Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สื่อดิจิทัล’ กับเด็ก-เยาวชน ห้ามไม่ได้..ใช้อย่างไรก่อผลดี #SootinClaimon.Com

Posted on May 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/576324

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สื่อดิจิทัล’กับเด็ก-เยาวชน  ห้ามไม่ได้..ใช้อย่างไรก่อผลดี

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สื่อดิจิทัล’กับเด็ก-เยาวชน ห้ามไม่ได้..ใช้อย่างไรก่อผลดี

วันเสาร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“สื่อดิจิทัล” อันหมายถึงอินเตอร์เนตและสื่อออนไลน์ด้านหนึ่งนั้นมีประโยชน์อย่างมากในการเป็นแหล่งข้อมูลค้นหาความรู้ ตลอดจนเป็นช่องทางสร้างโอกาสในอาชีพ แต่อีกด้านหนึ่ง สื่อใหม่ชนิดนี้ก็ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้คนอย่างมากเช่นกันโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนดังเรื่องเล่าจากงานประชุม (ออนไลน์) ในโครงการ “การศึกษาการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนในอนาคต และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” ที่ผ่านพ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้

รศ.ดร.พรพรรณ ประจักษ์เนตร ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กไทยอายุตั้งแต่ 6-14 ปี จะมีพฤติกรรมในคอมพิวเตอร์ในระดับสูงที่สุด เห็นได้จากร้อยละ 61.9จะใช้เป็นอินเตอร์เนตทั้งเพื่อการศึกษา การดาวน์โหลดภาพฟังเพลง และเล่นเกม ส่วนเยาวชนที่มีอายุ 15-24 ปี กว่าร้อยละ 51.9 จะใช้อินเตอร์เนตเพื่อการศึกษาและหาข้อมูลเป็นส่วนใหญ่

กิจกรรมที่เยาวชนมักจะทำบนอินเตอร์เนตมักจะใช้ในเรื่องของสื่อสังคมออนไลน์ มากถึงร้อยละ 98 รองลงมาใช้เพื่อความบันเทิง ร้อยละ 94.5 และใช้เพื่อแบ่งปันและการปฏิสัมพันธ์กับเครือข่าย ร้อยละ 61.8 ซึ่งจากวิจัยเชิงสำรวจโดยการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างเยาวชนไทยตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6ทั่วประเทศ จำนวน 542 คน พบว่า 1.เพศชายและเพศหญิงมีจำนวนใกล้เคียงกัน 2.รูปแบบการใช้สื่อออนไลน์ผ่านช่องทางโทรศัพท์มือถือมากที่สุด 3.มากกว่าครึ่งใช้เวลาในการใช้งานอินเตอร์เนตมากกว่า 5 ปีขึ้นไป

4.ค่าใช้จ่ายในการใช้อินเตอร์เนตต่อเดือน ประมาณ 0-800 บาท 5.ระยะเวลาในการรับสื่อต่อวันประมาณวันละ4-6 ชั่วโมง และ 6.กิจกรรมที่ทำบนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อความบันเทิง ค้นหาข้อมูลทั่วไป การโพสต์สเตตัสโพสต์รูป เขียนเรื่องราวต่างๆ และการเรียนออนไลน์ นอกจากนี้ผลการวิจัยจากการศึกษามิติทักษะของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 โดยแบ่งเป็น 3 มิติ ได้แก่ 1.มิติทักษะชีวิต 2.มิติทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม และ 3.มิติทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี

รศ.ดร.พรพรรณ กล่าวต่อไปว่า โดยภาครวมเยาวชนไทยมีทักษะค่อนข้างสูง แต่เมื่อดูในแต่ละทักษะจะเห็นว่าเยาวชนไทยมีทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยีมากที่สุด รองลงมาเป็นทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ท้ายสุดเป็นทักษะชีวิต จึงจำเป็นต้องแก้ไขบางทักษะเพื่อให้เยาวชนมีทักษะเพิ่มขึ้น เช่น ทักษะความคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะด้านสื่อ เป็นต้น จึงทำให้เกิดข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหา โดยแบ่งเป็น

“ข้อเสนอแนะสำหรับกระทรวงศึกษาธิการ” เนื่องจากเยาวชนไทยมีทักษะในการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ข่าวในอินเตอร์เนตในทางที่สร้างสรรค์ต่ำดังนั้นควรมีเผยแพร่โครงการด้านการวิพากษ์วิจารณ์บนอินเตอร์เนตอย่างสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นและปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชน ควรผลักดันระบบการเรียนการสอนให้มีการทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อให้มีศักยภาพในการเป็นผู้นำที่ดี และควรออกแบบกิจกรรมในห้องเรียนให้มีการเขียนบล็อกบรรยายเรื่องราวต่างๆ เพื่อให้ฝึกฝนและพัฒนาการเขียนบนอินเตอร์เนตอย่างสร้างสรรค์

“ข้อเสนอแนะสำหรับโรงเรียน” ควรมีการจัดทำแผนการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนตามระดับขั้นของการเรียน และควรกำหนดทิศทางในการพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับบริบทของชั้นเรียนและอายุ นอกจากนี้ควรทำระบบติดตามและวัดทักษะในศตวรรษที่ 21 ส่วนบุคคลเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็น เนื่องจากแต่ละบุคคลมีทักษะไม่เท่ากัน

และ “ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ปกครอง” ควรที่จะพัฒนาทักษะการใช้สื่อกับบุตร ด้วยการสอนให้พิจารณาเนื้อหาที่สร้างสรรค์และแบ่งปันก่อนเผยแพร่ผ่านสื่อจริงจัดสภาพแวดล้อมของบ้านให้มีการสื่อสารพูดคุยในลักษณะสร้างสรรค์ และผู้ปกครองควรจะผลักดันให้เยาวชนเกิดความคิดริเริ่มใหม่ผ่านกิจกรรมต่างๆ ในครอบครัว เพื่อให้เยาวชนสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่และก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพตนเองได้

ขณะที่ ผศ.ดร.บุหงา ชัยสุวรรณ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรม นิด้า กล่าวเสริมในส่วนของทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่ควรมี ประกอบด้วย1.การใช้สื่อออนไลน์จำเป็นต้องให้เด็กประถมศึกษาปีที่ 1-6อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด 2.รายการที่มีเนื้อหาในเชิงบวก เช่น ความรู้พื้นฐานด้านการเงิน เศรษฐกิจ ธุรกิจ การเป็นผู้ประกอบการ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพ การเป็นพลเมือง และรู้ต่อโลก ควรได้รับการส่งเสริมให้มีการผลิตมากยิ่งขึ้น

3.รูปแบบวีดีโอที่ผลิตขึ้นส่วนใหญ่เป็นการแสดงละครสั้น และ Vlog ทำให้เป็นพื้นที่ให้เด็กแสดงออก โดยมีผู้ปกครองให้ความดูแล ช่วยดำเนินการ ดังนั้นทั้งเด็กและผู้ปกครองจึงควรได้รับการฝึกฝนทักษะเชิงเทคนิคในการผลิตต่อไป 4.ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการดูแลและส่งเสริมทักษะของเด็กอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และมีส่วนช่วยในการคัดกรองเนื้อหาจากสื่อสังคมออนไลน์
ต่างๆ 5.ผู้ปกครองควรเพิ่มบทบาทและความสำคัญของตนเอง และพัฒนาทักษะในการสร้างสรรค์สื่อ ทักษะในการผลิตยูทูบเบอร์ของตน เพื่อที่จะได้พัฒนาทักษะของบุตรหลานต่อไป

6.ผู้ปกครองควรจัดสรรเวลาที่เหมาะสมในการอนุญาตให้บุตรหลานได้เข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์และกิจกรรมต่างๆ 7.ผู้ปกครองได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐในการสร้างสรรค์สื่อออนไลน์ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นภาครัฐควรแสดงบทบาทส่วนนี้ให้สูงขึ้น 8.ภาครัฐควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง ด้วยการจัดทำชุดความรู้แนวทางการดูแลบุตรในการใช้สื่อสังคมออนไลน์สำหรับผู้ปกครอง และ 9.ภาครัฐควรจัดกิจกรรมสำหรับพัฒนาทักษะในการผลิตและสร้างสรรค์สื่อให้แก่ผู้ปกครอง

ด้าน ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรม นิด้า กล่าวว่า จากการศึกษาพบกลุ่มนักเรียนมัธยมส่วนใหญ่ใช้งานสื่อดิจิทัลประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนกลุ่มเด็กอายุ 6-12 ปี ส่วนใหญ่จะใช้งานต่ำกว่า 4 ชั่วโมงต่อวันแต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปีแทบทุกคน จะเริ่มใช้สื่อดิจิทัลเมื่ออายุเพียง 2-3 ปีเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่มีการเริ่มต้นใช้สื่อดิจิทัลที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ

ซึ่งพฤติกรรมการใช้สื่อในทางที่สร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์มีหลายประการ เช่น ช่วยทำการบ้าน ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ที่สนใจ เป็นต้น ส่วนที่ไม่สร้างสรรค์ก็มีจำนวนมากเช่นกัน เช่น เล่นพนันออนไลน์ ใช้คำหยาบคายทางออนไลน์ ดูสื่อที่ไม่เหมาะสมเป็นต้น โดยสื่อออนไลน์ทำให้มีผลกระทบเชิงบวก เช่น ได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ สามารถสร้างอาชีพได้ เป็นต้น ส่วนผลกระทบเชิงลบก็เช่นกัน ได้แก่ ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างและโลกความเป็นจริง ปัญหาการควบคุมอารมณ์ เป็นต้น

แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนที่เห็นได้ชัด ได้แก่ เยาวชนขาดทักษะความรู้เท่าทันสื่อ โรงเรียนยังดูแลไม่ดีเท่าที่ควร ภาครัฐไม่มีการกำกับดูแลสื่อที่ไม่เหมาะสมเท่าที่ควร ไม่มีสื่อสร้างสรรค์เพียงพอ และมีการชักจูงและเลียนแบบจากคนดังบนโลกออนไลน์ จึงต้องมีแนวทางส่งเสริมเด็กและเยาวชนไทย ในการใช้สื่อดิจิทัลในทางสร้างสรรค์

“ในส่วนของผู้ปกครอง” ได้แก่ 1.แนะนำให้ใช้สื่อที่เหมาะสมแก่เด็ก 2.ไม่ใช้คำพูดที่รุนแรงและเชิงลบ 3.ใช้สื่อไปพร้อมกับเด็ก 4.มีกติกาชัดเจน และ 5.เชื่อมโยงสิ่งที่อยู่ในสื่อให้ออกมาเป็นการทำจริง “ในส่วนหน่วยงานต่างๆ”ต้องพยายามเร่งสร้างทักษะเท่าทันสื่อ 2.ส่งเสริมให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความคิดที่ดี 3.โรงเรียนควรมีแนวทางให้เด็ก 4.ภาคเอกชนควรให้ความร่วมมือในการสร้างสรรค์สื่อ4.สนับสนุนการวิจัย เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน 5.สนับสนุนให้เกิดพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ และ 6.สื่อมวลชนควรยึดมั่นจริยธรรม!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : 2 มุม ‘คุมน้ำเมา’ ใครได้-เสีย ‘โฆษณา’ ห้ามทั้งผู้ค้า-คนดื่ม #SootinClaimon.Com

Posted on May 27, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/575833

สกู๊ปแนวหน้า : 2มุม‘คุมน้ำเมา’ใครได้-เสีย ‘โฆษณา’ห้ามทั้งผู้ค้า-คนดื่ม

สกู๊ปแนวหน้า : 2มุม‘คุมน้ำเมา’ใครได้-เสีย ‘โฆษณา’ห้ามทั้งผู้ค้า-คนดื่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 07.15 น.

เป็นหนึ่งในเรื่องที่ถกเถียงกันในสังคมไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมากับการ “ห้ามโฆษณาน้ำเมา” ระหว่างฝ่ายสนับสนุนที่เห็นว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือบ่อเกิดของสิ่งเลวร้ายนานัปการ จึงต้องควบคุมไม่ให้เห็นว่าเป็นสินค้าปกติ กับฝ่ายคัดค้านที่เห็นว่าการดื่มและการพูดถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิทธิและรสนิยมส่วนบุคคล อีกทั้งกฎหมายที่ออกมาควบคุมยังกลายเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายย่อย จนมีการตั้งโต๊ะรณรงค์ รวบรวมรายชื่อให้ครบ 1 หมื่นรายชื่อ ตามช่องทางแก้ไขกฎหมายที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เปิดไว้

ในการเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ใครได้ใครเสีย กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยุค COVID-19” จัดโดยเฟซบุ๊คแฟนเพจ “เรื่องเหล้ารอบโลก” เมื่อเร็วๆ นี้ คำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา กล่าวว่า ประเทศไทยมีการรับรองการผลิตและขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตั้งแต่ปี 2493 แต่ยังไม่มีการควบคุมจนเริ่มเห็นผลกระทบต่อสังคม กระทั่งมีการออกกฎหมายควบคุม คือ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551

โดยกฎหมายนี้ควบคุม 6 เรื่องหลักคือ 1.สถานที่ห้ามขาย 2.วันและเวลาห้ามขาย 3.อายุของคนที่ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ 4.วิธีการขายหรือการจัดโปรโมชั่นต่างๆ 5.สถานที่ห้ามดื่ม และ 6.การโฆษณา ซึ่งการควบคุมการโฆษณานั้นเพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่สินค้าธรรมดา เนื่องจากฤทธิ์ทางเคมีสามารถทำให้ผู้ดื่มอาจออกไปก่อความเดือดร้อนกับสังคมได้

“ถามว่ามาตรา 32 ห้ามโฆษณาโดยสิ้นเชิงไหม? ไม่ได้ห้ามโฆษณาสิ้นเชิงสำหรับผู้ผลิต ผมแนะนำว่าผู้ผลิตรายย่อยสามารถใช้วรรคสองได้ วรรคสองเขาเปิดช่องไว้ว่าการโฆษณาหรือการประชาสัมพันธ์โดยผู้ผลิตโดยตรงสามารถทำได้โดยใช้ตราสินค้าหรือตราของบริษัท เขาห้ามแค่ผลิตภัณฑ์แค่นั้นเอง แต่ให้ใช้ตราของบริษัทหรือตราสินค้านี้ได้ ฉะนั้นจะเห็นว่ามาตรา 32 ไม่ได้สุดขั้ว มาตรา 32 ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้” คำรณ กล่าว

ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากมองในแง่ความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายย่อย อยากให้ไปดูกฎหมายสรรพสามิตจะเห็นชัดกว่า เพราะมีการกำหนดกำลังการผลิตขั้นต่ำไว้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นธรรมแน่นอน ในขณะที่กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บังคับใช้กับทุกรายเท่าเทียมกัน แต่หลายครั้งที่ผู้ประกอบการรายย่อยเรียกร้อง มักพูดถึงกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า

อนึ่ง เจตนารมณ์ของกฎหมายห้ามโฆษณานั้นมุ่งเน้นการโฆษณาเพื่อประโยชน์ทางการค้า แต่สำหรับบุคคลทั่วไปก็ต้องระมัดระวังเรื่องการแสดงชื่อ เครื่องหมายการค้า หรืออวดอ้างสรรพคุณ หรือชักจูงให้ดื่ม แม้ไม่มีเจตนาเพื่อการค้าแต่ก็อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมายได้ ซึ่งการห้ามโฆษณาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่ต้องการให้สร้างการจดจำสินค้าหรือส่งเสริมชักจูง เพราะจะมีผลต่อพฤติกรรม เช่น อยากดื่มต้องยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ รวมถึงกระตุ้นให้ดื่มมากขึ้น หรือกระตุ้นให้นักดื่มหน้าใหม่เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เร็วขึ้น เท่ากับยิ่งมีความเสี่ยงทั้งต่อสุขภาพและต่อสังคม

“ถึงแม้ผมเป็นประชาชนทั่วไป ผมไม่ได้ทำบริษัท ไม่ได้รับจ้างใคร แต่การที่ผมรีวิว มียอดไลค์ (Like) ยอดผู้ติดตาม อันนี้เจ้าหน้าที่ก็มองว่าเราไม่ใช่คนปกติทั่วไปแล้ว ฉะนั้นพฤติกรรมของเราคือชักจูงให้คนมาสนใจในสินค้าตัวนี้ แล้วก็บริโภคสินค้าตัวนี้ ฉะนั้นกฎหมายเลยเขียนล็อกไว้” คำรณ อธิบายเรื่องการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในกรณีของคนทั่วไป

แต่ในมุมของ ธนากร ท้วมเสงี่ยม ผู้ก่อตั้งเพจ “ประชาชนเบียร์” มองว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เป็นปัญหาต่อผู้ประกอบการรายย่อย เช่น มาตรา 32 ว่าด้วยการห้ามโฆษณา ซึ่งทำให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าและร้านค้าที่รับสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางเลือกมาจำหน่าย ต้องเลิกประกอบธุรกิจไปเพราะไม่สามารถพูดถึงสินค้าของคนเองได้ด้วยเหตุที่กฎหมายปิดกั้นไว้แทบทั้งหมด อีกทั้งยังกระทบไปถึงประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรับผลประโยชน์ใดๆ กับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ดังที่เคยมีข่าวคนถูกแจ้งข้อหาเพราะบอกเล่าเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ละชนิดหรือยี่ห้อว่าเป็นอย่างไรในเฟซบุ๊คส่วนตัว โดยคดีนี้ผู้ต้องหาถูกปรับ 2 หมื่นบาท ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ แม้จะโดนจับเช่นกันแต่เมื่อมองแล้วว่าคุ้มค่ากับผลประโยชน์ก็พร้อมจะเสียเงินค่าปรับ นอกจากนี้ รายใหญ่ยังสามารถทำการตลาดได้หลายวิธี เช่น นำตราสัญลักษณ์ยี่ห้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ติดตลาดแล้วไปใช้กับสินค้าอื่นๆ หรือไปซื้อพื้นที่สื่อในต่างประเทศเพื่อโฆษณากลับเข้ามายังประเทศไทย กฎหมายนี้จึงมีลักษณะย้อนแย้ง คืออยากควบคุมแต่ไม่สามารถควบคุมได้จริง

“ทำไมผมถึงสนใจเรื่องนี้ ต่อให้เราผลิตเข้ามาแล้วแต่เราไม่สามารถพูดถึงสินค้าตัวเองได้เลย มันจะขายอย่างไร? สุดท้ายเอามาตั้งไว้เฉยๆ ที่บ้านแล้วก็ไม่มีใครรู้จักเลย มันก็เหมือนฆ่าตัวตาย สุดท้ายผลิตมา เอาเงินเป็นแสนเป็นล้านลงไป นำเข้ามาปุ๊บ!..เจ๊ง! ไม่มีทางออก เลยอยากให้ทุกคนมีสิทธิ์ในการพูด แล้วผมก็เชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยคนไทยสามารถเลือกได้ เราสามารถรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว เราสามารถแบ่งได้

ต่อให้วันนี้เด็กๆ อาจจะยังไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราสอนเขาให้รู้ว่าแอลกอฮอล์มันดีมันเสียอย่างไรบ้าง ผมเชื่อว่าเขาสามารถใช้วิจารณญาณในการเลือกของเขาเองได้ ก็อยากให้รัฐเปิดช่องตรงนี้ให้กว้างขึ้น ให้ทุกคนมีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์เลือก ในมุมมองของตัวเองได้” ธนากร กล่าว

ธนากร ยังกล่าวด้วยว่า จุดยืนของการก่อตั้งเพจประชาชนเบียร์ คือต้องการสร้างความเข้าใจว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไปเสียทีเดียว แต่ยังมีเรื่องของสุนทรียภาพในการดื่มอยู่ในสังคมด้วย โดยคนที่ดื่มแล้วก่อปัญหาสังคม เช่น ทะเลาะวิวาท เมาแล้วขับ ฯลฯ แม้จะมีแต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่ดื่มทั้งหมด 16 ล้านคนทั่วประเทศ

สำหรับร่างแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นั้น มีการรวบรวมรายชื่อจนครบ 1 หมื่นรายชื่อ และยื่นต่อรัฐสภาไปแล้วตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.2564 ที่ผ่านมา ส่วนจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อใด คงต้องติดตามกันต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มองต่างแดนฉีดวัคซีนคุมโควิด ‘กว้าง-เร็ว’ ชีวิตปกติยิ่งกลับมาไว #SootinClaimon.Com

Posted on May 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/574698

สกู๊ปแนวหน้า : มองต่างแดนฉีดวัคซีนคุมโควิด ‘กว้าง-เร็ว’ชีวิตปกติยิ่งกลับมาไว

วันเสาร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านมาแล้วร่วมปีครึ่งกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก จนถึงปัจจุบันที่มีวัคซีนออกมาหลากยี่ห้อจากหลายประเทศ ซึ่งแม้ประสิทธิภาพด้านป้องกันการติดเชื้อจะลดหลั่นกันไปบ้าง แต่ด้านลดอาการป่วยรุนแรงถึงขั้นนอนโรงพยาบาลที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตทุกยี่ห้อนั้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือเกือบ 100% ทั้งสิ้น ดังนั้น “การปูพรมฉีดวัคซีนให้ประชากรอย่างกว้างขวางและรวดเร็วที่สุด” จึงเป็นวาระสำคัญของทุกชาติ

แต่ความท้าทายสำคัญกลับอยู่ที่เมื่อวัคซีนถูกนำมาเป็นประเด็น “การเมือง” ทำให้ประชาชนผู้รับข้อมูลข่าวสารรู้สึกลังเลใจ ดังที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้
เมื่อมีดาราหรือคนดังไปฉีดวัคซีน แล้วถูกกล่าวหาว่ารับงานมาโปรโมทวัคซีน ตั้งแต่กรณี ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ตออกมาบอกเล่าเรื่องราวการไปฉีดวัคซีน “ซิโนแวค(Sinovac)” ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งดังนี้..

“..สรุปรวมๆ ก็คือ วัคซีนแต่ละยี่ห้อ ก็เก็บข้อมูลของตัวเอง ต่างสถานที่ ต่างเวลา ในระยะของการระบาดที่ไม่เท่ากันดังนั้น จะนำมาเปรียบเทียบกันว่าอันไหนกันการติดเชื้อได้มากกว่า ก็ดูจะไม่แฟร์เท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆคือ ไม่มียี่ห้อไหนที่กันได้ 100% แต่ที่ทุกยี่ห้อมีเหมือนกันคือ กันไม่ให้มันเล่นเราหนักลดอัตราการเป็นผู้ป่วย ICU ช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เพื่อให้ pandemic นี้จบเร็วที่สุด..”

ยังมีคนดังอีกหลายท่านที่ออกมารณรงค์ในเวลาไล่เลี่ยกัน อาทิ บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ โพสต์ข้อความผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว ว่า “..ไปฉีดแล้วจริงๆ นะคะ
ok ไม่มีอาการอะไรเลย เป็นปกติมาก ไม่ได้เงินจากเรื่องนี้ไม่มีใครจ้าง ใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับใครที่กลัวแพ้หรือมีโรคประจำตัวก็คิดเยอะๆ นิดนึงว่าควรฉีดมั้ย ปรึกษาแพทย์หาข้อมูลกันก่อน ก็อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคนนะคะ..” พร้อมภาพขณะเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์กำลังฉีดวัคซีนเข้าที่แขน

รวมถึงพิธีกรชื่อดังอย่าง อั๋น-ภูวนาท คุนผลิน ที่โพสต์ ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ตอนหนึ่งระบุว่า “..อะฟังชัดๆ นะ ภูวนาทจะฉีด Sinovac นะ ไม่มีใครจ้างนะ แต่เชื่อมั่นและพอใจ ณ วันนี้เท่าที่ได้ข้อมูลมาส่วนยี่ห้ออื่นถ้ามาค่อยว่ากัน จอง Moderna ไว้เหมือนกัน แต่ยังไม่มาไงก็แค่นั้น…Simple ไม่มี Hidden Agenda ใดๆ งงว่าจะดราม่าอะไรว่าคนจ้างดารามาโปรโมท เพราะถ้าเค้าไม่มั่นใจเค้าก็ไม่ยอมฉีดจริงๆ อยู่ดี เราแค่อยากให้คนฉีดกันให้มาก จะไปถึง Herd Immunity ได้จริงไหม ไม่รู้! แต่มีอะไรที่เป็นทางที่ดีกว่านี้ไหม..” เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้แต่ผู้ที่มีจุดยืนตรงข้ามรัฐบาล ก็ยังเห็นความสำคัญของการฉีดวัคซีน อาทิ เจ๊หน่อย-คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคไทยสร้างไทย ที่เชิญชวนประชาชนไปฉีดวัคซีน ผ่านทางเฟซบุ๊ค ตอนหนึ่งระบุว่า“ดิฉันขอเรียนว่าข้อมูลทางการแพทย์จากทุกสถาบันยืนยันว่า ถึงแม้วัคซีนจะมีประสิทธิภาพต่างกันบ้าง แต่วัคซีน COVID-19 ที่ผ่านการรับรองทุกชนิด สามารถลดความรุนแรง ลดการป่วยหนัก และลดการเสียชีวิตจาก COVID-19 ได้ ดังนั้นการฉีดวัคซีน คือทางออกทางเดียวที่จะทำให้มหาวิกฤตินี้จบลงโดยเร็วที่สุด”

หรือจะเป็น “แม่ยกม็อบ 3 นิ้ว” ทราย-อินทิรา เจริญปุระ อดีตนักแสดงชื่อดังที่หันไปเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มราษฎร ที่โพสต์เฟซบุ๊ค ระบุว่า “..กลุ่มบุคคลทั่วไปให้ลงทะเบียน 31 พ.ค. ก็คงต้องฉีดอ่ะนะ ไปลงทะเบียนอะไรตามที่เค้าบอกนี่ล่ะ เพราะต้องไปทำงานแบบใส่แมสไม่ได้และเพื่อป้องกัน/ลดความเสี่ยงจากเราไปคนอื่น จากคนอื่นมาหาเรา แต่ไม่ได้ชอบยี่ห้อนี้ค่ะ แค่ไม่มีทางเลือกเพราะคุณไม่มีทางอะไรให้เราเลือกไฟต์บังคับกันไป..” เป็นต้นซึ่งทั้ง 2 ก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะไม่ว่าใครจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร แต่การฉีดวัคซีนนั้นเป็นหนทางเดียวในการคลี่คลายวิกฤติโรคระบาดที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน และเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้วในต่างประเทศ

อาทิ สหรัฐอเมริกา สำนักข่าว CNN เสนอข่าว Fauci : “I would take whatever vaccine would be available to me” เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2564 ว่าด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดที่มีชื่อเสียงอย่าง แอนโธนีเฟาซี (Anthony Fauci) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านการรับมือไวรัสโควิด-19 ในรัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน(Joe Biden) ให้ชาวอเมริกันไปฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งในเวลานั้น ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งยังลังเลที่จะใช้วัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson and Johhnson) อันเป็น 1 ในวัคซีนที่รับรองให้ใช้งาน ส่วนอีก 2 ยี่ห้อ คือ ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) และโมเดอร์นา(Mederna) โดยในวันดังกล่าว เฟาซี ได้กล่าวว่า

“..ถ้าตอนนี้ผมยังไม่ได้ฉีดวัคซีนและมีทางเลือกแค่จอห์นสันฯ หรือรอวัคซีนตัวอื่น ผมจะเลือกวัคซีนอะไรก็ได้ที่ได้ฉีดเร็วที่สุด ด้วยเหตุผลง่ายๆ ของสิ่งที่ผมบอกเมื่อ
สักครู่ที่ผ่านมา เราต้องการให้คนจำนวนมากได้รับการวัคซีนโดยเร็วที่สุดและเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ (If I were not vaccinated now and I had a choice of getting a J&J vaccine now or waiting for another vaccine, I would take whatever vaccine would be available to me as quickly as possible for the simple reason of what I said a moment ago, we want to get as many people vaccinated as quickly and expeditiously as possible)..”

ยังมีรายงานข่าว Fauci : it’s “disturbing” that Trump voters say they won’t get vaccinated for COVID-19 โดยเว็บไซต์ Business Insider สำนักข่าว
ด้านธุรกิจและการเงินของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2564 ระบุว่า เฟาซี ยังขอร้องให้อดีต ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ช่วยเกลี้ยกล่อมประชาชนที่เป็นฐานเสียงให้ไปฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้วย เพราะเป็นกลุ่มที่ลังเลมาก นอกจากนี้ ยังมีคำกล่าวทำนองเดียวกันจาก ทิฟฟานีรุสโซ (Tiffany Russo) เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยาต้านจุลชีพ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโทเลโด รัฐโอไฮโอ เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2564

โดย รุสโซ ใช้คำว่า “วัคซีนที่ดีที่สุดคือวัคซีนที่คุณได้เร็วที่สุด (The best vaccine is the one that you canget the soonest.)” ซึ่งรัฐโอไฮโอ ก็มีนโยบายฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไปที่อยู่ภายในรัฐทุกคน และวันนี้ก็ได้เห็นแล้วว่า สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่ปูพรมฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างกว้างขวาง จนหลายพื้นที่จำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยอาการหนักและผู้เสียชีวิตลดลง ในระดับที่สามารถผ่อนคลายมาตรการการเว้นระยะห่าง รวมถึงการสวมหน้ากากปิดปาก-จมูกได้แล้ว

ไม่ต่างจาก อังกฤษ ที่ใช้วัคซีน แอสตราเซเนกา (AstraZeneca) เป็นหลักคู่กับวัคซีนไฟเซอร์ฯ แม้วัคซีนแอสตราฯ จะมีผลข้างเคียงลิ่มเลือดอุดตันที่ก็ตาม แต่ก็มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ รายงานข่าว “We can’t lose ANOTHER summer” : MPs, pubs and restaurants urge PM to speed up end of restrictions as even “Professor Lockdown” says third wave threat is “diminishing” and vaccines ARE working – after UK records just ONE Covid death in a day จาก นสพ.Daily Mail เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2564 ระบุว่า

ยอดผู้เสียชีวิตต่อวันที่เคยทะยานจากหลักร้อยเป็นหลักพันคนในเดือนส.ค. 2563-ม.ค. 2564 ลดลงเหลือหลักสิบและหลักหน่วย ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. 2564 เป็นต้นมาเช่นเดียวกับยอดผู้ติดเชื้อต่อวันที่ทะยานจากหลักพันต้นๆ ไปเป็นหลักหมื่นในช่วงเดียวกัน ก็ค่อยๆ ลดต่ำลงกลับมาอยู่ที่หลักพันต้นๆ อีกครั้งตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมี.ค. 2564 จนปัจจุบันรัฐบาลเมืองผู้ดีค่อยๆ ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้จะกังวลกับเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์สายอินเดียอยู่บ้างก็ตาม

สำหรับวัคซีนซิโนแวค มีผลการศึกษาที่ อินโดนีเซีย เว็บไซต์ นสพ.The Straits Times ของสิงคโปร์ เสนอข่าว China’s Sinovac Covid-19 vaccine found highly effective in real world study วันที่ 12 พ.ค. 2564 ระบุว่า ที่กรุงจาการ์ตา บุคลากรสาธารณสุขจำนวน 25,374 คนที่ได้วัคซีนซิโนแวค มีการติดตามผลเป็นเวลา 28 วัน จนถึง ณ วันที่ 28 ก.พ. 2564 หลังได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มพบว่า วัคซีนดังกล่าวป้องกันการเสียชิวิตได้ร้อยละ 100 และลดโอกาสป่วยหนักในระดับต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 96

เช่นเดียวกับ บราซิล เว็บไซต์ นสพ.Nikkei Asian Review ของญี่ปุ่น เสนอข่าว Maskless in Brazil : Chinese vaccine creates pandemic oasis ในวันเดียวกัน
ระบุว่า ที่เมืองเซอร์รานา (Serrana) รัฐเซาเปาโล ซึ่งมีประชากรราว 45,000 คน และประชากรวัยผู้ใหญ่ร้อยละ 97.7 ได้รับวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 ในเดือนเม.ย. 2564 มีเพียง 6 ราย ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสถิติทั้งประเทศในเดือนเดียวกันที่มีผู้เสียชีวิตถึง82,000 ราย ถึงขั้นผู้ดูแลสุสานในเมืองไม่ต้องเจอภาพคนเอาศพผู้ติดเชื้อโควิด-19 มาทิ้งจำนวนมากอย่างปี 2563 อีกขณะที่เครื่องช่วยหายใจและรถพยาบาลที่เตรียมไว้ก็ไม่ต้องนำมาใช้งาน รวมถึงแทบไม่มีใครสวมหน้ากากกันแล้ว

จะเห็นได้ชัดว่า “ยิ่งฉีดได้กว้างขวางและรวดเร็วเท่าใด..เศรษฐกิจและวิถีชีวิตแบบเดิมยิ่งกลับมาได้ไวเท่านั้น” การฉีดวัคซีนจึงไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่อง
การทำเพื่อตนเองและคนที่รัก ทั้งในแง่สุขภาพที่ลดการเจ็บป่วยล้มตาย และเศรษฐกิจที่แต่ละคนจะได้กลับไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างที่เคยเป็น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : คุมโควิด-ฉีดวัคซีน ‘ความเชื่อมั่น’ ตัวแปรสำคัญ #SootinClaimon.Com

Posted on May 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/574246

สกู๊ปแนวหน้า : คุมโควิด-ฉีดวัคซีน  ‘ความเชื่อมั่น’ตัวแปรสำคัญ

สกู๊ปแนวหน้า : คุมโควิด-ฉีดวัคซีน ‘ความเชื่อมั่น’ตัวแปรสำคัญ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“50 ล้านคน” เป็นเป้าหมายสำหรับประเทศไทยในการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ตามเกณฑ์สากลที่ระบุว่าหากฉีดได้ร้อยละ 70 ของประชากรทั้งประเทศ จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) จนสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เบาบางลงไม่เป็นวิกฤติร้ายแรงอีกต่อไป แต่ “ความท้าทาย” ในการปูพรมฉีดวัคซีนของไทยก็เป็นเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศที่ “ความเชื่อมั่นในภาครัฐ” เป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจของประชาชน

ในวงเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “รัฐ-สื่อ-สังคม: ใครคือทางออกวิกฤติข่าวสารเรื่องวัคซีน” ซึ่งจัดโดยภาคีโคแฟค ประเทศไทย (COFACT Thailand) ร่วมกับ UbonConnect เมื่อเร็วๆ นี้ กฤตนัน ดิษฐบรรจง ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “ส่องสื่อ” ตั้งข้อสังเกตว่า “ภาครัฐไม่มีความชัดเจนเรื่องข้อมูลตั้งแต่แรก”ซึ่งเมื่อประกอบกับสถานการณ์โรคระบาดทำให้จำกัดการเข้าไปทำข่าวของสื่อมวลชนเพื่อป้องกันตนเอง

อย่างไรก็ตาม การไม่ให้สื่อเข้าไปทำข่าว ผลกระทบคือสื่อไม่สามารถซักถามข้อสงสัยได้ ทั้งที่บางเรื่องอาจฟังแล้วยังเข้าใจไม่ชัดเจน หรือกรณีการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกันเรื่องข้อเสนอประชาชนสามารถเดินทางไปฉีดวัคซีนโดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า (Walk In) ซึ่งตอนแรก กระทรวงสาธารณสุข บอกว่าทุกจังหวัดทำได้เลย แต่ไม่นานนัก กรุงเทพมหานคร (กทม.) กลับบอกว่ายังไม่พร้อม

หรือการเปรียบเทียบประสิทธิภาพวัคซีนโควิด-19 จำนวน 2 ยี่ห้อที่มีใช้ในประเทศไทยขณะนี้อย่างซิโนแวคกับแอสตราเซเนกา ก็ถูกตั้งคำถามเช่นกันว่า เหตุใดจึงใช้ข้อมูลการฉีดซิโนแวค 2 เข็ม มาเทียบกับข้อมูลการฉีดแอสตราเซเนกา 1 เข็ม หรือแม้กระทั่งผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไม่ว่ายี่ห้อใดๆ ก็ตาม รัฐบาลก็ยังไม่บอกให้ชัดเจนว่าหากเกิดแล้วประชาชนควรทำอย่างไร โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวซึ่งต้องนำมาพิจารณาในการฉีดวัคซีนด้วย

“เขาจะสามารถหาข้อมูลได้จากไหนในเมื่อภาครัฐไม่มีข้อมูล ในเมื่อภาคประชาสังคมก็ให้แต่ความคิดเห็น (Opinion) ของหมอ ว่าคุณควรที่จะ 1 2 3 4 นู่นนี่นั่น ต้องปรึกษาหมอนะซึ่งสุดท้ายด้วยความที่คุณเชื่อว่าฉีดออกไปน่าจะได้ผล แต่ถ้าสมมุติเขาฉีดไปแล้วมันมีปัญหาขึ้นมา ปัญหาอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นใน 30 นาทีแรก เขาควรจะทำอย่างไรต่อ อันนี้มันไม่มีข้อมูลจากภาครัฐออกมาเลย” กฤตนัน กล่าว

เช่นเดียวกับ เจนพสิษฐ์ ปู่ประเสริฐ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “ยามเฝ้าจอ” ที่ตั้งข้อสังเกตกรณีมีนักวิชาการเข้าไปร่วมทำงานเป็นคณะที่ปรึกษาของ ศบค. แต่กลับใช้ช่องทางเฟซบุ๊คส่วนตัววิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชนโดยอ้างสถานะความเป็นนักวิชาการ ว่า แม้จะสามารถทำได้แต่การมี 2 บทบาทก็ต้องระมัดระวัง และเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ต่อต้านการฉีดวัคซีนแต่ปัญหามาจากประสิทธิภาพของวัคซีนที่เป็นข้อถกเถียงกัน

“ประสิทธิภาพของวัคซีนที่ถูกถกเถียงกันเป็นวงกว้างจากการนำเสนอของสื่อก็ตามหรือจากการค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง มันทำให้ประชาชนก็ไม่แน่ใจว่าวัคซีนที่ตอนนี้มีอยู่แค่ 2 อนาคตมันอาจจะมีเพิ่มเข้ามา เขาจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาฉีดแล้วเขาจะไม่มีปัญหา อันนี้ก็เป็นประเด็นที่จะต้องรับฟังในเสียงของประชาชน มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนกัน คืออย่างน้อยมันควรเปิดให้มีการถกเถียง อย่าไปมองว่าคนที่เขากลัวยี่ห้อนี้เป็นไม่อยากฉีดเลย ไปตีความแบบนี้ก็ไม่ใช่” เจนพสิษฐ์ กล่าว

มุมมองจากนักกฎหมาย ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมโรคระบาด ว่า
“ยิ่งอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินรัฐยิ่งต้องตรวจสอบได้” เพราะการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทำให้รัฐมีอำนาจมาก แต่อำนาจต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ และการที่รัฐจะมีความรับผิดชอบรัฐต้องสามารถถูกตรวจสอบได้ และปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย โดยในรอบปีที่ผ่านมา มีรายงานสื่อมวลชนถูกฟ้องคดี ถูกเซ็นเซอร์หรือกลั่นแกล้ง เมื่อมีการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19

ถึงกระนั้น “ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลจนไม่สามารถควบคุมได้ ต่อให้สื่อรายงานทุกอย่างตามรัฐ ถามว่าจะไม่มีใครตรวจสอบรัฐจริงหรือ เพราะยุคนี้ใครๆ ก็มีเครื่องมือสื่อสารอยู่ในมือ และการที่รัฐใช้อำนาจหรือกฎหมายไปจัดการสื่อ จะทำให้คนเชื่อรัฐหรือยิ่งระแวงรัฐกันแน่” สิ่งที่รัฐควรทำคือ 1.ทำให้ข้อมูลสอดคล้องกันทุกครั้งที่นำเสนอ 2.หากผิดก็ต้องขอโทษอย่างจริงใจ และ 3.ทำงานร่วมกับสื่อเพื่อให้การนำเสนอข้อมูลไม่ก่อให้เกิดความสับสน หรือเปิดให้สื่อตั้งคำถามได้โดยตรง เพราะความโปร่งใสทำให้คนเชื่อใจได้มากกว่าการบอกว่าควรหรือไม่ควรเชื่ออะไร

“ยุคโซเชียลมีเดีย Social Media (สื่อออนไลน์) คนก็จะมาบอกว่าสื่อไม่มีความรับผิดชอบ คุณพูดผิดคุณออกมาขอโทษสิ! มันมีการใช้แรงกดดันทางสังคมเยอะมากๆ นะในการให้สื่อออกมาแสดงความรับผิดชอบตรงนี้ แต่รัฐบอกว่าไม่ต้อง! ช้าไป! ฉันขอใช้ไม้เรียวเลย มันก็จะเกิดคำถามในใจคนว่าที่ต้องมาเล่นยาแรงกันแบบนี้เป็นเพราะมีอะไรอยากจะปกปิดอยู่หรือเปล่า อันนี้คือปฏิกิริยาของคน มันก็จะมีแบบนี้ด้วยนะ ไม่ได้มีแต่ดีจังเลยรัฐบาลเข้ามาปิดปากพวกสื่อที่พูดจาไม่รับผิดชอบ ไม่เห็นหัวคนที่เขาทุกข์ร้อนอยู่ มันมีทั้ง 2 ทาง

เพราะท้ายที่สุดแล้วข้อมูลมันไม่ได้ขาว-ดำ 100% ข้อมูลมันเป็นสิ่งที่คนฟังแล้วเราก็เลือกเชื่อ เราไม่สามารถบังคับให้คนเชื่อได้ ต้องตั้งต้นกันตรงนี้ ฉะนั้นการใช้ไม้เรียวปิดปากสื่อบางกลุ่มมันไม่ได้ทำให้คนเชื่อในสิ่งที่รัฐอยากจะเชื่อจริงๆดังนั้นการทำอะไรสักอย่างที่อยากให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์แบบนี้มันต้องอธิบายให้ได้นะ ซึ่งมันก็มีรายงานวิจัย มีอะไรออกมาเยอะแยะมากมาย ว่าวิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด” อาจารย์ฐิติรัตน์ กล่าว

เช่นเดียวกับ กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ ที่ปรึกษาโคแฟค ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า การปิดกั้นข้อมูลจะยิ่งทำให้ผู้คนสงสัยว่าข้อมูลที่ถูกปกปิดนั้นเป็นอย่างไร “ยิ่งปิดยิ่งอยากรู้..ยิ่งกระตุ้นให้อยากค้นหาและมีแนวโน้มที่จะเชื่อ” ดังนั้นการเซ็นเซอร์จึงไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความเชื่อมั่นในรัฐ เรื่องนี้เคยมีการศึกษาในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เมื่อ 8 ปีก่อน ที่พบว่า ยิ่งรัฐปิดกั้นข้อมูลก็ยิ่งทำให้คนลังเลหนักขึ้นไปอีก ทำให้การที่รัฐจะให้ข้อมูลที่มีคุณภาพ มีตัวเลขสถิติ พลอยถูกลดทอนความน่าเชื่อถือลงไปด้วย

ปิดท้ายด้วย ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา ฝากข้อคิดถึงภาครัฐที่ต้องสื่อสารอย่างชัดเจนตรงไปตรงมาและต้องใจกว้าง ใช้การชี้แจงข้อเท็จจริงหรืออธิบายความต่างของข้อมูลมากกว่ามาตรการทางกฎหมาย หากอธิบายได้ดีเชื่อว่าสังคมน่าจะยอมรับได้ เช่น การประคองระหว่างสุขภาพกับเศรษฐกิจ ขณะที่สื่อแม้จะนำเสนอข่าวอย่างรวดเร็วได้แต่ต้องรอบคอบด้วย หากผิดพลาดก็ต้องรีบแก้ไขทันที

หากทำเช่นนี้ได้ก็จะเป็นการอยู่แบบดูแลซึ่งกันและกันไม่ใช่จัดการกันและกัน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เจ็บและกลัวโควิดเหมือนกัน ‘คนไร้บ้าน’ วอนรัฐช่วยเหลือ #SootinClaimon.Com

Posted on May 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/573320

สกู๊ปแนวหน้า : เจ็บและกลัวโควิดเหมือนกัน  ‘คนไร้บ้าน’วอนรัฐช่วยเหลือ

สกู๊ปแนวหน้า : เจ็บและกลัวโควิดเหมือนกัน ‘คนไร้บ้าน’วอนรัฐช่วยเหลือ

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“1.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งจุดประสานงานในพื้นที่สาธารณะในแต่ละจังหวัด ที่ใกล้กับพื้นที่การใช้ชีวิตของคนไร้บ้าน กระจายตามจุดต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยง และความแออัดจากการรวมกันโดยให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการ และประสานการทำงานกับเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจุดประสานงานจะมีหน้าที่ ดังนี้ 1.1 ให้ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 รวมไปถึงข้อมูลการป้องกันตัวเอง และการเข้าถึงวัคซีนในระยะต่อไป

1.2 ให้บริการอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ สำหรับคนไร้บ้าน 1.3 ประสานบ้านพักฉุกเฉินของรัฐ หรือส่งต่อสถานพยาบาล กรณีพบว่ามีความเสี่ยงต่อการติดโรคระบาด หรือเมื่อพบการติดเชื้อโควิด-19 1.4 ประสานงานการเข้าถึงสิทธิ์ขั้นพื้นฐานและนโยบายการช่วยเหลือจากภาครัฐด้านต่างๆ เช่น บัตรประชาชน การเข้าถึงการรักษาพยาบาล การช่วยเหลือเยียวยาต่างๆ ของรัฐ

และ 1.5 บริการจัดหางานระยะสั้นกรณีที่คนไร้บ้านต้องการการเข้าถึงการจ้างงาน เพื่อให้มีรายได้ในการดำรงชีวิตประจำวัน 2.ต้องไม่ขับไล่ กวาดต้อนให้คนไร้บ้านออกจากที่สาธารณะ เพราะจะเกิดการเคลื่อนย้าย และไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือ ดูแล เมื่อมีความเสี่ยงที่จะติดโควิด เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ เข้าถึงการช่วยเหลือได้ทันท่วงที และ 3.รัฐบาลต้องมีนโยบายให้คนไร้บ้านได้รับการฉีดวัคซีน ในสถานที่ที่คนไร้บ้านเข้าถึงได้ง่าย”

ข้อเรียกร้องในแถลงการณ์ “เสียงจากคนไร้บ้าน ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ระลอก 3” ที่เผยแพร่โดย “บ้านเตื่อมฝันกลุ่มคนไร้บ้านเชียงใหม่” เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากคนไร้บ้านมักเป็นประชากรกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ต่างจากคนกลุ่มอื่นๆ แต่เป็นกลุ่มท้ายๆ ที่มักถูกนึกถึง โดยนอกจากการอ่านแถลงการณ์ข้างต้นแล้ว ยังมีการเปิดช่องทางออนไลน์ ให้ตัวแทนเครือข่ายคนไร้บ้านหลายพื้นที่ ได้เข้ามาสะท้อนปัญหาถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ

“บุรี สำเร็จ” ตัวแทนเครือข่ายคนไร้บ้าน จ.ระยอง เล่าว่า คนไร้บ้านอยู่อาศัยบนพื้นที่สาธารณะ และส่วนใหญ่มีปัญหาการเข้าถึงสิทธิ ทั้งการตรวจคัดกรองโรค การรับแจกอุปกรณ์ป้องกันโรค เช่น หน้ากากปิดปาก-จมูก เจลแอลกอฮอล์ล้างมือการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น เช่น การเข้าถึงวัคซีน รวมถึงการสิทธิการรักษาพยาบาลกรณีไม่มีบัตรประชาชน

ด้านตัวแทนเครือข่ายคนไร้บ้าน จ.ปทุมธานี กล่าว เช่นเดียวกับตัวแทน จ.ระยอง แต่เสริมเพิ่มเติมว่ายังมีผลกระทบด้านการทำงานด้วย โดยทีมงานเครือข่ายยังลงพื้นที่ทำงานในย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ หลายคนยังต้องการทำงาน รวมถึงที่ท่าน้ำนนท์ จ.นนทบุรี จะพบคนไร้บ้านที่เป็นผู้ป่วยบ้าง ผู้สูงอายุบ้าง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงในการได้รับอันตรายจากโรคระบาด

ส่วนที่ จ.กาญจนบุรี เครือข่ายคนไร้บ้านในพื้นที่ เล่าว่ามีคนไร้บ้านอยู่ประมาณ 30-40 คน หลายคนบอกว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ลำบากกว่าระลอกแรก เพราะรอบนี้ไม่ค่อยมีคนสนใจคนไร้บ้านเท่าใดนัก ซึ่ง “กุหลาบ”หนุ่มใหญ่ตัวแทนคนไร้บ้านที่นี่ เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยก่อสร้างเต็นท์ ตรวจคัดกรองโรค ตลอดจนแจกข้าวกล่องและอาหารแห้ง เพราะตอนนี้ได้รับความเดือดร้อนด้านอาหารค่อนข้างมาก และอยากให้มีจุดประสานงานที่เข้าถึงได้ง่าย

“ครั้งแรกมีหน่วยงานมาแจกข้าวกล่อง แจกข้าวสารอาหารแห้งเยอะ แต่พอถึงงวดนี้ไม่มีหน่วยงานใดมาทำการแจกหรือมาสอบถามพวกผมเลย หรือบางทีเจ้าหน้าที่เขาก็จะมาไล่เวลามานอน ช่วงนี้อยากจะขอร้องว่าอย่ามาไล่เราเลย ช่วงนี้เราก็ลำบากแย่แล้ว อยากจะขอร้องเท่านี้ให้ลดความเข้มข้นลงหน่อย” กุหลาบ ระบุ

ด้าน ภาวัต เป็งวันผูก คณะทำงานคนไร้บ้าน จ.เชียงใหม่ รับหน้าที่สรุปปัญหาในภาพรวมของคนไร้บ้านช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า มีการสำรวจคนไร้บ้านในหลายพื้นที่ ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ 61 คน กรุงเทพฯ ย่านรังสิต จ.ปทุมธานี และ จ.นนทบุรี รวม38 คน จ.ขอนแก่น 26 คน จ.ระยอง 24 คน และ จ.กาญจนบุรี16 คน ระหว่างวันที่ 3-8 พ.ค. 2564 รวมคนไร้บ้านในโครงการสำรวจครั้งนี้ทั้งสิ้น 165 คน ข้อค้นพบประกอบด้วย 1.คนไร้บ้านจำนวนมากเป็นวัยทำงานตอนปลาย อายุตั้งแต่ 36-60 ปี ในที่นี้คือร้อยละ 61 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด

2.คนไร้บ้านจำนวนไม่น้อยไม่มีบัตรประชาชน หากดูจากกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจได้ในที่นี้ พบว่า ร้อยละ 11 เคยมีแต่ทำหายในช่วงเวลาไม่เกิน 6 เดือน ร้อยละ 9 เคยมีแต่ทำหายในช่วงเวลาเกิน 6 เดือน ร้อยละ 7 ไม่มีบัตรประชาชน ร้อยละ 2เคยมีแต่บัตรหมดอายุในช่วงเวลาเกิน 1 ปี และร้อยละ 1 เคยมีแต่บัตรหมดอายุในช่วงเวลาไม่เกิน 1 ปี หากนำกลุ่มเหล่านี้มารวมกันจะอยู่ที่ร้อยละ 30 หรือเกือบ 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ซึ่งบัตรประชาชนมีความสำคัญมากในการเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลตามระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

3.คนไร้บ้านค่อนข้างมีความรู้เกี่ยวกับโรคระบาดโควิด-19 อาทิ กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ 133 คน ทราบเรื่องกฎหมายบังคับสวมหน้ากากปิดปาก-จมูกในที่สาธารณะมีเพียง 30 คนที่ไม่ทราบ และอีก 2 คนไม่แน่ใจ เช่นเดียวกับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 155 คนทราบ มีเพียง 10 คนที่ไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม แม้คนไร้บ้านกลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 84 จะสวมหน้ากากปิดปาก-จมูก แต่ยังมีอีกร้อยละ 16 ที่ไม่สวม ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเข้าไม่ถึงหน้ากาก เพราะร้อยละ 74 ของหน้ากากที่กลุ่มตัวอย่างใช้ มาจากการได้รับบริจาค

รองลงมา ร้อยละ 14 หาซื้อตามร้านค้า และร้อยละ 12 ไปรับแจกตามจุดต่างๆ และการเปลี่ยนหน้ากาก กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 40 เปลี่ยน 2-3 วันต่อครั้ง รองลงมาร้อยละ 36 เปลี่ยนทุกวัน ร้อยละ 13 เปลี่ยน 4-6 วันต่อครั้ง ร้อยละ 9 ไม่เปลี่ยนเลย และร้อยละ 2 เปลี่ยนสัปดาห์ละครั้งดังนั้นภาครัฐควรมีบทบาทกระจายหน้ากากให้ทั่วถึง 4.คนไร้บ้านได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 39ที่ระบุว่ารายได้ลดลง รอลงมาไม่ห่างกันนัก ร้อยละ 35 ระบุว่า กลายเป็นคนตกงาน หากนำ 2 กลุ่มนี้มารวมกันจะอยู่ที่ร้อยละ 74 หรือเกือบ 3 ใน 4

ส่วนร้อยละ 19 ตอบว่าไม่กระทบ และร้อยละ 7ไม่แน่ใจ แต่เมื่อถามถึงนโยบายเยียวยาของภาครัฐ 2 โครงการ คือเราไม่ทิ้งกันกับเราชนะ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 59 เข้าไม่ถึง รองลงมา 24 เข้าถึงเฉพาะโครงการเราชนะ ร้อยละ 12 เข้าถึงทั้ง 2 โครงการ และร้อยละ 5 เข้าถึงเฉพาะโครงการเราไม่ทิ้งกัน ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 75หรือ 3 ใน 4 ต้องการจุดประสานงานเพื่อเข้าถึงสิทธิ์ สวัสดิการรวมถึงการช่วยเหลือของภาครัฐได้อย่างทันท่วงที

“เราพบเห็นได้ชัดว่าคนไร้บ้านเองไม่ใช่ปัญหาเลย แต่เป็นผลลัพธ์ของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ ดังนั้นภาครัฐควรตระหนักรู้แล้วร่วมมือช่วยแก้ไขปัญหานี้ต่อไป” ภาวัต กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ชุมชนแออัด-คนจนเมือง(กรุง) โควิดมาเจ็บทั้งสุขภาพ-ปากท้อง #SootinClaimon.Com

Posted on May 15, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/573148

สกู๊ปแนวหน้า : ชุมชนแออัด-คนจนเมือง(กรุง)  โควิดมาเจ็บทั้งสุขภาพ-ปากท้อง

สกู๊ปแนวหน้า : ชุมชนแออัด-คนจนเมือง(กรุง) โควิดมาเจ็บทั้งสุขภาพ-ปากท้อง

วันเสาร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 3หรือระลอกล่าสุด จากสถานบันเทิงย่านทองหล่อช่วงต้นเดือนเม.ย. 2564 ลามไปทั่วประเทศ ซึ่งแม้หลายจังหวัดเริ่มคุมอยู่ แต่สำหรับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังน่าเป็นห่วงจากข่าวพบคลัสเตอร์หรือการระบาดเป็นกลุ่มก้อนใหม่ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “ชุมชนแออัด” ที่การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทำได้ยาก และโรคระบาดยังซ้ำเติมชีวิตคนในชุมชนเหล่านี้ที่เป็นผู้มีรายได้น้อย ดังเรื่องเล่าจากงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “โควิดในชุมชน กทม. เรื่องที่ควรรู้”เมื่อเร็วๆ นี้

จักรกฤษณ์ เต็มเปี่ยม ประธานสภาเด็กและเยาวชนเขตคลองเตย และเยาวชนเครือข่ายสลัม 4 ภาคบอกเล่าสถานการณ์ในพื้นที่คลองเตย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่การระบาดรุนแรง ว่า หากเข้าใจบริบทของชุมชน จะเห็นว่าเมื่อมีผู้ติดเชื้อ 1 คน โอกาสแพร่กระจายก็มีสูงมากเพราะบ้านเรือนติดกัน และแม้ภาครัฐจะเข้ามาดำเนินการปูพรมตรวจคัดกรองอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ผู้ติดเชื้อได้ไปโรงพยาบาล แต่ก็มีบางรายยังต้องรออยู่ที่บ้านเพื่อรอเตียงว่าง อนึ่ง พื้นที่คลองเตยยังแบ่งเป็นชุมชนย่อยๆ ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ รวม 43 ชุมชน แต่จดทะเบียนอยู่ 39 ชุมชน

ซึ่งการทำงานรับมือการระบาดของไวรัสโควิด-19ระลอก 3 คณะกรรมการชุมชนยอมรับว่าทำงานกันหนักกว่า2 ระลอกที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม มีความช่วยเหลือสิ่งของจำเป็นมาจากภายนอก ทั้งที่ผ่านวัดสะพาน มูลนิธิดวงประทีป หรือบริจาคถึงชุมชนเองแต่ไม่ได้เข้าไปในชุมชนโดยให้กรรมการชุมชนทำหน้าที่บริหารจัดการ แต่อีกด้านหนึ่ง “ชาวคลองเตยก็ถูกมองจากภายนอกอย่างหวาดระแวงว่าจะนำเชื้อไปแพร่ ถึงขั้นที่หลายคนถูกพักงานขาดรายได้” นั่นหมายถึงผลกระทบต่อครอบครัวเพราะชาวคลองเตยทำงานแบบหาเช้ากินเช้า-หาค่ำกินค่ำ

จักรกฤษณ์ เล่าต่อไปว่า ยังมีชุมชนแออัดอีกหลายแห่งที่ประสบปัญหาแบบเดียวกัน และบางแห่งอาจลำบากกว่าคลองเตย เช่น บางส่วนของแฟลตดินแดง เพราะแม้แต่เงินสำหรับซื้อข้าวของทำถุงยังชีพให้ลูกบ้านในชุมชนก็ยังขาดแคลน ผู้นำชุมชนจึงต้องเจียดเงินตนเองมาใช้จ่าย ในขณะที่ชุมชนคลองเตยยังมีคนภายนอกบริจาคเข้ามาบวกกับเจ้าหน้าที่นำโดยผู้อำนวยการเขตก็ทำงานกันหนักมาก จึงอยากให้ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพฯ รวบรวมความเดือดร้อนของประชาชนก่อนประสานไปยังฝ่ายพัฒนาชุมชน กรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อให้ความช่วยเหลือ รวมถึงปลดล็อกระเบียบเงินอุดหนุนชุมชน ให้ผู้นำชุมชนนำไปใช้จัดสรรสิ่งของจำเป็น

“ใน 50 เขต คลองเตยอาจถือว่าโชคดี มีการระดมกันเกิดขึ้น ทำให้เกิดการตรวจครั้งยิ่งใหญ่เหล่านี้ขึ้นมา ด้วยความที่คลองเตยเป็นชุมชนแออัดด้วย ถ้าเขตอื่นได้รับความโชคดีแบบเรามันคงดี ซึ่งตอนนี้ปัญหาคือรถตรวจมีน้อย มันทำให้ชุมชนอื่นที่เขาอยากตรวจก็จะกระจายไม่ทั่วถึง อย่างเขตข้างเคียงกันผมเห็นใจมากเลย ยานนาวา สาทร ที่ผู้ติดเชื้อเขาเยอะๆ แม้กระทั่งเขตปทุมวันที่เป็นข่าวขึ้นมา ช่วงตรงบ่อนไก่ที่คนติดเชื้อเยอะอย่างปทุมวันได้รถตรวจแล้ว แต่เขตที่กล่าวมานี้ได้รถตรวจน้อยมาก” จักรกฤษณ์ กล่าว

วรรณา แก้วชาติ ตัวแทนจากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งทำงานด้านคนจนเมืองหรือชุมชนแออัด กล่าวว่า คนส่วนหนึ่งเมื่อตกงานก็กลายเป็นคนไร้บ้าน และสถานการณ์โควิด-19 ก็เป็นอีกครั้งที่ทำให้เกิดคนไร้บ้านหน้าใหม่ ขณะที่คนในชุมชนที่ผ่อนบ้านในโครงการบ้านมั่นคงกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. เมื่อขาดรายได้เพราะไม่มีงานทำก็ต้องขอพักชำระหนี้

โดยในชุมชนมีการทำร้านข้าวแกงราคาถูก 15-20 บาท ซึ่งคนตกงานสามารถรับประทานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงระดมความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ป้องกันการแพร่เชื้อด้วย “บางทีเขาสวมหน้ากากอนามัยอยู่มันอาจจะเป็นชิ้นเดียวที่เขามี ซักแล้วซักอีก 5 บาท10 บาท มันคือเงินที่เขาต้องเก็บในระยะนี้” บ้านเรือนของชาวคลองเตยเฉลี่ยกว้าง 4 เมตร ยาว 7 เมตร หากเป็นบ้าน 2 ชั้น บางหลังอยู่กันถึง 15 คน ไม่เหมาะสำหรับกักตัวกลุ่มที่ไม่มีอาการ จึงมีการจัดหาพื้นที่ในชุมชน เช่น ศูนย์ประชุม ที่ทำการสหกรณ์ แม้กระทั่งบ้านร้างทำเป็นจุดพักคอย

“เราคิดว่าเรารอแค่ภาครัฐไม่ไหว มันต้องดูแลตัวเองด้วย อันไหนเราทำได้จะทำ แต่อันไหนมันเหลือบ่ากว่าแรงต้องส่งโรงพยาบาลเราก็พยายามช่วยประสานงานเต็มที่เพื่อให้ได้รับการรักษา เพราะว่าเราคิดว่าคนจนเมืองหรือคนชุมชนแออัด ค่าชีวิตมันเท่ากันกับคนอื่น ถึงแม้ว่าเราจะเป็นแรงงานของเมือง เป็นแรงงานราคาถูกหลายคนอาจจะมองว่าเป็นคนสลัม แต่คนเหล่านี้ต่างหากที่ขับเคลื่อนเมืองให้มันเดินหน้าต่อไปได้ ฉะนั้นทุกคนต้องมีสิทธิ์เข้าถึงการรักษาพยาบาลและได้รับการดูแลเท่าเทียมกัน” วรรณา กล่าว

วรรณา ยังกล่าวถึงการลงทะเบียนต่างๆ ผ่านออนไลน์ เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะประชากรในชุมชนจำนวนมากมีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี หรือแม้แต่คนไร้บ้าน ขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ฉีดวัคซีนหรือไม่ รวมถึงคนไทยที่ยังมีปัญหาสถานะทางทะเบียนราษฎร์ด้วย รัฐจึงควรออกนโยบายโดยคำนึงถึงกลุ่มคนที่หลากหลาย นอกจากนี้ รัฐควรจัดงบประมาณเพื่อจัดหาอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือยาง รองเท้าบู๊ท เข้าไปในชุมชนให้มากขึ้นซึ่งที่ผ่านมาผู้นำชุมชนบางแห่งทำงานกันหนักมากแม้ไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าวใช้

ขณะเดียวกัน “แม้คนในสังคมจะไม่สามารถยื่นมือมาช่วยอะไรคนในชุมชนแออัดได้มากนักเพราะตนเองก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่อย่างน้อยก็อยากให้เข้าใจและไม่ตีตรากัน” โรคระบาดนั้นติดได้ไม่ว่ายากดีมีจน คนในชุมชนแออัดก็กลัวติดโรคไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในสังคม หรืออาจกลัวมากกว่าคนรวยเสียด้วยซ้ำ เพราะคนรวยยังมีเงินเก็บพอให้อยู่รอดไปได้นานกว่าคนจน

ด้าน อนรรฆ พิทักษ์ธานิน ผู้จัดการแผนงานสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความเห็นว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกนี้ น่าจะทำให้คนกรุงเทพฯ เข้าใจชีวิตผู้คนในชุมชนแออัดมากขึ้น แต่กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักกว่าคือคนจนเมืองที่อยู่นอกชุมชนแออัด เพราะอย่างน้อยชุมชนแออัดก็ยังมีระบบชุมชนที่ช่วยเหลือกัน แต่คนจนเมืองที่อยู่ตามห้องเช่าแบ่งซอย เมื่อขาดรายได้ไม่มีเงินคนกลุ่มนี้ก็สุ่มเสี่ยงกลายเป็นคนไร้บ้าน

อนึ่ง “คนจนนั้นก็เข้าใจเรื่องการป้องกันความเสี่ยงแม้จะมีข้อจำกัด เช่น การใช้หน้ากากแบบซักแล้วซักอีกจนสภาพเก่า แต่ก็ยังพยายายามใส่กันให้มากที่สุด แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องปากท้อง” เพราะตั้งแต่การระบาดระลอก 2 ช่วงปลายปี 2563 งานในกรุงเทพฯ หายไปเป็นจำนวนมาก โดยช่วงปี 2561-2562 เคยมีการสำรวจที่ทาง สสส. สนับสนุน พบว่าคนไร้บ้านร้อยละ 90 มีงานทำ เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นงานรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ พอมีรายได้ประทังชีวิตไปวันๆ หนึ่ง และความช่วยเหลือจากผู้คนในช่วงการระบาดระลอก 2-3 พบว่าน้อยกว่าระลอกแรก ซึ่งเข้าใจได้ว่าแม้แต่คนที่ให้ความช่วยเหลือเองวันนี้ก็คงลำบากไม่ต่างกัน

“ชุมชนแออัดกักตัวไม่ได้ ต้องมีที่ให้เขาไปกักตัวอยู่ตรงกลาง แล้วต้องมีความช่วยเหลือเรื่องปากท้อง เรื่องการทำงาน อาชีพต่างๆ อย่างในคลองเตยหรือในชุมชนต่างๆ ที่ตกงานกันมหาศาล หรือกักตัวอยู่แล้วไม่มีรายได้ ทำอย่างไรให้เขามีรายได้ เอาตรงๆ พี่น้องชุมชนแออัดก็ไม่ได้ต้องการของบริจาคตลอดไป เขาต้องการทำงานเพราะการทำงานคือการมีเกียรติ มันคือการที่เขาสามารถหารายได้ด้วยตัวเอง แสดงศักยภาพของเขา ทำอย่างไรที่เขาจะมีงานพวกนี้ ทำที่บ้านก็ได้เพื่อให้เขามีรายได้จุนเจือต่อไป” อนรรฆ กล่าว

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เอ็มเทค-สวทช.’ ร่วมสู้โควิด ‘เปลปกป้อง’ ลดเสี่ยงเจ้าหน้าที่ #SootinClaimon.Com

Posted on May 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/572564

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เอ็มเทค-สวทช.’ร่วมสู้โควิด  ‘เปลปกป้อง’ลดเสี่ยงเจ้าหน้าที่

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เอ็มเทค-สวทช.’ร่วมสู้โควิด ‘เปลปกป้อง’ลดเสี่ยงเจ้าหน้าที่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

สถานการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ดำเนินมาปีเศษจนถึงปัจจุบัน บุคลากรเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขถือเป็นด่านหน้าที่เผชิญความเสี่ยงเพราะด้วยหน้าที่แล้วต้องอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ ทำให้การทำงานต้องระมัดระวังและต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันพิเศษ เช่น ชุด PPE เพื่อไม่ให้สัมผัสเชื้อโดยตรง ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เปิดตัวเปลความดันลบในชื่อ “เปลปกป้อง” สิ่งประดิษฐ์ช่วยลดความเสี่ยงในระหว่างเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อ

ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม เอ็มเทค อธิบายว่า เปลความดันลบคือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดยที่ผ่านมาเปลความดันลบทั่วไปในท้องตลาดยังมีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่หลายประการและมีราคาที่สูง ทำให้ทีมวิจัยเอ็มเทค ได้คิดค้น“PETE เปลปกป้อง (Patient Isolation and TransportationChamber)” อุปกรณ์สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจ

เปลปกป้องนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ 1.เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วย (Chamber) มีลักษณะเป็นแคปซูลพลาสติกใสขนาดพอดีตัวคน และ 2.ระบบสร้างความดันลบ(Negative pressure unit) เพื่อควบคุมการไหลเวียนอากาศภายในเปล ซึ่งเมื่อพาผู้ป่วยขึ้นนอนบนเปลและรูดซิปปิดเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะเปิดระบบปรับค่าความดันอัตโนมัติเพื่อให้อากาศจากภายนอกไหลเวียนเข้าสู่ตัวเปล ทำให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก

“เมื่ออากาศไหลผ่านผู้ป่วยอาจมีเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมาจากการหายใจ อากาศเหล่านั้นจะถูกดูดผ่านแผ่นกรองอากาศ (HEPA Filter) เพื่อกรองเชื้อโรค และทำการฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี-ซี (UV-C) ก่อนปล่อยออกสู่ภายนอก ทำให้มั่นใจได้ว่าอากาศเหล่านั้นปลอดเชื้อ นอกจากระบบฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพแล้ว ทีมวิจัยยังพัฒนาตัวเปลให้มีช่องสำหรับร้อยสายเครื่องช่วยหายใจและสายน้ำเกลือเข้าไปยังผู้ป่วย และมีถุงมือสำหรับทำหัตถการ 6 จุดรอบเปล เพื่ออำนวยความสะดวกในการรักษาให้กับบุคลากรทางการแพทย์” ศราวุธ กล่าว

ศราวุธ กล่าวต่อไปว่า PETE เปลปกป้อง ยังช่วยทลายข้อจำกัดการใช้งานของเปลความดันลบเดิมที่มีทั่วไปในท้องตลาด คือ 1.ระบบ “Smart controller” ทำหน้าที่ควบคุมความดันภายในเปลจึงสามารถใช้งานได้ทั้งบนภาคพื้นและบนอากาศ สามารถตรวจสอบการรั่วไหลของอากาศสู่ภายนอก (Pressure alarm) และแจ้งเตือนการเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศ (Filter reminder) เมื่อถึงกำหนด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของผู้ป่วยและการควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อที่ซึ่งได้ทำการทดสอบตามมาตรฐานสากลแล้ว

2.สามารถนำเปลเข้าเครื่องเอกซเรย์และเครื่องซีที สแกน ได้ เนื่องจากไม่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ จึงไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากเปลความดันลบเหมือนกับอุปกรณ์อื่นช่วยลดการแพร่เชื้อไปยังเครื่องมือต่างๆ และระบบปรับอากาศภายในโรงพยาบาล และลดภาระในการทำความสะอาด และ 3.ตัวเปลสามารถพับเก็บลงกระเป๋าและมีน้ำหนักเบา พกพาสะดวกและติดตั้งง่ายเหมาะกับการใช้งานในรถพยาบาล

ขณะที่ ผศ.นพ.อนุแสง จิตสมเกษม รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชกล่าวว่า การมีเปลความดันลบจะทำให้การฆ่าเชื้อลดลงไปได้มาก ทั้งยังช่วยลดเวลาและจำนวนคนที่ต้องใช้ในสถานการณ์โรคระบาด ที่สำคัญคือช่วยระวังเรื่องความปลอดภัยของบุคลากรที่ดูแลผู้ป่วย ซึ่งมีอยู่ค่อนข้างจำกัดและทำงานอย่างหนัก เปลความดันลบ ที่ เอ็มเทค ทำได้ถือเป็นนวัตกรรมที่จะเป็นแรงผลักดันทำให้ผู้ผลิต และผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีแรงผลักดันในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ใช้เองในประเทศ

“ที่ผ่านมาเราเจ็บปวดกับการที่เราไม่สามารถซื้อหน้ากากอนามัยจากต่างประเทศมาใช้ได้ เฉกเช่นเดียวกับเปลความดันลบ ในวันที่เกิดโควิดครั้งแรกมูลค่าเปลความดันลบ สูงไปถึง 6.5-7 แสนบาท ทั้งๆ ที่ต้นทุนอยู่ที่แสนกว่าบาท ดังนั้นประเทศเราต้องเปลี่ยนแนวคิดว่า เราต้องช่วยเหลือประเทศตัวเองให้ได้ก่อน ซึ่งนี่คือความมั่นคงทางการแพทย์แบบหนึ่ง” ผศ.นพ.อนุแสง กล่าว

ด้าน กุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการวทช. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สวทช. ได้เร่งพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรม สำหรับรองรับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีการส่งมอบผลงานมากกว่า 20 ผลงาน ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การลดการแพร่กระจายและฆ่าเชื้อโรค รวมทั้งการตรวจคัดกรองและการตรวจวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ให้กับหน่วยงานที่มีความเสี่ยงและมีความต้องการใช้อุปกรณ์

อีกทั้งหลายผลงานที่มีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีการผลิตได้ถูกนำไปต่อยอดและเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกันกับเปลความดันลบซึ่งเป็นอีกนวัตกรรมที่ สวทช. โดยเอ็มเทคสามารถพัฒนาและผลิตได้เองในประเทศจะเป็นอีก 1 นวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ในการระบาดระลอกใหม่นี้รวมถึงสถานการณ์วิกฤติที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ในอนาคต

“วันนี้ทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. ได้ส่งมอบ PETE (พีท)เปลปกป้อง : เปลความดันลบเคลื่อนย้ายผู้ป่วย รวมจำนวน 5 ชุด ได้แก่ 1.คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช 2.โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 2 ของโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ กทม. 3.มูลนิธิรวมน้ำใจ (คลองเตย) กทม. 4.โรงพยาบาลวิภาวดี กทม. และ 5.โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ จังหวัดนครราชสีมา

เพื่อใช้ในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยรถพยาบาลจนถึงการนำผู้ป่วยเข้าเครื่องเอกซเรย์ปอดและเครื่องซีที สแกน(CT scan) โดยไม่ต้องนำผู้ป่วยออกจากเปลความดันลบ ช่วยลดการแพร่เชื้อโรคบนอุปกรณ์ทางการแพทย์และสถานพยาบาล”ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวSCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ คนชายขอบ ‘อคติ-การพัฒนา’ ถูกเบียดขับ #SootinClaimon.Com

Posted on May 9, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/571578

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กลุ่มชาติพันธุ์’คนชายขอบ  ‘อคติ-การพัฒนา’ถูกเบียดขับ

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กลุ่มชาติพันธุ์’คนชายขอบ ‘อคติ-การพัฒนา’ถูกเบียดขับ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“คนชายขอบ (Marginal People)” หมายถึงประชากรกลุ่มที่อยู่ห่างไกลจากความรับรู้ถึงการมีตัวตนในสายตาของคนทั่วไป มักเข้าไม่ถึงสวัสดิการต่างๆ ที่รัฐจัดให้ และสุ่มเสี่ยงถูกเอารัดเอาเปรียบจากบุคคลหรือกลุ่มที่มีสถานะทางอำนาจเหนือกว่า ซึ่งในสังคมนั้นคนชายขอบมีหลายกลุ่ม เช่น คนไร้บ้าน แรงงานข้ามชาติ ผู้ขายบริการทางเพศ ผู้มีปัญหาสถานะทางทะเบียนราษฎร์ ผู้ต้องขังในเรือนจำรวมถึง “กลุ่มชาติพันธุ์” หรือประชากรชนเผ่าพื้นเมือง

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดงานเสวนา(ออนไลน์) หัวข้อ “ห้องเรียนสิทธิมนุษยชนออนไลน์ ตอน สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง” โดยองค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) ซึ่ง เกรียงไกร ชีช่วงเครือข่ายกะเหรี่ยงและสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาทั่วโลกของชนเผ่าพื้นเมืองมักเป็นการถูกพรากจากที่ทำกินและที่อยู่อาศัยเดิมโดยรัฐใช้กฎหมายและนโยบายในการแย่งชิงและกีดกันการเข้าถึงทรัพยากรของชนเผ่า แต่ให้นโยบายสัมปทานได้ผลประโยชน์

นอกจากนี้การบริการพื้นฐานของภาครัฐทำให้สูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม จึงทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความด้อยโอกาส และการถูกเอารัดเอาเปรียบ อนึ่ง คำว่าชนเผ่าในแต่ละทวีปหรือประเทศให้คำจัดกัดความที่แตกต่างกัน เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ชนเผ่าพื้นเมืองมักหมายถึงชาวพื้นถิ่นส่วนทวีปเอเชียและแอฟริกา มักหมายถึงกลุ่มที่ไม่ได้รับการพัฒนาร่วมกับวัฒนธรรมกระแสหลัก แต่ยังรักษาโครงสร้างแบบชนเผ่า และมีความเกี่ยวดองทางเครือญาติกัน

สำหรับประเด็นเรื่องการเรียกแทนตัวเองนั้น คำว่ากะเหรี่ยงถือเป็นภาษาทางการ และมีชื่อเรียกเฉพาะเช่น ปกากะญอ ม้ง อาข่า หรือในภาคใต้ก็มีพี่น้องมอแกน หรือมอแกลน ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย มีความพยายามออกกฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ปัจจุบันมี 3 ร่างคือ 1.ร่างของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงวัฒนธรรม 2.ร่างของสภาชนเผ่าพื้นเมือง และ 3.ร่างของคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร

“การพัฒนากฎหมายคุ้มครองสิทธิชาติพันธุ์ต่างๆ เราไม่ได้พัฒนาเพื่อจะได้มีกฎหมายที่เป็นเอกสิทธิ์มากกว่าคนอื่น หรือมากกว่าประชาชนคนไทย แต่เราพัฒนาเพื่อจะให้สิทธิต่างๆ ที่ถูกกดทับ ถูกเอาเปรียบ ไม่ได้รับการเข้าถึง ให้มันได้ เราไม่ได้พัฒนาเพื่อเราจะพิเศษกว่าคนอื่นแต่เราจะพัฒนาสิ่งที่เราสูญเสีย ถูกละเมิดไปให้เท่ากับคนอื่น”เกรียงไกร กล่าว

ขณะที่ ธนกฤต โต้งฟ้า เยาวชนกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง ระบุว่า ในประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ 63 กลุ่ม คิดเป็นประชากรประมาณ 3 ล้านกว่าคน หรือราวร้อยละ 4.3 ของประชากรไทยทั้งประเทศ เหตุที่กลุ่มชาติพันธุ์ถูกเลือกปฏิบัติเป็นเพราะอคติ เช่น มองว่าเป็นผู้ตัดไม้ทำลายป่าบ้าง ค้ายาเสพติดบ้าง หรือล้าหลังไม่พัฒนาบ้าง โดยไม่ได้ศึกษาว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ตั้งถิ่นฐาน อาทิ เรื่องของ “คนกับป่า” ที่รัฐมีทัศนคติว่า “ป่าต้องเป็นป่าเท่านั้น” ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะในป่ายังมีคนอาศัยอยู่ จึงแสดงให้เห็นว่าคนกับป่าอยู่ร่วมกันได้

หรือผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรม คือกรณีของ “เหมืองแร่ตะกั่ว” ที่ผู้บ้านคลิตี้ล่างในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี โรงถลุงแร่ใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องจนทำให้เกิด
สารพิษรั่วไหลสู่แหล่งน้ำสาธารณะ จนชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม และแม้ท้ายที่สุดชาวบ้านจะชนะในทางคดีความ แต่แหล่งน้ำก็ยังไม่ได้ถูกฟื้นฟูให้ใช้อุปโภค-บริโภคได้เพราะยังมีสารพิษตกค้าง และชาวบ้านเองก็ยังตรวจพบสารตะกั่วในเลือด

ประเด็นสิทธิชุมชนและคนกับป่า ถูกขยายความเพิ่มเติมโดย พชร คำชำนาญ ผู้แทนจากภาคีเซฟบางกลอยที่กล่าวว่า ชาวบ้านบางกลอยเคยมีชุมชนอยู่ในป่าตั้งแต่ปี 2455 โดยมีหลักฐานเป็นแผนที่ทางทหารของรัฐ แต่ในเวลาต่อมาพื้นที่ดังกล่าวกลับถูกรัฐประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์และมีการขับไล่ชาวบ้านออกจากที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเดิมตั้งแต่ปี 2539 ซ้ำร้ายเมื่ออพยพไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ หลายคนก็ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน หรือแม้จะมีที่ดินแต่ขาดแคลนระบบน้ำ เป็นแรงกดดันให้ส่วนหนึ่งยอมเสี่ยงกลับเข้าไปอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิม

ซึ่งเมื่อย้ายกลับเข้าไป ยังถูกเจ้าหน้าที่รัฐเปิดปฏิบัติการในชื่อ “ยุทธการตะนาวศรี” ในปี 2554 ระดมกำลังเข้าไปขับไล่ชาวบ้านและเผาบ้านเรือนสิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมถึงการหายตัวไปของ “บิลลี่” พอละจีรักจงเจริญ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม ในปี 2557 ทำให้วันนี้แม้จะผ่านมาแล้วถึง 25 ปี แต่ชาวบ้านบางกลอยก็ยังรู้สึกเจ็บปวด

จากเมืองไทยมองออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านพรสุข เกิดสว่าง ผู้อำนวยการเพื่อนไร้พรมแดน เล่าถึงสถานการณ์ใน เมียนมา ที่ขณะนี้มีการชุมนุมประท้วงต่อต้านการทำรัฐประหาร ซึ่งการชุมนุมด้วยเหตุทำนองเดียวกันในอดีตนั้นกลุ่มนักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตยจะได้รับความสนใจจากประชาคมโลกอย่างมาก ตรงข้ามกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกแย่งชิงทรัพยากร ถูกเข่นฆ่ากวาดล้างนั้นเป็นเสียงที่ไม่ค่อยถูกได้ยิน อย่างไรก็ตาม ในการประท้วงต่อต้านรัฐประหารครั้งล่าสุด บทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะในหมู่ชาวพม่ารุ่นใหม่

“ประชาธิปไตยไม่อาจเกิดขึ้นได้หากคุณไม่เคารพชนเผ่าพื้นเมือง ฉะนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้จึงเปลี่ยนไป เป็นการเรียนรู้ของประชาชนที่น่าตื่นเต้นมากพอสมควร เมื่อพูดถึงชนเผ่าพื้นเมืองในเมียนมา จะมีลักษณะความข้ามพรมแดนเนื่องจากไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ดั้งเดิมในสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองจึงมีการสู้ร่วมกันได้ เรียกร้องร่วมกันได้ ไม่ได้แบ่งว่านี่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองไทยหรือชนเผ่าพื้นเมืองพม่า” พรสุข กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แก้จนแบบแม่นยำ จากมหา’ลัยสู่ท้องถิ่น #SootinClaimon.Com

Posted on May 8, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/571378

สกู๊ปแนวหน้า : แก้จนแบบแม่นยำ จากมหา’ลัยสู่ท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

(ต่อจากเรื่อง “มากกว่า “ข้อมูล” คือ “ชีวิต” เข้าใจ-ร่วมมือ..แก้จนได้จริง” : สกู๊ปแนวหน้า เสาร์ที่ 1 พ.ค. 2564) ยังคงอยู่ที่งานเสวนา “งานวิจัยกับการแก้ไขปัญหาความยากจน” จัดโดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยตอนที่แล้วนำเสนอตัวอย่าง 2 จังหวัด “อำนาจเจริญ-แม่ฮ่องสอน” ว่าด้วยการค้นหา แก้ไข และส่งต่อความช่วยเหลือคนยากจนหรือกลุ่มเปราะบาง แต่ยังมีตัวอย่างอีกหลายจังหวัดและข้อสรุปในภาพรวม

สุธาสินี คุปตะบุตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีบทบาทในฐานะ “ทุนทางปัญญา” ด้วยความพร้อมทั้งด้านความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่หลากหลาย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏซึ่งทำงานร่วมกับท้องถิ่น ทำให้เป็นผู้ประสานงานกับทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชน ทั้งนี้ ในพื้นที่จ.สกลนคร มีการจัดตั้งศูนย์ขจัดความยากจน มหาวิทยาลัยได้มีบทบาทบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในจังหวัด ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือทำอย่างไรคนจนจะหลุดพ้นจากความยากจน

ด้วยการสนับสนุนของ ปรีชา มณีสร้อย นายอำเภอกุดบาก ทำให้ มรภ.สกลนคร ได้พื้นที่ “ตำบลกุดไห” ในเขตอ.กุดบาก สำหรับทำโครงการนำร่องแก้จนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ เริ่มจากการสำรวจและแบ่งปัญหาความยากจนเป็น 4 ระดับจากรุนแรงที่สุดถึงเล็กน้อย คืออยู่ยากมาก อยู่ยาก อยู่ได้และอยู่ดี เพื่อวางแนวทางพัฒนาศักยภาพให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม “โครงการนี้ทำให้มหาวิทยาลัยคิดถึงคนจนมากขึ้น” เช่น นำเรื่องราวชีวิตคนจนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอน ให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่ทำงานจริงและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความยากจน

“จากการดำเนินการในโครงการนำร่องของเรา ก็ไปสู่การยกระดับ มหาวิทยาลัยเราคิดว่าควรจะยกระดับทั้งอำเภอ จึงเกิดเป็นกุดบากโมเดลขึ้น จากกุดบากโมเดลเราก็มีแนวทางการพัฒนา เราพยายามจะผลักดันการพัฒนาและการช่วยเหลือคนเหล่านั้น จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีชีวิต ผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาการแก้ไขความยากจนในระดับจังหวัด” ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.สกลนคร กล่าว

ผศ.ดร.สหัสา พลนิล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เล่าเรื่องโครงการแก้จนในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ว่า วัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของผู้ประสบปัญหาสังคม โดยในคณะกรรมการจะประกอบด้วยพัฒนาสังคมจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด ตลอดจนหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ต่างๆ และคณะทำงานของมหาวิทยาลัย

หลังรวบรวมข้อมูลแล้ว คณะทำงานได้สอบทานข้อมูลกับ 22 อำเภอ เพื่อเติมเต็มเข้ากับแผนพัฒนาระดับอำเภอ ก่อนลงลึกถึงระดับตำบล รวมถึงสอบทานกับครัวเรือนประชาชน สามารถแบ่งได้ 3 กลุ่มคือ 1.พื้นที่ลุ่มน้ำ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการเลี้ยงหอย แต่คณะทำงานค้นพบว่าเป็นวิถีชีวิตที่สำคัญของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม ไม่พบปัญหาด้านการขาย และทางจังหวัดและอำเภอก็สนับสนุนพื้นที่ขาย เช่น ตลาดสีเขียว ตลาดชุมชน

ขณะที่ “บ้านเหล่าโดน” ต.หนองแค อ.ราษีไศล มีกลุ่มคนรุ่นใหม่สนใจเทคโนโลยี มีการสนับสนุนให้นำความรู้มาใช้ต่อยอดจากสิ่งที่มีในท้องถิ่น สร้างรายได้ในชุมชน เช่น การทำการคลาดสินค้าชุมชนทางออนไลน์ 2.พื้นที่กึ่งเมือง สืบเนื่องจากทางพัฒนาสังคมจังหวัดศรีสะเกษ แนะนำให้คณะทำงานไปสำรวจ “ตำบลหนองครก” อ.เมือง เพราะเป็นชุมชนใกล้เมืองแต่ผู้คนกลับมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ พบสาเหตุคือ 2.1 ไม่มีที่ทำกิน เพราะเป็นเขตเมืองขยายจึงมีการขายที่ดินจนหมด 2.2 มีรายได้แบบอ่อนไหวง่าย ทำงานในเมือง เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงก็ตกงาน

แต่อีกด้านก็พบต้นทุนสำคัญคือการเลี้ยงจิ้งหรีด ต้นทุนประมาณ 1,600 บาท แต่หากเลี้ยงไปประมาณ 3 เดือนจะขายได้ถึง 6,000 บาท และจะได้มากกว่านี้หากขยายพื้นที่เลี้ยงแต่ข้อดีคือใช้พื้นที่น้อยจึงเหมาะกับผู้สูงอายุหรือมีปัญหาสุขภาพ อีกทั้งมีตลาดรองรับตลอดเวลา และ 3.บึงมะลูในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ ที่นี่พบปัญหาคนตกสำรวจ แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ ผวจ.ศรีสะเกษ ประสานกับทุกหน่วยงานให้เข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ

“ผลสรุปของการวิจัย งานวิจัยก็มีข้อเสนอแนะให้จังหวัดในเรื่องควรจะศึกษาข้อมูลเชิงลึกของรายครัวเรือนชุมชน แล้วก็ควรจัดทำฐานข้อมูลเพื่อไปใช้ประโยชน์ร่วมกันในฐานข้อมูลเดียวกับทุกจังหวัด แล้วถัดไปก็คือจัดทำแผนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ระดับชุมชนและแผนพัฒนาวิสาหกิจชุมชน สุดท้ายเห็นควรว่าควรส่งเสริมให้มีเศรษฐกิจระดับตำบล” ผศ.ดร.สหัสา กล่าว

ขณะที่ ไพรัตน์ จีรเสถียร หัวหน้าฝ่ายพัฒนานวัตกรรมบริการวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) กล่าวถึงการเลี้ยง “ปลาสลิดดอนนา” ในพื้นที่ จ.ปัตตานี โดยเริ่มต้นนำร่องที่ “ตำบลบ้านกลาง” อ.ปะนาเระ ซึ่งด้านความรู้นั้น ม.อ.ปัตตานี ทำงานร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปัตตานี รวมถึงสถานีพัฒนาที่ดินปัตตานี

กระบวนการเลี้ยงนั้นมีการปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เช่น บางครัวเรือนเน้นเพาะลูกปลาขายตัวละ 1 บาทหรือครัวเรือนไหนเลี้ยงได้เพียงปลารุ่น ก็สามารถขายปลารุ่นให้ครัวเรือนอื่นๆ นำไปเลี้ยงต่อเป็นปลาเนื้อ หรือแม้กระทั่งการสร้างรายได้ที่เกี่ยวเนื่องกับการเลี้ยงปลาสลิด คือการปลูก “หญ้าเนเปียร์แคระ” สำหรับนำไปทำ “หญ้าหมัก” ใช้เป็นอาหารปลา เพราะหญ้าหมักมีต้นทุนต่ำกว่าอาหารเม็ดแต่เนื้อปลายังมีคุณภาพดี

“วันนี้ปลาสลิดดอนนาได้นำไปขายที่สิงคโปร์ มีพ่อค้าติดต่อสนใจมา มีความต้องการค่อนข้างมาก เราก็ต่อรองว่าขอส่งเดือนละ 3 ครั้งก่อนได้ไหม? เพราะใช้เวลาในการผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณเพียงพอในการที่จะส่งไป ก็ต้องใช้เวลา ก็ทำให้เรื่องของการตลาดตรงนี้เราพยายามรักษาการตลาด นอกจากนี้ก็มีพ่อค้าจากมาเลเซียเข้ามา ซึ่งราคาปลาสลิดดอนนา นี่แค่ชนิดเดียว แปรรูปเป็นปลาแดดเดียว วันนี้ที่ไปขายที่สิงคโปร์ ราคา 1,000 บาท/กิโลกรัม

ซึ่งราคาต้นทุนที่มหา’ลัยร่วมกับศูนย์วิจัยประมงในการผลิตปลาสด เราใช้ต้นทุนไม่เกิน 45 บาท/กิโลกรัม และการนำมาแปรรูป เมื่อเราซื้อเป็นปลาสดจากสมาชิก ให้เขามีรายได้ซึ่งกันและกัน เป็นปลาเนื้อกิโลกรัมละ 80 บาท แล้วก็มาผลิตเป็นปลาแดดเดียว 2 กิโลกรัมได้ 1 กิโลกรัม ต้นทุนอยู่ที่ 160 บาท ไม่รวมค่าบรรจุภัณฑ์อะไรต่างๆ แต่เราเอาไปขาย ขั้นต่ำ 250-500 บาท” ไพรัตน์ ระบุ

ปิดท้ายด้วย แมน ปุโรทกานนท์ หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบสนับสนุนการทำงานเชิงพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ กล่าวว่า เรื่องของคนจนไม่อาจมองจากข้อมูลด้านรายได้หรือเส้นความยากจนอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับทุนหรือศักยภาพของครัวเรือน สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ จึงต้องไปศึกษาทุน 5 ด้าน คือทุนมนุษย์ ทุนทางกายภาพ ทุนการเงิน ทุนธรรมชาติ และทุนทางสังคม ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งลักษณะคนจนนั้นก็จะแตกต่างกันด้วย

นอกจากนี้ ยังมีคนจนอีกส่วนหนึ่งที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ ก็จะมีการส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คนจนกลุ่มนี้มีลักษณะเป็น “ผู้พึ่งพิง” ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยรับสวัสดิการ รวมถึงมีอาการเจ็บป่วย เป็นผู้พิการหรือผู้ป่วยติดเตียง ครัวเรือนเหล่านี้ต้องเข้าสู่ระบบส่งต่อ การมีฐานข้อมูลทำให้ระบบส่งต่อดำเนินการได้เช่น ที่ จ.ปัตตานี ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการ ม.อ.ปัตตานี พัฒนาระบบฐานข้อมูลออนไลน์ และอีกหลายจังหวัดก็พยายามทำระบบแบบเดียวกัน

“มีกรณีที่น่าจะบันทึกไว้ ที่ ต.บึงมะลู จ.ศรีสะเกษ ท่านผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ ลงไปด้วย พบคุณยาย 2 ท่านไม่มีบัตรสวัสดิการ เพราะไม่มีบัตรประชาชน ทางผู้บริหารจังหวัดไฟเขียว นำไปสู่การช่วยเหลือปลดล็อก ก็เอามาตรวจอัตลักษณ์ น่าจะเรียกว่าขึ้นอยู่ในสายพานเร่งด่วน พิสูจน์อัตลักษณ์แล้วก็ได้รับบัตรสวัสดิการ ก็ถือว่าเป็นการทำงานที่ทุกส่วนช่วยกัน ถ้าข้อมูลมันเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือไว้ใจได้” หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบสนับสนุนการทำงานเชิงพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ กล่าว

โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ดำเนินการนำร่องใน 10 จังหวัดที่ถูกระบุในปี 2562 ว่ายากจนที่สุดในประเทศไทย ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน ชัยนาท มุกดาหาร ยโสธร สุรินทร์ ศรีสะเกษ สกลนคร กาฬสินธุ์ อำนาจเจริญและปัตตานี โดยสถาบันการศึกษาในระดับพื้นที่ 10 แห่ง ประกอบด้วย วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอนวิทยาลัยชุมชนชัยนาท วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร

วิทยาลัยชุมชนยโสธร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) ภายใต้คำถามหลัก 3 ข้อคือ 1.คนจนอยู่ที่ไหนในแต่ละพื้นที่ และจนด้วยสาเหตุใด 2.คนจนนั้นมีทุนอะไร แล้วจะไปช่วยเหลืออย่างไรให้หลุดพ้นจากความยากจน 3.จะทำให้เกิดความยั่งยืนในระบบการดูแลคนจนได้อย่างไร

และในระยะต่อไปจะขยายไปอีก 10 จังหวัด คือ บุรีรัมย์ นราธิวาส อุบลราชธานี ลำปาง พัทลุง นครราชสีมา ร้อยเอ็ด พิษณุโลก เลย และยะลา!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : รับมือวิกฤติโควิด-19 ‘ข้อมูล’ ตัวแปรความเชื่อมั่น #SootinClaimon.Com

Posted on May 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/570853

สกู๊ปแนวหน้า : รับมือวิกฤติโควิด-19  ‘ข้อมูล’ตัวแปรความเชื่อมั่น

สกู๊ปแนวหน้า : รับมือวิกฤติโควิด-19 ‘ข้อมูล’ตัวแปรความเชื่อมั่น

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านมาแล้วหนึ่งปีเศษกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ความหวังอยู่ที่การระดมฉีดวัคซีนโดยหวังว่าจะทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ที่เมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมมีภูมิต้านทานแล้วเชื้อร้ายจะลดการระบาดลง แต่วัคซีนก็เหมือนกับข้อมูลข่าวสารเรื่องอื่นๆ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่มีทั้งข่าวปลอมและข่าวที่เข้าใจคลาดเคลื่อน ส่งผลต่อมาตรการควบคุมโรคระบาดเพราะประชาชนลังเล
ไม่เชื่อมั่น

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง“เมื่อข้อมูลวัคซีนเป็นเรื่องสาธารณะ แต่เราควรเชื่อใครดี” โดยภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายหลากหลายองค์กร ซึ่ง พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท กล่าวว่า “ความท้าทายของคนทำงานสื่อคือการสื่อสารเรื่องยากให้เข้าใจง่ายและถูกต้อง” และต้องตระหนักว่าสื่อนั้นมีผลต่อแรงกระเพื่อมทางสังคม การเสนอข่าวเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 จึงต้องทำการบ้านมากขึ้น คาดการณ์ผลกระทบจากข่าวที่รายงานออกไปให้มากขึ้น

“ยังมีความยากอีกข้างหนึ่งของสื่อนั่นคือการแข่งขันทางธุรกิจ จะทำอย่างไรที่จะสื่อสารไม่ผิดแต่คนก็เข้ามาอ่านแล้วนำไปสู่การขับเคลื่อนในเชิงธุรกิจให้กับสื่อนั้นอยู่ได้ด้วย ก็จะเป็นอีกข้างหนึ่งของความยากที่สื่อเองก็ต้องแบกรับอยู่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าพูดในมุมคุยกับสื่อเหมือนคุยกับเพื่อนสื่อด้วยกัน ในเวลาที่เรื่องของวัคซีนมันมีความสำคัญ ถ้าคุยกับมุมเพื่อนสื่อด้วยกันเราอยากให้เพื่อนสื่อทำการบ้านมากๆ และทำความเข้าใจหลายๆ อย่างมากๆ และเตรียมตัวเพื่อรับกับคลื่นของ Infodemic (การระบาดของข้อมูล) อีกลูกหนึ่ง

มันจะเป็น Infodemic เรื่องวัคซีนเข้ามามากมายเลย แล้วต้องรับรู้ด้วยว่าการทำพลาดไป 1 ครั้งมันย่อมส่งผลกระทบทั้งต่อตัวสื่อเอง แล้วก็ต่อประชาชน ต่อสังคมด้วย ทำให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งตัดสินใจไม่ไปฉีดวัคซีน สมมุตินะ มันก็ย่อมส่งผลกระทบอะไรบางอย่างกับชุมชนของกลุ่มนั้น คือบางทีสื่อของเราพาดหัวข่าวแล้วทำให้หมู่บ้านหนึ่งไม่ฉีดวัคซีนทั้งหมู่บ้านและปฏิเสธการรับวัคซีน ทั้งๆ ที่ถึงคิวแล้วและไม่สามารถรับได้ แล้วคนจะให้ไปรับก็ไม่ยอมรับวัคซีน มันย่อมส่งผลกระทบอะไรบางอย่างกับสังคมในภาพรวมด้วย” พีรพล ยกตัวอย่าง

ขณะที่ สถาพร อารักษ์วทนะ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ในมุมผู้บริโภคการรับข้อมูลข่าวสารต้องตรวจสอบกันพอสมควรเพราะไม่รู้ว่าแหล่งข้อมูลใดเชื่อถือได้ โดยมีหลายเหตุการณ์ เช่น ในขณะที่การลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้านหนึ่งมีการประชาสัมพันธ์ให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นหมอพร้อม แต่ที่ จ.ภูเก็ต หน่วยงานระดับจังหวัดกลับบอกว่าผู้ที่ในอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นภูเก็ตต้องชนะ

หรือมีการส่งต่อข้อมูลทางแอปพลิเคชั่นไลน์ บอกว่าให้เข้าไปลงทะเบียนฉีดวัคซีน แต่เมื่อกรอกข้อมูลไปแล้วกลับมีการโทรศัพท์มาโฆษณาขายบัตรเครดิตและขอเลขประจำตัวประชาชน หรือมีการส่งต่อภาพและคลิปวีดีโอ อ้างว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เสียชีวิตที่ปั๊มน้ำมันซึ่งอยู่ใกล้โรงพยาบาล แต่เมื่อไปสอบถามทางโรงพยาบาลก็ได้คำตอบว่าไม่เคยได้ยินข่าวนี้มาก่อนและไม่มีญาติของผู้ตายเข้ามาแจ้งแต่อย่างใด

รวมถึงพนักงานปั๊มน้ำมันที่ถูกกล่าวอ้างก็ยืนยันว่าปั๊มแห่งนั้นไม่มีเหตุการณ์ตามที่ส่งต่อข้อมูลเกิดขึ้นเช่นกันที่น่าสนใจคือ “คนส่งข้อมูลมาก็ทำงานอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข” ซึ่งในมุมของประชาชนผู้บริโภค ย่อมจะเข้าใจว่าทำงานอยู่ที่นี่ข้อมูลน่าจะเชื่อถือได้ ทำให้ยังเป็นคำถามว่าแล้ว “สุดท้ายผู้เสพสื่อหรือประชาชนจะเชื่อถือใครได้บ้าง” ในภาวะวิกฤติแบบนี้

“ทุกๆ คนในทุกวันนี้เป็นคนที่สามารถที่จะเป็นสื่อทุกคนเป็นสื่อทุกคนปล่อยข่าวทุกคนให้ข่าว เสร็จแล้วมันเกิดผลกระทบในวงกว้าง แล้วหน่วยงานไหนที่จะต้องเข้ามาจัดการข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูล เผยแพร่ข้อมูล แล้วเราจะรองรับกับสถานการณ์วิกฤติจริงๆ แบบนี้ได้อย่างไร สุดท้ายอยากให้ทุกคนที่เป็นคนแชร์เรื่องราวต่างๆ ตระหนักถึงความรับผิดชอบ ตระหนักถึงสิ่งที่ได้แชร์ออกไป เรื่องนี้ค่อนข้างที่จะสำคัญมาก” รอง ผอ.มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าว

ด้าน สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลดิจิทัลเพื่อสังคม เริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า “ในสถานการณ์ที่มีข้อมูล้นแบบนี้จะเชื่อใครดี” ซึ่งก็มีทั้งนักการเมือง สื่อมวลชนและแพทย์ที่ให้ข้อมูล โดยอยากให้เปลี่ยนคำถามเป็น “จะมีเครื่องมือกรองข้อมูลที่ได้รับอย่างไร” ประชาชนไม่ควรไปมองหาว่าใครที่เชื่อถือได้ แต่ควรหาเครื่องมือคัดกรองข้อมูลที่ได้รับจากบุคคลต่างๆ โดยเสนอไว้ 3 เรื่องคือ

1.แยกการเมืองออกจากวิทยาศาสตร์ ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ไม่ว่าประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ ประเด็นวัคซีนกับประเด็นการเมืองมักมาพร้อมกัน จะทำอย่างไรในการตัดแยกการเมืองออกไปให้เหลือเพียงความเชื่อในข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เช่น สหรัฐอมเริกา กลุ่มคนที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกที่จะไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งมูลเหตุจูงใจไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์แต่มาจากการเชื่อแนวคิดทางการเมืองของทรัมป์

2.ลงลึกในข้อมูล เช่น ข่าวนำเสนอการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ยี่ห้อหนึ่งมีประสิทธิภาพร้อยละ 54 ส่วนอีกยี่ห้อมีประสิทธิภาพร้อยละ 95 คำถามคือประชาชนเข้าใจความหมายของคำว่าประสิทธิภาพหรือไม่ โดยมีหลายคนเข้าใจว่า คน 100 คนที่ฉีดวัคซีนยี่ห้อหลัง 95 คนจะไม่ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนอีก 5 คนยังอาจติดเชื้อได้ แต่ที่ถูกต้องคือ เมื่อคนคนหนึ่งฉีดวัคซีนยี่ห้อหลังไปแล้ว คนคนนั้นมีโอกาสที่จะติดเชื้อโควิด-19 ลดลงร้อยละ 95

หรืออีกด้านหนึ่ง หลายคนอาจเข้าใจว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนยี่ห้อแรกที่มีประสิทธิภาพร้อยละ 54 หมายถึงมีโอกาสเสียชีวิตถึงเกือบร้อยละ 50 แต่จริงๆ แล้ว วัคซันทั้ง 2 ยี่ห้อแม้จะระบุประสิทธิภาพต่างกัน แต่ในด้านการลดโอกาสเสียชีวิตหรือมีอาการป่วยรุนแรงนั้นลดลงได้เกือบร้อยละ 100 เหมือนกัน ข้อมูลนี้สำคัญมากและสื่อต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าการฉีดวัคซีน 2 ยี่ห้อนี้ไม่ว่ายี่ห้อใดก็ตาม แม้จะยังมีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ได้อีก แต่วัคซีนจะช่วยลดโอกาสเสียชีวิตหรืออาการเจ็บป่วยรุนแรงลงได้ ทั้งนี้ หากสื่อไม่ลงลึกในข้อมูลประชาชนก็ต้องลงลึกด้วยตนเอง

และ 3.พร้อมรับความรู้ใหม่ที่ลบล้างข้อมูลเก่า เช่น กรณีวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา วันที่ 1 มี.ค. 2564 รัฐบาลแคนาดา กำหนดให้ใช้เฉพาะผู้มีอายุ 18-64 ปีเท่านั้น แต่ต่อมาในช่วงปลายเดือน เม.ย. 2564 รัฐบาลแคนาดาประกาศเพิ่มเติมว่าสามารถใช้ได้กับผู้มีอายุ 64 ปีขึ้นไปเพราะมีผลการทดลองใหม่มาสนับสนุน ประชาชนจึงมีหน้าที่ตรวจสอบว่ามีข้อมูลความรู้ใหม่ๆ อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง ดังตัวอย่างข้างต้นเรื่องวัคซีน

“3 สิ่งนี้ที่ประชาชนต้องมีเป็นตะแกรง สรุปคืออย่าหาคนที่เราเชื่อ แต่ต้องมีอาวุธไว้ประจำตัวในการกรองข้อมูลข่าวสาร” สายใจ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,855,529 hits

Join 4,134 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ - ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ
สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล
แห่ฟังล้นเวที! จูรี​ ปราศรัยใหญ่​ เมืองคอน​ ขอโทษประชาชนแทนปชป.ในอดีต
ขอความเป็นธรรมหมอสุภัทร เครือข่าย ขสช.ร้องบวรศักดิ์ วอน ก.พ.เรียกสอบใหม่
คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568
ธรรมนัส นำทัพกล้าธรรมเปิดศึกโค้งสุดท้าย ประกาศพลิกปทุมธานีสู่ยุคใหม่
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ

Recent Posts

  • นักท่องเที่ยวหญิงออสเตรเลียดับ หลังสายกระเป๋าเป้เกี่ยวลิฟต์สกีที่ญี่ปุ่น ร่างลอยค้างกลางอากาศ
  • จีนประหาร 4 มาเฟีย “ตระกูลไป๋” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา
  • อิสราเอลประกาศเปิดด่าน “ราฟาห์” เชื่อมกาซา-อียิปต์ ใช้มาตรการคุมเข้ม-ห้ามสื่อต่างชาติ
  • ฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องถอดถอนรองปธน. “ซารา ดูเตอร์เต” รอบใหม่ ปมโกงงบประมาณ-ขู่สังหารผู้นำ
  • “อันวาร์ อิบราฮิม” ยันชัด “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” ปมเอี่ยวอีเมล “เจฟฟรีย์ เอพสตีน”

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d