ชวนลูก‘เล่น…ตามรอยพ่อ’ พัฒนาเด็กผ่าน‘ชีวิตคลุกฝุ่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/209786

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“เล่นคือเรียน เรียนคือเล่น”…เล่นธรรมดาๆ สิ่งที่ได้มา คือ “สมองเรียนรู้ แบบอัจฉริยะ”

แต่ถ้า “เล่นตามรอยพระยุคลบาท” คือ การให้เด็กเล่นกับ “ธรรมชาติ” ที่แวดล้อมตัวเด็กทุกช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิด มีปฏิสัมพันธ์กับ “ธรรมชาติที่มีชีวิต” พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ อันเปรียบเสมือน “ครู” ที่ยิ่งใหญ่ เป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญ จะช่วยให้สมองเจริญเติบโตได้เต็มศักยภาพต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล่นตามธรรมชาติ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ จนก่อให้เกิด “พระอัจฉริยภาพ” รอบด้าน

ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญในพัฒนาการของเด็ก สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ “สบร.” จึงได้ลงนามความร่วมมือกับกรมอนามัย เพื่อพัฒนาสมองเด็กไทยตาแนวคิด “ครอบครัวอบอุ่นเลี้ยงลูกตามรอยพระยุคลบาท” เพื่อจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง(Brain-based Learning หรือ BBL) ให้กับเด็กในศูนย์เด็กเล็กและเด็กที่มารับบริการ ณ สถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักว่าเด็กเป็นอนาคตที่สำคัญที่สุดของชาติ และเชื่อว่าแต่ละบุคคลมีศักยภาพแตกต่างกัน ถ้าได้รับการเรียนรู้โดยเน้นการจัดการเรียนรู้และพัฒนาสมอง เพื่อให้เกิดศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของแต่ละช่วงวัย และดึงศักยภาพของแต่ละบุคคลออกมาใช้ในการเรียน การทำงาน การอยู่ร่วมกันในสังคม จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

“รัฐบาลขอน้อมนำแนวคิดการเลี้ยงดูพระโอรสและพระธิดาของสมเด็จพระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผ่านการเล่นตามรอยพระยุคลบาทมาใช้ในการพัฒนาเด็ก เพราะนอกจากเกิดความสนุกแล้ว ยังเกิดการเรียนรู้ เป็นที่มาของพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

ด้าน “พญ.มยุรา กุสุมภ์” ที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า จากการสำรวจสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยของกรมอนามัย ปี 2557 พบว่า เด็กปฐมวัยมี “พัฒนาการสงสัย” ล่าช้า ร้อยละ 27 เด็กเหล่านี้หากไม่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม เมื่อเข้าสู่วัยเรียนจะมีโอกาสมีปัญหาด้านการเรียน โดยเฉพาะเรื่อง “สมาธิสั้น”กระทรวงสาธารณสุข จึงจัดทำแผนบูรณาการการพัฒนาศักยภาพกลุ่มสตรีและเด็ก มีเป้าหมายให้เด็กไทย “แข็งแรง เก่ง ดี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้” ตามแนวคิด “ชวนลูกเล่นตามรอยพระยุคลบาท” โดยจัดให้มีมุมเล่นตามรอยพระยุคลบาทที่คลินิกสุขภาพเด็กดีในสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง และลานเล่นตามรอยพระยุคลบาทในศูนย์เด็กเล็กด้วย

ขณะที่ “ดร.คณิศ แสงสุพรรณ” ประธานกรรมการบริหาร สบร. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการขยายแนวคิดในการหนุนเสริมการสร้างความรู้ และทักษะกระบวนการ BBL เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับในการดูแลเด็กตั้งแต่ในครรภ์มารดา-5 ปี ตระหนักถึงความสำคัญในการเลี้ยงดูเด็ก และนำทักษะไปใช้ในการเลี้ยงดูเด็กได้ สบร.เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยกันพัฒนาเด็กตั้งแต่ต้นทาง

ด้าน “นายรุ่ง อุดมศิริ” ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญโรงเรียนวัดบ้านมะเกลือ อ.เมืองนครสวรรค์ เล่าถึงความสำเร็จของโครงการ “สนามเด็กเล่นสร้างปัญญาตามรอยพระยุคลบาท” ว่า ทางโรงเรียนได้สร้างสนามเด็กเล่นฯขึ้น โดยสร้างสถานการณ์เพื่อการเรียนรู้ ผ่านการเล่นแบบ “ท้าทาย เสี่ยง สนุกสนาน” แบ่งเป็นฐานต่างๆ ที่นำไปสู่ความฉลาดด้านสติปัญญา อารมณ์ ร่างกายและคุณธรรม เด็กได้ค้นพบตนเอง ค้นพบสิ่งแวดล้อม ค้นพบการแก้ปัญหาที่ถูกต้องขณะเล่น มีฐานลานเล่านิทานเพื่อฝึกทักษะกระบวนการคิดให้เด็ก เป็นต้น

นายรุ่ง กล่าวทิ้งท้ายว่า สถานศึกษา หรือผู้ปกครอง ควรปล่อยให้เด็กออกมาเล่นข้างนอกบ้าง เพื่อเป็น “อาหารสมอง” ไม่ใช่ให้อยู่แต่ในบ้าน และโยนของเล่นไปให้ ที่สำคัญควรให้เด็กได้ใช้ “ชีวิตคลุกฝุ่น” บ้าง เพราะนั่นคือ “ประสบการณ์ตรง” ที่เขาจะได้สัมผัส และรู้จักเรียนรู้ด้วยตนเอง

SCOOP@NAEWNA.COM

เช็คลมหายใจแวดวง‘หนังสือ’ ในวันที่ eBook-ยุคดิจิทัลเบ่งบาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/209551

วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“หนังสือ”…

เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศในระยะยาวผ่าน “การอ่าน” ซึ่งเป็นกระบวนการสะสมทุนมนุษย์ที่สำคัญโดยเฉพาะใน “ยุคสังคมอุดมปัญญา” ทว่าณ ปัจจุบัน ที่โลกก้าวเข้าสู่ “ยุคดิจิทัล” สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ebook/digitalcontent กลายเป็นทางเลือกใหม่ในการค้นคว้าข้อมูล หรืออ่านหนังสือผ่าน “สมาร์ทโฟน”เบียดบังจน “หนังสือเล่ม” ลดความสำคัญลง

การอยู่ “รอด” ของอุตสาหกรรมหนังสือ ในยุคที่การ “คลิก สไลด์ ดาวน์โหลด” เข้ามาแทนที่การ “พลิกอ่าน” จึงถูกพูดถึงในรอบหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ” ถูกจัดขึ้นเพื่อจูงใจให้ “หนอนหนังสือ” ควักเงินจับจ่ายซื้อหนังสือออกไปให้ได้มากที่สุด โดยครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งที่ 44 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 14 จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2559-10 เมษายน 2559 ภายใต้ธีม…

“ความหวัง”!!!

เป็นความหวังถึงจำนวนผู้อ่านมหาศาล จะใช้จ่ายเงินในการซื้อหนังสือเล่มราว 300-400 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ “ตลาดหนังสือเล่ม” มีเงินสะพัดมากที่สุด หลายสำนักพิมพ์มีกำไรเป็นหลักล้านบาท จากการขายหนังสือในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 2 สัปดาห์

ทว่า…ในระยะยาวภายใต้ภาวะที่ eBook กำลัง “เบ่งบาน” คำถามจึงอยู่ที่ “หนังสือเล่ม” และอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ทั้ง “แผงหนังสือ นักเขียน สำนักพิมพ์…ฯลฯ” จะอยู่รอดอย่างไร??? เพียงหวังยอดขายจากงานสัปดาห์หนังสือฯ คง “รอดยาก”!!!

“ขายไม่ดีมานานแล้ว คนเขาหันไปอ่านในอินเตอร์เนตกันหมด วันนี้ลูกค้าที่ยังอยู่ก็มีเพียงคนที่มีอายุหน่อยส่วนที่ยังขายดีก็มีแต่หนังสือฟุตบอลเท่านั้น”…

“ป้าติ๋ม” เจ้าของแผงหนังสือย่านสะพานควาย สะท้อนให้ฟังถึงสถานการณ์ของ “แผงขายหนังสือ” พร้อมกับเล่าว่า ตั้งแผงขายหนังสือมานานกว่า 2 ทศวรรษ เน้นขายหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ทว่าไม่กี่ปีมานี้ ยอดขายตกลงไปมากพอสมควร เนื่องจากผู้อ่านส่วนใหญ่หันไปอ่านเนื้อหาที่อยู่บนเว็บไซต์กันหมดตามการเจริญเติบโตของระบบอินเตอร์เนต

อีกมุมหนึ่ง…“ทิพย์” หญิงสาววัย 31 ปี พนักงานร้านหนังสือมือสอง JJ บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS สะพานควาย ให้ข้อมูลว่า เท่าที่ประจำอยู่ร้านนี้มา 11 ปี พบว่าหนังสือประเภท “พ็อกเกตบุ๊ค” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม “การ์ตูน-นวนิยาย” ยังขายได้เสมอ จะมีซบเซาไปบ้างช่วง 1-2 ปีมานี้เท่านั้น แต่คาดว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ดี ผู้คนจึงไม่ค่อยอยากจับจ่ายเท่าไรนัก

“ทิพย์” กล่าวอีกว่า หนังสือเล่มใดเรื่องใดจะขายได้ ขึ้นอยู่กับว่า ณ เวลานั้น มี “กระแส” อะไรเข้ามา เช่น นวนิยายหรือการ์ตูนที่มีข่าวว่าถูกซื้อไปทำเป็นละครโทรทัศน์ หรือจะมีการนำซีรี่ส์ญี่ปุ่น-เกาหลีที่ทำจากการ์ตูนเข้ามาฉายในไทยในช่วงนั้นจะขายดีเป็นพิเศษ รวมถึงธุรกิจ “ขายการ์ตูนเก่าหายาก” ที่มักจะมีคนมาถามหาการ์ตูนเรื่องเก่าๆ ที่อวสานไปแล้วและบางเล่มอาจขาดหายไป เพื่อนำไปรวมให้ครบแล้วนำไปขายแบบยกชุดให้กับลูกค้าที่สนใจอีกทอดหนึ่ง

เมื่อถามว่าอะไรที่ทำให้เธอเชื่อว่าพ็อกเกตบุ๊ค “ยังไม่ตาย” เธอตอบว่า เท่าที่สอบถามลูกค้า ได้คำตอบตรงกันอย่างหนึ่ง คือ “เรื่องยาวๆ อ่านหนังสือเล่มสบายตากว่า” เพราะ eBook อ่านแล้วปวดตา ดังนั้นตอนนี้ถึงจะขายได้น้อยลงบ้าง แต่เชื่อว่า“หนังสือยังไม่ตาย”

ขณะที่ในมุมมอง “นักเขียน” อย่าง “เปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป” ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเขียน เจ้าของผลงานระดับอมตะอย่าง “สามก๊กฉบับอ่านคนผ่านกลศึก, เล่าเรื่องสามก๊กฉบับคนรุ่นใหม่, CEO ในสามก๊ก และสามก๊กฉบับเจนวาย มองว่า ยอดขายหนังสือเล่มที่ตกลงไปนั้น เพราะ “เศรษฐกิจ” ไม่ดีมากกว่า เช่น เดิมเคยมีเงินติดกระเป๋า 1,000 บาทซื้อหนังสือเล่มละ 200 บาท ได้ 5 เล่ม แต่ทุกวันนี้มีเงินในกระเป๋าลดลง เหลือแค่ 500 บาท แล้วจะซื้อได้กี่เล่ม จำนวนมันก็ลดลง เพราะหนังสือไม่ใช่ “สินค้าจำเป็น” การย้ายแพลตฟอร์มไปอยู่บน eBook เป็นแค่ส่วนหนึ่ง

“ที่หนังสือเล่มขายไม่ดี ไม่ใช่เพราะ eBook แต่เกิดจากปัญหาที่สำคัญที่สุด คือ คนไม่มีเงินซื้อ”

นักเขียนผู้นี้ มองว่า ปัจจุบันหนังสือที่จะขายได้เป็นหนังสือที่นักเขียนมีชื่อเสียง “ติดตลาด” แล้ว แม้ยอดขายอาจตกลงบ้างตามสภาพเศรษฐกิจ แต่เมื่อ “เป็นหนึ่งในใจคุณแล้ว” อย่างไรก็ขายได้ ดังนั้นมองว่านักเขียน หรือสำนักพิมพ์ต้องปรับตัว ต้อง “สร้างแบรนด์” คือ จะบอกว่า “หนังสือดียังไงก็ขายได้” เหมือนอดีตไม่ได้ แต่สำนักพิมพ์ต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าตัวเองเป็นกลุ่มใด แล้วเน้นพิมพ์หนังสือแนวนั้น เพื่อ “ตอบโจทย์” ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

“สำนักพิมพ์ต่างๆ ต้องเคลื่อนเข้ารูปเข้ารอย ต้องโฟกัสกลุ่มลูกค้า แล้วผลิตหนังสือตอบโจทย์ลูกค้า จะมาวัดดวงว่าหนังสือดีจะขายได้ไม่ได้อีกแล้ว ขณะที่นักเขียนเถลไถลไม่ได้แล้ว ต้องสร้างแบรนด์ สร้างกลุ่มเป้าหมายส่วนตัว อาจเริ่มจากการเขียนในแฟนเพจก่อน วันนี้ใครไม่มีแบรนด์เตรียมตัวล้มหายตายจาก”

ด้าน “จรัญ หอมเทียนทอง” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่า ปัจจุบัน “ตลาดหนังสือเล่ม” ยอดขายลดลงราว 10% เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ส่วน eBook มีผลต่อยอดขายที่ลดลงของหนังสือเล่มไม่น่าเกิน 1% เพราะส่วนตัวยังเชื่อว่าไม่มีใคร หรือถ้าจะมีก็น้อยมากที่เคยอ่านหนังสือเล่ม หรือนวนิยาย ผ่าน eBook จบ 1 เล่ม เพราะไม่สะดวกเท่ากับการอ่านผ่านหนังสือเล่ม

“ในวงการหนังสือยุคนี้มีการพูดถึงการปิดตัวค่อนข้างมาก ทำให้คนข้างนอกมองว่าถึงคราวสิ้นยุคแล้ว แต่ผมมองว่าหนังสือเล่ม นวนิยาย หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร ไม่ได้ตาย ยังคงอยู่ เพียงแต่เพิ่มหรือเปลี่ยนแพลตฟอร์มมาอยู่บนออนไลน์มากขึ้น ไม่ได้อยู่แต่บนกระดาษ” จรัญ กล่าว

เขามองว่า “วิกฤติ” ช่วงนี้ถือเป็น “โอกาส” ที่ทำให้ผู้อ่านจะได้อ่านหนังสือดีๆ มากขึ้น เพราะในภาวะเช่นนี้หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร หรือหนังสือเล่มที่มี “คุณภาพ” จึงจะอยู่ได้ หนังสือไม่มีคุณภาพจะหายไปเอง วิกฤติช่วงนี้ทำให้สำนักพิมพ์ต่างๆ พยายามปรับปรุงรูปเล่มให้ดูดี ปรับปรุงเนื้อหาให้มีคุณภาพ เพื่อปรับตัวรับกับวัฒนธรรมรุ่นใหม่ สำหรับหนังสือเล่มยังเชื่อว่า “ยาก” สูญพันธุ์ และไม่วิตก เพราะ “วัฒนธรรมการอ่าน” ไม่ใช่นิสัยของคนไทย

อีกทั้งเป็นวงจรของผลิตภัณฑ์…วันนี้ขาดหายไปวันหน้าจะกลับมาใหม่และ “บูม” อย่างที่ราคาแพงขึ้นด้วย เพราะทุกอย่างในโลกล้วนกลับมาเกิดใหม่ได้ตาม “วัฏจักร”

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ฟิตกล้าม’เล่นไปโด๊ปไป อย่าเสี่ยง..อันตรายถึงเสียชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/209389

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง..สุภาษิตโบราณนี้ยังคงจริงอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนยุคปัจจุบันที่นอกจากจะแต่งองค์ทรงเครื่องตามแฟชั่นเสื้อผ้าและเครื่องประดับต่างๆ แล้วยังหันมาดูแลสุขภาพกายอย่างจริงจัง เห็นได้จากกระแส “ฟิตแอนด์เฟิร์ม” (Fit&Firm) ที่มาแรงมาก ทั้งศูนย์ฟิตเนสให้บริการเครื่องออกกำลังกายพร้อมผู้ฝึกสอนที่ผุดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมืองเป็นดอกเห็ด รวมถึงหนังสือสอนเคล็ดลับฟิตหุ่นก็ออกมาวางจำหน่ายกันมากมาย

เป้าหมายของหนุ่ม พ.ศ.นี้ ต้อง “หล่อล่ำ-มีซิกส์แพค (Six Packs)” ให้ได้..จึงจะ “เท่” สมชายชาตรี!!!

แล้วก็เป็นธรรมดาของสิ่งที่ได้รับความนิยม คือมักจะมีคนกลุ่มที่ต้องการ “ทางลัด” ไปสู่ความสำเร็จอยู่เสมอ การฟิตหุ่นก็เช่นเดียวกัน เรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับ “สารกระตุ้น” ที่ว่ากันว่าทำให้ออกกำลังได้นานขึ้น หรือทำให้กล้ามโตได้เร็วขึ้น ถูกบอกเล่ากันปากต่อปากรวมถึงโพสต์ลงในสื่อออนไลน์ เร่งเร้าให้คนอยาก “หล่อไวๆ ล่ำเร็วๆ” สรรหาสารเหล่านั้นมาใช้ แม้จะมีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญก็ตาม

ว่าถ้าใช้ไปแล้ว “เสี่ยง” ถึงขั้น “เสียชีวิต”!!!

ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวกับ “สกู๊ปแนวหน้า” ว่าในหมู่นักเพาะกาย หรือนักกีฬาประเภทต่างๆ จะมีสารกระตุ้นบางชนิดที่คนกลุ่มนี้ชอบใช้ แน่นอนว่าทุกชนิดล้วน “อันตราย” ทั้งสิ้น ซึ่งอาจแบ่งได้ 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1.สารเลียนแบบฮอร์โมนเพศชาย หรือสเตียรอยด์ (Steroids) มีฤทธิ์ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่และแข็งแรง แต่มีผลกระทบคือทำให้เกิดความดันโลหิตสูง และมีอาการกระวนกระวาย ใจสั่น 2.อินซูลิน (Insulin) รู้จักกันดีในฐานะสารที่ใช้กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน แต่ก็มีการนำมาใช้ในวงการกีฬาเช่นกันเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อ ซึ่งผลกระทบจากการใช้อินซูลินเป็นสารกระตุ้น คือระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการช็อกได้

3.ยาขับปัสสาวะ (Diuretic) สารประเภทสเตียรอยด์ต่างๆ แม้จะมีฤทธิ์เสริมกล้ามเนื้อ แต่มีผลข้างเคียง คือทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ ดังนั้น จึงมักใช้คู่กับยาขับปัสสาวะ ซึ่งการใช้ยาขับปัสสาวะในฐานะสารกระตุ้น ผลกระทบ คือร่างกายสูญเสียเกลือแร่ โดยเฉพาะโพแทสเซียม ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำงานของหัวใจ สุ่มเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวได้

“สเตียรอยด์นอกจากมันจะสร้างกล้ามเนื้อแล้วยังทำให้เกิดภาวะคั่งของของเหลวในร่างกาย หรือภาวะบวมน้ำซึ่งนักกีฬาเพาะกายจะไม่ประสงค์ให้มี เขาก็จะใช้ยาขับปัสสาวะ ทีนี้พอขับปัสสาวะ ขับน้ำออกจากร่างกายแล้ว ร่างกายก็จะสูญเสียเกลือแร่ โดยเฉพาะโพแทสเซียม ซึ่งโพแทสเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำงานของหัวใจ พอร่างกายสูญเสียโพแทสเซียมเยอะๆ หัวใจก็จะเกิดภาวะล้มเหลวได้” ภก.ประพนธ์ ระบุ

และ 4.ยาแก้ปวด เนื่องจากการใช้ร่างกายมากๆ ทำให้มีอาการเหนื่อยล้าปวดเมื่อย บางรายจึงใช้ยากลุ่มนี้เพื่อระงับความเจ็บปวด จะได้ฝึกหรือออกกำลังได้นานขึ้น แต่การทำเช่นนี้บ่อยๆ สุ่มเสี่ยงที่กล้ามเนื้อจะฉีกขาดเพราะใช้งานเกินขีดจำกัด และยิ่งผู้ที่มีโรคประจำตัวหากใช้ยากลุ่มนี้เกินขนาดก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

“ถ้าจะใช้ยากลุ่มนี้ต้องไปพบแพทย์หรือเภสัชกรที่มีความรู้เรื่องยา ไม่ควรซื้อตามอินเตอร์เนต แผงลอย หรือยาที่บอกต่อๆ กันมา เพราะมันจะทำให้เสียชีวิตได้ ร่างกายมันฟ้องโดยในลักษณะทางกายภาพอยู่แล้วว่ามันเกินขีดความสามารถของร่างกายที่จะทน โดยหลักการแล้วมีทั้งที่เป็นยาอันตรายและยาควบคุม ตามหลักต้องซื้อจากร้านขายยาที่มีใบอนุญาตหรือต้องไปรับยาจากสถานพยาบาล” รองเลขาธิการ อย. กล่าวย้ำ

ขณะที่ นายสุกรีย์ สุภาวรีกุล อุปนายกฝ่ายบริหารและเลขาธิการสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โดยปกติแล้วการแข่งขันเพาะกายในรายการที่สมาคมให้การรับรองนั้นจะต้องมีการตรวจหาสารกระตุ้นอยู่เสมอ รวมถึงนักกีฬาที่เป็นตัวแทนของสมาคมไปแข่งขันในระดับนานาชาติด้วย แต่ก็ยอมรับว่าปัจจุบันมีการจัดแข่งขันเพาะกายโดยหลายองค์กร และหลายรายการไม่ได้ขึ้นกับสมาคม ขณะเดียวกัน สารกระตุ้นเหล่านี้ยังหาซื้อได้ง่าย จึงยากที่จะควบคุมการใช้สารกระตุ้นในหมู่นักเพาะกายได้ทั้งหมด

“ยาพวกนี้มันเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคต่างๆ แต่มีคนบางกลุ่มที่ใช้ผลข้างเคียงของยามาใช้เสริมสร้างร่างกายให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น แต่โดยสรรพคุณแล้วมันใช้ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ คนที่จะใช้ยานี้ต้องมีใบอนุญาตจากเภสัชกรก่อน ที่เห็นมีการซื้อขายผ่านทางอินเตอร์เนต ก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านนี้ ประเทศไทยค่อนข้างหาได้ง่ายก็เลยมีการแพร่หลายกันมาก

ทางสมาคมเรามีหน้าที่ป้องกันและให้ความรู้กับนักกีฬาและบุคลากรในเรื่องของพิษภัย ถ้ามีนักกีฬาคนใดที่ยังใช้สารต้องห้ามอยู่ ก็ไม่มีใครรับรองเรื่องความปลอดภัยได้ ถ้าเสียชีวิตไปมันก็ไม่คุ้มกับสิ่งที่ทำมาทั้งหมด สู้เราฝึกซ้อมด้วยวิธีธรรมชาติ และรับประทานอาหารธรรมชาติน่าจะดีกว่า” นายสุกรีย์ ฝากทิ้งท้าย

อารีรัตน์ คุมสุข

SCOOP@NAEWNA.COM

ปรากฏการณ์‘บัณฑิต…ฟันน้ำนม’ ค่านิยม‘เว่อร์’การศึกษาไทย.???

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/209220

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง…ฉันจึง มาหาความหมาย…

ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย…สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว…

กลอนบทนี้แต่งโดย “วิทยากร เชียงกูล” ซึ่งมีการตีความหมายแตกต่างกันออกไปตามแง่มุมคิดของแต่ละคน แต่มุมหนึ่งเหมือนสะท้อนให้เห็นถึง “แวดวงการศึกษา” ของไทย ที่คล้ายกับว่าจุดมุ่งหมายอยู่แค่มุ่งหวังเพื่อ “ใบปริญญา” มากกว่า “วิชาการ” ที่ได้รับ ไม่เฉพาะในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ปัจจุบัน “ค่านิยม”การศึกษาเพื่อกระดาษใบเดียวได้ฝังรากลึกตั้งแต่ระดับอนุบาลผ่านกิจกรรม “บัณฑิตน้อย”

ภาพเด็กเล็กวัยเพิ่งสิ้น “กลิ่นน้ำนม” แต่งหน้า ทำผมสวมชุดครุย เข้าแถวย่างก้าวเข้าไปเอื้อมคว้า “วุฒิบัตร” เพื่อแสดงว่าสำเร็จการศึกษาชั้นอนุบาล 3 เตรียมเลื่อนชั้นสู่ประถมศึกษาปีที่ 1 นำมาซึ่งคำถามว่าคุณค่าของงานบัณฑิตน้อยคืออะไร และเป็นการสร้างค่านิยมผิดๆ ตั้งแต่ระดับ “รากแก้ว” ทางการศึกษาของประเทศไทยหรือไม่.???

ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง “นายอดินันท์ ปากบารา” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(กช.) กล่าวว่า กิจกรรม “บัณฑิตน้อย” เป็นที่นิยมที่หลายๆ โรงเรียนทั้งของรัฐบาลและเอกชนจัดขึ้น เพื่อเป็น “แรงจูงใจ” และ “ปลูกฝัง” ให้เด็กรักการเรียน ซึ่ง กช.ย้ำเตือนว่าไม่ควรมีการเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง ควรให้เป็นไปตามความสมัครใจ หรือถ้าโรงเรียนจะจัดก็ควรเป็นผู้ออกทุนออกค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นกิจกรรมหนึ่งให้กับเด็กก็ได้ ส่วน “ชุดครุย” โรงเรียนควรจัดหามาให้เด็ก “ยืม” ใส่ ไม่ต้องเช่า หรือตัดมาจากร้านเอง

“บางโรงเรียนจะมีการหารือกับผู้ปกครอง และจัดงานขึ้นเพื่อให้เป็นแรงจูงใจและปลูกฝังให้เด็กรักการเรียน ซึ่ง กช.เน้นย้ำไปว่าค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมให้เป็นความรับผิดชอบของโรงเรียน ชุดครุยไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องสั่งตัด ไม่ต้องเช่าหลักๆ คือต้องเหมาะสม และประหยัด” นายอดินันท์ กล่าว

ความมุ่งหมายของ กช.เหมือนไม่เป็นดั่งหวัง เพราะปัจจุบันกิจกรรม “บัณฑิตน้อย” ดู “เว่อร์” และ “ฟุ้งเฟ้อ”!!!

“ปอง-เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป” กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=843223189120277&id=100002978123224 แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยสรุปว่า ช่วงนี้ “เด็กปฐมวัย” กำลังผลัดชั้นขึ้นประถม 1 จึงเห็นภาพที่ขัดอกขัดใจ ขัดหูขัดตา และขัดความรู้สึกที่สุด ปีละครั้ง คือ บัณฑิตน้อยที่โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต่างแข่งกันสร้างค่าของการเรียนจบในระดับเล็กๆ นี้ จนทำให้ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เกินความเหมาะสม มีผู้อำนวยการบางโรงเรียนบอกว่า…

“นี่คือการหาเงินเข้าโรงเรียนที่ง่ายและได้มากที่สุด บางปีรายได้ดีกว่าการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน เพราะมีกำไรตั้งแต่ค่าชุดครุย ค่าแต่งหน้าทำผม ค่าดอกไม้ใบหญ้า และตุ๊กตาหลากหลายที่นำมาขายเพื่อแสดงความดีใจต่อบัณฑิตน้อย”

กลายเป็นกระแสที่ “เว่อร์” และ “ฟุ้งเฟ้อ” โดยใช่เหตุ!!!

ผู้อำนวยการคนหนึ่งพยายามอธิบายถึง “แง่ดี” ของการจัดกิจกรรมบัณฑิตน้อย โยงไปถึงความประทับใจของเด็กที่จะมีไปตลอดชีวิต จนถึงการที่เด็กจะได้เรียนรู้และมีสำนึกแห่งความกตัญญูต่อพ่อแม่และครู รวมถึงบอกว่านี่คือเรื่องการ “ลงทุน” ในเด็กที่พ่อแม่ต้องยอมลงทุน เพื่อจะได้กำไรในอนาคต ถือเป็นเรื่องที่“เข้าใจผิด” เพราะการลงทุนในเด็กต้องไม่ใช่การลงทุนที่ให้เด็ก “เสพติด” ความฟุ้งเฟ้อแบบนี้ การลงทุนในเด็กต้องเป็นวิธีที่ทำให้เด็กได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพของตน เด็กต้องเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะชีวิต เรียนรู้การอยู่และร่วมสร้างสังคมที่ผู้คนไว้วางใจซึ่งกันและกัน

“ปอง-เรืองศักดิ์” แสดงความเห็นอีกว่า พ่อแม่ต้องรู้เท่าทันว่า บัณฑิตน้อยเป็นช่องทางที่ผู้ใหญ่กำลังใส่เรื่องการแข่งขันลงไปในหัวเด็ก แข่งกันแต่งว่าชุดครุยใครสวยกว่า ใครจะแต่งหน้าฉ่ำ ทำผมสวยกว่า…“ธุระอะไรที่ต้องปรุงแปลงแต่งเด็กให้แก่แดดอย่างนี้ นี่เป็นการปูทางความคิดให้เด็กหรู ติดฟุ่มเฟือยแท้ๆ”

ในวันที่เรียนจบในระดับนี้แค่ “ไอติม” สักถ้วย ในงานปาร์ตี้สนุกๆ แบบเด็กๆ พอดีพองามน่าดูกว่าเป็นไหนๆ เด็กวัยนี้ความสุขในการเรียนรู้ ในการอยู่ในโรงเรียน ความสุขที่อยู่กับเพื่อนแล้วได้ทำอะไรๆที่สนุกสนานตามวัยต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ดังนั้น ความสำเร็จของการจบการเรียนในระดับปฐมวัยต้องอยู่ที่การมีความสุขจากการเรียน แต่การสร้างค่านิยมที่ไม่เหมาะสมอย่างนี้ เป็นจุดขายเชิงธุรกิจมากกว่า ถ้าผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองเอาประโยชน์สูงสุดที่เด็กจะได้รับเป็นตัวตั้ง กิจกรรมบัณฑิตน้อยจะไม่ใช่กระแสที่ “เว่อร์” และ “ฟุ้งเฟ้อ” โดยใช่เหตุต่อเนื่องกันมาอย่างนี้!!!

ขณะที่นักวิชาการทางการศึกษาอย่าง “สมพงษ์ จิตระดับ” อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า กิจกรรมบัณฑิตน้อยควร“เลิก” ได้แล้ว เพราะแนวโน้มระบบการศึกษาในอนาคตไม่ได้เน้นที่ “ปริญญาบัตร” แต่ค่านิยมใหม่ทางการศึกษาจะเน้นเรื่องเนื้องาน ผลผลิตหรือชิ้นงานของเด็ก ดังนั้นสถาบันการศึกษาควรหันมาเน้น ยกย่องในสิ่งประดิษฐ์หรืองานวิจัยที่ผ่านกระบวนการ “ตกผลึก” ทางความคิดจาก “มันสมอง” ของเด็กมากกว่าการเน้นที่ใบปริญญา

“ควรเลิกปลูกฝังค่านิยมที่ผิดๆ แบบนี้ได้แล้ว การใช้ปริญญาเป็นจุดขายของการศึกษาเป็นการสร้างค่านิยมที่ไม่เหมาะสม พอเป็นจุดขายก็เป็นเรื่องธุรกิจมากเกินไป โดยเฉพาะกับเด็กวัยนี้ไม่ควรใส่เรื่องนี้ มีหลายโรงเรียนพยายามใช้เรื่องนี้เป็นจุดขายของโรงเรียน จุดขายน่าจะเป็นตัวความคิด แต่ทุกวันนี้ใช้ความฟุ่มเฟือยเป็นจุดขาย ไม่เหมาะสม น่าจะหยุดตั้งนานแล้ว”

นักวิชาการผู้นี้กล่าวทิ้งท้ายว่า สังคมไทยทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีปริญญา แต่หลายประเทศไม่ “บ้าปริญญา” เท่านี้ ต่างประเทศเน้นความพร้อมพัฒนาการของเด็ก การที่เด็กอนุบาลไทยใส่เสื้อครุยไปรับปริญญาสะท้อนความ “บ้าคลั่ง” ทางปริญญาบัตรของสังคมที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่อนุบาล เป็นค่านิยมที่ไม่ควรปลูกฝังในตัวเด็ก ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองอย่าไปใส่ใจให้ความสำคัญ เจ้าของโรงเรียนควรมีจิตสำนึกมากกว่านี้ในการทำอะไรเกี่ยวกับเด็ก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีบทบาทมากกว่านี้

“บัณฑิตน้อย” ที่นับวันจะจัดกันมากขึ้นในกลุ่มโรงเรียนเอกชนและสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) คล้ายจะเป็นกระจกสะท้อนถึงแวดวงการศึกษาไทย ที่นับวันจะเน้นค่านิยมที่ “ผิดเพี้ยน ฟุ่มเฟือย” สนใจเพียง “เปลือกนอก” มากกว่า “แก่นแท้”

สุดท้าย…เด็กก็ได้ไปเพียงกระดาษแผ่นเดียว!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ปิดประตู ‘คอร์รัปชั่น’ ต้องใช้ ‘ระบบ’ คุม ‘คน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/209041

วันอังคาร ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

เรื่องของปัญหา คอร์รัปชั่น ในโครงสร้างองค์กรภาครัฐของไทยยังเป็นสิ่งที่ต้องเดินหน้าปฏิรูปกันต่อไป เห็นได้จากบ้านเรามักจะ “สอบตก” เป็นประจำ เช่น การจัดอันดับของ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) อย่างล่าสุดในปี 2558 ไทยได้ 38 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน คะแนนเท่าเดิมกับปี 2557 ขณะที่ชาติหัวแถวของอาเซียนและต้นแบบแห่งหนึ่งของโลกอย่าง สิงคโปร์ ได้ 85 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน ดีขึ้นกว่าปี 2557 ที่ได้ 84 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน

9 มี.ค. 2559 ณ โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด ห้วยขวาง กรุงเทพฯ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI ) เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “รัฐในฐานะผู้กำกับดูแลธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ” โดยตั้งข้อสังเกตว่า กรอบคิดของสังคมไทยยึดติดอยู่กับ “การสรรหาบุคคล” ต้องการแต่คนที่ “ไร้มลทิน” มากเกินไป ซึ่งในความเป็นจริง “หาได้ยาก” ขณะที่ประเทศที่เจริญแล้ว มุ่งเน้นไปที่ “การสร้างระบบตรวจสอบ” ที่ถึงจะเป็นเพียง “ปุถุชนคนธรรมดา” ยังอยากได้อยากมีก็ไม่กล้าที่จะทำผิดคิดชั่ว

“คนไทยเราเวลาจะออกกฎหมายใหม่ ตั้งองค์กรอิสระใหม่ เราคิดอยู่อย่างเดียวว่าจะเขียนอย่างไรให้ได้เทวดา ได้อรหันต์เข้ามา แต่ลองมาหลายทีแล้วก็ไม่ได้เสียที พอไม่ได้มันก็เละในหลายๆ ครั้ง เพราะว่าเราไม่คิดจะวางระบบการตรวจสอบ คิดแต่จะคัดคนให้ขาวสะอาด เอาคนดีมาทำงานจะได้ผลงานดี แต่ต่างชาติเขาคิดอีกแบบหนึ่ง เขาไม่สนว่าคุณจะเป็นอรหันต์หรือไม่ แต่คุณจะมาทำอะไรกับสถาบันนี้ไม่ได้เลย เพราะเขามีกลไกตรวจสอบ”

ดร.เดือนเด่น กล่าวพร้อมยกตัวอย่างองค์กรกำกับดูแลกิจการสาธารณะด้านต่างๆ ของหลายประเทศ ซึ่งต่างก็มีระเบียบปฏิบัติของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ค่อนข้างเข้มงวดไล่ตั้งแต่ การรับผลประโยชน์จากบุคคลภายนอก อาทิ คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ประเทศสหรัฐอเมริกา ระเบียบของ FCC ระบุว่า ห้ามรับผลประโยชน์ใดๆ จากบุคคลภายนอกผู้มาติดต่อ หรือผู้มีส่วนได้เสียจากการปฏิบัติหน้าที่โดยเด็ดขาด

แม้กระทั่ง “การเลี้ยงอาหาร” ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก ยังกำหนดมูลค่าไม่ให้เกิน 20 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 700 บาท) ต่อครั้ง และไม่ให้เกิน 50 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,750 บาท) ต่อปี นอกจากนี้ยังห้ามรับผลประโยชน์จากคนใกล้ชิด แต่หากจำเป็นต้องรับก็ต้องแจ้งอย่างละเอียดต่อสำนักงานโดยเร็ว เพื่อจะได้พิจารณาว่าจะต้องส่งคืนผู้ที่ให้มาหรือไม่

การเบิกจ่ายงบประมาณ ยกตัวอย่าง องค์กรกำกับดูแลกิจการพลังงานแห่งรัฐอัลเบอร์ตา (Alberta Energy Regulator) ประเทศแคนาดา ที่การใช้จ่ายงบประมาณของคณะกรรมการในทุกๆ กิจกรรม จะถูกแจกแจงทั้งหมด ทั้งวัน-เวลา สถานที่จัดกิจกรรม รายละเอียดของกิจกรรม (งานอะไร ใครเป็นเจ้าภาพ กลุ่มผู้เข้าร่วมเป็นใครบ้าง) และจำนวนเงินที่ใช้ ตัดปัญหาเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ส่วนตัว

ความเป็นกลางอย่างไร้ข้อครหา ประมวลจริยธรรมของ FCC ระบุว่า ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่ดูเสมือนว่าละเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดด้านจริยธรรม ประเด็นนี้ ดร.เดือนเด่น อธิบายว่า เหตุที่ FCC ใช้คำว่า “ดูเสมือนว่า” เพื่อต้องการสังคม “สิ้นความคลางแคลงใจ” อย่างสมบูรณ์

“ที่เขาใช้คำว่า..ดูเสมือนว่า..เพราะเขาไม่สนว่า คุณทำผิดหรือไม่ผิด แต่ถ้าภาพพจน์ที่ออกไปมันเหมือนมีความผิดหรือไม่เป็นกลาง แม้ท่านจะไม่ผิดท่านก็ต้องหยุด ฉะนั้นจะมาตีความว่าฉันไม่ได้ทำผิด ไม่เห็นผิดกฎระเบียบอะไรเลยอย่างที่เห็นกันบ่อยๆ ไม่ได้ เขาดูภาพลักษณ์ในสายตาคนข้างนอก ถ้าเขามองว่าคุณผิดหรือไม่เป็นกลางก็คือผิดเลย” ดร.เดือนเด่น กล่าว

การติดต่อกับบุคคลภายนอก ในหลายประเทศ คณะกรรมการกำกับดูแลกฎระเบียบกิจการสาธารณะไม่ว่าด้านใด“การวางตัว” ต้องเว้นระยะห่างจากคนทั่วไป การพบปะพูดคุยกับบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ต้องระมัดระวังอย่างที่สุดไม่ต่างจากอาชีพ “ผู้พิพากษา” เพราะมีอำนาจ “ให้คุณให้โทษ” เหมือนกัน

“หน่วยงานกำกับดูแลในประเทศที่พัฒนาแล้ว ถือว่ามีสถานภาพเหมือนศาล เพราะท่านเป็นผู้ชี้ขาด ฉะนั้นการทำตัวของกรรมการกิจการ จะต้องทำตัวเหมือนศาล จะเห็นว่าผู้ที่เป็นผู้พิพากษาเขาจะเก็บตัว ไม่ค่อยจะไปยุ่งอะไรกับใคร จะคุยกับใครก็ต้องระวังตัว” ดร.เดือนเด่น ระบุ

ย้อนกลับมาประเทศไทย..ในเรื่องการรับผลประโยชน์ ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แม้จะห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงรับทรัพย์สินมูลค่าเกิน 3,000 บาทจากผู้ที่มิใช่ญาติ หรือหากจำเป็นต้องรับก็ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แต่ไม่มีการกำหนดว่าให้รับได้เท่าไรในแต่ละปี ไม่จำกัดโอกาสในการรับ และไม่มีการบันทึกรายการผลประโยชน์ที่รับ

หรือประเด็นความเป็นกลาง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แม้จะห้ามเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนได้เสีย เป็นญาติ เป็นคู่กรณี หรือมีความเกี่ยวข้องกับคู่กรณีไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ร่วมพิจารณาเรื่องทางปกครองในกรณีนั้นๆ “แต่ไม่รวมถึงการพิจารณาออกกฎระเบียบ” ซึ่ง ดร.เดือนเด่น กล่าวว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ข้อห้ามดังกล่าวจะรวมถึงการออกกฎระเบียบด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้กฎระเบียบที่จะออกมาโน้มเอียงจนเอกชนรายต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบนั้นเกิดความ “ได้เปรียบเสียเปรียบ” ระหว่างกัน เป็นต้น

“ก็หวังว่ากฎหมายในอนาคต แทนที่จะไปเขียนเรื่องกรรมการให้วิลิศมาหรา ก็มาเขียนเรื่องวางกลไกตรวจสอบองค์กรดีกว่า” ผู้อำนวยการวิจัย TDRI ฝากข้อคิด

ตัวอย่างข้อมูลการใช้จ่ายงบประมาณของ Alberta Energy Regulator

‘จีน’ระบายน้ำ‘แก้แล้ง’ ‘ผลงาน’หรือ‘ผลกระทบ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/208874

วันจันทร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยวันนี้ “ร้อน-แล้ง” ปริมาณน้ำในเขื่อนเหลือน้อยจนภาครัฐประกาศขอความร่วมมือให้ประชาชนใช้อย่างประหยัด ขณะที่แม่น้ำลำคลองหลายแห่งระดับน้ำลดต่ำลงจนแห้งขอด ทว่าก็มีเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจและถูกนำไปขยายความต่อในโลกออนไลน์อย่างแพร่หลาย

นั่นคือ “จีน” ปล่อยน้ำจากเขื่อนลงสู่ “แม่น้ำโขง” เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง!!!

เรื่องดังกล่าวปรากฏเป็นข่าวเมื่อช่วงกลางเดือน มี.ค. 2559 ด้านหนึ่งก็มีเสียงชื่นชมและยกจีนให้เป็น “มหามิตรตัวจริง-พี่ใหญ่ใจดี” เพราะระดับน้ำในแม่น้ำโขงเองก็ “แห้งขอด” ในหลายจุด แต่อีกด้านหนึ่ง การทำเช่นนี้ของจีนทำให้ชาวบ้านที่อยู่ริมฝั่งโขง “ได้รับผลกระทบ” อยู่ไม่น้อย

23 มี.ค. 2559 มีการจัดแถลงข่าว “แม่น้ำโขง แม่น้ำของใคร? น้ำโขงจากจีน น้ำโขงของใคร?” ณ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ซ.รัชดาภิเษก 14-ประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 ห้วยขวาง กรุงเทพฯ จีรศักดิ์ อินทยศ ตัวแทนประชาชนกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า กว่า 2 ทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2535 ที่จีนเริ่มสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง วิถีชีวิตของชาวบ้านริมฝั่งโขงก็ต้อง “เปลี่ยนไป” อย่างสิ้นเชิง

จีรศักดิ์ บอกเล่าถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นั่น ซึ่งหากแม่น้ำโขงยังมีสภาพปกติตามธรรมชาติ ช่วงเวลา “น้ำลง” จะอยู่ระหว่างเดือนตุลาคม-เมษายน โดยชาวบ้านจะเริ่มทยอย “ปลูกพืชระยะสั้น” ตั้งแต่เดือนตุลาคมในบริเวณตลิ่งจุดที่น้ำเริ่มแห้ง ด้วยความที่เป็นดินตะกอนทรายมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันหลายหมู่บ้านต้องเลิกทำไป เพราะเมื่อถึงฤดูแล้ง จีนก็จะระบายน้ำจากเขื่อนลงมา ทำให้ “น้ำท่วม” พืชผลเสียหาย

ทั้งที่ไม่ใช่ “ฤดูน้ำขึ้น” แต่อย่างใด!!!

“ถ้าพูดถึงภูมิรู้ที่ชาวบ้านมีอยู่ ตอนนี้เขาไม่สามารถใช้ภูมิรู้ที่สั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษได้อีกแล้ว ปลูกผักก็ปลูกไม่ได้แล้ว บางพื้นที่นี่เลิกไปเลย เพราะปีๆ หนึ่งท่วมกัน 3-4 รอบ ต้นทุนที่เขาทำหายไปเลย พอเขื่อนทยอยสร้างไปเรื่อยๆ มันก็ส่งผลต่อระบบนิเวศ ปลาก็ค่อยๆ ลดลง เราเคยสอบถามชาวบ้าน เขาบอกว่าถ้าแต่ก่อนปริมาณปลาคือร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เหลือแค่ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ตอนนี้คนในชุมชนที่เป็นวัยแรงงานเขาก็ต้องเข้าสู่ภาคบริการ เข้าเมืองมาหางานทำ เพราะเขาไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในชุมชน” ตัวแทนกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าว

เช่นเดียวกับ อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มแม่น้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน กล่าวเพิ่มเติมว่า แม่น้ำโขงจะลดระดับตามธรรมชาติอย่างชัดเจนประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปี ในช่วงเวลาดังกล่าวชาวบ้านริมแม่น้ำจะปลูกผักระยะสั้นตามแนวตลิ่ง รวมถึงการเลี้ยงปลาในกระชัง เตรียมไว้ขายในช่วงหน้าแล้งที่แม่น้ำโขงจะกลายสภาพเป็น “ชายหาดน้ำจืด” ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนเป็นจำนวนมาก แต่การที่จีนปล่อยน้ำมา ส่งผลให้ผักและปลาได้รับความเสียหาย ขณะที่ร้านค้าก็ไม่สามารถตั้งได้เพราะถูกน้ำท่วมหมด

สูญเสียรายได้ของท้องถิ่นไป “นับล้านบาท”!!!

“พอช่วงใกล้สงกรานต์ พ่อค้าแม่ขายที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยก็จะลงไปตั้งแผงตั้งเพิง ทำร้านค้าทำซุ้ม แบ่งล็อกกันไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมที่ชาวบ้านไปตั้งร้านค้า ชาวอีสานเขามาทำงานเมืองกรุง กะว่าจะเก็บเงินแล้วกลับบ้านไปเล่นน้ำช่วงสงกรานต์

เพราะสำหรับคนอีสานแล้วงานบุญงานประเพณีสำคัญที่สุด อย่างหาดแห่ที่นครพนม ชาวบ้านก็อาศัยช่วงหาดโผล่ (น้ำลด) ลงไปตั้งร้านค้า เขาจะมีรายได้ช่วงเทศกาลท่องเที่ยวตั้งแต่พฤศจิกายนถึงพฤษภาคมเกือบล้านบาท อันนี้ต่อร้านค้านะ แล้วเฉพาะจุดนี้จุดเดียวมีร้านค้าตั้ง 30 แห่ง แล้วมันมีหาดแบบนี้อีกกี่แห่งตลอดลำน้ำโขง แล้วชาวบ้านตัวเล็กตัวน้อย พ่อค้าแม่ขายที่มีรายได้เหล่านี้ได้รับผลกระทบเท่าไหร่?”

อ้อมบุญ ระบุ โดยขณะนี้ชาวบ้านริมแม่น้ำโขงต้องปรับตัว จากการปลูกแค่เพิงเล็กๆ ต้อง “ลงทุนเพิ่ม” ต่อเติมให้เป็นแพลอยน้ำ ซึ่งก็เป็นการ “แบกภาระ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และที่เป็น “ตลกร้าย” ของเรื่องนี้มากที่สุด คือการที่จีน “โชว์ความใจกว้าง” ประกาศว่าปล่อยน้ำมาเพื่อช่วยเหลือชาวอาเซียนที่เป็นชาติปลายน้ำ ในความเป็นจริงแล้ว “เป็นคนละเรื่อง” ประเด็นนี้ มนตรี จันทวงศ์ ผู้แทนโครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง เปิดเผยว่า ในช่วงเวลานี้เป็นฤดูกาลปกติ ที่จีนต้องระบายน้ำออกจากเขื่อนอยู่แล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อเพิ่มระดับน้ำในแม่น้ำโขงให้เรือสินค้าเดินทางได้ และเพื่อพร่องน้ำในเขื่อนไว้เตรียมรับมือฤดูฝน

ยึดแม่น้ำส่วนรวมไว้ใช้คนเดียว..แต่วันดีคืนดีก็ปล่อยน้ำมาให้ใช้พร้อมอ้างบุญคุณ!!!

“สำหรับจีนแล้ว วัตถุประสงค์การปล่อยน้ำของเขามีเพียง 3 เรื่องเท่านั้น คือ 1.เพื่อผลิตไฟฟ้า เพราะเขื่อนทั้ง 6 ของจีนเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าไม่ใช่เขื่อนเพื่อการชลประทานแม้แต่ในประเทศจีนเอง 2.เพื่อการเดินเรือ จากสิบสองปันนาลงมาที่เชียงแสน และ 3.ต้องพร่องน้ำในเขื่อน จะเก็บน้ำไว้จนเต็มไม่ได้เพราะถ้าเข้าฤดูฝนแล้วน้ำยังเต็มเขื่อนก็จะเป็นปัญหาของเขาเอง นี่คือการบริหารน้ำในจีน ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้กับประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างเลย”

มนตรีกล่าว ซึ่งท้ายงานแถลงข่าว เครือข่ายประชาชนริมฝั่งโขงยื่นข้อเรียกร้อง 1.รัฐบาลจีนต้องยอมรับว่า
การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงของจีน ทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในประเทศท้ายน้ำ 2.รัฐบาลจีนต้องหามาตรการแก้ไขและบรรเทาผลกระทบจากนโยบายบริหารจัดการน้ำของจีน 3.ชะลอการสร้างเขื่อนอื่นๆ ตามลำน้ำโขง เช่น เขื่อนไซยะบุรี ที่กลุ่มทุนไทยไปลงทุนร่วมกับลาว อย่างไม่มีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และ 4.สร้างกลไกในการบริหารจัดการแม่น้ำโขงโดยประชาชนริมน้ำโขงทุกชาติมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

เพราะประชาชนคนเล็กคนน้อย..เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนมาตลอด!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ผนึกกำลัง‘สายลม-แสงแดด’ โมเดลพลังงานทดแทนที่‘พยาม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/208754

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
วิกฤตการณ์ด้านพลังงานทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ทั้งขาดแคลนแหล่งพลังงาน และผลกระทบที่มีต่อสภาวะสิ่งแวดล้อม ทั่วโลกจึงพยายามคิดค้นหาทางออกแก้ไขปัญหา หนทางหนึ่ง คือ “พลังงานทดแทน” ซึ่งนอกจากถูกชูขึ้นมาทดแทนน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่จะหมดโลกแล้ว ยังเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ตอบโจทย์สำหรับพื้นที่ “ไกลปืนเที่ยง”

ดังตัวอย่างที่ “เกาะพยาม” ต.เกาะพยาม จ.ระนอง ซึ่งห่างจากชายฝั่งถึง 30 กิโลเมตร ไม่อยู่ในเขตพื้นที่บริการไฟฟ้า “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” จึงมีแนวคิดนำพลังงานทดแทนเข้ามาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้บนเกาะ

“ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เกาะพยามไฟฟ้าใช้ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และ “โรงเรียนเกาะพยาม” เป็นหนึ่งในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้าใช้ ซึ่งเดิมโรงเรียนจะใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น กองทุนฯจึงเข้าไปสำรวจ พบว่าตัวเกาะได้รับอิทธิพล “ลมทะเล” ฝั่งอันดามันพัดผ่านตลอดทั้งปี “แรงลม” ในปี 2557 มีค่าความเร็วลมประมาณ 2.7 เมตรต่อนาที จึงเหมาะต่อการส่งเสริมการใช้ “พลังงานลม”

โครงการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ณ โรงเรียนบ้านเกาะพยาม ได้สนับสนุนงบประมาณในการติดตั้ง “กังหันลม” ผลิตไฟฟ้าขนาด 1 กิโลวัตต์ 5 ชุด รวมกำลังผลิต 5,000 วัตต์ ผลิตไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 3,300 หน่วยต่อปี เมื่อนำไฟฟ้าที่ได้จากกังหันลมเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ช่วยให้เพียงพอต้องความต้องการใช้ไฟฟ้าของโรงเรียน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟฟ้าจากเครื่องยนต์ และยังประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 12,000 บาทต่อปี

“ดร.ทวารัฐ” กล่าวอีกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา การใช้ไฟฟ้าบนเกาะเพิ่มสูงขึ้น เพราะเกาะพยามกำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว กระทรวงพลังงานจึงช่วยเสริมระบบไฟฟ้าเดิม คือ พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่มีอยู่แล้ว เอาพลังงานลมเข้ามาผสมผสาน และพยายามสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกวันนี้เกาะพยามมีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน สนพ. จึงต้องการสนับสนุนให้เกาะท่องเที่ยวอื่นๆ นำไปศึกษา เพราะนอกจากได้กระแสไฟฟ้าแล้ว ยังทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนดีขึ้นอีกด้วย เกาะพยามถือเป็น “โมเดลต้นแบบ” ที่เป็นระบบผสมผสานตอบโจทย์ของคนในพื้นที่ได้

“เป้าหมายสูงสุดของพลังงานทดแทน คือ 1.เป็นหนึ่งในพลังงานกระแสหลักของประเทศได้ และ 2.ให้ชุมชนมีไฟใช้ 100 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันมี 99 เปอร์เซ็นต์ แต่เหลืออีก 1 เปอร์เซ็นต์ คือ บนเกาะและยอดดอยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ กระทรวงพลังงานจึงต้องหาโมเดลรูปแบบประชารัฐ คือ รัฐบาลกับประชาชนผสมผสานกันเพื่อตอบโจทย์พื้นที่ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งหัวใจสำคัญ คือ รัฐลงทุนให้ แต่ชุมชนต้องดูแล ต้องจ่ายค่าไฟร่วมทุนดูแลระบบ เพราะหลายกรณีรัฐบำรุงให้เสร็จ แต่ชุมชนรักษาไม่เป็นก็กลายเป็นอนุสาวรีย์” ดร.ทวารัฐ กล่าว

ด้าน “สากล เยี่ยมไธสง” ครูผู้ช่วยโรงเรียนบ้านเกาะพยาม เล่าว่า ก่อนหน้านี้โรงเรียนมีปัญหาไฟฟ้าติดๆ ดับๆ ไม่มีไฟฟ้าเพียงพอที่จะเปิดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ “ครูตู้” ถ้าพายุมาสัญญาณดาวเทียมขาดหาย พอฝนตกหนัก ไม่มีแดด เซลล์แสงอาทิตย์ก็ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ เปิดโทรทัศน์ไม่ได้ บ่อยครั้งที่เด็กๆ ต้องไปเรียนนอกห้องเพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ในโรงเรียน แต่ละปีกองทุนฯได้จัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนโครงการศึกษาวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน ซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาได้มาก

“พลังงานทดแทน” บน “เกาะพยาม” จึงถือเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเกาะกับเมืองได้ เหมาะต่อการเป็น “ต้นแบบ” ให้ชุมชนบนเกาะแก่ง หรือยอดดอยอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลนำไปศึกษาและประยุกต์ใช้

SCOOP@NAEWNA.COM

จากคราบน้ำตาสู่‘ฝายมีชีวิต’ ยางค้อมร่วมใจ…รักษ์น้ำ-สู้แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/208520

วันศุกร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2531 หรือเกือบ 28 ปีก่อน ถือเป็น “วันวิปโยค” ของชาว ต.กะทูน อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช เมื่อบ้านเรือนกว่า 1,500 หลัง ต้องประสบกับภัยพิบัติ “โคลนถล่ม” พื้นที่กว่า 6,000 ไร่ จมอยู่ใต้ “ทะเลโคลน” หนากว่า 2 เมตร มีผู้เสียชีวิตและสูญหายร่วม 100 คน แต่ขณะที่ทุกคนต่าง “สิ้นหวัง” กับการฟื้นฟูชุมชนเดิม และ “คราบน้ำตา” จากการทอดอาลัยในชีวิตกำลังไหลเอ่อ…

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานสร้าง “อ่างเก็บน้ำคลองกะทูน” ขึ้น กระทั่งแล้วเสร็จในปี 2540 นับแต่นั้นคนกะทูนกลับมายิ้มได้ และธรรมชาติฟื้นตัวอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ระบบนิเวศน์กลับมาสะอาดบริสุทธิ์ โดย “กรมควบคุมมลพิษ”(คพ.) ประกาศให้ “ต้นน้ำแม่น้ำตาปี” ใน อ.พิปูน มีคุณภาพน้ำดีที่สุดในประเทศ และเพื่อรักษาคุณภาพต้นน้ำตาปีให้คงความบริสุทธิ์อย่างยั่งยืน กองกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 4 จึงร่วมกับชาวบ้าน ต.ยางค้อม อ.พิปูน สร้างฝายกั้นแม่น้ำตาปีขึ้น โดยเป็นฝายขนาด 35×45 เมตร หูช้างข้างละ 20 เมตร ยกระดับน้ำได้ 2 เมตร กักเก็บน้ำได้ 36 ตารางกิโลเมตร

“ยางค้อมร่วมใจ” ถือเป็นฝายกั้นน้ำต้นแม่น้ำตาปีฝายแรก เป็น “ฝายมีชีวิต” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหา “ภัยแล้ง” ในพื้นที่ต่างๆ…

“ที่เรียกว่าฝายมีชีวิต เพราะเกิดขึ้นจากความต้องการและความร่วมมือของประชาชน ไม่หวังพึ่งงบประมาณจากรัฐ ไม่ต้องมีเงินก็ทำได้ขอแค่มีไม้ไผ่ เชือก กระสอบทรายก็ทำได้แล้ว”สุทธิพงศ์ ทองจันทร์ สารวัตรกำนัน ต.ยางค้อม กล่าวถึงที่มาของคำว่า “ฝายมีชีวิต”

เขา ย้อนอดีตให้ฟังว่า ที่มาของการสร้างฝายแห่งนี้ เกิดจากชาวบ้านมองว่า “แม่น้ำตาปี” มีลักษณะสูงชัน “ฤดูฝน” มักเกิดภาวะน้ำหลากรุนแรง แต่ช่วง “ฤดูแล้ง” ลำน้ำกลับแห้งขอด ส่งผลให้ระบบนิเวศน์ช่วงต้นน้ำเสียหายเป็นวงกว้าง และทุกครั้งที่เกิดปัญหา “ภัยแล้ง” รัฐบาลจะให้งบประมาณมาขุดแม่น้ำตาปีเพื่อหาน้ำ แต่ยิ่งขุดลึกลงไปน้ำก็ยิ่งหมด ระบบนิเวศน์ถูกทำลาย พอ “ท่วม” ก็ขุดลอกคลองเปิดทางน้ำ “แล้ง” ก็ขุดคลองหาน้ำ อีกทั้งในพื้นที่ไม่มีระบบกักเก็บน้ำไว้ได้ ฤดูแล้งชาวบ้านจะขาดแคลนน้ำ
จึงคิดว่าต้องเก็บน้ำเอาไว้ให้ได้ และ “ฝาย” เป็นคำตอบสุดท้าย

“ยางค้อม…ฝายมีชีวิต” เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นเพื่อลดต้นทุนและงบประมาณก่อสร้าง เช่น ไม้ไผ่ เชือก กระสอบทราย เป็นต้น โดยนำไม้ไผ่มาผูกติดกันเป็นคอก แล้วนำกระสอบทรายวางกั้นลำน้ำ จนได้ระดับที่ต้องการ ซึ่งการใช้ต้นไผ่มาเป็นไม้ค้ำยันชะลอน้ำ และปลูกต้นไทรเอาไว้โดยรอบ เพื่อหวังใช้ “รากไทร” ยึดกักเก็บความชุ่มชื้น และรักษาหน้าดินเอาไว้ ช่วยชะลอกระแสน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนในช่วงฤดูน้ำหลาก ช่วยกักเก็บน้ำไว้ให้ใช้ในฤดูแล้ง ทุกขั้นตอนการก่อสร้างเกิดขึ้นจากการ “ร่วมใจ” ของชาวบ้านในพื้นที่ที่ทำให้ฝายแห่งนี้มีชีวิตอย่างสมบูรณ์

“ฝายช่วยให้แหล่งน้ำที่นี่มีคุณภาพดีตลอดทั้งปี เพราะใช้วัสดุธรรมชาติในการสร้างเกือบทั้งหมด นี่คือฝายมีชีวิตที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ช่วยให้ชุมชนมีน้ำอุปโภคบริโภค ต้นไม้ สิ่งแวดล้อมโดยรอบก็ได้ประโยชน์ด้วย” สุทธิพงศ์ กล่าว

ด้าน “ไมตรี สุทธิ” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้แม่น้ำตาปีมักเกิดน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก บางปีก็แล้งน้ำจนไม่มีน้ำทำการเกษตร ก่อนที่จะมีการทำฝายชะลอน้ำเกิดขึ้นน้ำไหลผ่านอย่างรวดเร็ว ทำให้แห้งแล้งเร็วขึ้น

“ยามหน้าแล้งก็แล้งจนไม่มีน้ำบริโภค ยามมีน้ำก็มีเยอะเกินไป เมื่อมีการทำฝายมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็ทำให้การอุปโภคบริโภคกลับมาดีขึ้นเรื่อยๆ” ไมตรี กล่าว

ไม่เพียงเป็น “ต้นแบบ…สู้ภัยแล้ง” แต่ฝายมีชีวิตแห่งนี้ยังช่วยรักษา “ความบริสุทธิ์” ให้กับแหล่งน้ำบริเวณนี้ จนถือเป็นแหล่งน้ำที่มีความสะอาดที่สุดในประเทศไทย

“วิจารย์ สิมาฉายา” อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กล่าวว่า ปี 2558 ที่ผ่านมา คพ.ได้ตรวจสอบคุณภาพแหล่งน้ำสำคัญ 65 แห่ง จากจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำ 366 จุดทั่วประเทศ โดยดำเนินการ 4 ครั้ง เพื่อประเมินคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน(Water Quality Index) พบว่า อยู่ในเกณฑ์ดีเพียงร้อยละ 34 พอใช้ร้อยละ 41 และอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมถึงร้อยละ 25 โดยแหล่งน้ำที่ผลประเมินอยู่ในเกณฑ์ดี มี 22 แหล่งน้ำ

แม่น้ำตาปีตอนบนใน อ.พิปูน และ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช เป็นเพียงแห่งเดียวที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในระดับดีมาก คะแนนเฉลี่ยจากการตรวจสอบ 4 ครั้ง เท่ากับ 87 จาก 100 คะแนน สูงที่สุดในประเทศ!!!

อธิบดี คพ. กล่าวอีกว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ “แม่น้ำตาปีตอนบน” มีคุณภาพน้ำดีที่สุดในประเทศ เพราะชาวบ้านและภาคส่วนต่างๆในท้องถิ่นร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งน้ำ รวมทั้งมีการจัดการสิ่งแวดล้อมโดยรอบพื้นที่ เพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพให้เอื้อต่อการรักษาคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะการ “ลงขัน” ของชาวบ้าน เพื่อร่วมกันสร้าง “ฝายมีชีวิต…ยางค้อมร่วมใจ” ป้องกันน้ำป่าไหลหลากและภัยแล้งได้อย่างถาวร ถือเป็นแบบอย่างที่ควรนำไปศึกษา และขยายผลการดำเนินงานในพื้นที่แหล่งน้ำต่างๆอย่างยิ่ง

การได้มา แม้ยากยิ่ง แต่การรักษาไว้ ยากยิ่งกว่า…

ความบริสุทธิ์สะอาดของ “ต้นน้ำตาปี” ก็เช่นกัน…

“ฝายมีชีวิต…ยางค้อมร่วมใจ” จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของการรับมือ “วิกฤติภัยแล้ง” ที่กำลังถาโถมเข้าใส่พื้นที่ต่างๆในประเทศไทยเวลานี้

ในเวลาเดียวกันกระบวนการดูแลแหล่งน้ำของชุมชนให้เกิดความสมดุล กระทั่งกลายเป็นแหล่งน้ำที่ดีที่สุดของประเทศไทย ยังถือเป็น “ต้นแบบ” ให้พื้นที่อื่นๆนำไปปรับใช้ เพื่อรักษา “ทรัพยากรน้ำ” ให้มีน้ำสะอาดไว้กินไว้ใช้อย่างยั่งยืนตลอดไป…

เพราะน้ำคือชีวิต!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ’ อย่าเห็นเป็นแค่เรื่อง‘ไกลตัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/208373

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
อาชญากรรม..เมื่อพูดถึงคำคำนี้ หลายคนคงนึกถึงเหตุการณ์ประเภทลักวิ่งชิงปล้นบ้าง ฆ่ากันทำร้ายร่างกายกันบ้าง ข่มขืน
ล่วงละเมิดทางเพศบ้าง หรือเรื่องใหญ่ๆ อย่างการค้ายาเสพติด ทว่ายังมีอาชญากรรมอีกประเภทหนึ่งที่มีความรุนแรงไม่แพ้กัน และเผลอๆ อาจจะรุนแรงกว่าอาชญากรรมประเภทต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเสียด้วยซ้ำ

นั่นคือ “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ”!!!

“อาชญากรรมทางเศรษฐกิจมีความแตกต่างจากอาชญากรรมบนท้องถนน ความสนใจของประชาชนหรือสื่อมวลชนค่อนข้างน้อย เว้นแต่เป็นคดีใหญ่ๆ ที่มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก คนก็จะหันมาสนใจกันทีหนึ่ง แต่สักพักเมื่อเรื่องเงียบหาย อาชญากรพวกนี้ก็จะกลับมากระทำความผิดใหม่”

พ.ต.ท.พงศ์พจน์ ธรรมากุลวิชช์ ผู้แทนจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) กล่าวในงานเสวนาทางวิชาการ “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตามองเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ AEC” จัดโดยคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเดือน ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา

เมื่อพูดถึงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หลายคนอาจจะมองว่า “ไกลตัว” แต่จริงๆ แล้ว “ใกล้ตัวกว่าที่คิด” โดย พ.ต.ท.พงศ์พจน์ ยกตัวอย่างความผิดว่าด้วย “บัตรกดเงินสด (ATM) ปลอม” ที่บรรดา “สกิมเมอร์” (Skimmer) หรือแก๊งปลอมบัตรไปขโมยข้อมูลจากเหยื่อในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปบ้าง สหรัฐอเมริกาบ้าง มาทำเป็นบัตรปลอมขึ้น จากนั้นก็นำมากดเงินสดในประเทศไทย ก่อนลักลอบนำเงินสดดังกล่าวออกไปภายหลัง

ทำไมต้องเป็นประเทศไทย?.. ผู้เชี่ยวชาญจาก ปอศ. รายนี้ อธิบายว่า ประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเหมาะกับการก่ออาชญากรรมประเภทนี้ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ1.ประเทศไทยมีตู้กดเงินสด (ATM) เป็นจำนวนมาก ทั้งในอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน สถานที่ราชการ และที่อื่นๆ อีกมาก เรียกได้ว่า “ทุกหัวมุมถนนในไทย จะต้องพบตู้เอทีเอ็มอย่างน้อยสักตู้หนึ่ง” เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศที่มีตู้น้อยกว่านี้ กับ 2.ประเทศไทยเข้าง่ายออกง่าย ชาวต่างชาติหลายประเทศสามารถเข้ามาได้แบบ “ไม่ต้องใช้วีซ่า” หากเป็นการอยู่อาศัยเพียงระยะสั้นๆ

นั่นหมายความว่า..ทุกวันนี้เรากำลังเดินสวนกับ “มิจฉาชีพ” โดยไม่รู้ตัว!!!

“ในประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร เราจะเห็นว่ามีตู้เอทีเอ็มติดอยู่แทบจะทุกแห่ง อย่างร้านสะดวกซื้อนี่ก็จะมีอยู่ทุกร้านเลย คนไทยเห็นว่าเป็นคนต่างชาติโดยเฉพาะฝรั่ง ก็เห็นว่าคนเหล่านี้คงไม่มีอันตรายหรือสร้างปัญหาอะไร บางครั้งมีการไปกดเงินในย่านชานเมืองที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว คนร้ายเหล่านี้จะอยู่ในเมืองไทยประมาณ 5-7 วันแล้วก็จะบินกลับออกไป เพราะคนพวกนี้บางทีไม่ต้องขอวีซ่า ทำให้ขาดการตรวจสอบข้อมูล พอเข้ามาได้เงิน ถ้าไม่ถูกจับก่อนก็กลับออกไปแล้วก็เข้ามาใหม่อีกรอบ” พ.ต.ท.พงศ์พจน์ กล่าว

พูดถึงเหล่าสกิมเมอร์นักปลอมบัตรเอทีเอ็ม หลายคนอาจจะยังไม่รู้สึกกลัวเท่าไรเพราะเหยื่อส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ทว่ายังมีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอีกประเภทหนึ่งที่เหยื่อจำนวนมากเป็นคนไทย นั่นคือ “แก๊งคอลล์เซ็นเตอร์” (Call Center) หรือการที่คนร้ายโทรศัพท์ไปหลอกลวงเหยื่อ บอกว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตบ้าง หรือบอกว่าญาติพี่น้องถูกขึ้นบัญชีดำในคดีร้ายแรงบ้าง แล้วก็ให้เหยื่อโอนเงินไปให้

พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายไทยในปัจจุบันมี “ช่องโหว่” ที่ทำให้ไม่อาจเอาผิดบรรดามิจฉาชีพแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ได้ ยกตัวอย่างแก๊งคนจีนที่มาพักอาศัยในประเทศไทย แล้วโทรศัพท์กลับไปหลอกเหยื่อที่ประเทศจีน เมื่อตำรวจสืบทราบจนจับกุมได้ ก็เอาผิดได้แต่เฉพาะกฎหมายคนเข้าเมืองลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

ซึ่งทำได้เพียง “ผลักดัน-ส่งกลับ” เท่านั้น!!!

อดีตรองอธิบดี DSI อธิบายว่า เพราะข้อหาที่ตรงกับการกระทำผิดมากกว่าอย่าง “ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีข้อจำกัดคือ “ต้องมีเจ้าทุกข์มาแจ้งความ” ตำรวจจึงจะตั้งข้อหาได้ ประเด็นนี้แม้ไทยกับจีนจะมีแนวทางร่วมกันปราบปราม ไม่ว่าแก๊งคนไทยโทรศัพท์จากจีนมาหลอกคนไทย หรือแก๊งคนจีนโทรศัพท์จากไทยไปหลอกคนจีน แต่ก็ยังติดที่เงื่อนไขดังกล่าว ทำให้ไม่อาจเอาผิดได้จนถึงที่สุด

จึงมีคำถามว่า..“การฉ้อโกงที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ” ควรถือเป็น “อาญาแผ่นดิน” หรือไม่?

“เวลาเราไปจับคนพวกนี้ จับแล้วไม่ได้ส่งโรงพักนะครับ ส่ง ตม. ก็ได้แค่นั้น คือฉ้อโกงนี่เป็นความผิดที่ยอมความได้ ถามว่า
ตอนไปจับนี่มีคนมาแจ้งความหรือยัง? สมมุติคนที่ถูกหลอกอยู่เมืองจีน ช่วยมาชี้ตัวหน่อยว่าคนไหนเป็นคนหลอก แล้วจะรู้ไหมว่า
โดนแก๊งไหนหลอก เพราะเขาก็เอาอุปกรณ์ไปตั้งไว้บ้านโน้นบ้านนี้แล้วก็หาคนมาโทร.

ตอนนี้ผมไปเป็นกรรมการปฏิรูปเรื่องสื่อออนไลน์ ผมก็เลยยกมาตราที่เกี่ยวกับการฉ้อโกง ลอกมาเป๊ะๆ เลย แต่เพิ่มว่าเป็นการฉ้อโกงผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และต่อท้ายว่าความผิดฐานนี้ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว และให้รวมความผิดไปถึงขั้นพยายามกระทำด้วย คือเป็นข้อหาใหม่แยกไปเลยระหว่างฉ้อโกงธรรมดากับฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์” พ.ต.อ.ญาณพล กล่าว

นอกจากแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่คุ้นหูคนไทยอย่าง “แชร์ลูกโซ่” วันนี้หันไปหาเหยื่อผ่านสื่อออนไลน์กันมากขึ้น พ.ต.ท.พงศ์พจน์ กล่าวว่า หลายคดีที่ผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ พบว่าการโฆษณาชักชวนให้เข้าร่วมแชร์ดังกล่าว ผู้ชักชวนกับเหยื่อไม่เคยพบหน้ากัน เพียงแต่ติดต่อผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ค (Facebook) หรือไลน์ (Line) เท่านั้น

“มีแชร์ทางเฟซบุ๊ค แชร์ทางไลน์ คุยกันโดยไม่เห็นหน้ากัน แต่ก็สามารถชักจูงคนมาเป็นสมาชิก เข้ามาร่วมลงทุน แต่พอมีปัญหาไม่สามารถหาสมาชิกรายใหม่ๆ มาได้ แชร์ก็ล้ม ซึ่งเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงปีที่ผ่านมา” พ.ต.ท.พงศ์พจน์ ฝากทิ้งท้าย

มีคำกล่าวว่า “สิ่งใดที่มีคุณอนันต์ สิ่งนั้นมักจะมีโทษมหันต์” ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็เช่นกัน ทุกวันนี้คนเราได้รับความสะดวกสบายจากระบบสารสนเทศ (IT) เครือข่ายอินเตอร์เนตเข้าถึงอย่างกว้างขวางขณะที่อุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อก็มีราคาถูกลงแต่สมรรถนะสูงขึ้น การติดต่อสื่อสารสามารถทำได้รวดเร็วแม้อยู่ห่างไกล

แต่อีกด้านหนึ่ง เหล่าผู้ประสงค์ร้ายก็ใช้เทคโนโลยีเพื่อก่ออาชญากรรมรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งหลายครั้งเป็นเรื่องยากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสืบสวน เพราะเทคนิคในการก่อเหตุนั้นซับซ้อนกว่าอาชญากรรมแบบเดิมๆ ในอดีต อีกทั้งคนร้ายมักจะอยู่ต่างประเทศ ทำให้การติดตามตัวมาดำเนินคดีทำได้ยาก

งานนี้ประชาชนคนไทย..ต้องทั้ง “ระวังตัว” และช่วยกัน “สอดส่อง” เป็นหูเป็นตา!!!

‘ปักไผ่…ปลูกป่าโกงกาง’ชะลอคลื่น ทวงคืนชายฝั่ง‘บางปู’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/208215

วันพุธ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ชายฝั่ง”…..

เป็นระบบนิเวศน์สำคัญ แต่ที่ผ่านมาแนวชายฝั่งแทบทุกภาคของประเทศ ซึ่งทำหน้าที่ดั่ง “กันชน” ภัยพิบัติธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพ กลับต้องผจญกับสถานการณ์ “แผ่นดิน…หดหาย” อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จากการถูกคลื่นและน้ำทะเล “กัดเซาะ”

ข้อมูลของ “กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง” หรือ “ทช.” พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 3,148 กิโลเมตร แบ่งเป็น ด้านอ่าวไทย 2,055 กิโลเมตร และด้านอันดามัน 1,093 กิโลเมตร มีลักษณะพื้นที่แบบหาดทราย ร้อยละ 52, หาดโคลน ร้อยละ 33, หาดหิน ร้อยละ 10 และอื่นๆ ร้อยละ 5 โดยความรุนแรงของการกัดเซาะชายฝั่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.ระดับวิกฤติ,2.ระดับเร่งด่วน และ 3.ระดับเฝ้าระวัง

ในจำนวนแนวชายฝั่งความยาว 3,148 กิโลเมตรพบว่า มีพื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะรุนแรง 830 กิโลเมตร แบ่งเป็นฝั่งอันดามัน 100 กิโลเมตร และฝั่งอ่าวไทย 730 กิโลเมตร อยู่ในท้องที่ 23 จังหวัด 91 อำเภอ 320 ตำบล พื้นที่ที่มีการกัดเซาะขั้น “วิกฤติ” มี 44 จุด ใน 19 จังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน หลายพื้นที่มีอัตราการกัดเซาะและสูญเสียพื้นที่ตั้งแต่ 5 เมตร จนถึง 30 เมตรต่อปี

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากวิกฤติภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย คือ ระบบนิเวศน์ทางทะเลมีความเสื่อมโทรม ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทวีความรุนแรงขึ้น เกิดพายุรุนแรงและสภาพอากาศแปรปรวนบ่อยครั้ง และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ชายฝั่งที่ส่งผลต่อทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ ทส. กล่าว

ด้วยสถานการณ์วิกฤติข้างต้น ทำให้ “ทช.” พยายามคิดค้นแนวทาง “ยับยั้ง” ปัญหาที่เกิดขึ้น และหนึ่งในต้นแบบความสำเร็จ คือ “แนวไผ่…ชะลอคลื่น” ที่ “สถานตากอากาศบางปู” จ.สมุทรปราการ ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดการใช้ “ธรรมชาติสู่ธรรมชาติ”

“แนวไม้ไผ่” ถูกผูกติดปักเรียงรายเป็นแนวยาวถัดจากป่าชายเลนออกไปราว 50 เมตร เพื่อลดความ“เกรี้ยวกราด” และชะลอกระแสคลื่นทะเลอ่าวไทยที่ซัดเข้าใส่ชายฝั่ง ขณะเดียวกันมันยังช่วย “กักเก็บ” สารอาหารอันอุดมสมบูรณ์ที่พัดจากท้องทะเล รวมถึงเป็น“แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ”ขนาดเล็ก ช่วยฟื้นฟู และเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณสถานตากอากาศบางปู ให้กลับคืนมา ซึ่งจากภาพถ่ายทางอากาศ พบว่าผลการปักแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่น ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปี 2558 มีพื้นที่ป่าชายเลนเพิ่มขึ้นกว่า 60 ไร่

“พล.อ.สุรศักดิ์” กล่าวว่า “แนวไผ่…ชะลอคลื่น” เกิดขึ้นจากการที่ ทช.ได้จัดทำโครงการ “มาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อน” ที่สามารถแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ชายเลน โดยร่วมกับกองทัพบกจัดทำพื้นที่สาธิตการบรรเทาผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่ง ณ บริเวณสถานตากอากาศบางปู ตั้งแต่ปี 2551 และร่วมกันดูแลให้เป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ที่เป็นเลิศ เพื่อเป็นสถานที่ทดลองปฏิบัติงานจริงและวัดผลการปฏิบัติจริง เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งปฏิบัติการให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เรียนรู้วิธีการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อนอย่างยั่งยืน

สำหรับ “ความรุนแรง” ของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับวิกฤติ ระดับเร่งด่วน และระดับเฝ้าระวัง ซึ่ง “พล.อ.สุรศักดิ์” บอกว่า การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งพื้นที่ป่าชายเลนมี 2 แบบ คือ 1.“แบบโครงสร้างแข็ง” เช่น การสร้างกำแพงป้องกันคลื่น เขื่อนหินทิ้ง เขื่อนดักทรายหรือรอดักทราย และ 2.“แบบโครงสร้างอ่อน” เช่น เสริมทราย และ “ปักไม้ไผ่” ชะลอคลื่น เป็นต้น

“สูตรสำเร็จของการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน อย่างที่สถานตากอากาศบางปู ใช้ไม้ไผ่ชะลอคลื่นกระทบฝั่ง ทำมา 7 ปี ได้พื้นป่าชายเลนกลับคืนมา 60 ไร่ คาดว่าจะมีการขยายใช้แนวคิดนี้ในพื้นที่อื่นๆต่อไป แต่อีกตัวการหนึ่งที่อันตรายต่อป่าชายเลน นอกเหนือจากการกระทำของธรรมชาติ คือ การบุกรุกป่าชายเลนของพวกนายทุน ซึ่ง ทส.จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อหยุดยั้งการบุกรุกให้ได้” รมว.ทส.กล่าว

ด้าน “น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ” อธิบดี ทช. กล่าวว่าการแก้ไขปัญหาชายฝั่งถูกกัดเซาะที่สถานตากอากาศบางปู ดำเนินการง่ายๆ โดยปักแนวไม้ไผ่แบบ 5 แถว และปลูก“ต้นโกงกาง” เพื่อเป็นแนวป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ซึ่งผ่านมา 7 ปี ช่วยเพิ่มผืนป่าชายเลนได้ประมาณ 60 ไร่ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ผืนป่าชายเลนในบริเวณข้างเคียงด้วย ซึ่งไม่เฉพาะที่นี่เท่านั้น แต่นับตั้งแต่ปี 2550-2558 ทช.ได้ใช้วิธีการเดียวกันนี้ในอีก 16 จังหวัด ผลปรากฏว่า ขณะนี้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งสำหรับพื้นที่ป่าชายเลนได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นได้ด้วยการ “ปัก” ไม้ไผ่ และ “ปลูก” ต้นโกงกางเพิ่ม

ส่วนในพื้นที่อื่นๆนั้นจะต้องศึกษาพื้นที่เสียก่อน ทั้งลักษณะทางกายภาพ คลื่นลม กระแสลม ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ รวมถึงการใช้ประโยชน์พื้นที่ของชาวบ้าน เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าโครงสร้างแบบแข็ง เช่น การสร้างแนวเขื่อน หากสร้างไม่ครอบคลุมจะเกิดผลกระทบกับพื้นที่ข้างเคียง

“ทช.จะเดินหน้าวางระบบป้องกันพื้นที่ชายฝั่ง และบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงและการกัดเซาะชายฝั่ง โดยอาศัยหลักการแก้ปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของการกลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติ ในวิธีการที่สอดคล้องกับสภาพสังคม และวัฒนธรรมความเป็นอยู่ในพื้นที่ การส่งเสริมให้เกิดภูมิคุ้มกันของชุมชนในพื้นที่ต่อปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยใช้แนวคิดธรรมชาติสู่ธรรมชาติ เพื่อเป็นการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเล ตลอดจนสร้างความมั่นคงทางสังคมเศรษฐกิจชุมชนต่อไป” อธิบดี ทช. กล่าว

ปัญหาชายฝั่งถูก “กัดเซาะ” ถือเป็น “ภัยพิบัติเงียบ” ที่ทำให้ชุมชนต้องสูญเสียที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นเวลานาน หลายหน่วยงานพยายาม “บูรณาการ” ความร่วมมือ เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ซึ่งการ “ปักไผ่…ปลูกป่าโกงกาง” เป็นหนึ่งในแนวคิดที่นำมาใช้อย่างได้ผลเป็นรูปธรรม

แม้ไม่อาจ “ทวงคืน” แผ่นดิน-ชายฝั่ง ที่หายไปกับความเกรี้ยวกราดของ “คลื่นลม และน้ำทะเล” มาได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็เป็น “แนวกันชน” ป้องกันไม่ให้ถูก“กลืนกิน” เหมือนเช่นอดีต…

SCOOP@NAEWNA.COM