ยกเลิก‘รถตู้โดยสาร’ เป้าหมายดี..แต่ก็มีกระทบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/208057

วันอังคาร ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ซ้าย : รถตู้สาธารณะ พาหนะยอดนิยมของคนไทย , ขวา : กล้องหน้ารถที่คนขับรถตู้ลงทุนซื้อมาใช้

คงต้องยอมรับว่า “รถตู้โดยสาร” ได้กลายเป็นระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญประเภทหนึ่งในสังคมไทยไปแล้ว โดยเฉพาะใน “เส้นทางสั้น” ทั้งกรุงเทพฯ-ปริมณฑล, กรุงเทพฯ-จังหวัดใกล้เคียง รวมถึงรถตู้ที่วิ่งระหว่างจังหวัดต่างๆ ด้วยกัน ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2558 มีรถตู้ที่วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน 5,381 คัน และรถตู้ที่วิ่งระหว่างจังหวัดต่างๆ ร่วมกับ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จำนวน 5,567 คัน ซึ่งอาจตีความได้ว่ามีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก

ทว่าอีกด้านหนึ่ง..รถตู้โดยสารก็เป็นพาหนะที่ “เสี่ยงอันตรายที่สุด” เช่น ผลการศึกษาเรื่อง “การประเมินคุณภาพการให้บริการและความปลอดภัยของระบบรถโดยสารสาธารณะ” โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ในช่วงเดือน ม.ค. 2557-มิ.ย. 2558รถตู้โดยสารสาธารณะเกิดอุบัติเหตุสูงสุดเมื่อเทียบกับรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น เฉลี่ยมีผู้บาดเจ็บประมาณ 27 รายต่อเดือน และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 9 รายต่อเดือน

จนเป็นที่มาของแนวคิด “ยกเลิก” รถตู้เป็นรถโดยสาร เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา!!!

แต่อีกมุมหนึ่ง..รถตู้นั้นเป็น “ต้นเหตุ” ของอันตรายบนท้องถนนเสมอไปจริงหรือ?

คนขับรถตู้โดยสารประจำเส้นทางกรุงเทพฯ-จันทบุรีรายหนึ่ง บอกเล่าด้วยน้ำเสียงตัดพ้อกับ “สกู๊ปแนวหน้า” ถึงสิ่งที่สังคมมักจะมองคนขับรถตู้โดยสารในแง่ลบอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง คนขับรถทุกประเภทหากขับขี่โดยประมาทย่อมก่อความเสียหายต่อสังคมได้ไม่ต่างกัน

คนขับรถตู้รายนี้ เล่าต่อไปว่า ปัจจุบันหากเป็นรถตู้โดยสารถูกกฎหมาย (ป้ายทะเบียนสีเหลือง-ตัวอักษรสีดำ) จะถูกควบคุมด้วยกฎระเบียบมากมายอยู่แล้ว อาทิ ต้องติดระบบแจ้งพิกัดผ่านดาวเทียม (GPS), ใช้ความเร็วได้เฉลี่ย 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ มากที่สุดไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคนขับ 1 คน ห้ามขับรถติดต่อกันเกิน 400 กิโลเมตร เป็นต้น

ขณะที่คนขับรถตู้อีกรายในวินรถตู้เดียวกัน กล่าวว่า ทุกครั้งเวลาเกิดอุบัติเหตุ สังคมไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่ใช้สื่อออนไลน์ (Social Media) รวมถึงสื่อมวลชน มักจะตัดสินไปก่อนแล้วว่ารถตู้เป็นฝ่ายผิดทั้งที่อุบัติเหตุหลายครั้งมาจากความประมาทของผู้ขับขี่รถชนิดอื่นๆ บนถนน

โดยเฉพาะ “รถยนต์ส่วนบุคคล”!!!

“ถ้าใครไม่เชื่อก็อยากให้มาลองนั่งรถตู้บ่อยๆ แล้วมาดูว่ารถอะไรเป็นต้นเหตุมากกว่ากัน รถบ้านทั้งนั้น ผมไม่เข้าใจนะ ไฟเลี้ยวก็มีแต่ทำไมไม่ค่อยจะเปิดกันเวลาจะเลี้ยว อยู่ในซอยนึกจะออกมาก็ออก แต่เวลาเกิดอุบัติเหตุ สื่อก็ไปพาดหัวตลอดว่ารถตู้ซิ่ง ตอนนี้คนขับรถตู้หลายคนลงทุนซื้อกล้องหน้ารถมาติดแล้วครับ จะได้มีหลักฐาน ทุกวงการก็มีทั้งคนดีและไม่ดีรถตู้ก็เหมือนกัน อย่าเหมารวม คนขับเขาก็รักชีวิตเขาเหมือนกันไม่มีใครอยากเจ็บอยากตาย”

คนขับรถตู้รายนี้ กล่าวพร้อมกับชี้ให้ดูกล้องหน้ารถที่ลงทุนซื้อมาติดตั้ง ขณะที่แนวคิดของรัฐบาลกรณีต้องการให้ยกเลิกการใช้รถตู้เป็นรถโดยสารสาธารณะ แล้วให้นำรถมินิบัสมาวิ่งแทน เขากล่าวว่าหากจะทำจริงๆ ก็ต้องหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วย เพราะต้องลงทุนมากพอสมควร

“ถ้าจะยกเลิกรถตู้จริงๆ รัฐบาลให้เราเอารถตู้ไปเทิร์นเป็นมินิบัสได้ไหมล่ะ?” คนขับรายนี้ ย้อนถาม

ด้าน นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า เรื่องของรถตู้สาธารณะต้องแยกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทวิ่งระยะทางสั้น กรุงเทพฯ-ปริมณฑล หรือจังหวัดใกล้เคียง ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร กับ ประเภทวิ่งระยะทางยาว กรุงเทพฯ-จังหวัดที่อยู่ไกลออกไปมากๆ ระยะทางมักจะมากกว่า 100 กิโลเมตรขึ้นไป ซึ่งประเภทหลังนี้เองที่เป็น “กลุ่มเสี่ยง” เกิดอุบัติเหตุสูง

ฉะนั้นถ้าจะยกเลิก..ควรเริ่มทำที่ “รถสายระยะไกล” ก่อน!!!

นพ.ธนะพงศ์อธิบายว่า เหตุที่คนนิยมใช้บริการรถตู้โดยสาร เพราะ 1.ออกรถได้รวดเร็ว รถตู้ 1 คัน นั่งได้มาตรฐาน 14-15 คน คน จึงเต็มรถได้ไว รถก็เคลื่อนที่ออกได้เร็วกว่ารถบัสที่จำนวนที่นั่งมากกว่า 2.เข้าถึงใจกลางเมือง หากเป็นรถบัสจากจังหวัดอื่นๆ มักจะต้องไปจอดที่สถานีขนส่งแล้วต้องต่อรถออกมาอีกทอดหนึ่ง ขณะที่รถตู้ วินจำนวนมากจอดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นใจกลางกรุงเทพฯ ผู้โดยสารจึงรู้สึกว่าสะดวก

หากแก้ 2 ข้อนี้ได้..คนก็จะหันมาใช้รถโดยสารอื่นๆ แทน เพราะ “นั่งไกลๆ สบายกว่า”!!!

“สายสั้นๆ พวกกาญจนบุรี ราชบุรี สระบุรี อะไรแบบนี้เข้ากรุงเทพฯ พวกนี้เขานั่งแค่ 40 นาทีหรือชั่วโมงเดียวเขาไม่อึดอัด แต่ถ้าสายไกลๆ พวกจันทบุรี ตราด หรือโคราช อันนี้มันมีความเสี่ยง ทีนี้ถามว่าจะลดช่องว่างยังไง มันขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ จะทำยังไงให้ออกตรงเวลาและมีจุดจอดที่เชื่อมต่อได้ง่าย คนก็จะกลับมานิยมรถบัส

สมมุติถ้าเรามีรถบัสที่นั่งสบาย ออกตรงเวลา วิ่งบนมอเตอร์เวย์ ผมว่าคนจันทบุรี ก็พร้อมที่จะมาขึ้น คุณลองนึกถึงการนั่งรถ 3-4 ชั่วโมง นั่งอัดในรถตู้นี่ทรมานนะ กับการนั่งรถบัส มันอาจจะถึงช้าลง 20-30 นาที แต่สบายกว่า ผมว่าตรงนี้ถ้าจะทำ มันต้องทำที่รถสายไกลๆ ก่อน อย่าไปเล่นกับรถสายสั้น เพราะจะเจอแรงต้าน” นพ.ธนะพงศ์ กล่าว

นอกจากแก้ไขปัญหา 2 ข้อที่ว่าให้ได้แล้ว นพ.ธนะพงศ์ ย้ำว่า รัฐต้อง “เยียวยา” ผู้ประกอบการรถตู้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เช่น หาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลดภาษีรถมินิบัส ส่งเสริมให้ไปวิ่งในเส้นทางระยะสั้นแทน ฯลฯ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการยอมให้ความร่วมมือมากขึ้น

“รัฐจะต้องไม่ห้ามอย่างเดียว ต้องช่วยอุดหนุนให้เอื้อต่อคนที่เขาอยากจะเปลี่ยนจากรถตู้มาเป็นมินิบัส เช่น ลดภาษี จัดงบประมาณเป็นเงินกู้ หรือถ้าเขามีรถอยู่แล้ว ก็เปิดช่องให้เขานำรถไปเปลี่ยนเป็นวิ่งระยะสั้น อย่างรถที่วิ่งระหว่างจังหวัดไปแต่ละอำเภอ เรามีความต้องการรถแบบนี้เยอะนะ สำคัญเลยคือรัฐต้องลงมาช่วยด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของผู้ประกอบการฝ่ายเดียว” ผจก.ศวปถ. ฝากทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม..ในเวลาต่อมา นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การยกเลิกรถตู้สาธารณะคงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เพราะจะกระทบทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการอย่างมาก ขณะที่ นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เรื่องของรถตู้โดยสารสาธารณะ อยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนก.ย. 2559

ฉะนั้นคงต้องอดใจรอบทสรุปเรื่องนี้..ในอีก 6 เดือนข้างหน้า!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘รายได้ดี’แต่‘ขาดแคลน’ ปั้น‘นักบิน’สักคน‘ไม่ง่าย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/207952

วันจันทร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
หากถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” เชื่อว่าหนึ่งในอาชีพที่เด็กๆ มักจะตอบคือ “กัปตัน” หรือ “นักบินประจำเครื่องบินพาณิชย์” ด้วยลักษณะงานและเครื่องแบบที่ดูแล้ว “สุดเท่” แถมยังเป็นอาชีพที่ “รายได้สูง” ดังรายงานจากสื่อ 2 สำนักอย่าง Thai PBS และสำนักข่าวไทย เมื่อเดือน ก.พ. 2559 ระบุตรงกันว่า สายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์) ตั้งเงินเดือนนักบินระดับกัปตันราว 380,000 บาทต่อเดือน ขณะที่นักบินผู้ช่วย (Co-Pilot) อยู่ที่ราว 1 แสนบาทต่อเดือน

แม้นักบินจะเป็นอาชีพที่ภาพลักษณ์ดูดีแถมยังรายได้สูง อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนี้อย่างมาก สืบเนื่องจากการขยายตัวของบรรดาเที่ยวบินโลว์คอสต์ ดังการเปิดเผยของ นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “ทอท.” เมื่อเดือน ก.ย. 2558 ว่า “ท่าอากาศยานดอนเมือง” ถูกจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของโลกในด้าน “ท่าอากาศยานรองรับสายการบินต้นทุนต่ำ” มีผู้โดยสารเฉลี่ย 22.5 ล้านคนต่อปี และจำนวนเที่ยวบินเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 30 ต่อปี แต่นักบินก็ยังเป็นอาชีพหนึ่งที่ประสบปัญหาขาดแคลน

เพราะ “ไม่ใช่ว่าใครก็บินได้”!!!

น.อ.จิรพล เกื้อด้วง ผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) บอกเล่าผ่าน “สกู๊ปแนวหน้า” เมื่อ 15 มี.ค. 2559 ว่ากว่าจะได้นักบินระดับกัปตันประจำเครื่องสักคนหนึ่ง “ไม่ง่าย” ไล่ตั้งแต่ผู้ที่ต้องการเข้าศึกษาในหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี จะต้องผ่านการตรวจสุขภาพที่เรียกว่า “คลาส 1” (Class 1 Medical Assessment) เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยมีสถานที่รับตรวจอยู่ 2 แห่ง คือสถาบันเวชศาสตร์กองทัพอากาศ และโรงพยาบาลกรุงเทพ

ซึ่งมีเกณฑ์ชี้วัดในระดับ “เข้มงวด” ทุกรายละเอียด!!!

“คุณจะเรียนหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรีได้ คุณจะต้องตรวจร่างกายให้ได้ Medical Class 1 เท่านั้น จะ Class 2 ก็ไม่ได้
ผมเคยถามผู้เชี่ยวชาญ เขาบอกว่าผู้ที่ผ่านการตรวจร่างกายแบบ Class 1 จะมีร่างกายและจิตใจพร้อมที่จะเป็นนักบินไปจนถึงระดับกัปตัน การทดสอบก็เช่นการตัดสินใจ การประมวลความคิด เป็นต้น” น.อ.จิรพล กล่าว

เมื่อผ่านการทดสอบและรับรองผลว่ามีร่างกายและจิตใจพร้อมสำหรับการเป็นนักบินแล้ว ก็จะต้องเข้าเรียนและรับการฝึกรวม 52 สัปดาห์ ในจำนวนนี้เป็นการฝึกบินจริง 200 ชั่วโมง ซึ่ง น.อ.จิรพล ระบุว่า ในส่วนของ สบพ. ผลิตนักบินได้ปีละ 4 รุ่น
รุ่นละประมาณ 25 คน หรือเฉลี่ยแล้วได้เพียงปีละประมาณ 100 คน

หลักสูตรของ สบพ. ยึดมาตรฐานสากล “องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ” (ICAO)!!!

เมื่อสำเร็จการศึกษาจาก สบพ. รวมถึงสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่เปิดสอนหลักสูตรนักบินพาณิชย์ และได้รับใบอนุญาตนักบินแล้ว ก็จะเข้าทำงานกับสายการบินต่างๆ เริ่มที่ตำแหน่ง “นักบินฝึกหัด” สักระยะหนึ่ง ก่อนจะเข้ารับการทดสอบเพื่อบรรจุเป็นนักบินผู้ช่วย โดยมีกรมการบินพลเรือนกับสายการบินนั้นๆ เป็นผู้ประเมิน

“ครูเขาจะขึ้นไปนั่งเช็คเลย ดูว่าคุณเป็น Co-Pilot ผ่านไหม? นี่ครูของสายการบินเขานะครับ นอกจากนี้ยังมีครูของกรมการบินพลเรือนมาเช็คอีกที ถ้าผ่านก็แสดงว่าคุณทำหน้าที่ Co-Pilot ได้แล้ว” น.อ.จิรพล ระบุ

เมื่อได้เป็น Co-Pilot หรือนักบินผู้ช่วยแล้ว นักบินยังต้องทำการฝึกฝนเป็นการภายในกับเครื่องบินที่สายการบินนั้นๆ ใช้ต่อไปอีก ซึ่งเครื่องบินแต่ละรุ่นสมรรถนะและเทคนิคในการควบคุมก็แตกต่างกันไป ทั้งนี้ นักบินจะต้องมีชั่วโมงบินขั้นต่ำอย่างน้อย 1,500 ชั่วโมงขึ้นไป จึงจะสามารถเลื่อนชั้นขึ้นเป็นระดับกัปตันได้

แต่จะ “เร่งเก็บชั่วโมงบิน” ตามใจชอบก็ไม่ได้…เพราะถูกควบคุมด้วย “มาตรฐานความปลอดภัย”!!!

“ก่อนที่คุณจะไปเป็นกัปตันได้ อย่างต่ำคุณต้องมีชั่วโมงบินไม่ต่ำกว่า 1,500 ชั่วโมง หรือบางรุ่นที่เป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง เขาก็กำหนดไว้ 2,500 ชั่วโมง ตีเป็นเวลาทั่วไปจะใช้เวลาเฉลี่ย 6-10 ปี แล้วแต่คน เพราะคุณไปเชียงใหม่ก็บินแค่ 45 นาทีเอง นักบินเขามีเกณฑ์ชั่วโมงบินของเขาอยู่ เฉลี่ยเดือนละไม่เกิน 80 ชั่วโมง

หน่วยงานที่กำหนดมาตรฐานนี้เขาศึกษามาแล้ว ว่าการทำงานประเภทนี้คุณต้องทำกี่ชั่วโมง พักผ่อนกี่ชั่วโมง คุณต้องทำอะไรบ้าง เขาถึงกำหนดว่าให้คุณบินได้เท่านี้นะ ยิ่งถ้าบินกับสายการบินเขายิ่งมีกำหนดอีก เขาก็มีเกณฑ์มาตรฐานของเขา เพราะความปลอดภัยของการบินถือว่าสำคัญอย่างยิ่งยวด ชีวิตผู้โดยสารเป็นร้อยคน ถ้าไม่เลือกคนที่พร้อมจะตัดสินใจ ร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ และมีประสบการณ์ ก็ไม่สามารถฝากชีวิตไว้ได้”ผู้ว่าการ สบพ. กล่าว

ในวันเดียวกัน ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวในงานแถลงข่าว “เปิดมาตรฐานสถานศึกษาที่เปิดสอนด้านการบินในประเทศไทย” ณ หอประชุมสถาบันการบินพลเรือน จตุจักร กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษา 26 แห่ง ที่เปิดสอนหลักสูตรเกี่ยวกับธุรกิจการบินพาณิชย์ และในจำนวนนี้มีเพียง 4 แห่งเท่านั้นที่เป็นแหล่งผลิตนักบินโดยตรง

ประกอบด้วย 1.สถาบันการบินพลเรือน ผลิตนักบินได้เฉลี่ยปีละ 80-120 คน 2.วิทยาลัยการบินนานาชาติ มหาวิทยาลัยนครพนม ผลิตนักบินได้เฉลี่ยปีละ 10-20 คน 3.โรงเรียนการบินกรุงเทพ บริษัท บางกอกเอวิเอชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด (BAC) ผลิตนักบินได้เฉลี่ยปีละไม่เกิน 200 คน และ 4.โรงเรียนการบินศรีราชา บริษัท ศรีราชาเอวิเอชั่น จำกัด ผลิตนักบินได้เฉลี่ยปีละ 15-20 คน

รวมๆ กันแล้วในแต่ละปี…ประเทศไทยมีนักบินใหม่ไม่ถึง 400 คน!!!

เห็นได้ชัดว่าในขณะที่ความต้องการเดินทางด้วยสายการบินในประเทศไทย นับวันมีแต่จะสูงขึ้น โดยเฉพาะเที่ยวบินโลว์คอสต์ แต่ปริมาณนักบินที่ผลิตได้ในแต่ละปีกลับไม่เพียงพอ ข้อมูลจาก น.ต.วัฒนา มานนท์ รองผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน ที่เคยเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ นสพ.ไทยรัฐ เมื่อเดือน พ.ค. 2558 ระบุว่า แต่ละปีธุรกิจการบินมีความต้องการนักบินใหม่ประมาณ 400-500 คน เพื่อนำไปทดแทนนักบินที่เกษียณอายุและขับเครื่องบินลำใหม่

ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย..แม้กระทั่งภาพรวมของธุรกิจการบินทั่วโลก ผู้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์รายใหญ่อย่าง โบอิ้ง (Boeing) ก็ยังคาดการณ์ว่าตั้งแต่ปี 2558-2577 จะมีความต้องการนักบินใหม่เพิ่มขึ้นถึง 5.58 แสนคน ในจำนวนนี้
อยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกถึง 2.26 แสนคน จึงไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดจึงมีข่าว “แย่งตัว-ซื้อตัวนักบิน” กันอุตลุด
ทั้งระหว่างสายการบินในประเทศด้วยกัน และสายการบินในประเทศกับสายการบินต่างชาติ

ที่มีอยู่ก็ “น้อยเกินไป” แต่จะผลิตเพิ่มง่ายๆ ก็ไม่ได้..เพราะต้องรักษา “มาตรฐานสากล”!!!

อนาคตธุรกิจการบินของไทย..จะทำอย่างไรกันดี?

หมายเหตุ : ผู้สนใจสามารถดูเกณฑ์การตรวจสุขภาพเพื่อการศึกษาหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี (Class 1
Medical Assessment) ได้ที่ https://www.aviation.go.th/upload/download/file_5597622ace2018affc84b2258
e3a7991.pdf

SCOOP@NAEWNA.COM

‘หมอกควัน-ไฟป่า’ ปัญหาท้าทายอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/207818

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ยังคงเป็นปัญหาที่พบได้ทุกปีกับ “ไฟป่า-หมอกควัน” ซึ่งประเทศไทยพบได้ทั้ง “ต้นปี” ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน บริเวณ
ภาคเหนือ และ “ปลายปี” บริเวณภาคใต้ ช่วงเดือนตุลาคม โดยสาเหตุสำคัญมาจากการเผาป่าเพื่อทำเกษตรแบบเลื่อนลอย และแม้รัฐบาลไทยจะทำทั้งรณรงค์ให้ความรู้ รวมถึงบังคับใช้กฎหมายกับผู้ฝ่าฝืน แต่ก็ยังมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่นๆ ที่ทำให้ปัญหาดังกล่าวไม่หมดสิ้นไปโดยง่าย

โดยเฉพาะการเผาป่าที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน!!!

ย้อนไปเมื่อเดือนตุลาคม 2558 หมอกควันจากไฟป่าบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เข้าปกคลุมหลายจังหวัดทางภาคใต้
ของไทย ในครั้งนั้น รายงานของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าหลายพื้นที่มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ คือเกินกว่า 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในหลายจุด

เช่น วันที่ 21 ต.ค. 2558 พบถึง 4 จุด คือ เทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อยู่ที่ 227 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, อ.เมือง จ.สตูล อยู่ที่ 192 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา อยู่ที่ 149 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และที่ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี อยู่ที่ 155 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันและปลูกต้นไม้สำหรับทำเยื่อกระดาษ

ขณะที่ในช่วงต้นปีเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านทางเหนืออย่างเมียนมา (พม่า) และสปป.ลาว ก็พบการเผาป่าเช่นกัน เช่นเมื่อ 31 มี.ค. 2558 ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันแห่งชาติ พบจุดความร้อน (Hot Spot) ที่หมายถึงจุดที่เกิดเพลิงไหม้ ในเมียนมาพบถึง 512 จุด และสปป.ลาว พบถึง 320 จุด

ซึ่งมากกว่า 9 จังหวัดภาคเหนืออันเป็นพื้นที่เสี่ยงของไทยในวันเดียวกัน ที่มีเพียง 38 จุด ในจำนวนนี้จังหวัดตากที่มีจุดความร้อนมากที่สุด ก็มีเพียง 13 จุดเท่านั้น สาเหตุสำคัญมาจากการปลูกข้าวโพดเพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ ที่ขยายแนวการปลูกจากภาคเหนือของไทยเข้าไปยังพื้นที่ป่าในประเทศเพื่อนบ้าน

นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวในงานแถลงข่าวสถานการณ์มลพิษในประเทศไทย ปี 2558 เมื่อเดือน ม.ค. 2559 ระบุว่า ที่ผ่านมาได้ประสานกับสำนักงานเลขาธิการอาเซียน รวมถึงประเทศต้นทางของปัญหา ให้ดำเนินมาตรการลดการเผาและหมอกควันอย่างเร่งด่วน อีกทั้งเสนอแนะให้เร่งจัดทำ “แนวทางแก้ปัญหาหมอกควันในอาเซียน” (ASEAN Haze-Free
Roadmap) เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานของทั้งภูมิภาค

ในเวลาต่อมา 7-9 มี.ค. 2559 มีการประชุมคณะทำงานอาเซียนเพื่อยกร่างโรดแมปอาเซียนปลอดหมอกควัน ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ จ.เชียงใหม่ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนจะมีข้อตกลงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว เวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา ได้มีข้อตกลงร่วมกันแล้วว่าให้มีจุดความร้อนไม่เกิน 50,000 จุด

อีกกลุ่มคือกลุ่มประเทศอาเซียนตอนล่าง ที่ประกอบด้วยไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน กลุ่มนี้จะไม่กำหนดจุดฮอตสปอต แต่จะใช้การกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองให้อยู่ในมาตรฐานที่ตั้งไว้ของแต่ละประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ค่ามาตรฐานฝุ่นละอองในอากาศอยู่ที่ 150 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ประเทศไทย 120 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เป็นต้น ซึ่งแต่ละประเทศจะต้องมีมาตรการภายในของตัวเองเพื่อควบคุมการเผาไม่ให้ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานที่กำหนด เมื่อจำกัดปริมาณภายในประเทศได้ก็จะไม่กระทบต่อประเทศข้างเคียง

ถึงกระนั้น..อุปสรรคอย่างหนึ่งของประชาคมอาเซียน ที่ถูกตั้งข้อสังเกตมาตลอดตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คือจุดยืนที่จะ “ไม่ก้าวก่ายกิจการภายในซึ่งกันและกัน” และข้อตกลงนี้ก็ด้วย ร่างโรดแมปดังกล่าวจะไม่มีบทลงโทษและการก้าวก่ายทางกฎหมายระหว่างประเทศ แต่จะเป็นการแลกเปลี่ยนความร่วมมือกันในการแก้ปัญหาในภูมิภาคอาเซียน

ทำให้เป็นเรื่องท้าทายว่า…ท้ายที่สุดแล้ว อาเซียนจะยุติปัญหานี้ได้หรือไม่? อย่างไร?

“โรงเรียนบ้านวนาหลวง” อีกต้นแบบ”เกษตรพอเพียง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/207601

วันเสาร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“แปลงผักไฮโดรโปนิกส์” จุดเด่นและจุดขายของโรงเรียน

ปัจจุบันกระแส “รักสุขภาพ” กำลังมาแรง ทั้งการออกกำลังกาย “ฟิตแอนด์เฟิร์ม” และการรับประทานอาหารที่ทำจากวัตถุดิบปลอดสารอันตราย“เกษตรอินทรีย์” แต่นั่นก็เป็นเพียงเทรนด์ฮิตของ“คนในเมือง” ที่พอจะมีฐานะดีหน่อยเท่านั้น เพราะอีกด้านหนึ่ง ผู้คนที่อยู่ไกลออกไปในชนบท หลายพื้นที่ยังมีปัญหา “ขาดอาหาร” กินไม่อิ่มทุกมื้อ หรือถึงได้กินครบทุกมื้อแต่ก็ไม่ค่อยจะครบห้าหมู่เท่าใดนัก

โดยเฉพาะ “เด็ก-เยาวชน” ที่เป็นวัย “กำลังโต” อาหารทุกมื้อที่กินมีความสำคัญต่อ “พัฒนาการ”!!!

“อาหารมื้อเช้าสำคัญที่สุด พวกหนูคงเรียนหนังสือไม่รู้เรื่องถ้าท้องยังหิว สำหรับเพื่อนๆ ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะอาจจะไม่คิดอะไร แต่สำหรับคนที่ไม่มีเงิน โครงการอาหารโรงเรียนแบบนี้มีประโยชน์มากๆ โดยเฉพาะพืชผักสวนครัวที่เราปลูกเอง สด สะอาดปลอดภัยแน่นอน ไม่ต้องกังวลว่าจะมียาฆ่าแมลงหรือไม่เหมือนผักที่เราไปซื้อกิน”

อรพิน เลิศสินชัยสกุล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวนาหลวง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน บอกเล่าถึงโครงการ “สวนเกษตรอินทรีย์” ซึ่งโรงเรียนบ้านวนาหลวง ได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยโครงการดังกล่าวช่วยแก้ไขปัญหาอาหารไม่เพียงพอและไม่มีคุณภาพของทุกชีวิตในโรงเรียนอย่างได้ผล

“ปลูกเอง ทำเอง กินเอง” ความภาคภูมิใจของเด็กที่นี่

ด้วยความที่เป็นโรงเรียนประจำ ทุกๆ เช้าตั้งแต่เวลา 06.00 น. อรพินและนักเรียนคนอื่นๆ จะต้องเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าสำหรับตนเองและคนอื่นๆ ราว 70 คน จากนั้นจะเริ่มรับประทานอาหาร ตามด้วยเคารพธงชาติและเข้าเรียนตามลำดับ ซึ่งพืชผักอินทรีย์ที่ปลูกกันเองภายในโรงเรียน ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้กับอนาคตของชาติที่กำลังศึกษาอยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลได้มาก

ที่ผ่านมาแม้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนิน “โครงการอาหารกลางวัน” เพื่อให้นักเรียนระดับประถมศึกษารู้จักวิธีการผลิตอาหาร การบริโภคอาหารอย่างถูกหลักอนามัย และถูกสุขนิสัยที่ดี ผ่านการปฏิบัติจริง ทำให้ทุกคนได้กินอาหารกลางวันที่ เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้โรงเรียนสามารถจัดอาหารกลางวันได้เองอย่างยั่งยืน

ทว่าในหลายพื้นที่ยังประสบปัญหา ไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบที่เหมาะสมมาประกอบอาหารได้ครบถ้วนและมีคุณภาพ เนื่องจากง “งบประมาณอาหารกลางวันจากภาครัฐอยู่ที่เฉลี่ยเพียง 20 บาทต่อหัว” จึงไม่เพียงพอ ยิ่งโรงเรียนบางแห่งที่มีลักษณะเป็น “โรงเรียนประจำ” เช่นที่โรงเรียนบ้านวนาหลวง แห่งนี้ ที่ตั้งอยู่ใน จ.แม่ฮ่องสอน จังหวัดที่สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง เป็นอุปสรรคต่อการคมนาคมขนส่ง บางพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไปกลับ จึงมีนักเรียนจำนวนหนึ่งต้องอาศัยพักค้างที่โรงเรียนตลอดภาคการศึกษา

กัญญา สมบูรณ์ ครูใหญ่ประจำโรงเรียนบ้านวนาหลวง

กัญญา สมบูรณ์ ครูใหญ่ประจำโรงเรียนบ้านวนาหลวง จึงพยายามมองหาโอกาสเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้กับนักเรียนและคุณครูผู้สอนของโรงเรียน และมีแนวคิดทดลองทำโครงการสวนเกษตรสวนผสมที่โรงเรียน ต่อมาได้รับการสนับสนุนเบื้องต้นจาก FAO ภายใต้นโยบายความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการของเด็กและเยาวชน

หลังจากได้รับการสนับสนุนในปี 2556 ครูกัญญาเริ่มลงมือทำสวนผักปลอดสารพิษทันที โดยสลับหมุนเวียนปลูกผักหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักชี ต้นหอม พื้นที่ 13 ไร่ของโรงเรียนที่เคยถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ ก็ได้นำมาใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้กับนักเรียนและครูที่พักอาศัยประจำอยู่ที่โรงเรียน

แน่นอนว่า “ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ” ครูกัญญา เล่าว่า ช่วงแรกที่ทำสวนผัก สามารถปลูกได้แค่เฉพาะช่วงหน้าฝนเท่านั้น พอหน้าแล้งก็ต้องปล่อยที่ให้ว่างเปล่าประโยชน์ เพราะไม่มีน้ำใช้เพียงพอ โรงเรียนก็จำเป็นต้องจัดการงบที่มีอยู่จำกัดมาใช้เพื่อไปซื้ออาหารก่อนเพราะเป็นปัจจัยเฉพาะหน้าที่สำคัญ จึงเริ่มคิดหาทางปรับปรุงระบบน้ำให้สามารถปลูกผักได้ตลอดปี ทำให้มีผักสดสะอาดไว้ประกอบอาหารได้ทั้งสามมื้อ แต่ก็มีปัญหาใหม่มาแทน คือวัวของเพื่อนบ้านในชุมชนบุกรุกเข้ามากินผักสวนครัวที่ปลูกไว้ได้รับความเสียหายมาก ต้องรีบจัดการทำรั้วกันแทบไม่ทัน

จึงเป็นที่มาของ “ไฮโดรโปนิกส์” หรือภาษาบ้านๆ คือ “ผักยกพื้น”!!!

ปัจจุบันไร่สวนผสมที่โรงเรียนบ้านวนาหลวงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชผักไฮโดรโปนิกส์ และไก่ไข่ออร์แกนิคอุดมสมบูรณ์ ด้วยความคิดสร้างสรรค์และการมีส่วนร่วมในการทำงานของคุณครูและนักเรียนอย่างอบอุ่น ทำให้โรงเรียนมีรายได้หมุนเวียนเพียงพอต่อการดูแลทั้งด้านการเรียนและโภชนาการของเด็กนักเรียนและคุณครูกว่า 300 ชีวิตอย่างยั่งยืนตลอดสามปีที่ผ่านมา

“ผลผลิตส่วนหนึ่งจะมีพ่อค้าจากตัวเมืองมารับซื้อถึงโรงเรียนในราคากิโลกรัมละ 150 บาท แต่ละครั้งจะขายได้ราว 10 กิโลกรัมทีเดียว”

“วิถีเกษตร” เรียนรู้จากการทำจริง ในสถานที่จริง และใช้ได้จริง

รัตนากร แก้วน้อย ครูอีกรายที่ดูแลโครงการผักไฮโดรโปนิกส์ กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการ ซึ่งที่นี่ไม่ได้มีแต่แปลงผักไฮโดรโปนิกส์เท่านั้น ด้านหลังโรงเรียนยังมีเล้าไก่และคอกหมู เพื่อนักเรียนจะได้มีไก่และเนื้อสัตว์ไว้บริโภคและสารอาหารครบ 5 หมู่ รายได้จากการขายผักสลัด ไข่ไก่และเนื้อสัตว์ ทางสหกรณ์โรงเรียนจะนำมาบริหารจัดการเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับซื้อเมล็ดพันธุ์ และสำหรับทำกิจกรรมอื่น ๆ ของโรงเรียนต่อไป

แม้วันนี้โครงการเกษตรอินทรีย์จะประสบความสำเร็จด้วยดี ทว่าก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป โดย ครูกัญญา นำเงินที่ได้มาจากรางวัลยอดครูผู้มีอุดมการณ์ ตามโครงการตามรอยเกียรติครูผู้มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณครู ปี 2558 จำนวน 300,000 บาท ไปหาซื้อพันธุ์กาแฟมาปลูกในโรงเรียน ซึ่งหวังว่าอีก 2 ปีข้างหน้า กาแฟจะกลายเป็นพืชสำคัญอีกชนิดของโรงเรียน ทั้งในการจำหน่ายและรับรองแขกที่มาเยี่ยมเยือนดูงานที่โรงเรียนต่อไป

ทั้งหมดทั้งปวง..ครูใหญ่รายนี้กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เป็นแรงบันดาลใจในการทำโครงการ!!!

ด้วยทฤษฎี “เกษตรผสมผสาน” ตามแนวพระราชดำริ..และด้วยปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” พึ่งตนเองได้!!!

“เศรษฐกิจพอเพียงเริ่มที่ตัวเรา เพียงแต่ต้องรู้จักนำปรัชญาของพระองค์มาประยุกต์และปฏิบัติใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ เมื่อลงมือทำและอดทนเราจะเห็นผลด้วยตัวเองว่า ปรัชญาของพระองค์ทำได้จริงและสร้างชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีให้กับโรงเรียนและชุมชนรอบข้างอย่างยั่งยืน ตามที่พระองค์สอนพวกเราทุกคน” ครูกัญญา ฝากทิ้งท้าย

ปฏิรูปวงการ‘ตำรวจไทย’ ‘คุณภาพชีวิต อย่าละเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/207548

วันศุกร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎหมาย” แต่สิ่งที่จะทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ได้ประการหนึ่งก็อยู่ที่ “ตำรวจ” ผู้ได้ชื่อว่าเป็น“ต้นธารแห่งกระบวนการยุติธรรม” ตั้งแต่สืบสวนจับกุมผู้กระทำผิด ไปจนถึงสอบสวนเพื่อให้ความจริงปรากฏก่อนส่งต่อให้กับอัยการและศาลตามลำดับ ทว่าในความเป็นจริง เมื่อกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ผู้คนในสังคมมักจะ“ส่ายหัว” อย่างไม่พอใจอยู่เสมอ สืบเนื่องจาก “ข่าวฉาว” ของวงการตำรวจที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ เป็นรายวัน ทั้งที่จะว่าไปแล้ว..คุณภาพชีวิตของตำรวจถือว่าค่อนข้าง “ด้อยกว่า” อาชีพในสายงานเดียวกัน

บางคนให้นิยามอาชีพตำรวจว่า “เสี่ยงตาย..แต่รายได้แสนจะต้อยต่ำ”!!!

“ตำรวจส่วนใหญ่นั้นมีชีวิตที่ต่ำกว่ามาตรฐานของคนทั่วไป เงินเดือนเงินตอบแทน สวัสดิการของตำรวจมันต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตำรวจจะทำงานในหน้าที่ให้สมกับที่ประชาชนคาดหวังได้ ทำไมผู้พิพากษา ทำไมอัยการมีเงินเดือนมากเป็นพิเศษ เราให้เขาเป็นพิเศษเพราะว่าเขาอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน หวังว่าเขาจะมีชีวิตเพียงพอที่จะดำรงชีพ จะได้ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน ตำรวจก็มีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน แถมเสี่ยงชีวิตมากกว่าอัยการ มากกว่าผู้พิพากษา”

คำกล่าวของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และอดีตเลขาธิการกลุ่ม กปปส. ในเวทีเสวนาวิชาการเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ณ มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อ 8 มี.ค. 2559 แม้ด้านหนึ่งอาจจะถูกมองว่าเป็นลีลาปราศรัยทางการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งคำกล่าวนี้ก็มีมูลความจริงอยู่ไม่น้อย

เพราะหากไปดู พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ระบุฐานเงินเดือนนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรไว้ดังนี้ ระดับร้อยตำรวจตรี-ร้อยตำรวจเอก รับเงินเดือนชั้น “ส.1” ตั้งแต่ 6,470-38,750 บาท ระดับพันตำรวจตรี รับเงินเดือนชั้น “ส.2” ตั้งแต่ 13,160-38,750 บาท ระดับพันตำรวจโท รับเงินเดือนชั้น “ส.3” ตั้งแต่ 16,190-54,820 บาท ระดับพันตำรวจเอก รับเงินเดือนชั้น “ส.4” ตั้งแต่ 19,860-58,390 บาท และ ระดับพันตำรวจเอก อัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) รับเงินเดือนชั้น “ส.5” ตั้งแต่ 24,440-69,040 บาท

ส่วนนายตำรวจชั้นประทวน ระดับจ่าสิบตำรวจ อัตราเงินเดือนจ่าสิบตำรวจ (พิเศษ) รับเงินเดือนชั้น “ป.2” ตั้งแต่ 7,140-29,690 บาท และ ระดับดาบตำรวจ รับเงินเดือนชั้น “ป.3” ตั้งแต่ 10,350-38,750 บาท นอกจากนี้ยังมี ระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านป้องกันปราบปราม ด้านสืบสวน และด้านจราจร พ.ศ.2548 โดยผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการ, สารวัตร, รองสารวัตร, ผู้บังคับหมู่ ในสายงานทั้ง 3 ประเภท จะได้เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 4,700 บาท, 4,000 บาท, 3,500 บาท และ 3,000 บาทตามลำดับ

ขณะที่เอกสาร “อัตราเงินเดือนแรกบรรจุใหม่” จัดทำโดย พ.ต.ท.ไพโรจน์ มะโนขันธุ์ ซึ่งผู้สนใจสามารถดูได้ที่http://www.personnelpolice.com/room/firstsalary.pdf ระบุว่า นายตำรวจชั้นสัญญาบัตรวุฒิการศึกษาเทียบเท่าปริญญาตรี หรือก็คือ “นายร้อยจบใหม่” รับเงินเดือน 15,290 บาท(ชั้น ส.1 ขั้น 18.5) ขณะที่นายตำรวจชั้นประทวน “นายสิบจบใหม่” รับเงินเดือน 10,760 บาท (ชั้น ป.1 ขั้น 19)

แต่เมื่อไปดูเงินเดือนอัยการ พ.ร.ฎ.การปรับเงินเดือนของข้าราชการอัยการ พ.ศ.2554 จะพบว่าเงินเดือนอัยการตั้งแต่ชั้น 1 (อัยการผู้ช่วย) เริ่มที่ 17,560-18,950 บาท ไปจนถึงชั้น 8 (อัยการสูงสุด) 73,240 บาท, เงินประจำตำแหน่ง ตั้งแต่ชั้น 2 (อัยการประจำกอง/อัยการจังหวัดผู้ช่วย) 7,900 บาท ไปจนถึงชั้น 8 (อัยการสูงสุด) 42,500 บาท

นอกจากนี้ยังมี ระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยการจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวข้าราชการอัยการ พ.ศ.2556 ที่ให้เงินค่าครองชีพชั่วคราวรายเดือนอัยการตั้งแต่ชั้น 1 (อัยการผู้ช่วย) 16,050-17,440 บาท จนถึงชั้น 3 (อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด/รองอัยการจังหวัด) 5,000 บาท

และ ระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยการจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวข้าราชการอัยการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2557 ที่ให้เงินค่าครองชีพชั่วคราวรายเดือนอัยการ ตั้งแต่ชั้น 3 (ขั้นที่ 6) ถึงชั้น 5 (อัยการผู้เชี่ยวชาญ) 6,800 บาท และ ชั้น 6 ถึงชั้น 8 (อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ-อัยการสูงสุด) 7,000 บาท

ส่วนเงินเดือนผู้พิพากษา พ.ร.ฎ.การปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 เริ่มต้นที่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา 17,560-18,950 บาทไปจนถึงประธานศาลฎีกา 75,590 บาท นอกจากนี้ยังมีเงินประจำตำแหน่ง เริ่มตั้งแต่ผู้พิพากษาประจำศาล 7,900 บาท ไปจนถึงประธานศาลฎีกา 50,000 บาท

เห็นได้ชัดว่าใน 3 เสาหลักกระบวนการยุติธรรม..ตำรวจมีรายได้น้อยกว่าอัยการและศาลอยู่พอสมควร!!!

“ถ้าไปดูตามต่างจังหวัดโดยเฉพาะครอบครัวตำรวจชั้นผู้น้อย เขาทำทุกอย่างทั้งรับจ้างซักเสื้อผ้า ทำขนมขาย ปากกัดตีนถีบ นี่เป็นข้อเท็จจริง ประเทศนี้เลี้ยงตำรวจโดยให้ไปหากินเอง แล้วก็มาโทษว่าตำรวจทำหน้าที่ไม่ดี ตำรวจแย่ ถ้าจะปฏิรูปตำรวจก็ต้องพูดเรื่องนี้” นายสุเทพ กล่าว

ไม่เพียงแต่รายได้ที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับภาระงานแม้แต่เครื่องมือเครื่องใช้ก็ยังต้อง “หาเอาเอง” ดังเช่นที่ ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล อาจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เปิดเผยว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจเมื่อรู้ว่าใกล้สำเร็จการศึกษา สิ่งแรกที่ทำคือ “กู้เงินไปซื้ออาวุธปืน” เป็นหนี้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเสียด้วยซ้ำไป

“ท่านรู้ไหมครับว่านายร้อยตำรวจที่ขึ้นปี 3 ตอนนี้กำลังไปติดต่อสหกรณ์ในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไปทำอะไรทราบไหมครับ? ไปกู้เงินขอซื้อปืน..หนี้ก้อนแรกกำลังจะมาแล้วยังไม่ทันจบมารับราชการเลยก็ต้องไปกู้เงินมาซื้อปืนแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงหนี้ก้อนต่อๆ ไป เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค” พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ ระบุ

ไม่เพียงแต่อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ตำรวจไม่ว่าชั้นสัญญาบัตรหรือประทวนมักจะต้องใช้เงินเดือนตนเองจัดหาแล้ว “การฝึกทบทบทวนทางยุทธวิธี”ตำรวจไทยก็ยังมีปัญหามาก พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ ยกตัวอย่าง เยอรมนี ตำรวจเยอรมันได้รับคำชื่นชมอย่างมากด้านความชำนาญงานแบบมืออาชีพ (Professional) ซึ่งสาเหตุก็มาจากการฝึกอบรม-ฝึกทบทวนอยู่สม่ำเสมอและอย่างทั่วถึง

“การพัฒนาความเป็นมืออาชีพของตำรวจ เขาก็มีการฝึกอบรมอยู่ตลอด ตรงนี้งบประมาณต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่เราเห็นตำรวจไทยไล่ล่าคนร้ายแล้วยิงยาง เชื่อไหมครับต่างประเทศเขาเลิกทำแล้ว แต่ตำรวจไทยไม่มีทางเลือกนอกจากอาวุธปืนที่อยู่กับตัว แล้วตำรวจไทยจะรู้ได้อย่างไร? ก็ต้องผ่านการฝึก แล้วงบประมาณมีให้เขาไหม? แล้วเอาตำรวจไปฝึกแล้วจะเอาใครมาออกสายตรวจดูแลประชาชน จะเอากำลังที่ไหนมาทดแทน” พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ กล่าว

นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดอื่นๆ เช่น ตำรวจเป็นอาชีพที่มีความเครียดสูง สุ่มเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายหรือทำร้ายคนรอบข้างได้ง่าย พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาที่เคยมีเหตุดังกล่าวบ่อยครั้ง จึงแก้ปัญหาด้วยการบรรจุ“นักจิตวิทยา” เข้าเป็นตำรวจ โดยให้ไปตามสถานีตำรวจต่างๆ เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำ เป็นต้น

หากคิด “ปฏิรูปตำรวจ” ให้เป็น “มืออาชีพ” เห็นผลเป็นรูปธรรม..เรื่องเหล่านี้ก็ต้อง “ไม่ละเลย”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ปฏิรูปแนวใหม่…‘ไม่ใช้ ยึดคืน’ ดัดหลังนายทุน‘ฮุบ’ที่ดินส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/207382

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร “ที่ดิน” โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ยังเป็นปัญหาใหญ่ของเมืองไทย ทุกวันนี้ยังมี
“คนจน” และเกษตรกรจำนวนมากที่ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และมีจำนวนไม่น้อยที่เข้าครอบครองที่ดินสงวนและผืนป่า “ต้องห้าม” เมื่อภาครัฐขยับเข้า “จัดระเบียบ” คนกลุ่มนี้จึง “หมดสิทธิ์” ในที่ดินที่เคยใช้ทำกิน

“ทางออก” ที่เกษตรกร “ผู้ไม่มีสิทธิ์” เลือกใช้เพื่อความอยู่รอด คือ การ “เช่าที่ดิน” ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้ “ต้นทุน” ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นแล้ว ค่าเช่าที่ดินยังมีผลต่อการ “ขยับราคา” สูงขึ้นของพืชผลการเกษตร สวนทางกับเป้าหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การกำกับของ “พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” ที่ต้องการให้ตั้งแต่ปี 2559 เป็นปีแห่งการลดต้นทุนการผลิต

หนึ่งในเป้าหมายของกระทรวงเกษตรฯ คือ การลดต้นทุนค่าเช่าที่ดินลงให้ได้ ซึ่งมาตรการที่ถูกนำมาใช้ คือ การแจกจ่าย “ที่ดินหลวง” ให้เกษตรกรใช้ทำกิน ที่ดินบางส่วนภายใต้การถือครองของ“สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” หรือ ส.ป.ก. จึงถูก “ตัดเฉือน” ส่งมอบสิทธิ์ให้กับเกษตรกรที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ ผ่าน 41 ปี ส.ป.ก.ที่เปรียบเสมือน “แลนด์ลอร์ด” ได้จัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรทั่วประเทศแล้ว 2.75 ล้านราย รวมที่ดิน 35.52 ล้านไร่

ทว่า…การแจกจ่ายที่ดินที่อาจ “ไร้ระบบ” กลายเป็น “เตะหมู เข้าปากหมา” เมื่อที่ดิน ส.ป.ก.โดยเฉพาะใน “ทำเลทอง” เป็นดั่ง “ขุมทรัพย์” ที่กลุ่มนายทุนจ้องตาเป็นมัน “รุกไล่” หวังเข้ายึดครองเพื่อ “ปั่นราคา” และเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจด้านต่างๆ การ “เปลี่ยนมือ” ผู้ถือสิทธิ์ที่ดิน ส.ป.ก. จึงมีให้เห็นอยู่ตลอดช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ที่ดิน ส.ป.ก.ไม่สามารถซื้อขายหรือเปลี่ยนมือได้ เว้นแต่การตกทอดไปยังลูกหลานเท่านั้น

ด้วยสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบัน “คิดใหม่” กับนโยบายแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ และปัญหาการไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย โดยจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ” หรือ “คทช.” ขึ้น เพื่อจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรเข้าทำกินและอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่

ตามแผนของ คทช. คือ มอบหมายให้ ส.ป.ก.วางแนวทางจัดรูปที่ดินแบบใหม่ จาก “รายเดี่ยว” มาเป็น “รายกลุ่ม” เพื่อหวังหยุดขบวนการซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. โดยใช้การจัดรูปที่ดินแบบแปลงใหญ่ ผ่านระบบสถาบันเกษตรกร คือ ใช้ “ขบวนการสหกรณ์” เข้ามาจัดการ มีแบบแผนการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่ขบวนการผลิตถึงการตลาด ที่สำคัญ คือ เป็นการแจกจ่ายสิทธิ์ในลักษณะ “ไม่ให้กรรมสิทธิ์” ถ้าไม่ใช้ “ยึดคืน” เพื่อหวังสกัดการซื้อขายสิทธิ์ที่ดิน และปัญหา “งาบที่หลวง”

“สรรเสริญ อัจจุตมานัส” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า ส.ป.ก.ได้เดินหน้าแนวทางดังกล่าว โดย “ล็อกเป้า” ดำเนินการ 4 พื้นที่ ได้แก่ จ.อุทัยธานี, กาฬสินธุ์, นครราชสีมา และชุมพร โดยจะนำที่ดิน ส.ป.ก.ที่รัฐบาลไล่ “ยึดคืน” มาจากนายทุนและผู้บุกรุกมาจัดสรรใหม่ เบื้องต้นได้ “นำร่อง” มอบหนังสืออนุญาตใช้พื้นที่เกือบ 5,000 ไร่ ให้แก่ “สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด” ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เพื่อส่งมอบให้กับสมาชิกที่ผ่านการคัดเลือกใช้เป็นที่ดินทำกินตามแผน “อุทัยธานีโมเดล”

“อุทัยธานีโมเดล คือ โครงการจัดสรรที่ดินแปลงใหญ่ให้แก่ผู้ไร้ที่อาศัยและไร้ที่ดินทำกินในพื้นที่ จ.อุทัยธานี ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนถาวร เพื่อไม่ให้กลับเข้าไปบุกรุกผืนป่าหรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติ” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว

เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวอีกว่า แผนการจัดสรรที่ดินในโครงการ “อุทัยธานีโมเดล” จะนำที่ดินมาจัดสรรเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มเกษตรกร ผู้บุกรุกพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ และผู้ยากไร้ ไม่มีที่ดินทำกินและหรือที่อยู่อาศัย 3 กลุ่ม คือ 1.เกษตรกรผู้บุกรุกทำกินในพื้นที่ทุ่งแฝก ต.ระบำ อ.ลานสัก 2.เกษตรกรผู้บุกรุกทำกินในพื้นที่วนอุทยานห้วยคต อ.ห้วยคต และ 3.เกษตรกรผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกินและหรือที่อยู่อาศัยใน จ.อุทัยธานี และจังหวัดอื่นๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่ปี 2553-2558 จำนวน 9,218 ราย

เบื้องต้นโครงการนี้ได้ทำการออกแบบ สร้างชุมชนที่อยู่อาศัยขึ้นมาใหม่ 8 ชุมชน จำนวนกว่า 486 ราย ในพื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื้อที่จำนวน 3,486 ไร่ โดยแต่ละชุมชนจะได้รับการปรับแต่งและพัฒนาไม่ต่างจากหมู่บ้านจัดสรรที่พร้อมไปด้วยเส้นทางถนนเข้า-ออกสะดวก มีระบบน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ในรูปแบบสระกักเก็บน้ำและบ่อบาดาล โดยรับน้ำสายหลักจาก “อ่างเก็บน้ำทับเสลา” ทำให้มีน้ำใช้พอเพียงตลอดทั้งปี มีระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคครบครัน มีระบบจัดการอาชีพในรูปแบบการรวมกลุ่มสหกรณ์ ส่งเสริมโครงการ “เศรษฐกิจพอเพียง” ในชุมชน เพื่อให้เกษตรกรพัฒนาตนเองให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน

“อุทัยธานีโมเดล จะสร้างประโยชน์ ให้กับประชาชนที่ไร้ที่อยู่อาศัยและไร้ที่ทำกินใน จ.อุทัยธานี ได้เป็นอย่างดี สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน และเป็นโครงการต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ และจังหวัดอื่นๆ ที่ยังประสบกับปัญหาดังกล่าวได้อีกด้วย ที่สำคัญ ส.ป.ก.มั่นใจว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนมือผู้ถือครองจากเกษตรกรไปสู่นายทุนได้ เพราะคอนเซ็ปต์ คือ เป็นการมอบที่ดินให้กับสหกรณ์ในพื้นที่ไปบริหารจัดการ หากเกษตรกรรายใดได้รับสิทธิ์ทำกิน แล้วไม่ทำกินต่อ จะถูกยึดพื้นที่คืนหลวงทันที เชื่อว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินได้” สรรเสริญ กล่าว

ปัญหากลุ่มบุคคลนำที่ดินหลวงไปใช้ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของ ส.ป.ก.เรื้อรังมานาน ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ส.ป.ก. พยายามแก้ไขอย่างต่อเนื่อง…“อุทัยธานีโมเดล” จึงอาจเป็นหนึ่งใน “ไม้เด็ด” ที่ช่วยขจัดปัญหานี้ได้ ขณะเดียวกันยังถือเป็น “ยาขนานเอก” ที่นำมาใช้เยียวยาช่วยเหลือให้เกษตรกรได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และได้รับประโยชน์สูงสุดจากที่ดินผืนนั้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของภาคเกษตรกรไทยในอนาคต…ถ้าเดินหน้ากันอย่างจริงจัง!?!?!

เปลี่ยน‘หวย’เป็นเงินออม อีกแนวคิดรับมือสังคมสูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/207207

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“..4) หากจะพูดถึงลอตเตอรี่ หรือการเสี่ยงโชคในบ้านเรา คนในรัฐบาลก็น่าจะลองไปดูงานวิจัยที่น่าสนใจ เรื่อง “โครงการศึกษาความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออมของประชาชนในต่างจังหวัด” โดย ดร.พรเพ็ญ วรสิทธา คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นความพยายามหาวิธีใช้เครื่องมือที่ชาวบ้านบางส่วนนิยมอย่างหวย มาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว..”

(จากคอลัมน์ “กวนน้ำให้ใส” โดย “สารส้ม” – นสพ.แนวหน้า ฉบับวันพุธที่ 13 ม.ค. 2559)

คนไทยได้ชื่อว่า “ชอบเสี่ยงโชค” มาตั้งแต่สมัยโบราณ และแม้ปัจจุบันประเทศไทยจะเข้าสู่ความทันสมัยไม่ต่างจากประเทศที่เจริญแล้วอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไป คือภาพของการ“ขอเลขเด็ด” จากสิ่งต่างๆ ทั้งนักบวชอย่างพระภิกษุสงฆ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทางศาสนาอย่างพระพุทธรูปและเทวรูป สิ่งลี้ลับอย่างต้นไม้หรืออาคารสถานที่ที่เชื่อว่ามี “เจ้าที่-วิญญาณเฮี้ยน” สิงสถิตอยู่ รวมไปถึง “ของแปลกผิดธรรมชาติ” จำพวกหมูสองหัววัวหกขา ฯลฯ

ทั้งหมดก็เพื่อ “วันที่ 1 และ 16 ของเดือน” เผื่อจะ “ถูกหวย” มีโชคร่ำรวยกับเขาบ้าง!!!

ขณะเดียวกัน..เรื่องของ “สลากกินแบ่งรัฐบาล” ต้องบอกว่าเป็น “วาระแห่งชาติ” ของสังคมไทยที่ทุกรัฐบาลต้องใส่ใจทั้งราคาขายปลีกต่อคู่ โควตาการจองซื้อไปขายสำหรับรายย่อย รวมถึงบางรัฐบาลที่ต้องการดึงเม็ดเงินมหาศาลจากหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน แต่อีกด้านหนึ่ง คนไทยจำนวนมากกลับ “ขาดเงินออมที่เพียงพอ” ทำให้มีปัญหาในบั้นปลายชีวิต โดยเฉพาะปัจจุบันและอนาคต ที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้ว

จึงเกิดแนวคิด “เปลี่ยนหวยให้เป็นเงินออม” เป็นที่มาของงานวิจัยดังกล่าวขึ้น!!!

งานวิจัยชิ้นนี้ของ รศ.ดร.พรเพ็ญ เน้นสำรวจกลุ่มคนที่ระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ซึ่งในสังคมไทยอาจถือว่าเป็น กลุ่มคนผู้มีรายได้น้อย จำนวน 4,800 คน จากหลากหลายอาชีพทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ, พนักงานเอกชน และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่อยู่อาศัยในทุกภาค (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) ในปี 2555 โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 93 มีรายได้ประมาณ 5,000-20,000บาทต่อเดือน ในจำนวนนี้ร้อยละ 93.73 มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน

เมื่อมาดู พฤติกรรมการออมและการลงทุน ของคนกลุ่มนี้ พบว่ามีเพียงร้อยละ 15.83 เท่านั้น ที่ระบุว่าตนไม่มีเงินออมขณะที่ผู้มีเงินออมส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.04 ระบุว่าอยู่ที่ 1,000-5,000บาทต่อเดือน และในบรรดาผู้มีเงินออม ร้อยละ 45.77 เก็บเงินไว้กับตัวหรือนำไปฝากธนาคาร ส่วนร้อยละ 54.23 นำเงินไปลงทุน

ดูเหมือนจะดีที่แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ยังรู้จักการลงทุนให้เงินทองงอกเงย..แต่เมื่อถามว่า เอาไปลงทุนอะไร? พบว่าร้อยละ42.46 ระบุว่า ซื้อหวย-สลากกินแบ่งรัฐบาล รองลงมาร้อยละ 20.62 ซื้อทอง ซื้อหน่วยลงทุน เล่นแชร์ รวมถึง “พนันบอล”และร้อยละ 2.37 ซื้อสลากออมทรัพย์ เท่ากับว่าคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า “การพนัน” ไม่ว่าถูกกฎหมายอย่างสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือผิดกฎหมายอย่างหวยใต้ดินและการทายผลการแข่งขันฟุตบอลเป็นการลงทุน

ในส่วนพฤติกรรมการซื้อหวย ร้อยละ 75.30 ของกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่าเคยซื้อหวยใต้ดิน หรือเคยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือเคยซื้อทั้ง 2 อย่าง หรือเคยซื้อทั้ง 2 อย่างพร้อมกับเล่นการพนันอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ร้อยละ 76.25 ระบุว่าเคยซื้อมาแล้วมากกว่า 1 ปีขึ้นไป และสาเหตุที่ซื้อ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ
57.74 คาดหวังผลตอบแทน (ถูกหวย) รองลงมาคือคนที่ซื้อเพราะเสี่ยงโชคสนุกๆ ร้อยละ 25.42 นอกจากนี้ยังมีคนที่ซื้อด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น ตามกระแสสังคม หรือสงสารคนขาย อีกร้อยละ 16.82

แปลง่ายๆ ว่าสาเหตุที่เล่นหวย..เพราะได้ “เสี่ยงโชค-ลุ้นรางวัล”!!!

แม้ผู้วิจัยจะเชื่อว่าแนวคิดเปลี่ยนหวยเป็นเงินออมมีทางเป็นไปได้ แต่การออกแบบตราสารลงทุนที่เหมาะสมยังต้องศึกษากันต่อไป โดยมีหลักสำคัญดังนี้ 1.มีลักษณะเป็นการเสี่ยงโชค เพราะจากการศึกษาพบว่า ผู้มีรายได้น้อยนิยมเสี่ยงโชคมากกว่าผู้มีรายได้มาก 2.เงินขั้นต่ำในการซื้อต้องไม่มากจนเกินไป ผู้วิจัยเสนอแนะว่าน่าจะอยู่ที่ 10 บาท เพราะจะเท่ากับหน่วยลงทุน 3.การออกรางวัล ใช้เลขรางวัลร่วมกับสลากกินแบ่งรัฐบาล คือเดือนละ 2 ครั้ง

4.โอกาสในการถูกรางวัล จากการที่คนนิยมซื้อหวยกันมาก เห็นได้จากแม้จะมีเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นที่ได้กำไร ส่วนอีกร้อยละ 97มีทั้งที่ไม่เคยถูกรางวัลเลย กับถึงจะถูกแต่เมื่อหักลบกันแล้วเสียมากกว่าได้ ฉะนั้นหากคิดค้นตราสารที่คนรายได้น้อยสนใจจะซื้อได้เหมือนหวย ย่อมสามารถดึงเม็ดเงินที่ต้องเสียไปเปล่าๆ จากการพนันเสี่ยงโชคเข้ามาเป็นเงินออมวัยเกษียณได้ ทั้งนี้ให้ใช้เกณฑ์เดียวกับสลากกินแบ่งรัฐบาล คือ 1 งวด ถูกรางวัลได้ 1 ครั้ง นอกจากนี้จำนวนเงินรางวัลไม่จำเป็นต้องสูงมากนัก เน้นไปที่ให้มีโอกาสถูกรางวัลมากกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลจะดีกว่า

5.การคืนเงินต้นให้คืนเมื่อผู้ซื้ออายุ 60 ปีบริบูรณ์โดยคืนพร้อมดอกผลจากการนำเงินในกองทุนนี้ไปลงทุน แต่หากเสียชีวิตก่อนอายุครบ 60 ปี จะไม่ได้เงินคืน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดการมรดก ซึ่งผู้วิจัยเชื่อว่าผู้ซื้อไม่น่าคิดว่าตนเองจะเสียประโยชน์ เพราะปกติซื้อหวยก็ไม่ได้เงินคืนอยู่แล้ว 6.ควรให้มีโอกาสเลือกเลขที่ต้องการได้เองประเด็นนี้ผู้วิจัยพบว่า สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่คนไม่นิยมซื้อสลากออมทรัพย์เพราะเลือกเลขเองไม่ได้ ดังนั้นการออกแบบต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย อีกทั้งคนที่ซื้อตราสารอื่นๆ เช่น หุ้นสามัญ หุ้นกู้ ฯลฯ ต่างก็เลือกตราสารที่ตนต้องการได้ทั้งสิ้น

7.ช่องทางจำหน่าย แนวทางที่น่าสนใจอาจแบ่งได้ 4 อย่าง คือ 7.1 ผ่านตัวแทนจำหน่ายที่เข้าถึงได้ง่าย เช่น ร้านสะดวกซื้อ หรือที่ทำการไปรษณีย์ 7.2 เชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรเข้ากับโครงการฯ เพราะส่วนใหญ่มีบัตรเครดิตเกษตรกรอยู่แล้ว 7.3 ทำแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ จะสามารถดึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น และ 7.4 ติดตั้งตู้จำหน่ายไว้หน้าธนาคารข้างตู้เอทีเอ็มให้ผู้สนใจสามารถซื้อได้เอง

8.หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ควรเป็นธนาคารที่ออกสลากออมทรัพย์อยู่แล้วเช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพราะมีประสบการณ์ อีกทั้งธนาคารทั้ง 2 มีการออกไปพบปะกับประชาชนในท้องถิ่นอยู่เสมอ ทำให้สามารถประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายได้

9.คุณสมบัติของกลุ่มเป้าหมาย ควรเป็นผู้มีรายได้น้อย ซึ่งในความเป็นจริงยากจะจำแนกแยกแยะ จึงควรเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าร่วมได้ แต่ต้องจำกัดวงเงินที่จะคืนให้ผู้ซื้อตอนอายุ 60 ปีเพื่อลดแรงจูงใจในการเข้ามาร่วมโครงการของผู้มีฐานะดี และ10.ระบบการกระจายผลประโยชน์ ใช้ระบบจ่ายเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล มากน้อยตามจำนวนที่ซื้อ ส่วนผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปที่ยังคงซื้อ ให้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนทุกๆ 1 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี เป็นต้น

ทั้งนี้ผู้วิจัยคำนวณว่า หากผู้ซื้อซื้ออย่างสม่ำเสมอจนครบ 10 ปี จะได้เงินคืนเฉลี่ย 13,444-16,161 บาท หรือ 22,182-26,666 บาท ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถบริหารกองทุนให้มีผลตอบแทนได้เท่าใด (ร้อยละ 1-5) และหากผู้บริหารกองทุนสามารถทำให้กองทุนมีผลตอบแทนได้ร้อยละ 5 ทุกปี ขณะเดียวกันผู้ซื้อก็ซื้อสม่ำเสมอต่อเนื่อง 40 ปี จะได้เงินคืนราวๆ 155,215 หรือ 256,105 บาท

ซึ่งแม้เงินที่คืนจะไม่มากนัก..แต่ก็ยังดีกว่าหวย เพราะไม่ได้คืนแม้แต่บาทเดียว!!!

หมายเหตุ : ผู้สนใจสามารถดูงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ http://rc.nida.ac.th/en/attachments/article/145/ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงเงินหวย_56.pdf

SCOOP@NAEWNA.COM

ตะลุย‘ดงดอกฝิ่น…อมก๋อย’ ‘นายทุน’รุก!คืนชีพราชินียานรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/207012

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
บนเส้นทางขรุขระที่ทอดยาวผ่านขุนเขาสุดลูกหูลูกตา ณ “หมู่บ้านห้วยบง” ต.นาเกียน ห่างจากตัวอำเภอ “อมก๋อย” จ.เชียงใหม่ ราว 20 กิโลเมตร กลายเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการทำลาย “ไร่ฝิ่น”ครั้งล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ “ป.ป.ส.” และทหารจากกองทัพภาคที่ 3 หลังพบว่าพื้นที่แห่งนี้ลักลอบปลูกฝิ่น สารเสพติดอันตรายที่แปรรูปเป็นสารตั้งต้น “เฮโรอีน” ได้

หากมองผิวเผินพื้นที่ส่วนใหญ่ใน “หมู่บ้านห้วยบง” จะถูกชาวบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่า “กะเหรี่ยง” ใช้ประกอบอาชีพทางการเกษตร ทว่า…ลึกเข้าไปใน “ไหล่เขา” กลับกลายเป็นสถานที่ “ซ่อนอำพราง” แปลงปลูกฝิ่นที่ยากต่อการพบเห็น

ปฏิบัติการครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นราวปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลังสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 5 พบข้อมูลว่า มีแนวโน้มเยาวชนโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ “เสพฝิ่น” มากขึ้น และความต้องการที่มากขึ้นกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้มีการ “ลักลอบ” ปลูกฝิ่นมากขึ้น ป.ป.ส.จึงต้องกำจัดไร่ฝิ่นให้หมดไปจากพื้นที่โดยเร็วเพื่อสกัด “ราชินีแห่งยาเสพติด” ไม่ให้ “คืนชีพ” อีกครั้ง

“วิชัย ไชยมงคล” ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 5 กล่าวว่า พื้นที่ภาคเหนือมีอาณาเขตติดต่อกับหลายประเทศ และมีชนกลุ่มน้อยหลายเผ่า จึงถูกใช้เป็น “เส้นทางลำเลียงยาเสพติด”สำหรับสถานการณ์ภายนอกประเทศ โดยเฉพาะด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งมีพรมแดนใกล้กับประเทศจีน เมียนมา และลาว โดยเฉพาะจุดที่สำคัญ คือ “รัฐฉาน” มีชาติพันธุ์ไทยใหญ่หรือฉานอาศัยเป็นจำนวนมาก ยาเสพติดทั้งหมดจะอยู่ในรัฐนี้ ทางรัฐบาลเมียนมาไม่สามารถจะใช้กำลังทางทหารในเขตพวกนี้ได้ จึงเป็นเหตุที่ทางการไทยไม่สามารถ “เข้าตี” โรงงานผลิตได้

“เมื่อไม่สามารถเข้าตีโรงงานผลิตได้ จึงเปลี่ยนแผนที่จะสกัดไม่ให้สารตั้งต้นจาก 3 เส้นทางเข้าไปโรงงานได้ โดยฝิ่นในพื้นที่ อ.อมก๋อย เป็นหนึ่งในสารตั้งต้นที่จะส่งเข้าสู่โรงงานผลิต เราจึงต้องเข้าตัดทำลายอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งเสริมอาชีพให้กับชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดน เพื่อให้เลิกปลูกฝิ่น” วิชัย กล่าว

“ณรงค์ รัตนานุกุล” เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. และกองทัพภาคที่ 3 ได้สำรวจพื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นใน 12 จังหวัดภาคเหนือ ทั้งทางภาคพื้นดินและทางอากาศ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ เกิดประโยชน์สูงสุดในการตัดทำลายฝิ่นมาตั้งแต่ปี 2522 พบว่า ผู้ลักลอบจะย้ายพื้นที่แปลงปลูกฝิ่นเสมอ ช่วงระหว่างปี 2522-2523 มีพื้นที่ปลูกฝิ่น 26,440 ไร่ และแปลงฝิ่นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ต่อมาปี 2527-2528 ทางสำนักงาน ป.ป.ส. สำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่นครอบคลุมทั่วประเทศ พบว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 54,854 ไร่ และในปีเดียวกันนี้เริ่มมีการตัดทำลายพื้นที่ปลูกฝิ่น

ผลการสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่นส่งผลให้การตัดทำลายฝิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับความเข้มงวดและจริงจังของมาตรการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดของรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2546 ทำให้นายทุนและผู้ปลูกเกรงกลัว พื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นจึงลดลงมาก โดยเปรียบเทียบจากห้วงปี 2545-2546 ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 5,265.58 ไร่ ลดลงเหลือเพียง 1,981.69 ไร่ ในปี 2557-2558 แต่ล่าสุดสถานการณ์เริ่มกลับมา “น่าเป็นห่วง” เพราะราคา “ฝิ่นดิบ” สูงขึ้น จูงใจให้มีการปลูกฝิ่นอีกครั้ง โดยใช้ “เทคโนโลยีการเกษตร” ที่สูงขึ้นด้วย

“พิภพ ชำนิวิกัยพงศ์” ผู้อำนวยการสถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด ป.ป.ส. ระบุว่า ผลจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ทำให้ปริมาณฝิ่นลดลงมาก ส่งผลให้ฝิ่นดิบมีราคาสูงขึ้น จูงใจให้มีผู้พยายามลักลอบปลูกฝิ่นมากขึ้น โดยนำเทคโนโลยีการเกษตรมาใช้ คือ เดิม อ.อมก๋อย มีการปลูกฝิ่นราว 50,000-60,000 ไร่ แต่ปัจจุบันลดเหลือไม่ถึง 2,000 ไร่ ปัจจุบันปลูกได้ 75 วันก็กรีดแล้ว เนื่องจากความต้องการมากขึ้น แต่เมื่อก่อนจะปลูกไว้ถึง 120 วัน หรือ 4 เดือน และในแปลงที่สมบูรณ์ได้ผลผลิตสูงที่สุดไร่ละ 12 กิโลกรัม จากเดิมได้แค่ 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น

พิภพกล่าวอีกว่า อ.อมก๋อย ถือเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกฝิ่น และวิธีการข้างต้นเชื่อว่าชาวบ้านไม่มีทางปลูกเองได้ เพราะใช้ต้นทุนสูง ทั้งค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และการทำระบบน้ำ เป็นต้น จึงเชื่อว่ามี “นายทุน” เข้ามาจ้างให้ชาวบ้านบางส่วนลักลอบปลูกฝิ่น และเชื่อว่าผลผลิตฝิ่นที่แฝงอยู่ในพื้นที่แห่งนี้จะแปรเป็น “เฮโรอีน” ได้จำนวนมาก พื้นที่แห่งนี้จะเป็นเหมือน “โกดัง” เก็บวัตถุดิบผลิตเฮโรอีนในอนาคต

“ปัญหาการลักลอบปลูกฝิ่นในพื้นที่สูงแม้จะเคยหายไปด้วยโครงการหลวง แต่ปัญหาเรื่องความยากจนของชนกลุ่มน้อยยังมีอยู่ ทำให้มีการลักลอบปลูกฝิ่นอยู่ตลอด ราคาของฝิ่นก็เป็นสิ่งจูงใจ ราคาต่อไร่เป็นแสนบาท เพราะมีการเข้มงวดในการตัดทำลาย อย่างใน อ.อมก๋อย มีผู้ที่ติดฝิ่นที่มีรายงานบันทึกไว้จำนวน 4,000 คน” พิภพ กล่าว

“พ.อ.อดุลย์ จำปาทอง” รองหัวหน้าส่วนปฏิบัติการศูนย์เฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองทัพภาคที่ 3 และรองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 36 กล่าวว่า กองทัพภาคที่ 3 มีแผนงานในการปราบปรามยาเสพติด คือ 1.แผนงานอำนวยการและติดตาม 2.แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิต 3.แผนงานควบคุมและตัดทำลายไร่ฝิ่น และ 4.แผนงานเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น จากการปฏิบัติตามแผนงานทั้งหมดนี้ทำให้ปีที่ผ่านมาสามารถตัดทำลายไร่ฝิ่นในพื้นที่ภาคเหนือได้กว่า 90%

“แต่การลักลอบปลูกฝิ่นในปัจจุบันมีการพัฒนาการปลูกมากขึ้น มีการใช้สปริงเกอร์รดน้ำฝิ่น ใช้ยาฆ่าหญ้า รวมทั้งใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งให้ฝิ่นเจริญเติบโตเร็วและให้ผลผลิตที่มากขึ้น มีกระจายปลูกเป็นแปลงขนาดเล็กในพื้นที่ที่เข้าถึงยากลำบาก เพื่อป้องกันการตรวจพบของเจ้าหน้าที่ ทำให้การเข้าทำลายไร่ฝิ่นยากลำบากและใช้งบประมาณมากขึ้น แต่เราก็จะพยายามทำงานต่อไป” พ.อ.อดุลย์ กล่าว

ด้วยความพยายามของ ป.ป.ส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสำรวจและตัดฟันฝิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดต้นทางการส่งสารตั้งต้นสู่โรงงานผลิตยาเสพติดที่จะย้อนกลับมาสู่ประเทศไทย รวมถึงการดำเนินการด้านอื่นๆ เช่น การบำบัดรักษาผู้เสพ เสริมสร้างอาชีพและรายได้ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายและการ “ยึดทรัพย์”

หากดำเนินการ “ต่อเนื่อง” เอาจริงเอาจัง การทำให้ “ฝิ่น” หมดไปจากประเทศไทย ไม่น่าไกลเกินเอื้อม!!!

สิริพร พานทองถาวร
SCOOP@NAEWNA.COM

จาก‘ท่วม’ถึง‘แล้ง’ สังคมไทยถึงเวลาปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/206790

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ยังคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดกับ “วิกฤติภัยแล้ง 2559” ที่ขณะนี้หลายจังหวัดขาดแคลนน้ำอย่างหนัก และยังลุกลามไปยังแหล่งน้ำในสถานที่ท่องเที่ยว ถึงขนาดที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้องออกประกาศห้ามทำกิจกรรมกางเต็นท์พักแรมในพื้นที่อุทยานอย่างเด็ดขาด เนื่องจากหวั่นเกรงว่านักท่องเที่ยวอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่าที่ออกจากป่ามาหาน้ำดื่มในเขตท่องเที่ยว

ขณะที่การพยากรณ์ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติธรรมชาติ ต่างบอกตรงกันว่า “ปีนี้หนักแน่” เช่นเมื่อช่วงสายๆ ของวันที่ 2 มี.ค. 2559 ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดแถลงข่าว “รับมือภัยแล้งปี’59” ณ ราชบัณฑิตยสถาน ถนนอู่ทองใน กรุงเทพฯ ซึ่งก็เป็นนักวิชาการอีกรายที่กล่าวไปในทางเดียวกัน โดยให้นิยามวิกฤติภัยแล้งครั้งนี้ว่า..

“ชาวนาจะอดใช้น้ำ..แล้งแห่งความทรงจำ”!!!

อาจารย์ธนวัฒน์ ชี้ให้เห็นถึงต้นตอของภัยแล้งหนนี้ว่าเกิดจาก “การบริหารจัดการที่ผิดพลาด” กล่าวคือต้องย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อน หรือเมื่อครั้ง “วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ 2554”วันที่มวลน้ำมหาศาลไหลบ่าเข้าท่วมหลายจังหวัดรวมทั้งกรุงเทพฯ ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา ผู้คนในสังคมไทยต่าง “หวาดผวา” เห็นน้ำเห็นฝนตั้งเค้ามาก็กลัว รีบระบายน้ำออกให้มากที่สุด ถึงขนาด “เปลี่ยนเกณฑ์ระดับน้ำมาตรฐาน” ณ เดือนพฤษภาคมของทุกปี ให้ลดลงจากเดิม

“ประชาชนและรัฐบาลกลัวน้ำท่วม โรคกลัวน้ำในปี’54 ทำให้มีการไปเปลี่ยนเกณฑ์น้ำ ไม่ให้เกิน 45-55 เปอร์เซ็นต์ในเดือนพฤษภา คือต่อไปนี้ทุกๆ เดือนพฤษภา ถ้าน้ำเกินนี้ต้องปล่อยให้หมดเพราะกลัวน้ำท่วม”

อาจารย์ธนวัฒน์ กล่าว ซึ่งนี่ถือเป็น “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” เพราะหากย้อนไปดูช่วงก่อนเหตุน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 นั่นคือช่วงปี 2551-2553 ในขณะนั้นประเทศไทยประสบปัญหาฝนตกน้อย ทำให้กลัวกันว่าจะเกิดภัยแล้ง กระทั่งประมาณเดือนสิงหาคม 2553 มีฝนตกถี่ขึ้นจากปรากฏการณ์“ลานิญา” (La Nina) ทำให้เร่งกักเก็บน้ำไว้เป็นจำนวนมาก ในระดับที่ “ทะลุเป้า” ของแต่ละเขื่อน

ทว่า “ลานิญา” ได้ลากยาวไปถึงปี 2554 ทำให้น้ำล้นเขื่อนและ “ท่วม” ในที่สุด!!!

ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติรายนี้ กล่าวต่อไปว่า สำหรับในปี 2558 ประเทศไทยเผชิญกับปรากฏการณ์ “เอลนิโญ”(El Nino) ส่งผลให้ฤดูฝนมาช้าจากเดิมไปราว 2 เดือน ขณะที่ปริมาณฝนสะสมในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคม-ตุลาคม) ลดลงกว่าเกณฑ์มาตรฐานเกือบทุกภาค โดยภาคเหนือน้อยกว่าร้อยละ 24, ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ น้อยกว่าร้อยละ 13, ภาคตะวันออกน้อยกว่าร้อยละ 11 เฉลี่ยทั้งประเทศน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 8 ซึ่งข้อสังเกตคือปรากฏการณ์เอลนิโญเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 แต่ยังเชื่อกันว่าในปีดังกล่าวฝนจะยังมาตรงเวลา

ส่งผลให้ยังมีการใช้น้ำกันอย่าง “ไม่บันยะบันยัง” โดยเฉพาะการ “ทำนาปรัง” เป็นวงกว้างนับล้านไร่!!!

“ในปี’58 ตั้งแต่เดือนมีนาคมยังปล่อยให้ทำนาปรัง คิดว่าน้ำจะมาตามนัด เราให้ชาวนาปลูกข้าวแล้วคิดว่าพฤษภา’58 น้ำจะมา ปรากฏว่าเอลนิโญแรง ฝนตกช้าไป 2 เดือน แถมฝนยังน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 8-24 เปอร์เซ็นต์ เอลนิโญมันแรงตั้งแต่มีนา ใครจะไปเชื่อว่าเดือนมีนาหน้าแล้งกรุงเทพฯจะน้ำท่วมอันนี้มันเกิดจากพายุฤดูร้อนบวกกับลมตะวันตกทำให้ฝนตกในกรุงเทพฯผิดปกติ ซึ่งในทางภูมิอากาศมันก็เป็นตัวบอกอยู่แล้ว” อาจารย์ธนวัฒน์ ระบุ

และจากข้อมูลที่ปรากฏนี้เอง อาจารย์ธนวัฒน์ ค่อนข้างเป็นห่วงว่า หากบริหารจัดการน้ำได้ไม่ดีก็อาจซ้ำรอยอดีตที่ผ่านมาอีก เนื่องจากคาดว่า เอลนิโญน่าจะส่งผลต่อสภาพอากาศของประเทศไทยไปถึงเดือนพฤษภาคม 2559 จากนั้นฝนก็จะกลับมาตกตามปกติ หากในเวลานั้นเร่งเก็บกักน้ำมากเกินไป เช่นที่เคยเป็นมาแล้วในปี 2553

นั่นหมายถึง “ประเทศไทยอาจเสี่ยงต่อน้ำท่วมใหญ่อีกครั้งในปี 2560”!!!

“เอลนิโญจะแรงต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภา เราก็อย่าเพิ่งดีใจว่าจะรีบเก็บกักน้ำ ผมว่าปีนี้อย่างมากที่สุดฝนจะมา
ช้ากว่าปกติสักเดือนหนึ่ง แต่สุดท้ายฝนจะมา พอมาก็ดีใจกันปุ๊บ จะเหมือนปี’54 หรือเปล่า? ถ้าเรายังบริหารจัดการกันแบบเดิม ใช้ความรู้แบบเดิม ความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมปี’60 ค่อนข้างสูง” อาจารย์ธนวัฒน์ กล่าวย้ำ

สำหรับ “ทางรอด” จากมหาวิกฤติแล้งหนนี้ อาจารย์ธนวัฒน์ กล่าวว่า “ตัวแปรสำคัญ” ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะเข้มงวดกับพฤติกรรมการใช้น้ำของประชาชน โดยเฉพาะการทำนาปรังได้ขนาดไหน? เนื่องจากขณะนี้มีนาปรังในเขตชลประทานอยู่ราว 2.54 ล้านไร่ หากควบคุมได้ก็จะมีปริมาณน้ำเพียงพอผ่านพ้นวิกฤติไปได้ สิ่งที่รัฐบาลและสังคมไทยทุกภาคส่วนต้องทำร่วมกัน ก็มีอยู่หลายประการ ตั้งแต่ 1.เกษตรกรต้องปรับตัว หันไปปลูกพืชอื่นๆ ที่ใช้น้ำน้อยในฤดูแล้ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

2.หน่วยงานผลิตน้ำต้องเตรียมหาแหล่งน้ำดิบสำรอง โดยต้องเตรียมสำรองไว้สำหรับ 2 เดือน หากฝนไม่มาตามเวลาปกติ แต่ก็ต้องเป็นแหล่งน้ำฉุกเฉินเท่านั้น ไม่นำมาใช้ในเวลาปกติ ขณะที่หน่วยงานต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้น้ำมาก เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม สถานที่ราชการ ควรสำรองน้ำประปาไว้ประมาณ 1 เดือน 3.ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันประหยัดน้ำ เกษตรกรงดปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก ไม่ขโมยหรือแย่งชิงน้ำ ส่วนคนในเมืองก็ต้องใช้น้ำอย่างประหยัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสร้างความตระหนักรู้ตัวในหมู่ประชาชน เช่น ลดแรงดันน้ำประปาให้ไหลช้าลง

4.รัฐบาลต้องเข้มงวด ให้การใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และ 5.รัฐบาลต้องควบคุมอย่าให้เกิดสงครามแย่งชิงน้ำ
อีกทั้งต้องหามาตรการเยียวยาที่ทั่วถึงและเป็นธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อไม่ให้รู้สึกเดือดร้อนเกินไปจนทำให้ปัญหาลุกลามบานปลาย

และอีกประเด็นที่สำคัญ “สงกรานต์’59 จะเอาอย่างไรกันดี?”ประเด็นนี้ อาจารย์ธนวัฒน์ ให้ความเห็นว่า เวลานี้คนไทยทุกคนไม่ว่าในเมืองหรือในชนบทต้อง “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” วันนี้คนชนบทโดยเฉพาะเกษตรกรจำนวนมากไม่ได้เพาะปลูกเพราะมีน้ำไม่เพียงพอ คนในเมืองก็ไม่ควรห่วงกังวลมากเกินไปว่าปีนี้อาจจะไม่ได้เล่นสาดน้ำเช่นกัน

“ถ้าไม่มีสงกรานต์เราคงมีความสุขน้อยลงหน่อย แต่การที่ความสุขน้อยลงนี้มันทำให้ชาวนายิ้มได้กว้างขึ้น คือ ตอนนี้มันก็มีอยู่เท่านี้ คนเมืองจะสุขฝ่ายเดียวหรือเปล่า? เขาเรียกว่าแชร์ความสุขแบ่งปันความทุกข์ วันนี้ชาวนาทุกข์มาก ชาวนาไม่รู้จะมีเงินให้ลูกเรียนหนังสือหรือเปล่า? แต่คนเมืองเรียกร้องว่าจะมีน้ำไว้เล่นสงกรานต์หรือเปล่า? ในสถานการณ์แบบนี้ คนเมืองก็อาจจะต้องเล่นสงกรานต์ให้น้อยลง”อาจารย์ธนวัฒน์ ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

หยุดวงจร‘โง่-จน-เจ็บ’ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/206685

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ความเหลื่อมล้ำ”..มีผู้ให้นิยามวงจรชีวิตของคนชั้นล่าง “รากหญ้า” ในสังคมไทยว่า “โง่-จน-เจ็บ” เริ่มจากการขาดความรู้เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของตน เมื่อไม่มีความรู้แล้วไปทำอะไรก็ไม่ได้ผลดีนัก ฐานะก็ยากจนขัดสน และเมื่อรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ผลคือต้องเป็นหนี้เป็นสิน อีกทั้งยังส่งต่อวงจรดังกล่าวไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน

7 มี.ค. 2559 ที่งานแถลงผลการดำเนินงานประจำปี 2558 ของ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ณ สยามสมาคม ถ.อโศกมนตรี กรุงเทพฯ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ กล่าวถึงสภาพสังคม ระบบกลไกต่างๆ ของไทยขณะนี้ ที่มีแต่จะซ้ำเติมให้ช่องว่างระหว่างฐานะถ่างกว้างขึ้น โดยให้นิยามสั้นๆ ว่า…

ช่วยคนมี..ปล้นคนจน!!!

“คนต้องกู้เงินไปเรียนหนังสือ ถามว่าจบมาแล้วทำอะไร? เพราะเรียนแต่ไม่รู้ ออกมาก็ทำงานไม่ได้ จบมาก็ไปทำงานบริษัทต่อ
เพื่อเอาของเหล่านั้นไปขายให้กับคนจน ก็คือชุมชนที่จะต้องกู้ เพราะอยากมีอยากเป็นอยากได้ เขาโฆษณาทั้งทางทีวีทั้งหนังสือพิมพ์ ผู้สื่อข่าวก็ไปช่วยเขาเหมือนกัน ช่วยคนมีไปปล้นคนจน ฉะนั้นเราต้องแก้เรื่องแบบนี้ให้ได้” ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

เมื่อหันไปดู “ระบบราชการ” ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวว่า มีคำคำหนึ่งที่นิยมพูดกันมากแทบจะทุกกระทรวงทบวงกรม นั่นคือคำว่า “บูรณาการ” ทว่ามีน้อยมากที่จะทำได้ ในความเป็นจริง เรายังสามารถพบเห็นความขัดแย้งกันทั้งระหว่างหน่วยงานต่างกระทรวง หรือหน่วยงานกระทรวงเดียวกันแต่คนละกรม ปรากฏตามสื่อต่างๆ อยู่เสมอ

“บูรณาการ..พูดกันเยอะแต่ไม่ทำ ยังทำกันเป็นแท่งๆ แต่ละกระทรวงมีกี่กรม แล้วแต่ละกรมยังมีหลายแผนกอีก ขนาดกรมเดียวกันยังไม่บูรณาการกันเลย แล้วหลายๆ กรมในกระทรวงจะบูรณาการกันได้ยังไง? ส่วนบูรณาการข้ามกระทรวงนี่เลิกคิด” เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ระบุ

แนวทางการแก้ไขปัญหา..ม.ร.ว.ดิศนัดดา ระบุว่า คนไทยต้องร่วมมือกัน “ทุกภาคส่วน” ไล่ตั้งแต่ 1.ประชาชนในพื้นที่ แต่ละชุมชนต้องรู้ว่าปัญหาในพื้นที่ของตนคืออะไร? และวิเคราะห์หาหนทางแก้ไขด้วยตนเอง โดยมีภาคส่วนอื่นๆ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุน 2.ภาครัฐ หน่วยงานราชการต้อง “เข้าถึง” ความคิดของประชาชนในระดับ “ชุมชน-ปัจเจกบุคคล” อย่างแท้จริงม.ร.ว.ดิศนัดดา ยกตัวอย่างภารกิจของมูลนิธิฯ ที่เมื่อจะเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ใด ก็จะต้อง “ไปให้ถึงบ้านแต่ละหลัง” มิใช่เพียงรับฟังจากผู้นำชุมชนเท่านั้น

“เรียนรู้จากชุมชน แล้วชุมชนนั้นเราไม่ได้ฟัง อบต. อบจ. เทศบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเท่านั้น แต่เราต้องไปทุกหลังคาเรือน และเราจะต้องได้ฟังว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ของทุกหลังคาเรือน ปัญหาในชุมชนนั้นคืออะไร? แบบนี้มันถึงจะเป็นปัญหาและความต้องการของชุมชนที่แท้จริง” เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ยกตัวอย่าง

3.สถาบันการศึกษา ผู้บริหารแต่ละสถาบันต้องเชื่อมโยงความรู้ที่มีให้เกิดประโยชน์กับชุมชน ผ่านกิจกรรมลงพื้นที่พัฒนาชุมชน อันเป็นการ “เรียนรู้จากของจริง” ไม่ใช่เพียงทฤษฎีในตำราหรือห้องเรียนเท่านั้น ซึ่งการฝึกฝนจากหน้างานจะช่วยให้ผู้เรียนเห็นภาพชัดเจนขึ้น “ทำได้-ทำเป็น” เมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้วย่อมกลายเป็นแรงงานมีฝีมือ เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมถึงสร้างสำนึก “จิตอาสา” ให้กับคนหนุ่มสาวเหล่านี้ด้วย

4.สื่อมวลชน ต้องช่วยกันเผยแพร่ข่าวสาร ชุมชนใดที่ทำโครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จนประสบความสำเร็จ ควรถูกนำเสนอในฐานะ “ต้นแบบ” เป็นตัวอย่างแก่ชุมชนอื่นๆ ในการนำไปประยุกต์ใช้ ขณะเดียวกันผู้คนในชุมชนที่ถูกนำเสนอเป็นต้นแบบผ่านสื่อต่างๆ ก็จะเกิดความ “ภูมิใจ” และมุ่งหน้าพัฒนาชุมชนของตนให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และ 5.ภาคเอกชน ต้องใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรเพื่อ “กิจกรรมพัฒนาสังคม” ให้มากขึ้น ซึ่ง “ไม่ใช่เรื่องเสียเปล่า” ทั้งนี้หากคนระดับล่างมีคุณภาพชีวิตและฐานะที่ดีขึ้น กำลังซื้อก็จะสูงขึ้น สามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการจากธุรกิจต่างๆ ได้ ผลตอบแทนก็จะกลับไปสู่บรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายในที่สุด

“คนมีต้องไปช่วยคนจน เพื่อคนจนจะได้มีโอกาส แล้วคนมีก็จะได้รวยขึ้น ไม่ใช่คนมีรวยขึ้นๆ โดยเบียดเบียนคนจนให้จนลงๆ” เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM