Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘คนจนเมือง-แรงงานข้ามชาติ’ จุดเปราะบางคุมโควิด ‘มหานคร’ #SootinClaimon.Com

Posted on July 3, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/584793

สกู๊ปแนวหน้า : ‘คนจนเมือง-แรงงานข้ามชาติ’ จุดเปราะบางคุมโควิด‘มหานคร’

วันเสาร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“เมือง” สถานที่ที่คนมาอยู่อาศัยรวมกัน เมืองมีความสำคัญในฐานะ “พื้นที่เศรษฐกิจ” จากแหล่งงานอาชีพที่หลากหลาย แต่ในยามเกิดภัยพิบัติ เมืองก็อาจกลายเป็น “จุดเปราะบาง” เสียหายได้ง่าย ดังปัจจุบันที่โลกเผชิญสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เมืองใหญ่หลายแห่งรวมถึง กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งด้านสุขภาพจากปัจจัยที่เอื้อต่อการระบาด เช่น การมีผู้คนอยู่อย่างแออัดหนาแน่น และทั้งด้านเศรษฐกิจที่กิจการต่างๆ ต้องถูกปิดเพื่อสกัดไม่ให้โรคระบาด นำไปสู่ปัญหาการว่างงาน

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนาเรื่อง “มหานครโควิด-19 ชะตากรรมคนจนเมือง” หยิบยกสถานการณ์โควิด-19 ในชุมชนแออัดและผลกระทบกับประชากรทั้งที่เป็นคนไทยและแรงงานข้ามชาติ (หรือต่างด้าว) ที่ทำมาหากินอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มาพูดคุย อาทิ นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากที่เคยทำงานกับชุมชนได้ข้อมูลว่าแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะที่ผิดกฎหมายเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคระบาด และเมื่อสอบถามไปยังฝ่ายนโยบายก็ได้รับคำชี้แจงว่ามีงบประมาณควบคุมโรคในกลุ่มนี้

แต่มีความท้าทายสำคัญคือ 1.งบประมาณจะไปถึงคนกลุ่มดังกล่าวได้อย่างไร กับ 2.ทำอย่างไรจะทำให้สังคมเข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้งบประมาณไปดูแลคนกลุ่มนี้ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องออกแบบระบบสาธารณสุขในเขตเมืองกันใหม่ เป็นระบบที่ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง แลกเปลี่ยนแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อการสอบสวนโรคอย่างครอบคลุมและควบคุมโรคอย่างทั่วถึง

เช่นเดียวกับ นภนาท อนุพงศ์พัฒน์ ผู้อำนวยงานมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา เปิดเผยว่า คนในชุมชนก็มีเสียงสะท้อนเรื่องนี้เช่นกัน เพราะแรงงานต่างด้าวเช่าที่พักอาศัยในชุมชนโดยเฉพาะชุมชนแออัด ดังนั้นจึงมีคำถามว่า ควรมีวิธีคิดอย่างไรในการดำรงอยู่ของคนกลุ่มนี้ ซึ่งอยู่ในชุมชนในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก จะนับคนกลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างไร เช่น ระบบทะเบียน ระบบสวัสดิการ

ด้าน วรรณา แก้วชาติ ผู้ประสานงานโครงการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กล่าวเสริมว่า นอกจากแรงงานต่างด้าวแล้วยังมีคนไทยอีกประมาณ 4-5 แสนคน ซึ่งมีปัญหาสถานะทางทะเบียน ตลอดจนผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้วไม่มีที่ไปและไม่ได้ทำบัตรประชาชน คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก อาทิ ในกรุงเทพฯ มีคนติดทะเบียนบ้านกลางราว 2 หมื่นคน ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใดต้องนำเงินภาษีไปดูแลคนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ประชากรกลุ่มเหล่านี้ด้วย ก็ต้องบอกว่าคนเหล่านี้เขาก็ทำงานและจับจ่ายใช้สอยเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในสังคม

ขณะที่ สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ให้ความเห็นว่า หากรัฐมีงบประมาณเพียงพอ ควรฉีดวัคซีนให้กับทุกคนในชุมชนที่ฉีดได้ ไม่ต้องกำหนดไว้เพียงร้อยละ 70 ของชุมชน เพราะแม้วัคซีนจะไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่อย่างน้อยก็สามารถลดอาการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อได้ ขณะที่การสอบสวนโรค ที่ผ่านมาทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่สามารถติดตามกลุ่มเสี่ยงได้ครบถ้วนอย่างรวดเร็ว ทำให้มีข่าวการระบาดเป็นกลุ่มก้อน หรือคลัสเตอร์ (Cluster) ใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ในกรุงเทพฯ ควรมีทีมสอบสวนโรคอย่างน้อย 200 ทีม และต้องเข้าถึงอย่างรวดเร็วในพื้นที่ความเสี่ยงสูง เช่น ชุมชนแออัดย่านคลองเตย ไม่ควรปล่อยให้ผู้ติดเชื้ออยู่ในชุมชนเป็นเวลานานแพราะเสี่ยงต่อการทำให้เชื้อแพร่กระจาย ขณะเดียวกัน รัฐอาจใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนควบคู่ไปกับการควบคุมโรคด้วยก็ได้ เช่น ให้คนที่ตกงานมาทำงานส่งอาหารและน้ำกับคนที่ต้องกักตัว เป็นต้น โดยให้คนในชุมชนร่วมกันคิดว่าในชุมชนของตนจะทำโครงการอะไรเพื่อดูแลคนในชุมชนด้วยกันเองก่อนนำเสนอให้รัฐอำนวยการสนับสนุน

ส่วนประเด็นแรงงานต่างด้าวทั้งถูกและผิดกฎหมาย สมชัย กล่าวว่า ไม่ว่าในแง่มนุษยธรรมหรือการควบคุมโรค ย่อมไม่อาจเว้นคนกลุ่มนี้ได้ แต่รัฐบาลอาจกังวลกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนที่มองว่าเหตุใดต้องนำเงินภาษีของคนไทยไปซื้อวัคซีนฉีดให้แรงงานเหล่านั้นด้วย นำมาสู่นโยบายแบบหลับตาข้างหนึ่ง คือไม่โฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าจะฉีดให้แรงงานต่างด้าว แต่เมื่อมาขอก็จะฉีดให้ จึงมองว่านโยบายไปไม่สุดทาง

“ผมคิดว่ามันต้องการการประกาศนโยบายอย่างชัดเจนกว้างขวาง ว่านี่คือกลุ่มที่เราจะดูแลด้วย และดีไม่ดีอาจจะต้องดูแลก่อนด้วยซ้ำ เพราะถ้าเกิดเขามีพฤติกรรมซึ่งนำไปสู่การระบาดมากกว่า อันนี้ยิ่งจะต้องได้ Priority (ความสำคัญ) ด้วยซ้ำ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่ารัฐบาลต้องเอาให้ชัดว่ามีนโยบายอย่างไรกันแน่ ประกาศให้ชัดเจนแล้วก็ทำตามนั้นด้วย” ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI กล่าว

รศ.ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงโครงการทดลองที่ทำร่วมกับชุมชน ซึ่งพบว่า คนในชุมชนมีบทบาทมากในการจัดทำข้อมูลในเชิงป้องกันโรค เช่น วิถีชีวิตเสี่ยงของคนในชุมชนไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติ ที่พักอาศัยที่โครงสร้างทางกายภาพเสี่ยงต่อการระบาดของโรค อาทิ การระบายอากาศทำได้ไม่ดี ถึงขั้นที่เคยชวนคณะทำงานจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมออกแบบและทำความเข้าใจกับเจ้าของอาคารให้เช่าที่เป็นจุดเสี่ยง

อนึ่ง พัฒนาการของระบบสาธารณสุขเริ่มมาจากชนบท แต่ปัญหาในปัจจุบันเกิดขึ้นในมหานครที่มีความซับซ้อนมาก คนทำงานด้านนี้จึงต้องเก่งขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากใน 1 ชุมชนมีหลายชุมชนย่อยแต่ไม่มีข้อมูล ที่สำคัญคือระบบสาธารณสุขต้องให้คนมีส่วนร่วม ซึ่งน่าชื่นชมสำหรับหลายชุมชน แต่ที่ต้องเพิ่มเติมคือความเข้าใจตั้งแต่ลักษณะของเชื้อโรค การรักษาไปจนถึงการฉีดวัคซีน เพื่อแก้ปัญหาข่าวลวง ข่าวลือและข่าวชวนงง

“ข้อมูลที่ส่งมาคนในพื้นที่ไม่เข้าใจ เช่น มาตรการบอกว่าต้องเข้าไปอยู่โรงพยาบาล รักษาตัว 14 วัน ถึงจะกลับมาได้ แต่มาตรการนี้ในทางการแพทย์เขาก็จะบอกว่าให้นับตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน แต่คนในชุมชนไม่มีข้อมูลตรงนั้น ก็เกิดการโวยวายขึ้นมาว่าแล้วทำไมปล่อยมาก่อน ระบบไม่ดีนะ ตอนนี้คณะสาธารณสุขเราเข้าไป นอกจากจะเก็บข้อมูลมองเห็นสถานการณ์จริงแล้ว เรายังเป็นตัวเชื่อมในการอธิบายข้อมูลทางการแพทย์ ทางการสาธารณสุขให้ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นไปได้” รศ.ดร.ชะนวนทอง ระบุ

ปิดท้ายด้วย ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กล่าวว่า สิ่งที่ต้องตั้งต้นก่อนคือเรื่องของ “สิทธิที่จะอยู่ในเมือง” ในสถานการณ์โรคระบาดทุกคนมีสิทธิที่จะอยู่ในเมือง ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีหรือไม่มีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านในเมืองนั้น เพราะทุกคนมีส่วนร่วม
พัฒนาเมือง หากตั้งต้นจากจุดนี้ก็จะนำไปสู่การดูแลประชากรกลุ่มต่างๆ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาชุมชนไม่อาจทำได้เพียงการนำสิ่งของไปแจกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำความเข้าใจ

เช่น คนในชุมชนมีแหล่งงานอยู่ที่ใด รายได้มาจากไหนมีส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่บริเวณนั้นอย่างไร ซึ่งคนในชุมชนเป็นแรงงานบริการให้กับคนอีกจำนวนมากในสังคม อาทิ ชุมชนคลองเตยกับย่านสุขุมวิท ความเกี่ยวโยงนี้นำไปสู่การพูดเรื่องเมืองแบ่งปัน (Sharing City) และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่จะไม่ได้เห็นเฉพาะข้อมูลผู้ป่วย แต่เป็นข้อมูลซับซ้อน ทั้งการสร้างประโยชน์ให้กับเมือง ผลกระทบ ความเปราะบาง สถานะของแต่ละคนในพื้นที่นั้นฯลฯ หากไม่มีข้อมูลเหล่านี้ย่อมไม่สามารถวางแผนการพัฒนาทั้งสุขภาพ เมืองและเศรษฐกิจได้

“เรื่องบ้านเช่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเราไม่ทำเรื่องนี้เราจะสร้าง Balance (สมดุล) เรื่องบ้านกับงานไม่ได้ ตอนนี้เห่อกันเรื่องสร้าง TOD (Transit Oriented Development-การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน) การสร้างชุมชนตามสาธารณะ แต่ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือคุณพูดแต่เรื่องรถไฟฟ้ากับที่พักอาศัย แต่คุณไม่พูดว่าคนจำนวนมากเขาจะอยู่อย่างไร แล้วเรื่องนี้มันสำคัญเพราะเราไม่มีข้อมูล ไม่มีนโยบาย

แล้วบ้านเช่ามันมีหลายระดับ แล้วมันเป็นจุดเปราะบางทุกเรื่อง ตั้งแต่แรงงานต่างด้าว คนรวย-คนจนถ้าเขาถูกกระทบจากเศรษฐกิจ เขาก็ต้องลดระดับมาตรฐานบ้านเช่าเขาลงเรื่อยๆ จากเช่าบ้านแพงมาสู่บ้านถูก แล้วสุดท้ายก็ออกไปเป็นคนไร้บ้านได้ด้วย” ผศ.ดร.พิชญ์ ยกตัวอย่างหนึ่งในข้อมูลของเมืองที่ภาครัฐจำเป็นต้องมี แต่ในความเป็นจริงนั้นขาดหายไป

ผศ.ดร.พิชญ์ ยังกล่าวถึงประเด็นบ้านเช่าไว้อีกว่าในต่างประเทศการไล่ผู้เช่าออกจากที่พักอาศัยไม่สามารถทำได้โดยง่าย และการขึ้นค่าเช่าก็มีขั้นตอน ซึ่งในประเทศไทยก็ต้องหาแนวทางที่ยืดหยุ่น โดยท้องถิ่นต้องเข้ามาดูเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่น เมื่อมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ต้องพิจารณาด้วยว่าแล้วคนจนจะอยู่อย่างไร จะชดเชยอย่างไร มากกว่าเพียงการไล่รื้อ เพราะดีกว่าที่จะให้คนหลุดออกไปเป็นคนไร้บ้าน หรือเข้าไปสู่แวดวงอาชญากรรม

อันเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : กระทบทั่วถึงแต่ไม่เท่ากัน ตลาดแรงงานไทยยุคโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on June 27, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/583227

สกู๊ปแนวหน้า : กระทบทั่วถึงแต่ไม่เท่ากัน  ตลาดแรงงานไทยยุคโควิด

สกู๊ปแนวหน้า : กระทบทั่วถึงแต่ไม่เท่ากัน ตลาดแรงงานไทยยุคโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ยังคงอยู่ที่งานสัมมนาวิชาการประจำปี 2564 EconTU Symposium ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ “ก้าวต่อไปเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน” โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากที่นำเสนอไปแล้ว 2 ตอน (พฤหัสบดีที่24 มิ.ย. และเสาร์ที่ 26 มิ.ย. 2564) ว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการส่งออกตามลำดับ ส่วนในฉบับนี้ เป็นการสรุปการบรรยายของผศ.ดร.แก้วขวัญ ตั้งติพงศ์กูล กลุ่มเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์ นวัตกรรม และการพัฒนา (HIDE) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในงานวิจัยหัวข้อ “โลกคู่ขนานของตลาดแรงงานไทยในช่วงโควิด-19” โดยใช้ข้อมูลกำลังแรงงาน (Workforce)ระหว่างปี 2554-2563 และข้อมูลไตรมาสที่ 2 ของปี 2561-2563

เพื่อวิเคราะห์จำนวนแรงงาน ระยะเวลาการหางาน กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ชั่วโมงการทำงาน ตลอดจนผลกระทบของแรงงานจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 8 ว่าด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจและการมีงานทำ โดยช่วงไตรมาส 1-2/2563ที่เริ่มมีการระบาดเกิดขึ้น พบจำนวนผู้มีงานทำลดลงและคนว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ขณะที่การหางานในช่วงไตรมาส 1-3/2563พบจำนวนผู้ที่สามารถหางานทำได้ในเวลาไม่เกิน 1 เดือนลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสถานการณ์โรคระบาด

“เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2554-2563 Pattern (รูปแบบ) ของจำนวนลูกจ้างและจำนวนค่าจ้างมี Pattern ที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆและเป็น Pattern ที่แปรตามสภาพไตรมาสที่คล้ายคลึงกัน จำนวนลูกจ้างถ้าเรามองลึกเข้าไปมันเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่ดีหรือไม่ดีในช่วงเวลาต่างๆ เราจะเห็นได้ว่าถ้าเศรษฐกิจดี จำนวนลูกจ้างและชั่วโมงการทำงานจะเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ถ้าเศรษฐกิจถดถอยจำนวนลูกจ้างและชั่วโมงการทำงานก็จะลดลงไปตามสภาพของเศรษฐกิจตรงนั้น” ผศ.ดร.แก้วขวัญ กล่าว

แม้วิกฤติไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อแรงงานทุกกลุ่ม แต่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงคือแรงงานที่มีวุฒิไม่ถึงระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรีขึ้นไป) ที่พบว่าค่าประมาณค่าจ้างรายเดือนลดลง ขณะที่เมื่อแบ่งตามกลุ่มอาชีพ พบว่า ค่าประมาณค่าจ้างรายเดือนลดลงในกลุ่มพนักงานบริการและผู้จำหน่ายสินค้า เกษตรกรและชาวประมง ช่างฝีมือ รวมถึงผู้ประกอบอาชีพงานพื้นฐาน

ผศ.ดร.แก้วขวัญ ระบุว่า ข้อค้นพบนี้ไม่ต่างจากในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่พบว่า ผู้ที่ทำงานซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง สามารถทำนอกสถานที่ได้ (อาทิ ทำที่บ้าน-Work from Home) กับผู้ที่แม้จะทำงานที่ไม่สามารถทำนอกสถานที่ได้แต่เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญ จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 น้อยกว่าผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่มีความยืดหยุ่นต่ำหรือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญน้อยกว่า

ในการวิเคราะห์โดยแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม สำหรับประเทศไทยพบว่า ค่าประมาณค่าจ้างรายเดือนเพิ่มขึ้นในแรงงานกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินและประกันภัย กับกลุ่มอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ ตรงข้ามกับแรงงานในกลุ่มเกษตร ป่าไม้ ประมง ก่อสร้าง ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร การบริหารและบริการสนับสนุน ศิลปะ บันเทิงและนันทนาการ รวมถึงกิจกรรมบริการด้านอื่นๆ ที่พบว่าค่าประมาณค่าจ้างรายเดือนลดลง

ส่วนความช่วยเหลือของรัฐบาลในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่า “ระยะเร่งด่วน”เช่น มาตรการช่วยเหลือด้านรายจ่าย ที่พบว่ารัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือแรงงานกลุ่มต่างๆ อาทิ ใช้ช่องทางของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ช่วยพักหนี้เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงสูง ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับรัฐไว้

ขณะที่ กระทรวงการคลัง ออกหลากหลายมาตรการ ตั้งแต่เราไม่ทิ้งกัน-เราชนะ (สำหรับแรงงานนอกระบบ) คนละครึ่ง ยืดระยะเวลาการจ่ายภาษีประจำปี ส่วน กระทรวงแรงงาน ออกมาตรการ ม33เรารักกัน (สำหรับแรงงานในระบบประกันสังคม มาตรา 33)ส่วนมาตรการใน “ระยะยาว” มีข้อเสนอเชิงนโยบายคือ “สร้างความยืดหยุ่นในตลาดแรงงาน” คือการสร้างศักยภาพให้กับกลุ่มตลาดแรงงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การศึกษาต้องเป็นรูปแบบใด ด้านนายจ้างก็ต้องปรับตัว อาทิ นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาโดยมีภาครัฐขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญต่อตลาดแรงงาน

“การสร้างความยั่งยืนให้กับตลาดแรงงานไทย นำประเทศไทยไปสู่ทิศทางที่ดี ต้องประกอบด้วย 3 ส่วนคือภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ตลาดแรงงานไทยมีความยั่งยืน จะสามารถ Achieve (บรรลุ) ในเรื่องหลักการของการพัฒนาที่ยั่งยืนได้” ผศ.ดร.แก้วขวัญ กล่าวในท้ายที่สุด


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มอง ‘ส่งออก’ ก่อน-หลังโควิด ‘ไทย’ ยังดี..แต่มีที่ต้องปรับปรุง #SootinClaimon.Com

Posted on June 26, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/583045

สกู๊ปแนวหน้า : มอง‘ส่งออก’ก่อน-หลังโควิด  ‘ไทย’ยังดี..แต่มีที่ต้องปรับปรุง

สกู๊ปแนวหน้า : มอง‘ส่งออก’ก่อน-หลังโควิด ‘ไทย’ยังดี..แต่มีที่ต้องปรับปรุง

วันเสาร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากส่งผลกระทบด้านสุขภาพแล้วยังลามไปถึงด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคบริการและท่องเที่ยวที่กิจการจำนวนมากต้องปิดตัวลงจากมาตรการจำกัดการเดินทางเพื่อตัดวงจรโรคระบาด อย่างไรก็ตาม “การส่งออก” ก็เป็นอีกภาคส่วนของเศรษฐกิจที่มีการตั้งคำถามว่าได้รับผลกระทบบ้างหรือไม่ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ มีการบรรยายเรื่อง “ความอยู่รอดของการส่งออกของไทยหลังการแพร่ระบาดของโควิด” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2564 EconTU Symposium ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ “ก้าวต่อไปเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน” โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผศ.ดร.อลงกรณ์ ธนศรีธัญญากุล กลุ่มวิจัยความสามารถในการแข่งขัน (ICRC) คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้ทำงานวิจัยเรื่องนี้ กล่าวว่า ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19ผลักดันให้เกิดการกระจายการส่งออกเพิ่มขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงในการส่งออก แม้จะยังไม่มีผลการศึกษาที่ชี้ว่านโยบายนี้ตอบโจทย์มาก-น้อยเพียงใด ซึ่งสำหรับประเทศไทย จำเป็นต้องตอบคำถาม 3 ข้อคือ

1.ปัจจุบันไทยกระจายการส่งออกมาก-น้อยเพียงใด? หากปัจจุบันทำอยู่มากแล้ว นโยบายนี้ก็จะทำได้ยากขึ้น 2.ที่ผ่านมาแนวโน้มความอยู่รอดการส่งออกของไทยเป็นอย่างไร? การเข้าใจเรื่องนี้อย่างดีจะทำให้คาดการณ์ได้ว่าในยุคหลังโควิดทิศทางการส่งออกของไทยควรจะเป็นอย่างไร และ 3.อะไรเป็นปัจจัยกำหนดความอยู่รอดการส่งออกของไทย? หากเข้าใจเรื่องนี้ก็จะสามารถออกแบบนโยบายการส่งออกได้

เมื่อดูสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในโลกผ่านงานศึกษาต่างๆพบว่า 1.สินค้าส่งออกใหม่ๆ จะหายจากตลาดไปในเวลาเพียงไม่กี่ปี เช่น สินค้าจากประเทศอื่นๆ ที่ส่งไปสหรัฐอเมริกา จะมีเวลาอยู่รอดเพียง 2-4 ปีเท่านั้น เช่นเดียวกับแคนาดา บริษัทส่งออกมีแนวโน้มหยุดส่งออกภายในระยะเวลาเพียง 12 เดือน หรือแม้แต่สินค้าที่เคยส่งออกมาตลอดในประเทศหนึ่งกลับไม่ได้ส่งออกอีกเลย กับ 2.ประเทศต่างๆ เผชิญความไม่มีเสถียรภาพของสินค้าที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงตลอดเวลา สินค้าที่เคยมีความสามารถในการแข่งขันสูงนั้นอาจสูญเสียความสามารถได้รวดเร็ว

“ปัจจัยกำหนดความอยู่รอดของสินค้าส่งออก มันก็มีงานศึกษาที่พบว่า เช่น ประสบการณ์ในการส่งออกขนาดเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า สินค้าที่อยู่ในเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ แล้วก็สิ่งแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีมันเป็นปัจจัยทางบวกที่ทำให้ความอยู่รอดของการส่งออกเพิ่มขึ้น ในขณะที่อีกประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลกันคือ Exchange Rage (อัตราแลกเปลี่ยน) ที่มันผันผวน มันกระทบต่อความอยู่รอดไหม?” ผศ.ดร.อลงกรณ์ ระบุ

วิธีการศึกษานั้นใช้ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศจากฐานข้อมูล UNCOMTRADE ระหว่างปี 2543-2563 ยกกลุ่มตัวอย่าง 7 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) คือ ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และกัมพูชา และประเทศใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างจีนพบว่า 1.ไทยมีการกระจายการส่งออกค่อนข้างสูง โดยใกล้เคียงกับสิงคโปร์และมาเลเซีย ดังนั้นปัจจุบันโอกาสกระจายการส่งออกของไทยน่าจะทำได้ยาก เพราะทุกวันนี้ไทยมีสินค้าส่งออกเกือบ 2,700 รายการ จากทั้งหมดของรายการสินค้าที่เป็นไปได้ 3,100 รายการ

2.จีนเป็นประเทศที่อยู่รอดอย่างมากในการส่งออกจากมูลค่าการส่งออกที่สูง แต่ไทยก็ยังอยู่ในกลุ่มที่อยู่รอดเช่นกัน โดยมีมูลค่าการส่งออกใกล้เคียงกับสิงคโปร์และมาเลเซีย 3.ในบรรดาประเทศที่อยู่รอดด้านการส่งออก จีนนั้นเป็นอันดับหนึ่ง เพราะมีสินค้าที่อยู่รอดได้เกิน 5 ปีมากกว่าร้อยละ 50 ส่วนไทยนั้นเป็นอันดับ 2 และเวียดนามอันดับ 3 อย่างไรก็ตาม ความเป็นอันดับ 2 ของไทยนั้นอยู่ใกล้จีนมากกว่าใกล้เวียดนาม หมายถึงไทยมีโอกาสอยู่รอดในการส่งออกมากกว่ากลุ่มตัวอย่างอื่นๆ ที่เหลือ 4.สินค้าในเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ (GPN) มีโอกาสอยู่รอดในการส่งออกมากกว่าสินค้านอกเครือข่าย แต่ไม่ว่าจะเป็นสินค้า GPN หรือไม่ จีนกับไทยก็ยังเป็นอันดับ 1และ 2 ตามลำดับ

5.ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ไทยไม่ได้รับผลกระทบด้านการส่งออกมากนัก แต่ในอนาคตก็ยังต้องติดตามกันต่อไป 6.สิ่งแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีขึ้นส่งผลให้ความอยู่รอดในการส่งออกเพิ่มขึ้นเช่น ความง่ายในการประกอบธุรกิจ ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ขนาดของประเทศคู่ค้า ฯลฯ ในทางกลับกัน พบว่า ระยะทาง ประสบการณ์ส่งออก มูลค่าการส่งออกเริ่มต้นและช่วงเวลาหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2551 (วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์) ทำให้โอกาสอยู่รอดในการส่งออกลดลง โดยเฉพาะระยะทางยังเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ส่งออก นอกจากนี้ยังพบว่า ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีผลต่อความอยู่รอดในการส่งออก

“สรุปเป็น 3 ประเด็น ประการแรก ความอยู่รอดในการส่งออกของประเทศไทยยังอยู่ระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ประการที่สอง อัตราความอยู่รอดของสินค้าส่งออกต่างๆ มีความแตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้ภาครัฐควรทำความเข้าใจให้ดี โดยที่สินค้า GPN จะมีอัตราความอยู่รอดสูงกว่าสินค้าอื่นๆ และประการสุดท้าย ในช่วงเกิดโควิดเรายังไม่พบว่าไทยเผชิญกับปัญหาความเสี่ยงของความล้มเหลวในการส่งออกอย่างชัดเจน ตรงนี้มันยังเป็น Sign (สัญญาณ) ที่ดีอยู่ แต่ไม่แน่ใจว่า Sign นี้มันจะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน”ผศ.ดร.อลงกรณ์ กล่าว

ผศ.ดร.อลงกรณ์ ยังฝากข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1.นโยบายกระจายการส่งออกแม้ทำได้แต่มีโอกาสสำเร็จน้อย เนื่องจากที่ผ่านมาไทยกระจายการส่งออกอย่างสูงอยู่แล้ว ประกอบกับในอนาคตการแข่งขันจะรุนแรงขึ้น ดังนั้นผู้ตัดสินใจควรเป็นภาคเอกชน โดยมีภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก การชี้นำของภาครัฐนำมาซึ่งความเสี่ยง เพราะหากล้มเหลวก็ไม่สามารถเข้าไปแบกรับความเสี่ยงของภาคเอกชนได้

2.ไทยควรเร่งปรับปรุงและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการลดอุปสรรคและต้นทุนการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอนาคต ซึ่งข้อเสนอนี้มีที่มาจากการจัดอันดับประเทศที่มีความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยธนาคารโลก (World Bank)ที่จัดอันดับในปี 2563 พบว่า แม้คะแนนในภาพรวมจะอยู่ในอันดับ 21 หรือค่อนข้างดี แต่คะแนนด้านการค้าข้ามพรมแดน (Trading Across Border) ไทยอยู่เพียงอันดับ 62 ถือว่าค่อนข้างต่ำ

“ในช่วงเวลาที่มันเกิดโควิด มันน่าจะเป็นเวลาที่เราควรจะเตรียมความพร้อม และพยายามฉกฉวยโอกาสให้ได้มากที่สุด เพื่อที่เวลาเมื่อโควิดจบลงไป เราก็จะได้เสริมในลักษณะของภูมิคุ้มกันให้กับผู้ส่งออกได้มากขึ้น”ผศ.ดร.อลงกรณ์ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เป้าหมายการพัฒนายั่งยืน’ ทำข้อใดลดเหลื่อมล้ำตรงจุด #SootinClaimon.Com

Posted on June 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/582472

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เป้าหมายการพัฒนายั่งยืน’  ทำข้อใดลดเหลื่อมล้ำตรงจุด

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เป้าหมายการพัฒนายั่งยืน’ ทำข้อใดลดเหลื่อมล้ำตรงจุด

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 04.00 น.

“ปัญหาของประเทศไทยคือการพัฒนาในอดีตของเราส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ สูงขึ้นมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นด้านรายได้ ทรัพย์สิน การศึกษาและสังคม ในด้านรายได้ ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของเรามีแนวโน้มแย่ เรียกง่ายๆ คือคนรวยรวยขึ้น คนจนก็จนขึ้น รวย-จนในที่นี้คือรายได้แต่ละปีด้านทรัพย์สิน มีรายได้ฉบับหนึ่งของเครดิตสวิส (Credit Suisse) เมื่อหลายปีก่อน บอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลกในด้านทรัพย์สิน

การศึกษา โควิด-19 ทำให้เราเห็นอะไร? โรงเรียนที่ยากจนไม่มีโอกาสหรือมีโอกาสน้อยที่จะใช้อุปกรณ์ทางด้านออนไลน์ในการเรียนต่อในช่วงโควิด ขณะเดียวกันโรงเรียนที่ร่ำรวยนักศึกษาสามารถมีไอแพด (iPad) มีทุกอย่าง ช่วยในการเรียนต่อในช่วงนี้ ด้านสังคมอย่างที่เห็น สังคมเราค่อนจะเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ มันนำไปสู่ที่ว่าแล้วถ้าเราต้องมุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต เราจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรบ้าง? เรามีทรัพยากรที่จำกัด ฉะนั้นเราต้องเลือกอะไร หรือจัดความสำคัญในบางอย่าง”

คำกล่าวเริ่มต้นของ ผศ.ดร.มณเฑียร สติมานนท์ ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการบรรยายเรื่อง “ความเชื่อมโยงระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และความยั่งยืนในประเทศเอเชียตะวันออก” ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ไทยก็มีพันธะต้องปฏิบัติตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ(UN) ให้บรรลุภายในปี 2573 ตามที่ไปร่วมให้คำมั่นไว้

สำหรับ SDGs นั้นมี 17 ข้อคือ 1.No Poverty (ขจัดความยากจน) 2.Zero Hunger (ขจัดความอดอยาก) 3.Good Health and Well-being (มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) 4.Quality Education (การศึกษาที่เท่าเทียม) 5.Gender Equality (ความเท่าเทียมทางเพศ) 6.Clean Water and Sanitation (การจัดการน้ำและสุขาภิบาล) 7.Affordable and Clean Energy (พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้) 8.Decent Work and Economic Growth (การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ) 9.Industry, Innovation and Infrastructure (อุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน)

10.Reduces Inequalities (ลดความเหลื่อมล้ำ) 11.Sustainable Cities and Communities (เมืองและถิ่นฐานมนุษย์ที่ยั่งยืน) 12.Responsible Consumption and Production (แผนการบริโภคและการพัฒนาที่ยั่งยืน) 13.Climate Action (การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) 14.Life below water (การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล) 15.Life on Land (การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก) 16.Peace and Justice Strong Institutions (สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก) และ 17.Partnerships for the goals (ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน)

“ความเหลื่อมล้ำนั้นเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาอื่นๆ” ผศ.ดร.มณเฑียร ยกตัวอย่าง เช่น เราคงไม่สามารถไปบอกให้คนในประเทศยากจนหันมาใช้พลังงานสะอาดเพราะมีราคาแพงจึงเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) หรือการที่ในอดีตเชื่อกันว่าการมีงานทำช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ แต่ในความเป็นจริงค่าครองชีพในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ลำพังเงินเดือน 15,000 บาท ก็ไม่น่าจะพอ จึงมีคำถามว่าแล้วจะทำอย่างไรที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำลงไปพร้อมกับการมีงานทำที่ดี เป็นต้น

เมื่อวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค Supervised Machine Learning พบว่า 5 ข้อของ SDGs ที่มีผลต่อความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในปี 2562 หรือก่อนเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 คือ 3.มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี 4.การศึกษาที่เท่าเทียม 6.การจัดการน้ำและสุขาภิบาล 9.อุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน และ 16.สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก

อย่างไรก็ตาม พบ SDGs 2 ข้อที่สัมพันธ์กันในช่วงนี้คือ 3.มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี กับ 14.การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล ในการทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นหรือลดลง เช่น กรณีของประเทศไทย ก่อนไวรัสโควิด-19 ระบาด สถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ด้านหนึ่งทรัพยากรทางทะเลเสื่อมโทรมลง แต่อีกด้านก็จำเป็นต้องแลกเพื่อให้ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ 5 ข้อของ SDGs ที่มีผลต่อความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในปี 2563 หรือเมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ขึ้นแล้ว คือ 3.มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี 9.อุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน 12.แผนการบริโภคและการพัฒนาที่ยั่งยืน 6.การจัดการน้ำและสุขาภิบาล และ การศึกษาที่เท่าเทียม ส่วน SCGs 2 ข้อที่สัมพันธ์กันในช่วงนี้คือ 6.การจัดการน้ำและสุขาภิบาล กับ 12.แผนการบริโภคและการพัฒนาที่ยั่งยืน ยกตัวอย่างการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่พบความชุกในแคมป์คนงานก่อสร้าง เนื่องจากแม้จะมีน้ำสะอาด แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีแก้วมีขวดแยกใช้

อนึ่ง บทสรุปของการศึกษา “SDGs ข้อที่ 3 มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี สำคัญที่สุดในการลดความเหลื่อมล้ำในประเทศแถบเอเชียรวมถึงไทย” ซึ่งสำหรับไทยนั้นที่ผ่านมาก็ทำได้ค่อนข้างดี เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ทำให้การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกแรกนั้นได้ไทยได้รับผลกระทบน้อย หรืออัตราการตายของแม่และทารกในไทยนั้นก็ค่อนข้างต่ำมาก แต่สิ่งที่ยังต้องพัฒนาต่อไป เช่น บุคลากรทางการแพทย์ยังมีน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร การวิจัยและพัฒนาวัคซีนไม่เฉพาะแต่วัคซีนโควิด-19 เงินลงทุน อุบัติเหตุทางถนนที่ไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกและส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ อัตราการเกิดที่ลดลงในขณะที่ไทยเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย

“ถ้าเราจะลดความเหลื่อมล้ำมุ่งไปที่ไหนก่อนดี Goal (เป้าหมาย) 3 คือเรื่องสำคัญที่สุดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นอย่างบุคลากรทางการแพทย์และวัคซีน ระยะกลางลดอุบัติเหตุทางการจราจรได้ไหม? และสุดท้ายเราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีอัตราการเกิดที่ดีขึ้น อันนี้เป็นระยะยาวและเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกประเทศในโลกพยายามแก้ปัญหานี้อยู่
โดยเฉพาะประเทศเอเชียตะวันออกที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก” ผศ.ดร.มณเฑียร กล่าว

หมายเหตุ : การบรรยายเรื่อง “ความเชื่อมโยงระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และความยั่งยืนในประเทศเอเชียตะวันออก” เป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2564 EconTU Symposium ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ “ก้าวต่อไปเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน” โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มองไทยในโลกหลังโควิด ปรับนโยบายเอื้อเศรษฐกิจฟื้น #SootinClaimon.Com

Posted on June 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/581287

สกู๊ปแนวหน้า : มองไทยในโลกหลังโควิด ปรับนโยบายเอื้อเศรษฐกิจฟื้น

วันเสาร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านมาแล้วราวปีครึ่งกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชน เพื่อหวังลดจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตลงให้ได้อันหมายถึงการเปิดกิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่อีกด้านหนึ่ง “โลกหลังโควิด” เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องมาช่วยกันคิดว่าประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร ดังที่วิทยากรหลายท่านได้เสนอแนะไว้ในงานเสวนา “น้ำยารัฐไทยในยุคสมัยแห่งโรคระบาด และความท้าทายในอนาคต” เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี สถาปนาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้

ศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เล่าย้อนตั้งแต่การระบาดระลอกแรก ในครั้งนั้นการสืบสวนโรคทำได้ง่ายเพราะกลุ่มก้อน (คลัสเตอร์-Cluster) ของการระบาดใหญ่อยู่ที่สนามมวยอันเป็นกิจกรรมถูกกฎหมาย ต่างจากการระบาดระลอก 2 ที่มีคลัสเตอร์บ่อนการพนันซึ่งเป็นกิจกรรมผิดกฎหมาย “หลายคนบอกว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าการป่วยโควิดคือการเปิดเผยไทม์ไลน์ (Timeline) เช่น ไปไหน ไปกับใคร นั่นทำให้การค้นหาทำได้ยากเพราะกลุ่มเสี่ยงไม่อยากเปิดเผยตัว” ส่วนการระบาดจากแรงงานต่างด้าว ก็ต้องคาดเดากันอีกว่าเป็นแรงงานถูกหรือผิดกฎหมาย

เมื่อมาถึงการระบาดระลอก 3 ยังพบปัจจัยเพิ่มขึ้นมาคือ “การกลายพันธุ์” ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่แสดงอาการ หลายรายกว่าจะมาถึงมือแพทย์ก็สุ่มเสี่ยงเสียชีวิตแล้ว และการติดตามสืบสวนโรคก็ทำไม่ได้อีกต่อไปเพราะเกิดคลัสเตอร์หลายจุดกระจายไปทั่ว อย่างไรก็ตาม เมื่อดูวิธีการรับมือของภาครัฐ จะพบการปรับตัวเป็นระยะๆ จากมาตรการเข้มงวดที่สุดในระลอกแรก ซึ่งแม้จะควบคุมโรคได้แต่ก็แลกมาด้วยผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง นำไปสู่มาตรการแบบรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพกับเศรษฐกิจในการระบาดระลอก 2

ส่วนการระบาดระลอกที่ 3 พบว่า ภาคเอกชนและอื่นๆ เริ่มเสนอแนะแนวทางเข้ามามากขึ้น ดังตัวอย่างของ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox)” หรือโครงการนำร่องเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2564 เป็นต้นไป ก็เป็นแนวคิดที่เกิดจากภาคเอกชนที่เสนอให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 กับคนบนเกาะภูเก็ตให้ได้กว้างขวางที่สุดเพื่อจะได้เปิดเกาะรับผู้มาเยือนได้ เป็นต้น

ศ.วุฒิสาร กล่าวต่อไปว่า โดยสรุปแล้ว แนวทางการรับมือภัยพิบัติโควิด-19 โดยภาครัฐของไทยที่ผ่านมา จึงเป็นการรับมือแบบพยายามปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ซึ่งไม่ถือว่าเลวร้าย เพียงแต่การตอบสนองยังมีปัญหา เช่น ความรวดเร็ว ความไม่เป็นเอกภาพ และสิ่งเหล่านี้ควรถือเป็นบทเรียน แต่สิ่งที่ต้องคิดกันต่อหลังจากนี้ คือการมองอนาคตว่าประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางใด

“สิ่งที่รัฐต้องทำคือการมี Re-Imagination การมีจินตนาการใหม่ว่าเราจะกำหนดอนาคตอย่างไร ไม่ใช่จะมองแต่การเยียวยาระยะสั้น ภาคท่องเที่ยวถ้าอีก 3-4 ปียังไม่ฟื้นจะทำอย่างไรต่อ โรงแรมทั้งหลายที่ไม่มีคนพักที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวแล้วกลายเป็นสินค้าราคาถูกให้คนมาช็อปจะแก้ปัญหาอย่างไร คนที่ว่างงานแบบเต็มที่คือตกงาน และว่างงานเสมือนจริงคือทำงานต่ำเพราะต้องสลับกันทำงานทำให้มีรายได้ต่ำลง หนี้ครัวเรือนจะแก้ปัญหาอย่างไร

ผมคิดว่าประเด็นพวกนี้เป็นประเด็นที่ต้องการ Re-Imagination (จินตนาการใหม่) แต่สุดท้ายคือ Reform (ปฏิรูป) คือการกำหนดทิศทางอนาคต ซึ่งวันนี้เราอาจจะยังไม่ค่อยเห็นว่าอีก 2-3 ปีข้างหน้า ประเทศของเราจะมีทิศทางอย่างไรในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ แม้เราบอกว่ามีแผนยุทธศาสตร์ แต่ว่ามันก่อนโควิดทั้งนั้นเลย หลังโควิดเราจะRe-Design (ออกแบบใหม่) อะไรไหมกับประเทศ” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าว

ขณะที่ ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงความสำคัญของ “ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)” เพราะจะทำให้เข้าใจคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่น ลำพังในกรุงเทพฯ เพียงจังหวัดเดียว รู้หรือไม่ว่ามีคนจนเมืองกี่กลุ่ม มีความเหลื่อมล้ำเท่าไร “หากต้องการลดความเหลื่อมล้ำให้เหลือน้อยก็จำเป็นต้องมีข้อมูลที่มากพอ” แน่นอนว่าส่วนกลางคงไม่สามารถมีข้อมูลเหล่านี้ได้ ต้องอาศัยการทำงานระดับพื้นที่

สำหรับบทเรียนจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ่งที่ภาครัฐควรทำ 1.ปลดล็อกกฎหมายต่างๆ ที่ทำให้หน่วยงานขัดแย้งกันเอง 2.ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจการบัญชาการที่มีเอกภาพซึ่งไม่เท่ากับการรวมศูนย์อำนาจ เอกภาพนั้นไม่ได้อยู่ที่การนำอำนาจของทุกหน่วยงานมาไว้ที่เดียวกัน แต่หมายถึงการมีแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน เช่น ในสถานการณ์โรคระบาด คือเทคนิคด้านการแพทย์และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และ 3.ให้ความสำคัญกับการรวบรวมข้อมูลที่ใช้งานได้จริงในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์

โดยท้องถิ่นที่ได้รับการกระจายอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูล ขณะที่ส่วนภูมิภาคทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากท้องถิ่นที่มีความเกี่ยวเนื่องกันและประสานกับส่วนกลาง และส่วนกลางต้องมีแนวปฏิบัติที่เอื้อต่อการให้พื้นที่สามารถริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ได้ ทั้งนี้ หากระบบข้อมูลทำได้แล้วเสร็จจริง หน่วยงานคลังสมองต่างๆ ที่ทำหน้าที่ออกแบบนโยบาย ก็จะสามารถวางนโยบายแบบถูกที่-ถูกคน นั่นหมายถึงเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นอีกในอนาคตก็ผู้คนก็จะเดือดร้อนในระยะเวลาที่น้อยลงและฟื้นตัวขึ้นมาได้เร็วขึ้น

“ชุดข้อมูลนี้จะส่งเสริมกระบวนการตรวจสอบ M&E (Monitoring & Evaluation-ติดตามและประเมินผล) ใช้ได้ผล Monitoring & Evaluation ของระบบราชการจะเกิดขึ้นบนข้อมูลที่ทบแล้วตรง ทบกันแล้วพอดี การบริหารที่เป็นเอกภาพต้องอยู่บนข้อมูลชุดเดียวกันที่ทบกันตรงแล้วส่งต่อกันเท่านั้น ถ้าทำอย่างนี้ได้การออกนอกลู่นอกทางมันจะเกิดขึ้นได้น้อย การแทรกแซงของตัวแปรแทรกจะเกิดขึ้นได้น้อย” ผศ.ดร.ทวิดา ระบุ

ด้าน สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่า โลกที่เกิดขึ้นหลังยุคโควิด-19 จะเป็นโลกที่เศรษฐกิจแบบใหม่ถูกเร่งให้เกิดเร็วขึ้น เช่น เศรษฐกิจออนไลน์ เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม นั่นหมายถึงต้องมีการปรับตัวอย่างสูง มีการสร้างนวัตกรรมปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปจนถึงฝึกทักษะแรงงานดังนั้น “การปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อเป็นปัจจัยสำคัญ” เช่น การล้มละลาย การส่งเสริมธุรกิจใหม่ๆ

ปัญหาข้อจำกัดด้านกฎหมายนั้นยังมีบทเรียนกรณี “วัคซีนโควิด-19” ที่ไทยฉีดได้ล่าช้า เนื่องจากกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างไม่เปิดช่องให้ซื้อได้หากสินค้านั้นยังอยู่ในขั้นทดลองในขณะที่ประเทศอังกฤษสามารถสั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆทำให้ได้วัคซีนมาฉีดเร็ว หรือกิจการร้านอาหาร การที่คนคนหนึ่งจะเปิดร้านอาหารต้องขอใบอนุญาตถึง 5 ใบ ทำการค้าทางออนไลน์ (E-Commerce) 6 ใบ เปิดโรงแรม 7 ใบ เป็นต้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

“ธุรกิจเดิมที่ล้มหายตายจากไปเพราะกรรมการล้มละลายก็ใช้เวลานาน แล้วธุรกิจที่ตั้งขึ้นมาใหม่ก็ใช้เวลานานอีก เพราะฉะนั้นเมื่อมันมีโอกาสใหม่ เห็นธุรกิจเดิมไปไม่ได้ เห็นโอกาสใหม่จะขยับตัวอย่างรวดเร็วก็ไม่สามารถทำได้ ตัวนี้ก็จะเป็นโจทย์ในเชิงการเตรียมพร้อมในการกลับคืนฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ” ประธาน TDRI กล่าว

ปิดท้ายด้วย นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ประเมินประเทศไทยโดยหยิบตัวชี้วัดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าด้วยการรับมือสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ออกมาในปี 2563 มาใช้ประเมินการรับมือของไทยโดยแบ่งเป็นข้อๆ ซึ่งพบว่า ในด้านสาธารณสุขนั้นทำผลงานได้ค่อนข้างดีถึงดีมากตั้งแต่การเฝ้าระวังก่อนโรคจะเข้ามาในประเทศ การประสานงานระหว่างประเทศ ไปจนถึงการควบคุมโรค แต่ด้านการสนับสนุนพบว่าได้คะแนนน้อย เช่น มีปัญหาเรื่องการรับมือข่าวลือ-ข่าวลวง

ปัญหาการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่ตอนแรกมีประกาศอย่างหนึ่งแต่อีกสักพักก็มีการประกาศยกเลิกประกาศฉบับก่อนหน้านั้น รวมถึงการวางแนวปฏิบัติ เช่น แผนการฉีดวัคซีน ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่ออาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำงานอย่างหนักในการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในท้องถิ่นเพื่อให้จองคิวฉีดวัคซีน แต่เมื่อถึงเวลาจริงวัคซีนกลับไม่มาตามนัด อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดข้างต้นยังไม่รวมถึงด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่พบว่านโยบายมีลักษณะเปลี่ยนพลเมืองให้เป็นผู้รอรับการสงคราะห์ นโยบายแบบนี้แม้ไม่เลวร้ายหากเป็นการทำให้คนที่กำลังเดือดร้อนได้เงินไปใช้จ่ายจริง แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือนโยบายได้สร้างความสัมพันธ์แบบใด

“ส่วนที่ขาดหายไปไม่ได้กับการทำให้ทิศทางนโยบายดำเนินไปอย่างเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมีพันธะความรับผิดชอบตามระบอบประชาธิปไตยที่พึงมี ก็คือการตรวจสอบได้ จุดนี้คิดว่าถ้าจะเสนอนโยบายใดๆ ก็แล้วแต่ จำเป็นต้องมาดูว่ามันตรวจสอบกันอย่างไรในเรื่องนั้นๆ ที่ผมเอาตัวอย่าง KPI (Key Performance Indicator-ตัวชี้วัดสมรรถนะ) ภาครัฐมาฉายให้ดู ก็อยากชวนให้คิดว่าถ้าเรามีข้อสอบเหล่านี้ ที่รัฐก็รู้ว่าจะต้องถูกตรวจสอบในเรื่องเหล่านี้ ให้เขารู้ก่อนว่าเราจะตรวจสอบเขาในลักษณะนี้ เขาก็จะได้ใส่ใจ แล้วเมื่อถึงเวลาก็จะได้มาเคลียร์บัญชีกัน ก็คือ Accountability ว่ามันเป็นหนี้ หรือกำไรขาดทุนเท่าไร” นพ.โกมาตร กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ชีวิตและดินแดน ‘ไต้หวัน’ ใต้ความขัดแย้งมหาอำนาจ #SootinClaimon.Com

Posted on June 12, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/579637

สกู๊ปแนวหน้า : ชีวิตและดินแดน‘ไต้หวัน’ ใต้ความขัดแย้งมหาอำนาจ

สกู๊ปแนวหน้า : ชีวิตและดินแดน‘ไต้หวัน’ ใต้ความขัดแย้งมหาอำนาจ

วันเสาร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ไต้หวัน : บนความขัดแย้งระหว่างยักษ์ทั้งสอง”โดยมี รศ.ดร.สิทธิพล เครือรัฐติกาล ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)มาเล่าประวัติศาสตร์ไต้หวัน ซึ่งมีชื่อเดิมเป็นภาษาโปรตุเกสว่า “ฟอร์โมซา (Formosa)” โดยไต้หวันก่อนศตวรรษที่ 17 (ปี 2143-2242) ยังไม่มีอาณาจักรใดเข้าครอบครองกระทั่งชาวดัทช์ (ฮอลันดา-เนเธอร์แลนด์) เข้ามายึดครองเป็นเวลา 30 ปี ก่อนจะถูก เจิ้ง เฉิงกง (Zheng Chenggong)แม่ทัพจีนสมัยราชวงศ์หมิง นำกองทัพเข้ามาขับไล่ชาวดัทช์ออกไป

แต่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อชาวแมนจูยกทัพเข้ายึดครองแผ่นดินจีนสถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้น กลุ่มคนที่ยังจงรักภักดีกับราชวงศ์หมิง ได้อพยพไปอาศัยบนเกาะฟอร์โมซา ที่นั่นได้กลายเป็นฐานที่มั่นในการต่อต้านราชวงศ์ชิงจนถึงปี 2227 จึงถูกกองทัพราชวงศ์ชิงปราบปรามได้สำเร็จ และนั่นเป็นครั้งแรกที่จีนแผ่นดินใหญ่เห็นความสำคัญของไต้หวันในฐานะพื้นที่ความมั่นคง จากเดิมที่ราชวงศ์ก่อนๆ รับรู้การมีอยู่ของไต้หวันแต่ไม่ได้สนใจ ราชวงศ์ชิงได้เปลี่ยนนโยบายด้วยการสถาปนาอำนาจการปกครองขึ้นบนเกาะแทน เพื่อไม่ให้ใครมาใช้เป็นฐานก่อการต่อต้านได้อีก

ต่อมาในศตววรษที่ 19 (ปี 2343-2442) แผ่นดินจีนเผชิญภัยการล่าอาณานิคมจากต่างชาติ อาทิ มหาอำนาจตะวันตกอย่างอังกฤษกับฝรั่งเศส รวมถึงเพื่อนบ้านทางตะวันออกอย่างญี่ปุ่น ทำให้ในปี 2428 จีนได้ยกฐานะไต้หวันจากจังหวัดเป็นมณฑล เพราะเริ่มรับรู้ว่าทั้งฝรั่งเศสและญี่ปุ่นหมายตาเกาะแห่งนี้ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่เพิ่งผนวกริวกิว (โอกินาวา) เป็นส่วนหนึ่งของประเทศได้หมาดๆ อย่างไรก็ตาม จีนราชวงศ์ชิงรบแพ้ญี่ปุ่นในปี 2437 จึงเสียไต้หวันให้ญี่ปุ่น และชนชาวซามูไรก็ได้ปกครองไต้หวันระหว่างปี 2438-2488 หรือสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

“ไต้หวันภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นมีจุดเด่นอย่างไร เราต้องยอมรับว่าญี่ปุ่น Treat (ดูแล) ไต้หวันเสมือนเป็นจังหวัดหนึ่งของญี่ปุ่น ไม่ได้มองเป็นสถานะอาณานิคมการ Treat นี้ราวกับว่าจะทำให้เกาะไต้หวันเป็น Japanese Province (จังหวัดของญี่ปุ่น) ไปด้วย บทบาทของญี่ปุ่นเรื่องของ Modernization (การทำให้เป็นสมัยใหม่) เรื่องของการพัฒนาได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนเป็นอย่างมากทำให้คุณภาพชีวิตของประชากรไต้หวันภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นดีขึ้นมากกว่าตอนที่อยู่ภายใต้การปกครองของจีน

และเทียบเวลาเดียวกัน 1895-1945 (ปี 2438-2488) ช่วงนี้ไต้หวันอยู่ภายใต้อำนาจของญี่ปุ่น ประชากรไต้หวันมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าประชากรทุกมณฑลของจีนในเวลาเดียวกัน เพราะในเวลาเดียวกันที่ไต้หวันตกอยู่ภายใต้อำนาจญี่ปุ่น ในจีนมันมีสงครามกลางเมือง มีการปฏิวัติ มีสงครามยุคขุนศึก ยุคเจียงไคเช็ค (Chiang Kai-shek) บ้านเมืองวุ่นวายมาก ดังนั้นจะว่าไปแล้ว คนไต้หวันที่มีชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ค่อนข้างจะมองญี่ปุ่นไม่ Negative (แง่ลบ) เท่าไร มีการต่อต้านอยู่บ้างแต่ก็ไม่รุนแรง” รศ.ดร.สิทธิพล กล่าว

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี 2488 และญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้ ไต้หวันได้กลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของจีน พบว่าชาวไต้หวันไม่ค่อยพอใจนักเพราะอยู่กับญี่ปุ่นมานาน มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น เรียนหนังสือและใช้ชีวิตแบบชาวญี่ปุ่นจนผูกพันไปแล้ว แต่รัฐบาลจีนภายใต้การนำของเจียงไคเช็ค ประกาศกฎอัยการศึกและใช้อำนาจปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านอย่างรุนแรง โดยอ้างว่าผู้เห็นต่างถูกยุยงปลุกปั่นจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งบนแผ่นดินใหญ่ก็กำลังเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเช่นกัน

จนถึงปี 2492 พรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้สงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เจียงไคเช็คและผู้สนับสนุนต้องลี้ภัยจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปตั้งรกรากบนเกาะไต้หวัน ช่วงนี้มีการโต้ตอบกันของ 2 ผู้นำ ในขณะที่ เหมา เจ๋อตุง (Mao Zedong) นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เป็นฝ่ายชนะสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น บอกว่าสาธารณรัฐจีนของเจียงไคเช็คล่มสลายแล้วและพวกที่อยู่ไต้หวันเป็นกบฏ เจียงไคเช็คกลับแย้งว่าสาธารณรัฐจีนยังไม่ล่มสลาย เพียงแต่ย้ายรัฐบาลมาอยู่ที่ไต้หวันเท่านั้น และจะกลับไปยึดแผ่นดินใหญ่คืนให้ได้สักวันหนึ่ง “ปัญหา 2 จีน” จึงเริ่มขึ้น ณ จุดนี้

รศ.ดร.สิทธิพล เล่าต่อไปว่า ในช่วงแรกๆ ของไต้หวันภายใต้การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋ง เป็นยุคที่ยังไม่มีความแน่นอน เพราะที่ สหรัฐอเมริกา นั้นมีข้อถกเถียงว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ควรสนับสนุนเจียงไคเช็คต่อไปหรือไม่เนื่องจากที่ผ่านมาสหรัฐฯ ลงทุนลงแรงไปมากแต่เจียงไคเช็คกลับไม่สามารถทำให้แผ่นดินจีนมีเอกภาพได้ แต่เพราะการเกิดขึ้นของ สงครามเกาหลี ในปี 2493 ทำให้สหรัฐฯหวั่นเกรงการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในทวีปเอเชียทำให้ในปี 2497 สหรัฐฯ ได้ตัดสินใจที่จะปกป้องไต้หวัน

แต่แล้วในทศวรรษ 1970 (2513-2522) รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการติดต่อกับจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น ขณะที่จีนเองก็ขัดแย้งกับ สหภาพโซเวียต (รัสเซีย) แม้จะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เหมือนกัน ทำให้ไต้หวันเริ่มเสียที่ยืนในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ชาติต่างๆ ทยอยถอนการรับรองไต้หวันแล้วหันไปรับรองจีนแผ่นดินใหญ่แทน แม้แต่สหรัฐฯ ที่คุ้มครองไต้หวันตลอดมาก็ทำแบบเดียวกันในปี 2522 แต่ด้วยเหตุบางประการ สหรัฐฯ จึงยังสามารถคุ้มครองไต้หวันมาได้จนถึงปัจจุบัน รวมถึงการขายอาวุธให้ไต้หวันด้วยแม้รัฐบาลจีนจะไม่พอใจก็ตาม

“มันมีความแตกต่างกันระหว่างแถลงการณ์ฉบับภาษาจีนกับภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาอังกฤษบอกว่าสหรัฐฯรับรู้ว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่ฉบับภาษาจีนบอกว่าสหรัฐฯ รับรองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน อันนี้เอกสาร2 ฉบับไม่เหมือนกัน ฝ่ายอเมริกันที่ใช้ภาษาอังกฤษบอกว่ารับรู้แต่ไม่รับรอง อเมริกาบอกว่ารับรู้จุดยืนของจีนว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

การรับรู้ไม่เท่ากับการรับรอง รับรู้นี่เรา Respect (เคารพ)ความคิดของคุณแต่เราอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ในขณะที่เอกสารฉบับภาษาจีน เขียนว่าสหรัฐฯ รับรอง ตอนนั้นถามว่า2 ฝ่ายรับรู้ความแตกต่างของ Wording (ถ้อยคำ) ไหม? ก็รู้แต่ต้องยอมปล่อยผ่าน เพราะตอนนั้นเรื่องการต่อต้านโซเวียตมันเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ เพราะตอนนั้นมีปัญหาเวียดนามบุกกัมพูชา แล้วทั้งอเมริกาและจีนก็มองว่านี่มันเป็นแผนการของเวียดนามภายใต้การสนับสนุนของโซเวียตที่จะขยายอำนาจ” รศ.ดร.สิทธิพล ระบุ

ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 (ปี 2523-2532) เป็นต้นมา ไต้หวันเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยมากขึ้น หลังก่อนหน้านั้นรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งได้ปกครองแบบเผด็จการมายาวนาน ซึ่งมาจากสถานการณ์ของไต้หวันในเวทีโลกที่เปลี่ยนไป และพรรคก๊กมินตั๋งคงไม่อาจนำทัพกลับไปยึดจีนแผ่นดินใหญ่ได้อีก การที่พรรคจะอยู่รอดในไต้หวันได้คือต้องอยู่ในระบบการเมืองแบบหลายพรรค ดังนั้นในปี 2533 รัฐบาลจึงยกเลิกกฎอัยการศึก และในปี 2531 ก็อนุญาตให้ก่อตั้งพรรคการเมืองต่างๆ เกิดขึ้นมาแข่งขันกัน

ผอ.สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มธ. กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า การที่ไต้หวันเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยได้สร้างความปวดหัวให้กับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่อยู่ไม่น้อยจากเดิมที่จีนจะทำอะไรกับไต้หวันอาจดูตัวแปรเพียงสหรัฐฯ หรือผู้นำไต้หวัน แต่การเมืองแบบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงนั้นได้นำพาพลเมืองไต้หวันทั้งประเทศเข้ามาเป็นอีกตัวแปรที่สำคัญด้วย

ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวันจะตึงเครียดเป็นระยะๆ ขึ้นอยู่กับพรรคใดเป็นรัฐบาล โดยหากเป็นพรรคก๊กมินตั๋งที่ยังยึดถือจุดยืนเรื่องจีนเดียวและการรวมชาติแม้จะเป็นเรื่องอนาคตอีกยาวไกลก็ตามสถานการณ์ก็จะไม่ร้อนระอุมากนัก เมื่อเทียบกับพรรค DPP ที่มีแนวโน้มไม่ต้องการรวมชาติกับจีนแผ่นดินใหญ่ และจีนมองว่าพรรคก๊กมินตั๋งอย่างน้อยก็มีรากฐานมาจากแผ่นดินใหญ่ในขณะที่พรรค DPP เป็นพรรคที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของไต้หวันที่แยกออกจากจีน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เปิดงานวิจัย ‘คนไร้บ้าน’ ใครบ้างเสี่ยงเป็น ‘หน้าใหม่’ #SootinClaimon.Com

Posted on June 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/579133

สกู๊ปแนวหน้า : เปิดงานวิจัย‘คนไร้บ้าน’  ใครบ้างเสี่ยงเป็น‘หน้าใหม่’

สกู๊ปแนวหน้า : เปิดงานวิจัย‘คนไร้บ้าน’ ใครบ้างเสี่ยงเป็น‘หน้าใหม่’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“คนไร้บ้าน (Homeless)” หรือที่เรียกว่าคนเร่ร่อนบ้างคนจรจัดบ้าง หมายถึงผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะดังจะเห็นได้ตามชุมชนเมืองที่จะมีคนอาศัยหลับนอนตามข้างทางเท้า ป้ายรถประจำทาง บนสะพานลอย ฯลฯ ปัญหาคนไร้บ้านนั้นมักเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อกิจการปิดตัวลง หลายคนไม่สามารถหางานใหม่ได้และไม่มีที่ไปจึงต้องมาลงเอยในสภาพนี้ รวมถึงวิกฤติครั้งล่าสุดอย่างสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็เช่นกัน

ดังที่ มูลนิธิอิสรชน องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่ทำงานกับคนไร้บ้านย่านคลองหลอด-ถนนราชดำเนินมานานหลายปี เปิดเผยผ่านสื่อหลายสำนักเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. 2564 ว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้ง 3 ระลอก พบจำนวนผู้มารอรับบริจาคอาหารเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในระลอก 3 ที่ทางมูลนิธิฯ ยอมรับว่าไม่สามารถจัดหาให้ได้ทั้งหมด เพราะมีคนมารอรับเกินกว่างบประมาณที่เตรียมไว้สถานการณ์เช่นนี้นำไปสู่ความกังวลเรื่อง “คนไร้บ้านหน้าใหม่” ที่อาจเพิ่มขึ้นด้วย

อีกด้านหนึ่ง ในช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2564 มีการเผยเพร่“รายงานฉบับสมบูรณ์ การศึกษาโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านด้วยการวิจัยภาคสนาม (Field Experiment of Probability of being homelessness)” จัดทำโดย ผศ.ดร.พีระ ตั้งธรรมรักษ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และคณะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากแผนงานพัฒนาองค์ความรู้และประสานเครือข่ายเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะคนไร้บ้าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

คณะผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 294 คน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.ขอนแก่น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีภาคีเครือข่ายทำงานด้านคนไร้บ้านอย่างเข้มแข็ง ทำให้การเก็บข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้องแม่นยำ โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 ประเภทคือ 1.กลุ่มคนเปราะบางที่มีโอกาสเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน
จำนวน 164 คน กับ 2.กลุ่มคนไร้บ้านหน้าใหม่ และกลุ่มคนไร้บ้านถาวร จำนวน 130 คน

โดยสำหรับกลุ่มตัวอย่างประเภท “กลุ่มเปราะบาง” คัดเลือกจากเกณฑ์ 6 ข้อ ดังนี้ 1.กลุ่มอาชีพเสี่ยงที่คนไร้บ้านทำ (หรือเคยทำ) เช่น แรงงานรายวันตามโรงงาน หรืออาชีพรับจ้างทั่วไปที่รายได้ไม่แน่นอน 2.กลุ่มคนที่อยู่ในชุมชนที่เสี่ยงจะถูกไล่รื้อที่ดิน 3.รายได้ครัวเรือนหลังหักค่าเช่าบ้าน แล้วมีรายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 6,000 บาท 4.รายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 6,000 บาท 5.ครัวเรือนมีรายจ่ายค่าเช่าบ้านต่ำกว่า 1,000 บาท และ 6.เกณฑ์บุคคลที่มีรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน

(หมายเหตุ : ในข้อ 5 เรื่องค่าเช่าบ้านที่ใช้ตัวเลขต่ำกว่า 1,000 บาท คณะผู้วิจัยอ้างอิงตามข้อมูล “สำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี พ.ศ.2558” โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ณ ระดับค่าเช่า 1,000 บาท เป็นระดับค่าเช่าที่สะท้อนลักษณะบ้านเช่าที่มีลักษณะสินค้าด้อย ส่วนข้อ 6 ว่าด้วยรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน มาจากการกำหนด เส้นความยากจนของประเทศไทย ซึ่งระบุว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 2,600 บาทต่อเดือนถือเป็นคนจน จึงเพิ่มเกณฑ์ขึ้นมาเล็กน้อย อยู่ที่ 3,000 บาทดังกล่าว)

กลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มคนเปราะบาง มีลักษณะ 1.รายได้น้อย (แต่ก็ยังมากกว่าผู้ที่กลายเป็นคนไร้บ้านไปแล้ว) มีรายได้เฉลี่ย 7,032.23 บาทต่อเดือน ในขณะที่คนไร้บ้านมีรายได้เฉลี่ย 4,778.33 บาทต่อเดือน 2.ไม่ค่อยสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มตัวอย่างคนเปราะบาง ร้อยละ 73.17 ไม่สูบบุหรี่ และร้อยละ 65.85 ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีเพียงร้อยละ 25.61 เท่านั้นที่สูบ และร้อยละ33.57 ที่ดื่ม 3.เห็นหวยเป็นการเสี่ยงโชคที่สำคัญ โดยมีสัดส่วนแทบไม่ต่างกัน ระหว่างกลุ่มเปราะบางที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ร้อยละ 50 และกลุ่มที่ไม่ซื้อ ร้อยละ 49.39

ในส่วนของกลุ่มเปราะบาง สามารถสรุปตัวแปรมีผลต่อการเป็นคนไร้บ้านได้ อาทิ 1.ครอบครัวอบอุ่นลดความเสี่ยงเป็นคนไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีความสัมพันธ์อันดีต่อครอบครัว จะสามารถลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 69.8 2.การอยู่คนเดียวและการไม่มีบ้านมีผลต่อการไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีการพักอาศัยอยู่คนเดียว จะเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านร้อยละ 41.44 และหากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีบ้านเป็นของตนเอง จะลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 36.23

3.รายได้แปรผันกับโอกาสการเป็นคนไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะลดโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 4.81 หรือหากมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จะลดความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงถึงร้อยละ 48.1 อนึ่ง คณะผู้วิจัยยังพบว่า หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะสามารถลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 21.39 ซึ่งคาดว่าหมายถึงการที่คนคนหนึ่งสามารถซื้อหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาดื่มได้ คนคนนั้นก็น่าจะมีรายได้ในระดับเพียงพอ

4.เงินเยียวยาและสวัสดิการของรัฐมีผลต่อการลดโอกาสการเป็นคนไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีความสามารถในการเข้าถึงเงินเยียวยาโควิด-19 จะช่วยลดโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 36.09 หรือหากเข้าถึงเบี้ยคนชราหรือคนพิการ จะช่วยลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 33.96 5.ทักษะการสื่อสารช่วยลดโอกาสการเป็นคนไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีทักษะการสื่อสารที่ดี จะช่วยลดโอกาสในการไร้บ้านลงถึงร้อยละ 50.64

6.อายุมากเสี่ยงไร้บ้านมากกว่าอายุน้อย (แต่วัยแรงงานตอนปลายเสี่ยงกว่าวัยเกษียณ) ตัวแปรนี้ใช้การเปรียบเทียบกับประชากรวัยเด็กและเยาวชน (อายุไม่เกิน 20 ปี)พบว่า หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีอายุตั้งแต่ 40-59 ปี จะเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านร้อยละ 78.60 ตามด้วยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มโอกาสที่ร้อยละ 75.69 และอายุตั้งแต่ 20-39 ปี จะเพิ่มโอกาสที่ร้อยละ 70.05 และ 7.บัตรประชาชนเป็นของสำคัญ หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีสถานะทางกฎหมาย หรือมีบัตรประชาชน จะลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 50.56

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ยกมาเป็นตัวอย่างถึงลักษณะของกลุ่มเปราะบาง และปัจจัยที่อาจทำให้กลุ่มเปราะบางกลายเป็นคนไร้บ้าน ภายในงานวิจัยยังมีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนที่ไร้บ้านไปแล้ว ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าไปดาวน์โหลดงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ penguinhomeless.com เลือกหัวข้อ Publication และหัวข้อ “รายงานการศึกษาโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านด้วยการวิจัยภาคสนาม ฉบับสมบูรณ์” (วันที่ 3 มิ.ย. 2564)!!!

(หมายเหตุ : Penguin Homeless เป็นเว็บไซต์ของแผนงานสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ขัดแย้ง-แตกแยก’ ออนไลน์ ‘ใจกว้าง-เปิดอกฟัง’ ลดรุนแรง #SootinClaimon.Com

Posted on June 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/578141

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ขัดแย้ง-แตกแยก’ออนไลน์  ‘ใจกว้าง-เปิดอกฟัง’ลดรุนแรง

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ขัดแย้ง-แตกแยก’ออนไลน์ ‘ใจกว้าง-เปิดอกฟัง’ลดรุนแรง

วันอาทิตย์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 07.25 น.

ย้อนไปไม่กี่สิบปีก่อนในยุคที่เทคโนโลยีอินเตอร์เนตเริ่มแพร่หลาย เคยมีการจินตนาการถึงโลกที่ไร้พรมแดนและผู้คนที่อยู่ห่างไกลกันจะเข้าใจกันมากขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบันที่เมื่ออินเตอร์เนตพัฒนาไปถึงขั้นความเร็วสูงกว้างขวางและค่าบริการไม่แพงเมื่อเทียบกับรายได้ เช่นเดียวกับอุปกรณ์เชื่อมต่อจากที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊ค ทุกวันนี้คนจำนวนมากท่องโลกออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน สิ่งที่พบคือ “ดราม่า” ความขัดแย้งไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ต่างๆ

เมื่อเร็วๆ นี้ ภาคีโคแฟค ประเทศไทย ร่วมกับอีกหลายองค์กร จัดงานเสวนา (ออนไลน์) เสวนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 16 กาลามสูตรในยุคดิจิทัล : เส้นแบ่งบางๆระหว่างความจริงและความเชื่อ Digital Thinkers Forum #16 “How to draw a thin line between facts & faith in digital age? โดยมีการเสวนาเรื่อง “เราจะไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในโลกไซเบอร์ (Cybermediation) ได้หรือไม่” ในช่วงท้ายของงาน

ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายกระบวนการไกล่เกลี่ยในมุมทางกฎหมาย ว่า โดยทั่วไปแล้วการจัดการความขัดแย้งหากเป็นขั้นตอนแบบทางการ จะหมายถึงการฟ้องคดีไม่ว่าทางแพ่งหรือทางอาญาแล้วให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งมีข้อจำกัดคือ 1.มีค่าใช้จ่ายสูง 2.คำตัดสินที่ออกมาต้องยึดตามที่กฎหมายเขียนไว้ดังนั้นแม้เรื่องราวจะยุติลง แต่ก็อาจมีคำถามตามมาว่าเป็นธรรมแล้วหรือไม่ แนวคิด “กระบวนการยุติธรรมทางเลือก” จึงเกิดขึ้น เช่น การเจรจา การใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

แต่ทั้ง 2 วิธีก็มีข้อจำกัด การเจรจานั้นคือในกรณีที่คู่ขัดแย้งมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน ส่วนการใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการก็พบว่ามีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก การไกล่เกลี่ยจึงเป็นวิธีการที่น่าสนใจ โดยมีหลัก 3 ประการที่จะนำไปสู่การไกล่เกลี่ย 1.การไกล่เกลี่ยจะเกิดขึ้นไมได้หากไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความจริง ซึ่งสำหรับกรณีของโลกไซเบอร์ เรื่องนี้ไม่ง่ายเพราะต้องค้นหาว่าอะไรคือความจริง ความเชื่อและความเห็น 2.ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องได้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย และ 3.กระบวนการต้องสามารถไว้วางใจได้ ซึ่งมาจากการพูดคุยกันและมีคนกลางที่น่าเชื่อถือ

“หัวใจสำคัญที่สุดของการไกล่เกลี่ยที่ดีคือการฟัง และทำ Dialogue (บทสนทนา) ร่วมกัน พูดคุยกันเพื่อมองหา Concern (ข้อกังวล) มองหา Interest (ประโยชน์) แล้วถ้าเรามีเวทีที่ฟังกันแบบนี้ได้ สุดท้ายแล้วเราอาจจะพบว่าเราต้องการอย่างเดียวกันก็ได้แต่ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน แล้วค่อยมาหาตัว Common Ground (พื้นที่กลาง) บางเรื่องที่แตกต่างกันอาจจะเก็บไว้ก่อน แต่บางเรื่องแก้ไขได้แก้ไขได้ไหม” ผศ.ดร.ปารีณา กล่าว

ด้าน ธีรดา ศุภะพงษ์ ผู้แทนประเทศไทย Centre for Humanitarian Dialogue (HD) กล่าวว่า การไกล่เกลี่ยคือการมีคนกลางมารับฟังและหาทางออก เกิดเป็นข้อตกลงที่คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายต้องปฏิบัติ โดยคุณสมบัติของผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยคือการมีความเข้าใจผู้คนว่าแต่ละคนทำอะไรลงไปด้วยฐานความคิด ความเชื่อ หรือผลประโยชน์ในเรื่องนั้นอย่างไร แล้วจะหาจุดร่วมของทั้ง 2 ฝ่าย สานผลประโยชน์ร่วมกันบนจุดยืนที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่ายได้อย่างไร

ส่วนการไกล่เกลี่ยทางไซเบอร์ มีคำถามสำคัญคือ 1.เทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลต่องานคลี่คลายความขัดแย้งและการป้องกันความขัดแย้งที่รุนแรงได้อย่างไร กับ 2.ผู้ไกล่เกลี่ยจะใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นประโยชน์ในกระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งและการป้องกันความรุนแรงได้อย่างไร ซึ่งโลกยุคใหม่ข้อมูลข่าวสารและมุมมองความเห็นถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว อนึ่ง การไกล่เกลี่ยแบบดั้งเดิมจะแบบวงปิดในพื้นที่ปลอดภัย แต่การไกล่เกลี่ยยุคใหม่อาจต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังผู้มีส่วนได้-เสียมากขึ้น

“เราสามารถทำได้เพราะมีเสรีภาพในการแสดงออก แต่มีจุดไหนไหม? ที่น่าจะมาดูว่าเส้นแบ่งในการเคารพกันของความแตกต่างทางความคิดมุมมองต่างๆ เสรีภาพในการแสดงออก กับเส้นแบ่งของการที่จะไปละเมิด ไปปลุกเร้าให้เกิดความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นหลังมีการสื่อสารในทำนองนั้นในโลกออนไลน์แล้วอย่างไร ซึ่งอันนี้เป็นความท้าทายใหม่ของคนทำงานด้านไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง การทำงานด้านกระบวนการสันติภาพ ที่มองว่าบริบทใหม่ท้าทายขึ้นกว่าเดิม” ธีรดา กล่าว

ตัวอย่างที่น่าสนใจจากต่างประเทศ พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ผู้ประสานงานโครงการ Thailand Talk มูลนิธิฟรีดริช เนามัน (FNF) เล่าเรื่องโครงการ “My Country Talk” ในประเทศเยอรมนี ซึ่งเกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่า “คนเราขัดแย้งกันก็เพราะไม่ได้เชื่อมต่อกัน และเชื่อว่ามนุษย์มีความพิเศษตรงที่จะไม่ฆ่ากันตายถ้าได้คุยกันจริงๆ” โครงการจึงเกิดขึ้นโดยวางประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เปิดให้คนมาลงทะเบียน แล้ววันหนึ่งก็นัดคนที่เห็นต่างให้ได้มาพบกันและพูดคุยกัน โดยไม่ได้มุ่งเน้นให้ใครต้องเปลี่ยนความคิด

โครงการ My Country Talk ที่เยอรมนีได้รับความสนใจถึงขนาดมีคนเดินทางข้ามเมืองเพื่อที่จะไปคุยกับอีกคนที่มีความเห็นต่างจากตนเองอย่างมาก และแม้ท้ายที่สุดต่างฝ่ายจะไม่ได้เปลี่ยนมุมมองของตนเอง แต่ก็ให้คำมั่นว่าจะมาพบกันทุกปี เรื่องนี้ทำให้ย้อนมองกลับมายังสังคมไทย ว่าอาจเป็นเพราะไม่เคยได้พูดคุยกันจริงๆ หรือไม่ นำมาสู่การทำโครงการ Thailand Talk เปิดพื้นที่ให้คนได้มาฟังและพูดคุยกันเพื่อเชื่อมต่อคนเข้าด้วยกัน

“เราบางคนไม่เคยเจอกัน แต่เกลียด ไม่ชอบ เพราะเราไปอยู่ในโลกของเราใบหนึ่งที่เราก็จะได้อย่างนี้ คนนี้คิดไม่เหมือน คนนี้คิดต่างจากเรา คนนี้อย่างนี้ไม่ดี ความจริงของโลกหนึ่งของเรากับความจริงอีกโลกหนึ่งของเขา มันก็คือความจริงของทั้ง 2 ฝ่าย ความจริงที่มีความเชื่อของเขาเองอยู่ในนั้น แล้วก็มันมีความเชื่อบางอย่างที่คล้ายกัน หรือมีความจริงบางชุด มันจะมีความจริงย่อยความเชื่อย่อยที่มันอยู่ในนั้น ซึ่งบางทีถ้าเราได้คุยกันมันเคลียร์ได้ มันอาจจะมองเห็นได้” พิมพ์รภัช กล่าว

ปิดท้ายด้วย สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลดิจิทัลเพื่อสังคม ที่ขอเน้นไปที่ “ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ” ที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง ว่า ความขัดแย้งบนโลกออนไลน์ มาจากในโลกจริงไม่มีพื้นที่ให้แสดงออก ดังนั้นจึงมีข้อเสนอ คือ 1.รัฐต้องเปิดพื้นที่สำหรับความเห็นต่าง 2.รัฐควรใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ในการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และ 3.ทั้งรัฐและประชาชนต้องมีกฎกติกาในการใช้สื่อออนไลน์ ซึ่งประชาชนอาจมองว่า “ทัวร์ลง” หรือการรุมกันเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ในพื้นที่ออนไลน์ของรัฐบาล เป็นวิธีผลักดันข้อเรียกร้องแต่ก็ต้องมีกติกาการใช้สื่อออนไลน์เมื่อมีความเห็นต่างจากรัฐเช่นกัน

“ทั้งด้านประชาชนและรัฐบาล อยากจะให้มองเห็นว่าที่จริงเราอยู่ในโลกที่ว่าเรามีวิธี เรามีเครื่องมือแล้วที่จะทำให้คนได้ฟังกัน แล้วก็มีพื้นที่ ก็คือ Social Media แล้วก็มีเครื่องมือ แต่ว่าจะทำอย่างไรทั้งฝั่งประชาชนและรัฐบาล ที่จะใช้เครื่องมือที่เรามีให้เป็นประโยชน์” สายใจ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มุม ‘ศาสนา’ มอง ‘สื่อสาร’ แค่จริงไม่พอ..ต้องก่อสันติด้วย #SootinClaimon.Com

Posted on June 3, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/577532

สกู๊ปแนวหน้า : มุม‘ศาสนา’มอง‘สื่อสาร’  แค่จริงไม่พอ..ต้องก่อสันติด้วย

สกู๊ปแนวหน้า : มุม‘ศาสนา’มอง‘สื่อสาร’ แค่จริงไม่พอ..ต้องก่อสันติด้วย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงปลายเดือน พ.ค. 2564 ที่ผ่านมา ภาคีโคแฟค ประเทศไทย ร่วมกับอีกหลายองค์กร จัดงานเสวนา (ออนไลน์) เสวนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 16 กาลามสูตรในยุคดิจิทัล : เส้นแบ่งบางๆระหว่างความจริงและความเชื่อ Digital Thinkers Forum #16 “How to draw a thin line between facts & faith in digital age? ซึ่งเริ่มต้นด้วยปาฐกถาในหัวข้อ “หลักกาลามสูตรเพื่อสันติในยุคดิจิทัล” โดย พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (สกพ. IBHAP) พาย้อนกลับไปยังสมัยพุทธกาลเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน

พระมหานภันต์ กล่าวว่า กาลามสูตร หรือที่ในพระไตรปิฎกเรียกว่า เกสปุตตสูตร มาจากเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรม ณ หมู่บ้านเกสปุตตนิคม ส่วนคำว่า กาลามสูตรมาจาก กาลามะ ที่เป็นวงศ์ตระกูลในหมู่บ้านนั้น โดยมีทั้งหมด 10 ข้อ หากใช้ตามสำนวนกวีของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ จะมีดังนี้ 1.ฟังตามกันมาอย่าได้เชื่อ 2.ทำกันทุกเมื่อเชื่อไม่ได้ 3.ตื่นข่าวป่าวมาอย่าเชื่อไป 4.อย่าไว้ใจแม้แต่ตำรา 5.อย่าเชื่อเพราะเดาเอาเองเล่น 6.กะเกณฑ์คาดคะเนไว้ล่วงหน้า 7.เพราะนึกตรึกตรองหรือตรวจตรา 8.เพราะว่าต้องตามธรรมเนียมตน 9.อย่าเชื่อเพราะเพื่อควรเชื่อเขา และ 10.ครูเราแท้ๆ มาแต่ต้นก็ใช่จักเชื่อได้น้ำใจคน จงเชื่อผลเชื่อเหตุสังเกตเทอญ

ในการแสดงธรรมของพุทธเจ้าที่หมู่บ้านเกสปุตตนิคมก็มีทั้งผู้ที่ได้พบพระพุทธเจ้าแล้วพนมมือไหว้ด้วยความเคารพ คนที่กล่าวคำทักทายแบบทั่วไป และคนที่เพียงเข้ามาแนะนำตนเองแล้วก็หลีกไปอีกทางหนึ่ง รวมถึงแต่ละคนต่างเอาแต่ประกาศวาทะของตนเองและกระทบกระเทียบวาทะของผู้อื่น นั่นเป็นเพราะคนแต่ละคนจะมีท่าทีต่อสิ่งใดแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นรู้สึกกับสิ่งนั้นอย่างไร ซึ่งก็เหมือนกับยุคปัจจุบันที่คนแต่ละคนมีท่าทีต่อรัฐบาล ต่อฝ่ายค้าน หรือต่อบุคคลต่างๆ แตกต่างกัน และต่างก็โจมตีความคิดอื่นที่ต่างไปจากของตนเอง

พระมหานภันต์ ยังกล่าวด้วยว่า ในการสอนเรื่องกาลามสูตรหรือเกสปุตตสูตรนั้น พระพุทธเจ้า ยกเรื่องกิเลส“โลภ โกรธ หลง” เป็นตัวอย่างประกอบการอธิบาย โดยชวนชาวหมู่บ้านเกสปุตตนิคมพิจารณา 3 ประการ 1.รู้ด้วยตนเอง 2.ผู้รู้ติเตียน 3.ดูตัวอย่างจากคนอื่นที่เคยทำมาแล้ว ซึ่งทำให้เห็นภาพว่า ทั้งความโลภ ความโกรธและความหลง เป็นสิ่งที่ทั้งผู้รู้ติเตียน และเมื่อเห็นผู้อื่นที่ตกอยู่ในห้วงกิเลสดังกล่าวก็พบว่ามีแต่ความทุกข์ อนึ่ง พระพุทธเจ้ายังสอนให้เปิดรับฟังมุมมองทุกด้าน (สุตมยปัญญา) ควบคู่ไปกับการใช้ปัญญาพิจารณา (โยนิโสมนสิการ) ว่าข้อมูลใดเป็นประโยชน์หรือโทษ และสมควรสื่อสารข้อมูลนั้นออกไปหรือไม่

“จะเห็นว่าหลักกาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าสอนมันคือหลักคำสอนที่เป็นไปเพื่อสันติทั้งทางใจ ทางกาย วาจา และเหนือไปกว่านั้นคือทางสังคม เพราะในตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าถามว่าคนโลภ คนโกรธ คนหลง ก็จะทำผิดศีล ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม โกหกคนอื่น และสุดท้ายสังคมก็วุ่นวาย แต่เมื่อไม่มีโลภ โกรธ หลง อันนี้ถึงจะนำไปสู่สันติทั้งกาย วาจา ใจ และสังคม” พระมหานภันต์ กล่าว

จากนั้นเป็นการเสวนาในหัวข้อ “อะไรคือเส้นแบ่งบางๆระหว่างความจริงและความเชื่อ” โดยวงเสวนานี้มีวิทยากร 2 ท่านที่สะท้อนมุมมองทางศาสนา คือ คุณพ่ออมรกิจ พรหมภักดีอุปมุขนายกสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี และกรรมการอำนวยการสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย ให้ความเห็นว่า หากถามว่ามนุษย์ควรเชื่ออะไรหรืออะไรที่เชื่อถือได้ ในยุคสมัยที่มีข้อมูลจำนวนมาก ในมุมของศาสนาคริสต์นั้นมุ่งเน้นให้แยกแยะความดี-ความชั่ว ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นจุดร่วมที่ทุกศาสนาสอน และการสื่อสารควรเป็นไปเพื่อความดีที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือการนำความเชื่อมาเป็นเครื่องมือเพื่อความจริงเฉพาะในแบบที่ตนเองต้องการ

“หากเรายึดมั่นในความเชื่ออย่างเดียวก็ไม่พอ ใช้ศรัทธามาเป็นเครื่องมือเพื่อความจริง บางอย่างอาจสูญหายไป ถูกปฏิเสธเพราะขัดกับความเชื่อ ดังนั้นความจริงที่เหลืออยู่ ก็อาจเป็นความจริงที่ถูกนำไปรับใช้เพื่อผลประโยชน์เท่านั้นเพียงบางกลุ่ม”คุณพ่ออมรกิจ กล่าว

ขณะที่ รศ.เสาวนีย์ รุจิระอัมพร-จิตต์หมวด กรรมการบริหารหลักสูตรสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ ผู้อำนวยการหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (จชต.) สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ศาสนาอิสลามนั้นสอนให้มนุษย์รักการเรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าเพื่อแสวงหาความจริง แต่มนุษย์มักเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง และเมื่อเชื่อแล้วก็นำไปสู่ความแตกแยกในสังคม เช่น มีการสร้างชุดความคิดว่าผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นผู้มีนิสัยดุร้ายและหัวรุนแรง นำไปสู่เหตุการณ์การใช้ความรุนแรงต่างๆ อาทิ กรณีชาวโรฮีนจาในเมียนมา เหตุกราดยิงที่นิวซีแลนด์ เป็นต้น เพราะเมื่อเกลียดชังกันแล้วสันติย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

“ทำอย่างไรในการที่เราจะอยู่ร่วมกันตรงนี้ เราจะทำให้มันเกิด Common Space (พื้นที่กลาง) ที่เป็นพื้นที่ที่เป็น Safety Zone (พื้นที่ปลอดภัย) เป็นความปลอดภัยในแง่ของการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ ในการที่เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข เพราะฉะนั้นก็คงต้องเป็นความร่วมมือในแง่ของศาสนิกชนของศาสนาต่างๆ ในแง่ของการจับมือกัน ทำงานร่วมกันให้มากขึ้น” รศ.เสาวนีย์ กล่าว

ในการเสวนาดังกล่าวยังมีมุมมองจากฆราวาส 2 ท่านคือ สุชัย เจริญมุขยนันทผู้ก่อตั้ง UbonConnect ที่ยก 2 ตัวอย่างมาเป็นอุทาหรณ์ ตัวอย่างแรกมาจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องภูเขาไฟระเบิด ในภาพยนตร์มีฉากที่สมาชิกในครอบครัวเตรียมอพยพหนีไปยังที่ปลอดภัย เว้นเสียแต่สมาชิกที่เป็นหญิงชราบอกว่าตนเองจะไม่หนีไปไหนเพราะเชื่อว่าภูเขาไฟจะไม่ทำร้ายมนุษย์

กับอีกตัวอย่างคือประสิทธิภาพด้านการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของวัคซีนยี่ห้อซิโนแวค ที่มีการเก็บข้อมูลในหลายประเทศซึ่งใช้งานวัคซีนดังกล่าว แต่กลับเลือกหยิบข้อมูลเพียงบางประเทศมาสรุปว่าวัคซีนซิโนแวคไม่ดี ว่า การไม่เห็นความจริงทั้งหมดอาจทำให้เกิดความเชื่อที่ผิดพลาด และความเชื่อที่กลายเป็นอคติไปแล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยน ดังนั้นสิ่งที่อยู่ระหว่างความเชื่อกับความจริงคือความเห็น ไม่ว่าจะเป็นความเห็นที่ตั้งอยู่บนความรัก ชัง หลงหรือกลัว มนุษย์จึงควรฝึกสมองให้สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริง ความเห็นและความเชื่อ

ปิดท้ายด้วย รณพงศ์ คำนวณทิพย์ ผู้ก่อตั้ง Media Oxygen ที่กล่าวว่า มนุษย์มักเชื่อสิ่งที่ตรงกับความคิดของตนเอง หรือก็คืออคติ ซึ่งการใช้สื่อออนไลน์ (Social Media)จะมีคำว่า ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) หมายถึงการได้ยินแต่สิ่งที่เชื่อหรือสิ่งที่ชอบซ้ำๆ ทั้งนี้ ฝากข้อคิดไว้1.คิดก่อนเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูล ต้องตรวจสอบและหากไม่มั่นใจว่าข้อมูลนั้นถูกต้องก็อย่าส่งต่อหรือเผยแพร่ 2.นำเสนออย่างเที่ยงธรรม ไม่ใช่กล่าวถึงแต่เพียงด้านเดียว และ 3.คำนึงถึงการสร้างไมตรี หลีกเลี่ยงการนำเสนอข้อมูลที่ก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งโดยไม่จำเป็น

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ข่าวปลอม’ ระบาดออนไลน์ สนทนา ‘กลุ่มปิด’ พื้นที่เสี่ยง #SootinClaimon.Com

Posted on May 30, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/576503

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ข่าวปลอม’ระบาดออนไลน์ สนทนา‘กลุ่มปิด’พื้นที่เสี่ยง

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ข่าวปลอม’ระบาดออนไลน์ สนทนา‘กลุ่มปิด’พื้นที่เสี่ยง

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 07.35 น.

“ข่าวปลอม (Fake News)” ปัญหาที่มาคู่กับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เมื่ออินเตอร์เนตและอุปกรณ์เชื่อมต่อไม่ว่าคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเข้าถึงคนจำนวนมากได้ง่าย การเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลข่าวสารก็กระจายไปอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดที่ในช่วงปีเศษๆ ล่าสุดจนถึงปัจจุบัน ที่มีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 มีศัพท์เกิดใหม่ขึ้นคือ“อินโฟเดมิค (Infodemic)” หมายถึงการระบาดของข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง โดยล้อมาจากคำว่า “แพนเดมิค(Pandemic)” ที่แปลว่าโรคระบาด

ในงานแถลงข่าว (ออนไลน์) เรื่อง “ถอดรหัสข่าวลวง: เปิดรายงานโคแฟค ที่มา ลักษณะข่าวลวงและข้อเสนอแนะ(De-coding Disinformation : Cofact Original Report and Recommendations)” เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ชิตพงษ์ กิตตินราดร ผู้แทนทีมวิจัยสถาบันเชนจ์ฟิวชั่น เล่าถึงผลการศึกษาที่หยิบยกเนื้อหาบางส่วนที่เผยแพร่และส่งต่อกันบนโลกออนไลน์ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นข่าวปลอม ทั้งที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 และเรื่องอื่นๆ มาวิเคราะห์ ด้วยวิธีแบ่งผู้เกี่ยวข้องเป็น 2 กลุ่มคือ ผู้เผยแพร่ข่าว (Spreader) และผู้แก้ไขข่าว(Corrector) ได้แก่

1.สมุนไพรฟ้าทะลายโจรป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ (ซึ่งในความเป็นจริงผลการศึกษาพบเพียงมีฤทธิ์ในการรักษาและสร้างภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่รวมถึงการป้องกันโรคแต่อย่างใด แต่ผู้ที่น่าจะเผยแพร่เป็นคนแรกใช้วิธีพาดหัวบิดเบือน) การค้นหาระหว่างวันที่ 10 ก.พ.-10 พ.ค. 2564 พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม 180 ข้อความ และข้อความแก้ไขข่าวปลอม 401 ข้อความ

2.มะนาวโซดาฆ่าเชื้อโควิด-19 ค้นหาระหว่าง วันที่ 12 ธ.ค. 2563-12 มี.ค. 2564 พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม 2 ข้อความ และข้อความแก้ไขข่าวปลอม 18 ข้อความ เช่นเดียวกับมะนาวโซดารักษาโรคมะเร็ง พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม 3 ข้อความ และข้อความแก้ไขข่าวปลอม 157 ข้อความ 3.คลิปเสียงแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช ระบุว่าการกินยาเขียวช่วยป้องกันและรักษาโรคจากไวรัสโควิด-19 ได้ ค้นหาระหว่างวันที่ 10 ก.พ.-10 พ.ค. 2564 ไม่พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม แต่พบและข้อความแก้ไขข่าวปลอม 39 ข้อความ

4.อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของบริษัทไฟเซอร์ เตือนว่าผู้ฉีดวัคซีนโควิด-19 จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ค้นหาระหว่างวันที่ 13 ก.พ.-13 พ.ค. 2564 พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม 33 ข้อความ และข้อความแก้ไขข่าวปลอม 1 ข้อความ 5.ข่าวแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง สามารถใช้กู้ยืมเงินสดได้ ค้นหาระหว่างวันที่ 13 ก.พ.-13 พ.ค. 2564 ไม่พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม แต่พบและข้อความแก้ไขข่าวปลอม 16 ข้อความ และ 6.ข่าวลวงเรื่องคลื่นความหนาวปกคลุมประเทศไทยทุกภาค ค้นหาระหว่างวันที่ 15 พ.ย. 2563-16 ก.พ. 2564 ไม่พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม แต่พบและข้อความแก้ไขข่าวปลอม 5 ข้อความ

จากตัวอย่างทั้ง 6 ข่าวนี้ ข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ “มีข่าวปลอมถึง 4 ข่าวที่คาดว่าน่าจะไประบาดกันบนกลุ่มสนทนาแบบปิด” ประกอบด้วย ข่าวมะนาวโซดาฆ่าเชื้อโควิดหรือฆ่ามะเร็ง ข่าวคลิปเสียงแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช ข่าวแอปฯ เป๋าตังกู้ยืมเงินสดได้ และข่าวคลื่นความหนาวปกคลุมประเทศไทย เนื่องจากมีความพยายามเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องหรือแก้ไขความเข้าใจผิดกันอยู่จำนวนมาก แต่ไม่พบหรือแทบไม่พบคำค้นหาที่เป็นข่าวปลอมนั้น โดยงานวิจัยชิ้นนี้ค้นหาข้อมูลได้แต่เพียงแพลตฟอร์มเปิด เช่น เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรมยูทูบ และเว็บไซต์พันทิป

ชิตพงษ์ เสนอแนะว่า กรณีแพลตฟอร์มที่ให้บริการสนทนาแบบกลุ่มปิด น่าจะมีการหารือกับผู้ให้บริการเพื่อสร้างกลไกตรวจสอบข่าวปลอมที่ระบาดกันอยู่ในระบบ รวมถึงสร้างเครือข่ายอาสาสมัครตรวจสอบข่าวลวง หากข้อความใดน่าสงสัย อาจส่งให้ผู้ที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ เช่น ภาคีโคแฟค ประเทศไทย (Cofact Thailand) ช่วยตรวจสอบก่อนนำข้อมูลที่ถูกต้องกลับไปเผยแพร่ในกลุ่ม

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง โคแฟค ประเทศไทย และอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อธิบายเพิ่มเติมในประเด็นกลุ่มสนทนาแบบปิด ว่า ในประเทศไทยจะนิยมใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ ส่วนต่างประเทศจะเป็นแอปพลิเคชั่นวอตส์แอปป์ กลุ่มสนทนาที่ตั้งขึ้นผ่านแอปฯ เหล่านี้ไม่ถูกมองเห็นแบบสาธารณะ ซึ่งต่างจากแพลตฟอร์มเปิด เช่น ทวิตเตอร์ ที่เมื่อโพสต์อะไรไปเพียงครู่เดียวก็อาจเกิดการโต้เถียงแล้ว

ขณะเดียวกัน “วัฒนธรรมเกรงใจ” ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ข่าวปลอมในกลุ่มสนทนาแบบปิดไม่ถูกแก้ไข เพราะโดยทั่วไปแล้ว สมาชิกในกลุ่มปิดเหล่านี้มักเป็นคนที่รู้จักกัน เช่น พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงาน จึงไม่กล้าเตือนกันเพราะไม่อยากให้โกรธกันจากความรู้สึกว่าทำให้เสียหน้า คนไทยจำนวนมากจึงเลือกถนอมน้ำใจ คนที่เผยแพร่ข้อความนั้นก็ยังเข้าใจต่อไปว่านั่นเป็นเรื่องจริง

อนึ่ง ปัญหาการส่งต่อข่าวปลอมนั้นยังมีเรื่องของ “อคติ” ที่แม้จะเป็นแพลตฟอร์มเปิดซึ่งสามารถพบเห็นการแก้ไขหรือชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องได้ แต่คนส่วนหนึ่งก็ยังเลือกที่จะเชื่อข้อมูลที่ไม่จริงต่อไป ทั้งนี้ สำหรับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม มีข้อเสนอต่อไปนี้ 1.ข้อมูลที่ออกมาจากภาครัฐต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ และไม่เปลี่ยนไป-มา หรือหากจะเปลี่ยนก็ควรมีฐานข้อมูลกลางเป็นช่องทางให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานต่างๆ ได้ หรือเรียกว่าระบบข้อมูลเปิด (Open Data)

เช่น ประเด็นวัคซีนโควิด-19 ที่แต่ละคนต้องไปตามกันเองในเพจนั้นเพจนี้บ้าง ข้อมูลก็จะมีทั้งจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง หรือจริงแต่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมในเวลาต่อมา (Update) บ้าง ทำอย่างไรจึงจะมีช่องทางให้เข้าไปตรวจสอบ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความสับสน ตลอดจนข่าวปลอมได้ 2.สื่อมวลชนควรช่วยตรวจสอบข่าวลือต่างๆ อย่างทันท่วงที ที่ผ่านมาหลายครั้งก็พยายามช่วยกัน แต่หลายครั้งแหล่งข้อมูลก็ยังมีความสับสน ดังนั้นแหล่งข่าวไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนต้องทำข้อมูลเข้าถึงได้โดยง่ายเพื่อใช้ในการอ้างอิง

3.ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ควรมีระบบแจ้งเตือนหรือลบข้อมูลที่พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งมีตัวอย่างแล้ว เช่น เฟซบุ๊ค ที่ในต่างประเทศพบการระงับการเผยแพร่ข้อมูลที่พบว่าเป็นข่าวปลอม 4.ประชาชนทั่วไปในฐานะผู้ใช้สื่อ ต้องปรับตัวให้มีนิสัยตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนส่งต่อข้อมูล (Fact Checker) ซึ่งผู้ที่เข้าถึงอินเตอร์เนตสามารถทำได้ผ่านการค้นหาข้อมูล โดยปัจจุบันมีหลายองค์กรทำงานด้านตรวจสอบข่าวปลอม และ 5.ต้องสร้างการเรียนรู้ทักษะความรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) ใส่ไว้ในหลักสูตรการศึกษาระดับต่างๆ

เพื่อให้ประชาชนมีทักษะรู้เท่าทัน (เช่น ภาพหรือคลิปวีดีโอตัดต่อ)..อันเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,855,446 hits

Join 4,134 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ - ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ
สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล
แห่ฟังล้นเวที! จูรี​ ปราศรัยใหญ่​ เมืองคอน​ ขอโทษประชาชนแทนปชป.ในอดีต
ธรรมนัส นำทัพกล้าธรรมเปิดศึกโค้งสุดท้าย ประกาศพลิกปทุมธานีสู่ยุคใหม่
ขอความเป็นธรรมหมอสุภัทร เครือข่าย ขสช.ร้องบวรศักดิ์ วอน ก.พ.เรียกสอบใหม่
คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

Recent Posts

  • นักท่องเที่ยวหญิงออสเตรเลียดับ หลังสายกระเป๋าเป้เกี่ยวลิฟต์สกีที่ญี่ปุ่น ร่างลอยค้างกลางอากาศ
  • จีนประหาร 4 มาเฟีย “ตระกูลไป๋” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา
  • อิสราเอลประกาศเปิดด่าน “ราฟาห์” เชื่อมกาซา-อียิปต์ ใช้มาตรการคุมเข้ม-ห้ามสื่อต่างชาติ
  • ฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องถอดถอนรองปธน. “ซารา ดูเตอร์เต” รอบใหม่ ปมโกงงบประมาณ-ขู่สังหารผู้นำ
  • “อันวาร์ อิบราฮิม” ยันชัด “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” ปมเอี่ยวอีเมล “เจฟฟรีย์ เอพสตีน”

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d