ตื่น‘แมงมุมพันธุ์ใหม่’ ระวังได้..แต่อย่าตระหนก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/199063

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“แตกตื่น” กันอีกครั้ง หลังมีการส่งข้อมูลต่อๆ กันมาบนโลกออนไลน์ กรณีพบ “แมงมุมพิษสายพันธุ์ใหม่” ที่พิษของมันรุนแรงถึงขั้น “เสียชีวิต” ซึ่งไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นในประเทศไทย โดยคาดกันว่าคงหลุดมาจาก “นักเลี้ยงสัตว์แปลก” จากที่ไหนสักแหล่งหนึ่งไม่ว่าในบ้านหรือตามตลาดค้าสัตว์แปลก ยิ่งก่อนหน้าเคยมีกรณีชายไทยรายหนึ่งถูกแมงมุมกัดจนต้องตัดขา และเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน ก็ยิ่งทำให้ข่าวลือแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

จนกลายเป็นกระแส “ตื่นตระหนก”!!!

กระทั่งต่อมา..หน่วยงานวิชาการอย่าง ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดแถลงข่าวเมื่อ 20 ม.ค. 2559 เพื่อไขข้อข้องใจแก่สังคม โดย นายนรินทร์ ชมภูพวง นิสิตระดับปริญญาเอกภาควิชาชีววิทยา ในฐานะผู้ศึกษาแมงมุมชนิดนี้เปิดเผยว่า แมงมุมชนิดดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน” หรือในชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Loxosceles Rufescens ซึ่งพบได้ในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน (ยุโรปตอนใต้), สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก, มาดากัสการ์, ออสเตรเลีย, รัสเซีย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน และล่าสุดคือประเทศไทย

ถือเป็น “ชาติแรก” ที่พบแมงมุมชนิดนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)!!!

แมงมุมชนิดนี้อันตรายแค่ไหน? คำถามนี้ ดร.ณัฐพจน์ วาฤทธิ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ผู้ที่ถูกแมงมุมชนิดนี้กัดเบื้องต้นจะมีบาดแผลและอาการไม่ต่างจากถูกแมลงทั่วไปกัด แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน แผลจะเริ่มลุกลามจนเนื้อเริ่มตาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์ โอกาสติดเชื้อก็จะมีสูง ถึงขั้นเสียชีวิตได้

“ในต่างประเทศแมงมุมสันโดษได้รับความสนใจมาก เพราะมีรายงานการถูกกัดทุกปี และหลายกรณีไม่ได้มารับการรักษาอย่างทันท่วงทีแล้วเกิดแผลที่ค่อนข้างรุนแรง เกิดการติดเชื้อ และอาจเสียชีวิตได้” อาจารย์ณัฐพจน์ ระบุ

ขณะที่ นรินทร์กล่าวต่อไปว่า สำหรับในประเทศไทย คณะผู้ศึกษาค้นพบแมงมุมชนิดนี้ ณ ถ้ำแห่งหนึ่งในอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ขนาดประมาณ 7-7.5 มิลลิเมตร มีตา 3 คู่ 6 ตา ลำตัวมีสีเหลืองน้ำตาล เบื้องต้นคาดว่ามีอยู่ราว 500 ตัว ทว่าความน่าสนใจคือ พบในถ้ำแห่งนี้เพียงแห่งเดียว ซึ่งเป็นถ้ำที่อยู่ใกล้จุดก่อสร้าง “ทางรถไฟสายมรณะ” ที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์เชลยศึกมาเป็นแรงงานทำทางรถไฟเชื่อมจากไทยไปพม่า ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเชลยศึกเหล่านั้นเสียชีวิตไปมากมาย

รายงานระบุว่า..แมงมุมชนิดนี้พบในญี่ปุ่นมาตั้งแต่ “ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1”!!!ข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้มากที่สุด..มันอาจติดมากับ “การขนส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์”!!!

“เราสำรวจถ้ำที่พบแมงมุมชนิดนี้และถ้ำอื่นๆ ใกล้เคียงทั้งหมด แต่เราพบแมงมุมชนิดนี้เพียงถ้ำเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นถ้ำที่อยู่ใกล้กับการก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะ จึงเป็นสมมุติฐานว่าแมงมุมอาจจะติดมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2ซึ่งมีการขนส่งลำเลียงวัสดุหรือยุทโธปกรณ์จากญี่ปุ่นมาไทย และอาจใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นที่เก็บสิ่งของต่างๆ

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มในปี ค.ศ.1939 (พ.ศ.2482) ส่วนทางรถไฟสายมรณะเริ่มสร้างในปี ค.ศ.1942 (พ.ศ.2485) และสงครามยุติในปี ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) แต่แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน ถูกค้นพบในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ.1906 (พ.ศ.2449) แล้ว และถูกรายงานอย่างต่อเนื่องในปี ค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) รวมถึงช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังมีการตีพิมพ์รายงานพบแมงมุมชนิดนี้ที่ญี่ปุ่นด้วย” นรินทร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม..แม้แมงมุมชนิดนี้จะดูน่ากลัว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกมากนัก นรินทร์กล่าวต่อไปว่าประการแรก..แม้หลายประเทศจะพบว่ามีผู้ถูกแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียนกัดเป็นจำนวนมาก เช่นที่ บราซิล พบสูงถึงปีละหลายพันกรณี ทว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ยแล้วมีไม่ถึง 10 รายต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก

แต่ก็มีคำแนะนำเมื่อถูกแมงมุมกัดว่า 1.พยายามจับแมงมุมตัวที่กัดให้ได้ เพื่อให้แพทย์ทราบว่าถูกแมงมุมชนิดใดกัด จะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง2.ล้างแผลให้สะอาด ด้วยน้ำและสบู่ ก่อนไปพบแพทย์โดยเร็ว3.หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็น เพราะเป็นการกระตุ้นให้พิษกระจายตัว

ประการที่สอง…พื้นที่ที่พบแมงมุมชนิดนี้เป็นพื้นที่ควบคุมของทหาร โดย พล.ต.ณัฏฐพัชร สกุลรังศฤษดิ์ผู้อำนวยการสำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ยืนยันว่า บริเวณถ้ำดังกล่าวเป็นพื้นที่ปิด แม้แต่คณะของผู้ศึกษาวิจัยที่เข้าไปก็ต้องทำหนังสือขออนุญาตทุกครั้ง ดังนั้น คงเป็นไปได้ยากที่จะมีใครไปจับออกมาเพาะขายในตลาดซื้อขายสัตว์แปลกอย่างที่มีข้อกังวล

“พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ทหาร มีกิจกรรมดูแลรักษาอย่างดี ฉะนั้นคนที่จะเข้าไปได้ อย่างเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่เข้าไปสำรวจ ก็จะทำหนังสือไปแล้วเราก็จะเข้าไปดูแล ซึ่งเราร่วมกับทหารในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ในการลาดตระเวนป้องกัน ตรงนี้คิดว่าคงไม่น่าเป็นห่วง” พล.ต.ณัฏฐพัชร กล่าวยืนยัน

และ ประการที่สาม..แมงมุมชนิดนี้ “สันโดษ”สมกับชื่อของมัน เพราะจากการศึกษาพบว่ามันชอบอยู่นิ่งๆไม่เคลื่อนไหวไต่ไปมามากนัก ซึ่ง นรินทร์ ฝากเตือนไว้ว่า..หากมนุษย์ไม่ไปรบกวน ไม่ไปจับไปสัมผัสตัวมันหรือที่อยู่ของมัน ก็จะไม่ทำให้แมงมุมชนิดนี้หลุดออกมาสู่โลกภายนอก

“เวลาที่เราเข้าไปในถ้ำ อย่าไปหยิบจับสิ่งต่างๆ ให้มันอยู่คงความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด เข้าไปก็ดูด้วยสายตา อาจจะถ่ายรูปเก็บไว้ได้ แต่อย่าไปหยิบไปจับ ไม่ใช่แค่แมงมุมเท่านั้น เพราะสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็อาจได้รับผลกระทบด้วย” นรินทร์ ฝากทิ้งท้าย

สำหรับประชาชนที่พบแมงมุมต้องสงสัยว่าจะเป็นแมงมุมพิษหรือไม่? สามารถส่งตัวอย่างไปตรวจสอบได้ที่ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกีฏวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทรศัพท์ 0-2218-5272

SCOOP@NAEWNA.COM

‘สื่อ-รัฐ’2ตัวแปรสำคัญ ลด‘แตกตื่น’ยาม‘วิกฤติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/198929

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ก่อการร้าย-ภัยพิบัติ”…สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ “เรื่องไกลตัว” ของคนไทยอีกต่อไป ดังที่เห็นจากหลายปีมานี้ สังคมไทยผ่านเรื่องราว
มากมาย ทั้งน้ำท่วมครั้งใหญ่ปี 2554 เหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ 2558 ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ หากเป็นในอดีตการควบคุมสถานการณ์คงทำได้ไม่ยาก เพราะช่องทางการเผยแพร่ข่าวสารมีน้อย ทว่าทุกวันนี้ “ใครๆ ก็เป็นสื่อได้” ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “โลกออนไลน์” จากเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า

ด้วยเหตุนี้เอง..บ่อยครั้งเมื่อเกิด “เหตุฉุกเฉิน” ข้อมูลจึง “สับสน”!!!

ยังไม่นับ “ข่าวลือ-ข่าวปล่อย” เพื่อ “หวังผลบางอย่าง” อีกมากมาย!!!

15 พ.ย. 2558 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สกุลศรี ศรีสารคาม อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์(PIM) ในนามที่ปรึกษาโครงการมีเดียมอนิเตอร์ นำเสนอผลการศึกษา เรื่อง “การนำเสนอของสื่อและสื่อสังคมออนไลน์ ในเหตุการณ์ระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหมและท่าน้ำสาทร กับเหตุการณ์จับผู้ต้องสงสัย” พบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว โลกออนไลน์มีการสนทนาถึงเรื่องนี้กันมาก

ที่สำคัญ..บรรยากาศเต็มไปด้วย “ความขัดแย้ง” และ “ตื่นตระหนก”!!!

อาจารย์สกุลศรีกล่าวต่อไปว่า จากการติดตามการใช้สื่อออนไลน์อย่าง ทวิตเตอร์ (Twitter) และเว็บบอร์ดชื่อดังอย่าง พันทิป (Pantip.com) ตั้งแต่ช่วงที่เหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่ๆ จนถึงวันที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ พบว่าในทวิตเตอร์เป็นการพูดคุยตามทิศทางตามแฮชแท็ก (hashtag) แต่ไม่ค่อยมีความสับสน ส่วนในเว็บบอร์ดพันทิปมีการถกเถียงและแสดงความคิดเห็นภายในกระทู้ค่อนข้างมาก ยิ่งถ้ามีใครมาให้ข้อมูลในกระทู้แล้วก็จะเห็นการแสดงความเห็นที่ตื่นตระหนกมากขึ้น

แต่ก็พบว่าหาก “สื่อหลัก” ทำหน้าที่ให้ดี..ย่อมสามารถ “คลี่คลาย” ความสับสนได้!!!

“ในวันเหตุการณ์เกิด ในทวิตเตอร์ที่พบแฮชเเท็กแรกมาจากไทยรัฐ หลังจากนั้นก็มีหลายสื่อทำตามมาเรื่อยๆ ซึ่งข้อมูลของสื่อสำคัญมากในภาวะแบบนี้ เพราะการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อจะช่วยลดความตื่นตระหนกตรงนี้ได้ แต่การเก็บข้อมูลในช่วง 2-3 วันแรก พบว่าสื่อนำเสนอข้อมูลได้ดีเพื่อให้คนรับรู้ข้อมูล

หรือการพูดคุยในพันทิป พบว่ามีอารมณ์ความขัดแย้งค่อนข้างสูงในช่วงวันที่ 21-23 สิงหาคม แต่เมื่อสื่อมาให้ข้อมูลมากขึ้น ความรู้สึกขัดแย้งก็ลดลง ดังนั้นเราไม่ควรให้คนในโลกออนไลน์คุยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ควรจะให้คนกลางมาให้ข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลโดยตรง เพื่อให้คนในโลกออนไลน์นำไปคุยอย่างถูกต้องได้” อาจารย์สกุลศรี กล่าว

เช่นเดียวกับ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย(UTCC) ที่ให้คำแนะนำว่า ทุกสำนักข่าวควรจะมีการจัดทีมทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาบริหารงานข่าวในเหตุวิกฤติต่างๆ และต้องทำการซักซ้อมเพื่อให้รู้ว่าจะต้องบริหารงานอย่างไร อีกทั้งหากเป็นการรายงานข่าวแบบรวดเร็วตามสถานการณ์ ก็ควรมีข้อมูลเตือนไว้ด้วยว่าข่าวนั้นยืนยันแน่นอนแล้วหรือไม่? หรือเป็นรายงานเข้ามาก่อนซึ่งต้องรอการตรวจสอบอีกครั้ง

อีกทั้งต้อง “บริหารอารมณ์คน” ให้เป็น..อย่าปล่อยให้ “กระแส” พาเตลิดไปไกล!!!

“ต้องมีการฝึกการมอนิเตอร์อารมณ์ของคน เพื่อไม่ให้กระแสไหลเวียนไปตามธรรมชาติ แต่ใครจะเป็นผู้นำเพราะในโลกออนไลน์ก็จะมีทั้งเกรียนโดยตัวเองและเกรียนโดยการจัดตั้ง ทั้งเจตนาและไม่เจตนา เจ้าหน้าที่รัฐต้องสนใจตรงนี้ด้วย อีกทั้ง
ในช่วงวิกฤติสื่อต้องให้สัญลักษณ์ว่าข้อมูลนี้ยังไม่ชัดเจน ยังรอการตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ เช่น แบ่งระดับเป็น
ธงแดง ธงเหลือง หรือธงเขียว ประกอบในการนำเสนอ” อาจารย์มานะ ให้ความเห็น

ด้าน เทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ชี้ให้เห็นว่า เหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ นั้นต้องถือเป็นบทเรียน ทั้งตัวผู้สื่อข่าวเองที่ต้อง “ทำการบ้าน” เพื่อเข้าใจที่มาที่ไปและองค์ประกอบของเหตุการณ์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องใส่ใจกับ “อารมณ์ของสังคม” ด้วย เพราะการรับรู้สื่อของคนยุคนี้แตกต่างไปจากเดิม

“ตำรวจยังไม่เข้าใจอารมณ์การรับรู้ของคนในสังคม ยังไม่มีการแถลงอธิบายอย่างเป็นระบบ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของการรับสื่อด้วย ส่วนคนทำสื่อก็ต้องถามตัวเองว่าเข้าใจประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศแค่ไหน? รู้จักอุยกูร์ รู้จักตุรกี รู้จักจีนมากขึ้นแค่ไหน? ไม่ใช่ระเบิดจบแล้วก็จบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวละครที่สำคัญมาก เพราะอาจจะมีความต่อเนื่องและยังไม่จบ” นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ฝากทิ้งท้าย
จีรนันท์ แก้วนำ
SCOOP@NAEWNA.COM

‘ลดประเมิน-คืนเวลาสอน’ คืบหน้า..แต่ขอให้มากกว่านี้!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/198658

วันศุกร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เดือนมกราคม..นอกจากจะเป็นช่วงเวลาของการต้อนรับปีใหม่แล้ว เดือนนี้ยังมีวันสำคัญของคน 2 กลุ่ม หนึ่งคือ “วันเด็ก” ตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน และอีกหนึ่งคือ “วันครู” ตรงกับวันที่ 16 มกราคม ซึ่งทั้ง 2 วัน ถือว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน เพราะครูบาอาจารย์นั้นเปรียบเหมือน “ต้นแบบ” ที่จะถ่ายทอดทั้งความรู้และบุคลิกภาพที่ดีให้แก่เด็กๆ ในฐานะนักเรียนให้เติบโตขึ้นไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคม

ตามขนบประเพณีไทย..ครูถูกคาดหวังให้เป็นดั่ง “พ่อแม่คนที่สอง”!!!

ทว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไป ครูกลายเป็นวิชาชีพที่ถูกควบคุมมาตรฐาน ด้านหนึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะทำให้ได้ผู้สอนที่มีความรู้ความสามารถ แต่อีกด้านหนึ่ง เสียงสะท้อนทั้งจากครู นักวิชาการด้านการศึกษา ตลอดจนผู้ปกครองและนักเรียน ต่างตั้งคำถามว่ามาตรการควบคุมนั้น “สมเหตุสมผล” หรือไม่? โดยเฉพาะ “การประเมิน” ที่มีมากมาย และส่วนใหญ่ตัดสินกันที่ “เอกสารกองโต” มากกว่าการทำงานจริง

“ครูต้องทำเอกสาร เพราะมีผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพ จึงไม่มีเวลาสอน” นี่คือสิ่งที่พูดถึงกันมานาน!!!

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เปิดเผยถึงโครงการสำรวจ “วงจรชีวิตครูใน 1 ปี” ที่ สสค. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้สำรวจตลอดปีล่าสุด คือปี 2558 ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่สำรวจเรื่องเดียวกันในปี 2557

ดร.อมรวิชช์กล่าวว่า กิจกรรมภายนอกห้องเรียนที่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของครูพบว่า ปี 2558  มีวันเปิดเรียน 200 วัน  ครูต้องใช้เวลากับกิจกรรมนอกชั้นเรียนที่ไม่ใช่การสอนถึง 65 วัน คิดเป็นร้อยละ 32.5 ดังนี้ ประเมินโรงเรียน 19 วัน ประเมินนักเรียน 12 วัน ประเมินครู 7 วัน ประกวดแข่งขันนอกโรงเรียน 4 วัน แข่งขันกิจกรรมทางวิชาการ 9 วัน  อบรมนอกห้องเรียน 8 วัน ประเมินภายนอกโรงเรียน 3 วัน กิจกรรมอื่นๆ  3 วัน

อย่างไรก็ตาม..สำหรับปีนี้พบว่า “เริ่มดีขึ้น” เพราะหากเทียบกับปี 2557 พบว่าในปีดังกล่าวครูต้องใช้เวลากับกิจกรรมที่ไม่ใช่การสอนถึง 84 วัน เท่ากับว่าในปี 2558 ที่ผ่านมา ครูได้รับการคืนเวลาสู่ห้องเรียนมากขึ้นถึง 19 วัน หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ “น่าพอใจ” และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ลดให้ได้มากกว่านี้

“คณะกรรมการการศึกษา อย่าวอกแวกและอย่าเยอะ อะไรที่ดีจับให้มั่นและทำอย่างต่อเนื่อง เราได้เวลาคืนมา 19 วัน เราก็ต้องตั้งเป้าต่อให้เป็น 30 วัน หรือมากกว่านั้น ที่สำคัญคือ ครูมีเวลามากขึ้น ได้ทำกิจกรรมมากขึ้น คุณภาพดีขึ้น ไม่ต้องออกนโยบายอะไรเยอะ ให้นำนโยบายเก่าที่มีอยู่มาพัฒนาให้เกิดผลดีกว่า” ผู้ทรงคุณวุฒิ สสค. กล่าว

ด้านความเห็นของคนเป็นครู นายอาคม สมพามา ครูโรงเรียนสายธรรมจันทร์ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ครูผู้ได้รับรางวัลครูสอนดี กล่าวว่า เบื้องต้นรู้สึกยินดีที่ได้เวลาสอนกลับคืนมา แต่ยังมีเรื่องที่อยากฝากถึงรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ คือการวางนโยบายด้านการศึกษาควรชัดเจนและไม่เปลี่ยนนโยบายบ่อยๆ หรือไม่ออกนโยบายใหม่ๆ มาถี่จนเกินไปจนทั้งครูและนักเรียนปรับตัวไม่ทัน รวมถึงยังต้องแบ่งเวลาสอนเพื่อไปประชุมรับนโยบายด้วย

“รัฐควรกินข้าวที่ละคำ ทำทีละอย่าง เพราะในรอบปีที่ผ่านมา มีนโยบายหลายอย่างมาก โดยเฉพาะนโยบายค่านิยม 12 ประการ ซึ่งทางโรงเรียนก็ได้ดำเนินการตาม ปลูกฝังให้เด็กประพฤติปฏิบัติตาม เมื่อเด็กกำลังจะซึมซับค่านิยมและเข้าใจในสิ่งนั้น รัฐก็ได้ทำการออกนโยบายใหม่ นั่นก็คือ การลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ซึ่งครูก็สับสน เพราะกำลังมุ่งมั่นจะดำเนินการตามนโยบายเดิม ครูต้องออกไปประชุมเพื่อรับนโยบายใหม่”

อาจารย์อาคมระบุ และกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการทดสอบกลางเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทย หรือ “โอเน็ต” (O-Net) ประเด็นนี้อยากให้รัฐบาลทำความเข้าใจกับครูและนักเรียนทั่วประเทศ เพราะการสอบโอเน็ตเป็นประโยชน์กับตัวเด็กเอง แต่ที่ผ่านมาทุกโรงเรียนจะมุ่งเน้นไปที่การกวดวิชา มีการจ้างบริษัทมาติวโอเน็ตโดยเฉพาะ ซึ่งจริงๆ แล้วควรสอนให้เด็กได้เรียนรู้จากกระบวนการคิดมากกว่า

กับอีกนโยบายที่ถูกมองว่าแก้ปัญหาไม่ตรงจุด คือการนำครูไปสอบโอเน็ต รวมถึงแนวคิด “ติดกล้องวงจรปิดดูการสอนของครู” ซึ่งเรื่องนี้ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เป็นเพียงวิธีคิดแบบ “อำนาจนิยม” และไม่ให้เกียรติคนทำงานวิชาชีพครู ดังนั้นจึงควรนำงบประมาณในส่วนนี้ ไปจัดซื้อสื่อการเรียนการสอนจะดีกว่า

“ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในการเอาครูไปสอบโอเน็ตและการติดตั้งกล้องวงจรปิด เพราะเหมือนระบบอำนาจนิยม ไปตรวจสอบไปเช็คว่าครูทำอะไร เป็นการไม่ไว้วางใจครูและเป็นการไม่ให้เกียรติกับวิชาชีพครูอย่างมาก ถ้าผมไปติดตั้งกล้องที่รัฐสภาบ้าง ตรวจสอบว่าคุณกำลังประชุมเรื่องอะไร ท่านจะรู้สึกอย่างไร ฉันใดฉันนั้น อย่าคอยจับผิดคน จะทำงานกับครูต้องให้เกียรติครู งบประมาณที่จะทำเอาไปซื้อสื่อดีกว่า” อาจารย์สมพงษ์ ให้ความเห็น

และท้ายที่สุดแล้ว..สิ่งที่ทั้งครูและนักเรียนต้องการที่สุดคือ “เวลาสอน-เวลาเรียน” ซึ่งอาจารย์สมพงษ์คาดหวังว่า ปีนี้ (2559) จะต้องลดเวลาที่เสียไปกับกิจกรรมอื่นๆ ให้ได้เพิ่มขึ้นอีก รวมถึงต้องให้ “ความยืดหยุ่น” กับครูในการจัดการเรียนการสอนตามความเหมาะสมมากขึ้นด้วย

“ผมลงพื้นที่จะเจอพวกสภานักเรียน แล้วเขาก็จะบอกว่า..อาจารย์คะ หนูเรียนไม่เต็มหน่วย เดี๋ยวครูไปอบรม เดี๋ยวไประชุม ทำให้งานหลักของครูกลายเป็นงานรอง เมื่อกลับมาสอนก็พยายามอัดเต็มที่ เพราะไม่ทันเวลา..เพราะฉะนั้นกิจกรรมการเรียนรู้มีผลกระทบเช่นกัน ครูก็พยายามเร่งสอน อัดให้นักเรียน ทำอย่างไรก็ได้ให้มันทันเวลาที่กำหนดไว้ ในขณะนี้ระบบการศึกษาเราต้องเช็คให้ดี ผมยืนยันว่านโยบายจากบนลงล่าง ถ้าเราไม่ตรวจสอบ มันจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี

ครูในผลสำรวจปี’58 มีความต้องการความเป็นอิสระทางวิชาการ ครูต้องตามเรื่องหนังสือเอง เตรียมการเรียนการสอน ออกแบบการเรียนรู้ นี่คือต้นทุนของครูที่จะเตรียมพร้อมในการสอนหนังสือ แต่ถ้าดึงเวลาออกไปจากพวกนี้ ความเป็นอิสระทางวิชาการก็จะตกไปอยู่ภายในกิจกรรม เช่น การอบรมต่างๆ ต้นทุนครูดีจะต้องต่อยอดจากความเป็นอิสระและความรักในวิชาชีพ” อาจารย์สมพงษ์ ฝากทิ้งท้าย

สำหรับการสำรวจวงจรชีวิตครูไทย ประจำปี 2558 นี้ ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 319 คนจากทั่วประเทศ ทั้งหมดเป็นครูที่ถูกยกย่องจากท้องถิ่นให้เป็นครูสอนดี อีกทั้งมีอายุงานและวิทยฐานะสูง ซึ่งแม้จะพบว่าครูได้เวลาสอนคืนมาบ้าง แต่หากเป็นไปได้ก็อยากได้มากกว่านี้ เพื่อจะได้ดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่

เสียงสะท้อนนี้จะไปถึงรัฐบาลหรือไม่?..และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน? คงต้องติดตามกันต่อไป!!!

อารีรัตน์ คุมสุข
SCOOP@NAEWNA.COM

‘ชนบทไทย’…ไกลปืนเที่ยง!(จบ) เปิดหมู่บ้าน‘ล้าหลัง’ฉบับมท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/198502

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ฉบับที่แล้ว “สกู๊ปแนวหน้า” นำเสนอภาพรวม “หมู่บ้านล้าหลัง” ในประเทศไทย ซึ่งเป็นข้อมูลจากรายงาน “หมู่บ้านชนบทไทย” ปี 2558 (กชช.2ค.) สำรวจโดยคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาคุณภาพของประชาชน(พชช.) กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย(มท.) ฉบับนี้ไปติดตามต่อแบบ “แยกย่อย” เป็นรายจังหวัด โดยจัดระดับการพัฒนาหมู่บ้านไว้ ดังนี้ 1.หมู่บ้านเร่งรัดพัฒนาอันดับ 1 หรือหมู่บ้านล้าหลังได้ 1 คะแนน 11-33 ตัวชี้วัด 2.หมู่บ้านเร่งรัดพัฒนาอันดับ 2 หรือหมู่บ้านปานกลาง ได้ 1 คะแนน 6-10 ตัวชี้วัด และ 3.หมู่บ้านเร่งรัดพัฒนาอันดับ 3 หรือหมู่บ้านก้าวหน้า ได้ 1 คะแนน 0-5 ตัวชี้วัด จาก 33 ตัวชี้วัด

รายงานฉบับดังกล่าว ระบุว่า ปี 2558 ประเทศไทยมี “หมู่บ้านล้าหลัง” 190 หมู่บ้าน ใน 20 จังหวัด กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดท่ามกลางหมู่บ้านล้าหลังปี 2558 คือ กลุ่มที่มีปัญหา 11 เรื่อง และปี 2558 มีหมู่บ้านล้าหลังเพิ่มขึ้นไม่แตกต่างจากปี 2556 มากนัก แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า ในจำนวน 190 หมู่บ้าน มีเพียง 14 หมู่บ้านที่เป็นหมู่บ้านล้าหลัง “ต่อเนื่อง” มาจากปี 2556 ที่เหลือเป็นหมู่บ้านล้าหลังที่ “เกิดใหม่” ถึง 174 หมู่บ้าน โดยกลุ่มหมู่บ้านล้าหลังใหม่เหล่านี้เคยเป็นหมู่บ้านก้าวหน้าและปานกลางในปี 2556 อีกด้วย

นอกจากนี้ มีหลายจังหวัดที่ “ไม่มี” หมู่บ้านล้าหลังมาก่อนเมื่อปี 2556 แต่มีหมู่บ้านล้าหลังเกิดขึ้นใหม่ในปี 2558 เช่น บึงกาฬ, ยโสธร, สมุทรปราการ, กาญจนบุรี, กำแพงเพชร, กระบี่, ชัยภูมิ, ปทุมธานี, ฉะเชิงเทรา, ราชบุรี และสกลนคร ขณะที่หลายจังหวัด “เคยมี” หมู่บ้านล้าหลังเมื่อปี 2556 แต่ยกระดับ“ปลอด” จากหมู่บ้านล้าหลังได้ในปี 2558 เช่น อุดรธานี, สุพรรณบุรี, นครพนม, นครราชสีมา, พิษณุโลก, สุรินทร์, ชุมพร, น่าน, เพชรบุรี, ระยอง, สระแก้ว และสุโขทัย โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ เช่น…

# เชียงใหม่ : มีหมู่บ้านล้าหลัง 37 หมู่บ้าน เมื่อปี 2556 จากการติดตามหมู่บ้านดังกล่าวในปี 2558 พบว่า มี 27 หมู่บ้าน ที่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นพ้นเกณฑ์หมู่บ้านล้าหลัง ยกระดับเป็นหมู่บ้านก้าวหน้าถึง 16 หมู่บ้าน และหมู่บ้านปานกลาง 11 หมู่บ้าน แต่ก็มี 20 หมู่บ้านล้าหลังที่เกิดขึ้นใหม่จาก อ.อมก๋อย แม่แจ่ม เวียงแหง สะเมิง สันทราย และแม่แตง เมื่อรวมกับหมู่บ้านล้าหลังต่อเนื่องที่ยังคงเหลืออยู่อีก 10 หมู่บ้าน ทำให้เชียงใหม่มีหมู่บ้านล้าหลังในปี 2558 รวม 30 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 1,843 หมู่บ้าน โดยเฉพาะที่ “อมก๋อย”

ที่ อ.อมก๋อย เดิมปี 2556 มี 9 หมู่บ้านล้าหลัง แต่ยกระดับเป็นหมู่บ้านปานกลางในปี 2558 ได้ 2 หมู่บ้าน และมีปัญหาลดลงแต่ยังเป็นหมู่บ้านล้าหลังต่อเนื่องถึงปี 2558 จำนวน 5 หมู่บ้าน และมี 2 หมู่บ้านที่มีปัญหาเพิ่มขึ้นในเรื่องยาเสพติด ได้แก่ บ้านขุนแม่ตื่นน้อย ต.แม่ตื่น และบ้านแม่โขง ต.นาเกียน ทำให้ยังเป็นหมู่บ้านล้าหลังต่อเนื่อง เมื่อรวมกับหมู่บ้านล้าหลังที่เข้ามาใหม่ จากหมู่บ้านปานกลางปี 2556 จำนวน 13 หมู่บ้าน ทำให้ อ.อมก๋อย มีหมู่บ้านล้าหลังเพิ่มขึ้น “เท่าตัว” ในปี 2558 เป็น 20 หมู่บ้าน

# ยโสธร : ปี 2558 มีหมู่บ้านล้าหลังเกิดขึ้นใหม่ 20 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 885 หมู่บ้าน ที่ อ.เมืองยโสธร ทรายมูล กุดชุม มหาชนะชัย เลิงนกทา พนมไพร และโพนทราย โดยส่วนใหญ่เคยเป็นหมู่บ้านก้าวหน้ามาก่อนเมื่อปี 2556 แต่ปี 2558 กลับมีปัญหาในกลุ่มตัวชี้วัดเพิ่มขึ้นรุนแรง เช่น ปัญหาที่ดินทำกิน ถนน น้ำเพื่อการเกษตร น้ำดื่ม น้ำใช้ ไฟฟ้า ยาเสพติด เป็นต้น ทำให้ “ถอยหลัง” เป็นหมู่บ้าน “ไกลปืนเที่ยง”

# นครศรีธรรมราช : เมื่อปี 2556 มีหมู่บ้านล้าหลัง 31 หมู่บ้าน ซึ่งปี 2558 หมู่บ้านเหล่านี้รวม 28 หมู่บ้าน มีพัฒนาการดีขึ้นพ้นเกณฑ์หมู่บ้านล้าหลัง แต่ขณะเดียวกันก็มีหมู่บ้านล้าหลังที่เกิดขึ้นใหม่ 17 หมู่บ้าน จาก อ.สิชล หัวไทร เฉลิมพระเกียรติ ทุ่งสง และทุ่งใหญ่ เมื่อรวมกับหมู่บ้านล้าหลังต่อเนื่องที่ยังเหลืออยู่อีก 3 หมู่บ้านที่ อ.จุฬาภรณ์ ทำให้นครศรีธรรมราช มีหมู่บ้านล้าหลังในปี 2558 จำนวน 20 หมู่บ้าน

เมื่อพิจารณาภาพรวมหมู่บ้านล้าหลังของ จ.นครศรีธรรมราช ในปี 2558 ทั้งหมดจะมีปัญหาหลักคล้ายกัน เช่น การมีงานทำ การทำงานในสถานประกอบการ การเข้าถึงแหล่งทุน ไฟฟ้า ถนน คุณภาพดิน การได้รับการศึกษา การเรียนรู้โดยชุมชน การมีส่วนร่วม การรวมกลุ่ม และด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

# ปัตตานี : ปี 2556 มีหมู่บ้านล้าหลัง 1 หมู่บ้าน ที่ อ.เมืองปัตตานี คือ “บ้านบางปลาหมอ” ต.รูสะมิแล แต่มีพัฒนาการดีขึ้นหลายเรื่องทำให้ยกระดับเป็นหมู่บ้านก้าวหน้าในปี 2558 อย่างไรก็ตาม ปี 2558 ปัตตานีมีหมู่บ้านล้าหลังเกิดขึ้นใหม่ 12 หมู่บ้าน ที่ อ.สายบุรี ทุ่งยางแดง กะพ้อ มายอ และหนองจิก ซึ่งเรื่องที่หมู่บ้านล้าหลังใน จ.ปัตตานี มีปัญหาร่วมกันมากที่สุด ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งทุน การมีงานทำ การได้รับการศึกษา เป็นต้น นอกจากนี้เมื่อพิจารณาข้อมูลหมู่บ้านทั้งหมดในภาพรวมของ จ.ปัตตานี พบว่า การเข้าถึงแหล่งทุน การได้รับการศึกษา ที่ดินทำกิน และคุณภาพน้ำ เป็นต้น ค่อนข้างจะเป็นปัญหามากเมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆ

# ปทุมธานี : ปี 2558 มีหมู่บ้านล้าหลังเกิดขึ้นใหม่ 4 หมู่บ้าน อยู่ที่ อ.คลองหลวง และทั้งหมดเคยเป็นหมู่บ้านก้าวหน้าเมื่อปี 2556 แต่มีปัญหารุนแรงเพิ่มขึ้นจนลดระดับเป็นหมู่บ้านล้าหลังในปี 2558 เรื่องที่เป็นปัญหาเพิ่มขึ้น คือ การมีงานทำ น้ำใช้ การมีส่วนร่วม และภัยพิบัติ เป็นต้น และเมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งจังหวัด พบว่า เรื่องที่เป็นปัญหาของหมู่บ้านส่วนใหญ่ เช่น การเข้าถึงแหล่งทุน การได้รับการศึกษา ที่ดินทำกิน การรวมกลุ่ม การเรียนรู้โดยชุมชน และการกีฬา

“บทสรุป”…สถานการณ์หมู่บ้านชนบทไทยปี 2558 เทียบกับปี 2556 พบว่า ส่วนใหญ่มีปัญหารุนแรงเพิ่มขึ้นหลายเรื่อง เช่น การเรียนรู้โดยชุมชน การกีฬา การได้รับการศึกษา การเข้าถึงแหล่งทุน การมีที่ดินทำกิน คุณภาพน้ำ ถนน การติดต่อสื่อสาร เป็นต้น ขณะที่บางเรื่องดีขึ้น แต่ไม่แตกต่างจากปี 2556 มากนัก เช่น ระดับการศึกษาของประชาชน อัตราการเรียนต่อ ความปลอดภัยจากความเสี่ยงในชุมชน เป็นต้น

เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งหมดที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์หมู่บ้าน พบว่า เรื่องที่ส่งผลกระทบ “รุนแรง” แก่หมู่บ้านเป็นจำนวนมาก และเป็น “ปัญหาร่วม” ของหมู่บ้านล้าหลัง ประกอบด้วย การเข้าถึงแหล่งทุน การมีงานทำ การทำงานในสถานประกอบการ คุณภาพดิน คุณภาพน้ำ การได้รับการศึกษา การรวมกลุ่ม การมีส่วนร่วม ความเสี่ยงในชุมชน ที่ดินทำกิน น้ำเพื่อการเกษตร การทำเกษตรอื่นๆ ผลผลิตจากการทำไร่ ถนน และไฟฟ้า

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควร “ปลด…เกียร์ว่าง” ปรับปรุงแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหมู่บ้านล้าหลังใหม่ๆ ขึ้นอีกโดยง่ายในอนาคต!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ชนบทไทย’…ไกลปืนเที่ยง!(1) เปิดหมู่บ้าน‘ล้าหลัง’ฉบับมท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/198327

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สังคมไทยก้าวเข้าสู่ “ยุค4G” แต่บางพื้นที่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องคลื่นสัญญาณ เอาแค่“โทรศัพท์บ้าน” ยังไม่มี…“รถไฟฟ้า” สารพัดสี จ่อเปิดใช้งาน แต่บางหมู่บ้านยังไม่มี “ถนน” หรือมีก็เหมือนไม่มี!?!?!

นี่คือความเป็นจริงของหมู่บ้าน “ชนบท” ไทย ที่หลายแห่ง “ไกลปืนเที่ยง”และ “ล้าหลัง” ยังต้องได้รับการพัฒนา!?!?!

รายงาน “หมู่บ้านชนบทไทย” ปี 2558(กชช.2ค.) สำรวจโดยคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาคุณภาพของประชาชน(พชช.) กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย(มท.) ทุกๆ 2 ปี ได้จัดการพัฒนาหมู่บ้านเป็น 3 ระดับ คือ 1.หมู่บ้านเร่งรัดพัฒนาอันดับ 1 หรือ “หมู่บ้านล้าหลัง”, 2.หมู่บ้านเร่งรัดพัฒนาอันดับ 2 หรือปานกลาง และ 3.หมู่บ้านเร่งรัดพัฒนาอันดับ 3 หรือก้าวหน้า

การสำรวจครั้งล่าสุด ปี 2558 ที่จัดเก็บข้อมูลจาก 70,335 หมู่บ้าน 76 จังหวัด พบว่า มีทั้งหมด 10,537,844 ครัวเรือน “ภาคใต้”มีครัวเรือนเฉลี่ยต่อหมู่บ้านสูงสุดที่ 185 ครัวเรือน, มีประชากร 33,805,764 คน, จำนวนประชากรเฉลี่ยหมู่บ้านละ 480 คนมีระบบ “น้ำประปา” 65,696 หมู่บ้าน คิดเป็น 93.40%, มี “ไฟฟ้า”ใช้ 8,549,516 ครัวเรือน “ไม่มี” ไฟฟ้าใช้ 176,724 ครัวเรือน เป็นต้น

สภาพปัญหาที่น่าสนใจ เช่น…

“โครงสร้างพื้นฐาน”

1.“ถนน” ปี 2558 มีหมู่บ้านในชนบทมีปัญหาในระดับมาก(เป็นหมู่บ้านที่ถนนเส้นทางหลักภายในหมู่บ้านใช้การได้ไม่ดีตลอดทั้งปี) 6,231 หมู่บ้าน คิดเป็น 8.86% ของหมู่บ้านทั้งหมด “ภาคใต้” มีปัญหาเรื่องนี้มากที่สุด คิดเป็น 10.50% เทียบกับปี 2556 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาเรื่องนี้ในระดับมากเพิ่มขึ้น 1,385 หมู่บ้าน คิดเป็น 1.97%

2.“น้ำดื่ม” ปี 2558 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาในระดับมาก(เป็นหมู่บ้านที่มีครัวเรือนมีน้ำสะอาดสำหรับดื่มและบริโภคน้อยกว่า 63% ของครัวเรือนทั้งหมด) 1,406 หมู่บ้าน คิดเป็น 2% ของหมู่บ้านทั้งหมด “ภาคใต้” มีปัญหามากที่สุด คิดเป็น 3.6% เทียบกับปี 2556 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาเรื่องนี้ในระดับมากเพิ่มขึ้น 406 หมู่บ้าน คิดเป็น 0.58%

3.“น้ำใช้” ปี 2558 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาในระดับมาก(เป็นหมู่บ้านที่มีครัวเรือนมีน้ำสะอาดสำหรับดื่มและบริโภคน้อยกว่า 63% ของครัวเรือนทั้งหมด) 2,204 หมู่บ้าน คิดเป็น 3.13% ของหมู่บ้านทั้งหมด “ภาคใต้” มีปัญหามากที่สุด 4.12% เทียบกับปี 2556 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาเรื่องนี้ในระดับมากเพิ่มขึ้น 509 หมู่บ้าน คิดเป็น 0.72%

4.“น้ำเพื่อการเกษตร” ปี 2558 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาในระดับมาก(เป็นหมู่บ้านที่มีน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก) 4,604 หมู่บ้าน คิดเป็น 6.55% “ภาคเหนือ” มีปัญหามากที่สุด 8.29 เทียบกับปี 2556 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาเรื่องนี้ในระดับมากเพิ่มขึ้น 1,221 หมู่บ้าน คิดเป็น 1.74%

5.“ไฟฟ้า” ปี 2558 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาเรื่องการมีไฟฟ้าของรัฐใช้ในระดับมาก 1,335 หมู่บ้าน คิดเป็น 1.90% ของหมู่บ้านทั้งหมด “ภาคเหนือ” มีปัญหามากที่สุด 3.24% เทียบกับปี 2556 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาเรื่องนี้ในระดับมากเพิ่มขึ้น 339 หมู่บ้าน คิดเป็น 0.48%

6.“ที่ดินทำกิน” ปี 2558 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาในระดับมาก(มีจำนวนครัวเรือนที่มีที่ดินทำกินของตนเอง แต่ต้องเช่าเพิ่มบางส่วน รวมกับจำนวนครัวเรือนที่ไม่มีที่ดินทำกินของตนเองต้องเช่าทำกินทั้งหมด มากกว่า 25% ของครัวเรือนทั้งหมดในหมู่บ้าน) 14,116 หมู่บ้าน คิดเป็น 20.07% ของหมู่บ้านทั้งหมด “ภาคเหนือ” มีปัญหาเรื่องนี้มากที่สุด 30.84% เทียบกับปี 2556 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาเรื่องนี้ในระดับมากเพิ่มขึ้น 356 หมู่บ้าน คิดเป็น 0.52%

7.“ติดต่อสื่อสาร” ปี 2558 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาในระดับมาก(ในหมู่บ้านไม่มีบริการโทรศัพท์สาธารณะที่ใช้การได้ และครัวเรือนไม่มีโทรศัพท์ประจำบ้าน โทรศัพท์มือถือ หรืออินเตอร์เนต) 1,693 หมู่บ้าน คิดเป็น 2.41% ของหมู่บ้านทั้งหมด “ภาคเหนือ” มีปัญหาเรื่องนี้มากที่สุด 3.42% เทียบกับปี 2556 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาเรื่องนี้ในระดับมากเพิ่มขึ้น 544 หมู่บ้าน คิดเป็น 0.78%

“การศึกษา”

ปี 2558 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาเรื่องการได้รับการศึกษาของประชาชนอยู่ในระดับมาก(เด็กในหมู่บ้านที่กำลังศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย น้อยกว่าร้อยละ 5 ของเด็กอายุ 15-17 ปี หรือกำลังเรียนการศึกษาภาคบังคับ น้อยกว่า 80% ของเด็กอายุ 6-15 ปี หรือเข้าเรียนก่อนประถมศึกษาน้อยกว่า 60% ของเด็กอายุ 3-5 ปี หรือคนที่พลาดโอกาสจากการศึกษาภาคบังคับได้รับการบริการหลักสูตรของการศึกษานอกโรงเรียน น้อยกว่า 30% ของคนที่พลาดโอกาสจากการศึกษาภาคบังคับ หรือในระบบโรงเรียน) 31,492 หมู่บ้าน คิดเป็น 44.77%

“ภาคเหนือ” มีปัญหาเรื่องนี้มากที่สุด 46.9% เทียบกับปี 2556 หมู่บ้านในชนบทมีปัญหาเรื่องนี้ในระดับมากเพิ่มขึ้น 5,454 หมู่บ้าน คิดเป็น 7.77%

สถานการณ์หมู่บ้านชนบทไทยระหว่างปี 2556 กับปี 2558 พบว่า จากการสำรวจข้อมูลหมู่บ้านชนบทไทยปี 2558 เมื่อพิจารณาจากตัวชี้วัดสภาพของหมู่บ้านเรียงลำดับจากเรื่องที่หมู่บ้านส่วนใหญ่มีปัญหามากไปหาน้อย เปรียบเทียบกับปี 2556 พบว่าสถานการณ์โดยรวมนั้น “ตกต่ำ” ลงส่งผลให้กลุ่ม “หมู่บ้านก้าวหน้า” หรือหมู่บ้านที่มีปัญหาน้อยมีจำนวนลดลง, หมู่บ้านปานกลางเพิ่มจำนวนขึ้น และมีหมู่บ้านปานกลางก้าวหน้าปี 2556 ส่วนหนึ่งมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น ทำให้กลายเป็น “หมู่บ้านล้าหลัง”

ปี 2558 จากการสำรวจข้อมูล 70,335 หมู่บ้าน พบว่า มี “หมู่บ้านล้าหลัง” 190 หมู่บ้าน คิดเป็น 0.27%, หมู่บ้านปานกลาง 9,580 หมู่บ้าน คิดเป็น 13.62% และหมู่บ้านก้าวหน้า 60,565 หมู่บ้าน คิดเป็น 86.11% ขณะที่ปี 2556 ได้สำรวจข้อมูล 70,372 หมู่บ้าน จัดเป็นหมู่บ้านล้าหลัง 182 หมู่บ้าน, หมู่บ้านปานกลาง 7,564 หมู่บ้าน และหมู่บ้านก้าวหน้า 62,626 หมู่บ้าน

เมื่อเปรียบเทียบปี 2558 กับปี 2556 พบว่า ปี 2558 หมู่บ้านก้าวหน้า หรือหมู่บ้านที่มีปัญหาน้อยลดลงไปราว 2,000 หมู่บ้าน ขณะที่หมู่บ้านปานกลางเพิ่มขึ้นราว 2,000 หมู่บ้าน ส่วนหมู่บ้านล้าหลังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และไม่แตกต่างจากปี 2556 มากนัก คือ จาก 182 เป็น 190 หมู่บ้าน

ทว่า…ในกลุ่ม “หมู่บ้านล้าหลัง” มีความเคลื่อนไหวทั้ง 2 ทางสวนกัน คือ มีหมู่บ้านปานกลางก้าวหน้าที่มีปัญหาเพิ่มขึ้น “ถอยหลัง” เป็นหมู่บ้านล้าหลัง และมีหมู่บ้านล้าหลังบางส่วน “ยกระดับ” ขึ้นเป็นหมู่บ้านปานกลางก้าวหน้าด้วยเช่นกัน

“ปัญหา” ที่รุนแรงเพิ่มขึ้นสูงมากในกลุ่มหมู่บ้านล้าหลัง เมื่อเทียบปี 2558 กับปี 2556 คือ การเรียนรู้โดยชุมชน มีหมู่บ้านที่ประสบปัญหาเพิ่มขึ้นจาก37.24% เป็น 45.41% , การกีฬา จาก 33.77% เป็น 45.37% ถัดไปคือการได้รับการศึกษา และการเข้าถึงแหล่งทุน เป็นต้น ส่วน “ปัญหา” ที่ความรุนแรงลดลง เช่น ระดับการศึกษา, อัตราการเรียนต่อ, ผลผลิตจากการทำไร่ และความปลอดภัยจากความเสี่ยง เป็นต้น

นี่คือสถานการณ์หมู่บ้านในเขตชนบทของไทยที่แม้จำนวน “หมู่บ้านล้าหลัง” จะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่เกือบทั้งหมดกลับเป็นหมู่บ้านล้าหลัง “เกิดใหม่” ส่วนจะเป็นที่ใดบ้างและมีสาเหตุจากปัญหาใด…

ติดตามต่อฉบับหน้า…

SCOOP@NAEWNA.COM

แบน‘รถบัส2ชั้น’บนถนน ‘ช่วงเปลี่ยนผ่าน’ก็ต้องคำนึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/198140

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งนั่นรวมถึงอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตด้วย ด้านหนึ่งมาจากความประมาทของผู้ขับขี่เอง เช่น ดื่มเครื่องดื่มมึนเมาแล้วไปขับรถหรือขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือร่างกายเหนื่อยล้าง่วงนอนแต่ยังฝืนขับรถ เป็นต้น ทว่าอีกด้านหนึ่งก็มาจากปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพของรถ ดังที่ไม่นานนี้รัฐบาลมีแนวคิดที่จะ ยกเลิกรถบัส 2 ชั้น เนื่องจากพบว่าเป็นยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุค่อนข้างบ่อยและมีการสูญเสียเป็นจำนวนมาก

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ให้สัมภาษณ์กับ “สกู๊ปหน้า 5” กล่าวถึงการเก็บรวบรวมข่าวตลอดทั้งปี 2558 ที่ผ่านมา พบว่า มีอุบัติเหตุจากรถสาธารณะ 104 ครั้งโดย 1 ใน 3 เกิดกับรสบัส 2 ชั้น มีผู้เสียชีวิตรวม 34 ศพหรือตกเดือนละ 3 ศพ

นพ.ธนะพงศ์ อธิบายต่อไปว่า รถบัส 2 ชั้น วันนี้แบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ 1.รถใหม่ หรือรถบัส 2 ชั้นที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2556 เป็นต้นมา รถกลุ่มนี้จะถูกควบคุมด้วยหลักเกณฑ์ต่างๆ อย่างเข้มงวด เช่น ระบบเบรกต้องเป็นแบบเบรกหน่วงเกียร์ไฟฟ้า ระบบทรงตัวต้องมีความเสถียรได้มาตรฐาน และผ่านการทดสอบพื้นลาดเอียง 30 องศา จึงค่อนข้าง “ปลอดภัย” พอสมควร จำนวนรถกลุ่มนี้มีอยู่เพียง “ร้อยละ 20-30” ของรถบัส 2 ชั้นทั้งหมดในประเทศ

กับ 2.รถเก่า หรือรถบัส 2 ชั้น ที่ใช้งานมาก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2556 ซึ่งก่อนหน้าวันดังกล่าวยังไม่มีกฎระเบียบควบคุมรถกลุ่มนี้ค่อนข้าง “เสี่ยง” เพราะหลายคันสูงเกินกว่า 3.60 เมตรและบางคันสูงถึง 4.50 เมตร ซึ่งมีโอกาสพลิกคว่ำได้เวลาเลี้ยวหรือวิ่งในทางลาดชัน แม้จะไม่ได้ใช้ความเร็วสูงก็ตาม

“ที่น่าเป็นห่วงคือรถรุ่นเก่าที่ไม่ได้มีการทดสอบพื้นเอียงทางกรมการขนส่งทางบกใช้วิธีการติดตั้ง GPS แทน ซึ่งการติดตั้ง GPS ก็มีประโยชน์ถ้ามีระบบควบคุมที่ดีเป็นการควบคุมความเร็ว แต่รถที่มีความสูง ความเสี่ยงไม่ใช่แค่ความเร็วอย่างเดียว แม้จะขับไม่เร็วแต่ต้องเลี้ยวกะทันหัน แรงเหวี่ยงก็ทำให้รถเกิดการพลิกคว่ำได้เพราะฉะนั้นความสูงมันจะมีความสัมพันธ์กันกับเสถียรภาพการทรงตัวของรถ” ผู้จัดการ ศวปถ. กล่าว

สอดคล้องกับ นายณัฐพงศ์ บุญตอบ ผู้เชี่ยวชาญการสืบสวนอุบัติเหตุเชิงลึก ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รถบัส 2 ชั้น มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ด้วยปัจจัยหลายประการ อาทิ 1.ความสูงของรถรถบัสโดยสาร 2 ชั้นมีความสูงเฉลี่ย 4.20 เมตร ฐานล้อกว้างแค่ 2.40 เมตร หากนำมาคำนวณเสถียรภาพการทรงตัวของรถ โอกาสในการพลิกคว่ำค่อนข้างสูงมาก

2.เส้นทางเดินรถ รถบัส 2 ชั้นที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางขึ้น-ลงเขา 3.สภาพตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นรถบัสโดยสารประจำทางบางเส้นทาง หรือรถทัศนาจร (รถทัวร์เหมาเที่ยว) อายุการใช้งานค่อนข้างเก่าและมีปัญหาในเรื่องของอุปกรณ์ ระบบเบรก ที่บางครั้งอยู่ในสภาพทรุดโทรม ไม่พร้อมที่จะใช้งาน

และ 4.ผู้ขับขี่ไม่ชำนาญเส้นทาง สำหรับเส้นทางขึ้น-ลงเขา ผู้ที่คุ้นเคยเส้นทางจะรู้จังหวะดีว่าต้องใช้เกียร์อะไรในการลงเนินแทนที่จะเบรกยาวต่อเนื่อง เพราะการใช้เบรกยาวต่อเนื่องกับรถระบบรวม สุดท้ายจะกลายเป็นปัญหา เพราะระบบการเบรกและการเปลี่ยนเกียร์ของรถขนาดใหญ่มีความสัมพันธ์กัน

ที่น่าห่วงที่สุดคือ “รถทัวร์เหมาเที่ยว” เพราะ “ไปทุกที่-ทุกภาค” ไม่จำกัดเส้นทาง!!!

“คนทางใต้เหมารถทางใต้ ที่ส่วนใหญ่เป็นรถทัศนาจรไปเที่ยวภาคเหนือ หากลองจินตนาการดู พวกคนที่อยู่ทางใต้แล้วต้องขับรถขึ้นเขาไปทางเหนือ เขาจะสามารถควบคุมรถได้ดีสักแค่ไหน? อย่างเราอยู่ภาคกลางแล้วขับรถขึ้นเขาไปเชียงใหม่ เราก็ไม่คุ้นเคยเส้นทาง เรียกว่าทักษะในการขับขี่มันจะไม่คุ้นเคยกับเส้นทาง เพราะว่าคนที่ขับในเส้นทางที่เป็นทางเขาลงเนินต่อเนื่องนานๆ คนที่ไม่คุ้นเคยก็ไม่ชำนาญไม่สามารถควบคุมรถได้เท่ากับคนที่คุ้นเคยดี” ผู้เชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุทางถนน รายนี้ ระบุ

แม้ในทางวิชาการ รถบัส 2 ชั้นจะมีอันตราย เสี่ยงต่ออุบัติเหตุอย่างมาก แต่ในทางปฏิบัติการจะยกเลิกห้ามใช้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้ประกอบการแต่ละเจ้าก็มีรถบัส 2 ชั้นอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย และราคารถแต่ละคันก็ค่อนข้างสูง ดังที่ผู้กว้างขวางในวงการรถทัวร์อย่าง “เจ๊เกียว” นางสุจินดา เชิดชัย เจ้าของบริษัทเดินรถเชิดชัยทัวร์กล่าวว่า ที่ผ่านมารถที่นำมาวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสาร ล้วนแต่ต้องเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเสียก่อน จึงจะนำมาออกมาใช้ได้ และมองว่ารถที่มีปัญหาคือ “รถประกอบเอง” มากกว่ารถที่ทำออกมาจากโรงงาน

“รถ 2 ชั้น มันจะมี 2 อย่าง คือ เป็นรถที่สั่งมาจากนอกแท้เลยแต่จะมีราคาแพง กับบางคนที่หัวดี ก็เอารถ 6 ล้อ มาดัดแปลงเป็น 8 ล้อ ซึ่งตรงนี้จะมีปัญหา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรถที่อยู่ในประเทศจะต้องขอความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบกเป็นผู้อนุมัติ กรมการขนส่งทางบกมีการรับรองมาแล้วว่ารถคันนี้แข็งแรงดีและปลอดภัยดี มีการขอความเห็นชอบมาถึงจะจดทะเบียนได้และเอาไปใช้เป็นรถสาธารณะ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้ต่อทะเบียนเพราะรถมันมีตั้งหลายคัน ซึ่งในประเทศไทยก็ไม่ได้มีการสำรวจอย่างชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าไร”

เจ๊เกียวระบุ และย้ำว่าหากรัฐบาลต้องการจะยกเลิกรถบัส 2 ชั้นในประเทศไทยจริง ก็ควรมี “ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน”
เช่น ประกาศว่ารถที่ใช้อยู่แล้วให้ใช้ได้ถึงปีใด และหลังจากนั้นก็ห้ามนำเข้ารถใหม่มาใช้อีก เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาปรับตัว เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการลงทุนไปมากรถบัสแต่ละคันราคาอยู่ที่หลักล้านบาท เช่นเดียวกับ นพ.ธนะพงศ์ ที่กล่าวว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาคุยกัน ว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้จะทำกันอย่างไร?

“ต้องมีระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่าน เพราะต้นทุนพวกนี้ผู้ประกอบการก็ต้องแบกรับ เราไม่สามารถไปยกเลิกได้ทันทีโดยสรุปแล้วต้องมาหารือกันในการกำหนดใช้นโยบายข้อนี้ เช่น อาจจะพูดถึงในอีก 5 ปีข้างหน้าที่ต้องไม่จดทะเบียนเลย ทยอยเอารถเก่าออกจากระบบให้หมด และในช่วงนี้ก็ให้มีการปรับรถที่มีอยู่ ค่อยๆ ทยอยเปลี่ยนมาเป็นการวิ่งในเขตเมืองและเปลี่ยนเป็นรถประเภทอื่นไป” นพ.ธนะพงศ์ ฝากทิ้งท้าย

“ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย” พุทธศาสนสุภาษิตบทนี้ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจได้ดีเสมอกับทุกยุคสมัย โดยเฉพาะกับอุบัติเหตุบนท้องถนน หากลดความเสี่ยงไม่มีความประมาท ก็จะลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้มาก ทว่าอีกมุมหนึ่ง การผลักดันนโยบายใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน แม้จะมีผลดีแต่ก็จะมีผู้คนไม่น้อยได้รับผลกระทบซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเพราะในก่อนหน้านั้นยังไม่มีกฎหมาย-กฎระเบียบใดๆ มาบังคับใช้

เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมาหารือกัน..ว่าจะหาทางออกในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้อย่างไร?

จีรนันท์ แก้วนำ

 

ความเห็น’ล่าแม่มด’ประจานออนไลน์ งานถนัดชาวเนต..ทำได้หรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/197960

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ยุคนี้สมัยนี้ที่สื่อออนไลน์กลายเป็นของคู่กับชีวิตมนุษย์ ใครจะทำอะไร ที่ไหน เวลาใด สามารถถูก “แชร์” ได้ตลอด เพราะใครๆ ต่างก็มีมือถือสมาร์ทโฟนที่ถ่ายภาพและคลิปวีดีโอได้ ซึ่งถ้าถูกแชร์ในเรื่องที่ดีๆ ก็แล้วไป แต่บางครั้งหากไปทำในสิ่งที่ดูแล้วไม่ถูกไม่งาม ไม่ว่าจะหมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย หรือเพียงแค่ไม่ถูกจารีตประเพณี ไม่เข้าตากระแสสังคม ก็อาจถูก “แฉ-ประจาน” ได้ และนั่นอาจหมายถึงการ “หมดอนาคต”ไม่มีที่ยืนอีกต่อไป

เรื่องของการประจานคนที่ประพฤติตนไม่ดีไม่งามผ่านสื่อออนไลน์ ที่มีบางคนให้นิยามว่า “ล่าแม่มดออนไลน์” เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันอยู่เสมอว่า “ทำได้หรือไม่?” ซึ่งฝ่ายที่สนับสนุนมักให้เหตุผลว่า “เพื่อกำจัดคนไม่ดีออกไปจากสังคม” เพราะบางครั้งมาตรการทางกฎหมายไปไม่ถึงจึงต้องใช้มาตรการทางสังคมแทน ขณะที่ฝ่ายคัดค้านก็จะแย้งว่า “เข้าข่ายหมิ่นประมาท” เพราะบ่อยครั้งมิใช่แค่การแสดงภาพที่เป็นเหตุการณ์ แต่เป็นการลงรายละเอียดอื่นๆ เช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ ที่ทำงาน ฯลฯ เพื่อให้คนไปกดดันให้ต้นสังกัดไล่บุคคลดังกล่าวออกจากงาน

นายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช ทนายความชื่อดังอธิบายผ่าน “สกู๊ปหน้า 5” ว่ากรณีแบบนี้ค่อนข้าง“ซับซ้อน” และแบ่งได้เป็นหลายขั้นตอน ประการแรก..การโพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอลักษณะนี้จะเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่? หากอ้างอิงฐานความผิดจาก ประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 326 และ 328) รวมถึงพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (มาตรา 14 ข้อ 1)

ทนายประมาณกล่าวว่า ทั้ง 2 ข้อกฎหมายนี้ต้องดูว่า “เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ” เพราะกฎหมายระบุนิยามการ “ใส่ความอันทำให้ได้รับความเสียหาย” ว่าหมายถึงการ “กุเรื่องหลอกลวง” ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเท่านั้น แต่หากเป็นเรื่องจริงก็ไม่เข้าข่าย เพราะเป็นเพียงการแจ้งให้สังคมรับรู้ว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

“ถ้าหมิ่นประมาทต้องเป็นเรื่องในลักษณะของการใส่ความ คือการใส่ความต่อผู้อื่นหรือบุคคลที่สามให้เขามีความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ในลักษณะนี้ถึงจะถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท ในกรณีเช่นนี้ ถ้าเอาความจริงมานำเสนอ ก็ถือว่าไม่ได้เป็นการใส่ความอะไรเขา ให้ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท” ทนายประมาณ กล่าว

ทว่า ประการที่สอง..นอกจากการพิจารณาว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จแล้ว ประมวลกฎหมายอาญายังให้หลักเกณฑ์อีกข้อหนึ่งด้วยว่า “เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่?” (มาตรา 330) เพราะบางเรื่องถือเป็น “เรื่องส่วนตัว” ที่ถึงจะเป็นความจริงก็ไม่สามารถนำมาเผยแพร่ในพื้นที่สาธารณะได้ ซึ่งการเปิดเผย“ข้อมูลส่วนบุคคล” ก็อาจเข้าข่ายข้อนี้

“มีความเชื่อที่ว่า ถ้ามาตรการทางกฎหมายทำอะไรไม่ได้ก็ต้องใช้มาตรการทางสังคม ต้องโพสต์เพื่อให้คนกดดันไปบีบให้เขาโดนไล่ออก พฤติกรรมแบบนี้มันทำให้เขาเสียหายถ้ามีคนโพสต์ภาพว่าคนนี้ แล้วมีคนมาคอมเมนต์(แสดงความคิดเห็น) ว่า คนนี้เรารู้จัก ชื่ออะไร ทำงานที่ไหน อยู่ที่ไหน ในกรณีนี้ถ้าดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีอะไร แต่เจตนาจริงๆ ก็คือต้องการใส่ความคนในภาพ ให้คนอื่นเกลียดชังก็อาจเป็นความผิดได้

แม้จะเป็นภาพจริงแต่เป็นเรื่องส่วนตัวก็มีความผิด เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปประจานคนอื่นเขา แต่ถ้าเป็นการนำเสนอว่า สังคมมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ถือว่าเป็นการนำเสนอที่สุจริต แต่คนที่มาโพสต์ต่อเริ่มมีเจตนา ถ้าเป็นการนำภาพและเนื้อหา และเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น โดยไม่มีเจตนาทำให้เขาเสียหายถือว่าไม่มีความผิด แต่คนที่มาโพสต์เปิดเผยข้อมูลก็อาจมีความผิด” ทนายความชื่อดัง อธิบาย

เรื่องของการตัดสินว่าข้อมูลแบบใดเป็นสาธารณะหรือส่วนตัวนี้ถือว่า “ตัดสินได้ยาก” พอสมควร ดังที่รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ตั้งข้อสังเกตว่า การโพสต์ภาพโพสต์คลิปวีดีโอก็ดี การวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นก็ดี จะแยกแยะได้อย่างไรว่าสิ่งใดเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือสิ่งใดเป็นไปเพียงเพื่อความสะใจเท่านั้น

“ลองคิดย้อนดูง่ายๆ ว่าหากปล่อยให้คนสามารถที่จะทำเช่นนี้ได้โดยเสรี จะทำให้ทุกคนกลายเป็นผู้ตัดสินผู้อื่นกันอย่างกว้างขวาง และต่างคนต่างก็จะคิดว่าการประจาน หรือการกระทำของตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยเหตุผลที่แตกต่างกันไป โดยไม่แน่ว่าสิ่งที่กระทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะจริงหรือไม่ ดังนั้นการวัดง่ายๆ ก็อาจจะต้องเปรียบเทียบกับความเสียหาย และความเดือดร้อนที่บุคคลผู้ถูกนำรูปหรือการกระทำต่างๆ มาลงไว้นั้นจะต้องได้รับ การที่จะอ้างลอยๆ ว่าเป็นประโยชน์นั้นย่อมไม่สามารถที่จะทำได้” อาจารย์เจษฎ์ อธิบาย

นักวิชาการด้านกฎหมายรายนี้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าตนได้รับความเสียหายจากการถูกประจานดังกล่าว สามารถฟ้องร้องตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้ใน 2 ลักษณะ คือ 1.หากเป็นการหมิ่นประมาทอันเป็นเท็จ สามารถที่จะดำเนินการตาม มาตรา 423 และ 2.หากได้รับความเสียหายอื่นๆ ก็อาจจะสามารถดำเนินการตาม มาตรา 420 ได้ เนื่องจากเป็นการกระทำอันจงใจ หรือประมาทเลินเล่อทำให้ผู้อื่นเสียหายต่อชื่อเสียงของเขา ส่วนค่าเสียหายจะเป็นเท่าใดนั้น ก็คงจะต้องไปพิสูจน์เป็นแต่ละกรณีไป

“หากทุกคนเป็นคนตัดสินการกระทำอันเป็นการผิดกฎหมาย ทุกคนก็สามารถที่จะเป็นผู้พิพากษาคนได้ ทำให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในมือทุกคน โดยไม่ว่าจะชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม มีกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จะทำให้เกิดความวุ่นวายยุ่งเหยิงมาก

แต่หากจะให้ชัดเจนว่ากระทำได้และเป็นประโยชน์นั้น เช่น มีกลุ่มบุคคลจะทำการข่มขืนผู้หญิง มีกลุ่มบุคคลไปไล่คนเหล่านั้น มีคนที่ถ่ายคลิปเอาไว้ได้ จึงนำมาลงให้คนดู เช่นนี้คงจะอธิบายประโยชน์สาธารณะได้ชัดเจน ดังนั้นการพิจารณาจึงต้องทำให้รอบคอบ และไม่ใช่ทุกคนจะเป็นผู้ตัดสินเสียเองได้” อาจารย์เจษฎ์ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

อารีรัตน์ คุมสุข
SCOOP@NAEWNA.COM

เปิด‘คาถา’ช่วยพ้นภัยโชว์งูป่า ‘ดูหัว-ล้างมือ-งดพ่นลม’=รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/197804

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
เป็นเรื่องขึ้นมาเมื่อมีการเผยแพร่คลิป “เจ้าเหลือม” อ้าปากงับนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน จนถึงขั้นหวิดเสียโฉมต้องเย็บ 8 เข็ม เหตุเกิดในสถานที่แห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต ที่เปิดโชว์งู และขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับงูให้นักท่องเที่ยว นำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรการดูแลนักท่องเที่ยว ของสถานที่ที่มีการโชว์ลักษณะดังกล่าว ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในประเทศไทยว่า “ปลอดภัย” หรือไม่ขณะเดียวกัน “นักท่องเที่ยว” ควรปฏิบัติตัวอย่างไรในการเข้าชม หรืออยู่ “ใกล้ชิด” สัตว์มีพิษและอันตรายเหล่านี้!?!?!

“สันติ ป่าหวาย” ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ทางจังหวัดห่วงใยกับเหตุที่เกิดขึ้น และมีมาตรการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เบื้องต้นอาจ “ห้าม” เข้าไปสัมผัสสัตว์อย่างใกล้ชิด โดยได้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ และอาจมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ในการสร้างความปลอดภัยและมาตรฐานในการท่องเที่ยว

ขณะที่ “สมาคมผู้นิยมสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ” หรือเอ็กโซติคเพ็ท แนะนำ “ข้อปฏิบัติ” ในการเข้าชม “โชว์งู” ว่า 1.งูแต่ละชนิด มีอุปนิสัยทั้งในด้านความ “ก้าวร้าว” และการ “โจมตี” เหยื่อที่แตกต่างกัน แม้แต่งูชนิดเดียวกันก็อาจมีนิสัยที่แตกต่างกัน 2.ในการจับ หรือถือสัตว์ทุกชนิดเพื่อถ่ายภาพ ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ดูแลสัตว์อย่างเคร่งครัด 3.พึงระลึกเสมอว่างูที่ถูกจับมาจาก “ป่า” และใช้ในการจัดแสดง จะมีความก้าวร้าว และดุร้ายมากกว่างูที่ “เพาะเลี้ยง” ในสถานที่เลี้ยง แม้จะเป็นงูชนิดเดียวกันก็ตาม

4.การ “สังเกต” การจับงูของผู้ดูแลสัตว์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะคาดเดาความดุร้ายของงูตัวที่ถูกนำมาจัดแสดงได้ เช่น หากเห็นว่างูถูก “ปล่อย” ให้เลื้อยอย่างสงบ หรือถูกวางไว้ หรือพาดไว้กับร่างกายโดยมิได้มีการควบคุมส่วนหัวของงูอย่างเคร่งครัด เราสามารถประเมินได้ว่างูไม่มีนิสัย “ก้าวร้าว”

ทว่า…งูที่ถูกจับไว้อย่าง “แน่นหนา” มั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วน “หัวและลำคอ” มักจะเป็นเพราะงูตัวนั้นๆ มีนิสัยดุร้าย และพร้อมจะฉกกัด แม้กระทั่งกับผู้ดูแลด้วยเช่นกัน

5.งดการสร้าง “พฤติกรรมเสี่ยง” ต่อการถูกฉกกัดโดยงูที่นำมาจัดแสดง เช่น ถ้าจับสัตว์ที่เป็นอาหารของงูมาก่อนหน้าที่จะมาจับงู ควรล้างมือให้สะอาดก่อน และหลังจับสัตว์ทุกชนิด และ “ลมหายใจของสัตว์เลือดอุ่น” ถือเป็นสิ่งที่ยั่วยวนให้งูเกิดความอยากอาหาร ดังนั้นการหายใจ หรือกระทั่งการพ่นลมใส่หน้างูถือเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายโดยงูทุกชนิดเป็นอย่างยิ่ง

“ครรชิต ดีสมศักดิ์” นายกสมาคมผู้นิยมสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ หรือเอ็กโซติคเพ็ท กล่าวว่า การโชว์งูของสถานที่ท่องเที่ยวแนวนี้ส่วนใหญ่จะโชว์งูป่าแนว “ฮาร์ดคอร์” พวกนี้มันถูก “ขัง” ทำให้ดุร้ายและก้าวร้าว แต่ถ้าเป็นการโชว์งูของสมาคมฯตลอด 3 ปีที่ผ่านมาที่เราจัดแสดงไม่เคยเกิด “อุบัติเหตุ” กับผู้เข้าชมเลย เพราะงูที่เราเอามาโชว์ผ่านการเพาะเลี้ยงและ “เชื่อง” คุ้นเคยกับคน จึงมีความก้าวร้าวค่อนข้างน้อย

“ครรชิต” กล่าวทิ้งท้ายว่า “จุดขาย” ของผู้จัดโชว์แนวนี้ คือ ความตื่นเต้น หวาดเสียว บางแห่งมีโชว์กิน “ดีงู” เพื่อโชว์ว่าแม้งูจะดุ แต่คนก็กินมันได้ แต่การโชว์ของสมาคมฯเป็นการโชว์งูเลี้ยง หรืองูแปลก โชว์ความเชื่องและความน่ารักของงู เป็นต้น ดังนั้นผู้เข้าชมต้องแยกให้ออกว่างูที่เป็น “สัตว์แปลก” กับงูที่เป็น “สัตว์ป่า” แม้จะเป็นชนิดเดียวกัน ความดุร้ายก็ต่างกัน…

ที่สำคัญ…ปฏิบัติตาม “คำแนะนำ” ข้างต้น โอกาสบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตเพราะตกเป็น “เหยื่อ” จากโชว์งูจะไม่เกิดขึ้น!?!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

สกู๊ปหน้า5:’สะพานถล่ม’ที่อยุธยา ‘ก่อสร้าง’ต้องรอบคอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/197539

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
เป็นเรื่องร้ายรับปีลิงกันทีเดียว กับเหตุสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังก่อสร้างบริเวณฝั่ง ต.เกาะเรียน เพื่อใช้สำหรับข้ามไปฝั่ง หมู่ 1 ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา ไปออกยังถนนสาย 347 พังถล่มลงมา ส่งผลให้คนงานก่อสร้างได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อ 5 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา

ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ “ครั้งแรก” กับเหตุการณ์ทำนองดังกล่าว!!!

ย้อนไปเพียงปีกว่าๆ วันที่ 11 ส.ค. 2557 เกิดเหตุสลดขึ้นเมื่ออาคารห้องพัก U Place Condotel ย่านรังสิต คลอง 6 จ.ปทุมธานี ที่กำลังก่อสร้างเกิดพังถล่มลงมา และย้อนไปกว่านั้นไม่นานนัก 25 ก.พ. 2557 อาคารสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บริเวณ ถ.เลียบคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างเช่นกัน เกิดพังถล่มลงมา

ทั้ง 2 เหตุการณ์ มีทั้ง “คนตาย” และ “คนเจ็บ” หลายราย!!!

11 ม.ค. 2559 ศ.ดร.อมร พิมานมาศ เลขาธิการสภาวิศวกร เปิดแถลงข่าวหลังนำคณะของสภาวิศวกรลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อ 6 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา ตั้งข้อสังเกตไว้ 3 ประการ คือ 1.อาจเกิดจากการหลุดของเหล็กที่ยึดระหว่างเสา หรือเรียกว่า “หูช้างเหล็ก” ที่ใช้เป็นฐานรองรับเครนขณะที่กำลังยกติดตั้งชิ้นส่วน ส่วนสาเหตุที่หูช้างเหล็กหลุดลงมานั้น ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์และตรวจสอบในรายละเอียดต่อไป เนื่องจากอาจเกิดขึ้นได้จากหลายๆ ปัจจัย

2.วัสดุที่ใช้จริงเป็นไปตามที่ออกแบบหรือมาตรฐานหรือไม่? คือหากออกแบบเหล็กหูช้างไว้ดีแล้ว แต่อุปกรณ์ที่ใช้งานนั้นมีการใช้งานซ้ำมาหลายครั้งจนเกิดชำรุดหรือเสียหาย และวิศวกรก็ไม่ได้ตรวจสอบให้ละเอียดว่าวัสดุที่ใช้ยึด เช่น ท่อนเหล็ก Shear Pin มีกำลังรับน้ำหนักเพียงพอหรือไม่?

3.มีขั้นตอนการควบคุมคุณภาพในระหว่างการก่อสร้าง เช่น การควบคุมแรงดึงในท่อนเหล็กอัดแรงหรือไม่? เป็นต้น ทั้งนี้ก็ยังไม่ฟันธงได้ว่าเพราะสาเหตุใด โดยอาจต้องพิจารณาประเด็นต่างๆ เพิ่มเติม เช่น กำลังรับน้ำหนักของตัวเครนเองอีกด้วยว่าเพียงพอหรือไม่? เพื่อให้การวิเคราะห์และตรวจสอบปัญหาเป็นไปอย่างรอบด้าน

“สันนิษฐานว่าการร่วงของเครนที่ใช้ก่อสร้างอาจเกิดจากการหลุดของเหล็กที่ยึดระหว่างเสา หรือที่เรียกว่าหูช้างเหล็ก ซึ่งเป็นฐานรองรับตัวเครนขณะยกติดตั้งชิ้นส่วน โดยตัวเครนนี้จะตั้งขาอยู่บนเสาตอม่อ และค่อยๆนำตัวหล่อคอนกรีต ที่มีถึง 12 ชิ้น ขึงกับสลิงไปร้อยต่อรวมกันระหว่างเสาตอม่อ

ซึ่งการหลุดของหูช้างเหล็ก ยังต้องไปตรวจสอบ และวิเคราะห์ ที่อาจเป็นไปได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการออกแบบรอยต่อที่ยึดหูช้างเหล็กกับเสาเพียงพอหรือไม่ รวมถึงเหล็ก 4 เส้นที่ใช้ยึด มีกำลังรับน้ำหนักเพียงพอหรือไม่และขั้นตอนการควบคุม รวมถึงวัสดุที่ใช้เป็นไปตามขั้นตอนการออกแบบหรือไม่” ศ.ดร.อมร กล่าว

ด้าน รศ.เอนก ศิริพานิชกร ประธานคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการตรวจชิ้นส่วนสำเร็จรูปคานสะพานรูปกล่อง ที่พบในที่เกิดเหตุมีสภาพแตกชำรุด รวมทั้ง “ตอม่อ” ที่เกิดการเสียรูปเปลี่ยนตำแหน่งขนาดใหญ่ ยกเว้นตอม่อตัวริมสุดท้ายก่อนถึงแนวแม่น้ำเจ้าพระยา มีแบบฉบับที่สอดคล้องกับการตั้งข้อสังเกตของการวิบัติในระหว่างการก่อสร้าง

ทั้งนี้การเสียรูปมากของโครงสร้างเป็นสัญญาณของการวิบัติทั้งหมด นอกจากนั้นยังพบเห็นคานเหล็กรูปพรรณขนาดใหญ่ จึงสันนิษฐานว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างในการติดตั้งชิ้นส่วนสะพาน “หล่น” และ “พิง” กับตัวสะพานที่อยู่ติดกัน และในบริเวณเดียวกันนั้นปรากฏรอยแตกร้าวจำนวนหนึ่ง

แม้ขณะนี้เหตุการณ์สะพานถล่มที่อยุธยา ยังไม่อาจสรุปสาเหตุที่แน่ชัดได้เพราะต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ก็ต้องถือว่าเป็น “อุทาหรณ์” ได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งรศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการ วสท. ได้ให้คำแนะนำถึงเรื่องความปลอดภัยในงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือนต่างๆ เพิ่มเติมว่า โดยปกติการบริหารหรือจัดการให้เกิดความปลอดภัยขณะก่อสร้างนั้น จะมี 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ

1.การจัดความปลอดภัยในสถานที่ก่อสร้าง ได้แก่ การกั้นอาณาบริเวณก่อสร้างให้มิดชิด มีอุปกรณ์ป้องกันสิ่งของตกร่วง อุปกรณ์ป้องกันฝุ่น ฯลฯ นอกจากนี้ต้องทำป้ายเตือนติดเป็นระยะตลอดแนวก่อสร้างให้ผู้สัญจรทราบว่าเป็นเขตอันตราย อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักรเก็บไว้ในที่ที่เหมาะสม ไม่ยื่นหรือโผล่ออกมานอกเขต เป็นต้น

2.การจัดความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือเครื่องจักร ซึ่งข้อนี้สำคัญมาก เพราะอุบัติเหตุในครั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจมาจากสาเหตุ
ดังกล่าว ก่อนการปฏิบัติงานจึงต้องไม่ละเลยที่จะมีการตรวจสอบ หากพบข้อบกพร่องจะต้องถือเป็นสิ่งสำคัญในการซ่อมแซมแก้ไขให้เรียบร้อยก่อนทุกครั้งไป การซ่อมบำรุงจะต้องยึดถือมาตรฐานเป็นหลัก และจะต้องได้รับการตรวจสอบซ้ำตามลำดับชั้นของผู้รับผิดชอบ และ 3.การจัดความปลอดภัยส่วนบุคคล เช่น การกำหนดการแต่งกายของคนงาน เป็นต้น

“เจ้าหน้าที่ที่จะต้องเข้าทำงาน ต้องไม่แต่งตัวรุ่มร่าม สวมหมวกนิรภัย ใส่รองเท้านิรภัย ต้องได้รับการอบรม ความรู้หรือวิธีปฏิบัติงานที่จะทำให้เหมาะสม และมีข้อห้ามบ้าง เช่น ห้ามกินเหล้า รวมทั้งต้องมีบทลงโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตามด้วย” เลขาธิการ วสท. ฝากทิ้งท้าย

ต้องเน้นย้ำเสมอว่า “ความประมาทเป็นหนทางแห่งหายนะ” โดยเฉพาะกับงานบางประเภท เช่น งานก่อสร้าง ที่ชีวิตของผู้ปฏิบัติงาน “แขวนอยู่บนเส้นด้าย” อยู่แล้ว และหลายเหตุการณ์ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นกรณีอาคารที่รังสิต คลอง 6 จ.ปทุมธานี หรือที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ บทสรุปหลังการตรวจสอบ พบว่ากรณีแรก เกิดจากการเร่งเทปูนจากชั้นบนในขณะที่เหล็กค้ำยันชั้นล่างยังติดตั้งไม่เรียบร้อย ส่วนกรณีหลัง เกิดจากการติดตั้งเหล็กค้ำยันปล่องลิฟต์โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพพื้นที่ที่อยู่ใกล้ทะเลซึ่งมีลมแรงพัดมาปะทะบ่อยครั้ง จึงพังถล่มลงมาในที่สุด

“ความปลอดภัย” จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่าย ไม่ว่าคนงาน

SCOOP@NAEWNA.COM

เช็คความพร้อม‘หน้าด่าน’สตม. รับมือโจทย์ใหญ่‘AEC-ก่อการร้าย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/197355

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ในภาวะที่ “อาชญากรรมข้ามชาติ” เบ่งบาน ประกอบกับอาเซียนก้าวเข้าสู่ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ AEC อย่างเป็นทางการ เสมือนเป็นการเอา“รั้วบ้าน” ออก ทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ รวมถึงคน ทำได้ง่ายขึ้น ประสิทธิภาพในการ “ตรวจตรา-คุมเข้ม” ชาวต่างชาติที่จะไหลเข้าสู่ประเทศไทย จึงเป็นภารกิจใหญ่ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะ “สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง” หรือ สตม. ในฐานะที่เป็น “หน้าด่าน” คัดกรองและสแกนผู้คนที่จะหลั่งไหลเข้ามาต้อง “พร้อม”!!!

“พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร” ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ผบช.สตม.) กล่าวว่า สตม.เตรียมแผนรองรับการเปิด AEC ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเพิ่มความเข้มข้นในระบบคัดกรองคนเข้า-ออกมากขึ้น ผ่านระบบที่เรียกว่า “การตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า”(APPS) ที่เริ่มใช้ไปเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2558 ในท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ และแม่ฟ้าหลวง ซึ่ง APPS เป็นการรับ-ส่งข้อมูลผู้โดยสารระหว่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออก รวมถึงผู้โดยสารเปลี่ยนผ่านลำ เชื่อมโยงกับสายการบิน เพื่อตรวจสอบว่าเป็น “บุคคลต้องห้าม” หรือไม่ หากพบรายชื่อจะไม่อนุญาตให้เดินทางเข้า-ออกประเทศ โดย APPS จะทำให้การคัดกรอง “บุคคลอันตราย” มีประสิทธิภาพขึ้น

ด่าน ตม. “ภาคพื้นดิน” มีการปรับระบบให้ทันสมัย พัฒนาเทคโนโลยีการตรวจสอบโครงหน้า (Face recognition) และสแกนลายนิ้วมือในด่าน ตม.ทั่วประเทศ จากอดีตที่เจ้าหน้าที่ใช้การตรวจสอบด้วย “ตาเปล่า” อย่างเดียวมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ช่วยตรวจสอบตลอดเวลา โดย สตม.พยายามจะ “ยกระดับ” ด่านภาคพื้นดินให้มีมาตรฐานเหมือนด่าน ตม.ที่ท่าอากาศยาน เราพยายามทำด่านใหญ่ๆ ที่เป็นด่านเชื่อมต่อประเทศในกลุ่ม AEC

“แต่ถ้ามีคนร้ายหลุดรอดเข้ามาก็ยังมีมาตรการตรวจสอบ เพราะสตม.มีการกวาดล้างคนต่างด้าวและชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายทุกเดือน เพื่อทำให้คนที่หลบหนีเข้ามาอยู่ยาก” พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าว

ขณะเดียวกันด้วยความที่เมืองไทยเป็นหนึ่งใน “แลนด์มาร์ค” ด้านการท่องเที่ยวของโลก ทำให้ชาวต่างชาตินิยมเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก อาจ “เปิดช่อง” ให้ชาวต่างชาติ “สวมรอย” เป็นนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็น “มาเฟีย” ก่อปัญหาอาชญากรรมในประเทศไทยเช่นกัน สตม.จึงทำการกวาดล้าง และควบคุมชาวต่างชาติเหล่านี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่เกินกำหนดอนุญาต หรือ OVERSTAY อย่าง “เข้มข้น”

พล.ต.ท.ณัฐธรกล่าวว่า ความจริงชาวต่างชาติที่อยู่เกินในประเทศไทยมีจำนวนมากเพราะกฎหมายบ้านเราค่อนข้าง
อ่อนแอโทษปรับแค่วันละ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท ทำให้กลุ่ม OVERSTAY ไม่เกรงกลัว “ลักลอบ” อยู่ในประเทศจำนวนมากและนานมาก แต่หลังจากนี้อย่าหวังจะ “ลอยนวล” เพราะรัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทยได้เห็นชอบ
ตามที่ สตม.เสนอ โดยมีคำสั่งเรื่องการไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาในราชอาณาจักร ถ้าอยู่เกินกำหนดจะห้ามเข้าประเทศ หรือขึ้น “แบล็กลิสต์” มีผลบังคับใช้วันที่ 20 มีนาคม 2559

คำสั่งดังกล่าวกำหนด “บทลงโทษ” สำหรับชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนด 90 วัน ห้ามเดินทางเข้าประเทศ 1 ปี, อยู่เกิน 1 ปี ห้ามเข้า 3 ปี, อยู่เกิน 3 ปี ห้ามเข้า 5 ปี และอยู่เกิน 5 ปี ห้ามเข้า 10 ปี กรณีที่เต็มใจ “มอบตัว” ก็เสียค่าปรับที่สนามบิน หรือช่องทางตรวจคนเข้า-ออก ทาง ตม.จะห้ามเข้าตามระยะเวลาที่กำหนด แต่กรณีถูก “จับกุม” โทษจะหนักขึ้น เช่น ถ้าอยู่เกิน 1 ปีขึ้นไป ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ 10 ปี เป็นต้น ซึ่งเมื่อครบกำหนดแล้วจะ “ปลดล็อก” และเดินทางเข้าประเทศไทยได้ ไม่ได้ห้ามเข้าตลอดชีวิต

“นี่เป็นมาตรการทางการปกครองที่จะช่วยให้ชาวต่างชาติที่เข้ามา หรืออยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายลดลง ซึ่งกลุ่ม OVERSTAY เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติแทบทุกรูปแบบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้ามนุษย์ที่เราพบว่าเหยื่อจากการค้ามนุษย์เกือบ 100% เป็นกลุ่ม OVERSTAY ที่เข้ามาอยู่ในไทย เพื่อพักรอหนังสือเดินทาง หรือรอผู้นำพาไปสู่ประเทศที่ 3 ถ้าตัดดีมานด์ตรงนี้ไปได้ ซัพพลายก็ไม่เกิด ถ้าเรากำจัดพวกนี้ไปได้ อาชญากรรมข้ามชาติจะลดลง” ผบช.สตม.กล่าว

นั่นเป็นความพร้อมเรื่อง AEC ซึ่ง ผบช.สตม. ระบุว่า หลังจากนี้พรมแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านจะ “ลด” ความสำคัญลง เพราะหลังเปิด AEC สินค้าและบริการ รวมถึงคน จะต้องเข้า-ออกอย่างเลื่อนไหล ด้วยมาตรการที่ สตม.มีอยู่ จึงไม่น่าเป็นห่วงนัก ดังนั้น สตม.จะหันเน้นการคัดกรองชาวต่างชาติที่มาจาก “ต่างภูมิภาค” เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงมากกว่า

พล.ต.ท.ณัฐธรระบุว่า หลังจากนี้จะ “จับตา” การเคลื่อนของประชากรอย่างไม่ปกติผ่านประเทศไทยไปสู่ประเทศที่ 3 ของชาวต่างชาติ “ต่างภูมิภาค” ได้แก่1.กลุ่มโรฮีนจา หรือพวกอุยกูร์ พวกนี้จะเคลื่อนผ่านไปสู่ประเทศที่ 3 คราวละมากๆ 2.กลุ่มชาวตะวันออกกลาง เช่น อิรัก อิหร่าน ซีเรีย อัฟกานิสถาน ซึ่งเมื่อปี 2558 กลุ่มคนเหล่านี้ จะหลบหนีภัยสงครามไปทางยุโรป ผ่านทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เข้าสู่กรีซ และอิตาลี แล้วเดินทางไปเยอรมนี เข้าสู่ยุโรป แต่หลังจากมีเหตุก่อการร้ายในฝรั่งเศส ทางยุโรปมีการ “คัดกรอง” มากขึ้น เชื่อว่าจะทำให้คนกลุ่มนี้ “ย้อนกลับ” มาใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยุโรปแทน

3.กลุ่มทวีปแอฟริกา เช่น ไนจีเรีย โซมาเลีย มาลี และกานา ซึ่งหนีภัยสงครามและความยากจนเข้ามา “ตกค้าง” อยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก พวกนี้แอบแฝงเข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่พอถูกจับมาเสียค่าปรับ 6,000 บาท กลับไม่มีเงิน นับประสาอะไรจะอยู่ในฐานะนักท่องเที่ยว เข้ามาก็มาก่อเหตุชิงทรัพย์ ตั้งแก๊งหลอกคนไทยตามโซเชียลมีเดีย หลอกหญิงไทยให้หิ้วสินค้า แล้วซ่อนยาเสพติดไว้ เป็นต้น

“สำหรับคนต่างด้าว หรือชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยแล้วไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพกฎเกณฑ์ เราจะกำจัดออกจากสังคม เราต้องการคนดีๆ เข้ามา ต้องกรองเอานักท่องเที่ยวที่ดี นักลงทุนที่มีศักยภาพเข้ามา ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ไม่กระทบความมั่นคง” ผบช.สตม.กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งหมดเป็นเครื่องมือ “แยกคนร้ายออกจากคนดี” ของ สตม. ซึ่งนับเป็น “สัญญาณ” ที่ดีที่ สตม.ยุค “พล.ต.ท.ณัฐธร” เอาจริงเอาจังกับการ “สแกน” ชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้แผ่นดินไทยทำผิดกฎหมาย ถ้าไม่ทำแบบ “ไฟไหม้ฟาง” อนาคตประเทศไทยอาจเป็น “เขตปลอดอาชญากรรมข้ามชาติ” ก็เป็นได้

SCOOP@NAEWNA.COM