Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ปิดก่อน-เปิดหลัง’ สกัดโควิด ‘คนกลางคืน’ ชีวิตเคว้ง-ถูกลืม #SootinClaimon.Com

Posted on May 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/569991

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ปิดก่อน-เปิดหลัง’สกัดโควิด  ‘คนกลางคืน’ชีวิตเคว้ง-ถูกลืม

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ปิดก่อน-เปิดหลัง’สกัดโควิด ‘คนกลางคืน’ชีวิตเคว้ง-ถูกลืม

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“Pandemic dims lights on Thailand’s $5bn nightlife sector” เป็นพาดหัวข่าวของสื่อญี่ปุ่นเจ้าดังอย่าง นสพ. Nikkei Asian Review ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2563 อันเป็นช่วงที่ประเทศไทยใช้มาตรการปิดสถานที่ต่างๆ เกือบทั้งหมดเหลือไว้เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อสกัดการระบาดของไวรัสโควิด-19 และสื่อแดนอาทิตย์อุทัยเลือกให้ความสนใจไปที่ “สถานบันเทิงยามราตรี” ที่ระบุว่าสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยถึง 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.8 แสนล้านบาทต่อปี ในฐานะภาคส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากมาตรการนี้

สื่อญี่ปุ่นเจ้าเดิม ยังอ้างถึงรายงานของสำนักข่าว CNN สหรัฐอเมริกา ที่ยกให้กรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทยเป็นดินแดนที่โดดเด่นด้านการเฉลิมฉลองสังสรรค์ไม่แพ้เมืองลาสเวกัส ในสหรัฐฯ บรรดาไนท์คลับและบาร์สุดหรูบนดาดฟ้าโรงแรมถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง สิ่งเหล่านี้ดึงดูดเงินตราจากต่างประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของไทยที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดัน 4 ของโลก ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไปเยือนไทยมากกว่าญี่ปุ่นเสียอีกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า “เสียงคนกลางคืนจะไม่ค่อยถูกได้ยินนัก” และไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร ดังที่ ชัชลาวัณย์ เมืองจันทร์ ผู้แทนมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ (Empower Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่รณรงค์เรื่องสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศและพนักงานในสถานบันเทิง ให้ความเห็นในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องได้รับวัคซีน (ที่มีคุณภาพ)” เมื่อช่วงเย็นวันที่ 30 เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา

ชัชลาวัณย์ กล่าวว่า “สถานบันเทิง เช่น ผับ บาร์ คาราโอเกะ อาบอบนวด เป็นกลุ่มแรกที่ถูกสั่งปิดตามมาตรการควบคุมโรคระบาดมาตั้งแต่การระบาดระลอกแรก และเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้กลับมาเปิด” แน่นอนว่าผลกระทบคือคนทำงานในภาคส่วนนี้ต้องตกงานขาดรายได้ ซึ่งเมื่อรวมการระบาดทั้ง 3 ระลอก ระลอก 1 นำเงินเก่ามาใช้ ระลอก 2 ต้องกู้หนี้ยืมสิน และระลอก 3 คือไม่มีเงินใช้หนี้แล้ว

“พนักงานบริการถ้า 100% นะ 80% เป็นผู้หญิงซึ่งใน 80% นั้นถ้ามี 8 คน 7 คนก็คือเป็นคนที่มีลูก มีคนที่ต้องดูแลครอบครัวคนข้างหลัง ดังนั้นการที่พนักงานบริการตกงาน 1 คน มันไม่ได้แปลว่าเดือดร้อนแค่คนเดียว มันเดือดร้อนคนข้างหลังที่เราต้องดูแลเขาไปอีกอย่างน้อย 4-5 คน เพราะเรามาทำงานเราก็ส่งเงินให้ที่บ้าน เราคาดรายได้ไปคนหนึ่งที่บ้านก็คือต้องเดือดร้อนไปด้วย” ชัชลาวัณย์ กล่าว

ชัชลาวัณย์ กล่าวต่อไปว่า หากเป็นแรงงานในระบบประกันสังคม จะมีมาตรการเยียวยากรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย แต่แรงงานกลุ่มสถานบริการนั้นมีเพียงร้อยละ 30 ที่อยู่ในระบบประกันสังคม ส่วนอีกร้อยละ 70 ไม่อยู่ในระบบประกันสั่งคม เนื่องจากลักษณะงานนั้นจะได้เงินเป็นรายครั้งหรือรายวัน นายจ้างจึงไม่ทำเรื่องขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้แรงงาน ทำให้แรงงานกลุ่มสถานบริการเข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยา ทำให้ต้องไปเข้าช่องทางอื่นๆ ที่ต้องไปลงทะเบียนทางอินเตอร์เนตซึ่งเป็นข้อจำกัดสำหรับคนที่ไม่ถนัดในการใช้เทคโนโลยี

อนึ่ง มาตรการเยียวยาการระบาดระลอกแรก หรือโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” จ่ายเงินชดเชยเดือนละ 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือน ส่วนมาตรการเยียวยาการระบาดระลอก 2 ที่รัฐบาลมีโครงการ “เราชนะ” จ่ายเงินชดเชยเดือนละ 3,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน แต่ในการระบาดระลอก 3 ซึ่งเป็นระลอกล่าสุดนี้ ยังไม่พบว่ารัฐบาลมีมาตรการเยียวยาอะไรออกมา แต่สิ่งที่ไม่เคยเห็นเลยในการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้ง 3 ระลอก คือมาตรการเยียวยาจากนายจ้าง เช่น คนที่ทำงานอาบอบนวด 3 ปีบ้าง 10 ปีบ้าง เมื่อปิดร้านก็จบกันไม่เจอกับนายจ้างอีก

“ผู้ประกอบการเองเราไม่เห็นว่าเขาจะออกมาช่วยเหลือหรือดูแลอะไรลูกจ้างที่ทำงานกับเขา ที่เราเคยทำให้เขาได้ร่ำรวย อันนี้มีหนึ่งสิ่งที่พวกเราก็ตั้งข้อสังเกต ทำไมเราไม่เคยได้จากคนกลุ่มนี้เลย สิ่งที่เราได้ยินจากนายจ้างก็จะกลายเป็นว่าคุณก็ต้องเห็นใจผมนะ ผมก็ต้องแบกรับภาระ ซึ่งเราก็มองว่าในช่วงที่คุณรวยกับเราคุณได้ไปเท่าไรแล้ว อันนี้ก็คือการตั้งคำถามของกลุ่มเราเหมือนกัน คือทั้ง 3 ส่วนมันบอบช้ำกันหมดเลย ทั้งการประกันสังคมก็เข้าไม่ถึง รัฐเองก็เหมือนชิงโชค เราต้องเสี่ยงต้องลุ้นกับการลงมือถือมากกว่าจะได้แต่ละครั้ง ส่วนร้านก็ไม่เคยได้” ชัชลาวัณย์ ระบุ

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง ชัชลาวัณย์ มองว่า หากนับจากการระบาดระลอกแรกก็ผ่านไปแล้วกว่า 1 ปีเศษ แต่รัฐบาลกลับไม่มีแผนหรือมาตรการรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งที่แรงงานเป็นคนทำงานหาเลี้ยงครอบครัวตนเองและหารายได้สร้างเศรษฐกิจของประเทศ ซ้ำร้ายยังถูกซ้ำเติมด้วยกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ที่กำหนดให้ “การขายบริการทางเพศเป็นอาชีพผิดกฎหมาย” ต้องถูกจับกุมดำเนินคดี

ซึ่งเมื่อสถานบริการถูกสั่งปิดแล้วหลายคนเลือกออกไปหารายได้ด้วยวิธีนี้โดยใช้ช่องทางออนไลน์ ก็พบข่าวเจ้าหน้าที่ทำการ “ล่อซื้อ” อยู่เนืองๆ ตามมาด้วย “คำถามจากประชาชน” ที่แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่แชร์ข่าวทำนองนี้ ว่า “มันจำเป็นเพียงใดที่เจ้าหน้าที่จะต้องมาเอาจริงเอาจังกับคนที่ต้องทำมาหากิน?” ทั้งที่คนเหล่านี้อยู่ในสภาพหลังชนฝาแล้ว

ขณะเดียวกัน “เมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาดขึ้น เป็นเรื่องง่ายที่สังคมจะโยนบาปให้พนักงานในสถานบริการเป็นคนผิดในฐานะผู้แพร่เชื้อ ทั้งที่ยังไม่มีผลสรุปค้นพบได้ว่าผู้ที่แพร่เชื้อคนแรกก่อนจะลุกลามใหญ่โตนั้นเป็นพนักงานหรือเป็นลูกค้าที่มาใช้บริการกันแน่” ชะตากรรมของคนทำงานสถานบริการราวกับจะถูกกระหน่ำโจมตีจากทุกด้านทุกทาง ทั้งที่จริงๆ แล้วคนทำงานภาคบริการก็กลัวติดโรคไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในสังคม เพราะหากเจ็บป่วยขึ้นมาก็จะเดือดร้อนคนอื่นๆ ไปด้วย

เมื่อถามถึง “ความคาดหวังต่อรัฐในกลุ่มคนทำงานสถานบริการ” ผู้แทนมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ เล่าว่า เคยได้รับคำถามสวนกลับมา “ยังจะหวังกับรัฐอีกหรือ?” หรือก็คือแทบจะสิ้นหวังกับรัฐบาลชุดนี้ไปแล้ว แม้กระทั่งเรื่องของ “วัคซีน” ที่เป้นความหวังเดียวในการทำให้วิกฤติโรคระบาดคลี่คลายลง แต่หลายคนก็ไม่เชื่อมั่นในวัคซีน เพราะรัฐยังไม่สร้างความเชื่อมั่นว่า หากฉีดวัคซีนแล้วเกิดผลข้างเคียงจะดูแลอย่างไร

ทั้งนี้เชื่อว่า “คนทำงานในสถานบริการน่าจะถูกกำหนดให้เป็นกลุ่มเสี่ยง ต้องได้รับการฉีดวัคซีนก่อนจึงจะได้รับอนุญาตให้กลับมาทำงานได้ แต่หากรัฐจะออกคำสั่งดังกล่าว ประชาชนก็มีสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการฉีดวัคซีนเช่นกัน” ซึ่งการฉีดวัคซีนหมายถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจฟื้นฟูจากการได้กลับไปทำงานหาเลี้ยงตนเอง อันเป็นความหวังในชีวิตของทุกคน

“ถ้าเราได้วัคซีนเป็นภูมิคุ้มกันหมู่ได้เราก็น่าจะรอดไปด้วยกัน” ชัชลาวัณย์ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มากกว่า ‘ข้อมูล’ คือ ‘ชีวิต’ เข้าใจ-ร่วมมือ..แก้จนได้จริง #SootinClaimon.Com

Posted on May 1, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/569774

สกู๊ปแนวหน้า : มากกว่า‘ข้อมูล’คือ‘ชีวิต’  เข้าใจ-ร่วมมือ..แก้จนได้จริง

สกู๊ปแนวหน้า : มากกว่า‘ข้อมูล’คือ‘ชีวิต’ เข้าใจ-ร่วมมือ..แก้จนได้จริง

วันเสาร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 04.00 น.

“ชีวิตคนจนคนหนึ่งมันมีจุดหักเหในชีวิตหลายช่วง มันมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีโครงสร้างการพัฒนาที่เขาเข้าไม่ถึง มีประวัติศาสตร์ชีวิตที่ซับซ้อน และที่สำคัญเขามีทรัพยากรที่จำกัดมาก ทำงานอย่างไรขยันอย่างไร ทำจนไม่มีเวลาหลับเวลานอนก็ไม่มีทางรวย คนอื่นเขานอนข้าพเจ้าต้องไปหากบหาอึ่งหาเขียด ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร เงินก็ได้มากสุด 60 บาทต่อวัน กว่าจะขายอึ่งได้ ขายปูขายหอยได้ 60 บาท มันเยอะมาก แต่มันจำกัดไม่สามารถถีบตัวเองออกมาจากวังวนของความยากจนได้เพราะทรัพยากรมีจำกัด”

เรื่องเล่าจาก รศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ อาจารย์สาขาวิชาการพัฒนาสังคม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในงานเสวนา “งานวิจัยกับการแก้ไขปัญหาความยากจน” ซึ่งจัดโดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงประสบการณ์ที่ได้ไปพูดคุยและทำงานร่วมกับ “คนจน” ในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ อันเป็น 1 ใน 10 จังหวัดนำร่องที่ในปี 2562 ถูกระบุว่ามีปัญหาความยากจนรุนแรงที่สุดของประเทศไทย และ ม.อุบลฯ ก็เป็น1 ใน 10 สถาบันอุดมศึกษา ที่ได้รับเลือกให้เข้าไปทำภารกิจ “แก้จน” ในครั้งนี้

ระยะเวลา 9 เดือนกับการทำงานภายใต้ “โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ” อาจารย์กนกวรรณ ได้ข้อสรุปที่สำคัญว่า “ข้อมูลนั้นมีพลัง..แต่พลังจะไม่เกิดหากข้อมูลไม่มีชีวิต” โดยเมื่อคณะทำงานได้รับข้อมูลจาก “ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP)” ซึ่งเป็นฐานข้อมูลคนจนจากหน่วยงานภาครัฐ ก็ได้นำไปสอบทานด้วยวิธี “รับฟังอย่างลึกซึ้ง” จากปากของคนจนเอง โดยเชิญคนจนเกือบทั้งหมดในจังหวัดจากจำนวนที่พบในแบบสอบถามมาพูดคุยกัน

จากการพูดคุยทั้งกับคนจนเองและหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ ได้ข้อสรุปเรื่องพื้นที่นำร่อง 2 แห่ง คือ “บ้านหนองทับม้า”หมู่ 11 ต.เสนางคนิคม อ.เสนางคนิคม เป็นตัวแทนของ “ชุมชนชนบท” ที่นี่มีปัญหาชาวบ้านขาดแคลนข้าวและไม่มีที่ดินทำกิน เกิดเป็น “โครงการกองบุญข้าวปันสุข” เพื่อให้คนจนที่สุด 27 คน ในหมู่บ้านมีข้าวบริโภคอย่างเพียงพอ โครงการนี้ออกแบบให้มีตัวแทนคนจนมาเป็นกรรมการด้วย และมีการถือหุ้นในโรงสีของชุมชน

“เป็นนวัตกรรมครั้งแรกที่โรงสีระดมทุนจากกลุ่มการพัฒนาในพื้นที่ เขาบอกว่าต่อไปเราจะไม่กู้ ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) แล้ว เราได้ไอเดีย เราจะไประดมทุนจากกองทุนในพื้นที่ ให้คนจนได้ถือหุ้นแล้วก็แบ่งปันกลับสู่ชุมชน อันนี้มันเป็นนิยามความหมายว่ามันจะยั่งยืนตลอดไป” อาจารย์กนกวรรณ กล่าว

ส่วนอีกแห่งหนึ่งคือ “ชุมชนสุขสำราญ” อ.เมือง เป็นตัวแทนของ “ชุมชนเมือง” ซึ่งปัญหาความยากจนจะซับซ้อนมาก อาทิ “ตา-ยายคู่หนึ่งอายุ 70 กว่าปี หาเลี้ยงชีพด้วยการเก็บขยะขายมาตลอดชีวิต และการที่มีคนรับฟังพวกเขามันทำให้คนเหล่านี้รู้สึกมีตัวตนขึ้นมา” ข้อค้นพบนี้นำมาสู่“โครงการอาสาสมัครชุมชน” โดยประยุกต์มาจากต้นแบบในประเทศจีน “ที่เมืองจีนมีการกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐ 1 คนดูแลคนจน 1 คนให้หลุดพ้นจากความยากจนให้ได้ แต่เมืองไทยจะใช้อาสาสมัคร 5 คน ดูแลคนจน 25 คน” เพราะไทยคงไม่สามารถทำแบบจีนได้ทั้งหมด

“เราจะมีอาสาสมัครสัก 5 คนไหม? ดูแลคน 25 คน ปรากฏว่าชิงกันอาสาเพื่อจะช่วยเหลือ ชุมชนร่วมดูแลกันเอง 1 อาสาสมัครของชุมชน 1 คน ดูแลคนจน 5 คน เราก็แบ่งปัญหาของคนจนในพื้นที่เมือง 5 กลุ่ม กลุ่มที่จะสามารถเป็นผู้ประกอบการได้ก็มี กลุ่มที่จะต้องช่วยเหลือเยียวยา ลำบากพิการ โรคจิต มีนะเป็นโรคจิตโรคประสาท ติดเหล้า เราส่งต่อ
เลย จะมีกระบวนการส่งต่อ แล้วคนไม่มีที่อยู่อาศัยเราก็ให้ พอช.(สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) แล้วก็กลุ่มที่เรียกว่าพอจะไปได้กลุ่มซ่อมบ้าน เรามีประมาณ 5 กลุ่มเพื่อช่วยเหลือคนยากจนที่แตกต่างกัน”
 อาจารย์กนกวรรณ ระบุ

นักวิชาการผู้นี้ ยังกล่าวอีกว่า “จุดเด่นของจังหวัดอำนาจเจริญคือทางจังหวัดเข้ามาสนับสนุนตั้งแต่แรก” อาทิ
ธนูสินธ์ ไชยสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ร่วมเป็นวิทยากรและพูดคุยกับชาวบ้านเรื่องทำอย่างไรโครงการกองบุญข้าวปันสุขจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน รวมถึง ทวีป บุตรโพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ลงนามใน คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานบูรณาการการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ที่ อว 005/ว 611 ลงวันที่ 16 ก.พ. 2564 เกิดกลไกในการดูแลประชาชนกลุ่มนี้อย่างเป็นทางการขึ้นมา

คำสั่งดังกล่าวมีความสำคัญเพราะเป็นการเปิดพื้นที่ให้พื้นที่กับมหาวิทยาลัยได้ทำงานด้านปรับปรุงยุทธศาสตร์จังหวัด ขณะเดียวกัน “ภาคประชาสังคมในจังหวัดก็เข้มแข็งมาก” เข้ามาช่วยกันทำงานเช่นกัน แม้วันแรกๆ คณะทำงานภาควิชาการจะถูกภาคประชาสังคมปรามาสว่า “ได้ข้อมูลแล้วเดี๋ยวก็สะบัดก้นหนี” ก็ตาม ทำให้ท้ายที่สุดคณะทำงานก็ตกลง “ยกข้อมูลทั้งหมดที่พบจากโครงการให้ชุมชน” ซึ่งทางขบวนองค์กรชุมชนก็ดีใจมาก

จากภาคอีสานสู่ภาคเหนือ ทรงศักดิ์ ปัญญา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน เล่าว่า จ.แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 80 เป็นพื้นที่ป่าจึงมีปัญหามากเรื่องการทับซ้อนระหว่างพื้นที่ป่ากับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านซึ่งส่งผลต่อปัญหาความยากจนด้วย ซึ่งเรื่องคนกับป่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องผลักดันทางกฎหมายต่อไป แต่การได้ร่วมโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ทำให้มีโอกาสทำงานร่วมกับชาวบ้านอย่างลงลึกถึงระดับหมู่บ้าน จากเดิมที่ทำงานเพียงระดับอำเภอเท่านั้น

อีกความท้าทายหนึ่งในการทำงานในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน คือ “คนยากจนจำนวนไม่น้อยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ จึงมีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร” ซึ่งคณะทำงานได้เปลี่ยนมุมมองการทำงานจากการมองแบบนักวิจัยที่เป็นคนนอก เป็นการมองด้วยสายตาของชาวบ้านหรือคนจนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เข้าใจความยากลำบากให้มากที่สุด ข้อมูลที่ได้ก็จะเป็นความจริงมากที่สุดด้วยเพราะผู้ให้ข้อมูลเกิดความไว้วางใจ

“จากเดิมเราคิดว่าคนกับป่าเป็นปัญหาคู่กันมาพอเปลี่ยนมุมมองจากเดิมมาเป็นการทำความเข้าใจว่าคนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างไร เพราะนี่เป็นบริบทของแม่ฮ่องสอนจริงๆ ที่ชุมชนมีการอยู่ร่วมกับป่ามาตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานชุมชนมาเป็นหลายร้อยๆ ปี แล้วเขาอยู่ร่วมกันมาจากป่าได้อย่างไร แล้วป่าก็ยังมีสภาพค่อนข้างอุดมสมบูรณ์จนถึงปัจจุบันได้อย่างไร อันนี้มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องไปถอดออกมาเพราะว่าเป็นต้นทุนที่สำคัญ”ทรงศักดิ์ ยกตัวอย่าง

พื้นที่ที่คณะทำงาน จ.แม่ฮ่องสอน เลือกเป็นพื้นที่นำร่องคือ “ตำบลแม่สวด” อ.สบเมย ที่นี่มีคนจนมากถึง 2,010 คน ตามข้อมูลของ TPMAP แต่มีการทำงานอย่างเข้มแข็งทั้งในส่วนของชุมชน เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งพบว่า “บุก” เป็นพืชที่จะสามารถแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ได้ เพราะปัจจุบันบุกได้รับความนิยมในการนำไปแปรรูปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพและยา

อย่างไรก็ตาม “อุตสาหกรรมแปรรูปบุกในไทยต้องนำเข้าบุกจากต่างประเทศ เพราะบุกในประเทศที่แหล่งสำคัญใน จ.แม่ฮ่องสอน หรือ จ.ตาก ยังมีสถานะเป็นของป่าเพราะอยู่ในป่า จึงมีข้อจำกัดด้านกฎหมายในการนำออกมา”

แม้หลายปีก่อนทางจังหวัดจะเปิดให้ขึ้นทะเบียนขอสัมปทานเก็บเกี่ยวบุก แต่การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเกษตรกรก็ยังมีปัญหา

“เราพบว่ามีบางส่วนใช้ช่องว่างของกระบวนการที่ต้องไปขออนุญาต นำไปสู่การเรียกร้องรับผลประโยชน์จากเกษตรกรและพ่อค้า มีข้อมูลจากทีมมหาวิทยาลัยแม่โจ้แพร่ เล่าให้ฟังว่าโรงงานบุกจะย้ายฐานการผลิตและการรับซื้อไปที่จ.แพร่ เนื่องจากว่าเขาแบกรับต้นทุนที่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะไม่ไหวอันนี้เป็นจากการวิจัยที่เราไปเจอ” ผอ.ศูนย์วิจัยและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน ระบุ

คณะทำงานภาควิชาการในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ยังมีความร่วมมือจากหลายมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าไปออกแบบชุดความรู้ในการแปรรูปบุก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เข้าไปทำงานตามโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล (U2T) ส่วนภาครัฐนอกจากท้องถิ่นแล้วยังมีกรมวิชาการเกษตร และมีบริษัทเอกชนด้านพลังงานเข้าไปสนับสนุนการแปรรูปอีกทาง โดยได้ข้อสรุปว่า “บุกคือทางออก” ในการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน เพราะเติบโตได้ในระบบวนเกษตรและไม่ต้องใช้สารเคมีจึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“ถ้าสามารถปลดล็อกเรื่องการนำออกมาจำหน่ายได้ผมคิดว่าคุณสมบัติน่าจะสู้ได้ ซึ่งตอนนี้โครงการวิจัยก็ส่งตัวอย่างบุกในพื้นที่ไปตรวจสอบที่แล็บของ ม.เกษตรฯ กับ มช. (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เพื่อเป็นการยืนยันอีกทีว่าคุณสมบัติเราก็ไม่ได้แพ้ประเทศอื่น” ทรงศักดิ์ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ที่ชาร์จมือถือ’ ถูกไม่คุ้มเสีย เสี่ยงทั้ง ‘เพลิงไหม้-ไฟช็อต’ #SootinClaimon.Com

Posted on April 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/569314

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ที่ชาร์จมือถือ’ถูกไม่คุ้มเสีย  เสี่ยงทั้ง‘เพลิงไหม้-ไฟช็อต’

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ที่ชาร์จมือถือ’ถูกไม่คุ้มเสีย เสี่ยงทั้ง‘เพลิงไหม้-ไฟช็อต’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564, 04.00 น.

“โทรศัพท์มือถือ” อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับคนยุคดิจิทัล ด้วยความที่เป็น “สมาร์ทโฟน” เครื่องมืออเนกประสงค์ทำอะไรได้มากกว่าการโทรศัพท์เข้า-ออก นั่นคือการเชื่อมต่ออินเตอร์เนตนำไปสู่การเข้าถึงสินค้าและบริการที่หลากหลาย ตลอดจนสร้างโอกาส เช่น การเรียนหรือการขายของออนไลน์ เมื่อความต้องการโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะสมาร์ทโฟนมีเป็นจำนวนมาก ก็มีการผลิตทั้งตัวเครื่องและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องออกมาจำหน่ายด้วยในราคาที่แตกต่างกันไปโดยหวังให้มีผู้เข้าถึงได้กว้างขวางที่สุด

แต่ก็ดังคำโบราณที่ว่า “เสียน้อยเสียยาก..เสียมากเสียง่าย” การเลือกซื้อสินค้าโดยดูจากราคาถูกอย่างเดียวอาจนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรง ตามที่เห็นเป็นข่าวอยู่เนืองๆ กับกรณีของ “อุปกรณ์ชาร์จกระแสไฟฟ้า” ที่หลายครั้งซื้อของถูกแต่ไม่ได้มาตรฐานไปใช้แล้วเกิดไฟฟ้าช็อตเสียชีวิตบ้าง หรือเกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนวอดทั้งหลังบ้าง ซึ่ง สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ไขข้อข้องใจเหตุสลดที่เกิดขึ้น และฝากคำเตือนผ่าน “สกู๊ปแนวหน้า” ถึงประชาชน ดังนี้

1.เครื่องชาร์จไฟฟ้าเข้าโทรศัพท์มือถือมีปัญหาในลักษณะใดบ้าง : จากข่าวความสูญเสียที่เกิดขึ้นมักมาจาก 1.1 เสียบชาร์จทิ้งไว้แล้วหัวชาร์จเกิดความร้อนหลอมละลาย ติดไฟ ยิ่งเสียบวางบนที่หนอน ฟูกซึ่งเป็นวัสดุติดไฟก็จะลุกลามได้ง่าย บางครั้งเสียบแล้วไปงานข้างนอกไม่อยู่ใกล้กับที่ชาร์จ หรือชาร์จเสร็จก็คาหัวชาร์จไว้กับปลั๊กไฟ เกิดเพลิงไหม้ที่หัวชาร์จลามไปทั้งบ้าน แก้ไขไม่ทัน 1.2 เสียบชาร์จไปด้วย เล่นมือถือไปด้วยเสียบหูฟังเผลอหลับ แล้วเกิดไฟรั่วจากที่ชาร์จไปช็อตผู้ใช้ หรือแบตหมด เสียบชาร์จในห้องน้ำ มือเปียกน้ำไม่ใส่รองเท้าก็ถูกไฟดูดเสียชีวิต

และ 1.3 การใช้สายชาร์จที่ชำรุด สายขาด อาจเกิดจากใช้ไปด้วยชาร์จไปด้วย แล้วเกิดไฟรั่วทำให้เสียชีวิต 2.สาเหตุเกิดจากอะไร เครื่องชาร์จโทรศัพท์มือถือจึงมีปัญหา : ผู้ใช้ควรจะตระหนักว่าการที่เราใช้เครื่องไฟฟ้าใดก็ตาม เสียบกับปลั๊กไฟบ้านล้วนมีความเสี่ยง การใช้งานต้องมีความระมัดระวัง เพราะพลาดพลั้งนั่นคือความสูญเสียการใช้ที่ชาร์จของเลียนแบบ ราคาถูก แม้ดูภายนอกจะคล้ายของแท้จากบริษัทผู้ผลิตมือถือ แต่ภายในไม่เหมือนกัน

เพราะทำจากวัสดุคุณภาพต่ำ เสื่อมสภาพง่าย วงจรภายในไม่ได้มาตรฐาน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความร้อนสูงเกิดการลัดวงจรภายในได้ การที่ชาร์จมือถือกับไฟบ้านไปด้วย แล้วเล่นมือถือไปด้วย ไฟบ้าน 220 โวลต์ อาจกระโดดข้ามมาช็อตผู้ใช้ได้ โดยเฉพาะหากเป็นเด็กซึ่งผิวจะบาง ไฟจะรั่วเข้าร่างกายได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ หรือตัวเปียกน้ำในห้องน้ำแล้วไฟรั่วดูดทำให้เสียชีวิตได้ซึ่งเคยมีข่าวอยู่

3.วิธีแก้ปัญหา หรือป้องกันอุบัติเหตุจากการชาร์จโทรศัพท์มือถือ : คนใช้มักจะทำใจได้ยากหากจะต้องเสียเงินในราคาที่สูงเพื่อซื้อของแท้ แต่ควรเข้าใจว่า ของเลียนแบบนั้น ผู้ผลิตไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อให้ผู้ใช้เกิดความปลอดภัยอะไร แต่ต้องการที่จะทำกำไร และหากเกิดการสูญเสียใดๆ เกิดขึ้นจะไม่สามารถเรียกร้องจากผู้ผลิตของเลียนแบบนั้นได้เลย การยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อของแท้ ที่มีคุณภาพก็เป็นการซื้อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ไม่ควรทำแบบเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย เพราะซื้อของเลียนแบบ ใช้งานได้ไม่ดี แม้โชคดีไม่เกิดการสูญเสียต่อทรัพย์สินหรือชีวิต แต่ก็ใช้งานได้ไม่นานที่ชาร์จก็เสียต้องกลับไปซื้อใหม่อีก ดีที่สุดควรเลือกซื้อที่ชาร์จจากร้านผู้ผลิตมือถือแต่ละยี่ห้อ ก็จะให้ความมั่นใจได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ มีการทดสอบเพื่อความปลอดภัย มีการรับประกันที่ดี

นอกจากนี้ ขณะชาร์จ ควรอยู่ใกล้ที่ชาร์จเพื่อคอยระวังหากเกิดความผิดปกติ และแม้ใช้ของแท้เองก็ย่อมการเสื่อมอายุไปตามการใช้งาน ไม่ควรชาร์จจากไฟบ้านไปด้วยแล้วใช้งานไปด้วย เพื่อป้องกันสายชำรุดซึ่งเป็นเหตุให้เกิดไฟรั่วและกันการลัดวงจรจากไฟบ้าน 220 โวลต์ ลัดวงจรกระโดดมาช็อตที่ร่างกายได้ หากจำเป็นต้องใช้งาน ควรชาร์จจาก Power Bank ซึ่งเป็นไปกระแสตรง 5 โวลต์ จะมีความปลอดภัยกว่า

4. การชาร์จแบตสำรองสำหรับโทรศัพท์ จะมีข้อควรระวังอะไรบ้าง : ควรเลือกซื้อ Power Bank จากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือและเลือก capacity พอเหมาะกับการใช้งาน ไม่ใหญ่เกินไปเพราะนอกจากจะเกิดอันตรายได้แล้ว หากเกิน 32,000 mAh ยังอาจไม่สามารถใช้ติดตัวเดินทางขึ้นเครื่องบินได้ ไม่ควรทำตกเพราะอาจเสียหายทางกายภาพลุกลามเกิดการระเบิดได้ ไม่วางในรถ หรือที่มีความร้อนสูง (มีเหตุเกิดเพลิงไหม้ลามไปไหม้รถหลายกรณี)

5. เหตุใดคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ จึงมีความสำคัญต่อชีวิตและความปลอดภัย : ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ กฎหมายจะบังคับการผลิตให้อยู่ในเกณฑ์เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ซึ่งจะมีการทดสอบ ทดลองหลายครั้งเพราะคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งเป็นหลักประกัน
ความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้ แม้ผู้ใช้งานจะไม่มีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์นั้นก็ตาม

“ผมเคยลองทดลองเอาสโคป (Scope) มาวัด กราฟออกมาของแท้จะนิ่งๆ จ่ายไฟ 5 โวลต์กระแสตรงสวยงาม แต่ของเก๊ออกมาหยึกหยักๆ แล้วเราจะเอามาชาร์จมือถือแพงๆของเราทำไม? ไม่ควร! แล้วเดี๋ยวนี้ของเก๊มันพิมพ์ได้หมด แอปเปิ้ล ซัมซุง เลยบอกว่าดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ดูจากร้านที่เราซื้อว่ามันพร้อมจะปิดหนีได้เมื่อไหร่” อาจารย์สุพรรณ กล่าว

นักวิชาการผู้นี้ กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้น่าเห็นใจประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ทำให้ไปเลือกซื้ออุปกรณ์ที่เน้นราคาถูกแต่ก็ต้องแลกกับความเสี่ยง ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือเลือกซื้อที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ รวมถึงแบตเตอรี่ที่เป็นของแท้จากศูนย์บริการของแต่ละยี่ห้อ หรืออย่างน้อยก็ควรซื้อจากร้านค้าอุปกรณ์ไอทีที่มีความน่าเชื่อถือ เพราะเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นอย่างน้อยยังสามารถนำหลักฐานไปเรียกร้องความรับผิดชอบกับศูนย์บริการหรือร้านค้านั้นได้ อนึ่ง ปัจจุบันอุปกรณ์ชาร์จไฟโทรศัพท์มือถือยังไม่มีการรับรองมาตรฐาน ภาครัฐควรกำหนดมาตรฐานขึ้นด้วยเพื่อให้เกิดความปลอดภัย เช่นเดียวกับกรณีของปลั๊กพ่วงที่ได้กำหนดมาตรฐานขึ้นหลังมีเหตุใช้แล้วเกิดเพลิงไหม้อยู่บ่อยครั้ง

“เดี๋ยวนี้ของปลอม ของเลียนแบบ ภายนอกก็ทำคล้ายกับของจริง แม้มาวางเทียบกันก็อาจแยกกันออกได้ยากผู้ใช้ดูง่ายๆ จึงควรเลือกซื้อจากร้านมือถือของผู้ผลิตที่เป็นของแท้ดีกว่า ให้คิดว่า หากไปซื้อจากตลาดนัดหรือร้านขายของถูก 20 บาทแล้วเกิดเหตุอะไรสามารถเรียกร้องร้านเหล่านั้นได้ไหม ชีวิตและทรัพย์สินเราไม่ควรจะไปฝากกับสิ่งคุณภาพต่ำเช่นนั้น” อาจารย์สุพรรณ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มองต่างแดนคุม ‘ค้าประเวณี’ บังคับ ‘ตีทะเบียน’ ใช่ทางออก? #SootinClaimon.Com

Posted on April 25, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/568322

สกู๊ปแนวหน้า : มองต่างแดนคุม‘ค้าประเวณี’  บังคับ‘ตีทะเบียน’ใช่ทางออก?

สกู๊ปแนวหน้า : มองต่างแดนคุม‘ค้าประเวณี’ บังคับ‘ตีทะเบียน’ใช่ทางออก?

วันอาทิตย์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.45 น.

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีการเรียกร้องมายาวนานคือ “ยกเลิกความผิดฐานค้าประเวณี (กรณีกระทำโดยสมัครใจและไม่ใช่เด็กหรือเยาวชน)” ซึ่งประเทศไทยนั้นมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับจนถึงปัจจุบัน แต่หนึ่งในความกังวลของผู้ขายบริการทางเพศคือแนวคิด “เปลี่ยนจากการห้ามเป็นการกำหนดให้ขึ้นทะเบียน” เพราะอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “จดทะเบียน Sex Workers แก้ปัญหาจริงหรือหลอก?” โดยมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์(Empower Foundation) องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่รณรงค์เรื่องสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศ และพนักงานในสถานบันเทิง ถอดบทเรียนเรื่องเล่าจากหลายประเทศที่มีกฎหมายกำหนดให้ผู้ค้าประเวณีต้องขึ้นทะเบียน

เชอร์รี่ (Sherry) ตัวแทนผู้ขายบริการทางเพศในประเทศสิงคโปร์ เล่าว่า สิงคโปร์กำหนดให้มีการจดทะเบียนผู้ขายบริการทางเพศและตรวจโรคเป็นประจำ “สิ่งที่ไม่ชอบคือกรณีชาวต่างชาติแม้จะสามารถจดทะเบียนได้ แต่หากติดโรคขึ้นมาจะถูกส่งกลับประเทศต้นทางทันที” การจดทะเบียนในกรณีของสิงคโปร์จึงมีเพียงเป้าหมายเดียวคือการควบคุมการระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น

แอนนา ฮอฟฟ์มานน์ (Anna Hoffmann) ผู้แทนองค์กร Hydra ทำงานด้านสิทธิผู้ขายบริการทางเพศในประเทศเยอรมนี เล่าว่า การค้าประเวณีในเยอรมนีเป็นอาชีพถูกกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2547 ผู้ขายบริการสามารถฟ้องร้องลูกค้าที่ไม่จ่ายค่าจ้างหรือใช้ความรุนแรงได้ แต่เมื่อมีการออกกฎหมายเพิ่มเติมในปี 2561 เพื่อคุ้มครองคนทำงานให้มีความปลอดภัยมากขึ้นโดยกำหนดให้ต้องจดทะเบียน พบว่า ผลที่ได้ไม่เป็นไปตามที่ภาครัฐคาดหวังไว้

กล่าวคือ “ผู้ค้าประเวณีหลายคนไม่กล้าจดทะเบียนเพราะไม่อยากให้คนรอบข้างรู้ว่าตนเองประกอบอาชีพนี้เนื่องจากกลัวถูกตีตรา” เช่น กรณีอาศัยในเมืองเล็กๆ ผู้ขายบริการทางเพศกับเจ้าหน้าที่รัฐอาจเป็นเพื่อนบ้านกันก็ได้ การไปจดทะเบียนเท่ากับเปิดเผยต่อคนรู้จักไปโดยปริยาย แต่เมื่อไม่จดทะเบียนก็สุ่มเสี่ยงกับทั้งสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยและการถูกจับกุมดำเนินคดี รวมถึงการฟ้องร้องกรณีเจอลูกค้าที่ไม่ดีก็พลอยทำไม่ได้ไปด้วย

ด้าน ชาร์ล็อตต์ (Charlotte) ผู้แทนองค์กร ECP ที่ทำงานด้านสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศในประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ที่อังกฤษแม้การค้าประเวณีจะไม่ใช่อาชีพผิดกฎหมาย แต่การออกไปตระเวนหาลูกค้านั้นผิดกฎหมาย และมีการตรวจค้นจับกุมเป็นระยะๆ ซึ่งลดทอนโอกาสของคนกลุ่มนี้ในการเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นในอนาคตเพราะนายจ้างมักไม่อยากรับคนมีประวัติอาชญากรรมเข้าทำงาน

ขณะที่ ลอรา (Laurs) ผู้แทนองค์กร ECP อีกราย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม มีความพยายามตั้งสถานที่อย่างเป็นกิจจะลักษณะ เช่น ในปี 2557 ที่เมืองลีดส์ มีการกำหนดให้สถานที่หนึ่งเป็นจุดที่ผู้ค้าประเวณีเข้าไปหาลูกค้าได้ระหว่างเวลา 19.00-07.00 น. โดยไม่ถูกดำเนินคดี ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพนี้กล้าไปแจ้งความมากขึ้นเมื่อถูกกระทำความรุนแรง แต่การให้จดทะเบียนเป็นสถานบริการทางเพศก็ทำให้เกิดการตีตราจากการแยกออกจากสถานบริการประเภทอื่นๆ อีก รวมถึงผู้ขายบริการทางเพศก็ไม่กล้าจดทะเบียนเพราะกลัวคนรอบข้างรู้ โดยเฉพาะคนที่มีลูก

จูลส์ คิม (Jules Kim) ผู้นำองค์กร Scarlet เครือข่ายด้านสิทธิผู้ขายบริการทางเพศในประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า รัฐในออสเตรเลียที่กำหนดให้จดทะเบียนพบมีผู้มาจดทะเบียนน้อยมาก และมีรายงานว่าไม่ได้ช่วยให้ผู้ขายบริการทางเพศได้รับความคุ้มครองดีขึ้น ซ้ำร้ายยังถูกตีตราเพราะฐานข้อมูลประวัติบุคคลระบุอาชีพดังกล่าวไว้ ส่วนรัฐที่ไม่บังคับจดทะเบียน พบว่าลดปัญหาทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐได้ และไม่พบว่ามีผู้ค้าประเวณีเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

รูธ มอร์แกน โธมัส (Ruth Morgan Thomas) ผู้ก่อตั้งเครือข่ายพนักงานบริการทางเพศทั่วโลก (NSWP) ระบุว่า ปัจจุบันมีเพียง 25 จากเกือบ 200 ประเทศทั่วโลกที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนผู้ค้าประเวณี และมีบางประเทศที่แม้จะกำหนดให้จดทะเบียน แต่กลับระบุว่าการจ้างผู้ขายบริการทางเพศเป็นพนักงานถือเป็นความผิด ทำให้ผู้ขายบริการทางเพศไม่ได้รับความคุ้มครองด้านสิทธิแรงงาน หรือบางประเทศก็ไม่อนุญาตให้ผู้ขายบริการทางเพศรวมกลุ่ม ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองและต้องทำงานบนความเสี่ยง

ทั้งนี้ มีเพียง 2 ประเทศที่มองอาชีพดังกล่าวเป็นเพียงงานประเภทหนึ่งโดยไม่เป็นความผิดทางอาญา ที่เหลือเป็นการจดทะเบียนเพื่อควบคุมและจำกัดสิทธิ เช่น มี
21 บางประเทศที่บังคับผู้ขายบริการทางเพศต้องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทั้งเอดส์ (HIV-AIDS) และอื่นๆ ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน หรือบางประเทศกำหนดให้ผู้ขายบริการทางเพศต้องพกบัตรผู้ขึ้นทะเบียนไว้ตลอดเวลาและต้องแสดงต่อลูกค้าด้วย หรือมีบางประเทศห้ามคนในประเทศจนทะเบียน ในขณะที่บางประเทศก็ห้ามคนต่างชาติจดทะเบียน ฯลฯ

“ระบบการลงทะเบียนนำมาสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนแบบใดแบบหนึ่ง การที่กำหนดว่าต้องมาลงทะเบียนนั้นมันเป็นการบอกว่าเราไม่เหมือนคนอื่น เราไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และเราก็ต้องการให้มาดูแลคุ้มครองเรามากไปกว่าการคุ้มครองสิทธิแรงงาน มันทำให้เกิดการตีตราการเลือกปฏิบัติ ซึ่งมันก็ทำให้เกิดความรุนแรงต่อคนทำงานค้าบริการ เพราะมันเป็นการบอกว่าเราไม่เหมือนคนอื่นเราแตกต่าง เราเป็นอะไรที่ผิดปกติ

มันเป็นการบ่อนทำลายสิทธิในการทำงาน สิทธิในการเลือกสถานที่ทำงาน และสิทธิที่เราจะเลือกว่าจะทำงานอย่างไร เป็นการบั่นทอนสิทธิความเป็นส่วนตัวของเรา และสิทธิในการที่จะไม่ถูกรัฐเข้ามาแทรกแซง การทำให้การค้าบริการไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะผู้ค้าบริการเอง ลูกค้า เพื่อน คู่ชีวิต อะไรก็ตามทั้งหมดเลยโดยที่ไม่มีการลงทะเบียน จะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนทำงานค้าบริการมีสิทธิในการทำงาน สิทธิแรงงาน แล้วก็สามารถมีอำนาจเหนือตนเองของเราได้อย่างแท้จริง” รูธ กล่าว

ปิดท้ายด้วย ไหม จันตา ผู้แทนมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ให้ความเห็นว่า อาชีพขายบริการทางเพศยังไม่ใช่งานที่สังคมยอมรับ การกำหนดให้ต้องจดทะเบียนย่อมนำไปสู่การถูกตีตราอย่างที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ขณะเดียวกันผู้ขายบริการทางเพศก็ไม่ได้ต้องการสิทธิใดๆ มากกว่าอาชีพอื่นๆ เช่น หากทำงานในสถานบริการ ก็ต้องการเพียงการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและกฎหมายประกันสังคมเท่านั้น เพื่อไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบในการทำงาน

ลำพัง “การยกเลิกความผิดฐานค้าประเวณี” เรื่องเดียวก็น่าจะเพียงพอ เพราะจะเป็นหนทางนำไปสู่การได้รับสิทธิอื่นๆ ในฐานะแรงงานต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ผลข้างเคียงยุคดิจิทัล ‘เด็กติดจอ’ กระทบพัฒนาการ #SootinClaimon.Com

Posted on April 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/568155

สกู๊ปแนวหน้า : ผลข้างเคียงยุคดิจิทัล  ‘เด็กติดจอ’กระทบพัฒนาการ

สกู๊ปแนวหน้า : ผลข้างเคียงยุคดิจิทัล ‘เด็กติดจอ’กระทบพัฒนาการ

วันเสาร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2564, 07.15 น.

“ชีวิตติดจอ” หรือที่มีการเรียกในทำนองประชดประชันว่า “สังคมก้มหน้า” เป็นภาพคุ้นชินสำหรับสังคมยุคดิจิทัล เมื่อโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนที่เชื่อมโลกทั้งใบผ่านอินเตอร์เนตไร้สายความเร็วสูงเป็นสิ่งที่ราคาเข้าถึงได้ง่าย ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดร่วมกับคนอื่นๆ มากเพียงใด คนจำนวนมากก็มักจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดรับข้อมูลข่าวสารเรื่องราวต่างๆ ตามแต่ความสนใจของตน

ที่งานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “พัฒนาทักษะสมอง EF ตอน Digital Polluttion มลพิษจอใส ทำลายเด็ก” ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบัน RLG เมื่อเร็วๆ นี้ ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เรื่องของ “จออิเล็กทรอนิกส์”หรือ “จอใส” ทั้งจอโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ และจอโทรศัพท์มือถือ ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมาก

“จากการวิจัยพบว่า แม้จออิเล็กทรอนิกส์เปรียบเทียบได้เหมือนอวัยวะร่างกายชิ้นที่ 33 แต่ก็เป็นอวัยวะชิ้นที่ค่อนข้างมีผลกระทบกับการดำเนินชีวิต และการพัฒนาเด็กเป็นอย่างมาก จึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องไตร่ตรองให้ดี ซึ่งแม้ปัญหาและผลกระทบของสื่อจะมีตั้งแต่ในอดีต เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ แต่ในปัจจุบันสื่ออินเตอร์เนตและโทรศัพท์มือถือ ได้เข้ามามีบทบาทและแทรกซึมในชีวิตประจำวันได้มากกว่าแบบอื่นๆ” ธาม กล่าว

ธามกล่าวต่อไปถึงผลกระทบต่อเด็ก ที่มีผลการศึกษาพบว่า 1.เวลาที่เด็กใช้โทรศัพท์มือถือจะไม่มีการเรียนรู้ทางด้านประสาท การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการที่เด็กได้เห็นหน้าพ่อแม่ มีกิจกรรมเล่นด้วยกัน ซึ่งดิจิทัลคือการตัดต่อข้ามขั้นตอนมา ไม่มีการสนทนากัน จึงทำให้สูญเสียการเรียนรู้ทางด้านประสาท และมารยาททางสังคมอีกด้วย 2.เวลาเด็กเริ่มเติบโตขึ้นมาแล้วเข้าสู่โรงเรียนจะทำให้มีเพื่อนเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่จะไว้วางใจโลก ที่จะใช้ชีวิตจริงๆ จึงเป็นช่วงที่เด็กจะสร้างสายสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ที่นอกจากครอบครัว ซึ่งหาจากดิจิทัลไม่ได้

3.เด็กควรจะเรียนรู้แบบครอบคลุม (Inclusive) คือการเรียนรู้จากคนรอบตัว เช่น เพื่อน ครู สภาพแวดล้อมเป็นต้น ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย โดยใช้ได้จนเด็กเข้าสู่ช่วงมัธยมต้น ซึ่งไม่มีในดิจิทัลที่ไม่รู้จักตัวตนของเรา 4.เด็กๆ ต้องใช้เวลาว่าง ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้และผิดพลาด โดยในดิจิทัลกิจกรรมไม่หลากหลายพอมีเพียงแค่การก้มหน้า มองจอ ใช้มือกด แต่ในชีวิตจริงได้ทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับดนตรี กีฬา เป็นต้น เป็นสิ่งที่เด็กได้พัฒนาทักษะรอบๆ ด้าน

5.มีงานวิจัยพบว่าสื่อสังคมออนไลน์มักมีเรื่องดราม่าเสมอ จะทำให้เด็กรับไม่ได้ เนื่องจากเด็กจะมีสังคมเพื่อนที่มีไม่กี่คน แต่สังคมออนไลน์มีผู้ใช้เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ความสามารถในการรับมือกับความกดดันของเด็กมีไม่เพียงพอ และ 6.เด็กเหมาะที่จะเรียนรู้กับปัจจุบัน จะต้องรู้หน้าที่ของตนเอง ซึ่งในดิจิทัลไม่มีกาลเวลา จะทำให้เด็กๆ ไม่ได้เรียนรู้ที่ทำให้รู้จักหน้าที่ของตัวเอง

รศ.ดร.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์ กุมารแพทย์ด้านโรคทางระบบประสาท สถาบันชีวประสาทโมเลกุลมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อพูดถึงเรื่องการ สื่อสารมักจะสนใจเรื่องของวัจนภาษา หรือภาษาพูดคุยแต่จริงๆ แล้วมนุษย์เราติดต่อกันผ่านอวัจนภาษา หรือภาษากายมากกว่า การที่จะเรียนรู้เรื่องของสีหน้าท่าทางว่ามีความหมายอย่างไรจึงเป็นสิ่งที่ใช้กันมากในการสื่อสาร พัฒนาการด้านการสื่อสารจึงไม่ใช่เรื่องของภาษาพูดเพียงอย่างเดียว ทักษะด้านสังคมก็สำคัญเช่นกัน ซึ่งหาไม่ได้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับดิจิทัล

ขณะที่ Executive Function (EF) เป็นเรื่องหนึ่งที่พูดถึงกันมากในปัจจุบัน โดยเป็นตัวที่ทำหน้าที่ในการควบคุมและจัดการให้กระบวนการเหล่านี้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสม เพื่อช่วยให้ทำกิจกรรมนั้นๆ ได้สำเร็จ ซึ่งประกอบด้วย 3 สิ่งหลักๆ ได้แก่ 1.ความจำใช้งาน รวมไปถึงกลไกที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ความตั้งใจจดจ่อ เป็นต้น 2.ความสามารถในการยับยั้งควบคุมตนเอง รวมไปถึงกลไกที่เกี่ยวกับการตรวจสอบตนเอง เป็นต้น

และ 3.ความยืดหยุ่นในกระบวนการคิด เพื่อรองรับกระบวนการคิดที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งพัฒนาเป็นอย่างมากในช่วง 6 ปีแรกของชีวิต นอกจากนี้ยังมี Executive Function ขั้นสูง ที่พัฒนามาจากขั้นพื้นฐานที่กล่าวไปข้างต้น เป็นกระบวนการคิดที่ใช้กับผู้ใหญ่ด้วย โดยเริ่มจากการคิดที่จะลงมือทำ ซึ่งจะต้องมีการวางแผนและประเมินผล ถ้าไม่ตรงตามที่ต้องการจะต้องมีการแก้ไข จึงจะต้องมีสมาธิจดจ่อ เพราะฉะนั้นเป็นทักษะสำคัญในการที่จะประสบความสำเร็จในการที่จะทำในสิ่งต่างๆ

“ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อเด็กเป็นอย่างมาก ทำให้เด็กสมาธิไม่ดี ผลการเรียนแย่ลง ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมลดลง ความก้าวร้าวเพิ่มขึ้น ซึ่งเห็นได้จากข่าวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น แม่ถูกลูกที่ติดเกมคลั่งทำร้ายแม่ หรือลูกติดเกมคลั่งฆ่าพ่อ เป็นต้น การอยู่ในสังคมออนไลน์จะเพิ่มความก้าวร้าว ซึ่งการที่คนไม่รู้จักตัวตนของเราส่งผลให้ใช้ความก้าวร้าวกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันความก้าวร้าวที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลกับคนในครอบครัวด้วย เพราะชินกับการใช้ความก้าวร้าวกับคนอื่น โดยเกิดจาก

1.การเลี้ยงดูในครอบครัว เกิดจากการเลี้ยงแบบตามใจ จึงจำเป็นต้องฝึกวินัยตั้งแต่เด็ก และสร้างกฎเกณฑ์ในบ้าน และ 2.สังคมที่เปลี่ยนไปสู่ยุคไฮเทค ซึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานง่าย และสามารถติดได้ง่าย จึงทำให้เด็กใช้สื่อออนไลน์ในการสร้างตัวตนใหม่ และได้รู้จักเพื่อนในโลกออนไลน์” รศ.ดร.นพ.วรสิทธิ์ กล่าว

ด้าน รศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยพัฒนาศักยภาพเด็กไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะคิดว่าเปิดไว้เฉยๆ ไม่น่าจะมีผลต่อเด็ก แต่เนื้อหาของสื่อในปัจจุบันมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และใช้ในบริบทที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย จึงทำให้ได้รับประสบการณ์อันไม่พึงประสงค์ตั้งแต่วัยเด็ก และยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของสมอง

นอกจากนี้การใช้สื่อหลากหลายประเภทในเวลาเดียวกันเริ่มมีมากขึ้น เช่น ในบ้านที่มีผู้ใหญ่เปิดโทรทัศน์ดูอยู่เป็นประจำ แล้วให้เด็กดูโทรศัพท์หรือแท็บเลตด้วย จากงานวิจัยพบว่าการได้รับสื่อในเด็กปฐมวัยเฉลี่ยอยู่ที่อายุ 1.5 เดือน ส่วนอายุมัธยฐานประมาณ 1 เดือน และพบว่า ร้อยละ 99.7 ได้รับสื่อผ่านจอตั้งแต่อายุก่อน 1 เดือน ซึ่งส่วนใหญ่สื่อที่เปิดทิ้งไว้ คือ โทรทัศน์ โดยเปิดทิ้งไว้เฉลี่ยประมาณ 4-5 ชั่วโมงต่อวัน แต่บางครอบครัวเปิดทิ้งไว้ทั้งวัน

“ถ้าพ่อแม่มีปฏิสัมพันธ์กับลูกเยอะ จะเป็นปัจจัยป้องกันไม่ให้เข้าถึงสื่อได้ง่าย ขณะเดียวกันจำเป็นต้องเลี้ยงลูกในเชิงที่ควบคุมลูกได้ จึงจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับลูกให้มากๆ ในตอนเด็กยังเล็ก ถ้าหากเลี้ยงลูกในเชิงลบมากขึ้น เช่น ต่อว่า ตวาด ตามใจ มีโอกาสทำให้เด็กใช้จอมากยิ่งขึ้นในอายุถัดไป นอกจากนี้เรื่องของสื่อกับความรุนแรงก้าวร้าวที่เกิดขึ้นในเด็กพบว่า เด็กที่ได้รับที่ค่อนข้างรุนแรงก้าวร้าว จะมีพฤติกรรม ความคิด และอารมณ์ที่ก้าวร้าว จึงทำให้เด็กมีความชินชากับสื่อพวกนี้ นอกจากนี้แล้วเด็กที่ได้รับสื่อผ่านจอตั้งแต่เล็กเป็นปริมาณมาก จะทำให้มีพัฒนาการด้านภาษาช้า ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาในด้านอื่นๆ ต่อไป” รศ.นพ.วีระศักดิ์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : จากอีสานถึงชายแดนใต้ ประชาชนร่วมสู้ภัยข่าวปลอม #SootinClaimon.Com

Posted on April 18, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/566639

สกู๊ปแนวหน้า : จากอีสานถึงชายแดนใต้  ประชาชนร่วมสู้ภัยข่าวปลอม

สกู๊ปแนวหน้า : จากอีสานถึงชายแดนใต้ ประชาชนร่วมสู้ภัยข่าวปลอม

วันอาทิตย์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564, 07.45 น.

“ข่าวปลอม (Fake News)” เป็นปัญหาสำคัญก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคลและขยายความขัดแย้งในสังคม แต่ในยุคออนไลน์ที่การส่งต่อข้อมูลข่าวสารทำได้รวดเร็ว ลำพังการรอภาครัฐชี้แจงอาจไม่เพียงพอ ภาคประชาชนจึงลุกขึ้นมามีส่วนร่วมดูแลพื้นที่ของตนเอง ดังเรื่องเล่าจาก 2 ภูมิภาค ในเวทีเสวนาเนื่องในวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก(International Fact-CheckingDay 2021) ความท้าทายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน เมื่อเร็วๆ นี้

มะรูฟ เจะบือราเฮง ผู้อำนวยการดิจิทัลเพื่อสันติภาพ และโคแฟคชายแดนใต้ (Deep South COFACT) เล่าเรื่องการทำงานตรวจสอบข่าวลือในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ อันประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ว่า เป็นเวลา 17 ปีแล้วนับตั้งแต่ปี 2547 ที่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นซึ่งสร้างความสูญเสียทั้งในแง่ชีวิตและเศรษฐกิจของผู้คนในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็มีความพยายามสร้างสันติภาพหรือการสื่อสารเชิงบวก และพื้นที่ออนไลน์ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ

โดยในปี 2562 เกิดกิจกรรมชื่อ“Fighting Fake News Hackathon”ขึ้นที่ จ.ปัตตานี รวมผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ครือข่ายภาคประชาชนและสื่อมวลชนท้องถิ่น ระดมสมองแก้โจทย์ “จะทำอย่างไรเพื่อลดการสื่อสารที่เป็นอุปสรรคในการสร้างสันติภาพ” นำไปสู่การเกิดขึ้นของ“ปฏิญญาปัตตานี” ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายคือการร่วมกันต่อสู้กับปัญหาการเผยแพร่ข่าวปลอมหรือบิดเบือน

มะรูฟ เล่าต่อไปถึงข้อค้นพบในการทำงาน ประกอบด้วย 1.บูรณาการสื่อเดิมกับสื่อใหม่ เช่น จัดรายการวิทยุสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ให้ความรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ และเปิดให้ประชาชนโทรศัพท์เข้ามาสอบถามว่าวันนี้ที่ได้ยินข่าวนั้นข่าวนี้มาเป็นความจริงหรือไม่ ซึ่งก็อาจจะมีคนอื่นๆ โทรศัพท์เข้ามาอธิบายว่าเรื่องนั้นเป็นความจริงหรือไม่อย่างไร ส่วนนักจัดรายการก็จะค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลออนไลน์ของโคแฟค หากมีข้อมูลเดิมที่เกี่ยวข้องอยู่แล้วก็สามารถนำมาตอบได้ทันที หรือการค้นหาข่าวต่างๆ บนเฟซบุ๊คเพื่อตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริง

2.คาดการณ์และเตือนล่วงหน้าเช่น ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลเตรียมแผนการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้ในพื้นที่ชายแดนใต้จะมีคนบางกลุ่มปฏิเสธการรับวัคซีนเพราะเชื่อว่าวัคซีนผลิตขึ้นอย่างไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา อาทิ มีส่วนผสมของไขมันหมู ดังนั้น คนทำงานต่อต้านข่าวปลอมจึงต้องหาข้อมูลมาชี้แจงไว้ก่อนว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19

3.ทำงานร่วมกับผู้นำศาสนา ในพื้นที่ชายแดนใต้นั้นผู้นำศาสนามีอิทธิพลทางความคิดกับผู้คนอย่างมาก เช่นมีคนเล่าว่าได้ยินเรื่องวัคซีนทำจากไขมันหมูมาจากผู้นำศาสนาแต่ผู้นำศาสนาเองก็ได้รับข้อมูลมาจากช่องทางออนไลน์ ความท้าทายสำคัญคือจะทำอย่างไรในการส่งเสริมให้ผู้นำศาสนามีบทบาทร่วมตรวจสอบข่าวปลอม และ 4.ทุกคนร่วมตรวจสอบข่าวปลอมได้ เพราะในทีมงานโคแฟคชายแดนใต้ก็มีคนที่ไม่ได้จบด้านสื่อสารมวลชน

“ทีมงาน 2 คนที่ตรวจเช็คข่าวทุกข่าวในแต่ละวันเขาไม่ได้จบวารสารศาสตร์มาเลย จบทางด้านอื่น แต่ว่ามาฝึก ในช่วงที่ทำ Fact Check (ตรวจสอบข้อเท็จจริง)ฝึกไปๆ ผมก็เลยถามว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกว่าตัวเองรู้สึกมี Critical Thinking (การคิดเชิงวิเคราะห์) มากขึ้น คือทุกอย่างเขาสงสัยหมดเลย ไม่ว่าเรื่องนั้นบางทีอาจเป็นสิ่งที่เคยเชื่อ เป็นสิ่งที่เคยถูก Fact Check มาแล้วเขาก็ตั้งคำถาม แล้วเขาก็บอกว่าสิ่งเหล่านี้ทุกคนสามารถมีทักษะแบบเขาได้ อันนี้เป็นคนที่ทำงานเบื้องหลัง ทำงานหนักร่วมกับองค์กรอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่” มะรูฟ กล่าว

ขณะที่ กมล หอมกลิ่น ผู้ประสานงาน อีสานโคแฟค (Esan COFACT) กล่าวว่า เครือข่ายอีสานโคแฟค เริ่มทำงานตรวจสอบข่าวปลอมตั้งแต่เดือนต.ค. 2563 ร่วมกับสถาบันการศึกษา 7 แห่ง และ 3 เครือข่ายสื่อในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งภาคอีสานเองก็มีปัญหาข่าวลือเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจากปากต่อปากหรือการแชร์กันบนโลกออนไลน์ เช่น “ผีแม่ม่าย” ที่จู่ๆ ก็มีผู้ชายหลายคนเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“จริงๆ ชาวอีสานรู้ โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ตอนนี้เล่นเฟซบุ๊ค เล่นไลน์กันเป็นจำนวนมาก เท่าที่เราลงพื้นที่ติดตามก็มีแอปพลิเคชั่นไลน์กันแทบทุกคน แล้วก็มีการแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้กลั่นกรอง ทั้งที่รู้ว่าเป็นข้อมูลที่ไม่จริงแต่ก็ยังแชร์ซึ่งเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นว่ายังไม่รู้เท่าทันสื่อ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วการทำงานเรื่อง Fake News ทางอีสานเรียกว่าหยุดข่าวลวงทวงความจริง เราก็ต้องมาพูดคุยกันถึงเรื่องรู้เท่าทันสื่อ ให้ชาวบ้านตระหนักเรื่องนี้” กมล กล่าว

ตัวอย่างที่น่าสนใจในพื้นที่ จ.อุดรธานี ซึ่งมีชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังต่อสู้ประเด็นการทำเหมืองแร่และต้องรับมือข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาโดยที่ชาวบ้านไม่รู้ว่าจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างไร แต่เมื่อสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านได้แล้ว ก็มีสิ่งที่ต้องคิดต่อไปอีกคือจะทำงานเชิงรุกได้อย่างไร แทนที่จะตั้งรับรอให้มีข่าวปลอมเกิดขึ้นแล้วตามแก้ไขอย่างที่ผ่านมา

ซึ่งการทำงานเชิงรุกที่ว่านั้นต้องอาศัยการตั้งคำถามไว้ล่วงหน้า เช่น แทนที่จะปล่อยให้เกิดข่าวลือแพร่กระจายไปว่าการใช้สารเคมีในนาข้าวมากๆ ทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นและถึงขั้นเสียชีวิต ก็ตั้งคำถามไปก่อนเลยว่า การใช้สารเคมีในนาข้าวมากๆ ทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นและถึงขั้นเสียชีวิตได้จริงหรือไม่? และจริงๆ หน่วยงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ก็เคยพูดถึงเรื่องนี้แต่อาจจะไม่มากนัก

“การทำงานของคนที่ภาคอีสาน สิ่งที่ผมย้ำและพวกเราย้ำ คือทำงานให้เป็นลักษณะเครือข่าย เพราะสิ่งที่เรียกว่าความจริงร่วมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การที่ชาวบ้านเขาไม่รู้ว่าจะไปพึ่งทางไหน อย่างพอมีเหตุการณ์โควิดมามันมีข่าวมาจากหลายข่าว ทั้งที่เขาเป็นเจ้าของพื้นที่เอง มีข่าวว่ามีคนติดโควิดในหมู่บ้านถัดไปแล้วทำให้คนเกิดความตื่นตระหนก

อย่างการลงพื้นที่ จ.อุดรธานี ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องรีบประกาศทางหอกระจายข่าว ส่งข้อมูลให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศว่าให้รีบไปรับนักเรียนภายในบ่ายนี้ให้กลับบ้าน
ด่วนเพราะมีคนติดโควิดอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเรา 5 กิโลเมตรก็ทำให้ชาวบ้านเกิดความตื่นตระหนกโกลาหล ทำให้ชาวบ้านต้องไปเอาลูกของตัวเองกลับบ้าน ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้วข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง เพราะฉะนั้นการสร้างพื้นที่ร่วมและทำงานเป็นเครือข่ายเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นสำหรับภาคอีสาน”ผู้ประสานงาน อีสานโคแฟค กล่าวในท้ายที่สุด

หมายเหตุ : เวทีเสวนาเนื่องในวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact-Checking Day 2021)ความท้าทายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ร่วมจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), โคแฟค (COFACT) ประเทศไทย เครือข่ายองค์กรตรวจสอบข่าวสากล (International Fact Checking Network : IFCN)และภาคีเครือข่ายตรวจสอบข่าวลวงกว่า 30 องค์กรในประเทศ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เรื่องเล่าจากถนนข้าวสาร ไทยปิดหนีโควิดต่อไปไหวหรือ? #SootinClaimon.Com

Posted on April 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/566083

สกู๊ปแนวหน้า : เรื่องเล่าจากถนนข้าวสาร  ไทยปิดหนีโควิดต่อไปไหวหรือ?

สกู๊ปแนวหน้า : เรื่องเล่าจากถนนข้าวสาร ไทยปิดหนีโควิดต่อไปไหวหรือ?

วันพฤหัสบดี ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2564, 05.00 น.

“ถามว่ากลัวไหม? ถ้ากลัวเราก็ไม่มีกิน ถามว่าโควิดมันจะเอาคนอายุ 60-70 ไป ถ้าจะไปก็ไปเลย ป้าไม่ได้คิดอะไรแล้ว ไม่มีห่วงแล้ว ถ้าตายลูกป้าก็ได้ฌาปนกิจ ป้าปลงกับชีวิตแล้ว ไม่อยากอะไรแล้ว ขายตรงนี้ วันนี้เรารอดตายแล้วพรุ่งนี้เราต่อสู้กันใหม่ ทุกวันนี้ป้าไม่คิดแล้ว ทุกวันนี้ก็หาเพื่อลูกเพื่อหลาน”

“ป้านา” หญิงวัย 64 ปี บอกเล่ากับผู้สื่อข่าวขณะกำลังตั้งแผงรถเข็นขายลูกชิ้นปิ้งและไส้กรอกในพื้นที่ “ถนนข้าวสาร” ซึ่งหากเป็นช่วงเวลาปกติก่อนสถานการณ์โรคระบาด การค้าขายบนถนนข้าวสารต้องบอกว่าคึกคักมาก เมื่อหักต้นทุนแล้ว หากเป็นวันธรรมดาทั่วไปจะมีรายได้เฉลี่ยวันละ 1,000 บาท แต่หากเป็นช่วงพิเศษอย่าง “เทศกาลสงกรานต์” ที่ถนนข้าวสารจะจัดงานระหว่างวันที่ 12-15 เมษายน ของทุกปี รายได้จะพุ่งไปถึงวันละ 2,000 บาท

ผู้สื่อข่าวพบหญิงชรารายนี้ในวันที่ 13 เม.ย. 2564 วันแรก ของเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่ 2 ที่คนไทยไม่ได้เล่นสาดน้ำเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลายทั้งในไทยและทั่วโลก ป้านา พื้นเพเป็นคน จ.ปราจีนบุรี แต่เข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2531 ชี้ให้ดูว่าตนเองต้องพยายามป้องกันด้วยการสวมหน้ากากปิดปาก-จมูก เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไปและต้องเผชิญความเสี่ยงก็ตาม

“พอมีข่าวล็อกดาวน์ก็จบเลย ทุนก็เททิ้งไปเลย ปีนี้ป้าก็เฉยๆ นะ ปีที่แล้วป้าจมไปไม่ถึงหมื่น ประมาณ 7,000-8,000 บาท แต่มันก็เยอะนะ ซื้อไข่ซื้ออะไรมาแล้ว แต่ปีนี้ป้าไม่ได้ตุนของเลย ป้าขายแบบสบายๆ ไม่หวังแล้วจริงๆ แล้วยิ่งโควิดอย่างนี้
ป้ายังไม่รู้จริงๆ วันนี้ป้าลงของพันกว่าบาทป้าก็ยังไม่รู้เลยว่าจะอย่างไร? จะมีคนมาเดินมาเที่ยวไหม? ป้าก็ขายของป้าไปเรื่อยๆ” แม่ค้าวัย 64 ปีรายนี้ กล่าว

เช่นเดียวกับ “พี่ดำ” ชายวัย 50 ปี พื้นเพเป็นคน จ.พระนครศรีอยุธยา แต่มาขับรถสามล้อในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน ที่เล่าว่า ก่อนยุคไวรัสโควิด-19 ระบาด มีรายได้จากค่าโดยสาร หักค่าเช่ารถวันละ 400 บาทแล้วยังเหลือเงินกลับบ้านเฉลี่ยวันละ 1,000 บาทในวันธรรมดา และวันละ 2,000 บาทในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยหนึ่งในความภูมิใจคือการที่สามารถส่งลูก 2 คนเรียนจบมหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องพึ่งพากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

แต่แล้ววิกฤติโรคระบาดก็พาฝันร้ายมาเยือน โดยช่วงล็อกดาวน์ ระหว่างเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2563 พี่ดำตัดสินใจทิ้งเมืองหลวงไปอาศัยอยู่ที่บ้านภรรยาใน จ.ร้อยเอ็ด และเมื่อกลับมารายได้ก็ไม่ได้ดีอย่างเดิมอีก เฉลี่ยวันละ 400-500 บาท หักค่าใช้จ่ายประจำแล้วเหลือเงินเข้าบ้านเพียง 200 บาทต่อวันเท่านั้น แต่ยังดีอยู่บ้างตรงที่ค่าเช่ารถสามล้อถูกลงเหลือวันละ 100 บาท แม้กระทั่งรถแท็กซี่ก็ยังทราบว่าทุกวันนี้เหลือค่าเช่ารายวันเพียง 200 บาท

โชเฟอร์สามล้อรายนี้ ยอมรับว่า เมื่อสถานบันเทิงกลับมาเปิดได้ย่อมเป็นกังวลว่าสถานการณ์โรคระบาดจะกลับมาอีกจากทั้งการเป็นสถานที่ปิดในห้องปรับอากาศแต่มีคนรวมกลุ่มหนาแน่น บวกกับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้การระมัดระวังตัวลดลง แต่ถึงกระนั้นก็เห็นอกเห็นใจเพราะหากไม่อนุญาตให้เปิดเลยย่อมกระทบต่อคนที่ต้องประกอบอาชีพ
ทำมาหากิน

“วัคซีนเท่านั้นที่จะช่วยได้ เอายาสมุนไพร ยาอะไรมันต้านไม่ทันหรอก โรคมันร้ายแรง ตราบใดไม่มีวัคซีน..ยาก! ไม่หาย
อาจจะเป็นกลายพันธุ์ใหม่ไปอีก สายพันธุ์ใหม่บวกไปเยอะ ดูสถานการณ์แล้วเด็กเล็กติดหมด เด็กไม่เคยติดก็ติดแล้วตอนนี้ มันไม่ได้เลือกกินนะโรค คุณจะอายุเท่านี้ๆ จะต้องเลือกกิน มันกินหมด ผมมองไกลๆ นะ อันนี้ความคิดผม ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง ถ้ายังไม่ได้วัคซีนพร้อมกันหมด..ยากครับ!” พี่ดำ กล่าว

ขณะที่ ญาดา พรเพชรรัมภา ประธานชมรมผู้ค้าแผงลอยถนนข้าวสาร ให้ความเห็นว่า “การที่รัฐบาลสร้างกระแสความกลัวโรคระบาดมากจนเกินไป ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขได้” แทนที่จะอธิบายสร้างความเข้าใจให้ชัดเจนว่าการติดเชื้อโควิด-19 แล้วมีอัตราการป่วย หรือป่วยหนัก หรือเสียชีวิตเท่าไร เพราะ “ไม่ว่าอย่างไรมนุษย์ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับเชื้อโรค” อย่างในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ที่รัฐพยายามให้การประกอบอาชีพของประชาชนใกล้เคียงปกติมากที่สุด หากติดเชื้อแต่ไม่มีอาการก็ให้พักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน

“คุณบอกเขาก็ได้ เป็นไข้ก็กินยาลดไข้ พาราก็มี ไอก็กินยาแก้ไอ ฟ้าทะลายโจรก็กินไป ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็ไข้ลง ออกไปไหนก็ใส่แมส ล้างไม้ล้างมือเสีย ใช้ชีวิตให้มันเป็นปกติ แต่คุณปลูกจิตใต้สำนึก อย่าไปนู่นนี่นั่น แล้วใครหารับประทาน คุณก็ไม่ยื่นข้าวยื่นน้ำให้เขา เราชนะมาตรการเยียวยามันช่วยกระตุ้น มันช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยจริงๆ อันนี้ยอมรับ แต่แล้วท้ายที่สุดแล้วอย่างไรล่ะ ก็หมดแล้ว มันเหมือนกับฉีดยาไประยะหนึ่ง พอเชื้อมันเริ่มต่อต้านขึ้นมา คุณมีเข็มสองไหม เข็มสองก็ไม่มี มาตรการอื่นอย่างไร คุณจะแจกอย่างนี้อีกนานแค่ไหน แจกจนเหมือนกับประเทศอื่นที่เขาล่มสลายหรือ เมื่อไหร่คุณจะสอนให้ประชาชนถือคันเบ็ดตกปลาเอง” ญาดา กล่าว

จากถนนข้าวสารสู่การมองภาพรวมทั้งประเทศ “ในช่วงก่อนวิกฤติไวรัสโควิด-19 ระบาด เศรษฐกิจไทยเคยมี
รายได้จากการท่องเที่ยวหลักล้านล้านบาทต่อปี” และเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีผู้ได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวางตั้งแต่ผู้ค้าอาหารริมทาง ผู้ขับขี่พาหนะรับ-ส่งผู้โดยสาร พนักงานนวด ไปจนถึงผู้ประกอบการโรงแรมและอื่นๆ อีกมากมาย “เราจะอยู่ในสถานการณ์นี้ไปได้อีกนานเท่าไร?” จึงเป็นคำถามสำคัญ

ไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค “Paisal Puchmongkol” เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2564 เสนอแนะ 7 ข้อแก้วิกฤติครั้งนี้ 1.เปิดเสรีนำเข้าวัคซีนโควิด-19 และชุดตรวจหาการติดเชื้อ 2.เลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและกลับสู่การบริหารประเทศตามกลไกปกติ 3.กระทรวงสาธารณสุข ประกาศรายชื่อยาให้ประชาชนใช้รักษาตนเองในเบื้องต้นเมื่อพบอาการผิดปกติ หากอาการหนักจึงค่อยไปโรงพยาบาล

4.เลิกปั่นกระแสสร้างความหวาดกลัวเพื่อให้สังคมกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รวมถึงยกเลิกการประกาศไทม์ไลน์ว่าผู้ติดเชื้อ
เพื่อป้องกันความแตกแยกในสังคมและป้องกันความเสียหายเกินจริง 5.นำยาค็อกเทลและพลาสมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยปอดอักเสบหรือปอดบวมได้โดยเร็วที่สุด 6.ทำความเข้าใจโดยการเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับจำนวนผู้ป่วยโควิดที่แท้จริง โดยแยกจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวม โรคปอดอักเสบและวัณโรค ออกจากกันให้ชัดเจน และ 7.แนะนำให้ผู้มีอาการผิดปกติสวมหน้ากาก กักตัวอยู่ในพื้นที่กำหนดของตัวเอง นอกนั้นใช้ชีวิต และทำงานปกติ

เมื่อการปิดกิจการต่างๆ ไม่สามารถทำติดต่อกันได้นานๆ..การอยู่ร่วมกับไวรัสร้ายให้ได้ดังข้อเสนอข้างต้นก็อาจเป็นสิ่งที่น่าคิด!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : สงกรานต์’64 โควิดระลอกใหม่ ‘กลับบ้าน’ ชีวิตยังต้องดำเนินไป #SootinClaimon.Com

Posted on April 11, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/565358

สกู๊ปแนวหน้า : สงกรานต์’64โควิดระลอกใหม่  ‘กลับบ้าน’ชีวิตยังต้องดำเนินไป

สกู๊ปแนวหน้า : สงกรานต์’64โควิดระลอกใหม่ ‘กลับบ้าน’ชีวิตยังต้องดำเนินไป

วันอาทิตย์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.45 น.

“สงกรานต์” เป็น 1 ใน 2 เทศกาลหยุดยาวที่ทุกๆ ปีคนไทยซึ่งทำงานอยู่ตามเมืองใหญ่ต่างๆ โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร (กทม.) จะได้เดินทางกลับบ้านไปพบหน้าและร่วมเฉลิมฉลองกับครอบครัว เติมพลังใจให้กันและกันก่อนจะกลับมาสู้ชีวิตกันต่อไป กระทั่งการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ได้ทำให้ภาพของสงกรานต์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะไม่มีการเล่นสาดน้ำประแป้งแล้ว แม้แต่การเดินทางกลับภูมิลำเนาก็ยังเป็นที่ลังเลของใครหลายคน เพราะบุตรหลานวัยแรงงานกลัวจะนำเชื้อไปแพร่ใส่ญาติผู้ใหญ่สูงวัยที่เคารพรัก

สถานการณ์การระบาดระลอกล่าสุดเริ่มปรากฏเป็นข่าวเมื่อต้นเดือน เม.ย. 2564 โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่สถานบันเทิงย่านทองหล่อในกรุงเทพฯ ก่อนจะลุกลามอย่างรวดเร็วไปกว่า 40 จังหวัด ดับฝันธุรกิจภาคการท่องเที่ยวที่หวังจะได้เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วยกันในช่วงหยุดยาวสงกรานต์ 2564 มาต่อลมหายใจระหว่างรอเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ สื่อมวลชนรายงานข่าวประชาชนจำนวนมากยกเลิกการจองโรงแรมและคืนตั๋วโดยสารทั้งรถไฟและรถทัวร์ ขณะที่บางจังหวัดตั้งการ์ดสูง กำหนดให้คนมาจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องกักตัว 14 วัน

ถึงกระนั้น ผู้คนอีกไม่น้อยยังคงตัดสินใจเดินทางกลับภูมิลำเนา ดังที่ทีมงาน “สกู๊ปแนวหน้า” ตระเวนสำรวจสถานีขนส่งหลายแห่งในช่วงบ่ายถึงค่ำของวันศุกร์ที่ 9 เม.ย. 2564 อันเป็นวันสุดท้ายของการทำงานก่อนจะหยุดยาวตั้งแต่ 10-15 เม.ย. 2564 เริ่มกันที่ “สถานีรถไฟหัวลำโพง” ซึ่งต้องบอกว่า สงกรานต์ 2564 คงจะเป็นสงกรานต์ครั้งสุดท้ายของที่นี่ เพราะตามแผนของกระทรวงคมนาคม ต้องการย้ายชุมทางรถไฟหลักของกรุงเทพฯ ไปที่ สถานีกลางบางซื่อ ภายในเดือน พ.ย. 2564 ปิดตำนานสถานีรถไฟเก่าแก่ที่รับใช้คนไทยมากว่า 1 ศตวรรษนับตั้งแต่ปี 2459

บ่ายสามโมงเศษๆ บรรยากาศที่หัวลำโพงยังไม่คึกคักมากนัก แต่ก็เริ่มมีคนมาซื้อตั๋วรถไฟหรือบางส่วนก็มาติดต่อคืนตั๋วที่หน้าเคาน์เตอร์ ขณะที่เก้าอี้บริเวณลานกว้างด้านใน กว่าครึ่งถูกจับจองโดยผู้คนที่รอเดินทาง ส่วนด้านหน้าทางเข้า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหยิบเจลล้างมือแบบถุงแจกจ่ายให้ผู้ที่ผ่านการวัดอุณหภูมิและได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่สถานี ตามมาตรการลดความเสี่ยงการระบาดของไวรัสโควิด-19

“เพชร” ชายวัย 50 ปี อาชีพรับราชการ สนทนากับผู้สื่อข่าวพลางนั่งรับประทานอาหารบนพื้นหลังแนวเก้าอี้กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ระหว่างรอรถไฟเพื่อกลับบ้านที่ จ.พัทลุง เขากล่าวว่า โควิดรอบนี้ต่างจากรอบที่แล้ว ตรงที่รอบที่แล้วเป็นของใหม่แต่รอบนี้เป็นผลต่อเนื่องกันมา และเชื่อว่าคนจำนวนมากคงเครียดเพราะวิกฤติโรคระบาดนี้ส่งผลกระทบอย่างถ้วนหน้าต่อการใช้ชีวิตไม่มากก็น้อย แม้แต่ข้าราชการที่หลายคนอาจจะมองว่าไม่น่ากระทบเลยก็ตาม

“มันกระทบหมดแหละครับ คืออย่างน้อยๆ การทำงานของเราที่ต้อง Work from Home (ทำงานจากที่บ้าน)อะไรต่างๆ พวกนี้ มันจริงๆ ภาพรวมมันกระทบหมดบางเรื่องสิ่งที่เราเคยทำประจำบางอย่างก็ต้องหยุดเพื่อตรงนี้ถามว่ามีเพื่อนที่ลำบากไหม? มันก็มี คือทุกคนก็บ่นกัน อย่างผมเองก็สัมผัสหลากหลายอาชีพ เราก็จะรับฟังจากคนโน้นคนนี้ ถามว่ามีกรณีไหนฟังแล้วสะเทือนใจบ้างไหม? ส่วนมากก็เป็นภาคบริการ คือบางคนไม่ได้มีเงินเก็บ บางคนหาเช้ากินค่ำ พอไม่มีเงินเก็บ ไปทำอะไรต่างๆ มันถูกปิดไปหมดก็ลำบาก จากเดิมทำงานมีรายได้ทุกวันๆ ไม่มีเงินเก็บก็จริงแต่เขาก็ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่พอเขาไม่สามารถไปทำงาน เขาก็ไม่มีรายได้ตรงนั้น” เพชร กล่าว

เมื่อถามต่อไปว่ากังวลหรือไม่กับการเดินทางกลับบ้านด้วยรถไฟท่ามกลางข่าวสถานการณ์โรคระบาดที่ค่อนข้างรุนแรง หนุ่มใหญ่รายนี้ยอมรับว่ากังวลอยู่บ้าง แต่ตนเองก็ต้องมีมาตรการป้องกัน เช่น สวมหน้ากากปิดปาก-จมูกตลอดการเดินทาง แต่ก็ยังใจชื้นได้บ้างเพราะเลือกโดยสารรถไฟชั้น 3 ซึ่งเป็นรถเปิดหน้าต่างโล่งไม่ใช่รถปรับอากาศ ดังนั้นความเสี่ยงน่าจะลดลงบ้าง สุดท้ายเมื่อถามว่าคิดเห็นอย่างไรกับทั้งคนที่คืนและไม่คืนตั๋ว เรื่องนี้มองว่าแต่ละคนมีเหตุจำเป็นที่ต้องเดินทางไม่เหมือนกัน

จากหัวลำโพง ผู้สื่อข่าวเดินทางต่อไปยัง “สถานีรถโดยสารสายใต้ใหม่ (ถนนบรมราชชนนี)” เมื่อไปถึงในเวลาประมาณ 17.10 น. บรรยากาศยังไม่คึกคักมากนัก โดย “อนุชา” หนุ่มใหญ่ซึ่งเป็นหัวหน้าเวรดูแลชานชาลาประจำวัน เล่าว่า วันที่ 9 เม.ย. 2564 กลับมีผู้ใช้บริการน้อยกว่าวันที่ 8 เม.ย. 2564 ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนโยบายที่คลุมเครือ ในขณะที่ส่วนกลางไม่ห้ามการเดินทางข้ามจังหวัด แต่บางจังหวัดออกประกาศกำหนดให้คนเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลเมื่อไปถึงแล้วต้องกักตัว 14 วัน ถึงกระนั้นก็ต้องรอดูหลังเวลา 18.00 น. อีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรอจนถึงเวลา 18.00 น. เศษๆ โดยประมาณ พบบรรยากาศที่ขนส่งสายใต้เริ่มคึกคักขึ้น ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามารอรถที่ชานชาลาจนเริ่มหนาแน่น หนึ่งในนั้นคือ
“ป้าประจวบ” หญิงวัย 65 ปี ที่เดินทางมาหาลูกสะใภ้ที่กรุงเทพฯ แต่ก็ต้องรีบกลับ จ.นครศรีธรรมราช อย่างเร่งด่วนหลังจากที่ค้างได้เพียงคืนเดียว โดยป้าประจวบ เล่าว่า อยู่ที่บ้านมีหน้าที่เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ด้วย ซึ่งในการระบาดระลอกแรกเมื่อ 1 ปีก่อน ก็ได้ออกไปช่วยตรวจตราตามตลาดแถวบ้าน ให้ผู้ขายและผู้ซื้อปฏิบัติตามมาตรการลดความเสี่ยงโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

“อยากให้ช่วยกันระวังตัวหน่อย เสี่ยงเยอะให้ระวังตัวกันด้วย ไปถึงบ้านถ้าเขาให้กักตัวก็กักเลย อย่าไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่มันอันตรายกับเพื่อนอยู่ นี่ป้าก็เป็นห่วงว่า
พาหลานไปเขาจะให้กักตัวไหม? ไปถึงเราต้องแจ้งทาง รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) ถ้าให้กักก็กัก ป้าไปถึงต้องแจ้งทางโน้นเลย หรือไม่ก็ชุมชนหรือกำนันว่าเรามาจากกรุงเทพฯ” ป้าประจวบ ระบุ

เวลาประมาณเกือบสามทุ่ม ผู้สื่อข่าวปิดท้ายการสำรวจที่ “สถานีขนส่งสายเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือ (หมอชิต 2)” แต่ก่อนจะมาถึงที่นี่ ได้มีการแวะไปดูที่ “สถานีขนส่งสายตะวันออก (เอกมัย)” ก่อนในเวลาราวๆ สองทุ่ม ซึ่งบรรยากาศของขนส่งเอกมัยค่อนข้างเงียบเหงาเมื่อเทียบกับหัวลำโพงหรือสายใต้ใหม่ และรวมถึงหมอชิต 2 ที่พบว่าแม้เวลาจะล่วงเลยเข้าผ่าน 21.00 น. มาแล้ว แต่ผู้คนก็ยังทยอยมานั่งรอตามม้านั่งหรือซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์

“โก” คุณลุงวัย 65 ปี เล่าว่า ก่อนหน้านี้ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ และ จ.นนทบุรี อาชีพคนงานก่อสร้าง ตอนที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดครั้งแรกในปีที่แล้วไม่ได้รับผลกระทบอะไรเพราะงานก่อสร้างที่ทำไม่ได้ถูกระงับ กระทั่งในปีนี้เมื่อไม่ได้ทำงานมาหลายวันจึงตัดสินใจเกษียณตัวเองด้วยการเดินทางกลับบ้านไปอยู่กับหลานที่ จ.นครราชสีมา แต่ก็ยังแย้มนิดๆ ว่าในอนาคตหากสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลายลงอาจจะกลับมาเมืองหลวงและปริมณฑลอีกครั้ง แต่วันนั้นคงหารายได้ด้วยการเก็บของเก่าขายแทน เพราะอายุขนาดนี้คงไม่มีใครจ้างให้ทำงานก่อสร้างแล้ว

“เราเดินทางหนึ่งก็รักษาความสะอาด สองก็ใส่แมสไม่อึดอัดถ้าต้องใส่ตลอดการเดินทางเพราะว่ามันจำเป็น แล้วต้องช่วยกันครับ ถ้าไม่ช่วยกันแล้วจะทำอย่างไรได้ ผมติดคุณ คุณติดผม” ลุงโก กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘คนกับป่า’ อยู่ร่วมกันได้ โลกเปลี่ยน..เมื่อไหร่ไทยปรับ? #SootinClaimon.Com

Posted on April 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/565157

สกู๊ปแนวหน้า : ‘คนกับป่า’อยู่ร่วมกันได้  โลกเปลี่ยน..เมื่อไหร่ไทยปรับ?

สกู๊ปแนวหน้า : ‘คนกับป่า’อยู่ร่วมกันได้ โลกเปลี่ยน..เมื่อไหร่ไทยปรับ?

วันเสาร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2564, 07.30 น.

เดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่มีประเด็นร้อนเรื่อง “คนกับป่า” เช่น ในช่วงปลายเดือนที่มีข่าวชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ถูกลงโทษ “ปลดออกจากราชการ” จากที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ตามมติการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

มติปลดออกดังกล่าวเนื่องมาจาก ชัยวัฒน์ เกี่ยวข้องกับกรณี “นำกำลังเจ้าหน้าที่บุกเผาบ้านกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย เมื่อปี 2554” ซึ่งในขณะที่ฝ่ายหนึ่งซึ่งต่อสู้เรื่องการอยู่ร่วมกันได้ของป่ากับชุมชน รวมถึงสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ มองว่าคำสั่งปลดออกนี้เท่ากับความยุติธรรมบังเกิดแล้ว แต่สำหรับฝ่ายที่สนับสนุนการอนุรักษ์ป่าไม้ เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่เป็นธรรมและทำลายขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

และย้อนไปอีกในช่วงต้นเดือนเดียวกัน ในช่วงที่สถานการณ์ “#Saveบางกลอย” กำลังตึงเครียด เมื่อมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมเฮลิคอปเตอร์เข้าไปนำตัวชาวบ้านที่ขอกลับไปอาศัย ณ “บ้านใจแผ่นดิน” หรือบ้านบางกลอยบน ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานออกมา พร้อมตั้งข้อหาบุกรุกป่าก่อนที่ศาลจะให้ประกันตัว ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษา “พีมูฟ” ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเรื่องคนกับป่า ในวันที่พีมูฟมาช่วยจัดกิจกรรมเสวนา“ก่อนฟ้าสางที่…บางกลอย” ที่เวทีชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล ไว้อย่างน่าสนใจ

“มีป่าไม้น้อยมากที่ไม่เชื่อแนวคิดนั้น (หมายถึงไม่เชื่อในแนวคิดที่ว่าในป่าต้องไม่มีคนอยู่) แต่ท้ายที่สุดก็อยู่ในระบบไม่ได้ มันถูกปลูกฝังมาจากสถาบันการศึกษา มันมีอยู่สถาบันเดียว ความรู้วิชาวนศาสตร์มันไม่เป็นสหวิทยาการ เหมือนกับคณะรัฐศาสตร์ที่สอนได้ทุกมหา’ลัย มันก็จะเกิดการแข่งขัน ในขณะที่วิชาวนศาสตร์ในประเทศไทยมันไม่เกิดการแข่งขัน มันผูกขาดอยู่ในสถาบันเดียว แล้วมันก็มีระบบโซตัส (SOTUS) ระบบพี่ระบบน้อง แล้วคนเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผลิตเข้ามาในระบบ ใน 2-3 กรมในกระทรวงทรัพย์ ฉะนั้นมันก็ต้องสั่งสมวิธีคิดแบบนี้”

นี่คือความเห็นที่ ประยงค์ กล่าวถึง “ความคิดกระแสหลักของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ” ทำให้การทำงานกับเจ้าหน้าที่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย “มันเป็นมายาคติเกี่ยวกับเรื่องป่าที่เข้าใจกันผิดๆ คือถ้าเชื่อว่าคนอยู่กับป่าไม่ได้ อย่างไรมันก็ยอมรับอะไรไม่ได้เลย” เมื่อประกอบกับการที่ “ชาวบางกลอยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์” ซึ่งถูกตั้งคำถามว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า?” ปัญหาก็ยิ่งทวีความซับซ้อนยุ่งยากขึ้นไปอีก

ที่ปรึกษาพีมูฟ เล่าต่อไปว่า “แนวคิดนำคนออกจากป่าเดิมเกิดในโลกตะวันตก..แต่วันนี้ตะวันตกก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว” เช่น สหรัฐอเมริกา ในอดีตเคยห้ามชาวอินเดียนแดงเข้าไปในอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน แต่ปัจจุบันแม้จะไม่ถึงขั้นอนุญาตให้เข้าไปอยู่อาศัย แต่ก็อนุโลมให้เข้าไปประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อได้ ในทวีปยุโรปเองก็มีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน แต่ประเทศไทยยังไม่ปรับ และนั่นทำให้เกิดปัญหากับ 4,100 ชุมชนทั่วประเทศ

“สิ่งที่ยอมรับกันไม่ได้ใน 4,100 ชุมชนคือเขาอยู่มาก่อนประกาศอุทยานทั้งสิ้น หมายถึงประวัติชุมชนในอุทยานคล้ายๆ บางกลอย ปัญหาคือคนที่ไปเปิดใช้ที่ดินหลังประกาศอุทยานควรจะเป็นคนที่โดนข้อหาบุกรุกคนที่อยู่มาก่อน สิ่งที่อยู่มาก่อนเป็นไปไม่ได้ที่จะไปบุกรุกสิ่งที่มาทีหลัง ทีนี้เขาไม่ยอมการพิสูจน์สิทธิ์ตรงนี้ก็เลยเหมาไป อันนี้หลักคิดเรื่องนี้เลย ยอมให้คนอยู่กับป่าไม่ได้ ถึงแม้ตอนนี้ยอมรับความจริงแล้วว่าคุณไปประกาศทับเขาไว้ 4,200,000 ก็ยังไม่ยอม ยังไงก็ยังเป็นอุทยานอยู่ แต่อนุญาตให้คุณอยู่ชั่วคราว เป็นอาณานิคมผมต่อไป” ประยงค์กล่าว

ที่ปรึกษาพีมูฟ ให้ความเห็นอีกว่า “อย่างน้อยก็ควรให้สิทธิ์ชุมชนอยู่ได้ภายใต้เงื่อนไข” เช่น ห้ามขายพื้นที่ออกจากแนวเขตเดิมที่กันไว้ ห้ามนำที่ดินไปขาย โดยให้สิทธิ์แบบชุมชนเพื่อให้ช่วยกันควบคุมดูแล พร้อมกับกล่าวถึงบทเรียนจาก “คชก.” ที่เกิดขึ้นใน 2535 ซึ่งมีการอพยพชาวบ้านออกจากป่าเช่นกัน แต่ชาวบ้านก็ต่อสู้จนท้ายที่สุดเกิดเป็นกรณี “คชก. คืนถิ่น” ที่ชาวบ้านสามารถกลับไปอาศัยยังพื้นที่ทำกินเดิม

คดีเผาไล่ที่ชาวบ้านบางกลอยหรือใจแผ่นดินนั้น ศาลปกครองมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2561 แม้จะไม่อนุญาตให้ชาวบ้านกลุ่มที่ฟ้องคดีกลับไปอยู่ในพื้นที่
ดังกล่าวได้เพราะไม่มีหลักฐานเอกสารสิทธิ แต่ก็เห็นว่าเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงให้กรมอุทยานฯ ชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวบ้านที่ร่วมกันฟ้องคดีนี้ด้วย รวมถึงยอมรับการมีอยู่จริงของบ้านใจแผ่นดินในฐานะชุมชนเก่าแก่

อนึ่ง ที่ผ่านมามีการพูดถึง มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 ส.ค. 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญ เพราะเห็นว่าลำดับศักดิ์กฎหมายต่ำกว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นำไปสู่การผลักดัน “(ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ซึ่งในงานเสวนา “มานุษยวิทยากฎหมายกับพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการชุมนุมกรณีบางกลอยข้างทำเนียบรัฐบาล มีการสรุปข้อน่าสนใจของร่างกฎหมายนี้

เช่น ให้ก่อตั้งคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) การรับรองสมัชชากลุ่มชาติพันธุ์ เป็นพื้นที่กลางให้แต่ละกลุ่มได้มาหารือกันในข้อเสนอถึงภาครัฐเกี่ยวกับการดูแลประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงให้จัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อใช้ประกอบการออกนโยบายต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์หรือคนพื้นที่ที่อยู่มาแต่ดั้งเดิม

ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์รวม 63 กลุ่ม หรือ 6.1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 9.68 ของประชากรไทยทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องปฏิบัติตามทั้งรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 70 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิด้านวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ และภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ไทยไปลงนามยอมรับไว้ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (CERD) กับ ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP) ร่างกฎหมายนี้จึงมีความสำคัญ

ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า หาก (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สามารถผ่านออกมาเป็นกฎหมายได้จริงและใช้แล้วได้ผลดี อาทิ เกิดพื้นที่คุ้มครองเชิงวัฒนธรรมแล้วพบว่าคนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ ความอุดมสมบูรณ์ยังคงอยู่ในขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์ได้ใช้ประโยชน์ ก็อาจนำไปสู่การขยายผล ซึ่งข้อพิพาทกรณีชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ยังร่วมถึงชุมชนทั่วไปด้วย

“จริงๆ แล้วเราต้องเปลี่ยนระบบคิด เพราะถ้าเราดูพื้นที่ป่าสงวน อุทยาน พื้นที่คุ้มครองสัตว์ป่า มีอยู่กี่ล้านไร่แล้วเรามีบุคลากรเท่าไหร่ ไม่พอ ฉะนั้นเราต้องดึงพลังเหล่านี้เข้ามาเป็นพลังบวก แทนที่เราจะขัดแย้งกันระหว่างคน 6 ล้านกว่าคนกับรัฐไทย ดึงมาเป็นพลังบวกเลย เป้าหมายยังอยู่ที่ความอุดมสมบูรณ์อยู่ ความอุดมสมบูรณ์ยังเป็นเป้าหมายหลัก แต่ว่าแน่นอน หน่อไม้หน่อน้อยที่มันไม่ได้กระทบความอุดมสมบูรณ์ใหญ่ เพื่อการดำรงชีวิต ถ้าเราปรับตรงนี้ได้ ผมคงว่าตรงนี้จะเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นพลังบวกของสังคม” ศ.ดร.บรรเจิด กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เดินหน้า ‘บำนาญพื้นฐาน’ สวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุไทย #SootinClaimon.Com

Posted on April 4, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/563784

สกู๊ปแนวหน้า : เดินหน้า‘บำนาญพื้นฐาน’  สวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุไทย

สกู๊ปแนวหน้า : เดินหน้า‘บำนาญพื้นฐาน’ สวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุไทย

วันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2564, 07.45 น.

“เบี้ยยังชีพอาจยังไม่ได้ใช้หลักการของประชาธิปไตยและการคุ้มครองสิทธิ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เราก็เลยเห็นว่าความสำคัญของมันคือต้องเปลี่ยนวิธีคิดก่อนว่าถ้าเราคิดว่ามันเป็นเบี้ยยังชีพเราก็จะให้เป็นตัวเลขที่ไม่สมเหตุสมผล ที่จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้จริง ทีนี้ถ้าตัวเลขจะสมเหตุสมผลก็ต้องคิดใหม่ว่าสิทธิ์ของผู้สูงอายุควรจะมีชีวิตพื้นฐานให้มันอยู่รอดปลอดภัยมีคุณภาพ มันควรจะอยู่ได้”

คำกล่าวของ สุรีย์รัตน์ ตรีมรรคา ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ในเวทีเสวนา “บำนาญแห่งชาติ เป็นจริงได้อย่างไรในร่างแก้ไข พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. ….” ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งภาคประชาชนเรียกร้อง“บำนาญพื้นฐาน” มากว่า 10 ปี ต่อเนื่องมาจากการขับเคลื่อนกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจนสำเร็จในปี2545 จากนั้นเมื่อเริ่มเห็นว่าประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยทำให้ในปี 2550 เริ่มมีการพูดคุยเกี่ยวกับสวัสดิการของผู้สูงอายุจนเกิดระบบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขึ้นและได้รับการสานต่อแม้จะเปลี่ยนรัฐบาลไปหลายชุดและต่างพรรคการเมืองก็ตาม

แต่การขับเคลื่อนบำนาญพื้นฐาน หรือ “การจ่ายเงินให้คนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เดือนละ 3,000 บาทอย่างถ้วนหน้า” นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยหลังจากภาคประชาชนรวบรวมรายชื่อได้กว่า 13,000 คน ซึ่งเข้าเกณฑ์การเสนอกฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนเข้าชื่อไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคนแล้ว ยังต้องคอยติดตามทวงถาม อาทิ ในวันที่ 13 ก.ค. 2563 ภาคประชาชนมีการจัดกิจกรรม “ปาร์ตี้ปิ่นโต” นัดกินข้าวที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

กลับมาที่งานเสวนา สุรีย์รัตน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับคนที่มีศักยภาพ เช่น ออมเงินมาทั้งชีวิต หรือมีระบบบำนาญอื่นมาเสริมก็ไม่เป็นไร แต่พื้นฐานต้องขอให้ยกระดับ จึงเป็นที่มาของการขอปรับจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ขยับขึ้นมาเป็นบำนาญพื้นฐานเดือนละ 3,000 บาท ที่อิงกับเส้นความยากจน อันหมายถึงค่าใช้จ่ายที่ประชาชนสามารถมีจ่ายเพื่อที่จะสามารถอยู่รอดได้ในแต่ละเดือน

ขณะที่ นิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แนะนำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน ไม่ควรรับรองกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากร่างกฎหมายบำนาญพื้นฐานภาคประชาชนซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.
ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ที่มีกลไกการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่หากต้องการผลักดันเรื่องนี้ รัฐบาลก็สามารถแก้ไข พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ได้

“สมมุติถ้าเรายึดที่เส้นความยากจน แล้วสภาพัฒน์ก็มีการประเมินว่ามีคนยากจนอยู่เท่าไร ถ้าผู้สูงอายุ 10 ล้านคนได้เงิน เปลี่ยนจากเบี้ยยังชีพเป็นบำนาญพื้นฐานคนละ 3,000 บาทต่อเดือน พวกนี้ก้าวข้ามเส้นความยากจนทันทีเลย เราตอบโจทย์ SDG (เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน) ของ UN (สหประชาชาติ) ได้เลย เป็นผลงานรัฐบาลเลยว่าเราแก้ปัญหาความยากจน” นิมิตร์ กล่าว

ด้าน เนืองนิช ชิดนอก ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค ในฐานะผู้ร่วมเสนอกฎหมายบำนาญแห่งชาติฉบับประชาชน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งที่ผ่านมารายได้ในการดูแลผู้สูงอายุมาจากบุตรหลานที่เป็นประชากรวัยทำงาน แต่ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ตลอดจนคนวัยทำงานเองก็มีครอบครัว มีลูกของตนเองต้องดูแล เมื่อต้องมาดูแลพ่อแม่ที่สูงอายุด้วยจึงกลายเป็นความไม่เพียงพอ

“พอไม่เพียงพอก็ต้องเป็นภาครัฐที่ต้องยื่นมือเข้ามาช่วย อย่างที่บอกว่าขีดความยากจนมันมีให้อยู่แล้วว่าจะต้องช่วยเหลือประมาณเท่าไร มันก็ควรจะให้ และจากปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าปี 2551-2554 ที่ปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจาก 200 เป็น 500 บาท แล้วเปลี่ยนเป็นขั้นบันได เช่น 60 ปีได้ 600 บาท จน 90 ปีได้ 1,000 บาท งานวิจัยของอาจารย์เดชรัต (เดชรัต สุขกำเนิด อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) จะเห็นตัวเลขว่าภายใน 3 ปี มันสามารถลดคนจนที่เป็นผู้สูงอายุลงได้ถึง 7 แสนคน” ปธ.เครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าว

มุมมองจากตัวแทนภาครัฐ กันตพงศ์ รังษีสว่าง รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยอมรับว่า
ความท้าทายสำคัญอยู่ที่จะหาเงินมาจากแหล่งใด โดยหนึ่งในสิ่งที่ พม. กำลังศึกษา คือการให้เงินตามแนวคิดรายได้พื้นฐานหรือ UBI (Universal Basic Income) เดือนละ 3,000 บาท กับครัวเรือนเปราะบางว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ เพราะจากข้อมูลที่มีอยู่ พบว่าประเทศไทยมีครัวเรือนเปราะบางมากถึง 4.1 ล้านครัวเรือน จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยนำ 4.1 ล้านครัวเรือน คูณด้วย 3,000 บาท และคูณด้วย 12 เดือน จึงกลายเป็นความหนักใจของทางสำนักงบประมาณ ซึ่งก็อาจต้องหาบางพื้นที่เพื่อทำเป็นพื้นที่นำร่องก่อน

“เรามีผู้สูงอายุในปัจจุบันจำนวน 12 ล้านคนเศษๆ ร้อยละ 20 ของประชากร 66 ล้านคนเศษ เรามีผู้สูงอายุที่รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 10,300,000 คนเศษๆ เป็นภาระที่รัฐบาลต้องใช้จ่ายงบประมาณจ่ายให้กับผู้สูงอายุต่อปีประมาณ 86,000 กว่าล้านบาท แล้วเพิ่มขึ้นทุกปี จากเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วที่มีผู้สูงอายุอยู่ประมาณ 6-7 ล้านคน งบประมาณตอนนั้นยังไม่กระทบกระเทือนมากนัก เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มมาเป็น 10,300,000 คน ที่มารับเบี้ยยังชีพ เริ่มหนัก” รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ระบุ

ความเห็นของฝ่ายการเมือง สมศักดิ์ คุณเงิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญแห่งชาติในคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งร่วมกับ สส. ที่แม้จะต่างพรรคการเมืองโดยมีทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แต่ก็เห็นตรงกันให้ผลักดันเรื่องนี้ด้วยการเสนอ “(ร่าง) พ.ร.บ.ผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ พ.ศ. ..” ต่อประธานรัฐสภาแล้ว ขณะนี้เหลือแต่เพียงรอการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี ยืนยัน“เงินมีแน่นอน”

โดยสามารถหาได้จากหลายช่องทางหากกล้าทำ เช่น รายได้จากสลากกินแบ่งรัฐบาล หวยใต้ดิน บ่อนการพนันถูกกฎหมาย ภาษียาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ค่าสัมปทานต่างๆ การยกเลิกสิทธิประโยชน์ BOI ในบางส่วนที่ควรยกเลิก ภาษีรถ ภาษีน้ำมัน เป็นต้น และหวังว่า (ร่าง) พ.ร.บ.ผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ พ.ศ. .. จะสามารถเข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรได้เมื่อเปิดสมัยประชุมในเดือน พ.ค. 2564 และเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ อาจดำเนินการแบบขั้นบันได ปีแรกจ่าย 1,000-2,000 บาทต่อเดือนก็ได้ แต่ให้ครบ 3,000 บาทต่อเดือนภายในเวลา 3 ปี

“ทุกคนที่เกี่ยวข้องที่เชิญมา หน่วยงานภาครัฐเขาตอบไม่ได้ว่าจะให้-ไม่ให้ เขาพูดแบบมีเงื่อนไขว่าถ้าเป็นนโยบายของรัฐบาล” ปธ.อนุ กมธ. บำนาญแห่งชาติ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,855,570 hits

Join 4,134 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ - ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ
สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล
แห่ฟังล้นเวที! จูรี​ ปราศรัยใหญ่​ เมืองคอน​ ขอโทษประชาชนแทนปชป.ในอดีต
คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568
ธรรมนัส นำทัพกล้าธรรมเปิดศึกโค้งสุดท้าย ประกาศพลิกปทุมธานีสู่ยุคใหม่
ขอความเป็นธรรมหมอสุภัทร เครือข่าย ขสช.ร้องบวรศักดิ์ วอน ก.พ.เรียกสอบใหม่
กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ
ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส
ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ
Photo of the week : พายุฤดูหนาวลูกใหญ่ถล่มสหรัฐฯ

Recent Posts

  • นักท่องเที่ยวหญิงออสเตรเลียดับ หลังสายกระเป๋าเป้เกี่ยวลิฟต์สกีที่ญี่ปุ่น ร่างลอยค้างกลางอากาศ
  • จีนประหาร 4 มาเฟีย “ตระกูลไป๋” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา
  • อิสราเอลประกาศเปิดด่าน “ราฟาห์” เชื่อมกาซา-อียิปต์ ใช้มาตรการคุมเข้ม-ห้ามสื่อต่างชาติ
  • ฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องถอดถอนรองปธน. “ซารา ดูเตอร์เต” รอบใหม่ ปมโกงงบประมาณ-ขู่สังหารผู้นำ
  • “อันวาร์ อิบราฮิม” ยันชัด “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” ปมเอี่ยวอีเมล “เจฟฟรีย์ เอพสตีน”

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d