กางแผน‘วังน้ำเขียวโมเดล’ ‘ให้เช่า-หยุดรื้อ’แก้รุกที่ดินผิดกม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/214893

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“วังน้ำเขียว”…

อดีต “สวิตเซอร์แลนด์แห่งเมืองไทย” ณ วันนี้แปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่ที่…อำนาจรัฐและประชาชน…ทุนและความยากจน…การท่องเที่ยวและการบังคับใช้กฎหมาย “ปะทะ” กันจนยากหาจุดประนีประนอม ภายหลังปี 2554 ที่ภาครัฐเดินถือกฎหมายมุ่งหน้า “ไล่ทุบ-รื้อ” รีสอร์ทที่บุกรุก “อุทยาน
แห่งชาติทับลาน”

ทว่า…ปัญหา “ซับซ้อน” กว่านั้น เพราะการประกาศเขตอุทยาน เมื่อปี 2524 ทับที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่มาก่อน ขณะเดียวกันยังมีปัญหา “ทับซ้อน” ระหว่างอุทยานกับป่าสงวนที่นำไปจัดสรรเป็นที่ดิน ส.ป.ก.ให้ชาวบ้านทำกิน บางพื้นที่เป็นเขตอุทยาน แต่ดันมี ส.ป.ก. จากนั้นเมื่อวังน้ำเขียว “บูม” รัฐกลับมีนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยว ปล่อยให้ “รีสอร์ท” ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ชาวบ้านบางส่วนที่หวังพึ่งการเกษตรกรรมไม่ได้ มองเห็น “ทางรอด” จึง “ขายสิทธิ์” ถือครองที่ดินให้นายทุน กลายเป็นปัญหา “เรื้อรัง” ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามหาแนวทางแก้ไขมาอย่างยาวนาน แต่หลายแนวทาง “ไม่สะเด็ดน้ำ”

ที่สุดปัญหาวังน้ำเขียวเหมือนจะพบ “ทางสว่าง” เมื่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ มทส. “อาสา” ลงพื้นที่
เก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านเวที “ประชาพิจารณ์” ก่อนสรุปเป็น “แผนแม่บท” การใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ที่ “สอดรับ” กับความต้องการของนายทุนและชาวบ้านหลายประเด็น…

“พิมพ์เขียว” ของ มทส. มีเนื้อหาโดยสรุป คือ อ.วังน้ำเขียว มีพื้นที่ประมาณ 706,243 ไร่ ครอบคลุม 5 ตำบล ได้แก่ ต.ไทยสามัคคี, ระเริง, วังน้ำเขียว, วังหมี และอุดมทรัพย์ ทุก “ตารางนิ้ว” ถูกประกาศเป็น “เขตปฏิรูปที่ดิน” ปัญหาที่พบมากที่สุด คือ การไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย โดยเฉพาะการซื้อขายที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน คิดเป็นร้อยละ 34.18 ของพื้นที่ ปัจจุบันที่ดินถูกเปลี่ยนแปลงไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ที่ชัดเจน คือ การสร้าง “ที่พัก-โรงแรม-รีสอร์ท” ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนชุมชนทั้งหมดเห็นว่าควรเปลี่ยนอาชีพจากการทำเกษตรกรรมมาเป็น “ท่องเที่ยว” ซึ่ง มทส.เสนอแนะการวางแผนจัดการปัญหาในเชิงพื้นที่ หรือ “โซนนิ่ง”คือ…

1.พื้นที่ที่อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 หรือ “เขตคุ้มครองสภาพป่า”…พื้นที่ปัจจุบันที่เป็นป่าไม้สมบูรณ์ให้ “คงสภาพเดิม” ส่วนที่ดัดแปลงสภาพที่ไม่ใช่ป่าไม้รวม 2,454 ไร่ หรือร้อยละ 11.89 ของรีสอร์ททั้งหมดในปี 2554 ให้ “ฟื้นฟูสภาพ” โดยเร่งด่วนภายใน 1-3 ปี เนื่องจากเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารไม่เหมาะสมในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเด็ดขาด และควรสร้างมาตรการป้องกันการบุกรุกที่ชัดเจน

2.พื้นที่ที่อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 2 หรือ “เขตฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ”…พื้นที่ปัจจุบันเป็นที่ป่าไม้สมบูรณ์ให้คงสภาพเดิม ส่วนรีสอร์ทที่สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2554 ตกอยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 2 อยู่ 152 ไร่ หรือร้อยละ 0.74 ของรีสอร์ททั้งหมดในปี 2554 ถ้าใช้พื้นที่เพื่อกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในระดับประเทศ ต้องได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมกรรมเป็น “รายกรณี”

3.พื้นที่ที่อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 3 หรือ “เขตรองรับพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องเร่งรัดจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ”…ถ้าไม่ตกในพื้นที่ป่าโซน A หรือ “ป่าอนุรักษ์” ให้ทำเกษตรกรรมได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องมีระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยพื้นที่ที่มีความลาดชันมากกว่าร้อยละ 50 เป็นต้นไป ให้คงสภาพป่าไม้ ส่วนพื้นที่ที่ป่าไม้ถูกทำลายให้ฟื้นฟู ส่วนรีสอร์ทให้คงสภาพเดิม แต่จ่าย “ค่าเช่า” แก่รัฐตามอัตราที่ ส.ป.ก.กำหนด แต่ห้ามขอ “ขยายพื้นที่”

ส่วน “สิทธิครอบครอง” รีสอร์ทจะสิ้นสุด ไม่ตกทอดแก่ทายาท เมื่อผู้ครอบครองสิ้นสุดสิทธิจะใช้การประมูลเพื่อเช่าจากรัฐต่อไป ถ้าไม่มีผู้ประมูลให้ “ทุบทำลาย” และฟื้นฟูเป็นสภาพป่าดังเดิม

4.พื้นที่ที่อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 4 หรือ “เขตรองรับพื้นที่เกษตรกรรมที่ควรส่งเสริมมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ”…กำหนดให้ประกอบกิจการเกษตรกรรมทุกประเภทได้ในพื้นที่ที่มีความลาดชันน้อยกว่า 12% โดยควรใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ควบคู่กันไป และอนุญาตให้สร้างสถานที่ “ตากอากาศ” เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์สภาพพื้นที่ได้

สำหรับการวางแผนจัดการเชิงพื้นที่ ต้องดำเนินการ ดังนี้…

1.บริหารและจัดการภายใต้ความร่วมมือจากชุมชน โดยจัดตั้ง “คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินชุมชน” แล้วให้นำร่างแผนผังแนวทางกำหนดเขตใช้ประโยชน์ และแนวทางบริหารจัดการพื้นที่เป็น “ต้นแบบ” เพื่อจัดทำระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินในวังน้ำเขียวต่อไป

2.แนวทางการแก้ไขปัญหา “ถือครอง” ที่ดิน ได้แก่

2.1 เกษตรกรที่ได้รับสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. ปรับเปลี่ยนอาชีพเป็นด้านการท่องเที่ยวแล้ว แต่ยังคงสภาพพื้นที่บางส่วนไว้ เพื่อทำเกษตรกรรม ให้ “อนุโลม”ได้ว่าเป็นการประกอบกิจการอื่นที่เป็นการบริการ หรือเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในด้านเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินการดังกล่าวให้ถือเป็นการประกอบกิจการอื่นที่สนับสนุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม โดยรัฐเก็บ “ค่าเช่า” และที่ดินจะไม่ตกทอดแก่ทายาท…กรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยแจ้งเตือน ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำเตือนภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องถูก “เพิกถอนสิทธิ”

2.2 กรณีที่ดิน ส.ป.ก. ถูกถือครองโดยบุคคลอื่นที่มิใช่เกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ ให้ ส.ป.ก. ตั้งคณะกรรมพิจารณาพิสูจน์สิทธิ์
หรือ “ยึดคืน” พื้นที่กลับมาเป็นของรัฐก่อน และเข้าสู่แนวทางเดียวกับกรณีแรก โดยรัฐเก็บ “ค่าเช่า” และที่ดินจะไม่ตกทอดแก่ทายาท

ด้าน “สรรเสริญ อัจจุตมานัส” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า จากที่ได้รับฟังข้อมูลจาก มทส. และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ที่เข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์ครั้งสุดท้ายเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา พบว่า แนวทางเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ต้องการให้ อ.วังน้ำเขียว เป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร-เชิงอนุรักษ์” โดยอาจปรับเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนเป็นที่พักอาศัยให้กับนักท่องเที่ยว จะเป็นการดำเนินการของเกษตรกรผู้ได้รับสิทธิเป็นหลัก จัดทำในลักษณะโฮมสเตย์ โดย ส.ป.ก.จะศึกษาข้อกฎหมายว่าดำเนินการได้หรือไม่

“ถ้า ส.ป.ก.จะอนุญาต รีสอร์ทอาจต้องโอนมาเป็นของรัฐก่อน เช่น อยู่ในมือกรมธนารักษ์ แล้วรีสอร์ทเช่าต่อ ซึ่ง
กรมธนารักษ์อาจมีหลักเกณฑ์ให้ปลูกป่าในพื้นที่ เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จริงๆ รูปแบบนี้ ส.ป.ก.จัดเก็บค่าเช่าที่ดิน กรมธนารักษ์เก็บค่าเช่าอาคาร เป็นต้น ภายใต้หัวใจหลัก คือ คุมจำนวนไม่ให้มากเกินไป ซึ่งจะนำข้อเสนอทั้งหมดไปหารือ
กับ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต่อไป”

ข้อเสนอที่ได้จะเป็นอีกหนึ่ง “ทางรอด” ในมุมมองของชาวบ้าน

เป็น “วังน้ำเขียวโมเดล” ที่ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับ “ชาววังน้ำเขียว” แต่จะเป็น “โมเดล” ที่ใช้แก้ไขปัญหา “บุกรุก-ถือครอง” ที่ดินผิดกฎหมายที่ยั่งยืนให้กับพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

SCOOP@NAEWNA.COM

หนุน ‘กิจการเพื่อสังคม’ ร่วมอุดช่องว่าง ‘เหลื่อมล้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/214804

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

พูดถึง “ระบบราชการไทย” ปัจจุบันยังคงพบข้อจำกัด 2 เรื่องคือ “รวมศูนย์” อำนาจการตัดสินใจมักจะกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง อีกทั้งยัง “แยกส่วน” แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ดำเนินงานแบบต่างคนต่างทำ เมื่อประชาชนมีข้อร้องทุกข์ก็บอกว่าอยู่นอกเหนือหน้าที่ของตน ทำให้ไม่อาจตอบสนองความต้องการของประชาชนได้เต็มที่ ทว่าอีกด้านหนึ่ง “ภาคเอกชน” และ “ภาคประชาชน” กลับมีบทบาทสูงในการปัดเป่าความเดือดร้อนของผู้ตกทุกข์ได้ยาก

เห็นได้จากข่าวเด็กยากไร้ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ข่าวผู้ได้รับผลกระทบจากคดีความที่ไม่เป็นธรรม ไปจนถึงข่าวภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ว่ามุมใดของโลก คนไทยมักจะ “บริจาคเงิน”สมทบทุนไปช่วยเหลืออยู่เสมอ ผ่านกองทุนต่างๆ ที่ตั้งโดยภาคธุรกิจบ้าง สื่อมวลชนบ้าง องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) บ้าง เป็นการ “อุดช่องว่าง” ข้อจำกัดของภาครัฐได้เป็นอย่างดี

ผลการสำรวจของ Charities Aid Foundation พบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ผู้คนนิยมบริจาคเงินเพื่อการกุศลเป็นอันดับ 2 ของโลก สอดคล้องกับข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ระบุว่า ในปี 2557 ครัวเรือนในประเทศไทยบริจาคเงินสูงถึง 75,760 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.58 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) “สูงกว่า” งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในปีเดียวกันซึ่งอยู่ที่ 10,324 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.41 ของ GDP สะท้อนภาพ“ความใจบุญ” ของคนไทยที่ “ไม่น้อยหน้าใคร” บนโลกใบนี้

ดร.ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ประจำปี 2559 “การปฏิรูปภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนได้บริการที่ดี” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงละคร อักษรา คิงเพาเวอร์ ระบุว่า หากบริหารจัดการเงินบริจาคที่ไหลเวียนนี้ไปยังจุดที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น มูลนิธิอาสาสมัคร หรือกิจการเพื่อสังคม ย่อมจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างให้ผลตอบแทนสูงสุด

ดร.ณัฐนันท์ ยกตัวอย่าง “กิจการเพื่อสังคม” (Social Enterprise) ที่มีผลงานโดดเด่นไว้หลายแห่ง เช่น มูลนิธิ ทีช ฟอร์ไทยแลนด์ (Teach for Thailand) ที่มีเป้าหมายยกระดับคุณภาพครูผ่านการอบรมหลักสูตรการเป็นผู้นำ เพื่อให้เป็นที่ปรึกษาและแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียน, บริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นกิจการเพื่อสังคมที่มีวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงคุณภาพหลักสูตรการศึกษา โดยผลิตสื่อการสอนบนคอมพิวเตอร์ที่สนุกสนานเข้าใจง่าย

เช่นเดียวกับ ดร.บุญวรา สุมะโน นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ยกตัวอย่าง บริษัท วิสาหกิจสุขภาพชุมชน จำกัด (Social Health Enterprise : SHE) ซึ่งอบรมและจ้างงานอดีตผู้ต้องขังหญิงให้เป็นพนักงานกดจุดแก้โรค Office Syndrome อีกทั้ง บริษัท กล่องดินสอ จำกัด ที่ผลิตสื่อการเรียนให้คนพิการทางสายตา และจัดฝึกอบรมทักษะกราฟิกดีไซน์ให้แก่ผู้พิการทางหูพร้อมจัดหางานให้

นักวิชาการทั้ง 2 ราย ยังกล่าวอีกว่า ในประเทศไทยยังมีกลุ่มกิจการเพื่อสังคมที่มุ่งหวังจะแก้ปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งภาครัฐไม่สามารถดูแลแก้ไขได้ทั่วถึงอีกหลายส่วน กลุ่มเหล่านี้ทำงานด้านสวัสดิการสังคมที่เน้นช่วยเหลือคนด้อยโอกาส ทั้งคนพิการ ผู้ติดยาเสพติด อดีตผู้ต้องขังในเรือนจำ หรือผู้ติดเชื้อเอชไอวี-เอดส์ เป็นต้น

ดังนั้นภาครัฐจึงควรวางระบบที่เอื้อต่อการลงทุนเพื่อสังคมอย่างแท้จริง โดยอาจพิจารณาใช้มาตรการสนับสนุน เช่น การออกพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม และให้ภาคประชาชนร่วมกัน “สร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ” โดยจัดทำฐานข้อมูลที่สามารถบอกได้ว่าใคร กำลังทำอะไร เพื่อแก้ไขปัญหาอะไร ด้วยวิธีอะไร

เพื่อช่วยให้สมาชิกอื่นในสังคมทราบว่าหากต้องการแก้ไขปัญหาหนึ่งจะต้องติดต่อใคร และเป็นการช่วยชี้ช่องว่างด้วยว่าปัญหาใดยังขาดการลงทุนเพื่อสังคม ขณะเดียวกัน ผู้นิยมการบริจาค หรือนักลงทุนเพื่อสังคม ควรทำความเข้าใจสภาพที่แท้จริงของปัญหาที่ตนต้องการร่วมแก้ไข และติดตามว่าสิ่งที่ตนลงทุนไปนั้นมีผลอย่างไรบ้าง

เพื่อช่วยปรับปรุงการทำงานหรือขยายผลในการลงทุนเพื่อสังคมต่อไป!!!

เสรีภาพ ‘สื่อ-ประชาชน’ หลักค้ำจุน ‘สังคมเป็นธรรม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/214552

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“ชาวบำเหน็จณรงค์ กลุ่มคนรักบ้านเกิดเราตั้งผ้าป่า แต่ทหารเขาบอกว่าทำไม่ได้ ตั้งผ้าป่ามันผิดกฎหมาย ชาวบ้านก็ถามว่ามันผิดตรงไหน? เขาใช้คำว่า..ต่อสู้คัดค้าน..คือเรื่องเหมืองทองคำ มลภาวะเป็นพิษที่ชาวบ้านได้รับรู้มา แต่เขาบอกว่า..แล้วสร้างหรือยัง?..คือถ้าไม่มีการมาสร้างเราจะไปต่อสู้กับคุณไหม? จะให้สร้างก่อนแล้วให้เราค้าน ชาวบ้านไม่มีสื่อในมือ ถูกกระทำอะไรเรื่องก็เงียบ”

สุวรรณี ศรีสูงเนิน ตัวแทนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ กล่าวในงานเสวนา “เสรีภาพสื่อ..ประชาชนได้อะไร?” ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พ.ค. 2559 ด้วยน้ำเสียงที่สัมผัสได้ถึงความ “เจ็บปวด” ในฐานะชาวบ้านคนหนึ่ง

ซึ่งรู้สึก “คับข้องใจ” กับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้!!!

สืบเนื่องจากพื้นที่ อ.บำเหน็จณรงค์ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้รับ “ประทานบัตร” หรือใบอนุญาตการทำเหมืองแร่โปแตช เมื่อเดือน ก.พ. 2558 เนื้อที่ 9,700 ไร่ อายุประทานบัตร 25 ปี หากสร้างเสร็จจะมีกำลังการผลิต 1.1 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ยังมีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 56 เมกะวัตต์ (MW) ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความกังวลว่าอาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพื้นที่ทำกินทางการเกษตร ทว่าชาวบ้านไม่สามารถแสดงออกใดๆ เพื่อคัดค้านได้ เพราะถูกมองว่าจะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้น

ที่น่าหดหู่ใจ..เรื่องราวเหล่านี้ “ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ” น้อยมาก!!!

วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า วันนี้การแสดงความคิดเห็นของประชาชนก็ดี การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนก็ดี ค่อนข้าง “ถูกจำกัด” ด้วยมาตรการทั้ง “ทางตรง” จากข้อกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ 2558 ที่การชุมนุมต้องขออนุญาต และ “ทางอ้อม” ด้วยการเชิญเจ้าของสื่อบ้าง ผู้บริหารองค์กรสื่อบ้าง ไปพูดคุยเพื่อหวังให้นำเสนอข่าวไปในทาง “เป็นบวก” กับภาครัฐ

“ข้อทุกข์ร้อน” ของประชาชน..จึงอาจ “ถูกเบรก” ไม่นำเสนอแบบ “เจาะลึก”!!!

เพราะเกรงจะ “ขัดแย้ง” เนื่องจากกระทบต่อ “ภาพลักษณ์” ของรัฐ “ผู้มีอำนาจ”!!!

“วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชนหรือภาคประชาชน หรือเครือข่ายแรงงานก็ไม่ต่างกัน หนึ่งคือเราจะเห็นว่าภาครัฐออกกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม ต้องมีพื้นที่ชุมนุม ต้องมีอันไหนชุมนุมได้อันไหนชุมนุมไม่ได้ ซึ่งเราก็ต้องต่อสู้ให้มีการแก้ไข แต่มันก็ยากมาก

หรือสื่อมวลชน ที่เราตั้งข้อสังเกตคือบรรณาธิการหรือเจ้าของสื่อต่างๆ รัฐบาลเรียกเข้าไปคุยแน่นอน เพื่อให้นำเสนอข่าวในทิศทางที่รัฐบาลต้องการ เป็นเชิงบวกของรัฐบาล แต่การนำเสนอประเด็นของประชาชน ที่มันจะไปกระทบกับการทำงานของรัฐบาล รัฐบาลเองก็อาจจะให้นำเสนอในภาคประชาชนแบบมีข้อจำกัด มีเงื่อนไข อาจจะไม่ได้นำเสนออย่างเป็นไปตามสภาพปัญหาที่มันเกิดขึ้นอย่างแท้จริง” ประธาน คสรท. ระบุ

เช่นเดียวกับ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงราย แสดงความเป็นห่วงการทำหน้าที่ของ “นักข่าวท้องถิ่น” เพราะคนกลุ่มนี้เป็นผู้รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตน ประสานไปยังสำนักข่าวส่วนกลางก่อนเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง ทว่าปัจจุบันนักข่าวท้องถิ่นตกอยู่ในสภาวะ “หวั่นกลัว” กฎหมายพิเศษบางข้อ จนยากที่จะ “เป็นปากเป็นเสียง” ให้กับคนเล็กคนน้อย

เพื่อเรียกร้องสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นธรรม”!!!

“สื่อท้องถิ่นเขาอยู่กับท้องถิ่น เห็นประเด็นปัญหามากมาย มากกว่าส่วนกลางอีก แต่กลับไม่อาจเสนอข่าวที่ให้เสียงให้ภาพทุกมุมได้ อันนี้เรื่องใหญ่ สื่อที่เป็นปัญหาและโดนกระทำมากคือสื่อท้องถิ่น สื่อท้องถิ่นเขาอยู่ในพื้นที่ รู้ว่าใครอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร ถ้าสื่อท้องถิ่นถูกปิดบังควบคุมเสรีภาพ นี่ยิ่งหนักใหญ่ สื่อส่วนกลางก็จะไม่ได้รับข่าวที่เชื่อมร้อยกัน

ผมเชื่อว่าเราก็สื่อได้เต็มที่อยู่นะ แต่ว่าเบื้องหลังมันก็เกิดความหวาดระแวง ความกลัวอะไรหลายอย่างยกตัวอย่างเช่น ม.44 อันนี้ร้ายมาก ไม่ต้องพูดถึงสื่อไม่มีเสรีภาพ ชาวบ้านยังไม่มีเสรีภาพเลย ม.44 นี่สำคัญมากของยุคปัจจุบันนี้ ผมว่าสื่อก็ยังกลัว เสรีภาพสื่อยุคนี้มันอาจจะมีแต่มันถูกซ้อนด้วยอะไรที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว ทั้งชาวบ้าน นักข่าวท้องถิ่น นักข่าวส่วนกลาง ผมว่ามีแน่กับการเกรงอะไรบางอย่างลึกๆ ถ้าใช้ ม.44 กับสื่อหรือกับชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิเสรีภาพ ปกป้องสิทธิของชุมชนอันนี้เป็นเรื่องอันตรายมาก” นิวัฒน์ ให้ความเห็น

จากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ท่าทีของสมาคมวิชาชีพสื่อ ทั้งสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ร่วมกันเนื่องในโอกาสวันเสรีภาพสื่อโลก ประจำปี 2559 เรียกร้องให้รัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) “ยกเลิกกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อ” อาทิ คำสั่ง คสช.ฉบับที่ 97/2557, ฉบับที่ 103/2557 และฉบับที่ 3/2558 (ข้อ 5) โดยให้กลับไปใช้กฎหมายปกติ และควรให้สื่อมวลชนได้เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อแสวงหาข้อสรุปร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

เพราะจะเป็น “ทางออกของประเทศ” ให้ก้าวข้ามพ้น “วิกฤติความขัดแย้ง” ไปได้!!!

อีกด้านหนึ่ง ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา (สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฝากข้อคิดในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ว่า “อย่าเพียงแต่รายงานข่าวอย่างเดียว” แต่ต้องคิด “ตั้งข้อสังเกต-ตั้งคำถาม” ถึงประเด็นที่เกิดขึ้นควบคู่กันไปด้วย

หาไม่แล้วอาจตกเป็น “เครื่องมือ” ของผู้มีอำนาจ..ในการ “สร้างภาพลักษณ์” ให้กับตนเองโดยไม่รู้ตัว!!!

“ท่ามกลางความสลับซับซ้อนของปัญหา โดยเฉพาะการพัฒนาที่มันเชื่อมโยงกัน ผมอยากให้สื่อทำหน้าที่มากกว่าแค่การรายงานข่าว เช่น เขื่อนจีนปล่อยน้ำลงมา จีนมีบุญคุณกับเราจริงหรือไม่? หรือมันทำให้แม่น้ำโขงวิบัติหรือไม่? อย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่าการตั้งคำถามของสื่อมีความสำคัญมากๆ ผู้มีอำนาจพูดทีเดียวปุ๊บ รายงานไปมันก็เชื่อกันทั้งหมดถ้าเราไม่ตั้งคำถามต่อ การตั้งคำถามเพื่อให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกเบื้องหลังเป็นสิ่งที่สำคัญ” อาจารย์ไชยณรงค์ ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

กระชับพื้นที่-ปรับทัศนคติ ลดขัดแย้ง‘คน-ช้างป่า’กุยบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/214435

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“คน กับ ช้างป่า”….

ดูจะเป็น “คู่ขัดแย้ง” ที่ปะทะกันมานาน หลายพื้นที่ปัญหาส่อเค้ารุนแรง เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้าน อันเนื่องมาจากการ “เผชิญหน้า” มากยิ่งขึ้น

นี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่ “เรื้อรัง” มานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะในพื้นที่ “ป่าอนุรักษ์” ซึ่งชาวบ้านต้องเผชิญกับปัญหาที่เกินกว่าจะแก้ไขได้เพียงลำพัง ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนพยายาม “แสวงหา” แนวทางลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

“ล้มเหลว” บ้าง…

“สำเร็จ” บ้าง…

ตัวอย่างของการตรากตรำทำงานที่บรรลุผล จนช่วยให้ “คน…ช้างป่า อยู่ร่วมกันได้” คือ “อุทยานแห่งชาติกุยบุรี” จ.ประจวบคีรีขันธ์!!!

“ผืนป่ากุยบุรี” มีเนื้อที่ 605,625 ไร่ หรือราว 969 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมเขต อ.เมือง, ปราณบุรี, สามร้อยยอด และกุยบุรี เดิมเคยเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่ปลูก “สับปะรด” จำนวนมาก ซึ่งการบุกรุกป่าเพื่อทำไร่สับปะรดของชาวบ้าน“ผู้มาเยือน” ทำให้ช้างป่า “เจ้าของบ้าน” ถูกรุกราน แหล่งอาหารถูกทำลาย ส่งผลให้ช้างป่าที่อาศัยอยู่ต้องกลายเป็นดั่ง “โจร” บุกเข้าไปหาอาหาร และทำลายไร่สับปะรดของชาวบ้านเพื่อความ “อยู่รอด” จึงเป็นที่มาของความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างมาอย่างยาวนาน

ทว่า…ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทำให้ปัจจุบันปัญหา “ช้างป่า…กุยบุรี” ลดน้อยลง จนกลายเป็น “โมเดล” การแก้ไขปัญหาให้กับพื้นที่อื่นๆ ซึ่ง “หัวใจ”หลักของการแก้ไขปัญหา คือ “สร้างป่า” ให้อุดมสมบูรณ์

“พล.ต.ชวลิต พงษ์พิทักษ์” ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 16(ผบ.มทบ.16) ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง “มูลนิธิช้างป่าบ้านพ่อ” กล่าวอย่างมั่นใจว่า ทุกวันนี้ผืนป่ากุยบุรีปราศจากความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี 13 องค์กรทั้งจากท้องถิ่น ภาครัฐ เอกชน และทหาร ที่ “บูรณาการ”ความร่วมมือศึกษาและวางแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบโดยเริ่มจากการ “กระชับพื้นที่” คือ รวบรวมหมู่บ้านของชาวบ้านที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่มารวมกันไว้ให้เป็นกลุ่มก้อน แล้วตั้งเป็น “หมู่บ้าน ตชด.” ป้องกันตนเองตามแนวชายแดน จากนั้นทหารและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเข้ามาช่วยจัดการป่า และ “ปรับทัศนคติ”

“เราปลูกฝังให้ชาวบ้านกับช้างอยู่ร่วมกันได้ โดยให้ชาวบ้านคิดใหม่ว่าช้างไม่ใช่ส่วนเกิน แต่ให้คิดเสียว่าคนต่างหากที่เป็นผู้บุกรุก เพราะถ้ายังตั้งโจทย์ว่าช้างคือส่วนเกิน ชาวบ้านจะเริ่มตั้งขอบเขตจำกัดช้าง กั้นรั้วรอบขอบชิดต่างๆ เพื่อไม่ให้ช้างเข้ามาทำมาหากินในบริเวณใกล้เคียงหมู่บ้าน ทั้งๆที่เป็นพื้นที่เหล่านั้นเป็นบ้านเดิม เป็นแหล่งอาหารของช้าง นอกจากนี้ยังให้ชาวบ้านคืนอาวุธที่มีไว้เพื่อล่าสัตว์ และให้งดล่าสัตว์ป่าอย่างเด็ดขาดเพื่อสร้างป่าให้อุดมสมบูรณ์ ซึ่งชาวบ้านให้ความร่วมมืออย่างดี”

“ผบ.มทบ.16” กล่าวอีกว่า เมื่อปรับทัศนคติให้ชาวบ้านมอง “ช้าง คือ มิตรสหาย” แล้ว จากนั้นเครือข่ายความร่วมมือจึงวางแนวทาง “สร้างป่า” ให้อุดมสมบูรณ์ เพราะการที่จะให้ช้างป่าอยู่ในป่า ไม่ออกมา“เกเร” ชาวบ้านนั้นต้องทำให้ป่าอุดมสมบูรณ์ก่อน หลักการง่ายๆ คือ สร้างความชุ่มชื้นให้ป่า จึงได้ร่วมกับชาวบ้านสร้าง “ฝายชะลอน้ำ” และปลูกพืชที่เป็นอาหารของช้างเอาไว้ภายในป่านั่นเอง โดยจากการปรึกษากับ “นักพฤกษาศาสตร์” ทราบว่า ประเทศไทยมีพืชที่เป็นอาหารช้างป่า 80 ชนิด และในป่ากุยบุรีมีอยู่ 32 ชนิด เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกทหารและชาวบ้านจะ “แบกเป้” เข้าป่าไปปลูกพืชเหล่านี้ให้กับช้างป่า โดยไม่ค้างคืน เพราะ “กลิ่นตัว” ของมนุษย์ จะทำให้ช้างป่า“ระแวง” ไม่กล้ากลับเข้ามาในพื้นที่อีก

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ช้างป่าอยู่อย่างมีความสุข เพราะนอกจากป่ากุยบุรีจะเป็นดั่ง “อู่ข้าว” แล้ว ยังเป็นดั่ง“อู่น้ำ” ด้วย โดยชาวบ้าน ทหารและหน่วยงานเครือข่าย ได้ร่วมกันสร้างแหล่งเก็บน้ำให้สัตว์ป่าไว้ดื่มกิน หรือที่เรียกว่า“กระทะน้ำ” มีลักษณะคล้ายกระทะ สร้างด้วยคอนกรีต โดยกระทะน้ำนั้นจะมีเจ้าหน้าที่คอยเติมน้ำให้สัตว์ป่า ในช่วงฤดูแล้งจะต้องเติมน้ำถี่หน่อย ส่วนน้ำที่นำไปให้สัตว์ป่าดื่มนั้นนำมาจาก “ต้นน้ำ” ที่ปราศจากสารเคมี และไม่ปนเปื้อนสารพิษจากการทำเกษตรกรรมของชาวบ้าน โดย “กระทะน้ำ…กุยบุรี” เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจ เพราะถือเป็นเป็นแห่งที่ 2 ของโลก ต่อจากประเทศอินเดีย

“ที่ชาวบ้านเข้ามาช่วยทหาร เพราะเราบอกว่าชาวบ้านคนไหนได้ประโยชน์จากป่าจะต้องจ่าย ไม่ใช่จ่ายเป็นตัวเงิน แต่ให้จ่ายเป็นการลงแรง คือ ให้ไปร่วมด้วยช่วยกันในการสร้างป่าให้อุดมสมบูรณ์ ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งกุศโลบาย เพราะชาวบ้านจะได้ร่วมกิจกรรมกับเจ้าหน้าที่เป็นการสร้างความสามัคคีอีกด้วย เพราะกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการปลูกพืชจะใช้แรงคน ไม่ใช้เครื่องจักร”

“พล.ต.ชวลิต” กล่าวอีกว่า ไม่เพียงแต่ปลูกพืช เรายังทำ “โป่งเทียม” ด้วย ซึ่งจากการติดตั้งกล้องเพื่อสอดส่องพฤติกรรมช้างป่า พบว่า ในยามเช้าจะพบเห็นช้างป่ามีอารมณ์ร่าเริงเมื่อได้กิน “ดินโป่ง” ด้วย เมื่อการ “ฟื้นฟู-สร้างป่า” ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว เครือข่ายความร่วมมือจึงร่วมกัน “ขยายพันธุ์” สัตว์ป่า โดยปัจจุบัน “ลูกช้าง-กระทิง” เพิ่มปริมาณอยู่ตลอดเวลา เพราะการขยายพันธุ์ประสบความสำเร็จ ซึ่งแนวคิดต่อไป คือ วางแผนที่จะ “เชื่อมป่า” ให้มีอาณาเขตกว้าง เพื่อให้สัตว์ป่าในป่ากุยบุรีได้ข้ามไปผสมพันธุ์กับสัตว์ป่าฝูงอื่นๆ เพื่อให้สายพันธุ์มีความแข็งแรง และหลากหลายขึ้น

ผบ.มทบ.16 กล่าวทิ้งท้ายว่า ด้วยแนวทางทั้งหมดข้างต้น ทำให้ปัจจุบันนี้ชาวบ้านสามารถอยู่ร่วมกับ “ช้างป่า” และสัตว์ป่าชนิดอื่นๆได้อย่างมีความสุข อีกทั้งยังช่วย “สร้างอาชีพ สร้างรายได้” ให้กับชาวบ้านในเขตป่ากุยบุรี ที่มีอาชีพเสริมจากการนำนักท่องเที่ยวเข้าชมอุทยานฯ เพื่อชมช้างป่า หรือกระทิง เกิดเป็น “ชมรมท่องเที่ยวกุยบุรี” ที่จัดทัวร์เล็กๆนำนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมผืนป่าที่ชาวบ้านร่วมใจ “สร้าง” ขึ้นมา

ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และความ “เข้าใจ” ใหม่ของชาวบ้านนี่เองที่ทำให้ผืนป่ากุยบุรี ไม่จำเป็นต้องมี“รั้ว” กั้นเขตแดนระหว่าง “คน กับ ช้างป่า” ทำให้“แขกผู้มาเยือน-เจ้าของบ้าน” ตัวจริง อยู่ร่วมกันได้อย่างค่อนข้างสงบสุข!!!

สิทธิชัย สันหนู
SCOOP@NAEWNA.COM

‘การเงิน-สุขภาพ-ความสุข’ ตัวชี้วัด‘คุณภาพชีวิตแรงงาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/214271

วันพุธ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
พฤษภาคม..เดือนนี้มีวันสำคัญหลายวัน หนึ่งในนั้นคือ“วันแรงงาน” 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่มีขึ้นเพื่อให้คนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของคนทำงานทุกสาขาอาชีพในฐานะ “ฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ” ซึ่งในแต่ละปี ภาคีเครือข่ายแรงงานในภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนสถาบันทางวิชาการ จะมีการรายงานสถานการณ์ความเป็นอยู่ของแรงงานประจำปีรวมถึงข้อเรียกร้องถึงภาครัฐ รวมถึงภาคเอกชนผู้เป็นนายจ้าง

ว่าควร “ปรับปรุง-พัฒนาคุณภาพชีวิต” แรงงานอย่างไรบ้าง!!!

ในปีนี้ก็เช่นกัน..สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “จับตาสถานการณ์ความสุขคนทำงานในประเทศไทย 2558” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำการศึกษาคุณภาพชีวิตคนทำงานในประเทศไทย ตลอดปี 2558 ที่ผ่านมา

พบว่า..คนกลุ่มที่น่าห่วงคือ “เจนวาย” (Gen Y) หรือผู้มีอายุตั้งแต่ 25-34 ปี ซึ่งเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่เพิ่งเข้าสู่ชีวิตการทำงาน ประสบปัญหา “ไม่มีเงินออม” ถึงร้อยละ 50 หรือ “ครึ่งหนึ่ง” ของประชากรแรงงานในกลุ่มนี้, ร้อยละ 48 หรือ “เกือบครึ่ง” ประสบปัญหา “จ่ายหนี้ไม่ตรงเวลา”, ร้อยละ 45
คิดว่าตนเอง “มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ” และร้อยละ 45.6มองว่าการผ่อนชำระหนี้สินต่างๆ เป็นภาระหนักมาก

ความรู้สึกเหล่านี้ “สูงกว่าคนทำงานวัยอื่นๆ” อย่างมีนัยสำคัญ!!!

จิตติ วิสัยพรม และ สุรารัตน์ พวงจำปา 2 นักวิจัยผู้ทำการสำรวจในหมวด “มิติด้านสุขภาพเงินดี” อธิบายว่า ความรู้สึกและความตรงต่อเวลาต่อการผ่อนชำระหนี้สิน ความรู้สึกต่อรายรับรายจ่ายของตนเอง และการมีเงินออมเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการเงินของแต่ละคน และยังสะท้อนให้เห็นถึงวินัยการใช้จ่ายทางการเงินของแต่ละคนอีกด้วย

จากสถานการณ์การเงินข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า“กลุ่มคนทำงานเจนวาย เป็นกลุ่มที่มีสุขภาพทางการเงินไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเงินออม” ที่เป็นการสร้างนิสัยและความตระหนักของวินัยการบริหารจัดการการเงิน อย่างไรก็ตาม คนเจนวาย เป็นช่วงอายุของการเริ่มต้นในหลายๆ ด้าน เช่น การเริ่มต้นชีวิตการทำงาน หรือแม้กระทั่งการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวของตนเอง

ดั้งนั้นการฝึกวินัยตัวด้านการบริหารจัดการเงิน..จึงเป็นสิ่งที่คนทำงานวัยนี้ต้องรับมือ!!!

นอกจากปัญหาสภาพคล่องทางการเงินแล้ว “สุขภาพ” ก็น่าห่วงไม่แพ้กัน รศ.ดร.สุรีย์พร พันพึ่ง และ ผศ.ดร.กาญจนา ตั้งชลทิพย์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาโดยใช้ข้อมูลการสำรวจความสุขคนทำงานแห่งประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2555-2558ในหมวด “การรับประทานอาหารเช้า” ซึ่งพบข้อน่าสนใจหลายประการ อาทิ..

1.ผู้ชายรับประทานอาหารเช้าทุกวันมากกว่าผู้หญิง โดยผู้ชายรับประทานอาหารเช้าทุกวันถึงร้อยละ 53.7 ขณะที่ผู้หญิงรับประทานอาหารเช้าทุกวันน้อยกว่าเล็กน้อย คือร้อยละ 49.3 ซึ่งสาเหตุอาจมาจากตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่ผู้หญิงต้องให้เวลากับการดูแลครอบครัว จึงไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับตนเองในการรับประทานอาหารเช้า รวมถึงอาจเป็นเพราะผู้ชายไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงรูปร่างมากนัก เทียบกับผู้หญิงที่ตั้งใจจำกัดอาหารเพราะกลัวอ้วน เป็นต้น

2.ผู้สูงอายุรับประทานอาหารเช้าทุกวันมากกว่าคนหนุ่มสาว คนทำงานอายุระหว่าง 55-60 ปีขึ้นไป รับประทานอาหารเช้าทุกวันมากที่สุด คือร้อยละ 57.8 ขณะที่กลุ่มคนทำงานอายุระหว่าง 18-24 ปี มีสัดส่วนของคนที่รับประทานอาหารเช้าทุกวันเพียงร้อยละ 36.5 โดยสาเหตุน่าจะมาจากการที่เมื่ออายุมากขึ้นก็ยิ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น อาจด้วยเริ่มตระหนักถึงการมีชีวิตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ หรืออาจมาจากประสบการณ์ด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นกับตนเองเมื่ออายุมากขึ้นก็ได้

3.องค์กรต้นสังกัดมีผลต่อการรับประทานอาหารเช้า พบว่า คนทำงานในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจรับประทานอาหารเช้าทุกวันถึงร้อยละ 64.8 ขณะที่คนทำงานในภาครัฐ (หน่วยงานราชการ) และภาคเอกชน รับประทานอาหารเช้าทุกวันเพียงร้อยละ 46.8 เท่านั้น สาเหตุน่าจะมาจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจมักจะมีร้านค้าสวัสดิการภายในองค์กร

4.ลักษณะการจ้างงานมีผลต่อการเห็นความสำคัญของอาหารเช้า พบว่า คนทำงานที่ได้รับการจ้างงานเป็นรายวัน-งานเหมาตามสัญญา รับประทานอาหารเช้าทุกวัน ร้อยละ 53.4 มากกว่าคนทำงานที่มีการจ้างงานในลักษณะอื่น (จ้างประจำเป็นเงินเดือน และจ้างตามช่วงเวลา) ที่รับประทานอาหารเช้าทุกวันเพียงร้อยละ 44-48 สาเหตุคาดว่าอาจเป็นเพราะคนทำงานรายวันเห็นความสำคัญของอาหารเช้า เพราะต้องใช้แรงกายในการทำงานในแต่ละวันเพื่อแลกกับค่าตอบแทน “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” จึงต้องการพลังงานจากอาหารอย่างมาก

โดยเฉพาะอาหารเช้าซึ่งถือเป็น “มื้อสำคัญที่สุด” ของวัน!!!

อีกด้านหนึ่ง ผศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลสำรวจในหมวด “ภาพสะท้อนความผูกพันองค์กรผ่านระดับความสุขคนทำงานในประเทศไทย” พบว่า “2 ใน 5”ของคนทำงาน หรือร้อยละ 42.2 “สุขน้อยและอยากลาออก” มากกว่ากลุ่มที่ “สุขมากและอยากทำงานอยู่ที่เดิมต่อไป” ซึ่งมีเพียงร้อยละ 31.6 เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่มที่น่าห่วงคือ “ถึงสุขน้อยแต่ยังอยากทำงานอยู่ที่เดิมต่อไป” โดยมีแรงงานกลุ่มนี้อยู่ร้อยละ 11.8 และปิดท้ายด้วยกลุ่ม “ถึงสุขมากแต่ก็ยังอยากลาออก” ที่มีอยู่ร้อยละ 14.4

ผศ.ดร.เฉลิมพล ฝากไปยังผู้ประกอบการถึงข้อค้นพบจากการสำรวจนี้ว่า 1.กลุ่มสุขน้อยและอยากลาออก ต้องทำให้คนทำงานรู้สึกมีความสุขอย่างตรงจุดและตรงใจเพื่อลดความต้องการลาออก 2.กลุ่มสุขน้อยแต่ยังอยากทำงานอยู่ ต้องสร้างความรักความผูกพันองค์กรให้เกิดกับคนทำงาน เพื่อให้แน่ใจว่าคนทำงานอยู่กับองค์กรด้วยความรักความผูกพัน นำมาซึ่งความต้องการทุ่มเททำงานให้องค์กร ไม่ใช่อยู่ไปวันๆ เพราะไม่มีที่ไปเท่านั้น และ 3.กลุ่มสุขมากและยังอยากจะทำงานต่อไป กลุ่มนี้ต้องรักษาไว้ให้ดี

เพราะเป็นบุคลากรที่ “ทุ่มเท” ทำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มที่!!!

จากผลสำรวจนี้ ทำให้เห็นภาพว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์แรงงานไทยเป็นอย่างไรกันบ้าง ซึ่งการที่คุณภาพชีวิตของคนทำงานจะดีขึ้น ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน เช่น ประเด็นวินัยทางการเงินระดับบุคคล รายงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หัวข้อ “วาระปฏิรูปที่ 13 : การปฏิรูปการเงินฐานรากและสหกรณ์ออมทรัพย์ : แนวทางการส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน” เผยแพร่เมื่อเดือน ส.ค. 2558 ระบุว่า “คนไทยร้อยละ 70 มีความรู้ด้านวินัยทางการเงินค่อนข้างต่ำ” จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของภาครัฐว่าจะให้ความรู้กับประชาชนอย่างไร?

ขณะที่เรื่องสุขภาพอย่างการรับประทานอาหารเช้า รวมถึงความสุขในการทำงาน เป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องหาแนวทางที่เอื้อให้พนักงานสามารถรับประทานอาหารเช้า อันมีการยืนยันในทางสาธารณสุขแล้วว่าเป็นมื้อสำคัญที่สุดได้ตรงเวลา และสร้างบรรยากาศให้พนักงานทำงานได้อย่างมีความสุข ขณะเดียวกันแรงงานเองก็ต้องใส่ใจกับสุขภาพ เพราะร่างกายที่แข็งแรงย่อมทำงานได้ดีกว่าร่างกายที่เจ็บป่วย รวมถึงพัฒนาศักยภาพของตนเอง ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ เพราะถ้าองค์กรยังอยู่ได้-มีผลประกอบการดี รายได้และสวัสดิการของคนทำงานก็จะดีไปด้วย

นี่คือโจทย์ที่ต้องทำร่วมกัน..เพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิต รวมถึงพัฒนาองค์กรให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

กลเม็ด‘สายลับจับบ้านเล็ก’ ‘แชท-เช็คอิน’=ตายน้ำตื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/214090

วันอังคาร ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“กิ๊กทางเฟซ…

“ชู้ทางไลน์”!!!

กลายเป็น “ของแสลง” ทิ่มแทงสถาบันครอบครัว “ยุคโซเชียลมีเดีย” ให้สั่นคลอน “คู่รัก” จำนวนไม่น้อยต้อง “เลิกรา” หลายครอบครัว “เตียงหัก”เพราะถูกเครื่องมือสื่อสารแห่งยุคทั้ง 2 ตัว จู่โจมถึง “เตียงนอน” อย่างไม่ทันระวัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เฟซบุ๊ค-ไลน์” เป็นเครื่องมือให้หลายๆ คนพบเพื่อนใหม่ในโลกเสมือนจริง ถ้ายังอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวคงไร้ปัญหา แต่ถ้าไม่ได้ “ตัวเปล่าเล่าเปลือย” ถ้าพัฒนาข้ามเส้นแบ่งความเป็นเพื่อนในโซเชียล กลายเป็น “กิ๊ก…ชู้” มีหวังบ้านแตก ซึ่งหลายๆคู่มัก “หยุดใจไม่ไหว” ตกอยู่ในสถานการณ์แบบหลัง ขณะเดียวกันมี “ชู้รัก” หลายคู่เช่นกันที่ “ตายน้ำตื้น” ถูก “นักสืบ” ใช้เฟซบุ๊ค-ไลน์ ตลบหลัง…

“สืบหา ล่าชู้”!!!

“นักสืบโจ” จากบริษัทนักสืบเอกชนแห่งหนึ่ง บอกว่า งานของนักสืบเอกชนในยุคโซเชียลเบ่งบาน ยังหนีไม่พ้นเรื่อง “ชู้สาว” โดยเฟซบุ๊คเป็นต้นเหตุอันดับ 1 ของปัญหาบ้านแตก ลูกค้าส่วนใหญ่จับสามีหรือภรรยาได้จากเฟซบุ๊คและไลน์เพราะ “ส่องเฟซ” พบว่าคนของตนคุยกับ “มือที่สาม” หรือ “กิ๊ก” จึงมาจ้างสืบเพื่อหวังจับให้ได้ “คาหนังคาเขา” ซึ่งทุกวันนี้ลูกค้าที่ช่วยให้ “สืบชู้” ทั้งหญิงและชายมีจำนวนเท่าๆกัน โดยในส่วนของเฟซบุ๊คและไลน์ หรือโซเซียลต่างๆช่วยให้นักสืบทำงานได้ง่ายขึ้นระดับหนึ่ง คือ เป็นเครื่องมือในการใช้ “ส่อง” ข้อมูลของเป้าหมายว่าเป็นใคร มีความเคลื่อนไหวอย่างไร ถ้าชอบ “เช็คอิน” ก็เสร็จ เพราะหาตัวได้ง่ายว่าไปโผล่อยู่ตรงไหน

“เป้าหมายหรือคนที่เป้าหมายไปติดพันบางทีชอบเช็คอิน อย่างนี้ง่ายเลย ถือว่าพลาดเพราะเช็คอินปุ๊บ เราก็รู้ว่าอยู่ตรงไหนไปดักถ่ายรูป ถ่ายคลิป ง่ายเลย เคยมีเคสหนึ่งคนจ้างเป็นสามี แล้วฝ่ายภรรยาไปติดพันเด็กหนุ่มๆ ตัวชู้พลาดไปเช็คอินขึ้นเฟซบุ๊คว่ากินข้าวที่โน่นที่นี่ แล้วถ่ายอาหาร ลืมไปว่ามีช้อนส้อม 2 ชุด จบเลย”

“นักสืบโจ” บอกว่า ทุกวันนี้ “โลกออนไลน์” ทำให้นักสืบหาข้อมูลง่ายขึ้น แต่ในมุมหนึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาครอบครัวมากขึ้นเช่นกัน โดยกลุ่มอายุที่จ้างให้สืบชู้มีตั้งแต่อายุ 20-70 ปี “ยิ่งแก่ ยิ่งหัวงู” เพราะบางคู่อยู่กินกันมา 20-30 ปี เริ่ม “เบื่อ” ก็ไปหาเศษหาเลยนอกบ้าน “เลี้ยงเด็ก” รวมถึง “ไฮโซ” อายุราวๆ 30 ปี จะนิยมเลี้ยงผู้หญิง เคสแบบนี้เจอเยอะมาก มีทั้งถูกคู่รักจ้างสืบ
และมาจ้างให้ช่วยสืบว่า “เด็กในสังกัด” แอบไปมี “กิ๊กซ้อน” หรือไม่

ด้าน “ดร.เจมพล เก่งสืบชู้” นักสืบเอกชนอีกราย บอกว่า โซเชียลมีเดียช่วยให้นักสืบเข้าถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ว่าจะ “เซฟตัวเอง” มากเพียงใด วันหนึ่งเป้าหมายก็ต้องพลาด “โพสต์-แชร์” ในโลกโซเชียล ช่วยให้นักสืบ หรือ “สายลับจับบ้านเล็ก” อย่างเรารู้ความเคลื่อนไหว รู้ตัวตนเป้าหมายมากขึ้น ที่ผ่านมามีเป้าหมายมากพอสมควรที่ชอบโพสต์ หรือแชร์ความเคลื่อนไหวของตัวเอง บางรายรักชอบใครก็ประกาศผ่านโลกโซเชียล

“ดร.เจมพล” บอกด้วยว่า ตั้งแต่เฟซบุ๊คและไลน์ คืบคลานเข้ามาเป็น “สิ่งจำเป็น” ในชีวิตมากขึ้น ทำให้การจ้างสืบชู้มีมากขึ้น เพราะเฟซบุ๊คและไลน์ทำให้คนคบกันหรือสื่อสารได้มากขึ้น และพัฒนาไปสู่เรื่อง “ชู้สาว” ง่ายขึ้น โดยลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาเรื่องชู้สาวส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ที่น่าสนใจ คือ “เพศที่สาม” ที่เข้ามาปรึกษาว่าผู้ชายของตัวเอง เริ่มตีตัวออกห่างไปหาผู้ชายอื่น

“กลุ่มลูกค้าที่มาปรึกษาบางรายพบแฟน สามี หรือภรรยา อยู่กับกิ๊กผ่านทางเฟซบุ๊ค และไลน์ ซึ่งเวลานี้
การสื่อสารของกลุ่มกิ๊กผ่านโลกโซเชียลมีสูงมาก ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงของครอบครัวแน่นอน”

ทุกเรื่องราวล้วนมีที่มา และหนทางแก้ไข…

ปรากฏการณ์ “กิ๊ก ทางเฟซ…ชู้ ทางไลน์” ก็เช่นกัน…

“ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา” ประธานศูนย์พัฒนาความสุขมนุษย์ และอาจารย์ประจำ สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บอกว่า โซเชียลออนไลน์ทั้งหมดทำให้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น ช่วย “คนที่ห่าง ให้ใกล้” แต่ในทางกลับกัน “คนใกล้ กลายเป็นห่าง” กระตุ้นให้เกิดการ “เลิกรา หย่าร้าง” เพราะอารมณ์ของครอบครัว คือ ต้อง “สด” หมายถึงต้องได้เจอกันใน “โลกของความเป็นจริง” เพื่อย่นระยะห่างให้ใกล้ขึ้น แต่ทุกวันนี้ “กลับตาลปัตร” คนที่อยู่ใกล้กลายเป็นห่าง เพราะบางคู่นั่งอยู่ด้วยกัน ไม่คุยกัน ต่างคนต่าง “แชท” หาคนที่อยู่ห่างออกไป จึงกลายเป็นปัญหา

“ดร.จิตรา” อธิบายต่อว่า เมื่อถูกถามว่าแชทกับใคร คำตอบส่วนใหญ่ คือ “ไม่มีอะไร” จากนั้นต่างคนต่างก็แชทคุยกับคนข้างนอกหรือ “กิ๊กเก่า” อย่างสนุกสนาน โดย “ลืม” ที่จะส่งสารถึงคนที่นั่งอยู่ข้างๆ จากคำว่าไม่มีอะไรกลายเป็นความ “ไม่ไว้ใจ” เพราะเมื่อถูกถามมากๆจะรู้สึกรำคาญ “จุดชนวน” ให้ทะเลาะเบาะแว้ง แล้ว “ต่างคน ต่างอยู่” พัฒนาเป็นความห่างเหินที่เรา “ชิน” กลายเป็นแต่ละคนนั่งยิ้มกับโลกโซเชียล แต่ในชีวิตจริง คือ “ต่างไม่ไว้ใจกัน”

เมื่อสถานการณ์ “ดำดิ่ง” ไปอีกขั้นก็นำไปสู่การ “แอบ…ส่องเฟซ เช็คไลน์” ของแต่ละคน กลายเป็นความ “เข้าใจผิด” นำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งที่หนักขึ้น นำไปสู่การมองเห็นว่า “ชีวิตคู่…น่าเบื่อ” ทางออก คือ เล่นเฟซ แชทไลน์กับผู้ชาย หรือผู้หญิงอื่นดีกว่า นำไปสู่การ “นอกใจ” ได้ง่าย เพราะต้องการ“รสชาติใหม่” มาแทนความน่าเบื่อของชีวิตคู่ สุดท้ายก็จบที่ความไม่ไว้ใจ นำมาซึ่ง “รอยร้าว” เกิดความ “สั่นคลอน” ในครอบครัว

“ถ้าจะให้ครอบครัวแข็งแรงก็ต้องใส่ใจ เพราะความรักเป็นเรื่องของอารมณ์ นานวันเข้าย่อมมีจืดจาง และเป็นเรื่องของการสร้าง ไม่ใช่การซ่อม ดังนั้นเราต้องพยายามสร้างให้ความรักไม่จืดจาง เช่น ต้องเล่นเฟซ แชทไลน์แบบมีตาราง เมื่ออยู่กับคู่รักควรหยุด หรือตกลงเวลากันว่าจะเล่นเวลาไหน เป็นต้น และต้องเล่นแบบสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน เน้นความสดของโลกปัจจุบัน และโลกของความจริง”

ที่สำคัญ คือ “ต้องสร้าง ก่อนซ่อม”…

“เติมความสด” ให้กันตลอดเวลา…

ชีวิตคู่จะ “แตกแยก” เพราะ “กิ๊กทางเฟซ…ชู้ทางไลน์” น้อยลง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ปราชญ์ชุมชน‘ดอนผิงแดด’ ‘วัย’ไม่อาจขวาง‘การเรียนรู้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/213954

วันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“แก่แล้วตามโลกไม่ทัน”..เชื่อว่านี่คงเป็นวลีที่ได้ยินกันบ่อยๆ สืบเนื่องจากภาพลักษณ์ของประชากรตั้งแต่ วัยกลางคน
(อายุ 40 ปีขึ้นไป) ไปจนถึง ผู้สูงวัย (อายุ 55 ปีขึ้นไป) มักจะตามไม่ทันความรู้ใหม่ๆ มองว่าเทคโนโลยีเป็น “ของยาก”
แล้วก็ปฏิเสธที่จะใช้สิ่งเหล่านั้นปรับปรุงพัฒนาศักยภาพตนเอง ดังรายงาน “สรุปผลที่สำคัญ สำรวจมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ.2556” จัดทำโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2556 ประชากรอายุ 35-49 ปี ใช้อินเตอร์เนตเพียงร้อยละ 18.7 และอายุ 50 ปีขึ้นไป ใช้เพียงร้อยละ 6.6 เท่านั้น

เช่นเดียวกัน..“(ร่าง) ยุทธศาสตร์ข้าวไทยด้านการผลิต ฉบับที่ 3 ปี 2558-2562 กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ระบุว่า ชาวนาไทยส่วนใหญ่ “สูงอายุและการศึกษาน้อย” โดยอายุเฉลี่ยของชาวนาไทยอยู่ที่ 56 ปี ในจำนวนนี้ร้อยละ 33 ของชาวนาไทยมีอายุเกิน 60 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา คือ ร้อยละ 80 มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่จบถึงระดับอุดมศึกษา ทำให้ยากต่อการรับองค์ความรู้ใหม่ๆ สำหรับการปฏิรูปการเกษตร

ทว่า “ไม่ใช่ทุกคน” ที่จะ “ยอมจำนน” ต่อข้อจำกัดเหล่านี้!!!

“ตอนนั้นชาวบ้านที่นี่สุขภาพทรุดโทรม หน้าตาหมองคล้ำ ตอนที่อาจารย์มาบอกเราก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าจะลดปุ๋ยเคมีและ
ยาแมลงแล้วจะเอาผลผลิตมาจากไหน? แต่เมื่อมองดูสภาพความเป็นอยู่ของตัวเองที่มีแต่แย่ลงๆ จึงตัดสินใจที่จะเปิดใจมองหาข้อมูลใหม่ๆ แม้ไม่ค่อยมีเงินแต่ก็ยอมเสียค่ารถกันไปเอง เพราะอยากจะเปลี่ยนแปลง”

คำบอกเล่าของ ประสิทธิ์ เกิดโภชน์ หนุ่มใหญ่วัย 57 ปี ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน บ้านดอนผิงแดด จ.เพชรบุรี ถึงผลกระทบของ “เกษตรเคมี” ทั้งในแง่สุขภาพ “ยิ่งทำยิ่งป่วย” และในแง่เศรษฐกิจ “ยิ่งทำยิ่งจน” กระทั่งเมื่อครั้งไปดูงานที่ ศูนย์เกษตรธรรมชาติคิวเซ จ.สระบุรี โดยมี สุพรชัย มั่งมีสิทธิ์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้ชักชวน

ประสิทธิ์ เกิดโภชน์ (ขวาสุด) กับคณะปราชญ์ชาวบ้านดอนผิงแดด

ที่นั่นทำให้ “มุมมอง-วิธีคิด” เกี่ยวกับการเกษตรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!!!

ประสิทธิ์ เล่าต่อไปว่า ในปี 2544 หลังกลับจากดูงานดังกล่าว สมาชิกในกลุ่มที่ตอนนั้นมี 16 คน ทั้งหมดประกอบอาชีพทำนาข้าว ตัดสินใจเปลี่ยนจาก “นาเคมี”เป็น “นาอินทรีย์” ทันที พร้อมหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพ การทำปุ๋ยหมักแบบต่างๆ การเลี้ยงไส้เดือน การเผาถ่านเพื่อสกัดน้ำส้มควันไม้และการใช้สมุนไพรต่างๆ ใช้แทนยาฆ่าแมลง การทำแก๊สชีวภาพที่ได้ทั้งแก๊สและปุ๋ย การทำไบโอดีเซลช่วงน้ำมันราคาแพง การทำเตาชีวมวล รวมถึงการทำของใช้ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น สบู่ แชมพู น้ำยาอเนกประสงค์

หากการ “ลงมือทำ” เพื่อเปลี่ยนแปลงจนตนเองประสบความสำเร็จว่ายากแล้ว..การ “ถ่ายทอด” ให้ผู้อื่นเข้าใจด้วยนั้นเป็นสิ่งที่ยากกว่า ประสิทธิ์กล่าวว่า ในปี 2549 หรืออีก “5 ปีต่อมา” ได้พบกับ ไตรพันธ์ คงกำเนิด นักวิชาการเกษตร ซึ่งลงพื้นที่และชักชวนให้เข้าร่วมประกวดโครงการศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน ทำให้ทางกลุ่มรู้สึกสนใจ เพราะคิดว่าแนวทางนี้อาจช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาคนอื่นๆ ได้บ้าง

ผลคือ “ตกรอบคัดเลือก” เพราะความ “ประหม่า-ตื่นเต้น” ที่ต้อง “เล่าเรื่อง” ต่อหน้าคนจำนวนมาก!!!

ทว่าด้วยความไม่ยอมแพ้ ดังที่มีผู้กล่าวว่า “ถ้าอยากชนะก็จงซ้อม ซ้อม และซ้อม” บรรดาทีมงานในกลุ่มเก็บเอาความผิดพลาดเป็นบทเรียน และฝึกซ้อมการ“พูดหน้าไมค์” กันอย่างเอาจริงเอาจัง มีการจัดฉากจัดเวทีพร้อมจับเวลา จำลองให้ใกล้เคียงกับการประกวดของจริงมากที่สุด

“เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เรารู้สึกท้อ เพราะมั่นใจว่าทางกลุ่มมีผลงาน ทำทุกอย่างกับมือ มีประสบการณ์มากพอ แต่แค่ไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ อย่างไรก็ตาม ทุกคนตัดสินใจไม่ยอมแพ้ และแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยการฝึกพูดต่อสาธารณะทุกวัน โดยจัดฉากเหมือนมีเวทีและจับเวลาให้พูดตามเรื่องที่กำหนด ทุกคนพร้อมใจฝึกฝนอย่างหนัก แม้จะอายุขนาดนี้ก็ตาม เพราะเชื่อมั่นในตัวเองว่าจะต้องทำได้” หนุ่มใหญ่รายนี้ กล่าว

ผลจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก..ในที่สุดประสิทธิ์และทีมงานก็ได้รับรางวัลดีเด่นในการประกวด และเริ่มจัดตั้งศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2551 สิ่งแรกที่ทำคือซื้อที่ดินท้ายหมู่บ้าน สร้างอาคารอบรมหลังคามุงจาก และทำฐานความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ต่างๆ แบบครบวงจร เพื่อให้ที่สนใจมาที่นี่ครั้งเดียวเรียนรู้ได้ทุกเรื่อง

ณ วันนี้หากใครมีโอกาสได้เยี่ยมชมศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน บ้านดอนผิงแดด จะพบว่าคุณลุงคุณตาในศูนย์สามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างฉะฉาน และทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ตั้งแต่การเป็นวิทยากรไปจนถึงการทำความสะอาดสถานที่ การเสิร์ฟอาหารว่าง การทำอาหาร โดยกิจกรรมการเรียนรู้ช่วงเช้าจะเป็นภาคทฤษฎี ส่วนในช่วงบ่ายจะเป็นภาคปฏิบัติ ทุกคนจะได้ลงมือทำในฐานการเรียนรู้ต่างๆ โดยมีวิทยากรจากดอนผิงแดดไปให้คำแนะนำด้วย ไม่ว่าจะเป็น การสร้างเตาถ่าน การทำโรงเรียนปลูกผัก การสร้างโรงสูบน้ำโซลาร์เซลล์ เป็นต้น

ไม่ต้องห่วง..มาเรียนที่นี่ “มือเปื้อนดิน” มีความรู้ “ทำได้-ทำเป็น” อย่างแน่นอน!!!

“การไปดูงานครั้งนั้นถือเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญของพวกเรา ว่าเราคงไม่สามารถอยู่ในวงจรเดิมๆ ที่ใช้ปุ๋ยเคมียาฆ่าแมลงได้อีกต่อไป เพราะมีแต่ขาดทุน ตอนนั้นอายุพวกเราก็มากกันแล้ว แม้การเปลี่ยนจะยาก เพราะไม่มีหลักประกันว่าข้าวที่เราปลูกจะเป็นเช่นไร ผลผลิตจะเหมือนเดิมหรือไม่ แต่ก็มั่นใจว่าเราต้องทำได้ อย่างน้อยสุขภาพต้องดีขึ้น ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเปลี่ยนแปลง” ประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องราวของศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน บ้านดอนผิงแดด จ.เพชรบุรี นอกจากจะกล่าวถึงความสำคัญของ “เกษตรอินทรีย์” และ “การรวมเป็นเครือข่าย” อันเป็นวิถีทางรอดของเกษตรกรทั้งในแง่สุขภาพและเศรษฐกิจแล้ว ยังให้ข้อคิดที่มีค่ายิ่งอีกประการหนึ่ง

นั่นคือแม้ข้อมูลมากมายจะบอกว่าวัยกลางคนและผู้สูงอายุมีปัญหากับการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะต้องเป็นตามนั้นเสมอไป ดังที่ปราชญ์ชาวบ้านกลุ่มนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า ถึงเข้าสู่ “วัยกลางคน” อายุเฉลี่ยเลยหลักสี่หลักห้าขึ้นไป อันเป็นวัยที่มักถูกปรามาสว่า “สังขารไม่อำนวย” ก็ยังสามารถปรับปรุงพัฒนาศักยภาพตนเองได้

“ไม่มีใครแก่เกินเรียนรู้” หากมีความตั้งใจจริง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

บุกเอกซเรย์รุกป่า‘ลำเลียง’ สะท้อนทวงคืนผืนป่าเหลว?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/213573

วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ทวงคืนผืนป่า”

เป็นอีกนโยบายที่รัฐบาลกำลังเดินหน้า…

ทว่า…ภาพ “ภูเขาหัวโล้น” ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะใน จ.น่าน ที่ถูกแชร์ต่อๆ กันในโลกโซเชียลเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน คล้ายฝ่ามือที่ “ตบหน้า” รัฐบาลฉาดใหญ่ เพราะแสดงให้เห็นว่า “ผืนป่า” ยังถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับภาพความ “ขึงขัง” ในการเอาผิดกับ “คนกินป่า”ของรัฐบาล

ไม่เฉพาะ จ.น่าน เท่านั้นที่ป่ากำลังถูกปู้ยี่ปู้ยำ แต่ป่าในอีกหลายจังหวัดก็มีปัญหารุนแรงไม่แพ้กัน และไม่ใช่ผืนป่าใหญ่ๆ เท่านั้นที่ถูกรุกราน หากแต่ป่าผืนเล็กๆ ก็ไม่รอด ถูกบุกรุกแผ้วถางอย่างหนัก ดังเช่น…

“เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าลำเลียง” อ.กระบุรี จ.ระนอง

“สกู๊ปแนวหน้า” เดินทางไปตรวจสอบพื้นที่ หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน “นักอนุรักษ์” ในพื้นที่ว่าป่าแห่งนี้กำลัง “บอบช้ำ” จากการบุกตัดไม้ และรุกแผ้วถางของ “เครือข่ายนายทุน” จากในและนอกพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบ “อาฟเตอร์ช็อก” ไปถึงแหล่งน้ำเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านและพืชผลเกษตร

สำหรับพื้นที่ที่ถูกบุกรุกอยู่ในพื้นที่หมู่ 8 ต.ลำเลียง อ.กระบุรี จากการลุยเข้าไปยังพื้นที่ ซึ่งการเดินทางเข้าไปเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเป็นป่าเขารกทึบ ต้องเดินเท้าวนเวียนลัดเลาะไปตามไหล่เขาใช้เวลามากพอสมควรกว่าจะถึงเป้าหมาย

ตลอดเส้นทาง “สกู๊ปแนวหน้า” พบร่องรอย “ไม้ใหญ่”เช่น ตะเคียนทอง ตะเคียนทราย นากบุด หว้า กอ กระบาก และควนแดง เป็นต้น ถูกตัดโค่นด้วยเลื่อยโซ่ยนต์ บางส่วนเป็น “รอยใหม่” เพิ่งถูกตัดโค่นไม่นาน ล้มกองกับพื้นรอการแปรรูป และขนย้ายออกจากผืนป่า โดยไม้ที่ถูกลักลอบนำไปขายจะได้ราคาแผ่นละ 13,000-15,000 บาท

นอกจากนั้น ยังพบการแผ้วถางพื้นที่ป่าเพื่อปลูก “กาแฟ-ยางพารา-ปาล์มน้ำมัน” ของชาวบ้านบางกลุ่มด้วย โดยผู้บุกรุกได้ขุดดินตัดคอนทัวร์ หรือ “ขั้นบันได” ซึ่งทั้งการลักลอบตัดไม้ และแอบทำไร่นั้นใช้แรงงาน “ต่างด้าว” ชาวเมียนมาเป็นกำลังหลัก

นักอนุรักษ์ในพื้นที่ ให้ข้อมูลว่า เมื่อหลายปีก่อนเจ้าหน้าที่รัฐทั้งจากกรมป่าไม้ ตำรวจ และทหาร เคยบุกยึดไม้ที่มีกลุ่มนายทุนเข้าไปบุกรุกแผ้วถางป่า และลักลอบตัดโค่นไม้หวงห้ามมาแล้ว แต่เครือข่ายนายทุนยังไม่ “หยุด…กินป่า” ยังลักลอบตัดไม้ แผ้วถางป่าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ยังมีการลักลอบโค่นไม้อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย แต่ชาวบ้านไม่กล้าร้องเรียนเพราะเกรงกลัวอิทธิพล โดย “เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าลำเลียง” มีพื้นที่มากกว่า 100 ไร่ ถือเป็นป่าสมบูรณ์ เป็น “ป่าต้นน้ำ” ที่ไหลลงสู่ลำห้วยที่เป็นแหล่งผลิต “น้ำประปา” หล่อเลี้ยงชาวบ้านใน ต.ลำเลียง กว่า 2,000 หลังคาเรือน เมื่อถูกเครือข่ายนายทุนบุกรุกตัดไม้ส่งผลให้ปริมาณน้ำลดน้อยลง

นักอนุรักษ์ผู้นี้ กล่าวอีกว่า ภายหลังปริมาณน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคลดน้อยลง หน่วยงานภาครัฐจึงมีแผนแก้ไขปัญหา โดยมีโครงการสร้าง “ฝายน้ำล้น”ขนาดเล็กเพื่อเก็บกักน้ำที่ไหลลงมาจากป่าต้นน้ำแห่งนี้ รวมถึง“น้ำฝน” โดยคาดว่าจะดำเนินการสร้างในเร็วๆนี้ภายใต้งบประมาณ 30 ล้านบาท แต่จากการที่ป่าถูกบุกรุกทำลาย ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงมาน้อยลงมากขึ้นทุกวัน ถ้าไม่มีการดำเนินการใดๆจากภาครัฐ เชื่อว่าจะมีผลให้ปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่ฝายน้อยลง จากเดิมคาดว่าจะเก็บน้ำได้กว่า 10,000 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) นอกจากนี้การที่ต้นไม้ถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ยังส่งผลต่อความสามารถในการชะลอ “ดินโคลน” ด้วย

“เมื่อไม่มีป่าช่วยชะลอน้ำ พอฝนตกหนักเชื่อว่าจะทำให้มีน้ำโคลน น้ำป่า ไหลทะลักเข้าฝายกักเก็บน้ำ จนทำให้ตื้นเขิน จากที่จะได้น้ำใสก็กลายเป็นได้น้ำขุ่นแทน และจะมีตะกอนขวางทางน้ำไหล ซึ่งก่อนที่ป่าจะถูกบุกรุกยังช่วยชะลอน้ำป่าได้ ลำธารน้ำไหลสูงถึงระดับเอวแต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ถ้าปล่อยให้ป่ายังถูกบุกรุกเช่นนี้เชื่อว่าป่าจะไม่เหลือ ในอนาคตชาวบ้านก็จะยิ่งขาดแคลนน้ำ”

นักอนุรักษ์ผู้นี้ กล่าวอีกว่า ตนอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มานานกว่า 23 ปี พบว่าความอุดมสมบูรณ์เปลี่ยนไปมากและร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ “แหล่งน้ำ” ในอดีตเคยใสสะอาด ปัจจุบันเริ่มมีปัญหาเรื่องความสะอาด ทั้งหมดเชื่อว่ามาจากการที่ “ป่า…ต้นน้ำ” ถูกบุกรุกทำลายจากฝีมือของเครือข่ายนายทุน ซึ่งมี “เจ้าหน้าที่รัฐ” บางคนร่วมขบวนการด้วย ถ้าป่าต้นน้ำยังถูกบุกรุกอยู่เช่นนี้ ต่อให้มีฝายกักเก็บน้ำก็ไม่มีประโยชน์อะไร

นอกจากนี้การที่ผืนป่าใน “เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าลำเลียง” ถูกทำลาย ยังส่งผลต่อการ “ท่องเที่ยว” ด้วย เนื่องจากป่าแห่งนี้เป็นต้นน้ำของ “น้ำตกห้วยเนียง”ของ อ.กระบุรี ที่ทางจังหวัดและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) มีแผนใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อผลักดันให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัด แต่ปัจจุบันปริมาณน้ำในน้ำตกลดน้อยลงทุกที สวนทางกับการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต

เช่นนี้แล้วงบประมาณที่ “ถม” ลงไป คงสูญเปล่า!!!

นักอนุรักษ์ผู้นี้ กล่าวทิ้งท้ายว่า ต้องการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล “หยุดสร้าง หยุดความเคลื่อนไหว” ทั้งหมดที่เป็น “ภัยต่อป่า” เพื่ออนุรักษ์ป่าเอาไว้ และต้องการให้ภาครัฐเหลียวแลปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพราะกี่ครั้งแล้วที่ชาวบ้านร้องเรียน แต่กลับถูก “เมินเฉย” ถูกมองข้าม คำร้องเหมือน “เศษกระดาษ” ที่ถูกโยนทิ้งลงถังขยะ ถ้าเป็นเช่นนี้เชื่อว่าในอนาคตผืนป่าแห่งนี้…

คงไม่เหลือ!!!

นี่คืออีกหนึ่ง “กระจกสะท้อน” ที่บ่งบอกว่าขบวนการ “คน…ผลาญป่า” มีอยู่ในทุกซอกหลืบของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลไม่อาจมองข้าม ไม่เช่นนั้นเพียงแค่ผืนป่าเล็กๆ ก็คงไม่อาจรักษาเอาไว้ได้

นับประสาอะไรที่ “ป่า…ผืนใหญ่” จะ “รอด”!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

ให้-ไม่ให้‘คนนอก’เป็นครู อะไรก็ได้..แต่ต้องมี‘คุณภาพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/213401

วันพฤหัสบดี ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

เป็นอีกประเด็นร้อนในเดือนมีนาคม 2559 เมื่อ นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความเห็นในเวทีเสวนาแนวทางพัฒนาระบบมาตรฐานวิชาชีพและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จัดโดยคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยระบุว่า “ควรเปิดโอกาสให้ทุกสาขาวิชาสามารถสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้” มิใช่แต่เพียงบัณฑิตคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์เท่านั้น

เหตุผลสำคัญ..เพื่อเฟ้นหา “คนเก่งเฉพาะทาง” ในแต่ละสาขาวิชามาเป็น “พ่อพิมพ์-แม่พิมพ์” ชั้นยอด!!!

หลังจากข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป เสียงสะท้อนจากผู้คนผ่านโลกออนไลน์ ก็มีทั้ง “เห็นด้วย” เพราะที่ผ่านมาคณะที่ทำการสอน “วิชาครู” อย่างครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ ถูกมองอย่าง “ค่อนขอด” เสมอว่าเป็นแหล่งรวมของคนคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่สู้จะดีนัก ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า “เรียนอะไรไม่ได้ก็มาเรียนครู” ยิ่งระยะหลังๆ ที่มีบรรดา “ติวเตอร์” ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และคนเหล่านี้อาจจบวิศวะบ้าง เภสัชบ้าง มนุษยฯ เอกภาษาต่างประเทศบ้าง

แต่กลับสอนเด็กให้ “สนุก” และ “เข้าใจ” มากกว่าครูในระบบโรงเรียนเสียอีก!!!

กับอีกส่วนหนึ่งที่ “ไม่เห็นด้วย” ให้เหตุผลว่า “คนที่เก่งที่สุดใช่ว่าจะสอนคนอื่นได้” เห็นได้จากหลายคนที่จบมาด้วยเกรดเฉลี่ยดีเยี่ยม แต่เมื่อต้องไปถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น โดยเฉพาะกับคนทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่นักวิชาการแล้วกลับ “สอนไม่รู้เรื่อง” เมื่อเทียบกับคนที่เก่งระดับรองลงมาก็มี เนื่องจากการสอนนั้นมีทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” เป็นเทคนิคที่ต้องเรียนรู้ฝึกฝนกันอย่างลึกซึ้งยาวนาน บรรดาคนที่เรียนมาทางวิชาครูซึ่งต้องใช้เวลาถึง 5 ปี และผ่านบททดสอบด้วยการไปเป็นครูฝึกสอน จึงมองว่า “ไม่เป็นธรรม” หากเปิดให้ใครมาเป็นครูก็ได้

สุวัฒนา ดันน์ ครูโรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กล่าวกับ “สกู๊ปแนวหน้า” เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้หลายประเด็น 1.อย่านำ “ครู” ไปเทียบกับ “ติวเตอร์” เพราะทั้ง 2 อาชีพ มีเป้าหมายและวิธีการแตกต่างกัน ครูนั้นมีหน้าที่สอนตั้งแต่พื้นฐาน ตั้งแต่ระดับ “เริ่มอ่านเริ่มเขียน”ซึ่งไม่ใช่แค่วิชาการ แต่ยังรวมถึง “ทัศนคติ” ต่อทั้งวิชาที่เรียนและการใช้ชีวิต ขณะที่ติวเตอร์มุ่งเน้นแต่เพียงจุดหรือแนวทางที่จะนำไปใช้สำหรับ “ทำการสอบ” เท่านั้น

“มันไม่เหมือนกันนะ การติวเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อไปสอบเข้าหรือไปทำงาน ฉะนั้นเขาก็สอนแต่ตรงนั้น ตรงอื่นเขาก็ไม่เอามา
ก็รู้แต่ตรงนั้นแล้วก็จบ แต่การเรียนรู้ตามระดับชั้นคือการเรียนรู้ที่ให้เขาทุกอย่าง คุณธรรมจริยธรรม คือการติวยังไงมันก็ได้อยู่แล้ว
ถ้าเรารู้แนวว่ามันต้องไปอย่างนี้ทางนี้ สอนไปเลยว่าออกข้อสอบแบบนี้ต้องรู้เรื่องนี้ แต่หันหลังกลับไปดูคนที่ทำให้เราอ่านได้เขียนได้ ถามว่าใครเก่ง?” ครูรายนี้ กล่าว

2.อย่ากล่าว “เหมารวม” คณะที่สอนวิชาครู “แย่” ไปทั้งหมด เรื่องนี้ต้องไปดูเป็นรายสถาบันการศึกษา ว่าแต่ละแห่งนั้นผลิตบัณฑิตออกมาอย่าง “มีคุณภาพ” มากน้อยเพียงใด? ซึ่งปัญหานี้ก็ไม่ต่างจากคณะอื่นๆ ที่บางสถาบันเปิดการเรียนการสอนโดย “ขาดความพร้อม” ผู้ที่เรียนจบมาแล้วมีความรู้ไม่แน่นเพียงพอจะไปประกอบอาชีพ

และ 3.อย่าลืม “ดูแล” คุณครูผู้ “เสียสละ” ในพื้นที่ลำบาก ครูสุวัฒนา ตั้งคำถามถึงหน่วยงานฝ่ายบริหารนโยบาย ว่าขณะที่เป็นห่วงกรณี “ครูขาดแคลน” ในถิ่นทุรกันดาร หน่วยงานฝ่ายนโยบายได้ดูแลคุณภาพชีวิตครูที่ต้องไปประจำในท้องที่เหล่านั้นอย่าง “เพียงพอ” หรือไม่?

ขณะที่ “ครูของครู” หรืออาจารย์ที่อยู่กับคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์มานาน อย่าง ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า คนสายวิชาชีพครูนั้น “ไม่ขัดข้อง” หากบัณฑิตคณะอื่นๆ จะมาเป็นครู แต่มีข้อแม้ว่าต้อง “ผ่านเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ” ตามที่คนเป็นครูควรมี

นั่นคือต้องไปเรียน “ป.บัณฑิต” ให้มีความรู้ใน “วิชาครู” เสียก่อน..จึงมีสิทธิ์ขอสอบใบประกอบวิชาชีพ!!!

“ผมว่าสายวิชาชีพยินดีต้อนรับนะ อย่างคนจบวิทยาศาสตร์ จบคณิตศาสตร์ แต่คุณก็ต้องไปหาใบประกอบวิชาชีพมาก่อน ก็คือต้องไปเรียน ป.บัณฑิต มาอีกปีนึง คุณมีความรู้เฉพาะด้านแล้วทีนี้คุณก็ต้องไปเรียนรู้วิธีการสอน เรื่องจิตวิทยา เรื่องการวัดและประเมินผล คือความรู้ลึกเฉพาะด้านอย่างเดียวอาจจะเหมาะสมกับอุดมศึกษา แต่สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประถมมัธยม มันไม่ต้องการความรู้ที่ลึกมากขนาดนั้น แต่มันต้องบูรณาการเป็น เช่น คุณต้องบูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยีให้เป็น” อาจารย์สมพงษ์ ให้ความเห็น

อีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ ดร.ไกรยส ภัทราวาส นักเศรษฐศาสตร์ด้านการศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ชวนให้คิดแบบ “มองอนาคต” ที่มากไปกว่าการมานั่งถกเถียงกันว่าจะเอาอย่างไรกับการสอบใบประกอบวิชาชีพครู เนื่องจากกระแสโลกวันนี้เปลี่ยนไปเร็วมาก คำถามคือแล้วหลักสูตรการผลิตครูของไทย พร้อมสำหรับ “ศตวรรษใหม่” มากน้อยแค่ไหน?

“คณะครุศาสตร์ควรปรับตัวอย่างไร? เขาน่าจะมีความร่วมมือกับเอกชน ให้เขาเปิดกว้างรับโจทย์ในการผลิตครูนอกจากฝั่งของนักการศึกษาอย่างเดียว นักการศึกษาก็ต้องมองโจทย์ที่กว้างขึ้น เช่นเอกชนต้องการอะไร? อุตสาหกรรมต้องการอะไร? นโยบายประเทศจะเอายังไง? หรือรัฐธรรมนูญใหม่บอกให้ปฐมวัยเป็นการศึกษาภาคบังคับ แต่รู้ไหมว่าครูปฐมวัยยังไม่เพียงพอ? แล้วครูอาชีวะตอนนี้ผลิตพอหรือยัง? คือต้องเปิดกว้างขึ้น ผลิตครูให้สอดคล้องกับความขาดแคลนและความต้องการของรัฐ” นักเศรษฐศาสตร์จาก สสค. กล่าว

อีกทางหนึ่ง..เป็นไปได้หรือไม่ที่นักศึกษาคณะอื่นๆ ที่ต้องการเป็นครู จะสามารถเรียน “ชุดวิชาสำหรับวิชาชีพครู” ตั้งแต่ยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย กล่าวคือ หากนักศึกษาคนใดต้องการจบแล้วไปสอบใบประกอบวิชาชีพครู ก็มีข้อแม้ว่าต้องสำเร็จการศึกษาในชุดวิชาดังกล่าวก่อน ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

“ช่วยกันคิดได้ไหม? เช่น คุรุสภาคิดว่าคนจะเป็นครูมันต้องมีวิชาอะไรบ้าง ก็เปิดให้เขาไปเรียนแล้วก็มาสอบใบประกอบวิชาชีพ คือคุณต้องผ่านชุดวิชากลุ่มนี้แล้ค่อยมาสอบ หรือถ้าต้องฝึกสอนก็เอามาเป็นวิชากิจกรรมได้ไหม? สมมุติคณะวิศวะเรียนกัน 130 หน่วยกิต ก็ให้เขาเรียนวิชาครูเพิ่มเป็น 150 หน่วยกิต ไปถ้าเขาอยากเป็นครู ถ้าเยอะขึ้นเขาก็ไปลงซัมเมอร์ จบช้าหน่อยก็ปล่อยเขา ก็เขาอยากจะทำงานได้หลากหลาย คือมันต้องปลดล็อก และไม่ใช่แค่กระทรวงศึกษาฯหรือคณะครุศาสตร์อย่างเดียว แต่ต้องดึงภาพกว้างมาช่วยกันคิด” ดร.ไกรยส ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

คงต้องบอกว่า “วิชาชีพครู” กำลังเข้าสู่สภาวะ “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ดังรายงานของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ระบุว่า ระหว่างปี 2556-2570 จะมีครูสังกัด สพฐ. ทยอยเกษียณอายุไปทั้งหมด 288,233 คน ดังนั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก นับตั้งแต่การปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่เมื่อปี 2542 คำถามสำคัญจึงน่าจะอยู่ที่ว่า “ครูจบใหม่” เพียงพอหรือไม่? มีคุณภาพแค่ไหน? สอดคล้องกับตลาดแรงงานหรือเปล่า?

ประเด็นเหล่านี้ “น่าห่วง” มากกว่าแค่การ “ให้-ไม่ให้” คนไม่ได้จบครูมาสอบใบวิชาชีพเป็นแน่แท้!!!

ผลกระทบ ‘ทวงคืนผืนป่า’ วอนรัฐ ‘เข้าใจ-ไม่เหมารวม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/213241

วันพุธ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“ครอบครัวเราก็มีสองขา ทำมาหากินด้วยกัน พอถูกจับไปหนึ่งคนนี่ตะแคงล้มคว่ำเลย ข้าวสารก็ไม่มี ไร่ที่จะไปถางก็ไม่มี ใครจะดูแลลูก? แล้วถ้าดูแลลูกงานข้างนอกก็ไม่ได้ การศึกษาก็ต้องใช้ทุนต้องเสียเงิน มันก็เป็นวิกฤติของครอบครัว นโยบายที่ไม่แยกแยะและไม่เข้าใจ อย่างแม่ฮ่องสอนนี่แปดสิบกว่าชุมชนคือผิดกฎหมายหมด ถ้าจะจับเราก็จะเจอเหตุการณ์ตกทุกข์เช่นนี้เรื่อยๆ ทั้งที่มันไม่ควรจะเป็น”

คำพูดซึ่งบ่งบอกน้ำเสียงและท่าที “อึดอัดคับข้องใจ” จากเสียงสะท้อนของ พฤ โอโดเชา ผู้ประสานงานเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง)กล่าวกับ “สกู๊ปแนวหน้า” เมื่อครั้งติดตามคณะของ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 19-23 เม.ย. 2559 ที่ผ่านมา ถึงผลกระทบที่กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับจากนโยบายของภาครัฐที่ต้องการปราบปรามผู้บุกรุกทำลายป่า

พฤ ยกตัวอย่าง “การใช้ไม้สักสร้างบ้าน” ซึ่งสำหรับชาวกะเหรี่ยงแล้ว “บ้านไม้สักมีความหรูหราน้อยกว่าบ้านอิฐและปูน” เพราะไม้สักนั้นหาได้ง่ายจากในพื้นที่ โดยชาวบ้านจะค่อยๆ เก็บสะสมไม้ไว้ครั้งละท่อนสองท่อน เฉลี่ยแล้วต้องใช้เวลาราว 5 ปีขึ้นไป จึงมีไม้เพียงพอที่จะเริ่มลงเสาขึ้นโครงบ้านได้สักหลังหนึ่ง แต่ก็ยังใช้ทุนในการก่อสร้างไม่มากนักเมื่อเทียบกับบ้านที่สร้างจากอิฐและปูน

ตรงกันข้ามกับ “คนเมือง” ที่มองว่า “บ้านไม้สักคือบ้านของคนร่ำรวย” มีระดับมากกว่าบ้านอิฐและปูน!!!

“คนปกาเกอะญอนะ เขาถือว่าถ้าบ้านไหนมีซีเมนต์ (Cement-ปูนที่ใช้สำหรับก่อสร้างอาคาร) แสดงว่าบ้านนั้นรวยกว่า ถ้าคนไหนสร้างบ้านด้วยไม้ คนนั้นน่ะจนกว่า เพราะซีเมนต์เราต้องไปขนมาจากในเมือง เสียค่าขนส่ง ต้องใช้ความชำนาญในการฉาบปูนมากเลย แล้วมั่นคงกว่าไม้สักด้วยเพราะปลวกกินไม่ได้ ในความคิดชาวบ้านน่ะปูนคือสุดยอดกว่าแต่คนในเมืองกลับมองว่าไม้สักแพงกว่า” ผู้ประสานงานกลุ่มชาติพันธุ์รายนี้ ระบุ

อย่างไรก็ตาม พฤ ยอมรับว่าในพื้นที่ก็มีคนบางส่วนที่“ลักลอบตัดไม้” โดยเฉพาะไม้สักไปขายให้กับคนภายนอกอยู่จริง ดังนั้น จึงฝากให้เจ้าหน้าที่รัฐ “แยกแยะ” ระหว่างสุจริตชนธรรมดาที่นำไม้มาปลูกบ้านอยู่อาศัยกับผู้กระทำผิดที่มีเจตนานำไม้ไปขาย ซึ่งเชื่อว่า “ไม่ยาก” หากตั้งใจจะทำอย่างจริงจังแบบไม่เหวี่ยงแห

“ชาวบ้านรู้ คนพื้นที่รู้ ถ้าภาครัฐเขามาหากรรมการชุมชน ใช้อำนาจถามเอาหน่อยว่าเป็นใครบ้าง แล้วก็กรองกันไปว่าใครบ้างที่ทำไม้ขาย เดี๋ยวมันก็โผล่ออกมา” พฤ กล่าวย้ำ

ไม่เพียงแต่กลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น แม้แต่ชาวบ้านทั่วๆ ไปที่ตั้งถิ่นฐานและทำการเกษตรอยู่ใกล้พื้นที่ป่ามาเป็นเวลานาน ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีประกาศออกมา 2 ฉบับ คือ ประกาศ คสช. ฉบับที่ 64/2557 และ 66/2557 แม้จะมีการกำชับว่า “ต้องไม่ทำให้ชาวบ้านที่ดำรงชีพเล็กๆ น้อยๆ ได้รับความเดือดร้อน” แต่ในทางปฏิบัติพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐยังดำเนินการทำลายพืชผลทางการเกษตร รวมถึงขับไล่และฟ้องร้องคดีกับประชาชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่าแบบเหมารวมอยู่เสมอ

แม้หลายชุมชนในหลายพื้นที่..จะอยู่มาก่อนมีการประกาศพื้นที่ป่าสงวน-อุทยานแห่งชาติก็ตาม!!!

ประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กล่าวว่า ข้อพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้าน กรณี “คนกับป่า” เป็นสิ่งเกิดขึ้นมาช้านาน เพราะนโยบายของภาครัฐไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน เช่น ก่อนหน้านี้มีความพยายามผลักดันให้เกิด “โฉนดชุมชน” กระทั่งเคยออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีมาแล้วในปี 2553 ว่าด้วยการให้สิทธิประชาชนในรูปของชุมชนส่วนรวม ไม่ใช่ปัจเจกชนคนใดคนหนึ่งใช้ประโยชน์ในพื้นที่เพื่อทำกินดำรงชีพ พร้อมกับชุมชนจะมีหน้าที่ที่ต้องรักษาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้นๆ ด้วย

แต่รัฐบาลปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น “นาแปลงรวม” ซึ่งประชาชนกังวลกับ “เงื่อนไขที่ไม่แน่นอน”!!!

“หลักการของโฉนดชุมชนคือการรองรับสิทธิ์ของชุมชน ให้ชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากที่ดิน แต่หลักแปลงรวมของ คสช. บอกว่าเป็นการอนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในที่ดินร่วมกัน ใช้ประโยชน์แต่ไม่ได้บอกให้บริหารจัดการ อนุญาตกับการรองรับสิทธิ์นี่ต่างกันนะ อนุญาตนี่สิทธิ์ยังอยู่ที่ป่าไม้นะ เขาจะยกเลิกหรือกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไรก็ได้แต่ถ้ารองรับสิทธิ์บริหารจัดการของชุมชนก็จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขหนึ่งห้ามขยายพื้นที่ออกไป สองห้ามขายพื้นที่นี้ให้กับคนภายนอก ถ้าทำไม่ได้ก็โดนยกเลิกสิทธิ์ ชุมชนเขาก็จะต้องบริหารจัดการให้ได้”

ประยงค์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีข้อเสนออื่นๆ เช่น ดำเนินนโยบายอย่างเป็นธรรม อาทิ พื้นที่ใดที่มีชุมชนอยู่อาศัยมาก่อนใช้นโยบายเขตป่าสงวนในปี 2545 ซึ่งมีการใช้ภาพถ่ายทางอากาศเป็นครั้งแรก ให้รับรองสิทธิ์ของชุมชนนั้นทันที, พื้นที่ใดที่พบว่ามีชุมชนมาตั้งแต่ปี 2545-2554 ซึ่งมีการใช้ภาพถ่ายทางอากาศเป็นครั้งที่สอง ให้ใช้ประโยชน์ต่อไปได้ภายใต้เงื่อนไข “เกษตรแบบยั่งยืน” ห้ามปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ทำลายระบบนิเวศน์

ส่วนพื้นที่ที่พบหลังจากปี 2554 ให้ถือว่าเป็นพื้นที่บุกรุกต้องได้รับการฟื้นฟูเป็นป่าธรรมชาติ โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมดูแล รวมถึง ดำเนินการตามสภาพความเป็นจริงเช่น จังหวัดใดที่มีพื้นที่ป่าถึงร้อยละ 40 หรือมากกว่า ตามเป้าหมายของ คสช. อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปดำเนินการใดๆ อีก

จากปัญหาที่เกิดขึ้น เตือนใจดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่า ที่ผ่านมา กสม. ทุกชุด มีนโยบายส่งเสริมและผลักดัน “สิทธิ์ของชุมชน” มาโดยตลอด โดยเฉพาะประเด็น “การมีส่วนร่วม” ของภาคประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากร “ดิน-น้ำ-ป่า”ซึ่ง กสม. จะมีกำหนดการร่วมหารือกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) เกี่ยวกับนโยบายทวงคืนผืนป่า ในวันที่ 29 เม.ย. 2559 นี้

“นโยบายทวงคืนผืนป่าโดยเจตนารมณ์แล้วเป็นสิ่งที่ดี เพราะท่านนายกเองก็ได้ไปประชุมที่สหประชาชาติเมื่อปลายปี 2558 ว่าด้วยสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการใช้ทรัพยากรที่ยั่งยืน ท่านนายกได้ออกคำสั่งที่ 64 และ 66 ซึ่งคำสั่ง 66 นั้นบอกว่าต้องไม่กระทบต่อคนจนผู้ยากไร้ แต่การตีความและปฏิบัติอาจทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ซึ่ง 29 เมษานี้ ทางอนุสิทธิชุมชนก็ได้เชิญ กอ.รมน. มาหารือเรื่องนโยบายทวงคืนผืนป่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรทั่วประเทศเลย น่าจะมีแนวทางอื่นที่ไม่ใช่การตัดฟันพืชผลที่ชาวบ้านปลูก แต่อาจจะถือว่าพืชผลนั้นเป็นของรัฐแต่ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มต้นไม้ไม่ใช่ทำลายต้นไม้” กก.สิทธิฯ กล่าวทิ้งท้าย

แม้จะเข้าใจได้ว่าป่าไม้เป็นทรัพยากรสำคัญที่ต้องอนุรักษ์ แต่แนวทางปฏิบัติของภาครัฐมักไม่ค่อยแยกระหว่าง “นายทุนรายใหญ่” กับ “ชาวบ้านตัวเล็กๆ” อีกทั้งไม่เข้าใจวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับพื้นที่ป่า และมักกล่าวหาว่าคนกลุ่มนี้ “ทำลายสิ่งแวดล้อม” อยู่เสมอ ซึ่งการเปลี่ยนแนวทางเน้นคัดกรองให้มากขึ้นน่าจะดีกว่า

เพราะจะเป็นการ “คืนความสุข” ให้กับประชาชนดังเป้าหมายของ คสช. และรัฐบาลอย่างแท้จริง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM