‘โรงเรียนบ้านห้วยเป้า’ การต่อสู้เพื่อให้รอดถูกยุบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/211339

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ขึ้นชื่อว่า “การศึกษา” เชื่อว่าทุกรัฐบาลให้ความใส่ใจเพราะเป็นเรื่อง “อนาคตของชาติ” เห็นได้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทุกคนต่างพยายามออกนโยบายที่เชื่อว่าเหมาะสม รวมถึงบางยุคบางสมัยที่มีแนวคิด “ยุบและควบรวมโรงเรียน” เนื่องจากเห็นว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียนและครูจำนวนน้อย

ทำให้การจัดการเรียนการสอนอาจจะทำได้ไม่ดีนัก!!!

ถึงกระนั้นในช่วงเวลาดังกล่าว ก็มีเสียงคัดค้านนโยบายนี้อยู่ไม่น้อย เพราะโรงเรียนกลุ่มเสี่ยงมักเป็นโรงเรียนในพื้นที่ชนบท หากถูกยุบจะทำให้เด็กต้องเดินทางไปเรียนไกลขึ้น แม้จะมีการจัดรถรับส่งไว้ให้ก็ตาม เด็กก็จะต้องตื่นแต่เช้าและกลับบ้านมืดค่ำ อีกทั้งครอบครัวใดที่เด็กต้องช่วยพ่อแม่ผู้ปกครองทำงานที่บ้าน การต้องไปเรียนไกลๆ อาจกระทบต่อหน้าที่ดังกล่าว ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองไม่อยากส่งลูกไปเรียน

เด็กก็จะเสียโอกาสได้รับการศึกษาตามวัย!!!

ไม่นานนี้ “สกู๊ปแนวหน้า” ติดตามคณะของ “สมัชชาเครือข่ายปฏิรูปการศึกษา” ไปยัง โรงเรียนบ้านห้วยเป้า เทศบาลทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ที่นี่เราพบกับ สฤษดิ์ สุภาเลิศ ปลัดเทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง ซึ่งรับหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” กับการถูกยุบ

สฤษดิ์ สุภาเลิศ

“ปลัดสฤษดิ์” เล่าย้อนไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน ช่วงที่รัฐบาลขณะนั้นมีนโยบายยุบและควบรวมโรงเรียน ซึ่ง รร.บ้านห้วยเป้า
แห่งนี้ที่สอนระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 ก็ถือเป็น “กลุ่มเสี่ยง” ในการถูกยุบเช่นกัน เพราะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก และนักเรียนลดน้อยลงเรื่อยๆ จึงมีแนวคิดว่าจะต้องทำให้โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนเพิ่มขึ้นให้ได้

“เราต้องสร้างแรงดึงดูดให้คนมาเรียนเพิ่ม สร้างอย่างไรล่ะ? ก็ต้องสร้างคุณภาพ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อะไรแบบนี้ ถามว่ายากไหม? ผมว่าถ้าตั้งใจจริงๆ มันก็ไม่ยาก”

ปลัดคนเก่งรายนี้ กล่าว ซึ่งเบื้องต้นต้องขอบคุณบรรดา “หนุ่มสาวผู้มีจิตอาสา” เพิ่งจบปริญญาตรีหมาดๆ แต่ยินดีมาเป็นครูโดยรับเงินเดือนเพียง “ค่าจ้างขั้นต่ำ” เดือนละ 9,000 บาทเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เมื่อรวมกับครูที่เป็นข้าราชการบรรจุเข้ามาแล้วจึงมีครูครบทุกวิชา

และ ณ วันนี้ “ครูอาสา” กลุ่มดังกล่าว ส่วนใหญ่ยังอยู่กันด้วยใจที่ “เต็มร้อย”!!!

“ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กใหม่ๆ ครับ พวกนี้อุดมการณ์เขายิ่งใหญ่มาก พวกนี้เป็นเด็กในพื้นที่ จบราชภัฏเชียงใหม่บ้าง มช. (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) บ้าง แล้วเด็กพวกนี้อยู่ทนครับส่วนใหญ่ไม่มีใครออก นี่ก็อยู่กันเป็นปีแล้วครับ มีบางคนเท่านั้นที่อยู่แล้วไม่มีความสุขก็ออกไป” ปลัดสฤษดิ์ ระบุ

ด้าน เอกพันธ์ พรมวังขวา ข้าราชการครู รร.บ้านห้วยเป้า (สอนวิชาภาษาไทย) กล่าวว่า เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้โรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้มีมาตรฐานการศึกษาที่ดีขึ้นจนไม่เป็นกลุ่มเสี่ยงถูกยุบ มาจากการจัดหลักสูตรที่นำ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” เข้ามาเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย เช่น กิจกรรม “หญ้าแฝก-ปั่นฝ้าย” ทำให้นักเรียนเกิดความสนุกสนาน รวมถึงด้วยความที่นักเรียนของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กไทยหรือเด็กจากกลุ่มชาติพันธุ์เผ่าต่างๆ ล้วนมีรากฐานทาง “พุทธศาสนา” ที่ค่อนข้างเข้มแข็งจากครอบครัว ทำให้ทุกเช้าโรงเรียนจึงจัดให้นักเรียน “นั่งสมาธิ” ก่อนเริ่มเรียน

เมื่อผู้เรียนทั้ง “มีความสุข” และ “จิตใจสงบ” ผลการเรียนก็ย่อม “ดีขึ้น” ไปโดยปริยาย!!!

“เด็กเมื่อได้เรียนเกี่ยวกับท้องถิ่นเขาเกิดความสนุกเกิดความสุข เขาก็ไม่เครียดที่จะเรียนในหลักสูตรของ 8 กลุ่มสาระ แล้วที่นี่เราเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ ก่อนเรียนตอนเช้าเรานั่งสมาธิ หรือวันสำคัญต่างๆ เรามีกิจกรรมทำบุญตักบาตร มีพระมาเทศน์ที่โรงเรียน เพราะเด็กที่นี่เป็นพุทธหมดครับ แล้วโรงเรียนเราไม่แพ้ใครครับ สอบโอเนตครั้งที่ผ่านมาเราอยู่อันดับ 5 ของอำเภอเชียงดาว”

ครูเอกพันธ์กล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ขณะที่ปลัดสฤษดิ์ กล่าวเสริมถึงกิจกรรมปลูกและใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกอันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านห้วยเป้า ว่าครั้งหนึ่งเคยไปได้รับรางวัลการประกวดนวัตกรรมจากหญ้าแฝก ที่จัดโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มาแล้ว

อาคารเรียน รร.บ้านห้วยเป้า

เมื่อถามว่าเหตุใดจึงสนใจและทุ่มเทด้านการศึกษาเป็นพิเศษ ทั้งที่งานในฐานะปลัดเทศบาลก็มากอยู่แล้วปลัดสฤษดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองมักเน้นแต่การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน อาคารต่างๆ ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าการสร้างสิ่งก่อสร้างแบบนี้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 4 ปีของสมัยเลือกตั้งหนึ่ง สามารถใช้เป็นผลงานได้ ขณะที่การพัฒนาการศึกษา หรือการ “สร้างคน” กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปีขึ้นไป แต่ถึงกระนั้นก็อยากให้ฝ่ายการเมืองของแต่ละท้องถิ่น หันมาใช้งบประมาณเพื่อพัฒนาการศึกษาให้มากขึ้น

“คือผมเห็นฝ่ายการเมืองสมัยเดิมๆ เขาไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการศึกษามากนัก ผมในฐานะข้าราชการประจำก็อยากจะพัฒนาการศึกษา คือผมไม่ต้องไปหาเสียง แต่ฝ่ายการเมืองเขาภายในปีสองปีเขาต้องมีผลงาน หรือ 4 ปีเขาต้องมีผลงานเท่าไร ตัวชี้วัดเขาเห็นง่าย

แต่ตัวชี้วัดทางการศึกษามันยาก โน่น 5 ปี 7 ปี ผมเลยเลือกมาส่งเสริมตรงนี้ดีกว่า ผมไม่ต้องหาเสียง ฝากถึงท้องถิ่นอื่นๆ ท่านต้องพยายามไม่มองในโครงสร้างพื้นฐานให้มันเยอะเกิน ต้องยอมรับว่ามันเห็นผลช้า แต่ถ้าเราทำดีกับลูกหลาน จะกี่สมัยผมก็เชื่อว่าเขาจะเลือกท่านแน่นอน” ปลัดสฤษดิ์ ฝากทิ้งท้าย

แม้วันนี้การต่อสู้เพื่อไม่ให้ รร.บ้านห้วยเป้า ถูกยุบจะจบลงไปแล้ว แต่ปัญหาที่ยังรอการแก้ไขในระยะยาว คือการหาครูที่เป็นข้าราชการประจำมาบรรจุให้ครบทุกชั้นและทุกกลุ่มสาระวิชา ซึ่งจะทำให้โรงเรียนสามารถยืนได้อย่างมั่นคงมากกว่าการใช้ครูอัตราจ้างเป็นหลักอย่างในปัจจุบัน

จึงมีข้อเสนอแนะจากผู้บริหารโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะขอ “ใช้บัญชีร่วม” ของครูที่สอบได้และขึ้นทะเบียนไว้กับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้โรงเรียนสังกัด อปท. จะได้หาครูมาบรรจุได้ครบชั้นและครบทุกวิชา และจูงใจให้ผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้เลือกมาอยู่กับท้องถิ่น เพราะมีงาน “มั่นคง” ในฐานะข้าราชการประจำ ไม่ใช่เพียงครูอัตราจ้างที่อนาคตไม่แน่นอน

เมื่อโรงเรียนมีครูครบและเป็นครูที่มีขวัญกำลังใจดี..การเรียนการสอนก็จะมีคุณภาพในที่สุด!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ส่องพฤติกรรม‘รักการอ่าน’ อ่านเพิ่มก็มาก-‘อ่านไม่ออก’ก็เยอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/211217

วันพุธ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด”

หนึ่งในประโยคฮิตที่เผยแพร่อย่างรวดเร็วเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในความหมายประชดประชัน เป็นมุขตลกกับความ “ขี้เกียจอ่าน” ของคนทั้งในสังคมออนไลน์และสังคมจริง จนมีวลีฮิต “ขอแค่ 3 บรรทัด”…

ด้วยความที่ขี้เกียจอ่านนี้ ทำให้เกิดความกังวลในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้เพื่อ “ประเทืองปัญญา” ของคนไทยที่น้อยลงไป แต่เมื่อเร็วๆ นี้มีข้อมูลใหม่…

ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 44 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 14 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำนักอุทยานการเรียนรู้ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกันเปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนไทย ที่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 55,920 ครัวเรือน พบว่า ปี 2558 ที่ผ่านมา คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเป็น 66 นาทีต่อวัน จากปี 2556 ที่อ่านเพียง 37 นาทีต่อวัน

ผลสำรวจทำให้วาทกรรม “คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด” ถูกหักล้างลงไป แต่ใช่จะ “วางใจ” ได้ตัวเลขที่สวยหรูนี้อาจ “วูบ” ลงได้ เพราะนโยบายส่งเสริมการอ่านของไทยคล้ายจะ “ไม่ตรงจุด” และมี “ตัวเลขอันตราย” ที่บ่งบอกว่ามีคนไทยอีกมากที่ “อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้” …

“ปัทมา อมรสิริสมบูรณ์” ผู้อำนวยการสำนักสถิติสังคม กล่าวว่า ปี 2558 เป็นปีแรกที่ขยายคำนิยามการสำรวจพฤติกรรมการอ่านของคนไทยครอบคุลมถึงการอ่านข้อความในสื่อออนไลน์ ยกเว้นการอ่านข้อความเพื่อการสนทนาหรือติดต่อสื่อสาร จากเดิมที่สำรวจเฉพาะการอ่านหนังสือ และบทความทุกประเภทที่เป็นรูปเล่มเท่านั้น

ที่น่าสนใจ คือ ประเภทหนังสือที่อ่านมากที่สุด คือ หนังสือพิมพ์ ร้อยละ 67.3 รองลงมา คือ ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ SMS และอี-เมล์ ร้อยละ 51.6 และแม้ “สื่อสังคมออนไลน์” จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่ผู้อ่านยังนิยมอ่าน “หนังสือเล่ม” มากที่สุดร้อยละ 96.1 รองลงมา คือ อ่านจากสื่อสังคมออนไลน์ร้อยละ 45.5 และอ่านจากเว็บไซต์ ร้อยละ 17.5

อย่างไรก็ตาม มีประชากรวัย 6 ปีขึ้นไป ร้อยละ 22.3 หรือ 13.9 ล้านคน ที่ “ไม่อ่านหนังสือ” เพราะชอบดูโทรทัศน์มากกว่า ร้อยละ 41.9 รองลงมา คือ ไม่ชอบอ่านหรือไม่มีเวลาอ่าน ร้อยละ 24 และอ่านไม่ออก ร้อยละ 20.6 เมื่อแยกตามช่วงอายุ พบว่า เด็กอายุ 6-14 ปีไม่อ่าน เพราะชอบดูโทรทัศน์ ร้อยละ 36.7 รองลงมา คืออ่านไม่ออก ร้อยละ 34.7, วัยเยาวชน อายุ 15-24 ปีและวัยทำงาน อายุ 25-29 ปี ไม่อ่านเพราะชอบดูโทรทัศน์ ร้อยละ 40 และวัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่อ่านเพราะสายตาไม่ดี ร้อยละ 43

ที่น่าตกใจ คือ ประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปที่“อ่านออก-เขียนได้” ลดลงจากปี 2556 เดิมอยู่ที่ร้อยละ 94.1 เป็นร้อยละ 93

“การไม่อ่านหนังสือของเด็กวัย 6-14 ปี เป็นข้อมูลที่น่าตกใจ เพราะมีสาเหตุจากอ่านไม่ออกถึงร้อยละ 34.7 เป็นตัวเลขอันตราย เพราะสะท้อนถึงคุณภาพการศึกษา ขณะที่ผู้ใหญ่บางส่วนไม่อ่านหนังสือให้เด็กฟัง เพราะคิดว่าเด็กยังเล็กเกินไป หรือไม่มีเวลาอ่านให้ฟัง ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะอ่านจากหนังสือเล่ม หรือออนไลน์ ล้วนเป็นแหล่งความรู้ หากเริ่มปลูกฝังตั้งแต่วันนี้ อนาคตของชาติจะมีคุณภาพดีขึ้น” ปัทมา กล่าว

ด้าน “สุดใจ พรหมเกิด” ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า การส่งเสริมการอ่านที่ได้ผลในเด็กเล็ก คือ “การอ่านแบบมีความสุข” สร้างความรื่นรมย์ให้แก่เด็ก ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา และทักษะการเรียนรู้ให้แก่เด็กเล็ก ที่ผ่านมาองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับส่งเสริมการอ่านได้ดำเนินการมาอย่างยาวนาน แต่ “ไม่ตรงจุด” เพราะความจริงการรณรงค์รักการอ่านต้องให้เด็กอ่านอย่างมีความสุข และแยกการอ่านหนังสือเรียนออกไปด้วย

ขณะที่ผู้จัดพิมพ์หนังสืออย่าง “จรัญ หอมเทียนทอง” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย(PUBAT) ระบุว่า แม้จากสถิติจะพบว่าคนไทยอ่านเพิ่มขึ้น แต่การ “อ่านหนังสือเล่ม” ไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันวัยรุ่นไทยหันไปอ่านผ่านแท็บเลต หรือ “สมาร์ทโฟน” มากขึ้น โดยสมาคมฯพบว่าพฤติกรรมการซื้อหนังสือเล่มของคนไทยอยู่ที่เฉลี่ยปีละ 4 เล่ม กลุ่มที่ซื้อมากที่สุดจะมีอายุต่ำกว่า 20 ปี โดยซื้อปีละ 9 เล่ม ในจำนวนนี้แบ่งเป็น หนังสือการ์ตูนภาพวาดประกอบ และคู่มือเตรียมสอบ รองลงมา คือ กลุ่มอายุระหว่าง 21-30 ปีซื้อเฉลี่ยปีละ 6 เล่ม และลดจำนวนลงเรื่อยๆ ในกลุ่มที่มีอายุมากขึ้น

เขายังสะท้อนภาพนโยบายส่งเสริม “รักการอ่าน” ที่มีผลต่อแวดวงหนังสือ ว่า การพยายามส่งเสริมการรักการอ่านของรัฐบาลชุดต่างๆ เห็นมีการพูดถึงกันมาก แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นเป็นผลรูปธรรม ที่ผ่านมา “ดีแต่พูด” พอจะส่งเสริมก็ทำอะไร…ประกวดหนังสือ??? ไม่เกิดประโยชน์ เรื่องการส่งเสริมการอ่านเราเห็นเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จจากการ “สร้างชาติ” จากการอ่านได้ ก็อยากทำอย่างเขา อ้างว่ามีโครงการนั้นๆ แต่ไม่ได้ทำจริงจัง ทำให้การส่งเสริมเรื่องนี้ยังคง “หลงทาง”

“คนไทยรุ่นใหม่” ยังไม่ทิ้งการอ่านหนังสือเสียทีเดียว จึงเป็น “โอกาส” ที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันส่งเสริมการอ่านหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการปลูกฝังให้มีนิสัยรักการอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก เพื่อให้อัตราการอ่านและการใช้เวลาในการอ่านของคนไทยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะ “การอ่าน” เป็นกระบวนการ “สะสมทุนมนุษย์” ที่สำคัญ โดยเฉพาะใน “ยุคสังคมอุดมปัญญา”

SCOOP@NAEWNA.COM

‘เครื่องดื่มชูกำลัง’ โด๊ปเกิน…ระวังถึงตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/211051

วันอังคาร ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เครื่องดื่มชูกำลัง” กลายเป็นของคู่กับมนุษย์แทบจะทุกสาขาอาชีพ ทั้งแรงงานกรรมกร-เกษตรกรผู้ใช้ร่างกายแบกหามหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน, คนขับรถที่ต้องควบคุมยวดยานพาหนะเป็นระยะทางไกลๆ, รปภ. ที่ต้องเข้าเวรดึกๆ ดื่นๆ, ชาวออฟฟิศที่สายตาต้องจับจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ รวมถึงนักเรียน-นักศึกษาที่อยู่กับตำรับตำราและรายงานเพื่อเตรียมตัวสอบ

เพราะทุกคนต่างมี “หน้าที่” และ “เป้าหมาย” ที่ต้องทำให้สำเร็จ!!!

แม้จะแลกกับการ “ฝืนขีดจำกัด” ของร่างกาย..มากสักเพียงใดก็ตาม!!!

ด้วยยุคสมัยที่ต้องเร่งรีบแข่งขัน บรรดา “ยาโด๊ป” สารพัดแบบจึงกลายเป็นของที่ผู้คนแทบจะขาดไม่ได้ ทว่าบางกรณีก็กลายเป็นเรื่องเศร้า เช่น เหตุสลดที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา หนุ่มแดนซามูไรวัยยี่สิบเศษรายหนึ่งเสียชีวิตเพราะได้รับสารกาเฟอีนเกินขนาด และผลชันสูตรศพจากแพทย์ระบุว่า ผู้ตายดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเป็นประจำ รวมถึงรับประทานยาแก้ง่วงที่มีส่วนผสมของกาเฟอีนเข้าไปด้วย ประกอบกับบิดามารดาของผู้ตายยืนยันว่าผู้ตายไม่มีโรคประจำตัว แต่ขยันทำงานมากชนิด “หามรุ่งหามค่ำ” ทำให้มีเวลาพักผ่อนน้อย

บทความ “เครื่องดื่มชูกำลัง มีประโยชน์หรือโทษมากกว่ากัน รู้หรือไม่??” เขียนโดย ศ.(กิตติคุณ)นพ.เทพ หิมะทองคำ ที่ปรึกษาสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ในเครื่องดื่ม 1 ขวด นอกจากมีกาเฟอีนที่มีเท่ากันเป็นหลักแล้ว ยังมีส่วนประกอบอีก 3 ตัวที่พบในทุกยี่ห้อ คือ ทอรีน อินโนซิทอล และซูโครส (น้ำตาลทราย) ส่วนที่มีในบางยี่ห้อ ได้แก่ พวกวิตามินต่างๆ ทั้ง วิตามินบี 6 (ไพริด็อกซินไฮโดรคลอไรด์) วิตามินบี 12 (ไซยาโนโคบาลามิน) วิตามินบี 5 (แพนโทธินนอล) วิตามินซี ตลอดจนน้ำผึ้ง ไลซีน โคลีน กรดซิตริกแอซิด ฯลฯ

ซึ่งสำหรับกาเฟอีน ปริมาณที่รับได้ 100-500 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ที่อยู่ในขนาดให้ผลก็คือ 200 มิลลิกรัม หากได้รับในขนาด 50-200 มิลลิกรัม จะกระตุ้นทำให้ไม่ง่วงนอน ตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า สดชื่น แต่ถ้าได้รับมากถึง 200-500 มิลลิกรัม อาจมีอาการกระวนกระวาย มือสั่น นอนไม่หลับ และยิ่งถ้าเกิน 1,000 มิลลิกรัม จะทำให้มีอาการกระสับกระส่าย กระวนกระวาย หัวใจเต้นเร็ว คลื่นไส้ เบื่ออาหาร

สอดคล้องกับที่ ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวกับ “สกู๊ปแนวหน้า” ว่า เครื่องดื่มชูกำลังเป็นเครื่องดื่มผสมกาเฟอีน (Caffeine) ซึ่งเป็นสารกลุ่มอัลคาลอยด์ (Alkaloid) ที่มีได้ทั้งในธรรมชาติและการสังเคราะห์ ในธรรมชาติพบได้ในเมล็ดกาแฟ ผงโกโก้ และใบชา มีสรรพคุณกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัว อย่างไรก็ตาม กาเฟอีนก็เป็นสารที่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายหากบริโภคมากเกินไป

“โดยปกติแล้วคนเราจะต้องได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ หากดื่มเครื่องดื่มชูกำลังแล้วไม่ได้พักผ่อนร่างกายจะอ่อนเพลีย ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมาจากตัวการใช้กาเฟอีนก็จะทำให้ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ มือสั่น กระสับกระส่ายและปัสสาวะบ่อย และไม่ควรบริโภคกาเฟอีนเกินวันละ 250 มิลลิกรัม ในเครื่องดื่มชูกำลังก็กำหนดในปริมาณว่า 1 ขวดจะได้มีไม่เกิน 50 มิลลิกรัม หรือควรกินไม่เกินวันละ 2 ขวด”

รองเลขาธิการ อย. กล่าว ทั้งนี้ตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 214 (พ.ศ.2543) เครื่องดื่มชูกำลังจะมีกาเฟอีนได้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อขนาดรับประทาน นั่นหมายความว่าไม่ว่าจะเป็นขวดขนาด 100 ซีซี หรือ 150 ซีซี จะมีปริมาณกาเฟอีนเท่าๆ กัน คือ 50 มิลลิกรัม หรือไม่น้อยกว่า บวกลบร้อยละ 20 ของฉลากระบุ

ส่วนประเด็นที่มีข้อสงสัยว่า เหตุใดบางคนจึงดื่มได้ 3-4 ขวดแล้วไม่เห็นมีอาการอะไร? ภก.ประพนธ์ อธิบายว่า เป็นเพราะว่าการตอบสนองของร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน คล้ายกับ “กาแฟ” ที่บางคนอาจจะดื่มไม่ได้เลย หรือบางคนดื่มแค่ 1 แก้วก็ใจสั่นเต้นรัวแล้ว จึงไม่สามารถบอกได้ว่าแต่ละคนควรจะบริโภคในปริมาณเท่าใด ทำให้ต้องมี “ค่าเฉลี่ยกลาง” ออกมาเป็นคำเตือน

เป็นที่มาของประโยคคุ้นหู “ห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด โปรดอ่านคำเตือนบนฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง”!!!

ภก.ประพนธ์ ย้ำว่า กาเฟอีนมีผลต่อระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป เช่น ที่ปริมาณ 150-250 มิลลิกรัม ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะกาเฟอีนจะไปกระตุ้นระบบการทำงานของประสาทส่วนกลางให้กล้ามเนื้อหัวใจ เกิดสภาวะเร่งการบีบตัวของหัวใจและหลอดเลือด อาจทำให้หัวใจวาย

นอกจากนี้ คนบางกลุ่มยังต้อง “ห้ามเด็ดขาด” สำหรับการดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง เช่น คนเป็นโรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดและสตรีมีครรภ์ เป็นต้น เพราะโดยปกติแล้วร่างกายของเรามีการขับถ่ายของเสียที่ตับและไตเป็นหลัก หากมีอาการของโรคตับและไตก็ไม่ควรดื่มกาเฟอีนเข้าไปซ้ำเติมความไม่แข็งแรงของร่างกาย

และ “สำคัญที่สุด” ไม่ว่าจะมีสุขภาพแบบใด “พักผ่อนให้เพียงพอ” ยังจำเป็นอยู่เสมอ!!!

“สำหรับคนที่ทำงานหนักแล้วต้องพึ่งเครื่องดื่มชูกำลัง อย่างน้อยควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้สัก 6-8 ชั่วโมง เพราะเวลาสภาพร่างกายไม่ไหวก็จะสะท้อนออกมาในรูปของการง่วงหาวและเกิดอ่อนเพลีย หากร่างกายแสดงอาการออกมาแบบนี้แสดงว่าร่างกายต้องการที่จะพักผ่อน ฉะนั้นอย่าไปฝืน เพราะยิ่งเอาสารพวกกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางเข้าไปก็เหมือนไปกระตุ้น คล้ายกับว่าเชือกมันตึงแล้วเราไม่ผ่อนเชือก นานๆไปเชือกมันอาจจะขาดได้” รองเลขาธิการ อย. ฝากทิ้งท้าย

แม้จะเข้าใจได้ว่าเหตุที่มนุษย์ต้องยอม “ฝืนสังขาร” ของตนเองเพื่อแลกกับบางสิ่งบางอย่าง “ต้องทำให้ได้ ต้องทำให้สำเร็จ” จะเหนื่อยล้าสักแค่ไหนก็พร้อมตาม ก็เพราะต้องการอยู่รอดให้ได้ในกระแสแห่งการแข่งขันอันเชี่ยวกราก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า “ขนาดเครื่องจักรยังต้องมีเวลาพัก” หากใช้งานเกินกำลังก็จะชำรุดเสียหาย ซึ่งเครื่องจักรเสียหายยังพอหาอะไหล่มาซ่อมมาเปลี่ยนได้ไม่ยาก แต่ร่างกายคนนั้น “เปราะบาง” กว่านั้นมาก หากเจ็บป่วยทรุดโทรม กว่าจะรักษาให้หายก็ใช้เวลานาน เสียค่าใช้จ่ายสูง ซ้ำร้ายบางครั้งก็ไม่หายขาด กลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรังไป

“โด๊ปแค่พอประมาณและมีสติ” น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด!!!

จีรนันท์ แก้วนำ
SCOOP@NAEWNA.COM

วงจร‘ดื่ม-เมา-ขับ-ชน-ตาย’ ‘จริงจัง-เข้มงวด’ลดสูญเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/210914

วันจันทร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ถนนเมืองไทยไม่ต่างอะไรกับสนามรบ..คำกล่าวนี้คงไม่เกินจริงนัก หลังข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประเทศไทยมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน “สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก” เป็นรองเพียงแค่ “ลิเบีย” (Libya) ซึ่งขณะนี้ก็ยังคงมีสงครามกลางเมืองระหว่างกองกำลังติดอาวุธกลุ่มต่างๆ โดยไทยนั้นมีอัตราการเสียชีวิต 36.2 คนต่อประชากร 1 แสนคน ส่วนลิเบียนั้นอยู่ที่ 73.4 คนต่อประชากร 1 แสนคน

สำหรับคนไทย เรื่องราวเหล่านี้อาจจะดู “ชินชา” ไปแล้ว โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางหนาแน่นอย่างปีใหม่และสงกรานต์ สถิติ “7 วันอันตราย” ทุกครั้งตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่หลัก “หลายร้อย” ส่วนผู้บาดเจ็บก็หลัก “หลายพัน” บางปี
เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ และแม้บางปีจะลดลงบ้าง แต่ยอดความสูญเสียก็ยังถือว่าสูงด้วยจำนวนข้างต้น ทั้งที่จริงๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้น่าจะสามารถลดให้เหลือน้อยที่สุดได้

เพราะสาเหตุสำคัญที่แถลงกันทุกปี..หนีไม่พ้น “ดื่ม-เมา-ขับ”!!!

เวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานวิชาการ “ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อมาตรการปกป้องสิทธิและคุ้มครองความปลอดภัยในการใช้ถนนร่วมกัน (กรณีเมาไม่ขับ)” 22 มี.ค. 2559 ณ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค ชั้น 16 ถ.แจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ที่นี่มีการนำเสนอความเห็นหลายประการ เพื่อ “ปฏิรูป” ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดื่มแล้วขับ ต้นเหตุของอุบัติเหตุบนท้องถนน

ประการแรก..มาตรการ “เมาขับจับยึดรถ” ที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 ที่ผ่านมา ได้รัเสียง “ชื่นชม” เพราะสามารถลดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับอย่างได้ผลน่าพอใจ โดย นนทจิตร เนตรพุกกณะ ผู้อำนวยการกองกิจการชุมชนและบริการสาธารณะ กรมคุมประพฤติ กล่าวว่า มาตรการเมาขับจับยึดรถ ถือเป็นมาตรการที่ดี แต่หากจะให้ได้ผลอย่าง “ยั่งยืน” ก็ต้อง “ทำทั้งปี” ไม่ใช่แต่เพียงช่วงเทศกาลเท่านั้น

เพราะหากทำอย่างต่อเนื่อง..ย่อมสร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนได้!!!

“ช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าพอเมาสุราขับรถก็ยึดรถเลย เพียงแต่มันอาจจะเป็นช่วงวันเริ่มต้น เลยทำอะไรได้ไม่ชัดเจน แต่ถ้าทำต่อเนื่อง อย่างในช่วงปกตินี่ถ้าตรวจเจอว่าเมาก็ยึดรถเลย ให้เห็นเป็นรูปธรรม” นายนนทจิตร กล่าว

ซึ่งหากย้อนไปในห้วงเวลาหลัง 7 วันอันตรายใหม่ๆ ในครั้งนั้น กฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า สาเหตุหลักของอุบัติเหตุบนท้องถนนช่วง 7 วันอันตรายส่งท้ายปีเก่า 2558-ต้อนรับปีใหม่ 2559 เปลี่ยนไป จากเดิมที่อันดับ 1 คือดื่มแล้วขับมาตลอดทุกปี แต่ปีนี้ลงไปอยู่ในอันดับ 2 โดยการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กลายมาเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุมากที่สุดแทน

ประการที่สอง..ปัจจุบันตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2557 ระบุว่า ผู้ใดไม่ยอมตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ให้ถือว่าเข้าข่ายขับรถในขณะมึนเมา อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวใช้เฉพาะ “ด่านตรวจบนถนน” เท่านั้น

แต่กรณีเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ยานพาหนะ ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่สามารถร้องขอให้แพทย์ช่วยตรวจเลือดคนขับรถที่เข้ารับการรักษาตัวได้หรือไม่? และอย่างไร? ประเด็นนี้ นพ.ธนะพงศ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ต้องมีอำนาจ “ตรวจเลือด”ผู้ขับขี่ที่รักษาตัวอยู่ภายในเวลาที่ไม่ช้าจนเกินไป เพื่อหาปริมาณแอลกอฮอล์และสารเสพติด

จึงต้องมี “แบบฟอร์ม” สำหรับยื่นคำร้องขอ..เพื่อให้มี “ลายลักษณ์อักษร” ไว้เป็นหลักฐาน!!!

“แนวทางปฏิบัติมันยังไม่ถูกระบุไว้ชัด หนึ่งคือพนักงานสอบสวนต้องร้องขอให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเจาะเลือดตรวจภายในเท่าไหร่? ด้วยแบบฟอร์มอะไร? เพราะถ้าร้องขอมันจะกลายเป็นวาจา อย่างกรณีรถเบนซ์ที่เป็นข่าว มีพนักงานสอบสวนได้ร้องขอ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็ถามผู้ป่วย ผู้ป่วยก็ปฏิเสธ ทั้งหมดมันเป็นวาจาหมดเลย แนวทางปฏิบัติตรงนี้มันควรจะถูกกำหนดให้ชัดเจน

สองคือต้องมีแบบฟอร์มหรือเครื่องมือพื้นฐานให้ทุกพื้นที่ปฏิบัติเหมือนกัน ว่าจะมีการตรวจแอลกอฮอล์ด้วยเงื่อนไขต่อไปนี้
ทุกคนก็ใช้แบบฟอร์มนี้ โรงพยาบาลก็เซ็นรับทราบว่าพนักงานสอบสวนได้ร้องขอแล้ว ถ้าเขาปฏิเสธมันก็จะอยู่ในระบบ เป็นหลักฐานชัดเจน” นพ.ธนะพงศ์ ระบุ

ประการที่สาม..ผู้จัดการ ศวปถ. ยกตัวอย่างการทำใบขับขี่ในบางประเทศ จะแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ “มือใหม่” กับ “มือเก่า”
โดยมือใหม่หรือผู้ที่เพิ่งได้รับใบขับขี่ครั้งแรก (เทียบได้กับใบขับขี่ชั่วคราวของไทย) กลุ่มนี้จะถูกจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ให้น้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานปกติ เช่น หากมือเก่ากฎหมายอนุญาตให้มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัม มือใหม่จะต้องอยู่ที่ไม่เกิน 20 มิลลิกรัม เป็นต้น

เพราะทั้ง “วัยวุฒิ” และ “ชั่วโมงบิน” ยังน้อย..!!!

“รถยนต์ส่วนบุคคลในทางสากลเขาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือนักขับหน้าใหม่ หลายประเทศเขาลดปริมาณแอลกอฮอล์ลงมาเท่าตัว เช่นที่แคนาดาหรือออสเตรเลียจะอยู่ที่ 20 มิลลิกรัม แต่ถ้าได้ใบขับขี่แบบสมบูรณ์แล้วก็จะเพิ่มขึ้นมาตามกฎหมายกำหนด อย่างของอเมริกาก็ 80 มิลลิกรัม หรือบ้านเราก็ 50 มิลลิกรัม เพราะกลุ่มหน้าใหม่จะมีความเสี่ยงสูง ทั้งในความเป็นวัยรุ่น และทักษะการขับขี่ที่ยังไม่มากเท่าคนที่มีประสบการณ์ ระดับแอลกอฮอล์จึงต้องต่างจากค่าปกติ” ผู้จัดการ ศวปถ. อธิบาย

และ ประการที่สี่..สถานประกอบการที่เปิดให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ผับ บาร์ ร้านเหล้า ร้านอาหาร) ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมในการป้องกันอุบัติเหตุ นพ.ธนะพงศ์กล่าวว่า ในหลายประเทศ การจะเปิดร้านประเภทนี้ได้ต้องมีมาตรฐานเคร่งครัดพอสมควร

รวมถึงเรื่องมาตรการป้องกัน “ลูกค้าที่เมาสุรา” แล้วออกไปขับขี่ยานพาหนะด้วย!!!

“ถ้าในต่างประเทศ ร้านค้าประเภทที่มีคนมาดื่ม เรื่องรถจะเป็นเรื่องใหญ่ ต้องมีมาตรการควบคุมเหตุที่เกิดขึ้นจากผู้ที่มาดื่มแล้วเอารถมา อันนี้เป็นเงื่อนไขที่จะต้องเกิดขึ้น มันจะทำให้ร้านประเภทนี้เปิดไม่ง่าย ถ้าเปิดแล้วต้องมีความรับผิดชอบสูง” นพ.ธนะพงศ์ ฝากทิ้งท้าย

นอกจาก 4 ข้อหลักนี้แล้ว ยังมีข้อเสนออื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น ในการดำเนินคดีคนเมาแล้วขับรถไปชนผู้อื่นเสียชีวิต ควรพิจารณาแยกเป็น 2 ข้อหา คือข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย กับข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา, การจัดการเครื่องวัดแอลกอฮอล์ประจำด่านตรวจให้เพียงพอ, มาตรการเมาขับจับยึดรถ ควรให้เอกชนเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของตำรวจในการดูแลรักษารถตลอดช่วงที่ยึดไว้ เป็นต้น

นี่ก็ใกล้ 7 วันอันตราย “เทศกาลสงกรานต์” แล้ว..อะไรทำได้ก็น่าจะ “ทำทันที” เพื่อลดความสูญเสีย!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

บุกโรงกษาปณ์ : ส่องที่มาเหรียญ กว่าจะได้แต่ละ‘บาท’…ไม่ง่าย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/210806

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท

อย่าให้ขาด สิ่งของต้องประสงค์…”

โคลงกลอนบทนี้แต่งโดย “สุนทรภู่”ที่สอนให้รู้จักคุณค่าของเงินว่ากว่าจะ “เก็บออม” ได้แต่ละบาท ยากเย็นเช่นไรและหากรู้ “ที่มา” อาจทำให้มองเห็นคุณค่าของมันมากกว่าที่ควรจะเป็น…

เหรียญที่ใช้ในประเทศไทยปัจจุบัน แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.“เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน” หรือเหรียญที่ใช้หมุนเวียนค้าขายในแต่ละวัน มี 8 ชนิดคือ เหรียญ 10 บาท, 5 บาท, 1 บาท, 50 สตางค์, 25 สตางค์และเหรียญที่ผลิตให้เฉพาะธนาคารใช้ทางบัญชีเท่านั้น คือ เหรียญ10 สตางค์, 5 สตางค์ และ 1 สตางค์ 2.“เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก” ผลิตออกใช้ในโอกาสสำคัญ เช่น พระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา มีราคาหน้าเหรียญ ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และ 3.“เหรียญที่ระลึก”ผลิตเฉพาะโอกาสสำคัญไม่มีราคาหน้าเหรียญ ไม่สามารถนำมาใช้จ่ายซื้อของได้ โดยการควบคุมคุณภาพและปริมาณการผลิตเป็นหน้าที่ “โรงกษาปณ์” ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

“น.ส.สมรัก ตั้งในคุณธรรม” ผู้อำนวยการสำนักกษาปณ์อธิบายว่า ลวดลายด้านหน้าและหลังของเหรียญแต่ละชนิด จะผ่านการออกแบบโดย “ช่างประณีตศิลป์” เมื่อออกแบบเสร็จแล้วจะนำแบบที่ได้ไปขยายให้ใหญ่ขึ้นถึง 8 เท่า และส่งต่อไป “ห้องปั้นและหล่อแบบ” ก่อนลงมือปั้นจะมีการ“ลอกลาย” ที่ออกแบบมาแล้วลงบนแผ่นรองปั้น จากนั้นใช้ดินน้ำมันปั้นลงบนแผ่นความสูงไม่เกิน 0.9 มิลลิเมตร เพื่อให้เหมาะสมกับเทคนิคในการผลิตเหรียญกษาปณ์

สำหรับการทำต้นแบบเหรียญค่าเงินต่างๆ จะใช้วิธีเดียวกันคือ “ช่างปั้น” จะปั้นแบบด้วยดินน้ำมัน เสร็จแล้วจะนำไปหล่อเป็น“ปูนปลาสเตอร์” ตกแต่งให้คมชัด แล้วนำแบบหล่อปูนไปหลอมพิมพ์ด้วยพลาสติกเหลว หรือ “แม่แบบอีพ็อกซี่” (epoxy) เพื่อให้ได้ต้นแบบที่ทนทานและเก็บรักษาได้นาน จากนั้นจะนำต้นแบบที่ได้ไปเข้าขั้นตอนที่เรียกว่า “ย่อลาย”

“ย่อลาย” คือ การลอกลายจากต้นแบบที่มีขนาดใหญ่ให้ลงไปอยู่บนแม่พิมพ์ที่มีขนาดเท่ากับเหรียญจริง แล้วนำไปถอนหรือกลับด้านลวดลายโดยใช้แรงกดให้ลึกลงไป จากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-15 เซนติเมตร เหลือเพียง 1-2 เซนติเมตร กลายเป็น “แม่ลาย” เมื่อผ่านการตกแต่งกลึง ชุบแข็ง ขัดผิวหน้า จนกลายเป็นดวงตรา พร้อมสู่การผลิตเหรียญกษาปณ์

“แม่แบบ” หรือแม่ลาย 1 ชิ้น จะมีอายุใช้งาน 1 แสนเหรียญต่อ 1 คู่ คือ ด้านหน้ากับด้านหลัง โดยแม่แบบถูกนำมาใส่เครื่องตีตรา เพื่อประกอบเข้ากับ “เหรียญตัวเปล่า” ที่มีลักษณะกลมแบน ไม่มีลวดลาย ซึ่งส่งตรงจากโรงงานที่ได้รับคัดเลือกส่วนใหญ่มาจากโรงงานเกาหลีในประเทศไทย และเยอรมนีมี “ข้อบังคับ” ว่าแต่ละเหรียญต้องได้ตามมาตรฐาน ใช้ได้กับเครื่องหยอดเหรียญ ตู้น้ำ หรือตู้โทรศัพท์ เป็นต้น

เหรียญ 2 บาท หรือ 5 บาท ที่ประทับตราหน้า-หลังเสร็จแล้ว จะถูกเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องสุ่มหยิบขึ้นมา “ส่องกล้องขยาย” ดูว่ามีตำหนิหรือรอยขูดขีดหรือไม่ แล้วจึงลำเลียงส่งไปยังแผนกบรรจุถุง เพื่อตรวจสอบอีกครั้ง แม้เครื่องรุ่นใหม่จะเป็นคอมพิวเตอร์วัดคำนวณน้ำหนักเหรียญก่อนบรรจุลงถุงได้แต่ยังใช้ “แรงงานคน” คอยตรวจสอบความผิดพลาดมากกว่าใช้เครื่องจักร

“ฝ่ายบรรจุถุง” มีเจ้าหน้าที่เกือบ 30 คน นั่งประจำตำแหน่งตามจุดต่างๆ ทำหน้าที่ตรวจเหรียญจากเครื่องนับ จากนั้นบรรจุใส่ถุงเล็กถุงกลาง และถุงใหญ่ ตามจำนวนที่กำหนด เพื่อส่งต่อไปยัง “ธนาคารแห่งประเทศไทย” หรือหน่วยงานที่ต้องการแลกเหรียญ โดยเหรียญจะถูกผลิตวันละ 5 ล้านเหรียญ เครื่องตีตราผลิตเหรียญได้ 850 เหรียญต่อ 1 นาที

นี่คือ “ศิลปะ” ที่ซ่อนอยู่ใน “เหรียญ” ที่กว่าจะได้แต่ละบาทไม่ง่ายเลย…คุณค่าของมันจึงมากกว่าการเป็นแค่ “เศษสตางค์”

สุนิษา แจ่มสุข
SCOOP@NAEWNA.COM

ห้าม 2 ล้อใช้ ‘สะพาน-อุโมงค์’ ‘เหมาะสม’ หรือ ‘ไม่เป็นธรรม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/210538

วันศุกร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ออกประกาศข้อบังคับห้าม “มอเตอร์ไซค์” หรือจักรยานยนต์ ใช้สะพานข้ามแยก 39 จุด และอุโมงค์ลอดใต้ทางแยก 6 จุด ทั่วกรุงเทพมหานคร ด้วยเหตุผลว่าสะพานและอุโมงค์ดังกล่าวไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรองรับการใช้งานของมอเตอร์ไซค์ เกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุและเกิดปัญหาการจราจร ส่งผลกระทบต่อการใช้รถใช้ถนนโดยรวม

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 31 มี.ค. 2559 เป็นต้นมา!!!

ทว่าหลังประกาศนี้บังคับใช้ เสียงสะท้อนของ “ชาว 2 ล้อ” จำนวนมากเป็นไปในทางเดียวกัน คือมองว่า “ไม่เป็นธรรม” ทั้งการที่สะพาน-อุโมงค์บางแห่งเคยเปิดให้มอเตอร์ไซค์วิ่งขึ้น-ลงได้มานับสิบปี หลายพื้นที่หากไม่ให้ใช้ก็จะต้อง “อ้อมไปกลับรถ” เป็นระยะทางไกล หรือติด “สัญญาณไฟแดง” เป็นเวลานาน รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า ณ วันนี้ มอเตอร์ไซค์มี “สมรรถนะ” ดีขึ้นมาก แต่เจ้าหน้าที่ยังใช้ “หลักคิด” กับมอเตอร์ไซค์เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน

เกิดเป็นความ “คับข้องใจ” จนเกือบถึงขั้น “ชุมนุมประท้วง”!!!

“อาจารย์โห้” ชาติชาย แซ่ลิ้ม ผู้เชี่ยวชาญด้านมอเตอร์ไซค์ และผู้ก่อตั้ง Ho Racing School โรงเรียนสอนขับขี่จักรยานยนต์อย่างมืออาชีพให้สัมภาษณ์กับ “สกู๊ปแนวหน้า” ว่าเหตุที่บรรดาผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ไม่พอใจประกาศดังกล่าว เพราะทำให้การใช้ชีวิตบนท้องถนน “ยากลำบาก” มากขึ้น

ชาติชายกล่าวต่อไปว่า สะพานบางแห่งที่มีลักษณะ “สูงชัน” ไม่เหมาะสมกับมอเตอร์ไซค์เป็นสิ่งที่เข้าใจได้และเห็นด้วยหากจะไม่ให้ข้ามสะพานเหล่านั้น แต่ไม่ใช่ “เหมารวม” สะพานหรืออุโมงค์ทุกแห่งว่าเป็นอันตรายไปเสียทั้งหมด พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า ปกติสะพานข้ามแยกส่วนใหญ่ มอเตอร์ไซค์สามารถ“วิ่งชิดซ้าย” ได้อยู่แล้ว

เป็นการ “เพิ่มภาระ” แก่ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ “เกินสมควร” หรือไม่?!!!

“ถ้าสะพานสูงๆ ลมปะทะแรงๆ ก็ไม่สมควรใช้ แต่บางครั้งพอขึ้นสะพานไม่ได้แล้วต้องไปติดไฟแดงนาน แล้วก็ต้องเลี้ยวซ้ายไปยูเทิร์นอีกเพราะเขาห้ามตรงไป วันนี้เรื่องนี้เรื่องใหญ่มีคนโวยวายเยอะ คนเขาก็บ่นว่าทำไมมอเตอร์ไซค์ข้ามสะพานไม่ได้ ถ้าสะพานยาวๆ ห้ามไปเถอะไม่ต้องข้าม แต่สะพานข้ามไฟแดงไม่ให้ข้าม ไม่รู้ว่าทำเพื่ออะไร? มันก็ไมได้อันตราย ขึ้นก็ไม่เร็ว ทางก็สั้น” ชาติชาย กล่าว

ขณะที่ประเด็นอุบัติเหตุและปัญหาการจราจร กูรูด้านมอเตอร์ไซค์รายนี้ กล่าวว่า ต้องย้อนไปดู “การบังคับใช้กฎหมาย” ไม่ว่ากับรถชนิดใดก็ตามว่า “จริงจังแค่ไหน?” เห็นได้หลายมาตรการที่ออกมา มีลักษณะ “ไฟไหม้ฟาง” แรกๆ ก็ดู “ขึงขัง” เป็นพักๆ แต่ท้ายที่สุดก็ “ปล่อยปละละเลย” เหมือนเดิม

ต่างจากหลายประเทศที่ทั้ง “2 ล้อ” และ “4 ล้อ” ใช้ถนนร่วมกัน..แต่มี “อุบัติเหตุ” ต่ำกว่าไทยมาก!!!

“เราต้องเคร่งครัดเรื่องกฎหมาย แต่ส่วนมากทำกฎหมายออกมา พักเดียวก็เป็นไฟลามทุ่ง ไม่เกิน 3 เดือนหายหมด คือบางคนขึ้นได้ก็ไปเข้าทั้งซ้าย ขวา กลาง แต่ก็เป็นส่วนน้อย คนส่วนใหญ่เวลาขึ้นสะพานเขาก็รู้ตัวว่าต้องชิดซ้ายอยู่แล้ว คือแค่ตามกฎมันก็จบ” กูรูด้านมอเตอร์ไซค์รายนี้ ให้ความเห็น

อีกมุมหนึ่ง ณัฐพงศ์ บุญตอบ ผู้เชี่ยวชาญการสืบสวนอุบัติเหตุเชิงลึก ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เข้าใจเหตุผลของทั้ง 2 ฝ่าย เพราะสะพานข้ามแยกหรืออุโมงค์ลอด จุดประสงค์ที่ออกแบบมาแต่เริ่มแรกคือ “เร่งระบายการจราจร” โดยเฉพาะใน “ช่วงเวลาเร่งด่วน” ดังนั้นจึงมีการใช้ความเร็วในระดับหนึ่ง จึงต้องห้ามยานพาหนะบางประเภทขึ้นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

“ที่เขาห้ามมอเตอร์ไซค์หรือรถตุ๊กตุ๊กสามล้อขึ้น โดยการออกแบบเข้าใจว่ามันอาจจะไปกีดขวางรถคันอื่นที่เขาใช้ความเร็วในระดับที่สูงกว่าทางราบปกติ คือถ้าเข้าทางแยกปกติจะต้องชะลอความเร็ว แต่การข้ามสะพานหรือลงอุโมงค์ รถมันต้องใช้ความเร็วกว่าเข้าทางแยกปกติ ความเสี่ยงมันอาจจะเกิดขึ้นได้ มอเตอร์ไซค์อาจจะความเร็วช้ากว่าถ้าเทียบกับรถที่ต้องวิ่งผ่าน มันก็มีประเด็นว่าความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมันก็อาจเป็นไปได้” ณัฐพงศ์ อธิบาย

แต่ขณะเดียวกัน..การออกมาตรการแบบนี้ “ควรพิจารณาเป็นรายสถานที่ไป” ว่าสะพานหรืออุโมงค์แห่งใดมอเตอร์ไซค์สามารถใช้ได้หรือไม่ได้บ้าง เพราะแต่ละแห่งมีสภาพเส้นทางแตกต่างกัน รวมถึงหากจุดใดไม่สามารถให้ใช้ได้ ก็ต้องหาเส้นทางที่ “ไม่ลำบากไปกว่าเดิมมากนัก” มาชดเชยด้วย

“ถ้าจะห้ามมอเตอร์ไซค์ขึ้น หรือแบ่งให้เฉพาะรถยนต์ขึ้น ทางแยกอาจจะต้องปรับเปลี่ยนสัญญาณไฟให้มันเหมาะ ให้มันสั้นลง เพราะรถส่วนหนึ่งเราระบายข้ามสะพานไปแล้ว ก็ต้องคิดถึงการใช้งานของพวกเขาด้วยเหมือนกัน

ก็ต้องดูว่าสะพานไหนอุโมงค์ไหนที่พอจะจัดช่องจราจรให้ได้ อาจจะต้องมีการทดลองสักช่วงหนึ่งว่าจุดไหนใช้ได้ ไม่ใช่ว่าทุกจุดตีช่องให้มอเตอร์ไซค์ใช้ได้หมด อย่างบางสะพานมีช่องเดียว พอมีไหล่หน่อยก็ตีเป็น 2 ช่อง มันก็ยิ่งแคบ ถ้าตีเส้นมอเตอร์ไซค์ไปอีกมันก็เสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนได้ มันก็ต้องทดลองว่าพื้นที่ไหนได้หรือพื้นที่ไหนไม่ได้” ผู้เชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุบนท้องถนนรายนี้ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2558 มียอดรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง-รถกระบะ) จดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ 7,742,434 คัน ในจำนวนนี้จดทะเบียนในกรุงเทพฯ 3,799,125 คัน รถจักรยานยนต์ 20,308,201 คัน ในจำนวนนี้จดทะเบียนในกรุงเทพฯ 3,284,422 คัน

ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถใหม่ประจำปี 2558 (1 ม.ค.-31 ธ.ค.2558) ยอดรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง-รถกระบะ) จดทะเบียนใหม่ทั่วประเทศ 526,764 คัน ในจำนวนนี้จดทะเบียนในกรุงเทพฯ 275,592 คัน รถจักรยานยนต์ 1,815,000 คัน ในจำนวนนี้จดทะเบียนในกรุงเทพฯ 408,520 คัน

ทั้งหมดนี้จึงชี้ให้เห็นว่า มอเตอร์ไซค์หรือจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะยอดนิยมชนิดหนึ่งของคนไทย เมื่อมีคำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นจึงมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ล่าสุดมีการนัดหมายกันว่า วันที่ 25 เม.ย. 2559 ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์จะรวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง

ผลจะเป็นอย่างไร?..คงต้องติดตามกันต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

จากริมคลองถึงชายป่า วอนรัฐฟังประชาชนบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/210385

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
 

“..สิ่งที่กรุงเทพมหานคร กระทำอยู่นั้นกลับสวนทางข้อเท็จจริง พยายามกีดกันคนจนไม่ให้สามารถอยู่ในเมืองได้ ด้วยมาตรการที่เข้มงวดและส่อแววที่จะรุนแรง โดยการขอกำลังทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกครั้งในการลงพื้นที่ชุมชน เพื่อเป็นการส่งสัญญาณทางอ้อมให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่ามีกองกำลังใดบ้างที่จะเข้ามารื้อถอนทำลายบ้านเรือนพวกเขา อีกทั้งเป็นการกระทำที่คิดจะรื้อไล่อย่างเดียวแต่ไม่มีมาตรการรองรับกับประชาชนที่ถูกรื้อไล่แต่อย่างใด..”

ตอนหนึ่งของบทความ “กรุงเทพมหานคร : การบริหารเมืองที่เบียดขับคนจน” ซึ่งเขียนโดย คมสันติ์ จันทร์อ่อน ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายสลัม 4 ภาค วิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “จัดระเบียบคลอง” ทั่วกรุงเทพมหานคร ที่เน้นการ “ไล่รื้อ” ชุมชนริมคลองต่างๆ โดยอาศัยการสนับสนุนจากทหารและตำรวจ ตามกลไกพิเศษ “มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557” รวมถึงกฎหมายเก่าแก่อย่าง “ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 44 พ.ศ.2502” ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร สามารถรื้อถอนบ้านเรือนที่อยู่ในที่ดินสาธารณะได้โดยไม่ต้องขึ้นศาลไต่สวนแต่อย่างใด

คมสันติ์ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันรัฐบาลอนุมัติการรื้อย้ายชุมชนริมคลองเพียง 2 แห่งเท่านั้น คือ คลองเปรมประชากรกับคลองลาดพร้าว โดยออกเป็นมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 8 มี.ค. 2559 เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการจ่ายค่าชดเชยให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานคร กลับขยายแผนการย้ายชุมชนริมคลองไปในพื้นที่อื่นๆ อย่างกว้างขวาง แม้กระทั่ง “ชุมชนป้อมมหากาฬ” ชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมืองกรุง และไม่มีแผน “เยียวยา” ใดๆ ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

“..การดำเนินการเช่นนี้ ความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นของชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองสาขา คลองย่อยเหล่านี้จะไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้นจากหน่วยงานรัฐ แต่ด้วยความที่สถานการณ์เตรียมไล่รื้อชุมชนใน 2 คลองหลักนำร่องนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทางกรุงเทพมหานคร นำมาอ้างต่อชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองสาขา คลองย่อยต่างๆ ว่าเป็นนโยบายจากทางรัฐบาล ส่วนการช่วยเหลือว่าถ้าถูกรื้อย้ายแล้วจะมีค่าชดเชยเยียวยา หาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวชุมชนนั้น กรุงเทพมหานคร ไม่เคยมีแผนรองรับใดๆ..” คมสันติ์ กล่าว

เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในพื้นที่เมืองหลวงเท่านั้น..ไกลออกไปในชนบท ประชาชนหลายพื้นที่ก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายจัดระเบียบของภาครัฐเช่นกัน ดังที่นิวาส โคตรจันทึก ตัวแทนเครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ไขปัญหาที่ดินภาคอีสาน กล่าวในงานเวที กสม. พบประชาชน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ณ โรงแรมโฆษะ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อ 28-30 มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา

นิวาสกล่าวว่า หลายพื้นที่หน่วยงานของรัฐมีมาตรการ “ขอคืนพื้นที่” ผลักดันประชาชนออกจากที่ทำกินเดิม จับกุมผู้บุกรุกและทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน เช่นที่สวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ, สวนป่าดงหมู(แปลงที่ 1) จ.นครพนม หรือที่ อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก จ.สกลนคร อุดรธานี และกาฬสินธุ์ เป็นต้น ทั้งที่หลายชุมชนอาศัยอยู่กันมายาวนานก่อนจะประกาศเป็นเขตอุทยาน หรือเขตป่าสงวน ก็ถูกไล่รื้อตามนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” โดยไม่มีมาตรการเยียวยาช่วยเหลือใดๆ

“ชาวบ้านที่ถูกทวงคืนผืนป่า ปัญหาคือไม่ได้รับการเยียวยากระบวนการดำเนินการไม่เป็นธรรม ชาวบ้านยังไม่ได้รับการช่วยเหลือมีการยื่นหนังสือทั้งต่อกรรมการสิทธิ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร้องศูนย์ดำรงธรรม และขอยืดระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว อันนี้ก็เป็นความพยายามของพี่น้องที่จะปกป้องสิทธิ์ของตัวเองที่ได้ทำมาหากิน และได้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน” นิวาส ระบุ

ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคประชาชนรายนี้ กล่าวต่อไปว่า ขอยื่นข้อเสนอผ่าน กสม. ไปถึงรัฐบาล อาทิ ขอให้ชะลอการไล่รื้อ
และจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้าน, ข้อเสนอจากภาคประชาชนในการบริหารจัดการพื้นที่ เรื่องใดที่มีมติ ครม. รับรองแล้ว ขอให้เร่งผลักดันให้สามารถปฏิบัติได้จริง, ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิด้านกระบวนการยุติธรรม ผ่านกองทุนยุติธรรมเมื่อประชาชนมีคดีความกับหน่วยงานของรัฐ

ผลักดันกระบวนการสร้างข้อตกลงและทำงานร่วมกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและภาคประชาชน, ส่งเสริมแผน แนวทางและกระบวนการใช้พื้นที่โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งการคุ้มครองทรัพยากร ดิน น้ำ ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์พื้นที่ของชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งภาครัฐในระดับนโยบายต้องมีหนังสือสั่งการที่ชัดเจน เป็นกรอบให้เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นสามารถปฏิบัติตามได้ และขอให้ภาครัฐ “ยุติการข่มขู่คุกคาม” ประชาชนที่ต้องการปกป้องสิทธิของตน

ประเด็นข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชนว่าด้วยที่ทำกินและที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับนโยบายทวงคืนผืนป่าแม้รัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะกำชับว่าไม่ให้กระทบต่อชาวบ้านคนเล็กคนน้อย แต่ในความเป็นจริงยังมีเหตุกระทบกระทั่งกันอยู่

“คสช. เน้นว่านโยบายทวงคืนผืนป่าต้องไม่เดือดร้อนต่อเกษตรกรผู้ยากไร้และเกษตรกรรายย่อย ซึ่งนิยามของ คสช. คือครอบครองที่ดินไม่เกิน 25 ไร่ ถือว่าเป็นเกษตรกรผู้ยากไร้และมีที่ดินทำกินจำกัด แต่ขณะนี้ก็ยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าว

ด้าน สุวิทย์ กุหลาบวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (ภาคอีสาน) กล่าวเพิ่มเติมว่าเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ในความเป็นจริงประชาชนไม่ได้ต่อต้าน เพียงแต่ต้องการเสนอ “ทางเลือก” ที่คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องไล่คนออกจากป่าเสมอไป

“อย่างเครือข่ายป่าไม้ที่ดิน เขาพูดถึงว่าจะอยู่กับป่าอย่างไรได้บ้าง มีการอนุรักษ์ป่า จัดเวรยามระวังดูแลป่า มีข้อตกลงป่าชุมชน หรือแม้แต่การผลิตที่สอดคล้องกับระบบนิเวศน์ นี่คือสิ่งที่เขาพยายามทำ แต่สถานการณ์ตอนนี้เมื่อไม่มีเวทีกลางในการต่อรองกับภาครัฐ ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิ์ของชาวบ้าน ผมคุยกับหลายกลุ่มแล้วพบว่าเขารู้สึกอึดอัด เพราะเขาถูกกระทำ” สุวิทย์ ให้ความเห็น

ซึ่งก็ไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ 27 มี.ค. 2559 มีเวทีเสวนา “คน โบราณสถาน สวน : ผู้บุกรุกกับส่วนรวม” 27 มี.ค. 2559 ณ ชุมชนป้อมมหากาฬ โดย ธวัชชัย วรมหาคุณผู้ประสานงานชุมชนป้อมมหากาฬ ระบุว่า ชาวชุมชนมีข้อเสนอ คือขออยู่อาศัยในพื้นที่เดิมไม่ต้องถูกผลักดันให้ต้องย้ายออกไป โดยยินดีเป็นอาสาสมัครดูแลพื้นที่สวนสาธารณะที่ กทม.จะสร้างในบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ รวมถึงเป็นเวรยามดูแลนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้นจาก กทม. เพื่อพัฒนาให้เป็นชุมชนที่ยั่งยืน

นี่ไม่ใช่เรื่อง “การเมือง” แต่เป็น “ความเดือดร้อน” ของประชาชน!!!

วอนภาครัฐ “เข้าใจ” และ “เปิดกว้าง” รับฟังและหาทางออกร่วมกัน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

เปิดกลโกงจากปานามา เปเปอร์ส สวรรค์แก๊ง‘ฟอกเงิน-เลี่ยงภาษี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/210267

วันพุธ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
เต้นกันไปทั้งบาง เมื่อเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ(ICIJ) นำเอกสารลับ “ปานามา เปเปอร์ส” ออกมาเผยแพร่ถึงการ “ฟอกเงิน-หลบเลี่ยงภาษี” ของบรรดาเศรษฐีและผู้นำประเทศทั่วโลก ผ่านการดำเนินการของ “บริษัท มอสแซค ฟอนเซกา” ที่มีฐานในปานามา โดยมีรายงานว่าในส่วนของ “ประเทศไทย” มี 780 รายชื่อที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในไทย และบริษัทจดทะเบียน 634 แห่ง ที่ใช้บริการของ มอสแซค ฟอนเซกา

วิธีการที่คนเหล่านี้ ทั้งบรรดาเจ้าพ่อยาเสพติด เจ้าของกิจการระดับโลก ไล่ไปจนถึงผู้นำประเทศต่างๆ ใช้ “ปิดบัง” ความมั่งคั่งร่ำรวยของตนเอง ล้วนมีแบบแผน “แยบยล” ที่คล้ายกัน!!!

แหล่งข่าวจาก “กูรู” ด้านแวดวงการเงินของไทย และสำนักข่าว BBC อธิบายสอดคล้องกันว่า ขั้นตอนแรกในการฟอกเงินและหลบเลี่ยงภาษีของ “เศรษฐีหัวใส” เหล่านี้ คือ “ตั้งบริษัทบังหน้า” ผ่านนอมินีที่ปานามา ภายใต้ความร่วมมือของ “บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน” ที่มีอยู่ทั่วโลก และตัวแทน “ผู้ดูแลทรัพย์สิน” ในปานามา ซึ่งดูภายนอกบริษัทนี้เหมือนกิจการที่ถูกกฎหมายทั่วไป แต่กลับไม่ดำเนินการผลิต หรือค้าขายสิ่งใด นอกจากคอยบริหารเงินที่มีอยู่

ทั้งนี้ บริษัทจะมีชื่อผู้บริหารและพนักงานตั้งแต่นักกฎหมาย นักบัญชี ไปจนถึงพนักงานทำความสะอาด แต่คนเหล่านี้จะไม่ทำอะไรนอกจากให้ใช้ชื่อไว้อ้างในจดหมายและลงนามในเอกสารต่างๆ เพื่อช่วย “ปกปิด”ตัวตนเจ้าของเงินที่แท้จริง ทำให้บริษัทแบบนี้มีลักษณะเหมือนเกราะกำบังที่ภายในกลวงเปล่า มีเพียงที่อยู่ไว้ให้ติดต่อส่งเอกสารเท่านั้น จนบางคนเรียกบริษัทแบบนี้ว่า…

“บริษัทกล่องจดหมาย”…

“บรรดาเศรษฐีเหล่านี้จะได้รับการติดต่อจากบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับเจ้าของเงิน และตัวแทนผู้ดูแลทรัพย์สินในปานามา ที่มีความสามารถในการจัดหาที่อยู่ที่ตั้งบริษัทให้ได้ ก็จะทำการชักชวนให้เจ้าของเงินเปิดบริษัทที่เรียกว่า Paper Company หรือง่ายๆคือบริษัทกล่อง ไม่มีตัวตนในไทย และอาจจะไม่มีตัวตนในปานามาก็ได้ มีแค่ออฟฟิศห้องแถวสักแห่ง ไม่ได้ดำเนินการทางธุรกิจจริงๆ แต่ใช้โยกเงิน เลี่ยงภาษีได้ โดยค่าดำเนินการในการจัดตั้งบริษัทขึ้นอยู่กับมูลค่าทรัพย์สินที่จะถ่ายโอน เริ่มตั้งแต่ 1,000 เหรียญสหรัฐ ไปจนถึงหลักหมื่นหรือแสนเหรียญ” แหล่งข่าวกล่าว

มาถึงขั้นตอนสำคัญ นั่นคือ การ “ฟอกเงิน-เลี่ยงภาษี” ทำอย่างไร.???

แหล่งข่าวผู้นี้ อธิบายว่า เจ้าของเงินจะใช้ “ศูนย์กลางการเงินนอกประเทศ” นั่นคือเมื่อตั้งบริษัทบังหน้าขึ้นมาแล้ว เจ้าของเงินที่ต้องการซุกซ่อนความมั่งคั่งจะอาศัยศูนย์กลางการเงินนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กที่ได้ชื่อว่าเป็น “สวรรค์ของการหลบเลี่ยงภาษี” เช่น หมู่เกาะบริติช เวอร์จิน, มาเก๊า, บาฮามาส หรือปานามา เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้ขึ้นชื่อเรื่องการให้บริการทางการเงินที่ปกปิดเป็น “ความลับ” รวมทั้งมีการตรวจสอบที่ไม่เข้มงวด กิจการต่างๆ สามารถทำธุรกรรม “เคลื่อนย้ายทรัพย์สิน” ได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องระบุชื่อ “ผู้ถือครอง” ให้ชัดเจนแต่อย่างใด

“หุ้น” และ Bearer bonds หรือ “ตราสารหนี้” ชนิดไม่ระบุชื่อผู้ถือ คือ สินทรัพย์ที่เจ้าของเงินนิยมใช้ในการถือครองและจัดการทรัพย์สิน เนื่องจาก Bearer bonds เป็นพันธบัตรที่จ่ายคืนแก่ผู้ถือหรือผู้มีไว้ในครอบครอง และไม่ต้อง “สลักหลัง” เมื่อต้องการโอน เพียงแต่ใช้วิธีส่งมอบเท่านั้น ซึ่งตรวจสอบเส้นทางการเงิน“ยาก”

สำนักข่าว BBC ระบุว่า สำหรับเงินซึ่งมีที่มาจากธุรกิจผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด หรือการรับสินบนของนักการเมืองที่เรียกว่า “เงินสกปรก” จะต้องถูก “ฟอก” เพื่อให้เปลี่ยนเป็น “เงินสะอาด” มีที่มาอย่างถูกต้อง ง่ายต่อการ “เก็บออม” หรือใช้ทำธุรกรรมต่อไปโดยไม่ถูกสงสัย หรือจับจ้องตรวจสอบ ตามปกติแล้วจะมีการส่งเงินเหล่านี้ไปให้ศูนย์กลางการเงินนอกประเทศ โดยจะมีการเปลี่ยนเงินให้อยู่ในรูปของ Bearer bonds และนำเข้า “บัญชีลับ” หรือให้บริษัทซึ่งจดทะเบียนบังหน้าเตรียมไว้แล้วเป็นผู้ถือตราสารหนี้ดังกล่าว

สำนักข่าว BBC อ้างว่า การใช้บัญชีลับหรือบริษัทบังหน้า ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางการเงินนอกประเทศ ยังเป็นวิธีหลบเลี่ยงมาตรการ “คว่ำบาตร” จากนานาชาติของบรรดาผู้นำประเทศที่ถูกลงโทษจากการมีประวัติการกดขี่ “ละเมิดสิทธิมนุษยชน” อีกด้วย โดยประเทศผู้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรนั้นจะยึดบัญชีและทรัพย์สินของผู้นำที่กระทำผิด รวมทั้งห้ามการทำธุรกรรมต่างๆ แต่บรรดาผู้นำเหล่านี้สามารถหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรได้ โดยนำทรัพย์สินไปเก็บไว้ในบัญชีลับหรือบริษัทที่ตั้งบังหน้า และใช้บริการบริหารทรัพย์สินเป็นการลับจากศูนย์กลางการเงินนอกประเทศ ทำให้ยังสามารถใช้เงินที่มีไปกับการซื้ออาวุธ ทำสงครามกลางเมือง หรือพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ได้ต่อไป

ขณะที่ “กูรู” ด้านแวดวงการเงินของไทย บอกว่า ถ้าจะโอนเงินก้อนหนึ่งที่ได้มาจากธุรกิจทั้งถูกกฎหมาย ผิดกฎหมาย หรือได้มาโดยเสน่หา ทางเจ้าของเงินก็จะใช้ “บริษัทกล่อง” ที่ปานามา เป็น “คลังสมบัติ” คือ ให้คู่ธุรกิจ คู่ค้า
โอนเงินเข้าไปยังบัญชีของบริษัทในปานามาแทน เพื่อ “ตัดตอน” เส้นทางการเงินไม่ให้โยงเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งสามารถโอนเงิน หรือทำธุรกรรมได้คราวละมากๆ“ไม่จำกัดวงเงิน” เพราะประเทศอย่างปานามาไม่จำกัดจำนวนทรัพย์สิน หรือเงินในการทำธุรกรรม

“การโอนเงินเข้าไปยังบริษัทที่ปานามา จะไม่ถูกตรวจสอบโดยรัฐบาลของปานามา ไม่ต้องเสียภาษีด้วย นี่ก็เลี่ยงจากการต้องเสียภาษีได้แล้ว ที่สำคัญสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ไม่มีทางตรวจสอบพบ เพราะการโอนเงินปลายทางเข้าบริษัทที่ปานามา เป็นการตัดตอนเส้นทางการเงินที่จะไม่ผ่านเข้ามายังประเทศไทย หรือหากซวยถูกตรวจสอบพบจริงๆ ก็อ้างว่าบริษัทที่ปานามา ที่มีนอมินีเป็นเจ้าของบริษัท เป็นผู้ทำธุรกิจกับเจ้าของเงินก้อนนั้นๆ เพียงเท่านี้ก็อาจจะรอดจากการถูกดำเนินคดีได้” แหล่งข่าวกล่าว พร้อมกับระบุว่า…

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ การที่บรรดาเศรษฐีผู้มั่งคั่งสามารถ “ฟอกเงิน-เลี่ยงภาษี” ด้วยวิธีการนี้อย่าง “ลอยนวล” นั้น เป็นเพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “ตั้งใจ” ตรวจสอบจริงจังหรือไม่.???

SCOOP@NAEWNA.COM

ร่วมมือ-จริงใจ-ให้ทางเลือก ล้างพื้นที่‘ปลอดโจร’…ดับไฟใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/210077

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ความรุนแรงของสถานการณ์ “ไฟใต้” ครั้งล่าสุด คือ การสูญเสียของตำรวจ สภ.จะแนะ จ.นราธิวาส 3 นาย และบาดเจ็บอีก 6 นาย เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา เป็นความสูญเสียบนท้องถนนในเวลากลางวัน ด้วยฝีมือของ “แนวร่วม” หรือโจรก่อการร้ายที่ใช้ “ระเบิดแสวงเครื่อง” ระเบิดรถยนต์ ก่อนระดมยิงซ้ำ ก่อนจะก่อเหตุต่อเนื่องด้วยการ “วางบึ้ม” 10 จุด ใน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ทำให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 5 นาย ชาวบ้านกลายเป็น “เหยื่อ” สูญเสียชีวิตไปอีก 1 ศพ

ความรุนแรงครั้งนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ “สงครามกองโจร”ที่แนวร่วมใช้การสู้รบแบบ “อสมมาตร” คือ ใช้กำลังน้อยกว่า อาวุธด้อยกว่า ในการสร้างความสูญเสียให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทำให้กองทัพ “นั่งไม่ติด” โดยเฉพาะ “บิ๊กหมู”พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ที่บินขึ้นลงระหว่างกรุงเทพฯ กับ 3 จังหวัดถี่ๆ แสดงถึงความ “ตั้งใจ” และ “จริงใจ” ในการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ในการประชุมครั้งล่าสุด ระหว่าง ผบ.ทบ., แม่ทัพภาคที่ 4, เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้(ผบช.ศชต.) มีการสั่งการให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า(กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ปฏิบัติงาน 1.“การข่าว”, 2.งาน “มวลชน” เพื่อแสวงหาความร่วมมือจากประชาชน, 3.งานด้านการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด และ 4.งานด้านการป้องกันและการ “เปิดยุทธการ” ไล่ล่าแนวร่วมทั้งในชุมชน และป่าเขา ภายใต้ระยะเวลา 6 เดือน

ตามข้อเท็จจริงงานที่ “บิ๊กหมู” สั่งการให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ดำเนินการล้วนเป็น “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ไม่แตกต่างจากคำสั่งของอดีต ผบ.ทบ. หรืออดีตแม่ทัพภาคที่ 4 คนก่อนๆได้สั่งการให้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นปีแรกที่เกิดความรุนแรง “ระลอกใหม่” แสดงให้เห็นว่างานทั้ง 4 ด้าน ที่ผ่านมา แม้จะมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่ยัง “ไม่สำเร็จ”

ถ้ามองด้วยความเห็นใจ ต้องบอกว่าการไม่สัมฤทธิผลในการปฏิบัติไม่ได้เกิดจากการ “ละเลย” ของเจ้าหน้าที่ แต่ความ “ล้มเหลว” มาจากปัญหาและอุปสรรคมากมาย ทั้งจากในพื้นที่ และปัจจัยภายในหน่วยงาน รวมทั้งเอกภาพ และการบูรณาการในการทำงาน

แหล่งข่าวจากหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ มองว่า การจะทำให้งานทั้ง 4 ด้าน เกิด “มรรคผล” จน “ดับไฟใต้” ได้นั้น สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ มองหาปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นให้พบ และต้อง “สลาย” มันให้ได้เสียก่อน หากยังไม่คิดที่จะนำปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นมาย่อยสลาย การ “บุกบั่น” เดินหน้าต่อไปจะไม่มีวันประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง

ใช่ว่า “การข่าว” จะไม่รู้เรื่องความเคลื่อนไหวในพื้นที่ของ “แนวร่วม” การปฏิบัติการทุกครั้งคนพื้นที่รู้โดยเฉพาะ “ผู้นำท้องที่-ท้องถิ่น” บางกลุ่มที่รู้ความเคลื่อนไหว รู้ว่าจะเกิดเหตุร้ายในพื้นที่ แต่อาจ “ไม่กล้า” หรือ “ไม่ใส่ใจ” ที่จะให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ แสดงให้เห็นว่า “ฝ่ายรัฐ” ต้องหาสาเหตุให้พบว่าเหตุใดคนในพื้นที่เกือบทุกระดับ ทั้งผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา หรือประชาชนทั่วไป จึงไม่ให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ต่างเป็นกลุ่มคนที่ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐได้ทุ่มเทงบประมาณมหาศาล เพื่อแสดงความ “จริงใจ” เพื่อหวัง “ซื้อใจ” กลุ่มคนเหล่านี้

“เงิน” ไม่อาจซื้อได้ทุกสิ่ง!!!

การที่ “ภาณุ อุทัยรัตน์” เลขาธิการ ศอ.บต. ลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เพื่อทำความเข้าใจกับผู้นำท้องถิ่นใน อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส หลังมีเหตุการณ์แนวร่วมบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง เพื่อใช้เป็น “ป้อมปืน” และใช้คนป่วยเป็นโล่กำบังในการ “โจมตี” ฐานปฏิบัติการทหารพรานที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงพยาบาล ถือเป็นหนึ่งในความใส่ใจกับ“ทุกข์” ของชาวบ้านที่ไม่ต้องใช้เงินเป็นเครื่องมือ

“ไฟใต้” ที่รุนแรงมานานมากกว่า 1 ทศวรรษ นำมาซึ่งการที่ผู้นำองค์กรทุกองค์กร ทั้งท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ และผู้นำศาสนา ต่างถามหาความ“จริงใจ” จากรัฐบาล, กองทัพ และส่วนราชการในพื้นที่มาโดยตลอด และที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐได้พยายามแสดงให้เห็นอย่างแน่ชัดว่า “ตั้งใจ-จริงใจ” ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ทว่า…สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นและต้องมีการ “ถามกลับ”จากภาครัฐ และ “คนส่วนน้อย” ในพื้นที่ คือ ความจริงใจจากกลุ่ม “คนส่วนใหญ่” ในพื้นที่ว่าพร้อมเพียงใดในการร่วมกันแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น

วันนี้…ที่ไฟใต้ยังไม่มีทีท่าว่าจะ “มอดดับ” อย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง อาจไม่ได้มาจากการขาดแคลน“งบประมาณ” ไม่ได้มาจาก “นโยบาย” ที่หลงทาง หรือไม่ได้มาจาก “กระบวนการยุติธรรม” แต่มาจากการขาดแคลนความจริงใจจากกลุ่มคน หรือหลายๆ องค์กรในพื้นที่ ที่ไม่คิดจะให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหามากเท่าที่ควร

แหล่งข่าวจากหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ มองว่า สถานการณ์ “ไฟใต้” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้วันนี้สิ่งที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ต้องทำก่อน คือ1.ต้องทำพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นที่ “ไม่ปลอดภัย” สำหรับแนวร่วม หรือกลุ่มโจรก่อการร้าย, 2.ต้องไม่มีพื้นที่ให้แนวร่วมเคลื่อนไหวอย่างที่ผ่านมา และ 3.ให้ทางเลือกกับแนวร่วม หรือกลุ่มโจรก่อการร้าย 3 ทางเลือก คือ ให้ “กลับตัว” เข้าสู่กระบวนการ “พาคนกลับบ้าน” หรือจะ “หนี” แล้วถูกไล่ล่า-จับกุม เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม หรือจะ “หนี” ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปเลย ภาครัฐต้องทำ 3 เรื่องนี้ให้ “จริงจัง” ให้เกิดมรรคผล

เมื่อพื้นที่ “ปลอดโจร” หรือโจรอยู่ไม่ได้ เหตุร้ายย่อมที่จะลดลง…

เลิก “เอาใจ” คนในพื้นที่แบบผิดๆ เลิกใช้เงินในการสร้างความร่วมมือ เช่น ใช้เงินจ่ายให้คนออกมาต่อต้านความรุนแรง และในรูปแบบต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง “มายาภาพ” ที่ถูกสร้างขึ้น โดยไม่เกิดประโยชน์กับการทำให้สถานการณ์ความเลวร้าย รุนแรงในพื้นที่ลดลง

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าใน 6 เดือนต่อจากนี้ จะเป็น 6 เดือน แห่งการทำงานหนักของหน่วยงานในพื้นที่ที่จะทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น “โซนอันตราย” สำหรับกลุ่มแนวร่วม หรือ “โจรก่อการร้าย” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริง

SCOOP@NAEWNA.COM

‘แอคทีฟ ชู้ตเตอร์’สู้ก่อการร้าย หลักสูตรFBIสู่คอมมานโดกองปราบฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/209921

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ภัยก่อการร้าย”…

ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศยุโรป และมีแนวโน้มขยายเครือข่ายเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เพื่อใช้เป็นแหล่งพักพิง ซ่องสุม หรือแหล่งจัดหา เส้นทางขนส่งอาวุธ ล้วนสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะสิ่งที่สำคัญมากที่สุด คือ ความรู้สึกปลอดภัยของพลเมืองในประเทศๆ นั้น

แม้ประเทศไทยจะมิใช่เป้าหมายโดยตรง และไม่ได้มีอยู่ในฐานะคู่กรณีกับ “กลุ่มก่อการร้าย” แต่ใช่ว่าจะ “ไว้วางใจ” ได้ เพราะมีตัวอย่างความรุนแรงให้เห็นมาแล้ว หลังเกิดเหตุการณ์ระเบิดใจกลางเมืองกรุงบริเวณแยกราชประสงค์ ส่งผลให้มี
ผู้เสียชีวิตทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก ดังนั้นประเทศไทยต้องมีการ “เตรียมพร้อม” เพื่อรับมือกับการก่อการร้ายทุกรูปแบบ ต้องจัดทำแผนและซักซ้อมอยู่เสมอ รวมถึงต้องมีความร่วมมือด้าน “การต่อต้านการก่อการร้ายสากล” กับประเทศอื่นๆ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย “กองบังคับการปราบปราม” จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมในโครงการ “เทรนเดอะเทรนเนอร์” กับ “เอฟบีไอ” หรือสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา ที่เชี่ยวชาญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการก่อการร้าย เพื่อการ “ป้องกัน-ปราบปราม” อย่างจริงจัง

“พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล” รักษาราชการแทน ผู้กำกับการกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการปราบปราม(รรท.ผกก.ปพ.บก.ป.) หรือ “คอมมานโดกองปราบฯ” ซึ่งเข้าร่วมอบรมในหลักสูตรดังกล่าว บอกว่า โครงการที่ไปอบรม คือ สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ผ่านทาง “เอฟบีไอ” ได้ประสานมาว่าจะเปิดโครงการ “อะเลิร์ท เลสปอน เลเวลวัน”(Train The Trainer ALERT Active Shooter ResponseLevel 1) หรือ “เทรนเดอะเทรนเนอร์” ให้เราส่งคนไปอบรมที่ซานฟรานซิสโก เพื่อกลับมาเป็น “ครูแม่ไก่” หรือครูฝึกด้านยุทธวิธี การยิงปืน เป็นต้น

วิธีเทรนนิ่งของ “เอฟบีไอ” จะเปลี่ยนไปไม่เหมือนแต่ก่อน เขาจะเปิดคอร์ส อบรมคอร์สสั้นๆ 5-10 วัน จะเป็นคอร์สแรก อย่างตัวนี้จะเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลเทรนนิ่ง เป็นคอร์สแรก เป็นคอร์ส “นำร่อง” ซึ่งต่อไปคอร์สนี้ก็จะให้ประเทศต่างๆ ที่เป็นลอว์เอนฟอร์ดเมนท์ ส่งไปอบรมตามเมืองต่างๆในสหรัฐอเมริกา ที่มีสาขา โดยชุดจากประเทศไทยที่ร่วมฝึกครั้งนี้มีทั้งหมด 5 คน
จากคอมมานโดฯ 2 คน คือ ตน และ พ.ต.ท.ปิยรัตน์ สุภารัตน์ รอง ผกก.ปพ.บก.ป. จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ 1 คน และหน่วยอรินทราช 2 คน

“แอคทีฟ ชู้ตเตอร์” คือ หลักสูตรที่มีการอบรม ซึ่ง “พ.ต.ท.ต่อศักดิ์” บอกว่า เป็นหลักสูตรสำหรับการเข้าตรวจค้นอาคาร ตรวจห้อง การเข้าจุดเป็นทีม หรือ“Attack Team” การตรวจค้นรถ การตรวจบุคคล การ “จู่โจม” การช่วยเหลือ “ตัวประกัน” จะรวมอยู่ในชุดหลักสูตรนี้ทั้งหมด โดยในส่วนของการช่วยเหลือตัวประกันนั้น เอฟบีไอให้หลักคิดมาว่าการไปถึงจุดเกิดเหตุ “ช้า” อาจนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตตัวประกันได้ ซึ่งเอฟบีไอได้วิจัยแล้ว พบว่า “ความผิดพลาด” ที่ทำให้ตัวประกันเสียชีวิตมาก คือ การเคลื่อนตัวไปยังที่หมายที่มีการขอความช่วยเหลือล่าช้า ขณะที่การจู่โจมช่วยเหลือต้องทำงานเป็น “ทีม”

“พ.ต.ท.ต่อศักดิ์” กล่าวอีกว่า หลักในการจู่โจมช่วยเหลือตัวประกันจากหลักสูตรของเอฟบีไอ เช่น ต้องทำงานเป็นทีม มีทีมจู่โจมเข้าสู่อาคารตั้งแต่ 2-5 คน ต้องไปถึงที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด และต้องเคลื่อนย้ายทีมด้วยความรวดเร็วกรณีเกิดเหตุปะทะ ภายใต้ความปลอดภัยสูงสุด เอฟบีไอเรียกว่าการ “คัฟเวอร์(Cover) 500 องศา” ซึ่งของไทยไม่ได้ทำแบบนี้ เวลาเราเข้า Attack Team จะเข้าจู่โจมหมดเลยทั้งชุด แต่เอฟบีไอจะมีทีมพยาบาลรอสแตนด์บาย ซึ่งของเราไม่มี ก็ต้องมาปรับเปลี่ยนกัน นอกจากนี้ยังมีการใช้ “ทัศนสัญญาณ” หรือภาษากาย แทนการใช้เสียง เช่น การลดปืนลง เพื่อบอกให้รู้ว่าทีมจู่โจมอีกคนต้องเข้าบุก เป็นต้น

“เมื่อฝึกกลับมาแล้ว ก็นำความรู้มาถ่ายทอด ซึ่งเอฟบีไอจะส่งเจ้าหน้าที่มาติดตาม เพื่อนำข้อบกพร่องไปทำแผนการสอนต่อไป โดยปัญหาที่ผ่านมา คือ เจ้าหน้าที่เอฟบีไอเมื่อเข้าถึงที่เกิดเหตุแล้ว มักไม่ทราบขั้นตอนปฏิบัติ เมื่อมีเหตุ มีการยิงตัวประกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเงอะๆ งะๆทำอะไรไม่เป็น นั่นคือสิ่งที่เขาสอนให้เรารู้จักการตัดสินใจ เพื่อมาถ่ายทอดต่อ ซึ่งต้องมีขั้นตอนปฏิบัติ เพราะชีวิตตัวประกันสำคัญที่สุด และเหนือสิ่งอื่นใด คือ ชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติก็สำคัญเช่นกัน คือต้องปลอดภัยทั้งหมด”

นอกจากนี้ ยังมีการอบรมเรื่อง “ระเบิด” ซึ่งมีการวิจัยออกมาเช่นกันว่าปกติคนร้ายจะใช้ระเบิดแบบใด และถ้าพบระเบิดจะดำเนินการอย่างไร ถ้าคนร้าย “โยนใส่” จะทำอย่างไร จะ “วิ่งถอยหลัง” ไม่ได้ เพราะเมื่อคนร้ายโยนระเบิดสวนมาถ้าเราวิ่งถอยหลัง ระเบิดก็ตามเรามาอยู่ดี คง “ไม่รอด” รวมถึงระยะปลอดภัย องศาหรือระยะทำลายล้างของระเบิดชนิดต่างๆเป็นอย่างไร ทาง “เอฟบีไอ” สอนให้หมด เราจะนำมาถ่ายทอดต่อ “ทางลับ” ไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณชนได้เพราะข้อมูลบางอย่างอาจล่วงรู้ถึงกลุ่มคนร้าย

หัวหน้าหน่วยคอมมานโดกองปราบฯ บอกว่า ความรู้และเทคนิคพิเศษที่ได้รับจากการอบรมครั้งนี้จะถูกส่งต่อให้กับ “กองกำกับการต่อต้านการก่อการร้าย”ขณะเดียวกันผู้ที่ผ่านการอบรมยังจะเป็นครูฝึกเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้สู่หน่วยงานต่างๆ
ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ “หน่วยปฏิบัติการพิเศษ” ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะ “ภัยก่อการร้าย” ที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก ซึ่งความมุ่งหมายของหลักสูตร “แอคทีฟ ชู้ตเตอร์” ในโครงการเทรนเดอะเทรนเนอร์ เพื่อ “เซฟชีวิต ป้องกันชุมชน ลดความสูญเสีย” จากภัยก่อการร้ายนั่นเอง

“เราก็ถามเอฟบีไอว่าทำไมประเทศไทยจึงได้รับการประสานให้เข้าอบรมหลักสูตรนี้ คำตอบ คือ ภัยก่อการร้าย โดยเฉพาะจากกลุ่มไอเอส กำลังลุกลามไปทั่วโลก และแนวโน้มจะคืบคลานเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย ที่เริ่มมีเหตุระเบิด หรือจับตัวประกันให้เห็นมากขึ้น ดังนั้นเราต้องเตรียมความพร้อม ต้องแอคทีฟที่จะเข้าไปช่วยเหลือตัวประกัน”

“ภัยก่อการร้าย” ไม่ได้ไกลตัว แต่ขยับเข้ามาใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีความพร้อมที่จะรับมือให้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย และหลักสูตร “แอคทีฟ ชู้ตเตอร์” ถือเป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่จะเพิ่มศักยภาพให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะ “ตำรวจไทย” ให้มีคุณภาพสูงสุด…

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของ “ประชาชน”…
SCOOP@NAEWNA.COM