เปิดทางออก‘คนกับป่า’(จบ) ‘เฟล็กที’พลิกวิกฤติสู่โอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/220921

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ฉบับที่แล้ว “สกู๊ปแนวหน้า” ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาทรัพยากรป่าไม้เสื่อมโทรม ภายใต้หลัก “คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน” ซึ่งรวมถึงการอนุญาตให้ปลูก “ไม้หวงห้าม” ในเชิงเศรษฐกิจ ไปแล้วฉบับนี้จะเป็นการ “คลายข้อสงสัย” ว่าจะควบคุมแยกแยะอย่างไร รวมถึงจะส่งผลดีอย่างไรต่อสังคมไทยบ้าง?

ไม้ปลูกต้อง‘ตีทะเบียน’

“ธนาคารต้นไม้มีเลข 16 หลักกับต้นไม้ทุกต้น เราบอกได้หมดว่ามาจากไหน รู้เจ้าของด้วย เหมือนเลข 13 หลักบนบัตรประชาชน แค่ดูหมายเลข แล้วไปดูที่แปลงว่าไม้ถูกตัดจริงหรือไม่แต่เจ้าหน้าที่มักคิดเอง เหมือนมีทีวีเครื่องหนึ่ง แล้วไปเจอทีวีรุ่นเดียวกันในตลาด คุณก็ไปคิดเอาเองว่าเขาลักของคุณมา แล้วไปแจ้งความโดยที่ยังไม่ได้ไปดูที่บ้านเลยว่าถูกลักไป
หรือยัง ป่าไม้ก็เหมือนกัน สันนิษฐานว่าคนนี้เป็นโจร แต่ไม่ได้ไปดูว่าไม้ถูกตัดไปหรือยัง”

“พงศา ชูแนม” ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ กล่าวถึงปัญหา “วิธีคิด” ของทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงสังคมไทย ที่พอเห็นไม้ถูกตัดมามักจะคิดไว้ก่อนว่าตัดมาจากป่าอนุรักษ์แน่นอน โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม้เหล่านี้
แยกแยะได้ด้วยการ “ตีทะเบียน” ตั้งแต่เริ่มปลูก ทำให้ระบุได้ว่าไม้ที่โรงงานจะนำไปแปรรูปมาจากแหล่งใด ใครปลูก รวมถึงตรวจสอบการ “สวมทะเบียน” ได้ ด้วยการย้อนกลับไปดู “พื้นที่จริง” ว่าไม้ต้นนั้นถูกตัดไปหรือยัง
ตรงตามกับที่แจ้งไว้หรือไม่ ที่สำคัญแม้อนุญาตให้ปลูกและใช้ได้ ก็ไม่จำเป็นว่าต้องตัดไม้มาจากป่าอนุรักษ์

“ไม่ต้องกังวล เพราะไม้ที่ตัดเป็นไม้ที่ปลูกในที่ดินประชาชน แล้วมันมีตัวอย่างมาแล้วทุกประเทศในโลกว่าไม่มีประเทศไหนปลูกป่าสำเร็จโดยภาครัฐสักประเทศเดียว ประเทศที่ขายไม้มากที่สุด คือ ประเทศที่ปลูกป่ามากที่สุด ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น แคนาดา นิวซีแลนด์ หรือไม้ยางพารา
ในบ้านเรา เพราะปล่อยให้ปลูกกันเสรี เราจึงขายไม้ยางพาราได้ เราส่งออกไม้ 2 ชนิด คือ ไม้ยางพารากับยูคาลิปตัส” พงศา กล่าว

ยึด‘เฟล็กที’ควบคุมแปรรูป

แม้การตรวจสอบ “ที่มา” ของไม้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง คือ “ต้องทำก่อนแปรรูป” แต่ปัจจุบันการค้าไม้ระดับนานาชาติ โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหภาพยุโรป(อียู) ได้กำหนดกฎเกณฑ์เรียกว่า “เฟล็กที”(FLEGT) สำหรับ
ผู้ประกอบการที่จะส่งไม้ไปขายในยุโรปต้องปฏิบัติตาม

“ประยุทธ หล่อสุวรรณศิริ” อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ อธิบายในเวทีเสวนา “เฟล็กที(FLEGT) กับวิสัยทัศน์การป่าไม้ไทย”
จัดโดยศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(บางเขน) ถึงความสำคัญของ “เฟล็กที” ว่า
ผู้ประกอบการนำเข้าไม้ในยุโรปต้องระบุได้ว่า “ไม้มาจากแหล่งใด”เพื่อป้องกันการนำเข้าไม้จากกระบวนการที่ทำลายสิ่งแวดล้อม คล้ายเกณฑ์ “ไอยูยู”(IUU) ที่อียูใช้ควบคุม “สินค้าประมง” จากทั่วโลก

“มีนาคม 2556 อียูออกกฎว่าประเทศที่จะส่งไม้หรือสินค้าทำจากไม้เข้ายุโรป ต้องยืนยันให้ได้ว่าไม้นั้นมาจากไหน เขาบังคับคนยุโรปไม่ได้บังคับคนประเทศอื่น แต่ถ้าประเทศไหนไม่ทำ คนของเขาจะส่งไม้จากประเทศนั้นเข้ายุโรปไม่ได้” อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว

เมื่อ “อียู” ออกกฎดังกล่าว ประกอบกับประเทศไทยมีกฎหมายห้ามตัดไม้ในเขตพื้นที่หวงห้ามอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสของ “ไม้ป่าปลูก” ในพื้นที่สวนป่า รวมถึงในที่ดินของชุมชนและส่วนบุคคล ขอเพียง “ฟ้าเปิด” กฎหมายห้ามปลูกไม้หวงห้าม
ถูกแก้ไขเท่านั้น เพราะจากเกณฑ์สากลนี้จะทำให้ผู้แปรรูปต้องปฏิบัติตามไปโดยปริยาย

“ไม้สวนป่าที่ไปขึ้นทะเบียนกับทางราชการ เขาสามารถยืนยันได้ว่ามาจากสวน เป็นไม้ถูกกฎหมายมาจากที่ดินของประชาชน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมต้องการ ก็จะส่งเสริมให้คนที่มีที่ดินปลูกไม้ป่านี้มากขึ้น” อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ ระบุ

“บรรจง วงศ์ศรีสุนทร” ผู้อำนวยการสำนักรับรองการป่าไม้ กรมป่าไม้ กล่าวเสริมว่า เฟล็กทีจะเป็นการ “ปฏิรูป” กระบวนการใช้ประโยชน์จากไม้ครั้งใหญ่ของไทย ด้วยการทำให้กิจการไม้แปรรูปได้มาตรฐานสากล ไม่ว่าจะส่งไปยุโรปหรือภูมิภาคอื่นๆ

“ที่ผ่านมาเราพยายามทำระบบของเรา แต่อาจไม่มีทิศทาง ผลก็เลยไม่เกิดอะไร แต่วันนี้ยุโรปเข้ามา เรามองว่าเป็นโอกาส ฝ่ายการเมืองอาจบอกว่ายุโรปเอาเปรียบ กีดกันเรา แต่เราต้องการทำระบบให้สอดรับไม่ว่าเราจะค้าขายกับประเทศไหนก็ตาม เราต้องทำให้ระบบเป็นสากล” บรรจง กล่าวย้ำ

ไม่ซ้ำรอย‘เกษตรเชิงเดี่ยว’

อีกข้อกังวล คือ เรื่อง “เกษตรเชิงเดี่ยว” ที่ผ่านมาเมื่อมีข่าวว่าพืชชนิดใดได้ผลดี ผู้คนจะแห่กันปลูก จนอาจกระทบต่อระบบนิเวศ ประเด็นนี้ “พงศา” ระบุว่า การกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ สามารถเพิ่มเติมได้ เช่นที่ใช้กันในเครือข่ายธนาคารต้นไม้มีข้อตกลงว่าพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการต้องไม่ปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว และเสนอแนะเพิ่มเติมด้วยว่าเกณฑ์ “เฟล็กที” ของยุโรป น่าจะนำหลักนี้บรรจุเข้าไปด้วย

“ทุกชาติที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว เกษตรกรรายย่อยล่มสลายหมด ก็น่าจะส่งเงื่อนไขลงไปที่เฟล็กทีเพิ่มเติมว่าต้องเป็นเกษตรยั่งยืน อย่างธนาคารต้นไม้ ถ้าปลูกไม้สักอย่างเดียวเราไม่รับ ต้องมีอย่างน้อย 5 ชนิด ไม้ยางพาราไม่เอา เพราะปลูกเชิงเดี่ยว เราไม่เปลี่ยนจากเกษตรเคมีเชิงเดี่ยว เป็นต้นไม้เชิงเดี่ยว” ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ กล่าวทิ้งท้าย

ตามกฎหมายป่าไม้ตั้งแต่อดีตอย่าง พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 รวมถึงปัจจุบันอย่างประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่
106/2557 กำหนดให้ไม้หลายชนิดเป็น “ไม้หวงห้าม” เช่นไม้สัก ไม้พะยูง ไม้ยางนา ฯลฯ ซึ่งผู้ครอบครองหรือแปรรูปอาจมีความผิดและมีโทษถึง “จำคุก” แม้จะเป็นไม้ที่มีผู้ปลูกไว้นอกเขตป่าอนุรักษ์ รวมถึงปลูกในที่ดินส่วนบุคคลก็ตาม

แม้กฎหมายดังกล่าวมีเจตนาดี คือ ป้องปรามมิให้ผู้ใดเข้าลักลอบตัดไม้ แต่ในความเป็นจริง นอกจากไม่สามารถป้องกันได้แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชนดั้งเดิมที่ใช้ประโยชน์จากป่าเพียงเพื่อดำรงชีพ รวมถึงผลักดันให้ต้องหันไปทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ดังนั้นการให้ “ทางเลือกใหม่” ควบคู่กันไป นอกเหนือจากการจับกุมเพียงอย่างเดียว น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า เพราะเมื่อมีรายได้ดีบนพื้นที่ของตนแบบยั่งยืน ก็ไม่ต้องไปบุกรุกป่า จนเสี่ยงถูกจับติดคุกตะรางอีกต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

เปิดทางออก‘คนกับป่า’(1) ‘เขาหัวโล้น’…แก้ได้ถ้าจูงใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/220727

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

คำประกาศนโยบายป่าไม้โดยภาคประชาชน

“สกู๊ปแนวหน้า” เคยนำเสนอเรื่องราวผลกระทบจากนโยบายป่าไม้ของรัฐ ที่แม้ “เจตนาดี” ต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้น แต่การปฏิบัติถูกมองว่า “ไม่แยกแยะ” ระหว่างนายทุนรายใหญ่กับชาวบ้านตัวเล็กๆ เช่น ชาวกะเหรี่ยงที่ถูกจับเพียงเพราะ “สะสมไม้” ไว้ปลูกบ้าน ไม่มีเจตนานำไปขาย รวมถึงหลายพื้นที่ที่เป็น “ชุมชนเก่าแก่” แต่ถูก “เหมารวม” ว่าเป็นผู้บุกรุก ทั้งๆที่อยู่มานาน ก่อนประกาศเขตป่าสงวนหรืออุทยาน

ที่ผ่านมา สังคม “คิดต่าง” เรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่าง “คนกับป่า” อยู่เป็นระยะ โดยฝ่ายรัฐและประชาชนกลุ่มหนึ่ง มองว่า ต้อง “ปิดป่าให้สนิท” นำคนที่อยู่ในป่าและใกล้ป่า ถอยร่นออกมาให้ห่าง เพื่อให้ป่าคงสภาพธรรมชาติมากที่สุด แต่ฝ่ายนักวิชาการและประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง มองว่า คนกับป่า “อยู่ร่วมกันได้”ด้วยการอนุญาตให้คนใช้ประโยชน์จากป่า แล้วกำหนด “เงื่อนไข” ให้มีหน้าที่ดูแลป่าไปพร้อมกัน

“ที่ผ่านมาเราชอบแสวงหาคนผิด แล้วหากันแบบผิดๆ ด้วย คือ ไปโทษคนสุดท้ายประจำ แล้วสังคมก็เกิดความแตกแยก แต่ไม่พบวิธีปฏิบัติเลยว่าจะทำอย่างไรให้ถูก”

พงศา ชูแนม

“พงศา ชูแนม” ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ กล่าวในเวทีเสวนา “เฟล็กที (FLEGT) กับวิสัยทัศน์การป่าไม้ไทย” จัดโดยศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า(RECOFTC) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) ที่เขามองว่า “วิธีคิด” ของคนในสังคม ได้แต่ “โทษกันไปมา” แต่ไม่เคยหา “ทางออก” อย่างได้ผล

“พงศา” ยกตัวอย่างประเด็นร้อนเมื่อเร็วๆนี้ อย่าง “เขาหัวโล้น ณ เมืองน่าน” ที่สังคมไทยโทษชาวบ้านบ้าง นายทุนบ้าง เจ้าหน้าที่รัฐบ้าง อย่างขาดความเข้าใจในปัญหาที่แท้จริง 3 เรื่อง คือ 1.ความจำเป็น ถ้าชาวบ้านมีอาชีพอื่นที่รายได้ดีและมั่นคง ชาวบ้านจะไปปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว เพื่อส่งขายนายทุนหรือไม่?2.นโยบายรัฐ ที่ยังคงผูกขาดอยู่กับหน่วยงานราชการ ขาดการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และ 3.เน้นการปราบปรามอย่างเดียว ซึ่งปัจจุบันมีแนวคิดอื่นที่สามารถรักษาธรรมชาติไปพร้อมกับใช้ประโยชน์จากป่าได้…

นั่นคือ…แก้ไขกฎหมายให้สามารถปลูก “ไม้หวงห้าม” และใช้ประโยชน์ ทั้งใน “ที่ดินของประชาชน” และ “พื้นที่ใช้สอยของชุมชน”!!!

ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ กล่าวอีกว่า เรื่องของการอนุญาตให้ประชาชนปลูกไม้ไว้ใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจพร้อมไปกับการอนุรักษ์ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น “จีน” เคยประสบปัญหาพื้นที่ป่าหายไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน รัฐบาล “แดนมังกร” ใช้วิธีทั้งจับกุมก็แล้ว รณรงค์ผ่านสื่อก็แล้ว แต่ไม่เคยได้ผล กระทั่งรัฐบาลเริ่มใช้นโยบายดังกล่าว จัดสรรที่ดินที่ทรุดโทรมไปแล้วให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ปลูกและใช้ไม้อนุญาตให้ทำได้อย่างเสรีเต็มที่ ภายใต้เงื่อนไขบางประการ

หลายปีผ่านไป ปัญหา “เขาหัวโล้น” ลดลงอย่าง “เห็นผล” ยกตัวอย่างเช่นที่ฟูเจี้ยน มณฑลหนึ่งของจีน มีการปฏิรูปป่าไม้ เขาเปลี่ยนวิธีคิด คือ แบ่งที่ดินให้คนละ 5 มู่หรือประมาณ 4 ไร่ ห้ามขายที่ดิน ห้ามขุดหน้าดินไปขาย ห้ามทำพืชไร่ เขาเรียกนโยบายนี้ว่า…

“ไว้ผมทรงไหนก็ได้ แต่อย่าโกน”!!!

“คุณจะปลูกไผ่ ปลูกยูคาลิปตัส ปลูกสน ปลูกอะไรมารัฐรับซื้อหมด แต่อย่าปลูกพืชไร่ ผ่านไป 7 ปี จีนมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น เพราะที่ดินเป็นของรัฐ แต่ต้นไม้เป็นของประชาชน แล้วระหว่างไม้ที่ปลูกยังใช้ไม่ได้ ก็ไปยืมเงินจากรัฐ เอาต้นไม้ไปค้ำประกัน คือที่ป่าสมบูรณ์เขาก็ขีดวงไว้แล้ว ไม่มีใครไปยุ่งวุ่นวาย ส่วนที่โล้นๆเขาให้ชาวบ้านหมดเลย”

“พงศา” กล่าวด้วยว่า อย่างที่ “น่าน-เพชรบูรณ์” ถ้าไปดูแผนที่ได้ จะพบว่าไม่ได้เพิ่งถูกบุกรุกเมื่อ 2-3 ปี แต่มีการทำข้าวโพดมา 20-30 ปี ชาวบ้านอยากปลูกต้นไม้แทน แต่ช่องทางกฎหมายปัจจุบันไม่มีทางทำได้ ที่ จ.น่าน กฎหมายเป็นปัญหา ถ้าไม่แก้ตรงนี้ก็แก้ไม่ได้ เพราะไม่สร้างแรงจูงใจให้ประชาชน

ส่วนตัวอย่างชุมชนที่คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืนในประเทศไทย เช่น “แม่ทาโมเดล” หรือพื้นที่ อบต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ที่นี่มีพื้นที่ 73,000 ไร่ เป็นพื้นที่เอกสารสิทธิเพียง 5,000 ไร่ ที่เหลืออีก 68,000 ไร่ เป็นพื้นที่ป่า บริหารแบบ “โดยชุมชน เพื่อชุมชน” จัดทำข้อตกลงร่วมกัน แบ่งพื้นที่ป่าเป็น 4 ส่วน คือ 1.ป่าอนุรักษ์ ไม่มีการใช้ประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น 2.ป่าใช้สอย สามารถนำไม้มาใช้ในปริมาณเหมาะสม เช่น เพื่อซ่อมแซมบ้านหรือทำยุ้งฉาง 3.พื้นที่ทำกินเป็นพื้นที่ทำมาหากินของชาวบ้าน และ 4.พื้นที่เอกสารสิทธิ หรือพื้นที่ 5,000 ไร่ข้างต้น

“ทำไมแม่ทารักษาป่าไว้ได้ เพราะถ้าจะรักษาป่าก็ต้องให้ใช้ประโยชน์ ชาวบ้านมีไม้มาสร้างบ้าน มีไม้ทำยุ้งฉางข้าว แล้วเขาก็ไปดับไฟป่าเพราะเขาหวงป่า แต่ถ้าเขาไม่ได้ใช้ เขาไม่ไปหรอกครับ ถ้าไม่ได้ใช้แล้วจะไปทำไม?”

ด้าน “กนกศักดิ์ ดวงแก้วเดือน” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เผยถึงที่มาของความสำเร็จดังกล่าว ซึ่งชาวแม่ทาได้กำหนดยุทธศาสตร์พื้นที่ของตนไว้เป็น “พื้นที่เศรษฐกิจเกษตรและป่าไม้อย่างยั่งยืน” ทว่าปัจจุบันยังติดด้วยข้อกฎหมาย ทำให้ไม่อาจปลูกไม้เศรษฐกิจบางชนิดได้ แม้ขณะนี้จะได้รับพื้นที่เพิ่มจากรัฐมาอีก 7,000 ไร่ รวมเป็น 12,000 ไร่แล้วก็ตาม

“12,000 ไร่จะใช้อะไรบ้าง? 3,000 ไร่สำหรับที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค แล้วอีก 9,000 ไร่จะเป็นวนเกษตรทั้งหมด สมมุติ 9,000 ไร่ เป็นไม้สัก 3,000 ไร่ 200 ต้น ก็ได้แล้ว 6 แสนบาท แต่คำถามแรกของชาวบ้านคือไม้สักตัดได้หรือไม่?” นายก อบต.แม่ทาทิ้งปมคำถาม

เรื่องนี้ “พงศา” กล่าวเสริมว่า หาก “ปลดล็อก” ให้ชาวบ้านปลูก “ไม้หวงห้าม” ในฐานะไม้เศรษฐกิจ ย่อมเป็นการ “คานอำนาจ” กับกลุ่มทุน ดึงชาวบ้านให้อยู่กับวิถีอนุรักษ์ เพราะรายได้นั้นไม่ต่างกัน เป็น “ทางเลือก” แทนที่จะไปถางป่าทำเกษตรเชิงเดี่ยวให้กับนายทุนอย่างที่ผ่านๆมา

ฉบับนี้ “สกู๊ปแนวหน้า” นำเสนอถึงผลสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงนโยบายป่าไม้จาก “จับกุม-ขับไล่” คนออกจากป่า มาเป็น “ส่งเสริม-จูงใจ” การใช้ประโยชน์จากป่าอย่างสร้างสรรค์ ทั้งต่างประเทศและในประเทศไปแล้ว…ฉบับหน้าจะเป็นการ “คลายข้อสงสัย” ว่าจะแยกแยะ คัดกรอง ระหว่าง “ไม้ปลูก” กับ “ไม้ธรรมชาติ” ได้อย่างไร?

SCOOP@NAEWNA.COM

รอดได้ด้วยลูกเสือ-เนตรนารี วิชา‘เซฟชีวิต’ที่ถูกลืม!?!?!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/220548

วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“…หนูตื่นมากลางดึก แล้วตะโกนบอกเพื่อนๆว่าไฟไหม้ จากนั้นจำได้ว่าเคยเรียนวิชาผูกเงื่อนจากวิชาลูกเสือ-
เนตรนารี จึงใช้ผ้าขาวม้าผูกต่อกันเป็นเชือก แล้วช่วยลำเลียงเพื่อนลงมาทางหน้าต่างชั้น 2 ทำให้ตัวเองและเพื่อนๆ รอดตายหลายชีวิต…”

เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ “รอดตาย” จากเหตุเพลิงไหม้หอพักนักเรียนหญิงโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย ซึ่งมีเด็กนักเรียนเสียชีวิตคากองเพลิงถึง 17 ราย เล่าให้ฟังถึง “นาทีชีวิต” ระหว่างประสบเหตุครั้งนั้น

คำบอกเล่า…บ่งชี้ให้เห็นว่าวิชา “ลูกเสือ-เนตรนารี” สามารถช่วยชีวิตเด็กได้เช่นกัน เพียงแต่เด็กไทยอีกมากยังขาดความรู้และทักษะในการนำมาใช้เพื่อเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน อุบัติเหตุ และอุบัติภัย ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการ “ฝึกทักษะ” วิชาลูกเสือ-เนตรนารี เพื่อให้เด็ก “ทำเป็น” และเอาตัวรอดได้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจ “มองข้าม”

“ลูกเสือและเนตรนารีเป็นวิชาสำคัญ และจะมีประโยชน์มากถ้าผู้เรียนนำมาประยุกต์และเอาไปใช้ เพราะเราไม่รู้เลยว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เช่น น้องนักเรียนที่มีสติ นำวิชาความรู้เรื่องการผูกเงื่อนช่วยเพื่อนจากเหตุเพลิงไหม้”

“เมธี ชราศรี” วัย 31 ปี ครูสอนวิชาลูกเสือและเนตรนารี โรงเรียนปากเกร็ด จ.นนทบุรี กล่าวระหว่างร่วมกิจกรรม “เรียนรู้ทักษะชีวิต ผ่านกิจกรรมลูกเสือแบบใหม่” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ(สสส.), สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อฝึกให้เยาวชนได้เรียนรู้ทักษะชีวิตผ่านคู่มือกิจกรรม
ลูกเสือ ที่เตรียมขยายผลใช้กับโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ที่มีกว่า 40,000 แห่งทั่วประเทศ

“เมธี” กล่าวด้วยว่า เนื้อหาวิชาลูกเสือฯเป็น “ทักษะพื้นฐาน” ที่คนทั่วๆไปควรรู้และเข้าใจ เพราะสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน และยังมี “ทักษะเอาชีวิตรอด” หรือช่วยชีวิตผู้อื่นในสถานการณ์ “เสี่ยง” อีกด้วย เช่น การใช้เชือก “ผูกเงื่อน” การเรียนรู้ “วิชาสูทกรรม” ว่าด้วยการหาอาหารมายังชีพ การปรุงอาหาร เพื่อเอาตัวรอดเมื่อ “หลงป่า” เป็นต้น ซึ่งเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในป่าที่ “เด็กเมือง” อาจไม่เคยสัมผัส

ด้าน “ปิ่นทิพย์ ทอนเกาะ” ผู้อำนวยการโรงเรียนสามัคคีรถไฟ จ.นครราชสีมา กล่าวว่า วิชาลูกเสือฯจะสอนให้เด็กเกิดทักษะชีวิต เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง โดยที่โรงเรียนสามัคคีรถไฟ จะนำคู่มือ “ลูกเสือเสริมสร้างทักษะชีวิต” มาสอนในวิชาลูกเสือฯเหมือนโรงเรียนอื่นๆ แต่เพิ่มเติมเรื่องแผน หรือการ “จำลองเหตุการณ์” เข้าไป เพื่อให้เด็กได้วิเคราะห์แนวทางการแก้ปัญหาต่างๆที่ต้องเผชิญได้อย่างตรงจุด

“เช่น กรณีเพลิงไหม้ ทักษะในวิชาลูกเสือฯ คือ เมื่อเด็กเห็นควันไฟต้องหมอบลงติดพื้น เพราะควันไฟจะลอยอยู่ในอากาศ จากนั้นให้รีบหาถุงต่างๆมาเป่าให้มีอากาศ จากนั้นเอามาครอบศีรษะ เพื่อให้หายใจได้โดยไม่สำลักควันเข้าปอด นอกจากนี้ที่โรงเรียนได้ทำสัญลักษณ์เป็นปักธงสี ต่างๆปักไว้ เพื่อชี้นำไปยังไปยังทางออก ซึ่งจากที่เราได้ทดสอบหลังสอนทักษะนี้ให้เด็กแล้ว พบว่า เด็กทุกคนมีทักษะเอาตัวรอดจากเหตุอัคคีภัยได้” ปิ่นทิพย์ กล่าว

ขณะที่ “ด.ช.ชยานนท์ ทะยอมใหม่” นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสามัคคีรถไฟ กล่าวว่า หลังจากที่เรียนวิชาลูกเสือเสริมสร้างทักษะชีวิตแล้ว สามารถนำมาใช้ป้องกันตัว และช่วยเหลือผู้อื่นได้อีกด้วย เช่น การผูก
“เงื่อนเป็นเงื่อนตาย” สามารถนำไปใช้ช่วยคนตกน้ำได้ หรือช่วยคนถูกงูกัด โดยการนำเชือกมามัดเหนือแผลแทนวิธี
“ขันชะเนาะ” ที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดเนื้อตาย จนอาจต้องตัดอวัยวะนั้นทิ้งได้

“หรือการเอาตัวรอดจากเพลิงไหม้ ที่โรงเรียนมีการฝึกซ้อมหนีไฟอยู่แล้ว ซึ่งทักษะวิชาลูกเสือฯที่ได้ คือ เมื่อเกิดเพลิงไหม้จริงๆให้เราหมอบต่ำอยู่กับพื้น เพราะพื้นจะมีอากาศ ส่วนข้างบนจะมีแต่ควันไฟที่อาจทำให้เราสำลักได้” ลูกเสือชยานนท์ กล่าว

ด้าน “สุปรีดา อดุลยานนท์” ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า ทักษะชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชน ประกอบด้วย ทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา คิดสร้างสรรค์ สื่อสารเป็นรู้จักปรับตัวในอนาคต และทำงานร่วมกันเป็นทีม ในหลายประเทศทั่วโลกได้มุ่งสร้างทักษะพื้นฐานเหล่านี้ โดยสอดแทรกอยู่ในการเรียนการสอนในสถานสร้างภูมิคุ้มกันเยาวชน เรียนรู้ทักษะชีวิตผ่านวิชาลูกเสือ ซึ่งเน้นการลงมือทำและฝึกปฏิบัติ จึงเป็นชั่วโมงของการเรียนรู้ที่น่าสนใจ มีตัวอย่างการสอนลูกเสือเพื่อสร้างทักษะชีวิตในต่างประเทศ เช่น ศรีลังกา มีการสอนทักษะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จน “ลูกเสือ” เป็นกลุ่มอาสาสมัครที่มีบทบาทสำคัญในการเข้าไปช่วยเหลือ

“สสส.จึงร่วมกับสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และสมาคมวางแผนครอบครัวฯ ออกแบบคู่มือการเรียนรู้ทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมลูกเสือ โดยออกแบบการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัย และดึงสถานการณ์ปัจจุบันเข้ามาอยู่ในกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้เป็นเรื่องใกล้ตัวกับสิ่งที่เขาต้องเผชิญ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการติดอาวุธทางทักษะชีวิตให้เด็กตั้งแต่ต้น รวมถึงสร้างความเป็นพลเมืองที่ดีในสังคมด้วย” ผู้จัดการ สสส. กล่าว

ส่วน “กาญจนา กาญจนสินิทธ์” นายกสมาคมวางแผนครอบครัวฯ กล่าวว่า คู่มือการเรียนรู้ทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมลูกเสือได้ทดลองใช้ในโรงเรียนนำร่อง 26 แห่ง พร้อมกับประเมินผลแล้ว พบว่า นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมมีทักษะชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ในเด็กเล็กจะพบความเสี่ยงจากการถูก “ล่อลวง” จึงมีกิจกรรม “ภัยใกล้ตัว” โดยให้เด็กแสดงบทบาทสมมุติ เมื่อมีคนมาชวนขึ้นรถตู้เพื่อฝึกคิดวิเคราะห์และการปฏิเสธ หรือกิจกรรม “นาทีชีวิต” ด้วยการช่วยเหลือตัวเองจากอุบัติภัยทางน้ำและวิธีป้องกัน เป็นต้น

ขณะที่ “การุณ สกุลประดิษฐ์” เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ เห็นความสำคัญต่อการสร้างทักษะชีวิต จึงเพิ่มกิจกรรมเสริมผ่านการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ซึ่งลูกเสือถือเป็นวิชาที่ช่วยสร้างทักษะชีวิต ดังเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ จ.เชียงราย ที่นักเรียนใช้วิธีผูกเงื่อนช่วยชีวิตคนไว้ได้ เมื่อมีคู่มือเรียนรู้ทักษะชีวิตในวิชาลูกเสือจะทำให้การเรียนรู้
เข้มขึ้น เพื่อขยายผลต่อไป

“ลูกเสือ-เนตรนารี”…วิชาที่หลายๆคนอาจมองข้าม และ “หลงลืม” ทั้งๆ ที่ถ้ารู้จักฝึกฝนอาจช่วยให้เอาตัวรอดในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินได้ และไม่จำเป็นว่าต้องเรียนเฉพาะจากในโรงเรียนเท่านั้น เพราะ “ทักษะชีวิต” เหล่านี้ เรียนรู้และศึกษาได้จากสื่อต่างๆ ขึ้นอยู่ที่ว่าจะนำมาใช้ “ถูกที่ ถูกเวลา” หรือไม่

SCOOP@NAEWNA.COM

อุบัติเหตุ‘รถรับส่งนักเรียน’ อุทาหรณ์‘ซ้ำซาก’ที่รอแก้ไข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/220373

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

รถรับ-ส่งนักเรียนตากใบ ชนต้นไม้ดับ 9 สาหัส 3…สระแก้ว-รถนักเรียนพลิกคว่ำ เจ็บหลายคน ตายแล้ว 2…หวาดเสียว!รถรับส่งนักเรียนชนสนั่นขณะเลี้ยว เด็กร่วงเกือบ 10 คน…ฯลฯ

ข้างต้นเป็นบางตัวอย่างของอุบัติเหตุที่เกิดกับ “รถรับส่งนักเรียน” ที่ระยะหลังมีให้เห็นบ่อยครั้ง และนำมาซึ่ง “ความเจ็บปวด” ของพ่อแม่ผู้ปกครองและครูอาจารย์ ที่ต้องเห็นลูกหลานหรือลูกศิษย์ต้องจากไป แต่น่าแปลกที่ภาพ “สะเทือนใจ” เหล่านี้ เหมือนยังไม่เพียงพอให้ทุกคนหันกลับมาใส่ใจกับความปลอดภัยในการเดินทางของ “อนาคตของชาติ”

“นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์” ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน(ศวปถ.) กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ “รถรับจ้างรับส่งนักเรียน” เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในหลายๆด้าน คือ 1.“ความเสี่ยงด้านตัวรถ” เพราะนำรถส่วนบุคคลที่ส่วนใหญ่จะใช้ “รถปิกอัพ-รถตู้” มาดัดแปลงสภาพเป็นรถรับจ้างรับส่งนักเรียน โดย “เพิ่มแถวที่นั่ง” เพื่อให้รับเด็กได้จำนวนมาก ประกอบกับผู้ปกครองที่ให้บุตรหลานใช้รถกลุ่มนี้ มีฐานะปานกลางถึงยากจน จ่ายค่ารถแพงๆ ไม่ไหว ต้องอาศัยนักเรียนหลายๆ คนมาช่วยเฉลี่ยให้ผู้รับจ้างมีกำไร

2.“ความเสี่ยงด้านคนขับ” พบว่า นอกจากไม่ต้องมีใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะแล้ว ยังขาดระบบกำกับตรวจสอบจากผู้ประกอบการหรือโรงเรียน เช่น การกำกับช่วงเวลาขับรถ เพราะคนขับอาจไปรับงานอื่น จนเป็นเหตุให้ “หลับใน” เป็นต้น 3.“ความเสี่ยงจากระบบกำกับ” รถกลุ่มนี้ไม่ถูกตรวจสอบแบบรถนักเรียนที่ขึ้นทะเบียน มีเฉพาะการระบุให้มาขออนุญาตกับนายทะเบียนขนส่ง เทอมละ 1 ครั้ง ตามข้อกำหนดกรมการขนส่งทางบก แต่ในทางปฏิบัติพบว่าไม่ได้ขออนุญาต เป็นการตกลงกับผู้ปกครองกันเอง

อีกระบบกำกับที่ยังเป็นปัญหา คือ การกำกับโดย “โรงเรียน” ซึ่งไม่มีระบบกำกับรถรับจ้างรับส่งนักเรียนเหล่านี้ แม้จะมีระบุไว้ในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน 2536 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม 2534 นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จะมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งต้องมีการเยี่ยมบ้านและสำรวจสภาพความเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งความเสี่ยงในการเดินทาง แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ยังขาดการนำข้อมูลการเดินทางมาวิเคราะห์ และวางแผนแก้ไข

“จากความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ ทั้งปัจจัยด้านยานพาหนะ คนขับ รวมถึงระบบกำกับติดตามโดยโรงเรียนและกรมการขนส่งทางบก จึงเป็นเหตุให้ข่าวอุบัติเหตุของรถกลุ่มนี้ยังคงอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกสัปดาห์ โดยไม่มีวี่แววว่าจะถูกแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ”

“นพ.ธนะพงศ์” กล่าวว่า เพื่อให้เกิด “ระบบป้องกัน” ไม่ให้รถโรงเรียนมีความเสี่ยงและเกิดความสูญเสียซ้ำซากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขที่ “รากปัญหา” ด้วยการ “จัดระเบียบใหม่” โดย 1.“คนขับ” ต้องถูกคัดกรอง และได้รับการอบรม เช่น ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ โดยเฉพาะใบอนุญาตขับขี่รถยนต์สาธารณะ เพราะเป็นหลักประกันความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง

2.“รถ” ที่พบว่ามีการ “ดัดแปลงสภาพรถ” กันมากนั้น ภาครัฐต้องทำให้ “หายไป” โดยเฉพาะการ “เพิ่มเก้าอี้” ที่ไม่มีการยึดเกาะกับตัวรถ 3.กรณีรถรับจ้างรับส่งนักเรียนที่เป็น “เด็กเล็ก” หรือระดับประถมลงมาถึงอนุบาล จำเป็นต้องมี “พี่เลี้ยง” ประจำรถที่ผ่านการอบรม เพื่อช่วยดูแลเด็ก และ 4.หน่วยงานที่ต้องเข้ามาร่วม “ลงขัน” เพราะถ้าปล่อยให้ผู้ปกครองเฉลี่ยค่าจ้างรถรับส่งกันเอง สุดท้ายก็จะกลับสู่ “วังวนเดิม”

“ที่ต้องทำ คือ ลดจำนวนเด็กในรถ ซึ่งรถต้องไม่ดัดแปลงสภาพ ใส่มาตรฐานเข้าไป ทั้งหมดนี้มีต้นทุน ดังนั้นท้องถิ่นต้องเป็นตัวช่วยสนับสนุน เช่น ปรับปรุงระเบียบ หรือหาช่องทางช่วยแชร์ค่าใช้จ่ายบางส่วนในการจ้างรถรับ-ส่งกับผู้ปกครองได้หรือไม่ ขณะที่ทางโรงเรียนต้องหันกลับมาใส่ใจเรื่องนี้ ด้วยการช่วยกำกับดูแล เช่น ช่วยดูแลจำนวนเด็ก หรืออบรมคนขับ เป็นต้น” นพ.ธนะพงศ์ กล่าว

ตามกฎหมายรถนักเรียนที่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางบก 2522 ต้องมี “มาตรฐาน 5 ด้าน” ได้แก่ 1.คนขับต้องมีใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลที่ได้รับอนุญาตมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี 2.ติดป้ายสัญญาณเตือนว่าเป็นรถนักเรียนหรือรถโรงเรียน พร้อมมีอุปกรณ์ความปลอดภัยภายในรถ เช่น เข็มขัดนิรภัย ถังดับเพลิง และอุปกรณ์ปฐมพยาบาล 3.ตรวจสภาพทุก 6 เดือน 4.มีพี่เลี้ยงดูแลเด็ก ซึ่งต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และ 5.มีระบบประกันภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

ทว่า…ในความเป็นจริง “รถโรงเรียน” ที่เราเห็นวิ่งรับ-ส่งลูกหลานกันดาษดื่น บนท้องถนนทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด จะเป็นรถตู้ ปิกอัพ หรือรถสองแถว ล้วน…

“ผิดกฎหมาย”!!!

“ณันทพงศ์ เชิดชู” รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกกล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางบก 2522 กำหนดเรื่องรถโรงเรียนไว้ชัดเจนแล้ว ง่ายๆ ตามมาตรฐานสากล คือ ผู้ประกอบการที่จะจดทะเบียนเป็นรถโรงเรียนตามกฎหมายได้ ต้องเป็นรถ“สีเหลือง-ดำ” เป็นต้น

“ที่เราจะเห็นใช้รถเล็กๆ เช่น รถสองแถว ปิกอัพหรือรถตู้ มาใช้รับส่งนักเรียนถือว่ายังไม่ถูกต้องโดยทีเดียว เพราะยังไม่มีใครมาขออนุญาตจริงจังตามกฎกระทรวงดังนั้นรถโรงเรียนที่เราเห็นวิ่งกันในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดนั้นถ้ายึดตามกฎกระทรวงถือว่าผิดกฎหมายทั้งหมด”

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยอมรับว่า เมื่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง “ยอมรับได้” และ “นิยม” รถโรงเรียนในลักษณะที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องที่“กฎหมาย” ต้องปรับแก้เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เบื้องต้นกรมฯอยู่ระหว่างจะปรับแก้กฎกระทรวงใหม่ เพื่อวางกฎเกณฑ์เรื่องความปลอดภัยทั้งหมด เช่น รถโรงเรียนต้องมี “ป้าย” แสดงว่าเป็นรถรับส่งนักเรียน ติดด้านหน้าด้านหลัง, ต้องมีสัญญาณไฟสีเหลืองอำพัน ติดมุมซ้าย มุมขวาบนหลังคา เพื่อแสดงให้รู้ว่าเป็นรถรับ-ส่งนักเรียน ตามมาตรฐานสากล เป็นต้นขณะที่มาตรการเร่งด่วนที่กำลังดำเนินการ คือ ให้ขนส่งจังหวัดทุกจังหวัด ลงพื้นที่ “สำรวจ” รถโรงเรียนที่มีการใช้งานอยู่จริง เมื่อแจ้งให้ผู้ประกอบการนำรถทุกคันมา“ตรวจสภาพ” เพื่อกวดขันเรื่อง “ความปลอดภัย”

การถามหา “รถโรงเรียน” ที่ได้มาตรฐาน ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุกับนักเรียน แต่สุดท้ายก็ “เหลว” หลังจากนี้จึงต้องติดตามว่าความขึงขังเหล่านี้จะจางหายไปดั่ง “ไฟไหม้ฟาง” พร้อมกับข้อเสนอแนะจากนักวิชาการที่จะเป็นเพียง “ก้อนหิน” ที่ถูกเหวี่ยงทิ้งลงกลางบึง อีกหรือไม่.???

เพราะ “อุทาหรณ์” มีมากมาย อยู่ที่ผู้คนจะให้ความสำคัญ และร่วมมือกันหาทางแก้ปัญหามากน้อยเพียงใด หากละเลยสุดท้ายมันก็กลายเป็นแค่เรื่อง “ซ้ำรอย” ที่ “ซ้ำซาก”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ไขข้อข้องใจ‘ลดเกรด กสม.’ ‘รธน.-กฎหมาย’ต้องปรับปรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/220233

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ช่วงต้นปี 2559 ที่ผ่านมา มีเรื่องหนึ่งที่ผู้ติดตามประเด็น “โลกมองไทย” ให้ความสนใจ นั่นคือการที่ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหรือ “กสม.” ของประเทศไทย ถูกลดชั้นจาก “เกรดเอ” (A) ลงมาอยู่ที่ “เกรดบี” (B) จากการจัดอันดับของ สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ICC) ส่งผลให้จากเดิมที่กสม. ไทยในเวที กสม. นานาชาติ มีฐานะเป็น “สมาชิกเต็มตัว” ถูกลดระดับลงไปเป็นเพียง “ผู้สังเกตการณ์” เท่านั้น ซึ่งด้านหนึ่งก็มีผู้มองว่าอาจเกี่ยวข้องกับ “ที่มาและท่าที” ของรัฐบาลปัจจุบัน

แต่อีกด้านหนึ่ง “ข้อกฎหมาย” ที่เกี่ยวข้อง..ก็เป็น “ข้อท้วงติง” ที่สำคัญไม่แพ้กัน!!!

ศ.ดร.วิทิต มันตาภรณ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเทศซีเรีย คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนองค์การสหประชาชาติ (UNHRC) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ “การสร้างกลไกการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทด้านสิทธิมนุษยชนตามหลักการปารีส” จัดโดย กสม. 3 มิ.ย. 2559 ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้กสม. ไทย ถูกลดชั้นลง นั่นคือ “ที่มา” หรือการสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งกรรมการ

อาจารย์วิทิต กล่าวว่า ในเวทีสิทธิมนุษยชนนานาชาติมองว่าการสรรหากรรมการของ กสม. ไทยนั้น “ไม่เป็นอิสระเท่าที่ควร” โดยหากดูตาม รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 256 วรรค 5 จะพบว่า คณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสม.ที่อิงตาม มาตรา 243 จะเป็นผู้แทนจากศาลต่างๆ รวมกับผู้แทนฝ่ายการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรวมถึง กสม. ชุดปัจจุบันอันเป็นชุดที่ 3 ด้วย แต่กลับ “ไม่มีผู้แทนของภาคประชาชน” เลยแม้แต่ที่นั่งเดียว

“รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 (ฉบับ 2540) กำหนดคณะกรรมการคัดเลือกไว้ 27 คน ครึ่งหนึ่งเป็นเอ็นจีโอ (องค์กรพัฒนาเอกชน-NGO) มีความหลากหลายและการคัดเลือกขั้นต้น แต่ในยุคที่ 2 ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 (ฉบับ 2550) ลดกรรมการคัดเลิอกเป็น 7 คน ซึ่งไม่มีเอ็นจีโอเลย มีแค่ผู้พิพากษาบวกกับนักการเมืองนี่คือเหตุใหญ่ที่สุดที่กรรมการสิทธิของไทยถูกลดลำดับ” ผู้แทนไทยใน UNHRC รายนี้ ระบุ

ขณะที่ สุนี ไชยรส อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ในฐานะอดีต กสม. ชุดแรก แสดงความเป็นห่วงกรณีร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ที่กำลังจะลงประชามติกันเร็วๆ นี้ ว่า “ลดอำนาจหน้าที่” ไปบางประการจาก รธน.ฉบับก่อนๆ อาทิ รธน. 2550 มาตรา 257 (4) การนำคดีขึ้นสู่ศาลหากกรณีนั้นจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนโดยรวม หรือ รธน.2550 มาตรา 257 (7) การทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชน เป็นต้น ซึ่งร่าง รธน. ฉบับล่าสุด มาตรา 247 ได้ตัดอำนาจ 2 ประการนี้ออกไป

“วันนี้ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 มีกรรมการสิทธิ เป็นองค์กรอิสระด้วย แต่ว่าไปตัดอำนาจที่เชื่อมโยงกับศาล ที่พยายามผลักดัน
มาจนเกิดได้ในรัฐธรรมนูญ 2550 วันนี้ตัดออกแล้วคืออำนาจที่จะฟ้องต่อศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ตัดอำนาจการทำงานกับเครือข่าย คือปกติแล้วกรรมการสิทธิไม่มีอำนาจตัวจริง แต่มันขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกับภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง ถึงจะทำให้กรรมการสิทธิเข้าไปส่งเสริมป้องกัน หรือคุ้มครอง” อดีต กสม.ชุดแรก ฝากทิ้งท้าย

เป็นที่ทราบกันว่าแนวทางของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะเริ่มร่าง “กฎหมายลูก” หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญรวม 10 ฉบับ ภายหลัง “รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ” เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือน นับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ ซึ่ง 1 ในกฎหมายลูกนั้นมี พ.ร.บ.กรรมการสิทธิมนุษยชน รวมอยู่ด้วย จึงอยากให้นำในส่วนของที่เป็น “จุดเด่น-ข้อดี” ของรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ มาบรรจุไว้

เพื่อที่ “ภาพลักษณ์” ของไทยในเวทีโลก..จะได้ไม่ถูกมองว่า “แย่ลง”!!!

และนำไปสู่ “ดีขึ้น” ในอนาคต..กลับไปยืนที่ระดับ “เกรดเอ” อีกครั้ง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

เปิดชีวิต‘เด็ก ม.ปลาย’(จบ) ‘บ้าสอบ’…ปัญหายากยุติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/219982

วันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ในตอนที่แล้ว เรานำพาทุกท่านไปดูชีวิตเด็ก ม.ปลาย จะ “เด็กเมือง-เด็กบ้าน” จะยากดีมีจน สิ่งที่เหมือนกันคือต้อง “กวดวิชา” เพื่อหวังจะได้ “ไปต่อ”ในระดับอุดมศึกษา แต่ทว่ายังไม่จบเท่านั้น เพราะเด็ก ม.ปลาย ยุคนี้ กว่าจะไปถึงมหาวิทยาลัย ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยสารพัดการสอบ และเกือบทุกๆการสอบ…

นิยาม คือ “โหด-ยาก-รากเลือด” ไม่ต่างกัน!!!

“เราติวเด็กมากเลย นี่คือการเรียนรู้จริงหรือเปล่า?แล้วเด็กต้องวิเคราะห์ตามข้อสอบโอเน็ตใช่ไหม? อุตสาหกรรมต่อไปที่จะเกิดขึ้น แผ่ขยายไปทั่วเลย คือ การติวแล้วมันไม่ใช่แค่ติวเข้ามหาวิทยาลัย จะกลายเป็นติวโอเน็ต ติว GAT/PAT ติวโน่นติวนี่ติวนั่น บริษัทพวกนี้มันจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่แก้ระบบ ไม่แก้กฎหมาย วัฒนธรรมการติว วัฒนธรรมลูบหน้าปะจมูก มันก็ยังจะเกิดขึ้น”

นี่คือสิ่งที่ “ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยกล่าวไว้เมื่อปี 2557 ในงานแถลงข่าว “คลี่ตารางชีวิตครูไทยใน 1 ปีเสียงสะท้อนจากครูที่นักปฏิรูปต้องฟัง” ซึ่งถือเป็น“คำทำนาย” ว่าในอนาคตธุรกิจกวดวิชาจะ “เฟื่องฟู” จากสารพัดการสอบ

ผ่านไปปีเศษ…ปลายเดือนเมษายน 2559 “อาจารย์สมพงษ์” พูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง พร้อมเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน ม.ปลาย และผู้ปกครอง ต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อศึกษาต่ออุดมศึกษา ว่า ทุกวันนี้เด็ก ม.ปลาย ประเทศไทย ต้องผ่านสนามสอบต่างๆเฉลี่ย 6-7 สนามต่อคน ร้อยละ 71 ระบายความในใจผ่านการสำรวจครั้งนี้ว่า…

“สอบมากเกินไปจนไม่มีเวลา”!!!

“ความคิดเห็นต่อระบบแอดมิชชั่นของนักเรียน ม.ปลาย ที่น่าสนใจ คือ เด็ก 1 คน สอบ 6-7 สนาม คิดดู 1 สนามใช้เงินเท่าไร แล้ว 1 สนามมีกี่วิชา จะสอบมากไปไหนกัน เด็กก็ถามว่าสอบมากๆแบบนี้ ช่วยพัฒนาเด็กได้จริงหรือ เราจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาหรือเพื่อทำร้ายเด็กกันแน่ การสอบและวัดผลแบบนี้เป็นการรังแกเด็กทางอ้อม เด็ก ม.6 คนหนึ่งสอบ 6-7 สนาม ทั้งวัดผลของโรงเรียน สอบโอเน็ต สอบ GAT/PAT สอบสามัญ 9 วิชา สอบโควตามหาวิทยาลัย สอบตรง สอบ สอบ แล้วก็สอบ” อาจารย์สมพงษ์ กล่าว

เมื่อมี “การสอบ” ย่อมต้องมีการ “ติว” และเมื่อมีการติว ย่อมต้องมี “ค่าใช้จ่าย” ดังคำบอกเล่าของ “อิทธิพร ฉิมงาม” นักเรียนโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ที่ระบุว่า ใน 1 วิชา อาจต้องใช้สอบในหลายรายการ เช่น GAT/PAT 9 วิชาสามัญ ฯลฯ ซึ่งแต่ละสนามสอบ เนื้อหาที่เลือกมาใช้สอบจะแตกต่างกัน จึงเกิดสารพัด “คอร์สติว” ขึ้นมาโดยเฉพาะ

“สอบ GAT/PAT ออกเจาะลึกเป็นบางบท สอบ 9 วิชาสามัญออกทั่วไปทั้งหมด จะเห็นว่าต้องอ่านหนังสือคนละแบบกัน อย่างชีวะ ไม่ใช่ว่าเรียนเล่มเดียวจบ แต่ต้องเรียนชีวะของ PAT ชีวะของ 9 วิชา ชีวะของโอเน็ต คือ ต้องเรียนชีวะ 3 รอบ เพราะข้อสอบคนละแนวกัน ฟิสิกส์ก็ 3 รอบเหมือนกัน” อิทธิพร ระบุ

ลำพังแค่การกวดวิชาเพื่อสารพัดการสอบ ก็ถือว่าสร้าง “ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ” อยู่มากแล้ว จากการสำรวจพบว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตระเวนไปสอบสนามต่างๆ เฉลี่ยอยู่ที่ 20,040 บาทต่อคน เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการกวดวิชา เฉลี่ยอยู่ที่ 22,592 บาทต่อคน สำหรับครอบครัวฐานะร่ำรวยอาจไม่เดือดร้อน แต่สำหรับชาวรากหญ้าและชนชั้นกลาง เงินจำนวนนี้ถือว่ามากพอสมควร

แต่สิ่งที่เรียกว่า “สอบรับตรง” ยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำ “รุนแรงทวีคูณ” ขึ้นไปอีก!!!

“พชรพรรษ์ ประจวบลาภ” ประธานเครือข่ายยุวทัศน์ กทม. กล่าวว่า แม้การสอบตรงจะทำให้เด็กมีโอกาสได้ที่เรียนในมหาวิทยาลัยมากขึ้น เพราะเลือกสอบได้ในหลายสถาบัน แต่อีกมุมหนึ่ง “ของฟรี…ไม่มีในโลก” ยิ่งอยากสอบหลายที่ ยิ่งต้องจ่ายมาก การสอบตรงจึงไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่า “ความได้เปรียบของเด็กบ้านรวย” ขณะที่เด็กที่ครอบครัวมีฐานะรองๆ ลงมาแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรกับการสอบลักษณะนี้

“จะสอบตรงหลายๆ ที่มันก็ต้องใช้เงิน พวกเด็กที่มีสตางค์ไม่ต้องไปคิด พันรอบฉันก็สอบได้ แต่คนไม่มีเงินนี่ต้องคิดแล้วคิดอีก ต้องเลือกที่ที่มั่นใจว่าสอบแล้วต้องติดแน่นอน นี่คือการสร้างความเหลื่อมล้ำ” ประธานเครือข่ายยุวทัศน์ กทม. กล่าว

ทางออกของปัญหา…“พงศธร นามพิลา” นักเรียนโรงเรียนโซ่พิสัยพิทยาคม อ.โซพิสัย จ.บึงกาฬ มองไปถึง “ระบบแนะแนว” เพราะหากระบบนี้เข้มแข็ง เด็กแต่ละคนจะ “รู้จักตนเอง” ว่าชอบอะไร-ถนัดสิ่งใดได้ก่อนถึงช่วงเวลาแห่งการสอบ ย่อมสามารถวางแผนและเตรียมตัวได้ว่าจะเลือกเรียนต่อคณะใดและสถาบันใดจะได้ไม่ต้อง “วิ่งรอกสอบทุกที่” รวมถึง“กวดวิชาแบบเหวี่ยงแห” ให้เสียทั้งเงินทอง เวลา ตลอดจนสุขภาพทั้งกายและจิต

“อยากให้มีหลักสูตรแนะแนวที่ชัดเจนและจริงจัง เด็กจะได้รู้ตัวเอง เขาจะได้พุ่งไปทางเดียว ไม่ต้องเหวี่ยงแหแบบอันนี้สอบไม่ติดไปสอบอันนั้นต่อ” พงศธร ให้ความเห็น

เช่นเดียวกับ “พชรพรรษ์” ที่กล่าวว่า “ครูแนะแนว” ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่ต้องจบด้านแนะแนวมาโดยตรง มีความรู้ความเข้าใจด้านนี้จริงๆ

ขณะที่เรื่องการสอบ “บทสรุป” ของการสำรวจครั้งนี้ ทั้งเด็ก ม.ปลาย และผู้ปกครอง เห็นตรงกันหลักๆ คือ 1.“เนื้อหา” ที่ใช้ในการสอบต้องออกให้ตรงกับหลักสูตรที่เรียนในโรงเรียน เพราะการออกข้อสอบยากเกินหลักสูตรปกติเป็น “ต้นตอ” ของการต้องไปกวดวิชาเพื่อให้ทำข้อสอบได้ และ 2.“ลดรายการสอบ” ให้น้อยลง เพื่อลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง และลดความเหนื่อยล้าของนักเรียน

สอดคล้องกับความเห็นของ “อาจารย์สมพงษ์” ที่ตั้งข้อสังเกตว่า “ไทยเป็นประเทศที่เด็กสอบมากน่าจะที่สุดในโลก” เพราะเมื่อไปดูอีกหลายประเทศ มหาวิทยาลัยใช้การสอบเข้าเป็นแค่เกณฑ์หนึ่งเท่านั้นในการรับคนเข้าเรียน ยังมีเกณฑ์พิจารณาอีกหลายอย่างใช้ประกอบกัน

“อาจารย์สมพงษ์” กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนไปดูงานมาเยอะไม่เห็นมีประเทศใดเขา “บ้าสอบ” กัน 6-7 สนาม เหมือนประเทศไทย ส่วนมากเขาดูผลการเรียน การเขียนแนะนำตัว แล้วก็กิจกรรม ในอดีตมีงานวิจัยที่ยืนยันว่าระบบสอบ “เอนทรานซ์”2 ครั้ง ดีที่สุด แต่เวลาเราเสนอไปในที่ประชุม “ผู้ยิ่งใหญ่” เขาบอกว่า เราไม่มีทางที่จะย้อนกลับไปสู่อดีตได้อีกแล้ว

เห็นไหม??? ยิ่งแก้ไขระบบการศึกษามากขึ้น

ยิ่งมีการสอบมากขึ้น

SCOOP@NAEWNA.COM

เปิดชีวิต‘เด็กม.ปลาย’(1) อยาก‘ไปต่อ’…ต้อง‘กวดวิชา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/219807

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย”…

ไม่ใช่แค่วลีที่พูดเล่นๆ แต่เป็น “ความจริงที่เจ็บปวด” ของวัยรุ่นไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังศึกษาระดับ “มัธยมปลาย” หรือ ม.4-ม.6 ซึ่งชีวิตแต่ละวันไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน แต่ยังต้องไป “กวดวิชา” หรือเรียนพิเศษเพิ่มเติมจากบรรดา “ติวเตอร์” ทั้งหลังเลิกเรียน วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ รวมถึงช่วงปิดเทอม ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายเดียว…

ต้องเข้า “มหาวิทยาลัยชั้นนำ-คณะชั้นยอด” ให้ได้!!!

“ตอน ม.4-ม.5 เราไม่ได้เรียนพิเศษเพราะไม่มีเงิน แต่พอขึ้น ม.6 มีเงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. จึงเอาไปเรียนพิเศษ ก็เคยไปติวฟรี แต่ต้องเสียค่าเดินทาง ค่าที่พัก อย่างถ้าไปขอนแก่นก็คืนละ 250 บาท อันนี้ถูกสุดๆแล้ว ถ้าหอพักที่อื่นก็ 500-700 ไปติวครั้งหนึ่งก็ 5 วัน”

คำบอกเล่าของ “อิทธิพร ฉิมงาม” นักเรียนโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ในงานแถลงข่าว “เปิดผลสำรวจต้นทุนชีวิตเยาวชนต่อการสอบเข้าอุดมศึกษาไทย” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.) ซึ่งสะท้อนภาพชีวิตอันยากลำบากของวัยรุ่นไทยชั้น ม.ปลาย ที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ไปกวดวิชา

แม้ต้อง “กู้หนี้ยืมสิน” และใช้จ่ายแบบ “กระเบียดกระเสียร” ก็ตาม!!!

“อิทธิพร” กล่าวว่า ที่บ้านตนเองใช่ว่าฐานะจะดีนัก บิดาเป็นพนักงานขับรถขนสินค้าในโรงงานห้องเย็นอุตสาหกรรมอาหารทะเลแห่งหนึ่ง ได้เงินเดือน 13,000 บาท กับเงินค่าตำแหน่งในฐานะหัวหน้างานอีก 7,000 บาท และใช้ชีวิตกันอยู่ในห้องเช่า แต่เมื่อต้องเรียนพิเศษซึ่งต้องใช้เงินทั้งค่าหลักสูตร ค่าเดินทาง หรือค่าที่พักเวลาต้องไปติวในพื้นที่อื่นๆ ทำให้ต้องหาเงินจากหลายๆ ทาง เช่น เงินกู้ กยศ. เพื่อมาใช้เป็นทุน

บิดาของเขาก็ต้องไปหารายได้เสริมด้วยการเป็น “วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง” ก่อนและหลังเลิกงานประจำ

“รวมๆ ที่แล้วผมต้องเสียค่าคอร์สเรียนพิเศษประมาณ 23,000 บาท อย่างฟิสิกส์ก็ 2,500 บาท คณิตก็ 2,200 บาท โอเนตก็ 1,900 บาท วิทย์ก็ 3,700 บาท อะไรแบบนี้ก็แพงนะ ตอนเรียนก็ไม่รู้หรอกว่าใช้เงินขนาดนี้ อันนี้ก็เงิน กยศ.บ้าง เอาจากพ่อบ้าง อย่างกู้ กยศ.ก็เดือนละ 1,100 บาท ก็มาเก็บไว้ พอ 2 เดือนก็ได้เรียนแล้ว 1 วิชา ไปเรียนสาขาที่ใกล้ที่สุดแถววงเวียนใหญ่ นั่งรถไฟจากมหาชัยไปวงเวียนใหญ่ ข้ามจังหวัดก็ประมาณชั่วโมงหนึ่ง เลทอีก 15 นาที กลับรอบสุดท้าย
ก็ 2 ทุ่ม” หนุ่มรายนี้ ระบุ

ขนาด “เด็กเมือง” ชาวกรุงเทพฯ-ปริมณฑล “ศูนย์กลาง”…แค่ฟังเฉยๆก็รู้สึกถึง “ความเหนื่อย” ได้แล้ว ยิ่งถ้าเป็นเด็กชนบท “ไกลปืนเที่ยง”…พวกเขาต้อง “ทรหด” มากกว่าอีกหลายเท่าตัว!!!

“วิทยา สอนเสนา” นักเรียนโรงเรียนขุนตาลวิทยาคม อ.ขุนตาล จ.เชียงราย บอกเล่าถึงชีวิตนักเรียน ม.ปลาย ของตน ที่แม้จะเป็น “เด็กบ้านใกล้” สำหรับโรงเรียนปกติ อีกทั้งเป็นโรงเรียนของรัฐ ค่าใช้จ่ายจึงไม่แพงมาก แต่การไปกวดวิชา “ตรงกันข้าม” เพราะนอกจากจะเสียค่าใช้จ่ายสูงแล้ว ยังต้องใช้เวลาเดินทางค่อนข้างมาก ด้วยภูมิประเทศเป็นเทือกเขา “คดเคี้ยว”

“เชียงรายมีโรงเรียนกวดวิชาเยอะ แต่ส่วนมากอยู่ในเมือง แล้วการเดินทางในเชียงรายจะค่อนข้างยาก เพราะเป็นภูเขา ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงกว่าจะถึงในเมือง ก็ต้องตื่นให้ทัน สมมุติมีเรียนพิเศษในเมือง 8 โมงเช้า ก็ต้องตื่นประมาณตี 5 เพื่อไปเรียนพิเศษ แต่ถ้าเรียนที่โรงเรียนนี่ดีหน่อย เพราะอยู่ใกล้บ้าน คือ ลดค่าใช้จ่ายในการเรียนปกติ แต่ไปจ่ายเงินกับการเรียนพิเศษมากกว่า” วิทยา กล่าว

ผลสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน ม.ปลาย และผู้ปกครองต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อศึกษาต่ออุดมศึกษา จัดทำโดย
สสค. ซึ่งมี “ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการ สำรวจนักเรียน ม.ปลาย 1,564 คน ผู้ปกครองนักเรียน 511 คน ในกรุงเทพฯ และ 4 จังหวัดใหญ่ คือ เชียงใหม่ กาญจนบุรี นครราชสีมา และสงขลา ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน 2559

ในหัวข้อ “รายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนในระดับชั้น ม.ปลาย”(ไม่รวมค่าเทอมและค่าหนังสือตำราเรียนตามนโยบายเรียนฟรี) ร้อยละ 49 ของผู้ปกครองในกลุ่มตัวอย่าง หรือ “เกือบครึ่ง” ตอบว่าใช้จ่ายไปกับการกวดวิชาของบุตรหลาน ไม่ว่าจะเป็นค่าหลักสูตร ค่าเดินทาง และค่าที่พัก

เมื่อถามต่อไปว่า “ทำไมต้องเรียนพิเศษ” ก็มีเหตุผลหลายประการ อาทิ อยากได้เทคนิคในการทำข้อสอบ, อยากให้เกรดออกมาดีๆ สวยๆ เพื่อใช้ในการศึกษาต่อ, บางวิชาต้องใช้สอบ แต่โรงเรียนในระบบปกติไม่มีสอน เช่น ความถนัดทางวิศวะ ความถนัดทางสถาปัตย์ เป็นต้น

ทว่าเหตุผลสำคัญ…เด็ก ม.ปลาย จำนวนไม่น้อยตอบว่า “กลัวไม่ได้ไปต่อ” เพราะข้อสอบ “ยาก” มีเนื้อหาเกินกว่าที่เรียนกันในโรงเรียนปกติ!!!

“มันเป็นความเชื่อของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ว่านี่คือการสอบคัดเลือกเอาคนที่ดีที่สุดเก่งที่สุด ฉะนั้นเขาไม่แคร์หรอกว่าคนที่เรียนปานกลาง หรือเรียนไม่ดีจะหลุดออก เขาเอาคนที่เก่งที่สุด เรียนดีที่สุด เขาก็ได้คนเรียนตามจำนวนของเขา จึงเป็นปัญหาที่คุณต้องยกระดับให้ทำข้อสอบของเราให้ได้ เรื่องข้อสอบยากนี่มันเป็นวิธีคิดของคนที่อยู่ข้างบน แต่เขาไม่ลงมารับรู้ปัญหาว่าขณะนี้มันมีความเหลื่อมล้ำ มีความแตกต่าง มีการได้เปรียบเสียเปรียบอยู่ เขาออกเกินอยู่แล้ว แต่มันไม่มีใครที่จะไปจัดการในจุดนี้” อาจารย์สมพงษ์ กล่าว

ในการสำรวจ พบว่า ร้อยละ 57 ของเด็ก ม.ปลาย กลุ่มตัวอย่าง หรือ “เกินครึ่ง” ให้ความเห็นว่าข้อสอบยากเกินไป ไม่เหมือนเนื้อหาที่โรงเรียนสอน ทำให้ต้องเรียนพิเศษเพิ่ม และนี่ถือเป็น “รากเหง้าของปัญหา” ที่ทำให้วงการกวดวิชาไม่เคยซบเซา มีแต่ “เฟื่องฟู” เพราะแม้จะเปลี่ยนระบบการสอบไปกี่หน แต่เด็กทุกรุ่นยืนยันตรงกันว่าข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยมักออกเกินกว่าที่เรียนในชั้นเรียนปกติเสมอ

หากการกวดวิชานี้เหนื่อยทั้งเด็กทั้งผู้ปกครองแล้ว ต้องบอกว่า “ยังไม่หมด” เพราะเด็ก ม.ปลาย ยุคปัจจุบัน ยังต้องเผชิญกับการ “สอบ สอบ และสอบ” สารพัดรายการ และการสอบนี้เองที่มีผู้เปรียบเทียบเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ธุรกิจกวดวิชาให้มีแต่ขยายตัวจนมองไม่เห็นที่สิ้นสุด

ด้วยเม็ดเงินที่ได้มาจาก “หยาดเหงื่อ แรงกาย และน้ำตา” ของผู้ปกครองที่อยากให้บุตรหลานมีอนาคตที่ดี หากได้เรียนในสถาบันการศึกษาชั้นนำ

โปรดติดตามต่อในตอนหน้า!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

เปิดต้นตอ‘รุนแรงนิยม’ ทัศนคติสร้าง…สังคมกระตุ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/219633

วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ความรุนแรง”(Violence)…พฤติกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปและในหลายรูปแบบ ดังที่ “องค์การอนามัยโลก”(WHO) ให้ความหมายไว้ว่า “การกระทำที่มีเจตนาที่แสดงออกมาทางร่างกาย การขู่บังคับ การแสดงอำนาจ ต่อตนเอง บุคคลอื่น กลุ่มบุคคล หรือชุมชน เพื่อก่อให้เกิดการบาดเจ็บ การเสียชีวิต ความสะเทือนใจ ความสูญเสีย หรือการถูกทอดทิ้ง” แบ่งตามขนาดของผู้ได้รับผลกระทบเป็น 3 ระดับ คือ “ต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม”

แต่ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงแบบไหน ตั้งแต่การ “ฆ่าคนตาย” ไม่กี่ศพ ไปจนถึงการก่อ “วินาศกรรม” จนมีคนตายนับสิบนับร้อยศพ ยิ่งวิธีที่ใช้มีความโหดร้ายสะเทือนขวัญมากขึ้นเท่าใด เมื่อปรากฏเป็นที่รับรู้ของสังคม คำถามที่ตามมา คือ…

ใจคนพวกนี้ทำด้วยอะไร!?!?!

เหตุใดถึงกล้าลงมือได้อย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้าน!?!?!

เมื่อเดือนเมษายน 2559 มีการจัดเวทีเสวนา “สงครามลับ ก่อการร้าย และความตื่นกลัว” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่ง “กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช” นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีการก่อการร้าย อธิบายถึงสาเหตุบางประการ ที่ทำให้คนกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะบรรดา “ผู้ก่อการร้าย” มีวิธีคิดที่ต่างไปจากที่คนทั่วไปคุ้นเคย นั่นคือไม่ได้มองว่า “ชีวิตคน” มีค่ามากที่สุด เมื่อเทียบกับ “สิ่งอื่น” ที่คนเหล่านี้เห็นว่า “สำคัญกว่า”!!!

“กฤติกร” ยกตัวอย่าง เช่น ชนเผ่าไวกิ้ง บรรพบุรุษของชาวยุโรปเหนือ-สแกนดิเนเวีย มีความเชื่อว่า “การตายในสนามรบจะทำให้ได้ไปอยู่ในอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า” เป็นต้น ความเชื่อทำนองนี้ เราอาจพบได้ทั่วไปในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ จึงอาจอธิบายได้ว่าเหตุใดผู้ใช้ความรุนแรงแม้จะรู้ดีว่าการก่อวินาศกรรมมีความเสี่ยงถูกปราบปรามถึงขั้นเสียชีวิต แต่ไม่มีท่าทีหวั่นกลัวความตาย

“พูดง่ายๆ คือ เขาเชื่อว่าการเสียสละร่างกายเพื่อคุณค่าบางอย่างที่มันเหนือกว่าคุณค่าชีวิตของเขา เป็นสิ่งที่ทำได้หรือพึงกระทำ ตรงนี้คือการก่อการร้าย คือการสมาทานเข้ากับแนวคิดก่อนสมัยใหม่ ไม่ได้เกี่ยวกับศาสนาใด เป็นพิเศษ สำหรับผมแล้ว คนที่ก่อการร้ายคือคนที่ไม่ได้เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดในสารบบความคิดของเขาเอง แต่มีคุณค่าบางอย่างที่มีมูลค่าสูงกว่าชีวิตของเขาอยู่ ที่ทำให้เขายินดีสละร่างกายของเขา” กฤติกร ระบุ

แล้วคนสมัยใหม่มีวิธีคิดอย่างไร?…นักวิชาการด้านทฤษฎีก่อการร้ายรายนี้ อธิบายว่า เมื่อวิวัฒนาการทางสังคมและการเมือง มาถึงยุคของคำว่า “ประชาธิปไตย” และ “สิทธิมนุษยชน” 2 สิ่งนี้ทำให้เกิด “ความเชื่อใหม่” ที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ “คุณค่าในความเป็นมนุษย์” ที่ไม่ใช่ในฐานะปัจจัยการผลิต แต่หมายถึง “คุณค่าในชีวิต” ของปัจเจกชนแต่ละบุคคล และนั่นทำให้ “การมีชีวิตอยู่” ไม่ว่าของใครก็ตาม ถือเป็น “คุณค่าสูงสุด” ไปด้วย

“สิ่งแรกที่เป็นเงื่อนไขในคำว่าประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน คือ สิทธิในการมีชีวิตอยู่ ทำให้เราเป็นเจ้าของตัวเอง จากเดิมเราไม่เคยเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง อยู่ๆ เราก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง ชีวิตมีความสำคัญขึ้นมา ก่อนหน้านี้ชีวิตประชากรสำคัญไหม? สำคัญ แต่ในฐานะสมบัติทางเศรษฐกิจมากกว่า” กฤติกร อธิบาย

นอกจากเรื่อง “ชุดความคิด” แล้ว ความรุนแรงยังมีเรื่องของ “กลุ่มเสี่ยง” เข้ามาเป็นปัจจัยเสริม…“ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์” บรรณาธิการข่าวต่างประเทศเครือมติชน ยกตัวอย่างการขยายตัวของแนวร่วมกลุ่มรัฐอิสลาม “ไอเอส-ไอซิส”(IS-ISIS) ในยุโรป เกิดเป็นผู้ก่อการร้ายที่เป็นคนในประเทศ (Home Grown Terrorist) โดยตั้งข้อสังเกตว่า คนเหล่านี้เป็น…

“คนชายขอบ”!!!

ที่ถูกบีบคั้นด้วยสภาพบางอย่างในสังคมที่อาศัยอยู่ ทำให้ง่ายต่อการถูกชักจูงจากผู้ไม่หวังดี ซึ่งคนที่ไปเข้าร่วมกับกลุ่มรัฐอิสลาม มีตั้งแต่คนฐานะไม่ดีนัก คนติดยาเสพติด คนที่ก่ออาชญากรรมแล้วหลบหนีคดี ไปจนถึงคนที่มีความเชื่อบางอย่าง และต้องการสร้าง “ประเทศในอุดมคติ”

“ไพรัตน์” บอกว่า ภูมิหลังของผู้ก่อการร้ายตั้งแต่กรณีปารีส ประเทศฝรั่งเศส ไล่มาจนถึงกรณีเบลเยียม อย่างแรกที่พบคือเป็นลูกหลาน “ผู้อพยพ” คนเหล่านี้ถูกสภาพของสังคมสร้างเงื่อนไขกดดัน ถามว่าผู้อพยพที่ประสบความสำเร็จในสังคมตะวันตกมีหรือเปล่า? คำตอบคือมีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะ แต่ถามว่ามีสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่อพยพ มีน้อยมาก คนเหล่านี้เหมือนตัวเองไม่มีบ้าน อย่างกรณีสองพี่น้องที่ก่อเหตุในเบลเยียม ย้อนไปดูประวัติมีตั้งแต่เรื่องปล้นสถาบันการเงิน ปล้นรถ แล้วยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่

“ฉะนั้นคนเหล่านี้จะมีความรู้สึกว่า 1.ตัวเองไม่ถูกยอมรับ 2.ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต นี่คือส่วนที่สองที่เขาถูกโน้มน้าวชักจูงให้เข้ามามีส่วนร่วม และส่วนที่ 3 คือ ลักษณะของแต่ละบุคคล บางคนต้องการแสดงอำนาจ แสดงความห้าวความเก่ง แล้วไม่สามารถแสดงออกได้ในการใช้ชีวิตปกติ” ไพรัตน์ ตั้งข้อสังเกต

แล้วอะไรคือหนทางแก้ไข?…“กฤติกร” ให้ข้อคิดว่า “ความรุนแรงไม่อาจยุติได้ด้วยความรุนแรง” โดยยกตัวอย่างเหตุคนร้ายกราดยิงที่ประเทศนอร์เวย์ ในปี 2554 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 87 ศพ สิ่งที่รัฐบาลนอร์เวย์ทำ คือ 1.ไม่ใช้การพิจารณาคดีโดยลับ ทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้ไม่ต่างจากผู้ต้องหาในคดีอื่นๆ

2.ไม่ใช้การปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณ ทั้งการสอบสวน การตัดสินโทษ และรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ในเรือนจำ ซึ่งศาลนอร์เวย์ตัดสินจำคุก 25 ปี ฆาตกรรายนี้ และเน้นกระบวนการ “ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” หากครบ 25 ปีแล้วยังไม่ดีขึ้นก็จะต้องถูกจองจำต่อไป แต่หากดีขึ้น “เข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น” ก็จะได้รับการปล่อยตัว

“ประวัติศาสตร์สอนเรามานับครั้งไม่ถ้วน ว่าถ้ามันเกิดความขัดแย้งและความรุนแรงขึ้น เราก็ตราหน้า แล้วก็รบกับอีกฝ่าย จนสุดท้ายพังทลายกันไปทั้งคู่ มนุษย์ควรหัดเรียนรู้ว่าความรุนแรงไม่ได้นำมาสู่อะไรเลย การแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยความรุนแรงที่สูงกว่า มีแต่จะจบด้วยการล่มสลายของทั้ง 2 ฝ่าย”

“กฤติกร” ฝากทิ้งท้ายและย้ำว่า แนวคิดนี้แม้จะเป็นเรื่องยาก หลายคนอาจจะมองว่า “โลกสวย” ไม่สาสมเท่าหลักการ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” เพราะต้องอดทนสูงและใช้เวลานานนับหลายสิบปี แต่มันอาจจะ “ดีกว่า” การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่พิสูจน์แล้วว่า…

“ไม่เคย” ยุติความรุนแรงได้จริง!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘สระพวง…บ้านสาแพะ’สู้แล้ง ผันน้ำจาก‘สระแม่’สู่ลูกหลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/219475

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ภัยแล้ง” ในห้วงที่ผ่านมา แม้จะนำความเดือดร้อนแพร่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า แต่ถ้ามองอีกมุมความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งการ “ตื่นตัว” และตระหนักต่อการรับมือกับภาวะอากาศที่แปรปรวน หลายพื้นที่หลายองค์กรพยายามแสวงหาวิธี “รับมือ” กับภัยแล้ง โดยเฉพาะการ “เก็บกักน้ำ” ไว้ใช้ในยามที่ “ผืนดินแตกระแหง ผืนน้ำแห้งขอด” ในอนาคต

“สระพวง” เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ถูกพูดถึง และมีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นแล้วในพื้นที่ “บ้านสาแพะ” อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง!!!

ฤดูร้อนที่กินช่วงเวลานาน อีกทั้งผลกระทบจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า กอปรกับสภาพภูมิประเทศที่ตั้งอยู่บนดอยสูง ทำให้น้ำไม่สามารถไหลผ่านมาถึงหมู่บ้านได้ ส่งผลให้ “บ้านสาแพะ” เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประสบวิกฤติภัยแล้งอย่างหนัก

“บ้านสาแพะตั้งอยู่บนดอยสูง แทบทุกครั้งที่เข้าสู่ช่วงฤดูฝนจะเกิดน้ำท่วมเฉียบพลัน และดินโคลนถล่ม บางปีช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ยังแล้งจัด หนำซ้ำยังไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ เมื่อเกิดภัยแล้งชาวบ้านจึงขาดน้ำใช้อุปโภคบริโภค และใช้ทำการเกษตร”

“คงบุญโชติ กลิ่นฟุ้ง” ผู้ใหญ่บ้านบ้านสาแพะ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เล่าถึงสถานการณ์ในพื้นที่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเข้าร่วม “โครงการเอสซีจี รักษ์น้ำ…เพื่ออนาคต” และร่วมกับลูกบ้านสร้าง “ฝายชะลอน้ำ” ควบคู่ไปกับการปลูกต้นไม้พันธุ์ท้องถิ่นทดแทนต้นไม้ที่เคยถูกตัดไป และเกิดแนวคิด “ต่อยอด” ว่า เมื่อมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีฝายชะลอน้ำคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศ ทำให้เกิดน้ำใต้ดิน…

เมื่อป่าให้น้ำแล้ว เราจะนำน้ำเข้ามาใช้ในหมู่บ้านได้อย่างไร.???

กระทั่งเขามีโอกาสไปดูงานการขุดสระพวงกับ “โครงการปิดทองหลังพระ” ที่ จ.น่าน จึงนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ที่บ้านสาแพะ โดยพื้นที่สำหรับสร้างสระพวงได้มาจากคนในชุมชนที่เสียสละ “บริจาค” พื้นที่ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

แนวทางการสร้างสระพวงแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ“สระแม่” 1 สระ เป็นสระขนาดใหญ่ใช้พื้นที่ 2 ไร่ เพื่อดึงน้ำจากฝายมากักเก็บไว้ โดยเก็บน้ำได้ 8,500 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หลังจากนั้นจะกระจายน้ำไปยัง “สระลูก” ที่ขุดไว้ 1 สระ เก็บน้ำได้ 4,600 ลบ.ม. และ “สระหลาน” 3 สระ ตามลำดับความสูงของพื้นที่ เก็บน้ำได้รวม 1,500 ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้ขุดสระแม่ 1 สระ และสระลูก 1 สระ เสร็จแล้ว

นอกจากการขุดสระพวงให้เป็นแหล่งน้ำในหมู่บ้าน ชาวบ้านยังปรับเปลี่ยน “วิถีการเกษตร” ด้วยการหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยและใช้ระบบน้ำหยดเพื่อประหยัดน้ำ จนทำให้สามารถเพาะเมล็ดพันธุ์ฟักทอง, บวบหอม, มะระ และอื่นๆ ส่งขายไปยังต่างประเทศ จนปัจจุบันจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ให้กับบริษัทเอกชนไปแล้วกว่า 10 ล้านบาท

เมื่อ “สระพวง” เป็นของทุกคน ชุมชนจึงต้องร่วมกันดูแลภายใต้ “กติกา” เดียวกัน โดย “คงบุญโชติ”บอกว่า การใช้น้ำจากสระพวงจะมีประธานและกรรมการหมู่บ้าน คอยควบคุม โดยกรณีที่ใช้น้ำเพาะปลูกต่อเนื้อที่1 ไร่หรือเกินกว่านั้น ต้องจ่ายเงินอุดหนุน 100 บาท หากเพาะปลูกเนื้อที่ไม่ถึง 1 ไร่ จ่ายเงินอุดหนุน 50 บาทต่อ4 เดือน โดยเงินดังกล่าวจะเก็บไว้ใช้ซ่อมแซมสระพวงต่อไป

“คงบุญโชติ” บอกด้วยว่า ก่อนหน้านี้ชุมชนแก้ปัญหาน้ำแล้งแบบ “ไร้เข็มทิศ” แต่เมื่อ “จับจุด” ได้จนนำไปสู่การสร้างฝายชะลอน้ำและสระพวง ที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้งที่ให้กับชุมชนได้ในที่สุด ซึ่งปัจจัยที่ทำให้จัดการน้ำได้มาจาก “คน” เป็นสำคัญ รวมถึงมี“ข้อมูล” ที่ชัดเจนเพื่อนำมาสู่การจัดการพื้นที่ เมื่อผนวกกับ “องค์ความรู้” ด้านการจัดการ ทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

“ตั้งแต่วันแรกที่มีลูกบ้านมาช่วยสร้างฝายครั้งแรกแค่ 5 คน จนถึงวันนี้หมู่บ้านเปลี่ยนแปลงไปมาก ภายใน 3 ปีฟื้นฟูป่ากลับคืนมาได้ 20-30% แม้จะยังไม่มากนัก แต่ความชุ่มชื้นในผิวดินที่กลับคืนมานับเป็นสัญญาณที่ดี ที่สำคัญ คือ ลูกบ้านมีทัศนคติเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าที่ดีขึ้น จากเดิมที่จ้องแปรรูปต้นไม้ใหญ่ เพื่อแลกกับเงินทุกวันนี้ทุกคนมองว่าต้นไม้ใหญ่อุ้มน้ำและปล่อยน้ำออกมาให้ใช้ได้ในยามที่เกิดภัยแล้ง” ผู้ใหญ่บ้านบ้านสาแพะ กล่าว

ด้าน “อาสา สารสิน” ประธานคณะกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี กล่าวว่า การร่วมกันขุดสระพวงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้ชุมชนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน หลังจากชุมชนได้สร้างฝายชะลอน้ำ ทำให้ระบบนิเวศฟื้นคืนสู่ความสมดุล มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี นอกจากนั้นชุมชนยังต่อยอดไปสู่การสร้างสระพวงเพื่อเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาการทำเกษตรในหน้าแล้ง รวมถึงนำน้ำมาใช้บริโภค ซึ่งสระพวงที่บ้านสาแพะเมื่อสร้างเสร็จแล้ว น้ำที่กักเก็บไว้จะเพียงพอใช้สำหรับปีหน้า ถือเป็นพื้นที่ตัวอย่างสำหรับชุมชนอื่นให้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ต่อไป

“สระพวงเป็นแหล่งกักเก็บน้ำฝน เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้งได้ในระยะยาว ซึ่งเอสซีจีตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ เพราะมีคุณค่าต่อการดำรงชีวิต จึงน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ” อาสา กล่าว

ส่วน “สุรชัย นิ่มละออ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (สาขาลำปาง) กล่าวว่า เอสซีจี ได้ส่งเสริมให้ชุมชนบริหารจัดการน้ำด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำ ทั้งยังต่อยอดไปสู่การสร้างสระพวงเพื่อกักเก็บน้ำ เช่น ชุมชนบ้านสาแพะ ที่ประสบปัญหาภัยแล้งจากการมีพื้นที่อยู่บนสันเขา จึงไม่มีแหล่งเก็บน้ำ ชุมชนจึงร่วมกันขุดสระพวงโดยแบ่งเป็นการขุดสระน้ำขนาดใหญ่เพื่อเก็บน้ำเรียกว่า“สระแม่” ส่งน้ำต่อไปยังสระเล็กๆ ที่เรียกว่า “สระลูกสระหลาน” ใกล้ๆ หมู่บ้าน เชื่อมต่อกันเป็นระบบ เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรได้ทั้งหมู่บ้าน

“สระพวง…บ้านสาแพะ”

นอกจากเป็นอีกทางเลือกของการบริหารจัดการน้ำแล้ว ยังสะท้อนว่าเมื่อ “วิกฤติ” มาเยือน การเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาเล็กๆ และต่อยอดไปสู่การจัดการปัญหาใหญ่ๆ ด้วยการ “พึ่งพาตนเอง” จะกลายเป็นความร่วมมือของทุกฝ่ายได้ในอนาคต และนำมาซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ “ยั่งยืน” ต่อไป

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ไม่เลื่อนลอย-ไม่ทำลายป่า’ ‘ไร่หมุนเวียน’วิถีชนพื้นที่สูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/219286

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ไร่เลื่อนลอย..ทำลายป่าต้นน้ำลำธาร ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม”

เชื่อว่านี่เป็น “ความรู้” ที่คนไทยได้เรียนกันมาตั้งแต่เด็กว่าการทำ “ไร่เลื่อนลอย” ที่หมายถึงการแผ้วถางป่าไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด เพื่อเพาะปลูกทำการเกษตร “เมื่อหน้าดินเริ่มเสื่อมทีก็แผ้วถางป่ากันใหม่ที” ผลคือทำให้พื้นที่ป่าอันเป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำลดลงอย่างมาก ข้อมูลจากเว็บไซต์ สารสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์ (PR Content Center) กรมประชาสัมพันธ์ หัวข้อ “การทำไร่เลื่อนลอย” ระบุว่า สังคมไทยเริ่มรู้จักคำว่าไร่เลื่อนลอยประมาณปี 2490 จากปัญหาการปลูกและค้าฝิ่นของชาวภูเขาชนเผ่าต่างๆ

แม้ในเวลาต่อมาการปลูกฝิ่นจะค่อยๆ หายไปด้วยหลายๆ ปัจจัย แต่การทำไร่เลื่อนลอยกลับยังคงดำรงอยู่ หากเปลี่ยนจากการแผ้วถางเพื่อปลูกฝิ่นไปเป็นการปลูก“ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะชาวภูเขาในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย บทความเรื่อง “ไฟป่าที่อินโดนีเซีย” เขียนโดย“ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ระบุว่า ที่ “ลาว” และ “จีน” ชนเผ่า
ต่างๆ ยังนิยมทำไร่เลื่อนลอยเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมี “ไทย” เป็น “ตลาดปลายทาง” รับซื้อข้าวโพดเหล่านั้น

ไร่เลื่อนลอยจึงเป็นเหมือน “ภัยร้าย” เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหา “หมอกควัน-ไฟป่า”!!!

ทว่าผลกระทบกลับไปตกกับ “ไร่หมุนเวียน” วิถีเกษตรอีกแบบหนึ่ง..เพียงเพราะ “ชื่อคล้ายกัน”!!!

ข้อมูลจากเอกสาร “ไร่หมุนเวียน : ประเด็นท้าทายและความหมายของมรดกโลกทางวัฒนธรรม” จัดทำโดย มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เครือข่ายกลุ่มเกษตรภาคเหนือ และร่วมจัดพิมพ์โดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) อธิบายระบบไร่หมุนเวียน อันเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของ “ชาวกะเหรี่ยง” ว่ามี 2 ส่วนสำคัญ

คือ “การเลือกที่ตั้งแปลง” โดยไม่เลือกพื้นที่ใกล้ลำธาร เพราะต้องการรักษาความชุ่มชื้นบริเวณแหล่งน้ำ และไม่เลือกพื้นที่ยอดเขา เพราะดินไม่สมบูรณ์ต้นไม้ฟื้นตัวได้ช้า อีกทั้งยังต้องการรักษาให้บริเวณนี้เป็น “แหล่งรวมเมล็ดพันธุ์” ตามธรรมชาติอีกด้วย กับ “วงจรการใช้พื้นที่” โดยเกษตรกรจะแบ่งพื้นที่เป็น“7 ส่วน” ทำการเกษตรวนไปเรื่อยๆ “ปีละ 1 ส่วน” จนครบ 7 ปี จึงจะกลับมาทำในพื้นที่เดิม

เมื่อ 7 ปีผ่านไป..พื้นที่จะฟื้นตัวพอดี ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมาอีกครั้ง!!!

ตัวอย่างความสำเร็จของไร่หมุนเวียนที่น่าสนใจ ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย แบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์ดังนี้ พื้นที่อยู่อาศัยและสวนชา 1,228 ไร่ (ร้อยละ 11.3), พื้นที่ทำกิน ไร่ นา ทั่วไป 168 ไร่ (ร้อยละ 1.5), ไร่หมุนเวียน 162 ไร่ (ร้อยละ 1.4) และ ป่าชุมชน 9,396 ไร่ (ร้อยละ 85.8) เป็นพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าและป่าต้นน้ำ “ห้ามทำไร่
หรือบุกเบิกที่ทำกินใหม่” ใช้ประโยชน์เพียงหาของป่าและปลูกชาเท่านั้น

เช่นเดียวกับที่ ชุมชนบ้านกลาง ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ที่นี่แบ่งพื้นที่เป็น พื้นที่ทำกิน 2,062 ไร่ ในจำนวนนี้แยกเป็นที่นา 205 ไร่ ไร่หมุนเวียน 1,632 ไร่ และสวนไม้ยืนต้น 225 ไร่, พื้นที่อยู่อาศัย 86ไร่ และ ป่าชุมชน 16,727 ไร่ ซึ่งป่าชุมชนนี้ใช้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ต้นไม้และสัตว์ป่า

ภายใต้คำสอนที่ว่า “ผู้อยู่กับป่าต้องรักษาป่า..ผู้อยู่กับน้ำต้องรักษาน้ำ” !!!

ทั้ง 2 ชุมชน..การันตีด้วย “ลูกโลกสีเขียว” รางวัลเกียรติยศของนักอนุรักษ์ธรรมชาติ!!!

 

ไร่หมุนเวียนบ้านกลาง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง (ภาพจากเว็บไซต์มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ)

นอกจากนี้..แม้การทำไร่หมุนเวียนจะมีการเผาพื้นที่จริงเพื่อย่นระยะเวลาการย่อยสลายของเศษไม้และต้นข้าว แต่การเผานั้นทำในช่วงปลายเดือนเมษายน “ปลายฤดูร้อน” ขณะที่หมอกควันและไฟป่าที่ภาคเหนือของไทยเผชิญอยู่ทุกปีนั้นอยู่ในช่วง “ปลายฤดูหนาว-ต้นฤดูร้อน” อีกทั้งก่อนเผายังต้องทำแนวกันไฟก่อนเสมอไม่ให้ไฟลุกลาม ดังนั้นไร่หมุนเวียนจึงไม่ใช่สาเหตุสำคัญของหมอกควันและไฟป่า

นายสรศักดิ์ เสนาะพรไพร ตัวแทนเครือข่ายฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยง กล่าวในการประชุมร่วมกับอนุกรรมการสิทธิชุมชน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 19 เม.ย. 2559 ณ สำนักงานมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ว่า ไร่หมุนเวียนเป็นระบบเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นมายาวนานบนพื้นที่สูง ภายใต้ฐานคิดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน แต่ต่อมาถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่อนุรักษ์หลายฉบับ ทำให้ไม่อาจสืบทอดต่อได้

เป็นที่มาของแนวคิด “เปลี่ยนภูมิปัญญาชาวบ้าน” ให้เป็น “ความรู้ทางวิชาการ” เพื่อสื่อสารกับสังคม!!!

“เป็นเรื่องที่เราคิดว่าจะต้องถูกอธิบาย คือระบบเกษตรไร่หมุนเวียนกับการบริหารจัดการป่าที่มีโครงสร้างหลากหลาย ซึ่งเอื้อต่อความหลากหลายทางพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ตรงนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้ที่เรารู้มาจากวิถี แต่ไม่ได้ถูกวิเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ” นายสรศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า จากประสบการณ์ลงพื้นที่ชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่พยายามรักษาวิถีเกษตรแบบไร่หมุนเวียน พบว่าหลายพื้นที่มีความหลากหลายทางพันธุ์พืช เช่นที่ บ้านแม่กองคา ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีพันธุ์พืชอาหารถึง 130 ชนิด

อีกทั้งยังเป็น “วิถีพอเพียง” เพราะทุกขั้นตอนทำโดยวิธีคิดแบบ “เคารพธรรมชาติ” ไม่มุ่งเน้นเศรษฐกิจแบบเอาเงินเป็นตัวตั้ง ซึ่งนอกจากการศึกษาทางวิชาการเพื่อให้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับสังคมแล้ว ในระยะยาวต้องผลักดันให้ “มติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง” โดยการนำเสนอของ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้ยกระดับเป็น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้จริง

“..มีงานวิจัยหลายชิ้นโดยสถาบันชั้นนำของประเทศ เช่น ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนเอเชียแปซิฟิก ซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปทำวิจัยในหลายพื้นที่ เช่นที่บ้านห้วยหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า อยากจะให้ไปดูในช่วงเดือนพฤศจิกายน ไปดูชาวกะเหรี่ยงเกี่ยวข้าว ไปดูว่าไร่หมุนเวียนมีพืชอะไรบ้าง ซึ่งเราจะรู้สึกประทับใจมากเลยว่าวิถีแบบนี้ยังดำรงอยู่ได้ ในยุคสมัยที่คนเห็นเงินเป็นตัวตั้ง..

..ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2553 จนถึงบัดนี้ ได้กำหนดให้ 4 พื้นที่ เป็นพื้นที่นำร่องเขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษ แต่ยังไม่มีการขยายเกิดขึ้นเลย เป็นมติที่ดีมาก แต่กระทรวงวัฒนธรรมอาจจะเป็นกระทรวงเล็ก ไม่สามารถสั่งการกระทรวงใหญ่ๆ อย่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ ตอนนี้กรรมการสิทธิฯกำลังปรึกษากับนักวิชาการด้านชาติพันธุ์ ว่าน่าจะเรียนรู้การบริหารจัดการจากประเทศต่างๆ แล้วเสนอให้ยกระดับมติ ครม. ให้เป็น พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนดั้งเดิม..”

นางเตือนใจ กล่าวทิ้งท้าย ซึ่งจากทั้งหมดนี้ คงจะพอเห็นภาพได้ว่าไร่หมุนเวียนต่างจากไร่เลื่อนลอยอย่างไร?

และวิถีของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงนี้..ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างที่เขาว่ากันหรือไม่?
SCOOP@NAEWNA.COM