‘ภัยแล้ง’วิกฤติอากาศโลก ถึงเวลาเปลี่ยนสู่‘วิถียั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/219148

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“2559 ปีแล้งเดือด”

ไม่ใช่ชื่อของภาพยนตร์ที่ไหน..แต่คือ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” สดๆ ร้อนๆ ช่วงต้นปี2559 กับ “วิกฤติภัยแล้ง” ถึงขนาดที่แม่น้ำหลายสาย “แห้งขอด” กระทั่งเทศกาลแห่งความสนุกสนานอย่าง “สงกรานต์” ก็ยัง “กร่อย” หลายพื้นที่ต้องงดจัดงานเพราะไม่มีน้ำเพียงพอให้เล่น พร้อมๆ กับที่ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NASA) เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็น “อุณหภูมิร้อนระอุ” ปกคลุมประเทศไทย

ปรากฏการณ์นี้หลายคนกล่าวตรงกันว่า “ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต”!!!

ในงานแถลงข่าวการประชุมวิชาการ “ความท้าทายต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเอเชีย” เมื่อ 19 พ.ค. 2559 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ชั้น 26 อาคารสยามพิวรรธ์ทาวเวอร์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ ดร.ณรรต ปิ่นน้อยผู้เชี่ยวชาญประจำโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กล่าวถึงผลกระทบจากวิกฤติภัยแล้งหนนี้

โดยอ้างอิงตัวเลขของ “สภาพัฒน์” สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่พบว่า ตั้งแต่ปี 2557 ที่ประเทศไทยเริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตทางการเกษตรของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในแวดวงอุตุนิยมวิทยานานาชาติ ยังมีการทำนายสภาพอากาศของไทยและภูมิภาคนี้ในอนาคตไว้ว่า..

“ฤดูร้อน” จะแล้งยาวนานขึ้น..ส่วน “ฤดูฝน” ฝนจะตกหนักขึ้น!!!

ผู้เชี่ยวชาญจาก UNDP กล่าวต่อไปว่า ทิศทางการพัฒนาจึงต้องมุ่งเน้น “ความยั่งยืน” มากขึ้น ซึ่งสำหรับประเทศไทย เรามีต้นทุนความรู้อยู่แล้วคือ เกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ดร.ณรรต ยกตัวอย่าง “การบริหารความเสี่ยงของพื้นที่” เช่น เกษตรกรมักไม่ค่อยอยาก “ขุดบ่อเก็บน้ำ” เพราะกลัวจะเสียพื้นที่เพาะปลูกทำให้เมื่อถึงฤดูแล้ง นอกจากจะไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับพืชหลักแล้ว ยังไม่สามารถทำอย่างอื่นที่ใช้น้ำน้อยทดแทนได้ด้วย

เมื่อ “ไม่มีผลผลิต” ก็ย่อมขาด “รายได้” ไปโดยปริยาย!!!

“เกษตรกร 5 ล้านครัวเรือน มีที่ทำเกษตรกร 3 ประเภท คือเพาะปลูก เลี้ยงปศุสัตว์ และเลี้ยงสัตว์น้ำ แค่ 1.4 เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลนี้มาจากสำมะโนเกษตรล่าสุดของประเทศไทย คือคุณไม่มีแหล่งน้ำนี่คุณหมดสิทธิ์ทำแหล่งน้ำเลย ทำไม่ได้แน่นอน ปศุสัตว์ก็เลี้ยงได้น้อย เพราะทุกอย่างไปทำเพาะปลูกหมด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านไปดูว่าบรรพบุรุษของเราทำเกษตรกันมายังไง ท่านพูดว่าท่านไม่ได้ทำอะไรใหม่ เพียงแต่รวบรวมสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอดีตเอามาเรียบเรียงให้พวกเราฟัง ว่าถ้าเราทำอย่างที่เราเคยทำกันสมัยโบราณ มันทำให้เกิดผลสำเร็จ ที่พิสูจน์กันมาแล้วเป็นร้อยๆ ปี สมัยเด็กๆ บ้านผมมีบ่อน้ำ ทุกบ้านแถวนั้นก็มีบ่อน้ำ เพราะเวลาหน้าแล้งเราก็มีน้ำสำหรับให้สัตว์เลี้ยงบ้างอะไรบ้าง ก็ยังสามารถมีปลามีอะไรไว้ทำมาหากินได้” ดร.ณรรต กล่าว

เรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นเป็นความสนใจในระดับโลกดังที่ องค์การสหประชาชาติ (UN) ตั้งเป้าหมายการพัฒนาไว้ 17 ข้อซึ่งก็มีเรื่องของ “สิ่งแวดล้อม” หลายประการ เช่น (7)มีพลังงานสะอาดใช้อย่างเพียงพอ, (12)บริโภคและผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ, (13)การดูแลเรื่องสภาพภูมิอากาศ, (14)ดูแลทรัพยากรทางน้ำ เป็นต้น

รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แม้หลายๆ ตัวชี้วัดของสหประชาชาติไทยจะทำได้ดีมาก่อนหน้าแล้ว แต่หลายเรื่องยังต้องเดินหน้ากันต่อไปโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพราะท้ายที่สุดย่อมย้อนกลับไปกระทบกับรายได้และความเป็นอยู่ของประชากรในประเทศ

“เมื่อมีปัญหาสิ่งแวดล้อม เมื่อสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย การเข้าถึงฐานทรัพยากรของเกษตรกรที่ยากจนก็เข้าถึงได้ยาก การจะพึ่งตนเองก็เลยเป็นเรื่องที่ยาก เราทำไปมากพอสมควร แต่เราก็ยังต้องมีจุดมุ่งเน้นใช้แรงกายแรงใจอีกเยอะที่จะทำสิ่งเหล่านี้” อาจารย์นวลน้อย กล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ : งานประชุมวิชาการ “ความท้าทายต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเอเชีย” จะจัดขึ้นในวันที่ 8 มิ.ย. 2559 ณ โรงแรมดุสิตธานี แยกศาลาแดง กรุงเทพฯ

SCOOP@NAEWNA.COM

เปิดเส้นทาง”ค้าเสือข้ามชาติ” “สวมรอย”จากไทยลอบส่งจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/219032

วันศุกร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 18.28 น.

“ซากลูกเสือโคร่ง”

ที่ถูกตรวจพบเป็นจำนวนมากใน “วัดเสือ” หรือวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี อาจยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ “ค้าเสือข้ามชาติ” หรือไม่.???

แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “หลักฐาน” ที่ปรากฏก็ทำให้ไทยถูกจับตามองในเรื่องการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายมากขึ้น พร้อมกับตอกย้ำข้อมูลก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าวัดป่าแห่งนี้อาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าเสือข้ามชาติมานานแล้ว

“กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล” หรือ WWF ได้หยิบยก “รายงานวัดเสือ” จากกลุ่มอนุรักษ์สัตว์ป่า ชาวออสเตรเลีย หรือกลุ่มซีโฟร์ไลฟ์(Cee4life) ระบุว่า วัดเสือทำการค้าสัตว์ป่าผ่านประเทศลาว อันเป็นการฝ่าฝืนทั้งระเบียบอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ หรือไซเตส(CITES: อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์) และกฎหมายไทย

WWF ระบุว่า รายงานนี้เป็นเครื่องตอกย้ำ “ข้อสงสัย” ที่มีมานานว่าวัดเสือ มีเบื้องหน้าราวกับเป็นสถานที่ “คุ้มภัย” สำหรับเสือ แต่ในความเป็นจริงได้ลักลอบทำฟาร์มเสือ รวมถึงจำหน่ายเสือ และชิ้นส่วนเสือให้แก่ “ตลาดมืด” เพื่อผลกำไรมหาศาลไปในเวลาเดียวกัน

“เยาวลักษณ์ เธียรเชาว์” ผู้อำนวยการ WWF-ประเทศไทย กล่าวว่า การเคลื่อนย้ายเสือจากวัดเสือ ไปยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จ.ราชบุรี รวมถึงคำสั่งห้ามวัดขังเสือไว้ในกรงอย่างถาวรเป็นการแก้ปัญหาที่ดี เนื่องจากที่ผ่านมามีหลักฐานชัดเจนว่าวัดแห่งนี้ทำการลักลอบค้าเสือ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายมานานแล้ว ด้วยวิธีการเปลี่ยนชื่อเพื่อ “สวมรอย” เสือตัวเก่า และนำตัวใหม่มาแทน ซึ่งวิธีนี้การนี้จึงไม่เคยพบเสือหายไปจากวัดเลย

ผู้อำนวยการ WWF-ประเทศไทย บอกด้วยว่า รายงานการผลการศึกษาของกลุ่มซีโฟร์ไลฟ์ ระบุว่า “เส้นทางค้าเสือข้ามชาติ” มี 2 เส้นทาง คือ…

“เส้นทางที่ 1” มีต้นทางมาจากประเทศเมียนมา ลักลอบนำเข้ามาในไทยผ่านทาง อ.แม่สอด จ.ตาก ก่อนจะไปพิษณุโลก เพื่อมุ่งหน้าผ่านทางภาคอีสาน คือ ไล่ตั้งแต่ขอนแก่น ถึงมุกดาหาร ออกไปประเทศลาว เข้าเวียดนาม โดยมีปลายทางที่ “ประเทศจีน”

“เส้นทางที่ 2 มีต้นทางมาจากประเทศเมียนมา ลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทยผ่านทางด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เข้าเพชรบุรี ก่อนจะมาพักของในพื้นที่ จ.นนทบุรี เพื่อมุ่งหน้าผ่านทางภาคอีสาน คือ ตั้งแต่ขอนแก่น ล่องไปถึงมุกดาหาร ออกไปประเทศลาว เข้าเวียดนาม ปลายทางที่ประเทศจีน

“นอกจากวัดเสือแล้ว ยังควรสืบหาสถานที่อื่นที่กักขังเสือเพื่อเป็นการตรวจสอบให้แน่ใจว่าเสือจะไม่ตกเป็นเหยื่อการลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายและการทารุณกรรม หากพบสถานที่ที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยสัตว์ป่าภายในประเทศและระหว่างประเทศ จะต้องถูกห้ามมิให้มีการครอบครอง เป็นเจ้าของ และเพาะพันธุ์เสือ” ผู้อำนวยการ WWF-ประเทศไทย กล่าว

สอดคล้องกับข้อมูลจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ “บก.ปทส.” ที่ระบุว่า สถานการณ์ “เสือโคร่ง” อยู่ในภาวะถูกคุกคามอย่างหนักจากขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่า เพราะมีราคาซื้อขายในตลาดมืดสูงมาก ถ้าเป็นเสือโคร่งตัวใหญ่ที่นำไปแสดงโชว์ราคาอาจสูงกว่าตัวละ 1 ล้านบาท ตลาดใหญ่อยู่ที่จีน เพราะมีความต้องการสูง โดยไทยถูกระบุว่าเป็น “ศูนย์กลางขนส่ง” เช่น ฟาร์มเสือหลายแห่ง มีการลักลอบเพาะพันธุ์ และค้าแบบผิดกฎหมาย โดยมีเส้นทางส่งผ่านจากไทยเข้าลาว ผ่านช่องทางด้านชายแดนถาวร ด้วยรถที่ตอนนี้มีถึง 15 จุด ตั้งแต่ภาคเหนือยาวมาถึงอีสานตอนบน และส่งต่อไปที่จีน

รูปแบบส่วนใหญ่จะเป็น “ซากเสือ” ที่แยกส่วนแล้วเพื่อง่ายต่อการขนส่ง เช่น เนื้อแช่แข็งจะถูกส่งไปตามร้านอาหารป่าในจีน ราคาสูงมาก ส่วน “อวัยวะเพศ” จะดองเป็นยาโด๊ป และเขี้ยว เล็บ กระดูก นำไปทำเป็น “เครื่องรางของขลัง”

“ในบรรดาสัตว์ป่าทั้งหมด เสือโคร่งมีราคาแพงที่สุด โดยลักษณะการทำงานของขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่าจะเป็นไปตามใบสั่งซื้อ ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากทางประเทศจีนและไต้หวัน” แหล่งข่าวจาก บก.ปทส.กล่าว

แหล่งข่าวจาก บก.ปทส. ยังบอกถึง “เส้นทางลำเลียง” เสือไปยังจุดหมายปลายทาง ว่า จากการสืบสวนที่ผ่านมาพบว่า หลังจากถูกส่งไปถึงเวียดนามแล้ว ขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติในเวียดนามจะใช้ “ผู้หญิงและเด็ก” เดินอ้อมภูเขามาเพื่อขนถ่าย “ซากเสือ” ไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง จากนั้นซากเสือจะถูกปรุงเป็นสารพัด “เมนู”

มีทั้งการ “ตุ๋น” เพื่อทำเป็นยาเม็ดลูกกลอน และ “ดองเหล้า” ตามความเชื่อที่ว่าหากใครได้ลิ้มรสอวัยวะในตัวเสื้อทั้งหมด 32 ประการแล้ว จะทำให้พลังวังชาแข็งแรง แต่ถ้า“ตัดขาย” เป็นอวัยวะบางส่วนแล้ว ส่วนที่แพงที่สุด “อวัยวะเพศ” เพราะคนกินเชื่อว่าจะทำให้มีประสิทธิภาพทางเพศเพิ่มมากขึ้น

ข้อมูลล่าสุดจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ระบุว่า จากการสำรวจของนักวิจัย “เสือโคร่ง” ในไทย พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยเหลือเสือโคร่งอยู่ 200-250 ตัว กระจายอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร , อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ , อุทยานแห่งชาติคลองลาน , อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา จ.นราธิวาส นอกจากนั้นยังมีเสือโคร่งที่ได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานฯ ให้ดำเนินกิจการสวนสัตว์ของภาครัฐและเอกชน 33 แห่ง จำนวน 1,283 ตัว

ทั้งนี้ หาก “เสือโคร่ง” ตาย ไม่ว่าจะกรณีใดๆ ต้องแจ้งให้กรมอุทยานฯทราบภายใน 24 ชั่วโมง และ “ห้าม” ทำลายซาก จนกว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าดำเนินการเอง เพื่อป้องกันการ “ลักลอบ” ขายซากเสือโคร่งไปยังต่างประเทศ

SCOOP@NAEWNA.COM

ภาพ : http://news.nationalgeographic.com

เนรมิต‘อภัยภูเบศรเวชนคร’ เมืองสุขภาพ-อาณาจักรสมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/218875

วันศุกร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ขีดเส้นตีกรอบเฉพาะคนไทย หากกวาดสายตามองไปยังห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ หรือแม้แต่ร้านยาตามชุมชนจะพบ “สมุนไพรไทย” รูปแบบต่างๆ วางจำหน่ายอย่างแพร่หลาย ยังไม่นับการนวดไทย และศาสตร์การรักษาที่ควบคู่ไปกับแผนปัจจุบันตามสถานพยาบาลต่างๆ สะท้อนถึงความนิยม และการขยายตัวของสมุนไพรไทยอย่างไม่มีข้อท้วงติง

เมื่อมองออกไปภายนอก นับเป็น “โอกาสทอง” ของประเทศไทย เพราะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ “เออีซี” เมื่อช่วงปลายปี 2558 ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ชื่อเสียงของ “สมุนไพร-แพทย์แผนไทย” สั่งสมมากขึ้นเรื่อยๆอีกทั้งแนวโน้มจำนวนประชากร “ผู้สูงอายุ” มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปทำให้ “ผู้สูงวัย” มักเกิดปัญหาสุขภาพตามมา กระแสการส่งเสริมสุขภาพจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้สมุนไพรที่มีอยู่ในประเทศ โดยนำ “ภูมิปัญญาพื้นบ้าน” มาผสมผสานกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อใช้รักษาโรคร่วมกัน

คำถาม คือ ประเทศไทยเตรียม “พร้อม” เพียงใด ท่ามกลางความต้องการ “สมุนไพร-แพทย์แผนไทย”ที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นได้!!!

“เมดิโคโพลิส เวชนคร” อาจจะเป็น “คำตอบ”!!!

“มนตรี จุฬาวัฒนทล” ที่ปรึกษาศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(TCELS) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ Medicopolis หรือ“เมดิโคโพลิส เวชนคร” กล่าวว่า TCELS ได้ริเริ่มโครงการ เมดิโคโพลิส เวชนคร ตั้งแต่ปี 2555 โดยดำเนินการครอบคลุมรูปแบบการบริการสุขภาพที่ยั่งยืน มีองค์ประกอบทางด้านชีววิทยาศาสตร์ ได้แก่ ยา อาหารเสริมสุขภาพ วัคซีน เครื่องมือแพทย์และอื่นๆ นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพใน 3 มิติ ได้แก่ ผู้สูงอายุ การป้องกันและส่งเสริมให้มีสุขภาพดี และด้านความงาม

ส่วน “วิโรจ อิ่มพิทักษ์” นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และที่ปรึกษา TCELS กล่าวว่า เมดิโคโพลิส เวชนคร มีเป้าหมายหลัก คือ ทำให้คนไทยกินดีอยู่ดี เป็นแนวทางของการป้องกันมากกว่าการแก้ไข กลไกในการขับเคลื่อนมี 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วง “เรียกแขก” ดำเนินการแล้วในการจัดงาน Life Science Garden เมื่อปี 2557 ระยะที่ 2 ช่วง “สร้างเครือข่าย” และระยะที่ 3 “สร้างเมือง” ซึ่งอยู่ระหว่างสรรหาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อไป

สำหรับการสร้างเครือข่ายได้ดำเนินการต่อเนื่องจากปี 2557 เรื่อยมากับ 3 จังหวัดต้นแบบ คือ จ.สกลนคร เป็น “ธรรมเวชนคร” ควบคู่กับการมีวิถีชีวิตที่เป็นธรรมชาติแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแห่งภาคอีสาน, จ.ระนอง เป็น “เวชนครแห่งน้ำแร่ธรรมชาติ” และ “ธาราบำบัด” และ จ.ปราจีนบุรี เป็น “เวชนครแห่งสมุนไพร” โดยมีต้นแบบหลักและแม่ข่ายสำคัญอยู่ที่…

“โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร”!!!

“แม่หมอสมุนไพร” แห่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อย่าง “สุภาภรณ์ ปิติพร” เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องของโครงการ เมดิโคโพลิส เวชนคร มี “จุดแข็ง” ด้านสมุนไพร และมีการวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เป็นเสมือน “ห้องรับแขก”ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรของประเทศ และเพื่อเตรียมรับมือกับ “สังคมผู้สูงอายุ” ทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงพร้อมนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ที่สั่งสมความรู้มาเป็นเวลานานมาใช้ในโครงการเวชนครใน จ.ปราจีนบุรี

“มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มั่นใจว่าจะนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยมาผนวกเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ปัจจุบัน เพื่อรองรับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ภายใต้การดำเนินงานในโครงการเวชนคร และเชื่อว่าจะพัฒนาโครงการนี้ให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติได้พร้อมๆ กับการยกระดับคุณภาพบริการสาธารณสุขในภาพรวม”

องค์ความรู้ “ศาสตร์แผนไทย” ที่ “สุภาภรณ์” กล่าวถึงและใช้มาอย่างยาวนาน คือ “ผสมผสาน” แพทย์แผนปัจจุบันกับเวชปฏิบัติแบบไทย เช่น “เผายา”ซึ่งจะเผาทางหน้าท้องด้วยกรรมวิธีโบราณ เพื่อรักษาอาการ “ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว” ปวดขัดเนื้อตัว นอนกรน โดยใช้เครื่องยาที่มีฤทธิ์ร้อน ได้แก่ ไฟสด ขมิ้นสด ข่าสด ตะไคร้สดเป็นต้น ซึ่งพิสูจน์ผลลัพธ์แล้วว่า “หาย” ทุกราย อีกวิธีคือ “ย่างยา” ใช้รักษาอาการบวมน้ำทั้งร่างกาย บวมจากภาวะไตเสื่อม บวมจากโรคหัวใจ เป็นต้น เครื่องยาที่ใช้ได้แก่ ใบพลับพลึง ใบข่า ใบไพล หรือใบไม้ต่างๆ ที่มีฤทธิ์ร้อน

นี่คือการรักษาแบบ “ภูมิปัญญาตะวันออก” ที่สืบสานจากรุ่นสู่รุ่น!!!

ขณะที่แพทย์แผนปัจจุบัน อย่าง “นเรศ ดำรงชัย” ผู้อำนวยการTCELS บอกว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการลงนามความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่าง TCELS, จ.ปราจีนบุรี และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อสร้าง“เวชนครแห่งสมุนไพร” ให้เป็นศูนย์บริการการแพทย์แบบองค์รวมสำหรับผู้สูงอายุ ทำให้เป็น “เมืองสุขภาพ” และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ด้วย

เขาบอกว่า เบื้องต้นจะจัดงาน Life Sciences & Bio Investment Asia 2016 พร้อมเปิดกิจกรรม“ตลาดนัดสุขภาพไทย-กัมพูชา” ให้มีการนำเสนอบริการทางการแพทย์ไทย และวิทยาการเวชศาสตร์ป้องกัน ที่ศูนย์แสดงสินค้ากัมพูชา ถือเป็นโอกาสสำคัญที่สมุนไพรไทยจะก้าวไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่กำลังมองหา “พันธมิตร” เชื่อมโยงงานวิจัยด้านสมุนไพรและพัฒนาการแพทย์องค์รวม

“โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีชื่อเสียงด้านการพัฒนายาสมุนไพร และได้รับมาตรฐานการผลิตยา GMP/PICs ซึ่งเป็นมาตรฐานที่มีความเข้มงวดของสหภาพยุโรป ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตยาและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล นอกจากนี้ยังเป็นสถาบันผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับอีกด้วย” ผอ.TCELS กล่าว

ผอ.TCELS กล่าวทิ้งท้ายว่า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะขยายโครงการสู่ประเทศเพื่อนบ้าน และมองว่าการใช้ศาสตร์แผนปัจจุบันผสมผสานกับแพทย์แผนไทยมีความสำคัญ TCELS จึงมีโครงการ “จัดยาตามยีน” คือ การรักษาโรคเฉพาะบุคคล โดยการตรวจยีนของผู้เข้ารับการรักษาก่อนว่าแพ้ยาตัวไหนหรือไม่ เพื่อลดการ “สิ้นเปลืองยา” และลดการเสี่ยงต่อการเสียชีวิต รวมถึง “จัดอาหารตามยีน” คือ ตรวจยีนก่อนรับอาหาร เพื่อให้อาหารที่รับประทานเข้าไปเกิดประโยชน์สูงสุด เป็นต้น

การผสมผสานระหว่าง 2 ศาสตร์ จึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งในยุคที่ทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพ และด้วยความพร้อมข้างต้นทำให้อีกไม่กี่เดือนนับจากนี้ “ศาสตร์แห่งสมุนไพรไทย” จะขยายไปสู่ จ.พระตะบอง และเสียมเรียบของกัมพูชา โดยมี “อภัยภูเบศรเวชนคร” เป็นโมเดล!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ไฟใต้’ไม่ใช่เรื่อง‘ศาสนา’ ‘นโยบายรัฐ’อย่าให้ผิดซ้ำรอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/218698

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กว่าทศวรรษแล้วกับสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินไม่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐ หรือประชาชน ไม่ว่าชาวพุทธหรือชาวมุสลิม ทุกคนทุกฝ่ายล้วนได้รับผลกระทบ และขณะนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง ยังมีเหตุลอบสังหารและลอบวางระเบิดเกิดขึ้นรายวัน

เมื่อพูดถึงวิกฤติ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ภาพที่คนภายนอกนึกถึงบ่อยๆ มักจะเป็นเรื่องของผู้ก่อความไม่สงบ ใช้แนวคิดทาง “ศาสนาอิสลาม” หาคนเข้าร่วมขบวนการ จนหลายคนฟันธงไปว่า “ต้นเหตุแห่งความรุนแรงมาจากความขัดแย้งทางศาสนา” ยิ่งระยะหลังๆ ที่กลุ่มสุดโต่งในตะวันออกกลางอย่าง “ไอเอส-ไอซิส” (IS-ISIS) ประกาศหาแนวร่วมก่อความรุนแรงจากทั่วทุกมุมโลก ก็ยิ่งทำให้เกิดความหวาดระแวง ความไม่ไว้วางใจกันมากขึ้น

โดยเฉพาะเมื่อ “พระสงฆ์” ผู้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธ..ก็ยังถูกเข่นฆ่า!!!

ผลการศึกษาเรื่อง “การส่งเสริมบทบาทพระสงฆ์กับปัญหาความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ผลงานของ ดร.ประสงค์ โตนด อาจารย์สาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ที่เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ถ.บรมราชชนนี กรุงเทพฯ เมื่อเดือน ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา
ลงพื้นที่ทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สอบถามความคิดเห็นทั้งจากพระสงฆ์ ประชาชน รวมทั้งผู้นำศาสนาอิสลาม

แล้วพบว่า..เหตุที่พระสงฆ์ถูกฆ่า อาจไม่เกี่ยวข้องกับ “ความขัดแย้งทางศาสนา” อย่างที่เข้าใจกัน!!!

อาจารย์ประสงค์ เล่าว่า ผู้นำศาสนาอิสลามในพื้นที่ที่ยินยอมให้ข้อมูล ต่างระบุตรงกันว่า กลุ่มคนที่ทำร้ายและฆ่าพระสงฆ์ เป็นกลุ่มที่ “ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ” สืบเนื่องจากรัฐบาลบางยุคสมัย มีการฆ่าตัดตอน จับกุมคุมขังคนในพื้นที่เป็นจำนวนมากด้วยข้อหาต่างๆ ญาติพี่น้องของคนเหล่านี้จึง “คับแค้นใจ” จนก่อเหตุรุนแรงหลายๆ อย่าง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล “สนใจ” และให้ความเป็นธรรมกับพวกเขา

ข้อค้นพบที่ยิ่งย้ำความชัดเจน..นักวิชาการจาก ม.ราชภัฏภูเก็ต รายนี้ ระบุว่า กลุ่มผู้นำศาสนาอิสลามในพื้นที่ที่ยินยอมให้ข้อมูล กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า เหตุความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ แม้จะกระทบต่อการปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์ไปบ้างแต่ก็ไม่มากนัก

เพราะ ณ วันนี้ ชาวพุทธและชาวมุสลิมในพื้นที่..ยังคงมี “สัมพันธ์ที่ดี” ต่อกัน!!!

“ถ้าไปถามพระสงฆ์หรือคนที่นับถือศาสนาพุทธ เขาจะกล่าวหาขบวนการแบ่งแยกดินแดน แต่สิ่งที่ผมไปค้นพบใหม่ คนฆ่าพระสงฆ์คือคนมุสลิมที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ เนื่องจากในสมัยของนายกรัฐมนตรีบางท่าน ช่วงนั้นมีการฆ่าตัดตอนคนมุสลิมเรื่องยาเสพติด ก็คือพวกเขาไม่ได้รับความยุติธรรม แต่ภาครัฐก็ไม่ให้ความสนใจกับคนมุสลิมเหล่านี้ เขาเลยพยายามทำอะไรก็ได้เพื่อให้ภาครัฐหันมาสนใจพวกเขา เลยไปลงมือฆ่าพระสงฆ์เพื่อให้ภาครัฐสนใจพวกเขานั่นเอง” อาจารย์ประสงค์ กล่าว

ซึ่งสอดคล้องกับกรณีของ มะรอโซ จันทราวดี แกนนำรายหนึ่งของกลุ่มก่อความไม่สงบ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตกลางดึกคืนวันที่ 13 ก.พ. 2556 ขณะนำแนวร่วมเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของทหารนาวิกโยธิน ที่บ้านยือลอ ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ในครั้งนั้น คนใกล้ชิดของมะรอโซ เปิดเผยว่า มะรอโซกับเพื่อนๆ เป็นผู้ได้รับผลกระทบจาก “กรณีตากใบ” หรือเหตุสลายการชุมนุมที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อ 25 ต.ค. 2547 ที่ผู้ชุมนุมถูกจับมัดมือไพล่หลังนอนทับซ้อนอัดกันแน่นในรถบรรทุกของทหาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 78 ศพ เพราะขาดอากาศหายใจ

และนั่นเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจ “เข้าร่วม” กับกลุ่มก่อความไม่สงบในเวลาต่อมา!!!

ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม อาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในเวทีเสวนา “สงครามลับ ก่อการร้าย และความตื่นกลัว” เดือน เม.ย. 2559 ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ว่าทั้งกรณีตากใบ มัสยิดกรือเซะ รวมถึงการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ถือเป็น “บาดแผล” ในใจคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

และเป็นประเด็นที่ถูก “วิพากษ์วิจารณ์” อย่างมากในเวทีระหว่างประเทศขณะนั้น!!!

“คดีที่สะเทือนขวัญมากคือคดีตากใบ เพราะยังไม่เห็นความผิดของผู้ที่มารวมตัวกัน แต่ก็มีการจับกุมแล้วเอาเชือกมัด เอาขึ้นไปในรถ การเดินทางจากนราธิวาส ไปปัตตานี ใช้เวลาแค่ไม่เกินชั่วโมงกับยี่สิบนาที แต่ตอนนั้นคนที่เอาคนเหล่านี้ไป
ใช้เวลา 6-7 ชั่วโมง ฝนก็ตกพอดีแล้วก็ถูกทับซ้อน

นี่เป็นคดีสะเทือนขวัญที่ส่งผลกับโลกมุสลิมเยอะ ผมต้องไปประชุมที่โอไอซี (OIC-องค์การความร่วมมืออิสลาม) มันมีการวิพากษ์วิจารณ์เยอะ คิดว่านั่นเป็นต้นเหตุสำคัญที่นำไปสู่ความขมขื่น ผลการสอบสวนคือมีการใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงมากกว่าเหตุ” อาจารย์จรัญ กล่าว

ส่วนข้อกังวลที่ว่ากลุ่มไอเอส-ไอซิส จะเข้ามาก่อการร้ายในประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยวหลายชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกมุสลิมรายนี้ เชื่อว่า “มีโอกาสน้อยมาก” เพราะความเชื่อแบบไอเอส-ไอซิส “ไม่เป็นที่ยอมรับ” แม้กระทั่งในหมู่ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันประเทศไทย “ไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง”ของกลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้ เมื่อรวมกับความห่างไกลจากพื้นที่การสู้รบในตะวันออกกลาง จึงมองว่าเป็นไปได้ยาก

“ประเทศไทยจะถูกถล่มหรือไม่? อันนี้น่าสนใจ เพราะว่าถ้าประเทศไทยจะถูกไอเอสถล่ม มีประการเดียวคือไอเอสมุ่งที่จะถล่มคนต่างชาติซึ่งมีส่วนเข้าไปถล่มไอเอส อย่างที่มีข่าวว่าไอเอสจะมาถล่มชาวเยอรมัน ชาวรัสเซีย ในพัทยา อย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าพูดถึงจริตของไอเอสที่ไปกระทำกับชาติต่างๆ คิดว่าไทยยังเป็นประเทศหนึ่งที่น่าจะอยู่ห่างจากการถูกถล่ม โดยเฉพาะเป้าหมายที่เป็นคนไทย เพราะไทยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเห็นได้ชัด

เท่าที่รับทราบมา ก็ได้ข่าวลือมานานแล้วว่ามีนักศึกษาจากปัตตานีคนหนึ่งไปอยู่ตะวันออกกลาง แล้วเข้าไปร่วมแล้วก็มีภาพถ่ายออกมา แต่การไปแสดงออกในทางนิยมไอเอส คงไม่ใช่กระแสหลักของมุสลิมส่วนใหญ่ ในระยะแรกๆ อาจจะมีบ้างเพราะไอเอสไม่ได้มีพฤติกรรมอย่างนั้นในตอนแรก แต่ระยะหลังๆ แนวคิดของไอเอสก็ไม่ค่อยมีใครยอมรับ” อาจารย์จรัญ ฝากทิ้งท้าย

เรื่องราวทั้งหมดนี้คงเป็นที่ยืนยันได้บ้างว่า..แม้ประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ จะมีเชื้อสายมลายู และนับถือศาสนาอิสลาม และบางส่วนอาจมีแนวคิดสุดโต่ง แต่โดยรวมแล้วไม่มีความขัดแย้งรุนแรงระหว่างคนต่างศาสนาอย่างที่เกิดขึ้นในบางประเทศ ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความรุนแรงลุกลามบานปลายจนถึงปัจจุบัน มาจากนโยบายในอดีตที่ผิดพลาดของภาครัฐ ซึ่งระยะหลังๆ ก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นตามลำดับ

ถ้าไม่มี “เหตุซ้ำรอย” เกิดขึ้นอีกเสียก่อน..ไม่ช้าก็เร็ว “ปลายด้ามขวาน” คงได้กลับมาสงบสุขดังเดิม!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ป่าหาย-เขาหัวโล้น’ อย่าแก้กันแบบ‘หลงทาง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/218505

วันพุธ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องตามกันต่อไปกับ “เขาหัวโล้น ณ เมืองน่าน” จากกรณีที่มีภาพภูเขาหัวโล้นใน จ.น่าน ปรากฏผ่านสื่อต่างๆ ช่วงปลายเดือน มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา ตามมาด้วยความร่วมมือจากผู้มีชื่อเสียงหลายรายในการหาทางฟื้นฟู ทว่าก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กล่าวโทษชาวบ้านที่รับจ้างนายทุนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้เกิดคำถามว่า “เป็นธรรมหรือไม่?” รวมถึงมีข้อกังวลว่า การปลูกป่าอย่างที่ทำกันอยู่นี้ จะช่วยให้ “มีป่าอย่างยั่งยืน” ได้จริงหรือ?

‘ป่าหาย-เขาหัวโล้น’ ใครผิด?

“สัมปทานป่าไม้สามสิบกว่าปี ภาคเหนือเป็นภาคที่มีสัมปทานป่าไม้มากที่สุดในประเทศไทย แต่ก่อนเราจะมีพ่อเลี้ยงเยอะแยะไปหมด พ่อเลี้ยงก็คือคนที่รวยจากสัมปทานป่าไม้ทั้งสิ้น”

สุมิตรชัย หัตถสาร นักกฎหมายและผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น กล่าวในเวที กสม.พบประชาชน (ภาคเหนือ) จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 26 พ.ค. 2559 ณ โรงแรมดวงตะวัน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ถึง “สาเหตุที่แท้จริง” ของป่าไม้ที่หายไป

ซึ่งสอดคล้องกับบทความ “สัมปทานป่าไม้ บทเรียนจากสายน้ำเลือด” จากเว็บไซต์ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร (www.seub.or.th) ระบุว่า สัมปทานป่าไม้ในไทยเริ่มขึ้นในปี 2496 แต่ยังเป็นเพียงรายย่อย กระทั่งทำกันแบบ “เป็นล่ำเป็นสัน” ในปี 2511 เมื่อรัฐบาลขณะนั้น กำหนดให้ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับป่าไม้ และประชาชนแต่ละจังหวัดร่วมกันจัดตั้งนิติบุคคลขึ้น เรียกว่า “บริษัททำไม้ประจำจังหวัด” เพื่อเป็นผู้รับสัมปทานทำไม้ในป่าที่อยู่ในท้องที่นั้นๆ

แม้จุดประสงค์ของรัฐบาลจะ “หวังดี” ต้องการให้ผู้รับสัมปทาน “ช่วยดูแลป่า” ทว่าในความเป็นจริงผลที่ออกมากลับ
“ตรงกันข้าม” ไล่ตั้งแต่ผลประโยชน์การทำป่าไม้ไม่ได้ตกอยู่กับชาวบ้านในจังหวัดจริงๆ เพราะนายทุนนำรายชื่อญาติพี่น้องเพื่อนฝูงไปใส่ในโควตาประชาชน การกำหนดเงื่อนไขให้นำเงินจากธุรกิจป่าไม้มาสนับสนุนภารกิจปลูกป่าของกรมป่าไม้ ทำให้ผู้ได้รับสัมปทานไม่ใส่ใจที่จะดูแลป่า

นอกจากนี้เมื่อพบว่ามีการบุกรุกป่า หลายครั้งผู้ได้รับสัมปทานมักอ้างว่าคนรับจ้างตัดไม้ทำกันเอง ตนไม่รู้เรื่องด้วย พฤติกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดการลักลอบตัดไม้กันมหาศาล เพราะไม้ในป่าสัมปทานไม่เพียงพอ ในบทความนี้กล่าวว่า ปี 2504 ประเทศไทยเคยมีป่าไม้สูงถึงร้อยละ 53 ของพื้นที่ประเทศ ทว่าในปี 2528 กลับลดลงมาเหลือเพียงร้อยละ 29.05 กระทั่งรัฐบาลยุคต่อมาตัดสินใจประกาศ “ปิดป่าถาวร” ในปี 2532 ไม่ให้มีสัมปทานป่าไม้อีกต่อไป

เช่นเดียวกับที่ พฤ โอโดเชา ผู้ประสานงานเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) บอกเล่ากับ “สกู๊ปแนวหน้า” ว่าต้องย้อนไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ยุคที่ “ฝิ่น” ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ “ไม่ผิดกฎหมาย” นายทุนพ่อค้าใน
ยุคนั้นได้ชักชวนให้ชาวบ้านไปเป็นแรงงานในไร่ฝิ่น เกิดการขยายที่ปลูกกันอย่างมโหฬาร

กระทั่งยุคต่อมาเมื่อฝิ่นกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย นายทุนจึงชักชวนให้ปลูกพืชเศรษฐกิจอีกหลายชนิดเพื่อทดแทนฝิ่น ในจำนวนนี้ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ได้รับการส่งเสริมมากที่สุด ซึ่งภาครัฐในขณะนั้นก็มิได้ทักท้วง โดยที่ยังไม่มีใครตระหนักว่ามันจะกลายเป็น “วงจรหนี้สิน” มาจนถึงปัจจุบัน

“ชาวบ้านอย่างพวกผมก็ไปรับเมล็ดพันธุ์จากอีกหมู่บ้านหนึ่งที่เขาปลูกแล้วมาปลูกบ้าง เขาก็บอกว่าไปยืมปุ๋ยได้ยืมยายืมสารเคมีได้ ข้าวโพดออกแล้วก็ไปใช้เขา ผลคือพื้นที่ที่เราปลูกก็กลายเป็นหนี้หมุนเวียน ป่าของเราก็ถูกตัดขายไป เหลือแต่ดินไม่นานดินก็เสื่อม ส่วนข้าวโพดปลูกไม่นานก็ไม่คุ้มแล้ว” พฤ กล่าว

ขณะที่ สุมิตรชัย ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายของภาครัฐที่ต้องการให้ “มีพื้นที่ป่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ” ซึ่งหากดูเป็นรายภาค ภาคเหนือนั้น “มีพื้นที่ป่ามากกว่าเกณฑ์” แต่เหตุใดเมื่อภาครัฐจะเอาจริงเอาจังกับปัญหาการบุกรุกทำลายป่า จึง “เพ่งเล็ง” ภาคเหนือเป็นพิเศษ

“เชียงใหม่มีป่า 70 เปอร์เซ็นต์ น่านเหลือป่า 65 เปอร์เซ็นต์ คือถ้าเอาเกณฑ์ 40 เปอร์เซ็นต์เป็นตัววัด ภาคเหนือผ่านนะครับ เราเกินเกณฑ์มาตลอด แต่กลับถูกมองว่าเป็นผู้ทำลาย” สุมิตรชัย ระบุ

‘แห่ปลูกป่า’ ช่วยได้จริงหรือ?

กับกระแส “ตื่นป่าหาย-เขาหัวโล้น” ที่เกิดขึ้น พฤ ให้มุมมองว่า ที่ผ่านมาเมื่อมีกระแสดังกล่าว สิ่งที่มักจะทำกันคือบรรดาคนดัง คนมีชื่อเสียงทั้งหลาย จะชักชวนกันไป “ปลูกป่า” ทว่าจากสิ่งที่ผู้ประสานงานกลุ่มชาติพันธุ์รายนี้เห็นมาตลอดนับสิบปีคือ “เมื่อคล้อยหลังไปไม้ก็ตาย” เพราะผู้ปลูก “ไม่เข้าใจระบบนิเวศน์” ในพื้นที่นั้น

“การปลูกไม้ปลูกป่าที่ผมเห็นมา ส่วนมากตายหมดครับ ด้านหลังป้ายปลูกป่านั่นธรรมชาติขึ้นเองทุกต้น ส่วนที่ปลูกตรงป้ายนั่นตายหมด เหลือแค่ไม่กี่ต้นที่เขาจะต้องรดน้ำพรวนดินอย่างดี เพื่อให้เจ้านายที่มีชื่อในป้ายนั้นจะได้ไม่เสียชื่อ ผมอยู่มาก็เห็นแบบนี้”

พฤ ระบุ และยังย้ำด้วยว่า หน่วยงานรัฐรวมถึงสังคมไทยต้อง “ทำความเข้าใจ” ก่อนปลูกป่าต้องทำการศึกษาจากพื้นที่จริงเสียก่อน มิใช่อยากจะปลูกอะไรก็ปลูก เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ป่าฟื้นแล้ว ยังอาจ “ทำลายพื้นที่” โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

“นักปลูกต้นไม้ในไทย เคยรู้ถึงข้อนี้ไหม? อะไรก็ปลูกอะไรก็เพาะ มองว่าต้นไม้ดีหมด แต่จริงๆ มันเป็นการเอาไม้ต่างถิ่น
มาแย่งชิง มากลืนกินอาหารของไม้พื้นถิ่นไปหมด ไม้พื้นถิ่นก็หาย พืชที่มีเมล็ดที่สัตว์ป่าไปกินก็ไม่เหลือ” ผู้ประสานงานกลุ่มชาติพันธุ์รายนี้ กล่าวย้ำ

‘คนเมือง’ ต้องร่วมรับผิดชอบ

อย่างที่ทราบกันดีว่า เมื่อมีข่าวการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก มักมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะจาก “คนในเมือง” ว่าชาวบ้านบ้าง นายทุนบ้าง เป็นผู้ทำลายธรรมชาติ ซึ่ง พฤ ให้ความเห็นว่า คนเมืองในฐานะ “ผู้บริโภค” เองก็ต้อง “มีส่วนร่วม” ด้วยเช่นกัน เช่นกรณีนี้ ข้อเท็จจริงคือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกนั้นถูกนำไปใช้เลี้ยงปศุสัตว์ เพื่อนำเนื้อสัตว์นั้นไปทำอาหารเลี้ยงคนอีกทอดหนึ่ง” ซึ่งหากผู้บริโภคปฏิเสธ “ไม่เอาสินค้าทำลายสิ่งแวดล้อม” นายทุนผู้ผลิตและผู้ที่รับจ้างนายทุนผลิต ก็จะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปโดยปริยาย

“ขอให้คนในเมืองยอมรับและเห็นต้นเหตุวงจรการทำลายทั้งหมดก่อน ให้เกิดการตื่นรู้ตื่นตัวกันเป็นวงจร ไม่ใช่ตื่นกันแค่ดอยหัวโล้น ต้องศึกษา อย่างถ้าจะกินปลา ต้องรู้ว่าบริษัทนี้เขาใช้ปลาจากประมงที่บริสุทธิ์ไหม? ทำแบบทำลายอย่างอวนรุนอวนลากไหม? ต่อไปคนไทยต้องฉลาดขึ้นและมองการณ์ไกลขึ้น” พฤ ฝากทิ้งท้าย ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะเห็นภาพชัดเจนว่า วิกฤติ “ป่าหาย-เขาหัวโล้น” มีที่มาที่ไปอย่างไร และการแก้ไขคงมิใช่การโทษกันไปมา

แต่ต้อง “ร่วมมือกันทุกฝ่าย” ทั้งรัฐ เอกชน และชาวไทยทุกคน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

เจาะภารกิจ‘บำราศนราดูร’ ‘ทัพหน้า’สยบโรคมรณะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/218311

วันอังคาร ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“อโรคยา ปรมาลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ…

แต่เรื่อง “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” ใครก็ห้ามไม่ได้ แค่ปวดหัว เป็นไข้ ไอกระปอดกระแปด ถือเป็นเรื่องปกติที่ใครก็เป็นกันได้ แต่ประเภทเจ็บป่วยอาการโคม่าด้วยโรคร้ายแรง โดยเฉพาะ “โรคติดต่อ” ด้วยแล้ว ถือว่าน่ากลัว ต้องเฝ้าระวัง เพราะอาจ “ลุกลาม” สร้างความเสียหายรุนแรงเพิ่มขึ้นทวีคูณ

เดิมทีในอดีตที่วิทยาการทางการแพทย์ โดยเฉพาะการ “กักโรค” ของไทยยังไม่พร้อม ทำให้เกิดการ “แพร่ระบาด” ของโรคติดต่อได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ในสมัยรัฐบาล “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” ปี 2501-2502 ได้เกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้นในพระนคร คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย…

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ!!!

เหตุการณ์ครั้งนั้นก็เช่นกัน…

ในระหว่างนั้น “พระบำราศนราดูร”(หลง เวชชาชีวะ) ซึ่งเป็น “ปู่ใหญ่” ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ได้ดำเนินการควบคุมโรคจนสงบลง จนทำให้จอมพลสฤษดิ์ต้องออกตรวจดูการทำงานควบคุมโรคติดต่อเป็นพิเศษ และเห็นว่า “โรงพยาบาลโรคติดต่อ” ซึ่งตั้งอยู่ ถ.ดินแดง ต.พญาไท ไม่เหมาะสม เพราะอยู่ใกล้เขตชุมชน ควรย้ายจากแหล่งเดิม เนื่องจากเกรงว่าโรคระบาดอาจลุกลามไปยังประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง จึงสั่งการไปยังกระทรวงสาธารณสุขให้จัดสถานที่ตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่นอกเขตพระนคร ให้มีประสิทธิภาพรับ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ทางโรคติดต่อได้ และโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่นั้น ปัจจุบัน คือ…

“สถาบันบำราศนราดูร”!!!

ที่ถูกตั้งขึ้นเพราะ “ฝีมือ” จากการทำงานของ “พระบำราศนราดูร” ก็ว่าได้ จึงไม่แปลกที่ชื่อของแพทย์ผู้เสียสละที่ทุกคนยกย่องให้เป็น “บรรพชนคนสาธารณสุข” ผู้นี้ จะได้รับเกียรติใช้เป็นชื่อของโรงพยาบาลอันเป็น “ที่พึ่ง” ของผู้ป่วยโรคติดต่อแห่งนี้ และเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงาน “ครบรอบ 120 ปี ชาตกาลพระบำราศนราดูร(บำราศ เวชชาชีวะ)” ขึ้น เพื่อระลึกถึง “นักชำนาญการโรคติดเชื้อผู้สยบโรคติดต่อ” ผู้นี้ พร้อมทั้งบอกเล่าถึงอดีต-ปัจจุบัน และ “ก้าวต่อไป” ของสถาบันบำราศนราดูร

“แพทย์หญิง(พญ.) จริยา แสงสัจจา” ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของสถาบันฯ ว่า นับจากปี 2501-2502 ที่เกิดอหิวาตกโรค หรือ “โรคห่า” ระบาดในพระนคร ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 2,500 คน จนถึงปัจจุบัน การทำงานของสถาบันฯเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างมาก สถาบันฯเป็นทั้งสถาน “กักโรค” และแหล่งเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

อย่างเมื่อปี 2527 สถาบันฯได้รับคำสั่งจากกรมควบคุมโรคให้รับดูแลผู้ป่วย “เอดส์” รายหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นเรายัง ท“ไม่พร้อม” แต่ก็ได้พยายามจัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องป้องกันต่างๆ อย่างเร่งด่วน แต่ “ไม่ทัน” เพราะผู้ป่วยรายนั้นเสียชีวิตก่อน หรือปี 2546 ที่ “โรคซาร์ส” ระบาดหนัก ทำให้ทราบถึงพิษภัยของ “โรคอุบัติใหม่”

นี่เป็นตัวอย่างที่กลายเป็น “บทเรียน” ให้เรา“เตรียมพร้อม”!!!

หลังจากนั้นสถาบันฯได้เดินหน้าพัฒนาบุคลากรและเครื่องมือ เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ต่างๆอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเรามี “ห้องกักกัน” ผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรง หรือ “ห้องแยกโรคความดันลบ” เพื่อรับมือและควบคุมโรคระบาดได้ทันที ซึ่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี่เอง ทำให้กล้าพูดได้ว่าสถาบันฯมีส่วนช่วยให้การระบาดของโรค“หยุดชะงัก” ได้เร็วขึ้น

“สถาบันฯต้องปฏิบัติงานร่วมกัน หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เราจึงต้องพัฒนาเครื่องมือและวิชาการแพทย์ให้ทันสมัย เพราะโรคติดต่อมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สถาบันฯต้องพัฒนาและสร้างองค์ความรู้ เพื่อนำไปสอนบุคลากรทางการแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ”

ด้วยภารกิจข้างต้นทำให้สถาบันบำราศนราดูร ทำหน้าที่เสมือน “ทัพหน้า” ฟาดฟัน-สกัดกั้นโรคติดต่อร้ายแรง!!!

สำหรับการรับมือกับ “โรคอุบัติใหม่” ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สถาบันฯถือว่า “พร้อม” พอสมควร โดยมี“ห้องแยกโรคความดันลบ” ซึ่งเป็นห้องกักกันผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรงที่เพียงพอ ขณะเดียวกันทางสถาบันฯยังทำงานแบบ one stop service ในกลุ่มผู้ป่วยวัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคอุบัติใหม่และโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคซาร์ส และอีโบลา เป็นต้น โดยหลังจากที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่าคนไข้ที่รับเข้ามา “สงสัย” ว่ามีเชื้อโรคติดต่อร้ายแรง คนไข้จะถูกกักตัวในห้องแยกโรคความดันลบทันที

ภายในห้องแยกโรคความดันลบจะเน้น “ความสะอาด” มากเป็นพิเศษ พื้นห้องถูกออกแบบมาไม่ให้มีมุมห้อง สิ่งของต่างๆและเฟอร์นิเจอร์จะมีไว้ให้เท่าที่จำเป็น เพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด ส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการรักษาจะถูกจัดเก็บไว้ภายในห้องตามแต่ละหมวดหมู่ และมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อให้แพทย์และพยาบาลติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ป่วยได้ตลอดเวลา

“ระบบหมุนเวียนอากาศ” ภายในห้องจะเป็นแบบ “ระบาย” ทางเดียว คือ กำหนดให้อากาศไหลเข้าสู่ห้องผ่านทางช่องแอร์ด้านบนเพดาน และถูกระบายออกไปยังช่องระบายอากาศที่อยู่ด้านหลังหัวเตียงผู้ป่วย เพื่อ “ป้องกัน” การแพร่ระบาดของเชื้อโรค การนำคนไข้ที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อโรคระบาดร้ายแรงเข้าออกสถาบันฯจะมี“ลิฟต์พิเศษ” เฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง

ที่สำคัญ “ห้องแยกโรคความดันลบ” ไม่ใช่แค่ที่“พักฟื้น” เพื่อดูอาการเท่านั้น แต่ยังเป็นห้องที่พร้อมสำหรับรักษาอาการป่วยของผู้ป่วย “วิกฤติ” ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นทั้ง “ห้องควบคุมโรค” และ “ห้องรักษาตัว” ไปพร้อมกัน

“นับเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ของไทย เพื่อรับมือกับโรคระบาดร้ายแรงหรือโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ยิ่งปัจจุบันนี้โรคต่างๆ ก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วจนบางครั้งเราก็รับมือไม่ทัน”

ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร กล่าวทิ้งท้ายว่า การดำเนินการทั้งหมดข้างต้นเป็นไปตาม “ภารกิจหลัก” ของสถาบันฯ คือ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม ตรวจ วินิจฉัย รักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยโรคเอดส์ และโรคที่เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคนไทย และพัฒนามาตรฐานการตรวจ วินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย ซึ่งด้วยภารกิจข้างต้นทำให้สถาบันฯกลายเป็นแหล่งความรู้ เป็น “ต้นแบบ” ในการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเอดส์ และโรคที่เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ภายใต้การดำเนินการที่ “มุ่งเน้นมาตรฐาน บริการประทับใจ ห่วงใยทุกชีวิต” ทำให้สถาบันบำราศนราดูร” มุ่งดูแลรักษาผู้ป่วยโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรง หรือโรคติดต่อทั่วไป…

จนกลายเป็นดั่ง “สวรรค์” ของผู้ติดเชื้อ และ…

“ปราการ” ป้องกันการระบาดของ “โรคมรณะ”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

จะ‘โลกจริง’หรือ‘ออนไลน์’ ‘กร่าง-เกรียน’…ระวัง‘คุก’!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/218110

วันจันทร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ว่ากันว่าสังคมสมัยนี้ “อยู่ยาก” เพราะมองไปทางไหนเจอแต่ “ความรุนแรง” เห็นได้จากข่าวสารตามสื่อต่างๆ เดี๋ยวก็ “ฆ่า” และทำร้ายกันด้วยสารพัดเหตุผลแห่ง “โมหะ” ขณะเดียวกันโลกยุคนี้เป็นยุคแห่ง “ออนไลน์” ผู้คนติดต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เนต ผลคือปัญหาความรุนแรงได้ขยายตัวเข้าไปใน “สังคมเสมือน” นี้ด้วย เห็นได้จากมีการโพสต์ข้อความด่าทอเสียดสีกันไปมา อีกทั้งยังโพสต์ภาพอาวุธทั้งปืน มีดและอื่นๆในเชิง “ข่มขู่-ประกาศศักดา” ผู้ใดอย่าได้มาท้าทายลูบคม

เพราะคำว่า “ศักดิ์ศรี” ค้ำคอ จึงต้องวางมาดให้ดู “เก๋า-เจ๋ง-เก่ง-แน่” เข้าไว้!!!

“รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก” คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ฝากเตือนผ่าน “สกู๊ปแนวหน้า” ถึงพฤติกรรมความรุนแรงต่างๆ โดยเฉพาะกับวัยรุ่นอันเป็นวัย “คึกคะนอง” อีกทั้งยังถือคติ “เพื่อนมีเรื่อง เรามีด้วย” ว่าอาจเข้าข่าย “ผิดกฎหมาย” และมีโทษหนัก

ที่เห็นกันบ่อยๆ คือ เรื่อง “นักเลง-อันธพาล” ยกพวกเข้าทำร้ายร่างกายคู่อริ…ประเด็นนี้ “อาจารย์เจษฎ์” ย้ำว่า “แค่อยู่ร่วมกับกลุ่มผู้ก่อเรื่องในเวลาเกิดเหตุ” แม้ไม่ได้ลงมือเอง หรือเป็นผู้สั่งการ แต่หากพูด หรือแสดงกิริยาอาการใดที่ส่อเจตนา“สนับสนุน-ยุยง-ส่งเสริม” เข้าข่ายมีความผิดแล้วตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288-290, 295-298 ตามผลที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกทำร้าย ยิ่งอาการหนักมาก บาดเจ็บมาก โทษก็จะยิ่งหนักขึ้นตามลำดับ และหากผู้ถูกทำร้าย “เสียชีวิต” ผู้ร่วมกระทำผิดอาจได้รับโทษถึงขั้น…

“ประหารชีวิต-จำคุกตลอดชีวิต”!!!

“เมื่อไปเป็นกลุ่ม แม้ไม่ได้ลงมือ แต่การแสดงออกในลักษณะที่ทำให้เห็นได้ว่าเป็นการร่วมกันก็ถือได้ว่าเป็นผู้สนับสนุน หรือในกรณีที่ชัดเจนอาจจะเป็นผู้ใช้ หรือตัวการร่วมก็ได้ หรือในกรณีแม้ไม่ได้กระทำการใดๆ แต่อยู่ร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าบรรดาบุคคลที่ตนอยู่รวมด้วยจะไปทำอะไร ก็จะเป็นเช่นกรณีแรก บางครั้งผู้เฒ่าผู้แก่จึงมักเตือนลูกหลานมาแต่โบราณว่าอย่าไปอยู่ในที่อโคจร และอย่าไปกับคนพาล เพราะสถานที่หรือคนเหล่านั้น มักพาไปหาผิด ก็ทำนองเดียวกัน” อาจารย์เจษฎ์ กล่าว

ไม่เพียงผู้กระทำผิดจะได้รับโทษ แต่ “พ่อแม่-ผู้ปกครอง” อาจผิดด้วย หากเป็นกรณี “ผู้กระทำผิดอายุไม่ถึง 18 ปี” เพราะตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) ระบุว่า “ห้ามผู้ใดก็ตาม บังคับ-ขู่เข็ญ-ชักจูง-ส่งเสริม-ยินยอม” ให้เด็กประพฤติตนอันเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย โดยในมาตรา 78 ระบุโทษไว้ว่า จำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า…

“ตั้งใจอบรมบุตรหลานอย่างเต็มที่แล้ว”!!!

“กรณีผู้ปกครองคงต้องมีความชัดเจนในระดับหนึ่งว่า ทราบถึงการกระทำของบุตรหลานแล้วไม่ได้ห้ามปราม ว่ากล่าว ตักเตือน หรือกระทำการใดๆ เลย อันนี้คงต้องถือว่าเข้าข่ายเป็นการยินยอมให้ไปกระทำการต่างๆ เหล่านั้นได้” อาจารย์เจษฎ์ ระบุ

อีกด้านหนึ่งกับพฤติกรรม “กร่าง-เกรียน” บนโลกออนไลน์ จำพวกโพสต์ข้อความข่มขู่บุคคลอื่น โพสต์ภาพตนเองถืออาวุธพร้อมข้อความ “ประกาศศักดา”…ประเด็นนี้ ทนายความชื่อดังอย่าง “นายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช” กล่าวว่า แม้ทั้ง 2 กรณีไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 โดยตรง เพราะไม่ใช่การโพสต์หมิ่นประมาท ใส่ความในเรื่องอันเป็นเท็จ, โพสต์เรื่องลามกอนาจาร, โพสต์ข้อความปล่อยข่าวลือจนสังคมเกิดความตื่นตระหนก และโพสต์ข้อความที่เข้าข่ายความผิดอาญาในหมวดความมั่นคงหรือการก่อการร้าย

แต่อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่นๆได้!!!

“ทนายประมาณ” อธิบายว่า หากการข่มขู่นั้นทำให้อีกฝ่ายรู้สึก “ตระหนกตกใจกลัว” ผู้ข่มขู่อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากการข่มขู่นั้นเป็นไปเพื่อ “ให้ผู้อื่นกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใด” ผู้ข่มขู่อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 โทษจะหนักขึ้น คือ จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนการโพสต์ภาพโชว์อาวุธ…“ทนายประมาณ” กล่าวว่า หากเป็นอาวุธอื่นๆ เช่น มีด ดาบ ฯลฯ กรณีแบบนี้ยังไม่ถือเป็นความผิด ตราบเท่าที่ไม่เข้าข่าย “พกพา” ไปในที่สาธารณะ หรืออย่างปืนอัดลม , “บีบีกัน” ที่ไม่มีความผิดฐานครอบครอง แต่จะมีความผิดหากนำไปใช้ก่ออาชญากรรม

ทว่า…หากอาวุธที่โพสต์นั้นเป็น “ปืนจริง” อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 และหากพบว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็น “ปืนเถื่อน” ไม่มีใบอนุญาตครอบครอง จะเข้าข่ายมาตรา 7 ว่าด้วยการมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งใน มาตรา 72 วรรค 1 ระบุโทษไว้ว่า จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท

หรือแม้ว่าปืนกระบอกดังกล่าวจะเป็นปืน “ถูกกฎหมาย” เช่น ลูกหยิบปืนของพ่อที่มีทะเบียนและใบอนุญาตครอบครองถูกต้องมาถือโชว์ แล้วโพสต์อวดบนสื่อออนไลน์ อาจสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายที่เรียกกันว่า“ปืนผิดมือ” ซึ่งในมาตรา 72 วรรค 3 ระบุโทษไว้ว่า จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

“เรื่องโพสต์ภาพปืน ถ้าเป็นปืนจริงคนโพสต์ภาพอาจถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วถ้าสถานที่โพสต์เป็นนอกบ้าน จะมีความผิดฐานพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือแม้แต่พ่อมีปืนถูกกฎหมาย มีใบอนุญาต แต่ลูกเอาปืนพ่อมาครอบครอง อันนี้มีความผิดฐานครอบครองปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต เขาเรียกว่าปืนผิดมือ ต่อให้อยู่ในบ้านก็ผิด” ทนายประมาณ กล่าว

คงต้องบอกว่า “ใจเย็นๆ” กันเสียหน่อยดีกว่า เพราะถ้า “ใจร้อน วู่วาม” ทำอะไรที่ไปเข้าข่ายผิดกฎหมายย่อมมีโทษทัณฑ์ และบางข้อหาโทษร้ายแรง “เสียเวลา-เสียประวัติ” ยังไม่นับ “ความผิดทางแพ่ง” ที่จะต้อง “ชดใช้” ให้ผู้เสียหาย

อีกทั้งการกระทำของลูกยังส่งผลถึง “บุพการี” ซึ่งแม้พ่อแม่ผู้ปกครองอาจไม่ผิดตามกฎหมาย แต่ก็กลายเป็น “จำเลยสังคม” ถูกตำหนิติเตียนว่า “ลูก…พ่อแม่ไม่สั่งสอน” จะมาเสียใจภายหลัง

หรือบอกว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” ก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ถูกต้อง-ครบถ้วน-รับผิดชอบ’ ‘3คำ’สกัดม็อบต้านอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/217698

วันศุกร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“เคยมีผู้บริหารของบริษัทมาคุยกับผม ผมก็บอกว่าไม่เคยมีการมาถามชาวบ้านเลย แล้วอีไอเอผ่านได้อย่างไร? แล้วที่มาบอกผู้นำชุมชน ก็ไม่ควรมาบอกแค่ฝ่ายเดียว แต่จะต้องทำหนังสือมา แล้วให้ผู้นำประกาศผ่านเสียงตามสายว่าวันนี้เขาจะมาทำอีไอเอนะ ให้ชาวบ้านไปประชุมกันว่าจะเอาไม่เอาอย่างไร ไม่ใช่ยกมือสี่ห้าคนแล้วก็ผ่าน”

เสียงสะท้อนจาก “ประสงค์ อ่อนโพทา” ชาวบ้าน ต.หนองใหญ่ อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ บอกเล่ากับ “สกู๊ปแนวหน้า”
เมื่อครั้งติดตามคณะของ “สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ”(กสม.) ลงพื้นที่รับฟังเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ จ.ขอนแก่น เมื่อปลายเดือน มี.ค. 2559

“ประสงค์” เล่าว่า ด้วยความที่ ต.หนองใหญ่ เป็นเขตติดต่อกับ ต.ดูนสาด อ.กระนวน จ.ขอนแก่น พื้นที่ซึ่งมีการขุด
เจาะสำรวจหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้ชาวบ้าน “วิตกกังวล” เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะนำสารพิษขึ้นมาสู่ผิวดินและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ทว่าขั้นตอนการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ “อีไอเอ-EIA” กลับทำกันแบบ “ไม่ถูกขั้นตอน” เพราะกระบวนการจัดทำไม่ได้ประกาศให้ประชาชนในพื้นที่ทราบโดยทั่วกัน แต่ใช้วิธีเข้าหาผู้นำชุมชน จึงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากชาวบ้านจำนวนมากไม่ทราบว่าจะมีการประชุม

นอกจากไม่ทราบว่าจะมีการทำอีไอเอแล้ว “ข้อมูล” ก็เป็นสิ่งสำคัญ…“เรียบ จันทะมิตร” ชาวบ้าน ต.หนองใหญ่ อีกราย กล่าวว่า การให้ข้อมูลกับชาวบ้าน สิ่งที่พบ คือ “ไม่ครบถ้วน” โดยจะบอกเฉพาะ “ข้อดี” ด้านเดียว แต่ไม่บอกเรื่อง “ผลกระทบ” ทำให้ประชาชนไม่มีข้อมูลรอบด้านสำหรับการตัดสินใจ

“เวลาประชุมเขามีจอโปรเจกเตอร์มาฉาย บอกว่ามีแต่สิ่งดีๆ มา ชาวบ้านก็ฟังอย่างเดียว ไม่ได้ถาม เพราะชาวบ้านไม่รู้เหมือนกัน เขาว่าอะไรก็ว่าดี จนมาเริ่มขุดแล้วถึงรู้” เรียบ กล่าว

เหตุใดจึงต้องกังวล?..ชาวบ้านทั้ง 2 ราย กล่าวตรงกันว่า เพราะเห็นผลกระทบในพื้นที่ ต.ดูนสาด สวนยางพาราในพื้นที่ให้น้ำยางลดลง ส่งผลให้เกษตรกรผลิตยางแผ่นดิบได้น้อยลง โดย “ประสงค์” กล่าวว่า จากเดิมที่เคยผลิตได้เฉลี่ย 30-40 แผ่นต่อวัน แต่เมื่อมีการขุดเจาะสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ พบว่าลดลงเหลือเพียง 20-25 แผ่นต่อวัน ขณะที่ “เรียบ” กล่าวว่า มีฝุ่นละอองปกคลุมสวนยาง และต้นยางบางส่วนตาย และที่รู้สึก “อึดอัดใจ” คือ ทุกครั้งที่ชาวบ้านเริ่มคัดค้านจะมีเจ้าหน้าที่รัฐมาห้ามปราม

ทั้งที่ไม่ใช่ “ม็อบการเมือง” แอบแฝง…

แต่เป็น “ความเดือดร้อนของประชาชน” อย่างแท้จริง!!!

“สุวิทย์ กุหลาบวงศ์” เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(ภาคอีสาน) กล่าวในเวทีอภิปราย “สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ณ โรงแรมโฆษะ อ.เมือง จ.ขอนแก่น วันที่ 29 มี.ค. 2559 ระบุว่า เรื่องของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่รัฐร่วมมือกับเอกชน เมื่อจะมีการทำรายงานอีไอเอ ประชาชนควรได้รับทราบข้อมูลทั้ง 2 ด้าน ไม่ว่าข้อดีหรือผลกระทบ อีกทั้งโครงการต่างๆ ของรัฐที่มีผลกระทบกับประชาชนต้อง “เปิดกว้าง” ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือเกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ห้ามปราม “ขัดขวาง” อย่างที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีการนำ “พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558” มาใช้อย่างเข้มงวด ซึ่งสุ่มเสี่ยงว่าจะกลายเป็น…

“ความขัดแย้ง” ที่ “ร้าวลึก” ในระยะยาว!!!

“สุวิทย์” ยกตัวอย่างที่ “ขอนแก่น” มีการเคลื่อนไหวคัดค้านการย้ายสถานีขนส่ง บขส. แล้วมีการชุมนุม ก็ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ตรงนี้มันเป็นภาระมากของชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ชาวบ้านหลายพื้นที่วันนี้บอกว่าจะเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้แล้ว ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป ในอนาคตความขัดแย้งจะมีมากขึ้น ทั้งระหว่างรัฐกับประชาชน และระหว่างประชาชนกับบริษัทเอกชน

อีกหนึ่งปัญหา คือ เรื่อง “ข้อมูลข่าวสาร” เราจะเห็นเสมอถึงโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ หรือเอกชน สิ่งสำคัญคือข้อมูลข่าวสารชาวบ้านมักไม่ค่อยได้รับรู้ คือรับรู้ด้านเดียวว่ามีแล้วจะดีอย่างไร แต่ไม่พูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการพัฒนานั้นๆ ทั้งๆที่เป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ที่ประชาชนควรได้รับรู้

ข้อกังวลดังกล่าวต้องบอกว่า “เกิดขึ้นแล้ว” เห็นได้จากหลายปีมานี้ กระแส “ไม่เอาอุตสาหกรรม” ขยายวงกว้างไปในทั่วทุกภาคของประเทศไทย ไม่ว่าโรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม โรงงานกำจัดขยะ แม้แต่สาธารณูปโภคพื้นฐานอย่าง “ถนน-รางรถไฟ” ยังถูกคัดค้าน ราวกับอุตสาหกรรมเป็น “ปีศาจร้าย” ที่จะมากินเลือดกินเนื้อชาวบ้าน

“วิฑูรย์ กมลนฤเมธ” ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า วันนี้ภาคธุรกิจกังวลมากไม่แพ้ภาคประชาชน เพราะเมื่อจะก่อสร้างอะไรก็ถูก “ต่อต้าน-คัดค้าน” ไปเสียทั้งหมด ทั้งที่สาเหตุมาจากผู้ประกอบการแย่บางรายที่ “ไม่รับผิดชอบต่อสังคม” เช่น ปล่อยมลพิษออกสู่ชุมชนโดยรอบ หากผู้ประกอบการ “ทำตามหลักวิชาการ” ย่อมป้องกันหรือลดผลกระทบดังกล่าวได้

ฉะนั้นต้องอยู่ที่ “ภาครัฐ” ในฐานะ “ผู้คุมกฎ” ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ “ตรงไปตรงมา” เพียงใด?

“วิฑูรย์” กล่าวด้วยว่า ต้องย้อนกลับไปดูว่าถ้าเราหนีอุตสาหกรรมไม่ได้ แล้วเราไปต่อต้านมันเสียทุกเรื่อง อุตสาหกรรมเกิดไม่ได้ ต้องถามกลับว่าแล้วเราไม่มีอุตสาหกรรมได้ไหม? ไม่มีไฟฟ้าได้ไหม? ไม่มีรถยนต์ได้ไหม? คำตอบคือไม่ได้ ตนไม่ได้ห้ามต่อต้านนะ แต่เราต้องยึดหลักเหตุและผล ดูว่าผู้ประกอบการเขามีระบบปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อมที่ดีเพียงใด

“ตรงนี้เป็นเรื่องของการทำอีไอเอ ภาครัฐมีส่วนเกี่ยวข้องเยอะ เพราะกำกับดูแลการออกใบอนุญาตให้เขาประกอบการ ถ้าภาครัฐขาดความเข้มงวด ใส่ใจ หรือไปรับเงินใต้โต๊ะ แล้วเขาทำไม่ครบตามหลัก แล้วไปออกใบอนุญาตให้เขา อย่างนี้ภาครัฐต้องรับผิดชอบ เพราะถือว่าไม่เป็นธรรมาภิบาล เป็นการคอร์รัปชั่น ตรงนี้น่าเป็นห่วง” ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ฝากข้อคิด

บทความ “กระบวนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากมุมมองตลาดแรงงานหายไปไหน?” เขียนโดย “ดร.เสาวณี
จันทะพงษ์” นักวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุว่า สัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี-GDP) ภาคการเกษตรค่อยๆลดลงตามลำดับ จากร้อยละ 20 ในปี 1972 (พ.ศ.2515) เหลือเพียงร้อยละ 9 ในปี 2014 (พ.ศ.2557) สวนทางกับภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตเพิ่มขึ้นจาก
ร้อยละ 24 เป็นร้อยละ 39 ในช่วงเวลาเดียวกัน

เช่นเดียวกับเว็บไซต์ http://www2.ops3.moc.go.th/ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ในหมวดสินค้าออกสำคัญ 10 อันดับแรก พบว่าส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมทั้งสิ้น สะท้อนให้เห็นว่า “อุตสาหกรรมเป็นตัวจักรหลักในการพัฒนาประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต้อง “รับผิดชอบต่อสังคม” ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้อง “เป็นกลาง” ไม่แสดงท่าทีที่ทำให้ถูกมองว่าเข้าข้างกลุ่มทุนเอกชนมากเกินไป จนทำให้ภาคประชาชนขาดความไว้วางใจ ตามมาด้วยการต่อต้านคัดค้าน เพราะท้ายที่สุด…

ผลร้ายย่อมตกอยู่กับ “ประเทศไทย” ที่พัฒนาไปต่อไม่ได้เลย!!!

 

SCOOP@NAEWNA.COM

ปรับทัศนคติ-ใช้สิทธิ์กฎหมาย เปลี่ยนสังคมสู่‘เพศ…เท่าเทียม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/217541

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“บทบาททางเพศ” ระหว่าง “หญิง-ชาย” ในปัจจุบัน โดยเฉพาะสังคมไทยคล้ายจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่มองบทบาททางเพศของผู้ชายว่าอยู่ในฐานะ “ช้างเท้าหน้า” ขณะที่ผู้หญิงเป็น “ช้างเท้าหลัง” หรือแม้กระทั่งทัศนคติ “แง่ลบ” ที่มีต่อกลุ่ม “เพศทางเลือก” (LGBT) ซึ่งถือเป็นการแสดงออกทางเพศที่ “ไม่เท่าเทียม” นัก หลังจากวันที่ 9 กันยายน 2558 ประเทศไทยได้ประกาศใช้ “พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558” ซึ่งคล้ายจะเป็นความก้าวหน้าเล็กๆ ในความพยายามสร้าง “ความเท่าเทียมระหว่างเพศ”

แต่ในความเป็นจริงผู้คนบางส่วนยังมี “อคติ” ทำให้ผู้หญิงและเพศทางเลือกยังถูก “เลือกปฏิบัติ” ในการเข้าถึงสิทธิ์ด้านต่างๆ…ที่สำคัญ “ผู้ถูกกระทำ” ยังไม่รับรู้ถึง “เสียง” และ “สิทธิ์” ที่ตนเองพึงมี!!!

“นิชนัจทน์ สุดลาภา” หรือ “ซารีน่า ไทย” นางแบบข้ามเพศคนดัง สะท้อนถึงสิทธิ์ที่ยังถูก “กีดกัน” ผ่านเวทีเสวนาในงาน “ลุกขึ้นเปลี่ยนสังคมไทยให้เท่าเทียม : พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558” ว่า เธอเคยถูก “เลือกปฏิบัติ” โดยการปฏิเสธไม่ให้เข้าสถานบันเทิง เพียงเพราะเป็น “กะเทย” จึงเข้าร้องเรียนกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ผลจากการร้องเรียนของเธอทำให้ “เพื่อนร่วมเพศ” อีกหลายๆคนที่ถูกละเมิดสิทธิ์รับรู้ช่องทางในการพิทักษ์สิทธิ์ตนเอง และทำให้สถานบันเทิงต้องปฏิบัติกับ “คนข้ามเพศ” อย่างเท่าเทียม

“ซารีน่า ไทย” มองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความไม่เข้าใจและความ “เกลียด-กลัว” คนข้ามเพศบนฐานของอคติ ซึ่งแม้จะมี พ.ร.บ.ดังกล่าวแล้ว แต่ยังพบการเลือกปฏิบัติเช่นนี้อยู่เป็นระยะ ดังนั้น “อย่ายอม”!!!

“อย่าหยุดต่อสู้เพื่อสิทธิ์ที่เราพึงมีมาแต่กำเนิด บุคคลหลากหลายทางเพศต้องกล้าลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของตนเอง” นางแบบข้ามเพศคนดัง กล่าว

“อคติ” และการเลือกปฏิบัติต่อ “คนข้ามเพศ” มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในภาคเอกชน แต่ใน “หน่วยงานภาครัฐ” ก็เกิดขึ้นเช่นกัน…

“เคท ครั้งพิบูลย์” รองประธานเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย กล่าวบนเวทีเดียวกันว่า หน่วยงานภาครัฐควรปรับโครงสร้างการให้บริการประชาชนด้วย เพราะหลายๆ ครั้งที่กลุ่มเพศทางเลือกไปติดต่อราชการ คนที่เป็น “กะเทย” จะลำบากมาก พบอุปสรรคทุกขั้นตอน ซึ่งรัฐควร “ปรับทัศนคติ” ให้เจ้าหน้าที่เข้าใจจริงๆถึงการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อกลุ่มเพศทางเลือก ซึ่งแม้ปัจจุบันสังคมไทยจะเลือกปฏิบัติน้อยลง แต่ก็เป็นเพียงการ “สวมหน้ากาก” ไม่กล้าเกลียดอย่างชัดเจน แต่แสดงออกทางอ้อม

“เคท” อธิบายว่า ผู้คนที่รับไม่ได้กับการมี “เพศที่สาม” อยู่ในสังคมจะไม่พูดตรงๆ เหมือนสมัยก่อน แต่จะพูดหรือปฏิบัติแบบอ้อมๆ เช่น ไม่รับเข้าทำงาน อ้างว่าความสามารถไม่ถึง ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องความสามารถ แต่เกิดจากอคติมากกว่า เป็นต้น ซึ่งแม้สังคมไทยปัจจุบันจะมี “ที่ยืน” มีเวทีให้กลุ่มเพศทางเลือกได้แสดงออกมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า “ยอมรับ” การที่เห็นกลุ่มเพศทางเลือกในภาพยนตร์หรือละคร ไม่ได้บ่งชี้ว่าสังคมให้การยอมรับแต่นั่นคือภาคอุตสาหกรรมการบันเทิงที่ “ตีกรอบ” ให้พวกเราเป็น “ตัวโจ๊ก” เป็นตัวตลกสร้างเสียงหัวเราะ

“แม้จะมี พ.ร.บ.ออกมา ก็ไม่ได้ทำให้อคติของคนในสังคมลดลง การจะลดความเกลียดกลัวคนข้ามเพศลงได้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ ให้เกียรติและเคารพกันมากกว่า จึงอยากให้สังคมเข้าใจว่าเพศทางเลือกก็เป็นมนุษย์ มีจิตใจ มีความรัก ลดทิฐิลงก่อน แล้วค่อยเขยิบขึ้นมาเป็นยอมรับก็ได้”

สำหรับ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศฯ ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่คุ้มครองไปถึงกลุ่มเพศทางเลือกจากเดิมที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาความเท่าเทียมของเพศที่ว่านี้หมายถึงแค่ “เพศหญิง-เพศชาย” แต่กฎหมายฉบับนี้เปิดช่องให้ทุกเพศ “เกย์ กะเทย ทอม ดี้” ล้วนได้รับการคุ้มครอง และสามารถร้องเรียนว่าถูกเลือกปฏิบัติด้วยสาเหตุทางเพศได้ เพียงแต่ความเข้าใจยังไม่ “ครอบคลุม-ทั่วถึง”

“กฎหมายนี้เป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยกลุ่มเพศทางเลือกได้ อย่างน้อยคนอื่นจะมาเลือกปฏิบัติโดยนำเรื่องเพศมาเป็นข้ออ้างไม่ได้แล้ว แต่ใช่ว่าทุกคนที่จะรู้กฎหมายนี้ ดังนั้นต้องช่วยกันให้ข้อมูลและทำความเข้าใจกับคนในสังคม กฎหมายมีประโยชน์อยู่มาก แต่ถ้าไม่มีคนใช้อย่างเข้าใจ หรือไม่มีคนนำไปเผยแพร่ก็ไม่มีความหมาย” เคท กล่าว

ด้าน “ผุสดี ตามไท” รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่า กทม. สนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมกันของทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหนหรือเพศอะไร มีรสนิยมอย่างไร ทุกคนย่อมมีโอกาสเท่าเทียมกัน เราไม่ควรเลือกปฏิบัติ โดยที่ผ่านมา กทม.ได้แสดงให้เห็นถึงการเคารพในสิทธิ์ และเต็มใจให้บริการทุกคนอย่างเท่าเทียม เช่น เปิดโอกาสให้ผู้จะมาทำบัตรประชาชนแต่งกายไม่ตรงกับ “เพศสภาพ” มาทำบัตรประชาชนได้ ส่วนนักเรียนยังต้องปฏิบัติตามระเบียบ เนื่องจากมีเหตุผลและปัจจัยหลายอย่างที่อาจมีผลกระทบได้ จึงยังไม่เปิดโอกาสให้ทำได้

สำหรับ “ช่องทาง” ร้องเรียน…“เลิศปัญญา บูรณบัณฑิต” อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว(สค.) กล่าวว่าพ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศฯ เป็น “กฎหมายทางเลือก” สำหรับผู้ถูกเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศ สาระสำคัญ คือ คุ้มกันและป้องกันสิทธิ์ให้กับผู้ถูกเลือกปฏิบัติ ให้ได้เข้าสู่กระบวนการของกฎหมายอย่างเสมอภาค โดยสามารถร้องเรียนได้ที่สำนักงาน สค. หรือบ้านราชวิถี หรือพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด(พมจ.) ตามศูนย์ราชการของทุกจังหวัด และสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม โทร.1300 ตลอด 24 ชั่วโมง จากนั้น “คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” (วลพ.) จะเป็นผู้วินิจฉัย

ถ้าผลวินิจฉัยพบเป็นผู้ได้รับผลกระทบการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศ จะได้รับเงินเยียวยาจากกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ!!!

“พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ” เป็นเครื่องมือในการคุ้มครองสิทธิ์ เป็นกฎหมายที่ถูกผลักดันให้คนที่ถูกเลือกปฏิบัติได้รับการคุ้มครอง ป้องกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ แต่กฎหมายฉบับนี้จะเกิดประโยชน์ได้ ต้องสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในสังคม เพื่อให้เกิดความตระหนักในเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศและวิธีการปฏิบัติต่างๆด้วย

ที่สำคัญ…เมื่อมี “สิทธิ์” ต้องมี “เสียง…

“ผู้ถูกกระทำ” ต้องไม่เงียบอีกต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ยกเลิก‘เรียนฟรี’ม.ปลาย ช่วยหรือซ้ำ…คนรายได้น้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/217369

วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ซ้าย : รศ.ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์, ขวา : ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด

ต้องบอกว่า “เป็นเรื่อง” ขึ้นมาทันที เมื่อ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เปิดเผยผ่านสื่อมวลชนเมื่อ 30 มี.ค.2559 ว่ารัฐบาลมีแนวคิดเปลี่ยนโครงสร้างการอุดหนุนค่าเล่าเรียน จากเดิมคือประถมศึกษาปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้เป็นตั้งแต่อนุบาล 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 แทน ด้วยเหตุผลว่า “เด็กปฐมวัย” หรือชั้นอนุบาล เป็นช่วงวัยสำคัญที่สุดในการพัฒนาศักยภาพ

หลังแนวคิดนี้ปรากฏเป็นข่าว…เสียงสะท้อนทั้งจากนักเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงนักวิชาการที่ทำงานด้านการศึกษาของเยาวชน กล่าวตรงกันว่า “ไม่เห็นด้วย” เนื่องจากจะยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างครอบครัว “ยากจนกับร่ำรวย” สวนทางกับนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลและ คสช.ที่พยายามป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชน…

“ออกกลางคัน” จากระบบโรงเรียน!!!

“ปี 2555 เด็กที่เข้าสู่มัธยมปลาย หรือ ม.4 ของเรา คือ ร้อยละ 76 เท่ากับฟิลิปปินส์ แต่ถ้าเทียบกับเกาหลีหรือญี่ปุ่นนี่เรายังต่ำกว่าเยอะ ตรงนี้ชี้ว่าถ้าต่อไปเราตัดโอกาสเรียนฟรีลงเหลือแค่ ม.3 ถามว่าตัวเลขที่เราพยายามปั้นขึ้นมาถึงร้อยละ 76 นี่จะถอยไหม? แต่คิดว่าคงจะถอยแน่นอน”…

รศ.ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ หัวหน้าภาควิชาพื้นฐานและการพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในเวทีเสวนา “อนาคตการศึกษาไทยในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.”8 พ.ค. 2559 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ถึงข้อกังวลหาก “ยกเลิก” นโยบายอุดหนุนทางการศึกษา หรือ “เรียนฟรี” ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

อาจารย์นงเยาว์ เล่าย้อนไปเมื่อปี 2537 มีเด็กไทยที่เข้าเรียนต่อในระดับ ม.ปลาย เพียงร้อยละ 37 เท่านั้น ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานหากประเทศไทยจะยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้น จึงมีความพยายามเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ทั้งขยายการศึกษาภาคบังคับจาก 6 ปี เป็น 9 ปี และ 12 ปีตามลำดับ รวมถึงตั้งกองทุนทั้งให้เปล่าและให้กู้ยืม ส่งผลให้จำนวนเด็กไทยที่เข้าเรียนในระดับ ม.ปลาย เพิ่มสูงขึ้นกว่า “เท่าตัว” ภายในเวลาเพียง 2 ทศวรรษ

ทว่าหาก “ตัดสิทธิ์” ดังกล่าวออกไป อาจมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปัจจุบันมีครอบครัวที่เข้าเกณฑ์ยากจนราว 2 ล้านครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีอีกราว 5-7 ล้านครัวเรือนที่จัดเป็นผู้มีฐานะไม่ค่อยดีนัก เป็น “กลุ่มเสี่ยง” ที่เด็กในครอบครัวกลุ่มนี้จะหลุดออกจากระบบการศึกษาในระดับ ม.ปลาย จากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ปัญหาที่จะตามมาต่อเนื่อง คือ จำนวนผู้เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาลดลง

อาจารย์นงเยาว์กล่าวอีกว่า ในปี 2519 มีคนไทยที่ได้เรียนในระดับมหาวิทยาลัยเพียงร้อยละ 3.3 เท่านั้น แต่ในปี 2542 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 37 และปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 51 ตามลำดับ เนื่องจากมีผู้เรียนจบ ม.ปลายมากขึ้น อีกทั้งเข้าถึงกองทุนต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเป็นการ…

“ยกระดับชีวิตคน” อย่างก้าวกระโดด!!!

“สหรัฐอเมริกาเขาบอกว่า เด็กของเขาต้องจบอุดมศึกษา เพราะเขาวิเคราะห์แล้วว่าเมื่อจบอุดมศึกษาตั้งแต่อายุ 22 ไปจนถึงอายุ 60 รายได้และคุณภาพชีวิตมันดีดขึ้นไปเลย ต่างจากคนจบ ป.4 อายุ 12 ถึง 60 ก็ยังอยู่ไปแบบนั้น คุณภาพชีวิตและโอกาสมันต่างกันมาก รัฐที่เข้าใจจะต้องให้เด็กไปถึงอุดมศึกษา อุดมศึกษาตอนนี้เราอยู่ที่ 51 เปอร์เซ็นต์ แล้วในนี้อยู่ในมหาวิทยาลัยนอกระบบ อย่างรามคำแหงและสุโขทัยฯกันเกือบครึ่ง อันนี้เราก็คิดว่าเด็กระดับอุดมศึกษามันจะลดลงแน่นอน” อาจารย์นงเยาว์ แสดงความกังวล

อาจารย์นงเยาว์ ยังกล่าวถึงแนวคิดของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มผู้เรียน “สายอาชีพ” หรืออาชีวศึกษาให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างแรงงาน ว่า แนวคิดตัดสิทธิ์ ม.ปลายเรียนฟรี “ไม่ตอบโจทย์” เพราะสายอาชีพหรือ ปวช. 3 ปี กับสายสามัญหรือ ม.ปลาย 3 ปี จัดอยู่ในระดับเดียวกัน ที่ผ่านมาทั้ง 2 สาย ได้สิทธิ์เรียนฟรีและเงินกู้ต่างๆ เท่าเทียมกัน

ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรทำ นอกจากจะไม่ตัดสิทธิ์เรียนฟรีแล้วยังต้องปรับปรุงอีกหลายด้าน เช่น 1.อุดหนุนค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะสายอาชีพนั้นค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์การเรียนค่อนข้างสูงกว่าสายสามัญอยู่มากพอสมควร 2.ขยายสถาบันการศึกษาสายอาชีพให้มากขึ้น เนื่องจากในต่างจังหวัดสถาบันอาชีวะมักอยู่ในเขตตัวจังหวัด ตรงข้ามกับโรงเรียนสายสามัญที่เข้าถึงทุกอำเภอ ผู้ปกครองจึงนิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในสายสามัญมากกว่า และ 3.ปรับเกณฑ์การสอบเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา โดยให้นำ “ทักษะวิชาชีพ” มาพิจารณาควบคู่กับวิชาการ เพื่อลดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างสายอาชีพกับสายสามัญ

“ที่เด็กเรียนอาชีวะกันน้อยเพราะต้นทุนมันสูงกว่าสายสามัญ เรื่องอุปกรณ์การเรียนส่วนใหญ่พ่อแม่ก็ต้องเข้ามาเสริม ครอบครัวยากจนไม่ใช่ว่าจะเรียนอาชีวะได้ แล้วโรงเรียนอาชีวะก็น้อย ทั้งของเอกชนและรัฐมีแค่ 900 แห่งทั่วประเทศเอง ในขณะที่สายสามัญมีตั้ง 3,000 พ่อแม่ก็ต้องส่งลูกไปไกล
อย่างที่เชียงใหม่ คุณอยู่อำเภอแม่แจ่ม ไม่มีอาชีวะ ถ้าจะเรียนคุณต้องมาที่ตัวจังหวัด นี่คือเรื่องที่รัฐบาลต้องคิด

อีกเรื่องคือเด็กอาชีวะจะเข้ามหาวิทยาลัยนี่ยากมาก เพราะเวลาสอบเข้าเราสอบตามสายสามัญ แต่พวกที่เรียนสายอาชีพเราไม่ได้นำเรื่องทักษะมาสอบด้วยมากมาย เท่ากับเราไปกดเด็กเอาไว้ในระดับก่อนอุดมศึกษา ซึ่งมันก็ไม่เป็นธรรม เด็กเขาคิดนะไม่ใช่ไม่คิด” อาจารย์นงเยาว์ ฝากทิ้งท้าย

ด้าน ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ในทางเศรษฐศาสตร์ นั้นมีข้อสรุปแล้วว่า “การศึกษาเป็นปัจจัยชี้วัดที่สำคัญที่สุด ในการส่งต่อหรือยุติความเหลื่อมล้ำจากรุ่นสู่รุ่น” เห็นได้จากครอบครัวที่ร่ำรวย ส่วนมากก็จะขยายความร่ำรวยต่อไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับครอบครัวที่ยากจนก็มักจะจนอยู่อย่างนั้น น้อยรายนักที่จะขยับขึ้นมาร่ำรวยได้

“การศึกษาเป็นปัจจัยที่ทรงพลังที่สุดในการส่งผ่านความเหลื่อมล้ำจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง พูดง่ายๆ ก็คือถ้าพ่อรวยลูกก็รวยด้วย แต่ถ้าพ่อจนลูกก็จนต่อไป การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเขาสรุปมาแบบนั้น เขาเรียกว่ามันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่น ทำให้ความเหลื่อมล้ำที่ดำรงอยู่ในรุ่นเรา ดำรงอยู่ต่อไปในรุ่นหน้า เพราะมีระบบการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกัน” อาจารย์เดชรัตน์ ระบุ

ในเวลาต่อมา 10 พ.ค.2559 พล.ต.สรรเสริญแก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังคงสิทธิทางการศึกษาไว้ที่อย่างน้อย 12 ปีเช่นเดิมเหมือนฉบับก่อนๆ และไม่ได้ตัดสิทธิหากรัฐบาลในอนาคตจะเพิ่มให้มากกว่านี้ เพียงแต่รัฐบาลนี้เน้นไปที่ชั้นอนุบาลเพราะมีผลต่อพัฒนาการของมนุษย์มาก

ขณะที่ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นเมื่อ 15 พ.ค. 2559 สนับสนุนให้รัฐบาลออกกฎหมายรับรองการเรียนฟรี 15 ปี จากอนุบาลถึงมัธยมปลาย ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยวางรากฐานไว้แล้วก่อนหน้านี้ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการออกกฎหมายรับรองดังกล่าว

ท้ายที่สุดเด็กไทยจะได้ “เรียนฟรีกี่ปี” และ “ชั้นไหนบ้าง” คงต้องติดตามกันต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM