Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด (7) ‘เก็บของเก่า’ เสี่ยงโรค-ถูกระแวง #SootinClaimon.Com

Posted on August 1, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/591756

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด (7) ‘เก็บของเก่า’เสี่ยงโรค-ถูกระแวง

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด (7) ‘เก็บของเก่า’เสี่ยงโรค-ถูกระแวง

วันอาทิตย์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

มาถึงตอนที่ 7 แล้วของชุดงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในตอนนี้จะกล่าวถึง “รับซื้อและเก็บของเก่า” ซึ่งเป็นอาชีพที่มีสถานะ “ชายขอบ” เดิมทีก็ถูกมองในแง่ลบอยู่แล้ว เช่น เมื่อตระเวนเข้าไปตามหมู่บ้านก็กลัวกันว่าจะเป็นมิจฉาชีพ และปัจจุบันเมื่อมีสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ด้วยลักษณะงานที่ทำก็ยิ่งทำให้เกิดความหวาดระแวงจากคนอื่นๆ ในสังคมมากขึ้นไปอีกในฐานะกลุ่มเสี่ยงแพร่เชื้อ

ในงานนี้มีตัวแทน กลุ่มผู้ค้าของเก่าชุมชนเสือใหญ่อุทิศ เข้าร่วม อาทิ ณัฐธิดา ฤกษ์ยรรยงค์ เล่าว่า อาชีพเก็บของเก่าขายได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 คือ “คนนำของเก่าออกมาขายนอกบ้านน้อยลง เพราะหลายคนกลัวผู้รับซื้อของเก่าที่เดินทางไปทั่ว ไม่ได้ซื้อเฉพาะบ้านหลังใดหลังหนึ่งเพียงบ้านเดียว” ทำให้รายได้ลดลง บางบ้านมีการถามคนรับซื้อของเก่าว่าฉีดวัคซีนหรือตรวจโควิดแล้วหรือยัง ซึ่งแม้ภาครัฐจะมีการรณรงค์ให้ไปฉีดวัคซีน แต่ก็มีข้อจำกัดคือลงทะเบียนได้ยาก จึงทำได้เพียงการป้องกันตนเองไปก่อน เช่น สวมหน้ากากปิดปาก-จมูก สวมถุงมือ พกแอลกอฮอล์ติดตัว

“อยากฝากเรื่องวัคซีน เราอยากได้วัคซีนให้มันได้ทั่วถึงกัน อย่างพวกผู้ประกอบการเอย พวกซาเล้งอย่างเราเอย อยากได้ตัวนี้มาก มันสร้างความมั่นใจแล้วก็สร้างภูมิคุ้มกันของเราเวลาเราออกไปรับซื้อ เพราะว่าตอนนี้วัคซีนมันมาไม่ทั่วถึง มันต้องแบ่งๆ กันไป”ณัฐธิดา กล่าว

ขณะที่ ธวัช ไกรรักษ์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า ทางกลุ่มรับซื้อของเก่ามีการช่วยเหลือกันเอง เช่น แจกถุงยังชีพ ตั้งแต่การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกแรก ซึ่งหลายคนยังไม่มีความรู้บางคนถึงขั้นไม่กล้าออกจากบ้านทั้งคนซื้อและคนขายเพราะกลัวติดเชื้อ ส่วนการฉีดวัคซีนนั้น ทางกลุ่มซาเล้งได้ยื่นขอโควตาฉีดวัคซีนกับทางกรมควบคุมโรคได้วัคซีนมา 10,000 โดส ฉีดให้กับสมาชิกในกรุงเทพฯ ไปแล้วประมาณ 1,400-1,500 โดส และหลังจากนี้จะมีการกระจายไปฉีดในจังหวัดอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีการประสานกับทั้งสำนักงานเขตและกรมควบคุมโรค เพื่อขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 มาประชาสัมพันธ์กับสมาชิกอาชีพเก็บของเก่าขายที่รวมตัวกันเป็นสมาคม เช่น แจ้งสถานที่และวัน-เวลาที่มีการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน เพื่อทำความเข้าใจกับสมาชิก โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนที่หลายคนอาจได้รับข่าวสารในแง่ลบทั้งทางสื่อออนไลน์และการบอกเล่าปากต่อปาก ตลอดจนข้อมูลการวางมาตรการลดความเสี่ยงการระบาดในพื้นที่ร้านรับซื้อของเก่าด้วย

ธวัช ยังกล่าวอีกว่า วิกฤติโควิด-19 น่าจะนำไปสู่ “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญคือ “การคัดแยกขยะ” ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ต้องทำอย่างจริงจัง “เห็นถังสีนี้ต้องทิ้งขยะให้ถูกประเภท” หน้ากากอนามัยไว้ถังหนึ่ง ขยะอื่นๆ ไปอีกถังหนึ่ง เป็นต้น ต้องมีจิตสำนึกเพื่อลดผลกระทบไม่เพียงแต่กับผู้เก็บของเก่าขายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเจ้าหน้าที่เก็บขยะซึ่งเป็นบุคคลด่านหน้าอีกกลุ่มด้วย เพราะหากไม่แยกขยะกันอย่างจริงจังแล้วอาชีพเหล่านี้ติดเชื้อ ท้ายที่สุดคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมก็จะมีความเสี่ยงติดเชื้อไปโดยปริยาย

“ภาครัฐกำหนดมาเลยว่าเราต้องจริงจังแบบนี้แล้ว คุณกำหนดมาเลย ถ้าคุณมีงบประมาณน้อยคุณกำหนดเลยเราในฐานะที่เป็นด่านหน้าในการเก็บขยะ เราให้ความรู้และสร้างมาตรการกำหนดว่าเราต้องทำอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าเราได้รู้ว่าเราได้มีการปรับเปลี่ยนแล้วนะ เราได้มีการปรับปรุงแล้วนะ เราปลอดภัยที่จะไปเก็บขยะหรือไปซื้อขยะ ลูกค้าก็เชื่อมั่นว่าเราสามารถดำเนินธุรกิจของเราไปได้ ถ้าไม่มีมาตรการอะไรจริงๆ จังๆ ผมว่าความหวาดระแวงของลูกค้าเรา หรือกลุ่มที่เราจะไปเก็บหรือซื้อมาเพื่อสร้างรายได้ดูแลครอบครัวเรามันไม่มีความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า

ไม่มีความเชื่อมั่นกับกลุ่มคนหรือร้านอาหารแต่ละที่ หรือใครๆ ก็แล้วแต่ที่จะขายขยะให้เรา เขาไม่มีความเชื่อมั่น เราก็จะเจอปัญหาเดิมๆ คือไม่อยากให้เราเข้าบ้าน ไม่อยากให้เราเข้าหมู่บ้าน ไม่อยากให้สัมผัสหรือเก็บขยะมาขายให้เรา เพื่อที่จะให้รากหญ้าที่ซื้อ-ขายหรือเก็บขยะอย่างเราช่วยภาครัฐในการจัดเก็บ ลดปริมาณขยะ
ลดสิ่งแวดล้อมไปได้ คุณสร้างมาตรการอะไรมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนที่ขายขยะให้เรา” ธวัช กล่าว

อีกด้านหนึ่ง พีรธร เสนีย์วงศ์ กลุ่มซาเล้งชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ เครือข่ายสลัมสี่ภาค เปิดเผยว่า ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 อาชีพเก็บของเก่าขายยังได้รับผลกระทบคือ “ขยะติดเชื้อปะปนกับขยะทั่วไป” ซึ่งก็ต้องคอยเตือนกันว่าหากเป็นขยะในถุงไม่ควรไปแกะ ให้เก็บเฉพาะสิ่งที่มองเห็น เพราะไม่มีเครื่องมือป้องกันตนเองอย่างอื่นส่วนผลกระทบด้านรายได้ที่ลดลงนั้นโชคดีที่ยังมีเครือข่ายสลัมสี่ภาคและภาคเอกชนเข้ามาร่วมทำครัวชุมชน ทำอาหารจำหน่ายราคาถูก จานละไม่เกิน 20 บาท ตลอดจนแจกฟรีสำหรับผู้ยากไร้ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง

ส่วนการยกระดับคุณภาพชีวิตของอาชีพรับซื้อหรือเก็บของเก่าขาย อย่างหนึ่งที่สำคัญคือ “ควรมีการรวมตัวเป็นสมาคม” ซึ่งกลุ่มซาเล้งชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ เป็นเครือข่ายซาเล้งเก็บของเก่าแห่งแรกของประเทศไทยที่ขอยื่นจดทะเบียนกับภาครัฐคือสำนักงานเขตของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และได้รับเอกสารรับรองการจดทะเบียน ข้อดีของการจดทะเบียนคือทำให้สมาชิกกลุ่มมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆ จากเดิมที่ไปไหนก็ถูกตราหน้าเป็นขโมย ปัจจุบันเมื่อมีหมายเลข มีเครื่องหมายแสดงตนก็ไม่ถูกกล่าวหาเช่นนั้นอีก

“ที่ผ่านมาคือหน่วยงานภาครัฐหรือเขตต่างๆ พอไปจัดตั้งกลุ่มก็จะตั้งแง่ไว้ก่อน ซึ่งผมบอกว่า 14 ไร่ทำได้ เขตประเวศทำได้ อีก 49 เขตผมเชื่อว่าน่าจะทำได้ พี่น้องเขาอยากจะไปจดทะเบียนกัน ถามว่ามันดีตรงไหน? มันดีตรงแยกน้ำแยกเนื้อ ให้เกียรติ ให้ศักดิ์ศรี อย่างน้อยสำคัญที่สุดรัฐสามารถแยกน้ำแยกเนื้อได้ เขตพื้นที่ตัวเองมีรถซาเล้งกี่คน เกิดเรื่องราวที่ต้องให้พวกนี้เป็นคนดูแลซึ่งกันและกัน ถ้าใครไปขโมยอะไรต่างๆ มันสามารถจัดการได้ ถ้าเรามีเบอร์เสื้อ ได้ขึ้นทะเบียนเหมือนรถมอเตอร์ไซค์ อันนี้ผมว่าเป็นระยะยาวที่ดีมาก” พีรธร กล่าว

(โปรดติดตามตอนที่ 8 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของชุดงานเสวนานี้ได้ในฉบับวันพฤหัสบดีที่ 5 ส.ค. 2564)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(6) ‘ทำงานบ้าน’ กังวลโรคพาลดจ้าง #SootinClaimon.Com

Posted on August 1, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/591540

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(6)  ‘ทำงานบ้าน’กังวลโรคพาลดจ้าง

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(6) ‘ทำงานบ้าน’กังวลโรคพาลดจ้าง

วันเสาร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“ลูกจ้างทำงานบ้าน” หรือที่สังคมไทยคุ้นหูกับคำว่า “คนรับใช้-แจ๋ว” นับเป็นอาชีพที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอีกหลายๆ อาชีพ กล่าวคือ ในขณะที่บรรดาผู้บริหารองค์กรต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนสามารถทุ่มเทกำลังกายและสติปัญญาทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วง ก็ได้คนกลุ่มนี้ช่วยดูแลงานในบ้านให้ตั้งแต่ทำความสะอาด ช่วยดูแลลูกที่ยังเล็ก ไปจนถึงขับรถรับ-ส่ง จนไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอย่างไรก็ตาม ลูกจ้างทำงานบ้านดูจะเป็นอาชีพที่ค่อนข้างอาภัพอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ค่อยถูกมองเห็นในมิติความเป็นแรงงานที่ขับเคลื่อนสังคมเฉกเช่นอาชีพอื่นๆ

ในตอนที่ 6 ของชุดงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเรื่องของกลุ่มคนทำงานภาคบริการในบ้าน กลุ่มลูกจ้างทำงานบ้าน โดย มาลี สอบเหล็ก ประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าวว่า ด้วยความที่ลูกจ้างทำงานบ้านทำงานอยู่ประจำบ้านนายจ้าง จึงมีข้อจำกัดในการเก็บข้อมูลรวมถึงตรวจสอบกรณีละเมิดสิทธิ ซึ่งยังพบกรณีลูกจ้างทำงานบ้านถูกเลิกจ้างแล้วไม่ได้ค่าชดเชยตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดไว้

โดยเฉพาะหากเป็นผู้ที่ไม่รู้กฎหมาย หรือแม้แต่รู้กฎหมาย ฟ้องจนได้ค่าชดเชย คำถามคือต้องใช้เวลานานเท่าใด แล้วจะหางานใหม่ได้หรือไม่เพราะเคยมีประวัติมีปัญหากับนายจ้างแล้ว ส่วนสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่าลูกจ้างทำงานบ้านมีทั้งที่ถูกเลิกจ้างและถูกลดรายได้ ในขณะที่แต่ละคนล้วนมีค่าใช้จ่าย เช่นค่าที่พักเพราะหลายคนไม่ได้พักกับนายจ้าง รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านอินเตอร์เนตที่เพิ่มขึ้น นอกจากลูกที่ต้องเรียนออนไลน์แล้วคนเป็นแม่ก็ต้องหางานผ่านแอปพลิเคชั่นด้วยเช่นกัน หรือแม้กระทั่งต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่า

อนึ่ง มาลี ยังเปิดเผยว่า ลูกจ้างทำงานบ้านยังต้องเผชิญการถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริษัทจัดหางาน เช่น เมื่อเดินเข้าไปสมัครงานก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมการสมัครแล้วแม้ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะได้งานก็ตาม รวมถึงค่าตรวจสอบประวัติอาชญากรรมด้วย อีกทั้งต้องมาจ้องหน้าจอรอแย่งงานกันเองกลุ่มออนไลน์ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนแนวทางของเครือข่ายฯ ที่มีสมาชิกและต้องการวางระบบแพลตฟอร์มหางาน

ขณะที่ กัญญารัตน์ ปัญญา เลขานุการเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าวว่า ลูกจ้างทำงานบ้านมีปัญหาต่างๆ มาก่อนสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว เช่น ชั่วโมงการทำงานและเวลาพักที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเวลาของนายจ้าง มีความเหลื่อมล้ำด้านค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละพื้นที่ การเข้าถึงแหล่งทุนในระบบทั้งรัฐและเอกชนเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ ด้วยความที่ลูกจ้างทำงานบ้านเป็นผู้หญิงและทำงานในบ้านซึ่งสถานที่มิดชิด จึงมีความเสี่ยงถูกคุกคามทางเพศหรือถูกทำร้ายร่างกาย

ทั้งนี้ “การขึ้นทะเบียนลูกจ้างทำงานบ้านเป็นเรื่องสำคัญ” เพื่อให้รัฐมีฐานข้อมูลว่าลูกจ้างเป็นใคร ทำงานกับนายจ้างคนใด เมื่อมีปัญหาจะได้สามารถเข้าไปดำเนินการได้อย่างทันท่วงที รวมถึง “ประกันสังคม มาตรา 33” เพราะลูกจ้างมีนายจ้างอยู่เป็นตัวตนจึงควรได้รับสิทธิไม่ต่างจากลูกจ้างในอาชีพอื่นๆ และ “อยากให้สังคมมีทัศนคติที่ดีกับลูกจ้างทำงานบ้าน” ไม่ลดทอนโดยเห็นเป็นเพียงคนรับใช้ แต่มองว่าเป็นงานที่มีคุณค่า เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้

กัญญารัตน์ อธิบายเพิ่มเติมถึงโครงการวางระบบหางานของกลุ่มลูกจ้างทำงานบ้าน ว่า จะมีรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่น เช่น ผู้สูงอายุที่ไม่ต้องการทำงานเต็มวันแต่ยังอยากทำงานอยู่แม้ลูกหลานจะอยากให้พักผ่อนแล้วก็ตาม หรือแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกเล็กที่สามารถจัดสรรเวลาทำงานได้ หรือการแบ่งงานเป็นประเภทตามความถนัด เช่น ดูแลสัตว์เลี้ยง รีดผ้า ส่วนเงินค่าธรรมเนียมสมัครแรกเข้าจะนำไปเป็นกองทุนช่วยเหลือลูกจ้างทำงานบ้านที่เป็นสมาชิก โดยในอนาคตหากมีเงินในกองทุนมากพอก็จะนำไปสู่การมีสวัสดิการ เช่น การรักษาพยาบาล

ด้าน จำปา (Kyan Par) รองประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าวว่า ในสถานการณ์โควิด-19 ลูกจ้างทำงานบ้านที่เป็นแรงงานข้ามชาติ (หรือแรงงานต่างด้าว) สามารถถูกเลิกจ้างได้ง่ายกว่าลูกจ้างที่เป็นคนไทย เพราะคนไทยอาจกล้าฟ้องร้อง ในขณะที่หากเป็นแรงงานข้ามชาติ เพียงนายจ้างบอกว่าครอบครัวนายจ้างกลัวโควิด ไม่ต้องมาทำงานอีกก็เลิกจ้างได้แล้ว

โดยเฉพาะช่วงการระบาดระลอก 2 ซึ่งเกิดขึ้นที่ จ.สมุทรสาคร แล้วพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากเป็นแรงงานชาวเมียนมา จะเป็นช่วงที่นายจ้างกลัวลูกจ้างมาก แม้ลูกจ้างจะไม่ได้ไปไหนไกลกว่าละแวกบ้านนายจ้าง หรือเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงสูงดังกล่าวเลยก็ตาม ส่วนเรื่องการหางานเมื่ออายุมากขึ้น จำปา เข้าใจนายจ้างที่ต้องการลูกจ้างอายุไม่มาก เช่น บางคนตั้งประกาศรับสมัครงานไว้ว่าต้องการคนงานอายุ 25-35 ปี เพราะกำลังและความคล่องแคล่วว่องไวดีกว่า ดังนั้นหากมีแพลตฟอร์มของเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านก็ควรสนับสนุน

บุญสม น้ำสมบูรณ์ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (HOMENET) กล่าวถึงงานศึกษาชีวิตลูกจ้างทำงานบ้านใน 3 จังหวัดคือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเชียงราย สำรวจกลุ่มตัวอย่างรวม 109 คน พบว่าในสถานการณ์โควิด-19 1.ลูกจ้างทำงานบ้านต้องทำงานเพิ่มขึ้น เพราะครอบครัวนายจ้างเปลี่ยนมาเป็นการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ทำให้ต้องทำความสะอาดบ้านมากขึ้นแต่ได้ค่าจ้างเท่าเดิม

2.เวลาทำงานลดลง บางบ้านนายจ้างด้วยความที่อยู่บ้านมากขึ้นจึงทำงานบ้านเอง รวมถึงลดความเสี่ยงโรคระบาดเพราะลูกจ้างทำงานบ้านไม่ได้อยู่ประจำบ้านนายจ้างและมีการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน รายได้ของลูกจ้างทำงานบ้านจึงลดลงเพราะมีการจ้างน้อยลง 3.ไม่มีที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ หากถูกเลิกจ้าง4.กลุ่มแรงงานข้ามชาติอยู่ในสถานะเคว้งคว้าง เพราะถูกเลิกจ้างงานในประเทศไทย แต่จะกลับบ้านเกิดก็ไม่ได้เพราะประเทศต่างๆ ล้วนปิดพรมแดน ครั้นจะไปหางานอื่นทำก็มีข้อจำกัดในการต่ออายุเอกสารก็อาจเสี่ยงถูกจับกุม

บุญสม กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง 1.รูปแบบการจ้างงาน จากงานประจำอาจกลายเป็นการจ้างเป็นครั้งคราว 2.เอกสารรับรองที่เกี่ยวข้อง เช่น นายจ้างอาจขอใบรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อจะสมัครงาน และ 3.การแข่งขันที่สูงขึ้น แม้งานบ้านหลายคนอาจมองว่าไม่ได้ใช้ทักษะอะไรมาก แต่ลักษณะดังกล่าวก็จะทำให้คนที่ตกงานหันมารับจ้างทำงานบ้านกันมากขึ้นด้วย

มุมมองจากนักวิชาการ กิ่งกาญจน์ จงสุขไกลนักวิจัยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนะ 9 ข้อ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานกลุ่มลูกจ้างทำงานบ้าน คือ 1.ค่าจ้างและชั่วโมงการทำงานที่เป็นธรรม เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ถูกรับประกันตามมาตรฐานค่าจ้างอย่างที่แรงงานในระบบได้รับ 2.การเข้าถึงการพัฒนาทักษะที่จำเป็นที่สอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดอบรมให้ตามเวลาที่เหมาะสมกับแรงงาน

3.การเข้าถึงแหล่งทุนและการสนับสนุนด้านการเงิน ที่ผ่านมามักเข้าไม่ถึงทั้งแหล่งทุนในระบบและโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ 4.การเข้าถึงบริการสุขภาพ เพื่อให้ทราบภาวะสุขภาพที่แท้จริง และไม่เป็นการสะสมปัญหาสุขภาพที่จะแก้ไขได้ยากขึ้นในอนาคต 5.สร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย รณรงค์สร้างความตระหนักรู้ทั้งนายจ้าง-ลูกจ้าง เพื่อให้รู้สิทธิตามกฎหมายและลดหาแสวงหาประโยชน์

6.รัฐต้องจัดทำกฎหมายและนโยบายคุ้มครองคนทำงานบ้าน เช่น สัญญาจ้าง ประกันสังคมมาตรา 33 7.สร้างโอกาสการทำงานเมื่ออายุมากขึ้น กรณีที่สุขภาพแข็งแรงยังสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งลูกจ้างทำงานบ้านจำนวนมากอยู่ในวัยแรงงานตอนกลางและตอนปลาย และ 8.การเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงทางการเงิน ในกลุ่มลูกจ้างทำงานบ้านที่อายุยังไม่มาก เพื่อเตรียมไว้ยามชราภาพ

(โปรดติดตามตอนต่อไปฉบับวันอาทิตย์ที่ 1 ส.ค. 2564)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(5) ‘สามล้อถีบ’ ปัจจัยเร่งสูญหาย #SootinClaimon.Com

Posted on July 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/591061

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(5)  ‘สามล้อถีบ’ปัจจัยเร่งสูญหาย

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(5) ‘สามล้อถีบ’ปัจจัยเร่งสูญหาย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 07.00 น.

“สกู๊ปแนวหน้า” เคยนำเสนอชุดงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปแล้ว 4 ตอน ในวันพฤหัสบดีที่ 15 ก.ค.,เสาร์ที่ 17 ก.ค., อาทิตย์ที่ 18 ก.ค. และพฤหัสบดีที่ 22 ก.ค. 2564 ในกลุ่มอาชีพหาบเร่แผงลอย, ผู้ผลิตงานที่บ้าน,ขนส่งสาธารณะกลุ่มแท็กซี่-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และร้านนวด-ร้านอาหาร ตามลำดับ

ส่วนฉบับนี้เป็นคิวของ “สามล้อถีบ” อาชีพที่ปัจจุบันอาจไม่ค่อยได้พบเห็นมากนักเนื่องจากการมาถึงของรถตุ๊กตุ๊กสามล้อเครื่องบ้าง มอเตอร์ไซค์รับจ้างบ้าง แต่ก็ยังมีให้บริการอยู่ในบางเมือง โดย ผศ.ธัชกร ภัทรพันปี อาจารย์คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี เล่าถึงงานวิจัยที่ทำในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ว่า จำนวนสามล้อถีบที่นี่เฉลี่ยมีอยู่ปีละ 50-400 คัน เป็นจำนวนแกว่งไป-มาไม่แน่นอนซึ่งผู้ถีบสามล้อส่วนใหญ่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีประปรายที่มาจากภาคเหนือ

“เขาบอกว่าพออยู่ได้ปุ๊บ เห็นวินมอเตอร์ไซค์ เขาไปขับมอเตอร์ไซค์ดีกว่า มันมีการวิวัฒนาการของความสะดวกสบายของคนมากขึ้น สามล้อถีบก็เริ่มหดไป ผมบอกได้เลยถ้าเข้ามาที่สมุทรปราการ แถวอิมพีเรียลสำโรง วัดด่านสำโรง แล้วก็พระประแดง จะมีอยู่ 2-3 จุด ก็จะมีกลุ่มทำประจำ มาจากไหนก็มาจากอีสาน ผมก็ถามว่าแล้วไม่คิดจะทำยาวเลยหรือ เดี๋ยวกลับๆ คือไปทำนา เขาทำรายได้หลัก-รายได้รอง

อันนี้ก็มีผล พอรัฐบาลประกาศประกันราคาหรือจำนำข้าวก็แล้วแต่ พอราคาขึ้นเท่านั้นยอดสามล้อถีบที่สมุทรปราการลดลง นั่นหมายถึงขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจที่บ้านเขาด้วย ผมก็สงสัยต่อไปว่าสามล้อถีบเขามาจากไหน ที่เราจะไปพัฒนาเขา ไปดัดแปลงสามล้อถีบให้สวยงาม ผมก็ไปเช็คดู เขามาจากอู่ จะมีอู่สามล้อถีบที่สมุทรปราการ เมื่อก่อนเคยเฟื่องฟูถึงขนาดมี4-5 อู่ด้วยกัน แต่เนื่องจากคนมันแกว่ง เศรษฐกิจแกว่ง วิวัฒนาการเศรษฐกิจมันกว้างขึ้น มันก็เลยทำให้สามล้อถีบลดลงเมื่อสามล้อถีบลดลง อาชีพต้นน้ำลูกโซ่ก็หายไปด้วย” ผศ.ธัชกรกล่าว

ผศ.ธัชกร กล่าวต่อไปว่า สามล้อถีบเป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะ โดยเฉพาะการบังคับและเบรกรถที่จะแตกต่างจากจักรยานทั่วไป ถึงกระนั้นก็ยอมรับว่า “การเพิ่มรายได้คงเป็นไปได้ยากเพราะโลกที่เปลี่ยนไป แต่จะสร้างคุณค่าให้อาชีพนี้อย่างไรให้เกิดรายได้เข้ามา” รายได้สามล้อถีบเฉลี่ยอยู่ที่ 10 บาทต่อเที่ยว แต่ในความเป็นจริงลูกค้ามักให้ 20 บาท ทำให้ในช่วงหนึ่งเคยเป็นอาชีพที่มีรายได้ดี ลูกค้าหลักคือคนในตลาด ซึ่งเมื่อเกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 คนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบ ทั้งจำนวนลูกค้าที่ลดลงเพราะการเดินทางน้อยลง และบางรายก็กลายเป็นผู้ติดเชื้อเสียเอง ที่ต้องดูกันต่อไปว่าหลังจากผ่านฤดูฝนปีนี้ซึ่งเป็นช่วงทำนาไปแล้ว จำนวนสามล้อถีบจะเหลือเท่าใด

อิทธิพันธ์ ขาวละมัย เลขานุการสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.พระนครศรีอยุธยา และผู้จัดการทั่วไป วังช้างอยุธยา แล เพนียด เล่าว่า ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกซึ่งมีเงื่อนไขหนึ่งคือให้นำพาหนะโบราณมาใช้กับเมืองโบราณ ปางช้างอยุธยาจึงเกิดขึ้นจากจุดนี้ โดยนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจช้างมาก ช้างที่อยุธยาจาก 8 เชือกจึงเพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อยเชือก

จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเมืองการค้าที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณถึงปัจจุบัน มีทั้งรถไฟ เรือยนต์ รถทัวร์ รถตู้รวมถึงสามล้อถีบที่อยู่คู่กับตลาดเจ้าพรหม-ตลาดหัวแหลม จำนวนหลักร้อยคัน นอกจากนี้ยังมีตุ๊กตุ๊กหัวกบ แต่ผู้ใช้บริการจะแตกต่างกัน ผู้ที่อยู่บริเวณตลาดจะใช้สามล้อถีบ ส่วนตุ๊กตุ๊กหัวกบมักมีลูกค้าเป็นนักเรียน-นักศึกษา ทั้งนี้เมื่อ 15 ปีก่อน มีการสนับสนุนให้ติดแบตเตอรี่-ประดับไฟสามล้อถีบให้สวยงาม รองรับนักท่องเที่ยวจีน-ไต้หวัน

อิทธิพันธ์ เล่าต่อไปว่า อาชีพสามล้อถีบค่อยๆ ล้มหายตายจากไปนับตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่ง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง คนขี่สามล้อถีบหลายคนก็เสียชีวิตไปเพราะอายุมากแล้ว อย่างไรก็ตาม สามล้อถีบยังพอมีลูกค้าบ้าง เช่น วัยรุ่นต้องการนั่งสามล้อแล้วถ่ายภาพเซลฟี่ คิดเที่ยวละ 40 บาทต่อคน กระทั่งสถานการณ์โควิด-19ก็ทำให้ลูกค้าหายไป ไม่ต่างจากปางช้างที่ต้องปิดเช่นกัน

ทั้งนี้ สามล้อถีบส่วนหนึ่งถูกซื้อไปเป็นของประดับตามสถานที่ต่างๆ ส่วนที่ จ.นนทบุรี ที่เคยได้สอบถามอยู่บ้าง ทราบว่าอยู่ได้ด้วยลูกค้าประจำที่ยังใช้ขนข้าวของในตลาด หรือใครจะจัดงานก็มาจ้างสามล้อไปถ่ายรูป อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย จ.พระนครศรีอยุธยา จะมีแนวทางสร้างคุณค่าให้กับอาชีพสามล้อถีบ เช่น เป็นต้นแบบสอนขี่สามล้อสำหรับผู้สนใจ หรือตั้งวินไว้ในย่านสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับให้บริการถ่ายรูป

รศ.มธุรส สว่างบำรุง อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งทำงานวิจัยสามล้อถีบในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เล่าว่า จำนวนมากเป็นผู้สูงอายุ อายุเฉลี่ยประมาณ 70 ปี ส่วนใหญ่รายได้ไม่ค่อยพอใช้จ่าย แต่ก็ไม่มีหนี้สิน อาศัยอยู่กับครอบครัว อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้รู้สึกท้อแท้อะไร หลายคนยังสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ด้วย โดยก่อนเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ชาวสามล้อถีบมีความพึงพอใจในคุณภาพชีวิตระดับปานกลาง นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่นิยมนั่งสามล้อถีบมากเท่าชาวยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

ซึ่งการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เมืองเชียงใหม่เงียบสงบแม้ในย่านการค้า ผู้คนเลือกที่จะอยู่กับบ้านมากขึ้น ร้านค้าลดลง ลูกค้าสามล้อถีบจึงหายไปด้วย รวมถึงการไม่มีนักท่องเที่ยวก็ทำให้รายได้ลดลง นอกจากนี้ลูกค้าประจำยังมีที่เสียชีวิตไปอีกในขณะที่ไม่มีลูกค้าใหม่มาทดแทน อนึ่งผู้ประกอบอาชีพสามล้อถีบบางรายเคยแสดงเอกสารขออนุญาตขึ้นทะเบียนที่จะมีลำดับการได้รับอนุญาตปรากฏอยู่ ทำให้ได้ทราบว่าในยุครุ่งเรืองเมื่อหลายสิบปีก่อนนั้น จ.เชียงใหม่ เคยมีสามล้อถีบมากกว่า 4,000 คัน แต่ทุกวันนี้คาดว่าเหลือไม่เกิน 20 คัน

รศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า ยุคแห่งความผันผวนไม่ว่าปัจจัยด้านโรคระบาด เศรษฐกิจ การพัฒนาเมืองที่ไม่ได้ออกแบบเพื่อคนทุกอาชีพหรือคนเล็กคนน้อย รวมถึงผู้บริโภคมียานพาหนะอื่นๆ ที่ไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่า เช่น ที่ จ.อุบลราชธานี มีรถแท็กซี่เพิ่มขึ้นในขณะที่สามล้อเหลือน้อยมาก อีกทั้งคนรุ่นใหม่ก็มีทางเลือกประกอบอาชีพมากมายจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับสามล้ออีก

“เราต้องให้ความสำคัญกับส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ จะต้องเป็นตัวพระเอกร่วมกับจังหวัด ร่วมกับสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดถ้าระดับประเทศอาจจะยากเพราะคนกลุ่มนี้มีแต่จะสูญหายไป แต่คนที่อยู่ในพื้นที่ สถาบันวิชาการในพื้นที่จะต้องมาร่วมมือกันช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ เพื่อให้ชีวิตของเขาที่เหลือ ช่วยคนที่เหลือให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นจากที่มันย่ำแย่อยู่แล้วได้อย่างไร ทั้งเรื่องสุขภาพ รายได้ ประกันตอนที่เขาต้องเกษียณอายุโดยที่ไม่มีทางเลือกอื่นๆ เลย เราจะทำอย่างไร” รศ.ดร.กนกวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อากาศสะอาด’ สิทธิในคุณภาพชีวิต #SootinClaimon.Com

Posted on July 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/589918

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อากาศสะอาด’  สิทธิในคุณภาพชีวิต

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อากาศสะอาด’ สิทธิในคุณภาพชีวิต

วันเสาร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“ขาดอาหารอาจอยู่ได้หลายวัน ขาดน้ำอาจอยู่ได้เป็นวันแต่ขาดอากาศอาจตายได้ไม่กี่นาที” คำกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “อากาศ” ในฐานะปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตซึ่งมาก่อนปัจจัย 4 เสียด้วยซ้ำไป“อากาศจึงเกี่ยวพันกับสิทธิในการมีชีวิต” ทำให้มีความพยายามเรียกร้อง “อากาศสะอาด” ถึงขั้นต้องมีกฎหมายเป็นการเฉพาะ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ เช่น “PM2.5” ฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเร็วๆ นี้ มีเวทีเสวนาทางวิชาการออนไลน์ ในหัวข้อ “PM2.5 กับร่างกฎหมายอากาศสะอาดในบริบทของประเทศไทย” มีวิทยากรหลายท่านร่วมให้มุมมอง อาทิ ผศ.ดร.กฤษฎากร ว่องวุฒิกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กล่าวว่า กรณีฝุ่น PM2.5 ต้องแยกปัญหาเป็นหลายระยะ เช่น 1.ก่อนเกิดปัญหา กฎหมายต้องเข้ามามีบทบาทในการป้องกันไม่ให้เกิดฝุ่น 2.ระหว่างเกิดปัญหาเป็นช่วงเวลาที่ป้องกันไม่ได้ จะมีมาตรการแก้ปัญหาอย่างไร และ 3.หลังเกิดปัญหา ภาครัฐควรจะเยียวยาอย่างไรเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น

“เรื่องของการเยียวยานั้น ผู้ที่อาศัยแถวบริเวณโรงงานที่เกิดเหตุ สามารถฟ้องร้องทางแพ่งกับเจ้าของโรงงานได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาครัฐในฐานะที่กำกับดูแลถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าภาครัฐประมาทในการบริหารจัดการ จะเป็นอีกช่องทางที่ประชาชนอาจจะฟ้องภาครัฐได้เนื่องจากภาครัฐมีหน้าที่รักษาชีวิต ความปลอดภัย และทรัพย์สินของประชาชน

แต่มีความยุ่งยากในการพิสูจน์ว่าได้รับความเสียหายจากการปล่อยฝุ่น PM2.5 อย่างไร เนื่องจากประชาชนไม่ได้มีความรู้ในการพิสูจน์ นอกจากนี้ผลกระทบต่อสุขภาพอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่อาจจะเกิดขึ้นภายหลัง 10 ปี จึงทำให้เป็นความยุ่งยากในการพิสูจน์ความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ยังมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่พูดถึงผลกระทบจาก PM2.5 ที่สามารถใช้ปกป้องสิทธิ์และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้” ผศ.ดร.กฤษฎากร กล่าว

เรื่องล่าในระดับพื้นที่ “ภาคเหนือ” ซึ่งเผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 มานาน วิทยา ครองทรัพย์ ผู้ประสานงานสภาลมหายใจภาคเหนือ ตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ 1.รัฐไม่จริงจังกับดัชนีการชี้วัดคุณภาพอากาศ เพราะเครื่องวัดอากาศของภาคเหนือมีเพียงไม่กี่จังหวัดเท่านั้น 2.ความล้มเหลวในการจัดการไฟในเขตป่าซึ่งอยู่ในพื้นที่ของกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ เมื่อป่าอุทยานเกิดไฟไหม้
จะแก้ไขปัญหาอย่างไร

3.การบริหารจัดการพื้นที่เกษตร ยังไม่มีเป้าหมายสู่ความยั่งยืน 4.การกระจายอำนาจร่วมจัดการไฟให้กับชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันยังไม่ครบถ้วนในการถ่ายโอนอำนาจ 5.เร่งรัดนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในทุกจังหวัดอย่างเท่าเทียม 6.เร่งกระบวนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนเชิงรุก 7.ส่งเสริมสิทธิทางกฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน และ 8.สุขภาพของประชาชนต้องมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีมาตรการในการปกป้องประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะที่ บัณรส บัวคลี่ สมาชิกสภาลมหายใจเชียงใหม่ เทียบเหตุโรงงานสารเคมีระเบิดที่ย่านกิ่งแก้ว จ.สมุทรปราการ กับฝุ่น PM2.5 ว่า กฎหมายที่น่าสับสนของไทยก่อให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งทำให้การจัดการปัญหามีความยากขึ้น เนื่องจากมีหลายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายผังเมือง พ.ร.บ. สาธารณสุข พ.ร.บ.อุบัติภัย พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย เป็นต้น จึงทำให้รัฐกับรัฐมีปัญหากันเอง ซึ่งไม่ได้นึกถึงสิทธิของประชาชนที่ได้รับอากาศสะอาดเป็นอันดับแรก

“ที่กิ่งแก้วมีการร้องเรียนเรื่องปัญหากลิ่นเหม็นมา 2 ปี แต่ไม่คืบหน้า เนื่องจากหน่วยงานที่เข้าไปจัดการนั้นเอื้อต่อโรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับฝุ่นละออง PM2.5 เพราะว่ามลพิษฝุ่นควันไฟในไทยต้นตอของปัญหาเกิดขึ้นจากการเกษตร โดยเฉพาะไร่อ้อย ซึ่งจะมีแต่ละหน่วยงานเป็นเจ้าภาพดูแล แต่ไปส่งเสริมให้เผาพืชเกษตร จึงทำให้ปัญหาควันไฟในพื้นที่ภาคเหนือเกิดขึ้นทุกปี” บัณรส ระบุ

บัณรส ยังกล่าวอีกว่า สำหรับภาคเหนือ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นระบบนิเวศป่า ซึ่งสัดส่วนป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ร้อยละ 65 ของประเทศ ซึ่งพื้นที่แม่ฮ่องสอนมีพื้นที่มากถึง ร้อยละ 84 แต่มีประชากรถึง ร้อยละ 86 ที่อาศัยอยู่ในป่า ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ป่า ร้อยละ 79รวมทั้งจังหวัดลำปางและจังหวัดตาก แต่ก็มีสถิติการเกิดไฟสูงเช่นเดียวกัน สำหรับการจัดการไฟในป่าก็พบว่าอยู่ในเขตป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ด้วย

แม้หลายฝ่ายโดยเฉพาะภาควิชาการมาช่วยกันกระตุ้นแต่ยังไม่กระเทือนถึงรัฐบาลที่จะใส่ใจแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จึงจำเป็นต้องให้สิทธิอากาศสะอาดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งอยู่ในกฎหมายใดก็ได้และหน่วยงานที่แก้ไขปัญหาต้องมีความชัดเจน นอกจากนี้จำเป็นต้องใช้กฎหมายในการจัดการปัญหา แต่ปัญหาคือพื้นที่ต่างจังหวัดถูกดึงอำนาจให้อยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่สามารถใช้กฎหมายได้อย่างท่วงที

ด้าน ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ โฆษกศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กล่าวว่า จากเหตุไหม้โรงงานย่านกิ่งแก้ว สื่อและนักวิชาการมักจะมุ่งเน้นเรื่องสารเคมีที่เป็นสารตั้งต้นที่ออกมาจาก
โรงงาน แต่ความเป็นจริงนอกจากสารเคมีที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีสารเคมีที่ใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติกและโฟมอีกด้วยซึ่งจากการระเบิดทำให้มี “ปฏิกิริยาทุติยภูมิ” หรือมีสารพิษตัวใหม่เกิดขึ้นจากการทำปฏิกิริยาด้วย เช่น สาร PAH และสารจำพวกโลหะหนัก ได้แก่ สารหนู สารปรอท เป็นต้น

“ความซับซ้อนที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ทางภาครัฐมีการออกประกาศให้มีการอพยพ แต่ไม่ทราบว่าจะกลับพื้นที่ได้เมื่อไร สิ่งแรกที่จะทำให้รู้ได้ คือ สารพิษที่ไม่ได้มีเพียงสารไม่กี่อย่างที่ออกมา แต่มีสารพิษอีกหลายอย่างที่ยังตกค้างอีกเท่าไรในสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้มีแต่ชั้นบรรยากาศอย่างเดียว ซึ่งทางกรมมลพิษได้เก็บตัวอย่างน้ำ เพื่อดูการปนเปื้อนของสารพิษในสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร แต่เนื่องจากมลพิษมีจำนวนเยอะมาก และหลายตัวมีผลกระทบต่อสุขภาพ ปัญหาคือไม่ได้มีเกณฑ์ในการควบคุม

จึงเรียกร้องให้มีค่ามาตรฐานในการควบคุมสารก่อมะเร็งในชั้นบรรยากาศ เมื่อไม่มีค่ามาตรฐานจึงทำให้ไม่มีข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการที่ตัดสินใจในการประกาศให้ประชาชนกลับสู่พื้นที่ รวมไปถึงงบประมาณสิ่งแวดล้อมถูกตัด จึงทำให้ขาดการบำรุงรักษาเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดสารพิษ สิ่งที่จำเป็นคือภาคเอกชนต้องได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ และให้ภาคประชาชนอย่าง อบต. และ อบจ. จัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อเข้าไปดูแลและตรวจสอบโรงงานไม่ให้เกิดเหตุอีก” ศ.ดร.ศิวัช กล่าว

มุมมองจากภาคการเมือง ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เล่าว่า เคยร่วมผลักดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด แต่ถูกตีตกไป ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะบังคับให้ผู้ที่ปล่อยแหล่งกำเนิดฝุ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานขยะ และโรงไฟฟ้าต่างๆ ต้องมีการรายงานสารมลพิษที่มีอยู่ รวมไปถึงการปลดปล่อยสารมลพิษว่ามีปริมาณเท่าไร ซึ่งจะต้องเป็นสารมลพิษที่กรมควบคุมมลพิษเป็นผู้กำหนดขึ้นมา และเป็นผู้ประมวลข้อมูลต่างๆ เพื่อกำหนดปริมาณสารมลพิษที่จะปลดปล่อยออกสู่อากาศ

จากนั้นกรมควบคุมมลพิษจะมีหน้าที่รายงานในส่วนของข้อมูลต่างๆ ให้กับประชาชนเข้ามาตรวจสอบได้จะรู้ถึงความเสี่ยงที่จะต้องเจอกับสารพิษอะไรในแต่ละวัน ส่วนภาครัฐก็สามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ในกรณีที่มีการรั่วไหลของสารต่างๆที่จะเข้าไปเจือปนในสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้การเตรียมความพร้อมต่างๆ ในการรับมือกับภัยพิบัติทำได้ตรงจุดมากขึ้น นอกจากนี้จะต้องผลักดันให้แหล่งกำเนิดมลพิษต่างๆ ทำประกันภัย เพราะหลายครั้งที่เกิดเหตุขึ้นแล้วทำให้โรงงานต้องปิดตัวลง ประชาชนก็ไม่สามารถไปเรียกร้องอะไรได้

ด้าน เถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษมีการพูดถึงกฎหมาย PRTR และกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะฉะนั้นถ้าแก้ไขปัญหาได้จะมีผลประโยชน์ต่อทุกคนในไทย โดยมีการศึกษาร่วมกับต่างประเทศ ซึ่งในต่างประเทศนั้น เรื่องของสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตต้องมาก่อน จึงจำเป็นต้องผลักดันกฎหมายตัวนี้ให้หน่วยงานอื่นเห็นคล้อยตามด้วย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด (4) ‘นวด-ร้านอาหาร’ เจ็บซึมยาว #SootinClaimon.Com

Posted on July 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/589422

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(4)  ‘นวด-ร้านอาหาร’เจ็บซึมยาว

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(4) ‘นวด-ร้านอาหาร’เจ็บซึมยาว

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มาถึงตอนที่ 4 แล้วกับชุดงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครั้งนี้เป็นกลุ่ม “ร้านนวด-ร้านอาหาร” ซึ่งเป็นกิจการสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 กิจการเหล่านี้คือกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการสั่งปิดเพื่อควบคุมโรค

นิรามัย บุญเลิศ พนักงานบาร์แอนด์เรสเตอรองค์ หรือร้านอาหารที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับดื่มในร้านได้ เล่าว่า การถูกปิดกิจการในช่วงล็อกดาวน์รอบแรกในปี 2563 นั้นเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน พนักงานหลายรายเป็นคนต่างจังหวัดมาทำงานในกรุงเทพฯ ในช่วงแรกๆ หลายคนตัดสินใจพักในห้องเช่าที่อยู่มาก่อนสถานการณ์โรคระบาด แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 1 เดือนแล้วไม่มีความชัดเจน ประกอบกับมาตรการเยียวยาที่ล่าช้าเนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ แม้แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่มีระเบียบ ทำให้มีผู้แบกรับค่าเช่าที่พักไม่ไหวและตัดสินใจกลับภูมิลำเนา

จากนั้นในการระบาดระลอก 2 ที่มีการล็อกดาวน์ในเดือน ม.ค. 2564 ครั้งนี้หน่วยงานประกันสังคมมีแพลตฟอร์มรองรับไว้แล้ว ให้นายจ้างนำรายชื่อลูกจ้างยื่นได้เลย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่พนักงานต้องส่งเงินสมทบติดต่อกันมาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งมีบางคนเพิ่งเข้ามาทำงาน กระทั่งการระบาดระลอก 3ร้านถูกปิดตั้งแต่เดือน เม.ย. 2564 ทั้งนี้ “การให้เงินเยียวยาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะการปิดกิจการทำให้ขาดรายได้แต่หนี้สินยังเดินต่อ” สิ่งแรกที่รัฐควรทำคือ “หยุดหนี้ทุกอย่างไว้ชั่วคราว” และต้องหยุดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย

“มาตรการพักหนี้ที่ออกมาล่าสุดที่บอกว่าให้ธนาคารช่วยเหลือ ก็คงต้องไปลองดูก่อนว่าธนาคารเขาจะทำอย่างไร แต่ว่าสำหรับบางคนคือมันโดนยึดไปแล้ว รถโดนยึดไปแล้วทั้งที่เขาก็พยายามเต็มที่แล้ว เราก็ไม่รู้อย่างไร อยากให้ทุกๆ ครั้งที่รัฐบาลสั่งปิด ควรจะมีกรอบกำหนดเวลาที่แน่ชัดด้วย เพื่อที่จะให้คนวางแผนชีวิตได้ว่าเขาจะต้องทำอย่างไร” นิรามัย กล่าว

จากร้านอาหารสู่ร้านนวด อีกหนึ่งธุรกิจภาคบริการที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง พิทักษ์ โยธา นายกสมาคมจารวีเพื่ออนุรักษ์แพทย์แผนไทย เปิดเผยว่า ณ เดือน มิ.ย. 2564 จำนวนพนักงานนวดที่ขึ้นทะเบียนไว้ทั่วประเทศมีอยู่ 234,440 คนและมีอีกกว่า 1 แสนคนที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน ส่วนจำนวนร้านนวดที่ขึ้นทะเบียนนั้นอยู่ที่ 18,000 ร้าน ร้านสปาอีก 8,000 ร้าน ซึ่งนับตั้งแต่การระบาดระลอกแรก มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐยังไม่ชัดเจนเท่าไรกับอาชีพกลุ่มนี้ ทั้งที่เป็นกิจการแรกๆ ที่ถูกปิด ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระมาตลอด

ทั้งนี้ แม้ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะเสนอให้ลดค่าต่อทะเบียนร้านนวด แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์สำหรับร้านนวดขนาดเล็ก ส่วนพนักงานนั้นมีเพียง 28,000 คนที่อยู่ในระบบประกันสังคม ที่เหลือเป็นแรงงานนอกระบบทั้งสิ้น ส่วนระลอกล่าสุดที่มีการสั่งล็อกดาวน์ 10 จังหวัด แล้วรัฐบาลให้แรงงานนอกระบบไปขึ้นทะเบียนประกันสังคมมาตรา 40 ก็ไม่รู้ว่าจะเยียวยาได้ทั่วถึงหรือไม่

“ที่ผ่านมาระลอก 1 ระลอก 2 ระลอก 3 เราต้องไปกระทุ้งมาตลอดว่าสั่งปิดแต่ไม่เคยช่วยเหลือเยียวยาเลย ไม่ว่าจะเป็นเราชนะ คนละครึ่ง ซึ่งแอปพลิเคชั่นต่างๆ พนักงานนวด
เหล่านี้จะเป็นผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ หมอนวดร้อยละ 90 คือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ไม่มีสมาร์ทโฟนที่จะเข้าถึงที่จะลงทะเบียนรับการเยียวยาเราชนะหรือว่าคนละครึ่งส่วนนี้ ได้แค่ร้อยละ 60 เท่านั้นที่ให้ญาติหรือตัวเองมีสมาร์ทโฟนที่สามารถเล่นได้” พิทักษ์ กล่าว

พิทักษ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการขึ้นทะเบียนของแรงงานนอกระบบ เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เพื่อขอรับการเยียวยานั้น เรื่องนี้กังวลว่าผู้ที่ไปลงทะเบียนตามร้านสะดวกซื้อหรือตามประกันสังคมต่างๆ จะได้รับการเยียวยาหรือไม่ เนื่องจากพบว่าครั้งล่าสุด อาชีพพนักงานนวดไม่ถูกระบุชัดในระบบฐานข้อมูล แต่เอาไปรวมกับอาชีพอิสระหรืออาชีพอื่นๆ ซึ่งเหมือนกับเมื่อการระบาดระลอกแรกแล้วรัฐบาลมีโครงการเยียวยาเราไม่ทิ้งกัน ในครั้งนั้นมีพนักงานนวดเพียงร้อยละ 50 จากทั้งหมดได้รับการเยียวยา ถือว่าไม่ทั่วถึง

เช่นเดียวกับ แววดาว ศรีหาตา ผู้ประกอบการร้านนวด ใกล้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า แม้จะเป็นร้านเล็กๆ มีเพียง 3 เตียง พนักงานมีทั้งที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวและคนที่ไม่มีครอบครัว แต่ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ก็มีลูกค้าทั้งขาประจำและขาจรจำนวนมาก เมื่อเกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 ลูกค้าลดลงแต่ค่าเช่าร้านไม่ได้ลดลงด้วย แต่ด้วยความที่ค่าเช่าไม่สูงก็ยังพออยู่ได้ ส่วนการปรับตัว พบว่าพนักงานบางส่วนกลับไปอยู่บ้าน และอีกส่วนก็ไปทำงานอย่างอื่น เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์รับ-ส่งอาหาร

รวมถึง ปาณิสรา อดิเรกลาภนุกูล ผู้ประกอบการร้านนวดในกรุงเทพฯ เล่าว่า เคยเป็นลูกจ้างในโรงพยาบาลก่อนจะมาเป็นพนักงานนวด กระทั่งเกษียณในปี 2555 ระยะแรกๆ อาศัยหมุนเวียนไปนวดตามร้านของญาติที่รู้จักกัน หรือไปเป็นวิทยากรทั้งในต่างจังหวัดและต่างประเทศ กระทั่งเริ่มเปิดร้านของตนเองในย่านประตูน้ำ กรุงเทพฯ ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปี 2563 เริ่มปรากฏเค้าลางความซบเซา เมื่อไม่มีลูกค้าชาวจีนเข้าร้าน

และในการสั่งปิดตามมาตรการล็อกดาวน์ พบว่าสถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะผลกระทบนั้นทบเพิ่มเป็นทวีคูณ จากร้านที่อยู่กันแบบพี่น้อง มีการดึงคนในชุมชนที่มีฝีมือในการนวด เช่น ผู้เกษียณอายุหรือว่างงาน เข้ามาทำงานในร้านเพื่อให้มีรายได้ ต่อมาพบว่าลูกค้าที่ปกติต้องจองคิวล่วงหน้าก็ค่อยๆ หายไป ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะอาชีพอื่นๆ ก็ถูกลดรายได้เช่นกัน และพนักงานนวดก็ได้รับผลกระทบต่อมา อย่างไรก็ตาม การที่พนักงานนวดมักอยู่แบบปัจเจก ไม่ค่อยรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง จึงทำให้ขาดอำนาจต่อรองเพื่อเรียกร้องขอความช่วยเหลือ

มุมมองจากนักวิชาการ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยนั้นในภาคเกษตรที่มีคนอยู่จำนวนมากถึงเกือบ 10 ล้านคน ในความเป็นจริงไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง ต้องพึ่งพารายได้จากภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร ร้านนวด แต่ประเทศไทยนั้นมีปัญหาเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างมากทั้งที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ สถานการณ์โควิด-19 ดำเนินมาแล้วถึง 18 เดือน อยู่แบบปิดๆ เปิดๆ โดยที่การเยียวยาไม่ตรงจุด ในขณะที่บางประเทศ เช่น เยอรมนี รัฐบาลใช้งบประมาณอุดหนุนเพื่อรักษาการจ้างงาน

“เมื่อไม่สามารถรักษางานเอาไว้ได้ พอคนคนหนึ่งต้องเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสายงาน หรือต้องไปทำงานที่รายได้น้อยลง
ต่อให้เศรษฐกิจมันกลับมาดีในอีก 1 หรือ 2 ปีข้างหน้า ก็ไม่สามารถจะกลับมาด้วย Skill (ทักษะ) หรือ Mentality (วิธีการคิด) แบบเดิม หรือที่ TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) เรียกว่ามันเป็นแผลเป็นที่อยู่กับคนยาวนานมากกว่าวิกฤติ” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(3) ‘ขนส่ง’ วิกฤติและจุดเปลี่ยน #SootinClaimon.Com

Posted on July 18, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/588395

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(3) ‘ขนส่ง’วิกฤติและจุดเปลี่ยน

วันอาทิตย์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.45 น.

ยังคงอยู่กับชุดงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยฉบับวันนี้จะเป็นกลุ่ม “ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ” โดยมีตัวแทนหลายกลุ่มร่วมให้ความเห็น อาทิ สันติ ปฏิภาณรัตน์ เลขาธิการสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย เล่าว่า การจัดระเบียบสังคมสมัยรัฐบาลทหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ในปี 2557 ทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลหายไป รวมถึงทำให้ผู้ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่อยู่นอกระบบหายไปด้วย

ส่งผลจากเดิมที่เคยมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างประมาณ2 แสนคัน หลังการจัดระเบียบแล้วเหลือเพียง 9 หมื่นคัน และคนที่อยู่ในระบบนั้นสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่แล้วในปี 2558 ที่มีโครงการรถไฟฟ้าก่อสร้างหลายสาย รวมถึงโครงการคอนโดมิเนียมอีกจำนวนมาก ทำให้มีความต้องการใช้มอเตอร์ไซค์รับจ้างเพิ่มขึ้น แต่การจะเข้าสู่ระบบอย่างถูกกฎหมายก็ทำได้ยากเนื่องจากมีประกาศให้ยื่นขอขึ้นทะเบียนได้ทุกๆ 2 ปี และการก่อตั้งวินขึ้นใหม่ต้องมีสัญญาเช่าหรือใบอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ด้วย ทำให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกลับมาอีกครั้ง

“การเข้าระบบมันยาก ไหนจะต้องมีรถเป็นของตัวเอง ไหนจะต้องไปสอบใบขับขี่สาธารณะ วันนี้เราเห็นว่าอยู่ในระบบมันยากเห็นแสนเข็ญ ทำไมเราต้องเข้าระบบในเมื่อมีรถเถื่อนเยอะแยะ ผ่านแอปพลิเคชั่นเราก็ไปวิ่งได้แล้วไม่ต้องลงทุนอะไรมาก รถยืมของใครมาก็ได้ ใบขับขี่ไม่ต้องมีก็ได้” เลขาธิการสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย กล่าว

สันติ เล่าต่อไปว่า ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่าลูกค้าหายไปเป็นจำนวนมาก ในระลอกแรกที่มีการล็อกดาวน์ 3 เดือน แม้รัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 3 เดือนในโครงการเราไม่ทิ้งกัน แต่สำหรับผู้ประกอบอาชีพในเมืองถือว่าไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่มีสารพัดตั้งแต่ค่าเช่าที่พัก ค่าผ่อนรถ ค่าโทรศัพท์น้ำประปา-ไฟฟ้า ฯลฯ และเมื่อเลิกล็อกดาวน์ในครั้งนั้น การจะเข้าถึงแหล่งทุนในระบบเพื่อกู้เงินมาฟื้นฟูอาชีพก็เป็นไปได้ยาก สุดท้ายก็ต้องไปกู้เงินนอกระบบที่ดอกเบี้ยแพง

จนมาเจอการระบาดระลอก 2 เป็นต้นมา ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมากเมื่อเทียบกับระลอกแรก ส่งผลให้สถานศึกษาปิดทำการ และหลายบริษัทก็หันไปให้พนักงานทำงานอยู่บ้าน (Work from Home) ซึ่งทั้งนักเรียน-นักศึกษา และพนักงานบริษัท คือลูกค้ากลุ่มหลักของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เมื่อคนกลุ่มนี้หายไปรายได้ของมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ลดลงด้วย

ขณะที่ อนุวัตร ยาวุฒิ ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ กล่าวว่า ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่รอบแรก รูปแบบการเช่ารถแท็กซี่เปลี่ยนไป จากที่รถ 1 คันมักเช่ากัน 2 คน สลับกันขับกลางวันกับกลางคืนกลายเป็นเช่าขับคนเดียวตลอดทั้งวัน และเมื่อร้านอาหารรวมถึงสถานบันเทิงซึ่งจำนวนมากให้บริการยามค่ำคืนถูกปิดก็ทำให้จำนวนรถแท็กซี่เพิ่มขึ้นในตอนกลางวันในขณะที่ลูกค้ามีเท่าเดิม ทำให้รายได้ของคนขับแท็กซี่ลดลง ประกอบกับมีการนำรถยนต์ทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถแท็กซี่ มาวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชั่น

ส่วนมาตรการเยียวยานั้นก็พบปัญหา เช่น การพักชำระหนี้ 3-6 เดือน ที่แต่ละธนาคารปฏิบัติแตกต่างกันบางแห่งพักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย แต่บางแห่งพักเฉพาะเงินต้นไม่พักดอกเบี้ย อีกทั้งมีกรณีธนาคารบางแห่งคิดดอกเบี้ยกรณีสินเชื่อเช่าซื้อผิดหลักจนมีผู้ไปร้องเรียนกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่กลับเป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องไปแจ้งให้ธนาคารปรับเปลี่ยนเอง แทนที่ ธปท. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลจะดำเนินการให้

อนึ่ง การล็อกดาวน์รอบล่าสุดที่มีประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิวในเวลา 21.00-04.00 น.ซึ่งรวมถึงผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะด้วย ส่งผลให้คนขับแท็กซี่ต้องจำใจปฏิเสธผู้โดยสาร ในกรณีที่พบผู้เรียกแท็กซี่ในวลาหลัง 20.00 น. แล้วคนขับไม่มั่นใจว่าเมื่อไปส่งแล้วจะกลับบ้านทันเวลา 21.00 น. หรือไม่ เพราะหากกลับไม่ทันก็จะต้องจอดนอนพักริมทางหรือไม่ก็ในสถานีบริการน้ำมัน

“ขนส่งมีข้อหนึ่งว่าไม่ให้ปฏิเสธผู้โดยสาร แต่เวลานั้นผมกำลังจะกลับเข้าบ้าน หาลูกค้ากลับเข้าบ้านประมาณสักสองทุ่มกว่า ลูกค้าโบกเสร็จแล้วไปทางอื่น ไปทางหลังเราไม่ได้ไปทางบ้านเรา แล้วเราดูแล้วถ้าเกิดเราไปกลับมาบ้านไม่ทัน ทำให้เราต้องปฏิเสธ พอเราปฏิเสธเกิดอะไรขึ้น ลูกค้าขึ้นไม่ได้ด่าแท็กซี่ทำไมไม่รับทำไมปฏิเสธ เขาก็เดือดร้อน เขาก็อยากกลับบ้านเร็ว ทำไมออกกฎหมายแบบนี้ ช่วงเวลา 3-4 ทุ่มสำหรับขนส่งสาธารณะอย่างแท็กซี่ ให้เวลาเขาตรงนี้ไม่ได้หรือ” อนุวัตร กล่าว

ด้าน ฉัตรไชย ภู่อารีย์ นักวิชาการอิสระด้านการขนส่งด้วยรถโดยสารประจำทาง ซึ่งยังเคยมีอีกบทบาทหนึ่งเป็นประธานชมรมผู้ประกอบการรถโดยสาร หมวด 4 เอกชน กรุงเทพฯ (รถสองแถว) กล่าวว่า อาชีพขับรถโดยสารสาธารณะทั้งแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้างและอื่นๆ สามารถเริ่มประกอบอาชีพได้ง่าย จึงเป็นที่นิยมของคนที่ว่างงานแล้วต้องการหารายได้ระหว่างรอหางานใหม่ และหลังจากนั้นหลายคนก็ประกอบอาชีพนี้ต่อไปเรื่อยๆ มีส่วนน้อยที่เข้ามาเพื่อต้องการสร้างการบริการจริงๆ

ในทางตรงข้าม ภาครัฐของไทยแม้จะมีการจัดระเบียบขนส่งสาธารณะผ่านประเภทต่างๆ มาตามลำดับของยุคสมัย แต่กลไกที่ดำเนินการนั้นเป็นไปเพียงเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ได้เป็นไปเพื่อสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ ที่สำคัญคือ “ประเทศไทยมีกฎหมายรถยนต์และกฎหมายการขนส่งซึ่งรวมบริการขนส่งสาธารณะเข้าไปด้วย แต่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยขนส่งสาธารณะโดยตรง” จึงเป็นข้อจำกัดในการคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพกลุ่มนี้ เพราะคนทำงานขนส่งสาธารณะเองก็ไม่ใช่แรงงานในนิยามของกฎหมายแรงงาน เนื่องจากทำงานให้ระบบขนส่งของรัฐ

ยังมีอีกประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตคือ ที่ประเทศเวียดนาม การซื้อรถแบบเงินผ่อนเพื่อมาให้บริการขนส่งสาธารณะ ราคารถและดอกเบี้ยจะถูกกว่ารถส่วนบุคคล ในขณะที่ไทยกลับแพงกว่ารถส่วนบุคคล ส่วนสถานการณ์โควิด-19 ที่ปัจจุบันมาถึงระลอก 3 แล้ว มาตรการช่วยเหลือที่รัฐบาลควรทำ คือให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยเงินกู้กับกลุ่มอาชีพขนส่งสาธารณะด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ใช้ทะเบียนรถค้ำประกันโดยไม่ต้องมีบุคคลอื่นมาเป็นผู้ค้ำ

อีกด้านหนึ่ง ฉัตรไชย มองสถานการณ์โควิด-19 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disruption Technology) เห็นได้จากมอเตอร์ไซค์รับจ้างหลายรายผันตัวไปรับงานส่งสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่นนั่นทำให้โลกหลังยุคโควิด-19 จะไม่เหมือนเดิม หากคนขับรถสาธารณะยังไม่ยอมรับและปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี คงอยู่ในโลกยุคต่อไปได้ยาก เพราะแอปพลิเคชั่นจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(2) ‘ผลิตที่บ้าน’ วิกฤติมาอาชีพหาย #SootinClaimon.Com

Posted on July 18, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/588167

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(2) ‘ผลิตที่บ้าน’วิกฤติมาอาชีพหาย

วันเสาร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 08.00 น.

หลังจากตอนก่อนหน้า (หน้า 5 ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 15 ก.ค. 2564) ได้นำเสนอเรื่องราวจากการเสวนา (ออนไลน์) ชุดหัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในส่วนของหาบเร่แผงลอย จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19ไปแล้ว ในตอนนี้จะเป็นเรื่องของ “กลุ่มผู้รับงาน และทำการผลิตที่บ้าน” อาทิ กลุ่มเย็บผ้า และกลุ่มแกะสลัก

มยุรี เสือคำราม นักวิชาการ สำนักสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อายุระหว่าง 35-50 ปีลักษณะงานค่อนข้างยืดหยุ่น ไม่ต้องอาศัยวุฒิการศึกษาเหมือนแรงงานในระบบ โดยแรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จบเพียงชั้นประถมศึกษา สามารถเริ่มต้นจากงานพื้นฐานอย่างงานโหลเน้นปริมาณมากๆ ไปก่อน เมื่อมีความชำนาญมากขึ้นจึงยกระดับไปทำงานประณีตอย่างการรับตัดเสื้อผ้าทั้งชุด อีกทั้งเลือกเวลาทำงานได้ อาทิ ตอนกลางคืนดึกดื่นที่นอนไม่หลับก็สามารถใช้เวลานั้นทำงานที่รับมาได้ เป็นต้น

แต่งานเย็บผ้าก็มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ ได้แก่ 1.ฝุ่น และสารเคมีจากเนื้อผ้าที่ติดมาจากโรงงาน โดยมีงานวิจัยในปี 2559 สำรวจกลุ่มตัวอย่างคนทำงานเย็บผ้าในย่านบางกอกน้อย กรุงเทพฯ จำนวน 152 คน พบว่า เมื่อถามเรื่องอาการผิดปกติด้านการหายใจ กลุ่มตัวอย่างบอกว่าไม่มี แต่เมื่อตรวจสอบด้วยเครื่องมือแพทย์ พบความบกพร่องในการทำงานของปอด หรืออีกงานหนึ่งที่สำรวจคนทำงานเย็บผ้าทั้งย่านบางกอกน้อย และย่านดินแดง กรุงเทพฯ รวม 300 คน เมื่อตรวจด้วยเครื่องมือแพทย์ พบกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 77.7 มีอาการทางเดินหายใจผิดปกติ

2.ปวดเมื่อยเนื้อตัว ใช้สายตามาก และเครียด เนื่องจากสถานที่ทำงานคับแคบและต้องเพ่งมองเป็นเวลานาน ซึ่งมีผู้ให้นิยามว่า “อาชีพเย็บผ้าเป็นอาชีพที่ทรมานตนเอง หลังแข็ง ก้นด้าน เสียสายตา” ทั้งนี้ แม้จะเป็นงานโหลไม่ใช่งานประณีตแต่ก็ต้องนั่งท่าเดิมๆ เป็นเวลานาน ยิ่งเป็นงานประณีตต้องใช้สมาธิจดจ่อค่อยๆ ประดิดประดอย ก็ทำให้เกิดความเครียดได้

ส่วนรายได้และลักษณะการจ้าง ค่าตอบแทนเฉลี่ยชิ้นละ 8-10 บาท หรือชุดละ 200-600 บาท ด้วยชั่วโมงการทำงานเฉลี่ย 8 ชม./วัน ต่ำสุด 1-2 ชม./วัน สูงสุด 12 ชม. (หรือมากกว่า)/วัน ทั้งนี้ คนทำงานเย็บผ้าตามชุมชนในกรุงเทพฯ ที่เคยสำรวจ ครึ่งหนึ่งยอมรับว่ารายได้ไม่ค่อยพอใช้ การจ้างงานไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร รับงานจากผู้รับเหมาช่วง มีความไม่แน่นอนทั้งการถูกเร่งงานให้ส่งมอบเร็วขึ้นและยุติการจ้างงานเมื่อเกิดวิกฤติ

อนึ่ง การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนงานเย็บผ้า มีดังนี้ 1.สร้างความเข้าใจกับนายจ้างว่างานเย็บผ้าเป็นงานที่ใช้ทักษะฝีมือสูง เห็นได้จากการยกระดับจากงานโหลเป็นงานประณีตเมื่อชำนาญมากขึ้นซึ่งก็จะได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นด้วย 2.คนงานควรหาช่องทางสามารถทำสัญญารับงานกับลูกค้าได้โดยตรงไม่ต้องผ่านคนกลาง เพราะจะเป็นโอกาสทั้งด้านค่าจ้างและการพัฒนาทักษะ 3.ช่องทางการเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งที่ผ่านมา หากเป็นคนงานเย็บผ้าที่ไม่ได้รวมกลุ่มกัน การเข้าถึงแหล่งทุนในการหาซื้อวัตถุดิบนั้นทำได้ยาก

บุญสม น้ำสมบูรณ์ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (HOMENET) กล่าวถึงการศึกษาประชากรแรงงานกลุ่มการทำงานแกะสลักไม้หรือหิน ว่าด้านหนึ่งเป็นงานฝีมือที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรม แต่อีกด้านหนึ่งก็มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น ผู้แกะสลักหินเสี่ยงต่อโรคปอดและระบบทางเดินหายใจจากฝุ่น หลายคนต้องเลิกอาชีพนี้ไปเมื่ออายุมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีอันตรายจากเรื่องเสียงที่ดังจากเครื่องมือ และอุบัติเหตุจากเครื่องมือส่วนผู้แกะสลักไม้จะเสี่ยงอันตรายจากสารเคมี เช่น สีทินเนอร์ ทั้งการสัมผัสและสูดดม

รายได้ของงานแกะสลักนับเป็นชิ้น มีตั้งแต่ 1-700 ชิ้นต่อวัน ทำงานเฉลี่ย 7-8 ชม./วัน แต่เป็นงานที่ไม่แน่นอนบางเวลาไม่มีงาน แต่บางเวลางานก็มาจนล้นมือ รายได้จึงไม่คงที่อนึ่ง “แม้แรงงานรับงานไปทำที่บ้าน จะมีกฎหมายคุ้มครองคือ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ.2553 ระบุทั้งค่าจ้าง สัญญาจ้าง และความปลอดภัยในการทำงาน แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ค่อยถูกนำมาใช้” เช่น มีบางคนขอให้ทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ผลคือไม่ได้รับการจ้างงาน โดยผู้ว่าจ้างหันไปจ้างคนอื่นที่ยินยอมตกลงกันด้วยวาจา ส่วนการเข้าถึงแหล่งทุนทำได้ยากเพราะต้องมีบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีระดับหนึ่ง (เช่น ข้าราชการซีสูงๆ) หรือมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน

จากภาควิชาการมาสู่เสียงสะท้อนผู้ใช้แรงงาน มานพ แก้วผกา นายกสมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนแรงงานกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า กล่าวว่า อาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าจะมีช่วงที่มีงานมากคือช่วงปลายปี จากนั้นเมื่อเข้าสู่ปีใหม่งานก็จะลดลง ทำให้ในปี 2563ที่เริ่มมีสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี งานตัดเย็บเสื้อผ้าก็ได้รับผลกระทบมาตลอด อาทิ ในการล็อกดาวน์รอบแรกเดือนเม.ย. 2563 คนทำงานสูญเสียรายได้ที่เคยได้ทุกปีในช่วงนี้กับการผลิตและจำหน่ายเสื้อลวดลายที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากการจัดงานถูกยกเลิก

ซึ่งแม้เวลานั้นรัฐบาลจะมีโครงการเราไม่ทิ้งกัน เยียวยาเป็นเงิน 5,000 บาท/เดือน เป็นเวลา 3 เดือน สำหรับคนที่เข้าถึงถือว่ามีประโยชน์มาก แต่แรงงานบางส่วน
ก็ไม่ได้เข้าร่วมเพราะมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี เช่น ไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ประกอบกับกระแสข่าวว่าใครลงทะเบียนไม่ตรงกับความเป็นจริงอาจถูกจับกุมดำเนินคดีทำให้บางรายเลือกที่จะเสียสิทธิ์ไป ทั้งนี้ “แรงงานนอกระบบมีชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้วางแผนการเงินไว้เตรียมรับวิกฤติ” แต่ก็มีความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนเรื่องข้าวปลาอาหาร ทำให้ผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาได้

และแม้การล็อกดาวน์รอบแรกค่อยๆ คลายล็อกไปตามลำดับช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. 2563 แต่งานที่มีมาเป็นเพียงงานที่ค้างจากช่วงก่อนล็อกดาวน์เท่านั้น เมื่องานชุดนี้
หมดแม้ช่วงดังกล่าวยังไม่มีสถานการณ์โรคระบาดระลอก 2แต่ก็ไม่ได้มีงานใหม่ๆ เข้ามาอีก “ช่วงนี้เป็นช่วงที่หดหู่ เพราะหลายคนสูญเสียจักรเย็บผ้าอันเป็นเครื่องมือทำกินไป หากไม่ใช่เพราะนำไปจำนำก็ถูกเจ้าหนี้เงินกู้ยึด” บางรายหนักถึงกับถูกให้ออกจากที่พักเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า ครั้นจะเปลี่ยนอาชีพ เช่น ไปขายของริมทาง ก็ทับซ้อนกับกลุ่มหาบเร่แผงลอยที่ทำอยู่แล้ว หรือกลับบ้านต่างจังหวัดไปก็ไม่มีต้นทุนประกอบอาชีพอื่นอีก และได้รับผลกระทบยาวนานมาถึงการระบาดระลอก 3 ในปัจจุบัน

พุทธิณี โกพัฒน์ตา ผู้แทนมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ กล่าวเสริมว่า แรงงานมีความพยายามปรับตัว เช่น ยอมรับค่าตอบแทนน้อยลงเพื่อพอให้มีงานมี
รายได้เข้ามา แต่การระบาดระลอกล่าสุดในปัจจุบัน ผลกระทบมีทั้งขาดรายได้ ไม่มีงานใหม่เข้ามา สินค้าเก่าค้างสต๊อก หลายพื้นที่ตลาดไม่เปิด หรือที่ที่ยังเปิดคนก็ไม่ค่อยเดิน แต่ภาระก็ยังมีอยู่ เช่น การทำงานบ้าน ดูแลผู้สูงอายุหรือบุตรหลาน ประกอบกับข้อมูลข่าวสารที่มีแต่เชิงลบ เช่นผู้ติดเชื้อหาเตียงไม่ได้ มากกว่าเชิงบวก เช่น วิธีดูแลตนเองหากต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน ทำให้เกิดความเครียดหรือภาวะซึมเศร้า

ทั้งนี้ เมื่อถามแรงงานพบว่า “ต้องการมีงานทำมากกว่าเงินกู้” เพราะปกติแรงงานนอกระบบก็เข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ลำบากอยู่แล้วเพราะไม่มีหลักฐาน เช่น บัญชีเงินเข้า-ออก(Statement) หรือแม้กระทั่งกองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้านของกระทรวงแรงงาน แม้ดอกเบี้ยเงินกู้จะต่ำแต่ก็ไม่กล้าไปทำเรื่องขอกู้ เพราะเมื่อไม่มีงานทำถึงกู้มาก็ไม่สามารถส่งเงินคืนได้นำไปสู่การเสียเครดิต และไม่อาจกู้เงินในครั้งต่อๆ ไปได้อีก

สำหรับข้อเสนอถึงภาครัฐของวงเสวนากลุ่มผู้รับงาน และทำการผลิตที่บ้าน ประกอบด้วย 1.ควรมีความชัดเจนเรื่องแผนฟื้นฟูเยียวยาในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้คนทำงานได้เตรียมตัว 2.ส่งเสริมอาชีพทางเลือกระหว่างไม่มีงานเช่น ค้าขาย เกษตรกร 3.สนับสนุนระบบการตรวจคัดกรองและการเข้าถึงวัคซีน 4.ส่งเสริมการทำงาน การเข้าถึงงานที่คำนึงถึงประสบการณ์ความรู้ที่คนทำงานมี

สนับสนุนการได้งานจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐรวมถึงเปิดพื้นที่ให้นำสินค้าเข้าไปขายได้ในพื้นที่ทดลอง (Sandbox) ที่รัฐเปิดขึ้น 5.ควรพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม การเข้าถึงบริการทางอินเตอร์เนตของหน่วยงานรัฐช่องทางการค้าขายออนไลน์ และ 6.คนทำงานควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจติดตามโรคจากการประกอบอาชีพ สร้างความปลอดภัยในการทำงาน พัฒนาทักษะส่งเสริมการตลาดและพัฒนาคุณภาพชีวิต

(โปรดติดตามตอนต่อไป ฉบับวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค. 2564)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(1) ‘แผงลอย’ แหล่งอาหารคนเมือง #SootinClaimon.Com

Posted on July 15, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/587667

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(1) ‘แผงลอย’แหล่งอาหารคนเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“แรงงานนอกระบบ (Informal Labour)” หมายถึงแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมรวมถึงระบบฐานภาษีเงินได้ ด้านหนึ่งแรงงานประเภทนี้มีความยืดหยุ่นในการประกอบอาชีพสูง ด้วยความที่ไม่ต้องถูกจำกัดตายตัวด้วยวุฒิการศึกษาหรือเวลาทำงาน แต่อีกด้านหนึ่ง การที่อยู่นอกระบบมักเผชิญกับความไม่แน่นอน และเมื่อความไม่แน่นอนนั้นกลายเป็นวิกฤติก็ไม่มีหรือแทบไม่มีระบบสวัสดิการใดรองรับดังเช่นสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ปัจจุบันมาถึงระลอก 3 แล้ว

ในเดือน ก.ค. 2564 สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา (ออนไลน์) ในชุดหัวข้อ “ผลกระทบการรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” หลากหลายสาขา โดย “สกู๊ปแนวหน้า” ครั้งนี้ (หน้า 5 ฉบับวันที่ 15 ก.ค. 2564) เริ่มด้วยตอนแรกคือกลุ่ม “หาบเร่แผงลอย” ซึ่งอยู่คู่กับสังคมไทยในฐานะแหล่งอาหารและอาชีพของคนรายได้น้อย และยังช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในฐานะ “ดินแดนอาหารริมทาง (Street Food) ชั้นเลิศ” เป็นที่เลื่องลือในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติในยุคก่อนไวรัสโควิด-19 ระบาด

ในงานเสวนาครั้งนี้มีตัวแทนเครือข่ายหาบเร่แผงลอย 2 เครือข่ายร่วมสะท้อนมุมมอง โดย เรวัตร ชอบธรรม ประธานเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่า ผลกระทบต่อหาบเร่แผงลอยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนโควิดระบาดและต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้หลายพื้นที่ถูกยกเลิกพื้นที่ทำการค้า ขณะที่หลายพื้นที่ก็ค้าขายไม่ได้แล้วเพราะไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีคนเดินหรือออกมาทำงาน หรือมีคำสั่งปิดตลาด “สิ่งหนึ่งที่เพื่อนผู้ค้าตระหนักถึงคุณค่าของหาบเร่แผงลอยในวิกฤตินี้ คือการช่วยให้ทุกคนเข้าถึงอาหาร” แม้จะต้องอยู่บ้าน กักตัว หรือออกมาทำงานก็ตาม

ขณะที่ ปรีชา ไทยสงเคราะห์ ประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร ยอมรับว่า การค้าขายในช่วงโควิดมีความยากลำยาก ทั้งการซื้อหาวัตถุดิบประกอบอาหาร ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่เชื้อต่อไปยังครอบครัว “ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ค้าเท่านั้น ผู้ขายวัตถุดิบผู้ขนส่ง หรือแม้แต่ผู้ซื้อที่มีรายได้น้อยทุกคน ต่างก็ได้รับผลกระทบ” จากความซบเซาของการค้านี้ไปพร้อมกัน

นักวิชาการที่ทำงานวิจัยด้านหาบเร่แผงลอยมายาวนาน ศ.ดร.นฤมล นิราทร อาจารย์ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคม และการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การค้าแผงลอยยังคงมีความสำคัญต่อเมืองยุคหลังโควิด แต่ผู้ค้าต้องปรับตัวและได้รับการสนับสนุนให้ปรับตัวได้ทันกับวิถีการบริโภคที่จะเปลี่ยนไป ทั้งคุณภาพและมาตรฐานโดยเฉพาะแผงลอยอาหาร (สตรีทฟู้ด)

“การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมจะมีบทบาทสำคัญตรงนี้ การสนับสนุนการปรับตัวควรตอบโจทย์ผู้ค้าที่หลากหลาย เช่น ในด้านอายุ ผู้ค้าอายุมากที่สามารถปรับตัวได้ ไม่ว่าจะรายได้มากหรือน้อย ควรได้รับการสนับสนุนให้ประกอบอาชีพ ประเด็นนี้ตอบโจทย์มิติสังคมอายุยืนและวัฒนธรรมอาหาร” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้าน บุญเยี่ยม เหลาสะอาด นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า “เดิมหาบเร่แผงลอยมีส่วนสำคัญในการลดค่าครองชีพของคนเมือง แต่ปัจจุบันรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมือง การแข่งขันทางธุรกิจและการจัดระเบียบเมืองกำลังเบียดขับหาบเร่ออกจากวิถีเมือง” ยิ่งเผชิญการระบาดของโควิด ยิ่งทำให้กาาค้าขายไม่ต้องอาศัยแผงค้าเหมือนเดิม ซึ่งทั้งหมดล้วนท้าทายการอยู่รอดของหาบเร่แผงลอย ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยรายย่อยในเวลานี้ไม่ได้ต่อสู้กับการจัดระเบียบเมืองหรือโรคร้ายเท่านั้น แต่พวกเขากำลังหาทางเอาตัวรอดเพื่อปากท้อง เพื่อชีวิต และอนาคตของอีกหลายชีวิตด้วย

ปิดท้ายด้วย วิชยา โกมินทร์ นักวิจัยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คนส่วนมากมองว่าหาบเร่แผงลอยทำให้เมืองไม่เป็นระเบียบ เบียดเบียนผู้ใช้พื้นที่สาธารณะอื่นๆ การบริหารจัดการหาบเร่แผงลอยในเมืองที่ผ่านมาจึงมีลักษณะลุ่มๆ ดอนๆ “ความจริงส่วนหนึ่งคือหาบเร่แผงลอยเป็นอาชีพของผู้มีโอกาสน้อยเพื่อผู้มีโอกาสน้อยในเมือง” ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “จะทำอย่างไรการบริหารหาบเร่แผงลอยในเมืองจึงจะมีความสมดุล” และสนับสนุนทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของทั้งผู้ค้า ผู้ซื้อและภาพรวมของเมือง โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤติโควิด

ในงานเสวนาครั้งนี้ มีบทสรุปเป็นข้อเสนอแนะ คือ 1.ควรสนับสนุนให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยได้รับการตรวจคัดกรองโควิด-19 รวมถึงการเข้าถึงวัคซีนและการรักษาพยาบาล 2.ควรสนับสนุนให้ผู้ค้าแผงลอยแต่ละเขต หรือสมาชิกชุมชนแต่ละชุมชน มีส่วนในการทำอาหาร (ข้าวกล่อง) และส่งอาหารให้กับผู้ที่กักตัว ผู้มีรายได้น้อยและประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ค้าและสมาชิกในชุมชนยังคงมีรายได้ 3.ควรสนับสนุนผู้ที่ประสงค์จะทำการค้ามีโอกาสค้าขาย ได้แก่ การให้เงินทุนกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยรายบุคคลและกลุ่ม สนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือประกอบอาชีพ

4.ควรทดลองเปิดพื้นที่นำร่องในระดับพื้นที่/ย่าน/ตลาด ในการจำหน่ายอาหาร ของใช้ในชีวิตประจำวัน สินค้าทางการเกษตร สินค้าทางวัฒนธรรม สินค้าของกลุ่ม 5.ควรส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ค้าและเครือข่ายหาบเร่แผงลอยในพื้นที่/ย่าน/ตลาด เช่น การรวมกลุ่ม การค้าขายออนไลน์ การพัฒนามาตรฐานตาม
สาธารณสุข พฤติกรรมผู้บริโภคและวิถีใหม่ และ 6.ควรปรับปรุงและแก้ไขกฎระเบียบในการทำการค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคม มาตรการทางสาธารณสุขหลังโควิด

ในตอนต่อไป (ฉบับวันเสาร์ที่ 17 ก.ค. 2564) จะยังคงอยู่กับงานเสวนา “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” เช่นเดิม แต่จะเป็นกลุ่ม “ผู้รับงานและทำการผลิตที่บ้าน” ซึ่งมีความสำคัญทั้งเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมแม้จะอยู่นอกโรงงาน ตลอดจนยังเป็นผู้สืบสานภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย..โปรดติดตาม!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ย้ายเพื่อปลอดภัยทำไม่ง่าย โรงงานอันตรายอยู่ก่อนชุมชน #SootinClaimon.Com

Posted on July 11, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/586678

สกู๊ปแนวหน้า : ย้ายเพื่อปลอดภัยทำไม่ง่าย โรงงานอันตรายอยู่ก่อนชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 07.45 น.

เป็นเหตุภัยพิบัติสะเทือนขวัญในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณี “ระเบิดและเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้เคมคอล จำกัด ภายในซอยกิ่งแก้ว 21 ถนนกิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ” ตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 5 ก.ค.2564 และต้องใช้เวลาข้ามวันข้ามคืนกว่าจะควบคุมเพลิงไว้ได้รวมถึงตรวจสอบให้แน่ใจว่าอากาศบริเวณใกล้โรงงานปลอดภัยเพียงพอเนื่องจากสารเคมีอันตราย จึงอนุญาตให้ประชาชนกลับเข้าที่อยู่อาศัย

ซึ่งหลังเกิดเหตุ หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงกันมากคือ “จะทำอย่างไรกับโรงงานเสี่ยงอันตรายที่สร้างมาก่อนชุมชน” ดังกรณีของหมิงตี้ฯ ที่อยู่มาก่อนการจัดผังเมือง โดยเมื่อค่ำวันที่ 6 ก.ค. 2564 มีงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “มุมมองทางผังเมืองกรณีระเบิดโรงงานกิ่งแก้ว เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” จัดโดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) ภาควิชาผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา นายกสมาคมนักผังเมืองไทยกล่าวว่า โรงงานหมิงตี้ฯ ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2532 ขณะนั้นพื้นที่รอบๆ ที่ตั้งโรงงานยังเป็นท้องทุ่ง ตามปกติของโรงงานที่เก็บสารเคมีอันตรายที่มักเลือกทำเลห่างไกลชุมชน ต่อมาในปี 2537 ผังเมืองรวมของ จ.สมุทรปราการ กำหนดให้ฝั่งซ้ายของ ถ.กิ่งแก้ว เป็นสีม่วง และในแผนนี้ยังเพิ่ม สนามบินสุวรรณภูมิ เข้ามาด้วย จากนั้นในปี 2544 ผังเมืองเปลี่ยนอีกครั้งเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมการบิน แต่ปัญหาคือ โรงงานไม่ได้ถูกสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขสภาพให้เหมาะสมกับความเป็นเมืองที่เพิ่มขึ้นด้วย

เพราะแม้โรงงานจะตั้งมาก่อนมีกฎหมายบังคับใช้ แต่คณะกรรมการผังเมืองสามารถสั่งระงับการประกอบกิจการ หรือให้แก้ไขปรับปรุงได้เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม อย่างไรก็ตาม “การสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขตลอดจนระงับการประกอบกิจการ ต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนด้วยเพราะโรงงานจึงไม่ได้ทำผิดอะไร” คำถามคือ “จะหา
งบประมาณที่ไหนมาใช้” ในการเยียวยาตามสิทธิของโรงงาน

“หลักการทางผังเมืองคือสมดุลและเป็นธรรม ดังนั้นคนที่ได้ประโยชน์ก็ต้องจ่ายกลับให้คนเสียประโยชน์อันเกิดจากการได้ประโยชน์ของคุณ ตามหลักการที่เดิมๆ เคยเป็นทุ่งเป็นนาแล้วได้สิทธิในการพัฒนาเพิ่มจนโรงงานนี้อยู่ไม่ได้ ที่ตอนต้นเขาอยู่มาอย่างถูกต้อง ต้องจ่ายคืนเขา ต้องหาวิธีมาจ่ายคืนเขา จะจ่ายเต็ม จ่ายบางส่วน รัฐช่วย Support (สนับสนุน) บอกว่าค้ำประกันที่ดิน ไม่เก็บภาษีที่ดิน ให้ BOI (สิทธิส่งเสริมการลงทุน) กับที่ใหม่และอื่นๆ แต่ก็ต้องมีกลไกในการจ่าย แต่เราไม่เคยมีกลไกนี้” รศ.ดร.พนิต กล่าว

รศ.ดร.พนิต กล่าวต่อไปว่า “แต่การจะไปเก็บเงินจากผู้ที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาที่ดินก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก รัฐบาลใดที่คิดทำแบบนั้นให้เป็นไปตามหลักกฎหมายคงไม่พ้นโดนประชาชนด่า แม้ว่าเงินนั้นจะไม่ได้เข้ารัฐ แต่นำไปให้ผู้ประกอบการใช้เป็นทุนปรับปรุงโรงงานให้ปลอดภัยกับชุมชนหรือย้ายโรงงานออกไปที่อื่นก็ตาม” จึงให้บทสรุปว่า ประเทศไทยเป็นแบบนี้เพราะประชาชนเป็นแบบนี้เอง

ด้าน พรสรร วิเชียรประดิษฐ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทีประเทศ “ญี่ปุ่น” เหตุการณ์ผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยสารพิษลงสู่พื้นที่สาธารณะ จนประชาชนจำนวนมากล้มป่วยด้วยโรค “มินามาตะ” ที่มีการฟ้องคดีกันหลายสิบปี จึงนำไปสู่จุดเปลี่ยนด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ “การย้ายโรงงานเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม” จนโรงงานที่ตั้งโดดๆ (Stand Alone) เหลือไม่มากนัก

รวมถึงการกำหนดผังเมืองบางจุดเป็นพื้นที่กึ่งอุตสาหกรรม โดยจำกัดประเภทของโรงงานที่อนุญาตให้ประกอบกิจการ และประชาชนที่เลือกอยู่ในพื้นที่นี้ก็จะคาดหวังกับคุณภาพชีวิตไม่สูงนักหากเทียบกับพื้นที่อื่นๆ และราคาที่ดินก็จะไม่สูงมาก “แต่รัฐเองก็ต้องลงทุนด้วย” เช่น ถมทะเลสร้างนิคมอุตสาหกรรม แล้วนำที่ดินกลับมาขายหรือแลกกับที่ดินเดิมของโรงงาน

“ที่โยโกฮามา ที่มินาโตะมิไรที่ผู้คนชอบไปเที่ยว มันเป็นโรงต่อเรือเก่า โรงซ่อมเรือใหญ่มาก ปรากฏว่าถึงวันหนึ่งอุตสาหกรรมมันไม่เหมาะที่จะอยู่ในเมือง แล้ว
จุดนั้นกลายเป็นจุดคั่นระหว่างเนื้อเมือง 2 ส่วน ศูนย์กลางเมือง 2 ส่วนซึ่งมันห่างกันอยู่ รัฐก็ทำโครงการย้ายพื้นที่อุตสาหกรรมลงไป ถมทะเลทำนิคมให้ใหม่แล้วขอแลกที่กับนิคมเดิม คือต้องให้อะไรเขาบ้างในการที่จะเข้าไปขอแลกแล้วก็เอาที่ตรงนี้ที่แลกเอากลับมาฟื้นฟูเมือง ทำให้เกิดพื้นที่เมืองสำหรับประชาชนต่อไป

อันนี้เป็นกลไกที่มันคงใช้กฎหมายบังคับอย่างเดียวไม่ได้ ไม่เช่นนั้นมันก็จะเป็นสภาพที่เราอยู่ตอนนี้ คือตราบใดที่เขาไม่ไปเขาก็จะอยู่ตรงนั้น แต่รัฐต้องดำเนินการในเชิงรุกในการหาที่หาทางให้ หรือว่ามีข้อแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่าง เพื่อให้ความเป็นไปได้ทางการเงินมันเป็นไปได้ แล้วเขาพร้อมใจที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่มีการจัดการ” พรสรร ยกตัวอย่าง

อีกด้านหนึ่ง ช่วงเย็นของวันที่ 7 ก.ค. 2564 ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ภายหลังคณะทำงานของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าเยี่ยมศูนย์พักพิงผู้อพยพจากเหตุระเบิดและเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ฯ ว่า หลังจากนี้คงจะต้องมีการหารือในระดับนโยบาย ว่าโรงงานลักษณะนี้ที่ตั้งมาก่อนมีกฎหมายบังคับใช้จะต้องทำอย่างไร ควรย้ายออกหรือไม่

หรือหากไม่สามารถย้ายได้ก็ต้องมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงเปิดเผยการใช้สารเคมีในโรงงานที่ทุกคนมีส่วนร่วมรับรู้ ดังที่เห็นจากโรงงานที่ติดตั้งระบบตรวจวัดและแสดงผลปริมาณฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ให้ผู้ที่ผ่านไป-มาได้เห็น ซึ่งเป็นนโยบายของกรมควบคุมมลพิษ ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอว่าควรมีมาตรการจูงใจให้โรงงานที่เสี่ยงอันตรายย้ายออกจากชุมชนไปเข้าอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด ยอมรับว่าทำจริงได้ยาก

“ย้ายโรงงานนี่ลำบากรัฐบาลหาเงินชดเชย และตัวผู้ประกอบการเขาอาจจะเห็นว่าเหมาะแล้ว คือที่ตรงนั้นโลจิสติกส์มันดี เขาอาจจะไม่พึงพอใจที่จะย้ายเข้าไปอยู่อีกที่หนึ่ง นึกออกไหม? เวลาตั้งโรงงานมันดูโลจิสติกส์ด้วยนะไม่ใช่นึกจะตั้งก็ตั้ง ดูเส้นทางการขนส่งด้วย ของเราก็จะมองทั้ง 2 ด้าน” ศยามล กล่าว

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2564 ว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศไม่อนุญาตให้หมิงตี้ฯ ประกอบกิจการในพื้นที่เดิม โดยต้องย้ายเข้านิคมอุตสาหกรรมและให้ยื่นขอสิทธิประโยชน์กับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวมถึงให้ตรวจสอบโรงงานลักษณะเดียวกันอีก 446 แห่งประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและกำกับดูแลให้เข้มข้นขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำขึ้นอีก

และให้มั่นใจว่าสถานประกอบการสามารถระงับเหตุได้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ความจริงทางเลือก’ น่าห่วง ซับซ้อนแก้ยากกว่าข่าวปลอม #SootinClaimon.Com

Posted on July 11, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/586468

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ความจริงทางเลือก’น่าพ่วง ซับซ้อนแก้ยากกว่าข่าวปลอม

วันเสาร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“ข่าวปลอม-ข่าวลือ (Fake News-Rumour)” แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะพบมาตั้งแต่การสื่อสารแบบดั้งเดิม เช่น จดหมายลูกโซ่ เรื่องเล่าปากต่อปาก ฯลฯ แต่ที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันเพราะการแพร่กระจายข่าวสารทำได้ง่าย เร็วและกว้างขวางผ่านเทคโนโลยีออนไลน์ จนมีข้อเสนอให้เร่งสร้างความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) กับผู้คนยุคนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาทับซ้อนเข้ามาด้วยคือ “ความจริงทางเลือก (Alternative Truth)” ที่ผู้คนจะเลือกเชื่อชุดข้อมูลที่สอดคล้องกับความชอบที่มีอยู่เดิม โดยไม่รับฟังชุดข้อมูลอื่นจากแหล่งที่ตนเองไม่ชอบ

ในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ฮาวทูรับมือข้อมูลสับสน/ข่าวสารลวงหลอกให้ถูกทาง” โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) เมื่อเร็วๆ นี้ เทพชัย หย่อง สื่อมวลชนอาวุโส ที่ปรึกษาสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ข่าวปลอมเรื่องสุขภาพ (เช่น ยา) แม้จะเกี่ยวกับความเป็น-ความตาย แต่ยังแก้ไขได้หากมีผู้เชี่ยวชาญมาอธิบายข้อเท็จจริง แต่ที่น่าเป็นห่วงคือข่าวปลอมที่เป็นประเด็นทางการเมือง เพราะมีผลในระยะยาวและไม่สามารถหักล้างด้วยข้อเท็จจริงได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาในหลายประเทศ รวมถึงประเทศที่เชื่อกันว่าก้าวหน้าในการรับรู้ข่าวสารอย่าง สหรัฐอเมริกา

“ถ้าคนเลือกที่จะไม่เชื่อมันก็คือไม่เชื่อ ข้อเท็จจริงมีมากแค่ไหนมันก็ไม่มีความหมาย เพราะตอนนี้มันเป็นอย่างที่เรามีศัพท์ที่เราเห็นกัน คำว่าดูมสโครลลิง (Doomscrolling) แปลว่าการที่ใครเข้าไปในออนไลน์เพื่อจะไปหาข้อมูลที่ตอกย้ำหรือยืนยันความเชื่อของตัวเองที่มีอยู่แล้ว แล้วก็ปิดกั้นทุกอย่างที่จะไม่ไปรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่มาจากแหล่งอื่นที่ตัวเองไม่ชอบหรือไม่เชื่อว่ามันจะสอดคล้องกับความเชื่อของตัวเอง”เทพชัย กล่าว

เทพชัย กล่าวต่อไปถึงคำว่า “ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory)” ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะระยะยาวจะนำไปสู่การสร้างความขัดแย้งและเกลียดชัง “แต่หากจะให้รัฐบาลมีบทบาทมากขึ้น คำถามคือรัฐบาลควรมีบทบาทเพียงใด เพราะหากรัฐบาลเองไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ ยิ่งมีบทบาทมากคนก็ยิ่งไม่เชื่อ” เช่น มีตัวอย่างใน ฟิลิปปินส์ หรือประเทศที่ไกลออกไปจากอาเซียนอย่าง อินเดีย ข้อมูลที่รัฐบาลแถลงได้รับความเชื่อถือจากประชาชนน้อยกว่าข่าวลือ

พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์ รองผู้กำกับ กลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เนต บก.ตอท.บช.สอท. บอกเล่า ประสบการณ์ที่เคยไปทำงานในประเทศเฮติ เมื่อปี 2553 ซึ่งเพิ่งเผชิญภัยพิบัติแผ่นดินไหวมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และยังมีเคราะห์ซ้ำด้วยการระบาดของอหิวาตกโรค โดยเฮติเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนเป็นอันดับต้นๆ ของโลกประชากรราวร้อยละ 80 ไม่รู้หนังสือ

ด้วยความที่เป็นโรคใหม่สำหรับชาวเฮติ ทำให้เกิดข่าวลือว่าโรคนี้มาจากประเทศเนปาล เพราะเป็นเชื้อแบบเดียวกับที่พบที่นั่น โดยระบาดมาผ่านทางทหารชาวเนปาลที่อยู่ในกองกำลังรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่มาปฏิบัติภารกิจในเฮติ ส่งผลให้ไม่ว่ารัฐบาลและ UN จะพูดอะไรชาวเฮติก็ไม่เชื่อ โดยมีทฤษฎีสมคบคิดว่า มีการปล่อยให้เกิดโรคระบาดขึ้นเพื่อเปิดทางให้นำกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามาในประเทศ และทหารก็จะมีรายได้

“ตอนนั้นต้องยอมรับว่า บทบาทของ NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) และภาคประชาสังคมค่อนข้างจะเข้มแข็ง ความเป็นกลางของเขามันทำให้สิ่งที่เขาสื่อสารไปประชาชนรับฟัง แล้วอีกอย่างคือผู้นำทางศาสนาก็มีบทบาทสำคัญในประเทศยากจน เพราะการเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีแน่นอน โดยเฉพาะในปี 2010 (2553) มันเข้าถึงสื่อยากแล้วก็ไม่มีสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ถ้ามีมากสุดคือเหมือนโนเกีย 3310 ส่ง Message (ข้อความ) อะไรกันไป อย่างที่บอกประชากรอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มันก็จะเป็นปัญหา” พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อมระบุ

พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อม เล่าต่อไปว่า ในเวลานั้นการสื่อสารกับชาวเฮติจะใช้วิธีประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงตามพื้นที่ต่างๆ เช่น ตลาด รถโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ แต่เข้าถึง จากเดิมที่ชาวเฮติมักขับถ่ายปัสสาวะ-อุจจาระตรงไหนก็ได้แม้แต่ข้างถนนทำให้สุขอนามัยไม่ดีเป็นสาเหตุการระบาดของอหิวาตกโรคก็นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อนึ่ง ความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลก็ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในด้านอื่นๆ เช่น หญิงตั้งครรภ์ไม่นิยมไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาลแต่ตลอดเองที่บ้าน ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของแม่และทารกค่อนข้างสูง

ขณะที่ ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงท่าทีของผู้มีอำนาจ เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ มักโจมตีสื่อที่ตนเองไม่ชอบว่าเป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอม หรือบทบาทหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่แก้ไข (Debunk) เมื่อเกิดข่าวปลอม ข่าวที่ถูกแก้ออกมาอาจไม่ถูกมองว่าจริงหรือเท็จ แต่เป็นข้อมูลอีกชุด (Version of Information) ที่ทำให้ผู้มีอำนาจได้ประโยชน์

“Disinformation (การบิดเบือน) คาบเกี่ยวอยู่บนความจริงและไม่จริง-เท็จและไม่เท็จ มันก็ขึ้นอยู่กับ Version of Truth (ชุดของความจริง) หรือ Version of Information (ชุดของข้อมูล) ถูกนำมาสนับสนุน Claim (อ้าง) ว่าอะไรจริง-ไม่จริง มันมาจากใคร มันอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวความจริง มันอยู่ที่ว่าใครพูด ใครเสียงใหญ่หรือใครทำให้คนเชื่อถือได้มากกว่ากัน” ศ.ดร.พิรงรอง กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างภาพ “rabbit–duck illusion” ขึ้นมาประกอบ โดยเป็นภาพที่ศิลปินวาดให้มองเห็นได้ทั้งภาพเป็ดและภาพกระต่าย

อีกด้านหนึ่ง พิชญ์วดี กิตติปัญญางาม ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร Arkki ประเทศไทย กล่าวถึงการประเมินความรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งวัดจาก 3 ปัจจัยคือ 1.เสรีภาพสื่อ (Media Freedom) เช่น หากประเทศมีเสรีภาพสื่อสูงแล้วผู้คนไม่หลงเชื่อข่าวปลอมแสดงว่ามีความรู้เท่าทันสื่อสูง 2.คุณภาพการศึกษา (Education Quality) เช่น การสอบที่เป็นสากลอย่าง PISA จะมีวิชาการอ่านเพื่อทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์ ซึ่งพบว่า คนที่สามารถอ่านอะไรยาวๆ ได้ จะมีภูมิต้านทานต่อข่าวปลอมสูงกว่าคนที่อ่านเพียงไม่กี่บรรทัดแล้วสรุป

และ 3.ความไว้วางใจกันของผู้คน (Trust in People) ซึ่งแต่ละสังคมจะแตกต่างกัน เช่น ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย อาทิ สวีเดน ฟินแลนด์ ประชาชนค่อนข้างเชื่อมั่นในศูนย์ข่าวของรัฐ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าประเทศเหล่านี้สร้างขึ้นมาบนความไว้วางใจซึ่งกันและกันแม้กระทั่งครูยังไม่มีระบบประเมินผลการสอน หรือการทุจริต (Corruption) ก็เป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อความไว้วางใจ โดยประเทศที่มีปัญหาการทุจริตต่ำคะแนนความรู้เท่าทันสื่อก็จะสูง หรือสังคมที่ไม่เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อมั่นในสื่อมวลชน คะแนนความรู้เท่าทันสื่อก็จะน้อย

“ความสัมพันธ์ระหว่าง Corruption (การทุจริต) กับ Media Literacy (ความรู้เท่าทันสื่อ) สัมพันธ์กันอย่างนี้เลย ประเทศที่ Corruption น้อยที่สุด คือ Clean (สะอาด) มากๆ ฟินแลนด์อยู่อันดับต้นๆเลยมี Trust (ความไว้วางใจ) เยอะ ทำให้ Media Literacy เขาออกมาสูงด้วยเช่นกัน” พิชญ์วดียกตัวอย่าง

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,855,302 hits

Join 4,134 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ - ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ
สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล
แห่ฟังล้นเวที! จูรี​ ปราศรัยใหญ่​ เมืองคอน​ ขอโทษประชาชนแทนปชป.ในอดีต
ขอความเป็นธรรมหมอสุภัทร เครือข่าย ขสช.ร้องบวรศักดิ์ วอน ก.พ.เรียกสอบใหม่
คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568
ธรรมนัส นำทัพกล้าธรรมเปิดศึกโค้งสุดท้าย ประกาศพลิกปทุมธานีสู่ยุคใหม่
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ

Recent Posts

  • ‘ต้นข้าว สุปรียา’รับรางวัลรัวๆ”ผอ.สมพงษ์“สุดภูมิใจลูกศิษย์ สร้างชื่อเสียงให้ จ.กาญจนบุรี
  • เปิดใจ ‘เจมส์–ครูก้อย’ จากคนมีบุตรยาก ตอนนี้ตั้งครรภ์ 6 เดือน เผยชื่อมงคลลูกคนที่ 2
  • ยศชนันออนทัวร์นครพนม อ้อนขอแลนด์สไลด์4เขต ล้างหนี้-ค่าไฟ3.70 มัดใจชาวอีสาน
  • โค้งสุดท้ายส้มโหนเจ้า! ไอซ์ รักชนก แชร์ภาพเท้ง 7 ปีที่แล้ว สวมเสื้อเหลืองร่วมกิจกรรมจิตอาสา
  • อรรถวิชช์ อัดกกต.ไม่รอบคอบ เผยเลือกตั้งล่วงหน้ามีคนลงทะเบียนสำเร็จแต่ใช้สิทธิไม่ได้

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d