หลักสูตร‘Smart Patrol’ ติดเขี้ยวเล็บ‘ผู้พิทักษ์ไพร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/202942

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.

บรรยากาศการฝึกหลักสูตร Smart Patrol 6-10 ก.พ. 2559

“พอมาฝึกที่นี่ครูฝึกจะบอกขั้นตอนเตรียมตัวก่อนเข้าชาร์จ เมื่อก่อนพอเจอผู้กระทำผิดก็อาศัยแบบลูกทุ่งๆ เข้าไปเลย อันนี้จะมีโอกาสโดนยิงสวนมา ผมก็เห็นใจเพื่อนร่วมงานหลายๆ คน ถ้าเขาได้มาฝึกตรงนี้ก็คงเซฟตัวเองได้ โครงการนี้จัดมา 6 ปี ผมก็มาฝึกทั้ง 6 ปี ทำไมต้องมาฝึกซ้ำๆ มันก็เหมือนมีดแหละครับ มันต้องลับอยู่บ่อยๆ”

สมหมาย ขันตรี เจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานแห่งชาติคลองลาน ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับงานพิทักษ์ป่ามาแล้วถึง 22 ปี บอกเล่ากับผู้สื่อข่าวว่า หากย้อนไปดูในอดีต เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามักจะทำงานกัน “แบบบ้านๆ” อาศัยความกล้าบ้าบิ่นและใจถึงส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว หากครั้งไหนสามารถจับกุมผู้ลักลอบตัดไม้หรือผู้ลักลอบล่าสัตว์ได้ก็ถือว่าโชคดีไป

แต่หากวันไหนเคราะห์ร้าย..ความสูญเสียถึงชีวิตก็มาเยือน!!!

“สกู๊ปหน้า 5” มีโอกาสได้เข้าร่วมชมการฝึกหลักสูตร เทคนิคการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) ณ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ 4 (แม่เรวา) อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ต.แม่เลย์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ระหว่างวันที่ 6-10 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งการฝึกครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จาก3 อุทยานแห่งชาติเข้าร่วม รวม 45 นาย ประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ 15 นาย อุทยานแห่งชาติคลองลาน 15 นาย และอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า 15 นาย

ภารกิจของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าไม้และอุทยานแห่งชาติมีหลากหลาย ทั้งการลาดตระเวนตรวจตราพื้นที่ป่าเพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่า สนับสนุนงานศึกษาวิจัยของหน่วยงานต่างๆ เพื่ออนุรักษ์พันธุ์พืช สัตว์ป่า และระบบนิเวศน์ รวมถึงดูแลนักท่องเที่ยวผู้มาพักผ่อนในอุทยานแห่งชาติ หลักสูตรที่เหมาะสมจึงควรมีลักษณะ “ยืดหยุ่น” มีทั้งไม้นวมและไม้แข็ง เน้นการเจรจาและควบคุมมากกว่าการทำลายล้าง จึงเลือกใช้หลักสูตรที่ประยุกต์มาจาก “กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน” (ตชด.) ที่มีนิยามของหน่วยว่า..

“สู้รบได้อย่างทหาร-ปราบปรามโจรผู้ร้ายได้อย่างตำรวจ-ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างข้าราชการพลเรือน”!!!

เจ้าหน้าที่ ตชด.รายหนึ่งผู้รับหน้าที่เป็นครูฝึกศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ยกตัวอย่างกรณีนักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนยังอุทยานแห่งชาติ บางรายอาจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ส่งเสียงดังในเวลากลางคืนอันเป็นการรบกวนธรรมชาติ หรือนำเครื่องดื่มมึนเมามาดื่มในพื้นที่อุทยาน ซึ่งล้วนเป็น “ข้อห้าม” ตามกฎหมาย ทว่าเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตักเตือน นักท่องเที่ยวบางคนอาจทำตัว “กร่าง” เข้ามาจะหาเรื่องทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตอบโต้แบบรุนแรงได้ เพราะ “ภาพลักษณ์” จะออกมาไม่ดี แม้ต้นสายปลายเหตุเจ้าหน้าที่จะไม่ใช่ฝ่ายผิดเลยก็ตาม

ยุทธวิธีของตำรวจ..จึงเหมาะสมกับลักษณะงานลักษณะนี้!!!

ด้าน ด.ต.สุริยันต์ จันทนาม ผู้บังคับหมู่กก.2 บก.กฝ. กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนครูฝึกอีกรายกล่าวว่า อาชีพเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าไม้และอุทยานแห่งชาติ ถือเป็นงานที่ต้อง “ใจรัก” จริงๆ เท่านั้นจึงจะทำได้ หลายคนอยู่ในหน่วยได้ไม่นานเนื่องจากข้อจำกัดทั้งด้านรายได้ สวัสดิการ ตลอดจนสภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เมื่อเทียบกับภาระงานที่ทั้งหนักและเสี่ยงภัย โดยเฉพาะบางพื้นที่ที่ “ล่อแหลม” เพราะมีความต้องการของป่าเป็นพิเศษ เช่น ไม้พะยูง ไม้มะค่า ไม้หอม หรือสัตว์ป่าอย่างเสือ หมี ตัวนิ่มและอื่นๆ

ซึ่งมี “ใบสั่ง” มาจากต่างแดน…และบางครั้งก็มี “กลุ่มติดอาวุธ” คุ้มกัน!!!

ด.ต.สุริยันต์ย้ำว่า การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุกรุ่น จะเน้นไปที่การสังเกตและประเมินสถานการณ์ หลักสำคัญที่ต้องจดจำ คือ “เพราะเรื่องจริงไม่เหมือนในหนัง” หากดูแล้วฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียเปรียบฝ่ายผู้กระทำผิดทั้งจำนวนคนและอาวุธ ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเข้าจับกุม เพื่อจะได้ไม่เกิดความสูญเสียโดยไม่จำเป็น

“หลักสูตรของเราเน้นให้คิดเป็นแก้ปัญหาได้ เอาตัวรอดได้ กลับมาได้พร้อมข้อมูล เราไม่จำเป็นต้องไปไล่ล่าให้ได้ วันนี้จับไม่ได้ไม่เป็นไร วันหน้าเดี๋ยวมันก็มาอีก เราก็ดักรอ หลักสูตรก็มีการต่อยอดมาเรื่อยๆ เคลื่อนที่ยังไง ล้มตัวยังไง ใช้ปืนยังไง แต่ก็มีข้อจำกัดคือเจ้าหน้าที่ป่าไม้มีการเปลี่ยนบ่อยๆ คนที่อยู่ตรงนี้ได้นานคือคนที่รักจริงๆ” ด.ต.สุริยันต์ ระบุ

สำหรับหลักสูตรเทคนิคการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน
อาทิ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.), บี.กริม (B.Grimm), กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) เป็นต้น ซึ่งผู้เข้ารับการฝึกจะได้เรียนรู้การใช้แผนที่ เข็มทิศและระบบแจ้งพิกัดผ่านดาวเทียม (GPS),ยุทธวิธีการเคลื่อนที่ลาดตระเวน ตรวจค้นและจับกุม, การใช้อาวุธปืนทั้งเวลากลางวันและกลางคืน, การต่อสู้ป้องกันตัวระยะประชิดทั้งมือเปล่าและขณะถืออาวุธ โดยมุ่งหวังให้นำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับสมาชิกคนอื่นๆ ในหน่วยต่อไป

อย่างไรก็ตาม..สิ่งที่จำเป็นในระยะยาว คือการทำให้หลักสูตรมีความต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุกคนได้รับการฝึกอย่างทั่วถึง รวมถึงปฏิรูประบบรายได้ สวัสดิการตลอดจนจัดหายุทโธปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีขวัญกำลังใจในการทำงาน

สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่าง “ปลอดภัย” และ “มีประสิทธิภาพ”!!!

คิดต่างอย่าง‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ ‘สันติประชาธรรม’แบบสามัญชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/202753

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์”…

ถือเป็น “ปูชนียบุคคล” ของประวัติศาสตร์ไทย “ลูกจีน” ผู้นี้ ยึดมั่นใน “คำสอนของแม่” ที่ว่าเกิดเมืองไทย อยู่เมืองไทย ต้องเป็นไทย ต้องจงรักภักดีต่อไทย ทำให้“สามัญชน” คนธรรมดาอย่าง “อาจารย์ป๋วย” กลายเป็นวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งขบวนการ “เสรีไทย”

“อาจารย์ป๋วย” ยังเป็น “ต้นแบบ” ในฐานะข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา กล้าทักท้วงรัฐบาลใน“ยุคเผด็จการ” หรือจะเป็นด้านเศรษฐกิจก็ได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็น “ผู้ว่าการแบงก์ชาติ” ที่เป็น “ไอดอล” ของคนในแวดวงการเงินการธนาคาร อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจาก สเตฟาน คอลินยองส์นักวิชาการร่วมสมัยชาวเยอรมันว่าเป็น “บิดาของเมืองไทยสมัยใหม่” ในฐานะผู้วางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และปี 2558 ได้รับการยกย่องจาก“องค์กรยูเนสโก” ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

ด้วยความซื่อสัตย์ และยืนหยัดใน “อุดมการณ์” ทำให้ผู้คนระลึกถึง และหยิบยกเรื่องราว แนวคิดของ “อาจารย์ป๋วย”มาเป็นกรณีศึกษาในหลายแง่มุม…วันเสาร์ที่6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา “กองทุนทำบุญวันเกิด” แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเสวนา “คิดต่างอย่างสร้างสรรค์มุ่งมั่นสันติประชาธรรม” ในโอกาส “100 ปีชาตกาลอาจารย์ป๋วย” เพื่อถ่ายทอดความคิดเชิงสร้างสรรค์ของสามัญชนคนต้นแบบผู้นี้

“รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สะท้อนมุมมองของ “อาจารย์ป๋วย” ผ่านเวทีเสวนาว่า แนวคิดของอาจารย์ป๋วยต่างจากบุคคลอื่นๆ 3 เรื่อง คือ 1.“การพัฒนาชนบท” โดยช่วงที่ประเทศไทยเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2504 อาจารย์ป๋วย
มีส่วนร่วมขับเคลื่อนจนประสบความสำเร็จ ช่วยให้ประเทศเกิดความ “มั่งคั่ง” ผ่านแนวคิดที่ว่าประเทศไทยขณะนั้น มุ่งแต่เรื่องภาคอุตสาหกรรม จนมองข้าม “ภาคชนบท” และสิ่งที่เป็นนัยสำคัญของการพัฒนาชนบท คือ ความเหลื่อมล้ำของรายได้ ซึ่งอาจารย์ป๋วยเป็นคนแรกๆที่เตือนให้นึกถึงเรื่องนี้

“อาจารย์ป๋วยเตือนว่าคนรวยถูกสาป ทำให้มองไม่เห็นคนตัวเล็กๆ คิดแต่เรื่องผลประโยชน์ นี่จึงเป็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมไทย”

2.“ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองเท่านั้น แต่อาจารย์ป๋วยกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ครั้งหนึ่งอาจารย์ป๋วย ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งคณบดีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ลาไปทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ได้เขียน “จดหมายประวัติศาสตร์” ขึ้นมาฉบับหนึ่ง คือ จดหมายของ “นายเข้ม เย็นยิ่ง” เรียนนายทำนุ เกียรติก้อง ผู้ใหญ่บ้านไทยเจริญ เรียกร้องให้ “จอมพลถนอม กิตติขจร” เร่งจัดทำรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว หลังทำรัฐประหารยึดอำนาจตัวเองในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514

ในจดหมายฉบับนั้น อาจารย์ป๋วยหรือ “นายเข้ม เย็นยิ่ง”กล่าวถึงระบบการเมืองในอุดมคติของท่าน คือระบบการเมืองที่ยึดถือ “หลักประชาธรรม” นั่นคือ สามารถยึดกติกาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งดีกว่า และทำให้เจริญกว่าที่จะปกครองกันตามอำเภอใจของคนไม่กี่คน กับเปิดช่องให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองหมู่บ้านได้โดยสันติวิธี นอกจากนี้ยังเตือนสติ “ผู้ใหญ่ทำนุ เกียรติก้อง” หรือจอมพลถนอม ให้เห็นถึงคุณค่าของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และการแสดงออกของประชาชน และอย่าได้หลงประเมินสถานการณ์ผิด จากเปลือกนอกแห่งความสงบเรียบร้อยราบคาบที่ฉาบเคลือบสังคมอยู่

“นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องประชาธิปไตยที่กระจายไปทั่ว ความกล้าหาญทางจริยธรรมของท่านภายใต้แนวคิดที่ว่าถ้าทำโดยไม่เกรงกลัวด้วยตำแหน่งแล้ว ย่อมทำสิ่งใดที่ถูกต้องได้เสมอ ทำให้คนอื่นๆ ตื่นตัวตามไปด้วย นั่นคือสิ่งที่อาจารย์ป๋วยทำมาโดยตลอด คือ กล้าหาญที่จะปฏิเสธกล้าหาญที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่ทำและไม่ได้ทำ”

3.“คิดนอกกรอบ” ครั้งที่อาจารย์ป๋วยรับหน้าที่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้พัฒนา “เศรษฐศาสตร์” ด้วยการรับสมัครบัณฑิตทุกสาขาวิชาและทุกสถาบันเข้ามาเป็นครู เพราะตระหนักว่านักเศรษฐศาสตร์จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปข้างหน้า

ขณะที่ “รศ.ประนอม โฆวินวิพัฒน์” คณะกรรมการบริหารกองทุนวันเกิดกับธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย” เป็นหนึ่งในมรดกที่อาจารย์ป๋วยสร้างไว้ให้ “ชาวธรรมศาสตร์” เพราะเป็นการนำนักศึกษาเข้าไปเชื่อมโยงกับชนบท ซึ่งถูกละเลยจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยอาจารย์ป๋วยเป็นผู้ริเริ่มนำบัณฑิตอาสาสมัครไปดูว่าชนบทนั้นเป็นอย่างไร กรุงเทพฯไม่ใช่จุดศูนย์กลางของประเทศ แต่ยังมีอีกหลายๆ แห่งที่ยังยากไร้

“อาจารย์ป๋วยปลูกฝังพวกเราชาวธรรมศาสตร์ว่าเด็กจะต้องมีอาหาร มีเครื่องนุ่งห่ม มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยากเรียนหนังสือต้องได้เรียนคนหิวน้ำก็ควรได้ดื่มน้ำจากบ่อน้ำ คนที่อยากเรียนหนังสือก็ควรได้เรียนหนังสือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เกิดขึ้นด้วยหลักการของท่านที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน และเพื่อความเสมอภาค”

ด้าน “น.ส.รสนาโตสิตระกูล” อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ถ่ายทอดความประทับใจที่มีต่ออาจารย์ป๋วย ว่า ช่วงที่อาจารย์ป๋วยเป็นอธิการบดี คือ “ยุคหลัง14 ตุลาฯ” สิ่งที่อาจารย์ป๋วยพูดบ่อยที่สุด คือ “อุดมคติ” ซึ่งเป็นใจกลางสำคัญของเรื่อง “สันติประชาธรรม” ท่านพูดถึงเรื่อง “ความจริง ความดี และความงาม”ทั้ง 3 คำนี้เป็นคุณธรรมสำหรับคนที่จะเป็นมนุษย์ และก่อนที่เราจะไปเป็นอะไรก็ตามเราต้องเป็น “มนุษย์” ก่อน ถ้าเราเป็นมนุษย์แล้วเราจะไปเป็นอะไรก็ได้ทั้งหมด ซึ่งปัญหาสังคมขณะนี้ คือ สอนให้เราเป็นอะไรก็ได้ทั้งหมด แต่ไม่สอนให้เราเป็น “มนุษย์ที่มีอุดมคติ” แต่อุดมคติจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมี “สิทธิและเสรีภาพ”

“รสนา” กล่าวอีกว่า กว่า 5 ทศวรรษ ที่อาจารย์ป๋วยบริหารในเชิงเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว และยืนหยัดมาได้อย่างมั่นคง แต่ภายหลังท่านอายุ 60 ปีท่านรู้สึกเสียดายที่ในอดีตสนใจแต่เศรษฐกิจ จนไม่ได้สนใจเรื่อง “ความยุติธรรม” ท่านจึงหันมาให้ความสนใจเรื่องการพัฒนาชนบท หลังจากนั้นอาจารย์ป๋วยได้ก่อตั้ง“มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “เอ็นจีโอ” เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน โดยยึดหลักการของอาจารย์ป๋วยที่ว่า…“การได้มาในสิ่งที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังความรุนแรงเสมอไป “ความสันติ” ต่างหากที่เป็นหนทางที่สร้างสรรค์ การอยู่ร่วมกันในสังคม”

นี่คือหลักคิดของสามัญชนคนธรรมดาอย่าง“อาจารย์ป๋วย” ที่ผู้คน หรือผู้นำสมควรยึดเป็น “ต้นแบบ”…

SCOOP@NAEWNA.COM

 

แจง ‘ใช้งบ’ ต่อสาธารณะ หนทาง ‘แก้โกง’ อย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/202563

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ยังคงต้อง “เดินหน้า” ต่อไปกับการต่อต้าน “คอร์รัปชั่น” เพราะแม้ล่าสุดผลการจัดอันดับประจำปี 2558 โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ไทยจะอยู่ในอันดับ 76 ดีขึ้นกว่าปี 2557 ที่อยู่ในอันดับ 85 ทว่าเมื่อดูอย่างละเอียด พบว่าในปี 2558 ไทยได้ 38 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน เท่ากับคะแนนเมื่อปี 2557 ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่ประเทศไทยมีอันดับความโปร่งใสดีขึ้น เพราะการจัดอันดับปี 2558 มีประเทศเข้าร่วมทั้งหมด 168 ประเทศทั่วโลก น้อยกว่าปี 2557 ที่มีทั้งหมด 175 ประเทศทั่วโลก

สรุปง่ายๆ “ไทยได้คะแนนเท่าเดิม แต่อันดับดีขึ้นเพราะมีประเทศเข้าร่วมจัดอันดับน้อยลง”!!!

ที่งานเสวนา “ชนะแน่ หรือ แพ้แท้จริงกับการโกงชาติ” 4 ก.พ. 2559 ณ โรงแรมดุสิตธานี แยกศาลาแดง กรุงเทพฯ รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า หากจะขับเคลื่อนงานต่อต้านคอร์รัปชั่นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยตัวชี้วัดที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence Based) มากกว่าหลักฐานเชิงประสบการณ์ (Perception/Situation Based)

เพราะผู้ตอบแบบสอบถามมีประสบการณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกัน ในช่วงเวลาแตกต่างกัน ยากที่จะนำมาเป็นเครื่องมือชี้วัดผลสำเร็จของงานต่อต้านคอร์รัปชั่นได้อย่างถูกถ้วน อนึ่ง..ปัจจุบันก็มีแนวทางแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นที่ได้ผลดี หากแต่ไม่ค่อยถูกนำมาใช้มากนัก

นั่นคือการเปิดเผย “ข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐ” ต่อสาธารณะ..ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์!!!

ดร.วรากรณ์กล่าวต่อไปว่า โครงการดังกล่าวเกิดจากมติที่ประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ครั้งที่ 5/2558 เมื่อ 13 ก.ค. 2558 ดำเนินงานด้วยความร่วมมือระหว่าง กรมบัญชีกลาง และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) ปัจจุบัน มีชุดข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างจากหมวดงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ 500 ชุดข้อมูลที่มาจาก 100 กรมทั่วประเทศ ที่จะมีการแสดงสถานะล่าสุดทุกเดือน

“ข้อมูลที่มีการเปิดเผยเหล่านี้ จะเป็นเพียงแค่ข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์หากไม่มีการนำไปใช้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ผมขอเสนอให้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น และสถาบันส่งเสริมกรรมการบริษัทไทยได้ร่วมกันจัดอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนผู้สนใจในเรื่องนี้ ในยุโรปการบริหารจัดการข้อมูลลักษณะนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นต้นทางในการติดตามตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น” ดร.วรากรณ์ กล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของ นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ที่ย้ำว่า การเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นเครื่องมือในการทำให้เกิดความโปร่งใส สามารถใช้เป็นหลักฐานการขับเคลื่อนงานต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งขณะนี้แม้ทางภาครัฐได้มีมาตรการในการเปิดเผยข้อมูลแล้ว แต่ยังมีอุปสรรคด้านความพร้อมของแต่ละหน่วยงาน

“การเปิดเผยข้อมูลนี้เอื้อให้สื่อมวลชนสามารถนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน ช่วยทำหน้าที่เปิดโปงและลดการทุจริตคอร์รัปชั่นที่วัดผลได้เช่นกัน เพราะถึงวันนี้สื่อมวลชนยังมีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลอันเนื่องจาก พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข” นายประมนต์ ระบุ

ด้าน ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นให้ได้ผลเป็นรูปธรรม ภาคส่วนต่างๆ ต้องทำงานสนับสนุนร่วมกัน ซึ่งขณะนี้ดูเหมือนว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนกำลังมีความก้าวหน้าไปตามลำดับ แต่ภาครัฐกับภาคประชาชนที่ยังมีช่องว่างอยู่

จึงจำเป็นต้องมี “องค์กรกลาง” ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือของทุกฝ่าย!!!

“แผนงานที่องค์กรต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา ในปี 2559 ยังคงเน้นยึดหลัก 3 ป. ได้แก่ ปลูกฝัง ป้องกัน และเปิดโปง ซึ่งได้สร้างกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้นตามแนวโน้มการตื่นตัวของประชาชนในเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลในการผลักดันกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใสยิ่งขึ้น

มีการบังคับใช้กฎหมายให้จริงจัง เช่น การผลักดันออกพระราชบัญญัติ สถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา ผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังทำบรรจุสาระสำคัญเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชั่น การสนับสนุนรัฐบาลในการปราบปรามการโกงชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมหรือองค์กรบริหารจัดการ” นักวิชาการจาก TDRI ฝากทิ้งท้าย

เคยมีผู้กล่าวว่า “คอร์รัปชั่นก็เหมือนกับภูตผีปีศาจ เพราะชอบอยู่ในความมืดและมีอิทธิฤทธิ์ในที่มืด แต่จะหวาดกลัวและเสื่อมอำนาจลงเมื่อเจอแสงสว่าง” ฉะนั้นการนำข้อมูลการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐออกมาเปิดเผยให้สังคมรับรู้ย่อมลดโอกาสที่จะเกิดการทุจริตลงได้มาก จึงอยากให้ “รัฐบาล คสช.” เร่งวางรากฐานกระบวนการดังกล่าวให้เรียบร้อย ก่อนที่ “โรดแมป” จะสิ้นสุดลง

เพื่อให้ปีต่อๆ ไป อันดับและคะแนนความโปร่งใส..จะได้ “ดีขึ้นจริงๆ จังๆ” กว่าที่เป็นอยู่!!!

อันดับความโปร่งใสประจำปี 2558 ในกลุ่มชาติประชาคมอาเซียน

ที่มา : http://www.transparency.org

วิภาดา มาลีหวล

SCOOP@NAEWNA.COM

‘เซลฟี่’เทรนด์ฮิตออนไลน์ คิดก่อนทำ..‘มีสติ-ไม่ละเมิด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/202347

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ซ้าย : คำชี้แจงจากหญิงสาวที่ถ่ายภาพเซลฟี่ในงานศพ “ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์”
ขวา : หลังคาที่กระเบื้องแตก ทำให้วัยรุ่นที่ขึ้นไปถ่ายภาพเซลฟี่ตกลงมาบาดเจ็บสาหัส

กลายเป็น “ค่านิยมแห่งยุคสมัย” ไปแล้วกับ “เซลฟี่” (Selfie) หรือการถ่ายรูปตนเองไม่ว่าจะไปที่ไหน-อยู่ในเหตุการณ์ใด สิ่งที่เห็นได้ชินตาคือ 1.หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดกล้องด้านหน้า 2.นำใบหน้าของตนไปประชิดติดกับจุดเด่นของเหตุการณ์หรือสถานที่นั้นๆ แล้วกดชัตเตอร์ และ 3.โพสต์ขึ้นพื้นที่ออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค อย่างรวดเร็ว

แล้วรอลุ้นว่า..จะมีคน ไลค์ (Like) แชร์ (Share) หรือมีคนมาสรรเสริญเยินยอมากน้อยแค่ไหน!!!

ทว่าบ่อยครั้งที่พฤติกรรมการเซลฟี่ทำกันอย่างไม่เหมาะสม หมิ่นเหม่ทั้งกฎหมายบ้าง ศีลธรรมบ้าง หรือไม่ถูกกาลเทศะบ้าง อย่างไม่นานนี้กับกรณีงานศพของพระเอกดัง “ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์” ที่หญิงสาวรายหนึ่งถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการไปถ่ายรูปเซลฟี่คู่กับภรรยาและลูกสาวของดารารายนี้ซึ่งยังอยู่ในอารมณ์โศกเศร้าเสียใจ แม้หญิงสาวรายนี้จะยืนยันว่าภาพดังกล่าวถ่ายหลังพิธีสวดศพเสร็จสิ้นอีกทั้งได้ขออนุญาตเพื่อถ่ายรูปแล้วก็ตาม

หรือในหลายกรณี พฤติกรรมเซลฟี่ได้นำไปสู่ “อุบัติเหตุ”มีการบาดเจ็บล้มตาย เช่นที่สหรัฐอเมริกา หญิงสาวรายหนึ่งขับรถเก๋งไปชนกับรถบรรทุกที่แล่นสวนมา ส่งผลให้เธอเสียชีวิตคาที่ จากการสืบสวนพบว่าก่อนเกิดเหตุเธอหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปเซลฟี่ ทำให้หักหลบรถที่แล่นสวนมาไม่ทัน, ที่อินเดีย ชายหนุ่ม 3 คน ไปยืนบนรางรถไฟเพื่อจะถ่ายรูปเซลฟี่โดยให้ขบวนรถไฟเป็นฉากหลัง ทำให้ถูกรถไฟที่แล่นมาด้วยความเร็วสูงชนจนเสียชีวิต หรือล่าสุดที่บ้านเราใน จ.ชลบุรี วัยรุ่นรายหนึ่งลอบปีนขึ้นไปเซลฟี่บนหลังคาห้าง ก่อนพลัดตกลงมากระแทกพื้นบาดเจ็บสาหัส

มุมมองด้านจิตวิทยา ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรมที่ปรึกษาโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวถึงปรากฏการณ์เซลฟี่ที่นับวันจะแปลกและพิสดารว่า เป็นเพราะยุคสมัยนี้“คนเหงากันมากขึ้น” จากกิจกรรมประจำวันที่ “ซ้ำซากจำเจ”แต่ละคนจึงต้องแสวงหาอะไรบางอย่างที่มัน “แปลกและแตกต่าง” จากคนอื่นออกไป และเพราะภาวะสังคมเหงานี่เอง ผู้คนจึงมองว่า “ความสุขคือความสนุก”ต้องมีสีสันฉูดฉาด มีเสียงดังอึกทึก มีเรื่องราวตื่นเต้นโลดโผน

ซึ่งไปกันได้ดีกับสื่อออนไลน์..ที่กระตุ้นอัตตา “ตัวฉัน-ของฉัน” ปลุกเร้าจนเสพติด “คำชม-เสียงเชียร์”!!!

“ทุกวันนี้สังคมมันซึมเศร้าเพราะต้องทำงานจำเจซ้ำๆ คนก็เลยต้องการทำอะไรแปลกๆ เสี่ยงๆ ก็เหมือนคนเล่นการพนัน ทั้งที่รู้ว่าโอกาสชนะมีน้อยแต่ก็ยังเล่นเพราะแก้ซึมเศร้าดีกว่าอยู่เฉยๆ เซลฟี่ก็เหมือนกัน คนอยู่คนเดียวมันเหงาก็อยากโชว์ ก็ไปอยู่ริมหน้าผา อยู่บนรางรถไฟ มันแย่ตรงที่สังคมไปกระตุ้นให้คิดว่าความสุขคือความสนุก มีเยอะที่ถ่ายออกมา เสพยาเสพติดบ้าง ซิ่งมอเตอร์ไซค์บ้าง ภาพเกี่ยวกับเซ็กส์บ้าง แล้วเอามาลงในเฟซบุ๊ค เอามาโชว์กัน

ตรงนี้เป็นสัญลักษณ์ของสังคมเหงาเพราะเขาไม่มีตัวตนทุกวันนี้ทุกคนต้องการเป็นคนเด่นคนดัง ก็เลยหลงผิดกันเต็มไปหมด บางส่วนก็มาหลอกว่าเก่งอย่างโน้นเท่อย่างนี้ พอยิ่งกดไลค์มากเท่าไรก็ยิ่งทำหนักขึ้นไปใหญ่ ที่สังคมมันเพี้ยนเพราะเราไปคิดว่าความสุขคือความสนุก อย่างคนขี่มอเตอร์ไซค์ ทั้งบิ๊กไบค์และเด็กแว้น ขี่ไปก็ยังถ่ายรูปตัวเองไปแล้วคิดว่าเท่ สังคมมันเพี้ยนไปหมดเพราะไม่รู้ว่าความสุขคือความสงบ”

ดร.วัลลภ กล่าว และย้ำว่า 2 หน่วยงานภาครัฐด้านสังคมอย่าง “กระทรวงวัฒนธรรม-กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” ต้องทำงานเชิงรุกด้านการส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมให้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เห็นการขับเคลื่อนงานดังกล่าวเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับกระแส “บริโภคนิยม” ที่ภาคธุรกิจต่างๆ ลงทุนทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์กระตุ้นความอยากได้อยากมี หวังให้ซื้อสินค้าและบริการของตน

ขณะที่ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC)กล่าวเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์เซลฟี่ที่เห็นได้ทั่วไปขณะนี้ มาจากความต้องการแสดงตัวตนเพื่อเรียกร้องให้ผู้อื่นสนใจผ่านการกดไลค์กดแชร์ ก่อเกิดเป็นการโพสต์ภาพตนเองในอิริยาบถแปลกๆ ทำให้หลายครั้งละเลยไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยต่อตนเองและผู้อื่น รวมถึงเรื่องของกาลเทศะ

อย่างไรก็ตาม..นักวิชาการด้านสื่อรายนี้ ก็ยังเชื่อว่าในอนาคตทุกอย่างน่าจะเข้าที่เข้าทาง เพราะที่ผ่านมาคนในสังคมเองก็มีการว่ากล่าวตักเตือนกันโดยตลอด หากพบว่าใครมีพฤติกรรมเซลฟี่แบบไม่เหมาะสม แต่ในขณะนี้เป็น “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ที่สังคมจะต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน ส่วนการจะไปห้ามไม่ให้ทำเลยคงทำได้ลำบาก จึงฝากถึงผู้นิยมเซลฟี่ทั้งหลาย ให้ยึดหลัก 3 ประการ ที่ว่า..

“ปลอดภัย-ถูกกาลเทศะ-ไม่ละเมิด”!!!

“เรื่องเซลฟี่ถ้าจะไปห้ามก็คงทำไม่ได้ ก็อยากจะให้คำนึง เรื่องแรกคือความปลอดภัย ทั้งตัวคนถ่ายภาพเองและคนรอบข้าง เช่น ไม่ไปเซลฟี่กลางถนน หรือขณะขับรถ หรือในจุดที่อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อตัวเองและคนอื่นได้ สองคือเรื่องของกาลเทศะ ดูความเหมาะสมในสถานที่ เคารพสถานที่ บางที่ที่เขาต้องการความสงบ เช่นในวัด หรือสถานที่ที่มีเรื่องของศรัทธาเข้ามาเกี่ยวก็ต้องพึงระวังด้วย และสามคือไม่ไปละเมิด เช่น ไม่ไปถ่ายภาพในพื้นที่ต้องห้าม หรือพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น อย่างการบุกเข้าไปถ่ายในบ้านร้างตึกร้าง” อาจารย์มานะ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

ฟื้นฟู‘ลำห้วยคลิตี้’ ฝันนี้ชาวบ้านยังคงรอ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/202187

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
บ้านคลิตี้..หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่นี้ถูกยกเป็นกรณีศึกษา “บทเรียนราคาแพง” ของการทำอุตสาหกรรมแบบ “มักง่าย” ไม่มีระบบป้องกันกากของเสียรั่วไหลสู่ชุมชนภายนอก ส่งผลให้แร่ตะกั่วจำนวนมากไหลลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้ชาวบ้านที่ใช้น้ำในลำห้วย ต้องเจ็บป่วยและเสียชีวิตไปหลายราย

วันนี้แม้การต่อสู้ทวงถามความเป็นธรรมของชาวบ้านคลิตี้ ที่บางคนเรียกว่าเป็น “มหากาพย์” เพราะกินเวลายาวนานหลายสิบปีจะสิ้นสุดลง ประการหนึ่งคือบริษัทที่ลักลอบปล่อยกากตะกั่วลงแหล่งน้ำได้ปิดกิจการไปแล้ว กับอีกประการหนึ่ง ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อ 10 ม.ค. 2556 ให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้และชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวบ้าน

ทว่าพวกเขายังต้องรอต่อไป..เมื่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่มีความชัดเจน!!!

ล่าสุด ปลายเดือน ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา มีการแถลงข่าวความคืบหน้าของโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ณ กรมควบคุมมลพิษ นายสุรพงษ์ กองจันทึก นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนและกลุ่มชาติพันธุ์ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปัจจุบันชาวบ้านคลิตี้ล่างก็ยังได้รับผลกระทบอยู่ เนื่องจากน้ำและสัตว์น้ำมีค่าปนเปื้อนสารตะกั่วยังเกินมาตรฐาน ยังต้องแนะนำกับชาวบ้านว่าพื้นที่ไหนปนเปื้อนสารตะกั่วบ้าง

นายสุรพงษ์กล่าวว่า วันนี้สิ่งที่ชาวบ้านรอคอย คือจะทำอย่างไรให้ลำห้วยคลิตี้กลับมาใช้อุปโภคบริโภคได้ดังเดิม ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของชาวคลิตี้ หรือชาว จ.กาญจนบุรี เท่านั้น แต่เกี่ยวข้องมาถึง “กรุงเทพฯ” เพราะลำห้วยแห่งนี้ เชื่อมโยงกับแหล่งผลิตน้ำประปาสำหรับอุปโภคบริโภค อย่างคลองมหาสวัสดิ์

“หากไม่เร่งฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ น้ำในลำห้วยคลิตี้ที่ปนเปื้อนสารตะกั่วไหลลงสู่แม่น้ำแม่กลอง ซึ่งน้ำจากแม่น้ำแม่กลองที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้ผันลงสู่คลองมหาสวัสดิ์ เพื่อเป็นน้ำดิบที่นำไปผลิตน้ำประปาให้คนฝั่งธนบุรี และคนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาใช้ ซึ่งคนกรุงเทพฯ และปริมลฑลอาจจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน และถ้าเราดูแลเรื่องนี้ไม่ดี สารตะกั่วปนเปื้อนจากแม่น้ำแม่กลองก็อาจจะไหลลงสู่อ่าวไทย หากดำเนินการช้าเท่าไรผลกระทบต่อสังคมไทยมันจะยิ่งสูงขึ้น” นายสุรพงษ์ ระบุ

ขณะที่ฝั่งหน่วยงานผู้รับผิดชอบ นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ล่าสุดทางกรมควบคุมมลพิษ
ได้รับงบประมาณปี 2559 เป็นเงิน 593 ล้านบาท ในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ และน่าจะเริ่มโครงการได้ในเดือนเมษายน 2559 นี้งบประมาณส่วนนี้ใช้เวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2561

แผนการเบื้องต้น..อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ขณะนี้มีตะกอนที่ต้องจัดการในช่วงแรกประมาณ 4 หมื่นคิว โดยการดูดตะกอนที่มีการปนเปื้อน ส่งไปฝังกลบให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลเพื่อไม่ให้รั่วไหลลงสิ่งแวดล้อมอีก และจะสร้างฝายดักตะกอนเพิ่มอีก 2 แห่ง ในส่วนของดินที่กองอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ที่มีการปนเปื้อน ต้องมีการกลบให้ถูกต้องตามไปเช่นเดียวกัน บางส่วนที่สามารถปกคลุมด้วยดินที่สะอาดก็จะมีการทำควบคู่กันไปด้วย อย่างไรก็ตาม แผนฟื้นฟูนี้คงต้องประสานกับอีกหลายหน่วยงาน เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีผู้รับผิดชอบหลายเจ้าหลายกรม

“การดำเนินโครงการก็ต้องทำให้ถูกต้องรอบคอบ ฉะนั้นเราก็ต้องอาศัยหน่วยงานที่มีวิศวกรในการควบคุมน้ำออกแบบโดยการคิดราคาต่อหน่วย การใช้พื้นที่ก็เช่นเดียวกัน เพราะพื้นที่ที่เราเข้าไปดำเนินโครงการอยู่ในความรับผิดชอบ 3 หน่วยงานการ ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน ได้มีการร่วมมือประสานงานเพื่อเร่งรัดการอนุญาตการใช้พื้นที่และขอบเขตพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนและพื้นที่ในโครงการก็อยู่กระจายในความรับผิดชอบของหลายส่วน ทั้ง ส.ป.ก. หรือป่าสงวน ซึ่งป่าสงวนก็มีอยู่ 2 ฝั่ง” อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าว

กรณีของบ้านคลิตี้ ตัวอย่างของการทำอุตสาหกรรมแบบไม่สนใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาล ทั้งชีวิตคนที่ต้องเจ็บป่วยล้มตายจากสารพิษ พื้นที่ทำกินที่ชุมชนเคยพึ่งพาตนเองก็ไม่สามารถใช้ได้อีกเพราะมีสารพิษเจือปน ต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะฟื้นฟูให้กลับคืนมาดังเดิม รวมถึงผลกระทบต่อเนื่อง คือกรณีเช่นนี้ย่อมทำให้พื้นที่อื่นๆ “ขวัญผวา” มีการประท้วงต่อต้านเมื่อมีข่าวว่าจะมีอุตสาหกรรมหรือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มาดำเนินการ เพราะชาวบ้านหวั่นเกรงว่าจะ “ซ้ำรอย” กับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ทำให้ “เศรษฐกิจชาติ” ต้องชะงัก..พัฒนาอะไรต่อไปไม่ได้เลย!!!
จีรนันท์ แก้วนำ
SCOOP@NAEWNA.COM

เปิดใจ‘ลุงวาส’…วณิพกพิการ อดีตทหารพรานผู้ไม่ยอมแพ้ชะตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/201939

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ต้องกลายเป็นคนพิการ สุดแสนจะทรมาน ร้าวรานทั้งกายและใจ มือขวาไม่มี เพราะแรงระเบิดทำลาย ยังดีที่เหลือมือซ้าย พอได้ช่วยเหลือตัวเอง…”

บทเพลงนี้ขับขานกล่อมผู้คนที่กำลังเดินผ่านบันไดทางขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีหมอชิต หลายคนหยุดหย่อน “เศษเหรียญ” ลงในกล่องบริจาคที่ตั้งอยู่ตรงหน้า “ลุงวาส”หรือนายวาสนา เชื้อวงศ์ อดีตอาสาสมัคร “ทหารพราน”วัย 59 ปี ชายพิการเจ้าของเสียงเพลง อาจจะด้วย “สังเวช”หรือประทับใจ ไม่มีใครรู้ แต่เศษเงินนั้นเป็นดั่งการต่อ “ลมหายใจ” ให้ชายผู้นี้ก้าวผ่าน “สมรภูมิชีวิต” ไปได้

“ลุงวาส” อาจเป็นเพียง “วณิพก” ร้องเพลงแลกเศษเงินในสายตาของหลายคน แต่หากได้หย่อนกายลงพูดคุยเรื่องราวความ “กล้าหาญ” และความ “ไม่ย่อท้อ”ในชีวิตของเขาน่าสนใจไม่น้อย จนมีการแชร์ต่อและสร้างความประทับใจอย่างมากในโลกออนไลน์

อดีตทหารพรานที่กลายเป็นผู้พิการ บอกกับ “สกู๊ปแนวหน้า”ว่า จับไมค์ร้องเพลงอยู่ที่บริเวณนี้มาได้ 8 ปีแล้ว โดยเขาเกิดที่ จ.อุบลราชธานี มีพ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมักจะสอนเขาเสมอว่าให้ “รับใช้ชาติ” ตามความสามารถและโอกาส ประกอบกับเขาฝันอยากเป็น “ทหาร” แต่ด้วยความยากจน ความรู้น้อยจบแค่ ป.4 โอกาสเป็น“นายร้อยห้อยกระบี่” จึงปิดตาย แต่เขาไม่ปล่อยให้ความ “ด้อยโอกาส” ทำลายความฝัน เมื่อโอกาสเปิดจึงสมัครเข้าเป็น “ทหารพราน”

“ปี 2527 ลุงเข้าประจำการที่กรมทหารพรานที่ 13 ค่ายเขาไผ่จ.สระแก้ว เป็นหน่วยกองร้อยล่าสังหารและกู้ระเบิด แม้จะเสี่ยงอันตราย แต่ลุงไม่กลัว คิดอย่างเดียวว่าถ้าเราไม่เก็บกู้ ระเบิดนั้นจะย้อนมาทำอันตรายต่อทหารและคนไทย” ชายผู้พิการตาบอด กล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

โชคชะตามักเล่นตลก!!!

“ลุงวาส” ก็หนีไม่พ้นเช่นกัน เพราะครั้งหนึ่งหลังปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ระเบิดเสร็จ ระหว่างทางกลับสู่ฐานที่มั่น “ไข้มาลาเรีย” ก็เล่นงานเขาจนต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน จนต้อง “ลาออก” จากอาชีพที่ใฝ่ฝัน ต้องถอดเครื่องแบบที่รักผันกายเป็นชาวบ้านธรรมดา หาปูหาปลาขายประทังชีวิต

กระทั่งเช้าวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2535 เสียงระเบิดดังกึกก้องที่ “ห้วยคลองใหญ่” จ.สระแก้ว ทำให้ลุงวาสก้าวสู่ “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญในชีวิต เพราะแรงระเบิดทำให้เขา “ตาบอด” ทั้ง 2 ข้าง ฟันหน้าหัก หูซ้ายดับ และแขนขวาขาด ต้องกลายเป็นคนพิการในวัย 35 ปี

“วันนั้นลุงเอาข่ายลงไปดักปลาที่ห้วยคลองใหญ่ แต่ระหว่างที่งมปลาอยู่ก็ไปเจอกับกล่องสี่เหลี่ยมที่อยู่ใต้น้ำ ไม่คิดว่าจะเป็นกับระเบิด ไม่ได้ระวังตัว ขณะที่ยกขึ้นมาดู เพียงเสี้ยววินาทีกล่องนั้นก็ระเบิดตูมสนั่นไปทั้งลำห้วย ทำให้ลุงมีสภาพเช่นทุกวันนี้” ลุงวาส เล่าทั้งน้ำตา

ด้วยความ “เสียสละ” เมื่อครั้งสวมเครื่องแบบทหารพรานเกินกว่า 6 เดือน ลุงวาสจึงได้รับสิทธิ์เป็น “ทหารผ่านศึก” ชั้น 4 ได้สิทธิ์รักษาตัวที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก แต่ “แผลกาย” รักษาง่ายกว่า “แผลใจ” เพราะหลังชีวิตผกผันจิตใจของเขาก็ “ท้อแท้” อย่างยิ่ง มีหลายๆ ครั้งที่เขาคิด “ฆ่าตัวตาย” เพราะน้อยใจที่โชคชะตาแปรเปลี่ยนเขาจากบุรุษร่างกายกำยำ อวัยวะครบ 32 กลายเป็นคนพิการ รับตัวเองไม่ได้ที่ต้องถูกผู้คนมองด้วยสายตาเวทนา และมีสภาพเหมือน “หมาขี้เรื้อน”

“ลุงนึกท้อใจว่าทำไมต้องกลายเป็นคนพิการ จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม อยู่ไปก็เป็นภาระครอบครัว สภาพเหมือนหมาขี้เรื้อน หลังออกจากโรงพยาบาลคิดจะฆ่าตัวตายหลายครั้ง แต่สุดท้ายคิดได้ว่าเราแค่พิการ แต่ยังไม่ตาย หากยังมีชีวิตอยู่อาจทำประโยชน์และเป็นกำลังให้ครอบครัวได้”

ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันต่อ…

เมื่อฉุกคิดได้ว่าคนตาบอดอื่นๆยังใช้ชีวิตอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ ลุงวาสจึงฝึกฝนตนเองให้คุ้นชินกับ “โลกมืด”กระทั่งตั้งหลักได้ เขาจึงมุ่งหน้าเรียนด้านการ “นวด” และเข้าทำงานในร้านนวดแผนโบราณแห่งหนึ่ง แต่อยู่ได้ 6 เดือนก็ลาออก เพราะไม่ต้องการเป็นภาระของร้านที่ต้องจ่ายเงินเดือนให้ ทั้งๆที่ไม่มีลูกค้าเลือกนวดกับเขา เพียงเพราะเป็นคนพิการ และไม่มั่นใจที่เขามีแขนเดียว

ภายใต้โลกมืด กลับมีแสงสว่าง…

“ลุงวาส” หันไปช่วยงาน พร้อมๆ กับเรียนร้องเพลงกับ “วงตาทิพย์” วงดนตรีคนตาบอดที่ดังที่สุดในประเทศไทย ภายใต้การดูแลของสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จนมีฝีมือเข้าขั้น “อาจารย์” แต่ด้วยความไม่สะดวกต่อการดูแลครอบครัว คือ ภรรยา 1 คน ลูกสาว 2 คนหลาน 4 คน และเด็กกำพร้าอีกหลายคนที่พ่อแม่ติดคุก แล้วเขารับ “อุปการะ” ไว้ ลุงวาสจึงลาออกจากวง แม้จะถูกทัดทาน

“พอลาออกลุงก็ไปเป็นนักร้องเดี่ยวเต็มตัว จ้างพี่เลี้ยงให้พาไปร้องเพลงตามสถานที่ต่างๆ เช่น ร้านอาหาร ตลาดสี่มุมเมือง หรือย่านนวนคร จนบีทีเอสเปิดใช้งานได้ 1 ปี ก็มาปักหลักอยู่ตรงนี้ มาทำงานทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม”

“ลุงวาส” บอกว่า กว่า 8 ปีที่ปักหลักตรงนี้ นอกจากไม่เคยมีหน่วยงานใดมาช่วยเหลือแล้ว ซ้ำร้ายกลับมีปัญหาถูก “ไล่จับ” เพราะเดิมอาชีพอย่างเขาถูกตีความเป็น “ขอทาน” เขาซึ่งมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาให้กับสมาคมส่งเสริมอาชีพและสวัสดิการคนตาบอด และสมาคมสร้างศิลปินเพื่อคนตาบอด จึงรวบรวมสมาชิกเดินหน้าเรียกร้อง จนรัฐบาลเห็นใจคลอด พ.ร.บ.ขอทานฉบับใหม่
ยก “ศิลปินวณิพก” เป็น “นักแสดง” ไม่ใช่ขอทานอีกต่อไปทำให้สามารถทำการแสดงได้ ถ้ามีใบอนุญาตจากท้องถิ่น

“หวังว่าเรื่องราวชีวิตของลุงจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่กำลังคิดฆ่าตัวตาย ไม่มีกำลังใจสู้ต่อ อยากให้คิดว่ายังมีคนอีกมากที่มีปัญหามากกว่าเรา เขายังดิ้นรนสู้ และมีชีวิตอยู่ได้ด้วยเรี่ยวแรงตัวเอง”

ขบวนรถไฟฟ้านำผู้คนมาถึงสถานีบีทีเอส หมอชิต อีกครั้ง “ลุงวาส” ขอตัวไปขับขานเสียงเพลงที่เรียบเรียงจาก “ประสบการณ์ชีวิต” ให้ผู้คนที่สัญจรไปมาสดับรับฟัง ด้วยหวังว่าจะเป็นกำลังใจ และให้แง่คิดแก่ผู้ที่กำลังอ่อนล้า ให้ “ลุกขึ้นสู้” อีกครั้ง…

SCOOP@NAEWNA.COM

ชำแหละ‘แก๊งฉ้อฉล’ประกันภัย ‘โจรกรรมรถ’แฝงจำนำเถื่อน!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/201772

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ท่ามกลางความเคลือบแคลงว่า“ปม” เสียชีวิตของ ร.ต.อ.ทวี หมื่นรักษ์ พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เกิดจากเรื่องใดระหว่างเรื่องส่วนตัวหรือ “เครียด” เรื่องงาน กลับปรากฏอีกหนึ่งปมที่น่าสนใจ “แทรกซ้อน” อยู่ เมื่อตำรวจเริ่มไม่แน่ใจว่า “คดีจำนำรถ” 204 คัน ที่พบบนลานจอดรถห้างไอที สแควร์ ที่ ร.ต.อ.ทวี รับผิดชอบอยู่ เป็นรถที่รับจำนำถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมดหรือไม่ หลังมีประชาชนที่มั่นใจว่าเป็นรถของตัวเองซึ่งเคยแจ้งความถูก “โจรกรรม” ไว้ในอดีต

จนมีการตั้งสมมุติฐานว่ารถที่ตรวจสอบพบอาจเกี่ยวพันกับรูปแบบโจรกรรมที่เรียกว่า “ฉ้อฉลประกันภัย” หรือไม่ ซึ่งเป็นพัฒนาการของ “แก๊งโจรกรรมรถ” ที่สร้างปัญหาให้กับทั้งตำรวจและบริษัทประกันภัยในฐานะผู้รับผิดชอบอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้…ว่ากันว่า “อันตราย” และสร้างความเสียหายมากกว่าแก๊งโจรกรรมประเภทใช้ “กุญแจปลอม-งัดหูช้าง” อย่างยิ่ง!!!

ข้อมูลจากศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์รถจักรยานยนต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ “ศปจร.ตร.”ระบุว่า การฉ้อฉลประกันภัย คือ การโกงบริษัทประกันภัย โดยอาศัยรูปแบบการโจรกรรมรถมาเป็นเครื่องมือ มี 2รูปแบบ คือ…

1.นำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ “เช่าซื้อ” จ่ายเงินดาวน์ออกมาจากร้านตัวแทนจำหน่าย และนำรถไป “จำนำ” ก่อนไปแจ้งความเป็น “คดีรถหาย” แล้วนำหลักฐานมาเบิกค่าสินไหมกับบริษัทประกันภัย คนร้ายจะเช่าซื้อรถจากบริษัทจำหน่ายรถ ทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ในฐานะ “ผู้ให้เช่าซื้อ” โดยชำระเงินงวดแรก และจ่ายเบี้ยประกันจำนวนหนึ่ง แล้วนำรถไปจำหน่ายให้ผู้อื่นในราคาที่สูงกว่าที่ลงทุน เช่น นำไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน หรือหลอกขายให้ผู้อื่นโดยที่ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นรถที่ถูกต้อง

หลังจากนั้นจะแจ้งความร้องทุกข์ว่ารถถูก “โจรกรรม”จากนั้นจะนำเอกสารการแจ้งความไปแสดงกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อและรับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย และบริษัทประกันภัย คนร้ายก็ไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายหรือค่ารถยนต์ที่เช่าซื้อ บริษัทประกันภัยรับความเสียหายไปเต็มๆ

2.นำ “ซากรถ” ไปทำประกันภัย แล้วแจ้งความร้องทุกข์ว่ารถหาย โดยกลุ่มคนร้ายจะซื้อซากรถที่เกิดอุบัติเหตุเสียหาย แล้วนำเอกสารประกอบรถ คือ สมุดคู่มือการจดทะเบียนรถ หรือ “เล่ม” ไปทำประกัน เมื่อมีประกันภัยแล้วจะแจ้งความว่ารถถูกโจรกรรม แล้วนำหลักฐานแจ้งความไป “เคลม” รับเงินจากบริษัทประกันภัย

“ศปจร.ตร.” พบว่า คดีรถหายที่เกิดจากการ “ฉ้อโกง” เช่นนี้มีมากกว่าครึ่ง!!!

ด้าน “ยุทธพงษ์ วงศ์มณี” ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการด้านป้องกันและป้องปรามการฉ้อฉล สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย บอกว่า ทุกวันนี้ “แก๊งลักรถ”พัฒนากระบวนการขโมยรถมาเป็นการฉ้อฉลประกันภัย หรือ “ฉ้อฉลไฟแนนซ์” มากขึ้น มีการเปิดเป็นบริษัทดูน่าเชื่อถือ จ้างบุคคล “สวมรอย” เป็นผู้เช่าซื้อจ่ายค่าจ้างให้เฉลี่ยคันละ 30,000 บาท ขณะที่ผู้ค้ำประกันที่มีส่วน “รู้เห็น” ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยคันละ 5,000-10,000 บาท

พฤติการณ์ คือ เมื่อได้ผู้เช่าซื้อ “ตัวปลอม” แล้ว จะจัดการ “ปลอมโปรไฟล์” ใหม่ทั้งหมด เช่น ถ้ามาในรูปแบบบริษัท แก๊งฉ้อฉลจะเปลี่ยนรูปหน้าในสำเนา“บัตรประชาชน” ปลอม “ใบรับรองเงินเดือน” ด้วยการรับคนเหล่านี้เป็นพนักงานของบริษัทแบบหลอกๆ เพื่อจะได้มีบัญชีธนาคาร จากนั้นนำเงินที่อ้างว่าเป็น“เงินเดือน” ใส่ให้ทุกเดือน แล้วสร้างการเคลื่อนไหวทางบัญชี พอครบ 6 เดือน ซึ่งเข้าเกณฑ์เช่าซื้อได้ ก็ออกหนังสือรับรองการทำงานให้ เพียงเท่านี้ก็ไปเช่าซื้อรถได้แล้ว

“เมื่อได้ตัวละครครบ แก๊งเหล่านี้จะตระเวนยื่นซื้อรถจากโชว์รูมต่างๆ ถ้าเป็นกลุ่มที่ส่งขายชายแดนจะเลือกซื้อตามออเดอร์ที่มีอยู่ในมือคราวละเป็น 10 แห่ง แล้ววางเงินดาวน์ต่ำที่สุด นอกจากนี้ยังส่งคนในเครือข่ายเข้ามาเป็นเซลขายรถ เพื่อให้ง่ายต่อการปล่อยรถด้วย ซึ่งเราตรวจพบก็ขึ้นบัญชีดำไว้”

เมื่อได้รถมาแล้วผู้เช่าซื้อตัวปลอมจะส่งรถให้ขบวนการ พวกนี้จะส่งรถเป็นคันๆ หรือถอดอะไหล่ส่งขายชายแดน หรือขายบนเว็บไซต์ที่ประกาศ “โจ๋งครึ่ม”ว่าขายรถหนีไฟแนนซ์ มี “คู่มือ” หนีไฟแนนซ์ให้ด้วย โดยกลุ่มที่ประกาศขายบนเว็บไซต์จะมีใช้วิธี “จรยุทธ์” กระจายเก็บรถไว้ในสถานที่ต่างๆ เช่น “ลานจอดรถ” ในหมู่บ้าน หรือตาม “ตลาดนัด” แล้วคลุมผ้าไว้ ถอดทะเบียน มีคนของเครือข่ายคอยเฝ้าดูแล

ส่วนที่จอดคราวละเป็นร้อยๆคันแบบที่ห้างไอทีสแควร์ ถือว่า “ย่ามใจ” เพราะเป็นวิธีเดิมๆ ที่ตำรวจตรวจสอบได้ง่าย และตามทลายได้หลายแห่งแล้ว

“ยุทธพงษ์” บอกอีกว่าวิธีฉ้อฉลประกันภัยอีกรูปแบบที่พบ คือ พวกธุรกิจให้เช่ารถ และ“แชร์รถเช่า” วิธีการ คือ ใช้เอกสารที่ถูกต้องครบถ้วนมาขอเช่าซื้อรถครั้งละ 10-20 คัน อ้างว่าไปทำธุรกิจรถเช่า เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นมีหลักฐานบริษัทชัดเจน ไฟแนนซ์ก็ปล่อยรถให้ บางแก๊งดึงประชาชนมาร่วมเป็น “ผู้เช่าซื้อ” โดยหลอกให้ไปซื้อรถ หรือมีรถอยู่แล้ว พวกนี้จะเข้าไปหลอกด้วยการเสนอเงินให้ เช่นผู้เช่าซื้อจ่ายค่างวดเดือนละ 12,000บาท แก๊งฉ้อฉลจะจ่ายให้ 20,000 บาท เพื่อขอเช่ารถต่อ แล้วจ่ายค่าเช่าให้ผู้เช่าซื้อสัก3-4 งวด มีการเซ็นสัญญา หรือใครมีเพื่อนก็ไปหาเพื่อนมาแลก “ค่านายหน้า” พอได้รถตามออเดอร์แก๊งฉ้อฉลก็ขนรถออกชายแดน แล้วติดต่อไม่ได้“ปิดบริษัท” หนี

“ผลกระทบจากแก๊งฉ้อฉลลามไปถึงประชาชนทั่วไป เพราะเมื่อธนาคารเดือดร้อน ไม่ได้รับการชำระหนี้จากผู้เช่าซื้อที่เมื่อรถหายส่วนใหญ่จะไม่ผ่อนต่อ ทำให้เกิดหนี้เสีย เกิดผลกระทบต่อผลกำไร ธนาคารก็ต้องขึ้นดอกเบี้ย เช่น 2.50 เป็น 2.75 สตางค์ เพื่อแบ่งความเสี่ยงจากกรณีที่อาจถูกฉ้อฉล สุดท้ายสุจริตชนก็ต้องมาแชร์ความเสี่ยง ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม ถ้าความเสี่ยงเพราะแก๊งฉ้อฉลหมดไป ดอกเบี้ยเช่าซื้อรถอาจถูกลง” ยุทธพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ทุกวันนี้ “แก๊งฉ้อฉลประกันภัย” อาละวาดหนัก สร้างมูลค่าความเสียหายมหาศาล เพราะได้รถไปคราวละมากๆ แต่ต้นตอของปัญหาเกิดขึ้นจากช่องว่างของกฎหมาย เงื่อนไขประกันภัย และโปรโมชั่นของโชว์รูมต่างๆ ที่พยายามแข่งขันทางการตลาด ทำให้การเช่าซื้อรถทำได้ง่าย ดังนั้นจะหวังพึ่งใครฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่ทุกฝ่ายทุก “จับมือ” ร่วมกันแก้ไขปัญหา ไม่เช่นนั้น…

มิจฉาชีพเหล่านี้คง “ลอยนวล” อยู่ต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

กระดูกนิ้วโป้ง‘ไทเทเนียม’ ไทยทำได้..ช่วยผู้ป่วยเนื้องอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/201440

วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“เนื้องอก” หมายถึง ภาวะการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย เนื้องอกแบ่งได้ 2 ประเภท คือ เนื้องอกแบบไม่ร้ายแรง ไม่เข้าไปทำลายเซลล์ปกติรวมถึงไม่เข้าไปในหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง เนื้องอกชนิดนี้รักษาได้ด้วยการผ่าตัดตามปกติ กับ เนื้องอกแบบร้ายแรง หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “มะเร็ง” เนื้องอกชนิดนี้จะแบ่งเซลล์ออกไปทำลายอวัยวะข้างเคียง รวมถึงแทรกผ่านหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลืองกระจายไปได้ทั่วร่างกาย การรักษาต้องประกอบกันทั้งการผ่าตัด ฉายรังสี และวิธีทางเคมี

“กระดูก” ก็เป็นส่วนประกอบหนึ่งของร่างกายที่มีโอกาสเกิดภาวะเนื้องอกได้ หากเป็นเนื้องอกแบบไม่ร้ายแรง แค่ผ่าตัดเอาเนื้อส่วนที่ผิดปกติออกก็เพียงพอ แต่หากเป็นเนื้องอกแบบร้ายแรง บางครั้งจำเป็นต้อง “ตัดกระดูกทิ้ง” เพื่อไม่ให้เซลล์มะเร็งลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ซึ่งที่ผ่านมา ปัญหาของการรักษาเนื้องอกกระดูกที่สำคัญประการหนึ่ง คือการหาวัสดุมาใส่ทดแทนกระดูกส่วนที่ถูกตัดทิ้งไปหลังการผ่าตัดเนื้องอกกระดูกทำได้ลำบาก

ถึง “รอดตาย” แต่ชีวิตที่เหลือก็ “ไม่เหมือนเดิม”!!!

กระทั่งไม่นานนี้ คณะผู้วิจัยจากประเทศไทย อันเป็นการร่วมมือกันของ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถสร้าง “กระดูกข้อมือเทียม” จาก “ไทเทเนียม” (Titanium) สำหรับใช้แทนกระดูกนิ้วหัวแม่มือได้สำเร็จ และเปิดแถลงข่าวไปเมื่อ 26 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา

พ.ท.รศ.นพ.สุริยา ลือนาม หัวหน้าหน่วยออร์โธปิดิกส์ทางมือ กองออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า สำหรับข้อดีของกระดูกไทเทเนียม ที่ได้จากการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ (3D Printing) มีขนาดและรูปร่างเหมือนกระดูกปกติทุกประการ สามารถผลิตสำหรับใช้เฉพาะบุคคล เข้ากับสรีระกระดูกที่เหมือนกระดูกเดิมของผู้ป่วย มีน้ำหนักเบาแข็งแรงทนทาน และมีความปลอดภัยสูง สามารถผลิตได้ในประเทศไทย ราคาประหยัด สามารถใช้ทดแทนกระดูก ในตำแหน่งที่ไม่สามารถหาวัสดุอื่นมาทดแทนได้

“งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการผ่าตัดในผู้ป่วยหญิง อายุ 37 ปีที่กระดูกหัวแม่มือถูกทำลายด้วยเนื้องอกกระดูกชนิด Giant Cell Tumor โดยใช้เทคนิคการเย็บเอ็นติดกับกระดูกไทเทเนียม เพื่อยึดกระดูกเทียมให้เข้าที่ ผลการรักษาพบว่าผู้ป่วยมีอาการปกติ สามารถขยับนิ้วหัวแม่มือได้ดี ไม่พบปัญหาแทรกซ้อนแต่อย่างใด” พ.ท.รศ.นพ.สุริยา กล่าว

ขณะที่ พ.อ.รศ.นพ.ทิพชาติ บุณยรัตพันธ์ หัวหน้าทีมแพทย์ผ่าตัด กองออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า สำหรับกรณีการผ่าตัดผู้ป่วยรายแรก ปัญหาของผู้ป่วยคือมีเนื้องอกบริเวณกระดูกหัวแม่มือ ซึ่งเป็นเนื้องอกที่ดุร้าย สามารถเจริญเติบโตได้ใหม่อีกครั้ง

การรักษาในขั้นตอนแรกคือการผ่าตัดที่เอากระดูกแท้ออกมา ซึ่งในอดีตจะทำด้วยวิธีการเย็บกระดูกข้อถัดไปเชื่อมต่อข้อกระดูกที่เหลือเข้าด้วยกัน แต่จะไม่สามารถใช้งานได้แบบเดิม จึงมีการออกแบบกระดูกเทียมมาให้สามารถใช้ได้เฉพาะบุคคลเท่านั้น และติดตามผลการรักษาเป็นระยะเวลา 4 เดือน การผ่าตัดกระดูกเปรียบเสมือนการเจียระไนเพชร มีรายละเอียดมากเท่าไหร่ ยิ่งยาก แต่ท้ายที่สุดเมื่อสามารถผ่านจุดนี้ไปได้ ส่วนอื่นๆ ก็ไม่เป็นปัญหา

“ล่าสุดมีผู้ป่วยรายที่ 2 เข้ารับการรักษาในตำแหน่งเดียวกันกับรายแรกที่มีการรักษาไปแล้ว เมื่อมีผู้ป่วยประสงค์เข้ารับการรักษายินดีให้บริการเสมอ และไทเทเนียมจะอยู่ในสภาพแทนกระดูกจริงตลอดไป ส่วนเรื่องระยะเวลาในการรักษานั้นจะต้องรอจนกว่าจะมั่นใจได้ว่าไม่มีเนื้องอกเกิดซ้ำในบริเวณที่มีการใส่กระดูกเทียม ซึ่งรายแรกที่ได้ทดลองใช้เวลานานถึง 1 ปี เนื่องจากต้องติดตามผลและรอจนกว่าจะขยับนิ้วได้ นอกจากนี้เรื่องค่ารักษาไม่เกิน 30,000 บาทต่อผู้ป่วย 1 คน แบ่งเป็นค่าจัดทำกระดูกเทียม และค่าผ่าตัด ซึ่งถือเป็นงานวิจัยที่หาต้นทุนเอง”

พ.อ.รศ.นพ.ทิพชาติระบุ ซึ่งขั้นตอนการผลิตกระดูกเทียมจากไทเทเนียม เริ่มจากการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์(CT-scan) ทำการสแกนกระดูกต้นแบบของผู้ป่วย โดยจะใช้กระดูกชิ้นเดียวกันที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับด้านมาเป็นต้นแบบ นำเอาข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อแยกเอากระดูกชิ้นต้นแบบที่ต้องการ

จากนั้นนำข้อมูลกระดูกต้นแบบมาปรับแต่ง พร้อมใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบเพื่อช่วยเจาะรูกระดูก ที่สำหรับเอาไว้เย็บตรึงกับเอ็นของผู้ป่วย ในขั้นตอนนี้ควรทำร่วมกับคำแนะนำของคณะแพทย์เพื่อให้ได้ขนาดและตำแหน่งของรู้ที่เหมาะสม

หลังจากนี้จะมีการป้อนข้อมูลเข้าไปยังเครื่องพิมพ์สามมิติ ทำการพิมพ์กระดูกต้นแบบด้วยการใช้เรซิน (resin) จากนั้นจึงจะนำกระดูกต้นแบบเรซินที่ได้จากการพิมพ์สามมิติมาใช้เป็นต้นแบบเพื่อผลิตกระดูกทียมโลหะ ด้วยการหล่อโลหะแบบขี้ผึ้งหาย (Lost-wax casting) โดยใช้วัสดุไทเทเนียมเป็นวัตถุดิบ และสุดท้ายคือการนำกระดูกเทียมไทเทเนียมไปขัดผิวและฆ่าเชื้อต่อไปก่อนจะนำไปผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกให้ผู้ป่วยต่อไป

ด้าน ดร.เชษฐา พันธ์เครือบุตร รองหัวหน้าโครงการผลิตกระดูกโลหะไทเทเนียมด้วยการพิมพ์สามมิติ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเพิ่มเติมถึงการนำกระดูกไปใช้ว่า ขั้นตอนการผ่าตัดจะประกอบไปด้วย 6 ขั้นตอน คือ 1.ผ่าตัดเอากระดูกที่เป็นเนื้องอกหรือมะเร็งกระดูกออกทิ้งไป

2.นำกระดูกเทียมไทเทเนียมที่เตรียมไว้มาใส่แทน 3.เย็บเส้นเอ็นของผู้ป่วยยึดตรึงกับกระดูกเทียมให้แข็งแรง ป้องกันการเคลื่อนหยุดจากตำแหน่งที่ต้องการ 4.ใช้โลหะหรือลวดด้ามยึดไว้ชั่วคราว เพื่อให้เอ็นสมานตัวให้ดีก่อนใส่เฝือกช่วยพยุงชั่วคราว 5.รอจนเอ็นและเนื้อเยื่อสมานตัวจนสนิท จึงเอาลวดและเฝือกที่ดามออก ปกติใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ และ 6.เริ่มฝึกขยับและใช้งาน

แม้จะเป็นเพียง “กระดูกชิ้นเล็กๆ”..แต่ก็ถือเป็น “ก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่” ของวงการแพทย์ไทย!!!

อารีรัตน์ คุมสุข

SCOOP@NAEWNA.COM

บทเรียนกรณี‘นศ.สาวม้ง’ แก้‘เหลื่อมลํ้า’ต้องคิดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/201267

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เป็นเรื่องสะเทือนใจรับปีใหม่ เมื่อ ดร.กุลชาติ จันทร์เพ็ญ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (คลอง 6 ปทุมธานี) โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว “Kunlachart Junlapen” เมื่อต้นเดือน ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา ระบุว่า น.ส.ธมลวรรณ แซ่ว่าง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นชาวไทยเชื้อสายม้ง อ.เชียงคำ จ.พะเยา ตัดสินใจลาออกจากการเรียน ทั้งที่ได้เกรดเฉลี่ย 3.07 ถือว่าเป็นเด็กเรียนดี

สาเหตุเพราะทางบ้าน “ยากจน” มีพี่น้องหลายคน..พ่อแม่จึง “ขอร้อง” ให้ออกมาทำงานช่วยครอบครัว!!!

เรื่องราวทำนองนี้ใช่ว่าจะมีเป็นกรณีแรก ที่ผ่านมาเราสามารถพบเห็น “ชีวิตรันทด” ได้หลายต่อหลายครั้งผ่านหน้าสื่อต่างๆ ที่บ้างต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ที่พิการ บ้างต้องเลี้ยงดูปู่ย่าตายายที่แก่เฒ่า และในจำนวนนี้ไม่น้อยเลยไม่สามารถเรียนต่อในระดับสูงได้ แม้จะมีสติปัญญาพร้อมบวกกับภาครัฐหรือสถาบันการศึกษามีทุนให้ แต่ก็ “จำใจต้องเสียสละ” ออกจากโรงเรียน-มหาวิทยาลัย ไปทำงานเพื่อช่วยเหลือทางบ้าน

ดร.ไกรยส ภัทราวาส นักเศรษฐศาสตร์ด้านการศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ให้สัมภาษณ์กับ “สกู๊ปหน้า 5”ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่ทำให้ภาครัฐของไทยแก้ปัญหานี้ไม่ได้นั่นคือการคำนวณค่าใช้จ่ายทางการศึกษา “ยังไม่ครอบคลุม” โดยทั่วไปเรามักคิดถึงเฉพาะค่าเล่าเรียน(ค่าเทอม) ค่าเครื่องแบบ ค่าตำราและเรียน อุปกรณ์การเรียน หรือแม้แต่ค่าอาหารกลางวันเท่านั้น แต่ไม่รวมถึง“ค่าเดินทาง” ซึ่งมีผลมากโดยเฉพาะกับเด็กในชนบทที่ต้องเดินทางไปเรียนในโรงเรียนไกลบ้านหลายกิโลเมตร

และนอกจากค่าใช้จ่ายโดยตรงดังกล่าวแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายโดยอ้อมอีก เรียกว่า “ค่าเสียโอกาส” เช่น ครอบครัวที่มีฐานะยากจนและมีลูกหลายคน เมื่อลูกโตได้ระดับหนึ่งก็จะให้ออกจากโรงเรียนมาช่วยทำงานเพื่อส่งน้องๆ ให้ได้เรียนบ้าง ซึ่งจะไปโทษพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะแม้จะรู้ดีว่าหากลูกได้เรียนสูงๆ จะช่วยทำให้หลุดพ้นจากความจนได้ก็ตาม..

แต่วันนี้ “ข้าวปลายังไม่มีจะกิน” ก็ต้องหารายได้มาประทังชีวิตเฉพาะหน้าให้รอดไปก่อน!!!

“ในทางเศรษฐศาสตร์มีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าค่าเสียโอกาส สมมุติกระทรวงศึกษาฯให้ครบเลยนะ ค่าเทอมค่าเครื่องแบบ ค่าเดินทาง ทุกอย่างครบ แต่เด็กไปเรียนพ่อแม่ก็เสียแรงงานไปคนหนึ่ง ก็ขาดรายได้ไปวันละ 300 บาทพ่อแม่ก็ยังมีแรงจูงใจที่จะดึงเด็กออกมาอยู่ดี เพราะมองไม่เห็นอนาคตว่าถ้าลูกได้เรียนสูงๆ จะจบออกมาจุนเจือครอบครัวได้ และความยากจนมันมากจริงๆ มากเสียจนพ่อแม่เขารอให้เรียนจบไม่ได้ เพราะเย็นนี้ยังไม่มีข้าวกิน” ดร.ไกรยส กล่าว

แต่ก็ใช่ว่าไม่มีทางแก้..นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ยกตัวอย่าง บราซิล ประเทศทางอเมริกาใต้ที่มีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายกับไทย รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม รัฐบาลบราซิลลงทุนออกคูปองให้ครอบครัวที่ยากจน สามารถนำไปแลกสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ทำให้ลดแรงจูงใจที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะนำบุตรหลานออกจากระบบการศึกษาไปทำงานได้มากพอสมควร

แต่การจะทำเช่นนั้นได้จำเป็นจะต้องมี “ฐานข้อมูลอย่างละเอียด” เสียก่อน ทว่าปัญหาของไทยคือแม้ฝ่ายปฏิบัติการทั้งครูและผู้บริหารโรงเรียนจะทราบว่าในโรงเรียนของตน เด็กคนไหนเข้าข่ายต้องให้การช่วยเหลือบ้าง แต่อำนาจการตัดสินใจยังอยู่ที่ส่วนกลาง คือกระทรวงศึกษาธิการ และข้อมูลที่ส่งมายังส่วนกลางมีเป็นจำนวนมาก ยากที่จะดูได้อย่างทั่วถึง จึงควร “กระจายอำนาจ” ให้หน่วยงานท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น และในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อย่างเดียว แต่อาจเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษารวมถึงโรงเรียนก็ได้

“กระบวนการงบประมาณส่วนกลางยังเป็นผู้ตัดสินใจแต่คนที่ดูเรื่องนี้ในส่วนกลางมีแค่ประมาณ 10 คน เทียบกับเคสที่ส่งมาจากทั่วประเทศกว่า 6 ล้านเรื่อง ในอนาคตควรจะกระจายการตัดสินใจไปอยู่ที่ระดับจังหวัด ตามพื้นที่ ตามโรงเรียน จาก 6 ล้านเรื่อง ก็จะแยกเหลือจังหวัดละพันเรื่องหรือหมื่นเรื่อง มันก็จะบริหารจัดการได้จริง และอยู่ใกล้ข้อมูลจริงด้วย อย่าง 6 ล้านรื่อง ส่วนกลางจะถามรายละเอียดเพิ่มมันก็ลำบาก”

ดร.ไกรยส ระบุ และกล่าวเสริมอีกว่า หากภาครัฐมีฐานข้อมูลที่เป็นจริงของเด็กแต่ละคนอย่างละเอียด ย่อมสามารถ “บูรณาการ” ความช่วยเหลือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในกระทรวงเดียวกันและต่างกระทรวง ทำได้อย่างครบถ้วนรอบด้าน

อีกด้านหนึ่ง..ผู้บริหารภาครัฐในทุกระดับ รวมถึงสังคมไทยต้อง “ปรับทัศนคติ” จากเดิมที่เชื่อว่าการให้สวัสดิการรัฐต้อง “ให้แบบเท่ากันทุกคน” เปลี่ยนเป็น “ให้เฉพาะผู้ต้องการจริงๆ” เพราะการให้เท่ากันทุกคน ผลคือคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ จะได้รับความช่วยเหลือไม่เต็มที่ เนื่องจากต้องเฉลี่ยไปให้คนอื่นๆ ที่มีฐานะดีอยู่แล้วและไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือแต่อย่างใด ทำให้สูญเสียงบประมาณไปโดยไม่เกิดประโยชน์

“เด็กโรงเรียนใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯได้เงินยากจนทั้งที่ไม่จำเป็นจะต้องได้ มันก็เป็นค่าเสียโอกาสของเด็กที่จังหวัดตาก ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่เขาต้องการมากกว่า หรือเครื่องแบบที่เราบอกว่าทุกคนต้องได้ แต่เด็กที่ฐานะดีๆ สุดท้ายพ่อแม่ก็เอาไปให้คนรับใช้ คือเขาไม่จำเป็นที่จะต้องได้ แทนที่เสื้อผ้าชุดนั้นจะมีคนใส่ที่แม่ฮ่องสอน แล้วไปบอกว่าใครไม่ต้องการก็ให้บริจาคคืน ก็ไม่มีใครบริจาคคืนเพราะเอาติดไม้ติดมือไปแจกคนอื่นหรือเอาไปทำอะไรอย่างอื่น..

..การจ่ายงบประมาณของไทยทุกคนต้องได้เท่ากัน ในความเป็นจริงคนไม่ได้ต้องการเท่ากัน เด็กที่ยากจนต้องมีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มพอที่จะใส่ไปเรียน ค่าอาหารกลางวัน ค่าเดินทาง อะไรต่างๆ เขาควรจะได้ตามความต้องการจริงๆ แต่เราไปตีความว่าต้องให้เท่ากัน ผลคือเหลือเงินถึงคนที่เขาต้องการจริงๆ ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย”

นักเศรษฐศาสตร์จาก สสค. รายนี้ ฝากทิ้งท้าย ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่ม เพราะอยู่ที่การบริหารจัดการให้เม็ดเงินลงไปสู่คนที่ต้องการจริงๆ เท่านั้น พร้อมกับมีระบบติดตามว่างบประมาณถูกใช้ไปตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่?

ปฏิรูปการศึกษาทั้งที “คิดมุมใหม่” แบบนี้บ้าง..คงยุติวงจร “เหลื่อมล้ำ-ยากจน” ได้อย่างยั่งยืน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ไทย-ญี่ปุ่น’เศรษฐกิจผูกพัน เปิด‘อาเซียน’ถึงคราวปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/201126

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
หากถามว่า “สินค้าจากประเทศใดคนไทยคุ้นเคยที่สุด” เชื่อว่าคงหนีไม่พ้น “ญี่ปุ่น” ซึ่งไม่แปลกหากหลายคนจะตอบเช่นนี้ เพราะรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านยี่ห้อต่างๆ ที่พบบ่อยๆ ในสังคมไทย มักมียี่ห้อบ่งบอกถึงความเป็นญี่ปุ่นกันเสียมาก และได้รับความไว้วางใจไม่แพ้สินค้าจากยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน เมื่อดูข้อมูลการลงทุน เช่น บทความ “สถานะปัจจุบันและความท้าทายในอนาคตของการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ” เขียนโดย อนุสรา อนุวงศ์ อ้างอิงสถิติของ ธนาคารแห่งประเทศไทย(แบงก์ชาติ) ปี 2556 ก็พบว่ากลุ่มทุนจากแดนซามูไร มีสัดส่วนการลงทุนในไทยมากที่สุด คือร้อยละ 54 ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างสหรัฐอเมริกา ที่มีสัดส่วนการลงทุนเพียงร้อยละ 13 และอันดับ 3 ร่วม คือสหราชอาณาจักรและกลุ่มประเทศอาเซียน อยู่ที่ร้อยละ 12

ผศ.ดร.พีระ เจริญพร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ “การลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นหลังวิกฤติ 40 : การเปลี่ยนแปลงและนัยต่อประเทศไทย” เมื่อเดือน ม.ค. 2559 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ว่าขณะนี้ญี่ปุ่นมีฐานการผลิตที่สำคัญในเอเชีย 2 แห่ง..

นั่นคือ “อาเซียน” และ “จีน”!!!

อาจารย์พีระอธิบายถึงเส้นทางของสินค้าญี่ปุ่นในภาคอุตสาหกรรมว่า ผู้ผลิตเจ้าต่างๆ ของญี่ปุ่น จะใช้วิธีการนำชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ไปประกอบที่จีน ก่อนส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เช่นเดียวกับภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไทยค่อนข้างเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอย่างชัดเจน

“ญี่ปุ่นเติบโตอย่างมากในอาเซียน กระแสการลงทุนในอาเซียนสูง ฐานการผลิตมีอยู่ 2 ฐานการผลิต ฐานแรกก็คือจีน ฐานที่ 2 คืออาเซียน ซึ่งสองฐานการผลิตนี้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นพยายามกระจายความเสี่ยงออกเป็นสองฐาน อาเซียนในตอนนี้ ญี่ปุ่นมาลงทุนเยอะมาก เราจะเห็นมีสินค้าญี่ปุ่นเข้ามาร่วมทุน ญี่ปุ่นมาลงทุนในประเทศไทยส่วนหนึ่ง ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในเรื่องของยานยนต์ชัดเจน” อาจารย์พีระ กล่าว

แต่ถึงประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตสำคัญ ทว่าคนไทยก็ห้าม “ประมาท” อาจารย์พีระ เล่าต่อไปว่า เมื่ออาเซียนรวมตัวเป็นประชาคมที่แน่นแฟ้น และมีการไหลเวียนของการค้า-การลงทุนมากขึ้น ประการแรก..กฎระเบียบหลายอย่างของไทยยังไม่เอื้อกับการลงทุนเท่าใดนัก ยกตัวอย่างกรณี “การให้สิทธิพำนักถาวร” ของชาวต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถ เช่นกรณีของสิงคโปร์ ที่ให้แม้กระทั่งสัญชาติกับใครก็ตามที่เข้ามาทำให้ประเทศของตนเจริญรุ่งเรือง รวมถึงหลายๆ อาชีพในไทยยังติดกฎว่าด้วยอาชีพสงวน

“ญี่ปุ่นบอกเสมอว่าอยากจะอัพเกรดประเทศไทย แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าผู้เชี่ยวชาญของเขาเข้ามายากมาก ในขณะที่สิงคโปร์ให้เต็มที่ จะเปลี่ยนสัญชาติก็ได้ แต่ประเทศไทยไม่ใช่ แต่ถ้าอยากจะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ถ้าวิศวกรไม่มี เราต้องอิมพอร์ตคนเข้ามา แนวคิดแบบนี้คนไทยยังไม่เปิด” อาจารย์พีระ ระบุ

กับประการที่สอง..คนไทยต้องถามตนเองก่อนว่า “พร้อมจะปรับตัวหรือไม่?” เพราะในขณะที่ค่าจ้างแรงงานไทยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่ทักษะของแรงงานไทยก็ไม่ได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนอาจทำให้มีการย้ายไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้านแทนได้

โดยเฉพาะ “ภาษาอังกฤษ” จุดอ่อนสำคัญของคนไทยแทบทุกสาขาอาชีพ..และแทบทุกระดับการศึกษา!!!

“..ประเทศไทยเจอวิกฤติมากมายทั้งความไม่แน่นอนของการเมือง ขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงแพงขึ้น และเกิดภัยธรรมชาติ ทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกและลังเลที่จะเข้ามา แต่ญี่ปุ่นก็เลือกที่จะมาลงทุนในประเทศไทย เพื่อที่จะหาฐานผลิต เพราะแรงงานไทยมีชื่อด้านงานฝีมือและมีความละเอียดอ่อน..

..ถ้าเราปรับตัวได้เราจะสามารถเป็นศูนย์กลาง อุปสรรคหลักๆ เลยคือภาษา สิงคโปร์ค่าแรงแพงกว่าไทย แต่คนสิงคโปร์ 1 คน ทำงานได้มากกว่าคนไทย 5 คน เรามาถึงจุดเปลี่ยน ถ้าไทยไม่สามารถปรับตัวได้ คือ ไม่สามารถเป็นแกนนำได้ เราไม่สามารถอัพเกรดฐานการผลิตในประเทศไทย ให้ไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้ เราจะต้องกลายเป็นผู้จัดส่งวัตถุดิบ ขยับระดับของสินค้าให้สูงขึ้น แรงงานไทยต้องมีทักษะเพิ่มมากขึ้น..” นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ ฝากทิ้งท้าย
อารีรัตน์ คุมสุข
SCOOP@NAEWNA.COM