‘ยาบ้า’ปัญหาสังคมไทย (1) ไขปม‘ยิ่งปราบทำไมยิ่งเพิ่ม?’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/226580

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“คนติดยามันก็มีแค่ 2 ทาง หนึ่งไปงัดบ้านคนอื่น ขโมยของมาซื้อยา ซึ่งเสี่ยงมาก ถูกจับ ถูกยิง มีกล้องวงจรปิด กับสองคือไปขายยา ซึ่งง่ายกว่า ซื้อมา 10 เม็ด ไว้ใช้เอง 2 เม็ด แถมยังขายได้เงินกินข้าวอีก เราจึงมีผู้ค้าที่ก็เป็นผู้เสพ”

เรื่องเล่าจาก นายวันชัย รุจนวงศ์ อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงราชบุรี ในฐานะอดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวในงานเสวนาเรื่อง“โปรตุเกสโมเดล : กรณีศึกษาทิศทางใหม่นโยบายยาเสพติด” บ่ายวันที่ 5 ก.ค. 2559 จัดโดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ณ รร.ดุสิตธานี แยกศาลาแดง กรุงเทพฯ ว่านับตั้งแต่ที่นโยบายรัฐไทย จัดให้ แอมเฟตามีน (Amphetamine) สารเคมีสำหรับผลิต “ยาบ้า” เป็นยาเสพติดร้ายแรง

จำนวนของ “ผู้ค้า” ก็เพิ่มขึ้น “ไม่หยุดหย่อน”!!!

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?..นายวันชัย อธิบายว่า เมื่อปราบปรามหนัก มีโทษสูง แต่ความต้องการใช้ยายังมีอยู่ผลคือ “ราคายาแพงขึ้น” แบบก้าวกระโดด เช่น ยาบ้าปัจจุบันราคาเม็ดละ 200-400 บาท ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ราว300-350 บาท แน่นอนว่าเมื่อผู้เสพไม่มีเงินพอจะซื้อมาเสพก็มีทางเลือก 2 ทาง

ไม่เป็น “หัวขโมย” ก็ต้องเป็น “เด็กเดินยา”!!!

อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวและเล่าต่อไปว่า ปกติแค่เป็นผู้เสพ สังคมก็มองในแง่ลบ เป็น “ขี้ยา” อยู่แล้ว เมื่อคนเหล่านี้ถูกจับกุมติดคุกตะราง หลังพ้นโทษก็ได้ชื่อเป็น “ขี้คุก” เพิ่มมาอีก ยากจะกลับตัวเพราะมักหางานสุจริตทำไม่ได้ “หมดอนาคต” เนื่องจากสังคมไม่ยอมรับ แต่เมื่อชีวิตต้องดำเนินต่อไป หนทางอยู่รอดจึงมีแค่ทางเดียว..

ผันตัวเป็น “เอเย่นต์” ระดับ “รายใหญ่” เสียเลย!!!

“งานที่เคยทำก็ถูกให้ออก กลับไปหางานใหม่ก็ไม่ได้ ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากเป็นอาชญากร ไม่ก็ไปขายยาเป็นรายใหญ่ เราผลักคนให้ไม่มีที่ยืน เราผลักให้เขาเป็นอาชญากรทุกวันๆ จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมคนขายยามันเพิ่มขึ้นๆ เพราะเราไม่เคยแยกว่า ใครเป็นรายใหญ่ตัวจริง เรือนจำก็เลยกลายเป็นเรือนเพาะชำผู้ค้าให้เพิ่มขึ้น” นายวันชัย ระบุ

นี่จึงเป็นที่มาของปัญหานักโทษล้นคุก ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก กระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ณ วันที่ 1 ม.ค. 2558 มีนักโทษคดียาเสพติดในเรือนจำ เป็นชาย 190,346 คน เป็นหญิง 37,955 คน รวม 228,301 คน คิดเป็นร้อยละ 70.17 ของจำนวนนักโทษทั้งหมด

ซึ่งนายวันชัยกล่าวว่า ในบรรดานักโทษคดียาบ้าร้อยละ 17.82 เป็นความผิดฐาน “ครอบครอง (เกิน 5 เม็ด)” ซึ่งตามกฎหมาย “ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูได้” ไม่ว่าจะเกินมากี่เม็ดก็ตาม . ร้อยละ 17.96 เป็นความผิดฐาน “เสพและครอบครอง (ไม่เกิน 5 เม็ด)” และร้อยละ 4.49 เป็นความผิดฐาน “เสพ (แต่ไม่มีเม็ดยาเหลือในครอบครอง)” รวมทั้งสิ้นมีนักโทษคดียาบ้า “เกือบครึ่ง” หรือร้อยละ 40.27

ที่เป็นเพียง “ผู้เสพและครอบครอง” เท่านั้น!!!

“ถ้าเราเอาพวกที่เสพออกมาเข้ากระบวนการสังคมและสาธารณสุข เราจะเอาออกมาได้เกือบๆ แสนคน อย่างน้อยๆก็แปดหมื่นกว่าคน เอาออกจากเรือนจำ” อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวย้ำ

ขณะที่ นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวว่า กฎหมายยาเสพติดของไทยมีปัญหาหลายประการ อาทิ 1.มียาบ้า 15 เม็ดขึ้นไป ให้ถือเป็น “ผู้ค้า” ทันที ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีสิทธิ์ในการพิสูจน์ว่ามีไว้เพื่อค้าหรือไว้เพื่อใช้เอง 2.นำเข้ามาในประเทศ “โทษหนัก” แม้จะเพียงเม็ดเดียวก็ตาม มีโทษตั้งแต่จำคุกตลอดชีวิตถึงประหารชีวิต

3.แค่มอบยาบ้าให้ผู้อื่น ให้ถือว่า “จำหน่าย” ทันที แม้จะไม่ได้แลกเปลี่ยนกับสิ่งใดๆ เลยก็ตาม เช่น แบ่งยาบ้าให้เพื่อนหรือญาติเสพแบบฟรีๆ ไม่คิดเงิน ก็เข้าข่ายความผิดฐานจำหน่ายแล้ว 4.แค่ “แบ่งบรรจุ” ก็มีความผิดฐาน “ผลิต” ได้ โทษหนักถึงจำคุกตลอดชีวิตและประหารชีวิตเช่นกัน และย้ำว่า..

“ร้อยละ 60-70 ของคดีในศาล” เป็นคดียาเสพติดทั้งสิ้น!!!

“ท่านนำเข้ามาแค่ 1 เม็ด ตำรวจถามว่านำเข้ามาทำไม ท่านตอบไปว่าเอาไปให้ญาติที่ติดยา อันนี้โทษประหารชีวิต เพราะเป็นการนำเข้ามาเพื่อจำหน่าย ส่วนนิยามคำว่าผลิต คือการผสม ปรุง และรวมถึงการแบ่งบรรจุด้วย ท่านเอายาเสพติดมา 2 เม็ด แล้วท่านไปแบ่งใส่หลอดกาแฟอย่างละเม็ด ท่านกลายเป็นผู้ผลิตทันที” นายนวรัตน์ ระบุ

แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามของรัฐที่จะบอกว่า“ผู้เสพคือผู้ป่วย” พร้อมกับประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสพยาเข้ารับการบำบัดรักษาโดยสมัครใจ แต่ในความเป็นจริงพบว่ามีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนน้อยมาก ซึ่ง นพ.วิโรจน์ วีรชัย ผู้อำนวยการสถาบันธัญญารักษ์ ให้ความเห็นว่า เพราะข้อกฎหมาย“ลักลั่น” ขัดแย้งกันเอง

ผู้เสพเป็น “ผู้ป่วย” แต่กฎหมายมีโทษอาญาถึง “ติดคุก”!!!

“ในทางสาธารณสุขเรามองผู้เสพเป็นผู้ป่วย แต่เพราะเราไปคิดกันว่าถ้ากฎหมายโทษสูงจะยับยั้งได้ วิธีคิดดั้งเดิมเราเชื่อว่าโทษสูงจะลดการเสพติด อันแรกมันต้องชัดเจนว่าผู้ติดยาคือผู้ป่วย โทษก็ต้องไม่ไปอยู่เรือนจำ ผมมองอย่างไม่ขาวไม่ดำโทษน่าจะเป็นการสั่งให้รักษา แต่ก็ต้องไปกำหนดระยะเวลาให้เหมาะสมว่าควรจะรักษานานเท่าไร คือโทษปรับจะมีก็มีไป แต่โทษอาญามากสุดไม่ควรถึงจำคุก ถ้าโทษคือสั่งให้ไปรักษาจะเหมาะสมกว่า” ผอ.สถาบันธัญญารักษ์ ฝากข้อเสนอแนะ

ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของแนวคิด “ปฏิรูปกฎหมายยาเสพติดทั้งระบบ” ที่ก่อนหน้านี้พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม(รมว.ยธ.) เปิดเผยว่า ตนพยายามผลักดัน “ประมวลกฎหมายยาเสพติด” ที่ขณะนี้อยู่ในการดำเนินการของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยสาระสำคัญคือ เปิดช่องให้ศาลมีโอกาสใช้ดุลยพินิจในการลงโทษจำคุก หรือการปรับที่น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เมื่อมีเหตุอันสมควรเฉพาะราย โดยพิจารณาถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของผู้กระทำความผิด และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง

โดยแนวคิดดังกล่าวจะคล้ายกับในประเทศ โปรตุเกส ซึ่งในอดีตเคยประสบปัญหา “นักโทษล้นคุก-ขี้ยาล้นเมือง” เช่นกัน จากนโยบายที่เน้นการปราบปรามเป็นหลัก แต่เมื่อ “กลับหลังหัน” ยอมรับความผิดพลาดและปรับเปลี่ยนนโยบาย จำนวนนักโทษและจำนวนคนเสพยาลดลงอย่างมาก กลายเป็น “ต้นแบบ” ที่ถูกพูดถึงกันทั่วโลก

เขาทำได้อย่างไร?..โปรดติดตามต่อฉบับหน้า!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ตักบาตร…ถาม(สุขภาพ)พระ เช็คอาหาร…เพิ่มบุญ ไม่พ่วงบาป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/226407

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ตักบาตร อย่าถามพระ”…

หนึ่งในสำนวนสุภาษิตของคนไทย ที่นำมาใช้แทนความหมายว่า เมื่อจะให้อะไรหรือสิ่งใดแก่ผู้ที่เต็มใจรับสิ่งนั้นอยู่แล้วก็ไม่ต้องถาม เหมือนกิจวัตรปฏิบัติที่สำคัญประการหนึ่งของ “พระภิกษุ” คือ การออก “บิณฑบาต” เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีโอกาสได้ทำบุญ จึงไม่มีความจำเป็นที่พุทธศาสนิกชนจะต้อง “ถามพระ” ก่อนตักบาตรว่าท่านต้องการอาหารอะไร

ทว่า…ปัจจุบันจากข้อมูล “สุขภาพพระสงฆ์” ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสงฆ์ ปีงบประมาณ 2558 ของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พบว่า โรคที่พระอาพาธสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.โรคเมตาบอลิซึมและไขมันในเลือดผิดปกติ 2.โรคความดันโลหิตสูง 3.โรคเบาหวาน 4.โรคไตวายหรือไตล้มเหลว และ 5.โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเหล่านี้อยู่ในกลุ่ม “โรค NCDs”(Non-communicable diseases) ซึ่งเป็น “ฆาตกร” อันดับ 1 ที่คร่าชีวิตประชากรโลกมากกว่าสาเหตุการตายอื่นๆ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระส่วนใหญ่อาพาธด้วยโรคเหล่านี้เกิดจาก “พระวินัยสงฆ์” ที่บัญญัติไว้ว่าพระไม่สามารถเลือก “ฉันอาหาร” ที่ฆราวาสถวายได้ ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะรับบาตรหรือไม่รับ ประกอบกับ “วัตรปฏิบัติ” ไม่เอื้อต่อการออกกำลังกาย ยิ่งส่งให้ “เสี่ยง” อาพาธในกลุ่มโรค NCDs มากกว่าคนทั่วไป

เมื่อพระวินัยสงฆ์เป็น “ข้อจำกัด” พุทธศาสนิกชนจึงมีส่วนสำคัญในการป้องกันให้พระห่างจากกลุ่มโรคร้ายแรง ดังนั้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับกรมการแพทย์, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงร่วมกันเปิดโครงการ “เข้าพรรษานี้…ตักบาตรถาม(สุขภาพ)พระ” ขึ้น เพื่อส่งเสริมสุขภาพสงฆ์ไทยและให้ความรู้ความเข้าใจถึงอาหารใส่บาตรที่เหมาะสมต่อสุขภาพพระ

“พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ” นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ สธ. กล่าวว่า นอกจากโรคที่พระอาพาธสูงสุด 5 อันดับแรกข้างต้นแล้ว สธ. พบว่า พระยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค เช่น การสูบบุหรี่ดื่มกาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มที่มีรสหวาน เป็นต้นหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมจะกลายเป็น “ผู้ป่วยรายใหม่” ในอนาคต การที่ สสส. และ สธ. ให้ความรู้ความเข้าใจถึงอาหารใส่บาตรที่เหมาะสมต่อสุขภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยของพระได้

ด้าน “รศ.ดร.ภญ.จงจิตร อังคทะวานิช” ผู้จัดการโครงการการขับเคลื่อนสงฆ์ไทยไกลโรคเพื่อการดูแลโภชนาการ พระสงฆ์ในระดับประเทศ สสส. กล่าวว่า เนื่องจากกว่า 90% ของฆราวาสที่อยู่ในเมืองส่วนใหญ่นิยมซื้อ “อาหารชุด” ใส่บาตร จากการสำรวจอาหารที่ถวายให้พระ พบว่า อาหารยอดนิยมส่วนใหญ่ คือ แกงเขียวหวาน พะโล้ ผัดกะเพรา และของทอด เพราะเป็นอาหารที่มีรูปลักษณ์น่าทาน หน้าตาไม่เปลี่ยนมากหากทำทิ้งไว้เป็นเวลานาน

ทว่า…ชุดอาหารเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพพระสงฆ์ โดยพบความเสี่ยงต่อภาวะอ้วน โรคกระเพาะอาหารและกระดูกพรุน เนื่องจากอาหารที่ถวายพระส่วนใหญ่มีโปรตีนน้อย ผักน้อย มีรสจัด และไขมันสูง เมื่อรับโปรตีนเพียง 60% ซึ่งไม่เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ จึงต้องฉันข้าวปริมาณมากเพื่อทดแทนโปรตีนให้เพียงพอ ทำให้อิ่มได้ไม่นาน พระจึงมักชดเชยด้วย “น้ำปานะ” ที่มีรสหวาน โดยน้ำปานะยอดนิยม คือ กาแฟ ชาขวด และเครื่องดื่มชูกำลัง โดยฉันปริมาณเฉลี่ย 2 ขวดต่อวัน ทำให้เสี่ยงต่อภาวะ “อ้วนลงพุง” ถึง 45%

นอกจากนี้ยังพบภาวะกระดูกพรุน เพราะพระไม่มีโอกาสได้ฉันผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม โดยพบอาหารที่พระฉันมีปริมาณแคลเซียมต่ำกว่าคนทั่วไป โดยได้รับเพียง 100 กว่ามิลลิกรัม ขณะที่คนทั่วไปอยู่ที่ 800-1,000 มิลลิกรัม ต่างกันถึง 8 เท่า และอาหารที่ถวายมักมีรสจัดทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร

“ดังนั้นในช่วงเข้าพรรษานี้ก่อนใส่บาตรมาร่วมใส่ใจสุขภาพพระ ด้วยการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยอาหารแนะนำที่ควรถวาย คือ หลีกเลี่ยงอาหารทอด รสจัด เสริมผักและโปรตีนจากไก่ กุ้ง ปลาที่เพียงพอ ใช้ข้าวกล้องแทนข้าวขาว และน้ำปานะ เช่น นมกล่องเพื่อเพิ่มแคลเซียม เป็นต้น” รศ.ดร.ภญ.จงจิตร กล่าว

ส่วน “พระศรีคัมภีรญาณ” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา มจร. ได้ร่วมมือกับคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สสส. พัฒนา “ครัวต้นแบบ” ที่มุ่งเน้นการดูแลภัตตาหารที่จะถวายแด่คณาจารย์ พระนิสิตที่ศึกษาใน มจร. เพื่อปรับรูปแบบการปรุงอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการมากขึ้น เช่น ลดอาหารที่มีไขมันสูง ปรับรายการอาหารให้มีผักมากขึ้น นอกจากนี้ยังถวายความรู้ในการดูแลสุขภาพ อาทิ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เรื่องการพัฒนาสุขภาพตามแนวพระพุทธศาสนา เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพพระ ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพพระแล้ว ยังหวังว่าพระจะเป็นต้นแบบการดูแลสุขภาพให้แก่ฆราวาส

ขณะที่ “นายพนม ศรศิลป์” ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า ทิศทางการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะให้น้ำหนักการดูแลสุขภาพพระมากขึ้น โดยเป็นแกนหลักในการจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์” ระดับชาติ เพื่อดูแลสุขภาพพระให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม ตลอดจนจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพที่เชื่อมโยงระหว่างวัดกับชุมชนเพื่อให้ “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง” โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาพของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการบรรจุเนื้อหา “พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ” ไว้ในหลักสูตรต่างๆ ของพระสงฆ์ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

“วันเข้าพรรษา” ปีนี้ ตรงกับวันที่ 20 กรกฎาคม พุทธศาสนิกชนนิยมไปทำบุญ “ตักบาตร” ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแต่ถ้าเลือกอาหารที่ช่วยให้พระมีสุขภาพที่ดีด้วยแล้ว จะยิ่งส่งเสริมบุญมากขึ้น ซึ่งพระมีหลักปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า…

“โภชเน มัตตัญญุตา…รู้จักประมาณในการบริโภค”

จริงอยู่ว่า “ตักบาตร…อย่าถามพระ” แต่ฆราวาสสามารถถามใจตัวเองได้ว่าอาหารที่เตรียมใส่บาตรนั้นมีประโยชน์ หรือ “บั่นทอน” สุขภาพพระสงฆ์ คงต้องเลือกกันเอาเองว่าจะ “ตักบาตรให้ได้บุญ”…

หรือจะ “พ่วงบาป” กลับมาหาตัวเองแบบไม่ได้ตั้งใจ!?!?!
SCOOP@NAEWNA.COM

‘อบต.แม่ทา’ชุมชนตัวอย่าง ‘คนกับป่า’อยู่ได้อย่าง‘ยั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/226279

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ถ้าจะอนุรักษ์ป่า..ต้องแยกคนออกจากป่า”

คำกล่าวนี้เคยเป็น “ความเชื่อ” ว่าด้วยแนวทางการอนุรักษ์ป่าในอดีต เนื่องจากมองว่า “มนุษย์เป็นตัวการทำลายธรรมชาติ” จากการขยายพื้นที่เพาะปลูกก็ดี การลักลอบตัดไม้ไปขายก็ดี ภาครัฐจึงต้องหาทางอพยพคนที่อาศัยในป่าหรือใกล้ชิดกับป่าให้ไปตั้งถิ่นฐาน ณ พื้นที่อื่นๆ พร้อมส่งเสริมอาชีพทดแทน

ทว่าระยะหลังๆ ก็เริ่มมีการตั้งคำถามว่า “ได้ผลจริงหรือ?” เพราะทรัพยากรป่าไม้ยังคงลดลง ข่าวการบุกรุกแผ้วถางป่า
เป็นพื้นที่เพาะปลูก เกิดเป็น “เขาหัวโล้น” ยังคงปรากฏอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลักลอบตัดไม้หายากยังรุนแรง อย่างไรก็ตาม..เมื่อไปดูในต่างประเทศ มีการนำเสนอ“ความรู้ใหม่” ว่าด้วยการอนุรักษ์ป่าไม้ ที่ไม่ใช่การนำคนออกจากป่า แต่เป็นการส่งเสริมให้ใช้พื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน

คนอยู่กับป่า..ได้ประโยชน์จากป่า..และอนุรักษ์ป่าไปพร้อมกัน!!!

เมื่อพูดถึงชุมชนที่คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน ในประเทศไทยนั้นก็มีหลายแห่ง ทว่าพื้นที่ที่ถูกยกให้เป็น “ต้นแบบ” ถูกพูดถึงบ่อยครั้งคือ “บ้านแม่ทา” หรือ ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ จากในอดีตที่ “ชาวบ้านเกือบถูกไล่ที่” เพราะทางการประกาศเขตอุทยาน เมื่อราว 3 ทศวรรษที่แล้ว

อนันต์ ดวงแก้วเรือน อดีตกำนัน ต.แม่ทา บอกเล่ากับ “สกู๊ปแนวหน้า” เมื่อครั้งลงพื้นที่ ต.แม่ทา ร่วมกับคณะของ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ปลายเดือนพ.ค. 2559 ว่าต้องย้อนไปเมื่อปี 2536 ในเวลานั้น ชาวบ้าน
เข้าไปตัดไม้และหาของป่าเพื่อดำรงชีพตามวิถีชีวิตปกติ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่จับกุมดำเนินคดีฐานบุกรุกพื้นที่ “อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้” กระทั่งในเวลาต่อมา มีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และนักวิชาการ นำข้อมูลมาอธิบายกับชาวบ้าน ว่าพื้นที่อุทยานครอบคลุมจุดไหนบ้าง ซึ่งข้อสังเกตคือมีแนวคิดประกาศเป็นอุทยานตั้งแต่ปี 2525

แต่ชาวบ้านในพื้นที่ “ไม่รู้มาก่อน” เพราะ “ไม่มีผู้ใดแจ้งให้ทราบ”!!!

“อุทยานแม่ตะไคร้นั้นเตรียมประกาศตั้งแต่ปี 2525 พื้นที่ 801,000 ไร่ จากแม่ทา แม่ออน แม่ทาเหนือ ไปถึงดอยสะเก็ด แต่ชาวบ้านมารู้ในปี 2536 ชาวบ้านไม่เคยรู้มาก่อน มันเป็นความลับราชการ พอเรารู้เราก็ขอให้เขามาตรวจสอบ เขาก็ยึดแนวเขตป่าสงวนปี 2512 เราก็ถามว่าทำไมไม่ทำแนวเขตใหม่ จากปี 2512 ถึงปี 2525 มันผ่านมาแล้วกี่ปี? ถ้าประกาศชาวบ้านก็ผิดกฎหมายหมด” อดีตกำนัน ต.แม่ทา กล่าว

และแล้ว “เส้นทางการต่อสู้” ก็เริ่มขึ้น อนันต์เล่าว่า เขาและกลุ่มเกษตรกรในภาคเหนือ เดินหน้าเรียกร้องให้ภาครัฐยุตินโยบาย “นำคนออกจากป่า” แต่ไม่ได้รับการตอบสนองไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด นายกรัฐมนตรีคนไหน แม้กระทั่งนักการเมืองดังที่ชูจุดขายว่าเป็น “คนบ้านเดียวกัน” จนได้รับเลือกตั้งก็ตาม

เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วก็ “เงียบ” ไม่ทำตามที่ “หาเสียง” ไว้แต่อย่างใด!!!

“รัฐบาลเก่าหมดอายุ ยุบสภา รัฐบาลใหม่เราก็ไปตามกันใหม่ วนกันอยู่อย่างนี้ แม้แต่คนที่บอกว่าเป็นคนพื้นที่ เราก็เชื่อว่า
เขาต้องช่วยเราแน่ๆ สุดท้ายกลายเป็นคนพื้นที่มาฆ่าคนพื้นที่เอง เพราะเขาเน้นเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว” อนันต์ กล่าวด้วยความรู้สึกเจ็บปวด

จากความ “พ่ายแพ้” ในครั้งนั้น ชาว ต.แม่ทา เริ่มหันกลับมาดูว่า “ตนเองจะทำอะไรได้บ้าง” แล้วพบว่าสามารถใช้ “กลไกท้องถิ่น” บริหารจัดการพื้นที่ได้โดยไม่ต้องรอภาครัฐส่วนส่วนกลาง ซึ่ง กนกศักดิ์ ดวงแก้วเดือน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่ทา กล่าวว่า ในปี 2549 เป็นต้นมา ชุมชนแม่ทามีการขับเคลื่อนครั้งใหญ่ อาทิ..

การออกข้อบัญญัติท้องถิ่น ว่าด้วยการใช้ทรัพยากรป่าไม้และพื้นที่ในชุมชน ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ผู้บริหารท้องถิ่นออกกฎระเบียบและบทลงโทษมาบังคับใช้ได้,การนำระบบแผนที่ดาวเทียมมาใช้ เพื่อกำหนดเขตป่าประเภทต่างๆ รวมถึงเขตที่ดินของชาวบ้านแต่ละคนให้ชัดเจน แม้ระยะแรกๆ “เทคโนโลยี” จะเป็น “อุปสรรค”สำหรับชาวบ้านที่ส่วนใหญ่การศึกษาไม่สูง

แต่ทุกคนก็ “พยายามเรียนรู้” กันเต็มที่!!!

“ผมต้องไปซื้อระวางแผนที่ 1 ต่อ 4,000 จากกรมพัฒนาที่ดิน แล้วก็ส่งช่างไปอบรมที่จุฬา (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) อยู่ 7 วัน เพื่อใช้โปรแกรมใช้เครื่องมือให้เป็น แล้วก็มาชวนชาวบ้านทำกัน ก็ธรรมดาครับ เครื่องจีพีเอส (GPS-อุปกรณ์ระบุพิกัดด้วยดาวเทียม) ตัวละสองหมื่นกว่าบาท ชาวบ้านจับที่มือสั่นเลย กลัวร่วง แต่ชาวบ้านก็อยากทำ คือทุกคนใจสู้แล้ว แล้วพอทำไปมันก็ตื่นเต้น คือชาวบ้านได้เห็นรูปบ้าน เห็นรูปทรงที่ดินของตัวเอง

พอตอนนี้ผมทำพื้นที่เสร็จแล้ว มีผังล็อกพื้นที่ไว้หมดแล้วว่าตรงไหนเป็นที่ของใคร แล้วก็มีระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ไม่ทำรีสอร์ท ไม่ทำบ้านจัดสรร ไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว แล้วก็พยายามผลักดันให้เป็นแปลงรวม ไม่อยากให้เป็นแปลงส่วนบุคคลเพราะมันคุมยาก แม้จะมีกฎหมายควบคุมแต่สุดท้ายก็จะเป็นปัญหา”

นายก อบต.แม่ทา ระบุ ทั้งนี้ปัจจุบัน อบต.แม่ทา มีพื้นที่ 73,000 ไร่ เดิมมีเอกสารสิทธิทำกิน 5,000 ไร่ แต่ได้เพิ่มจากรัฐบาล คสช. เมื่อปี 2558 อีก 7,000 ไร่รวมเป็น 12,000 ไร่ ขณะที่พื้นที่ป่าที่เหลือ ได้แบ่งเป็น “ป่าอนุรักษ์” เป็นป่าต้นน้ำไม่มีการใช้ประโยชน์ กับ “ป่าใช้สอย” สามารถนำทรัพยากรในป่ามาใช้ได้เพื่อการดำรงชีพ เช่น นำไม้มาใช้ซ่อมแซมบ้านหรือยุ้งฉาง รวมถึงหาของป่า แต่ไม่แผ้วถางเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกรุกล้ำเข้าไป

สำหรับเป้าหมายต่อไป นายก อบต.แม่ทา กล่าวว่า ได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก “ไม้สัก” ในพื้นที่ทำกินของแต่ละคน โดยหวังว่าวันหนึ่งเมื่อ “ฟ้าเปิด” กฎหมายไม้หวงห้ามถูกแก้ไขให้ประชาชนสามารถปลูกและตัดขายได้ ไม้เหล่านี้จะกลายเป็น “รายได้” ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมๆ กับเป็นการอนุรักษ์ไม้ในป่าไปในตัว ซึ่งมีตัวอย่างมาแล้วในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา ฟินแลนด์ เป็นต้น

เพราะเมื่อ “ปลูกเอง-ขายได้” ก็ไม่จำเป็นต้อง “ตัดเอาจากป่า” อีกต่อไป!!!

“ตอนนี้ตรงไหนที่ชาวบ้านปลูกจริง เราทำข้อมูลรับรองไว้ก่อนว่าอันนี้สักปลูกนะไม่ใช่สักป่า เราใช้เงิน อบต. ซื้อกล้ามาให้ด้วยนะ เขาเลยกล้าปลูก เราเริ่มกันในปี 2553 ถ้าตามหลักก็ตัดได้อีก 15 ปีขึ้นไป แล้วแต่พื้นที่ ซึ่งผมว่าลงทุนแล้วคุ้มนะ อย่างถ้ามีสัก 60 ต้น ใช้สร้างบ้าน 30 ต้น เหลืออีก 30 ต้น ถ้าอีก 10 ปีข้างหน้าไม้ต้นละ 20,000 คูณ 30 ก็ 600,000 ผมว่าก็น่าจะพออยู่สำหรับคนเฒ่าคนแก่ครับ” นายก อบต.แม่ทา กล่าวทิ้งท้าย

ผลจากความมุ่งมั่น..ชุมชนแม่ทาได้รับการยกย่องจากหลายหน่วยงาน อาทิ ได้รับรางวัลชุมชนหมู่บ้านต้นแบบปลอดเผาไร้ควันพิษ ปี 2552 จากกรมควบคุมมลพิษ, ได้รับการส่งเสริมให้เป็นศูนย์เรียนรู้ในโครงการตำบลสุขภาวะ ว่าด้วยระบบเกษตรแบบยั่งยืน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นต้น

เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “คนอยู่กับป่าได้” ถ้าหาก “บริหารจัดการเป็น”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

จอดรถขวาง…ตั้ง‘กรวย’กั้น เจ้าบ้าน-ผู้มาเยือน…ใครผิด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/226128

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เคยกันมั้ย!?!?!

กับการหา “ที่จอดรถ” บนถนน หรือริมทางสาธารณะในตรอกซอกซอยไม่ได้ เพราะเหลียวซ้ายเจอ “กรวย” แลขวาเจอ “แผงเหล็ก” พร้อมป้ายประกาศติดหรา “กรุณาอย่าจอดรถขวางประตู” กลายเป็นแบบฟอร์มที่เจ้าของบ้าน หรือห้างร้านต่างๆนำมาใช้ คล้าย “ประกาศศักดา” ว่าที่ตรงนี้ข้า “จอง”

แต่ก็มีให้เห็นบ่อยครั้งเช่นกันที่ผู้สัญจร “ดื้อแพ่ง” ใส่เกียร์เดินหน้าเคลื่อนรถเข้าไปจอด จน “ปะทะคารม” เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่าง 2 ฝ่าย กลายเป็น “ปัญหาโลกแตก” ที่มาพร้อมคำถามว่า…

“ใครผิด”!?!?!

“รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก” คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อธิบายว่า การนำ “กรวย” มาตั้งในที่สาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตน มีความผิดตามมาตรา 114 ของพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) จราจรทางบก 2522 ที่ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดวาง ตั้ง ยื่น หรือแขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจร แต่เจ้าพนักงานจราจรจะอนุญาตได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุอันจำเป็นและเป็นการชั่วคราวเท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติในวรรคหนึ่ง นอกจากจะมีความผิดตามมาตรา 148 แล้ว เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนรื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางดังกล่าวได้ ถ้าไม่ยอมรื้อถอนหรือเคลื่อนย้าย ให้เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจรื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายได้”

สำหรับ “มาตรา 148” กำหนดให้การกระทำความผิดดังว่าในมาตรา 114 ต้อง “ระวางโทษ” ปรับไม่เกิน 500 บาท นอกจากนั้นอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ที่กำหนดว่า “ผู้ใดไม่ได้รับอนุญาตอันชอบด้วยกฎหมายกีดขวางทางสาธารณะ จนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร โดยวางหรือทอดทิ้งสิ่งของ หรือโดยกระทำด้วยประการอื่นใด ถ้าการกระทำนั้นเป็นการกระทำโดยไม่จำเป็นต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท”

ส่วนการติด “ป้ายห้ามจอด” ถือเป็นการทำสัญญาณหรือเครื่องหมายจราจร ถ้ามิได้เป็นเจ้าพนักงานอาจจะมีความผิดตามมาตรา 28 และมีผลตามมาตรา 30 คือ…“มาตรา 28” ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงาน ทำ ติดตั้ง หรือทำให้ปรากฏซึ่งสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรในทางที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 21

“มาตรา 30” สัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรที่ทำ ติดตั้ง หรือทำให้ปรากฏในทางโดยฝ่าฝืนมาตรา 28 หรือมาตรา 29 เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจยึด รื้อถอน ทำลาย หรือทำให้สิ้นไปซึ่งสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรนั้นได้

“ทางออก” ของปัญหานี้…“รศ.ดร.เจษฎ์” แนะนำว่า เจ้าของบ้านและผู้สัญจรที่จะนำรถมาจอด ควร “อะลุ่มอล่วย” ต่อกัน โดยเจ้าของบ้านอาจ “แบ่งปัน”ด้วยการกำหนดขอบเขตพื้นที่จอดเอาไว้ ส่วนผู้จอดไม่ควรจอดขวางทางเข้า-ออก เพื่อไม่ก่อความเดือดร้อนแก่เจ้าของบ้าน

“การวางกรวยไม่ควรล่วงล้ำสิทธิผู้ใช้รถใช้ถนน ส่วนการจอดรถ ถ้าเป็นทางสาธารณะสามารถทำได้ตามสิทธิ แต่ถ้าจอดหน้าบ้านคนอื่นก็ไม่ควรจอดขวางหน้าบ้านเขา หรือจอดนานๆ ถ้ามีการตั้งกรวยขวางไม่ให้จอด แต่ผู้จอดต้องการจอดบริเวณนั้น ถ้าเป็นพื้นที่สาธารณะสามารถยกกรวยออกเพื่อจอดรถได้ ไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่อาจจะมีเรื่องกับคนตั้งกรวยได้ เว้นแต่เป็นการตั้งกรวยของเจ้าหน้าที่ ถ้าเคลื่อนย้ายจะมีความผิดได้” รศ.ดร.เจษฎ์ แนะนำ

สอดคล้องกับความเห็นของทนายความชื่อดังอย่าง “วันชัย สอนศิริ” ที่อธิบายว่า ไม่ว่าจะวางกรวย หรือติดป้ายแขวนห้ามจอดถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 เพราะตามกฎหมายจราจร “ห้าม” นำสิ่งกีดขวางใดๆมากีดขวางทางสาธารณะ ถ้าใครทำหมายถึง “เห็นแก่ตัว” เพราะเบียดบังทางสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งตำรวจ เทศกิจ หรือใครก็ตามที่เป็น “เจ้าพนักงาน” ตามกฎหมาย ถ้าปล่อยปละละเลย หรือเพิกเฉย อาจต้องถูกดำเนินคดีฐาน “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”

“ทนายวันชัย” อธิบายต่อว่า ยังมีกรณี “บ้านจัดสรร” ถ้าวางกรวยในทางสาธารณะถือว่ามีความผิดเช่นกัน เพราะถนนในหมู่บ้านเป็นของส่วนรวม ดังนั้น“นิติบุคคล” ต้องจัดการเรื่องนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยึดไปเป็นของตนเอง แต่ถ้านำป้ายแขวนที่ประตูรั้ว เจ้าของบ้านทำเพื่อบอกผู้จอดเท่านั้น ถ้าทำตามที่เจ้าของบ้านบอกก็จะไม่เดือดร้อนทั้ง 2 ฝ่าย

ขณะที่ “พ.ต.ท.นรินทร์โชติ พงษ์พิชานนท์” รอง ผกก.(จร.) สน.บางเขน ระบุว่า ตามข้อกฎหมายการที่เจ้าของบ้านนำ “กรวย” หรือสิ่งของอื่นๆมาตั้งไว้ที่บนถนนหน้าบ้านถือว่ามีความผิด เพราะถนนเป็น“พื้นที่หลวง” โดยจะมีความผิดข้อหา “กีดขวางทางจราจร” แต่ยอมรับว่าที่ผ่านมาตำรวจไม่ได้บังคับใช้กฎหมายเข้มงวดนัก ถ้าพบจะว่ากล่าวตักเตือน ซึ่งปัญหาเรื่องนี้พูดถึงก็น่าเห็นใจทั้ง 2 ฝ่าย

“เจ้าของบ้านก็ต้องเห็นใจผู้สัญจร ส่วนผู้สัญจรก็ต้องเห็นใจเจ้าของบ้าน เรื่องอย่างนี้ต้องใช้ความอะลุ่มอล่วยกันไป ในส่วนของเจ้าหน้าที่นั้นได้มีการประชาสัมพันธ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าถ้าจอดรถ แล้วทำให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดจะใช้มาตรการ คือ ล็อกล้อ เป็นต้น” รอง ผกก.(จร.) สน.บางเขน กล่าว

เรื่อง “กรวยๆ”…“กรุณาอย่าจอดรถขวางประตู” ว่ากันถึงตรงนี้ แม้ตามกฎหมายเจ้าของบ้าน หรือใครก็ตามไม่ได้ถือเป็น “ผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว” เพราะถนนถือเป็น “ทางสาธารณะ” เจ้าของบ้านไม่มีสิทธิใช้กรวยเป็นเครื่องแบ่งกั้นเขตแดน แต่ในมุมกลับกันแม้ทุกคนมีสิทธิจอดรถบนถนน แต่ต้องไม่ “ละเมิดสิทธิ”คนอื่น ไม่เช่นนั้น…เรื่องเล็กอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่!!!

ปัญหาจะไม่เกิด ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายใช้ความ “อะลุ่มอล่วย” เพราะ “ถนนหน้าบ้าน” ยังไม่มีกฎหมายข้อใดสั่งให้เว้นช่องว่างเอาไว้สำหรับให้เจ้าของบ้านเข้า-ออกเท่านั้น ดังนั้น “เจ้าของบ้าน” ไม่ควรใช้มาตรการวางกรวย หรือไม้ขวางอย่างกับเป็นตำรวจ เพราะมีความผิดไม่ว่าจะมีเจตนาเพื่อรักษาประโยชน์ตัวเองหรือไม่ ส่วน“ผู้สัญจร” ผู้ที่ต้องการจอดรถ ก็อย่าให้ “ความสะดวก” ของตัวเองไปสร้างความลำบากให้กับเจ้าของบ้าน เพราะแม้ไม่มีกฎหมายเอาผิดชัดเจนสำหรับคนจอดรถ…

แต่ “มารยาท” ถือเป็น “สมบัติผู้ดี” ที่ควรมีใน “สำนึก” มิใช่หรือ!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘คุกคามสื่อ-ข่มขู่ประชาชน’ ‘ฟ้องปิดปาก’บีบคั้น‘ห้ามแฉ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/225969

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ฟ้องปิดปาก” หมายถึงการที่บุคคลหรือองค์กรหนึ่งใช้กระบวนการทางศาลฟ้องคดีโดยไม่ได้มุ่งหวังแสวงหาความเป็นธรรม แต่เพื่อ “ข่มขู่” สื่อมวลชนหรือบุคคลอื่นๆ ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตน เน้นการทำให้เกิดคดีมากๆ เพื่อที่คู่กรณีจะได้ “ว้าวุ่น” อยู่กับการขึ้นโรงขึ้นศาล วิธีการดังกล่าวมักถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่บุคคลหรือองค์กรนั้นๆ ถูกตรวจสอบ “ความไม่ชอบมาพากล” บางอย่างจากสื่อมวลชนบ้าง ภาคประชาชนบ้าง

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดงานเสวนาเรื่อง “การฟ้องหมิ่นประมาท : จุดสมดุลระหว่างประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม” ซึ่งในงานดังกล่าว นายอานนท์ ชวาลาวัณย์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ (iLaw) ยกตัวอย่างคดี “ภูเก็ตหวาน” กรณี กองทัพเรือ ฟ้องหมิ่นประมาท สำนักข่าวภูเก็ตหวาน เนื่องจากเผยแพร่รายงานพิเศษจากสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) เรื่องทหารไทยรับผลประโยชน์จากการค้ามนุษย์ผู้อพยพทางเรือ

แม้ในเวลาต่อมาศาลจังหวัดภูเก็ตมีคำพิพากษา (คดีหมายเลขดำที่ 2161/2557) ให้ยกฟ้องจำเลย แต่ระหว่างการฟ้องร้องจำเลยก็ได้รับผลกระทบ มีความเสี่ยงถูกควบคุมตัวมาบีบคั้น ต้องหาเงินเพื่อประกันตัว ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ อีกทั้งทำให้เกิดความกลัวแก่ผู้ที่จะมาทำหน้าที่นักข่าวพลเมือง

ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบคือ “ความซ้ำซ้อน” ของกฎหมาย ดร.จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 “มาตรา 14” ว่าด้วยการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ อันเป็นข้อหาที่ “ยอมความไม่ได้” มักถูกใช้“ฟ้องพ่วง” กรณีหมิ่นประมาทไปด้วย

ซึ่งถือว่า “ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย” เนื่องจากมาตราดังกล่าวมีไว้เพื่อเอาผิดกับการ “ปลอมแปลงข้อมูล” เทียบเคียงกับการ “ปลอมแปลงเอกสาร” ทั่วๆ ไปที่อยู่นอกระบบคอมพิวเตอร์อีกทั้งความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาไม่ว่าด้วยช่องทางใดๆ ก็ตาม มีกฎหมายอื่นรองรับไว้อยู่แล้ว

นั่นคือ “ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328”!!!

เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ให้บริการเนื้อหาบนสื่อออนไลน์ ร้อยละ 80-90 ตัดสินใจ “เซ็นเซอร์ตนเอง” ด้วยเกรงว่าจะมีความผิด 3 กรณี คือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หมิ่นประมาท และละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะไม่อยากเสียทั้งเงินและเวลาไปกับการต่อสู้คดีความ เท่ากับปิดกั้นสาธารณชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารไปโดยปริยาย

ด้าน รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า แม้กลยุทธ์การฟ้องปิดปากจะถือเป็นปัญหา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่มาแก้ไข เพราะกฎหมายปัจจุบันอย่าง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 เปิดช่องให้แสดงความเห็นในกิจการสาธารณะได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 25 ขอให้ศาลชี้ขาดยุติคดีได้โดยไม่ล่าช้า เป็นต้น

“บ้านเราฟ้องหมิ่นประมาททางอาญาถูกนำมาใช้มาก เพราะถูกและดีในแง่ที่ว่าไม่มีค่าขึ้นศาล และมีคุกบีบให้ผู้ถูกฟ้องมาจ่ายค่าเสียหาย ถ้าฟ้องทางแพ่งไม่มีใครกลัว เพราะไม่มีก็ไม่จ่าย แต่การฟ้องอาญาไม่มีประโยชน์กับสาธารณะเลย เพราะทำคนไม่กล้าติดตามเรื่องสาธารณะ และรัฐก็ต้องมาจ่ายแพงกว่ามาก ถ้าทำกันเยอะๆ ก็เท่ากับขัดขวางการแสดงความเห็นในเรื่องสาธารณะ ทำให้กิจการสาธารณะไม่โปร่งใส”อาจารย์ปกป้อง ให้ความเห็น

แม้ว่าการฟ้องคดีจะเป็น “สิทธิ” ที่พึงกระทำได้ตามกฎหมาย แต่เจตนารมณ์ของกระบวนการยุติธรรมคือ “อำนวยความเป็นธรรม” มิใช่เป็นเครื่องมือให้ผู้ใดนำไปใช้ “ข่มขู่คุกคาม” ผู้ตั้งข้อสังเกตในประเด็นที่มีผลกระทบต่อสังคมและการทำแบบนี้นอกจากจะไม่ทำให้ชื่อเสียงดีขึ้นแล้ว ยังมีแต่จะแย่ลงอีกด้วย

เมื่อเทียบกับ “การทำให้โปร่งใส” ชี้แจงได้ชัดเจน“ทุกข้อข้องใจ” !!!

SCOOP@NAEWNA.COM

แก้ปัญหาวัยรุ่น‘ท้อง-ทำแท้ง’ กฎหมายมี..แต่สังคมต้องช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/225715

วันศุกร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

โปสเตอร์รณรงค์ “หยุดพ่อแม่วัยรุ่น” โดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์

“แม่วัยใส-ท้องไม่พร้อม” ปัญหาสำคัญของไทย ย้อนไปเมื่อต้นปี 2557 พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ เปิดเผยว่า ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2556 ประเทศไทยมีหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี ตั้งครรภ์สูงถึง 54 คนต่อประชากรวัยรุ่นแสนคน สูงกว่าเกณฑ์ที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดว่าไม่ควรเกิน 15 คน ต่อประชากรวัยรุ่นแสนคน

ไม่เพียงเท่านั้น..ข้อมูลจาก สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์กรมอนามัย ระบุว่า อัตราส่วนการคลอดในหญิงอายุ 15-19 ปีเท่ากับ 53.8 คนต่อประชากรหญิงวัย 15-19 ปีพันคน นอกจากนี้ยังพบอีกว่า มีการทำคลอดในหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปีจำนวน 3,725 ราย รวมถึงมีการตั้งครรภ์ซ้ำและคลอดอายุในกลุ่มผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน 15,443 ราย โดยหากเทียบกันในกลุ่มประชาคมอาเซียน 10 ชาติ ไทยนั้นเป็น “อันดับ 2” ในอาเซียนที่มีแม่วัยใส รองจากอันดับ 1 คือ “ลาว” ซึ่งอยู่ที่ 56 คน ต่อประชากรวัยรุ่นแสนคน

อันดับแบบนี้ “คงไม่มีใครอยากได้”!!!

เช่นเดียวกัน..ปัญหา “ท้องไม่พร้อม” มักมาพร้อมกับ“ทำแท้งเถื่อน” ดังที่เมื่อหลายปีก่อนมีข่าวพบซากทารกนับพันซุกซ่อนอยู่ในวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่ามาจากคลินิกทำแท้งเถื่อน ขณะเดียวกันก็มีข่าวเป็นระยะๆ ว่ามีวัยรุ่นไปใช้บริการคลินิกเหล่านี้แล้ว “เสียชีวิต” เนื่องจากการทำแท้งในสถานที่ดังกล่าวใช้วิธีการที่เป็นอันตราย ทั้งนี้สาเหตุสำคัญของการต้องแอบไปทำแท้ง เพราะสังคมไทยมองผู้หญิงทั้งที่ “ทำแท้ง” และ “ท้องก่อนแต่ง” ในทางลบ

โดยเฉพาะการ “ท้อง-แท้งในวัยเรียน”!!!

รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เคยเขียนบทความ “ทลายความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง” อ้างถึงคำกล่าวของ ธาวิต สุขพานิช ซึ่งเป็นอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ปัจจุบันเกษียณแล้ว) ที่ระบุว่า กฎหมายลักษณะผัวเมียของไทยในอดีต“ไม่เอาผิดผู้หญิงที่ทำแท้ง” โดยสมัยนั้นใช้คำว่า “รีดลูก” ขณะที่ความผิดฐานทำแท้งเพิ่งเกิดขึ้นมาพร้อมกับ ประมวลกฎหมายอาญา ปี 2499 หรือเมื่อ 60 ปีมานี้เองเท่านั้น

“ทำแท้ง=หญิงชั่ว” จึงไม่น่าใช่ค่านิยมดั้งเดิม”!!!

ปัญหา “ท้อง-แท้ง ในวัยรุ่น” กลายเป็น “วาระแห่งชาติ” ถึงขนาดต้องมีกฎหมายขึ้นมาเป็นการเฉพาะ คือ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นพ.ศ.2559 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 30 มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ในอีก 120 วันให้หลัง ซึ่งสาระสำคัญ “มาตรา 5” ระบุว่า “วัยรุ่นมีสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง” ในหลายเรื่องที่เกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์ อาทิ การได้รับข่าวสารและความรู้ การได้รับบริการ รักษาความลับและความเป็นส่วนตัว เข้าถึงสวัสดิการสังคม เป็นต้น

เมื่อประกอบกับ “มาตรา 7 (2)” ว่าด้วยหน้าที่ของ “สถานบริการ” อันหมายถึงสถานพยาบาลต่างๆ ไว้ว่า จัดให้มีบริการให้คำปรึกษาและบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ได้มาตรฐานสำหรับผู้รับบริการซึ่งเป็นวัยรุ่น และสอดคล้องกับสิทธิตามมาตรา 5 รวมถึงระบบ “ส่งต่อ” เพื่อให้ได้รับสวัสดิการที่เหมาะสมอย่างครบวงจร

ทว่า “ความท้าทาย” เกี่ยวกับสิ่งที่แม้กฎหมายนี้จะกำหนดไว้ แต่เมื่อถึงเวลาบังคับใช้จริงอาจมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่ที่ “มาตรา 6” ซึ่งระบุว่า สถาบันการศึกษาต้องจัดให้มีการสอน “เพศศึกษา” รวมถึงจัดหาและพัฒนาทั้ง “หลักสูตร-บุคลากร” ให้มีความรู้และทักษะในการให้คำแนะนำปรึกษา สำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นกับผู้เรียน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า..

“เพศ” เป็นเรื่อง “ห้ามพูด” ในสังคมไทย!!!

“เวลาเรานำเสนอเรื่องสุขภาพหรือปัญหาทางเพศ มันจะถูกนำเสนอในแง่ลบตลอด ให้รู้สึกว่าอันตรายน่ากลัว นำมาซึ่งปัญหา จะทำยังไงให้สังคมไทยมองเรื่องเพศเชิงบวกมากขึ้น ซึ่งพอเป็นแบบนี้ มันก็จะไปตกร่องที่ว่า..เอ้า! ต่อไปนี้เราจะพูดเรื่องเพศยังไงก็ได้ใช่ไหม? ไม่มีข้อห้ามใช่ไหม?..”

จิตติมา ภาณุเตชะ ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่กล่าวในงานเสวนาว่าด้วยผลสำรวจของมีเดียมอนิเตอร์ เมื่อปลายเดือนเม.ย. 2559 ว่าด้านหนึ่งรายการบันเทิงในช่องโทรทัศน์ของไทย เต็มไปด้วยเนื้อหา “สองแง่สองง่าม” แต่อีกด้านหนึ่ง สังคมไทยกลับไม่ยอมให้มีการสอนเพศศึกษาในลักษณะ“สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง” อย่างตรงไปตรงมา

เพราะกลัวจะเป็นการ “ชี้โพรงให้กระรอก”!!!

จิตติมา ยกตัวอย่าง “เพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น” จะห้ามไม่ให้มีก่อนวัยอันควรได้หรือไม่? แต่หาก “ไม่ได้” แล้วจะมีอย่าง “ไม่ก่อปัญหา” ทั้งกับตนเองและคนรอบข้างได้อย่างไร? ซึ่งไม่ใช่แค่การรู้ว่า“ถุงยางอนามัย” สามารถป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์เท่านั้นแต่ต้องมีทักษะในการ “ปฏิเสธ” การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยได้ด้วย

“การรู้เท่าทันเรื่องเพศมันหมายถึง..อันที่หนึ่งต้องเข้าใจตนเอง เข้าใจสังคม อันที่สองต้องมีข้อมูลที่เพียงพอที่จะทำให้ตัวเองปลอดภัยได้อันที่สามคือทักษะที่จะสื่อสาร ต่อรอง ปฏิเสธ ถ้าองค์ประกอบทั้ง 3 นี้ครบถ้วนมันก็จะทำให้คนใช้ชีวิตทางเพศได้ปลอดภัยมากขึ้น” ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สสส. ฝากข้อคิด

สำหรับ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่29 ก.ค. 2559 เป็นต้นไป ส่วนจะ “ลด-แก้” ปัญหาแม่วัยรุ่นท้องไม่พร้อม รวมถึงทำแท้งเถื่อนได้มากน้อยเพียงใด? ยังเป็นเรื่องที่ต้องตามดูกันต่อไป แต่สิ่งที่ต้อง “ตระหนัก” คือในขณะที่ด้านหนึ่งสังคมไทยมองเรื่องเพศศึกษาเป็นเรื่อง “น่าอับอาย” ห้ามพูดถึง แต่อีกด้านหนึ่งโลกของการสื่อสารไปไกลถึงขั้นออนไลน์ “ไม่มีใครควบคุมได้” เด็กและเยาวชนเข้าถึงสื่อลามกและความเชื่อทางเพศที่ผิดๆ ได้ง่ายเพียงแค่ “คลิกเดียว” บนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ

ฉะนั้นแค่ “มีกฎหมาย” ปัญหาก็อาจไม่จบ..หาก “ทัศนคติ” สังคมไม่เปลี่ยนตาม!!!

หมายเหตุ : อ่านกฎหมายฉบับเต็มได้ที่ http://library2.parliament.go.th/giventake/content_nla2557/law30-310359-1.pdf

SCOOP@NAEWNA.COM

ถอดบทเรียน‘เขายายดา’ สถานีรักษ์น้ำ…เพื่ออนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/225541

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

เพราะ “ต้นไม้ต้องรักน้ำ” เป็นของคู่กัน…การจะมีน้ำอุดมสมบูรณ์ก็ต้องมีป่าที่สมบูรณ์ด้วย แต่นับวันผืนป่ายิ่งถูกทำลาย หลายแห่งกลายเป็นภูเขาหัวโล้น เมื่อป่าหาย…สายน้ำก็เหือดแห้ง นำมาซึ่งความเดือดร้อนที่ส่งผลกระทบถึงผู้คนในชุมชน กลายเป็น “บทเรียน” ที่ทำให้หลายพื้นที่หันกลับมา “รักษ์ป่าและน้ำ” มากขึ้น

“เขายายดา”…

ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของพื้นที่ที่ประสบปัญหาข้างต้น โดย “เขายายดา” อยู่ในเขต ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง มีพื้นที่ถึง 28,937 ไร่ ถือเป็นแหล่งผลิต“ออกซิเจน” ที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก ถือเป็น “ปอด” ของชาวระยอง แต่ประสบกับปัญหาป่าต้นน้ำถูกบุกรุกทำลาย ส่งผลให้ “สายน้ำ” แห้งขอด เกิดการขาดแคลนน้ำ ชุมชนโดยรอบได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

แต่นั่นคือเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ก่อนที่ชุมชนจะตระหนัก และหันกลับมาร่วมกันพลิกฟื้นผืนป่าและสายน้ำ ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)หรือเอสซีจี ผ่านโครงการ “เอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต” หลังจากนั้น 9 ปีผ่านไป จากป่าเสื่อมโทรม…

ชุมชนเขายายดาและภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันพัฒนาป่าต้นน้ำด้วยจิตสำนึกและเครื่องมือต่างๆ โดยเฉพาะการสร้าง “ฝายชะลอน้ำ” วันนี้เขายายดากลายเป็นแหล่งต้นน้ำที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทุกสรรพชีวิต และพร้อมจะเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้แก่สาธารณชนทั่วไปในรูปแบบ “แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” อันเป็น “ต้นแบบ” การบริหารจัดการน้ำที่ครอบคลุมทั้งระบบ สอดประสานอย่างกลมกลืนไปกับ “วิถีชุมชน”

“ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล” ที่ปรึกษาโครงการแหล่งเรียนรู้เชิงนิเวศเขายายดา บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด กล่าวว่า เขายายดาถือเป็นป่าต้นน้ำระดับคุณภาพชั้นที่ 1และ 2 ที่เหลืออยู่ และตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองระยองมากที่สุด เปรียบเสมือน “ปอด” ขนาดใหญ่ ที่มีต้นไม้เป็นดั่ง “เครื่องฟอกอากาศ” ผลิตอากาศบริสุทธิ์ให้ชาวระยองและจังหวัดใกล้เคียงให้มีพื้นที่ “หายใจ” ได้อย่างชุ่มปอด นอกจากนี้ยังเป็นดั่ง “ซูเปอร์มาร์เก็ต” ของชุมชน เพราะเป็นแหล่งอาหาร ยาอุปกรณ์สร้างบ้าน ที่ชาวบ้านหยิบมาใช้ได้

แต่ในอดีตชาวบ้านกลับคิดแต่จะ “ตักตวง” ผลประโยชน์จากป่า ทั้งตัดไม้มาสร้างบ้าน เก็บของป่ามาขาย แผ้วถาง-เผาป่าเพื่อทำการเกษตร ส่งผลให้ป่า “เสื่อมโทรม” ความอุดมสมบูรณ์ที่มีเริ่มหายไป เกิดปัญหา “น้ำขาด-น้ำเกิน” ถึงขั้นวิกฤติ ชาวบ้านทำการเกษตรไม่ได้

“หลังจากได้ศึกษาปัญหา จึงชักชวนชาวบ้านมาร่วมแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างฝายเพื่อกักเก็บน้ำและฟื้นฟูป่า รวมถึงมีกระบวนการสร้างทักษะการคิดแก้ไขปัญหาในชุมชนบนฐานของการพึ่งพาตนเอง จากการรวมพลังชุมชนสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริกว่า 2,500 ฝาย ส่งผลให้ระบบนิเวศค่อยๆฟื้นตัวขึ้น มีน้ำอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรตลอดทั้งปี ชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างมีความสุข” ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าว

ด้าน “นายอาสา สารสิน” ประธานคณะกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี เล่าถึงความเป็นมาของ “สถานีรักษ์น้ำ เขายายดา” ว่า ในอดีตเขายายดาประสบปัญหาป่าไม้เสื่อมโทรม เกิด “วิกฤติภัยแล้ง” ชาวบ้านได้รับผลกระทบในทุกมิติ กระทั่งปี 2550 เอสซีจีได้ลงพื้นที่ศึกษา ผสมผสานการบูรณาการทางความคิดร่วมกับกลุ่มชาวบ้านผนวกกับทางองค์กรมีนโยบายให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำในทุกท้องถิ่น จึงน้อมนำแนวพระราชดำริการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นต้นแบบทางความคิด ตกผลึกสู่โครงการ “SCG รักษ์น้ำเพื่ออนาคต” ที่มุ่งสนับสนุนชุมชนสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อคืนความชุ่มชื้นให้ผืนป่า ส่งผลให้ชุมชนมีน้ำกินน้ำใช้ตลอดทั้งปี

“สถานีรักษ์น้ำเขายายดา เป็นการถอดบทเรียนการทำงาน และรวบรวมองค์ความรู้ที่ได้จากการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างคุณภาพชีวิตของชุมชนให้ดีขึ้นบนกรอบพื้นฐานความเข็มแข็งและยั่งยืนด้วยตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการจุดประกายให้ผู้มาเยือนเกิดการเรียนรู้ เพื่อนำแนวทางการปฏิบัติของสถานีรักษ์น้ำเขายายดาไปต่อยอดในชุมชนต่างๆทั่วประเทศ” นายอาสา กล่าว

ส่วน “นายสมศักดิ์ สุวรรณจิต” ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า ระยองเป็นจังหวัดนำร่องที่ภาครัฐต้องการพัฒนาให้เป็น “เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” ภายในปี 2561 สอดคล้องกับโครงการ SCG รักษ์น้ำเพื่ออนาคตที่เข้ามาเป็นกลไกทางความคิดครั้งสำคัญในการพลิกฟื้นพื้นที่แห่งนี้ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ยกระดับเป็น“สถานีรักษ์น้ำ เขายายดา” แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งใหม่ของ จ.ระยอง เป็นตัวอย่างความร่วมมือระหว่างองค์กรและชุมชน ที่ช่วยส่งเสริมเป้าหมายของจังหวัดได้เป็นอย่างดี

ด้าน “ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า วันหนึ่งมีฝนตกลงมาที่ยอดเขายายดา พระองค์จึงคิดที่จะปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก แต่ใช้น้ำปลูกแทน ทรงคิดว่าในเมื่อเราไม่มีอ่างเก็บน้ำแต่เรามีป่าซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บน้ำชั้นยอด ทันทีที่น้ำไหลจากที่สูงสู่พื้นราบ เข้าสู่ชุมชน น้ำใต้ดินจะซึมเข้าเรือกสวนไร่นาของชาวบ้าน ถ้าจะให้ดีเกษตรกรควรสร้างสระน้ำในสวน หรือในพื้นที่ เพื่อเก็บกักน้ำในหน้าฝนอีกชั้นหนึ่ง

“เมื่อน้ำเข้าสู่ชุมชนจะกลายเป็นน้ำเสีย เราก็มีสระน้ำที่ช่วยบำบัดน้ำเสียโดยปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางธรรมชาติ คือ ใช้แสงแดด สายลม และออกซิเจนในอากาศเข้าไปบำบัด ธรรมชาติจะใช้แสงแดดฆ่าเชื้อ ให้น้ำตกตะกอน เมื่อน้ำใสแล้วนำมาบำบัดโดยพืช จากนั้นปล่อยน้ำเข้าสู่ป่าชายเลนให้กรองอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่ต้องซื้อโรงงานบำบัด” ดร.สุเมธ กล่าวทิ้งท้าย

“สถานีรักษ์น้ำ เขายายดา”…

ถือเป็นสถานีรักษ์น้ำสถานีแรกใน จ.ระยอง รวมทั้งเป็นสถานีรักษ์น้ำแห่งที่ 3 ของประเทศไทย จากวันแรกของการลงมือปฏิบัติสร้างฝายชะลอน้ำ จวบจนถึงปัจจุบัน ช่วยให้ชุมชนเขายายดามีความเข้มแข็ง สร้างรายได้จากการเพาะปลูกผลไม้ ที่สำคัญ…บริเวณแห่งนี้อยู่ใกล้กับชุมชนเมืองถือเป็นโอกาสที่ดีในการฟื้นฟูชุมชนเมืองให้มีบรรยากาศที่บริสุทธิ์เปรียบเสมือนดั่ง “ป่าในเมือง” ที่อยู่ด้วยกัน และพึงพาอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก

SCOOP@NAEWNA.COM

‘แทงบอล’ไม่ใช่เรื่องสนุก!! จาก‘ผีพนัน’สู่‘โจร-อันธพาล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/225369

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ผมเชื่อนะ อย่างน้อยๆ ร้อยละ 20 ต้องมีคดีเกิดขึ้นแน่ๆ เห็นคนรู้จักเขาก็เล่นกัน เล่นกันตั้งแต่นัดเปิดสนาม อย่างเมื่อคืนก็พลิกล็อก โพสต์ลงเฟซกันเต็มเลย คงจะโดนกันเยอะ”

เสียงสะท้อนจาก ดอท ชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยตกเป็น “ทาสการพนัน” กล่าวในเวทีเสวนา “บอลจบแต่หนี้พนันไม่จบ
ระวังฆาตกรรมและความสูญเสียซ้ำรอย” จัดโดย เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน ร่วมกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อ 11 ก.ค. 2559 ณ โรงแรมมิราเคิล
แกรนด์ ถ.วิภาวดีรังสิต หลักสี่ กทม. ถึงสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป “ยูโร 2016” ปิดฉากลง ด้วย
ผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่ “เหนือความคาดหมาย” ของบรรดาเซียน

“โปรตุเกส” สร้างปาฏิหาริย์..ล้มเจ้าภาพ “ฝรั่งเศส” ทีมเต็งแชมป์ด้วยสกอร์ “1-0”!!!

ทั้งที่ดาวเด่นอย่าง “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” บาดเจ็บจนต้อง “ถอนตัว” ตั้งแต่ครึ่งแรก!!!

ดอท เล่าว่า ชีวิตตนผ่านมาแล้วทุกรูปแบบ ตั้งแต่ “ผู้เล่น” “เด็กเดินโพย” จนถึงขั้นตั้งตัวเป็น “เจ้ามือ” โดยมองว่าทุกอย่างมัน “สะดวก” กว่าการพนันชนิดอื่นๆ แค่มีเงินอย่างเดียวก็เล่นได้หรือเปิดโต๊ะรับพนันได้ หลายครั้ง “เล่นพนันโดยไม่เคยชมการแข่งขัน” เสียด้วยซ้ำไป อีกทั้งยัง “ได้เงินง่าย” กระทั่งเวลาผ่านไป “หายนะ” ก็เริ่มมาเยือน ซึ่งเขาให้นิยามของคนที่อยู่ในแวดวงพนันฟุตบอลไว้ว่า..

ขาข้างหนึ่งอยู่กับยมบาล..ส่วนอีกข้างอยู่ในคุก!!!

อดีตผีพนันรายนี้ เล่าต่อไปว่า กว่า 2 ปีที่อยู่ในวงการ พบว่า เงินที่ได้ไม่ยั่งยืน หรือเป็น “เงินร้อน” ได้มาเร็วก็หมดไปเร็ว วันนี้ถืออยู่หลักแสน พรุ่งนี้อาจเหลือแค่หลักหมื่น และ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ถึงขั้นเคย “ถูกอุ้ม” ไปทำร้ายร่างกายมาแล้วถึง 2 ครั้ง ทั้งจากเจ้าหนี้หนหนึ่ง และลูกหนี้อีกหนหนึ่ง แต่เคราะห์ดีที่รอดมาได้

“ทุกวันนี้ยังนึกอยู่เลยเวลาไปพูดตามเวทีต่างๆ ว่าโชคดีนะที่รอดมาได้” เขากล่าว

ทว่าแม้จะถูกอุ้มก็แล้ว หรือเป็นหนี้หลักแสนบาทจนต้องเลิกเป็นเจ้ามือก็แล้ว แต่ก็ยังเล่นต่อ “ไม่เข็ด” เพราะความอยากได้เงิน
สุดท้ายเล่นแล้วเมื่อติดหนี้มากๆ ก็ต้องหนีไปต่างจังหวัด ไปเจอเพื่อนที่เป็น “โจรขโมยรถ” และก็เป็นผีพนันฟุตบอลเหมือนกัน ระหว่างที่หนีนั้นเอง “พ่อ” ของเขากลายเป็น “ผู้รับเคราะห์แทน” ต้องขายสมบัติขายข้าวของในบ้านเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ให้ ส่วนตัวของ ดอท ที่ยังคงเล่นพนันต่อไปก็เริ่ม “ถลำลึก” ลงไปเรื่อยๆ

ไม่มีเงินเล่นก็แค่ “ขโมย-ชิงทรัพย์” กระทั่ง “ถูกรวบ” เข้าซังเต!!!

“พอเล่นไปก็ถึงจุดดับ คือไปทำเจ้าทุกข์เสียชีวิต แต่ถึงจะโดนจับเข้าไปอยู่ในสถานพินิจหรือเรือนจำ หนี้ก็ยังคงอยู่แล้วพ่อก็ต้องเป็นคนจ่าย มันทำให้ผมคิดว่าคนที่เขาไม่รักเรา คือผมนี่อยู่กับพ่อ จำความได้ก็เห็นหน้าพ่อเป็นคนแรก แต่ผมไม่เคยคิดว่าพ่อรักผม ผมก็เลยเลือกที่จะอยู่กับเพื่อนมากกว่า” ดอท เล่าไว้เป็นอุทาหรณ์

เช่นเดียวกับ นิว ชายหนุ่มอีกรายที่ระบุว่า ก่อนหน้าที่ฟุตบอลยูโร 2016 รอบชิงชนะเลิศจะเริ่มแข่ง ฝรั่งเศสเจ้าภาพถือว่า “เป็นต่อ” โปรตุเกสในแทบทุกด้าน แต่เมื่อผลออกมา “หักปากกาเซียน” เช่นนี้ หลายคนที่อยู่ในวงจรการพนันฟุตบอลอาจจะ “จบไม่สวย” ถูกไล่ล่าตามทวงหนี้

หลายคนอาจจะมองว่าการ “เล่นพนันกับเพื่อน” เป็นเรื่องสนุก แต่สำหรับ นิว แล้วเขาบอกว่า “ไม่ขำ” จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เริ่มเล่นพนันกับกลุ่มเพื่อนๆ หรือกลุ่มที่เคยเห็นหน้าค่าตากัน เพราะมองว่าได้เงินง่ายกว่าแทงพนันกับ
โต๊ะพนัน เนื่องจาก “ประกบเงิน” วางกันต่อหน้า ชมการถ่ายทอดสดลุ้นผลไปพร้อมกัน..

ถ้าใครบอกว่า “เล่นแค่นี้ไม่ติด” ขอให้รู้ไว้ว่า “คิดผิดถนัด”!!!

“ตอนเล่นก็คิดแค่ว่าจะเอาเงินไปซื้อของที่อยากได้ แต่ไปๆ
ก็เริ่มฝังลึก เริ่มติด ทีนี้วันไหนไม่ได้เล่นก็จะหงุดหงิด โมโหง่าย ผมเล่นแค่ 5-6 เดือน วงเงินก็เพิ่มจากหลักร้อยเป็นหลักหมื่น บางทีก็ลงขันกับเพื่อน มีช่วงหนึ่งโรงเรียนผมไม่เคยไปเลยทั้งเทอม เอาเงินมาเล่นการพนันหมด” นิว ระบุ

จากเริ่มต้นแค่การพนัน “เส้นทางมืด” สายนี้ได้นำพา นิว
ไปสู่การเป็น “นักเลงอันธพาล” ระยะหลังๆ ที่เงินเริ่มร่อยหรอ จากที่เป็น “เจ้าหนี้ใจดี” บอกลูกหนี้พนันว่ามีเมื่อไรค่อยมาใช้ ก็เริ่มเข้าสู่ “สายโหด” ไล่ทวงหนี้คนที่เสียพนันให้กับตนบ้าง ทว่าคู่กรณีก็เป็น “ขาใหญ่” มีพวกมากเช่นกัน ทำให้มีเรื่องทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ จากแค่ชกต่อยด้วยมือเปล่าก็ลุกลามไปจนถึงขั้นใช้ปืนผาหน้าไม้

และท้ายที่สุดก็ “ถูกจับ” เพราะไปทวงหนี้แล้ว “ฆ่า” คู่กรณีตาย!!!

“ผมก็ทำอยู่อย่างนั้น 5-6 เดือน ไล่กันไปไล่กันมา สรุปเงินไม่ได้สักบาท ส่วนคนที่ติดเงินผมก็เสียชีวิต เพราะผมเข้าไปยิงที่บ้าน คือเข้าไปทวงหนี้ ไปกับเพื่อน 4-5 คน แต่ตอนถูกจับผมโดนคนเดียว จากที่คิดว่าการพนันเป็นเรื่องเล็ก ไม่นึกว่ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ แม่ผมก็ไม่รู้เลยว่าผมเล่นการพนัน โกหกแม่ทุกอย่าง บอกขอเงินไปทำรายงานบ้างอะไรบ้าง คือผมเป็นลูกคนเดียว ก็ให้ผมทุกอย่าง พอวันที่ผมอยู่ สน. เพื่อนที่ไปกับผมไม่มีใครมาเลย มีแต่แม่ผมที่มา เขามายืนร้องไห้ต่อหน้าผม” วัยรุ่นรายนี้ ฝากเรื่องเล่าของตนไว้เป็นบทเรียน

ด้าน ณัฐพงษ์ สำเภาแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน เปิดเผยว่า ผลการสำรวจเด็กและเยาวชนในสถานพินิจ 7 แห่ง ระหว่างวันที่ 17-30 มิ.ย. 2559 รวม 1,261 คน เกี่ยวกับพฤติกรรมการเล่นพนันฟุตบอลของวัยรุ่น พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่ง หรือร้อยละ 42.40 ระบุว่าเคยเล่นพนันฟุตบอล อาทิ ฟุตบอลโลก ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ยูโร) รวมถึงฟุตบอลลีกสโมสรของประเทศต่างๆ

เมื่อถามต่อไปว่า เล่นกันด้วยวิธีใดบ้าง ส่วนใหญ่ร้อยละ 57.76 ระบุว่า เล่นกับเพื่อน รองลงมา ร้อยละ 24.87 เล่นกับโต๊ะรับพนัน และร้อยละ 16.19 เล่นผ่านเว็บไซต์การพนันออนไลน์ ในจำนวนนี้ ร้อยละ 44.25 หรือส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่างที่เคยเล่น ระบุว่า เล่นทุกวันที่มีการแข่งขัน รองลงมา ร้อยละ 24.70 เล่นเฉลี่ย 2 ครั้งต่อสัปดาห์หรือมากกว่า และอันดับ 3 คือ เล่นเฉลี่ย 2 ครั้งต่อเดือนหรือมากกว่า ร้อยละ 16.98 แต่ที่น่าห่วงที่สุด..

ร้อยละ 57.80 หรือ “กว่าครึ่ง” มองว่า “พนันบอลไม่ใช่ปัญหาสังคม”!!!

“จากการสำรวจการเข้าถึงหรือการเข้าไปเล่นพนันของเด็กและเยาวชน ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านอาจจะคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ ว่าเด็กอายุช่วง ม.ต้น หรือ ม.ปลาย ก็เข้าไปสู่วงจรการพนันแล้ว จากแบบสอบถาม เด็กสี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์เคยเล่นพนัน เห็นแล้วว่าเด็กเข้าสู่วงการพนันตั้งแต่อายุยังน้อย และสาเหตุก็มาจากช่องทางที่หลากหลาย เข้าถึงได้ง่าย นี่ถือเป็นแรงใจจูงที่ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าสู่การพนันได้ง่ายขึ้น” นายณัฐพงษ์ ฝากทิ้งท้าย

ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้การเสพติดการพนันเป็น “พฤติกรรมผิดปกติทางจิต” ชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการ “หมกมุ่น” อยากเล่นการพนันอยู่ตลอดเวลา หากไม่ได้เล่นจะมีอาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ ไม่ต่างจากผู้ติดยาเสพติด ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาอย่าง ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม เคยให้ความเห็นว่า ผู้ที่เล่นจนถึงระดับ “ผีพนันเข้าสิง” จะอยู่ในสภาวะที่ “หลงผิด” ต้องรอให้หมดเนื้อหมดตัวหรือเป็นหนี้ก่อนจึงสำนึกได้

ฉะนั้นถ้า “ไม่เคยเล่นก็อย่าลอง” แต่ถ้าเล่นแล้วเริ่มติด “รีบไปรักษา” อย่าปล่อยให้บานปลาย!!!
SCOOP@NAEWNA.COM

คนไทย‘ป่วย-ตาย’โดยไม่ควร แค่‘เปลี่ยนนิสัย’ก็ลด‘สูญเสีย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/225180

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ทรัพยากรมนุษย์” ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติเห็นได้จากบางประเทศแม้ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากนัก แต่สามารถเป็น “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ” ระดับโลกได้ เพราะประชากรแต่ละคนมี “ศักยภาพสูง” สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ ขณะที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (2530-2534) เป็นต้นมา ทว่าก็ยังมีอุปสรรคหลายประการที่ “บั่นทอน” การพัฒนา

1 ในนั้นคือภาวะ “เจ็บ-ตาย-พิการ” โดยไม่จำเป็น!!!

6 ก.ค. 2559 มีการจัดเวทีเสวนา “เปิดผลสำรวจสถานการณ์ปีแห่งการสูญเสียสุขภาวะ” ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ซึ่งสำรวจเมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา โดย ทพญ.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ หัวหน้าแผนงานการพัฒนาดัชนีภาระทางสุขภาพเพื่อการพัฒนานโยบาย สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ อธิบายว่า เกณฑ์การคำนวณจะคิดจาก “อายุขัยเฉลี่ย” ของคนไทย โดยหากไม่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือสูญเสียศักยภาพไปเพราะความพิการ-เจ็บป่วยเรื้อรังจากโรคต่างๆ จนทำงานไม่ได้เต็มที่ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ชาติได้อีกมาก

“เมื่อเราคำนวณออกมาเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ความสูญเสียจะอยู่ที่ 9.3 แสนล้านบาท ในปี 2556 ซึ่งในปีนั้น GDP เราอยู่ที่ 13.3 ล้านล้านบาท ความสูญเสียนี้มูลค่ามหาศาลถึง 7.2 เปอร์เซ็นต์ของ GDP” ทพญ.กนิษฐา กล่าว

เมื่อดูสาเหตุของการสูญเสียในภาพรวม พบว่า “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” (NCDs) เช่น มะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน และโรคระบบทางเดินหายใจ “ทำลายชีวิตคนไทยมากที่สุด” ถึงร้อยละ 70 คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 3.1 แสนล้านบาท แต่หากแยกเป็นเพศพบว่า “อุบัติเหตุบนท้องถนน” เป็นสาเหตุความสูญเสียของ “เพศชาย” ในอันดับต้นๆ มากกว่าเพศหญิง ขณะที่เพศหญิงจะมีสาเหตุของความสูญเสียจากโรค NCDs มากกว่าเพศชาย

หากจำแนกเป็นช่วงอายุ เพศชาย มีความเสี่ยงตั้งแต่“เริ่มแตกเนื้อหนุ่ม” โดยจากสถิติพบว่า เพศชายสูญเสียจากอุบัติเหตุในช่วง “วัยรุ่น” (อายุ 15-29 ปี) มากที่สุด คือ 27.6 คนต่อประชากร 1,000 คน รองลงมาเป็น“วัยผู้ใหญ่” (อายุ 30-44 ปี) อันเป็นวัยที่ควรจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ 24.1 คนต่อประชากร 1,000 คน และเมื่อเข้าสู่วัยกลางคนจนถึงวัยชรา (อายุ 45 ปีขึ้นไป) จะเริ่มสูญเสียจากโรค NCDs ตามลำดับ ส่วน เพศหญิง ในช่วงวัยรุ่นและวัยทำงานจะไม่พบความสูญเสียทางสุขภาพมากนัก แต่จะไปพบเมื่อเข้าสู่ “วัยทอง” หรืออายุ 45 ปีขึ้นไป จากโรคNCDs เป็นหลัก

ทั้งนี้เมื่อดูอันดับความสูญเสียจากสาเหตุต่างๆ ก็พบว่าหลายเรื่อง “น่าจะควบคุมได้” จากการลดปัจจัยเสี่ยงในชีวิตประจำวัน อาทิ การสูบบุหรี่ (มะเร็งหลอดลมและปอด,โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคหลอดเลือดสมอง) การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (อุบัติเหตุทางถนน,มะเร็งตับ, ภาวะตับแข็ง) ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน (โรคหัวใจขาดเลือด, โรคหลอดเลือดสมอง, เบาหวาน)

“สาเหตุจากโรค NCDs ซึ่งน่าจะเป็นโรคที่เราสามารถเลือกทางเดินชีวิตของเราได้ เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อที่จะลดโรคเหล่านี้ได้ อย่างในผู้ชายก็จะเป็นพฤติกรรมการใช้สารเสพติด เช่นแอลกอฮอล์และบุหรี่ หรือผู้หญิงก็อาจจะเป็นภาวะ
น้ำหนักเกิน” ทพญ.กนิษฐา ฝากทิ้งท้าย

แม้ความเจ็บไข้ได้ป่วยจะเป็น “เรื่องธรรมดา” ที่มนุษย์ทุกคนต้องพบเจอ แต่สาเหตุหลายประการนั้น “ป้องกัน-ลดความเสี่ยงได้” เพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ควร อาทิ ลด ละ เลิก ยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์,ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, ลดการบริโภคอาหารรสจัดประเภทหวาน มัน เค็ม เป็นต้น ย่อมช่วยให้มี “สุขภาพดี”ไปจนวันสุดท้ายของอายุขัยชีวิต “ตายสบาย” ไม่ต้องอยู่อย่างทนทุกข์ทรมานกับอาการป่วยเรื้อรัง

“กำมุนา วัตตะตี โลโก-สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ฉันใด!!!

“สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างและรักษาด้วยตัวเอง” ก็ฉันนั้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘เพศ’เรื่องที่พ่อแม่ต้องพูด ปิดกั้น…เสี่ยง‘ท้องไม่พร้อม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/224989

 วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“เดิมสังคมไทยบอกว่าเรื่องเพศ ห้ามสื่อสารในที่สาธารณะ แต่มันสวนทางกับการทำงานของสื่อ เพราะสื่อมวลชนที่เป็นพื้นที่สาธารณะ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่มีการสื่อสารเรื่องเพศมากที่สุด”…

“ดร.ชเนตตี ทินนาม” อาจารย์ประจำศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในงานเสวนารายงานผลการศึกษาเรื่อง “เนื้อหาเพศสัมพันธ์โดยนัยทางดิจิตอลทีวี”จัดโดยโครงการมีเดียมอนิเตอร์ เมื่อเร็วๆนี้ สะท้อนถึงความ “ลักลั่น” บางอย่างในสังคมไทย

คำกล่าวนี้สะท้อนผ่านการสำรวจของมีเดียมอนิเตอร์ ว่าด้วย “เนื้อหาที่ส่อไปในเรื่องเพศ” ในรายการต่างๆ ของโทรทัศน์ “ฟรีทีวี” ทั้งช่องเก่าที่อยู่มาตั้งแต่ “ยุคอนาล็อก” และช่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นใน “ยุคดิจิตอล” ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2558 หรือระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2558 พบว่าทั้งคำพูดและกิริยาท่าทางแอบแฝงเรื่องเพศอยู่มากมาย มีเนื้อหาลักษณะ…

“สองแง่สองง่าม”!!!

ไม่เพียงแต่ “สื่อหลัก” ที่มีเรื่องเพศแอบแฝง ที่น่ากลัวกว่า คือ “สื่อออนไลน์” ที่มากันแบบ “ตรงๆ” และ “ไม่จำกัดสถานที่และเวลา” ตราบเท่าที่มีสัญญาณอินเตอร์เนต ซึ่ง “ฉัตรชัย ตะวันธรงค์” เจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ในฐานะกรรมการสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล(ประเทศไทย) มองว่า สื่อหลักยังมีหน่วยงานกลั่นกรองทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่สื่อออนไลน์ “อิสระ” ไร้การควบคุม เปิดช่องให้เนื้อหาอันไม่พึงประสงค์ถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว อะไรที่เคย “อยู่ใต้ดิน” เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม ก็โผล่ขึ้นมา “อยู่บนดิน” รับรู้กันกว้างขวาง

“ดูในกลุ่มไลน์(Line) ของเราก็ได้ ก็จะมีคนในกลุ่มที่ส่งอะไรแปลกๆ มา อันนี้ไม่มีเรต ไม่ได้อยู่หลังเที่ยงคืน
เปิดเมื่อไรมาเมื่อนั้น เด็กหลายคนที่เจอตอนทำข่าวอาชญากรรม เริ่มต้นจากการสื่อสารผ่านมือถือ แล้วขยายผลกันไป เกิดการล่อลวง ฉุดคร่า อนาจาร” ฉัตรชัย ระบุ

เมื่อสังคมเริ่มเปลี่ยน แต่ “ทัศนคติ” ของพ่อแม่ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ ยังไม่ปรับตัวตาม มองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่อง “น่าอาย” ผลคือบุตรหลานหันไปหาสิ่งอื่นที่ตอบสนองได้ดีกว่า เช่น เพื่อนหรือสื่อออนไลน์ ซึ่งวัยรุ่นเป็นวัยอยากรู้อยากลองอยู่แล้ว จึงกลายเป็น “กลุ่มเสี่ยง” ของปัญหาสังคมต่างๆ ที่เห็นชัดคือเรื่อง “ท้องไม่พร้อม”!!!

“ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ” ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)กล่าวในงานแถลงข่าวโครงการ “โอกาสทองคุยเรื่องเพศกับลูก” เมื่อกลางเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ว่า ปี 2557 วัยรุ่นหญิงอายุ 15-19 ปี มีอัตราการคลอดเป็น 47.9 ต่อ 1,000 หรือเท่ากับมีทารกเกิดจาก “แม่วัยใส” วันละ 334 คน นอกจากนี้ยังพบว่ามีการ “คลอดซ้ำ” ในแม่วัยใส เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.3 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 12.8 ในปี 2557

สูงกว่าชาติอื่นๆ ในหมู่ประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน!!!

ทพ.ศิริเกียรติ กล่าวต่อว่า ภารกิจของ สสส. และภาคีเครือข่าย จึงมุ่งเน้นไปที่การ “ปรับฐานคิด” เรื่องเพศในสังคมไทย พร้อมกับสร้างความเข้าใจเรื่องเพศให้กับทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นปัจจัยช่วยลดแม่วัยรุ่นได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากพบว่าการสนับสนุนให้พ่อแม่ผู้ปกครองพูดคุยเรื่องเพศกับลูกหลานอย่างมีความเข้าใจที่ดีพอ เป็น “วัคซีน” ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเรื่องนี้ให้แก่เด็กเยาวชน

ขณะที่ “น.ส.จิตติมา ภาณุเตชะ” ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สสส. กล่าวว่า สสส. ได้จัดทำหลักสูตร “พลิกมุมมองเรื่องเพศ คุยกับลูกเชิงบวก” เพื่อให้ผู้ปกครองได้ทบทวน เรียนรู้ทั้งจากตัวเองและผู้อื่น ทดลองคิดและ
ฝึกทักษะที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาการสื่อสารเรื่องเพศเชิงบวกกับลูกหลานได้อย่างเป็นมิตร ทำให้ผู้ปกครองได้ “เปิดใจ” มีมุมมองใหม่เรื่องเพศ เพิ่มทักษะการรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ

“เรามีเป้าหมายให้พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลูกหลาน ให้วางแผนชีวิตลูก ทั้งเรื่องเพศและการใช้ชีวิตให้เป็นสุขและปลอดภัย โดยจะจัดอบรมในช่วง 4 เดือน จากนี้ไปใน 8 จังหวัด กระจายในทุกภาค ได้แก่ เชียงใหม่ กำแพงเพชร ขอนแก่น อุบลราชธานี ชลบุรี ราชบุรี สงขลา และกรุงเทพฯ”

นอกจากนี้ สสส.ได้จัดทำชุดความรู้ และชุดกิจกรรมเสริมความรู้สร้างภูมิคุ้มกันเรื่องเพศ ได้แก่ 1.แบบประเมินความพร้อมคุยเรื่องเพศ 2.คู่มือและแผ่นพับ(Factsheet) โอกาสทองคุยเรื่องเพศกับลูก 3.เว็บไซต์ http://www.คุยเรื่องเพศ.com และ 4.รายการโทรทัศน์ Sexpert Family ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.15-17.15 น. รวมถึง
มีการผลิตภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์, สื่อวิทยุ, สื่อออนไลน์ เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักในเรื่องนี้อีกด้วย

ด้าน “พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร” กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นทั้งในและต่างประเทศ พบว่า ครอบครัวที่พ่อแม่พูดคุยเรื่องเพศกับเด็กอย่างเป็นเรื่องปกติ จะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาทางเพศแก่เด็กวัยรุ่นได้มากกว่าครอบครัวที่ไม่คุยกัน

ตัวอย่างงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น(แม่วัยรุ่น)” ของ ศ.ดร.ศิริพร จิรวัฒน์กุล อดีตอาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำการศึกษาเมื่อปี 2554 พบว่า วัยรุ่นทั้งหญิงและชาย คาดหวังว่า พ่อ-แม่ และครูจะเป็น “ที่พึ่ง” เรื่องเพศได้ แต่ “ช่องว่าง” ของการรับรู้เรื่องเพศที่ต่างกัน ทำให้วัยรุ่นเลือกคุยเรื่องเพศกับเพื่อนมากกว่า แต่สุดท้ายเมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องกลับมาหาพ่อแม่อยู่ดี

“ความสำเร็จของการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น มีพ่อแม่เป็นกุญแจสำคัญ พ่อแม่ควรคว้าโอกาสทองคุยกับลูก คือ 1.เมื่อเด็กอยากคุย เริ่มสนใจอยากรู้ 2.เมื่อมีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลาที่ดูละคร ข่าว หรือมีเหตุการณ์เชื่อมโยง และ 3.เมื่อจำเป็นต้องคุย หากเด็กไม่ถาม เราจำเป็นต้องสร้างโอกาสในการคุย เช่น ตอนลูกเริ่มมีแฟน หรือสังเกตเห็นการแสดงออกที่เปลี่ยนไป” พญ.จิราภรณ์ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

ปัจจุบันโลกของสื่อเปิดกว้างจนยากที่จะควบคุมคัดกรองเนื้อหา ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้อง “ปรับตัว-เปลี่ยนแปลง” สอนให้บุตรหลาน “รู้เท่าทัน” การใช้ชีวิต โดยเฉพาะเรื่องเพศ เพื่อจะได้ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง…เพราะจะมา “ปิดกั้น” ห้ามปรามแบบเดิมๆ คงใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว.???

SCOOP@NAEWNA.COM