Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เหนื่อย-หนัก’ ทั้งครอบครัว ‘เรียนออนไลน์’ ต้องปรับตัว #SootinClaimon.Com

Posted on September 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/599867

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เหนื่อย-หนัก’ทั้งครอบครัว  ‘เรียนออนไลน์’ต้องปรับตัว

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เหนื่อย-หนัก’ทั้งครอบครัว ‘เรียนออนไลน์’ต้องปรับตัว

วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าเด็กใช้เวลานั่งมากกว่า 13 ชม.ต่อวัน เป็นเหมือนกันทั่วโลก แต่ในสถานการณ์โควิด พบว่าเด็กต้องนั่งนานขึ้น 14 ชม.เพราะต้องอยู่หน้าจอ โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า เด็กต้องขยับร่างกายอย่างน้อย 60 นาทีต่อวันซึ่งเด็กไทยมีค่าเฉลี่ยในการขยับร่างกาย ร้อยละ 26 ในภาวะปกติ แต่เมื่อมีโควิด ค่าเฉลี่ยในการขยับเขยื้อนร่างกายลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 17 โดยเป็นแบบเดียวกันทั้งโลกซึ่งส่งผลระยะยาวเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะติดพฤติกรรมไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย”

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในวงเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “แนวทางส่งเสริมสุขภาพเด็กในช่วงเรียนออนไลน์” เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเมื่อเด็กขยับร่างกายลดลง พฤติกรรมดังกล่าวจะติดตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่ จึงแนะนำให้เด็กทำกิจกรรมในบ้าน ให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกาย ครูปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน ระหว่างเรียนให้มีช่วงพักเบรกเข้าห้องน้ำ พ่อแม่ชวนลูกทำงานบ้าน ออกกำลังกายพร้อมกับลูก เมื่อเรียนจบชวนลูกมาถกประเด็นวิเคราะห์ในเนื้อหาที่เรียน เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกันในครอบครัว

ทั้งนี้ มุมบวกอีกด้าน การที่ลูกอยู่บ้านเป็นโอกาสที่พ่อแม่จะเล่านิทาน หรือคุยกับลูกได้มากขึ้น ซึ่งการเล่นยังช่วยพัฒนาสมองของเด็ก เมื่อเด็กขยับร่างกายจะทำให้มีสติปัญญา ไอคิวและอีคิวดีขึ้น โดยมีงานวิจัยระบุว่าการเล่นมีผลต่อการเรียนดีขึ้น มีปฏิสัมพันธ์ภายในห้องเรียนดีขึ้น ลดภาระครู แต่ระหว่างการเล่น ต้องป้อนข้อมูลสาระความรู้ใส่สมอง ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ไกลขึ้น

ขณะที่ ผศ.พญ.แก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ รองผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่ออยู่หน้าจอมากจะมีปัญหาเรื่องสายตา เพราะกะพริบตาน้อยลง จึงแสบตา ปวดหัว และนั่งท่าเดียวตลอดเวลาทำให้ปวดเมื่อยและเมื่อต้องเรียนอยู่ที่บ้าน ทำให้เด็กกินอาหารได้ตามใจชอบจนอ้วน พบว่าภาพรวมค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ของเด็กสูงขึ้น อีกทั้งบางครั้งไม่ได้รับประทานอาหารเช้า ธาตุอาหารที่จะทำให้สมองเด็กเติบโตมาจากธาตุเหล็ก ซึ่งมาจากเนื้อสัตว์และผัก

ซึ่งโภชนาการสำคัญมากช่วงวัยเด็ก เมื่อเด็กอ้วนส่งผลต่อผู้ใหญ่ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคความดัน หัวใจ และเบาหวาน นอกจากนี้เป็นห่วงเรื่องการนอนของเด็กที่ต้องระวัง เมื่อนอนไม่พอ ตื่นมาไม่สดชื่นไม่อยากเรียน ดังนั้นการเรียนออนไลน์ควรลดเวลาเรียนเหลือ 40 นาที พัก20 นาที การเรียนออนไลน์ของโรงเรียนควรแบ่งนักเรียนเป็น2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่พ่อแม่พร้อมสอน กับ 2.กลุ่มพ่อแม่ต้องทำงานและเด็กอยู่กับผู้สูงอายุ ซึ่งครูควรไปเยี่ยมหรือโทรศัพท์คุยกับผู้ปกครองของเด็กกลุ่มหลังเป็นพิเศษ

“อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ที่พ่อแม่อยู่บ้าน สามารถสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับลูกได้ เมื่อเด็กมีความเครียดพ่อแม่ควรรับฟัง และสื่อสารกับลูกหาทางออกร่วมกัน จะช่วยทำให้เด็กมีทักษะชีวิต มีความเข้มแข็งทางใจมากขึ้น ซึ่งเป็นพลังสำคัญจะส่งผลตอนโต ทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ถ้าบรรยากาศในครอบครัวเป็นบวก เด็กจะรู้สึกปลอดภัยที่มีพ่อแม่คอยรับฟังปัญหา” ผศ.พญ.แก้วตา กล่าว

ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา หัวหน้าศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เกิดผลกระทบในวงกว้าง จนเด็กและเยาวชนต้องปรับเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยเปิดห้องพูดคุยในคลับเฮาส์ เพื่อสำรวจความคิดเห็นของเด็กในช่วงเรียนออนไลน์ แล้วต่อยอดสำรวจความคิดเห็นของเด็กประถมศึกษา และมัธยมศึกษาทั่วประเทศจำนวน 300 คน เมื่อเดือน ก.ค. 2564

พบปัญหาสำคัญ 7 เรื่อง ได้แก่ 1.เด็กปวดตา เพราะนั่งนาน เนือยนิ่ง 2.มีความเครียด โดยเฉพาะนักเรียนที่จะขึ้นช่วงชั้นรอยต่อ ป.6 เข้าเรียนชั้น ม1.หรือ ม.6 เข้ามหาวิทยาลัย มีเสียงสะท้อนออกมา จะไม่มีโปรไฟล์ และผลการเรียนยืนยันเพื่อไปเรียนต่อ รวมทั้งกังวลว่าจะไม่สามารถสอบเข้าโรงเรียนดีๆได้ 3.จำนวนการบ้านมากขึ้น ทำให้นอนน้อยลง เพราะบางครั้งหลังทำการบ้านเสร็จ เด็กต้องเล่นมือถืออีกเล็กน้อยก่อนเข้านอน

4.เบื่อหน่าย ไม่อยากเรียน 5.กิจกรรมทางกายน้อยลง6.สภาพแวดล้อมที่บ้านไม่เอื้ออำนวย ทำให้ขาดสมาธิ และ 7.รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา จึงเห็นได้ชัดว่าเรียนออนไลน์มีความไม่พร้อมหลายประการ นอกจากปัญหาดังกล่าวแล้ว ยังมีเรื่องโภชนาการในเด็ก อย่างน้อยในกลุ่มเด็กวัยอนุบาลถึงระดับประถมศึกษาเมื่อมาโรงเรียน จะมีอาหารกลางวันที่มีโภชนาการตามวัย และนมโรงเรียนที่เสริมสร้างสมองและร่างกายให้เติบโต

อีกด้านหนึ่ง สนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า ปัญหาโควิด ยาวนานกว่าคิด แม้จะเตรียมรับมือมาตั้งแต่ปลายปี 2562 ส่วนใหญ่เด็กอยากมาโรงเรียน ยกเว้นเด็กมัธยมตอนปลายในโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีความประสงค์ที่จะเรียนออนไลน์ แต่พบว่ามีเด็กชายขอบ เด็กบนดอย และเด็กที่อาศัยอยู่บนเกาะ นอกจากไม่สามารถเข้าอุปกรณ์เพื่อเรียนออนไลน์ได้ ยังมีปัญหาเรื่องโภชนาการ

“สพฐ.ได้แก้ปัญหาปรับงบประมาณ แจกเป็นเงินสดไปยังพ่อแม่ ไปซื้อหาวัตถุดิบในท้องถิ่นมาปรุงอาหารให้เด็ก พร้อมคำแนะนำตามโครงการไทยสคูลลันซ์ ที่ สสส.ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลจัดทำขึ้น โดยเน้นเมนูอาหารที่มีโปรตีนและผัก ซึ่งตามระเบียบแล้วเด็กมีค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคน ส่วนนมโรงเรียนได้ประสานผู้ส่งนมโรงเรียน เปลี่ยนจากนมพาสเจอร์ไรส์มาเป็นนม UHTแม้จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกกล่องละ 1.20 บาทก็ตาม”รองเลขาฯ สพฐ. ระบุ

สนิท ยังกล่าวอีกว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มีหนังสือแจ้งเรื่องกรอบการประเมินการเรียนการสอนของครู จากเดิมที่มี 70 เรื่องปรับให้เหลือ 10 เรื่อง ส่วนที่เหลือให้มาประเมินในช่วงที่เปิดเรียนได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามมีหลายโรงเรียนประกาศยกเลิกการสอบแล้ว สำหรับการเรียนออนไลน์ นอกจากนี้รัฐบาลได้เตรียมเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อลดผู้ปกครอง และลดภาระค่าเทอม คาดว่าต้นเดือนกันยายน 2564 กระทรวงศึกษาธิการจะนำเงินชดเชยส่งถึงมือผู้ปกครอง โดยจ่ายหัวละ 2,000 บาท

อนึ่ง สำหรับแผนการกลับไปเปิดการเรียนการสอนในโรงเรียนนั้น กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งเป้าว่าหากเด็กและเยาวชนอายุ 12-18 ปี ซึ่งอยู่ในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษา ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ (ซึ่งเป็นยี่ห้อเดียวที่ฉีดให้ประชากรวัยนี้ได้) ตามเป้าหมายภายในเดือนต.ค. 2564 ก็จะสามารถเปิดภาคเรียนที่ 2ที่โรงเรียนได้ ส่วนเด็กที่อายุน้อยกว่านั้นต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เสี่ยงภัย-ไร้หลักประกัน’ ชีวิต ‘ไรเดอร์’ ฮีโร่ยุคโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on September 4, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/599705

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เสี่ยงภัย-ไร้หลักประกัน’  ชีวิต‘ไรเดอร์’ฮีโร่ยุคโควิด

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เสี่ยงภัย-ไร้หลักประกัน’ ชีวิต‘ไรเดอร์’ฮีโร่ยุคโควิด

วันเสาร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงแรงงาน ร่วมกับหน่วยงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย ศูนย์ประสานงานเพื่อการวิจัยแรงงาน และสถาบันเอเชียศึกษา และหน่วยงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ไรเดอร์-ฮีโร่-โซ่ตรวน ว่าด้วยสภาพการทำงาน และหลักประกันทางสังคมของแรงงานส่งอาหารบนเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19”

ซึ่งผู้ทำการศึกษาซึ่งมีชื่อเดียวกับหัวข้อเสวนาในครั้งนี้อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิชาการศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบัน เอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า งานวิจัยนี้เกิดขึ้นเนื่องจากในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้านหนึ่งพบกิจการแพลตฟอร์มส่งอาหารขยายตัวเติบโตอย่างมาก แต่อีกด้านหนึ่งก็มองเห็นปัญหาด้านสภาพการทำงานและหลักประกันทางสังคม อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้พยายามศึกษาให้ครอบคลุมทั้งมุมมองด้านแรงงานและด้านธุรกิจ เพื่อลดปัญหาความไม่เข้าใจกันในมุมมองที่แตกต่างกันของทั้ง 2 ฝ่าย

งานวิจัยชิ้นนี้ใช้วิธีการแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นแรงงานส่งอาหารและผู้ประกอบการ รวม 435 คน แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 320 คน กับต่างจังหวัด 115 คน ประกอบด้วย ขอนแก่น ปัตตานี และอ่างทอง และเชิงคุณภาพ คือการสัมภาษณ์เชิงลึกแรงงานหรือครอบครัวของแรงงานที่เคยประสบอุบัติเหตุระหว่างการทำงาน รวม 50 คน พบผลการศึกษาดังนี้

1.สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และมาตรการควบคุมของภาครัฐ โดยเฉพาะการห้ามรับประทานอาหารในร้านอาหาร ทำให้ธุรกิจส่งอาหารเติบโตอย่างมากเนื่องจากเป็นบริการที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม แรงงานส่งอาหารในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีต เช่น การส่งพิซซ่าของร้านพิซซ่า แม้จะเป็นพนักงานประเภทบางช่วงเวลา หรือพาร์ทไทม์ (Part Time) แต่ก็มีสัญญาจ้าง มีข้อกำหนดการทำงานที่ค่อนข้างชัดเจน รวมถึงมีสวัสดิการ ต่างจากการจ้างงานส่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

2.ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มส่งอาหารไม่มีคำว่าแรงงานอยู่ในสารบบตั้งแต่ต้น โดยจัดให้ร้านอาหารและไรเดอร์อยู่ในหมวด “พาร์ทเนอร์ (Partner)” แต่คำว่าพาร์ทเนอร์นี้ไม่ได้หมายถึง “หุ้นส่วน” ที่มีอำนาจการตัดสินใจแต่จะเหมือนกับ “คู่ค้า” มากกว่า โดยแพลตฟอร์มยังมีคู่ค้าอื่นๆ เช่น ร้านอาหาร ธนาคาร บริษัทดูแลระบบและฐานข้อมูลฯลฯ 3.การสมัครงานพบบางแพลตฟอร์มมีมาตรฐานไม่เท่ากัน กล่าวคือ ในขณะที่ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ สามารถติดตั้งแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนทั้งระบบไอโอเอสและแอนดรอยด์แต่การติดตั้งแอปฯ เพื่อสมัครเป็นไรเดอร์ต้องใช้ระบบแอนดรอยด์เท่านั้น

นอกจากนี้ แรงงานหรือไรเดอร์ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเองในหลายเรื่อง เช่น ค่าสมัคร ค่าธรรมเนียมตรวจประวัติอาชญากรรม ค่าเปิดบัญชีธนาคาร ไปจนถึงค่าอุปกรณ์ เช่น เสื้อและกระเป๋าของแพลตฟอร์ม อย่างไรก็ตาม ค่าเสื้อและกระเป๋านั้นบางแพลตฟอร์มก็กำหนดว่าให้ไรเดอร์ออกเงินเองไปก่อนโดยจะคืนให้เมื่อวิ่งถึงจำนวนเที่ยวที่กำหนดไว้ ตลอดจนมีบทลงโทษไรเดอร์ที่ทำผิดกฎ ซึ่งดูในภาพรวมทั้งหมดแล้วเหมือนกับการทำสัญญาจ้างแรงงานมากกว่าสัญญาการเป็นคู่ค้า

4.รูปแบบการทำงานถูกกำหนดโดยแพลตฟอร์ม และบางอย่างเป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องทำความเข้าใจ เช่น รูปแบบการรับงาน บางงานแพลตฟอร์มจัดให้ บางงานไรเดอร์ต้องกดรับงานเอง, การรับอาหาร บางแพลตฟอร์มไรเดอร์มีหน้าที่เพียงรับอาหารไปส่งโดยร้านอาหารจะเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว แต่บางแพลตฟอร์มไรเดอร์ต้องไปยืนยันการสั่งอาหารที่ร้านอาหารเอง,บางแพลตฟอร์มแม้จะเป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน แต่ร้านค้าคนละแบบก็มีรูปแบบการยืนยันคำสั่งซื้อที่ไม่เหมือนกัน เป็นต้น ประเด็นนี้ตั้งข้อสังเกตว่า การออกแบบระบบของแพลตฟอร์มอาจจะมีเน้นการสำรวจความพึงพอใจแต่ในฝั่งผู้บริโภค แต่ไม่ได้
สำรวจฝั่งของไรเดอร์มากนัก

อรรคณัฐ กล่าวต่อไปว่า 5.รายได้ที่เหลื่อมล้ำระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ก็ยังแบ่งเป็นเขตเมืองชั้นในกับชั้นนอก ซึ่งค่าตอบแทนต่างกันทั้งที่ลักษณะงานแบบเดียวกัน 6.การมีระบบลำดับขั้นซึ่งมีผลกับการเลือกพื้นที่และเวลาทำงาน โดยการเลื่อนขั้นขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงานแต่ในทางกลับกันแพลตฟอร์มพยายามโฆษณาว่าเป็นการเลือกทำงานอย่างอิสระ

7.การรวมกลุ่มต่อรอง แม้จะมีความพยายามรวมกลุ่มแบบเข้มข้นมากขึ้น แต่ยังพบอุปสรรค คือ แพลตฟอร์มมีอำนาจสูงทำให้ไรเดอร์ส่วนหนึ่งไม่สะดวกใจที่จะรวมกลุ่ม กับยังไม่มีกฎหมายรับรองการรวมกลุ่มของแรงงานประเภทนี้ 8.ลักษณะของไรเดอร์ กลุ่มตัวอย่างที่เลือกมาพบไรเดอร์เพศชายมากกว่าเพศหญิง ซึ่งเพศหญิงมีข้อจำกัดในการทำงานมากกว่าเพศชาย เช่น การทำงานในตอนกลางคืน เนื่องจากกังวลด้านความปลอดภัย, ส่วนใหญ่เป็นวัยหนุ่ม-สาว อายุเฉลี่ย 18-29 ปี และระดับการศึกษาเฉลี่ยคือมัธยมศึกษาตอนปลายถึงปริญญาตรี

9.กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เกือบร้อยละ 80 ระบุว่า ทำงานส่งอาหารเป็นอาชีพหลัก แต่บางส่วนที่ระบุว่าทำเป็นอาชีพเสริม พบว่า อาชีพหลักทำงานอยู่ในภาคบริการ หรือบางคนเคยอยู่ในภาคบริการก่อนออกมาเป็นไรเดอร์เต็มตัว ซึ่งสะท้อนสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ธุรกิจภาคบริการได้รับผลกระทบหลายคนตกงานก่อนจะผันตัวมาทำอาชีพนี้ 10.แม้คำว่าอิสระจะถูกตั้งคำถามว่าอิสระจริงหรือไม่ แต่ไรเดอร์จำนวนมากก็พอใจกับลักษณะการทำงาน เช่น รายได้มาตามจำนวนงานที่ทำได้

11.รายได้จากการทำงานของไรเดอร์ พบว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 17,000 บาทต่อเดือน เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบำรุงรักษารถและค่าอินเตอร์เนตออกไปแล้ว ก็จะเหลืออยู่ที่ประมาณ 14,000-15,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ชั่วโมงการทำงานอยู่ที่เกือบ 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 12.ไรเดอร์จำนวนมากมีภาวะเจ็บป่วย เช่น ปวดเมื่อยหรือเป็นไข้เพราะทำงานตรากตรำกลางแดดและ “1 ใน 3 ของไรเดอร์เคยประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน” โดยผลกระทบจากการเกิดอุบัติเหตุคือต้องหยุดทำงานเพื่อพักรักษาตัว ทำให้รายได้ลดลง

14.หลักประกันทางสังคม แพลตฟอร์มมีการกำหนดไว้แบบมีเงื่อนไข เช่น ประกันอุบัติเหตุ ต้องเป็นพนักงานที่ทำผลงานดีเท่านั้นจึงจะได้รับ และเป็นการประเมินแบบเดือนต่อเดือน หากเดือนใดผลงานลดลงก็จะไม่ได้รับ ซึ่งเรื่องนี้มีข้อเรียกร้องจากแรงงานจำนวนมากให้แพลตฟอร์มมีประกันอุบัติเหตุแบบไม่มีเงื่อนไข ส่วนการรักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยนั้นไม่มีสวัสดิการใดๆ นอกจากสวัสดิการของรัฐ เช่น ประกันสังคม มาตรา 33 กรณีมีอาชีพหลักในสถานประกอบการแล้วทำงานไรเดอร์เป็นอาชีพเสริม, มาตรา 39 กรณีลาออกจากงานในสถานประกอบการแล้วยังส่งเงินสมทบต่อเนื่อง, มาตรา 40 กรณีอาชีพอิสระ แต่มาตรา 40 นั้นมีคนสมัครน้อยเพราะสวัสดิการที่ได้ไม่จูงใจ นอกจากนี้ยังอาศัยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ดังนั้นหากเจ็บป่วยเล็กน้อยก็จะไม่นิยมไปพบแพทย์ แต่จะพักผ่อนและซื้อยารับประทานเอง และ 15.ปัญหาที่พบในการทำงาน ส่วนใหญ่เป็นปัญหาจากแพลตฟอร์ม เช่น ระบบไม่เสถียรหรือล่ม นอกจากนี้ยังพบปัญหาจากลูกค้า คือการปักหมุดพิกัดส่งสินค้าผิดทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนของไรเดอร์ ทั้งเวลาและโอกาสในการรับงานต่อไป

“ไรเดอร์มองการทำงาน เงื่อนไขต่างๆ ที่แพลตฟอร์มให้ว่ามีเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของค่าตอบแทนที่ต่ำเกิน ในต่างจังหวัดให้ต่ำกว่าในกรุงเทพฯ บางพื้นที่เริ่มต้นที่ 20 บาท พอหักค่าคอมมิชชั่นแล้วเหลือแค่ 17 บาท แต่สภาพการทำงานโหดหินมาก แล้วเรื่องสวัสดิการที่ต้องการที่แพลตฟอร์มสามารถจัดให้ได้ ไรเดอร์ต้องการสิ่งใดเป็นอันดับหนึ่ง ก็คือเรื่องของประกันอุบัติเหตุและประกันสุขภาพ อยากจะให้มีแบบไม่มีเงื่อนไข” อรรคณัฐ ระบุ

อรรคณัฐ ยังกล่าวอีกว่า ในเรื่องความมั่นคงรายได้ ไรเดอร์อยากให้เพิ่มค่าตอบแทนให้มากขึ้น เพราะค่าตอบแทนที่มีอยู่ไม่เพียงพอ และไม่มีทางเลือกอื่นในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้หากมีการประกันจำนวนงานขั้นต่ำอันหมายถึงรายได้ที่จะได้รับในแต่ละวันได้ก็จะเป็นเรื่องดี ซึ่งดีกว่าการรอคอยในแต่ละวันอย่างไร้จุดหมายเพราะไม่สามารถใช้เวลาไปหารายได้ทางอื่นได้

ขณะที่ความท้าทายในส่วนของผู้ออกแบบนโยบาย คือจะทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างฝ่ายแพลตฟอร์มที่ไม่มีคำว่าแรงงานอยู่ในสารบบของธุรกิจ โดยมองไรเดอร์เป็นคู่ค้า กับฝ่ายไรเดอร์เองที่พอใจกับสถานะการเป็นแรงงานอิสระ มากกว่าแรงงานที่มีสถานะลูกจ้าง!!!

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เล่น’ สำหรับเด็กไม่แค่สนุก โควิดทำหยุดกระทบพัฒนาการ #SootinClaimon.Com

Posted on August 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/598244

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เล่น’สำหรับเด็กไม่แค่สนุก  โควิดทำหยุดกระทบพัฒนาการ

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เล่น’สำหรับเด็กไม่แค่สนุก โควิดทำหยุดกระทบพัฒนาการ

วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“การเล่น” สำหรับ “เด็ก” แล้วเป็นมากกว่าความสนุกสนาน เพราะเป็นกลไกพัฒนาทั้งร่างกาย จิตใจและสถิติปัญญา ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความพยายามรณรงค์ให้เด็กได้เล่นตามวัยทดแทนการเรียนหนังสือแบบอัดวิชาการเร่งให้อ่านออกเขียนได้คิดเลขเร็วตั้งแต่อายุน้อยๆ และผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการให้บุตรหลานใช้เวลากับหน้าจอ ไม่ว่าโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน

แต่แล้วโลกก็ต้องเผชิญสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบไปไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ เศรษฐกิจ แม้แต่พัฒนาการของเด็กด้วย เพราะทั้งการเรียนและการเล่นไม่สามารถทำได้ตามปกติจากมาตรการล็อกดาวน์ เด็กต้องอยู่กับบ้านและต้องเรียนออนไลน์ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ที่ต้องอยู่บ้านทำงานแบบเวิร์ก ฟรอม โฮม ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เล่นกลางโรค”เพื่อสะท้อนปัญหาดังกล่าว

ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา หัวหน้าศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายในประเทศไทย กล่าวว่า การเล่นของเด็กๆ นั้นเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงน้อยมาก แต่สถานการณ์ของการเล่นในปัจจุบันเริ่มเป็นปัญหาที่ลุกลามมากขึ้น ซึ่งมีงานวิจัยโดยพบว่าสถานการณ์การเล่นและการเรียนรู้ของเด็กทั่วโลกจำนวน 1.5 พันล้านคน ได้รับผลกระทบจากการที่โรงเรียนปิดเทอม แต่ผลกระทบที่ถูกพูดถึงส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จะเรียนหนังสือไม่ทัน แต่ไม่ได้พูดถึงการเรียนรู้ที่ล่าช้าลง ซึ่งจะช้าลงประมาณ 1.5 ปี เช่น เด็กมีอายุ 9 ปี แต่ระดับการเรียนรู้จะอยู่ประมาณ 7.5 ปี เป็นต้น

ซึ่งผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ต่อเด็กคือ 1.วิถีชีวิตบิดเบี้ยวไปจากเดิม ผิดเพี้ยนตั้งแต่ตื่นนอนจนไปถึงเข้านอน ทำให้ขาดวินัยเชิงบวก 2.การรับประทานอาหารเช้า ซึ่งมีความสำคัญต่อสมองเป็นอย่างมาก แต่พอไม่มีกรอบระเบียบจากการเรียนออนไลน์ จึงทำให้เด็กไม่รับประทานอาหารเช้า และ 3.ปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น การนั่งเรียนออนไลน์เป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการปวดตาและปวดหลัง คล้ายกับอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” ในผู้ใหญ่วัยทำงาน ซึ่งเด็กร้อยละ 79 เกิดอาหารเหล่านี้ขึ้น อีกทั้งปัญหาสุขภาพจิต เนื่องจากความเครียดและวิตกกังวล

“เมื่อพูดถึงเรื่องการเล่น ให้นึกถึงตอนที่ผู้ปกครองยังเป็นเด็ก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของเด็กที่ต้องทำ เด็กๆ มีกิจกรรมที่ทำไม่กี่เรื่อง ได้แก่ 1.เรื่องกิน เพื่อให้พลังในการเล่นและทำให้ร่างกายแข็งแรง 2.เรื่องนอน เด็กต้องนอนให้เพียงพอ หากนอนไม่พอทำให้ไม่โต สมองไม่พัฒนา และ 3.เรื่องเล่น เด็กจะเรียนรู้จากการเล่น แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การเล่นเปลี่ยนแปลงไป จากวิถีชีวิตที่บิดเบี้ยวของเด็ก สิ่งที่จะเข้ามาช่วยได้คือการเล่น จากการวิจัยของสหรัฐอเมริกา พบว่า เมื่อพาเด็กออกไปเดินเล่นประมาณ 20 นาที ทำให้สมองของเด็กเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน มีความพร้อมในการเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ฉะนั้นผู้ปกครองควรให้ความสำคัญกับเล่นของเด็ก” ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ กล่าว

ขณะที่ พงศ์ปณต ดีคง ผู้ก่อตั้ง เพจ leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น เปิดเผยว่า จากการทำงานในช่วงโควิด-19 พบว่า “ผู้ปกครองซึ่งอยู่กับลูกที่บ้านยังไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการเล่นที่เพียงพอ” โดยปกติโรงเรียนจะเป็นผู้ดูแลเด็กมากกว่าผู้ปกครอง อย่างไรก็ตาม การเล่นของเด็กที่น้อยลงไม่ได้เกิดแค่ช่วงโควิด-19 แต่เป็นมานานแล้ว เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทั้งนี้ ในระยะยาวผู้ปกครองควรสนับสนุนการเล่นกับลูก ไม่ใช่เฉพาะช่วงโควิด-19 เท่านั้น แต่ควรทำทุกวัน อีกทั้งครูและผู้ปกครองควรพูดคุยกันบ่อยๆ เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กมีประสิทธิภาพดีขึ้น

ด้าน สืบศักดิ์ น้อยดัด โครงการครูหัวใจใหม่ สถาบันอาศรมศิลป์ เสนอแนะว่า จากการที่เด็กเรียนออนไลน์ในปัจจุบัน ผู้ปกครองควรสร้างตารางกิจวัตรประจำวันของตนเองให้กับเด็กว่าในแต่ละเวลาควรจะทำอะไรบ้าง ซึ่งเป็นการฝึกให้เด็กมีวินัย “การเล่นต้องควบคู่กับการเรียนรู้ที่บ้าน” ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมความมีวินัย โดยเป็นวินัยที่ผู้ปกครองร่วมสร้างกับเด็ก

“เรื่องของการเรียนรู้ถ้าโฟกัสแค่เรื่องเรียน อาจจะทำให้ศักยภาพบางอย่างของเด็กลดลง ซึ่งบ้านและโรงเรียนเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กยังคงเบิกบานพร้อมที่จะเรียนรู้
ผู้ปกครองควรหนุนเสริมเชิงบวก แต่เรื่องที่เด็กทำผิดต้องเตือน เรื่องที่ไม่ถูกต้องสร้างข้อตกลงให้กัน ซึ่งเป็นการเลี้ยงดูเด็กสมัยใหม่ที่ควบคู่กับสถานการณ์โควิด-19
โดยสภาวะเด็กจะไม่เกิดการกดดันจากการจากการเรียนรู้เพราะการเรียนมากๆ ถึงจะได้องค์ความรู้ แต่คุณภาพจิตใจของเด็กไม่ค่อยดี” สืบศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัญญา ชูเลิศ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยและพัฒนา ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) ฝากเตือนว่าการฟื้นเรื่องกิจกรรมทางกายของเด็กนั้น จะต้องนึกถึงความปลอดภัยของเด็กในสถานการณ์โควิด-19 ด้วย โดยจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้ “Active learning online” เป็นเครื่องมือในการเพิ่มกิจกรรมทางกาย ซึ่งครูสามารถประยุกต์นำกิจกรรมทางกาย หรือกิจกรรมการเล่น เข้าไปสอดแทรกในการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะก่อนเรียนที่สำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้สมองของเด็กมีความพร้อมในการเรียนรู้

ในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองมีบทบาทในการให้เด็กได้พักจากการเรียนออนไลน์เช่นกัน ซึ่งการให้เด็กเล่นในขณะเรียนนั้น จากงานวิจัยพบว่าการส่งเสริมการเล่น ทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียนมากยิ่งขึ้น แต่เรื่องของระดับหนักเบาของการเล่นก็สำคัญเช่นกัน เมื่อครูนำกิจกรรมการเล่นเข้ามาใช้ในการเรียน เด็กจะรู้สึกว่าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่สนุกสนาน จึงทำให้อยากไปเรียน อยู่กับการเรียนมากยิ่งขึ้น และมีความสุขกับการเรียนการสอน ซึ่งจำเป็นต่อสถานการณ์ที่เด็กต้องเรียนออนไลน์ขณะนี้

ยังมีตัวแทนของคนทำงานกับ “เด็กกลุ่มเปราะบาง”รวมให้มุมมอง โดย ปุณยนุช พัธโนทัย ผู้อำนวยการประจำประเทศ มูลนิธิไร้ท์ ทู เพลย์ ประเทศไทย กล่าวว่าเด็กกลุ่มเปราะบางไม่มีพื้นที่เล่น ฉะนั้นผลกระทบจากโควิด-19 จะหนักมาก ซึ่งเมื่อผู้ปกครองหลายครอบครัวตกงาน จึงทำให้ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึงการเล่นของเด็ก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีอินเตอร์เนต ทำให้การช่วยเหลือของมูลนิธิฯ นอกจากให้ถุงยังชีพแล้ว ยังมี“ถุงยังเล่น” เพื่อลดความเครียดของเด็ก โดยข้างในถุงยังเล่นจะมีกิจกรรมระบายสี เป็นต้น

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วัด-พระสงฆ์’ บทบาทสำคัญ ประคองสังคมไทยสู้ภัยโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on August 28, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/598023

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วัด-พระสงฆ์’บทบาทสำคัญ  ประคองสังคมไทยสู้ภัยโควิด

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วัด-พระสงฆ์’บทบาทสำคัญ ประคองสังคมไทยสู้ภัยโควิด

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “สังฆะ สาธารณสงเคราะห์ สังคมสุขภาวะในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งมีวิทยากรหลายท่าน อาทิ พระสุธีรัตนบัณฑิต รศ.ดร. เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า สังคมไทยมีวิกฤตเป็นรอบๆ ทั้งจากธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว สึนามี ตลอดจนโรคระบาด เช่นโควิด-19 รวมถึงวิกฤตที่เกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดไม่ว่าโดยใครก็ตาม

แต่เมื่อเกิดวิกฤตขึ้น คณะสงฆ์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือ ซึ่งในการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบแรกในปี 2563 ผู้ติดเชื้อยังมีไม่มาก ระบบสาธารณสุขยังรองรับได้ แต่ระลอกใหม่ในปี 2564 หลังเทศกาลสงกรานต์ จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น โรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนเตียงเต็ม ต้องขยายออกมาเป็นโรงพยาบาลสนาม เช่นรพ.บุษราคัม แต่เมื่อยังไม่เพียงพอ ก็ต้องขยายให้หน่วยงานอื่นๆช่วยจัดทำสถานที่รองรับผู้ติดเชื้อ เช่น สถาบันการศึกษา องค์กรศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จึงได้เห็นวัดหลายแห่งถูกปรับเป็นศูนย์พักคอย

“ในส่วนของวัดสุทธิฯ พอเราเริ่มเห็นว่าระบบสาธารณสุขมันเปราะบางลง สิ่งที่วัดจะช่วยได้เข้ามา วัดก็ต้องทำ ก่อนจะทำก็ต้องมีการปรึกษาหารือในส่วนคณะสงฆ์ว่าอยู่ภายใต้ขอบเขต สอดคล้องกับหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา สอดคล้องกับค่านิยมความเชื่อของสังคมไทย ก็เลยลงมือทำ เตรียมความพร้อมตั้งแต่อาคารสถานที่ที่จะรองรับ สุดท้ายวัดสุทธิฯเราก็ถอดบทเรียน3 ส่วนใหญ่ ถ้าเราจะทำระบบสาธารณสุขรองรับวิกฤต 1.โครงสร้างพื้นฐาน อาคารสถานที่ ระบบน้ำ-ไฟฟ้า ที่นอน หมอน มุ้ง จนถึงสุดท้ายคือการจัดการขยะติดเชื้อ ต้องมีความพร้อม

2.ระบบการดูแลรักษา ยังมีเรื่องของหมอ-พยาบาล จากระบบสาธารณสุขที่แบ่งมา บวกกับทีมจิตอาสา บวกความรู้ของพระสงฆ์องค์เณร บวกความรู้ของทีมที่จะมาช่วยสาธารณสุข ก็ต้องได้รับการพัฒนา ฉะนั้นทีมระบบสาธารณสุขก็เริ่มเข้ามาทำงานเพื่อตอบสนองกับการจัดการระบบนี้ อันนี้ก็ได้รับความร่วมมือจาก รพ.สงฆ์ และการเรียนรู้จากสังคมไทยคือเรื่องการใช้ยาแบบไหน ใช้ยาสมุนไพร 3.ระบบที่จะมาสนับสนุนเพื่อให้อยู่ต่อได้ เรื่องข้าวปลาอาหาร การอยู่การกินอะไรต่างๆ ระบบการได้รับบริจาคจากภาคประชาชน หรือของวัด หรือของจากพระมหาเถระที่ท่านเห็นว่าคณะสงฆ์ดำเนินการได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับพระธรรมวินัย” พระสุธีรัตนบัณฑิตกล่าว

พระสุธีรัตนบัณฑิต กล่าวต่อไปว่า วัดที่มีความพร้อม มีโครงสร้างพื้นฐาน อาคารสถานที่พร้อม ได้รับการสนับสนุนจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ให้ดำเนินการศูนย์พักคอย ส่วนวัดที่อาคารสถานที่ไม่พร้อม ก็ได้รับการสนับสนุนให้ช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบอื่นๆ เช่น จัดหาข้าวปลาอาหาร รวบรวมปัจจัยบริจาคเพื่อสมทบกับหน่วยงานอื่นที่จัดทำศูนย์พักคอย ซึ่งเมื่อวิกฤตเกิดขึ้น ทุกภาคส่วนต้องเข้ามาดูแลสังคมเพื่อแบ่งเบาภาระระบบใดระบบหนึ่ง

ด้าน พระมงคลวชิราการ เลขานุการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ระลอกล่าสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2564 มีโอกาสได้ไปดูงานโรงพยาบาลสนาม ณ วัดศรีสุดาราม ซึ่งทำงานร่วมกับ รพ.ราชพิพัฒน์ ทำให้ได้มองเห็นคำตอบว่าในวิกฤตไวรัสโควิด-19 บทบาทของพระสงฆ์ในเชิงนโยบายควรจะเป็นไปในทิศทางใด

ทั้งนี้ ในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 วัดและพระสงฆ์ไม่อาจดำเนินการเพียงลำพังได้ จำเป็นต้องมีเครือข่ายเข้ามาร่วมด้วย เช่น สำนักงานเขต หน่วยงานสาธารณสุขและโรงพยาบาลในพื้นที่ นำไปสู่ข้อกำหนดว่า วัดที่ต้องการทำศูนย์พักคอยต้องประสานกับหน่วยงานสาธารณสุขประจำพื้นที่ เพราะความพร้อมเชิงกายภาพของวัดอย่างเดียวไม่เพียงพอต้องมีความรู้ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ด้วย

นอกจากสำนักงานเขตและหน่วยงานสาธารณสุขระดับพื้นที่แล้ว ยังมี กรมอนามัย เข้ามาเชื่อมระบบ ให้มองเห็นในภาพรวมว่าขณะนี้มีโรงพยาบาลสนามกี่แห่งแล้ว อีกทั้งนโยบายของมหาเถรสมาคมยังฝากโจทย์ใหญ่ไว้ในอนาคต คือเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง พระสงฆ์จะมีบทบาทอย่างไรในการเยียวยาจิตใจ ฟื้นฟูสภาพผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ตกงาน เกิดความเครียด

“ฝ่ายคณะสงฆ์ของมหาเถรสมาคมได้ช่วยไปแล้ว 12 วัดแล้วก็มีวัดที่กำลังสำรวจอยู่ตอนนี้ วัดที่กำลังจะเปิดศูนย์พักคอยสำหรับดูแลพระสงฆ์โดยตรง ซึ่งเป็นงานที่จะต้องร่วมกันสำรวจร่วมกับกรมอนามัย และสำนักงานสาธารณสุขประจำจังหวัด สาธารณสุขประจำพื้นที่แต่ละเขต เท่าที่ฝ่ายสาธารณสงเคราะห์จะประสานขอข้อมูลเชื่อมให้ได้” พระมงคลวชิราการระบุ

จากเรื่องเล่าของพระสงฆ์สู่มุมมองฆราวาส ผศ.ดร.วุฒินันท์ กันทะเตียน อาจารย์ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หากมองในแง่จารีตประเพณี สิ่งที่ทั้งพระสงฆ์และประชาชนกำลังทำกันอยู่ในปัจจุบันเรียกว่า “การทำบุญ” ที่เห็นได้ชัดเจนแน่นอนคือ “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” เช่น พระสงฆ์ที่เคยถูกยกย่องไว้อยู่สูง มีคนเคารพกราบไหว้ แต่วันนี้กลับได้เห็นพระสงฆ์สวมชุด PPE ทำหน้าที่สัปเหร่อดำเนินการพิธีศพผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เสียชีวิต หรือตั้งโรงครัวทำอาหารแจกจ่ายชาวบ้าน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากเห็นต่อไปคือ “บทบาทสถาบันสงฆ์ที่ยั่งยืนในการรับมือภาวะวิกฤต” เพราะลำพังจะอาศัยแต่เพียงแรงศรัทธาจากญาติโยมอาจไม่เพียงพอในบางช่วงเวลาเห็นได้จากบางวัดมีเตาเผาศพ 2-3 เตา ก็ยังเผาศพผู้ติดเชื้อโควิด-19 กันต่อเนื่องไม่ได้พักจนเมรุแตกชำรุด “ควรมีกฎหมายให้ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณ” ดังเช่น กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่มีงบประมาณสำหรับบริหารจัดการในภาวะวิกฤต

“สถานการณ์กับงบประมาณมันไม่สัมพันธ์กัน บางวัดก็ทำได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง คือบทบาทนี้มันเป็นบทบาทเฉพาะกิจ แต่ผมกำลังมองว่าส่วนหนึ่งถ้าเราขับเคลื่อนไปในทางนโยบายเพื่อให้เกิดงบประมาณภาครัฐผ่องถ่ายมาทางสำนักพระพุทธฯก็ได้ แต่ต้องให้เป็นกฎหมายและเป็นบทเฉพาะกาลจริงๆ ที่จะใช้เงินนี้มา” ผศ.ดร.วุฒินันท์ กล่าว

ปิดท้ายด้วย รศ.ดร.พินิจ ลาภธนานนท์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อประชาชนในฐานะพุทธศาสนิกชนประสบความยากลำบาก พระสงฆ์ก็ไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ จึงคิดที่จะเข้ามาช่วยเหลือสังคมตามมุมมองและโอกาสที่สามารถช่วยได้ ซึ่งสำหรับวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 ก็มีการตั้งโรงทานในวัดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่เพราะโครงการแบบนี้ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทำให้วัดที่กำลังไม่เพียงพอก็ต้องยุติการดำเนินการไป แต่ก็มีความพยายามปรับเปลี่ยน เช่น จัดทำถุงยังชีพ หรือทำตู้ปันสุข

แต่เมื่อสาเหตุแห่งทุกข์ อันหมายถึงสถานการณ์โรคระบาดยังไม่คลี่คลาย พระสงฆ์ก็ได้ปรับบทบาทจากสงเคราะห์เป็นเกื้อกูลอย่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยสนับสนุนพื้นที่วัดสำหรับภารกิจด้านสาธารณสุข เช่น ตั้งศูนย์พักคอย โรงพยาบาลสนามจุดตรวจคัดกรอง จุดฉีดวัคซีน ไปจนถึงพระสงฆ์มีความรู้ด้านสมุนไพร ก็ทำยาสมุนไพรแจกจ่ายให้กับประชาชน เช่น ฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มสีเขียว (ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย) หากวัดใดมีพื้นที่ปลูกได้ก็ปลูก หรือเชิญชวนให้ชาวบ้านปลูกแล้วทางวัดจะรับซื้อไว้ผลิตยาต่อไป

รศ.ดร.พินิจ ยังยกตัวอย่างโครงการ “พระไม่ทิ้งโยม” ที่ริเริ่ม ณ วัดสุทธิวราราม ซึ่งพระสงฆ์ต้องสวมชุด PPE ทับจีวร ทำงานร่วมกับกับจิตอาสาด้านสาธารณสุข ตั้งแต่การตระเวนไปตามชุมชนประมาณ 10 แห่ง รอบวัดเพื่อตรวจคัดกรองหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 และหากพบผู้ติดเชื้อ กรณีเป็นกลุ่มสีเขียวก็จะนำมาดูแลรักษาที่ศูนย์พักคอยของทางวัด ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ยังนำสิ่งของไปช่วยเหลือได้รับผลกระทบ ภารกิจครั้งนี้แม้พระสงฆ์จะทราบดีว่ามีความเสี่ยงติดเชื้อ แต่ก็ยินดีเสียสละเพื่อทำงานในพื้นที่อย่างจริงจัง

“เจตนารมณ์ที่ท่านเข้ามาทำงาน ท่านก็บอกว่า พระไม่ทิ้งโยมก็เพราะว่าโยมไม่เคยทิ้งพระ ฉะนั้นการที่โยมไม่เคยทิ้งพระแล้วพระจะทิ้งโยมได้อย่างไร นี่คือมุมมองของพุทธศาสนาเพื่อสังคมที่ปรากฏชัดเจนมาก” รศ.ดร.พินิจ ยกตัวอย่าง

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อัฟกานิสถาน’ ไฟสงคราม ‘สิทธิสตรี’ หวังที่ยังเลือนราง #SootinClaimon.Com

Posted on August 28, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/597580

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อัฟกานิสถาน’ไฟสงคราม  ‘สิทธิสตรี’หวังที่ยังเลือนราง

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อัฟกานิสถาน’ไฟสงคราม ‘สิทธิสตรี’หวังที่ยังเลือนราง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 07.10 น.

เป็นข่าวใหญ่ของเดือน ส.ค. 2564 ที่ทั่วโลกจับตามองกับ “การเข้ายึดอำนาจการปกครองในอัฟกานิสถานของกลุ่มตาลิบันภายหลังสหรัฐอเมริกาถอนทหารออกไป” โดยเฉพาะภาพอันน่าสลดคือ “คลื่นมนุษย์อพยพหนีตาย” รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับ “อนาคตของสิทธิสตรี” เนื่องจากหากย้อนไปในช่วงปี 2539-2544 หรือระยะเวลาเพียง 5 ปี ที่กลุ่มตาลิบันปกครองอัฟกานิสถานในครั้งแรก ก่อนที่สหรัฐฯ จะยกทัพเข้าไปจากเหตุการณ์ 9/11 ถือเป็นฝันร้ายอย่างแท้จริง เพราะผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เรียนหนังสือและทำงาน โดยผู้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามนี้จะมีโทษถึงตาย

เมื่อเร็วๆ นี้ เพจ Gender Talk จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “สงครามและสันติภาพ กับชะตากรรมและบทบาทของผู้หญิง” ซึ่งในช่วงหนึ่งได้กล่าวถึงชะตากรรมของสตรีในอัฟกานิสถาน โดย อัญชนา หีมมิหน๊ะ หัวหน้ากลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้หญิงที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) กล่าวถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการหวนคืนสู่อำนาจของกลุ่มตาลิบันอีกครั้ง

ว่า “ผู้หญิงจะยังคงมีบทบาทในทุกโครงสร้างของประเทศหรือไม่?” รวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้หญิงและเด็ก เช่น การเลือกปฏิบัติทางกฎหมาย การมีอคติต่อเพศของลูก การเลือกปฏิบัติต่อบรรทัดฐานทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความปลอดภัยของผู้หญิงจากความรุนแรง” ทั้งในครอบครัว ชุมชนและองค์กร

“Women’s Peace and Security Index (ดัชนีความมั่นคงและความสงบสุขของผู้หญิง) ซึ่งทางมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในอเมริกาเป็นผู้จัดทำ เป็นข้อมูลของปี 2019-2020 (2562-2563) เราจะเห็นได้ชัดเลยว่าเมื่อเทียบประเทศไทยกับอัฟกานิสถาน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ อยู่ที่ตัวเลข 63.3 นี่คืออัฟกานิสถาน แล้วก็ประเทศไทยอยู่ที่ 0.09 นั่นหมายความว่ามีความรุนแรงต่อผู้หญิงค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ในเรื่องของกฎหมาย ในเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นที่น่าแปลกใจ ผู้หญิงในอัฟกานิสถานมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าผู้หญิงในประเทศไทย ทั้งๆ ที่โอกาสของผู้หญิงในอัฟกานิสถานมีน้อยกว่า แต่ก็มีปัญหาในเรื่องบรรทัดฐานของสังคม หรือความเป็นหญิง-ชายในประเทศ แล้วการจ้างงานก็จะมีปัญหาด้วยเหมือนกัน” อัญชนา ระบุ

หัวหน้ากลุ่มด้วยใจ กล่าวต่อไปว่า ในด้านการศึกษานั้น มีชาวอัฟกานิสถานที่อายุเกิน 15 ปี เพียงร้อยละ 38.2 เท่านั้นที่รู้หนังสือ หากดูตามสัดส่วน จะพบเพศชายมีผู้รู้หนังสือมากกว่า โดยอยู่ที่ร้อยละ 52 ส่วนเพศหญิงมีเพียงร้อยละ 24 ซึ่งนี่เป็นช่วงเวลาที่อัฟกานิสถานยังปกครองด้วยรัฐบาลก่อนหน้ากลุ่มตาลิบันท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาลซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรกับกลุ่มตาลิบัน

อีกทั้งดัชนีความไม่เสมอภาคทางเพศ (Gender Inequality Index) พบว่า ในปี 2562 เท่ากับ 0.655 อยู่ในอันดับ 157 จากทั้งหมด 162 ประเทศที่ร่วมจัดอันดับ มีผู้หญิงได้ที่นั่งในรัฐสภาร้อยละ 27.2 และผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ร้อยละ 13.2 ได้ที่นั่งแล้ว ส่วนตลาดแรงงานนั้น การมีส่วนร่วมของผู้หญิงมีเพียงร้อยละ 21.6 ในขณะที่ผู้ชายอยู่ที่ร้อยละ 74.7 นอกจากนี้ ยังมีสถิติที่รวบรวมโดยสำนักข่าวอัล-จาซีราของกาตาร์ พบว่า ระหว่างปี 2553-2563 มีผู้หญิงเสียชีวิตรวม 3,219 ราย และเด็กเสียชีวิต 7,792 ราย จากเหตุความไม่สงบในประเทศ

“ความรุนแรงมันไม่ได้เกิดจากตาลิบันอย่างเดียว ความรุนแรงมันเกิดจากรัฐบาลอัฟกานิสถานเองด้วย แล้วก็กองกำลังนานาชาติอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาเองด้วย ซึ่งเมื่อเรามาดูเรื่องสิทธิมนุษยชนกับผู้หญิงในอัฟกานิสถาน ความน่ากังวลในมันก็สะท้อนออกมาในรายงานที่ทางรัฐบาลอัฟกานิสถานนำเสนอ กับรายงานของคณะกรรมการ CEDAW (อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ) ก็คือมีนักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีในอัฟกานิสถาน ถูกปฏิเสธในการเข้าร่วมโต๊ะเจรจา ซึ่งการเจรจาล่าสุดที่เมืองโดฮา (กาตาร์) จะมีผู้หญิง 4 คนที่ได้เข้าร่วม 1 ในนั้นก็ถูกยิงแต่เธอรอดชีวิต ผู้ที่ยิงก็มีความเกี่ยวข้องกับตาลิบัน แต่ไม่สามารถจับกุมได้” อัญชนา กล่าว

จากการเมืองสู่ครอบครัว ผู้หญิงชาวอัฟกานิสถานยังต้องเผชิญความรุนแรง อัญชนา กล่าวถึงรายงานของ CEDAW ที่ระบุว่า รัฐบาลอัฟกานิสถานได้ออกกฎหมายป้องกันความรุนแรงต่อสตรีโดยบุคคลในครอบครัว และกำหนดการศึกษาภาคบังคับไว้ 9 ปี แต่ในทางปฏิบัติพบกลุ่มตาลิบันใช้พื้นที่โรงเรียนเป็นฐานที่มั่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเกิดการสู้รบกันระหว่างฝ่ายตาลิบันกับฝ่ายรัฐบาล นอกจากนี้ กลุ่มตาลิบันยังห้ามครูชายสอนนักเรียนหญิง-ครูหญิงสอนนักเรียนชาย

ขณะที่รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) พบว่า ใน ปี 2556 ผู้หญิงอัฟกานิสถานครึ่งหนึ่งที่ต้องโทษถูกคุมขังในเรือนจำ เป็นข้อหาที่เกี่ยวกับการละเมิดศีลธรรมตามหลักศาสนา เช่น ไม่แต่งกายให้ถูกต้องตามหลักศาสนา การหนีออกจากบ้าน ทั้งที่บางกรณี การหนีนั้นมีสาเหตุมาจากความรุนแรงในครอบครัว หรือถูกบังคับให้แต่งงาน อย่างไรก็ตาม การมีกฎหมายห้ามกระทำความรุนแรงในครอบครัว ก็ทำให้ผู้กระทำผิดถูกลงโทษได้เช่นกัน

อัญชนา ยังกล่าวถึง “ปฏิญญาร่วมระหว่างรัฐบาลอัฟกานิสถาน กลุ่มตาลิบัน และสหรัฐอเมริกา” ที่มีข้อตกลงสันติภาพในวันที่ 29 ก.พ. 2563 ซึ่งมีอยู่ 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.การค้ำประกันเพื่อป้องกันการใช้ดินแดนอัฟกานิสถานโดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศหรือบุคคลใดๆ ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และพันธมิตร 2.เส้นเวลาสำหรับการถอนกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถาน 3.การตั้งถิ่นฐานทางการเมืองที่เกิดจากการเจรจา และการเจรจาภายในอัฟกานิสถานระหว่างกลุ่มตาลิบันและทีมเจรจาที่ครอบคลุมของรัฐบาลอัฟกานิสถาน

และ 4.การหยุดยิงอย่างถาวรและครอบคลุม ซึ่งจะเห็นได้ว่า “ทั้งหมดเป็นเรื่องของกองทัพหรือกองกำลัง ไม่มีข้อใดเลยที่เกี่ยวข้องกับประชาชนพลเรือน อีกทั้งไม่ได้พูดถึงเด็กและสตรี” แต่การส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมบนโต๊ะเจรจาก็ไม่สามารถทำได้ เพราะผู้ที่เข้าร่วมก็ยังถูกลอบสังหาร ยังมีรายงานจาก หน่วยงานภารกิจพิเศษขององค์การสหประชาชาติในอัฟกานิสถาน (UNAMA) ที่พบว่า ในปี 2563 ผู้หญิงร้อยละ 13 ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ในจำนวนนี้ร้อยละ 34เกิดจากฝ่ายรัฐบาลและกองกำลังระหว่างประเทศ ส่วนอีกร้อยละ 43เกิดจากกลุ่มตาลิบัน

“จะพูดว่าคนที่หลบหนีทั้งหมดเป็นคนที่ทำงานให้สหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้ เพราะว่ามันจะมีกลุ่มเยาวชน กลุ่มวัยรุ่นที่เขาต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยเหมือนกัน ที่ไม่อาจจะเห็นได้ว่าตาลิบันปกครองจะทำให้เขาได้รับสิ่งนั้น” อัญชนา กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ดึงดูด ‘ต่างชาติทักษะสูง’ อีกปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

Posted on August 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/596649

สกู๊ปแนวหน้า : ดึงดูด‘ต่างชาติทักษะสูง’  อีกปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สกู๊ปแนวหน้า : ดึงดูด‘ต่างชาติทักษะสูง’ อีกปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“การนำเข้าแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งบางคนอาจเรียกว่า Skill Migrant หรือ Knowledge Migrant จึงเป็นเครื่องมือสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศต่อไปได้โดยไม่ติดขัด แต่ที่ผ่านมาเราเน้นการนำเข้าแรงงานไร้ฝีมือหรือกึ่งฝีมือเข้ามาเป็นหลัก เรายังไม่มีเป้าหมายดึงดูดแรงงานที่มีทักษะอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องเตรียมการและพัฒนานโยบายเหล่านี้ให้เกิดขึ้น”

คำกล่าวของ ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในการบรรยาย (ออนไลน์) หัวข้อ “การดึงดูดแรงงานที่มีทักษะ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชุดงานการบรรยาย “นโยบายนำเข้าแรงงานข้ามชาติในยุค Global Citizen” เมื่อเร็วๆนี้ โดย ผศ.ดร.สักกรินทร์เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580)” ตั้งเป้ายกระดับสู่ประเทศรายได้สูงมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่เพิ่มมูลค่า

นั้นทำให้มีความต้องการแรงงานที่มีทักษะถึง 2.3 ล้านคนในอีก 20 ปีข้างหน้า และ 2.5 แสนคนในปี 2570 อย่างไรก็ตาม ไทยนั้นขาดแคลนแรงงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือบางส่วนแม้จะมีแต่ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมเพิ่มขึ้น อีกทั้งต้องเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เข้มข้นขึ้น บวกกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ดังนั้นการขาดแคลนแรงงานทักษะจะเป็นปัญหาสำคัญในอนาคต

ผศ.ดร.สักกรินทร์ เล่าถึงประสบการณ์ที่เคยพูดคุยกับชาวต่างชาติซึ่งอยู่ในประเทศไทย ทั้งที่เป็นแรงงานทักษะและผู้เกษียณอายุแล้ว พบปัญหาที่ทำให้นโยบายดึงดูดแรงงานข้ามชาติที่มีทักษะเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ยาก อาทิ 1.กฎหมายคนเข้าเมืองล้าสมัย เน้นใช้บังคับเกี่ยวกับการควบคุมคนเดินทางเข้า-ออกประเทศโดยยังไม่มีการปรับปรุงให้ยืดหยุ่นตามแนวคิดการพัฒนาประเทศ

เช่น ยังบังคับให้ชาวต่างชาติทุกคนต้องรายงานตัวทุกๆ 3 เดือน โดยไม่แยกแยะว่าเป็นแรงงานไร้ฝีมือหรือแรงงานฝีมือ อีกทั้งยังใช้วิธีกรอกเอกสารมากมายแทนที่จะนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มเข้ามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากช่วงที่ไวรัสโควิด-19 เริ่มระบาดในช่วงแรกๆ ชาวต่างชาติต้องไปต่อคิวยาวเหยียดที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อต่อวีซ่า และแม้จะมีระบบลงทะเบียนออนไลน์ แต่ก็พบว่าระบบล่มหลายครั้ง

2.เน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าระยะยาว ซึ่งควรมีข้อมูลว่าแต่ละอาชีพขาดแคลนเท่าไร มีความต้องการเท่าไร 3.ขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงแรงงาน ออกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) มีอายุ 2 ปีขณะที่ ตม. จะต่อวีซ่าให้ครั้งละ 1 ปี โดยในหลายประเทศ 2 อย่างนี้จะเชื่อมโยงเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน แรงงานยื่นขอเพียงจุดเดียวหากผ่านก็จะได้ทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน

4.วิธีการออกใบอนุญาตทำงานยังไม่ปรับเปลี่ยนให้ตอบสนองโลกยุคดิจิทัล แรงงานยุคใหม่หลายคนทำงานผ่านระบบออนไลน์ ไม่ได้อยู่ประจำสำนักงาน หรือแม้แต่เป็นอาชีพอิสระ (Freelance) ไม่ได้ทำงานกับนายจ้างเพียงคนเดียว ซึ่งเมื่อไม่มีสัญญาจ้างระยะยาวก็ไม่สามารถขอใบอนุญาตทำงานได้ แต่เมื่อไม่มีใบอนุญาตทำงานแล้วมาทำงานมีรายได้ในประเทศไทยก็จะถูกจับกุมดำเนินคดี

5.การดึงดูดแรงงานทักษะยังไม่มีนโยบายแบบเชิงรุก เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มีการตั้งหน่วยงานขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อดึงดูดคนที่สิงคโปร์ต้องการเข้ามา มีการสร้างแรงจูงใจ อาทิ การให้สัญชาติหรือให้สถานะผู้พำนักถาวรขณะที่ จีน ให้ทุนวิจัย อุดหนุนค่าที่พักและทุนการศึกษาบุตร เพื่อดึงดูดให้ชาวต่างชาติตลอดจนชาวจีนที่ไปอยู่ต่างแดนให้เข้าไปหรือกลับไปทำงานในประเทศจีนมากขึ้น

“แม้ว่าเราจะมี Smart VISA โดย BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ใช้เป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกให้กับคนที่มีทักษะให้มาทำงานในพื้นที่ EEC (โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก) แต่ว่ายังมีปัญหาข้อจำกัดเยอะ Paperwork (ขั้นตอนงานเอกสาร) เยอะ มีอนุกรรมการหลายคณะเข้ามาพิจารณากลั่นกรองมากมาย มีการกำหนดคุณสมบัติขั้นสูงเยอะมาก เงินเดือนหลายแสนถึงจะขอ Smart VISA ได้ ซึ่งคนหนุ่ม-สาวรุ่นใหม่ บางคนเขามีทักษะแต่เงินเดือนอาจจะไม่ถึง หรือบางคนอยู่เมืองไทยอยู่แล้วแต่ไม่ได้มีวีซ่าทำงาน เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะครอบคลุมคนกลุ่มนี้มากขึ้นด้วย ลดคุณสมบัติลงมาโดยเฉพาะเงินเดือนขั้นสูง” ผศ.ดร.สักกรินทร์ ระบุ

ผศ.ดร.สักกรินทร์ เสนอแนะว่า ควรทำแนวคิด “พลเมืองโลก (Global Citizenship)” มาปรับใช้เพื่อเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น อาทิ 1.มีนโยบายเชิงรุก เช่น ทำให้วีซ่ามีหลากหลายประเภทเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่ม Freelance รวมถึงบูรณาการฐานข้อมูลวีซ่าและใบอนุญาตทำงานเพื่อความสะดวกของแรงงานในการยื่นขอ 2.ปรับปรุง Smart VISA ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และนำดิจิทัลแพลตฟอร์มมาใช้ กำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติที่ต้องการให้ชัดเจน อีกทั้งควรมีคะแนนสำหรับชาวต่างชาติที่ทำงานในไทยอยู่แล้วมาเป็นเวลานานด้วย เพราะคนเหล่านี้อยู่มาจนเข้าใจประเทศไทยเป็นอย่างดี

3.อนุญาตให้ชาวต่างชาติกลุ่มเกษียณอายุแล้วเข้ามาพักอาศัยในประเทศไทยทำงานได้ หลายคนเป็นผู้เชี่ยวชาญและยังสามารถทำงานได้ การไม่อนุญาต
ให้ทำงานเท่ากับประเทศไทยเสียโอกาส 4.ขยายข้อตกลงร่วมรับมาตรฐานวิชาชีพกับต่างประเทศซึ่งปัจจุบันไทยก็มีอยู่แล้วกับกลุ่มประชาคมอาเซียนใน 8 อาชีพ แต่ยังมีข้อจำกัดซึ่งต้องแก้ไข รวมถึงขยายออกไปให้กว้างมากขึ้น

5.ส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาของไทยร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น เช่น การก่อตั้งวิทยาเขตของสถาบันการศึกษาชั้นนำ เห็นได้จากเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ มีมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติหลายแห่งมาเปิดสาขาในประเทศดังกล่าว ทำงานทั้งด้านการสอนและการวิจัย อันดับมหาวิทยาลัยของสิงคโปร์และมาเลเซียจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยในอันดับโลก เพราะมีการเชื่อมโยงและถ่ายทอดความรู้ และ 6.จูงใจคนไทยในต่างแดน นอกจากผู้เชี่ยวชาญต่างชาติแล้ว ยังมีคนไทยอีกไม่น้อยเป็นแรงงานทักษะสูงทำงานอยู่ในต่างประเทศ เช่น แพทย์ สถาปนิก ซึ่งประเทศอย่างจีน สิงคโปร์ อิสราเอล มีนโยบายทั้งการให้ทุนวิจัย เชิญมาเป็นอาจารย์

ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการพัฒนาทักษะในประเทศเกิดขึ้นได้รวดเร็ว!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อธิปไตยทางอาหาร’ ยุติวงจรเกษตรกร ‘เจ็บ-จน’ #SootinClaimon.Com

Posted on August 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/596487

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อธิปไตยทางอาหาร’  ยุติวงจรเกษตรกร‘เจ็บ-จน’

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อธิปไตยทางอาหาร’ ยุติวงจรเกษตรกร‘เจ็บ-จน’

วันเสาร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“เมื่อครั้งยังหนุ่มแกเคยทํานา มุ่งเอาหลังสู้ฟ้า…ปลูกข้าวให้คนกิน หนี้สินล้นตัวเพราะมัวแต่ทํานา ไม่เคยเรียนรู้วิชา…ที่นาก็หลุดลอย” ท่อนหนึ่งจากเพลง “ลุงขี้เมา” ของวงคาราบาว เป็นหนึ่งในหลายๆ สื่อที่สะท้อนชีวิต “ชาวนา” (หรืออาจรวมถึงอาชีพเกษตรกรในภาพรวม) ว่าเป็นอาชีพที่ทำแล้ว“เจ็บ-จน” หนี้สินพะรุงพะรัง ทั้งที่ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ส่งออกสินค้าเกษตรมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และแม้ว่ารัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาจะพยายามออกนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ดูจะไม่ได้ช่วยยุติปัญหานี้ได้เท่าไรนัก

หรือบางทีอาจจะต้องเปลี่ยนกันถึงโครงสร้าง? ดังที่ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรบรรยายหัวข้อ “อธิปไตยทางอาหาร สิทธิชาวนา และประชาธิปไตย” ในงานเสวนา (ออนไลน์) เสวนาใต้ชายคาประชากร จัดโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อเร็วๆ นี้

ผศ.ดร.วีระ เริ่มต้นด้วยการอธิบายคำว่า “อธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty)” ซึ่งเป็นคำที่อาจไม่ค่อยคุ้นหูคนทั่วไปนักเมื่อเทียบกับอธิปไตยทางการเมือง อันหมายถึงการที่ประเทศมีเอกราชไม่ตกเป็นเมืองขึ้นใคร สามารถปกครองโดยใช้กฎหมายของตนเองและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่เชื่อว่าหลายคนน่าจะคุ้นกับคำว่า “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” มากกว่า เพราะใช้กันทุกวงการตั้งแต่ภาครัฐ เอกชนและประชาสังคม

ซึ่งก่อนจะเริ่มทำวิจัยเรื่องนี้ มีคำถามมากมายเกิดขึ้น เช่น “ทำไมประเทศที่ผลิตอาหารถึงมีปัญหาความหิวโหย?” อาทิ อินเดีย หรือหลายประเทศในทวีปแอฟริกา, “ทำไมประเทศที่ผลิตโกโก้-กาแฟ มีกระทั่งปัญหาค้ามนุษย์ในภาคเกษตร?” อาทิ เคนยา ไอวอรีโคสต์ (โกตดิวัวร์) เป็น 2 ประเทศต้นทางที่ปลูกกาแฟและโกโก้ตามลำดับ และคน 2 ประเทศนี้มีกำลังทรัพย์พอจะเข้าไปดื่มกาแฟในร้านแบรนด์ดัง หรือซื้อช็อกโกแลตแบรนด์หรูหรือไม่, “ทำไมข้าวเปลือกถูกแต่ข้าวสารแพง?” เป็นปัญหาที่พบในประเทศไทย และทำให้ชาวนายังยากจน เป็นต้น

“แนวคิดอธิปไตยทางอาหาร เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ผลิตอาหารอย่างเกษตรกร อย่างชาวนา จะสามารถควบคุม Chain (ห่วงโซ่) ขนาดใหญ่
ที่เราเรียกว่าระบบอาหาร ในฐานะที่เขามีอธิปไตยในการควบคุม
ระบบอาหารด้วยตัวเอง เริ่มตั้งแต่เมล็ดพันธุ์เป็นของเขาไหม? กระบวนการผลิตเขาควบคุมดูแลเองได้ไหม? การแปรรูปเขาต้องทำอย่างไร? การตลาดเป็นธรรมหรือไม่?

กระบวนการทั้งหมดนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งว่า อธิปไตยทางอาหารพยายามนำเสนอว่า เกษตรกรจะสามารถมีอำนาจในการดูแลระบบอาหาร และเป็นเจ้าของทรัพยากรที่ตัวเองผลิตได้มากขนาดไหน? ไม่ใช่ตัวเองผลิตแต่ไม่สามารถซื้อผลผลิตปลายทางที่ตัวเองเป็นผู้สร้างขึ้นมาเองได้ เพราะฉะนั้นในงานของผมเริ่มมาจากการตั้งคำถามว่ามันจะมีประเทศไหนบ้างที่ใช้อธิปไตยทางอาหารในการต่อสู้ และสามารถทำให้เรื่องของชาวนากลายเป็นประเด็นที่ถูกรับรองไว้ในสถาบันทางการเมือง และใช้ประเด็นอธิปไตยทางอาหารในการเปลี่ยนแปลงประเทศ” ผศ.ดร.วีระ กล่าว

ก่อนจะเล่าต่อ ผศ.ดร.วีระ พาย้อนกลับไปหาคำว่าความมั่นคงทางอาหารอีกครั้ง พร้อมกับตั้งคำถามว่า “เมื่อทุกภาคส่วนใช้คำว่าความมั่นคงทางอาหารกันหมด แล้วความหมายตรงกันหรือไม่?” ทั้งนี้ “ความมั่นคงทางอาหารในบางความหมายอาจไม่ใช่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรหรือแม้แต่ผู้บริโภค” ซึ่งต้องไปเชื่อมโยงกับอีกคำหนึ่งคือ “เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism)” ที่ส่งเสริมการผลิตเพื่อการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศ เน้นเปิดเสรีทางการค้าและเงินทุน

อนึ่ง พื้นฐานที่สุดของประเด็นความมั่นคงทางอาหารคือคำว่า “เพียงพอ” และนั่นเป็นที่มาของการส่งเสริมให้ผลิตอาหารจำนวนมากๆ นำไปสู่การนำวิทยาศาสตร์ (เช่น เครื่องมือและสารเคมีทางการเกษตร) มาใช้ และเน้นการเพาะปลูกหลายรอบต่อปี การผลิตไม่ได้เป็นไปเพื่อบริโภคอีกต่อไป เพราะอาหารเป็นทุน การผลิตมากๆ คือการสะสมทุนด้วยการนำอาหารไปขาย จากนั้นยังมีการส่งเสริมให้ทุกคน “เข้าถึง”อาหารจึงเป็นส่วนหนึ่งของการค้าเสรี

ในยุคนี้อาหารไม่ได้อยู่ในมือเกษตรกรอีกต่อไป แต่ไปอยู่ในมือนายทุน ทั้งทุนสารเคมี ทุนเมล็ดพันธุ์ ทุนเครื่องมือต่างๆ ไปจนถึงเจ้าของที่ดิน มีการร่วมมือกับข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนอาหารซึ่งกันและกัน การผลิตอาหารในยุคนี้จึงไม่ได้ตอบสนองผู้บริโภคในประเทศอีกด้วย หากเป็นเพียงผลิตเพื่อตอบสนองผู้บริโภคในต่างประเทศ องค์กรระดับโลกทั้งธนาคารโลก (World Bank) องค์การการค้าโลก (WTO) ต่างส่งเสริมการค้าเสรีและห้ามรัฐแทรกแซงไปจนถึงการพัฒนาผลผลิตแบบตัดต่อพันธุกรรม (GMO) ตามต้องการ

ผศ.ดร.วีระกล่าวว่า เกษตรกรได้ยินแบบนี้อาจคิดว่าเมื่อมีการแปรรูปผลผลิตแล้วก็จะเพิ่มมูลค่าได้ เกษตรกรจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริง กลับมีระบบสิทธิบัตร (TRIPs) เช่น ห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกเอง “เมื่อมาถึงขั้นนี้เกษตรกรก็ไม่มีอำนาจควบคุมชีวิตตนเองอีกต่อไป” เมล็ดพันธุ์กับสารเคมีก็ต้องซื้อ ที่ดินก็ต้องเช่า ขายเองก็ไม่ได้ต้องไปฝากตลาดกลางเพื่อให้ส่งออก

เมื่อแนวคิดความมั่นคงทางอาหารมีปัญหาแบบข้างต้น แนวคิดอธิปไตยทางอาหารจึงถือกำเนิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของขบวนการชาวนาระดับโลก (La Via Pampesina) บวกกับ
คำถามของนักวิชาการเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เช่น อุตสาหกรรมเกษตร “แนวคิดอธิปไตยทางอาหารต้องการกำหนดความสัมพันธ์ใหม่” เช่น เกษตรกรอยู่ตรงไหนของระบบอาหาร? ทรัพยากรมีการจัดสรรใหม่อย่างไร? มีความเป็นธรรมหรือไม่? นั่นหมายถึงประเด็น “สิทธิ” ทั้งของชนพื้นเมือง เกษตรกร และชุมชนในการดูแลทรัพยากรของตนเอง

“สิทธิดังกล่าวมันกระทบหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการที่ดิน การเก็บ พัฒนาเมล็ดพันธุ์โดยเกษตรกรเอง การลดใช้สารเคมีที่มาจากบริษัทข้ามชาติ และบริษัทข้ามชาติก็Lobby (วิ่งเต้น) ผ่านรัฐบาลให้มีนโยบายสนับสนุนสารเคมี จะทำอย่างไร? อธิปไตยทางอาหารจึงพยายามตีกรอบว่าผลิตสำหรับเกษตรกรได้ไหม? เกษตรกรเป็นเจ้าของเกษตรกรนี้ได้ไหม? ถ้าเกษตรกรไม่สามารถเป็นเจ้าของผลผลิตของตัวเองหรือไม่สามารถดูแลระบบอาหารด้วยตัวเอง สุดท้ายต่อให้อาหารแพง อาหารดีการค้าขายเจริญรุ่งเรืองอย่างไร เกษตรกรจะไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปาก เพราะมันมี Chain ขนาดยาวทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ” ผศ.ดร.วีระ ระบุ

ที่ประเทศโบลิเวีย การต่อสู้ของชาวนานำไปสู่การวางกติกาความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรกับพรรคการเมืองหลักอธิปไตยทางอาหารกลายเป็นนโยบายทางการเมือง และถูกบัญญัติไว้ใน “รัฐธรรมนูญ” ตั้งแต่“คำปรารภ” ที่มีคำว่า “แผ่นดินแม่ (Mother Earth)” ที่พูดถึงธรรมชาติ ต้นไม้ วัฒนธรรม ความเป็นมนุษย์ ความหลากหลายของคนในประเทศ อธิปไตยของประเทศที่ไม่ลืมชุมชน

และเมื่อไปดูบทบัญญัติเป็นรายมาตรา จะพบหลายมาตราที่สอดคล้องกับคำปรารภข้างต้น ทั้งการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อคุ้มครองชนพื้นเมือง เขตอำนาจของชนพื้นเมืองในการจัดการทรัพยากรของตนเอง ศาลและกระบวนการยุติธรรมว่าด้วยสิ่งแวดล้อมทางการเกษตร มีแม้กระทั่งการบัญญัติว่าห้ามสนับสนุน GMO ซึ่งหากมองแบบทั่วไป ประเด็นย่อยแบบนี้ไม่ควรอยู่ในกฎหมายแม่บทอย่างรัฐธรรมนูญ แต่โบลิเวียนั้นให้ความสำคัญ และแม้ว่าในทางปฏิบัติอาจยังมีปัญหา มีความขัดแย้ง แต่ก็ถือเป็นความพยายามที่จะดำเนินการไปในทิศทางนี้

“มีประเด็นหนึ่งซึ่งสำคัญสำหรับอธิปไตยทางอาหาร คือการส่งเสริมสิ่งที่เรียกว่าเกษตรกรรายย่อย ในที่นี้เขาบอกว่าการทำสิ่งที่เรียกว่า Small Scale Farming (การเกษตรใช้พื้นที่น้อย)ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอธิปไตยทางอาหาร ที่ผู้ผลิตเป็นเจ้าของพื้นที่ของตนเองได้ และผู้ซื้อสามารถมี Choice (ทางเลือก)ในการเลือกผลผลิตที่มีลักษณะเฉพาะประจำถิ่น ไม่ว่าจะเป็นข้าว อาหาร หรือแม้แต่สุรา-เบียร์ ถ้าตั้งหน่วยการผลิตย่อยๆ เราจะมี Choice มากขึ้น” ผศ.ดร.วีระ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ “เมื่อพูดถึงเกษตรกรรายย่อยไม่ได้หมายถึงเกษตรกรจะต้องอยู่แบบต้มผักต้มเกลือกิน แต่เกษตรกรรายย่อยสามารถบริโภค ใช้เทคโนโลยีและพัฒนาตนเองได้” เพียงแต่ต้องไม่ให้อธิปไตยทางอาหารตกไปอยู่ในมือของทุนใหญ่ทั้งในประเทศและข้ามชาติ ทั้งนี้ สุดท้ายแล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ที่แนวคิดเรื่องอธิปไตยทางอาหารจะถูกนำมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง

เพื่อเป็นประโยชน์กับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมากกว่านี้!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มองสังคมไทยผ่านงานวิจัย ‘5 ชนชั้น’ ใครอยู่จุดไหนบ้าง? #SootinClaimon.Com

Posted on August 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/594769

สกู๊ปแนวหน้า : มองสังคมไทยผ่านงานวิจัย  ‘5ชนชั้น’ใครอยู่จุดไหนบ้าง?

สกู๊ปแนวหน้า : มองสังคมไทยผ่านงานวิจัย ‘5ชนชั้น’ใครอยู่จุดไหนบ้าง?

วันเสาร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“ความเหลื่อมล้ำ” เป็นปัญหาสำคัญของสังคม จริงอยู่แม้จะยอมรับกันว่าในโลกแห่งความเป็นจริงไม่สามารถทำให้คนทุกคนเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ แต่ที่ผ่านมาก็มีความพยายามคิดค้นและผลักดันกระบวนการที่จะทำให้ช่องว่างระหว่างกลุ่มคนด้านบน (ชนชั้นนำหรือคนใหญ่คนโตมีอำนาจมีเงินทองมาก) กับกลุ่มคนด้านล่าง (ชนชั้นทั่วไปและโดยเฉพาะลงไปถึงคนยากจนชายขอบ) ลดลง อย่างน้อยก็เพื่อให้คนด้านล่างมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้มากขึ้นหากไม่ใช่รุ่นตนเองก็เป็นรุ่นลูกหลาน ผ่านโยบายสวัสดิการต่างๆ ทั้งการศึกษา การรักษาพยาบาล ฯลฯ

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ประชากรนอกระบบในประเทศเหลื่อมล้ำ” โดยหนึ่งในนั้นคือการนำเสนองานวิจัยหัวข้อ “การวิจัยความเหลื่อมล้ำในระดับโลก : คำอธิบายว่าด้วยชนชั้นและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยร่วมสมัย” ผลงานของ ผศ.ดร.ฐานิดา บุญวรรโณ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วยชนชั้นต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน

งานวิจัยดังกล่าวที่ ผศ.ดร.ฐานิดา ทำร่วมกับนักวิชาการอีก 2 ท่าน คือ ผศ.ดร.ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ สุรางค์รัตน์จำเนียรพล นักวิชาการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาโดยสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่างรวม 72 คน ซึ่งคณะผู้วิจัยพยายามหากลุ่มตัวอย่างที่หลากหลายทั้งภูมิภาค (เหนือ กลาง อีสาน ฯลฯ) ช่วงวัย(เบบี้บูม เจนเอ็กซ์ ฯลฯ) และอาชีพ

“คนที่อยู่พื้นที่เมืองหรือพื้นที่ชนบทเองก็มีความแตกต่างในเชิงความเหลื่อมล้ำของการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และช่วงเวลาที่เขาเกิด ช่วงเวลาที่เขาเติบโต ก็จะเติบโตภายใต้ยุคของรัฐบาลต่างๆ แล้วก็มีนโยบายต่างๆ ที่มันมีผลในการสร้างโอกาสในชีวิตของทั้งคนรุ่นพ่อแม่เขา ตัวเขา แล้วก็ส่งผ่านไปยังรุ่นหลาน ฉะนั้นอายุก็จะเป็นสิ่งหนึ่ง เป็นปัจจัยหนึ่งด้านเวลาที่เราต้องเอามาคิดคำนวณ แล้วเราจะเห็นตัวแบบแผนพฤติกรรมของคนในแต่ละช่วงอายุว่าจะมีวิธีคิดต่อความเหลื่อมล้ำหรือปัญหาสังคมแตกต่างกัน” ผศ.ดร.ฐานิดา อธิบาย

ผศ.ดร.ฐานิดา อธิบายต่อไปว่า การเกิดขึ้นของชนชั้นในสังคม ว่ามาจากทุน 4 ประเภทคือ 1.ทุนทางเศรษฐกิจ เช่น รายได้ ทรัพย์สิน 2.ทุนทางวัฒนธรรม เช่น ระดับการศึกษา ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ 3.ทุนทางสังคม เช่น เครือข่าย การเป็นสมาชิกของกลุ่ม ความสัมพันธ์ และ 4.ทุนสัญลักษณ์ เช่น เกียรติยศชื่อเสียง อำนาจทางการปกครอง ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีนโยบายที่ทำให้คนรุ่นปู่ย่าตายายสามารถสะสมทุนได้ ทุนนั้นก็จะส่งผ่านไปยังรุ่นพ่อแม่ และรุ่นลูกหลานต่อไป (ทรัพยากร อำนาจ บารมี ฯลฯ) ด้วย

โดยจากทุนทั้ง 4 ประการ “สามารถแบ่งสังคมออกเป็น 5 ชนชั้น จากล่างสุดสู่บนสุด” ประกอบด้วย 1.ชายขอบไม่มีทุนใดๆ บรรพชนก็ไม่ได้สะสมทุนเพื่อส่งต่อมาให้ ไร้ความฝัน สวัสดิการนั้นเข้าถึงได้บ้างไม่ได้บ้าง อาชีพกลุ่มนี้เช่น เก็บของเก่าขาย หรือเป็นคนไร้บ้าน 2.ต่อสู้ดิ้นรน มีทุนอยู่บ้าง มีความฝันแต่ยังไม่เป็นความจริง หรือต้องทิ้งความฝันไปทำอย่างอื่นเพื่อเลี้ยงปากท้อง แม้จะมีงานทำแต่ชีวิตไม่มั่นคง หากเจอปัจจัยบางอย่าง (อาทิ สถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน) ย่อมได้รับผลกระทบมาก เช่น ผู้ค้าขายรายวัน รับจ้างทั่วไป ลูกจ้างโรงงาน

3.ชนชั้นกลาง มีทุนอยู่บ้าง อีกทั้งมีการสะสมและส่งต่อทุนจนมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง แม้จะมีปัจจัยเข้ามากระทบก็ยังปรับตัวหรือเอาตัวรอดได้ เช่น ทหาร-ตำรวจชั้นประทวน ช่างฝีมือ (อาทิ ช่างทำผม ช่างทำพลอย) 4.มั่นคง ชนชั้นนี้มีทุน สะสมทุนและส่งต่อทุน มีฐานะที่มั่นคงมากแต่ยังไม่ถึงขั้นมีอำนาจชี้นำสังคม เช่น ทหาร-ตำรวจชั้นสัญญาบัตร ข้าราชการ แพทย์ เจ้าของโรงงาน และ 5.มั่นคงอย่างยั่งยืน คนกลุ่มนี้นอกจากจะมีทุนแล้วยังมีอำนาจกำหนดความเป็นไปในสังคมรวมถึงชีวิตคนด้วย เช่น ทหาร-ตำรวจระดับสูง ผู้พิพากษา

อนึ่ง เมื่อนำกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่ได้ให้ข้อมูลประกอบงานวิจัยชิ้นนี้มาแบ่งตามชนชั้น จะพบว่า “อาชีพที่เป็นแรงงานนอกระบบ (หมายถึงผู้ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่มีหลักประกันในชีวิต) ส่วนใหญ่อยู่ในชนชั้นล่าง หากไม่ล่างสุดคือขายชอบก็ยังเป็นกลุ่มต้องต่อสู้ดิ้นรน” เช่น พ่อค้า-แม่ค้าอาหารริมทาง มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไรเดอร์ส่งอาหารรับงานผ่านแอปพลิเคชั่น คนงานก่อสร้าง เกษตรกร คนทำงานกลางคืนในสถานบันเทิง (เช่น นักร้อง/นักดนตรี พนักงานร้านเหล้า) ขายของออนไลน์

“ชายขอบต้องบอกว่าทุนทั้ง 4 ประเภทไม่มีหรือมีน้อยมาก ในขณะที่ดิ้นรนมีแต่ก็เหมือนคนที่พร้อมจะจมน้ำได้ตลอดเวลา ก็คือไม่ได้มั่นคงยังต้องต่อสู้ดิ้นรนทุกวินาที จะมีการตอบลักษณะว่าจนแต่ไม่ลำบาก มีคนอื่นที่จนกว่า แต่พอถามว่าจนกระทั่งถ้าเกิดโควิดมาทีหรืออะไรทีจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมก็ไม่ใช่ ก็ยังต้องต่อสู้ดิ้นรน ชนชั้นกลางก็คือพออยู่พอกิน มีหนี้สินปกติ แล้วก็อาจจะรับราชการ มั่งคงคือเริ่มมี Privilege มีสิทธิพิเศษ ใช้สิทธิพิเศษได้ แต่ยังไม่เท่า Stability+ (มั่นคงอย่างยั่งยืน) มั่นคงไม่พอยังสามารถใช้ Position ตำแหน่งที่ตัวเองอยู่ในโครงสร้างสังคมนี้ กำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศ หรือชี้นำ หรือกำหนดความเป็นความตายของชีวิตมนุษย์ได้”ผศ.ดร.ฐานิดา ระบุ

แน่นอนว่าเมื่อมีทุนไม่เท่ากัน “ทางเลือก (Choice)”หรือโอกาสในชีวิตก็ย่อมไม่เท่ากันไปด้วย และงานวิจัยยังพบอีกว่า “สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงเปิดช่องให้ระบบอุปถัมภ์ดำรงอยู่ได้ดี” อาทิ ในสังคมไทย ที่มีระบบอุปถัมภ์ทั้งในชนชั้นเดียวกัน เช่น เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกัน และระหว่างชนชั้น เช่น เป็นคนของใคร แม้จะมีชั้นยศเท่ากัน แต่ผู้ที่อยู่ใกล้นายมากกว่าย่อมมีโอกาสเจริญก้าวหน้าในอาชีพสูงกว่าเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม “สังคมไทยยังเปิดโอกาสให้เลื่อนชนชั้นได้” เช่น ผ่านระบบการศึกษาที่มีทุนการศึกษาสนับสนุนหลายโครงการ หรือผ่านนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุน
ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 72 คน พบ 35 คนให้ข้อมูลว่า ตนเองมีฐานะชนชั้นดีกว่าพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย ถึงกระนั้น “การเลื่อนชนชั้นมักเป็นแบบไปทีละระดับ” ไม่ได้เลื่อนแบบก้าวกระโดด และชนชั้นบนสุด (มั่นคงอย่างยั่งยืน) ไม่ใช่เพียงมีเงินทองหรือยศตำแหน่งแล้วจะขึ้นไปเป็นได้ แต่อาจต้องมีสถานภาพบางอย่างประกอบด้วย เช่น ชาติตระกูล

ผศ.ดร.ฐานิดา ยังเล่าถึงวิธีคิดของแต่ละชนชั้นตามกลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูล เช่น กลุ่มชนชั้นบนและบนสุด (มั่นคง-มั่นคงอย่างยั่งยืน) คนหนึ่งที่เป็นคนรุ่นเบบี้บูม ยอมรับว่า หากไม่มีเงินกงสี (ทรัพย์สินที่เป็นกองกลางของครอบครัว) คงโตช้ากว่านี้ ส่วนอีกคนหนึ่งที่เป็นคนรุ่นเจนวายกล่าวว่า ไม่ได้กำหนดว่าลูกของตนต้องเป็นอะไร แต่จะสอนลูกให้บริหารเงินเป็น ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างตั้งแต่ชนชั้นล่างสุด(ชายขอบ) ชั้นล่าง (ต่อสู้ดิ้นรน) จนถึงชนชั้นกลาง ยังมุ่งหวังให้ลูกสอบเข้ารับราชการเป็นหลัก ทั้งหมดนี้สะท้อนความพยายามเลื่อนหรือรักษาสถานะทางชนชั้น

“เห็นไหมวิธีการส่งผ่านวิธีคิดของคน 2 ชนชั้นก็ต่างกัน ในขณะที่คนหนึ่งเรียนอะไรก็ได้แต่ขอให้เรียนการเงินซึ่งรักษาสถานภาพนี้ให้มั่นคง คนระดับล่างเรียนอะไรก็ได้ที่ไปทำงานที่มีเงินเดือนเข้าทุกเดือน อย่ามาลำบากกินเงินรายวันเหมือนพ่อกับแม่ อย่างคนเจนแซดที่เป็นครูสอนว่ายน้ำบอกว่าอยากเป็นตำรวจเพราะตำรวจมีเงินเดือน คุณแม่ขายของทำงานหนักได้เงินรายวัน ถ้าไม่ทำวันไหนก็ไม่มีเงินเราไม่อยากเป็นแบบนั้นอีกแล้ว” ผศ.ดร.ฐานิดา กล่าว

นักวิชาการผู้นี้ ทิ้งท้ายด้วยปรากฏการณ์ “การสอบ ก.พ.” อันเป็นบันไดขั้นแรกในการสอบเข้ารับราชการ ที่ในแต่ละปีจะมีคนสมัครสอบเป็นจำนวนมากทุกปี เพราะข้าราชการเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง โดยเฉพาะจากคนที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีความมั่นคงในรายได้ แม้ความฝันของคนคนนั้นจะไม่ใช่การเข้ารับราชการก็ตาม เพราะอาชีพในฝันนั้นภายใต้โครงสร้างสังคมไทยคืออาชีพที่ไม่มีความมั่นคง การสอบ ก.พ. จึงมีนัยของการต่อสู้เพื่อเลื่อนชนชั้นด้วย

หมายเหตุ : ประชากรตามช่วงวัยแบ่งได้ดังนี้ เบบี้บูม(Baby Boomer เกิดปี 2489-2507) เจนเอ็กซ์ (Generation X เกิดปี 2508-2522) เจนวาย (Generation Yเกิดปี 2523-2540) และเจนแซด (Generation เกิดหลังปี 2540)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ซ้ำเติมทุกข์จากโรคร้าย ‘ยา-สินค้าปลอม’ ขายเกลื่อน #SootinClaimon.Com

Posted on August 8, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/593240

สกู๊ปแนวหน้า : ซ้ำเติมทุกข์จากโรคร้าย  ‘ยา-สินค้าปลอม’ขายเกลื่อน

สกู๊ปแนวหน้า : ซ้ำเติมทุกข์จากโรคร้าย ‘ยา-สินค้าปลอม’ขายเกลื่อน

วันเสาร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ใครๆ ก็ล้วนอยากมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ไปตลอดอายุขัย ซึ่งหนึ่งในตัวช่วยสำคัญคือ “อาหารและยา” ที่มีการโฆษณาร่ำลือกันถึงสรรพคุณวิเศษ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่การอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงหรือแม้แต่เป็นสินค้าอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่การทำมาค้าขายง่ายดายบนโลกออนไลน์ ซึ่งหลายกรณีก็มีคนหลงเชื่อมาเสียเงินเสียทองซื้อมากินมาใช้ เบาหน่อยคือไม่ได้ผลเพราะไม่มีคุณภาพหรือหลักวิชาการรองรับ แต่หนักเข้าก็อาจได้รับอันตรายต่อร่างกายต้องเข้าโรงพยาบาลหรือถึงขั้นเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ล่าสุดกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โรคร้ายที่อยู่กับมนุษยชาติมาปีกว่าและยังไม่รู้ว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใด ซึ่งเมื่อทุกคนอยากอยู่รอดปลอดภัย โฆษณาสินค้าประเภทที่เกี่ยวข้องกับการรับมือโควิด-19 จึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทำให้เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค องค์กรภาคประชาสังคมที่จับตาเฝ้าระวังสินค้าบริการที่ไม่ได้คุณภาพหรืออาจเข้าข่ายหลอกลวง ได้จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “รู้เท่าทัน ..โฆษณาอาหารยารักษาโควิด-19 ได้หรือไม่” เพื่อให้ความรู้กับประชาชน

สมศักดิ์ ชมภูบุตร ประธานศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค จ.ลำปาง ตัวแทนเครือข่ายเฝ้าระวังฯ ในทางภาคเหนือ เปิดเผยว่า การทำงานของมูลนิธิฯในช่วงเดือนเม.ย. 2564 ที่ผ่านมา ได้มีการเฝ้าระวังการขายสินค้าในสังคมออนไลน์อย่าง อินสตาแกรม ซึ่งได้พบผลิตภัณฑ์ที่ควรเฝ้าระวังมากถึง 22 ราย ส่วนใหญ่เป็นการขายผลิตภัณฑ์ผิวขาว ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน ซึ่งไม่แสดงเลขที่ใบรับจดแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อีกทั้งยังโฆษณาเกินจริง

นอกจากนี้ได้มีการเฝ้าระวังทางโทรทัศน์ โดยได้แจ้งให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เฝ้าระวังในสื่อโทรทัศน์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผลิตภัณฑ์รักษาโรคได้ โดยพบมากกว่า 30 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นการโอ้อวดเกินจริง อ้างผู้เชี่ยวชาญ และบุคคลที่น่าเชื่อถือ ที่สำคัญมีการจัดโปรโมชั่นที่ชักชวนจูงใจโฆษณาเกินจริง ปัญหาที่พบคือหลังเฝ้าระวังแจ้งเรื่องแล้วมีการเปลี่ยนเพจและชื่อสินค้านำมาจำหน่ายเหมือนเดิม

“ข้อเสนอเครือข่ายในการแก้ปัญหา กรณีที่เจอผลิตภัณฑ์ที่ขายในสื่อออนไลน์ ถ้าหากเจอในระบบแล้วอยากให้มีการลบออกจากสาระบบให้หมด พบว่าหลังเฝ้าระวังผ่านไป 1 ปี ยังคงพบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในระบบและอยากให้มีการส่งคืนข้อมูลหลังจัดการปัญหาให้คืนเข้ากลับไปในพื้นที่เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้บริโภคต่อไปได้” สมศักดิ์ กล่าว

เช่นเดียวกับ ธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย ที่เปิดเผยว่า ทางสมาคมเพื่อนโรคไตได้พบโฆษณาเกินจริง จากการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่น่าสนใจ ผ่านช่องทางออนไลน์ และจากช่องทางการขายตรง โดยมีการชักจูงให้เกิดความสนใจ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยโรคไตที่ติดเชื้อโควิดเข้าใจผิด ซื้อสินค้าที่ถูกหลอกขายที่อ้างสามารถรักษาโรคโควิดได้

เช่น อ้างว่าสามารถทดแทนยาฟาวิพิราเวียร์ แต่ปรากฏเป็นเพียงยาถ่ายพยาธิ ซึ่งเกิดผลกระทบกับสุขภาพทรุดหนักขึ้นอีก และผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่สรรพคุณที่ไม่ได้เหมาะกับกลุ่มผู้ป่วยบางกลุ่ม ซึ่งต้องเลือกเพราะอาจเกิดผลกระทบมากกว่าที่จะรักษาให้หาย ผู้บริโภคเมื่อเจอโฆษณาผลิตภัณฑ์และซื้อรับประทาน เมื่อถึงช่วงรักษา ไม่สามารถรักษาได้ก็เป็นปัญหาหนักสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ป่วยให้มากขึ้นไม่ให้หลงเชื่อการโฆษณาเกินจริงขายยารักษาโควิด

ขณะที่ ภญ.อรัญญา เทพพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์จัดการเรื่องร้องเรียนและปราบปราม การกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ (ศรป.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่าจากสถิติเรื่องร้องเรียน มีเรื่องเรียนกว่า 1,010 เรื่อง พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคมากกว่า 576 เรื่อง หรือร้อยละ 62 โดยมักเป็นเรื่องร้องเรียนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเครื่องสำอาง ยารักษาโรค หน้ากากอนามัย และผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย

ปัญหาที่พบปัจจุบันคือระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจจับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มักเกิดในสื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค ที่เมื่อมีการพูดถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดน้ำหนัก จะมีผลิตภัณฑ์โผล่มาให้เห็นจำนวนหลายยี่ห้อ มีการโฆษณาซ้ำๆ จนให้เกิดความเชื่อว่าสามารถรักษาได้จริง และเชื่อว่าเมื่อมีการโฆษณาแบบน่าเชื่อถือ การขึ้นทะเบียนคงถูกต้องเรียบร้อย การระมัดระวังจึงไม่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ อย. มีความร่วมมือกับทางเฟซบุ๊ค ทำเรื่องการตรวจจับการขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย หรือผิดมาตรฐานชุมชน หากมีการแจ้งรายงาน ทางทีมงานเฟซบุ๊คจะดำเนินการปิดกั้นให้ภายใน 48 ชม. แต่สิ่งที่ผู้บริโภคจะช่วยได้อีกทางคือ 1.ไม่แชร์โพสต์นั้น และ 2.ให้กดอีโมชั่นหน้าโกรธและกดรีพอร์ต เพื่อให้ AI เว็บเพจนั้นๆ ได้เรียนรู้ว่าคำต่างๆ ที่ผิดกฎหมายไม่ควรอยู่ในทุกแพลตฟอร์ม หากมีการเผยแพร่ข่าวปลอมช่วยกันแชร์เพื่อจะได้ทราบทั่วถึงกันในกลุ่มผู้บริโภค

“กระบวนการโฆษณาที่เกิดขึ้นได้ง่าย การเปรียบเทียบปรับ การจัดการทางกฎหมายใช้เวลานาน ทำให้ต้องออกแบบในการจัดการให้เร็วขึ้น คือการเข้าไปแจ้งเรื่องร้องเรียน การกีดกั้นการมองเห็น หรือ รีพอร์ตโฆษณานั้นๆ อำนาจหน้าที่ของ อย. ไม่สามารถจัดการได้หมด อย่างกรณีการตรวจจับต้องส่งต่อให้ ตำรวจเพื่อให้ดำเนินการต่อ การส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ และที่สำคัญได้สร้างจริยธรรมร่วมกับผู้ประกอบการในการผลิตและจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย” ภญ.อรัญญา กล่าว

ด้าน ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากข้อมูลปี 2562 พบการบริโภคสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นเกือบถึงร้อยละ 40 และประมาณการว่าจะเพิ่มขึ้นอีก ซึ่ง1 ใน 5 ของกลุ่มตัวอย่าง สั่งผลิตภัณฑ์สุขภาพออนไลน์จำพวกอาหารเสริม มากถึงร้อยละ 41.2 ยาผิดกฎหมาย ร้อยละ 20 และวิตามินต่างๆ ร้อยละ 5 ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นของที่คนกลุ่มใหม่ๆ ชอบสั่งซื้อ

ปิดท้ายด้วย ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา กล่าวว่า อยากเน้นย้ำ เรื่องการสร้างข่าวเฟคนิวส์ พบว่าประเทศไทย พบ 9 เดือน พบคนไทยแชร์ข่าวปลอม 20 ล้านคน (สถิตินับจากวันที่ 1 ต.ค.-30 มิ.ย. 2564) พบพฤติกรรมการเผยแพร่ข่าวปลอมของคนไทยจำนวนโพสต์ข่าวปลอม 587,039 คน และจำนวนผู้แชร์ข่าวปลอม 20,294,635 คน ขณะที่กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าวมากกว่าร้อยละ 90% อยู่ในช่วงอายุ 18-34 ปี และพบว่า 70% ข้อมูลปลอมที่แชร์เป็นเรื่อง สุขภาพ การโฆษณาชวนเชื่อ เช่น เครื่องออกซิเจนทำให้โควิด-19 หาย หรือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ผสมยาสมุนไพรที่บอกว่าสามารถรักษาโควิดได้ ซึ่งการใช้คำที่ผิด

“การทำงานการเฝ้าระวังต้องทำร่วมกัน เพื่อจะได้ไม่ต่างคนต่างทำในการแก้ไขปัญหากรณีโฆษณาเกินจริงเพราะว่าปัจจุบันมีหน่วยงานหลายหน่วยที่ทำเรื่องการตรวจจับโฆษณาผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย การเปิดแหล่งตรวจสอบข่าวปลอม (Fake News) และให้ผู้บริโภคทราบแหล่งตรวจสอบ ทำให้ประชาชนไม่หลงเชื่อโฆษณาเกินจริงหรือผิดกฎหมายได้” ผศ.ภญ.ดร.นิยดา กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด (8) ‘เกษตร’ ภาครองรับคนกลับถิ่น #SootinClaimon.Com

Posted on August 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/592731

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(8)  ‘เกษตร’ภาครองรับคนกลับถิ่น

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(8) ‘เกษตร’ภาครองรับคนกลับถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

เดินทางมาถึงตอนที่ 8 และเป็นตอนสุดท้ายแล้วกับชุดงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ”จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จาก 7 ตอนที่แล้ว (วันพฤหัสบดีที่ 15 ก.ค., เสาร์ที่ 17 ก.ค., อาทิตย์ที่ 18 ก.ค., พฤหัสบดีที่ 22 ก.ค. 2564, พฤหัสบดีที่ 29 ก.ค.,เสาร์ที่ 31 ก.ค. และอาทิตย์ที่ 1 ส.ค. 2564) ไล่ตั้งแต่อาชีพหาบเร่แผงลอย, ผู้ผลิตงานที่บ้าน, ขนส่งสาธารณะกลุ่มแท็กซี่-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง, ร้านนวด-ร้านอาหาร,

ขนส่งสาธารณะกลุ่มสามล้อถีบ, ลูกจ้างทำงานบ้าน และเก็บของเก่าขาย ตามลำดับ ส่วนในฉบับนี้จะว่าด้วย “ภาคเกษตรกรรม” ซึ่งครองสัดส่วนประชากรแรงงานนอกระบบมากที่สุดเสมอมา ข้อมูลจากรายงาน “สำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2563” จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า คนไทยเป็นแรงงานในระบบประมาณ 17.6 ล้านคน นอกระบบประมาณ 20.4 ล้านคน และแรงงานนอกระบบนี้อยู่ในภาคเกษตรถึง 10.8 ล้านคน

สุภา ใยเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน กล่าวว่า เกษตรกรไทยมีอายุเฉลี่ย 50 ปีขึ้นไป หรือเป็นกลุ่มผู้สูงอายุเสียมาก ซึ่งก่อนที่จะเกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจอาชีพนี้ ผู้สืบทอดมีน้อย พ่อแม่ผู้ปกครองมีทัศนคติว่าภาคเกษตรเป็นอาชีพที่ไม่ร่ำรวยและมีหนี้สินมาก จึงพยายามผลักดันให้บุตรหลานไปประกอบอาชีพอื่น ทั้งนี้ ภาคเกษตรปัจจุบันไม่ได้ผลิตเพื่อยังชีพแต่เป็นผลิตเพื่อขาย จึงเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ โดยเกษตรกรมีหนี้สินเฉลี่ย 416,143 บาทต่อครัวเรือน

ขณะเดียวกัน เกษตรกรเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับกระบวนการผลิตสมัยใหม่ที่ต้องใช้เทคโนโลยี หรือปลูกพืชที่หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเทคโนโลยีนั้นมีความเหลื่อมล้ำเพราะเกษตรกรที่เป็นผู้สูงอายุไม่ค่อยได้เข้าถึงมากนัก เช่น โครงการช่วยเหลือของรัฐอย่างคนละครึ่ง-เราชนะ เนื่องจากตนเองไม่มีความชำนาญ แต่หากมีบุตรหลานอยู่ในครัวเรือน การปรับตัวก็อาจมีศักยภาพมากขึ้น

สุภา กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้แรงงานภาคเกษตรต้องระมัดระวังตัวไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆ แม้จะเป็นอาชีพที่ทำงานในที่โล่งแจ้งก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ระลอกหลังๆ จะเห็นได้ว่าโรคเริ่มลามไปยังต่างจังหวัดแล้ว ซึ่งมีคำถามถึงความพร้อมของระบบในชุมชน เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ว่าจะรองรับลูกหลานที่กลับมายังภูมิลำเนาได้เพียงใด

อีกทั้งแหล่งรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร เช่น โมเดิร์นเทรด ตลาดกลางขนาดใหญ่ ซึ่งสถานที่เหล่านี้ทำหน้าที่กระจายผลผลิตไปยังพื้นที่ต่างๆ หากสถานที่ใดถูกปิดเพื่อควบคุมโรค ย่อมกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรด้วย ส่วนการปรับตัวไปขายทางออนไลน์จะพบในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่กลับภูมิลำเนาไปช่วยทางบ้านทำเกษตรหรือทำการค้าแต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องการขนส่งเพราะหลายที่ไม่รับของสด นอกจากนี้ ภาคเกษตรที่ใช้แรงงานข้ามชาติยังได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค เช่น การปิดพรมแดน ทำให้หาแรงงานได้ยากขึ้น

“สิ่งที่ภาคเกษตรมีอยู่ตอนนี้ที่เป็นศักยภาพก็คือถึงยังไงก็ทำงานผลิตเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร มีฐานการผลิตที่ยังหลากหลายอยู่ แม้ส่วนใหญ่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่เมื่อมีการปรับตัวภาคเกษตรก็ยังจะปลูกกินปลูกอะไรได้โดยทักษะเดิมที่มี แล้วก็เป็นที่รองรับของคนในสถานการณ์วิกฤติจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการตลอดที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงิน วิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2540 ไปจนถึงวิกฤติน้ำท่วม วิกฤติต่างๆ ที่คนที่เข้าไปรับจ้างอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการต้องกลับบ้าน” สุภา กล่าว

สุภา ยังกล่าวอีกว่า ถึงกระนั้นก็ต้องยอมรับความจริงเรื่องครัวเรือนภาคเกษตรต้องพึ่งพารายได้จากแหล่งอื่น โดยการสำรวจผลกระทบจากโควิด-19 ในปี 2563 จำนวน 524 กลุ่มตัวอย่าง พบว่า ก่อนสถานการณ์โควิด-19 สมาชิกในครัวเรือนที่ไปทำงานนอกภาคเกษตร ส่งเงินกลับบ้านเฉลี่ย 5,252 บาทต่อเดือน แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 จะเหลือเพียง 2,571 บาทต่อเดือน ซึ่งร้อยละ 57.8 ของกลุ่มตัวอย่าง มีสมาชิกในครัวเรือนออกไปทำงานนอกภาคเกษตร และมีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 62.1 ยังส่งเงินกลับบ้านเท่าเดิม และร้อยละ 35.9 ส่งเงินลดลง

ขณะที่ อุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวเสริมว่า การกลับภูมิลำเนาของแรงงานที่ไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่นๆ นั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับในชุมชนนั้นแรงงานออกไปทำงานอะไร เกี่ยวข้องกับมาตรการจำกัดการทำงานเพื่อควบคุมโรคหรือไม่ เช่น หากชุมชนนั้นมีคนออกไปเป็นแรงงานก่อสร้างกันมากก็อาจจะกลับกันเป็นจำนวนมาก อนึ่งหากแรงงานที่กลับมามีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ก็อาจจะหลบหลีกไม่ยอมเข้าสู่ระบบสาธารณสุขในชุมชน ก็จะเป็นปัญหากับชุมชนที่ต้องดูแลมาตรการควบคุมโรคด้วย เช่น การกักตัว

ทั้งนี้ ภาคเกษตรยังมีความพร้อมในการประกอบอาชีพอยู่เพราะฐานทรัพยากร เช่น ที่ดินสิ่งแวดล้อม ยังมีอยู่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับภาครัฐด้วยว่าจะมีนโยบายรองรับอย่างไรเพราะเชื่อว่าส่วนหนึ่งที่กลับมาคงตัดสินใจอยู่อย่างถาวร โดยควรสร้างระบบอาหารท้องถิ่นที่หลากหลายเพื่อความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ กรณีมีข่าวแรงงานแปรรูปผลผลิตติดเชื้อโควิด-19 ก็น่าเป็นห่วงว่าผู้สั่งซื้อจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งส่งผลต่อเกษตรกรที่เกี่ยวข้องด้วย

ด้าน สิมาลักษณ์ ดิถีสวัสดิ์เวทย์สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ระยะหลังๆ สัดส่วนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้คนเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงสูงมาก (สีแดงเข้ม) เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล กลับสู่ภูมิลำเนาเพราะกิจการงานจำนวนมากถูกปิดจากมาตรการล็อกดาวน์ อาทิ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีแรงงานที่ติดเชื้อกลับบ้านเฉลี่ยวันละ 500-600 คน ซึ่งหากรวมกลุ่มเสี่ยงด้วยจะยิ่งมากขึ้น โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 20-49 ปี ทำให้ต้องเตรียมพร้อมรับและดูแลคนกลับบ้านเหล่านี้

ศยามล เจริญรัตน์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายภาครัฐ ตั้งแต่มาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจไปจนถึงการฉีดวัคซีนโควิด-19 พบว่าให้น้ำหนักไปทางภาคเมือง หรือภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ มากกว่าภาคชนบทหรือภาคเกษตรกร เห็นได้จากต้องลงทะเบียนและใช้บริการผ่านแอปพลิเคชั่นซึ่งต้องมีโทรศัทพ์มือถือสมาร์ทโฟนและเชื่อมต่ออินเตอร์เนต ทำให้กลุ่มเปราะบางเข้าไม่ถึง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเพราะการออกนโยบายไม่มีตัวแทนภาคเกษตรเข้าไปมีส่วนร่วม

“ถ้ามองในแง่การจะรับมือและฟื้นฟู มันมี 2 ส่วน ระหว่างส่วนที่เป็นภาครัฐบาลที่เป็นภาพใหญ่ ตรงนี้เราขาดอะไรอยู่ต้องเติมเต็ม ในขณะที่ในส่วนของตัวเองที่ต้องช่วยมันต้องมีการปรับและดำเนินการไป ทางเลือกมีมากน้อยแค่ไหนอันนี้ต้องคุยกัน” ศยามล กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,855,246 hits

Join 4,134 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ - ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ
แห่ฟังล้นเวที! จูรี​ ปราศรัยใหญ่​ เมืองคอน​ ขอโทษประชาชนแทนปชป.ในอดีต
สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล
ขอความเป็นธรรมหมอสุภัทร เครือข่าย ขสช.ร้องบวรศักดิ์ วอน ก.พ.เรียกสอบใหม่
คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
ธนาธรเดือด! ซัด กกต.ทำงานพลาด กระทบพรรคประชาชน ลั่นงานนี้ต้องมีคนติดคุก

Recent Posts

  • ‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘อนุทิน’ นำ ‘ภท.’ รุกปราศรัยใหญ่สวนลุมฯทะลุเป้า ฉายภาพชัด3มิติ
  • วราวุธ-สรชัด ไม่แผ่ว เดินตลาดกลางเมืองสุพรรณ เจอเอฟซี บอกยังรักเหมือนเดิม เทใจให้ภท.
  • รทสช.ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย กา 6 ไม่โกหก พลิกโฉมประเทศ 3 ก.พ.นี้
  • อนุทิน สวนธนาธร หลังบอกมองจากดาวอังคาร ปชน.ชนะ แค่เป็นการคาดหวังเหมือนทุกพรรค
  • อภิสิทธิ์ รับหาเสียงโค้งสุดท้ายรุนแรง แบงก์เทาสะพัดหนัก ขอกกต.เร่งผลสอบ จ.สุราษฎร์ฯ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d