‘เชื้อดื้อยา’ภัยเงียบสังคมไทย ‘ใช้พร่ำเพรื่อ-ซื้อกินเอง’ระวัง!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/222836

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“พะยาธิธัมโมมหิ พะยาธิง อะนะตีโต – เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้”

คำสอนบทหนึ่งของ พระพุทธเจ้า องค์พระศาสดาแห่งศาสนาพุทธ ที่สะท้อนถึง “ความเจ็บไข้ได้ป่วย” ว่าเป็น “สัจธรรมของสัตว์โลก” ไม่ว่าใครก็ต้องประสบพบเจอไม่มากก็น้อย หนักบ้างเบาบ้าง อย่างไรก็ตาม เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูง สามารถเรียนรู้และคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้ มนุษย์จึงพยายามค้นคว้าหาสารต่างๆ ทั้งจากธรรมชาติบ้าง จากการสังเคราะห์บ้าง เพื่อเป็น
“ยารักษาโรค” บรรเทาอาการเจ็บป่วย

“ยา” จึงถือเป็น “ความหวัง” ในการมีชีวิตอยู่..เป็น “ปัจจัย 4” ของมนุษย์!!!

แต่จะเกิดอะไรขึ้น..หากยานั้นไม่สามารถ “เอาชนะโรคภัย” ได้อีกแล้ว?!!!

เมื่อ 23 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ณ อาคารศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะประธานคณะทำงานด้านยาปฏิชีวนะ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาปีละ 45,000 คน และยังพบการติดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยที่ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลมีจำนวนมากขึ้น

สาเหตุมาจากการ “ใช้ยาพร่ำเพรื่อ” โดยเฉพาะ “ยาต้านแบคทีเรีย”!!!

“การติดเชื้อดื้อยามีผลทำให้การรักษายุ่งยาก เพราะต้องรักษาด้วยยาที่แพงกว่าปกติหรืออาจต้องฉีดยาวันละหลายครั้ง ซึ่งผู้ป่วยต้องเดินทางมาโรงพยาบาลหรือต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อฉีดยา แทนที่จะใช้ยารับประทานอยู่ที่บ้าน ต้นตอของปัญหาคือเชื้อดื้อยาจากการใช้ยาต้านแบคทีเรียที่มากเกินความจำเป็น และใช้อย่างไม่ถูกต้อง เพราะสามารถหาซื้อยาเหล่านี้ได้ทั่วไป” รอง ผอ.รพ.รามาธิบดี กล่าว

สอดคล้องกับการเปิดเผยของ ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า ในแต่ละปีคนไทยติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาประมาณ 88,000 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปีละ 20,000-38,000 คนซึ่งส่งผลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 46,000 ล้านบาทโดยจากการตรวจสอบรวบรวมบัญชียาที่มีส่วนผสมของยาต้านแบคทีเรีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการ แพทย์ เภสัชกร และภาคประชาชน

พบว่า “ยาอม-ยาแก้ท้องเสีย” ผสมยาต้านแบคทีเรียมากที่สุด!!!

“เราได้ทบทวนรายการยาต้านแบคทีเรียในประเทศ เพื่อคัดเลือกรายการยาที่ควรถอนทะเบียนตำรับยาออกจากประเทศไทย พบว่ามีตั้งแต่ยาอมที่ไม่ควรมีส่วนผสมของยาต้านเชื้อแบคทีเรีย เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ ของอาการเจ็บคอไม่ได้เกิดจากเชื้อดังกล่าวและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในลำไส้

เช่นเดียวกับยาแก้ท้องเสียที่ 80 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากเชื้อไวรัส รวมถึงอันตรายจากสูตรผสมของยาต้านแบคทีเรียในยาประเภทต่างๆ โดยทางเครือข่ายนักวิชาการจะยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้ อย. ถอนบัญชียาเหล่านี้ออกจากประเทศ” ภญ.นิยดา ระบุ

ขณะที่ ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเพิ่มเติมว่า ยาอมที่มีส่วนประกอบของยาปฏิชีวนะ (ยาต้านแบคทีเรีย) โดยเฉพาะสูตรยาที่มี นีโอมัยซิน (Neomycin) เพราะยาปฏิชีวนะนีโอมัยซินไม่ออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเจ็บคอ แต่ออกฤทธิ์ได้ต่อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ เมื่อกลืนยาลงไปจะชักนำให้เกิดการดื้อต่อยาปฏิชีวนะกลุ่มที่มีชื่อว่า อะมิโนกลัยโคไซด์ (Aminoglycoside) ทั้งกลุ่ม

ปกติแล้วยากลุ่มนี้จะใช้กับ “ผู้ติดเชื้อดื้อยาในกระแสเลือด”!!!

และกลุ่มที่น่าห่วงที่สุดคือ “เด็ก” ที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่เข้าใจวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง ซึ่ง รศ.พญ.ดร.วารุณี พรรณพานิชวานเดอพิทท์ ผู้แทนจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า เด็กเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดในการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อแบคทีเรียดื้อยา เพราะเด็กยังมีภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่ได้เต็มที่ การเจ็บป่วยส่วนใหญ่ของเด็กจะเริ่มจากการติดเชื้อไวรัส

แต่ผู้ปกครอง “เข้าใจผิด” ให้ยาบุตรหลานไม่ตรงกับโรค !!!

“ผู้ปกครองไม่ทราบวิธีการดูแลรักษาเบื้องต้น จึงมักให้ยาแก้อักเสบ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเพราะเป็นยาต้าแบคทีเรียยากลุ่มนี้ไม่ออกฤทธิ์ในการกำจัดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยในช่วง 2-3 วันแรก”

พญ.วารุณีกล่าว พร้อมฝากถึงผู้ปกครองว่า ในเด็กปกติที่มีสุขภาพแข็งแรงดีมาก่อน เมื่อเริ่มมีอาการที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ เช่น มีไข้ และอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรือท้องเสีย ถ่ายเหลว ควรให้การรักษาประคับประคองตามอาการอย่างเหมาะสมเช่น ให้ยาแก้ไอ ยาลดอาการคัดจมูก ลดไข้ ในช่วงที่มีอาการเท่านั้น

ไม่ควรให้ “ยาบรรเทาอาการ” ในช่วงที่ “ไม่มีอาการ” เด็ดขาด!!!

“หากเด็กยังสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ เช่น กินได้ เล่นได้ นอนหลับพักได้ดี ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านแบคทีเรียมารับประทานเอง เพราะอาจเสี่ยงต่อเชื้อดื้อยารุนแรงจนรักษาไม่ได้ในอนาคต” พญ.วารุณี ฝากทิ้งท้าย

บทความ “อุปนิสัยการใช้ยาเองในคนไทย” ซึ่งเขียนโดย ภญ.พิณทิรา ตันเถียร เมื่อปี 2552 ระบุว่า ประชาชนจำนวนมากนิยมหาซื้อยามาใช้เองโดยไม่ผ่านการปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรด้านสาธารณสุข ซึ่งพบว่า “ผู้ป่วยร้อยละ 38.6 มีประวัติการใช้ยาปฏิชีวนะก่อนมาโรงพยาบาล” และมักเป็นการใช้ยาโดยไม่จำเป็น

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ และเมื่อยาตัวเดิมรักษาไม่หาย ก็ต้องไปหายาตัวใหม่ที่ราคาแพงกว่ามาใช้ ทั้งนี้ในหลายกรณีกลายเป็นการ“สูญเงินโดยเปล่าประโยชน์” เพราะทำอย่างไรก็รักษาไม่หายขาด เนื่องจากไม่สามารถคิดค้นยาปฏิชีวนะมาใช้ได้ทัน

นี่เป็นอีก “ภัยเงียบ” ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความรู้..และประชาชนก็ต้อง “ใส่ใจ”!!!

จะได้ไม่ต้องมีใคร “สูญเสีย” จากพฤติกรรมการใช้ยาแบบ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ส่อง’ภาษีที่ดิน’ฉบับใหม่ ‘ผู้เช่า’…จุก-กระเป๋าฉีก!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/222642

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ค่อนข้างชัวร์แล้วว่า “เอาแน่” สำหรับ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ประเด็นที่น่าสนใจ คือ “บ้านหลังแรกต่ำกว่า 50 ล้านบาทไม่ต้องเสียภาษี” ซึ่งถูกวิพากษ์ว่าเพื่อ “ลดแรงต้าน” เพราะคนมีบ้านราคาเกิน 50 ล้านบาท…

คงไม่ใช่ “ผู้มีรายได้น้อย”!!!

ข้อมูลจาก “สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง” ระบุว่า ภาษีที่ดิน “อัตราใหม่”…“ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย” หลังแรกไม่เกิน 50 ล้านบาท ไม่เสียภาษี ขณะที่บ้านราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป จะเก็บส่วนที่เกินมาตั้งแต่ร้อยละ 0.05-0.1 ของราคาประเมิน ทั้งนี้เพดานภาษีอยู่ที่ร้อยละ 0.5 ของราคาประเมิน ส่วนหลังที่ 2 เป็นต้นไปเก็บตั้งแต่บาทแรก ตั้งแต่ร้อยละ 0.03-0.3 ของราคาประเมิน

ที่ดินเพื่อการเกษตร ใช้อัตราเดียวกับที่ดินเพื่ออยู่อาศัย แต่เพดานภาษีที่อยู่ที่ร้อยละ 0.2 ของราคาประเมิน, ที่ดินเพื่อการอื่นๆ เช่น พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม เสียภาษีตั้งแต่ร้อยละ 0.3-1.5 ของราคาประเมิน เพดานภาษีอยู่ที่ร้อยละ 2 ของราคาประเมิน และที่ดินรกร้างว่างเปล่า เสียภาษีมากที่สุด คือ ปีที่ 1-3 เสียร้อยละ 1 ของราคาประเมิน ปีที่ 4-6 เสีย
ร้อยละ 2 ของราคาประเมิน และ ปีที่ 7 ขึ้นไป เสียร้อยละ 3 ของราคาประเมิน เพดานภาษีอยู่ที่ร้อยละ 5 ของราคาประเมิน

ทั้งหมดนี้มาแทน “ภาษีโรงเรือนและที่ดิน” ที่ใช้มานาน และเป็นรายได้ให้ท้องถิ่น!!!

นักวิชาการที่ติดตามเรื่องนี้มายาวนาน อย่าง “ดร.สมชัย จิตสุชน” ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่า ภาษีที่ดินฉบับล่าสุดนี้ คงไม่กระทบกับเจ้าของบ้านที่เป็นคนทั่วไป ไม่ร่ำรวย

นอกจากนี้ แม้บ้านราคาเกิน 50 ล้านบาท ก็ยังเสียในอัตราที่ “ไม่แพง” เช่น มีบ้านราคา 60 ล้านบาท คิดภาษีแค่ส่วนที่เกินออกมา 10 ล้านบาท เสียที่ร้อยละ 0.05 คิดเป็นเงินเพียง 5,000 บาทต่อปี หรือกรณีคนมีบ้านย่านชานเมือง แล้วมาซื้อคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองเพื่อสะดวกในการทำงาน หากราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท แม้จะต้องเสียตั้งแต่บาทแรกในฐานะที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 แต่ก็เสียเพียงร้อยละ 0.03 หรือปีละไม่เกิน 1,500 บาท เป็นต้น

“กระทรวงการคลังออกมาแบบนี้ คงเพื่อลดเสียงคัดค้านว่าจะกระทบคนชั้นกลางหรือไม่ ซึ่งคนชั้นกลางอาจกระทบในส่วนของที่ดินว่างเปล่า อย่างปีที่ 1-3 เสียร้อยละ 1 แล้ว ถ้ายังว่างเปล่าอีก ขึ้นปีที่ 4-6 เสียเป็นร้อยละ 2 ถือว่าเยอะพอสมควร คนชั้นกลางที่ไปซื้อที่ทิ้งไว้เพื่อหวังว่าเกษียณแล้วจะไปอยู่ ถ้าราคาสักล้านบาท ก็เจอไปปีละหมื่น ตรงนี้คงเป็นภาระมากอยู่ แต่เข้าใจว่ารัฐบาลไม่อยากให้มีที่ว่าง คือ ถ้าจะอยู่ก็รีบๆ ไปอยู่เสีย แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะไปอยู่ อย่าเพิ่งซื้อ” ดร.สมชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ภาษีที่ดินฉบับใหม่ออกมา “แทนที่” กฎหมายเก่าอย่าง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน 2475 และ พ.ร.บ.บำรุงท้องที่ 2508 ซึ่งอัตราภาษีเดิมอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ต่อปีคำนวณจาก “รายได้” ในการหาประโยชน์บนพื้นที่นั้น เช่น ให้ผู้อื่นเช่าเดือนละ 5,000 บาท หรือขายของได้เดือนละ 5,000 บาท เท่ากับมีรายได้ปีละ 60,000 บาท เสียภาษีร้อยละ 12.5 เท่ากับปีละ 7,500 บาท

แต่หากใช้ภาษีที่ดินฉบับใหม่ จะคำนวณตาม “ราคาประเมิน” เช่น ที่ดินไม่เกิน 20 ล้านบาท เสียภาษีร้อยละ 0.3 หรือปีละ 60,000 บาท “ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใด-ประกอบกิจการใดก็ตาม” ซึ่งก่อนหน้านี้ “นายสมชัย สัจจพงษ์” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผู้มีบ้านบนที่ดินของผู้อื่น หรือเช่าที่ดิน “จะจัดเก็บภาษีจากเจ้าของที่ผู้ให้เช่า” เช่นเดียวกับอพาร์ทเมนท์หรือห้องเช่า ก็จะจัดเก็บจากเจ้าของเช่นกัน ดังนั้น…

ผู้เช่าต้อง “จ่ายเพิ่มขึ้น” หรือไม่? อยู่ที่ “เจ้าของ” จะพิจารณา!!!

“จะจัดเก็บจากเจ้าของที่ ซึ่งเป็นการผลักภาระให้ผู้เช่าอยู่แล้ว แต่จะมากน้อยอยู่ที่เจ้าของที่ หรือเจ้าของที่อาจรับภาระให้ผู้เช่าโดยไม่เพิ่มค่าเช่า ก็เป็นไปได้หมด อยู่ที่เจ้าของที่ดิน” นายสมชัย กล่าว

คำกล่าวนี้สร้างความ “กังวลใจ” ให้กับบรรดา “ผู้เช่า” ไม่น้อย อาทิ ผู้เช่ารายหนึ่งระบุว่า ตนเช่าที่ดิน 30 ตารางวา ปลูกบ้านอยู่อาศัยเอง 1 หลัง ไม่มีบ้านที่อื่นอีก ราคาประเมินทั้งบ้านและที่ดินปัจจุบันอยู่ที่ 2 ล้านบาท ทุกวันนี้เจ้าของที่คิดค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท หากเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินแบบเก่า คิดจากรายได้จากค่าเช่าร้อยละ 12.5 ต่อปี เจ้าของที่ดินจะเสียภาษีเพียงปีละ 1,500 บาท

ทว่า…เมื่อใช้ภาษีที่ดินอัตราใหม่ หากจัดเก็บในอัตรา “ที่ดินเพื่ออยู่อาศัย” แม้จะเก็บตั้งแต่บาทแรกในฐานะที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไป ขั้นต่ำมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท เสียภาษีร้อยละ 0.03 ต่อปี พบว่าเสียภาษีอยู่ที่ปีละ 600 บาท ถือว่า “ถูกกว่าเดิม” แต่หากจัดเก็บในอัตรา “ที่ดินเพื่อการอื่นๆ” ขั้นต่ำมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาท เสียภาษีร้อยละ 0.3 ต่อปี ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นปีละ 6,000 บาท “แพงกว่าเดิม” 4 เท่า

“ค่าเช่า” หลังจากนี้อาจ “พุ่งขึ้น”!!!

สอดคล้องกับที่ “นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์” นายกสมาคมกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทย ยกตัวอย่างกรณี “ห้องเช่า” เช่น ผู้ประกอบการมีที่ดินมูลค่า 20 ล้านบาท สร้างอพาร์ทเมนท์ 100 ห้อง รวมมูลค่า 100 ล้านบาท ให้เช่าห้องละ 3,000 บาทต่อเดือน มีคนเช่า 60 ห้อง รวมรายได้ต่อเดือน 180,000 บาท หากเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินแบบเก่า คิดจากรายได้จากค่าเช่า ร้อยละ 12.5 ต่อปี เจ้าของที่ดินจะเสียภาษีเพียงปีละ 270,000 บาท แต่หากเป็นภาษีที่ดินแบบใหม่ คิดตามมูลค่าทรัพย์สิน “ห้องเช่าถือเป็นอาคารพาณิชย์” อาจต้องเสียภาษีเต็มเพดานที่ร้อยละ 2 ก็จะเสียเพิ่มสูงขึ้นเป็นปีละ 2 ล้านบาท

หรือต่อให้คิดในอัตรา “ร้อยละ 0.7-0.9” ตามราคาทรัพย์สินตั้งแต่ “50-1,000 ล้านบาท” ก็ยังต้องเสียภาษีอยู่ที่ “700,000-900,000 บาท” ชัดเจนว่า “แพงกว่าเดิม” อย่างมากเช่นกัน!!!

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้เบื้องต้นภาครัฐจะ “เดินมาถูกทาง”แล้วกับภาษีที่ดิน โดยการทำให้คนมีบ้านเป็นของตนเอง “ร้องไชโย” หากมีบ้านหลังเดียวและราคาไม่ถึง 50 ล้านบาทก็ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่อย่าปล่อยให้ผู้เช่า ทั้งเช่าบ้าน-ห้อง-ที่ดินต้อง “ร้องไห้โฮ” จากอัตราภาษีที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะต้องไม่ลืมว่า “ผู้เช่า” อาจมิใช่ “คนรวย”…

เป็นเพียง “รากแก้ว” ที่หาเช้ากินค่ำ!!!

หมายเหตุ : ดูอัตราภาษีที่ http://www.fpo.go.th/FPO/member_profile/it-admin/upload/file/Untitled-2.pdf

SCOOP@NAEWNA.COM

‘คน-พื้นที่’เป็นตัวตั้ง คำตอบ‘พัฒนายั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/222499

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

แม้แผ่นดินไทยจะได้ชื่อว่า “อุดมสมบูรณ์” ทว่าอีกด้านหนึ่งเกษตรกรไทยมัก “ยากจน” มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าผู้คนอาชีพอื่นๆ ซ้ำร้ายยังเต็มไปด้วย “หนี้สิน” อีกทั้งยังถูกมองว่า “ทำลายธรรมชาติ” จากการถางป่าปลูกพืชเชิงเดี่ยวบ้าง ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐพยายาม “อัดฉีดงบประมาณและโครงการพัฒนา” ลงไปยังชนบทอยู่ทุกยุคสมัย แต่ก็ “ไม่ได้ผลนัก” เพราะเมื่อรัฐหยุดสนับสนุน โครงการทั้งหลายก็ “สะดุด” ล้มลงไปด้วย

อะไรคือ “ข้อผิดพลาด” ของโครงการเหล่านี้!!!

ที่งานประชุมวิชาการ “ความท้าทายต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเอเชีย” 8 มิ.ย. 2559 ณ โรงแรมดุสิตธานี แยกศาลาแดงกรุงเทพฯ “อาจารย์ดำ” ปณิธี บุญสา อาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (วิทยาเขตแพร่ เฉลิมพระเกียรติ) บอกเล่าเรื่องราวของ “ปางจำปีโมเดล” หรือ บ้านปางจำปี ต.ห้วยแก้ว อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็น “ชุมชนตัวอย่าง” การันตีด้วยรางวัล “ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริประเภทชุมชน” จาก สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ประจำปี 2552

ปณิธี เล่าว่า ย้อนไปเมื่อประมาณปี 2546 ครั้งนั้นชาวบ้านปางจำปี เขียนโครงการมาขอความช่วยเหลือจาก ม.แม่โจ้ ว่าอยากเลี้ยงกุ้งและปลากระชัง ทว่าพอตนลงพื้นที่สำรวจ ภาพที่เห็นคือ “ความแห้งแล้ง” ลำธารไม่มีน้ำ ซึ่งไม่ว่าใครดูก็รู้ หากยังฝืนทำโครงการนี้ไปแล้วต้อง “ล้มเหลว” สูญเสียงบประมาณไปอย่าง “เปล่าประโยชน์” แน่นอน

ปณิธี บุญสา, สุจิตต์ ใจมา

นักวิชาการรายนี้ กล่าวต่อไปว่า ดังนั้นจึงต้อง “เข้าถึง” ด้วยการพูดคุยสนทนา และทำกิจกรรมร่วมกันกับชาวบ้าน เพื่อให้คนในพื้นที่ “เข้าใจ” เสียก่อนว่าถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุคือ “ฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม” บ้านปางจำปีก็จะไม่มีแหล่งน้ำที่พอเพียงจะทำกิจการใดๆ ต่อไปได้เลย ซึ่ง 1 ในกิจกรรมที่ทำคือการให้ชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการ “ล้อมวงเขียนประวัติตนเอง” แล้วเล่าสู่กันฟังในกลุ่ม

“พอเขาเขียนประวัติตนเองผมก็พบนัยแฝง ชาวปางจำปีเขาก็สอนผม คือเขาสามารถเทียบเคียงชีวิตของเขา ตั้งแต่เติบโตมาในช่วงที่ปางจำปียังมีน้ำอุดมสมบูรณ์ แล้วก็ไปตัดไม้ทิ้ง แล้วก็ต้องมาฟื้นฟู แต่ละคนก็จะเล่าเรื่องของตนในวงสนทนา อันนี้ก็จะลดความขัดแย้งได้ เพราะทุกคนเห็นภาพร่วมกันหมด”

ปณิธี ระบุ ซึ่งวิธีการดังกล่าว นอกจากจะค้นพบเหตุแห่งความแห้งแล้งแล้ว แต่ละคนยังค้นพบด้วยว่า “ตนจะช่วยหมู่บ้านได้อย่างไร” เช่น บางคนถนัดการทำฝาย บางคนเชี่ยวชาญด้านพันธุ์ไม้ เป็นต้น ขณะที่อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โครงการพลิกฟื้นบ้านปางจำปี “รุดหน้า-ราบรื่น” มาจากการ “ค้นพบตนเอง” ของผู้นำชุมชน โดย สุจิตต์ ใจมา ผู้ใหญ่บ้านปางจำปี เล่าว่า ในอดีตลูกบ้าน “ไม่ปลื้ม” เท่าใดนัก เพราะนิสัย “ขี้เหล้า” เมาหัวราน้ำ ถึงขนาดถูก “ขับไล่” จากตำแหน่งมาแล้วเมื่อเข้าร่วมโครงการจึงตัดสินใจ “เลิกดื่ม” จนเรียก “ศรัทธา” จากลูกบ้านคืนมาได้

“พอเลิกดื่มเหล้า คนรอบข้างเมื่อก่อนเขาไม่เชื่อฟังตอนหลังเขารู้เขาเห็นว่าเราทำจริง พอพูดอะไรทีนี้เขาก็เชื่อ คือเริ่มจากตัวเราก่อน แล้วค่อยขยับไปเป็นครอบครัว เป็นชุมชน วันนี้คนปางจำปีดูแลป่า รักษาต้นน้ำ ทำวังปลา (เลี้ยงและเพาะพันธุ์ปลา)พัฒนาแหล่งเรียนรู้ ฟื้นฟูวัฒนธรรม น้อมนำความสามัคคีในชุมชน” คุณลุงสุจิตต์ กล่าว

“บทเรียนสำคัญ” ของเรื่องนี้..เริ่มที่ “คน” ทำให้ผู้นำชุมชนเป็น “แบบอย่างที่ดี” แก้ไขข้อผิดพลาดของตนเองก่อน และทำให้ทั้งชุมชนเกิดความเข้าใจร่วมกัน จากนั้นจึงนำไปสู่การแก้ไข โดย “ร่วมคิดร่วมทำ” จากคนในพื้นที่เอง มิใช่การสั่งการจากบนลงล่างอย่างขาดความเข้าใจ และนี่คือ “คำตอบ” ที่ทำให้ปางจำปี “พลิกฟื้น” ขึ้นมาได้

กลายเป็น “ตัวอย่าง” ของการพัฒนาที่ “ยั่งยืน”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ถอด‘บทเรียน’จัดการน้ำต่างชาติ ความท้าทายถึงไทยพร้อมหรือยัง.?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/222251

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“วิกฤติน้ำ” ทั้งน้ำท่วม-น้ำแล้งในห้วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยที่ค่อนข้าง “ล้มเหลว” เพราะไม่สามารถเก็บกัก “น้ำฝน” ไว้ใช้ในยาม “แล้งน้ำ” ได้มากพอ หนำซ้ำบางพื้นที่ยังปล่อยให้เป็น “น้ำรอระบาย” สร้างปัญหาให้กับประชาชน ซึ่งในความเป็นจริงมีหลายประเทศที่ก้าวผ่าน “วิกฤติ” เช่นนี้มาได้แล้ว

ถือเป็น “บทเรียน” ที่ประเทศไทยนำมาประยุกต์ใช้ได้!!!

ในงานเสวนา “บทเรียนต่างประเทศ สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ และอิสราเอล บนความท้าทายในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน” จัดโดยบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย, มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มี “ประสบการณ์” ขององค์กรต้นแบบ ที่น่าสนใจ…

 

‘อิสราเอล’ต้นแบบสู้ภัยแล้ง

“ไวน์เบอร์เกอร์ กาฟเรียล” ผู้อำนวยการสถาบันอุทกวิทยาอิสราเอล กล่าวว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของอิสราเอล “แห้งแล้ง” จึงใช้นโยบาย “ยึดความอยู่รอด” ทำให้ใช้น้ำได้อย่างเต็มที่ทั้งน้ำฝน น้ำบาดาล การใช้น้ำจึงแบ่งเป็น 1.ใช้เพื่อชลประทาน 2.เพื่อบริโภค และ 3.นำน้ำกลับมาใช้ใหม่

อิสราเอลได้เชื่อม “โครงข่ายน้ำจืด” ด้วยระบบท่อใต้ดิน นำน้ำจืดจากทางเหนือลงมาทางใต้ เพื่อใช้อุปโภคบริโภคและผลิตไฟฟ้า ปรับวิถีเกษตรแบบใช้น้ำน้อย โดยพื้นที่เพาะปลูก 70% เป็นระบบชลประทาน “น้ำหยด” จ่ายน้ำให้พืชไร่ได้มากกว่า 90% จึงลดปัญหา “แย่งชิงน้ำ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังผลิตน้ำเองได้ โดยนำ “น้ำทะเล” มาเปลี่ยนเป็นน้ำจืด และยังบำบัดน้ำเสียน้ำทิ้ง เข้าสู่โรงบำบัดก่อนส่งไปพื้นที่แห้ง เพื่อให้ซึมลงดินเข้าสู่กระบวนการกรองธรรมชาติ แล้วจึงสูบน้ำจากใต้ดินมาใช้ในการเพาะปลูก

“ทุกวันนี้อิสราเอลไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ แต่สิ่งที่กังวล คือ ต้องจัดการน้ำให้ดีมากยิ่งขึ้น โดยได้ตั้งศูนย์วิจัยที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ทำหน้าที่พยากรณ์น้ำท่วม น้ำแล้ง คำนวณว่าปริมาณน้ำท่วมจะเกิดขึ้นมากเพียงใด ใช้เวลาเท่าใด ข้อมูลจะถูกส่งผ่านสมาร์ทโฟนไปให้ประชาชนได้เตรียมตัวล่วงหน้า”

 

‘สิงคโปร์’ต้นแบบจัดหาน้ำจืด

“ริดซวน บิน อิสมาอิล” ผู้อำนวยการคณะกรรมการบริการลุ่มน้ำสิงคโปร์ กล่าวว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรน้ำ จำเป็นต้องซื้อน้ำจากต่างประเทศ จึงใช้นโยบาย “น้ำคือความมั่นคงของประเทศ” ลดการซื้อน้ำจากต่างประเทศ กำหนด “ภาษีอนุรักษ์น้ำ” คือ เมื่อใช้น้ำมากก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าบริการและภาษีที่สูงขึ้น รวมถึงกำหนดอุปกรณ์ประหยัดน้ำ ซึ่งถือเป็นข้อบังคับในการพัฒนาเครื่องอุปโภคในครัวเรือน หากใครใช้น้ำมากจะถูกสั่งให้เขียนแผนลดการใช้น้ำส่งกลับมาให้รัฐพิจารณา และพัฒนาพื้นที่อ่างเก็บน้ำจากเดิมที่มีอยู่ตามธรรมชาติเพียง 3-4 แห่ง จนปัจจุบันมีถึง 17 แห่ง

สิงคโปร์ใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลน้ำเสีย ภายใต้ชื่อ NEWater นำน้ำเสียจากภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมมาผ่านกรรมวิธี จนได้ “น้ำดิบ” คุณภาพดี จากนั้นนำกลับเข้าไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ที่เหลือจะถูกนำไปรวมกับแหล่งน้ำดิบ เพื่อผลิต “น้ำประปา” สู่ประชาชนอีกครั้ง นอกจากนี้ยังแปลงน้ำทะเลเป็นน้ำจืด ทุกวันนี้สิงคโปร์นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 1 ครั้ง รวมถึงกำหนดแผนการจัดการน้ำ 50 ปี โดยจะให้ใช้ในครัวเรือนเพียง 30% ส่วนอีก 70% จะนำไปใช้ด้านอื่น และจะนำน้ำทิ้งมาบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ในปริมาณ 55% ที่เหลืออีก 25% จะเป็นการผลิตน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืด

“สิงคโปร์เป็นเกาะ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาให้ได้ทุกหยด จึงต้องกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สร้างที่อยู่อาศัยต้องมีโครงสร้างระบายน้ำเข้าสู่ระบบท่อสาธารณะ ถัดมาคือสิ่งก่อสร้างต้องมีมาตรฐานเรื่องขนาดฐานรากให้กระจายน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ปรับปรุงระบบระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น ขยายทางระบายให้กว้าง สร้างแก้มลิง”

 

‘เนเธอร์แลนด์’ต้นแบบสู้น้ำท่วม

“ทีจิตต์ โนตา” ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ สถาบันวิจัยเดลทาสร์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า พื้นที่ประมาณ 1 ใน 4 ของประเทศต่ำกว่าระดับน้ำทะเล จึงบริหารจัดการภายใต้โครงการพัฒนาระบบจัดการน้ำและควบคุมผลกระทบจากภัยพิบัติทางน้ำ ครอบคลุมการสูบน้ำออกจากทะเลสาบ พร้อมกับสร้างเขื่อน ทางระบายน้ำและสถานีสูบน้ำจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศประสบภาวะ “อุทกภัย” มีการเก็บภาษีน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยง และยังนำ “กังหันลม” มาช่วยผลิตกระแสไฟฟ้า และลดปัญหาลมที่ทำให้น้ำระเหยเร็ว

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการน้ำหลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศทั้งจากทะเลและจากแม่น้ำ ใช้ “โปรแกรมจำลองเหตุการณ์” เป็นตัวร่วมกำหนดสถานการณ์ เพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วม เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ มีส่วนร่วมตัดสินใจทำแผนบริหารจัดการ นอกจากนี้วาง “ผังเมือง” เพื่อใช้อย่างเป็นระบบ เช่น ทำลานจอดรถใต้ดินในเวลาปกติ แต่เมื่อมีน้ำหลากหรือฝนตกก็ใช้เป็นที่กักเก็บน้ำแทนเพื่อป้องกันน้ำท่วมด้านบน

“สำหรับข้อเสนอถึงประเทศไทย คือ ควรเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นเชิงรุก โดยวางแผนระยะยาวเป็น 100 ปี ไม่ใช่ 5-50 ปี อีกทั้งต้องใช้เครื่องมือที่ทันสมัย ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมบูรณาการอนาคต วางแผนอย่างยืดหยุ่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง”

 

‘ไทย’…พร้อมรับมือหรือยัง.?

“ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การสร้างความสมดุลของทรัพยากรน้ำ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “น้ำคือชีวิต” และการบริหารจัดการน้ำ “จากภูผาสู่นที” คือ ต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำที่เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังควรดำเนินการ เพื่อให้การจัดการน้ำมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ดังนี้ 1.ควรมีหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่บริหารจัดการอย่างจริงจัง 2.ควรฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิม แทนการขุดหรือสร้างแหล่งน้ำใหม่ และ 3.ควรมีระบบและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เพื่อ “รีไซเคิลน้ำ”

ขณะที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้วางแผนบริหารจัดการน้ำ เช่น การส่งน้ำไปยังพื้นที่เพาะปลูกให้ตรงจุด พร้อมส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้เป็นต้นแบบในการนำไปปฏิบัติ รัฐบาลพร้อมผลักดันทุกโครงการให้เกิดขึ้น เราต้องแยกกิจกรรมน้ำอย่างชัดเจน แต่ถามว่าวันนี้คนไทยเตรียมพร้อมหรือยัง…

นี่คือความท้าทายของทุกคน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ทางออก‘คนกับช้างป่า’ ยิ่งขับไล่เหตุปะทะ…ยิ่งปะทุ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/222059

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

นับวันจะยิ่งเป็น “คู่กรณี” ที่มีแนวโน้มความขัดแย้งมากขึ้นทั้งกรณีปัญหาช้างป่าเข้ามาทำลายพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านที่อยู่ติดกับแนวเขตป่า หรือออกทำร้ายคน รวมถึงปัญหาคน “ข้ามเส้นแบ่ง” รุกล้ำยึดผืนป่า อันเป็น “บ้าน” ของเจ้าของดั้งเดิม ฯลฯ…เหล่านี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายฝ่ายพยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

ในงานเสวนา “คน ป่า ช้าง…ความอยู่รอดท่ามกลางภัยแล้ง” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และภาคีเครือข่าย เมื่อเร็วๆ นี้ มีการนำเสนอการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา และทางออกเพื่อให้คนกับช้างป่า “อยู่ร่วมกันได้” ที่น่าสนใจ

“ชมชื่น ศิริผันแก้ว” อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า จากการศึกษาพบว่า “ช้างป่า”ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีการกระจายตัวอยู่ในป่าทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 4,000 ตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่มี 3,000-3,500 ตัว โดยเฉพาะเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี พบช้างป่า 250-300 ตัว จากเดิมพบเพียง 150-200 ตัว และคาดว่าในอนาคตจำนวนช้างป่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนำมาซึ่ง “ความกังวล”

“ช้างป่าเพิ่มจำนวนขึ้น สวนทางกับผืนป่าในประเทศที่มีเพียง 102 ล้านไร่ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะผืนป่าไม่พอ หลายพื้นที่แก้ไขปัญหาด้วยรูปแบบต่างๆ เช่นสร้างรั้วไฟฟ้า หรือขุดคูน้ำ ป้องกันการเข้ามาของช้างป่า แต่เหมือนผลักไสให้ช้างป่าต้องย้ายถิ่นฐาน เป็นการผลักปัญหาไปยังพื้นที่อื่นๆ อีก ดังนั้น เราจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่ป่าบริเวณชายขอบของประเทศ เพื่อกระจายให้ช้างป่ามีที่อาศัย และหากินห่างไกลจากแหล่งชุมชน” อาจารย์ชมชื่น เสนอทางออก

สอดคล้องกับ “ศศิน เฉลิมลาภ” ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่“ป่าอนุรักษ์” เช่น อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอยู่ประมาณ 20% ของพื้นที่ประเทศ หรือคิดเป็น 84.57 ล้านไร่ แต่ในจำนวนนี้มีพื้นที่ประชาชนกว่า 5 แสนครอบครัว และมีพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในป่าอนุรักษ์มากกว่า 8 ล้านไร่ หรือ 9% ของจำนวนป่าอนุรักษ์

“ดังนั้น ถ้ามีการทวงคืนป่าอนุรักษ์ คืนมาได้มากเท่าใด เท่ากับมาเรามีพื้นที่ให้ช้างป่า รวมถึงสัตว์ป่าได้อาศัยหากินมากขึ้นเท่านั้น ก็น่าจะลดความขัดแย้งลงได้” ศศิน กล่าว

ขณะที่ “มัทนา ศรีกระจ่าง” นักวิชาการด้านช้างป่าชมรมคนรักษ์ป่า กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า “ปะทุ” ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2533 หลังมีรายงานการพบช้างป่าเข้ามากัดกินทำลายพืชไร่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ หลังจากนั้นก็มีรายงานความขัดแย้งในพื้นที่อื่นๆต่อเนื่อง จึงทำให้ชาวบ้านพยายามหามาตรการ “สกัดกั้น” ช้างป่าตลอดเวลา ตั้งแต่ “จุดประทัด” หรือทำให้เกิดเสียงดังเพื่อไล่ช้าง หรือสร้างสิ่งกีดขวาง เช่น รั้วไฟฟ้า รั้วพริก รั้วน้ำส้ม รั้วต้นไม้ รั้วไซเรน หรือรั้วรังผึ้ง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ช้างบุกรุกเข้ามาในเขตอาศัย แต่…

“ช้างป่า” ไม่โง่!!!

“มัทนา” บอกว่า บางวิธีที่ชาวบ้านนำมาใช้ช่วงแรกๆก็ได้ผล แต่ช้างป่าเป็นสัตว์ที่ “ฉลาด” มีการเรียนรู้และ “ปรับตัว” รับมือกับสิ่งกีดขวางต่างๆ ได้ดีขึ้น สุดท้ายปัญหาก็กลับมาอีก ชาวบ้านก็ต้องเปลี่ยนวิธี “ไล่ช้าง” ตลอดเวลา ไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนเท่าไรนัก

แล้ว “ควร” ทำอย่างไรเพื่อให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ!?!?!

“มัทนา” เสนอแนะว่า 1.ควรทำ “แหล่งอาศัย” ช้างป่าให้สมบูรณ์ เพื่อโขลงช้างจะได้ไม่ต้องเดินออกจากป่ามาหาอาหารในเขตอาศัยของคน 2.ควร “ผนวกพื้นที่ป่า”เพื่อเพิ่มพื้นที่แหล่งอยู่อาศัยให้กับช้างป่า 3.ควร “กระจายความหนาแน่น” ของช้าง โดยเคลื่อนย้ายช้างป่าจากพื้นที่ที่มีความหนาแน่นไปยังพื้นที่อื่นๆ ใกล้เคียง 4.ควรบริหารจัดการ “ทางเดิน” ช้างป่า ให้เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ 5.ควรลดปัจจัย “คุกคาม” ในพื้นที่เพื่อให้ช้างป่ากลับไปใช้ชีวิตในพื้นที่เดิมอีกครั้ง 6.ควรสร้างพื้นที่ป่าอนุรักษ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่รอยต่อประเทศเพื่อนบ้าน อย่างกัมพูชา ลาว และเมียนมา

เช่นเดียวกับ “ชุติอร ซาวีนี” จากวิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน ที่มองว่า แนวทางนำไปสู่ความยั่งยืนในการแก้ปัญหาช้างป่ากับคน คือ การให้ชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา เช่น ร่วมเก็บข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ที่ช้างป่าออกมาทำลายพืชไร่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ทั้งในส่วนที่เป็นความคิดของตนเองและ “ภูมิปัญญา” ที่มีอยู่ในชุมชน สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันของคนกับช้างป่าได้อย่างสันติและยั่งยืน

ขณะที่ “ฉัตรโชติ ทิตาราม” อาจารย์คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า แต่ละปีเกิดเหตุ “ช้างทำร้ายคน” เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นช้างบ้าน หรือช้างป่าซึ่งปัจจัยที่ทำให้ช้างอาละวาด “ฟาดงวงฟาดงา” เช่น ความเครียดที่เกิดจากการถูกใช้งานหนักเกินไป หรืออาจจะ “ตกมัน” ซึ่งเป็นช่วงที่ช้างจะควบคุมตัวเองไม่ได้เลย จึงมีลักษณะดุร้ายขึ้น นอกจากนั้น ช้างเป็นสัตว์ที่ “จำแม่น” และนานมาก ช้างจำได้แม้กระทั่งว่าเคยถูกใครทำร้าย เมื่อ
สบโอกาสจะหวนกลับมา “แก้แค้น”

“ยิ่งเป็นช้างป่าด้วยแล้วยิ่งอันตราย เพราะช้างป่ามักถูกคนขับไล่ด้วยวิธีต่างๆ ที่หนักที่สุดคงเป็นการถูกจุดประทัดไล่ สร้างลวดไฟฟ้าเพื่อขับไล่ ซึ่งหลายๆ ครั้งที่คนต่างหากที่เข้าไปรุกรานที่อยู่ของช้างป่า เขาจึงต้องเปลี่ยนที่หากินใหม่ จึงเกิดการทำร้ายกันระหว่างคนกับช้างป่า”

สัตวแพทย์ผู้นี้ เสนอแนวทางจัดการช้างป่า ว่า ควรมีการรักษาพื้นที่อาศัยหากินของช้างป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพราะยิ่งหากมีการบุกรุก ช้างป่าก็จะออกจากป่ามาหาคน ที่สำคัญควรมีการควบคุมปริมาณช้างป่าในบางพื้นที่ให้เหมาะกับปริมาณป่าและแหล่งอาหาร ซึ่งการย้ายช้างป่าไม่ช่วยลดปัญหาระหว่างช้างกับคน เพราะเคยมีการแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าว แต่ก็ไม่เป็นผล จนนำมาสู่ปัญหาในเรื่องของสวัสดิภาพสัตว์

ทั้งหมดเป็น “ข้อเสนอแนะ” ถึงทางออกของการแก้ไขปัญหา ที่ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะถูกนำไป“ปฏิบัติจริง” เมื่อไหร่ เพื่อให้ “คนกับช้างป่า” อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติเสียที!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

สังคมชรา-เศรษฐกิจผันผวน ‘วินัย4ประการ’ทำได้…รอด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/221874

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

กลายเป็นเรื่องตื่นตระหนกทันที เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรณีธนาคารแห่งหนึ่งประกาศจะ “ลดดอกเบี้ยเงินฝาก” ลงเหลือ 0% แม้ต่อมาจะประกาศ “ยกเลิก” นโยบายดังกล่าว แต่ดูเหมือนจะจุดกระแส “ความกลัว” ไว้ไม่อยู่ หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ไว้ค่อนข้างรุนแรงว่า…

หรือนี่จะเป็น “ลางบอกเหตุ”!?!?!

ก่อน “พายุใหญ่” มรสุมเศรษฐกิจครั้งใหม่จะตามมา…

ลำพังหากเป็นความเห็นจากคนทั่วไปคงไม่เท่าไร แต่ถ้าระดับ “นักวิชาการ” ออกมาเตือน คงต้องรับฟังไว้บ้าง เช่นที่ “รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย” อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) เขียนบทความ “การเอาตัวให้รอดในยุคดอกเบี้ย 0%” เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “Suvinai Pornavalai” แสดงความ “ห่วงใย” ไว้ 4 ประการ คือ 1.คนไทยมีรายได้ตลอดชีวิตที่แทบไม่พอค่าใช้จ่าย 2.ไม่มีรายได้เพื่อบริโภคตลอดอายุขัย 3.วัยเกษียณยังมีหนี้ท่วมหัว และ 5.ครัวเรือนรายได้สูงพอมีเงินเก็บเหลือหลังเกษียณ แต่เฉลี่ยพอมีเงินใช้ได้ไม่เกิน 15 ปี สาเหตุสำคัญ คือ…

ครัวเรือนไทย “เก็บออมลดลง”

แต่ “สร้างหนี้เพิ่มขึ้น”!!!

“ที่ครัวเรือนไทยเป็นเช่นนี้ เพราะมีครัวเรือนเพียง 25% ที่วางแผนออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณ ขณะที่ครัวเรือน 40% ไม่มีการวางแผนและการออมหลังเกษียณ นี่หมายความว่าครัวเรือนไทยเกือบครึ่งอยู่ในระดับแค่มีเงินใช้ แต่ไม่มีเงินเก็บ มิหนำซ้ำส่วนใหญ่ยังมีภาระหนี้ต่อรายได้ในระดับสูงมาก แม้อยู่ในช่วงวัยก่อนเกษียณ” อาจารย์สุวินัย แสดงความเห็นผ่านบทความ

นักเศรษฐศาสตร์จากรั้วท่าพระจันทร์รายนี้ มองว่า ปัญหาสำคัญของคนไทย คือ “ใช้เงินเพื่อบริโภค” ใช้จ่ายไปเพื่อ “กิน ดื่ม เที่ยว” สนุกสนานไปวันๆ มากกว่าใช้จ่ายเพื่อ “ศึกษาหาความรู้และพัฒนาตนเองตลอดชีพ” พร้อมฝากข้อปฏิบัติเพื่อ “เอาตัวให้รอด” ในยุคนี้และอนาคตอันใกล้ 4 ประการ คือ…

1.ออมเงินให้ได้ จะต้องมีวินัยในการออม เก็บเงินให้ได้ทุกเดือน อย่าสร้าง “หนี้เลว” หรือหนี้ที่ไม่ก่อรายได้เป็นอันขาด 2.ใช้เงินให้เป็น เพื่อให้รายจ่ายน้อยกว่ารายรับ หาทางลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หาความสุขที่พึ่งการใช้จ่ายเงินเท่าที่จำเป็น ใช้เงินเพื่อสุขภาพและการพัฒนาทักษะความรู้ให้มากๆ 3.หาเงินให้เก่ง พยายามหารายได้จากหลายช่องทาง ถ้ายังมีรายได้แค่ช่องทางเดียวจากเงินเดือน ควรหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มทักษะการทำงานและทำอาชีพเสริม และ 4.ต่อเงินให้งอกเงย ต้องมีความเข้าใจทักษะในการลงทุน

ต้องทำได้ครบ 4 อย่างตั้งแต่บัดนี้!!!

สอดคล้องกับความเห็นของ “สฤณี อาชวานันทกุล” นักเขียน นักแปลด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด ที่กล่าวในเวทีเสวนา “สังคมสูงวัย ความท้าทายและการปรับตัวสู่สมดุลใหม่” เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา ก่อนหน้าจะมีข่าวธนาคารปรับดอกเบี้ยลดเหลือ 0% เพียงไม่กี่วัน ว่า การวางแผนทางการเงินเป็นหนึ่งใน “ทักษะชีวิต” ที่จำเป็น

ทำไมต้องวางแผนเพื่ออนาคต.???

“สฤณี” บอกว่า คิดง่ายๆ คืออีกหน่อยเราจะแก่ หรือมีลูกก็ต้องวางแผนทางการเงินเพื่อลูก วางแผนทางการเงินมีหลัก 4 ประการ 1.ต้องพยายาม “ใช้เงินให้น้อย” กว่าที่หาได้ 2.ต้องพยายามหลีก “เลี่ยงเงินกู้” ให้ได้มากที่สุด ถ้าทำธุรกิจแล้วใช้ทุนก็ต้องไปกู้ก็โอเค แต่ถ้ากู้เพราะเรื่องส่วนตัวต้องพยายามหลีกเลี่ยง 3.“ชีวิตไม่แน่นอน” เราคิดว่าแข็งแรง แต่อยู่ดีๆ อาจจะป่วย จึงต้องมีสิ่งที่ภาษาการเงิน เรียกว่า “สภาพคล่อง” หรือภาษาบ้านๆ คือ ต้องมีเงินสดจำนวนหนึ่งติดมือไว้ใช้กรณีฉุกเฉิน และ 4.ต้องวางเป้าหมายระยะยาว

แม้คนไทยถูกอบรมสั่งสอนถึงความสำคัญของการ “เก็บหอมรอมริบ” มานาน เช่น คำกลอนของกวีเอกอย่าง “สุนทรภู่” ที่กล่าวในเชิงสอนว่า “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน”

ทว่าในความเป็นจริง มีตัวแปรมากมายที่ “ฉุดรั้ง” ให้คนไทยจำนวนไม่น้อย “เก็บเงินไม่อยู่-ตั้งตัวไม่ได้” ซึ่ง “สฤณี” ยกตัวอย่างไว้หลายประการ เช่น 1.ความเฉื่อย คนเรามักเคยชินกับสิ่งเดิมๆ ไม่อยากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สิ่งใหม่ แม้จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า 2.คิดว่ารายได้ลด กล่าวคือการออมเงินต้อง “หักเงินส่วนหนึ่งอย่างสม่ำเสมอ” เพื่อเก็บไว้ ทำให้หลายคนมองว่าจำนวนเงินที่จะนำไปใช้อย่างที่อยากใช้น้อยลง และ 3.มองแต่เรื่อง “เฉพาะหน้า” แม้จะรู้ว่าการออมเงินทำเพื่ออนาคต แต่ “หักห้ามใจ” ที่จะใช้จ่ายเงินไม่ได้ เป็นต้น

เรามองการ “ออม” เป็นเรื่องของการ “สูญเสีย”!!!

“คนส่วนใหญ่คิดว่าการออมเป็นการหักเงินบางส่วนที่เราอยากใช้เอาไปออม มันเหมือนกับว่ามีเงินใช้น้อยลง ที่ผ่านมาปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านค้นพบตรงนี้โดยที่ไม่ต้องไปเรียนเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม อย่างคนที่ทำเรื่องสัจจะลดรายจ่าย เขาบอกว่าพอทำเรื่องการออมหรือสะสมทรัพย์ ชาวบ้านจะคิดว่าทำไม่ได้เพราะต้องไปหารายได้มาเพิ่มเพื่อออม เลยคิดมุมกลับว่าแล้วจะลดรายจ่ายได้หรือไม่ ถ้าลดได้ก็นั่นแหละคือเอาไว้ออมได้” สฤณี ยกตัวอย่างปัญหาการออมของประชาชนและวิธีแก้ไขของหลายชุมชน

รายงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) หัวข้อ “วาระปฏิรูปที่ 13 : การปฏิรูปการเงินฐานรากและสหกรณ์ออมทรัพย์ : แนวทางการส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน” เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ระบุถึงความจำเป็นในการสร้างความรู้ด้านวินัยการเงินให้กับประชาชนไว้ว่า “คนไทยกว่า 70% มีความรู้เรื่องการเงินค่อนข้างต่ำ” โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

สวนทางกับสถานการณ์ขณะนี้ที่หลาย “ตัวแปร” กดดันเข้ามา เช่น สังคมผู้สูงอายุ สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน รวมถึงเทคโนโลยีที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้การจ้างงานบางตำแหน่งลดลงหรือหายไป เพราะใช้เครื่องจักรแทนคน สิ่งเหล่านี้เป็น “ความท้าทาย” ของภาครัฐในการ “สร้างความตระหนัก” ให้ประชาชนมีความรู้ทางการเงิน

แต่เหนือสิ่งอื่นใด แต่ละบุคคลต้อง “ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” มีวินัยทางการเงินมากขึ้น ทั้งใช้จ่ายอย่างประหยัด รวมถึงหารายได้เพิ่ม เนื่องจากภาครัฐมี “ภาระ” หลายด้าน คงยากจะดูแลทั่วถึง…

ฉะนั้น “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ” ดีที่สุด!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ปลด‘แอมเฟตามีน’พ้นยานรก แก้‘คนล้นคุก’ แต่ระวัง‘ระบาด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/221689

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ถือเป็น “เรื่องฮือฮา” รับเดือนมิถุนายน เดือนที่มี “วันต่อต้านยาเสพติดโลก” ขึ้นมาทันที กรณี “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (รมว.ยธ.) กล่าวเมื่อ15 มิ.ย. 2559 อ้างถึงผลการประชุมสมัยพิเศษของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติด (UNGASS) ประจำปี 2016 (พ.ศ.2559) ที่ระบุว่า..

“โลกประกาศสงครามกับยาเสพติดมานาน..แต่ไม่เคยเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด”!!!

“ฉะนั้นจึงต้องกลับมาทบทวนว่า..แล้วเราจะอยู่ร่วมกับยาเสพติดได้อย่างไร?”!!!

พล.อ.ไพบูลย์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับประเทศไทย กรณีของ “แอมเฟตามีน” (Amphetamine) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นสารเคมีที่ใช้ผลิต“ยาบ้า” ดังนั้น ตนจะไปหารือกับทั้งกระทรวงสาธารณสุข ศาล อัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

ถึงแนวทางที่จะ “ถอนแอมเฟตามีนออกจากบัญชียาเสพติดร้ายแรง” ว่าเป็นไปได้หรือไม่?!!!

ที่มาของแนวคิดนี้ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า เป็นเพราะกฎหมายฟื้นฟูกับกฎหมายยาเสพติดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันขัดแย้งกัน อาทิ หากโดนจับกุมในคดีพกพายาเสพติด 1 เม็ด ก็มีโทษจำคุก 25 หรือ 15 ปี ซึ่ง “สวนทาง” กับนโยบายด้านยาเสพติดของรัฐที่บอกว่า “ผู้เสพคือผู้ป่วย” และย้ำด้วยว่า “การปราบปรามยังคงทำเช่นเดิม” แต่ไม่ใช่เน้นการปราบปรามเพียงด้านเดียวอย่างที่เคยทำมา แต่ต้องทำทั้ง 3 ด้านพร้อมกัน คือ ปราบปรามป้องกัน และบำบัดฟื้นฟู ดังนั้น ระบบฟื้นฟูถือเป็นเรื่องสำคัญกับเรื่องนี้ที่จะทำ และการป้องกันก็สำคัญ

แต่ตราบใดที่ “กฎหมายยังไม่ถูกแก้” ย่อมยากที่จะเดินไปถึงจุดนั้นได้!!!

“หลายประเทศก็ยกเลิกวิธีแก้ปัญหายาเสพติดด้วยการปราบนานเป็นสิบปีแล้ว และหลายประเทศก็หมดปัญหาไปแล้ว เขาก็มองผู้ติดยาเสพติดคือผู้ป่วย ต้องได้รับการดูแลจากหมอ จึงอยากทำความเข้าใจกับประชาชนทุกคนให้ยอมรับ” รมว.ยธ. ระบุ

นอกจากนี้ พล.อ.ไพบูลย์ ยังกล่าวด้วยว่า ตนพยายามผลักดัน “ประมวลกฎหมายยาเสพติด” ที่ขณะนี้อยู่ในการดำเนินการของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยสาระสำคัญคือ เปิดช่องให้ศาลมีโอกาสใช้ดุลยพินิจในการลงโทษจำคุก หรือการปรับที่น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิด
นั้น เมื่อมีเหตุอันสมควรเฉพาะราย โดยพิจารณาถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของผู้กระทำความผิด และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง

เชื่อว่า..กฎหมายใหม่นี้จะเป็นการ “ปฏิรูป” มาตรการว่าด้วยคดียาเสพติดในไทยทั้งระบบ!!!

แนวคิดนี้ใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก ย้อนไปเมื่อ 30 เม.ย. 2558 นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เคยกล่าวในเวทีเสวนา “สงครามยาเสพติด คุกและเหยื่อผู้ต้องขังหญิง” ณ โรงแรมมิคาเคิล แกรนด์ หลักสี่ กทม. ว่า ปัจจุบันเรือนจำต่างๆ ในประเทศไทยประสบปัญหา “นักโทษล้นคุก” ซึ่งจำนวนมากเป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด

โดยมีสาเหตุมาจากกฎหมายที่ “เหวี่ยงแห” เช่น หากเป็นยาเสพติดประเภท 1 ซึ่งยาบ้าอยู่ในกลุ่มนี้ การนำเข้ามาในประเทศไทยไม่ว่าปริมาณเท่าใดและด้วยเหตุผลใดก็ตาม โทษคือจำคุกตลอดชีวิต อันเป็นผลมาจากนโยบายสงครามยาเสพติด ทำให้สังคมรู้สึก “โกรธแค้นและเกลียดกลัว” ผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่ว่าจะในมิติใดก็ตาม

“เจตนารมณ์ของกฎหมายบทนั้นไม่มีความประสงค์จะลงโทษผู้หญิงคนไทยที่ไปซื้อยาบ้าจากประเทศลาวกินเพียงเม็ดสองเม็ด แล้วกินไม่หมดก็เหลือติดตัวเข้ามาในประเทศด้วยโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ถูกจับกุมดำเนินคดีด้วยข้อหาเป็นอาชญากรร้ายแรง ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ถูกฟ้องโดยอัยการ และถูกศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในนามแห่งกฎหมาย

ผู้หญิงคนนั้นรับสารภาพว่าซื้อยาเสพติดมากินแล้วเหลือจึงพาเข้ามาในประเทศจริง ก็ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 25 ปีเราออกกฎหมายแบบนี้ ใช้บังคับแล้วตีความกันแบบนี้มาเล่นงานประชาชนของเราได้หน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่ชัดเจนว่าไม่ได้เป็นผู้ค้ายาเสพติด เราปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นตำตาอยู่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย” นายจรัญ ระบุ

ด้าน นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวกับ “สกู๊ปแนวหน้า” ยืนยันว่า “ไทยเป็นประเทศเดียวในโลก” ที่กำหนดให้แอมเฟตามีนเป็น“ยาเสพติดร้ายแรง” ขณะที่ประเทศอื่นๆ กำหนดให้เป็นเพียง “ยาควบคุม”ที่การซื้อหาและการใช้จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัดเท่านั้น จึงต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไข เพราะปัจจุบันมีผู้ถูกจับกุมคุมขัง โดยเฉพาะ “ผู้หญิง” อยู่ในเรือนจำเป็นจำนวนมาก

ทั่วโลกมองว่า “โทษนั้นรุนแรงเกินไป”!!!

“ขณะนี้ผลกระทบสำคัญคือผู้หญิงไทยติดคุกอยู่ในเรือนจำเป็นอัตราที่สูงที่สุดในโลก ทั่วโลกเขารู้กันแล้วเขาคิดว่าประเทศไทยแก้ปัญหานี้โอเวอร์เกินไป เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ผ่านครม. ไปแล้ว กำลังอยู่ในชั้นกฤษฎีกา ส่วนจะลดลงมาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 3 4 หรือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท อันนี้ก็ต้องคุยรายละเอียดกันในชั้นกฤษฎีกาและ สนช. แต่ไม่ใช่การซื้อหากันเสรี มันต้องควบคุม คือแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยในกรณีผู้มีความเจ็บป่วย และจ่ายในปริมาณเท่าที่จำเป็น” นพ.อภิชัย อธิบาย

แม้แนวคิดดังกล่าวจะมีเจตนาดีแต่ก็ใช่ว่าจะ “ไม่มีข้อกังวล” ดังที่ ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่าในต่างประเทศมีการใช้แอมเฟตามีนเป็นส่วนผสมของยาบางประเภท เช่น รักษาโรคอ้วนแบบที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ หรือรักษาโรค “นาร์โคเลปซี” (Narcolepsy)ซึ่งมีอาการง่วงง่ายหลับง่ายผิดปกติ เป็นต้น แต่ก็อาจมี “ผลข้างเคียง” หากใช้ในปริมาณมาก อาทิ เกิดอาการประสาทหลอน ซึมเศร้า รวมถึง “เสพติด” การใช้ยาได้

“เมื่อยกเลิกแล้วคนจะครอบครองสารนี้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย หากนำมาใช้อย่างไม่เหมาะสม เช่น ใช้เกินขนาดไม่ได้ใช้ภายใต้การดูของแพทย์ และใช้จนเสพติดก็จะมีผลเสียอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นคงต้องช่วยกันพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าจะนำข้อดีมาใช้อย่างไร โดยป้องกันข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นทั้งต่อตัวบุคคลและสังคม” นพ.พิสนธิ์ ฝากข้อคิด

ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ณ วันที่ 1 ม.ค. 2558 มีนักโทษคดียาเสพติดในเรือนจำ เป็นชาย 190,346 คน เป็นหญิง 37,955 คน รวม 228,301 คน คิดเป็นร้อยละ 70.17 ของจำนวนนักโทษทั้งหมด ซึ่ง พล.อ.ไพบูลย์ มีแนวคิดว่าควรแยกคนเหล่านี้ออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อใช้มาตรการแตกต่างกันไปตามระดับของพฤติการณ์แห่งความผิด นอกเหนือจากการลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่ยังติดขัดที่ข้อกฎหมาย จึงนำมาซึ่ง “ข้อเสนอ” ในการปรับแก้ดังกล่าว

ที่ก็ต้องทำให้ “รอบคอบ” เช่นกัน..มิฉะนั้นแล้วอาจเป็นการ “เปิดช่อง” ให้ยาเสพติดระบาดง่ายกว่าเดิม!!!

หมายเหตุ : สกู๊ป “แป้งจอห์นสันกับมะเร็งรังไข่” หน้า 5 นสพ.แนวหน้า ฉบับจันทร์ที่ 20 มิ.ย. 2559 แก้ไขตำแหน่งของนพ.อภิชัย มงคล จาก “กรมวิทยาศาสตร์บริการ” เป็น “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์” ขออภัยผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วย

SCOOP@NAEWNA.COM

‘แป้งจอห์นสัน’กับมะเร็งรังไข่ ‘อันตรายสีขาว’ที่ยังรอคำเตือน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/221512

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เป็นที่ “สะเทือนวงการ” กรณีศาลชั้นต้นแห่งเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา (St.Louis, Missouri-USA) พิพากษาให้บริษัทแป้งฝุ่นชื่อดังระดับโลก“จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน” ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ครอบครัวของหญิงวัย 62 ปีรายหนึ่ง จำนวน 72 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 2 พันล้านบาท เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 เนื่องจากสาวใหญ่รายนี้เสียชีวิตด้วยโรค “มะเร็งรังไข่”

เบาะแสสำคัญ คือ บันทึกเสียงของเธอที่เล่าว่าใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทดังกล่าวทาที่ “จุดซ่อนเร้น” มานานถึง 35 ปี ก่อนเสียชีวิต!!!

บุตรชายบุญธรรมของผู้เสียชีวิต กล่าวกับคณะลูกขุน ว่า แป้งฝุ่นยี่ห้อดังกล่าวมีส่วนผสม “ทัลคัม” (Talcum) ซึ่ง
นอกจากกรณีของสาวใหญ่รายนี้ ในเวลาต่อมาช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2559 ก็เป็นศาลรัฐมิสซูรีอีกเช่นกัน ที่ตัดสินให้บริษัทแป้งฝุ่นเจ้าเดิม ต้องชดใช้ค่าเสีย 55 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 1.7 พันล้านบาท ให้กับหญิงสาวอีกรายที่ยื่นฟ้องกรณีเดียวกัน ทำให้เกิดหัวข้อที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลก ว่า…

“แป้งทัลคัมก่อมะเร็งรังไข่”!!!

บทความ “แป้งทัลคัม (Talcum Powder) อันตรายจริงหรือ?” จากเว็บไซต์ชื่อดังด้านการศึกษาอย่าง “วิชาการ.คอม” (vcharkarn.com) ระบุว่า Talcum powder หรือแป้งทัลคัม คือ แป้งที่มีองค์ประกอบหลักเป็นสาร “ทัลค์” (Talc) ซึ่งเป็นสารแร่ที่เป็นองค์ประกอบของแมกนีเซียม ซิลิคอน และออกซิเจน มีสรรพคุณดูดซับความชื้นได้ดีและช่วยทำให้ผิวลื่น จึงนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องสำอาง เช่น แป้งสำหรับเด็ก แป้งฝุ่นสำหรับผู้ใหญ่ที่ใช้กับร่างกายและใบหน้า เพื่อลดการอับชื้น และเพื่อความสวยงาม

ทว่าโดยธรรมชาติแล้วสารทัลค์มักมี “แร่ใยหิน”(Asbestos) เจือปนอยู่ด้วย ซึ่งแร่ใยหินนั้นมีการศึกษาพบว่า หากสูดดมเข้าไปมากๆจะทำให้เกิดโรค “มะเร็งปอด” ทำให้ทางการสหรัฐ ประกาศห้ามใช้แร่ใยหินเป็นส่วนประกอบในแป้งฝุ่นทาตัวมาตั้งแต่ปี 2516 หรือ ค.ศ.1973

องค์กร the International Agency for Research on Cancer(IARC) หน่วยงานในสังกัดองค์การอนามัยโลก(WHO) แม้จะระบุว่า สารทัลค์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ เป็นอันตรายหากสูดดมเข้าไป แต่กับสารทัลค์ที่ไม่มีแร่ใยหินผสมอยู่ เบื้องต้นระบุว่าการสูดดมไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าใช้ทาบริเวณอวัยวะเพศ “ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด” ว่าก่อมะเร็งหรือไม่? IARC จึงใช้เพียงคำว่า “อาจจะ” หรือ “มีความเป็นไปได้” ว่าเป็นสาเหตุของมะเร็ง และให้ “ข้อแนะนำ” กับผู้ผลิตแป้งฝุ่นทาตัวไว้ว่า…

ควร “แจ้งเตือน” ให้ผู้บริโภคทราบถึงสารเคมีที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ด้วย!!!

“นพ.กฤษดา ศิรามพุช” ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ อธิบายกับ “สกู๊ปแนวหน้า” ว่า ทัลคัมที่มีอันตราย คือ ที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ เป็น “สารต้องห้าม” ตามประกาศของ IARC เนื่องจากมีผลการศึกษาชัดเจนว่าก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ แต่แป้งฝุ่นโรยตัวที่ผลิตหลังทศวรรษ 1970’s(พ.ศ.2513-2522) เป็นต้นมา เลิกใช้ทัลคัมที่มีแร่ใยหินแล้ว

ส่วนแป้งฝุ่นโดยทั่วไปนั้น สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) องค์กรที่ทำการศึกษาโรคมะเร็งโดยเฉพาะ ยังไม่ยืนยันว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งรังไข่จริงหรือไม่? เนื่องจากต้องรอผลการศึกษาที่ชี้ชัดมากกว่านี้ แต่เพื่อ “ป้องกันความเสี่ยง” สุภาพสตรีไม่ควรใช้แป้งฝุ่นกับ “จุดซ่อนเร้น”นอกจากนี้ผู้ผลิตควรติดคำเตือนดังกล่าวไว้บนฉลากด้วย

เช่นเดียวกับ “นพ.อภิชัย มงคล” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ที่ยืนยันว่า ปัจจุบันแป้งฝุ่นทัลคัม มีข้อห้ามสำคัญเพียง 2 ประการ คือ “ห้ามโรยบนตัวเด็ก” รวมถึง “สตรีไม่ควรใช้กับจุดซ่อนเร้น” แต่นอกเหนือจากนี้สามารถใช้แป้งฝุ่นได้ตามปกติเพราะไม่มีอันตราย

ด้าน “นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข” เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวว่า ทัลค์หรือทัลคัม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.ใช้สำหรับอุตสาหกรรม และ 2.ใช้ในยาและเครื่องสำอาง โดยประเภทหลัง “ต้องไม่มีแร่ใยหินเจือปน” ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งที่ผ่านมา อย. มีการสุ่มตรวจอยู่เสมอ เช่น ช่วงปี 2552-2553 ตรวจ 40 ตัวอย่าง และปี 2557-2558 ตรวจ 73 ตัวอย่าง ทั้ง 2 ครั้ง ไม่พบการปนเปื้อนแร่ใยหิน

ส่วนกรณี “สารทัลค์กับมะเร็งรังไข่” ยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัด ประเทศต่างๆจึงยังไม่ห้ามใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง โดยประเทศไทย กฎหมายกำหนดให้มีคำเตือนบนฉลากว่า “ระวังอย่าให้แป้งเข้าจมูกและปากของเด็ก” สำหรับแป้งที่ผลิตมาสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี นอกจากนี้ อย.อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าอาจจะต้องเพิ่มคำเตือน “ระวังอย่าให้แป้งฝุ่นเข้าจมูกและปาก และสตรีไม่ควรโรยแป้งฝุ่นบริเวณจุดซ่อนเร้น” บนฉลากของแป้งฝุ่นที่มีส่วนประกอบของทัลค์ในอนาคต

ขณะที่ “สารี อ๋องสมหวัง” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค บอกว่า กรณีการฟ้องร้อง “จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน” ในสหรัฐอเมริกา เป็น “ข้อพิสูจน์” ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ทัลค์” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อมะเร็งรังไข่ เมื่อหันกลับมามองที่ประเทศไทย สิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการ คือ…

1.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ อย. ต้องเปิดเผยเรื่องนี้ให้ผู้บริโภครับทราบ พร้อมทั้งหันไปใช้ “มาตรการบังคับ” กับผู้ผลิต ในเรื่องของ “คำเตือน” บนฉลากผลิตภัณฑ์ 2.ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อสังคม คือ ถ้ายังไม่เปลี่ยนสูตรในการผลิตก็ต้องแจ้งบนฉลากให้ชัดเจน พร้อมทั้งมีคำเตือนให้กับผู้บริโภคด้วย และ 3.ในประเทศไทย ยังมีการผลิตแป้งที่ “ไม่ใช้ทัลค์” เป็นส่วนประกอบ ซึ่งผู้บริโภคควรได้รับรู้ว่ามียี่ห้อใดบ้าง หน่วยงานของรัฐควรเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ด้วย

“เพราะสิ่งสำคัญ คือ ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ อย. บอกว่ายี่ห้อนี้มีทัลค์ แต่ไม่ได้บอกว่ายี่ห้อใดไม่มี ก็ไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้น อย.ต้องแจ้งให้ชัดเจนว่ายี่ห้อใดมี หรือไม่มีทัลค์ ยี่ห้อที่มีก็ต้องมีคำเตือน ซึ่งโดยข้อเท็จจริงผู้ผลิตคงไม่อยากบอกว่าผลิตภัณฑ์ของตัวเองมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย จึงเป็นหน้าที่ของ อย.ที่ต้องใช้มาตรการเชิงบังคับกับผู้ผลิต”
สารี กล่าว

ขณะที่เว็บไซต์ “มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค”(consumerthai.org) เผยแพร่รายงานการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 เพื่อสุ่มตัวอย่างแป้งฝุ่น 35 ยี่ห้อที่วางขายใน กทม. พบว่า “มีถึง 34 ยี่ห้อที่มีส่วนผสมของทัลค์ แต่ไม่มียี่ห้อใดเลยที่ระบุว่าทัลค์อาจเป็นปัจจัยก่อมะเร็ง” ตามที่ IARC แนะนำให้ต้องระบุบนฉลาก

ถึงยังไม่มีกฎหมายบังคับ แต่ผู้ผลิตก็ควรติดคำเตือนไว้หรือไม่?

เพราะถือเป็น “ความรับผิดชอบต่อสังคม”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Blind Buddyเพื่อ‘คนตาบอด’ ‘รถเมล์’ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/221365

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สำหรับ “คนตาบอด” นอกจากการช่วยเหลือตัวเองแล้ว อุปสรรคในการเดินทางออกไปข้างนอกเพียงลำพัง ยังถือเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเรื่องการใช้รถประจำทาง หรือ “รถเมล์”

ป้ายรถเมล์อยู่ตรงไหน…รถเมล์มาหรือยัง?…ฯลฯ เป็นบางปัญหาที่คนตาบอดต้องประสบ แต่ด้วยปัจจุบันโลกก้าวเข้าสู่ “ยุคดิจิทัล” และผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มคนพิการมากขึ้น เพื่อหวังให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงกับคนปกติทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง…

Blind Buddy!!!

“แอพพลิเคชั่น” ช่วยเหลือคนพิการทางสายตาในการเดินทางโดยรถเมล์ เป็นอีกหนึ่ง “ตัวช่วย” ที่กำลังถูกพัฒนาขึ้นด้วยฝีมือของนักศึกษากลุ่มวิชาเอกเทคโนโลยีมีเดียชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.)

“เวลาที่คนตาบอดจะขึ้นรถเมล์จะใช้วิธีตะโกนถามจากคนแถวนั้นว่ารถเมล์สายนั้นสายนี้มาหรือยัง บางครั้งมีคนใจดีช่วยบอก หรือบางครั้งเขาจะเขียนใส่กระดาษแล้วถือไว้ เผื่อจะมีคนช่วยบอก หรืออย่างน้อยกระเป๋ารถเมล์ก็ช่วยเรียกให้ขึ้นรถได้ แต่ถึงคนพิการทางสายตาจะมีทางออกในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง แต่พวกเราคิดว่ามันมีทางออกที่ดีกว่านี้”

“อารีมน เสริมทรัพย์” หนึ่งในนักศึกษาที่ร่วมพัฒนาโปรเจกท์ Blind Buddy กล่าวถึง “แรงบันดาลใจ” ที่หันมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้

หลังจาก “สัมผัส” ปัญหาของคนตาบอดด้วยตัวเอง “อารีมน” จึงร่วมกับ รจเรข ทุ้ยมาก และ วรินดา เรืองวงษ์ ออกแบบแอพพลิเคชั่นดังกล่าวขึ้น เริ่มจากการสำรวจข้อมูลที่มูลนิธิคอลฟีลด์เพื่อคนตาบอดในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ซึ่งเป็นคนตาบอดที่ต้องใช้บริการขนส่งสาธารณะเป็นประจำ พบว่า “สมาร์ทโฟน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของพวกเขา การพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ต้องใช้งานบนสมาร์ทโฟน จึงน่าจะช่วยอำนวยความสะดวกได้

ด้าน “รจเรข” อธิบายถึงวิธีใช้งาน Blind Buddy ว่า แอพพลิเคชั่นนี้ใช้โปรแกรม Android Studio ในการออกแบบและจัดทำแอพพลิเคชั่นที่มีการทำงานกันระหว่าง Ibeacon และแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เพื่อส่งและรับข้อมูล จากนั้นจะแสดงผลออกมาผ่านแอพพลิเคชั่นในรูปแบบเสียง โดยผู้ใช้เริ่มจากเปิดแอพพลิเคชั่น Blind Buddy ไว้ จากนั้นเดินไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งแอพพลิเคชั่นจับสัญญาณบลูทูธ Ibeacon หรือตัวจับสัญญาณบลูทูธที่ติดตั้งไว้ที่ป้ายรถเมล์ได้แล้วจะ “แจ้งเตือน” ด้วยการสั่นและมีเสียงเตือนว่าอยู่ที่ป้ายรถเมล์แล้ว จากนั้นผู้ใช้แตะ หรือ “สัมผัส”ที่หน้าจอ 1 ครั้ง แอพพลิเคชั่นจะบอกด้วยเสียงว่าที่ป้ายดังกล่าวมีรถเมล์สายใดผ่านบ้าง ผู้ใช้ก็แตะที่หน้าจออีก 1 ครั้ง เพื่อเลือกสายรถที่จะขึ้นแล้วก็ยืนรอ จนกระทั่งรถเมล์สายที่เลือกไว้มาถึง จะมีการแจ้งเตือนด้วยเสียงว่ารถมาถึงแล้ว ซึ่งต้องมีการติดตั้ง Ibeaconไว้ที่รถเมล์ด้วย

“เมื่อขึ้นรถได้แล้วให้ผู้ใช้แตะที่หน้าจออีกครั้ง แอพพลิเคชั่นจะบอกด้วยเสียงว่ารถคันนี้ผ่านป้ายใดบ้าง และเมื่อผู้ใช้เลือกป้ายที่จะลงแล้วก็รอจนกระทั่งถึงป้ายดังกล่าว แอพพลิเคชั่นจะแจ้งเตือนล่วงหน้าว่าใกล้จะถึงป้ายแล้ว ให้เตรียมตัว” รจเลข กล่าว

ขณะที่ “วรินดา” กล่าวว่า ที่จัดทำแอพพลิเคชั่นนี้ขึ้น เพราะอยากจะนำเทคโนโลยีมาพัฒนาเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกการเดินทางด้วยรถเมล์ให้แก่คนตาบอด ทำให้สามารถออกมาใช้ชีวิตประจำวัน ใช้บริการขนส่งสาธารณะและเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ได้เหมือนคนปกติทั่วไป

Blind Buddy…เป็นแนวคิดของเด็กไทยกลุ่มหนึ่งที่อยากมีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคม แต่ลำพังเพียงกำลังของนักศึกษากลุ่มหนึ่งคงไม่สามารถผลักดัน “ตัวช่วย” นี้ ออกสู่การใช้งานจริงได้…

SCOOP@NAEWNA.COM

นาทีต่อนาที… ปฏิบัติการฟ้าสางที่‘ธรรมกาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/221090

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

เช้าตรู่ของวันที่ 16 มิถุนายน พื้นที่ สภอ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ที่ถูกตั้งเป็น “ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า”คลาคล่ำไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมอุปกรณ์ป้องกันตัวทั้งโล่ กระบอง หมวก ฯลฯ มากกว่า 1,000 นายรวมถึงรถดับเพลิงฉีดน้ำ รถขยายเสียง โดรน และสุนัขตำรวจ ที่ถูกสั่งระดม “เต็มพิกัด” ตามแผนปฏิบัติการ “กบิล 59” ภายใต้ภารกิจเข้าตรวจค้น “วัดพระธรรมกาย” โดยมีเป้าหมาย…

“จับ…พระธัมมชโย”!!!

หรือพระเทพญาณมหามุนี เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ภายหลัง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุลรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) ได้รับการประสานขอกำลังสนับสนุนจาก “กรมสอบสวนคดีพิเศษ”(ดีเอสไอ) เพื่อภารกิจครั้งนี้

นอกจากนั้นกำลังบางส่วนยังถูก “กระจาย” ลงพื้นที่ เพื่อตั้ง “ด่าน” จุดคัดกรองและจุดสกัดในรูปแบบ “จตุรทิศ” คือ ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 4 ด้าน โดยรอบวัดพระธรรมกาย รวมถึงบริเวณรอบนอก เพื่อคัดกรอง ตรวจค้นบุคคลต้องสงสัย สกัดกั้น “มือที่ 3” ที่อาจเข้ามาปั่นป่วน โดยกำลังทั้งหมดถูกกำชับจากเบื้องบนให้ใช้ความ “ละมุนละม่อม” มากที่สุด เพื่อป้องกันเหตุ “แทรกซ้อน” และ “นองเลือด”

ขณะที่ “เป้าหมาย” ตรวจค้นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ปรากฏความ “เคลื่อนไหว” เช่นกัน โดยตลอดทั้งคืนวันที่15 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั้งพระสงฆ์และฆราวาสเดินทางมายังวัดเป็นจำนวนมาก โดยในเวลา 07.45 น. วันที่ 16 มิถุนายน ศิษยานุศิษย์ในชุดขาว กว่า 300 คน ตั้งแถวนั่งปฏิบัติธรรมหน้าประตูทางเข้าประตู 1 เลียบคลอง 3 ใกล้ทางเข้าตำหนักดาวดึงส์ที่รักษาอาการอาพาธ “พระธัมมชโย”

เวลา 08.15 น. ชาวบ้านชุมชนรังสิตคลอง 3 ทยอยเดินทางมาร่วมสวดมนต์ภาวนา และปฏิบัติธรรมภายในวัดพระธรรมกาย ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย

เวลา 08.35 น. เฟซบุ๊คเรารักวัดพระธรรมกาย โพสต์เรียก “ระดมพล” มีข้อความว่า “มาวัดกันเยอะๆ มาเอาบุญปฏิบัติธรรมช่วยกัน สงบ สันติ อหิงสา เพราะครั้งนี้ ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา”

เช่นเดียวกับบริเวณรอบวัดมีการป้องกันอย่างหนาแน่น อาทิ มีการนำ “รถแบ๊กโฮ” หรือรถตักดินมาจอดขวางหน้าประตู 1 ส่วนประตู 7 ที่มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่อาจจะเข้าจู่โจมในจุดนี้พบว่า “ถูกปิดตาย” พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของวัดเฝ้าอยู่ด้านในอย่างเข้มงวด และมีการติดกล้องวงจรปิดตลอดแนวรอบวัด สภาพไม่ต่างจาก…

“ป้อมปราการ” ในสนามรบ!!!

แล้วช่วงเวลา “แตกหัก” ก็มาถึง!!!

เวลา 08.47 น. วันที่ 16 มิถุนายน ตำรวจและพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้เดินทางออกจาก สภ.คลองหลวง และถึงวัดพระธรรมกายในเวลา 08.55 น.

เวลา 09.00 น. พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ เข้าเจรจากับ พระสนิทวงศ์ วุฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ภายในบริเวณวัด ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นทั้ง 2 แถลงข่าวร่วมกันโดย พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า ทางวัดให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ขณะที่ พระสนิทวงศ์ ยืนยันพระธัมมชโย ยังนอนพักรักษาอาการอาพาธอยู่ในวัด พร้อมขอให้ดีเอสไอเจรจากับศิษยานุศิษย์ด้วยตัวเอง

ทว่าเวลา 09.38 น. บรรดาศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ประกาศว่าจะไม่เปิดพื้นที่ให้ดีเอสไอ เข้าตรวจค้น เพราะไม่เชื่อมั่นในการดำเนินการของฝ่ายเจ้าหน้าที่ โดยอ้างถึงพระสงฆ์บางรูปซึ่งมีคดีความเช่นกันแต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จึงมองว่าเจ้าหน้าที่ไม่อาจให้หลักประกันเสรีภาพได้ พร้อมกับย้ำว่า คดีนี้มีอายุความถึง 15 ปีดังนั้น “พระธัมมชโย” จะไปมอบตัวต่อเมื่อ “บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์” แล้วเท่านั้น!!!

การเจรจายังดำเนินต่อไปถึงเวลา 11.00 น. แต่ไม่เป็นผลดีเอสไอ ประกาศ “ยุติ” ปฏิบัติการในครึ่งวันแรก เพื่อให้พระสงฆ์ได้ฉันเพล กระทั่งเวลา 12.19 น.ที่ประตู 1 ของวัดพระธรรมกาย มีการนำรถแบ๊กโฮที่จอดขวางไว้ออกไป พร้อมกับประกาศให้ศิษยานุศิษย์ที่เป็นผู้หญิงไปรวมกันที่ประตู 5 เหลือไว้แต่ชายฉกรรจ์เท่านั้น

ในที่สุด เวลา13.41 น. ดีเอสไอ จึงยุติปฏิบัติการในวันแรก เพราะเข้าไม่ถึงตัว พระธัมมชโย เนื่องจากถูกศิษยานุศิษย์วัดขัดขวาง

เวลา 14.00 น. พ.ต.ต.สุริยา กล่าวกับสื่อมวลชน ว่าการดำเนินการของดีเอสไอ เบื้องต้นถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น และยืนยันว่าจะดำเนินการจับกุม พระธัมมชโย ให้ได้ก่อนวันที่ 13กรกฎาคม นี้ ซึ่งเป็นวันที่อัยการจะสั่งฟ้องคดีไปยังศาล นอกจากนี้ ดีเอสไอยังไปแจ้งความกับ สภ.คลองหลวง กรณีศิษยานุศิษย์ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ด้วย

ถือเป็นการ “ปิดฉาก” แผนปฏิบัติการกบิล 59ที่กินเวลากว่า 6 ชั่วโมง เพื่อค้นหา “พระธัมมชโย”ที่จบลงด้วยการคว้าน้ำเหลว!!

ท่ามกลางข่าวลือสะพัดว่า…นี่เป็นเพียงปฏิบัติการ “ยกแรก” เพื่อ “หยั่งเชิง” และประเมินกำลัง ก่อนเข้าปฏิบัติการจู่โจมจับกุมจริงๆ ใน “ยกสอง”!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM