“โรงเรียนศรีแสงธรรม” ต้นแบบ “พลังงานทดแทน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/206619

วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559, 14.04 น.
พระครูวิมลปัญญาคุณ สอนวิชาพลังงานทดแทนด้วยตนเอง

เพราะ “การศึกษา” ไม่ใช่แค่ “เรียนเพื่อสอบ” แต่ต้องนำความรู้ไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะโลกยุคใหม่ที่มีความซับซ้อนขึ้น การเรียนรู้แบบ“แยกส่วน” เป็นวิชานั้นวิชานี้ ไม่อาจตอบโจทย์ด้านการพัฒนาได้อีกต่อไป แนวคิดด้านการศึกษาจึงเริ่มหันไปหาการ “บูรณาการ” เชื่อมโยงทักษะของแต่ละวิชาเข้าด้วยกัน

รวมถึงเชื่อมโยง “ทฤษฎีในตำรา” เข้ากับ “ปฏิบัติในชีวิตจริง”!!!

ดังตัวอย่าง ณ ที่บ้านดงดิบ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี “โรงเรียนศรีแสงธรรม” ที่นี่ไม่ได้สอนแค่พื้นฐานเรื่องการอ่าน เขียน เพื่อทำข้อสอบเท่านั้น แต่โรงเรียนแห่งนี้ได้สอนให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนเข้มแข็งจากการลงมือทำ ซึ่งจะสามารถต่อยอดไปสู่ทักษะอื่นๆทั้งด้านสังคม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพื่อที่จะช่วยสร้างประเทศชาติให้เข้มแข็ง

โดยมีจุดเด่นในฐานะ “โรงเรียนโซลาร์เซลล์” ต้นแบบแห่งพลังงานทดแทน!!!

พระครูวิมลปัญญาคุณ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “พระอาจารย์” ได้ก่อตั้งโรงเรียนศรีแสงธรรม ในปี 2553 ซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ 1-6 เล่าว่า สาเหตุที่ตั้งโรงเรียน เหตุผลหนึ่งเพราะในวัยเด็กไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาสูงๆ เนื่องจากบิดามารดาหย่าร้างกัน ทำให้ต้องออกจากระบบการศึกษา มาทำงานเป็นเสาหลักเลี้ยงครอบครัวในฐานะพี่ชายคนโต จึงอยากจะช่วยเหลือเด็กรุ่นหลังไม่ให้มีชะตากรรมเดียวกัน

กับอีกเหตุผลที่สำคัญ เพราะต้องการสานต่อการช่วยชาติจาก “หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” ซึ่งพระครูวิมลปัญญาคุณเป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายของท่าน ได้มีส่วนรวมรวบเงินบริจาคต่างๆ ซื้อทองคำเข้าคลังหลวงในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 ส่วนตัวพระครูวิมลปัญญาคุณเองก็คิดว่าการช่วยชาติที่ดีที่สุด คือการผลิตคนดีเข้าสู่สังคม เพราะเด็กเป็นอนาคตของชาติ จึงตัดสินใจสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมา

“เมื่อเด็กไม่รู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ออก จะอยู่อย่างไรในสังคม อนาคตของประเทศชาติจะเป็นอย่างไร หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ อาตมามองจากจุดนี้ จึงอยากให้พวกเขามีโอกาสทางการศึกษา ขึ้นไปที่จะส่งพวกเขาไปได้คือโอกาสทางการศึกษา ถ้าไม่มีการศึกษา เด็กๆ ก็จะไม่มีแรงจูงใจอะไรในชีวิต ไม่มีเครื่องมือในการหาเลี้ยงตัวเอง” พระครูวิมลปัญญาคุณ กล่าว

“แผงโซลาร์เซลล์” อัตลักษณ์เด่นของโรงเรียน

จากจุดเริ่มต้นของโรงเรียนซึ่งมีปัจจัยเพียงน้อยนิดจากการบริจาค พระครูวิมลปัญญาคุณ ตัดสินใจพาเด็กๆสร้างอาคารเรียนแบบบ้านดิน เพราะเป็นแนวทางที่ประหยัดที่สุดและสามารถทำได้ตัวเอง ทุกคนลงมือปั้นดินด้วยตัวเองนับพันนับหมื่นก้อนเพื่อสร้างอาคารเรียนบ้านดินด้วยตนเอง ทำให้เด็กๆมีความภูมิใจมาก เพราะเป็นห้องเรียนที่ทุกคนสร้างมากับมือ ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงจากการปฏิบัติจริง  แม้แต่โครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ทั้งห้องสมุด บ้านพักครู อาคารพยาบาล ถูกสร้างขึ้นมาจากเศษไม้ เศษเหล็กเก่าๆ เพื่อเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

แต่เมื่อพบว่าห้องเรียนยังไม่เพียงพอ พระรูปนี้ก็ตัดสินใจ “ขายบ้านตนเอง” โดยชวนแม่และน้องชายมาอยู่ที่โรงเรียนด้วยกัน เพื่อนำเงินมาก่อสร้างอาคารเรียน 4 ชั้น มูลค่า 18 ล้านบาท!!!

อยู่ที่นี่แม้แต่ผู้หญิงก็ต้องไถนาได้

ส่วนจุดเริ่มต้นของโครงการ “โซลาร์เซลล์” พระครูวิมลปัญญาคุณ เล่าว่า ในช่วงที่เริ่มใช้อาคารใหม่ โรงเรียนขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อมองไปรอบๆ เห็นว่าพื้นที่โรงเรียนมีแดดส่องสว่างตลอดเวลา จึงเริ่มคิดถึงการนำแสงอาทิตย์มาใช้เป็นพลังงานทดแทน

เพราะเป็น “พลังงานสะอาด” ที่ “ใช้ได้ไม่มีหมด”!!!

“ตอนแรกๆ มีเพียงแผ่นโซลาเซลล์เก่าๆ แตกๆ ที่พังแล้วเก็บเอามาซ่อมและทดลองใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ ทำโคมไฟ จากนั้นก็ขยายความรู้ไปเรื่อยๆ ด้วยการเข้าร่วมประกวดโครงการงานต่างๆได้รับรางวัลระดับประเทศมากมาย ในที่สุดจึงเดินหน้าติดตั้งโซลาเซลล์ขนาด 6 กิโลวัตต์ เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้ค่าไฟลดลงอย่างมากจากเดือนละ 6,000 บาท เหลือเพียงเดือนละ 40 บาท” พระนักพัฒนารูปนี้ กล่าวถึงความสำเร็จ

เมื่อองค์ความรู้ด้านไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในโรงเรียนเริ่ม “ลงหลักปักฐาน” ได้ที่ โรงเรียนศรีแสงธรรม จึงเริ่มถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชนโดยรอบ เน้นไปที่การแบ่งเบาภาระด้านการเกษตร เช่น โซลาเซลล์เคลื่อนที่ “รถเข็นผลิตไฟฟ้าชุดนอนนา” ที่สามารถใช้กับเครื่องสูบน้ำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น อย่างวิทยุ โทรทัศน์ พัดลม เพื่อให้ชาวนาเข็นไปนอนเฝ้านาอย่างสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันแพงๆ อีกต่อไป เพราะใช้แดดร้อนๆ ในนา เป็นพลังงานได้เลย ทำให้ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชมเป็นอย่างมาก

และเพราะโรงเรียนแห่งนี้เกิดขึ้นและมีชื่อเสียงขึ้นมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ นักเรียนที่นี่เลยกลายเป็น“ช่างไฟฟ้า” ไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่มีการเข้าไปช่วยเหลือชุมชน ผู้ติดตั้งและซ่อมแซมแผงโซลาร์เซลล์ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายซึ่งมีทักษะมีความชำนาญเป็นอย่างดี เนื่องจากได้เรียนเรื่องพลังงานทดแทนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นปีที่ 1 แล้ว จึงต่อวงจรกระแสไฟฟ้าแบบต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว

รถเข็นผลิตไฟฟ้าชุดนอนนาเพื่อเกษตรกร

ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้านพลังงานจากแสงอาทิตย์เท่านั้น ที่นี่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ “เกษตรผสมผสาน” ตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นอาหารกลางวันของผู้คนในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผัก เพาะเห็ด การปลูกข้าว ซึ่งเป็น “เกษตรอินทรีย์” ปลอดสารเคมีอันตราย

ภาพที่เห็นได้ชินตาชาวชุมชนรอบๆ โรงเรียน คือนักเรียนที่นี่ต้องลงมือ ไถนา ดำนา เกี่ยวข้าว ด้วยตัวเอง สร้างความประทับใจกับให้ผู้ที่ได้เห็นเป็นอย่างมาก และยังเป็นความภาคภูมิใจของนักเรียนเองด้วย เพราะได้มีส่วนร่วม ได้ลงมือทำด้วยตนเอง สามารถนำความรู้ดังกล่าวกลับไปใช้เพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้าน และเลี้ยงตนเองในอนาคตได้

นี่คือ “มิติใหม่ของการศึกษาไทย” ที่มีการผสมกันระหว่างหลักธรรม แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้เด็กๆได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก!!!

เปิดอก…‘คนพิทักษ์ป่า’ เสี่ยง-เงินน้อย-อาวุธเก่าเก็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/206406

วันศุกร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ป่าไม้…

ทรัพยากรสำคัญของชาติ เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำหล่อเลี้ยงทุกชีวิต ข้อมูลจาก “กรมป่าไม้” ระบุว่า ปี 2557 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าทั้งสิ้น 102,285,400 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.62 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ขณะที่นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันมีความชัดเจนว่าต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 เห็นได้จาก “ภาพ” ของการกวาดล้างกิจกรรมต่างๆ ที่เข้าข่าย “บุกรุกป่า” อย่างจริงจัง

เมื่อพูดถึงภารกิจ “พิทักษ์ป่า” กลุ่มคนที่ถือว่า “ปิดทอง หลังพระ” คงหนีไม่พ้น “เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าไม้และอุทยานแห่งชาติ” ที่ออกลาดตระเวนตามป่าตามเขา สอดส่องเฝ้าระวังกลุ่มคนลักลอบตัดไม้ หรือล่าสัตว์ป่า ซึ่งนับวันจะเป็น “ภัยคุกคาม” รุนแรงหนักขึ้นเรื่อยๆ บางเครือข่ายถึงขั้นมี“กองกำลังติดอาวุธ” คุ้มกัน สวนทางกับฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐที่…

“งานเสี่ยง-รายได้น้อย-อุปกรณ์ขาดแคลน!!!

“พวกเราอยู่กันด้วยใจ เพราะไม่รู้จะไปเรียกร้องกับใครได้ เงินน้อย ค่าแรงน้อย ก็พออยู่ได้ แต่อยากได้เพิ่มอีกหน่อย อย่างคนที่เป็นพวกจ้างเหมาได้แค่คนละ 6,000-7,000 บาท”…นี่เป็น “เสียงสะท้อน” จากเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเขตพื้นที่รอยต่อ “แม่วงก์-คลองลาน” รายหนึ่ง ที่ปฏิบัติหน้าที่มาแล้วถึง 20 ปี

เขายังบอกกับ “สกู๊ปแนวหน้า” ถึงชีวิตการทำงานของพวกเขาว่า ผู้ที่อยู่ตรงนี้ได้นาน คือ พวกที่ “ใจรัก” และ “อุดมการณ์แรง” เพราะภาระหน้าที่ค่อนข้างหนักและ“เสี่ยงชีวิต” สวนทางกับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่น้อยกว่าหน่วยงานอื่นๆ ที่มีรูปแบบการทำงานคล้ายกัน ซึ่งเขาบอกว่าวันแรกที่เริ่มทำงานได้เงินเดือนที่ 3,400 บาท ผ่านมา 20 ปี เพิ่งขยับมาที่ 13,000 บาท

แต่ “เหนื่อยงาน” ยังไม่เท่า “เหนื่อยใจ” กับสภาพภายในองค์กร…

ถ้า “นายดี” ก็มีกำลังใจ..แต่ถ้าช่วงไหน “นายไม่เข้าใจ”ก็มีเหนื่อย!!!

“เคยมีหัวหน้าบางคนถามว่า..ไปป่าต้องใช้ค่าอาหารด้วยหรือ?..เขาบอกว่าคุณมาทำงานทุกวันก็ห่อข้าวมากินสิ
เขาไม่ได้นึกถึงว่าเราเข้าไปป่า ไปนอนในนั้นกี่วันกี่คืน หัวหน้าบางคนไม่ได้สนใจ เขาสนแต่การท่องเที่ยว บางทีกลับมาไม่ได้พัก แต่หัวหน้าบางคนก็ดีสนับสนุนเต็มที่ เข้าป่ากลับมาได้พัก คือปกติเดือนหนึ่งๆ จะออกป่า 3 ครั้ง ครั้งละ 5 วัน ที่เหลือก็พักบ้างหรือทำงานในอุทยานบ้าง”

นอกจากหน้าที่ลาดตระเวนพิทักษ์ป่าแล้ว บางพื้นที่ยังมี ภารกิจอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาอีก เช่น ผู้ที่ประจำการอยู่บริเวณผืนป่าตะวันตก วันนี้มีหน้าที่ “สำรวจประชากรเสือ” โดยเฉพาะ“เสือโคร่ง” อันเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของ “ห่วงโซ่อาหาร” เพราะป่ามีเสือ นั่นหมายถึงการดำรงอยู่ของสัตว์ป่าอื่นๆ เช่น กระทิง เก้ง และกวาง ซึ่งเป็นอาหารของเสือด้วย

ทุกๆ การออกลาดตระเวน เหล่าผู้พิทักษ์ป่าจะต้องนำกล้องบรรจุการ์ดหน่วยความจำไปติดตามต้นไม้ เพื่อเก็บบันทึกภาพสิ่งที่สัญจรไปมาในป่า และเก็บการ์ดหน่วยความจำที่เต็มแล้วกลับมาที่หน่วย เฉลี่ยทุกๆ 15 วัน ซึ่งมีทั้งเรื่องดี คือ กล้องจับภาพเสือโคร่ง รวมถึงสัตว์ป่าหายากหลายๆชนิดได้ แต่บางครั้งก็มีเรื่องร้าย คือ กล้องและการ์ดหน่วยความจำถูกทุบทำลาย หรือถูกขโมย คาดว่าเป็นฝีมือ…

“ขบวนการตัดไม้-ล่าสัตว์ป่า!!!

“ติดกล้องไว้แล้วกล้องก็หาย โดนเอาปืนยิงจนกล้องพังแล้วเอาเมมโมรี่การ์ดไปก็มี หรือไม่ก็ตัดติดไปกับต้นไม้ ส่วนใหญ่กลุ่มที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับเรา คือ พรานป่าที่เป็นคนในพื้นที่และล่าสัตว์มานาน หรือไม่ก็เป็นพวกชนเผ่า บางกลุ่มจะดุหน่อยเพราะไปรับจ้างนายทุนมาอีกที พวกนี้รู้อยู่ว่าเสี่ยง แต่เขาคิดว่าคุ้ม แค่เจอตัวนิ่มก็กิโลกรัมละ 5,000 บาทแล้ว ได้มาสักตัวก็คุ้ม หรือถ้าล่าเสือได้สักตัวก็ 4-500,000 บาท”

หันไปดูเรื่อง “อาวุธยุทโธปกรณ์” ภาพที่เห็นจนชินตา..เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าฯไม่ว่าจะได้รับการบรรจุหรือไม่ก็ตามมีเพียง “ปืนลูกซอง” หรือ “ปืนเล็กยาว เอชเค 33”(HK33) แต่นั่นไม่สำคัญเท่าการที่อาวุธปืนส่วนใหญ่ “เก่าเก็บ”

ขณะที่อุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ เช่น เครื่องสนามเดินป่า เครื่องระบุพิกัดด้วยดาวเทียม(GPS) รวมถึงการฝึกอบรม “ยุทธวิธี” ต้องอาศัยการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นๆ เช่น การฝึกหลักสูตรเทคนิคการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือ Smart Patrol จะได้รับการสนับสนุนจาก “กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน” หรือ ตชด. จัดเจ้าหน้าที่มาเป็นครูฝึกให้

ด.ต.สุริยันต์ จันทนาม ผู้บังคับหมู่ กก.2 บก.กฝ.ตชด. ที่คลุกคลีกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าฯ ในฐานะครูฝึกยุทธวิธีมานาน กล่าวว่า ปัญหาที่พบบ่อย คือ เจ้าหน้าที่เหล่านี้มีอายุการทำงานสั้น เข้าๆ ออกๆ ไม่ได้อยู่ประจำการสม่ำเสมอ ขณะที่หลายรายอยู่ชั่วครั้งชั่วคราวก็ลาออกไปทำอาชีพอื่นที่มั่นคงและรายได้ดีกว่า

“คนเฝ้าป่านี่เป็นอาชีพที่น่าสงสาร อาวุธยุทโธปกรณ์ก็น้อย แล้วถ้าไปเจอพวกที่มีออเดอร์จากต่างประเทศ เช่น อยากได้วัวแดง บางทีเราก็สูญเสีย อย่างที่ทุ่งใหญ่ตะวันออกเราก็สูญเสียไป 2 นาย บางทีเราจับได้แต่โทษมันน้อย” ด.ต.สุริยันต์ กล่าว

ขณะที่ “นายธัญญา เนติธรรมกุล” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า กรมมีการดูแลข้าราชการชั้นผู้น้อยอยู่แล้ว มีการปรับปรุง “อัตราเงินเดือน” และแจกจ่ายสวัสดิการต่างๆ เช่น ชุดเกราะ หรืออาวุธ ให้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ถ้าบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่จะเยียวยาให้ มีการพิจารณาความดีความชอบเพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน นอกจากนี้
ยังเร่งสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเกิดความหวงแหนป่าไม้และสัตว์ป่า เพื่อแบ่งเบาภาระ เพราะถ้าคนในชุมชนรักษ์ป่า
งานของเจ้าหน้าที่จะเบาลง

“กรมอยู่ระหว่างจัดซื้อเสื้อเกราะ และอาวุธ เพื่อแจกจ่ายให้เจ้าหน้าที่เพิ่มเติม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการปะทะ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าติดแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ที่มักจะปะทะกับขบวนการลักลอบตัดไม้พะยูง ไม้หอม พรานล่าสัตว์รวมถึงกองกำลังติดอาวุธจากประเทศเพื่อนบ้านบ่อยครั้งขอยืนยันว่ากรมคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ เราไม่ได้ทอดทิ้ง” นายธัญญา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งหมดเป็นเสียงสะท้อนจาก “เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า”พนักงานระดับล่างที่มีแผ่นฟ้าเป็นมุ้ง มีพื้นดินดั่งเตียงนอน ที่หวังว่า…

“นาย” จะเข้าใจ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ส่องยุทธศาสตร์‘เชียงราย’ (จบ)สู่‘นครอาหารปลอดภัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/206258

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

“เราเคยไปเจาะเลือดกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนในเทศบาลเชียงรายเอาไปตรวจ พบว่าที่เป็นปกติมีแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่มีความเสี่ยงคือเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ และเชียงรายยังต้องเตรียมพร้อมรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษอีก นี่คือข้อน่าเป็นห่วง”

นายกิตติ ทิศสกุล ผู้จัดการโครงการอาหารปลอดภัย สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.) กล่าวถึง “วิกฤติ” ที่เกิดขึ้น ณ จ.เชียงราย “เมืองหน้าด่าน” ของสินค้าเกษตรที่จะกระจายไปทั่วประเทศ ไล่ตั้งแต่สารพิษที่ใส่ในผลผลิตจำนวนมากจนทำให้ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคมีสารพิษตกค้างในระดับอันตราย รวมถึงรายได้
เฉลี่ยของชาวเชียงราย ที่ “ค่อนข้างต่ำ” อยู่อันดับท้ายๆ ของประเทศ

กิตติเล่าต่อไปว่า จากสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของยุทธศาสตร์จังหวัด “อาหารปลอดภัยเชียงรายเป็นสุข”
ตั้งเป้าให้ จ.เชียงราย เป็น “นครอาหารปลอดภัย” โดยเข้าไปให้ความรู้ ตรวจสอบ และสนับสนุนตั้งแต่ ต้นน้ำ..คือการเข้าไป “ปรับทัศนคติ” ให้เกษตรกรเห็นโทษภัยของการใช้สารเคมีมากจนเกินไป ทั้งนี้ใน “ระยะสั้น” จะลดการใช้สารเคมีลงมาอยู่ในระดับที่ไม่เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย หรือ “จีเอพี” (Good Agriculture Practices-GAP) ไปก่อน แต่ใน “ระยะยาว” มุ่งเน้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เกษตรอินทรีย์” ปลอดสารเคมีอย่างเด็ดขาด

กลางน้ำ..คือการปรับทัศนคติผู้นำวัตถุดิบไปแปรรูป เช่นผู้ประกอบการและคนครัวในร้านอาหาร โรงแรม โรงเรียน ฯลฯ ให้ใส่ใจความปลอดภัยในการเลือกซื้อวัตถุดิบและการประกอบอาหารมากขึ้น มีการสร้างทีมงานที่มาจากหลายภาคส่วน เช่น สาธารณสุขจังหวัด แรงงานจังหวัด โดยทีมงานที่ไปตรวจสอบจะไม่เน้น “จับผิด-ตำหนิ”แต่จะเน้นให้ความรู้เพื่อให้เกิดความตระหนัก เห็นผลดีของการทำอาหารที่ปลอดภัย และร่วมปฏิบัติไปพร้อมกัน

และ ปลายน้ำ สร้างความตื่นตัวในหมู่ประชาชน ให้หันมาเลือกซื้อผักและผลไม้ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยไปบริโภค จากเดิมที่เน้น “ราคาถูกเข้าว่า” ไว้ก่อน แล้วไปเสี่ยงกับสุขภาพที่ย่ำแย่ในอนาคต เปลี่ยนมาเป็น“จ่ายเพิ่มในตอนนี้” เพียง
ไม่กี่บาท ดีกว่าสะสมสารพิษในร่างกายจนล้มป่วย ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว

เข้าทำนองสำนวนโบราณ “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย”!!!

“ระบบเก่ามันก็ได้แค่ตอนตรวจ พอไม่ตรวจก็เละเทะเหมือนเดิม ทำยังไงมันถึงจะยั่งยืน? เราเลยสร้างทีมงานขึ้นมาช่วยเขาพัฒนา เข้าไปทำตั้งแต่ 5 ส. เอกสารคู่มือปฏิบัติงาน ช่วยหาตลาด หาแม้กระทั่งแหล่งทุนให้เขา พาไปดูงานแปลงเกษตรปลอดภัย ให้เขาเห็นว่ามันยากขนาดไหน เพื่อให้เขายอมรับว่าจะต้องรับซื้อในราคาที่สูงขึ้น” กิตติกล่าวถึงการผลักดันให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและโรงแรม เข้าใจและเห็นคุณค่าของเกษตรปลอดภัย

ยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัยเชียงรายเป็นสุข วันนี้เดินหน้าขับเคลื่อนกันทุกภาคส่วน เช่น เทศบาลนครเชียงราย จัดงานถนนคนเดิน-ถนนคนม่วน เป็นประจำทุกวันอาทิตย์, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดพื้นที่หน้าอาคารสำนักงานประจำ จ.เชียงราย ทุกวันพุธ และค่ายเม็งรายมหาราช มณฑลทหารบกที่ 37 จัดพื้นที่เปิดเป็นตลาดเกษตรกรทุกวันศุกร์ สำหรับให้เกษตรกรนำผลผลิตที่ปลอดภัยมาขาย และทำให้ผู้ผลิตได้พบกับผู้บริโภคโดยตรง ไม่ต้องผ่านมือพ่อค้าคนกลางจนถูกกดราคาเหมือนที่ผ่านๆ มา

บังอร มะลิดิน รองนายกเทศบาลนครเชียงราย กล่าวว่า กิจกรรมเชิงท่องเที่ยวต่างๆ ที่เทศบาลนครเชียงราย มีส่วนร่วม ก็จะให้การสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยอยู่เสมอ เช่น งานมหกรรมอาหาร, งานถนนคนเดิน-ถนนคนม่วน รวมถึงโครงการต่อเนื่องคือ “เชียงรายปลอดกล่องโฟม” หลีกเลี่ยงการใช้กล่องโฟมเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ให้หันไปใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เช่น กล่องจากชานอ้อย เพื่อลดปริมาณขยะและสารเคมีตกค้างในอาหาร

“เราได้รับความร่วมมือเยอะ ทั้งจากผู้ประกอบการและจากชาวบ้าน ที่รู้สึกเป็นห่วงสุขภาพตัวเองกันมากขึ้น ท่านลองนึกดู ผักสวยๆ แต่ก้านข้างในบวม อันนั้นก็คือสารพิษ แต่ผักที่เราทำถึงมันจะไม่สวย แต่กินแล้วปลอดภัย” รองนายกเทศบาลนครเชียงราย ระบุ

เช่นเดียวกับ บุญส่ง เตชะมณีสถิต ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาหลักของเกษตรกรคือ
ผลิตสินค้าได้แต่ไม่รู้จะนำไปขายที่ไหน จึงเป็นที่มาของกลยุทธ์ “ใช้ตลาดนำ” สร้างให้เกิดความต้องการสินค้าขึ้นในหมู่
ผู้ประกอบการต่างๆ โดยทางจังหวัดเป็นผู้ประสานงานหาแหล่งกระจายสินค้าให้ในราคาที่เป็นธรรม แต่ก็ย้ำว่าเกษตรกรต้อง “ซื่อสัตย์” ผลิตแต่สินค้าที่ปลอดภัยจริงๆ ด้วยเช่นกัน

“หนึ่งคือเราดูราคาให้เกิดความเป็นธรรม แต่สองคือดูแลคุณภาพสินค้า คือของคุณต้องปลอดภัยจริงๆ ซึ่งเรามีเครื่องมือในการตรวจว่าปลอดภัยจริงไหม? เบื้องต้นเราจะช่วยกระจายสินค้าให้ไปสู่มือคนที่ต้องการ เช่น ส่งไปยังโรงแรมหรือผู้ผลิตอื่นๆ เราต้องทำความเข้าใจกับผู้บริโภคซึ่งก็ต้องใช้เวลา เพราะหลายภาคส่วนยังเน้นที่ราคาถูกไว้ก่อนโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ก็ต้องให้ความรู้เพิ่มขึ้น” ผวจ.เชียงราย กล่าว

ตัวอย่างภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่หันหน้าสู่เกษตรอินทรีย์ จีรโรจน์ ไกลถิ่น ผู้จัดการฝ่ายอาคารสถานที่ โรงแรมดุสิตไอส์แลนด์ เชียงราย เล่าว่า นโยบายของโรงแรมดุสิตไอส์แลนด์ เชียงราย มีการแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งมาทำแปลงผักและผลไม้แบบเกษตรอินทรีย์ มีโรงปุ๋ยหมักเป็นของตนเอง โดยผลิตผลที่ได้นำมาทำเป็นอาหารให้ผู้เข้าพักได้รับประทาน ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

“โครงการนี้ทำแล้วมีผลตอบรับดี นักท่องเที่ยวที่เข้าพักก็ชมกันตลอด” จีรโรจน์ ระบุ

ด้าน วิโรจน์ ศรีเจริญจิตร์ พ่อค้าไส้อั่วปลานิล กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงดงตะเคียน ต.เจริญเมือง อ.พาน จ.เชียงราย ให้ความเห็นว่า ยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัยเชียงรายเป็นสุข โดยเฉพาะการจัดพื้นที่ขายสินค้าเกษตรปลอดภัยเป็นสิ่งที่ดีมาก ในส่วนของตนนั้นถือว่ารายได้ที่ได้รับหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วอยู่ที่เฉลี่ยวันละ 500 บาท ถือว่าพออยู่พอกิน แต่หากจะให้โครงการนี้ยั่งยืน หน่วยงานภาครัฐต้องให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง

“เราขาดแค่การประชาสัมพันธ์เท่านั้นเอง ผมคิดว่าถ้าเราประชาสัมพันธ์ดีๆ นี่โอเค เลย เวิร์กแน่ๆ แต่เราขาดเครือข่ายที่ยั่งยืน สิ่งที่ต้องการคือการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กันมากๆ รวมถึงเรื่องการจัดสรรที่ และอีกหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับการเกษตร”วิโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า “คนไทยตายด้วยโรคมะเร็งปีละ 60,000 คน” ซึ่งสาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีตกค้าง ดังนั้นหนทางแก้ไขคือต้องทำให้เกษตรกรเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ แต่จะเป็นเช่นนั้นได้ต้องทำให้ปริมาณความต้องการผลผลิตดังกล่าวมีมากขึ้น จึงเกิดเป็นยุทธศาสตร์การสร้างความตระหนักรู้ในหมู่ผู้บริโภค

ยุทธศาสตร์นี้ของเชียงรายจะ “สำเร็จแบบยั่งยืน” หรือไม่?..คงต้องติดตามกันต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ส่องยุทธศาสตร์‘เชียงราย’ (1) เดินหน้า‘เกษตรไร้พิษ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/206015

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“ก่อนหน้านี้เราปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาไม่ค่อยดีเท่าไร ก็ตามกลไกตลาด ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์กิโลละร้อยกว่าบาทแถมต้องลงทุนทุกปี แต่วันนี้เราหันมาทำเกษตรอินทรีย์ หักต้นทุนทุกอย่างแล้วมีรายได้เฉลี่ยเดือนละหมื่นบาท”

อภิญญา น่านน้อง เกษตรกรจากกลุ่มกาแฟต้นส้าน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย บอกเล่ากับ “สกู๊ปหน้า 5” เมื่อครั้งติดตามคณะของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงพื้นที่ จ.เชียงราย 18-19 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา อย่างภาคภูมิใจ ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหลังจากหันมาทำเกษตรอินทรีย์แทนการปลูกข้าวโพด

อภิญญา เล่าว่า เธอมีที่ดิน 30 ไร่ ในอดีตปลูกแต่ข้าวโพดทั้งหมด มีรายได้เฉลี่ยเพียงปีละแสนกว่าบาทเท่านั้น แต่ก็ต้องเสี่ยงกับราคาที่ผันผวนตามกลไกตลาด อีกทั้งต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกครั้ง แต่พอหันมาทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน โดยแบ่งเป็นกาแฟ 10 ไร่ กล้วย 9 ไร่ สับปะรด 7 ไร่ มะละกอฮอลแลนด์อีก 3 ไร่ ขณะนี้มีรายได้หักต้นทุนทั้งหมดแล้วเฉลี่ย 3,000 บาทต่อสัปดาห์ หรือราว 12,000 บาทต่อเดือน

แต่ข้อดีคือ “ไม่ต้องลงทุนบ่อย” เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวโพด..ทำให้กำไรโดยรวม “มากกว่าเห็นๆ”!!!

“การทำข้าวโพดเราต้องลงทุนทุกปี แต่การทำกาแฟหรือไม้ยืนต้นพวกนี้ เราลงทุนครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้ตลอด” เธอกล่าว และเสริมว่าในอนาคตอาจจะไม่กลับไปทำไร่ข้าวโพดอีกแล้ว

เช่นเดียวกับ พร้อมศักดิ์ สุทธิลักษมี เกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชน บ้านป่าสักทอง อ.เมือง จ.เชียงราย รายนี้เป็นอดีตหนุ่มกรุงเทพฯ แต่ย้ายมาอยู่ที่เชียงรายได้ 9 ปี ได้เห็นการปลูกพืชผักของชาวไทยภูเขาก็อยากทดลองทำบ้าง จึงไปขอเช่าที่ดินสำหรับทำการเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ แต่ก็มีปัญหาคือมีสารตกค้างมากจากสารเคมีที่ผู้เช่าคนก่อนเคยใช้

ต้องใช้เวลาถึง “3 ปี” กว่าจะ “ปรับปรุงดิน” ให้กลับมา “สะอาด” ดังเดิม!!!

“แรกๆ ดินแข็งมาก รถไถยังไถไม่ค่อยเข้าเลย เราต้องใช้วัสดุปรับปรุงดินจำพวกปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกเยอะมาก เรียกว่า 1 ไร่ เราใช้เป็นตัน ถ้าปลูกในดินดีๆ สัก 6 เดือนดินก็ฟื้น ผักก็เริ่มงามแล้ว แต่ถ้าดินมีสารตกค้าง ต้องใช้เวลาถึง 3 ปีกว่าสารตกค้างจะหมด” พร้อมศักดิ์ ระบุ

อดีตหนุ่มเมืองหลวงรายนี้ กล่าวเช่นกันว่า “เหนื่อยครั้งเดียวแต่สบายไปนาน” ขณะนี้มีรายได้เฉลี่ยเดือนละหมื่นกว่าบาท แต่ที่ดีใจกว่านั้น เขาพบว่าการทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้อาการ “ภูมิแพ้” ทุเลาลง จากเดิมที่อยู่ใน กทม. มักล้มป่วยจนนอนโรงพยาบาลทุกปี

แต่ ณ วันนี้ เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง เขากลับมีอาการแค่ “เป็นหวัดธรรมดา” เท่านั้น!!!

ทว่าเส้นทางของทั้ง 2 รวมถึงเกษตรกรที่สนใจเกษตรแบบอินทรีย์อีกหลายคน ต้องบอกว่า “ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ” เพราะระยะแรกๆ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนัก เน้นรับประทานแบบ “ราคาถูกเข้าว่า” ทำให้หาตลาด-หาลูกค้าได้ยากมาก กระทั่ง จ.เชียงราย มียุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นั่นคือมุ่งสู่การเป็น “จังหวัดอาหารปลอดภัย”!!!

เกษตรกรทั้ง 2 เล่าว่า จากความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมในพื้นที่ จ.เชียงราย ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันเป็นกลุ่ม พร้อมกับจัดหาพื้นที่ให้นำผลผลิตไปจำหน่าย และเชิญชวนให้ผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่ จ.เชียงราย มาอุดหนุน ทำให้วันนี้ไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง สามารถต่อรองราคาระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภคได้เอง อีกทั้งการรวมกลุ่มยังช่วยให้ซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ได้ถูกลง รวมถึงเข้าเจรจาพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ กับหน่วยงานภาครัฐทำได้ง่ายขึ้น กว่าการไปแบบตัวใครตัวมัน

เป็นกลไกสำคัญ..ที่ทำให้เกษตรอินทรีย์ที่นี่ยืนอยู่ได้!!!

“ถ้าเรามีเครือข่าย เราก็จะคุยกัน แล้วก็จะรู้กันว่าที่ไหนขายเท่าไหร่ ตรงนี้เราก็จะรู้ราคากลาง ซึ่งก็จะสูงกว่าที่พ่อค้าคนกลางให้เรา อย่างกาแฟถ้าเราทำได้ดี ผู้บริโภคก็จะมาซื้อของเราโดยตรง บอกเล่ากันไปปากต่อปาก สมมุติกาแฟกะลา (เมล็ดกาแฟยังไม่ลอกเปลือกชั้นในออก) พ่อค้าบอกว่า 80 บาทต่อกิโล แต่ราคากลางอาจจะอยู่ที่ 100-110 บาทต่อกิโล อะไรแบบนี้”อภิญญา ระบุ

“ถ้าเราทำคนเดียว เวลามีปัญหาก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร แต่พอเรารวมกลุ่ม สมมุติเราสร้างโรงเรือนเราก็ช่วยกันโดยไม่ต้องไปจ้างช่าง ลงทุนแค่ค่าวัสดุอย่างเดียว เวลาซื้อวัสดุก็ซื้อเยอะๆ ก็จะได้ราคาถูกลง รวมถึงเวลารวบรวมรายชื่อเข้าไปติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ก็สะดวกมากขึ้น” พร้อมศักดิ์ กล่าวเสริม

สุเทพ ทิพย์รัตน์ เกษตรจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า โครงการ “อาหารปลอดภัยเชียงรายเป็นสุข” ในส่วนของสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย เน้นการเข้าไปตรวจสอบและให้ความรู้กับเกษตรกร เบื้องต้นเพื่อให้ลดการใช้สารเคมีลงมาอยู่ในระดับที่ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานจนเป็นอันตราย และเป้าหมายท้ายสุดคือเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรอินทรีย์ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของเกษตรอินทรีย์ใน จ.เชียงราย อยู่ที่ร้อยละ 40 ส่วนที่ยังใช้สารเคมีบ้าง อยู่ที่ร้อยละ 60

วางเป้าหมายว่า “อีก 10 ปีข้างหน้า” ผักและผลไม้ของเชียงราย..ต้องปลอดสารเคมี “ร้อยเปอร์เซ็นต์”!!!

“ถ้าใช้สารเคมีในปริมาณไม่เกินค่ามาตรฐาน เราเรียกว่าเข้ากระบวนการ GAP หรือเกษตรปลอดภัย แต่อีกส่วนที่เขาไม่ใช้เลย อันนั้นก็จะเป็นเกษตรอินทรีย์ สัดส่วนในเชียงราย 40 เปอร์เซ็นต์นี่ไม่ใช้สารเคมีแล้ว อีก 60 ยังใช้อยู่ แต่เราตั้งเป้าไว้ว่าอีก 10 ปี เราจะเปลี่ยนแนวคิดไปสู่การปลูกผักแบบไม่ใช้สารเคมี เพราะเราหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพ ใช้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ อย่างไตรโคเดอร์มาที่ใช้ควบคุมโรคพืช หรือบิวเวอร์เรียที่ใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช” เกษตรจังหวัดเชียงราย กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องราวของเกษตรปลอดสารเคมียังไม่จบ…ในตอนต่อไปจะว่าด้วยความพยายามผลักดันให้ จ.เชียงราย เป็นจังหวัดที่มีจุดเด่นด้านอาหารปลอดภัยไร้สารพิษตกค้าง ซึ่งต้องบอกว่าเป็น “ยุทธศาสตร์จังหวัด” สมชื่อจริงๆ

โปรดติดตาม!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

เปิด‘มุมมอง’คนเมืองเลย เอา-ไม่เอา‘กระเช้าภูกระดึง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/205855

วันอังคาร ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้รับทราบผลการศึกษาโครงการก่อสร้าง “กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง” จ.เลย ขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน(อพท.) ทำให้เกิดกระแส “มองต่างมุม” เป็นวงกว้าง

“โปรเจกท์” นี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะริเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2525 โดยความเห็นพ้องจากหน่วยงานของภาครัฐหลายหน่วยงาน
ในสมัยนั้น ที่ได้ส่งประเด็นให้คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ภายใต้แนวคิดเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการท่องเที่ยว หวังให้ทุกคนสามารถเป็น “ผู้พิชิต” ยอดภูกระดึงได้ โดยเน้นที่คนชราและผู้พิการเป็นพิเศษ อีกทั้งเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการขึ้นไปท่องเที่ยวได้ภายในวันเดียว จนมาถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ให้ความเห็นชอบ โดยใช้ผลสรุปที่อ้างว่า ชาว จ.เลย มากกว่า 90% สนับสนุน พร้อมยกกรณีที่ประเทศไทยกำลังจะเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” ดังนั้นภูกระดึงซึ่งเป็นสมบัติชาติควรให้ผู้สูงอายุมีโอกาสสัมผัสเท่าเทียมกับกลุ่มคนวัยอื่นๆ และหากผ่านการพิจารณาการศึกษาด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA แล้ว จะ“ไฟเขียว” อนุมัติก่อสร้าง

“กระเช้าขึ้นภู” ดูเหมือนเป็นนโยบายหลักของ จ.เลย ไปแล้ว ไม่ว่าผู้ว่าราชการคนใดมารับตำแหน่งจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ภาครัฐและนักการเมือง “นายทุน” ผู้ต้องการให้สร้างพยายามให้ “ข้อมูลเฉพาะ” ด้านบวก ขณะที่เหตุผลของผู้ไม่เห็นด้วยมักถูก “ตีตก” ไม่ถูกนำเสนอ แต่เสียงของผู้ที่ไม่เห็นด้วยนับจากอดีตจนถึงวันนี้ยัง“เข้มแข็ง”

“ผู้เห็นต่าง” มองว่า เหตุผลเพื่อให้ “เด็ก ผู้พิการและคนชรา” ขึ้นไปเที่ยวที่ภูกระดึงได้นั้นจำเป็นจริงหรือไม่??? เพราะโดยธรรมชาตินักท่องเที่ยวจะเลือกเที่ยวสถานที่ที่คิดว่าตัวเอง “ไหว” หากใช้เหตุผลข้ออ้างข้างต้นเท่ากับให้ธรรมชาติปรับตัวเข้ามาหามนุษย์ “ผิดธรรมชาติ” เพราะการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล มนุษย์ควรเป็นฝ่ายปรับตัว

ปัญหาที่ “น่าห่วง” และยัง “ไร้คำตอบ” คือ หลังการสร้างกระเช้าจะให้มี “รถบริการ” ส่งนักท่องเที่ยวตามจุดท่องเที่ยว
บนภูกระดึง “เสน่ห์” ของธรรมชาติอาจหายไป “สัตว์ป่า” จะอยู่อย่างไรท่ามกลางความวุ่นวายที่ย่อมตามมา และป้ายแลนด์มาร์คคำว่า…

“ครั้งหนึ่งในชีวิตพิชิตภูกระดึง” จะไร้ความหมาย!!!

“อดุลย์วิชญเดช ติยะบุตร” อดีตสมาชิกสภาเทศบาลตำบลภูกระดึง กล่าวว่า ตนไม่คัดค้าน แต่มีคำถามถึงผู้ผลักดัน 3 ประเด็น คือ 1.ด้านวิศวกรรม ที่มีคำตอบแล้ว คือ จะใช้เฮลิคอปเตอร์หย่อนเสาลง ตัดป่าแค่ 1 ไร่ ไม่รบกวน “ทางช้างผ่าน” ส่วนตัวรับได้ถือว่า “ผ่าน” 2.ด้านประโยชน์สาธารณะ อย่างอ้างข้อมูลแบบ “มโน”ว่าชาวบ้านจะได้อะไร จงใช้ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจริงๆ และ 3.ด้านศักยภาพการรองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เจ้าของพื้นที่เคยยืนยันงานวิจัยว่าภูกระดึงรองรับนักท่องเที่ยวได้วันละ 5,000 คน ถ้ามีกระเช้าคนไปมากกว่านี้ จะตอบคำถามช้างกับ “เสือ” อย่างไร???

“ก็ถามกันมาอย่างนี้ 20-30 ปี ถ้าตอบชัด และขึ้นตาชั่งดูน้ำหนักกันดีแล้ว ก็รีบสร้างเถอะ”

ขณะที่ “ยงยุทธ ทิพรส” ข้าราชการบำนาญ อ.เชียงคาน จ.เลย กล่าวว่า “เห็นด้วย” กับการก่อสร้างกระเช้า
ไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข “3 ต้อง” คือ 1.“ต้องผ่าน” กระบวนการศึกษาเรื่อง EIA ก่อน 2.“ต้องกำหนด” วิธีบริหารจัดการที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ “เอื้อประโยชน์” ให้กลุ่มนายทุนเข้ามาบริหารจัดการ และ 3.“ต้องมี” แนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ปัญหาตัดต้นไม้ทำลายป่า ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาขยะ เป็นต้น

“สรุปต้องตอบโจทย์ 3 ต้อง ว่าจะแก้ไขอย่างไร? ทำอย่างไร? หรือ How to ให้เห็นชัดเจน”

ด้าน “น.ส.ภัทราภร ไพศูลย์” เจ้าของพิพิธภัณฑ์ไทดำ อ.เชียงคาน จ.เลย “ไม่เห็นด้วย” เพราะมองว่าภูกระดึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ท้าทาย การเดินขึ้นได้ชื่นชมธรรมชาติรอบข้าง ได้ “เพื่อนร่วมทาง” มีความภาคภูมิใจที่ได้ถ่ายรูปกับป้าย “เราคือผู้พิชิตภูกระดึง”

“ระบบจัดการหลังการสร้างกระเช้าเป็นอย่างไร และกระเช้าที่สร้างขึ้นมาปลอดภัยมากน้อยเพียงใด คนในชุมชนได้ประโยชน์จริงๆ หรือนายทุนได้ประโยชน์ ส่วนตัวแล้วอยากให้ภูเขารูปหัวใจยังคงความเป็นธรรมชาติที่งดงาม ไม่ใช่มีสิ่งปลูกสร้างที่แปลกปลอมมาเจือปน”

ขณะที่ “จักรพงษ์ รัชนีกุล” นายอำเภอภูกระดึง จ.เลย กล่าวว่า การสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง จะเกิดผลประโยชน์มหาศาลกับพื้นที่ อ.ภูกระดึง และภาคอีสาน จะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว เกิดผลดีต่อระบบเศรษฐกิจสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่ สร้างโอกาสให้คนทุกเพศ ทุกวัย ได้สัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงาม ลดระยะเวลาในการเดินทางของนักท่องเที่ยว แทนที่จะมาเที่ยวภูกระดึงที่เดียว นักท่องเที่ยวต้องใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ก็ลดระยะเวลาลง ที่สำคัญกรณีเกิด “เหตุฉุกเฉิน” กระเช้าไฟฟ้าจะช่วยลำเลียงนักท่องเที่ยวถึงมือแพทย์ได้อย่างปลอดภัย ลดการสูญเสีย เป็นต้น

ส่วนข้อกังวลจากบุคคลบางกลุ่มที่ “คัดค้าน” เพราะมองถึงเรื่องการทำลายป่าไม้ หรือการจัดการขยะนั้น ผลการศึกษายืนยันชัดเจนว่าการก่อสร้างจะใช้พื้นที่บางส่วนเพียงเล็กน้อยเป็นพื้นที่สร้างสิ่งก่อสร้าง “ฐานกระเช้า” ไม่ตัดต้นไม้ใหญ่ สามารถขนถ่ายขยะจากบนภูกระดึงลำเลียงมากำจัดในบริเวณพื้นล่างได้ จะช่วยลดพื้นที่ฝังกลบหรือพื้นที่กำจัดขยะบนภูกระดึงได้ เป็นต้น

“โครงการรณรงค์สร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ได้ทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น มีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ผู้นำองค์กร เอกชน ประชาชนชาวภูกระดึง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักเรียนอายุ 15 ปีขึ้นไป ในเขตอำเภอภูกระดึง 3 โรงเรียน รวม 4 ครั้ง กลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ 9,288 คน เห็นด้วยในการสร้างกระเช้าไฟฟ้า ถึง 97.97% แสดงให้เห็นว่าชาวภูกระดึง จ.เลย ต้องการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงไม่น้อยเลย” นายอำเภอภูกระดึง กล่าว

ทั้งหมดเป็น “มุมมอง” ต่อการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ซึ่งอนาคตข้างหน้าจะ “เกิด” หรือ “ดับ” อยู่ที่ผลการศึกษาที่ครอบคลุม และทุกภาคส่วน “ยอมรับ” ได้ เพราะต้องไม่ลืมว่านี่คือ “สมบัติชาติ” เป็นของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่สมบัติของใคร หรือคณะบุคคลใดที่จะเข้ามา “ปู้ยี่ปู้ยำ” โดยไม่ฟังเสียง “เจ้าของตัวจริง”

อัมรินทร์ ชูฤทธิ์

SCOOP@NAEWNA.COM

‘เสรีภาพ’กับ‘ความมั่นคง’ อีกข้อสังเกต‘ร่างรธน.2559’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/205671

วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เวียนมาบรรจบและผ่านพ้นไปอีกครั้งกับ “วันนักข่าว”5 มีนาคม ของทุกปี อันเป็นวันสำคัญของคนทำงานด้านสื่อซึ่งปีนี้ประเด็นร้อนในแวดวงสื่อสารมวลชน คงหนีไม่พ้น“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2559” ที่มีมือกฎหมายชั้นเซียนอย่าง มีชัย ฤชุพันธุ์ นั่งหัวโต๊ะในฐานะประธานคณะกรรมการยกร่างฯ (กรธ.) โดยร่างฯ ฉบับนี้ ประเด็นหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง..

นั่นคือในหมวดว่าด้วย “สิทธิเสรีภาพ”..ทั้งของ “สื่อมวลชน” และของ “ประชาชน”!!!

26 ก.พ. 2559 มีงานเสวนาเรื่อง “ทางเลือกในการปฏิรูปสื่อกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ณ โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด ห้วยขวาง กรุงเทพฯ ซึ่งมีการวิเคราะห์สิ่งที่อาจ “กระทบ” ต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน รวมถึงสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารและแสดงความคิดเห็นของประชาชน

ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปรียบเทียบ “ข้อแตกต่างที่น่าสนใจ” ระหว่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2540, ฉบับ 2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2559 ไว้หลายประการ อาทิ “ขอบเขตในการจำกัดเสรีภาพสื่อ” รธน. ฉบับ 2540 ระบุว่าทำได้หากเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ, เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล,

เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน ส่วน รธน. ฉบับ 2550 ได้เพิ่มเรื่องของ “ข้อมูลส่วนบุคคล” มาด้วยอีกหัวข้อหนึ่ง ทว่าในร่างฯ ฉบับ 2559 ได้ “ตัด” ประเด็นสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลทิ้ง แต่ “เพิ่ม” ประเด็นการป้องกันสุขภาพของประชาชน รวมถึงป้องกัน “ความแตกแยกเกลียดชัง” ในสังคม

“การโฆษณาประชาสัมพันธ์หน่วยงานของรัฐผ่านสื่อ”ร่างฯ ฉบับ 2559 ส่วนที่เป็น “ข้อดี” คือระบุว่าการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์หน่วยงานของรัฐ ต้องแจ้งรายละเอียดต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบด้วย ซึ่งทำให้เกิดความ “โปร่งใส” มากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังต้องดูกันต่อไปว่าจะทำได้หรือไม่? มากน้อยเพียงใด?

“การทำงานของพนักงานในองค์กรสื่อของรัฐ” รธน. ทั้งฉบับ 2540 และ 2550 ระบุไว้ชัดเจนว่าแม้จะเป็นองค์กรสื่อในสังกัดของรัฐ แต่การทำงานของพนักงานในการนำเสนอข่าวสารจะต้อง “ไม่ถูกแทรกแซงขัดขวาง” และได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับพนักงานในองค์กรสื่อของเอกชน แต่ในร่างฯ ฉบับ 2559 กลับระบุข้อความว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนมีเสรีภาพในการแสดงออก แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และภารกิจของหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่”ซึ่งเป็นข้อความที่ดูคลุมเครือและน่าเป็นห่วง

“อันนี้อาจจะเป็นลักษณะที่ว่าคุณมีเสรีภาพ แต่คุณอยู่ในองค์กรสื่อของรัฐ ซึ่งอาจจะไม่อยากให้ประชาชนรู้เท่าทันก็ได้ แล้วคุณจะใช้เสรีภาพในการแสดงออกเพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันได้อย่างไร?” อาจารย์พิรงรอง ตั้งข้อสังเกต

เช่นเดียวกับ “บุญเลิศ ช้างใหญ่” นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ในฐานะผู้อาวุโสคนหนึ่งของแวดวงสื่อสารมวลชน ตั้งข้อสังเกตร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2559 ในหลายประเด็น ไล่ตั้งแต่ มาตรา 25 ที่ระบุว่าการใช้สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ แต่คำถามคือ “นิยามความมั่นคงของรัฐอยู่ตรงไหน?” เพราะในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลหรือผู้ปกครองในประเทศไทย มักคิดว่าความมั่นคงของรัฐหมายถึงตัวรัฐบาลหรือผู้ปกครองเองด้วย

“พอพูดถึงการกระทบกระเทือนเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ในอดีตมักจะถูกตีความว่าผู้มีอำนาจปกครองประเทศ หรือหน่วยงานความมั่นคง เขาคือรัฐ ซึ่งประชาชนที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมมองว่าไม่ใช่ แล้วสื่อมวลชนเขาก็เห็นว่ามันเป็นสิทธิเสรีภาพที่จะต้องวิพากษ์วิจารณ์ ต้องตรวจสอบ” นายบุญเลิศ ให้ความเห็น

มาตรา 34 ระบุว่าการแสดงความคิดเห็นต้องไม่ทำให้“เกิดความแตกแยก” ในสังคม ประเด็นนี้แม้จะเข้าใจว่าผู้ร่างฯ เป็นห่วงเรื่องการใช้ “วาทกรรมแห่งความเกลียดชัง” (Hate Speech) จนเกิดความรุนแรง ซึ่งสังคมไทยประสบมาแล้วในวิกฤติทางการเมืองที่ผ่านๆ มา แต่อีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นช่องทางให้ฝ่ายรัฐ “ปิดกั้นความเห็นต่าง” ได้เช่นกัน

“เรื่องนี้ต้องไปอยู่ในจริยธรรมของสื่อ ไม่ควรที่จะมาเปิดช่องให้นำไปสู่การตรากฎหมายว่าด้วยการกระทำที่มีลักษณะก่อให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชัง ซึ่งไม่รู้ว่าจะไปเขียนกฎหมายยังไงพูดนิดพูดหน่อยเขาก็บอกว่ากำลังสร้างความแตกแยก” อดีต สปช. รายนี้ ระบุ

หรือประเด็นในมาตรา 34 เช่นกัน ที่ระบุว่า “เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับการคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” จุดนี้ก็เป็นเรื่องน่าห่วง เพราะในแวดวงวิชาการ การเรียนการสอนต้องสามารถ “ศึกษาค้นคว้าได้อย่างเสรี” จึงจะนำมาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่หลากหลาย แต่หน้าที่ของปวงชนชาวไทย
ดังกล่าวเน้นเรื่องต้องไม่สร้างความแตกแยกเป็นสำคัญ..

“การศึกษาการค้นคว้าในเรื่องของภูมิปัญญา ซึ่งต้องมีความกล้าหาญ แม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาล หากทำอย่างมีหลักวิชาการแล้วก็ทำได้ แต่ถ้ามาเขียนว่านี่ความแตกแยก ผมว่าก็คงไม่ถูกต้อง” นายบุญเลิศ กล่าว

เรื่องของการปฏิรูปวงการสื่อมวลชนไทยที่พูดถึงมาอย่างยาวนาน..ถูกวางเป้าหมายหลักไว้ 3 ประการ คือ 1.เสรีภาพบนความรับผิดชอบ 2.การกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ และ 3.การป้องกันการแทรกแซงสื่อ ซึ่งในช่วงก่อนที่ สปช. จะพ้นวาระ ได้เสนอ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … อย่างไรก็ตาม..ประเด็นหมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือเป็นข้อกังวลอย่างกว้างขวางทั้งของแวดวงสื่อและของประชาชนในภาคส่วนอื่นๆ

ดังนั้น “คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ” จึงควร “พิจารณา” อย่างรอบคอบ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘โนนเขวาโมเดล’…ไม่กลัวแล้ง ต้นแบบจัดการน้ำฉบับชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/205546

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ภัยแล้ง” ยังลุกลามไปเกือบทุกหย่อมหญ้า ท่ามกลางข้อเสนอจากนักวิชาการที่แนะให้รัฐบาลจัดตั้ง “คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ” ระดับชาติขึ้นมาดูแลปัญหา แต่ข้อเสนอยังไม่ “ตกผลึก” พี่น้องชาวไทยส่วนใหญ่จึงต้อง “รอ” ความหวังจากรัฐบาลต่อไป

ทว่า…ชาวบ้าน “โนนเขวา” หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ไม่อาจรอคอยความหวังไปวันๆ ได้ พวกเขาจึงจัดตั้งคณะกรรมการการบริหารจัดการน้ำขึ้น เพื่อ “ฝ่า…วิกฤติ” ด้วยตัวเอง!!!

“พิชาญ ทิพย์วงษ์” ผู้ประสานงานลุ่มน้ำชีและคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต (บ้านป่าเป้ง-
บ้านโนนศิลา) บอกกับ “สกู๊ปแนวหน้า” ว่า บ้านโนนเขวามีพื้นที่ติดกับ “แม่น้ำชี” จึงมักประสบปัญหา “น้ำท่วม-ภัยแล้งซ้ำซาก” คือ เวลาน้ำหลากน้ำจะท่วมสูง และน้ำลดจะแห้งขอด เพราะแหล่งกักเก็บน้ำที่มีอยู่เดิมตื้นเขินเก็บกักน้ำไม่ได้ ชาวบ้านไม่มีน้ำทำการเกษตร ขาดแคลนน้ำผลิต “น้ำประปา”

ความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญภัยพิบัตินานนับสิบปี กลายเป็น “ยาขนานหนึ่ง” ที่ทำให้ชาวบ้านเข้มแข็ง ลุกขึ้นเรียนรู้กระบวนการจัดการปัญหา และเกิดการรวมกลุ่มจัดตั้ง “คณะกรรมการบริหารน้ำ” ขึ้น!!!

“พิชาญ” บอกว่า ชาวบ้านต้องเจอภาวะน้ำท่วมน้ำแล้งตลอด จึงมาสังเกตว่าช่วงใดน้ำท่วม-น้ำแล้ง ทดลองให้ชาวบ้าน
ทุกคนเก็บข้อมูล ทำบันทึกเอาไว้ จากเมื่อก่อนที่ชาวบ้านไม่สนใจ เมื่อประชุมร่วมกันจึงเกิดการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนขึ้น ภายใต้แนวคิด “เรียนรู้ เข้าใจ ลงมือทำ และปรับตัว”

แนวทาง “รับมือ” ภัยแล้งของชาวบ้านโนนเขวา คือ เมื่อเดือนตุลาคม 2558 แม่น้ำชีไม่ล้นตลิ่งเหมือนทุกๆ ปี ชาวบ้าน
จึงประชุมร่วมกับหน่วยงานภาคี เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการน้ำ พบว่า มีแหล่งน้ำต้นทุนเดิมและแหล่งน้ำธรรมชาติ 4 แห่ง ประกอบด้วย หนองมีด หนองหญ้าต้อน หนองสรวงน้อย และหนองสรวงใหญ่ จึงนำข้อมูลเสนอไปยังสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร หรือ “สสนก.” และ “มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์” เพื่อให้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และมีข้อสรุปว่าจะ “เชื่อมโยง” แหล่งน้ำเข้ามายังหนองสรวงใหญ่

จากนั้นชาวบ้านจึง “ขุดคลอง” เชื่อมแม่น้ำชี แล้วสูบน้ำเข้าหนองมีด ไปยังหนองสรวงน้อย และหนองสรวงใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 7-25 ตุลาคม 2558 เพื่อ “สำรองน้ำ” ไว้ใช้ในฤดูแล้งปี 2559 โดยขณะนี้มีปริมาณน้ำรวม 190,000 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) บรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคได้ 355 ครัวเรือน ชุมชนมีน้ำเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยไว้บริโภค จึงมั่นใจว่าปี 2559 จะมีน้ำใช้เพียงพอในช่วงฤดูแล้ง

“ถามว่าอยากให้รัฐบาลช่วยเหลืองบประมาณหรือไม่ ก็อยากให้ช่วย แต่ไม่ได้อยากได้แค่ตัวเงิน เพราะถ้าแค่โยนเม็ดเงินลงมา แล้วไม่สอนชาวบ้านให้เอาปัญหามาเรียนรู้ ความยั่งยืนในการบริหารจัดการน้ำจะไม่เกิดขึ้น” พิชาญ กล่าว

ด้าน “ประเสริฐ ลือชาธนานนท์” รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง 16 อำเภอ 105 ตำบล 1,005 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 9.5 ของหมู่บ้านทั้งจังหวัด ซึ่งจังหวัดได้เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยปีนี้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ “เอสซีจี รวมใจสู้ภัยแล้ง”

ขณะที่ “อาสา สารสิน” ประธานคณะกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี กล่าวว่า เพื่อบรรเทาภัยแล้งอย่างยั่งยืน เอสซีจีได้ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ สนับสนุนให้ชุมชนบริหารจัดการน้ำของตัวเอง เช่น “บ้านโนนเขวา”
ที่จะผลักดันให้เป็นชุมชนต้นแบบการบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่ชุมชนใกล้เคียงต่อไป

ทั้งหมดข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าถ้าร่วมมืออย่างจริงจัง “รากหญ้า” ชาวบ้านธรรมดาๆ ก็สามารถบริหารจัดการ
น้ำเพื่อ “สู้…ภัยแล้ง” ได้ด้วยตนเอง อย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่หมู่บ้านเล็กๆ อย่าง “บ้านโนนเขวา” ลงมือทำให้เห็นแล้ว…

‘ร่างรธน.’.ในมุม‘ผู้พิการ’ อย่าหลงลืม‘สิทธิประชาชน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/205061

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
เห็นหน้าเห็นตากันไปแล้วกับ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ซึ่งก็ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งในด้านบวก คือเป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนมาเพื่อ “ป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่น” เพราะมีกติกาควบคุมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเข้มงวด แต่ในด้านลบคือเป็นรัฐธรรมนูญที่ส่วนของ “สิทธิและเสรีภาพของประชาชน” ที่ริเริ่มมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และเพิ่มเติมให้มากขึ้นในฉบับ 2550 ได้หายไป

จากสิ่งที่เกิดขึ้น นำมาซึ่งการทวงถามเรียกร้องเนื้อหาดังกล่าวจากหลายฝ่าย โดยหนึ่งในนั้นคือ “กลุ่มคนพิการ” ที่ต้องถือว่าเป็น “ผู้ด้อยโอกาส”ในสังคม เป็นกลุ่มต้องการความช่วยเหลือส่งเสริมเป็นพิเศษจากภาครัฐ ดังเช่นในงานสัมมนา “เสียงสะท้อนของคนพิการไทยต่อร่างรัฐธรรมนูญ”11 ก.พ. 2559 ณ อาคารรัฐสภา ถนนอู่ทองใน กรุงเทพฯ เป็นอีกเวทีที่มีคนพิการเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ว่าที่ ร.ต.สุทัศน์ ศูนย์กลาง อดีตนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อยากให้การร่างหรือปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย หรือจัดทำนโยบายอะไรที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ต้องมีการปรึกษาหารือกับสภาคนพิการ ซึ่งก็มีสาขาอยู่ทั่วประเทศเสียก่อน มิใช่ต่างคนต่างทำ เพราะที่ผ่านมาบางครั้งนโยบายก็ทำสวนทางกันเอง และย้ำว่า..

ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไรก็ตาม..สิ่งที่กำหนดไว้ดีแล้วขอให้เอากลับคืนมา!!!

“ผมเป็นคนปกติมาก่อน มีการเจ็บช้ำน้ำใจพอสมควร ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่สิ้นสุดที่ความพิการ ผมไม่ได้ขอสิทธิเหนือคนอื่น แค่อยากเรียกร้องสิทธิที่ถูกลิดรอน ที่ถูกเหยียบย่ำให้กลับคืนมา จะได้อยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีด้วยกัน ดีใจที่มีคนเห็นหัวอกพวกเรา เราเรียกร้องเพื่อคนที่ต้องตกระกำลำบากให้อยู่อย่างมีความสุขอย่างคนอื่นๆ ผมไม่ได้เรียกร้องเพื่อตัวเอง แต่เรียกร้องเพื่อลูกหลานในอนาคตต่อไป” ว่าที่ ร.ต.สุทัศน์ กล่าว

เช่นเดียวกับ นายมณเฑียร บุญตัน รองประธานคณะกรรมาธิการสังคมกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (แบบสรรหา) ในฐานะผู้พิการทางสายตาอีกราย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เป็นฉบับแรกที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิของคนพิการ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคนพิการจะมีสิทธิมากกว่าผู้อื่น..

แต่สำหรับสังคมไทย..ถ้าไม่เขียนไว้ ไม่มีการเอ่ยถึง ก็จะกลายเป็นคนกลุ่มแรกที่ “ถูกลืม” อยู่เสมอ!!!

“วิธีการที่จะได้รับการนึกถึงคือการบัญญัติไว้ในกฎหมาย ถ้าไม่ได้บัญญัติ แม้นว่าจะถือว่าสิทธิโดยปริยายในฐานะเป็นคนไทย ก็มักจะถูกมองข้ามเสมอ ในปี 2540 จึงเป็นปีแรกที่มีการพูดถึงสิทธิของคนพิการไว้ถึง 5 ที่ด้วยกัน ธงที่เราสามารถปัก ไม่ใช่เฉพาะคนพิการ แต่หมายถึงธงสำหรับพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ทุกหมู่เหล่า คือเรื่องการเสนอหลักการที่ว่าด้วยเรื่องความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ

ในมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ นอกจากนี้คนพิการยังถูกเอ่ยถึงในมาตรา 55 ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ สวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ และพูดถึงเรียนนโยบายพื้นฐานของรัฐ ได้รับการสงเคราะห์พัฒนา แต่ที่สำคัญคือเรื่องการมีส่วนร่วมในกระบวนการออกกฎหมาย” นายมณเฑียร ระบุ

ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มีเพิ่มเติมในส่วนของคนพิการให้มากขึ้นไปอีก คือ มาตรา 40 เรื่องของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และ มาตรา 49 สิทธิทางการศึกษา ให้คนพิการได้รับงบประมาณเพื่อให้เข้าถึงสิทธิทางการศึกษาได้ ซึ่งเรื่องของการศึกษานี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อคนพิการสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาในระดับชั้นสูงๆ ได้มากขึ้น ในอนาคตคนเหล่านี้ย่อมพึ่งพาตนเองได้..

ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือสังคมแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป!!!

“สิ่งที่เราต้องการขอเพิ่ม คือสิทธิองค์กรภาคประชาสังคมได้รับการสนับสนุน รัฐต้องสนับสนุน ส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย สิทธิคนพิการต้องเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้จริง และการทำบัญชีรายชื่อ สส. ต้องคำนึงถึงคนพิการด้วย” นายมณเฑียร กล่าวย้ำ

เหตุใดการระบุเรื่องของสิทธิและเสรีภาพอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญ นางสุนี ไชยรส อดีตรองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 (ส.ส.ร.2540)เล่าว่า เมื่อครั้งช่วงที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ได้ออกรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พบว่าประชาชนต่างรู้สึก “อัดอั้น”เกี่ยวกับประเด็นสิทธิเสรีภาพเป็นอย่างมาก และต้องการให้เขียนลงในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนไม่ต้องตีความ

“ทำไมรัฐธรรมนูญปี 2540 ถึงเขียนไว้ละเอียดมาก เขียนเรื่องสิทธิกระจุกกระจิกกันไปหมดเลย เป็นเพราะว่าเรารับฟังความเห็นกันอย่างกว้างขวาง ไปฟังแล้วก็พบว่าพี่น้องประชาชนอัดอั้นตันใจ และอยากจะบอกเลยว่ากรุณาเขียนให้มันชัดไปเถอะ เรื่องสิทธิเป็นขั้นพื้นฐาน เวลาตีความพี่น้องประชาชนเข้าไม่ถึง ทุกคนอยากให้เขียนให้ละเอียด เพราะจะได้ช่วยพี่น้องทุกกลุ่ม รวมถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม แม้แต่เรื่องของคนพิการ”นางสุนี ระบุ

รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ได้สร้าง “ผลสะเทือน” แก่สังคมไทยอย่างมหาศาล อดีต ส.ส.ร. 2540 รายนี้ กล่าวว่า ไม่เฉพาะแต่
คนพิการ แต่รวมถึงประชาชนคนเล็กคนน้อยทุกกลุ่ม ต่างมีความ “ตื่นตัว” ลุกขึ้นมาเรียกร้องทวงถามสิทธิเสรีภาพอันพึงมีพึงได้ เพราะต้องไม่ลืมว่ารัฐไทยประกาศว่าสนับสนุน “สิทธิมนุษยชน” ในเวทีระดับนานาชาติ

“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ถือเป็นเรื่องใหญ่..ที่จะต้องได้รับการคุ้มครองดูแล!!!

“เดี๋ยวนี้ประชาชนคนพิการทุกกลุ่มเลย ถือรัฐธรรมนูญ ท่องรัฐธรรมนูญ จับตัวรัฐธรรมนูญเอามาใช้ประโยชน์ มีความตื่นตัวเรื่องสิทธิ เพราะมันเป็นหลักการ ขั้นพื้นฐาน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ได้หมายถึงแค่คนพิการ มันหมายถึงคนที่ไม่ได้มีสัญชาติไทย วันนี้พี่น้องชนเผ่าจำนวนเป็นล้านคนที่กำลังต่อสู้ ซึ่งในนั้นมีคนพิการด้วย คนทุกกลุ่มก็มีสิทธิเป็นคนพิการ

เพราะฉะนั้นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนพิการจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะมันจะคลุมไปหมดทุกคนเลยในยามที่เกิดวิกฤติขึ้นมา ถ้าไม่บัญญัติหมวดทั่วไปว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มันเป็นการชี้นำรัฐธรรมนูญทุกฉบับเลยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีทิศทางไปอย่างไร ในเรื่องสิทธิเสรีภาพและเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็ถูกเรียกร้องทุกกลุ่ม” นางสุนี ฝากทิ้งท้าย

หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ ข้อท้วงติงที่ปรากฏมากที่สุดคงหนีไม่พ้นหมวดที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่หายไป ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกลุ่มคนพิการเท่านั้นที่เรียกร้องให้นำกลับคืนมา แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มชุมชนท้องถิ่น ในประเด็นสิทธิการมีส่วนร่วมในโครงการขนาดใหญ่ที่อาจก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ทว่าเสียงสะท้อนจากคนเล็กคนน้อยเหล่านี้จะนำไปสู่การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนถึงวันลงประชามติได้มากน้อยแค่ไหน..

คงต้องติดตามกันต่อไป!!!
อารีรัตน์ คุมสุข
SCOOP@NAEWNA.COM

ส่องกม.ทันตกรรมฉบับ‘ล่าแต้ม’ กระทบหมอ-สะเทือนถึงคนไข้.?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/204920

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ไม่บ่อยครั้งนักที่จะเห็น “ทันตแพทย์” ออกมาเคลื่อนไหวต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทว่าเมื่อเร็วๆ นี้กลับมี “หมอฟัน” กลุ่มหนึ่งออกมาเคลื่อนไหวในเชิงคัดค้าน “ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพทันตกรรมฉบับ…” ที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) และนำเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณา จนผ่านร่างวาระแรกไปแล้ว และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการสาธารณสุข โดยมี “มาตรา” ที่เพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.วิชาชีพทันตกรรม พ.ศ.2537 ซึ่งทันตแพทย์กลุ่มนี้ มองว่าหลายมาตราเป็นการ “ลิดรอนสิทธิ” และที่สุดแล้วประชาชนอาจได้รับผลกระทบ “ทางอ้อม”

สาระบางส่วนที่เป็นประเด็นวิพากษ์ในหมู่ทันตแพทย์คือ 1.การกำหนดให้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเดิมมีอายุตลอดชีพ ต้องต่ออายุทุกๆ 5 ปี, 2.การต่ออายุใบประกอบวิชาชีพ ให้ “ผูกพัน” กับการเข้ารับการ “สะสมคะแนน” การศึกษาต่อเนื่อง และ 3.ให้มีผล “ย้อนหลัง” ครอบคลุมทันตแพทย์ทุกคนที่กำลังปฏิบัติการตามวิชาชีพในปัจจุบัน

เหตุผลที่ “คณะกรรมการทันตแพทยสภา” ที่ผลักดันเรื่องนี้ชี้แจงต่อ สนช. ว่า เหตุ “จำเป็น” ที่ต้องให้ต่ออายุใบประกอบวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมการศึกษา การวิจัย เพื่อทำให้วิชาชีพทันตกรรมได้มาตรฐานในระดับสากล เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อคุมความประพฤติผู้ประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ และไม่มีวิธีใดจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้ได้นอกจากการ “ต่ออายุ” ใบประกอบวิชาชีพทุก 5 ปี พร้อมกับอ้างว่ามีการ “ประชาพิจารณ์” เรื่องนี้แล้ว

ทว่า…ในความเป็นจริง ทันตแพทย์แทบทั้งหมดยังไม่ได้ข้อมูลอันเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.นี้อย่างครบถ้วน และต้องการให้ “ถอน” ออกมาก่อน!!!

“ทันตแพทย์(ทพ.) พิทักษ์ ไชยเจริญ” ที่ปรึกษาประธานบริหารโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ในฐานะหัวเรี่ยวหัวแรงของ “เครือข่ายทันตแพทย์” ภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ที่ลุกออกมา “คัดค้าน” เรื่องนี้ บอกว่า เครือข่ายฯมีทั้ง “เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย” ต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ และมีข้อเสนอถึง สนช. คือ ควร “ตั้งไข่” ระดมความคิดเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ใหม่ ควรทำ “ประชาพิจารณ์” ใหม่เนื่องจากการทำประชาพิจารณ์ครั้งก่อนทำไว้เมื่อปี 2547 มีทันตแพทย์ร่วมประชาพิจารณ์ราว 800 คน ไม่ครอบคลุมทันตแพทย์ทั้งประเทศ หลายคนไม่ทราบว่ามีการทำประชาพิจารณ์ด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ การต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไม่ควรมีผล “ย้อนหลัง” ทันตแพทย์ที่มีใบอนุญาต “ตลอดชีพ” อยู่แล้ว ไม่ต้องมาสอบหรือ “เดินสาย”อบรมเก็บคะแนน เพื่อต่อใบอนุญาตใหม่ ควรครอบคลุมเฉพาะทันตแพทย์ที่ “จบใหม่” หลังกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ หรืออาจกำหนดว่าทันตแพทย์ที่มีอายุงานกี่ปีต้องมาสอบใหม่ หรือ “รี-ไลเซ่นส์”ภายใต้กฎหมายฉบับนี้

ขณะเดียวกัน ตามตัวเลขของการผลิตทันตแพทย์ คาดว่าจะเกินความต้องการภายใน 2 ปี แต่ในความเป็นจริงในภูมิภาคที่ห่างไกลยังขาดแคลนทันตแพทย์ ประชาชนจำนวนหนึ่งยัง “เข้าไม่ถึง” การบริการ การใช้วิธีการต้องต่อใบประกอบวิชาชีพด้วยการเก็บ “สะสมคะแนน” จะยิ่งทำให้ขาดแคลนกำลังคนในการกระจายไปยังส่วนภูมิภาค เพราะทันตแพทย์ต้องไปประชุมหรืออบรม เพื่อต่อใบประกอบวิชาชีพ

ที่สำคัญ…ถ้าเกิดกรณี “เลวร้ายที่สุด” คือ ทันตแพทย์นั้นๆ “สอบตก” จะกลายเป็น “หมอเถื่อน” ไม่สามารถให้บริการประชาชนได้อีก ตรงนี้จะยิ่งทำให้อาชีพทันตแพทย์ที่ขาดแคลนอยู่แล้ว ยิ่งเข้าขั้น “วิกฤติ” และผู้ได้รับผลกระทบตามมา คือ ประชาชนที่จะ “เข้าถึง” การบริการที่ยากขึ้น อีกทั้งอาจมีภาระ “ค่ารักษา” ที่เพิ่มขึ้นอีก

ปัญหามากกว่านั้น คือ ทันตแพทย์บางรายผ่านประสบการณ์การทำงานมานานหลายสิบปี มีผลงานที่คนไข้ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ต้องมาถูก “ลิดรอนสิทธิ์”ในการประกอบวิชาชีพ เพียงเพราะอาจไม่พร้อม หรือไม่สะดวกต่อการเข้าร่วมสะสมแต้มเพื่อต่อใบอนุญาต สุดท้ายทันตแพทย์ที่มีใบปริญญา อาจต้องกลายเป็น “หมอเถื่อน” เพราะเงื่อนไขเช่นนี้ เป็นเรื่องที่เป็นธรรมแล้วหรือไม่.???

“การที่ทันตแพทย์ต้องลาไปอบรม เพื่อสะสมคะแนน อาจทำให้หน่วยงานหลายแห่งขาดทันตแพทย์โดยเฉพาะในพื้นที่โรงพยาบาลชุมชนห่างไกล ซึ่งทันตแพทย์มีน้อยอยู่แล้ว ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐานน้อยและไม่สะดวก ยิ่งมีการต่ออายุใบประกอบโรคศิลป์ที่ผูกพันการเก็บคะแนน อาจยิ่งส่งผลต่อความไม่สะดวกในการรับบริการของประชาชน เนื่องจากทันตแพทย์ต้องลดเวลาการให้บริการลงเพื่อเก็บคะแนนตามที่ถูกกำหนดให้ทำ และอาจต้องรับภาระค่ารักษาที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ทพ.พิทักษ์กล่าวอีกว่า “คำถาม” ที่เครือข่ายทันตแพทย์ ต้องการ “คำตอบ” เช่น การต่อใบอนุญาตจะต้องมีการอบรมอาชีพก่อนหรือไม่ และนำผลการอบรมดังกล่าวมาใช้พิจารณาเรื่องการต่ออายุหรือไม่, ควรมีการนำเรื่อง “จริยธรรม” มาใช้ประกอบการต่อใบอนุญาตหรือไม่,หากเกิดกรณีถูกพักใบอนุญาต แล้วเมื่อไรจะมีการต่อใบอนุญาตอีกครั้งได้ และกรณีถูกพักใบอนุญาต มีหลักการใดประกอบการพิจารณาให้ต่อใบอนุญาตใหม่อีกครั้ง

กรณีถ้าไปสอบแล้ว “ไม่ผ่าน” ถามว่าประชาชนที่ใช้บริการอยู่กับทันตแพทย์รายนั้นๆ จะทำอย่างไร เพราะทันตแพทย์ประจำกลายเป็น “หมอเถื่อน” ไม่สามารถให้บริการได้อีก ถ้าถูกพักใบอนุญาตจะสามารถขอใบอนุญาตใหม่ได้ภายในกี่ปี อีกทั้งคำนำหน้าว่า “ทันตแพทย์” ยังใช้ได้อีกหรือไม่.???

นี่คือเรื่อง “ปลีกย่อย” ที่ไม่อาจมองข้าม!!!

“ทพ.พิทักษ์”กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาหัวข้อในการอบรม มักเป็นเรื่องของความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่เกิดประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชน และทันตแพทย์มากนักจึงมองว่าน่าจะปรับแก้มาเน้น “เพิ่มพูนความรู้” ให้กับทันตแพทย์อย่างจริงจัง จะไม่ดีกว่าการเน้นผูกพันกับการสะสมคะแนนหรือ.??? ซึ่งนั่นจะทำให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดีขึ้นตามไปด้วย

“ทพ.พิทัพษ์” กล่าวทิ้งท้ายว่า งาน “ทันตกรรม” เป็นงานที่ความเชี่ยวชาญเกิดจากการปฏิบัติงานทั่วไป สั่งสมจนเป็น “ประสบการณ์” ที่ต่อยอดเรื่อยๆ มา ดังนั้น ตนมองว่าใบประกอบวิชาชีพไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่มันอยู่ที่ฝีมือซึ่งผ่านประสบการณ์มามากกว่า ซึ่งตนกล้าพูดได้ว่าประชาชนที่มาใช้บริการ ไม่ได้สนใจที่ใบประกอบวิชาชีพมากนักแต่มองที่ “ฝีมือ” ของทันตแพทย์มากกว่า…

ใบรับรองวิชาชีพที่ดีที่สุดของทันตแพทย์ จึงอยู่ที่ความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ ไม่ใช่กระดาษใบเดียว!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

2 มุม ‘สิทธิ-ความปลอดภัย’ ‘ตาบอดสี’ ขับขี่ยานพาหนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/204724

วันอังคาร ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ตาบอดสี..เป็นภาวะของร่างกายที่มองเห็นสีต่างๆ ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง บทความ “ตาบอดสี” (Color Blindness) เขียนโดย พญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต อธิบายว่า โดยปกติแล้วตาบอดสีมักเป็นภาวะผิดปกติตั้งแต่กำเนิด และมีความรุนแรงในหลายระดับตั้งแต่ ระดับรุนแรงที่สุด คือมองไม่เห็นสีเลย เห็นเป็นภาพขาวดำเท่านั้น เพราะไม่มีเซลล์รูปกรวยอันมีหน้าที่แยกแยะสีต่างๆ ซึ่งมีอยู่ 3 สี ประกอบด้วย แดง เขียว และน้ำเงิน แม้แต่สีเดียว

ระดับปานกลาง คือ เซลล์รูปกรวยอันมีหน้าที่แยกแยะสีสันต่างๆ ซึ่งอยู่ 3 สีข้างต้น ขาดหายไปสีใดสีหนึ่ง ทำให้ตามองไม่เห็นสีนั้นๆ และ ระดับต่ำ คือมีเซลล์รูปกรวยครบทั้ง 3 สี แต่เซลล์บางสีมีจำนวนน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ ทำให้มีอุปสรรคในการแยกเฉดสีต่างๆ อย่างละเอียดอยู่บ้างในชีวิตประจำวัน

ที่ผ่านมา..ผู้ป่วยตาบอดสีมักไม่ได้รับอนุญาตให้ทำกิจกรรมบางอย่าง ที่เห็นได้ชัดคือ “การขับรถ” เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อผู้อื่นที่ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน เพราะอาจแยกแยะสัญญาณไฟจราจรได้ไม่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถออกใบอนุญาตขับขี่ยานพาหนะให้ได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็เกิดคำถามขึ้นเช่นกันว่าเป็นการ “เหมารวม” หรือไม่? เพราะหลายกรณีเป็นการ “กีดกัน” แบบกลายๆ ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน

ที่งานสัมมนาเพื่อเผยแพร่ผลงานการศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัญหาการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมของบุคคลผู้ที่มีอาการตาบอดสี” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อเดือน ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา นายวรากร สุนทรานุรักษ์ ผู้แทนกลุ่มเรียกร้องสิทธิของคนตาบอดสี กล่าวว่า แม้ด้านหนึ่งตนจะเห็นด้วยกับเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่อีกด้านหนึ่งก็อยากให้มี “มาตรฐาน” จากจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มาชี้วัดว่าคนตาบอดสีระดับใดขับรถได้หรือไม่ได้ เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติ

“ถ้าเป็นในเรื่องของความปลอดภัย มีความเห็นด้วยกับกรมการขนส่งฯที่ไม่ออกใบอนุญาตขับขี่ให้ แต่ในฐานะผู้แทนกลุ่มคนตาบอดสีมองว่า เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่ชอบธรรม เพราะไม่สามารถเอาเกณฑ์ไหนมาวัดได้ว่าคนตาบอดสีขับรถไม่ปลอดภัย น่าจะให้มีคนกลางหรือจักษุแพทย์เป็นคนพิจารณารับรองว่าบุคคลเหล่านี้มีความสามารถในการขับรถหรือไม่ ถ้าใช้เกณฑ์ในส่วนนี้ น่าจะมีความชัดเจนกว่า” นายวรากร กล่าว

ขณะที่ นายศิริชัย เจสดุ หัวหน้างานสื่อสารภายใน กองสื่อสารองค์กรการประปาส่วนภูมิภาค ผู้เรียกร้องสิทธิของคนตาบอดสีอีกราย กล่าวเพิ่มเติมว่า ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ได้เคยให้ข้อมูลว่า ผู้ที่มีอาการตาบอดสีจะเห็นสีผิดเพี้ยนไปจากคนปกติ มักมีปัญหาเฉพาะการแยกสีอ่อนๆ ที่อยู่ปะปนกันเท่านั้น แต่ยังสามารถแยกสีสัญญาณไฟจราจรได้ เนื่องจากจะเห็นเป็นสีที่ต่างกัน แม้จะไม่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดเช่นคนปกติก็ตาม ฉะนั้นไม่น่าจะมีปัญหากับการขับรถยนต์ส่วนบุคคล หากจะห้ามก็ควรห้ามเฉพาะรถสาธารณะเท่านั้น

“ผู้ที่มีอาการตาบอดสีจะอาศัยประสบการณ์และข้อมูลอื่นๆ มาช่วยในการแยกสีไฟจราจรร่วมด้วย เช่น ตำแหน่งของไฟสีแดง-เหลือง-เขียว และความสว่างของไฟ จึงไม่น่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับรถ แต่ควรให้สิทธิเฉพาะในการขับรถยนต์ส่วนบุคคลเท่านั้น ไม่ควรอนุญาตให้ขับรถยนต์สาธารณะ ถ้ากรมการขนส่งทางบก ยังเห็นว่าจำเป็นต้องตรวจตาบอดสี ควรทำการทดสอบโดยการให้ดูไฟเขียว-เหลือง-แดง แบบเดียวกันกับไฟจราจรตามท้องถนน ถ้าผู้เข้ารับการทดสอบบอกได้ถูกต้องให้ถือว่าสอบผ่าน” นายศิริชัย ระบุ

ตัวแทนของกลุ่มผู้เรียกร้องสิทธิของคนตาบอดสีรายนี้ กล่าวต่อไปอีกว่า ปัจจุบันนี้มีหลายประเทศทั่วโลกที่ไม่ทำการตรวจตาบอดสีในผู้ที่ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ เนื่องจากมีความเห็นว่าผู้ที่ตาบอดสีสามารถขับรถยนต์ได้ มีเพียงบางประเทศรวมถึงประเทศไทย ที่ยังไม่อนุญาตให้ผู้ที่ตาบอดสีขับรถไม่ว่ากรณีใดๆ โดยอ้างว่าอาจเกิดอุบัติเหตุ

แต่เมื่อไปดูสถิติจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ยกตัวอย่างในปี 2556 ระบุว่า สาเหตุของอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทย ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรม “ซิ่ง-แว้น” หรือการขับขี่ยานพาหนะด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยสูงถึงร้อยละ 77.48 ส่วนสาเหตุจากพฤติกรรมฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร มีเพียงร้อยละ 1.15 เท่านั้น ซึ่งในข้อนี้หากแยกเฉพาะจากภาวะตาบอดสีก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก

“วิธีที่ถูกต้องและเห็นผลได้ดีที่สุดในการลดอุบัติเหตุ คือ การควบคุมการใช้ใบขับขี่เป็นหลัก ไม่ใช่เน้นที่การควบคุมการออกใบขับขี่ เพราะการทดสอบเพื่อขอใบขับขี่ที่ยากขึ้น จะมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนโดยตรง หรือกระทบต่อผู้ที่มีอาการตาบอดสี จึงควรมีการทดสอบที่น่าเชื่อถือ เหมาะสมเพียงพอ และเป็นธรรม ไม่ควรตัดสิทธิถ้ายังไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจน 100 เปอร์เซ็นต์

ควรใช้การกำหนดเงื่อนไขในการใช้ใบขับขี่จะดีกว่า เพื่อให้เขาได้มีโอกาสฝึกฝนและพิสูจน์ความสามารถในการขับขี่บนถนนจริง ถ้าครบกำหนดแล้วไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุก็ยกเว้นเงื่อนไข แต่ถ้าทำให้เกิดอุบัติเหตุก็ต้องลงโทษตามความเหมาะสมต่อไป แบบนี้จึงจะเป็นการควบคุมดูแลที่ถูกต้องและเป็นธรรม” นายศิริชัย ฝากทิ้งท้าย

ในอดีตการห้ามคนตาบอดสีขับขี่ยานพาหนะอย่างเด็ดขาด อาจเป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้เพราะในขณะนั้นเทคโนโลยีทางการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้า แต่ยุคปัจจุบันที่ค้นพบแล้วว่าภาวะตาบอดสีมีหลายประเภท และบางประเภทอาการก็ไม่รุนแรงถึงขั้นเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน

ดังนั้นเกณฑ์การพิจารณาควร “ปรับเปลี่ยน” บ้างหรือไม่?!!!
วิภาดา มาลีหวล
SCOOP@NAEWNA.COM