Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วัฒนธรรมป๊อป’ ยุคสมัยกับวิถีสังคม(ไทย) #SootinClaimon.Com

Posted on February 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/550710

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วัฒนธรรมป๊อป’  ยุคสมัยกับวิถีสังคม(ไทย)

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วัฒนธรรมป๊อป’ ยุคสมัยกับวิถีสังคม(ไทย)

วันเสาร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 08.00 น.

“วัฒนธรรมป๊อป (Pop Culture)” มาจากภาษาอังกฤษ คำว่า “ป๊อปปูลาร์ (Popular)” หมายถึง สิ่งที่ได้รับความนิยมในสังคม (เช่นเดียวกับในทางการเมืองที่มีคำว่า Populism-ป๊อปปูลิสม์ หมายถึงการเมืองแบบประชานิยม) โดยแต่ละยุคสมัยจะมี“กระแสหลัก” ไม่ว่าการแต่งกาย การท่องเที่ยวสื่อบันเทิงและอื่นๆ อีกมากมาย ดังที่แต่ละคนคุ้นเคยกับคำว่า ยุค 1960 1970 1980 1990 หรือคนรุ่นปู่ รุ่นพ่อ รุ่นลูก ต่างก็มีความทรงจำเกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อปที่แตกต่างกันตามแต่ยุคสมัยที่ตนเองเติบโตขึ้นมา

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “วัฒนธรรมป๊อป วัยรุ่น และชีวิตคน (ใน) เมือง”จัดโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ซึ่ง รศ.ดร.วสันต์ ปัญญาแก้ว หัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวว่า วัฒนธรรมป๊อป หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “วัฒนธรรมสมัยนิยม” เป็นส่วนหนึ่งของวิชาวัฒนธรรมศึกษา วิชาดังกล่าวก่อตัวขึ้นในทศวรรษที่ 1960 (ปี 2503-2512) ในประเทศอังกฤษ และต่อมาในทศวรรษที่ 1990 (ปี 2533-2542) ก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย วัฒนธรรมป๊อปที่คุ้นเคยอาจนับได้ตั้งแต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 2484-2488) สิ้นสุดลง ไทยเริ่มมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคสงครามเวียดนาม(ปี 2498-2518) ที่สหรัฐฯ ใช้ไทยเป็นฐานทัพหลักในการส่งทหารไปรบ วัฒนธรรมตะวันตกแบบอเมริกันได้ไหลบ่าเข้ามาและได้รับความนิยมในสังคมไทยแม้กระทั่ง “เพลงเพื่อชีวิต” ที่แต่งขึ้นโดยปัญญาชนในยุคนั้นเพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ก็ยังได้รับอิทธิพลจากดนตรีตะวันตกด้วยเช่นกัน

ต่อมาในยุค 1980 (ปี 2523-2532) ญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทในไทยด้านเศรษฐกิจจากการเป็นนักลงทุนอุตสาหกรรมรายสำคัญ เวลานั้นเครื่องรับโทรทัศน์เริ่มแพร่หลายตามครัวเรือนไทยมากขึ้นแม้สื่อกระแสหลักจะยังคงอยู่ในการควบคุมของรัฐ ยุคนี้เริ่มมีการนำรายการจากต่างประเทศเข้ามาฉายในไทยมากขึ้นด้วย จากนั้นยุค 1990 สังคมไทยจึงหันไปนิยม “เจ-ป๊อป (J-Pop)” หรือวัฒนธรรมสมัยนิยมแบบญี่ปุ่น

อนึ่ง ในยุค 1990 เทคโนโลยีการสื่อสารที่เพิ่งเริ่มแพร่หลายอย่าง “โทรศัพท์เคลื่อนที่” ยังมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย โดยเหตุการณ์“พฤษภาทมิฬ 2535” ถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ม็อบมือถือ” เพราะผู้ชุมนุมประท้วงที่เป็นชนชั้นกลางหลายคนใช้เทคโนโลยีดังกล่าวซึ่งเป็นของใหม่ในเวลานั้นสื่อสารเพราะเป็นช่องทางที่ยังไม่ถูกฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐควบคุม ขณะที่เทคโนโลยีดาวเทียมก็พัฒนาไปมากมีช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม รวมถึงการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาจากต่างประเทศ เช่น ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เป็นต้น

ขณะที่ วิริยะ สว่างโชติ นักวิชาการอิสระกล่าวถึงดนตรีแนว “อัลเทอร์เนทีฟ (Alternative)” ที่ได้รับความนิยมในยุค 1990 ว่า เป็นการแสดงออกของชนชั้นกลางในยุคนั้นที่ไม่ต้องการมีวิถีชีวิตแบบเดียวกับคนรุ่นพ่อแม่ ซึ่งในยุค 1990s นี้ นักร้อง-นักดนตรี เป็นอาชีพที่พ่อแม่ผู้ปกครองไทยเปิดใจยอมรับมากขึ้น หากเทียบกับในยุค 1970s (ปี 2513-2522) หรือยุค 1980s ที่ครอบครัวไทยยังค่อนข้างรับไม่ได้หากบุตรหลานจะไปทำมาหากินในอาชีพดังกล่าว

รศ.ดร.โธมัส กวาดามูซ อาจารย์ภาควิชาสังคมและสุขภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการใช้“ยาเสพติด” ของวัยรุ่นในยุคสมัยต่างๆ ว่า ในขณะที่การใช้ยาเสพติดเป็นการรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่วัยรุ่นใช้ในการเพิ่มความเป็นตัวตน หรือการสร้างอัตลักษณ์ให้กับตนเอง ทำให้ตนเองมีความสุข แต่สังคมมองว่าเป็นเรื่องนอกกรอบและผิดกฎหมาย เช่น การรวมกลุ่มที่มีการใช้ยาเสพติด สังคมไทยมักมองไปถึงว่าต้องมีการมั่วสุมเรื่องเพศด้วย ทั้งที่อาจเป็นเพียงปาร์ตี้ยาที่มีดนตรีเป็นส่วนประกอบ และไม่มีเรื่องเพศสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ วัยรุ่นบางคนมีความคิดสร้างสรรค์ในดัดแปลงสารเสพติดต่างๆ บางตัวสร้างไว้เพื่อเป็นยารักษาโรค เช่น ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ โดยมีการผสมผสานตัวยาต่างๆ ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ ได้แก่ คุกกี้กัญชา หรือแม้แต่ “เคนมผง” ที่เป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งวัยรุ่นทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นความลับ เนื่องจากกลัวที่บ้านจะรู้ หรือกลัวตำรวจจับ จึงมีพฤติกรรมต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากสังคม

รศ.ดร.โธมัส กล่าวต่อไปว่า การที่วัยรุ่นถนัดในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น สื่อออนไลน์ (SocialMedia) ทำให้มีวิธีต่างๆ ให้การเชิญชวนเข้าร่วมปาร์ตี้ได้อย่างรวดเร็ว บางทีอาจจะมีค่าใช้ในการเข้าร่วม หรือวิธีอื่นๆ ที่มากกว่านั้น สื่อออนไลน์สามารถทำให้วัยรุ่นเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่อยากจะแชร์กัน ซึ่งรวมถึงการทดลองสารต่างๆ หรือดัดแปลงต่างๆ ด้วยตัวเองจนเกิดสูตรใหม่ๆ ด้วย ต่างจากในอดีตที่บอกกันปากต่อปาก

“การเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นพวกนี้จะมีการเข้าถึงที่ยากมาก จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะทำให้ใช้ยาเกินขนาด และการติดเชื้อโรค จึงทำให้เห็นว่าสังคมยังไม่มีพื้นที่ให้กลุ่มวัยรุ่นพวกนี้แสดงออกทางความคิด หรือพบปะเพื่อนฝูง การที่กลุ่มวัยรุ่นมีความคิดสร้างสรรค์ในการที่จะสร้างสูตรยาต่างๆ หรือการลองใช้กับตัวเองถือว่ามีความเก่งมากและฉลาดมาก เพียงแต่ไม่มีพื้นที่และสังคมให้กลุ่มวัยรุ่นพวกนี้” รศ.ดร.โธมัสให้ความเห็น

ปิดท้ายด้วยนักวิชาการที่สนใจศึกษาชุมชนคนจนในเมือง รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากย้อนไปในอดีตประมาณ 20 ปีที่แล้ว ยุคนั้นสังคมไทยยังไม่เข้าใจและไม่มีคำเรียกคนไร้บ้าน ซึ่งหมายถึงคนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ แต่จะคุ้นเคยกับคำว่าคนจรจัดหรือคนเร่ร่อน อันเป็นคำที่มีความหมายตีตราคนเหล่านี้

“พอศึกษาเข้าจริงๆ พบว่าคนไร้บ้านไม่ได้เป็นอาชญากร แต่กลุ่มคนเหล่านี้กลายเป็นไร้บ้านด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ครอบครัวมีปัญหา โครงสร้างเศรษฐกิจแย่ทำให้ตกงาน จึงทำมีความเสี่ยงกลายเป็นคนไร้บ้าน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้รู้จักเอาชีวิตรอดให้สังคม แต่หลังจากสื่อมวลชนสนใจกลุ่มคนไร้บ้าน ทำให้สังคมเข้าใจกลุ่มนี้มากขึ้น ทำให้เห็นว่าพวกเขามีที่ดินและที่อยู่อาศัยในระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้หน่วยงานต่างๆ ได้เข้ามาดูแลช่วยเหลือ” รศ.ดร.บุญเลิศ ระบุ

รศ.ดร.บุญเลิศ ยังกล่าวถึงความพยายามจัดระเบียบกันเองของชุมชนในเมือง เช่น “ชุมชนป้อมมหากาฬ” ช่วงหลังปี 2540 เคยมีการวางแผนพัฒนาในลักษณะอนุรักษ์ชุมชนเก่า ตามกระแสนิยมในเวลานั้นที่สังคมสนใจเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูย่านเมืองเก่า โดยผู้นำชุมชนใช้ทั้งการต่อรองและการหาพันธมิตรมาช่วย แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถต้านทานความตั้งใจของ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ต้องการรื้อย้ายชุมชนออกจากแนวป้อมให้ได้

แต่ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า..ชุมชนคนจนเมืองไม่จำเป็นต้องไร้ระเบียบอย่างที่มักถูกมองเสมอไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ระราน-รังแก’ บ่มเพาะ ‘สังคมรุนแรง’ #SootinClaimon.Com

Posted on January 30, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/549065

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ระราน-รังแก’ บ่มเพาะ‘สังคมรุนแรง’

วันเสาร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับ สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.)จัดงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “การรับมือกับสถานการณ์การระรานทางออนไลน์ของเด็กไทย (Cyberbullying)”ซึ่งการระรานหรือรังแก (Bully) แม้จะเป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว แต่เทคโนโลยีทำให้ระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเบื้องต้นมีการนำเสนอผลการวิจัย อาทิ ผลการศึกษาการรับมือกับสถานการณ์การระรานทางออนไลน์ของเด็กไทย ปี 2563 มีกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กระดับชั้นมัธยมศึกษาทุกภูมิภาค 3,240 คน พบว่า

1.กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 21.6 เคยถูกระรานทางออนไลน์ในรอบปีที่ผ่านมา 2.ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการถูกระราน ร้อยละ 44.79 รู้สึกวิตกกังวล ร้อยละ 37.38 รู้สึกเจ็บปวดและเศร้า ร้อยละ 23.11 อยากแก้แค้น ร้ายแรงสุด คือ ร้อยละ 17.26 อยากฆ่าตัวตาย 3.กรณีการไประรานผู้อื่นทางออนไลน์ มีเด็กร้อยละ 14.1 เคยระรานทางออนไลน์ผู้อื่น 4.ความรู้สึกหลังระรานผู้อื่น ส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.73 กล่าวว่ารู้สึกผิดที่น่าตกใจ คือ ร้อยละ 33.55 หรือ 1 ใน 3 รู้สึกสะใจ ร้อยละ32.03 รู้สึกเท่ อนึ่ง “ร้อยละ 35.81 ของนักเรียนที่เคยถูกระรานมีพฤติกรรมไประรานผู้อื่น” เป็นต้น

รศ.จุมพล รอดคำดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อ กล่าวว่าการรังแกกันในกลุ่มเด็กและเยาวชนไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะมีมาก่อนจะเกิดคำว่าออนไลน์แล้ว เช่น การล้อเลียนรูปร่างหน้าตา การล้อชื่อพ่อ-แม่ ซึ่งทำให้เกิดความไม่สบายใจ เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การรังแกหรือระรานกันสามารถสื่อออกไปได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ขณะเดียวกัน “เด็กยุคนี้มีความอ่อนไหวสูงจากการรับสื่อ..แต่ก็ไม่รู้ว่าจะป้องกันตนเองหรือรับมืออย่างไร” กลายเป็นปัญหาเก็บไว้ในใจ และบั่นทอนจิตใจไปเรื่อยๆ ทำให้รู้สึกว่าชีวิตแย่ลง

“การหาทางออกของเด็ก เด็กค่อนข้างไม่รู้ว่าจะออกทางไหน จริงอยู่ว่ามีเพื่อน พ่อแม่ ครู แต่จากประสบการณ์ด้วยจากที่ได้พบเด็ก เด็กเองเวลามีปัญหาก็ไม่ได้พูดกับพ่อแม่ไม่บอกพ่อแม่แต่ไปเล่าให้เพื่อนฟัง หรือการเล่าให้เพื่อนฟังอาจจะช่วยได้บ้างในแง่ของเพื่อนให้กำลังใจ หรือเพื่อนบางคนก็โกรธแทน ก็ชวนให้ไปตอบโต้แทนเพื่อน แต่ก็มีน้อย ไม่ได้มากแต่สิ่งสำคัญที่ผมเห็นก็คือว่าการพึ่งครู-อาจารย์ที่อยู่โรงเรียน บางทีน้อยเกิน

ครูน่าจะสนใจกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงหรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในลักษณะที่เด็กอาจจะมีปัญหาทางจิตใจในเรื่องของการระราน มันเป็นปัญหาที่บางทีครูอาจจะคาดไม่ถึง จนกระทั่งเด็กอาจจะมีการทำร้ายตัวเอง หรือว่าทำร้ายซึ่งกันและกัน แล้วครูมักจะไม่อยากให้เป็นปัญหามากมาย ครูจะบอกให้ไปคุยกันหรือวิธีแก้ปัญหาของครูก็คือไปคุยกันแล้วก็ตกลงกันให้ได้ แล้วครูก็เฉยไม่ได้ทำอะไรต่อ” รศ.จุมพล กล่าว

ขณะที่ นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า หลายคนอาจจะคิดว่าการรังแกกันจะเป็นปัญหาอะไรมากมาย แต่หากไปดูลำดับขั้นผลกระทบ ซึ่งอาจไปถึงขั้นฆ่าตัวตายก็ได้ และการสูญเสียแม้เพียงชีวิตเดียวก็เป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องมาจัดการตั้งแต่ต้นทาง “การบอกว่าอย่าแกล้งไม่พอ..ทำอย่างไรจะทำให้รู้สึกว่าไม่แกล้งดีกว่า” หรือก็คือทำให้ระบบนิเวศของสื่อเอื้อต่อสุขภาวะที่ดี

ซึ่งการขับเคลื่อนประเด็นปัญหานำไปสู่การแก้ไข ต้องทำ3 เรื่อง 1.งานวิชาการ ต้องมีข้อมูลประกอบเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าพูดเองเออเอง และเพื่อตกผลึกมองเห็นประเด็นต้องขับเคลื่อน รวมถึงความรู้ที่ต้องนำไปใช้สร้างศักยภาพผู้เกี่ยวข้องเช่น ครู ผู้ปกครอง 2.สิ่งแวดล้อม หมายถึงปัจจัยต่างๆ รอบตัวเช่น กฎหมาย นโยบายภาครัฐ แม้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดแต่จำเป็นต้องมี และ 3.ขับเคลื่อนสังคม เช่น บทบาทของสื่อ

“การเปลี่ยน Mindset (วิธีคิด) การทำงาน การมองการสื่อสารอะไรต่างๆ มันจะทำให้เรารู้สึกว่าเป็นตัวหล่อหลอมสังคมไปในทิศทางหนึ่ง มองในเชิงบวกมากขึ้น การขับเคลื่อนสังคมเป็นประเด็นใหญ่ ทั้งภาครัฐเองก็ต้องทำ ภาค NGO (ประชาสังคม) นักวิชาการต่างๆ คงจะต้องมาช่วยขับเคลื่อนสังคมร่วมด้วย ซึ่ง 3 เรื่องนี้ สสส. ยินดีสนับสนุนแล้วก็ร่วมทำงานกับหลายๆ ส่วน” นพ.ไพโรจน์ ระบุ

อีกด้านหนึ่ง “ดีเจพี่อ้อย” นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล นักจัดรายการวิทยุ “Club Friday” เล่าถึงงานที่ต้องรับฟังและตอบปัญหาเกี่ยวกับความรักในรายการ Club Friday ซึ่งสมัยที่ยังออกอากาศผ่านวิทยุเพียงช่องทางเดียว จะมีเพียงการรอรับสายจากผู้ฟังที่โทรศัพท์เข้ามา รับฟังปัญหาและพูดให้กำลังใจ แต่เมื่อมาถึงยุคที่สามารถรับชมการจัดรายการสดๆ (Live) สิ่งที่ควบคุมไม่ได้คือความคิดเห็น (Comment)ของผู้ชม-ผู้ฟังที่สื่อสารมาในช่องทางออนไลน์ และหลายความคิดเห็นรุนแรงมาก

“มันเป็นสิ่งที่ตัวเองเห็นคือ เรามักจะศีลธรรมแข็งแกร่งเวลาที่เกิดขึ้นกับคนอื่น เช่น เห็นคนอื่นนอกใจกัน ก็จะมีคนเข้าไปด่าว่าแรงๆ หรือแม้แต่กระทั่ง “พี่อ้อย-พี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา-ผู้ร่วมจัดรายการ Club Friday อีกท่านหนึ่ง) ด่าเลยค่ะ ด่าให้สาแก่ใจ ด่าให้รู้สึก”เดี๋ยวค่ะทุกคน ถ้าด่าแล้วมันดีขึ้นวันนี้สังคมไทยดีแล้วละ เพราะด่าเก่งมากทุกคน ในทุกเพจมีการด่าอย่างรุนแรงจริงๆ อันนั้นคิดว่าเป็นความอึดอัดใจ

อย่าลืมว่าคนที่โทร.เข้ามามีปัญหาจริงๆ เขาอ่อนแอหลายคนทำผิดแล้วอยากจะเดินไปในทางที่ถูก การด่าไม่ได้ช่วยที่จริงเราต้องเชียร์ “โอเค!..เข้าใจว่าผิดแล้วใช่ไหมคะ? ตอนนี้อย่างไรต่อ? ตอนนี้เราจะแย่งความรักของเขาอย่างนี้ไปตลอดหรือ?” อะไรประมาณนี้ มันทำให้การจัดรายการต้องมาคุยกับคน Comment ด้วย “ใจเย็นๆ น้อง ไม่มีใครไม่เคยอ่อนแอ” ทุกคนเคยอ่อนแอ เพราะฉะนั้นเมื่ออ่อนแอเราต้องให้กำลังใจ”นภาพร ยกตัวอย่างความรุนแรงจากความคิดเห็นบนโลกออนไลน์

นภาพร เล่าต่ออีกว่า บางครั้งคนที่เคยโทรศัพท์เข้ามาบอกเล่าปัญหาในรายการ โทร.กลับมาภายหลังเพื่อขอให้ช่วยลบคลิปรายการตอนดังกล่าวออกไป ซึ่งเข้าใจว่าลำพังเรื่องราวที่คนคนนั้นพบเจอมาก่อนก็หนักแล้ว พอเรื่องราวออกอากาศแล้วยังถูกด่าทออย่างรุนแรงอีก “มีคนไม่น้อยที่ไม่ได้มองเห็นเรื่องราวจริงๆ แต่มุ่งมั่นที่จะแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมด่าได้ราวกับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเอง” แต่อยากให้มองว่าคนทุกคนตื่นขึ้นมาคงไม่มีใครตั้งใจอยากทำชั่วการที่คนคนหนึ่งกล้ามาเปิดเผยความผิดพลาดของตนในรายการ ก็อยากให้มองว่าทุกคนจะได้เรียนรู้

ส่วนประเด็นการระรานหรือรังแกกัน ข้อสังเกตหนึ่งจากงานวิจัยที่นำเสนอไปข้างต้นคือ “เด็กในครอบครัวที่อบอุ่นจะได้รับผลกระทบจากการระรานน้อย” ซึ่งแม้ครอบครัวอบอุ่นจะไม่ได้ทำให้เด็กไม่ถูกรังแก แต่ก็ทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง หรือ Self-Esteem (ความนับถือตนเอง) เช่น ถึงตนเองไม่สวยก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน“ในครอบครัวที่ไม่อบอุ่น ไม่ว่าสมาชิกไม่ครบ หรือครบแต่พ่อแม่มีปัญหากัน เด็กจะรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า แล้วก็จะไปโหยหาการมีค่าจากสิ่งอื่น” และสื่อออนไลน์ก็เป็นส่วนหนึ่งของการได้รับการยอมรับ

“ทำไมวันนี้คนชอบให้คนกดไลค์ (Like) เพราะเราต้องการการยอมรับ บางคนถึงขั้นถ่ายภาพโป๊ก็ได้นะ โป๊นิดโป๊หน่อยให้คนกดไลค์ เพราะฉะนั้นเทียบกันว่า “ดูสิแต่งตัวแบบนี้มีคนไลค์ตั้งเยอะ” และการลงทุนที่ได้มานั้นเป็นการลงทุนที่ถูกไป เพราะภาพเหล่านั้นอยู่กับเราทั้งชีวิต และอาจจะยาวไปมากกว่า จบชีวิตไปแล้วภาพยังอยู่ยังมีเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เห็น หรือว่าถ้าเรามีครอบครัวที่แข็งแกร่ง พ่อแม่ที่เข้าใจ สร้างคุณค่าของการนับถือตนเอง ไม่ว่าจะมีใครมานั่งล้อด้วยอะไรก็ตาม มันก็จะสะเทือนน้อย” นภาพร กล่าว

ปิดท้ายด้วยติวเตอร์ภาษาไทยขวัญใจวัยรุ่น “ครูลิลลี่” กิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์ เล่าว่า ชีวิตผ่านประสบการณ์ถูกรังแกมาตลอด ตั้งแต่วัยเรียนในโรงเรียนชายล้วน ด้วยลักษณะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด แถมยังมีรูปลักษณ์ไม่สวยอีก แต่การถูกรังแกก็สอนให้ต้องต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด แม้จะเป็นวิธีที่อาจไม่เหมาะสม เช่น ใครด่ามาก็ด่ากลับ รวมถึงเอาชนะด้วยการฝึกฝนตนเองเพื่อให้ได้รับการยอมรับ เช่น ตั้งใจเรียนจนผลการเรียนดีในทุกวิชาและกลายเป็นติวเตอร์ให้กับเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ในช่วงใกล้สอบ

จากนั้นพอเรียนจบมาเป็นครูตั้งแต่ปี 2535 นอกจากเรื่องเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของวิชาชีพครู ยังถูกผู้ปกครองและสังคมตั้งคำถามเรื่องจบนิเทศศาสตร์ ไม่ได้จบครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ แต่มาเป็นครูและสอนภาษาไทยอีก วิธีที่ตนเองใช้รับมือและนำมาให้ข้อคิดกับเด็กๆ ที่เผชิญสถานการณ์ทำนองเดียวกันคือ “จะทำอย่างไรให้คำพูดเชิงลบเหมือนการเขียนข้อความบนผืนน้ำ…ไม่ใช่สลักข้อความบนก้อนหิน” การเขียนข้อความบนผืนน้ำสักพักกระแสน้ำก็ทำให้ข้อความหายไป แต่การสลักข้อความบนก้อนหิน ข้อความนั้นจะติดก้อนหินไปตลอด

อย่างไรก็ตาม “กรณีถูกรังแกแล้วจะตอบโต้ต้องมีศิลปะ ไม่เช่นนั้นอาจบานปลายลุกลามรุนแรงขึ้น” อาทิ อย่าใช้การด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่ต้องมีวิธีการพูดเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนเองไม่พอใจ “มากไปกว่านั้นคือต้องสอนให้เข้าใจโลก ที่ในสังคมซึ่งมีผู้คนหลากหลาย มันก็มีพวกที่สนุกปาก-สนุกมืออยากพูดอยากเขียนด่าคนอื่น” ฉะนั้นเมื่อเข้าใจก็ปล่อยวางอย่าเก็บมาคิดมาก เพราะยิ่งคิดก็เหมือนใช้มีดแทงตนเองให้เจ็บซ้ำๆ แต่เรื่องนี้ต้องมีการสอน สื่อต้องมีบทบาท มีการขยายวงไปยังครู ผู้ปกครอง ไปถึงฝ่ายการเมือง ยกระดับให้เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของสังคม

“ทำอย่างไรให้เด็ก 1.มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ 2.แล้วเขาต้องเกิดจากตัวเขาเอง เพราะสุดท้ายเราไปห้ามคน Bully ไม่ได้ ต้องทำอย่างไรให้เด็กโดน Bully แล้วอยู่ได้ แล้วเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมีคุณภาพ คือตอนเด็กโดนชุดหนึ่ง ตอนโตอยู่ในสังคมก็โดนอีก เจ้านาย ลูกน้อง หัวหน้า ฉะนั้นทำอย่างไรให้เป็นคนที่มีคุณภาพจนถึงบั้นปลายของชีวิตของเขา อันนี้คือโจทย์สำคัญที่พวกเราต้องช่วยกัน” ครูลิลลี่ ฝากข้อคิด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แผ่นกรองอากาศต้านเชื้อรา-ฝุ่น งานวิจัยตอบโจทย์คนรักสุขภาพ #SootinClaimon.Com

Posted on January 28, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/548597

สกู๊ปแนวหน้า : แผ่นกรองอากาศต้านเชื้อรา-ฝุ่น  งานวิจัยตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

สกู๊ปแนวหน้า : แผ่นกรองอากาศต้านเชื้อรา-ฝุ่น งานวิจัยตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน หรือ “PM2.5” เป็นปัญหาที่คนไทยต้องเผชิญมานานหลายปี ซึ่งมาจากปัจจัยหลายสาเหตุ ทั้งไอเสียจากยานพาหนะในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นโดยเฉพาะรถยนต์เครื่องดีเซล การเผาในที่โล่งเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเกษตรไม่ว่าในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง รวมถึงในบางช่วงจะเกิดสภาวะอากาศปิดไม่มีลมพัดให้อากาศถ่ายเทนำพาฝุ่นควันออกไป

ด้านหนึ่งการแก้ไขปัญหานี้ถึงต้นตอยังเป็นเรื่องยากด้วยข้อจำกัด เช่น เกษตรกรนิยมเตรียมพื้นที่เพาะปลูกด้วยการเผาเพราะต้นทุนต่ำกว่าการจ้างแรงงานหรือใช้เครื่องจักร หรือโครงสร้างผังเมืองและระบบขนส่งมวลชนที่ไม่เอื้อให้คนไทยลด ละ เลิกการใช้รถยนต์ส่วนตัว ดังนั้นอีกด้านหนึ่งจึงมีผู้พยายามคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ ขึ้นมาเพื่อให้แต่ละคนใช้ป้องกันและลดความเสี่ยงจากฝุ่นพิษ อาทิ หน้ากากกรองฝุ่น เครื่องฟอกอากาศ ไปจนถึงเครื่องวัดปริมาณฝุ่น

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เปิดตัว “แผ่นกรองอากาศสำหรับรถยนต์ต้านเชื้อรา-แบคทีเรีย” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สวทช. กับภาคเอกชนคือ “เอเทค ฟิลเตรชั่น” คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในท้องตลาดได้ภายในปี 2564

ณัฏฐพร พิมพะ หัวหน้าทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโน นาโนเทค สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดจากโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ที่มองเห็นโอกาสจากองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยีของนาโนเทค ด้วยแผ่นกรองอากาศในรถยนต์ที่มีอยู่ในท้องตลาดส่วนใหญ่นั้น จะมีความสามารถในการกรองอนุภาคของฝุ่น, จุลินทรีย์และเชื้อรา ได้ตามขนาดของช่องว่าง หรือรูของแผ่นกรองอากาศ

อย่างไรก็ตาม จุลินทรีย์และเชื้อรา ที่มีขนาดใหญ่กว่ารูกรอง จะสะสมอยู่บนพื้นผิวของแผ่นกรองอากาศ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเจริญเติบโต และเพิ่มจำนวนเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และหากแผ่นกรองเสื่อมสภาพลง สิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจหลุดลอยออกมาปนเปื้อนกับอากาศ และมีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของผู้ใช้งาน เกิดเป็นโรคภูมิแพ้, ปอดอักเสบ เป็นต้น

ซึ่งแผ่นกรองอากาศสำหรับรถยนต์ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่พัฒนาขึ้นนี้ เป็นการพัฒนาแผ่นกรองอากาศในรถยนต์เพื่อช่วยป้องกันและกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ อาศัยการทำงานของอนุภาคนาโนที่เคลือบบนแผ่นกรองอากาศเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อรา ซึ่งสารเคลือบฯ เมื่อสัมผัสกับผนังเซลล์ของจุลินทรีย์จะทำให้ผนังของเซลล์เสียหาย หรือยับยั้งระบบการเผาผลาญในเซลล์ ทำให้เซลล์ไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้

“จุดเด่นของแผ่นกรองอากาศที่พัฒนาขึ้นนั้น สามารถยับยั้งได้ทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้ โดยที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและกระบวนการผลิตสารเคลือบที่ไม่ซับซ้อน อีกทั้งกระบวนการเคลือบแผ่นกรองอากาศชนิดผ้าไม่ถักไม่ทอ สามารถประยุกต์ใช้กับการเคลือบในอุตสาหกรรม และลักษณะทางกายภาพของแผ่นกรองอากาศภายหลังการเคลือบไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น สี การขึ้นจีบแผ่นกรอง ความสามารถในการผ่านของอากาศ” ณัฏฐพร กล่าว

ณัฏฐพร ยังอธิบายเพิ่มว่า ผลงานวิจัยนี้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรีย ตามวิธีการทดสอบมาตรฐานทั้ง Antifungal activity, assessment on textile material: AATCC TM30:2017 (test III),CLSI M2-A11: Performance standards for antimicrobialdisk susceptibility tests (Clear zone Test) และ“Particulate efficiency tests are followed by ISO16890 Classification ISO ePM10” หรือก็คือ “สามารถกรองฝุ่นขนาด 0.3-10 ไมครอน” ได้ด้วย

โดยหลังการเคลือบ อัตราการไหลเวียนอากาศ(air flow rate) และการสูญเสียแรงดัน (Pressure drop) เท่าเดิม นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบการใช้งานโดยนำไปกรองอากาศในรถยนต์ที่มีขนาดห้องโดยสารต่างกัน ทดลองใช้จนถึงประมาณ 13,000 กิโลเมตร พบว่ายังมีประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรีย และไม่พบการหลุดของอนุภาคนาโนออกจากแผ่นกรองแต่อย่างใด

ด้าน อัมพร ศรีลาศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเทค ฟิลเตรชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัททำธุรกิจแผ่นกรองอากาศในรถยนต์อยู่แล้ว แต่เป็นแบบกรองฝุ่นธรรมดา ซึ่งคู่แข่งมีจำนวนมากเพราะไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ เมื่อได้ศึกษาตลาดผลิตภัณฑ์นี้ พบว่าในต่างประเทศมีแผ่นกรองที่มีประสิทธิภาพมากกว่า สามารถกรองเชื้อโรคได้ ในตอนแรกคิดว่าจะนำเข้าของจากต่างประเทศมาขาย แต่ก็ไม่มั่นใจในประสิทธิภาพ จนเริ่มมองหานวัตกรรมในประเทศ กระทั่งมารู้จักกับ สวทช.

“เมื่อปรึกษาถึงโจทย์ในการพัฒนากระบวนการเคลือบแผ่นกรองอากาศให้มีประสิทธิภาพยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรีย โดยที่กระบวนการผลิตยังใกล้เคียงของเดิม ไม่ยุ่งยากซับซ้อน จนเกิดเป็นโครงการวิจัยดังกล่าว ซึ่งรถทุกคันต้องมีแผ่นกรองอากาศ ในขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบัน ใส่ใจเรื่องของสุขภาพ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ต้องเผชิญปัญหาฝุ่นและมลภาวะทางอากาศ หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพแผ่นกรอง ให้คุณภาพอากาศในห้องโดยสารดีขึ้น จะเป็นทางเลือกใหม่ โดยผลิตภัณฑ์จากการวิจัยและพัฒนาของนาโนเทค สวทช. จะตอบความต้องการนี้ ด้วยความน่าเชื่อถือของงานวิจัย” อัมพร ระบุ

ผู้บริหารเอเทค ฟิลเตรชั่น เผยว่า บริษัทฯ เตรียมนำแผ่นกรองอากาศยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรียสำหรับรถยนต์ออกสู่เชิงพาณิชย์ผ่านบริษัทพันธมิตรที่ดูแลด้านการทำตลาดในช่วงกลางเดือนมกราคม 2564 โดยตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตเพิ่ม 100% ด้วยมองว่า ความต้องการในตลาดมีสูงมากจากสถานการณ์และพฤติกรรมของผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ก็มีแผนขยายสู่ตลาดต่างประเทศ โดยนำร่องในประเทศเพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เช่น ลาว เวียดนาม

เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า “นวัตกรรมคนไทยทำได้” หากได้รับการส่งเสริมให้ต่อยอดเชิงพาณิชย์!!!


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เรืองศักดิ์ สุวารี’ คุ้มครองสิทธิเริ่มที่ให้ความรู้ #SootinClaimon.Com

Posted on January 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/547582

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เรืองศักดิ์ สุวารี’  คุ้มครองสิทธิเริ่มที่ให้ความรู้

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เรืองศักดิ์ สุวารี’ คุ้มครองสิทธิเริ่มที่ให้ความรู้

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นหน่วยงานในสังกัด กระทรวงยุติธรรม ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 3 ต.ค. 2545 ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ต้องการให้มีการส่งเสริม คุ้มครองและสร้างหลักประกันให้กับประชาชน เนื่องจากประชาชนมักประสบปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม เช่น ไม่รู้กฎหมาย เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมที่มีคุณภาพด้วยเพราะเป็นคนยากจนมีรายได้น้อย เป็นผู้เสียหายแต่ไม่ได้รับการเยียวยา เป็นต้น

วันเวลาผ่านไปกว่า 18 ปี กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ทำงานเชิงรุกมากขึ้นและไม่ได้ทำเพียงลำพัง ดังที่ เรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญอย่าง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแบบและจัดทำ “คู่มือโครงสร้างวิชาการจัดการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนศึกษา” สำหรับครู-อาจารย์ ที่ดูแลเด็กและเยาวชนในทุกระดับการศึกษา หวังสร้างความตระหนักตั้งแต่เยาว์วัย รู้สิทธิและหน้าที่ นำไปสู่การไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน

“วันนี้กลุ่มที่มีปัญหาด้านสิทธิและเสรีภาพที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือโรงเรียน วันนี้เราต้องยอมรับว่าเลี้ยงลูกกันมาให้เด็กใช้มือถือเยอะ จึงเกิดการเรียนรู้ผ่านมือถือ ซึ่งก็จะเป็นปัญหาขึ้นมาว่าเรียนและรับรู้ผ่านสื่อโซเชียล คนที่นำไปในทางที่ถูกก็ถูก และถ้าคนนำไปในทางที่ผิดก็ผิด ตลอดจนเกมส์ต่างๆ เพราะฉะนั้นมีความก้าวร้าว ความอดทนน้อย ปัญหายกพวกตีกัน

ขณะสภาพในโรงเรียนมีเด็กนักเรียนบางรายที่มีพฤติกรรมอาจจะทำให้ครูที่ยังเป็นปุถุชนเกิดอารมณ์ซึ่งจะไปโทษครูฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ น่าจะต้องดูเด็กด้วย ว่าไม่ธรรมดา ดื้อตาใส ไม่สนใจคนอื่นเอาแต่ใจตัวเองหรือไม่ ส่วนเด็กโตก็มีปัญหาเรื่องของฉัน สิทธิของฉัน นอกจากนี้ อาจจะมีเรื่องเคารพครู อาจารย์ รุ่นพี่รุ่นน้อง ปัญหาความรุนแรงยกพวกตีกันระหว่างสถาบัน รวมทั้งปัญหาเรื่องเพศ เป็นต้น ขณะที่ในส่วนสังคมครอบครัวนั้นผู้ปกครองมีปัญหาเรื่องเวลาคือไม่มีเวลาที่จะอบรม กับเวลาที่ฉันอยากตามใจลูก” เรืองศักดิ์ กล่าวถึงปัญหาเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน

สำหรับการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนศึกษา มีเป้าหมายของแต่ละช่วงชั้นดังนี้ 1.ปฐมวัย มีความสุข สนุกสนาน ทำตามกติกา 2.ประถมศึกษาตอนต้น รักตนเองรักครอบครัว รักโรงเรียน รักชุมชน 3.ประถมศึกษาตอนปลายรู้หน้าที่ รู้รับผิดชอบ รู้สิทธิตน 4.มัธยมศึกษาตอนต้น มีวินัย ใส่ใจคบเพื่อน เตือนภัยสังคม 5.มัธยมศึกษาตอนปลาย ยอมรับความแตกต่าง ระวังภัยอบายมุข สร้างสุขคุมอารมณ์ เชื่อมโยงวิเคราะห์ 6.อาชีวศึกษาพอเพียง จิตอาสา สามัคคี มีวินัย ใส่ใจสิทธิมนุษยชน และ 7.อุดมศึกษา รู้ เข้าใจ เคารพสิทธิ ผลิตสื่อรณรงค์ ถอดโครงการ แก้ปัญหา ขยายวิชาสู่ชุมชน

เรืองศักดิ์ ยกตัวอย่าง เช่น การอบรมในระดับอาชีวศึกษาจะให้นักเรียนรับรู้และตระหนักว่าการที่นักเรียนตีกันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกาย อีกทั้งยังผิดกฎหมายด้วย เพราะทุกคนมีสิทธิในชีวิตและร่างกายเราก็มีสิทธิและเขาก็มีสิทธิเราจึงไม่อาจไปทำร้ายร่างกายเขาได้ เช่นเดียวกับผู้ชายไม่มีสิทธิไปล่วงละเมิดร่างกายของผู้หญิงและผู้หญิงก็มีสิทธิปกป้องเนื้อตัวร่างกาย เป็นต้น หรือในระดับอุดมศึกษา จะมีเนื้อหาเพิ่มเติมพัฒนาการและความรู้พื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน

กฎหมายพันธกรณีมาตรฐานและกลไกระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน กฎหมายภายในประเทศและกลไกการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับ ความหมายหน้าที่ สิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน สามารถนำความรู้เรื่องหน้าที่ของตนเอง การเคารพสิทธิของตนเองและไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นไปปรับใช้เพื่อให้เกิดการใช้วิถีชีวิตสิทธิมนุษยชนและเกิดกลไกการส่งเสริมความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับตนเองครอบครัวชุมชนและสังคม

สามารถแยกแยะความแตกต่างของแต่ละสิทธิสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์แต่ละสิทธิได้ ทั้งสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สิทธิทางสังคม สิทธิทางวัฒนธรรม ซึ่งจะมีความรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณะ 2558 หลักการปฏิบัติชุมนุมของนักเรียน ในสถานศึกษา พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 ตลอดจนเนื้อหาการศึกษาแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง หลักความโปร่งใสหลักกฎหมายหลักความจำเป็นหลักความได้สัดส่วนหลักความรับผิดชอบ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนโครงการในระดับจังหวัด โดยประสานกับกระทรวงมหาดไทย ลงไปถึงระดับตำบล ที่มีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นผู้ดูแล พร้อมด้วยศูนย์ยุติธรรมจังหวัด ที่มีอยู่ในทุกตำบลกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ และระดับหมู่บ้านผ่านกลไก “บวร” บ้าน (ครอบครัวและชุมชน) วัด (ศาสนสถาน) และโรงเรียน (สถาบันการศึกษา) ทั้งนี้จะมีการถอดแบบประเมินผลและนำร่องการอบรมใน 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พะเยา ขอนแก่น ชัยภูมิ พิษณุโลก สุโขทัย อ่างทอง อยุธยา สงขลา ปัตตานี

หลังจากนั้น กสม. จะจัดทำเป็นคู่มือการอบรมและปฏิบัติ เพื่อส่งต่อให้กับจังหวัดที่เหลือ ได้เห็นแนวทางการขับเคลื่อนทำงานภายในจังหวัด เพื่อแผนการดำเนินงาน
การขับเคลื่อนงานสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยสัมฤทธิ์ผลในการปลูกฝัง การเคารพสิทธิ์อย่างถูกต้องให้กับเด็กในอนาคต คนไทยรุ่นนี้ที่จะออกมา ให้เป็นคนรู้หน้าที่รู้สิทธิ เคารพสิทธิ ไม่ละเมิดสิทธิ

“ภรรยาเคารพสิทธิสามี สามีเคารพสิทธิของภรรยา ข้าราชการเคารพสิทธิของประชาชน ประชาชนเคารพสิทธิข้าราชการ นายจ้างเคารพสิทธิลูกจ้าง ลูกจ้างเคารพสิทธินายจ้าง พ่อค้าเคารพสิทธิผู้บริโภค นอกจากนี้ เมื่อเรารู้ว่าเรามีสิทธิอะไรแล้วเราต้องรู้จักใช้และแนะนำผู้อื่นให้รู้สิทธิของตนเอง ซึ่งจะทำให้สังคมของเรา ประเทศของเราหรือแผ่นดินที่เรารักนี้ก็จะเกิดความเป็นธรรมและสันติสุขอย่างแท้จริง” อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวในท้ายที่สุด

สิริพร พานทองถาวร

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : โลกผันผวนไม่แน่นอน ปรับตัวอย่างไรให้ ‘อยู่เป็น’ #SootinClaimon.Com

Posted on January 23, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/547344

สกู๊ปแนวหน้า : โลกผันผวนไม่แน่นอน  ปรับตัวอย่างไรให้‘อยู่เป็น’

สกู๊ปแนวหน้า : โลกผันผวนไม่แน่นอน ปรับตัวอย่างไรให้‘อยู่เป็น’

วันเสาร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“ปี 2020 (2563) ที่ผ่านมา ทุกท่านคงเห็นว่าโลกของเราผันผวนมาก แล้วก็มีความลำบากมากในการตัดสินใจในการเลือกใช้ชีวิต พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลย วันนี้นักการตลาดหลายคนก็ปวดหัวแล้วก็เริ่มคิดว่า ผู้ประกอบการหลายๆ ท่านอาจจะเริ่มคิดว่า ปีใหม่ ปี 2021 (2564) ทิศทางจะเป็นอย่างไรการสื่อสารการตลาดจะใช้รูปแบบไหน เราจะเข้าใจพฤติกรรมและความคิดเห็นของความเชื่อ ทัศนคติต่างๆ ของผู้บริโภคได้อย่างไร”

คำกล่าวของ บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ในการเปิดงานสัมมนา “การตลาดของคนอยู่เป็น (Marketing in the Uncertain World)” เมื่อช่วงกลางเดือน ม.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดยภายในงานมีการเปิดเผยผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างประชากรชาวไทย 1,200 คน ระหว่างเดือน ต.ค.-พ.ย. 2563 ซึ่งดำเนินการโดยคณะนักศึกษาปริญญาโทของ CMMU ก่อนจะสรุปออกมาเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ

การสำรวจนี้ใช้วิธีเก็บข้อมูลผ่านทางออนไลน์ เมื่อนำมาแยกกลุ่มประชากรตามช่วงวัย พบว่าเป็น เจเนอเรชั่นวาย(Generation Y : เกิดปี 2523-2540) ร้อยละ 54.4, เจเนอเรชั่นแซด(Generation Z : เกิดปี 2541-ปัจจุบัน) ร้อยละ 21.6,เจเนอเรชั่นเอ็กซ์ (Generation X : เกิดปี 2508-2522)ร้อยละ 17.4 และ เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer : เกิดปี 2489-2507) ร้อยละ 6.7 ผลการสำรวจนี้ศึกษา “6 ปัจจัยที่ทำให้คนไทยกังวล” และรู้สึกถึงความไม่แน่นอน ประกอบด้วย เศรษฐกิจ โรคระบาด สิ่งแวดล้อม สังคม เทคโนโลยีและการเมือง

พบว่า “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่กังวลเรื่องโรคระบาดมากที่สุด” อยู่ที่ร้อยละ 76.8 เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคอุบัติใหม่อย่างไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น หันมารับประทานอาหารออร์แกนิก (อาหารที่ผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์) หรือออกกำลังกาย รวมถึงพบการซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากขึ้น รองลงมาคือ “สิ่งแวดล้อม”ร้อยละ 74.6 กลุ่มตัวอย่างกังวลอันตรายจากปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM 2.5) รวมถึงปัญหาขยะพลาสติก

ส่วนอันดับ 3 คือ “สังคม” ร้อยละ 65 เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ปัญหาอาชญากรรม ทั้งนี้ แม้คนทุกเจเนอเรชั่นกังวลเรื่องโรคระบาดมากที่สุด และรองลงมาคือปัญหาสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน แต่เมื่อมาถึง “ความกังวลอันดับ 3”จะพบความแตกต่างของแต่ละช่วงวัย กล่าวคือ กลุ่มตัวอย่างที่เป็น “คนยุคเบบี้บูมเมอร์กับเจเนอเรชั่นเอ็กซ์กังวลเรื่องเทคโนโลยี” ซึ่งคาดว่ามาจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในขณะที่อายุของคนทั้ง 2 รุ่นมีแต่จะเพิ่มขึ้น ทำให้การปรับตัวเป็นไปอย่างค่อนข้างลำบาก เช่น การต้องหันมาทำธุรกรรมหรือกิจกรรมต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์

ส่วน “เจเนอเรชั่นวายกังวลเรื่องเศรษฐกิจ” ด้วยความที่เป็นวัยกำลังทำงาน การที่สถานประกอบการหลายแห่งปิดตัวลง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่คนรุ่นนี้มีความกังวลเพราะไม่รู้ว่าจะยังมีงานทำต่อไปอยู่หรือไม่ และ “เจเนอเรชั่นแซดกังวลเรื่องสังคม” เห็นได้จากเหตุการณ์ในรอบปี 2563 ที่ผ่านมา คนวัยนี้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความเท่าเทียมทางสังคมหรือทางการการศึกษา

ทั้งนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวยังชี้ให้เห็น “3 สิ่งที่คนไทยยึดถือเพื่อให้อยู่เป็นบนโลกที่ไม่แน่นอน” ประกอบด้วย 1.โชคลาง เช่น โหราศาสตร์-ดูดวง พระเครื่อง-วัตถุมงคลต่างๆ ฯลฯ 2.คนดังบนโลกออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์-Influencer)ที่พบคนไทยถึง 47 ล้านคนติดตามอินฟลูเอนเซอร์อย่างน้อย 1 คน และ 3.ชุมชนออนไลน์ของผู้ที่สนใจเรื่องเดียวกัน(คอมมูนิตี้-Community) เพื่อใช้ศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ

บทสรุปของผลการศึกษาดังกล่าว แทนด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษคำว่า “CERTAIN (ความแน่นอน)” ประกอบด้วย “C = Content First” เนื้อหานำเสนอโดดเด่นตรงใจ, “E = Engagement with faith” ความเชื่อยังมีอิทธิพลเมื่อคนเราไม่มั่นใจ, “R = Reliable Data” แหล่งข้อมูลต้องน่าเชื่อถือ,“T = Trust in community” ผู้บริโภคเชื่อในกลุ่มที่เต็มไปด้วยกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญและสนใจเรื่องเดียวกัน,

“A = Agility” การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว , “I = Influencer Leading” การได้รับคำแนะนำจากอินฟลูเอนเซอร์ ผู้บริโภคจะเพิ่มความมั่นใจในการซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ มากขึ้น และ “N = NewEquilibrium” ไม่ว่าสถานการณ์ใดๆ การมีแผนการรองรับ จะเกิดเป็นความสมดุลใหม่ เกิดเป็นความมั่นใจที่จะก้าวผ่านสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้ไปได้

ภายในงานยังมีวิทยากร 2 ท่านจาก 2 วงการ สะท้อนมุมมองด้านการตลาด เริ่มจาก สุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงเรื่องการนำ Influencer มาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านการตลาด ซึ่งสามารถสรุปบทเรียนได้ว่า“เลือกใช้ Influencer ให้ถูกกับเป้าหมาย” เช่น เพื่อสร้างการตื่นตัว (Awareness) ให้คนรู้จัก (Visible) ผลิตภัณฑ์อย่างกว้างที่สุดเท่าที่จะมากได้

อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็ต้องใช้ Influencer ที่หลากหลาย เพราะแม้จะเป็น Influencer ที่มีผู้ติดตามกว้างขวางระดับประเทศ ก็อาจยังเข้าไม่ถึงกลุ่มหมายบางกลุ่ม อีกด้านหนึ่ง การใช้ Influencer
สามารถใช้เพื่อสร้างกระแสบางอย่างก็ได้ โดยดำเนินการได้ตั้งแต่ก่อนปล่อยผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด หรือหลังจากผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดไปแล้วแต่ต้องการกระตุ้นให้ผู้คนมาใช้งานมากขึ้น

หรือแม้กระทั่งการใช้ Influencer เพื่อให้ความรู้อันเป็นประโยชน์กับสังคม เช่น ธนาคารเคยผลิตเนื้อหาเตือนภัยประชาชนไม่ให้ถูกหลอกลวงทางออนไลน์จนเสียดงินเสียทอง แต่พบว่า
ไม่ค่อยเข้าถึงคนในวงกว้าง จึงตัดสินใจใช้ Influencer เข้ามาช่วย ซึ่งจุดเด่นของ Influencer นอกจากจะมีวิธีการเล่าเรื่องที่ดีแล้วยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มเป้าหมายด้วย ทำให้กลุ่มเป้าหมาย
สนใจฟัง รวมถึงการใช้ Influencer เพื่อปิดการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งก็ต้องเลือก Influencer ที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวด้วยเพราะสามารถอธิยายได้ เป็นต้น

“แบรนด์มันไม่ใช่เรื่องของความหรูหรา แบรนด์มันอยู่ในเรื่องความใกล้ชิดกับมนุษย์ ถ้าเราสามารถทำให้แบรนด์ใกล้ชิดกับมนุษย์โดยใช้เครื่องมืออะไรก็ได้ นั่นคือ Objective (เป้าประสงค์) ของเรา เราอยากคุยเรื่อง Lending (การกู้ยืม) เรื่อง Phishing (การหลอกเอารหัสหรือข้อมูลส่วนบุคคล) เราก็ต้องใช้คนที่คุยกับป้าๆ ลุงๆ ที่เป็นผู้ที่ถูกหลอก เป็นผู้ที่เสียหาย เราก็ต้องใช้สื่อที่มันเข้าถึงเขา” สุธีรพันธุ์ อธิบาย

ขณะที่ พุทธศักดิ์ ตันติสุทธิเวท Data Research Manager Wisesight (Thailand) กล่าวว่า Wisesight เก็บข้อมูลที่อยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ฯลฯ นำมาวิเคราะห์เพื่อตอบโจทย์ผู้ต้องการใช้ประโยชน์ เช่น ผู้ผลิตสินค้าและบริการ (แบรนด์-Brand) หรือสังคม ซึ่งพบว่า ในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 รุนแรงแล้วคนจำนวนมากต้องอยู่บ้าน เนื้อหาทางออนไลน์ที่ได้รับความสนใจ อันดับ 1 การเรียนออนไลน์ ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะอยู่บ้านก็พัฒนาตนเองดีกว่าอยู่เฉยๆ แต่ที่น่าสนใจคือ “ความรู้ทางการเงิน” ตามมาเป็นอันดับ 2

“Content (เนื้อหา) สายการเงิน ตอนนี้ลดลงแล้วแต่ช่วงโควิดคนดูเยอะมาก เราก็เลยไป Explore (สำรวจ) ต่อว่าทำไมคนถึงดู Content นี้เยอะ ปรากฏว่า 1.เราต้องยอมรับว่าช่วงโควิดมันมีคนได้รับผลกระทบเรื่องการงาน ตกงาน โดนจ้างออกก็ว่าไป เขาต้องเริ่มวางแผนทางการเงิน ยุคนั้นก็จะมี Influencer (คนมีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์) หลายคนออกมาเล่าว่าจะต้องวางแผนทางการเงินอย่างไร เราจะเอาตัวรอดกันอย่างไร

2.เราไปดูข้อมูลเพิ่มเติมอีก ในการ Discuss (สนทนา) ผ่านเว็บไซต์ ผ่านทวิตเตอร์ต่างๆ สิ่งที่คนกำลังมองหา คน Search (ค้นหา) คนพูดถึง เราพบว่าคนพูดถึงการวางแผนทางการเงินเยอะขึ้นจริงๆ ด้วยสาเหตุนี้คืออนาคตมันไม่แน่นอน ต่อให้คนที่ยังมีงานอยู่เขาก็ไม่รู้ว่าอนาคตมันจะมาอีกเมื่อไร โควิดระลอกแรกมันไม่มีอนาคต มันมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย เขาไม่รู้เลยว่าตัวเขาเองจะไม่มีงานเมื่อไร” พุทธศักดิ์ กล่าว

พุทธศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อพูดถึงความไม่แน่นอน(Uncertain) คำคำนี้จะเปลี่ยนไปตามตัวแปร (Factor) ต่างๆ เช่น ในปีนี้อาจเป็นเรื่องโรคระบาดโควิด-19 เรื่องเงินในกระเป๋าของผู้บริโภค เรื่องปัญหาสังคม (Social Issue) อาทิ การเมือง สิ่งแวดล้อม หรื่อเรื่องเทคโนโลยี ดังนั้นสิ่งสำคัญอยู่ที่การเข้าใจผู้บริโภค แต่ปัญหาของโลกที่ไม่แน่นอนคือผู้บริโภคก็ไม่เข้าใจตนเอง หมายถึงผู้บริโภคก็ไม่รู้ว่าจะต้องรับมือกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร และยังฝากข้อคิดว่า..

“Agility” หรือการปรับตัวอย่างรวดเร็ว น่าจะมีความสำคัญมากกับคนที่ต้องทำงานกับความไม่แน่นอน แต่การปรับตัวก็ต้องมีข้อมูลประกอบอย่างน้อยเพื่อให้มั่นใจว่าการทดลองทำจะไม่พาลงเหว และมีการวัดผลว่าจะใช้ข้อมูลชุดใด การติดตามชุมชนต่างๆ นั้นเป็นไปเพื่อเข้าใจผู้บริโภค ดูความต้องการแต่ก็ต้องตามให้ทันกับเรื่องใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต!!!

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘แรงงานข้ามชาติ’ ในไทย กลัวโควิดแต่เศรษฐกิจขาดไม่ได้ #SootinClaimon.Com

Posted on January 19, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/545919

สกู๊ปแนวหน้า : ‘แรงงานข้ามชาติ’ในไทย  กลัวโควิดแต่เศรษฐกิจขาดไม่ได้

สกู๊ปแนวหน้า : ‘แรงงานข้ามชาติ’ในไทย กลัวโควิดแต่เศรษฐกิจขาดไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.30 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “อนาคตประเทศไทยที่จะไม่ไร้สิ้นแรงงานข้ามชาติและโควิด” โดยหน่วยปฏิบัติการวิจัยความมั่นคงของมนุษย์และความเท่าเทียม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (HuSE) ซึ่งรศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับนโยบายแรงงานข้ามชาติของรัฐไทยในสถานการณ์โควิด-19 ระหว่างเดือน มี.ค.-ธ.ค. 2563 พบลักษณะการทำงานดังต่อไปนี้ 1.พยายามป้องกันโรคระบาดในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ โดยการให้ความรู้ มี จ.สมุทรสาคร เป็นพื้นที่นำร่อง

กับ 2.ชะลอการนำเข้าแรงงานข้ามชาติ ด้วยเหตุผลคนไทยว่างงานจำนวนมาก เพราะเศรษฐกิจหดตัวจากโควิด-19 และคนจำนวนกว่า 19 ล้านคน จะถูกลดชั่วโมงทำงาน จึงต้องช่วยแรงงานไทยก่อน แต่ก็มีแรงงานข้ามชาติที่ว่างงานอยู่เช่นเดียวกัน มีคนอพยพกลับประเทศบ้านเกิดเพราะตกงาน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ไม่กลัวโควิด-19 แต่กลัวอดตายมากกว่า แต่อีกด้านแรงงานข้ามชาติก็ขาดแคลน เห็นได้จากสมาคมชาวสวนลำไยจันทบุรีขาดแคลนแรงงาน จำนวน 25,000 คน จนต้องร้องขอต่อภาครัฐให้อนุญาตการนำเข้าแรงงานจากกัมพูชา

“แรงงานข้ามชาติมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยคิดเป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10 ของกำลังแรงงานในประเทศ และสร้างรายได้ ร้อยละ 4-6 ของ GDP ไทย ถ้าหากมองย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 มีจำนวนแรงงานข้ามชาติมากถึง 3 ล้านคน แต่ปี 2562 เหลือเพียง 2.8 ล้านคน พอช่วงโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ นอกจากนี้เมื่อมีการระบาดของโควิด-19 รอบสอง จะเห็นได้ว่าภาครัฐเริ่มมีการเปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติเถื่อนขึ้นมา ซึ่งเป็นนโยบายตามลำดับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” รศ.ดร.กิริยา ระบุ

ขณะที่ ศยามล เจริญรัตน์ ผู้แทนสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ เปิดเผยว่า จากการสำรวจพบแรงงานข้ามชาติมีความเปราะบางด้านสุขภาพเป็นอย่างมาก เนื่องจากอุปกรณ์ป้องกันไม่เพียงพอ ไม่สามารถรักษาระยะห่างกันเพื่อนร่วมงานได้ เพราะจำกัดในเรื่องของพื้นที่ทำงาน และชั่วโมงการทำงานยังคงสูง เฉลี่ยทำงานวันละ 13 ชั่วโมงต่อวันและไม่มีวันหยุด นอกจากนี้ยังไม่สามารถรักษาระยะห่างในที่พักได้ เนื่องจากที่พักบางที่ไม่มีห้องครัวและเป็นห้องน้ำรวม

ส่วนการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโควิด-19 รับรู้ในระดับปานกลาง โดยรับรู้จากโทรศัพท์มือถือ ร้อยละ 64 รับรู้ผ่านอินเตอร์เนต ร้อยละ 46 และรับรู้ผ่านโทรทัศน์ ร้อยละ 25 และเรื่องของการป้องกันตัวจากโควิด-19 ของแรงงานพบว่า ร้อยละ 93 ใส่หน้ากากอนามัย ร้อยละ 61 ล้างมือบ่อยๆ ร้อยละ 45 พกเจลและสเปรย์ล้างมือ ร้อยละ 35 สร้างระยะห่างให้กับตนเอง ร้อยละ 11 เลือกการเดินทางที่คนน้อย และร้อยละ 8.4 รับประทานข้าวแยกจาน และแม้จะมีการจัดการตนเอง แต่ก็ไม่สามารถทำได้มากนัก เนื่องจากมากถึงร้อยละ 55 ต้องซื้ออุปกรณ์ป้องกันเองที่มีราคาสูง

นพ.พรเทพ โชติชัยสุวัฒน ผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้ความเห็นว่า ปัญหาในไทยเป็นเรื่องที่อยู่ใต้โต๊ะ เรื่องแรงงานข้ามชาติก็ทำไม่เป็นระบบ การแก้ปัญหาเชิงบวกและลบก็ยังปิดบังข้อมูล โดยมีข้อเสนอ 5 เรื่อง 1..กฎหมาย ต้องเป็นธรรม ชัดเจน และบังคับใช้ได้จริง 2.ข้อมูล ใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน และเชื่อมโยงกันได้จริง 3.คุ้มครองสิทธิ์ ทำศูนย์รับเรื่องร้องเรียนแก่แรงงานข้ามชาติ 4.งบประมาณ ต้องทำความเข้าใจแก่ทุกฝ่ายในเรื่องงบประมาณที่จะช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ และ 5.จริยธรรม ต้องแก้ไขเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกัน

ธนิทธิ์ ลอยพิมาย ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า เรื่องโควิด-19 เป็นภาวการณ์ใหม่ของทุกคน ทั้งไทยและต่างประเทศ ในมุมมองขอประกันสังคม ทั่วโลกที่ใช้มาตรการรับมือจะคล้ายๆกัน คือมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาระยะสั้นก่อน ซึ่งจะแก้ปัญหา 2 เรื่องสำคัญ 1.สุขภาพ ให้การคุ้มครองในเรื่องของโควิด-19 กับ 2.ว่างงาน มองถึงการลดภาระของผู้ประกอบการและลูกจ้าง ขณะเดียวกันต้องการให้ได้สิทธิประโยชน์ให้มากที่สุด ซึ่งเดิมทีต้องจ่ายเงินสมทบฝ่ายละ ร้อยละ 5 แต่ในช่วงที่ผ่านมาก็มีการลดเหลือจ่ายเพียงร้อยละ 3 ซึ่งจะดูตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้แล้วยังมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ในกรณีว่างงาน เช่น กรณีออกจากงานเพราะโควิด-19 เป็นต้น ปัจจุบันทางประกันสังคมต้องทำความเข้าใจและช่วยเหลือ
กลุ่มแรงงานข้ามชาติเท่าที่ทำได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการเช่น การสื่อสาร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้แรงงานข้ามชาติยังเข้าไม่ถึงข้อมูลของประกันสังคม ซึ่งระบบเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้มีอยู่ โดยมองถึงกลุ่มแรงงานเป็นหลัก และไม่แบ่งแยกชนชาติ ได้สิทธิ์เท่าเทียมกัน แต่มีข้อจำกัดคือมีกลุ่มแรงงานบางกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบก็จะไม่ได้รับสิทธิ์ ซึ่งเหมือนกันทั้งคนไทยและคนต่างชาติ

ด้าน ศิววงศ์ สุขทวี ที่ปรึกษาเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ต้องการแต่แรงงานข้ามชาติเท่านั้น แต่ต้องการประชากรในอนาคตเพิ่มเติม ซึ่งจากผลสำรวจของ กรมการปกครอง พบว่า อีก 20 ปีข้างหน้าคนในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไปในปัจจุบัน จะเกษียณในช่วงที่พีคที่สุดในประชากร แต่เด็กที่เกิดในปีนี้ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต มีเพียงแค่ 6 แสนคนเท่านั้น หมายความว่ามี 4 แสนคนที่หายไปในวันที่คนอายุ 40 ปีขึ้นไปในปัจจุบันเกษียณอายุ จึงทำให้แรงงานไทยจะไม่เพียงพอต่ออนาคต

จึงจะเป็นต้องทบทวนถึงนโยบายที่คิดถึงเรื่องโครงสร้างประชากรที่จะเสริมเข้ามาทั้งระบบ รวมถึงการเกิดของคนไทย การนำเข้าแรงงานข้ามชาติ รวมไปถึงผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน คนไร้สัญชาติ ที่ผ่านนโยบายหลายกระทรวงมีการปรับเปลี่ยน เช่น กระทรวงมหาดไทยเริ่มแก้ไขกฎหมายสัญชาติ ว่าด้วยเด็กที่เกิดในประเทศไทยสามารถเรียนจบปริญญาตรี สามารถขอสัญชาติไทยได้ กระทรวงศึกษาธิการ เริ่มตั้งแต่ปี 2548 ให้การศึกษาเด็กทุกคน ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือว่าไม่มีสัญชาติก็ตาม ซึ่งคือการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กที่เกิดในไทยแต่ไม่มีสัญชาติไทย

กระทรวงสาธารณสุข พยายามคิดหากลไกนโยบายที่จะมาสร้างกลไกการดูแลสุขภาพในกับคนกลุ่มนี้ นอกจากนี้กลุ่มแรงงานในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มแรงงานข้ามชาติเพียงอย่างเดียว บางคนมีลูกมีหลานที่เกิดในไทยเพราะฉะนั้นการกลับสู่ประเทศบ้านเกิดจึงไม่ได้เป็นทางเลือกของคนเหล่านี้ ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปอดีตในช่วงที่เลือกตั้งในเมียนมา หรือกองทัพในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ยึดอำนาจใหม่ๆ ทำให้เกิดการสร้างเงื่อนไขให้อพยพกลับประเทศของแรงงานข้ามชาติ

สิ่งที่พบคืออุตสาหกรรมบางอย่างยอดผลิตต่ำลง เช่น ประมง ที่กำลังการผลิตต่ำลงจนหายออกจากระบบ จึงทำให้เห็นว่าแรงงานข้ามชาติยังมีความสำคัญกับเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางของไทยสามารถก้าวต่อไปได้ แต่นโยบายการจัดการแรงงานของไทยมีอคติต่อกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ซึ่งทำให้ไม่อยากให้กลุ่มเหล่านี้อยู่ในประเทศไทยนานๆ

จึงถือว่าเป็นปัญหาเป็นอย่างมากสำหรับแรงงานข้ามชาติ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เฉลยแล้วแต่ยังแชร์วนซ้ำ ‘ข่าวปลอม’ ระบาดออนไลน์ #SootinClaimon.Com

Posted on January 19, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/545739

สกู๊ปแนวหน้า : เฉลยแล้วแต่ยังแชร์วนซ้ำ ‘ข่าวปลอม’ระบาดออนไลน์

วันเสาร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“หลานของเพื่อนจบปริญญาโททำงานในโรงพยาบาลเซินเจิ้น ถูกส่งตัวไปที่อู่ฮั่นวิจัยไวรัสสายพันธุ์ใหม่เขาโทรมาหาฉันบอกว่าส่งต่อให้ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเวลาเป็นหวัดหากมีน้ำมูกหรือไอยังชี้ชัดไม่ได้ว่าเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่เพราะไวรัสสายพันธ์ุใหม่จะไอแห้งๆ ไม่มีน้ำมูกจะสังเกตถึงความแตกต่างได้ง่ายๆ เขายังบอกอีกว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ไม่ทนต่อความร้อนในอุณหภูมิที่ 26-27 องศา เชื้อโรคนี้ก็จะตายหมด

ฉะนั้นควรดื่มน้ำร้อนให้มากๆ เพื่อเป็นการป้องกันโรคให้รักษาระดับอุณหภูมิในร่างกาย ทานขิงให้มากหน่อยออกกำลังกายมากๆ ก็จะไม่ติดเชื้อนี้ หากมีอาการไข้ขึ้นสูงให้ห่มผ้าห่ม ดื่มน้ำขิง ให้ร่างกายมีระดับอุณหภูมิสูงขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปฉีดยา ทานขิงให้มากๆ กระเทียม พริก พริกไทยป่นก็จะช่วยได้ งดอาหารรสจัด อย่าไปสถานที่ที่มีอากาศศเย็น เชื้อโรคนี้หากถูกแดดจัดๆ ก็จะหายไปเอง ขอให้ทุกท่านช่วยกันส่งต่อ ช่วยได้ 1 คนก็รอด 1 คน”

นี่เป็นข้อความที่ถูกส่งต่อบนพื้นที่ออนไลน์ในประเทศไทยช่วงต้นปี 2563 ซึ่งเริ่มมีข่าวการระบาดของโรคลึกลับในเมืองอู่ฮั่นประเทศจีน ก่อนที่ต่อมาทั้งโลกจะได้รู้จักมันในชื่อ “โควิด-19” และกลายเป็นวิกฤติครั้งใหญ่ของมนุษยชาติในรอบศตวรรษโดยในเวลานั้น ผู้รู้ได้ออกมายืนยันว่าข้อความข้างต้นนี้เป็น “ข่าวปลอม (Fake News)” อย่าส่งต่อโดยเด็ดขาด

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยาคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนบทความ “ยังมีการแชร์ข้อความมั่วๆ เกี่ยวกับเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 ออกมาอยู่เรื่อยๆนะครับ อย่างอันนี้เป็นต้น”เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง byอาจารย์เจษฎ์” วันที่ 17 ก.พ. 2563 ระบุว่า “เขาบอกว่า เชื้อพวกนี้ ถ้าอยู่ในอุณหภูมิ 26-27 องศาจะตายไปเอง ? … อันนี้ก็ไม่จริงนะครับ เพราะร่างกายคนเรา 37 องศาเซลเซียส มันยังอยู่ได้อย่างดีเลย” ดังนั้นการดื่มร้อนจึงไม่ช่วยฆ่าเชื้อโควิด-19 แต่อย่างใด

แต่แล้วผ่านไปเกือบปี เรื่องการดื่มน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโควิด-19 ยังปรากฏพบว่าส่งต่อกันบนโลกออนไลน์ โดยการแจ้งเตือนของ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2563 อ้างถึงการส่งต่อข้อมูลที่ระบุว่า มีคลิปวีดีโอจากต่างประเทศแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่น น้ำร้อน และหายใจสูดไอน้ำร้อน เป็นเวลา 4 วัน ซึ่งในวันที่ 5 เชื้อโควิด-19 ในร่างกายก็จะตาย เรื่องนี้ กรมอนามัย ฝากชี้แจงว่า ปัจจุบันยังไม่มีงานวิชาการใดรองรับว่าวิธีดังกล่าวสามารถช่วยฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้จริง จึงสรุปได้ว่าเป็นข่าวปลอมอย่าส่งต่อ

นั่นไม่ใช่ข่าวปลอมเพียงข่าวเดียวที่ถูกส่งต่อวนซ้ำไปซ้ำมา โดยเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2564 “โคแฟค (CoFact : Collaborative Fact Checking)” ภาคีเครือข่ายภาคประชาชนที่อาสาร่วมตรวจสอบข่าวปลอม เผย “5 ข่าวปลอมเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังถูกส่งต่อวนไปเรื่อยๆ ในสังคมไทย” แม้จะมีการยืนยันแล้วว่าข่าวนั้นไม่เป็นความจริงก็ตาม ประกอบด้วย

1.คลิปเสียงปลอม ความยาว 1.20 นาที อ้างว่าเป็นเสียงของ นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯโดยมีเนื้อหา ขอความร่วมมือให้ประชาชนคนไทยทุกท่านล็อกดาวน์ 2.ดื่มน้ำมะนาวฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ 3.เลือดเป็นด่างมีโอกาสติดไวรัสโควิด-19 ได้น้อยลง 4.พัสดุไปรษณีย์เป็นแหล่งแพร่เชื้อโควิด-19 และ 5.ยืนตากแดดฆ่าเชื้อโควิด-19 ในร่างกายได้ โดยทั้ง 5 ข่าวนี้ ปรากฏเป็นข่าวตั้งแต่ช่วงต้นหรือกลางปี 2563 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันไปแล้วว่าไม่เป็นความจริง แต่พอถึงปลายปีและขึ้นปีใหม่ 2564 ก็ยังพบการส่งต่อวนเวียนกลับมาอีกครั้ง

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง โคแฟค ประเทศไทย(COFACT Thailand) และอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อธิบายถึงสาเหตุที่ข่าวปลอมซึ่งเคยได้รับการตรวจสอบแล้วว่าไม่เป็นความจริง แต่ยังถูกส่งต่อวนซ้ำบนโลกออนไลน์ ไว้ 3 ประการคือ 1.วัฒนธรรมของการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่แตกต่างกัน ข่าวปลอมที่มีพบการแชร์วนซ้ำไป-มา มักพบมากในแอพพลิเคชั่นไลน์ (Line) หรือเว็บไซต์เฟซบุ๊ค (Facebook) เนื่องจากสมาชิกในกลุ่มไลน์ หรือเพื่อนบนเฟซบุ๊คมักเป็นคนที่รู้จักกัน

เช่น เป็นพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ หัวหน้างาน เพื่อนฝูง ฯลฯ ทำให้อาจมีความเกรงใจไม่กล้าทักท้วง ซึ่งจะต่างจากเว็บไซต์ทวิตเตอร์ (Twitter) ที่ผู้ใช้งานมีความไม่ต้องแสดงตัวตน (Anonymous) เมื่อไม่รู้จักกันก็ทำให้แต่ละคนกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาได้มากกว่า รวมถึงการทักท้วงเรื่องข่าวปลอมด้วย 2.ในแต่ละวันจะมีคนที่เพิ่งได้รับข้อมูลหนึ่งเป็นครั้งแรกเสมอ ข้อมูลที่คนคนหนึ่งรู้ว่าเป็นข่าวปลอมแต่ก็ยังมีการแชร์ซ้ำวนไป-มา สำหรับคนอีกคนหนึ่งอาจเป็นข้อมูลใหม่ที่เพิ่งเคยเห็นก็ได้

เพราะข่าวปลอมเหล่านี้ยังวนอยู่ในระบบของแพลตฟอร์มและไม่มีการนำออกหรือการเตือน ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกา เฟซบุ๊คจะแจ้งเตือนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ชอบมาพากล เช่น ประเด็นการเมืองในประเทศ หรือสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เป็นข้อมูลซึ่งเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษ แต่ยังไม่เห็นการดำเนินการอย่างเดียวกับข้อมูลภาษาไทยของเฟซบุ๊คประเทศไทย

นอกจากนี้ การที่ข้อมูลข่าวสารไม่ได้ถูกแชร์ในลักษณะเป็นลิงค์ (Link) ซึ่งเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ใดๆ แต่มาเป็นข้อความโพสต์กลับบนหน้า (Feed) ของบัญชีเฟซบุ๊คผู้ใช้งานโดยตรง และโพสต์ในลักษณะคล้ายกับจะเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ก็เป็นข้อจำกัดที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังไม่สามารถตรวจสอบและแจ้งเตือนได้ ทำให้ยังมีข่าวปลอมหลุดรอดไป เมื่อผู้ที่ไม่รู้ว่าเป็นข่าวปลอมมาเห็นเข้าเป็นครั้งแรกก็อาจแชร์ต่อไปได้

และ 3.กลุ่มที่รู้ว่าไม่จริงแต่ก็ยังเชื่อ กลุ่มนี้พบว่าการเตือนทำได้ยากที่สุดเพราะเลยขั้นจากการรับรู้ว่าอะไรจริง-ไม่จริงไปแล้วแต่ป็นเรื่องของความเชื่อหรือทัศนคติ ที่ต้องใช้การแก้ไขในอีกระดับหนึ่ง เช่น เคยมีกรณีเชื่อกันว่าปลัดขิกสามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ ซึ่งเมื่อไปสอบถามชาวบ้านก็พบว่าจริงๆ แล้วชาวบ้านรู้และปฏิบัติตามวิธีลดความเสี่ยง เช่น ใส่หน้ากากปิดปาก-จมูก ล้างมือบ่อยๆ แต่ก็ขอมีปลัดขิกติดบ้านไว้เพื่อความอุ่นใจ เป็นต้น

“ต้องเริ่มจากทุกคนต้องไม่เป็น Spreader (ผู้กระจาย) ก่อน ไม่แชร์ถูกแล้วแต่ไม่พอต้องช่วยแก้ไขด้วย เป็น Corrector (ผู้ตรวจสอบ) ด้วย เอาวัฒนธรรมในทวิตเตอร์มาใช้ในไลน์กลุ่มหรือในเฟซบุ๊ค แม้จะเป็นคนที่เรารู้จัก แต่ว่าก็อาจจะต้องละมุนละม่อมเพราะมันก็ทำให้โกรธจริง เสียหน้าจริง ทีนี้มันก็จะทำให้คนท้อใจแล้วก็จะไม่อยากยุ่ง อันนี้เป็นสาเหตุให้มันวนซ้ำมันต้องมีศิลปะในการแชร์ แล้วก็โคแฟคที่เราทำไลน์ ทำแชทบอท(Chatbot-ระบบอัตโนมัติช่วยตอบคำถาม) ส่วนหนึ่งก็สำหรับคนที่วนอยู่ในไลน์ ไม่อยากออกไปไหนจะได้เช็คได้” สุภิญญา กล่าว

สุภิญญา กล่าวต่อไปว่า ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค ต้องทำหน้าที่ตรวจจับ (Detect) และแจ้งเตือนให้มากขึ้น เมื่อมีการแชร์ข่าวปลอมที่เคยถูกพิสูจน์แล้วว่าเรื่องนั้นไม่เป็นความจริง ขณะที่ภาครัฐต้องทำงานเชิงรุกอาทิ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) อาจต้องแทรกประเด็นข่าวปลอมที่มักถูกแชร์วนซ้ำๆ เพื่อแจ้งเตือนประชาชน รวมถึงสื่อมวลชนก็ช่วยตรวจสอบข่าวปลอมและแจ้งเตือนได้อีกทางหนึ่ง เพราะคนที่อยู่ในเฟซบุ๊คหรือกลุ่มไลน์ ที่เป็นผู้สูงอายุก็ยังรับชมโทรทัศน์อยู่ด้วย

ด้าน รศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอก คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) อธิบายเพิ่มเติมในอีก 2 สาเหตุที่ทำให้ข่าวปลอมถูกส่งต่อวนไป-มาไม่จบสิ้นคือ 1.อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ที่ตอบสนองกับสิ่งแวดล้อม ณ ขณะนั้น เช่น ความกลัว วิตกกังวล โศกเศร้า ฯลฯ ซึ่งในเวลานั้นความสามารถด้านการใช้เหตุผลอาจลดลงไป กับ 2.ข้อมูลที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ไม่ถูกกำกับโดยงื่อนไขของเวลา เช่น มีผู้โพสต์ภาพถนนเส้นหนึ่งพร้อมบรรยายข้อความ คำถามคือใครจะรู้บ้างว่าภาพถนนเส้นนั้นถ่ายไว้เมื่อใด

“ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันอยู่ในโลกออนไลน์ ด้วยเทคโนโลยี ความหมายของมันเลื่อนออกไปจากกาลเทศะที่มนุษย์เราเข้าใจหมายความว่าเวลามันอาจจะถอยหลังเลื่อนไป-มาโดยที่เราไม่รู้เลยหรือมันอาจขยับสถานที่ไป ยกตัวอย่างเช่นเราเห็นรูปคนกำลังตีกันหรือภาพของม็อบ อะไรพวกนี้ แต่พอเป็นภาพไกลๆ เราอาจจะไม่รู้เลยว่ามันเกิดขึ้นที่ประเทศไหนหรือจังหวัดไหน คือมันอาจเป็นคนละที่ไปเลยกับที่มันถูกเอามาพาดหัวก็ได้

ตรงนี้ทำให้พอเราเลื่อนจอมือถือไปเรื่อยๆ แล้วมีคนส่งนั่นนี่เข้ามา เผลอๆ เกินครึ่งหรืออาจจะทั้งหมดเป็นข้อมูลที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบคัดกรองมาเลย แล้วมันก็ไปตอบสนองต่อทั้งคนส่งและคนรับ คนส่งที่มี Agenda (วาระ) มีวาระซ่อนเร้นเชิงข้อมูล ก็จะทำหน้าที่เป็นเหมือนกับผู้กระพือข่าว หรือเป็น IO (ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร) หรืออะไรก็แล้วแต่ ส่วนคนรับก็ด้วยสภาวะทางอารมณ์ ตนเองกำลังกลัว กำลังวิตกกังวล หรือกำลังโมโหเรื่องนี้อยู่ อะไรต่างๆ พวกนี้มันก็พร้อมจะตอบสนองทันทีเลย” อาจารย์อัศวิน อธิบาย

อาจารย์อัศวิน ยังกล่าวถึงบทบาทของ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วยว่า ยังตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ไม่ฉับไวเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับปริมาณข่าวสารที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ของศูนย์ฯ ก็ยังไม่ทำให้สังคมรู้สึกเชื่อมั่นมากนัก เนื่องจากหากย้อนไปในช่วงแรกๆ ที่มีการจัดตั้งศูนย์ฯ ขึ้นมานั้นภารกิจของศูนย์ฯ ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง เช่น การชุมนุมของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล การปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่จึงเป็นทางออก

“เพิ่มกลไกให้มันมีความเร็ว มีความรอบด้านเพิ่มขึ้น และสุดท้ายคือเพิ่มความเชื่อมั่น การเพิ่มความเชื่อมั่นอาจจะเป็นการร่วมมือหรือดึงการมีส่วนร่วม หรือว่าหาภาคีอะไรที่มันทำให้ภาพของสังคมโดยส่วนใหญ่มองว่าไม่มีอะไรเจือปน ไม่ให้มันไปเอียงไปติดกับจุดใดจุดหนึ่งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของรัฐบาล อะไรทำนองนี้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามันเป็นจุดหลักสำคัญ แล้วหลังจากนั้นเรามาทำให้ตัวผลงานมันออกมาในแง่ที่แบบ..โอ้โห!เร็วมากเลย แล้วข้อมูลกระจายทั่ว อย่างนี้สังคมจะตอบรับดีมาก”อาจารย์อัศวิน กล่าวทิ้งท้าย

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘โควิด’ ยังไม่จบไว มี ‘วัคซีน’ อะไรต้องทำต่อ #SootinClaimon.Com

Posted on January 17, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/544240

สกู๊ปแนวหน้า : ‘โควิด’ยังไม่จบไว  มี‘วัคซีน’อะไรต้องทำต่อ

สกู๊ปแนวหน้า : ‘โควิด’ยังไม่จบไว มี‘วัคซีน’อะไรต้องทำต่อ

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

ผ่านมาแล้วปีเศษกับสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 และขณะนี้หลายประเทศเริ่มทยอยฉีดวัคซีนกันแล้ว โดยเมื่อบ่ายวันที่ 8 ม.ค. 2564 มีการประชุมวิชาการ (ออนไลน์) เรื่อง“เมื่อไหร่…คนไทยจะได้ใช้วัคซีน COVID-19” จัดโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่ง ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันมีวัคซีนโควิด-19ที่อยู่ในการทดลองระยะที่ 3 (Phase 3) จากผู้พัฒนาที่ใช้เทคโนโลยีแตกต่างกัน 5 แบบ คือ

1.Viral Vector การนำเชื้ออื่นที่ไม่มีอันตราย เช่น เชื้อตระกูลไข้หวัด มาเป็นตัวนำพาพันธุกรรมของชิ้นส่วนเล็กๆ ของเชื้อโควิด-19 เข้าไปกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน กลุ่มนี้มีAstrazeneca/Oxford, J&J, Gamaleya และ Cansino Bio 2.Protein Vaccine โปรตีนวัคซีน กลุ่มนี้มี Novavax,Madicago/GSK, ZFSW, Bektop และ Clover,GSK/Dynavax

3.Inactivated นำเชื้อมาฆ่าให้ตายแล้ว กลุ่มนี้เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมวัคซีนเก่าแก่ มีโรงงานเพาะเลี้ยงเชื้อขนาดใหญ่ที่เก็บรักษาอย่างปลอดภัย แบ่งเป็น BIBP, Sinovac, Sinopharm และ IMB จากจีน Bharat จากอินเดีย และ RIBSP จากคาซัคสถาน 4.DNA กลุ่มนี้มี 2 ราย คือ AnGes/Osaka U. กับ Zydus และ 5.mRNA กลุ่มนี้คือ Pfizer/BioNTech กับ Moderna

โดยจากทั้งหมดข้างต้น มี 4 รายที่ทดลองระยะ 3 เสร็จสิ้นและขึ้นทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว คือ Pfizer/BioNTech มีผลการทดสอบเชิงประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ร้อยละ 95, Moderna ร้อยละ 94, Astrazeneca/Oxford ร้อยละ 62 และ Sinopharm ร้อยละ 79อนึ่ง การวิจัยวัคซีนโควิด-19 แตกต่างจากการวิจัยวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ ที่ผ่านมา คือ เน้นว่าวัคซีนต้องสามารถใช้กับผู้สูงอายุได้อย่างปลอดภัยด้วย

เช่น วัคซีนของ Pfizer/BioNTech พบว่า เมื่อฉีดแล้วผู้สูงอายุมีอาการผลข้างเคียงน้อยกว่าคนหนุ่ม-สาว ทั้งนี้ ประเทศร่ำรวยกล้าทุ่มทุนสั่งจองวัคซีนไว้ก่อนล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ขึ้นทะเบียน เช่น สหรัฐอเมริกา สั่งจองไว้ถึง 300 ล้านโดส และต่อมายังสั่งเพิ่มอีก 500 ล้านโดส, ประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) 1,100 ล้านโดส, ญี่ปุ่น 120 ล้านโดส ที่น่าสนใจคือ สหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลียสั่งจองวัคซีนไว้มากกว่าจำนวนประชากรในประเทศ

“ตอนนี้ทั้งโลกฉีดไปประมาณ 13-15 ล้านโดส อเมริกาฉีดไปแล้ว 5 ล้านคน เฉลี่ยวันหนึ่งประมาณ 3 แสนกว่าคน อังกฤษฉีดไปแล้วประมาณ 1.3 ล้านโดส อิสราเอลมีประชากร 8 ล้านคน ฉีดไปแล้ว 1.4 ล้านโดส ฉะนั้นอัตราฉีดสูงสุดจีนฉีดไป 4.5 ล้านโดส ฉะนั้น mRNA ที่เราได้ฟังข่าวว่าฉีดแล้วมีช็อกมีอะไรนี่คิดเป็นตัวเลขแค่ 8 คนในกว่า 8 ล้านคน ก็คือ 1 ในล้าน แต่การแพ้แบบภาวะที่ช็อก คือทุกคนก็ฉีดแอดรีนาลีนได้คืนมาหมด แล้วที่สำคัญก็คือว่าต้องระวังคนที่แพ้อย่างอื่นอยู่แล้ว เช่น แพ้อาหารทะเล แพ้อะไรก็แล้วแต่ที่รุนแรง อาจต้องฉีดด้วยความระมัดระวัง” ศ.นพ.เกียรติ กล่าว

ขณะที่ ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ CEO บริษัท ไบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า วัคซีนที่ทำจากโปรตีนมีเป็นจำนวนมาก เช่นของ Novavax ใช้ Insect Cell ส่วนของไบยาฯ ใช้พืชเป็นตัวผลิตโปรตีน อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิตวัคซีนจากโปรตีนก่อนเข้าสู่การทดสอบทางคลินิกจะใช้เวลานานกว่าวัคซีนจาก mRNA

อนึ่ง สำหรับการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 นอกจากใบยาฯ จะผลิตวัคซีนแล้ว ยังมี Monoclonal Antibody (สารภูมิต้านทานจากโคลนของเซลล์เดียว) ซึ่งสามารถนำไปทำ Treatment (ยา) ได้โดยคาดว่าในเดือน ก.พ. 2564 น่าจะได้เริ่มทดสอบในสัตว์ทดลอง ส่วนวัคซีนโควิด-19 นั้น ใบยาฯ ได้ต้นแบบวัคซีนในเดือน ก.พ. 2563 จากนั้นระหว่างเดือน มี.ค-ธ.ค. 2563 เป็นการทดสอบในสัตว์ทดลอง คือหนู และลิง ตามลำดับ

ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนปรับปรุงสถานที่ผลิตเพื่อให้ผลิตได้มากขึ้น ทำการทดสอบเพิ่มเติม และผลิตเพิ่มสำหรับการทดสอบในมนุษย์ ขั้นตอนทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างเดือน ม.ค.-มี.ค. 2564 โดยคาดว่าช่วงกลางปี 2564 จะได้เริ่มทดสอบวัคซีนในมนุษย์ และน่าจะขึ้นทะเบียนวัคซีนได้ภายในปี 2565 ภายใต้ความคาดหวังว่า นี่อาจเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่สามารถผลิตวัคซีนได้เองตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะหากเกิดโรคระบาดอื่นๆ ขึ้นอีกในอนาคต แพลตฟอร์มนี้จะสามารถปรับเปลี่ยนไปผลิตยาหรือวัคซีนสำหรับโรคนั้นๆ ได้

ด้าน ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเขียร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ และหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้วัคซีน เช่น “ค่าการแพร่เชื้อ”หมายถึงคน 1 คนจะแพร่เชื้อต่อไปถึงอีกกี่คน ซึ่งค่านี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับมาตรการอื่นๆ ที่แต่ละประเทศใช้ลดการระบาดของโรคด้วย (Non Pharmacological Interventions) อาทิ การสวมหน้ากากปิดปาก-จมูก ล้างมือสม่ำเสมอ เว้นระยะห่างทางกายภาพ จำกัดการเดินทางข้ามพรมแดน ฯลฯ

โดยค่าการแพร่เชื้อของโควิด-19 เฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 หรือคน 1 คนแพร่เชื้อไปถึงผู้อื่นได้ 2-3 คน ต้องการให้ประชากรเฉลี่ยร้อยละ 60 มีภูมิคุ้มกัน จึงจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity)เพื่อหยุดการระบาดของโรค ดังนั้นบางประเทศที่มีค่าการแพร่เชื้อสูงอาจต้องการให้ประชากรถึงร้อยละ 70 มีภูมิคุ้มกัน หรือบางประเทศที่ค่าการติดเชื้อต่ำอาจต้องการประชากรเพียงร้อยละ 30 ปริมาณการสั่งจองวัคซีนของแต่ละประเทศจึงไม่เท่ากัน ทำให้แม้จะเริ่มทยอยฉีดวัคซีนกันแล้ว แต่การสวมหน้ากากปิดปาก-จมูก อาจยังต้องทำต่อเนื่องไปอีก 3-4 ปี

“จะฉีดวัคซีนให้ใครก่อน” ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกประเทศต่างต้องการวัคซีนโควิด-19 ย่อมไม่มีประเทศใดได้วัคซีนครบถ้วนตามที่ต้องการโดยเร็ว การฉีดวัคซีนในระยะแรกจึงเป็นไปเพื่อลดการระบาด แต่ยังไม่ถึงขั้นหยุดการระบาด แต่เรื่องนี้ต้องคำนึงถึงทั้งการจัดลำดับความสำคัญ (Set Priority) ความยุติธรรม (Equity) การกระจายวัคซีน (Distribution) ตลอดจนจะทำอย่างไรให้สังคมยอมรับ (Public Accept) ดังนั้น ยุทธศาสตร์การสื่อสารที่ดี(Good Communication Strategies) ต้องเกิดขึ้น

ตลอดจนด้าน “การเฝ้าระวังและชดเชย (Safety Surveillance/Compensation)” กรณีมีข่าวที่ยังไม่ชัดว่าเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนหรือไม่ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีเพื่อไม่ให้กระทบต่อการฉีดวัคซีนในภาพรวมดังที่เคยเกิดมาแล้วกับกรณีข่าวลือว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กระทบต่อหญิงตั้งครรภ์ จนทำให้แพทย์ไม่กล้าฉีดวัคซีน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : โอกาสหลังสิ้นยุคโควิด ‘จีนมองไทย’ ยังเป็นมุมดี #SootinClaimon.Com

Posted on January 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/542570

สกู๊ปแนวหน้า : โอกาสหลังสิ้นยุคโควิด  ‘จีนมองไทย’ยังเป็นมุมดี

สกู๊ปแนวหน้า : โอกาสหลังสิ้นยุคโควิด ‘จีนมองไทย’ยังเป็นมุมดี

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดงานประชุมเสวนาวิชาการภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 โดยหนึ่งในนั้นเป็นการบรรยายพิเศษหัวข้อ “คนไทยในโซเชียลมีเดียจีน” โดยผู้บรรยายคือ ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ อาจารย์วิทยาลัยศิลปะสื่อและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของชาวจีน โดยชาวจีน 933 ล้านคน จากประชากรจีนทั้งหมด 1,400 ล้านคน เข้าถึงอินเตอร์เนตในจำนวนนี้ร้อยละ 90 เข้าถึงผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนและชาวจีนใช้อินเตอร์เนตเฉลี่ย 28 ชั่วโมง/สัปดาห์ หรือ 4 ชั่วโมง/วัน

โดยแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชั่นด้านต่างๆในสังคมจีน แบ่งเป็น 1.สังคมแลกเปลี่ยนข้อมูล มีเครื่องมืออย่าง ไปตู้ (Baidu) 2.สังคมชุมชนออนไลน์ ที่รู้จักกันดีคือ วีแชต (WeChat) หรือ เว่ยป๋อ (Weibo) 3.สังคมนักท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นบริษัทนำเที่ยวเดิมอย่าง ซีทริป (Ctrip) และแพลตฟอร์มใหม่อย่าง หม่าเฟิงหว่อ (MaFengWo) 4.สังคมนักช็อป เช่น เถาเป่า (Taobao) หรือ เสี่ยวหงชู (Xiaohongshu) 5.สังคมคลิปสั้น เช่น ติ๊กต็อก (TikTok) หรือ บิลีบิลี (Bilibili) นอกจากนี้ยังมีสังคมคนรักการกิน คนชอบอ่านข่าว และคนรักการฟัง

ดนัยธัญ กล่าวต่อไปว่า แม้ในปี 2563 จะเป็นปีแรกที่ไม่ได้เดินทางไปประเทศจีนในรอบ 15 ปีที่ศึกษาเรื่องจีนแต่ก็ยังติดตามความเป็นไปของสังคมชาวจีนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของจีน รวมถึงมุมมองของชาวจีนที่มีต่อชาวไทยด้วย โดยแบ่งเป็น 4 ยุคคือ 1.ปี 2545-2551 ช่วงนั้นสื่อสังคมออนไลน์ยังมีไม่มาก ชาวจีนจะรู้จักชาวไทยผ่านนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นิตยสารท่องเที่ยว สถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลจีน (CCTV) และแพลตฟอร์มค้นหาข้อมูลอย่าง Baidu (เหมือนกับ Google ของโลกตะวันตก)

ในยุคนั้นสิ่งที่ชาวจีนมักพูดถึงชาวไทยคือ 1.1 สาวประเภทสอง แต่เป็นการพูดถึงในแง่ไม่ดีนัก คือมองสาวประเภทสอง หรือกะเทยว่าเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งสิ่งมีชีวิตประหลาด 1.2 ความยากจนล้าหลัง เช่น บอกว่าชาวไทยยังขี่ช้างไปเรียนหนังสือ 1.3 สังคมเสื่อมโทรมเมืองใหญ่ เช่น ปัญหาการขายบริการทางเพศ ยาเสพติด รวมถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 1.4 ศาสตร์ลี้ลับ วัด ผี และมวยไทย ซึ่งเป็นผลมาจากภาพยนตร์แนวแอ๊กชั่นและแนวสยองขวัญจากประเทศไทย และ 1.5 เกษตรธรรมชาติ มองสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม

2.ปี 2551-2555 ภาพลักษณ์ชาวไทยในสายตาชาวจีนเริ่มเปลี่ยน จากปัจจัยสำคัญหรือภาพยนตร์และละครไทยถูกนำไปเผยแพร่ในจีน เริ่มมีเว็บไซต์ให้ผู้คนอัพโหลดวีดีโอ โดยในจีนคือ Youku (เหมือนกับ Youtube ของโลกตะวันตก) ขณะที่ Baidu เริ่มมีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยมากขึ้น ส่วนสถานีโทรทัศน์ระดับมณฑลก็เริ่มนำรายการที่ผลิตในประเทศไทยไปออกอากาศมากขึ้น มีชุมชนออนไลน์ของชาวจีนรุ่นใหม่พูดคุยกันเรื่องสังคมไทย ซึ่งในยุคนี้ชาวจีนจะทึ่งมากกับความคิดสร้างสรรค์ในการทำละครหรือภาพยนตร์ของชาวไทย

“สาวสองยังอยู่ แต่มองว่าเป็นสังคมเปิด วิถีชีวิตแบบไทยมีความคิดสร้างสรรค์ โฆษณาไทยก็ฮิตในจีนกรุงเทพฯ กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความทันสมัยในอาเซียนทัศนียภาพของประเทศไทยเปลี่ยนไป ภาษาไทยเริ่มสนใจ ผมไปขึ้นรถเมล์ พอพูดภาษาไทยมีคนมาทักว่าเป็นคนไทยใช่ไหม? ภาพลักษณ์เราเปลี่ยนมาก การเมืองไทยเริ่มเป็นที่ติดตามของคนจีน วัฒนธรรมไทยก็เริ่มเป็นมุมบวกมากกว่าลบ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังปี 2012 (2555) ผมสรุปว่าสื่อบันเทิงเป็นจุดเปลี่ยนในการรับรู้ต่อภาพลักษณ์คนไทยใน Social (สังคม) จีน” อาจารย์ดนัยธัญ กล่าว

3.ปี 2555-2563 เป็นยุคที่ชาวจีนเริ่มเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น โดยอิทธิพลสำคัญมาจากภาพยนตร์จีนเรื่อง Lost in Thailand (แก๊งม่วนป่วนไทยแลนด์) โดยใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือช่วยเหลือในระหว่างการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังเห็นชาวจีนที่เปลี่ยนจากนักท่องเที่ยวเป็นนักลงทุน คนเหล่านี้เป็นผู้อธิบายภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้ชาวจีนด้วยกันรับรู้ในยุคนี้ชาวจีนจะมองสังคมไทย 3.1 เสรีภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) 3.2 นิสัยคนไทยเช่น เป็นมิตร ชอบความสนุกสนาน และไม่เร่งรีบ (Slow Life)

3.3 เมืองท่องเที่ยวที่มีสีสันหลากหลายทั้งกลางวันและกลางคืน บนความคุ้มค่าคุ้มราคา 3.4 เมืองแห่งโอกาสทางการค้าการลงทุน 3.5 เป็นเมืองน่าอยู่ทั้งด้านวัฒนธรรมการศึกษา อากาศและสิ่งแวดล้อม แม้ประเทศไทยจะประสบปัญหาหมอกควัน แต่ชาวจีนก็ยังมองประเทศไทยว่าอากาศดี โดยมีคำเปรียบเปรยว่าประเทศไทยเหมือนสวนหลังบ้านของจีน หมายถึงอยู่ใกล้ เป็นแหล่งอาหารปลอดภัย และเหมาะกับการพักผ่อน

และ 4.ปี 2563-ปัจจุบัน ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของ “ไวรัสโควิด-19” มีการใช้คำทำนองว่า “จีน-ไทยพี่น้องกัน” ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในระดับประชาชน ที่ผ่านมาคำนี้จะใช้ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลเท่านั้น คาดว่ามาจากในช่วงที่สถานการณ์โรคระบาดเริ่มรุนแรงในจีนขณะที่ไทยยังไม่มีสถานการณ์ (ก่อนเดือนมี.ค. 2563) มีการส่งกำลังใจจากชาวไทยไปยังชาวจีน

นอกจากนี้ยังชื่นชมว่า“ประเทศไทยมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงควบคุมการระบาดของโรคไว้ได้” ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยถูกกล่าวถึงในสังคมจีน ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่า หากพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประเทศไทยคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ชาวจีนจะเดินทางเข้ามาทั้งเพื่อใช้บริการและศึกษาหาความรู้ ทั้งนี้ หากมองจากสิ่งที่ชาวจีนนึกถึงชาวไทย เช่น จิตใจดี อ่อนโยน เป็นมิตรมีมารยาท เปิดกว้าง สนุกสนาน ไม่เร่งรีบ และมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็สรุปได้ว่าภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายคนจีนยังค่อนข้างดี

“นักท่องเที่ยวจีนหายไปทั้งหมดในช่วงนี้ หรือถึงเวลาหรือยังที่เราต้องกระจายความเสี่ยงไปหานักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ แต่ในความคิดของผม ถ้าหากเรามองจีนซึ่งมีนักท่องเที่ยวอยู่หลายกลุ่มมาก การกระจายความเสี่ยงก็อาจจะหมายถึงการกระจายความเสี่ยงในเชิงว่านักท่องเที่ยวแบบกลุ่มทัวร์ แบบ So-Lo-Mo (Social-Local-Mobile : ใช้โทรศัพท์มือถือหาข้อมูลทางออนไลน์ในสถานที่ที่เดินทางไปเที่ยว) ในขณะที่เราจะได้กลุ่มใหม่ คือกลุ่ม Hi-end (รายได้สูง) เข้ามา อันนี้ก็เป็นรูปแบบการกระจายแบบรูปแบบหนึ่ง” อาจารย์ดนัยธัญ ให้ความเห็น

อาจารย์ดนัยธัญ ยังกล่าวอีกว่า การเรียนรู้ชาวจีนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของจีน ทำให้สามารถวางกลยุทธ์ที่เชื่อมกับประเทศจีนได้ดีขึ้น ซึ่งสำหรับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็มีชาวจีนมาเรียนอยู่พอสมควร จึงมีการจัดกิจกรรม เช่น ให้ความรู้กับผู้ประกอบการไทยในการขายสินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม Taobao ขณะเดียวกันยังเป็นความโชคดีของ จ.เชียงใหม่ ที่มีชาวจีนอยู่เป็นจำนวนมาก

เพราะคนเหล่านี้จะเป็นสื่อกลางบอกต่อกับชาวจีนเพื่อนร่วมชาติ ว่าจริงๆ แล้วชาวไทยเป็นอย่างไร!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สิทธิมนุษยชน’ กำแพงการค้าโลกสมัยใหม่

Posted on March 29, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/333027

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สิทธิมนุษยชน’  กำแพงการค้าโลกสมัยใหม่

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สิทธิมนุษยชน’ กำแพงการค้าโลกสมัยใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561, 02.00 น.

โลกยุคปัจจุบัน “เชื่อมโยงถึงกันหมด” ไม่มีดินแดนใดที่สามารถปิดตนเองอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการต่างๆ ตามศักยภาพของแต่ละประเทศ ขณะเดียวกัน “ค่านิยม” ของโลกยุคใหม่นั้นมนุษย์ถูกปลูกฝังให้ “เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่ากัน” ดังนั้นประเทศหรือกิจการใดๆ ที่อยู่ด้วยการ “ละเมิด” ส่งผลกระทบเดือดร้อนแก่เพื่อนมนุษย์ ประเทศหรือกิจการนั้นมัก “ถูกกีดกัน” ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

เห็นได้ชัดๆ กับกรณีของประเทศไทยที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหา “กิจการประมง” กันอย่างจ้าละหวั่น เพื่อลบภาพ “แรงงานทาส” ที่ถูกพูดถึงมากในวงการประมงไทยมาช้านาน จนถูกกดดันจากทั้ง “สหรัฐอเมริกา-สหภาพยุโรป (อียู-EU)” อันเป็น “ลูกค้าหลัก” ที่ซื้อสินค้าประมงจากไทย หากรัฐบาลไทยไม่แก้ไขอย่างจริงจังให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น ย่อมไม่อาจส่งสินค้าสัตว์น้ำไปขายในประเทศเหล่านั้นได้

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

ศ.(กิตติคุณ) ดร.วิทิต มันตาภรณ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น-UN) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ “Leading by Example : รัฐวิสาหกิจไทยสู่ต้นแบบการทำธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชน” ถึงเกณฑ์ “กลุ่มเสี่ยง” ที่กติกาสากลคาดหวังให้ภาครัฐและธุรกิจไม่ละเมิด ดังนี้ 1.แรงงานประมง 2.แรงงานที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์

3.แรงงานบังคับหรือเอารัดเอาเปรียบ เช่นบางประเทศยังมีการเกณฑ์แรงงานประชาชนโดยไม่จ่ายค่าแรงหรือจ่ายค่าน้อยกว่าที่ควรจะเป็น รวมถึงภาคธุรกิจที่ “จ่ายค่าจ้างไม่ตรงเวลา” บ่อยๆ ด้วย 4.แรงงานก่อสร้าง 5.แรงงานเกษตร จำนวนมากเป็นแรงงานตามฤดูกาล อาจตกหล่นไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายใดๆ 6.แรงงานรับใช้ในบ้าน เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก เพราะพบว่าบรรดา “สาวใช้” เป็นแรงงานที่ถูกละเมิดสิทธิมากในหลายประเทศ

7.แรงงานในภาคธุรกิจขนาดเล็ก อยู่ในพื้นที่ห่างไกล 8.แรงงานเด็ก โดยเฉพาะ “โสเภณีเด็ก” เป็นเรื่องที่นานาชาติเฝ้าระวัง 9.แรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน 10.คนไร้สัญชาติ 11.แรงงานผู้ต้องขังในเรือนจำ ที่บริษัทเอกชนทำสัญญาขอใช้แรงงานจากผู้ต้องขังผลิตสินค้าป้อนให้กับบริษัทนำไปขาย เรื่องนี้ทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐที่ดูแลเรือนจำต้องระมัดระวังด้วย 12.เหยื่อฆาตกรรมหรือทำให้สาบสูญเพราะเหตุทางการเมือง

13.คนพิการ 14.ผู้สูงอายุ 15.สตรี เช่น ความรุนแรง การแต่งงานก่อนวัยอันควร 16.ผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ทั้งที่เป็นผู้อพยพลี้ภัย รวมถึงการโยกย้ายเพราะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 17.นักปกป้องสิทธิ เรื่องนี้ประเทศไทยถูกจับตามองว่าทั้งภาครัฐและธุรกิจนิยมใช้วิธี “ฟ้องปิดปาก” (SLAPP) จัดการกับใครก็ตามที่ลุกขึ้นมาตั้งข้อสังเกตการใช้อำนาจของรัฐบาลหรือการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการฟ้องปิดปากนั้นต่างจากการฟ้องคดีทั่วๆ ไปคือไม่ต้องการข้อเท็จจริงและความเป็นธรรม แต่ต้องการให้คนที่ร้องเรียน “วุ่น” อยู่กับการ “ขึ้นโรงขึ้นศาล” จนไม่กล้าพูดอะไรอีก

18.ชนกลุ่มน้อย 19.ชนพื้นเมือง และ 20.กลุ่มเพศทางเลือก (LGBTQ) นอกจากนี้ สำหรับประเทศไทยมีกติการะหว่างประเทศที่ไปลงนามไว้ 7 ฉบับ คือ 1.อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child-CRC) 2.อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women-CEDAW)

3.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) 4.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights-ICESCR) 5.อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination-CERD)

6.อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment-CAT) และ 7.อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities-CRPD) ซึ่งจะมีคณะกรรมการจาก UN ติดตามตรวจสอบอยู่เป็นระยะๆ

อย่างไรก็ตาม อาจารย์วิทิต กล่าวถึง “ความท้าทาย” ของสังคมไทยหลายประการ เช่น กฎหมายว่าด้วย “พนักงานรัฐวิสาหกิจ” ไม่อนุญาตให้หยุดงานประท้วง หรือแรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนยังพบว่าถูกเลือกปฏิบัติ รวมถึง “ข้าราชการ-เจ้าหน้าที่รัฐ” ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งสหภาพแรงงาน ซึ่งตามหลักเกณฑ์ของ “องค์การแรงงานระหว่างประเทศ” (ไอแอลโอ-ILO) เรียกร้องว่าควรมีสิทธิดังกล่าว

ขณะที่ ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า โลกยุคปัจจุบันไม่นิยมใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษี แต่หันมาตรวจสอบว่าธุรกิจนั้นๆ ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น กดค่าแรง ใช้แรงงานเด็ก ใช้แรงงานไม่มีวันหยุดพักหรือไม่ หากมีชาวโลกก็จะไม่ยอมรับ ทำให้ไม่สามารถค้าขายกับใครได้ และกล่าวด้วยว่า “แม้ภาคธุรกิจเอกชนจะสำคัญ แต่ที่เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นมือไม้ของรัฐนั้นสำคัญกว่า” ทว่าจากข้อร้องเรียนการละเมิดสิทธิที่ กสม. ได้รับเฉลี่ย 700-800 เรื่องต่อปี มีจำนวนไม่น้อยที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจ

โดย “ภาคคมนาคม” ได้รับการร้องเรียนมากที่สุด เช่น รถไฟฟ้าที่คนพิการไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ลิฟต์ หรือโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคที่ชุมชนได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันและเสียง รองลงมาเป็น “ภาคพลังงาน” เช่น โครงการก่อสร้างแหล่งผลิตหรือลำเลียงพลังงานแล้วต้องโยกย้ายชุมชนออกไป มีการจ่ายค่าเวนคืนเหมาะสมหรือไม่? หรือชาวบ้านโดยรอบรู้สึกกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ แม้ตัวรัฐวิสาหกิจจะยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างดี แต่ความท้าทายคือจะสามารถบังคับให้ “บริษัทลูก-ผู้รับเหมาช่วง-บริษัทคู่ค้า”ที่เข้ามาร่วมงานกับรัฐวิสาหกิจปฏิบัติเช่นเดียวกันได้อย่างไร พร้อมกับย้ำว่าอยากให้รัฐวิสาหกิจในฐานที่เป็นตัวแทนของภาครัฐ เป็น “แบบอย่าง” ในการทำธุรกิจที่ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมฝากข้อคิดว่า

ถ้าทำถูกต้องธุรกิจก็ยั่งยืนไม่มีความเสี่ยง แม้ตอนเริ่มต้นจะต้องใช้เวลา ใช้กำลังและทรัพยากรบ้าง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,855,658 hits

Join 4,134 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สกู๊ปพิเศษ : NT ผนึก กองทัพอากาศ - ส.อ.ท. พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตฯป้องกันประเทศ
แห่ฟังล้นเวที! จูรี​ ปราศรัยใหญ่​ เมืองคอน​ ขอโทษประชาชนแทนปชป.ในอดีต
สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล
ธรรมนัส นำทัพกล้าธรรมเปิดศึกโค้งสุดท้าย ประกาศพลิกปทุมธานีสู่ยุคใหม่
ขอความเป็นธรรมหมอสุภัทร เครือข่าย ขสช.ร้องบวรศักดิ์ วอน ก.พ.เรียกสอบใหม่
คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568
ธนาธรเดือด! ซัด กกต.ทำงานพลาด กระทบพรรคประชาชน ลั่นงานนี้ต้องมีคนติดคุก
อภิสิทธิ์ ลั่นปชป. สมบัติพ่อเฒ่า ปลุกคนคอนไล่คนโกง 90 วันเดินหน้าปราบทุนเทา
สมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบราชชนนี (สศก.) ประชุมสามัญประจำปี 2568
ดร.สุวิทย์ ยก 10 กระบวนทัศน์ เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปตลอดกาล

Recent Posts

  • นักท่องเที่ยวหญิงออสเตรเลียดับ หลังสายกระเป๋าเป้เกี่ยวลิฟต์สกีที่ญี่ปุ่น ร่างลอยค้างกลางอากาศ
  • จีนประหาร 4 มาเฟีย “ตระกูลไป๋” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา
  • อิสราเอลประกาศเปิดด่าน “ราฟาห์” เชื่อมกาซา-อียิปต์ ใช้มาตรการคุมเข้ม-ห้ามสื่อต่างชาติ
  • ฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องถอดถอนรองปธน. “ซารา ดูเตอร์เต” รอบใหม่ ปมโกงงบประมาณ-ขู่สังหารผู้นำ
  • “อันวาร์ อิบราฮิม” ยันชัด “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” ปมเอี่ยวอีเมล “เจฟฟรีย์ เอพสตีน”

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,659 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d