่งสูงวัยในที่เดิมหรือ Ageing in Place ไม่ได้หมายถึงเรื่องของที่พักอาศัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อม ความปลอดภัย และบริการด้านสังคม” พญ.วัชรา กล่าว

เมื่อมองดูตัวอย่างจากต่างประเทศ ณปภัทร สัจนวกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงบทเรียนจากโลกตะวันตกที่เข้าสู่สภาวะสังคมสูงวัยไปก่อนแล้ว ว่า ในอดีตผู้สูงอายุมีจำนวนไม่มากรัฐสามารถดูแลได้ทั่วถึง แต่เมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นแม้ภาครัฐจะพยายามสร้างที่พักอาศัยมากยิ่งขึ้นแต่ก็ไม่เพียงพอ ภาระหน้าที่จึงตกไปอยู่กับชุมชนในการดูแล

ทำให้ในเวลาต่อมา บรรดาประเทศในกลุ่ม OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) จึงเริ่มปรับเปลี่ยนการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวไปสู่การดูแลที่บ้านมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุมีทางเลือกที่จะมีอิสระได้ โดยวิธีการที่จะทำให้สามารถรองรับสังคมสูงวัยได้ คือ ผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จะต้องแข็งแรง ซึ่งวิธีการดูแลที่บ้านจะช่วยลดงบประมาณและสร้างความยั่งยืน

อนึ่ง ภาพที่ชวนสลดหดหู่ในหลายประเทศทางตะวันตก ในช่วงสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 คือ สถานดูแลผู้สูงอายุกลายเป็นจุดที่มีการเสียชีวิตของ
ผู้สูงอายุจำนวนมาก จึงเป็นแรงกระตุ้นให้มีการปรับเปลี่ยนเช่น ประเทศอังกฤษ มีเสียงเรียกร้องให้แทนที่สถานดูแลผู้สูงอายุด้วยระบบสนับสนุนที่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คาดการณ์ว่า ในปี 2574 จะมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปี ร้อยละ 28 ของประชากรทั้งประเทศ หรือเรียกว่า สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society)

“ประเทศไทยมีเรื่องของด้านสุขภาพที่ดี มีความมั่นคงด้านรายได้ที่ดีพอสมควร แต่เรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาอยู่คือ จะดูแลผู้สูงอายุให้อยู่อาศัยอย่างไรโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงจำเป็นต้องสนับสนุนให้ผู้สูงอายุอาศัยในบ้านเดิม หรือชุมชนของตนเองให้นานที่สุด ซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้เกิด Ageing in Place ในไทยได้มีอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ สถานที่สุขภาพ และสังคม ซึ่งมีผู้สูงอายุเป็นตัวกลางของการทำงานทั้งหมด” ณปภัทร กล่าว

กรณีศึกษาของไทยในระดับพื้นที่ นพ.ธนัช พจน์พิศุทธิพงศ์ ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยและญาติหลายคนปฏิเสธที่จะไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล แต่มีความประสงค์จะรักษาที่บ้านเพราะมีความคุ้นชิน ซึ่งการกำหนดให้ Ageing in Place เป็นเป้าหมายหลักนั้น กทม. ได้จัดทำแผนพัฒนาชีวิตผู้สูงอายุ โดยกำหนดว่าผู้สูงอายุต้องมีที่อยู่อาศัย และมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

นอกจากนี้การดูแล Ageing in Place ยังต้องดูแลในทุกมิติ ทั้งเรื่องของสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี บริการทางสังคม บริการทางสุขภาพ ซึ่งผู้สูงอายุที่ไม่มีใครดูแลเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน จะทำอย่างไรให้คนรอบข้างสามารถตอบสนองกับภาวะเจ็บป่วยได้ทันเวลา โดยกรุงเทพฯ มีสัดส่วนผู้สูงอายุประมาณ 1.1 ล้านคน หรือราวร้อยละ 20.6ของประชากรทั้งหมด ซึ่งหลายเขตมีผู้สูงอายุจำนวนมาก สัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 30 ของประชากรทั้งเขต เช่นเขตสัมพันธวงศ์ มีผู้สูงอายุร้อยละ 32 เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายร้อยละ 30 และเขตพระนคร ร้อยละ 29 เป็นต้น

“ในส่วนการทำงานพยายามตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นโดยใช้โครงการดูแลผู้สูงอายุจิตสังคม ซึ่งจะทำอย่างไรให้ชะลอหรือเป็น Active Ageing ให้นานที่สุด โดยได้เริ่มดำเนินการแล้วประมาณ 2,200 คน ซึ่งสามารถทำให้ผู้สูงอายุสามารถเดินได้ ไม่นอนติดเตียงและให้ชีวิตอยู่ได้ปกติ โดยคาดว่าในปี 2565 จะขยายต่อโครงการให้เป็น300 กว่าชุมชน และมีผู้สูงอายุเข้าร่วมประมาณ 1 หมื่นคน” นพ.ธนัช ระบุ

ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับนโยบายในภาพรวม ศิริลักษณ์มีมาก ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมรับมือผู้สูงอายุในไทยได้ทำมานานแล้ว โดยการให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านที่คุ้นเคย ไม่ได้สนับสนุนให้สร้างสถานสงเคราะห์เพิ่มในส่วนของภาครัฐ แต่ให้สร้างความร่วมมือของภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเรื่องของแผนผู้สูงอายุก็มีอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติแผนที่ 2 กำหนดชัดเจนในเรื่องของผู้สูงอายุที่อาศัยในบ้าน จะต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

“สิ่งที่จะช่วยให้ดำเนินงานได้เร็ว คือ การสร้างกระแส หรือการรณรงค์ในภาคเอกชน นอกจากนี้ยังทำองค์ความรู้ให้ชุมชน เนื่องจากการที่จะปรับปรุงบ้านหรือที่อยู่อาศัยให้ผู้สูงอายุในชุมชน สมาชิกชุมชนจำเป็นต้องมีความเข้าใจ การทำงานของภาครัฐจำเป็นต้องร่วมคิดร่วมทำ ไม่เช่นนั้นจะไม่สอดรับกับความต้องการของผู้สูงอายุ และท้องถิ่น เนื่องวัฒนธรรมแต่ละพื้นที่ และรูปแบบที่อยู่อาศัยไม่เหมือนกัน” ศิริลักษณ์ กล่าว

ด้าน ศ.ศศิพัฒน์ ยอดเพชร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยประเด็นที่สำคัญที่สุดในการทำให้เกิด Ageing in Place คือ ต้องพิจารณากำหนดระบบสวัสดิการสังคมให้ชัดเจน “กฎหมายยังเอื้อต่อระบบสุขภาพแต่ไม่ได้เอื้อต่อระบบสังคม โดยระบบสังคมยังช่วยเหลือแค่ผู้สูงอายุที่รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ จึงทำให้ไม่ทั่วถึงทุกคน” นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับระบบการจัดการบริการสังคมเท่ากับระบบทางกายภาพ และต้องสร้างความเข้มแข็งของระบบความสัมพันธ์ของบุคคลและสภาวะแวดล้อม

เพื่อให้ผู้สูงอายุดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและไม่ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้สูงอายุด้วย!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘3 พร้อม-5 กำแพง-1 เยียวยา’ ถอดบทเรียน‘โรงงานกับชุมชน’ #SootinClaimon.Com

Posted on October 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/605559

สกู๊ปแนวหน้า : ‘3 พร้อม-5 กำแพง-1 เยียวยา’ ถอดบทเรียน‘โรงงานกับชุมชน’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

ย้อนไปเมื่อเกือบ 3 เดือนที่แล้ว เกิดเหตุเพลิงไหม้และระเบิดที่โรงงานผลิตโฟมและเม็ดพลาสติก บริษัท หมิงตี้เคมิคอล จำกัด ภายในซอยกิ่งแก้ว 21 ถนนกิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 5 ก.ค. 2564 ซึ่งต้องใช้เวลาข้ามวันข้ามคืนกว่าจะควบคุมเพลิงไว้ได้ เนื่องจากมีการเก็บสารเคมีที่เป็นเชื้อเพลิงไว้เป็นจำนวนมาก โดยเหตุการณ์ครั้งนี้มีอาสากู้ภัยเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายราย รวมถึงชาวบ้านในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงงาน ต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงเป็นการชั่วคราว

หลังเหตุการณ์สงบลง มีความพยายาม “ถอดบทเรียน” ในหลายมิติ ทั้งกรณีที่อุตสาหกรรมก่อสร้างและดำเนินกิจการก่อนชุมชนขยายมาถึง ซึ่งในประเทศไทยมีพื้นที่แบบนี้หลายจุด จะทำอย่างไรในการลดความเสี่ยงไม่ให้ซ้ำรอยกรณีโรงงานหมิงตี้ หรือแผนเผชิญเหตุในระดับท้องถิ่นจนถึงหน่วยงานส่วนกลาง ตลอดจนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เช่นกัน

ชัชชาติเปิดเผยว่า ตนและทีมงาน “เพื่อนชัชชาติ” สนใจเหตุการณ์นี้ เพราะถือเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่นำมาซึ่งความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ขณะเดียวกัน ได้เห็นถึงความไม่พร้อมในการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ รวมถึง เรื่องความไม่เข้มงวดของกฎหมายผังเมืองที่ปล่อยให้โรงงานเก็บสารเคมีอันตรายสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนในระยะอันใกล้โดยปราศจากมาตรการควบคุม และ ความไม่พร้อมในการรับมือจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นรวมถึงไม่เห็นถึงมาตรการเยียวยาและการบรรเทาผู้ที่ได้รับความเสียหายอย่างเป็นรูปธรรม

“จำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีต้องมีการทบทวน และมีการถอดบทเรียนการเกิดภัยพิบัตินี้มาเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมและมองให้เห็นช่องว่างที่เป็นปัจจัยลบ อันจะมีผลกระทบในระยะยาวและทำการอุดช่องว่างนั้นๆ เพื่อสามารถป้องกันไม่ให้เกิตเหตุดังกล่าวขึ้นอีกในอนาคต เราได้นำบทเรียนในครั้งนี้มาเป็นกรณีศึกษาเพื่อสร้างหัวใจของการรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกที่ ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพฯ มีที่ดินประเภทอุตสาหกรรมหรือโซนสีม่วงอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ 1.นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง 2.ชายทะเลบางขุนเทียน และ 3.เอกชัย-บางบอน” ชัชชาติ กล่าว

อดีต รมว.คมนาคม กล่าวต่อไปว่า ทีมงานเพื่อนชัชชาติได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายมาเป็นแนวทาง “3 พร้อม-5 กำแพง-1 เยียวยา” โดย “พร้อมที่ 1 ก่อนเกิดเหตุ” มี 2 กำแพงที่ควรคำนึงถึง คือ “กำแพงที่ 1” การพิจารณาเรื่องผังเมืองและการจัดการพื้นที่ กับ “กำแพงที่ 2” คือ การจัดเก็บวัตถุอันตราย “พร้อมที่ 2 ช่วงเกิดเหตุ” มี 3 กำแพงที่จำเป็นต้องพิจารณา คือ “กำแพงที่ 3” การระงับเหตุด้วยตนเอง “กำแพงที่ 4” คือ การระงับเหตุจากหน่วยงานรัฐ และ “กำแพงที่ 5” การอพยพ และ “พร้อมที่ 3 หลังเกิดเหตุ” สิ่งต้องคำนึงถึงมากที่สุด คือ มาตรการเยียวยา

เมื่อวิเคราะห์จากนโยบายของแผนปฏิบัติการ ป้องกันและบรรเทาภัยจากอัคคีภัยกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ.2563 และแผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาภัยจาก สารเคมีและวัตถุอันตรายกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ.2563 1.เรื่องผังเมืองและการจัดการพื้นที่ พบว่า มีการอนุญาตให้โรงงานหมิงตี้ขยายพื้นที่และกำลังในการผลิตซึ่งขัดกับผังเมือง อีกทั้งไม่พบการเผยแพร่การประเมินหรือแผนที่ความเสี่ยงรอบโรงงาน ทำให้ขาดการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสุขลักษณะและความปลอดภัยของประชาชนโดยรอบ

ซึ่งเกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามจำแนกประเภท การดำเนินการที่ถูกต้องควรจัดทำแผนที่และประเมินความเสี่ยงในทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ หากพื้นที่นั้นมีความเสี่ยงสูงและการใช้ประโยชน์ที่ดินผิดต้องเสนอเรื่องให้คณะกรรมการผังเมืองจังหวัดดำเนินการต่อไป โดยการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แท้จริง

2.การจัดเก็บวัตถุอันตราย พบว่าโครงสร้างอาคารที่ใช้จัดเก็บสารสไตรีนโมโนเมอร์ของโรงงานหมิงตี้ ไม่สามารถจำกัดความรุนแรงในการเกิดเหตุหรือป้องกันการระเบิดได้ ทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติในครั้งนี้ จึงควรมีการเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยการประสานงานร่วมกับกรมโรงงานให้ดำเนินการตรวจสอบระบบการป้องกันอัคคีภัย การเก็บรักษา และระบบความปลอดภัยของวัตถุอันตรายที่อยู่ในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งข้อมูลวัตถุอันตรายควรเป็นสาธารณะ ง่ายต่อการเข้าถึง เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับประชาชน

3.การระงับเหตุด้วยตนเอง สารเคมีที่ระเบิดและไฟไหม้ที่ลุกลามเป็นวงกว้างนั้น เกิดจากมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในโรงงานไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ในสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ควรรอความช่วยเหลือ ทุกโรงงานจะต้องมีระบบอัตโนมัติในการจัดการตนเอง จึงเสนอให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับ พ.ร.บ.ควบคุมอาคารเพื่อขยายอำนาจในการลงพื้นที่หรือส่งต่อให้เอกชนดำเนินการตรวจสอบ รวมถึงจัดทำแผนดำเนินการเชิงรุกตรวจสอบมาตรการระงับเหตุของโรงงานต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ

4.การระงับเหตุจากหน่วยงานรัฐ จากเหตุการณ์นี้จะเห็นถึงความไม่พร้อม ได้แก่ “อุปกรณ์เผชิญเหตุของเจ้าหน้าที่”ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บและเสียชีวิต “ข้อมูลสาเหตุของต้นเพลิง” ทำให้การระงับเหตุเป็นไปด้วยความล่าช้า “การสื่อสารที่สับสน” เนื่องจากขาดความรวดเร็วและสม่ำเสมอ ดังนั้นต้องเพิ่มความตื่นตัวในการทำงานเพื่อการระงับเหตุ ทั้งการจัดเตรียมอุปกรณ์ การซักซ้อม แนวทางการสื่อสารกับประชาชนทั้งเนื้อหาและความถี่ รวมถึงจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมอยู่เสมอ ตลอดจนเรียกข้อมูลตามกำแพงที่ 1 มาใช้วิเคราะห์เหตุการณ์

และ 5.การอพยพ กรณีไฟไหม้โรงงานหมิงตี้ พบว่าประชาชนได้รับความสับสนเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่มีระบบแจ้งเตือนและแนวทางให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย อีกทั้งการออกคำสั่งให้อพยพและการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวไม่สอดคล้องกัน ทำให้การอพยพเป็นไปด้วยความไม่แน่ใจรวมถึงการจราจรที่เป็นปัญหา เพื่อเป็นการอุดรูรั่วปัญหานี้ ผู้อำนวยการที่มีอำนาจสูงสุดจึงควรมอบหมายไปยังผู้มีอำนาจในพื้นที่เพื่อความคล่องตัวในการสั่งการเพื่ออพยพ มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว รวมถึงเส้นทางการเดินทาง ซึ่งข้อมูลสถานที่ในการอพยพควรดำเนินการรวบรวมและจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะแนวทางการสื่อสารกับประชาชน

ในด้านของ “มาตรการเยียวยา” เหตุการณ์นี้ได้ผ่านพ้นไปแล้วมากกว่า 60 วัน แต่มาตรการความช่วยเหลือยังคงไม่ชัดเจนและกระจัดกระจาย การเยียวยาเป็นไปอย่างล่าช้า รวมถึง
ไม่มีการตรวจสุขภาพของประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบ แท้จริงแล้วภาครัฐควรดำเนินการเชิงรุกให้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจความเสียหาย รวบรวมสิทธิประโยชน์ ติดตามการชดเชย ตลอดจนประสานความร่วมมือไปยังสำนักอนามัยและสำนักการแพทย์ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพ

เพื่อประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ทลายกำแพงห้องเรียน สร้างการเรียนรู้ตอบโจทย์ชีวิต #SootinClaimon.Com

Posted on September 26, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/604644

สกู๊ปแนวหน้า : ทลายกำแพงห้องเรียน  สร้างการเรียนรู้ตอบโจทย์ชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2564, 07.05 น.

“ครูสามเส้า คือ ครูในโรงเรียน เรียกว่าเป็นครูวิชาการ ต้องกล้าคิดนอกกรอบ มีพื้นฐานเรื่องโครงงานฐานวิจัยก่อน มีหลักสูตรฐานสมรรถนะ และมีหลักสูตรภูมิสังคม และมีเครื่องมือที่ดีมากๆ คือ ระบบ PLC (Professional Learning Community-ชุมชนการเรียนรู้) การตั้งคำถาม ให้กำลังใจเด็กเป็นคาแร็กเตอร์สำคัญของครูในระบบการศึกษาแล้วอยู่ในโรงเรียน ครูชุมชน เชื่อมโยงทำให้เกิดคุณภาพ เกิดความมั่นคง จากการได้เรียนรู้ทุนทางสังคม ระบบเครือญาติ ระบบทรัพยากร เรื่องศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม

คือปัจจัยที่เอื้อหนุนการหล่อหลอมและการทำให้เด็กเติบโตขึ้นในชุมชนอย่างรู้เท่าทัน ต่อมาคือ ครูชีวิต จะเป็นคนที่ถ่ายทอดวิชาทำมาหากิน การกรีดยาง การทำประมง การเลี้ยงไก่ ปลากัด สิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นคือเกิดความเป็นสตูล Active Citizen เด็กในจังหวัดสตูล สามารถไต่ไปสู่ศักยภาพการค้นพบรู้จักตัวเองมีอัตลักษณ์ที่เป็นความหวังของคนจังหวัดสตูล ที่เมื่อเวลาเขาจบการศึกษาหรือย้ายออกจากถิ่นฐาน เขาจะไม่ดูแคลนอาชีพของพ่อแม่ เป็นข้อค้นพบสำคัญเรื่องหนึ่ง”

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางนโยบายและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคมกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) อธิบายถึงแนวคิด “ครูสามเส้า”ซึ่งเป็นข้อค้นพบใน “จังหวัดสตูล” หนึ่งใน 3 จังหวัดนวัตกรรมการศึกษา (ศรีสะเกษ ระยอง สตูล) ในการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ล็อกดาวน์ไม่ล็อกการเรียนรู้” โดยมีคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสารและการมีส่วนร่วม ในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ร่วมกับสำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นผู้จัดงานขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

ซึ่งครูสามเส้าในความหมายที่สตูลค้นพบขึ้นมา เป็นก้าวเล็กๆ แต่มีอำนาจในเรื่องการพังทลายห้องเรียน เรื่องของการเรียนรู้ เข้าไปสู่เรื่องชุมชน สำคัญที่สุดคือ “เปลี่ยนกรอบคิดของครู เปลี่ยนกรอบระบบราชการก้าวไปสู่ระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้างมากขึ้นแล้วทลายกำแพงต่างๆ ได้” เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ทั้งนี้ นวัตกรรมใดๆ ก็ตามถ้าใช้เกิน 3 ปีจะไม่ถือเป็นนวัตกรรม แต่หากมีการต่อยอดก็จะเดินต่อได้

“ผอ.โรงเรียนอนุบาลสตูล พยายามใช้เรื่องนาฬิกาชีวิตต่อยอดจากโครงงานฐานวิจัย แล้วสามารถเอาชนะปัญหาข้อจำกัดเรื่องโควิดได้ เห็นศักยภาพ เห็นความร่วมมือการเปลี่ยนแปลงของพ่อแม่ผู้ปกครองมันบวกยกกำลังสองของสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันโรงเรียนบ้านเขาจีน จะพบปัญหาที่เครียดสามเส้าเครียดทั้งเด็ก เครียดทั้งพ่อแม่ เครียดทั้งครู แต่แค่ใบงานใบเดียวที่เป็นใบงานบูรณาการ เขาสามารถเอาชนะปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับเรื่องของการเรียนรู้ พูดง่ายๆ PLC ที่คุยกันทำให้เกิดใบงานบูรณาการแล้วแก้ไขปัญหาได้” ศ.ดร.สมพงษ์ ระบุ

รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี ประธานคณะอนุกรรมการด้านส่งเสริมการบริหารวิชาการ ในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา กล่าวว่า ได้เห็นพลังของกระบวนการแก้ปัญหาและกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อโรงเรียนเริ่มคิดหาทางใหม่เพื่อแก้ปัญหา “ขั้นแรกคือหาข้อมูลก่อน” ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้ก็ได้ดำเนินการเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากหาข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียน เกี่ยวกับผู้ปกครอง เกี่ยวกับอุปกรณ์ รวมทั้งข้อมูลของครูด้วย

“เมื่อมีข้อมูลแล้วก็ต้องมาร่วมกันคิด” ร่วมกันหาทางออก “พลังของการร่วมคิดทำให้เกิด แนวทางใหม่ๆ” แล้วก็เกิดเป็นความร่วมมือร่วมใจในการลงมือทำ ซึ่งจะพบว่าจากการลงมือทำนี้ แม้จะมีทั้งส่วนที่ได้และไม่ได้ผล แต่ก็ทำให้เกิดวงจรต่อเนื่อง หาข้อมูลใหม่ คิดใหม่ สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ ดังนั้นกระบวนการตรงนี้เป็นประโยชน์มาก สำหรับโรงเรียนอื่นๆ ที่กำลังดำเนินการพัฒนาหรือกำลังเผชิญปัญหาใกล้เคียงกัน จะได้เห็นพลังของความร่วมมือร่วมใจในการคิดและการทำงานร่วมกัน พลังของความรู้และกระบวนการที่เป็นวงจรที่มีการปรับแล้วก็พัฒนาไปเรื่อยๆ เป็นปัจจัยที่จะนำสู่ความสำเร็จ

“กระบวนการที่ครูได้ทำ คือกระบวนการสร้างสมรรถนะครูครูได้พัฒนาสมรรถนะให้เกิดขึ้นในตัวเอง โดยการเผชิญกับปัญหาแล้วก็นำเอาความรู้ ทักษะ เจตคติต่างๆ เอามาใช้ในการแก้ปัญหา และโดยการร่วมมือกัน มันก็ส่งผล โรงเรียนจะเป็นคลังขององค์ความรู้ใหม่ๆ และเป็นองค์ความรู้ที่มาจากฐานของครูไทย ของโรงเรียนไทย และบนบริบทของเด็กไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่ายิ่งสำหรับการศึกษาของประเทศ” รศ.ดร.ทิศนากล่าว

สิริกร มณีรินทร์ ประธานกรรมการอำนวยการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฐานสมรรถนะ กล่าวว่า ตัวอย่างจากพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทั้ง 3 จังหวัดตอกย้ำให้เห็นว่า “ขอเพียงเปิดโอกาสให้โรงเรียนได้คิดได้ทำ การปฏิรูปการศึกษาก็จะเกิดขึ้น” บทเรียนจาก 3 พื้นที่นวัตกรรม จะเห็นว่า สมรรถนะคืออะไร ก็คือ การทำให้ผู้เรียนทำเป็น มีพฤติกรรม มีเจตคติที่เหมาะสม มีความคิดริเริ่ม มากกว่าจะกำหนดว่าเขาจะเรียนเนื้อหาอะไร แล้วต้องจำไปสอบ การเรียนรู้ก็มีความหมายมากขึ้น

ในยุคโควิด ผู้ที่ไม่เข้าใจจะบอกว่าโรงเรียนอยู่ในสถานการณ์โควิด เด็กไปโรงเรียนไม่ได้ แต่วันนี้บทเรียนพิสูจน์ว่า จิตวิญญาณครูมีอยู่จริง แล้วเขาก็สู้กับโควิดได้ โควิดทำให้ครูแปรวิกฤติเป็นโอกาสให้พัฒนาเด็กเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตัวเองได้ ที่เรียกว่า Self-Directed Learner “หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นผู้ช่วยให้เกิดการออกแบบการเรียนรู้” ตัวอย่างที่สตูลจะเห็นว่า PLC เกิดขึ้นที่บ้าน ไม่ใช่เกิดขึ้นที่โรงเรียน แต่ครูเป็นผู้ช่วยทำร่วมกันกับพ่อแม่ ให้เด็กเป็นผู้จัดการเรียนรู้ให้ตัวเองได้ และชุมชนก็เข้ามาช่วย

“จุดเด่นของหลักสูตรฐานสมรรถนะ วันนี้พิสูจน์ว่าถ้ายึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง มองว่าเขาถนัดอะไร ศักยภาพมีอะไร แล้วก็สนใจอะไร ข้อจำกัดนั้นก็จะแปรเป็นข้อเด่นได้ หลักสูตรมีความยืดหยุ่น ปลดล็อกสิ่งที่รัฐตรึงครูในอดีตในหลักสูตร 51 ก็คือปลดล็อกตัวชี้วัดมากมาย แล้วให้ครูทำ 3 เรื่องที่ต่อเนื่อง คือ สอนความรู้ ฝึกทักษะให้เด็กได้ทำจริง และพัฒนาทัศนคติ อารมณ์และอุปนิสัย เด็กเขาก็จะจัดการชีวิตของเขาได้

แล้วก็ PLC ที่โรงเรียนก็ให้เห็นว่าที่บูรณาการข้ามศาสตร์เป็นยังไง ก็คือด้วยความร่วมมือของครูในโรงเรียน แล้วประเมินก็ประเมินผลที่สมรรถนะของเด็ก วันนี้สมรรถนะของเรามี 6 ด้านแต่ก็ไม่ได้หหมายความว่าทุกโรงเรียนจะต้องใช้ทั้ง 6 ด้าน สามารถวิเคราะห์และนำไปใช้ตามบริบทโรงเรียนนั้นๆ” สิริกร กล่าว

ท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ในอีกมุมหนึ่งยังทำให้เกิดการ Up skill อย่างถ้วนทั่ว ที่สำคัญคือ Digital skill ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ครู ผู้ปกครอง ชุมชน แล้วผู้อำนวยการก็นำพาโรงเรียนสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้โดยมุ่งที่เด็กอย่างแท้จริง..ดังนั้นวันนี้ “ขอเพียงส่วนกลางปลดล็อก” เปิดโอกาสให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาที่โรงเรียนและที่เด็ก ประเทศก็จะไปต่อได้!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ท่องเที่ยววัฒนธรรม’ยั่งยืน ‘ท้องถิ่น-กลุ่มชาติพันธุ์’สำคัญ #SootinClaimon.Com

Posted on September 26, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/604506

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ท่องเที่ยววัฒนธรรม’ยั่งยืน  ‘ท้องถิ่น-กลุ่มชาติพันธุ์’สำคัญ

วันเสาร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“การท่องเที่ยว” ภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทย ในยุคก่อนสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เคยสร้างรายได้หลักล้านล้านบาทต่อปีโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ ในปี 2562 อันเป็นปีสุดท้ายก่อนเข้าสู่ยุควิกฤตโรคระบาด ในปีนั้นประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 40 ล้านคน ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของไทยพยายามหาหนทางกลับไปเปิดการท่องเที่ยวโดยเร็วเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

แต่อีกด้านหนึ่ง “ความยั่งยืน” ก็มีกระแสที่พูดถึงกันมากในระยะหลังๆ จากการท่องเที่ยวที่ผ่านมาซึ่งเน้นปริมาณมุ่งกอบโกยเม็ดเงินจนทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม ตลอดจนกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่บริเวณแหล่งท่องเที่ยวนั้น “การท่องเที่ยววิถีใหม่” ที่ไม่เพียงเฉพาะข้อปฏิบัติด้านสุขภาพ แต่ยังรวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเคารพสิทธิชุมชนด้วย จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรจัดงานบรรยาย (ออนไลน์) เรื่อง “ชาติพันธุ์สัมพันธ์กับการท่องเที่ยว” ซึ่งผู้บรรยายคือ ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์นักวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (จ.ตาก) เริ่มต้นด้วยการปูพื้นฐานความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์กับรัฐในประเทศไทย ว่า ก่อนหน้าที่จะมีการเกิดขึ้นของรัฐหรือชาติแบบสมัยใหม่ในยุคล่าอาณานิคม กลุ่มชาติพันธุ์มีวิถีชีวิตที่เป็นอิสระ

เช่น ในพื้นที่ที่ปัจจุบันเป็น อ.แม่สอด จ.ตาก ประเทศไทย กับเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา กลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมีนิเวศวัฒนธรรมแบบเดียวกันแต่เมื่อมีรัฐชาติเกิดขึ้น มีการกำหนดเส้นเขตแดน มีการจัดระเบียบการปกครองเพื่อรวมศูนย์อำนาจ วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ก็ต้องเปลี่ยน เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศไทยจากที่ใช้ภาษาของตนเอง ก็ต้องหันมาใช้ภาษาไทย

ความเป็นรัฐสมัยใหม่ยังนำพาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา เกิดการกดทับทางวัฒนธรรม กล่าวคือ วัฒนธรรมตะวันตกกดทับวัฒนธรรมไทย และทั้ง 2 วัฒนธรรม
ก็กดทับวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์อีกชั้นหนึ่ง ขณะเดียวกัน ยังมีการวางนโยบาย “1 ชาติ 1 วัฒนธรรม” หรือการสร้างวัฒนธรรมกระแสหลักของประเทศขึ้นมา (รัฐนิยม) กระทั่งเมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยุคหลังปี 2500 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยเริ่มให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์โดยเฉพาะที่อยู่บนพื้นที่สูงมากขึ้น เนื่องจาก “ฝิ่น” พืชที่กลุ่มชาติพันธุ์เคยปลูกและขายกันปกติ ถูกนานาชาติกำหนดให้เป็นสิ่งเสพติดให้โทษ

“หลายๆ พื้นที่ถูกอพยพ ตั้งนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขาขึ้นมา เอาหลายๆ ชุมชนมารวมกันแล้วก็กลายเป็น1 หมู่บ้าน ย้ายจากพื้นที่สูงลงมาอยู่พื้นที่ราบ อย่างเช่นแถว อ.พบพระ (จ.ตาก) หรือว่าหลายๆ พื้นที่ แถว จ.น่านก็มี เพราะฉะนั้นก็มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา มีศูนย์วิจัยชาวเขา สถาบันวิจัยชาวเขาขึ้นมา อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการผนวกวิถีชุมชนชาติพันธุ์เข้ามาอยู่ในการจัดการของรัฐส่วนกลาง” ผศ.ดร.สุวิชาน ระบุ

สำหรับปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์จากเสียงสะท้อนของคนในพื้นที่คือ “สิทธิในที่ดิน” ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานมาก่อนมีกฎหมายเกิดขึ้นกลับไม่ได้รับการยอมรับให้อยู่ต่อไปได้ เช่น “บ้านใจแผ่นดิน” ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่อยู่มาก่อนมีกฎหมายอุทยานเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ต้องออกจากถิ่นฐานเดิมเพราะไม่มีเอกสารสิทธิตามที่กฎหมายรับรอง ทั้งที่ในความเป็นจริงการตั้งถิ่นฐานในอดีตนั้นด้านหนึ่งรัฐก็ไปไม่ถึงกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มชาติพันธุ์เองก็เข้าไม่ถึงรัฐ

หรือที่ “อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่” มี 3 ตำบลแต่ในพื้นที่ดังกล่าวมีการออกโฉนดที่ดินเพียง 3 แปลง ดังนั้นการตั้งถิ่นฐานส่วนใหญ่เป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยผิดกฎหมายทั้งสิ้น เนื่องจากมีการประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่ม ในปี 2507 ซึ่งเมื่อรัฐประกาศพื้นที่ประชาชนก็ต้องทำตาม ทั้งที่ในความเป็นจริงมีการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่มาแล้วนับร้อยปี โดยประเทศไทยนั้นมีกฎหมายทั้งป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บางพื้นที่แม้อนุโลมให้อยู่อาศัยได้ แต่การทำมาหากินโดยใช้ทรัพยากรในป่ายังถือเป็นความผิด

“ป่าอุทยานแห่งชาติ หินก้อนเดียวเอาออกมาไม่ได้เอาออกมาก็ผิด ไปเก็บเห็ดก็ผิด ฉะนั้นทรัพยากรของกลุ่มชาติพันธุ์ ถ้าเราดูแผนที่ อันนี้ไม่ได้อวดอ้าง พื้นที่สีเขียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในประเทศไทยอยู่มากที่สุดทางเหนือกับทางตะวันตก แล้วพอพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่ในนั้นส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ หรือชนเผ่าพื้นเมืองบนพื้นที่สูง ฉะนั้นพอมีการประกาศเป็นเขต 3 ป่า (ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า) มันทำให้ไม่มีสิทธิในการจัดการ (Manage) หมายถึงการใช้และการดูแลรักษา” ผศ.ดร.สุวิชาน กล่าว

เมื่อการท่องเที่ยวถูกยกเป็นหนึ่งในเครื่องจักรเศรษฐกิจสำคัญ ทิศทางของรัฐหรือนักพัฒนาจึงมองกลุ่มชาติพันธุ์เปลี่ยนไป จากที่มองเป็นปัญหา เช่น โง่-จน-เจ็บ
ที่ต้องเข้าไปสงเคราะห์ช่วยเหลือ หรือมองว่าเป็นภัยความมั่นคง เป็นการมองเห็นวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะทุนทางวัฒนธรรม เป็นโอกาสในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่ง ผศ.ดร.สุวิชาน ให้ความเห็นว่า การมองกลุ่มชาติพันธุ์ในด้านเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวยังเป็นเพียงความคิดด้านการเก็บเกี่ยว แต่ไม่ได้คิดถึงการเสริมสร้างด้วย

โดยความเข้าใจที่ควรเกิดขึ้นในการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมคือ “สร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์มากกว่าคุณค่าเชิงวัตถุ” ไม่มองวิถีวัฒนธรรมหรือวิถีชุมชนเป็นเพียงสินค้า ผลัตภัณฑ์หรือทุนการท่องเที่ยว (Cultural for Sales) แต่ให้มองกลุ่มชาติพันธุ์หรือชุมชนในฐานะมนุษย์ และมองวัฒนธรรมในเชิงจิตวิญญาณ (Cultural forSoul) นอกจากนี้ ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน การทำให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ เป็นผู้ประกอบการในท้องถิ่น ไม่ใช่ต้องรอคอยแต่เม็ดเงินลงทุนจากภายนอก แล้วคนในชุมชนเป็นได้เพียงแรงงานเท่านั้น

ทั้งนี้ ในการมองวัฒนธรรมแบบวิชาการ อธิบายได้ในรูปแบบ “ภูเขาน้ำแข็ง” แบ่งเป็นส่วนยอดที่ลอยอยู่เหนือน้ำคือรูปแบบของวัฒนธรรมที่มองเห็น (Form) เช่นอาหาร ดนตรี ศิลปะ ภาษา ประเพณี เทศกาล ฯลฯ กับส่วนฐานที่จมอยู่ใต้น้ำคือที่มาที่ไป บริบทต่างๆ ของชุมชนหรือสังคมที่หล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมนั้นขึ้นมา (Ideology,Meaning, Value) เช่น อาหารท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์มีความหมายหรือคุณค่าใดอยู่เบื้องหลัง หากไม่เข้าใจที่มาที่ไปของวัฒนธรรม หยิบแต่เพียงรูปแบบที่มองเห็นไปใช้ นอกจากจะไม่ต่อยอดแล้วอาจทำลายวัฒนธรรมนั้นได้

ผศ.ดร.สุวิชาน ให้ข้อสรุปถึงเป้าหมายการท่องเที่ยวและแนวคิดการพัฒนาบนฐานวัฒนธรรมชุมชนไว้ว่า 1.สร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น อาศัยวิถีชีวิต ความรู้และภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาเป็นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตและการพัฒนาต่อยอด กับ 2.เพิ่มพลังต่อรองกับอำนาจ นโยบายและโครงการ หรือกิจกรรมที่เข้าครอบงำทางความคิด ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชุมชน และเป็นอุปสรรคหรือข้อจำกัดต่อการพัฒนาชุมชน การท่องเที่ยวสามารถใช้เพื่อสร้างพลังต่อรองลดช่องว่างความด้อยโอกาสของชุมชนได้

“ถ้าเราดูข้อมูล ประเทศไทยเป็นประเทศลำดับต้นๆของโลก ที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่เราจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือหนึ่งไปถมช่องว่างตรงนี้ที่เกิดขึ้นในชุมชนชาติพันธุ์ อันนี้ก่อนที่จะไปพูดถึงการท่องเที่ยว เรารู้จักสถานการณ์ วิถี ปัญหา ความเป็นมาที่ทำให้เกิดความด้อยโอกาส ที่ทำให้เกิดอุปสรรคมีต่อชุมชนชาติพันธุ์แล้ว วิธีคิดแนวคิดเรื่องการพัฒนาบนฐานวัฒนธรรมชุมชนนั้นสำคัญ

ไม่เช่นนั้นการท่องเที่ยวก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร นอกจากได้เงินเท่านั้นเอง บางทีเงินก็ไปตอบเรื่องสิทธิไม่ได้ เงินก็ไปตอบเรื่องของความสุขไม่ได้ เงินไปตอบคุณค่าไม่ได้ เงินไม่ได้ไปพัฒนาอะไร ฉะนั้นถ้าจะทำให้เกิดการท่องเที่ยวบนฐานการพัฒนาวัฒนธรรมชุมชนที่ยั่งยืน วิธีคิดเหล่านี้สำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจ” ผศ.ดร.สุวิชาน ฝากข้อคิด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ประชานิยม’อุ้มคนฐานราก ประโยชน์มีแต่ระวังผลข้างเคียง #SootinClaimon.Com

Posted on September 17, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/602390

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ประชานิยม’อุ้มคนฐานราก ประโยชน์มีแต่ระวังผลข้างเคียง

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ประชานิยม’อุ้มคนฐานราก ประโยชน์มีแต่ระวังผลข้างเคียง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

เมื่อกล่าวถึงความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทย หนึ่งในวิวาทะสำคัญคือ “ประชานิยม” ระหว่างฝ่ายที่มองว่าเป็นนโยบายที่มีประโยชน์กับคนระดับฐานราก กับฝ่ายที่มองว่าเป็นนโยบายที่ถูกใช้เพื่อปูทางไปสู่การแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ แผนงานคนไทย 4.0 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “อนาคตคนไทยกับนโยบายประชานิยม” ขึ้นโดยมี ผศ.ดร.ธัญณ์ณภัทร์ เจริญพานิช อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นวิทยากร

เมื่อพูดถึงประชานิยม หลายคนอาจนึกถึงนโยบายลดแลกแจกแถม เพื่อสร้างความนิยมต่อรัฐบาลหรือผู้นำในหมู่ประชาชน หรือมีข้อถกเถียงว่าประชานิยมถือเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม “นิยามของประชานิยม” นั้นหมายถึง “วิถีของประชาชนในการขับเคลื่อนการเมืองและประชาธิปไตย” เป็นการให้คุณค่าประชาธิปไตยที่สร้างขึ้นโดยประชาชนในฐานะการเข้าไปมีส่วนอย่างสำคัญในทางการเมือง

ดังนั้นแล้ว “ประชานิยมจึงเป็นพลังเชิงบวกในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย อีกทั้งยังมีความหมายของการต่อสู้ของประชาชนกับชนชั้นนำและโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่มีบรรทัดฐานของความยุติธรรมและเท่าเทียม” ถึงกระนั้น ก็มีนักวิชาการบางท่าน เช่น เคิร์ท เวย์แลนด์(Kurt Weyland) กล่าวไว้ในปี 2544 ว่า ประชานิยมคือ ยุทธศาสตร์ทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ผู้นำทางการเมืองพยายายามใช้อำนาจบนพื้นฐานการสนับสนุนโดยตรงอย่างไม่เป็นทางการจากประชาชนจำนวนมากที่นิยมชมชอบหรือติดตาม

“ในแง่มุมหนึ่ง ประชานิยมจึงสะท้อนในลักษณะของบุคคลเปี่ยมไปด้วย Charisma (เสน่ห์) หรือบารมี ที่รวมความนิยมชมชอบหรือศูนย์อำนาจไว้กับตัวเอง หรือเป็นผู้ที่มองว่าพูดแทนประชาชน นำเสนอสิ่งที่ประชาชนต้องการหรืออยากได้ยิน อันนี้ก็จะไปโยงกับลักษณะของผู้นำแบบประชานิยม ซึ่งอันนี้ก็อาจจะมองถึงในรูปแบบได้ทั้งไทยและในลาตินอเมริกา” ผศ.ดร.ธัญณ์ณภัทร์ กล่าว

นักวิชาการอีกท่านคือ อลัน แวร์ (Alan Ware) กล่าวถึงประชานิยมเมื่อปี 2545 ว่า ประชานิยมคือยุทธศาสตร์ทางการเมือง ผู้นำทางการเมืองจึงมักถูกมองว่าเป็นนักการเมืองผู้แสวงหาอำนาจ โดยการกระทำที่เป็นไปเพื่อการได้รับการสนับสนุนจากผู้คนจำนวนมาก หรือก็คือการใช้ความนิยมนั้นช่วงชิงความได้เปรียบในเกมการเมือง “ผู้นำแบบประชานิยมจึงต้องสร้างบารมี”เพื่อให้ได้รับการยอมรับให้อยู่ในอำนาจ

หนึ่งในพื้นที่ที่โดดเด่นด้านการก่อตัวของการเมืองแบบประชานิยมคือภูมิภาคลาตินอเมริกา (อเมริกากลางและใต้) มีนักการเมืองที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นปากเป็นเสียงแทนคนยากจน นำเสนอนโยบายที่ให้ความสำคัญกับชนชั้นรากหญ้า ผู้ใช้แรงงาน หรือนโยบายแบบรัฐสวัสดิการ หรือนำแนวคิดแบบสังคมนิยมมาเป็นแนวทาง เมื่อมองในมุมนี้ ประชานิยมจึงมิใช่เพียงนโยบาย แต่เป็นการต่อสู้ของคนที่รู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกเพิกเฉย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

แต่อีกด้านหนึ่ง ก็มีนักวิชาการที่มองประชานิยมว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย เช่น แจน-เวอร์เนอร์มิลเลอร์ (Jan-Werner Miller) กล่าวในปี 2559 ระบุว่า“ประชานิยมเป็นปรปักษ์ต่อความเป็นพหุนิยมในระบอบประชาธิปไตย เพราะพรรคการเมืองแบบประชานิยมมักคำนึงถึงการตอบสนองทางคุณค่าผ่านนโยบายสาธารณะต่อประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยปราศจากการเคารพความหลากหลายของคุณค่าในสังคม” อย่างไรก็ตาม แก่นของประชานิยมก็ยังนับว่ายังเป็นประชาธิปไตยอยู่

“ประชานิยมจะเป็นชุดความคิดของเจตจำนงของประชาชนทั่วไปเป็นหลัก แล้วก็เป็นหลักการที่ปกป้องเสียงข้างมาก ซึ่งถ้ามันปกป้องเสียงข้างมากแบบสุดโต่ง แล้วก็สนับสนุนประชาธิปไตยเสียงข้างมากในแบบนี้ มันก็อาจจะนำไปสู่การปฏิเสธความเป็นพหุนิยมโดยพื้นฐาน จากการเอาเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก ก็จะไปกระทบกับเสียงส่วนน้อยหรือหลักของสถาบันอิสระที่มีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของคนที่เป็นเสียงส่วนน้อยในสังคม ในลักษณะนี้ถ้าสุดโต่ง ก็อาจเคลื่อนย้ายจากประชาธิปไตยไปเป็นอำนาจนิยมเต็มใบ ซึ่งเป็นการลบล้างประชาธิปไตย หรือล่มสลายของประชาธิปไตยในกรณีสุดโต่ง” ผศ.ดร.ธัญณ์ณภัทร์ อธิบาย

ในกรณีของประเทศไทย คำว่าประชานิยมถูกผูกโยงเข้ากับชื่อของ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2544-2549 เนื่องจากพรรคการเมืองที่ทักษิณตั้งขึ้นคือ พรรคไทยรักไทย หาเสียงโดย “ชูนโยบายที่คำนึงถึงชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นกลางที่เพิ่งเกิดใหม่” ภายใต้บริบทสังคมที่ชนบทเองก็มีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นจากอิทธิพลของระบบทุนนิยมบวกกับนโยบายการพัฒนาที่สะสมต่อเนื่องมาจากรัฐบาลชุดต่างๆ ก่อนหน้า ซึ่งชนชั้นกลางใหม่มีความต้องการที่แตกต่างไปจากชนชั้นกลางเดิมที่มีโอกาสเข้าถึงทุน ทรัพยากรและโอกาสต่างๆ มากกว่า

ผศ.ดร.ธัญณ์ณภัทร์ ยกตัวอย่าง “30 บาท รักษาทุกโรค-กองทุนหมู่บ้าน” อันเป็น 2 นโยบายที่เริ่มต้นในสมัยรัฐบาลทักษิณและถูกพูดถึงทุกครั้งเมื่อกล่าวถึงอดีตนายกฯ ผู้นี้ว่าตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน หรืออีกนโยบายหนึ่งที่สำคัญคือการปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน แต่ในช่วงปรับเปลี่ยนก็อาจทำให้ข้าราชการรู้สึกไม่พอใจเพราะต้องปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ อนึ่ง นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณ ยังทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) เพิ่มจากร้อยละ 4 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 6 ในปี 2547

แต่ในอีกมุมหนึ่ง “นโยบายประชานิยมในรัฐบาลทักษิณก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกันว่าเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง” มีการใช้คำว่า “คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” อีกทั้งยังถูกมองว่า “กระตุ้นความฟุ้งเฟ้อของคน” โดยมองจากชนชั้นรากหญ้งและชนชั้นกลางเกิดใหม่ มีกำลังซื้อและเริ่มซื้อรถยนต์ มอเตอร์ไซค์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มากขึ้น ทำให้ “ชนชั้นนำและชนชั้นกลางเดิมมองว่าทักษิณทำลายวิถีชนบทที่สวยงาม” ทั้งที่ในความเป็นจริง ชนบทได้เปลี่ยนหน้าตาไปตั้งแต่ก่อนหน้ายุคสมัยของทักษิณแล้ว ตลอดจนเกิดคำถามว่า “สมควรหรือไม่ที่รัฐบาลนำเงินของชนชั้นกลางที่เสียภาษีมากกว่า ไปให้คนรากหญ้าเพื่อประโยชน์ทางการเมือง” จนนำมาสู่การจุดกระแสต่อต้าน

“สิ่งที่ชนชั้นกลางหรือคนที่ต่อต้านนโยบายประชานิยมกลัวว่าจะนำไปสู่ประชานิยมแบบอำนาจนิยม ซึ่งเราก็จะเห็นแล้วว่ามันมีข้อพึงระวังในเชิงแนวคิดเหมือนกัน ว่าถ้ามันเป็นประชานิยมแบบสุดโต่งเสียงข้างมาก แล้วมันไปก่อสร้างผู้นำแบบอำนาจนิยมขึ้นมาแทน หรือเผด็จการขึ้นมาแทน ซึ่งปลายทางมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น อันนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างสถาบันทางการเมือง
ที่รองรับการมีส่วนร่วม และโครงสร้างในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่มันจะป้องกันไม่ให้เกิดผู้นำแบบอำนาจนิยมขึ้นมา จากการที่กลายเป็น Popular (ได้รับความนิยม) ของประชาชนไม่เช่นนั้นมันก็จะล่ม” ผศ.ดร.ธัญณ์ณภัทร์ กล่าวในช่วงท้ายของการเสวนา

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘รักษ์โลก-ห่วงสุขภาพ’ ทิศทาง ‘ท่องเที่ยว’ หลังโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on September 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/601464

สกู๊ปแนวหน้า : ‘รักษ์โลก-ห่วงสุขภาพ’ ทิศทาง‘ท่องเที่ยว’หลังโควิด

สกู๊ปแนวหน้า : ‘รักษ์โลก-ห่วงสุขภาพ’ ทิศทาง‘ท่องเที่ยว’หลังโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“พอดีได้มีโอกาสไปสอนนักศึกษาท่องเที่ยวที่ภูเก็ตผู้ประกอบการตั้งเป้าหมายไว้ที่แสนคน มาแค่ 1 หมื่นคน ประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์เอง แม้กระทั่งภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่เราตั้งเป้าหมายไว้ หรือสมุย มันก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเพราะสถานการณ์โควิดที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นประเทศไทยจะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวเกิดการรู้สึกว่าอุ่นใจ เบาใจ อยากมาท่องเที่ยว รู้สึกปลอดภัย”

ศ.ดร.วิสาขา ภู่จินดา คณบดีคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) บรรยายในหัวข้อ “ทิศทางอนาคตท่องเที่ยวไทย
หลังโควิด-19” ในงานสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 6 “การขับเคลื่อน BCG สู่การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยหลังภาวะหลังปกติใหม่(Next Normal)” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วย “การท่องเที่ยว” ภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ภายใต้ความท้าทายในยุคสมัยที่โลกเผชิญสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งแม้จะมีความพยายามฟื้นฟูแต่ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้

ที่ผ่านมาประเทศไทยมีรายได้จำนวนมากจากการท่องเที่ยว อาทิ ในปี 2562 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของโลกยุคเดิมก่อนเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไทยถึง 40 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 2.2 ล้านล้านบาทแต่ในเมื่อทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การปรับตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่น ต้องมีมาตรการด้านสุขอนามัย หรือก็คือการมุ่งสู่ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” แทนการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ

ศ.ดร.วิสาขา กล่าวถึง “จุดแข็ง” ของภาคการท่องเที่ยวของไทยไว้ 3 ประการ คือ 1.ทรัพยากรในประเทศอุดมสมบูรณ์ 2.มีขัดความสามารถด้านการบริการ (Service Mind) และ 3.ราคาไม่แพง แต่ก็มี “จุดอ่อน” 2 ประการ คือ1.สิ่งแวดล้อม กับ 2.ความปลอดภัย ส่วน “ประเภทการท่องเที่ยวมูลค่าสูงที่ควรส่งเสริม” เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวที่สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนแก่ชุมชน

“ตลาดเราเปลี่ยนไปแล้ว ตลาดเราจะเป็น Hi-End คือมีกำลังซื้อสูง สินค้าท่องเที่ยวเราก็จะต้องเป็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ตอนนี้ถูกฟื้นฟูกลับมาดีมาก เพราะตอนนี้จากจำนวนคนที่ไปใช้มาก จากสถานการณ์โควิดมันเกิดการฟื้นฟู น้ำทะเลใสขึ้น มีความอุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น เราต้องขายตรงนี้แต่เราต้องขายในราคาที่สูง และขายในราคาที่กลุ่ม Hi-End นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ไม่ได้มาทำลายสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นการท่องเที่ยววิถีใหม่ต้องเปลี่ยนมุมมองแล้ว เป็นการท่องเที่ยวที่ต้อง Optimize (เพิ่มประสิทธิภาพ) Optimum Scale (ได้สัดส่วนที่เหมาะสม) ไม่เกิน Capacity (ความจุที่รองรับได้)” ศ.ดร.วิสาขา ระบุ

คณบดีคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม นิด้า กล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้ทั้งการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติเข้ามาประเทศไทย หรือชาวไทยไปต่างประเทศ และการท่องเที่ยวในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทยเองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “การเดินทางแบบหมู่คณะจำนวนมากมีแนวโน้มลดลง” ขณะเดียวกัน “มาตรการสาธารณสุขจะมีบทบาทมากขึ้น” เช่น หนังสือรับรองการฉีดวัคซีนครบถ้วน และมาตรการอื่นๆ ในการดูแลนักท่องเที่ยวให้ปลอดภัย

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่โลกหลังยุคโควิด นักท่องเที่ยวจะสนใจการท่องเที่ยเชิงวิถีชีวิตและประสบการณ์มากขึ้นใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมากขึ้น ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าจะสร้างรายได้อย่างไรโดยเฉพาะกับเศรษฐกิจระดับชุมชน รวมถึง“อาจต้องมีระบบบริหารจัดการที่คำนึงถึงสมดุลระหว่างความจุของสถานที่ท่องเที่ยวกับปริมาณนักท่องเที่ยว” เช่น นักท่องเที่ยวลงจากเครื่องบิน หากสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวยังมากอยู่ อาจสับเปลี่ยนไปสถานที่ท่องเที่ยวอื่นก่อนจะวนกลับมาก็ได้

สำหรับทิศทางการท่องเที่ยวยุคหลังจากนี้ 1.การท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ จะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเป็นการเดินทางของกลุ่มที่สมาชิกทั้งหมดรู้จักกัน เนื่องจากมีความไว้วางใจกัน ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการเริ่มคิดออกแบบการจัดการท่องเที่ยวกันแล้วภายใต้แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย 2.เทคโนโลยีดิจิทัลจะได้รับความนิยมมากขึ้นเช่น การชำระค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องใช้เงินสด (Cashless) หรือการใช้เทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการโปรแกรมการท่องเที่ยวอาทิ กำหนดการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ที่อาจสับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ และ 3.การดูแลสิ่งแวดล้อมจะถูกให้ความสำคัญมากขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติที่ฟื้นตัวขึ้นมาจะทำอย่างไรไม่ให้กลับไปเสื่อมโทรมลงอีก

“ในเชิงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราจะกระทบเห็นๆ เลยในมุมนักท่องเที่ยวคือเชิงอากาศ ประเทศไทยร้อน ประเทศไทยมีมลพิษ PM2.5 ไปเที่ยวภาคเหนือเกิดการเผาโดยเฉพาะหน้าหนาวที่อากาศดี เราจะลดกันอย่างไรในด้านเผาไหม้ต่างๆ คุณภาพอากาศเป็นสิ่งที่สำคัญ คือมันจับต้องได้ในเชิงท่องเที่ยวอย่างเร็วอย่างขยะเราเห็นมันแค่อุจาดตาVisual Pollution (มลพิษทางสายตา) อาจจะมีกลิ่นบ้าง แต่เรื่องฝุ่นละอองคุณภาพอากาศมันถึงเราโดยตรง น้ำเสียเราอาจจะไม่กระทบโดยตรง

ควรจะต้องแก้ปัญหาในระยะแรกระยะสั้นเลย แต่เรื่องขยะควรจะต้องคำนึงถึงในระยะถัดไป โดยเฉพาะขยะพลาสติกต่างๆ กระบวนการก็จะกลับมา Upcycling (แปรรูปเพิ่มมูลค่า) เอาไปทำจีวรพระ ผลิตชุด PPE หมอ เราก็เห็นว่าเอากลับไป Upcycling มากขึ้น เพื่อให้การท่องเที่ยวมันดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ศ.ดร.วิสาขา ยกตัวอย่าง

อีกเรื่องหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในการท่องเที่ยวยุคหลังโควิดคือ “นักท่องเที่ยวต้องการความไว้วางใจ” เช่น เวลาไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการร้านค้าต่างๆ เมื่อเห็นป้ายแสดงว่าพนักงานทุกคนฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว มาตรการด้านสุขอนามัยจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกแหล่งท่องเที่ยว เช่น สถานที่แออัดหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการเดินทางก็มีแนวโน้มจะใช้รถยนต์ส่วนตัวมากกว่าขนส่งสาธารณะ

ศ.ดร.วิสาขา กล่าวสรุปความสำคัญของเศรษฐกิจ BCG (Bio Economy-เศรษฐกิจชีวภาพ, Circular Economy-เศรษฐกิจหมุนเวียน, Green Economy = เศษฐกิจสีเขียว) ซึ่งมีอยู่ 4 สาขา คือ 1.การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 2.เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ และพลังงาน โดยทั้ง 4 สาขาล้วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งสิ้นเช่น การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น หรือการนำขยะไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง เป็นต้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หมวกแรงดันบวก-ลบ’ นวัตกรรมช่วยด่านหน้าสู้โควิด #SootinClaimon.Com

Posted on September 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/601259

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หมวกแรงดันบวก-ลบ’  นวัตกรรมช่วยด่านหน้าสู้โควิด

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หมวกแรงดันบวก-ลบ’ นวัตกรรมช่วยด่านหน้าสู้โควิด

วันเสาร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2564, 07.30 น.

การขาดแคลนวัคซีน ประสิทธิภาพการป้องกันการติดต่อของวัคซีนแต่ละยี่ห้อ รวมไปถึงการกลายพันธุ์ของไวรัส ทำให้ “สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงและเปราะบางสูง” อีกทั้งยังไม่สามารถคาดการณ์ถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นได้ในเวลาอันใกล้ การรับมือที่สำคัญมากคือ “ลดความเสี่ยงการติดเชื้อของบุคลากรด่านหน้า และผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับบริการจากสถานพยาบาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง”

ไพศาล ขันชัยทิศ หัวหน้าทีมวิจัยเข็มระดับนาโนกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน นาโนเทคสวทช. ริเริ่มพัฒนา “nSPHERE หมวกแรงดันบวก-ลบ”ขึ้น โดยเป็นหมวกที่สามารถป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา ได้ด้วยระบบการกรองประสิทธิภาพสูงร่วมกับการควบคุมความดันภายในหมวกให้สูงหรือต่ำกว่าภายนอกแล้วแต่กรณี เพื่อตัดโอกาสการเล็ดลอดละอองไอจามซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของเชื้อไวรัสโคโรนา

ในการออกแบบ ทีมวิจัยได้กำหนดให้อากาศที่เข้าและออกจากหมวกถูกกรองด้วยการดูดอากาศผ่านฟิลเตอร์ แต่มีความแตกต่างระหว่าง nSPHERE ลบและบวก คือ หมวกแบบลบ เน้นให้อากาศขาออกจากหมวกสะอาดที่สุด เพราะผู้สวมใส่มีหรืออาจมีเชื้อ แต่ในทางกลับกัน หมวกแบบบวก จะเน้นให้อากาศขาเข้าสะอาดที่สุด เนื่องจากต้องป้องกันเชื้อแพร่กระจายจากภายนอกสู่ผู้สวมใส่

โครงการนี้ถือว่ามีความท้าทายมาก เมื่อพยายามพัฒนาให้เป็นอุปกรณ์สวมใส่ส่วนบุคคลโดยเฉพาะกับ nSPHERE(-) ที่เป็นแนวคิดใหม่ สร้างความดันให้เป็นลบ ทำงานตรงกันข้ามกับ PAPR (Powered Air Purifying Respirator) ที่แพทย์มักจะเป็นผู้ใช้ แต่ด้วยมีแนวคิดว่าหากทั้งผู้ติดเชื้อและผู้ดูแลได้ใช้ก็จะมีประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายในภายหลังจึงพัฒนาทั้งบวกและลบ เพื่อสร้างกลไกการป้องกันที่แน่นหนา ลดโอกาสแพร่เชื้อได้มากยิ่งขึ้นไป

และเพื่อให้ประสิทธิภาพสูงสุด ทีมวิจัยนาโนเทคเลือกใช้ฟิลเตอร์กรองอากาศประสิทธิภาพสูง หรือ HEPA ซึ่งต้องมีการออกแบบให้เหมาะสมต่อการใช้งานในลักษณะสวมใส่เป็นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ความยากจึงตกไปอยู่ที่ประสิทธิภาพและราคา ที่จะสะท้อนความคุ้มค่าของ nSPHERE ทีมวิจัยจึงพยายามหาเกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบ (benchmark) ในการพัฒนาเชิงความคุ้มค่า

เช่น สำหรับ nSPHERE(-) ซึ่งเปรียบเทียบการใช้งานกับการลงทุนสร้างห้องแรงดันลบ ส่วน nSPHERE(+) อาศัยการเทียบค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาด PAPR แต่ละครั้งกับการใช้งานหมวกแบบใช้แล้วทิ้ง เพื่อให้ความมั่นใจว่า ฟิลเตอร์ไม่รั่วระหว่างการใช้งาน และไม่เป็นที่สะสมเชื้อไวรัส แต่เมื่อนำไปใช้จริง แพทย์และพยาบาลเสนอว่าสามารถใช้ซ้ำได้ แต่ทีมวิจัยก็ได้กำหนดระยะเวลาสะสมต่อหมวกหนึ่งใบไว้ โดยมีชุดทำความสะอาดด้วย UV/Ozone ให้ด้วยในกรณีที่มีการใช้งานจำนวนมาก

“ภายใน nSPHERE ยังมีเซ็นเซอร์วัดความดัน ซึ่งมาจากขั้นตอนทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของหมวกแล้วพบว่า บรรยากาศภายนอกหมวกมีความดันขึ้นลงตลอดเวลา จึงติดเซ็นเซอร์วัดค่าเอาไว้แล้วพบว่าค่าความแตกต่างความดันที่อยากได้ ควบคุมได้ลำบาก อีกทั้งการออกแบบก็ทำได้ยาก หากความดันในหมวกสูงหรือต่ำเกินไปก็จะทำให้อึดอัดไม่สะดวกสบาย อาจหูอื้อหรือขาดอากาศหายใจ

ดังนั้นจึงเสนอแนวคิดระบบการเตือนเมื่อความดันภายในหมวกไม่เป็นไปตามกำหนด โดยให้มีการวัดความดันภายในและภายนอกหมวกเปรียบเทียบกันตลอดเวลา จึงกลายเป็นจุดเด่นของ nSPHERE ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อทำได้จริงในเชิงปฏิบัติ เนื่องจากการเข้า-ออกจากห้อง การเข้าลิฟต์ หรือพาหนะโดยสาร มีความแตกต่างความดันอยู่ตลอดเวลา ระบบเดิมจะไม่มีสัญญาณเตือน แต่ nSPHERE ให้ความสำคัญ ณ จุดนี้มากเป็นพิเศษ” ไพศาล กล่าว

หัวหน้าทีมวิจัยเข็มระดับนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน นาโนเทค สวทช. ยังเล่าอีกว่า ความท้าทายอย่างหนึ่งคือ โดยได้นวัตกรรม nSPHERE นี้ไปทดสอบมาตรฐานที่มีความท้าทายสูง เนื่องจากการทดสอบยังไม่มีมาตรฐานรองรับชัดเจน เพราะมีลักษณะเป็นนวัตกรรมที่มีข้อบ่งใช้ใหม่ จึงต้องมีการประยุกต์ใช้มาตรฐานใกล้เคียงตามข้อมูลที่ทาง CDC และ OSHA กำหนดเป็นไกด์ไลน์เอาไว้ อาทิ มาตรฐาน ISO 14644-3 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กับห้อง Clean Room ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่หมวกนี้มีปริมาตรช่องอากาศไม่ถึงลูกบาศก์ฟุต

ดังนั้นในทางปฏิบัติจริง จึงต้องขอความร่วมมือจากผู้ทดสอบ และต้องใช้กรอบที่กำหนดขึ้นเฉพาะเป็นกรณีพิเศษ ซึ่ง “สามารถผ่านมาตรฐานในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจาก CDC หลายเท่าตัว” สร้างความเชื่อมั่นเรื่อง ความปลอดภัยที่มีข้อกังวลมาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังได้นำหมวกไปทดสอบความปลอดภัยด้านไฟฟ้า และการแผ่รังสีรบกวน ที่ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ในมุมของวัสดุเพิ่มเติม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับโครงสร้างกระดาษเคลือบกันน้ำ

เมื่อรวบรวมผลการทดสอบมาตรฐานเหล่านี้ไปใช้อ้างอิงพร้อมกับการทดสอบที่นาโนเทค สวทช. สร้างขึ้นเองเช่น เทคนิคการใช้การกระเจิงแสงเลเซอร์ต่อละอองฝุ่นจำลองและการใช้กล้อง Thermal Camera ช่วยระบุตำแหน่งจุดอับทำให้ร้อนเมื่อสวมใส่ ก็ทำให้สร้างความเชื่อมั่นในนวัตกรรมนี้ได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ปัจจุบัน มีการนำไปใช้งาน รวมถึงการใช้ในเชิงสาธิตกว่า 900 ชุด ใน 37 หน่วยงานและสถานพยาบาลทั่วประเทศ

อาทิ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ), โรงพยาบาลกลาง,โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์, โรงพยาบาลสิรินธร, โรงพยาบาลลาดกระบัง, โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่, โรงพยาบาลกำแพงเพชร เป็นต้น ส่วนเรื่องต้นทุนนั้น ทีมวิจัยเห็นว่า“ต้นทุนนั้นประนีประนอมได้ แต่ความปลอดภัยไม่อาจประนีประนอม”จุดนี้ทำให้ทีมวิจัยต้องหาวิธีการผลิตและเลือกใช้วัสดุราคาประหยัด ซึ่งจริงๆ แม้จะยากมาก แต่ก็เล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ระยะยาว

เนื่องจากหากกระบวนการผลิตหมวกสามารถทำได้ง่าย ลงทุนไม่สูงเกินไป ก็จะสามารถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ง่าย นำไปสู่การใช้ประโยชน์ในวงกว้างได้อย่างทันท่วงที โดย nSPHERE ครบชุด (หมวกเเละคอนโทรลเลอร์) มีมูลค่ารวม 2,500 บาท แบ่งออกเป็นคอนโทรลเลอร์ 2,000 บาท (ใช้ซ้ำได้) และหมวก 500 บาท ซึ่งเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ระยะเวลาการใช้สะสม 24 ชั่วโมง

ความท้าทายต่อมาคือ กำลังการผลิต ที่ไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่มีจำนวนมาก ด้วยทีมวิจัยมองว่า หากจะใช้นวัตกรรมนี้ให้ได้ประสิทธิภาพ ต้องผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน ซึ่งการออกแบบให้สามารถประกอบได้เองแก้ปัญหานี้ได้ แต่ก็มีความกังวลเรื่องของประสิทธิภาพหากนำไปประกอบเอง ในช่วงแรก จึงรวมทีมทั้งนักวิจัย และกลุ่มพ่อบ้านแม่บ้าน ตลอดจนอาสาสมัครมาช่วยประกอบหมวกไปแจกจ่ายตามสถานพยาบาล

จากเริ่มแรกผลิตได้ไม่กี่สิบใบต่อวัน ปัจจุบันสามารถทำได้กว่า 100 ใบ ทีมวิจัยเผยว่า กำลังขยายกำลังผลิตสู่พันธมิตร เช่น วิทยาลัยเทคนิคในแต่ละภูมิภาค เช่น วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี, วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่, วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย, วิทยาลัยเทคนิคอยุธยา โดยตั้งเป้าไว้ที่ 800 ใบต่อวัน นอกจากนี้ มีผู้ติดต่อเข้ามาเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วหลายราย ซึ่งจะพยายามทำให้เป็นนวัตกรรมที่ราคาไม่แพง และเปิดถ่ายทอดสิทธิแบบ Non Exclusive เพื่อให้เกิดการกระจาย เพิ่มจำนวนการผลิตไปสู่ผู้ใช้ได้มากและเร็ว ทันสถานการณ์และความต้องการ

“รางวัลของงานนี้ ไม่ใช่เงินทองหรือชื่อเสียง แต่เป็นคำขอบคุณจากบุคลากรด่านหน้า และผู้เกี่ยวข้อง ที่ใช้หมวก nSPHERE แล้วมั่นใจ อยู่รอดปลอดภัยเมื่อเกิดความเสี่ยงติดเชื้อ มีหลายครั้งที่คุณหมอ พยาบาล โทรฯมาบอกว่า ถ้าไม่ได้หมวกน่าจะติดไปแล้ว เป็นการยืนยันเบื้องต้นว่า นวัตกรรมที่เราทำน่าจะมีประโยชน์จริงๆ และสิ่งที่เราคิดก็เป็นจริงได้” ไพศาล กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,855,073 hits

Join 4,134 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ - ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ
สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล
แห่ฟังล้นเวที! จูรี​ ปราศรัยใหญ่​ เมืองคอน​ ขอโทษประชาชนแทนปชป.ในอดีต
คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
ธรรมนัส นำทัพกล้าธรรมเปิดศึกโค้งสุดท้าย ประกาศพลิกปทุมธานีสู่ยุคใหม่
อภิสิทธิ์ ลั่นปชป. สมบัติพ่อเฒ่า ปลุกคนคอนไล่คนโกง 90 วันเดินหน้าปราบทุนเทา

Recent Posts

  • ศุภชัย สวน ษัษฐรัมย์ ​อย่าปลุกม็อบ! ยันภูมิใจไทยพร้อมหนุนผู้ประกันตน
  • วัส ติงสมิตร ไขข้อข้องใจ ทำไมเลือกตั้งล่วงหน้าได้ แต่ลงประชามติล่วงหน้าไม่ได้?
  • กทม. เผยยอดใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก นอกเขต 87.60% ในเขต 96.47%
  • อดีตบิ๊ก ศรภ. สับพรรคส้ม แค่ยืนเคารพเพลงชาติยังทำไม่ได้ จะมาบริหารประเทศ
  • เถกิง ลั่นผิดหวังกับ บรรยง พงษ์พานิช หลังเชื่อเมียเลือกกาส้ม 2 ใบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d