เปิดมุมมองใหม่‘ตัวเงินตัวทอง’ ว่าที่‘สัตว์เศรษฐกิจ’ที่ยังต้องรอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/197180

วันพุธ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“เหี้ย”

หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Water monitor” หรือ “Varanus salvator” ในทางมายาคติของสังคมไทยมักถูกนำไปใช้เปรียบเปรยกับเรื่องไม่ดี และใช้เป็นคำ “ด่าทอ” จนชินปาก แม้จะมีการเปลี่ยนชื่อเสียใหม่เพื่อให้เป็นสิริมงคลว่า “ตัวเงินตัวทอง” หรือ “วารานัส”แต่หลายคนยังรู้สึกไม่ดีกับสัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้อยู่เช่นเดิม…ทว่าหากได้ทำความรู้จัก อาจทำให้คนไทยเปลี่ยน“มุมมอง” ที่มีต่อสัตว์ชนิดนี้ใหม่!!!

นั่นเพราะในความเป็นจริง “เหี้ย” ถือเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และครั้งหนึ่งในประเทศไทยเคยมีความพยายามผลักดันให้เป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” เพราะทั้งเนื้อและหนังมีราคาแพง เป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมเครื่องหนังของยุโรป โดยมีข้อมูลธุรกิจเครื่องหนังของ “อิตาลี” เป็นตลาดที่มีการค้าขายและนำเข้า “ตัวเงินตัวทอง” ปีละหลายล้านตัว

“ปรเมศวร์ ตรีวลัยรัตน์” นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ทำการวิจัยเกี่ยวกับ “เหี้ย” กล่าวว่า แท้จริงแล้วเหี้ยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 โดยสัตว์ “ตระกูลเหี้ย” ในประเทศไทยมีอยู่ 4 ตระกูล คือ 1.เหี้ย 2.แลนหรือตะกวด 3.เห่าช้าง ที่จะอยู่ทางภาคใต้ และ 4.ตุ๊ดตู่ ส่วนใหญ่พบได้ตามแหล่งน้ำ เช่น ที่ราบลุ่มแม่น้ำ คลอง ปากแม่น้ำ ป่าชายเลน เป็นต้น แต่เมื่อ “ป่ากลายเป็นเมือง” เหี้ยจึงถูกจำกัดขอบเขต ระยะหลังพบแค่ตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในบางพื้นที่

“หากย้อนกลับไปในอดีต เหี้ยยังไม่ได้เป็นคำหยาบคายอะไร แต่ด้วยความเจริญของเมืองทำให้ที่อยู่ของเหี้ยถูกรุกล้ำ ทำให้มันหาอาหารยากขึ้น สุดท้ายมันก็ต้องขโมยกินเป็ด ไก่ หรือปลา ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ จนกลายเป็นที่มาของคำด่า” ปรเมศวร์ กล่าว

“ปรเมศวร์” กล่าวอีกว่า จากงานวิจัยถือว่าเหี้ยมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ โดยเป็นสัตว์ “นักล่า” บนห่วงโซ่อาหารระดับต้นๆ และทำหน้าที่ “สร้างสมดุล” ธรรมชาติให้กับประชากรสัตว์ อีกทั้งยังเป็นตัว “กำจัดซาก” ในธรรมชาติ เพื่อลดแหล่งกำเนิดเชื้อโรค จากการหมักหมมของซากสัตว์ โดยหลักๆ แล้วเหี้ยมักจะล่าสัตว์น้ำ ในวัยเด็กจะกินพวกสัตว์เล็กๆ เช่น แมลง กบ หนู หรืองู เป็นต้น จะเห็นได้ว่า “เหี้ย” ไม่ได้เลวร้ายเหมือนดั่งชื่อ ในทางกลับกันยังเคยถูกผลักดันให้เป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” อีกด้วย

เมื่อปี 2554 ประเทศไทยมองเห็นโอกาสในการทำตลาดเครื่องหนังของเหี้ย หรือ “ตัวเงินตัวทอง” จึงมีการศึกษาวิจัยเรื่อยมา โดยมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นหัวเรือใหญ่ในการก่อตั้งโครงการ “การศึกษาวิจัยการเลี้ยงและใช้ประโยชน์ตัววารานัส(Varanus salvator) เพื่อผลเชิงเศรษฐกิจ” ขึ้น ถึงขั้นมีการเปิด “ฟาร์มวารานัส” แห่งแรกในไทยขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม 2554

ความจำเป็นที่ต้องมีการศึกษาวิจัย เพราะเราไม่สามารถ “ล่า” หรือจำหน่ายตัวเงินตัวทองที่อยู่ตามธรรมชาติได้ เพราะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 และยังติดอยู่กับข้อตกลงอนุสัญญา “ไซเตส”(CITES) หรืออนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อนำผลวิจัยไปขออนุญาต หรือขอ License ในการเลี้ยงสัตว์ชนิดนี้จากไซเตสให้ไทยสามารถเพาะเลี้ยงได้ ก่อนที่จะมีการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

ในการเก็บข้อมูลนั้นมีการศึกษาทั้งเรื่องลักษณะนิสัย อาหารการกิน และชีวิตความเป็นอยู่ มีการทดลองเลี้ยงใน “บ่อปูน” เพื่อจะพัฒนาไปสู่โครงการผสมพันธุ์ให้ได้ลูกตัวเงินตัวทองจากการเลี้ยงในระบบฟาร์ม เมื่อได้มาแล้วมีการฝังไมโครชิพทุกตัว ภายใต้ “ความฝัน” ว่าถ้าขอ License ในการเลี้ยงได้สำเร็จ ไทยอาจเป็นผู้นำในการส่งออกหนังของตัวเงินตัวทองที่มีคุณภาพได้

“ปรเมศวร์” กล่าวว่า จากการศึกษาครั้งนั้น พบว่า หนังตัววารานัส หรือ “หนังเหี้ย” มีราคาสูงน่าจะเทียบเท่าหนังจระเข้ เพราะเป็นหนังที่มีคุณภาพ เป็นหนังที่เหนียวมากทำให้บางได้โดยไม่ขาด มีลวดลายที่สวยงาม สามารถใช้หนังได้ทั้งตัว อีกทั้งเมื่อนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นต่างๆ จะมีความเบา แต่หนังจระเข้สามารถใช้ได้เฉพาะส่วนท้องเท่านั้น และมีน้ำหนักมากกว่า อีกอย่างคือหนังวารานัสมีเอกลักษณ์เฉพาะ เนื่องจากลวดลายของหนังวารานัสแต่ละตัวจะมีลายที่ไม่ซ้ำกันแม้แต่ตัวเดียว ดังนั้นสินค้าตัวนี้ถ้าทำขึ้นมาได้จะเป็นยูนีค มีชิ้นเดียวในโลก ทำให้มันมีมูลค่าสูง

จากการวิจัยยังพบว่า หนังตัววารานัสมีมูลค่าสูงมาก โดยในอดีตหนังจระเข้ 1 เซนติเมตร มีราคาถึง 160 บาท แต่หนังตัววารานัส 1 นิ้ว มีราคาเพียง 60 บาทเท่านั้น แต่ปัจจุบันราคาหนังจระเข้ทะยานขึ้นสูงลิ่ว หากนำมาผลิตเป็นกระเป๋าไซส์ใหญ่มีราคาเริ่มต้นที่ราวแสนบาท ส่วนไซส์เล็กแบบกระเป๋าผู้หญิงราคาอยู่ที่ 60,000-70,000 บาท ขณะที่หนังตัววารานัสหากได้จากการเลี้ยงในฟาร์มอย่างดีจนสามารถผลิตหนังได้ในระดับ “เกรดเอ” จะนำมาทำกระเป๋าได้ในราคาเริ่มต้นใบละ 3 แสนบาท เทียบเท่าทองคำแท่งประมาณ 12 แท่งเลยทีเดียว แต่สุดท้ายโครงการดังกล่าวมีอันต้อง “ล้ม” กลายเป็นแค่ “ฝันค้าง”!!!

“ปรเมศวร์” ระบุว่า จากการที่ได้ทดลองเลี้ยง พบว่าเหี้ยเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณสัตว์ป่าสูงมาก เมื่อเรานำมาเลี้ยงในฟาร์ม ทำให้เหี้ยเกิดความเครียด และไม่ยอม “ผสมพันธุ์” ส่งผลให้การเพาะเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ทำได้ลำบาก โครงการดังกล่าวจึงต้องล้มเลิกไป “ชั่วคราว” ดังนั้นปัจจุบันการเพาะเลี้ยงเหี้ยเพื่อการพาณิชย์ในประเทศไทย จึงยังไม่สามารถทำได้ เพราะเหี้ยถูกจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 91 ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 เป็นสัตว์ที่ห้ามล่า ห้ามค้า ห้ามนำเข้า หรือส่งออก ห้ามเพาะพันธุ์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต รวมถึงยังไม่ได้รับอนุญาตตามอนุสัญญาไซเตสเพราะผลการศึกษายังไม่เป็นที่น่าพอใจ

ถือเป็นเรื่องที่ “น่าเสียดาย” เพราะหากฟาร์มวารานัสหรือ “ฟาร์มเหี้ย” เกิดขึ้นได้จริง จะทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องหนังวารานัสในประเทศไทยเติบโตขึ้นอีกเท่าตัว เพราะมีราคาแพง และเป็นที่ต้องการของตลาด คาดว่าจะมาแทนที่หนังจระเข้ หนังงู ได้ในอนาคต

“ปรเมศวร์” กล่าวทิ้งท้ายว่า จากข้อมูลข้างต้นพอจะทำให้คนไทยปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ “เหี้ย” ไปได้บ้าง เพราะดูเหมือนเหี้ยจะไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่คนไทย “อุปโลกน์” ให้เป็น ในความเป็นจริงมันไม่ได้เป็น“สัตว์อัปมงคล” แต่ถูกมนุษย์ “สวมหัวโขน” ให้ต่างหากทั้งๆ ที่ “ตัวเงินตัวทอง” ที่ถูกหลายคนรังเกียจ เกือบจะ “พลิกบทบาท” กลายเป็นตัวสร้างเงินสร้างทองให้แก่ประเทศไทยมาแล้ว

SCOOP@NAEWNA.COM

แช่แข็งงบประมาณ ‘สสส.’ กระทบ ‘เครือข่ายประชาชน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/197000

วันอังคาร ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“เมื่อก่อนผมสูบบุหรี่วันละซอง ตกวันหนึ่งก็ 65 บาท เดือนๆ ก็สองพัน ปีหนึ่งก็สองหมื่นกว่าบาท นี่ผมมาเข้าโครงการละเลิกบุหรี่เป็นปีที่ 2 ตอนนี้ผมมีเงินเก็บสองหมื่นแล้วนะ โครงการนี้ทำให้รู้พิษภัยของบุหรี่ บางคนไม่รู้ว่าบุหรี่มวนเท่านิ้วนางนี่มีสารพิษตั้ง 7,000 ชนิด แล้วที่ร้ายแรงคือมะเร็งปอด ให้มีเงินร้อยล้านพันล้านก็รักษาไม่หาย ตายอย่างเดียว ทุกวันนี้ภรรยาผมไม่บ่นแล้วว่าเหม็นบุหรี่ เพราะเราเลิกบุหรี่ได้”

เสียงสะท้อนของ อ๊อด สำเภาแก้ว ตัวแทนจากเครือข่ายแรงงานนอกระบบ บอกเล่ากับผู้สื่อข่าวในงานแถลงข่าวของ 20 ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ ณ อาคารคริสตจักรแห่งประเทศไทย เชิงสะพานหัวช้าง ราชเทวี กทม. เมื่อ 11 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา ถึงการได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการปรับทัศนคติ “ลด-ละ-เลิกบุหรี่” ที่ได้รับการสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำให้เขา “บอกลา” การสูบบุหรี่ได้อย่างถาวร และเข้าร่วมเป็นเครือข่ายให้ความรู้กับคนอื่นๆ

โดยเฉพาะ “ชาวรากหญ้า” ผู้มีรายได้น้อยตามชุมชนต่างๆ!!!

ทว่าวันนี้ อ๊อดและเพื่อนร่วมเครือข่าย ต้องหยุดเดินสายเป็นการชั่วคราว สืบเนื่องจากเมื่อหลายเดือนก่อน หัวเรือใหญ่อย่าง สสส. ถูกรัฐบาลสั่งให้ระงับการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการผ่านภาคีเครือข่ายทั้งหมด เนื่องจากมองว่าหลายโครงการไม่เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ ตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้ง สสส.

“เมื่อวันเด็กที่ผ่านมา เราไปรณรงค์ที่ชุมชนครุใน แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวก็พูดไปร้องไห้ไปตอนที่ผมพูดเรื่องพิษภัยของบุหรี่ ว่าคุณมาช้าไป ผัวฉันตายเพราะบุหรี่ หรือชุมชนไทยเกรียง เราไปรณรงค์ คนพันคนเลิกได้ร้อยคน คือร้อยละ 10 ผมถือว่าประสบความสำเร็จ เรามีเครื่องมือวัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายเขาให้เขาเห็นเลยพอเขาเห็นพิษภัยเขาก็ละ บางคนก็เลิกเลย

ไม่มีเครือข่ายไหน ไม่มีรัฐบาลไหนที่เข้าถึงประชาชนในเรื่องเหล้าเรื่องบุหรี่ มีแต่เครือข่ายภาคประชาชนนี่แหละที่เข้าไปถามว่าสูบวันละกี่มวน? สูบมาแล้วกี่ปี? สูบแล้วมีอาการเป็นยังไง? ผมอยากจะให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าใจด้วยว่า ไม่มีองค์กรไหนเลยเข้าไปถามว่าสูบบุหรี่แล้วสิ้นเปลืองเงินเท่าไร ไม่มีรัฐบาลชุดไหนเข้ามาทำ แล้วโครงการกำลังไปได้สวย อย่างชุมชนครุใน 500 คน เราตั้งเป้าเลิกให้ได้ 50 คน แต่ก็มาโดนชะลอ” อ๊อด ระบุ

ไม่เพียงแต่กรณีของอ๊อดและเครือข่ายลด ละ เลิกบุหรี่เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายภาคีเครือข่ายที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติที่พวกเขาเรียกว่า “แช่แข็ง สสส.” ดังกรณีของ ธนากร คมกฤต ตัวแทนจากมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว เขากล่าวว่า ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จทั้งการจัดตั้งเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังสื่อ และเครือข่ายครอบครัวหยุดพนัน แต่ขณะนี้ความต่อเนื่องของโครงการต้องหยุดชะงักลง พร้อมกับการ “เลิกจ้าง” ทีมงานบางส่วนไปด้วย

“โครงการที่เราได้รับทุนสนับสนุนจาก สสส. ถูกระงับมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว หรือ 4-5 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริหารมูลนิธิต้องตัดสินใจเลิกจ้างทีมงานจากทั้งหมด 14-15 คนภายในสิ้นเดือนนี้ เราจะรักษาคนไว้แค่ 5 คน โดยทั้ง 5 คนจะรับค่าตอบแทนในอัตราที่ต่ำสุดเท่าที่องค์กรจะพอตอบสนองให้ได้” ธนากร กล่าว

เช่นเดียวกับ วิวัฒน์ ตามี่ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง ที่ระบุว่า วิกฤติแช่แข็ง สสส. ทำให้ผู้ทำงานภาคประชาชน “เสียขวัญ กำลังใจ” เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณ จนต้องเลิกจ้าง “ล่ามประจำโรงพยาบาล” สำหรับเป็นคนกลางสื่อสารระหว่างคนกลุ่มชาติพันธุ์กับบุคลากรทางการแพทย์

“สถานการณ์ตรงนี้มีผลทำให้เราต้องยกเลิกการจ้างอาสาสมัครล่ามในโรงพยาบาลทั้งหมด ซึ่งคนพวกนี้ก็ได้ไม่เยอะหรอก วันละร้อยสองร้อยแค่นั้น เราเพิ่งให้เขาหยุดทำงานเมื่อ 31 ธันวาฯที่ผ่านมา เพราะไม่มีงบประมาณมาจ่าย แน่นอนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อขาดล่าม ก็จะไม่มีคนทำหน้าที่สื่อสารสร้างความเข้าใจระหว่างหมอกับคนไข้” วิวัฒน์ ระบุ

ด้าน มนัส โกศล ประธานสภาองค์กรลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมอีกว่า สสส. เป็นองค์กรที่นำภาษีบาปจากเครื่องดื่มมึนเมาและยาสูบไปยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านภาคีเครือข่าย เช่น เครือข่ายแรงงานทั้งในและนอกระบบ ซึ่งการแช่แข็งงบประมาณของ สสส. โดยรัฐบาล จะทำให้สิทธิเหล่านี้หายไป และกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก

“ผมเชื่อว่าคนที่ได้งบประมาณ สสส. ไป คงไม่ได้ดีทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าโครงการไหนทุจริต ไม่ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ก็ตรวจสอบเป็นรายโครงการไป ไม่ใช่ว่าเหมารวมทั้งหมดทุกโครงการ ทำให้ประชาชนเสียโอกาส เสียประโยชน์” ผู้แทนเครือข่ายแรงงานรายนี้ ฝากทิ้งท้าย

คำถามที่ว่าอะไรเข้าข่าย “สุขภาวะ” ที่ สสส. ควรสนับสนุน อาจตีความได้หลายมุมมอง หลายคนอาจจะมองว่าเกี่ยวกับเรื่องหยูกยาและการแพทย์เท่านั้น แต่อีกหลายคนอาจจะมองไปถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในทุกๆ อิริยาบถ ดังกรณีโครงการ “สวดมนต์ข้ามปี” ที่เคยถูกตั้งคำถามว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับสุขภาวะ? ซึ่งในครั้งนั้น นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้ตอบประเด็นดังกล่าวผ่านการปาฐกถา ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 8 เมื่อ 23 ธ.ค. 2558 ณ ศูนย์ประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ความตอนหนึ่งว่า..

“ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารเขาเข้ามาดูระบบสุขภาพ พอเข้ามาดูแล้วไม่เข้าใจว่าสวดมนต์เกี่ยวกับสุขภาวะอย่างไร เพราะเขามองจากวิสัยอำนาจไม่ได้มองจากวิสัยการเรียนรู้ ทั้งๆ ที่การสร้างสุขภาวะคือการสร้างความถูกต้องให้แก่แผ่นดินและมหาชนชาวสยาม ซึ่งการเมืองทำไม่ได้เพราะการเมืองมัวแต่ทะเลาะกัน”

นพ.ประเวศกล่าว และอธิบายด้วยว่า สุขภาพที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องยาหรือแพทย์ แต่เป็นการสร้างความเข้มแข็งจากชุมชน เปรียบเทียบกับการสร้างเจดีย์ที่ต้องสร้างจากรากฐานไม่ใช่สร้างจากยอด ทว่าที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นการแก้ไขในส่วนยอด และลงท้ายคือไม่ประสบความสำเร็จ

สำหรับการรวมตัวของ 20 องค์กรเครือข่ายสุขภาพ ซึ่งนอกจากข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติมาตรการแช่แข็งงบประมาณของ สสส. แล้ว ยังเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการเก็บภาษีย้อนหลัง 5 ปี พร้อมค่าปรับ 5-6 เท่ากับองค์กรที่ร่วมทำงานกับ สสส. เพราะไม่ใช่เป็นผู้รับจ้างทำของ เนื่องจากสำนักงานอัยการสูงสุด เคยตีความไว้เมื่อ 24 ธ.ค. 2547 ว่าเป็นการดำเนินการแทน ผลงานที่ได้ก็เป็นของ สสส. และหากงบเหลือก็ต้องส่งคืน สสส. อีกด้วย

คงต้องติดตามต่อไปว่า 15 ม.ค. 2559 วันประชุมบอร์ด สสส. สุดท้ายแล้วจะมีบทสรุปเรื่องนี้อย่างไร!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ความปลอดภัยบนท้องถนน’ เรื่องนี้‘ทุกคน’ต้องช่วยสร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/196818

วันจันทร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ผ่านพ้นไปแล้วกับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2558-ต้อนรับปีใหม่ 2559 ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและเฉลิมฉลองของคนไทย ญาติพี่น้องและมิตรสหายที่แยกย้ายไปทำมาหากินได้กลับมารวมตัวกัน ณ ภูมิลำเนาบ้านเกิด ทว่าอีกมุมหนึ่ง หลายชีวิต
ต้องสูญเสียไปกับ อุบัติเหตุบนท้องถนน ดังสรุปเหตุการณ์ “7 วันอันตราย” ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 2558-4 ม.ค. 2559 พบว่ามีผู้เสียชีวิตรวม 380 ศพ บาดเจ็บ 3,505 คน และมีอุบัติเหตุทั้งสิ้น 3,379 ครั้ง เพิ่มขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2557-2558

สาเหตุสำคัญยังหนีไม่พ้น “ดื่มแล้วขับ-ขับแล้วซิ่ง”!!!

ไม่เพียงเท่านั้น “ถนนเมืองไทย” ยังถูกขนานนามว่าเป็น “พื้นที่อันตราย” ดังรายงานจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็น “อันดับ 2 ของโลก” รองจากประเทศนามิเบีย โดยมีคนไทยต้องสังเวยชีวิตบนท้องถนนในอัตราส่วน 44 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่เกณฑ์เฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 18 คนต่อประชากร 100,000 คน

ที่น่าห่วงคือหลายครั้งเกิดกับ “ขนส่งมวลชน” ดังบทความ “ทีดีอาร์ไอเสนอวาระเริ่มปีใหม่ ยกระดับคนขับ-คนใช้รถตู้สาธารณะ” ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงเป้าหมาย “ทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน” ไว้ในระหว่างปี 2554-2563 ที่ประเทศไทยจะต้องลดอัตราการเสียชีวิตทางถนนให้เหลือต่ำกว่า 10 คน ต่อประชาการ 100,000 คนภายในปี 2563 แต่ในความเป็นจริงอุบัติเหตุทางถนนของไทยยังถือว่าสูงมาก

โดยเฉพาะกับรถสาธารณะยอดนิยมอย่าง “รถตู้”!!!

บทความดังกล่าวระบุว่า จำนวนรถตู้โดยสารสาธารณะจดทะเบียนสะสมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยจดทะเบียนใหม่เพิ่มจาก 512 คัน ในปี 2549 เป็น 4,560 คัน ในปี 2553 เฉลี่ยขยายตัวร้อยละ 72.8 ต่อปี อีกทั้งจำนวนรถโดยสารที่จดทะเบียนสะสมในช่วงปี 2550-2557 คิดเป็นร้อยละ 0.98 ต่อปี สูงกว่าจำนวนใบอนุญาตประกอบการที่ร้อยละ 0.3 ต่อปี และยังไม่รวมถึงรถตู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถตู้สาธารณะ (ป้ายดำ) ที่ยังให้บริการผู้โดยสารอยู่บนท้องถนน

ซึ่งแม้ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา สถิติการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากรถตู้สาธารณะจะสูงกว่ารถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น เช่น โครงการวิจัย “การประเมินคุณภาพการให้บริการและความปลอดภัยของระบบรถโดยสารสาธารณะ” ของ TDRI พบว่า ในช่วงเดือน ม.ค. 2557-มิ.ย. 2558 สถิติการเกิดอุบัติเหตุของรถตู้โดยสารสาธารณะสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 41 สร้างความสูญเสียในชีวิตและร่างกายสูงสุดเมื่อเทียบกับรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น เฉลี่ยมีผู้บาดเจ็บประมาณ 27 รายต่อเดือน และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 9 รายต่อเดือน

แต่ผลสำรวจกลับพบว่า..จำนวนผู้โดยสารรถตู้โดยสารสาธารณะมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น!!!

เนื่องจากผู้ใช้ต้องการการเดินทางที่ “สะดวกสบาย-รวดเร็ว-ประหยัด”!!!

เมื่อไปดูปัจจัยเสี่ยง น.ส.ณัชชา โอเจริญ นักวิชาการ TDRI ผู้ทำการศึกษาประเด็นนี้ กล่าวว่า ด้านหนึ่งอยู่ที่ ผู้ขับขี่ ทั้งการขับเร็วและบรรทุกผู้โดยสารเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้โดยสาร ก็เพิ่มความเสี่ยงเองเช่นกัน เพราะแม้ว่าจะมีกฎหมายระบุให้ผู้โดยสารรถตู้ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ทว่าในความเป็นจริงส่วนใหญ่ไม่ค่อยปฏิบัติตาม เช่น ผู้โดยสารรถตู้ในกรุงเทพฯ มีเพียงร้อยละ 19 และรถตู้ระหว่างจังหวัด
มีเพียงร้อยละ 47 เท่านั้นที่ปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ มีผู้ใช้บริการรถตู้กรุงเทพฯ ร้อยละ 69 และผู้ใช้บริการรถตู้ระหว่างจังหวัด ร้อยละ 79 ไม่ได้รับแจ้งให้คาดเข็มขัด สาเหตุหลักคือ จำนวนกว่าครึ่งรู้สึกอึดอัด ประกอบกับระยะทางการเดินทางสั้นโดยเฉพาะผู้โดยสารรถตู้ประจำทางในกรุงเทพฯ ส่วนเหตุผลอื่นๆ ได้แก่ รู้สึกอาย ไม่เคยชิน เข็มขัดถูกมัดไว้ เป็นต้น

พอรวมกับการใช้ “รถตู้ป้ายดำ” ที่ไม่ได้รับการตรวจสภาพและกฎหมายไม่รับรอง “ความเสี่ยง” ก็ยิ่งเพิ่ม!!!

“กฎหมายบังคับให้ผู้โดยสารทุกคนคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลาที่ใช้บริการตู้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่ส่วนใหญ่กลับไม่คาดเข็มขัดเพราะรู้สึกอึดอัด ทั้งยังใช้บริการรถตู้ผิดกฎหมาย พฤติกรรมของผู้โดยสารจึงมีส่วนก่อให้เกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญเสียทรัพย์สินบนท้องถนนด้วยเช่นกัน”น.ส.ณัชชา กล่าว

บทความนี้ยังมีข้อเสนอแนะ โดย ภาครัฐ ต้องกำหนดให้ความปลอดภัยของรถสาธารณะเป็นวาระสำคัญ ทั้งนโยบาย วางกลไกติดตาม กำกับ ประเมินผลและตรวจสอบที่ใกล้เคียงกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งต้องให้จัดให้มีการอบรมพนักงาน และกำหนดบทลงโทษพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ชัดเจน อีกทั้งต้องสนับสนุนการดำเนินงานที่คุ้มครองผู้โดยสารและผู้ประกอบการ
เช่น มาตรการลดภาษี หาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สร้างแรงจูงใจทางการเงินเพื่อให้เกิดการลงทุนด้านความปลอดภัย

รวมถึง “จริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย” พร้อมทั้งติดตามผลต่อเนื่อง!!!

เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังนี้ มีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือนโยบาย “เมาขับจับยึดรถ” ที่นำมาใช้
ในช่วงเวลา 7 วันอันตรายครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดย พ.อ.(หญิง) ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ยอดการยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการดื่มไม่ขับ ระหว่างวันที่ 25 ธ.ค. 2558 – 4 ม.ค. 2559 ซึ่งทยอย
คืนรถให้ไปตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา มีทั้งหมด 4,672 คัน แยกเป็นรถจักรยานยนต์ 3,413 คัน และรถยนต์ 1,259 คัน ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกรณีรถจักรยานยนต์ 28,540 คน รถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล 10,325 คน

จากนโยบายนี้ นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ทำให้สาเหตุหลักของอุบัติเหตุ
บนท้องถนนช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ 2559 เปลี่ยนไป จากเดิมที่อันดับ 1 คือดื่มแล้วขับมาตลอดทุกปี แต่ปีนี้ลงไปอยู่ใน
อันดับ 2 โดยการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กลายมาเป็นสาเหตุหลักมากที่สุดแทน

เช่นเดียวกับ นพ.ธนะพงศ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ระบุว่า ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนมีผู้เสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับถึงร้อยละ 22 แต่ปีนี้กลับลดลงเหลือร้อยละ 15 ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากมาตรการยึดรถที่รัฐบาลบังคับใช้ จึงเสนอแนะว่ารัฐบาลควรจะนำมาตรการดังกล่าวไปใช้ในช่วงเวลาปกติด้วย

“วินัยจราจร” และ “มาตรฐานขนส่ง” ต้องทำให้เป็นนิสัย..ไม่ใช่แค่ “กวดขันเป็นพักๆ”!!!

จะได้ไม่ต้องมานั่งลุ้นตำแหน่ง “แชมป์โลกอุบัติเหตุ” ที่ไม่มีใครต้องการอย่างทุกวันนี้!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ฮึดสู้คู่ธรรมะ…พลิกชีวิต‘เจ๊จง’ จากเด็กสลัมสู่‘หมูทอด’100ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/196662

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ใครจะไปคาดคิดว่าจากคนที่เคยอยู่ดีกินดี กลับต้องขายแฟลต หันมาเปิดร้านอาหารตามสั่ง ไม่มีแม้กระทั่งเงินซื้อตะหลิว…แต่ “ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันต่อไป”

วันนี้ “เจ๊จง” หรือ “จงใจ กิจแสวง” พลิกชีวิตติดลบ ก้าวผ่านอุปสรรค กลายเป็นเศรษฐีนี 100 ล้าน มีกิจการ “หมูทอด” เป็นที่รู้จัก พร้อมลุกขึ้นมาถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต เพื่อเป็นอุทาหรณ์ และกำลังใจให้กับใครที่กำลัง “ท้อ”

“เจ๊จง” เล่าช่วงเวลาแสนยากลำบากในชีวิต ระหว่างบรรยายพิเศษ “ธรรมะกับธุรกิจ” ภายใต้โครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ของ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ว่า จาก “เด็กสลัม” คลองเตย จบแค่ชั้น ป.6 ต้องออกมาหาเงินช่วยเหลือครอบครัว ส่งน้องเรียนหนังสือ 3 คน แต่งงานตั้งแต่อายุ 21 ปี ชีวิตผ่านความผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วน “ตกต่ำ” ถึงขีดสุด ต้องขายกระทั่งบ้านที่ซุกหัวนอน โดน “โกงแชร์” มีเจ้าหนี้มาทวงทุกวัน แต่ไม่เคยท้อ คิดเพียงว่าต้องสู้เพื่อครอบครัว ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ ด้วยความอดทน “ฮึดสู้” ใช้ชีวิตโดยยึดหลักธรรมะง่ายๆ “ปล่อยวาง” ทำให้มีวันที่ดีทุกวันนี้ได้

“ความสุขของชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จ ความทุกข์ไม่ได้ยึดติดกับความล้มเหลว แต่ความสุขขึ้นอยู่กับทัศนคติในการดำเนินชีวิต ใช้สติแก้ไขปัญหา คนประสบความสำเร็จอาจทุกข์ เพราะกลัวล้มเหลว คนที่ล้มเหลวอาจมีความสุข หากรู้จักปล่อยวางยืดหยุ่น” จงใจ กล่าว

“เจ๊จง” เล่าต่อว่า จากเรื่องเล็กๆ ที่เห็นลูกชายซื้อข้าวเหนียวหมูทอด 10 บาท ได้หมูแค่ 4 ชิ้น สิ่งแรกที่คิด คือ ตนเองก็ทำได้ ลูกค้าที่มาซื้อต้องได้กินของดีๆ ราคาถูก มีคุณภาพ จึงตัดสินใจขายหมูทอด ช่วงเดือนแรกใช้หมูประมาณวันละ 80 กก. ปัจจุบันใช้วันละ 160-180 กก. เชื่อว่าสิ่งที่ช่วยให้เกิดความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการที่ตนเองคิดจะทำเพื่อผู้อื่น ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน

“เจ๊จง” ให้แง่คิดว่า คนเราอย่าพยายามใช้ชีวิตแบบมองทุกอย่างรอบตัวในแง่ลบ จงมองทุกอย่างให้เป็นบวก ทั้งชีวิต การทำงาน การดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ชีวิตมีความสุข และเมื่อใดที่มีโอกาสให้รีบไขว่คว้ากอบโกยไว้ให้มากที่สุด เพราะเราไม่มีวันรู้ว่าพรุ่งนี้จะมีโอกาสอีกหรือไม่ จึงต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่า

“เราเปลี่ยนทิศทางลมไม่ได้ แต่ปรับใบเรือได้ ไม่ว่าจะท้อแท้ พบอุปสรรคมากเพียงใด หากรู้จักแก้ไข ตั้งสติ คิดบวกและมองโลกในแง่ดี จะมองเห็นโอกาสในทุกแห่งหน ส่วนคนที่มองโลกในแง่ร้าย ตอกย้ำความผิดพลาดของตนเอง จะมองเห็นความล้มเหลวทุกย่างก้าวของชีวิต” เจ๊จง กล่าว

ด้าน “ธานินทร์ บูรณมานิต” กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวว่า โครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” เป็นกิจกรรมที่บริษัทดำเนินการต่อเนื่องมา 20 ปี โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมรับฟังธรรม “ฟรี” ได้ที่ชั้น 11 อาคารซีพี ทาวเวอร์ ถ.สีลม ทุกวันศุกร์ เวลา 12.00-13.30 น. โดยบริษัทจะนิมนต์พระที่เป็นที่ศรัทธามาบรรยายธรรม ให้ข้อคิดการดำเนินชีวิต การทำงาน สลับด้วยการเชิญฆราวาสที่มีความโดดเด่นในการประยุกต์ใช้ “หลักธรรม” กับการดำเนินชีวิต มาถ่ายทอดประสบการณ์ให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้ “จุดประกาย” ความคิดดีๆ

เกือบ 20 ปี บริษัทได้จัดบรรยายธรรมผ่านโครงการดังกล่าวรวมกว่า 990 ครั้ง เพื่อส่งเสริมและเผยแผ่พระพุทธศาสนา จากภายในบริษัทขยายสู่ชุมชนและสังคม ทำให้ผู้ที่พักอาศัยโดยรอบสีลม และใกล้เคียง มีโอกาสใกล้ชิดพระพุทธศาสนา รับฟังธรรมบรรยายที่จะสร้างพลังบวกให้กับชีวิต เพราะแนวคิดต่างๆ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต การทำงานอย่างมีความสุขทั้งสิ้น

SCOOP@NAEWNA.COM

ถึงเวลาคุม ‘ปัจจัยเสี่ยง’ วิกฤติเด็กไทย ‘อ้วนอมโรค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/196347

วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เรื่องของ “เด็ก” กับวิกฤติด้าน “โภชนาการ” ยังคงเป็นปัญหาสำคัญไม่ว่าประเทศใดๆ เพราะขณะที่มุมหนึ่งของโลกยังมีเด็กอีกมากมาย “อดอยาก” ขาดแคลนอาหารการกิน ท้องไม่เคยอิ่มจน “ผอมเหลือแต่กระดูก” อีกด้านหนึ่ง เด็กอีกไม่น้อยก็เข้าข่าย “กินเกิน” บริโภคมากไปในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แถมยังไม่นิยมออกกำลังกายเพราะชีวิตติดอยู่กับโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ มีสภาพ “อ้วนเป็นหมูตอน” ไปตามๆ กัน

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์โรคอ้วนในเด็กต้องบอกว่า “น่าเป็นห่วง” ดังการเปิดเผยของ นายสง่า ดามาพงษ์ อุปนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย เมื่อต้นปี 2558 อ้างถึงข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าในปี 2558 เด็กก่อนวัยเรียนในประเทศไทยจะกลายเป็นเด็กอ้วนในสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยเทียบระหว่างเด็กอ้วนกับเด็กธรรมดาคิดเป็น 1 ใน 5 ส่วนเด็กในวัยเรียนจะมีสัดส่วนระหว่างเด็กอ้วนกับเด็กธรรมดาอยู่ที่ 2 ใน 10

โดยเฉพาะ “เด็กในเมือง” จะอ้วนมากถึงร้อยละ 20-25 จากสถิติดังกล่าวสรุปได้ว่าประเทศไทยมีอัตราโรคอ้วนในเด็กเร็วที่สุดในโลก เฉพาะระยะ 5 ปีที่ผ่านมา เด็กก่อนวัยเรียนอ้วนเพิ่มถึงร้อยละ 36 และเด็กวัยเรียน 6-13 ปี อ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.5 พร้อมกับย้ำว่า..

หากยังปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป เด็กเหล่านี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่อ้วนถึงร้อยละ 80!!!

สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง มาจาก “สิ่งแวดล้อมรอบตัว” เช่นที่ ผศ.ดร.ธนะพงษ์ โพธิปิติ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเสวนา “คนไทยเลือกกินอย่างไร เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมกับการบริโภคอาหาร” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อปลายปี 2558 ถึงทฤษฎี “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม” ที่มีหลักคิดว่า “สิ่งแวดล้อมรอบข้างมีผลมากต่อการตัดสินใจเลือกทำหรือไม่ทำของมนุษย์ในเรื่องต่างๆ” ซึ่งมีการทดลองในต่างประเทศ กับเรื่องใกล้ตัวที่สุดของคนเราอย่าง “การกิน”

อาจารย์ธนะพงษ์ยกตัวอย่างการทดลองหนึ่งที่น่าสนใจ ผู้ทดลองแบ่งกลุ่มผู้ถูกทดลองเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม จะได้รับอาหารใส่จานในปริมาณเท่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ กลุ่มหนึ่งจะมองเห็นอาหารจานข้างๆ ที่ตั้งไว้เป็นจานใหญ่มีปริมาณอาหารมาก ขณะที่อีกกลุ่มจะมองเห็นอาหารจานข้างๆ ที่ตั้งไว้เป็นจานเล็กมีปริมาณอาหารอยู่น้อย ซึ่งผลที่เกิดขึ้น พบว่ากลุ่มที่มองเห็นอาหารจานใหญ่อยู่ใกล้ๆ จะบริโภคมากกว่ากลุ่มที่มองเห็นอาหารจานเล็ก

ชี้ให้เห็นว่า..ถ้าเห็นคนรอบข้าง “กินจุ” ตัวเราก็มีแนวโน้มที่จะกินแบบนั้นตามไปด้วย!!!

“อันนี้เป็นการทดลองในอเมริกา อาหารในจานของตัวเองของทุกคนจะขนาดเท่ากัน แต่กลุ่มหนึ่งเห็นอาหารจานข้างๆ ใหญ่มาก แต่อีกกลุ่มเห็นอาหารจานข้างๆ ไม่เยอะเท่าไร เขาจะดูว่าอาหารจานข้างๆ ระหว่างใหญ่กับเล็กมีผลต่อการบริโภคยังไง พบว่ากลุ่มที่จานข้างๆ ใหญ่ เขาบริโภคไป 175 กรัม แต่กลุ่มที่จานข้างๆ เล็ก เขาบริโภคไปแค่ 100 กรัม แสดงให้เห็นว่าจานข้างๆ มีผลต่อการบริโภคถึง 75 เปอร์เซ็นต์

คุณจะกินเยอะหรือกินน้อยไม่ได้อยู่ที่จานของคุณ แต่กลับไปอยู่ที่จานข้างๆ คุณ ที่เป็นแบบนั้นเพราะเราคิดเวลาคนอื่นมากินกับเรา หรือเราดูคนอื่นเวลาที่เราคิด” อาจารย์ธนะพงษ์ กล่าว

นอกจากคนรอบข้าง อีกการทดลองในต่างประเทศที่นักเศรษฐศาสตร์รายนี้อ้างถึง คราวนี้แบ่งผู้ถูกทดลองเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม จะได้ทำแบบสอบถาม โดยจะมีช็อกโกแลตให้กินเป็นของทานเล่นด้วยในปริมาณเท่ากัน แต่สิ่งที่ต่างกัน กลุ่มหนึ่งจะได้รับช็อกโกแลตบรรจุ 1 ถุงใหญ่ ขณะที่อีกกลุ่มจะได้รับช็อกโกแลต 4 ถุงย่อย ผลการทดลองพบว่า แม้ช็อกโกแลตที่ให้จะมีปริมาณเท่ากัน แต่กลุ่มที่ได้ 4 ถุงเล็ก กลับบริโภคน้อยกว่ากลุ่มที่ได้ 1 ถุงใหญ่

การทดลองนี้ได้ข้อสรุปว่า “ขนาดบรรจุภัณฑ์” ก็มีผลต่อพฤติกรรมการกินไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน!!!

“การทดลองนี้ไม่ได้ให้คนมากินช็อกโกแลต แต่ให้มาทำแบบสอบถาม ซึ่งใช้เวลาทำประมาณ 30 นาที ระหว่างนั้นก็มีช็อกโกแลตให้กินเป็นของทานเล่น กลุ่มหนึ่งได้ 4 ถุงเล็ก อีกกลุ่มได้ 1 ถุงใหญ่ แต่จริงๆ แล้วจะ 1 ถุงใหญ่ หรือ 4 ถุงเล็ก ก็มีปริมาณรวมเท่ากัน คือ ถุงใหญ่ 200 แคลอรี่ ส่วนถุงเล็ก 50 แคลอรี่ แต่คูณ 4 ถุง ก็ 200 แคลอรี่เท่ากัน ผลที่ได้คือกลุ่มที่ได้ถุงใหญ่จะกินเยอะ ถ้าคิดเป็นปริมาณก็ 130 แคลอรี่ ส่วนกลุ่มที่ได้ถุงเล็กเขากินแค่ 80 แคลอรี่ ก็คือขนาดถุงมีผลต่อการกิน” อาจารย์ธนะพงษ์ ระบุ

จากการทดลองทั้ง 2 ได้ข้อสรุปสำคัญสำหรับหน่วยงานหรือเครือข่ายที่ต้องการขับเคลื่อนพฤติกรรมอันพึงประสงค์ คือ “จำกัดอิทธิพลของปัจจัยแวดล้อมที่ไม่พึงประสงค์” เช่น อาจต้องผลักดันให้อาหารบางชนิดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพมีบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กจนบริโภคติดต่อกันได้น้อย หรือเข้าถึง-พบเห็นได้ยาก

บทความ เด็กไทยกินฉลาด ปราศจากพุงอ้วน โดยสถาบันราชานุกูล กล่าวถึงพิษภัยของภาวะอ้วนในเด็กไว้ว่า หากปล่อยไว้จนโต เด็กอ้วนลักษณะนี้มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด ภาวะไขมันสูงในเลือด รวมถึงอัมพฤกษ์-อัมพาต จึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐเก็บภาษีเพิ่มขึ้นในหมวดกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง แต่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ ซึ่งทั่วโลกใช้มาตรการนี้สามารถควบคุมผู้บริโภคให้ลดลงได้

อีกมาตรการหนึ่งที่น่าสนใจ คือการทำฉลากอาหารในลักษณะ “สัญญาณไฟจราจร” ซึ่งมีการรณรงค์กันอยู่ที่เว็บไซต์ Change.org แบ่งเป็น “สีเขียว” แสดงถึงปริมาณสารอาหารที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ สามารถรับประทานได้ “สีเหลือง” แสดงปริมาณสารอาหารที่ค่อนข้างสูง กินได้แต่อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ควรรับประทานแต่น้อย และ “สีแดง” แสดงถึงปริมาณสารอาหารที่สูง กินแล้วอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพควรหลีกเลี่ยงในการรับประทาน โดยใช้กับสารอาหาร 4 ประเภท คือพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม

ฉลากโภชนาการแบบสัญญาณไฟจราจร ยังทำหน้าที่กระตุ้นให้ผู้ผลิตอาหารควบคุมสารอาหารต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภค เพื่อไม่ให้มีสัญลักษณ์สัญญาณไฟจราจรสีแดงอยู่ในผลิตภัณฑ์อาหารของตัวเอง คล้ายกับฉลากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใครๆ ก็อยากได้ “เบอร์ 5” ที่หมายถึงมีอัตราประหยัดไฟสูงสุด

คงต้องฝากเรื่องนี้ไว้เป็น “นโยบายเพื่อเด็กไทย” รับวันเด็ก 2559 เพราะหากสุขภาพไม่ดีแล้ว จะพัฒนาศักยภาพด้านอื่นๆ คงทำได้ยาก!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

กางสเปก‘เลขาฯกกต.’คนใหม่ ‘อดทน-ซื่อสัตย์-มีวินัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/196169

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คล้อยหลัง “ฟ้าผ่า” สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ “กกต.” กับกรณีที่ประชุมกรรมการ กกต. เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2558 มีมติ “เลิกจ้าง” ภุชงค์ นุตราวงศ์ จากตำแหน่งเลขาธิการ กกต. ด้วยเหตุผลผลงาน “ไม่เข้าตา” ไม่ผ่านการประเมิน ก่อนเรื่องราวจะ “บานปลาย” ฟ้องร้องกันอุตลุด ทำให้เมื่อเปิดศักราชใหม่ 2559 สำนักงาน กกต. ที่ระยะหลัง “เงียบ” ถูกจับตามองอีกครั้ง เพราะมีภารกิจต้องสรรหา “แม่บ้าน” คนใหม่

หลังมีมติ “แจกซองขาว” ภุชงค์ไปไม่นาน กกต.ได้มีมติให้เปิดรับสมัคร “เลขาธิการ กกต.” คนใหม่ โดยกำหนดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-29 กุมภาพันธ์ 2559 พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร และคาดว่าจะใช้ระยะเวลาราว 4 เดือนในการ “คัดแล้วคัดอีก” ซึ่งตำแหน่งเลขาธิการ กกต. ถือเป็นตำแหน่งสำคัญ มีกฎระเบียบกำหนดคุณสมบัติและหน้าที่ไว้ชัดเจน

หากย้อนไปดูประกาศ และระเบียบ กกต. เรื่องการรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2554 และประกาศครั้งที่ 116/2554 เมื่อวันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2554 เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการ กกต. เช่น เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน กกต., เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง, ควบคุมดูแลงานโดยทั่วไปของสำนักงาน กกต. และปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่ กกต.มอบหมาย และตามเงื่อนไขในสัญญาจ้าง เป็นต้น

หลักเกณฑ์การคัดเลือกจะพิจารณาจากคุณวุฒิ ประสบการณ์ และความสำเร็จด้านการบริหาร โดย กกต.จะดำเนินการคัดเลือกด้วยการประเมินจากเอกสารประกอบการสมัคร และการสัมภาษณ์ โดยอาจเชิญผู้สมัครมาสอบถามข้อมูล หรือแสดง “วิสัยทัศน์” เพิ่มเติม ก่อนสัมภาษณ์ก็ได้ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งและอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ แต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน

ขณะที่บัญชี “อัตราเงินเดือน” และค่าตอบแทนของเลขาธิการ ท้ายระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2554 ระบุ เงินเดือนขั้นต่ำ 89,000 บาท, เงินเดือนขั้นสูง 145,000 บาท, เงินประจำตำแหน่ง 24,000 บาท และเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่ง 25,000 บาท

ด้วย “ระเบียบ” ข้างต้น ทำให้พอจะมองอย่าง “สังเขป” ได้ว่ามีการกำหนดคุณสมบัติ “สเปก” และการทำหน้าที่ของเลขาธิการ กกต.ไว้บน “หน้ากระดาษ” มากพอสมควร แต่ด้วยการเมืองที่หลายคนพยายามบอกว่าอยู่ใน “ยุคปฏิรูป” ทำให้ในมุมมองของผู้เกี่ยวข้องบางส่วนมองว่าเลขาธิการ กกต.คนใหม่ อาจต้องมีความ “พิเศษ” มากกว่าสเปกที่กำหนดไว้บนหน้ากระดาษ

“สดศรี สัตยธรรม” อดีต กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ระบุว่า การ “สรรหา” เลขาธิการ กกต.คนใหม่นั้น คงต้องใช้วิธีเปิดรับสมัครแบบทั่วไป ส่วนคุณสมบัติมีการระบุไว้ในระเบียบเกี่ยวกับการแต่งตั้ง และการสรรหาของ กกต.ไว้ชัดเจนแล้ว อย่างไรก็ดีในยุคสมัยนี้ตนมองว่าเลขาธิการ กกต.คนใหม่นั้น ถ้าเป็นคนที่ กกต.รับเข้ามาเองกับมือก็น่าจะทำงานร่วมกับ กกต.ชุดปัจจุบันได้ แต่ไม่ว่า เลขาธิการ กกต.คนใหม่จะได้มาด้วยวิธีการใด สิ่งสำคัญ คือ ไม่ควรมีการแบ่งแยกว่าเป็น “เด็ก” ของใคร หรือมาจากฝ่ายใด เพื่อจะได้ทำงานร่วมกันได้แบบยาวๆ

“ผู้ที่จะมาเป็นเลขาธิการ กกต.คนใหม่ ต้องมีบทบาทมากขึ้น เพราะภายในไม่กี่เดือนข้างหน้าจะมีการทำประชามติ ต่อจากนั้นจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ เลขาธิการ กกต.คนต่อไปต้องอดทนให้มากขึ้น และคาดว่าบุคคลที่จะเข้ามาสมัครอาจจะไม่มีบุคคลภายในสำนักงาน กกต.เข้ามาสมัคร แต่จะมาจากข้างนอกมากกว่า เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม เป็นต้น” สดศรี กล่าว

อดีตกรรมการ กกต.ผู้นี้ บอกด้วยว่า เลขาธิการ กกต.คนเก่าไม่เคยนำ “ความลับ” ภายในสำนักงาน กกต.ชุดปัจจุบันมาเล่าให้ฟังเลย ซึ่งการทำงานร่วมกันต้อง “ไว้วางใจ” กัน เพราะจริงๆ ในสำนักงาน กกต.ก็ไม่ได้มีความลับอะไรกันถึงขั้น “ระแวง” เจ้าหน้าที่ด้วยกันเอง ในชุดที่ตนทำงานอยู่ก็เอาเจ้าหน้าที่จากชุดเก่ามาทำงาน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ซึ่งการระแวงกันเองในสำนักงานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และจริงๆ แล้วงานของ กกต.กับงานของเลขาธิการ กกต. เป็นงานคนละส่วนกัน โดยเลขาธิการ กกต.จะรับผิดชอบด้านการประสานงานทั้งหมด

ขยับมาที่ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง บอกว่า ตนไม่มีสเปกในการสรรหาเลขาธิการ กกต.คนใหม่ หากใครมาสมัครก็ต้องดูตามความสามารถ เพราะตนไม่รู้ว่าใครจะเข้ามาสมัครบ้าง และการคัดเลือกสรรหาต้องเป็นมติร่วมกันของ กกต.ทั้ง 5 คน ไม่ใช่ของตนคนเดียว ส่วนขั้นตอนการคัดเลือกก็ต้องดูว่าใครให้สัมภาษณ์ “โชว์” วิสัยทัศน์อย่างไร มีสาระและ “เข้าตา” กรรมการหรือไม่ ถ้าไม่เข้าตาก็ไม่เลือก

ขณะที่ “หัวเรือใหญ่” แห่ง กกต. อย่าง “ศุภชัย สมเจริญ” ประธาน กกต. บอกว่า ขณะนี้สำนักงาน กกต.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหาเลขาธิการ กกต.คนใหม่แล้ว เวลานี้อยู่ในขั้นตอนการออกระเบียบเพื่อใช้ในการสรรหา ซึ่งตนไม่ได้เข้าไป “ก้าวก่าย” เบื้องต้นคณะอนุกรรมการดังกล่าวน่าจะยึดระเบียบตัวเดิมเป็นหลัก แต่อาจ “ปรับ” เกี่ยวกับด้านคุณสมบัติให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ

“ผมไม่มีใครเป็นตัวเลือกอยู่ในใจ ส่วนคุณสมบัติต่างๆ ของเลขาธิการ กกต.คนใหม่ คงต้องมีความรอบรู้ด้านการบริหารในทุกด้าน เสียสละ และอดทน ผมทำงานกับใครก็ได้ ไม่เกี่ยง ทุกคนที่มีคุณสมบัติครบก็สามารถเข้ามาสมัครได้ ไม่ว่าจะเป็นคนในสำนักงานเอง หรือบุคคลภายนอก” ประธาน กกต.กล่าว

พร้อมกับย้ำว่า…“เลขาธิการ กกต.คนใหม่ จะเป็นใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนในหรือคนนอกก็ได้ทั้งนั้น โดยสิ่งที่สำคัญ คือ คนที่มาสมัครก็ต้องพร้อมที่จะทำตามกฎกติกาที่กำหนดไว้ ทำให้สำนักงานมีความเจริญก้าวหน้า”

นี่คือความเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้นใน กกต. ซึ่งที่สุดแล้วเลขาธิการที่ทำหน้าที่ดั่ง “แม่บ้าน” คนใหม่ของ กกต.จะเป็นใคร บุคคลภายในสำนักงาน กกต.เอง จะกล้า “ขึ้นเวที” แข่งขันหรือไม่ หรืออาจจะมีแต่บุคคลภายนอกที่ “หาญกล้า” เดินเข้ามารับหน้าที่ที่มีภาระอันหนักอึ้งรออยู่ ทั้งเรื่องการประสานงานในการทำ “ประชามติ” และการ “เลือกตั้ง” ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2560

ใครจะ “คว้าเก้าอี้” ตัวนี้ไปครอง อีกไม่นานคงรู้กัน!!!

สุชาดา วันทอง

 

SCOOP@NAEWNA.COM

ตรวจแนวรบ‘ศึก 4G’!(จบ) เลียบ‘ค่ายมือถือ’ใครอยู่-ใครไป.?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/195995

วันพุธ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ฉบับที่แล้ว “สกู๊ปแนวหน้า” พาเลียบค่ายไปตรวจ “ขุมกำลัง” ของ 2 ค่ายมือถืออย่าง JAS หรือบริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ จำกัด ในเครือบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ TRUE หรือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่คว้าใบอนุญาต(ไลเซ่นส์) “4G” คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์(MHz) และย่าน 900 MHz ไปครอง

ฉบับนี้มาต่อกันที่ 2 ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ที่ “ตกขบวน” จนอาจกลายเป็นยักษ์หลับใน “สมรภูมิ” 4G ปี 2559 เริ่มที่…

‘เอไอเอส’…หลังพิงฝา

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือ “เอไอเอส” ที่เป็นเบอร์ 1 บนเส้นทางธุรกิจโทรคมนาคมมาอย่างยาวนาน เที่ยวนี้พลาดปล่อยให้ไลเซ่นส์ 900 MHz หลุดมือไป แต่โชคดีที่ยังประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ได้ โดยปัจจุบัน “เอไอเอส” มีคลื่นความถี่ 2 ใบอนุญาต คือ 1.คลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์(GHz) จำนวน 15 MHz อายุไลเซ่นส์ 15 ปี ถึงปี 2570 และ 2.ย่าน 1800 MHz จำนวน 15 MHz อายุไลเซ่นส์ 18 ปี ถึงปี 2574 ดังนั้น “เอไอเอส” จะต้องมีคลื่นความถี่ที่เพียงพอเพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น เพราะแม้จะชนะประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz แต่ยังไม่เท่าที่มีอยู่เดิม ทำให้ต้องรักษาส่วนแบ่งการถือครองคลื่น เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดในทุกระดับ

ประเด็นสำคัญ คือ ลูกค้า 11 ล้านเลขหมาย จากระบบ 2G เดิม ที่จะไหลออกไป ทำให้เอไอเอสต้อง “ดิ้นสู้” ด้วยการจัดโปรโมชั่น “แจกเครื่อง 4G” แต่คง “สกัดกั้น” การไหลออกของลูกค้าได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะเมื่อเกิด “ซิมดับ” ลูกค้าคง “หลุดมือ” ไปหมด อีกทั้ง “ต้นทุน” เพื่อรักษาฐานที่มั่นเดิมไว้ให้ได้ตกที่ราคา 1,500-2,000 บาท ต่อเลขหมาย ถือเป็นต้นทุนสูง ดังนั้น…

“เอไอเอส” จะทำอย่างไรเพื่อดึงลูกค้ากลุ่มเดิมไว้ ภายใต้การลงทุนค่อนข้างสูง ที่ยังไม่รู้แน่ว่า “คุ้ม” หรือไม่.???

อีกแนวทางหนึ่งของ เอไอเอส คือ การดิ้นหา “พันธมิตร” ทางธุรกิจ เพื่อให้ได้มาซึ่ง “คลื่นความถี่” ที่มากพอ และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ “ทีโอที” ก็ยื่นมือเข้ามา “พยุง” เอไอเอสไว้…

แหล่งข่าวจาก “ทีโอที” บอกว่า ทีโอทีเลือกเอไอเอส เป็นพันธมิตรทางธุรกิจต่อไป แม้จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2558 โดยคาดว่าจะมีการทำธุรกิจร่วมกับเอไอเอสอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้น จากการที่ทีโอทีมีคลื่นความถี่ที่ยังไม่ได้ใช้งาน สามารถนำมาเปิดให้เอกชนเช่าใช้ได้ โดยปัจจุบันทีโอทีมีคลื่นความถี่ย่าน 2300 MHz ที่มีอายุสัญญาไปจนถึงปี 2568 มีทั้งหมด 64 MHz ซึ่งคลื่นดังกล่าวยังไม่หมดอายุสัญญา ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ “ไอซีที” อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะนำคลื่นดังกล่าวคืนกลับมาให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ “กสทช.” เปิด “ประมูล” ในปี 2559

“ทีโอที และเอไอเอส ได้ลงนามในสัญญามีข้อตกลงเรื่องเสาสัญญาณและอุปกรณ์ คือ 1.เอไอเอส จะเป็น
ผู้เช่าอุปกรณ์และเสาสัญญาณคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz แบ่งเป็น เช่าโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 900 MHz จำนวน 15 MHz ระยะเวลา 10 ปี ชำระ 3,500 ล้านบาท และ 2.เช่าอุปกรณ์ 900 MHz และเสาสัญญาณ ปีละ 6,000 ล้านบาท ระยะเวลา 15 ปี ซึ่งในสัญญาระบุว่าหากทีโอที จะพัฒนาคลื่นความถี่ย่าน 2300 MHz ทีโอทีจะต้องพิจารณา เอไอเอส เป็นพันธมิตรทางธุรกิจรายแรก” แหล่งข่าวจากทีโอที ระบุ

นี่อาจเป็นช่องทาง “รอด” ของ “เอไอเอส”.???

‘ดีแทค’…มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร.?

สุดท้าย…บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ดีแทค” ปัจจุบันมีคลื่นความถี่ 1 ใบอนุญาต คือ คลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz จำนวน 15 MHz อายุ 15 ปี ถึงปี 2570 และคลื่นความถี่ที่อยู่ในสัมปทาน 2 ย่านความถี่ คือ 1.ย่าน 1800 MHz จำนวน 50 MHz มีสิทธิ์ได้ใช้จริง 25 MHz หมดสัมปทานปี 2561 และ 2.ย่าน 850 MHz จำนวน 10 MHz หมดสัมปทานปี 2561

ถือว่า “ดีแทค” เสี่ยงไม่น้อยต่อการหลุดวงโคจร!!!

เพราะแม้จะมีคลื่นความถี่อยู่มาก แต่มีอายุสัมปทานสั้นเหลือเพียง 3 ปี เมื่อประมูลคลื่นความถี่ไม่ได้แม้แต่ใบเดียว และในอนาคตถ้าไม่สามารถหาคลื่นความถี่มาทดแทนที่จะหมดอายุได้ “ดีแทค” จะตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการต้องออกจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปริมาณคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz ที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอต่อการรองรับลูกค้าหลายสิบล้านเลขหมายที่ใช้อินเตอร์เนตความเร็วสูงผ่านมือถือ ที่นับวันแต่จะขยายตัว

‘ดีแทค’ จึงตกที่นั่งลำบาก!!!

การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่จากยุค 3G สู่ยุค 4G ประกอบกับการประมูลคลื่นความถี่ที่ผ่านพ้นไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ส่งผลให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทยก้าวผ่านจุดที่สำคัญ พร้อมกับนำมาซึ่งความกังวลผู้ประกอบการว่าจะอยู่ “รอด” หรือไม่ เพราะต้องแบกรับการลงทุนที่สูงขึ้น ดังนั้น

เป็นไปได้ว่าปี 2559 จะเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการปรับตัวครั้งสำคัญของ “ค่ายมือถือ” ที่จะต้องเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่บริบทใหม่ ด้วยการปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการ และพฤติกรรมของลูกค้ารายบุคคล อีกทั้งต้องสร้างธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้ใหม่ ภายใต้แนวโน้มกำไรต่อลูกค้าที่ลดลง

ท่ามกลางสภาวการณ์แข่งขันเช่นนี้ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่(โอเปอเรเตอร์) ที่ได้เปรียบ จึงน่าจะเป็นโอเปอเรเตอร์
ที่มีคลื่นความถี่มากพอที่จะขนส่งข้อมูลขนาดใหญ่ ด้วยเวลาอันรวดเร็ว รวมทั้งมีความแข็งแกร่งในด้านการให้บริการที่ครบถ้วนและหลากหลาย ซึ่งที่สุดแล้วผู้ที่ประโยชน์จากการพัฒนาของเหล่าโอเปอเรเตอร์ คงหนีไม่พ้นผู้ใช้บริการ

ในทางกลับกัน…“ค่ายมือถือ” ที่เดินไปไม่ถึงจุดนี้

น้ำฝน บำรุงศิลป์
SCOOP@NAEWNA.COM

น่าจะมีโอกาส “ร่วง” มากกว่า “รอด”!!!

ตรวจแนวรบ‘ศึก 4G’!(1) เลียบ‘ค่ายมือถือ’ใครอยู่-ใครไป.?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/195812

วันอังคาร ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ปี “แพะไฟ” ผ่านพ้นไปแล้ว ต้องถือว่าเป็นปีที่วงการ “โทรคมนาคม” ร้อนแรงไม่น้อย จากการประมูล “4G” ทั้ง 2 คลื่นความถี่ คือ ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์(MHz) และย่าน 900 MHz ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เพราะ 2 ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่กอดคอกัน “ตกขบวน” พลาดใบอนุญาต(ไลเซ่นส์) ปล่อยให้ “น้องใหม่” กวาดไปเรียบ ทว่า…

สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร!!!

การประมูล 4G ก็เช่นกัน เพราะหลังจากนี้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่(โอเปอเรเตอร์) ทั้งเก่าและใหม่ต้องติดตั้ง “โครงข่าย” การให้บริการ 4G ตามที่ กสทช.กำหนด ซึ่งล้วนมี “ค่าใช้จ่าย” งานนี้จึงต้องติดตามว่า “สายป่าน” ใครจะยาวพอ.???

เริ่มจากน้องใหม่ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ จำกัด ในเครือบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) หรือ JAS ชื่ออาจดูใหม่ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ไม่ใช่มือใหม่ในกิจการโทรคมนาคม โดยมี “3BB” บริการอินเตอร์เนตความสูงทางสาย(ฟิกส์ บรอดแบนด์) เป็นเครื่องการันตีผลงาน เพราะในแวดวงโทรคมนาคมยอมรับว่า 3BB ของ JAS แซงบริษัท ทีโอที
จำกัด (มหาชน) หรือ “ทีโอที” เจ้าเก่า ขึ้นมาอยู่เบอร์ 2 แล้ว เป็นรองแค่เบอร์ 1 ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ TRUE เท่านั้น

นอกจากนั้น JAS ยังดำเนินกิจการเคเบิ้ลใต้น้ำในชื่อ “จัสมินซับมารีน” และมีธุรกิจทำคอนเทนต์และช่องโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล(ทีวีดิจิตอล) ภายใต้ชื่อ “MONO” ซึ่งธุรกิจทั้งหมดที่ JAS มีอยู่พร้อมทำคอนเวอร์เจนต์ เช่นเดียวกับ ทรูมูฟ และทรูวิชั่นส์ อีกด้วย

เมื่อดู “ขุมกำลัง” ในมือ ต้องบอกว่า JAS ไม่ธรรมดา!!!

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงสำหรับ JAS คงเป็นเรื่อง “เสบียง” หรือแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะการได้มาซึ่งทุนสำหรับใช้จ่ายเงินงวดแรก 8,000 ล้านบาท ของเงินประมูลทั้งหมด 75,645 ล้านบาท ที่ JAS จะต้องจ่ายภายใน 90 วัน พร้อมหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงิน หรือต้องมี “แบงก์การันตี” ส่วนที่เหลือเป็นเงินรวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระแก่ กสทช. เพื่อให้ได้ไลเซ่นส์ 4G ให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 รวมทั้งเงินทุนอีกหลายหมื่นล้านบาทที่จะต้องใช้ในการวางระบบโครงข่ายการให้บริการ 4G ที่ต้องมี “หลักทรัพย์ค้ำประกัน” ในการวางแบงก์การันตี ซึ่งเป็นการบ้านที่ JAS ต้องขบคิด

หันมาดูเรื่องโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ สำหรับ JAS ในเครือจัสมินฯ พบว่า ปัจจัยยากที่สุด คือ เรื่อง “เสาสัญญาณ” ซึ่งจัสมินมีสายไฟเบอร์ในการเชื่อมโยงสถานีฐานทั่วประเทศ และไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะมีโครงข่ายของ 3BB หนุนหลังให้อยู่

แหล่งข่าวจากเครือจัสมินฯ บอกว่า สำหรับทางเลือกเรื่องเสาสัญญาณ วางไว้ 1-2 แนวทาง คือ 1.ขอเช่าเสาสัญญาณจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล(Digital Telecommunications Infrastructure Fund) ภายใต้ชื่อย่อกองทุน DIF หรือชื่อเดิม คือ TRUEIF ถึงแม้จะเป็นชื่อของทรู แต่ DIF คือ มีผู้จัดการกองทุนที่ไม่ใช่ผู้บริหารจากทรู และมีการทำธุรกิจให้เช่าทรัพย์สิน และ 2.เช่าโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ “ทีโอที” ตรงนี้จึงไม่น่ามีปัญหาสำหรับ JAS

เมื่อตรวจสอบ “ขุมกำลัง” แล้ว อย่างเดียวที่น่าเป็นห่วงสำหรับ JAS น่าจะเป็นเรื่อง “เสบียง” ที่เพียงพอหรือไม่.???

มาต่อกันที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ TRUE ที่ตอนนี้เกทับพี่ใหญ่อันดับ 1 อย่าง “เอไอเอส” และ
หวังเตะสกัดมวยรองอันดับ 2 อย่าง “ดีแทค” ให้หลุดวงโคจร

ที่ผ่านมา ทรูฯ ย้ำเสมอถึงการครอบครองความถี่ที่มีมากที่สุดในบรรดาโอเปอเรเตอร์ทั้ง 4 ราย ทว่าการที่ ทรูฯ มีความถี่ในมือมากก็ต้องลงทุนมากเช่นกัน โดยที่ผ่านมา ทรูฯ ลงทุนไลเซ่นส์ ทั้ง 2 ใบ ไปกว่า 1 แสนล้านบาทแล้ว ขณะเดียวกันการวางแผนลงทุนขยายโครงข่ายทั้ง 3G และ 4G ถือเป็น “งานหนัก” สำหรับ ทรูฯ เนื่องจากกระแสเงินสดของ ทรูฯ มีปัญหา การเจรจาซื้ออุปกรณ์ การวางแผนแพ็กเกจจากผู้นำเข้าอุปกรณ์(เวนเดอร์) เป็นปัญหาเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าการมีคลื่นในมือมากก็ต้องลงทุนมาก

คำถาม คือ ทรูฯ จะผสมผสานแบบแผนธุรกิจนี้อย่างไร.???

“ทรูฯ มีคลื่นเยอะจริง แต่ไม่มีเงิน”…

แหล่งข่าวจากแวดวงโทรคมนาคม มองเช่นนั้น พร้อมกับระบุว่า นี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับ ทรูฯ เพราะการใช้เงินหว่านแพ็กเกจโปรโมชั่น ออกโปรฯแรงๆ หวังดึงใจลูกค้า จะเกิด “สงครามราคา” ในปี 2559 อย่างแน่นอน ขณะที่แบงก์การันตีน่าจะหาได้ไม่ยาก เนื่องจาก ทรูฯ มีหลากหลายกิจการ

หลังจากนี้สิ่งที่น่าจับตาและเป็นโอกาสที่ “เม็ดเงิน” จะไหลมาที่ ทรูฯ คือ ลูกค้าเดิมระบบ 2G ที่มีอยู่ในระบบ 1 ล้านเลขหมายของ “เอไอเอส” ที่สิ้นสุดสัญญาสัมปทาน รวมถึงที่ใช้บริการข้ามโครงข่าย(โรมมิ่ง) กับ ทีโอที อีกราว 10 ล้านเลขหมาย อาจไหลมาซบตัก ทรูฯ เพราะ “เอไอเอส” มีโอกาสที่จะ “ซิมดับ”

ลูกค้ากลุ่มข้างต้นจะไหลมายัง ทรูฯ มากกว่า ดีแทค เพราะ ดีแทค เหลืออายุสัญญาสัมปทาน เพียง 3 ปี โดยจะหมดสัมปทานในปี 2561 ขณะที่ ทรูฯ ปัจจุบันมีคลื่นความถี่ 3 ใบอนุญาต คือ 1.คลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์(GHz) จำนวน 15 MHz อายุไลเซ่นส์ 15 ปี ถึงปี 2570 2.ย่าน 1800 MHz จำนวน 15 MHz อายุไลเซ่นส์ 18 ปี ถึงปี 2574 และ 3.คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz จำนวน 10 MHz อายุไลเซ่นส์ 15 ปี ถึงปี 2574 รวมถึงมีคลื่นความถี่ที่ทำสัญญากับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ย่าน 850 MHz จำนวน 15 MHz ถึงปี 2568 เป็น “จุดแข็ง” ที่ทำให้ ทรูฯ จะกวาดต้อน “เชลย” จาก เอไอเอส มาไว้ในมือได้มากกว่า ดีแทค

นี่เป็นความเป็นไปของ 2 บริษัทแรก “JAS และ TRUE” ที่ต้องจับตาต่อไปว่าปี 2559 นี้ ทั้ง 2 บริษัทจะ “เดินเกม”
อย่างไร เพื่อให้ “อยู่รอด” และ “ต่อกร” กับคู่แข่งให้ได้

ตอนหน้า…ไปตรวจสอบ “แนวรบ” ของ “เอไอเอส” และ “ดีแทค” 2 ยักษ์ใหญ่ ที่อาจกลายเป็น “ยักษ์หลับ”!!!

น้ำฝน บำรุงศิลป์
SCOOP@NAEWNA.COM

ตามรอยพระราชดำริพ่อหลวง ‘รักษ์นํ้า-ห่วงป่า’พัฒนายั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/195668

วันจันทร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“…เรื่องน้ำนี้ก็เป็นปัจจัยหลักของมวลมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์เท่านั้น แม้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งสัตว์ทั้งพืช ถ้าไม่มีก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่าน้ำเป็นสื่อหรือเป็นปัจจัยสำคัญของสิ่งมีชีวิต แม้สิ่งไม่มีชีวิตก็ต้องการน้ำเหมือนกัน มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นอะไรไม่ทราบ เช่น ในวัตถุต่างๆ ในรูปผลึก ก็ต้องมีน้ำในนั้นด้วย ถ้าไม่มีน้ำก็จะไม่เป็นผลึก กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีรูป ฉะนั้นน้ำนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ

ที่กล่าวถึงข้อนี้ก็จะให้ได้ทราบถึงว่า ทำไมการพัฒนาขั้นแรกหรือสิ่งแรก ที่นึกถึงก็คือโครงการชลประทาน แล้วก็โครงการสิ่งแวดล้อมทำให้น้ำดี สองอย่างนี้อื่นๆ ก็จะเป็นไปได้ ถ้าหากว่าปัญหาของน้ำนี้ เราได้สามารถที่จะแก้ไข หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เรามีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ฉะนั้นการพัฒนานั้นสิ่งสำคัญก็อยู่ตรงนี้…”

ความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2532 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระองค์ทรงตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำว่าเป็น “รากฐานของชีวิต” ก่อเกิดโครงการในพระราชดำริหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับการชลประทาน

รวมถึง “การอนุรักษ์ป่าไม้” อันเป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำ!!!

ดังที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ข้าราชบริพารผู้หนึ่งที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด บอกเล่าในปาฐกถาพิเศษ“พึ่งตน พอเพียง..เพื่อชุมชนยั่งยืน” อันเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเปิดตัว “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้” จัดโดยเครือ SCG ณ บ้านแป้นใต้ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมาว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสอนให้ปวงชนชาวไทยเห็นคุณค่าของทรัพยากรน้ำ

ซ้าย : ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ขวา : ฝายชะลอน้ำ

ดร.สุเมธ ยกตัวอย่างที่ “ห้วยฮ่องไคร้-ดอยสะเก็ด” จ.เชียงใหม่ พื้นที่ป่าที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทำลายจนหมดสิ้นความอุดมสมบูรณ์ เมื่อพระองค์ท่านทรงทราบ จึงตรัส ว่า “7 ปีฉันจะทำให้มันเขียว” พร้อมกับรับสั่งให้ไปขอที่ดินจากทางราชการ

ซึ่งในเวลานั้น ดร.สุเมธ ก็ยังไม่เข้าใจว่าจะทำได้อย่างไร!!!

“ผมอุตส่าห์เอาก้อนหินใส่ถุงไปถวาย บอกว่าทำอะไรไม่ได้หรอกพะยะค่ะ พระองค์ก็ทรงรับสั่งว่าไม่ใช่หินแต่เป็นดิน ให้ลองแช่น้ำดู ตอนเช้าก็ละลายจริงๆ สุดท้ายพระองค์ก็รับสั่งให้ฟื้นฟูป่าโดยไม่ต้องปลูก นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของฝายชะลอน้ำ ที่เรียกว่าฝายแม้ว ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะชาวบ้านได้นำเศษกิ่งไม้มาโยนขวางทางน้ำเอาไว้เพื่อกักน้ำให้พอใช้ในช่วงฤดูแล้ง

หลังจากนั้นพระองค์ก็ได้นำความคิดดังกล่าวมาสร้างฝายแม้วในพื้นที่ต่างๆ อีกมากมาย พร้อมทั้งกำชับว่าห้ามทำการก่อสร้างใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อรับสั่งเสร็จจากนั้นผมก็เป็นตัวกลางพระราชกระแสรับสั่ง ส่งมอบให้กรมชลประทานดำเนินการต่อ โดยกำหนดงบประมาณ 0 บาท หรือทำโดยไม่มีงบประมาณ” เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าว

“ฟื้นฟูป่าโดยไม่ต้องปลูก” ทำได้อย่างไร? ดร.สุเมธกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าใจระบบนิเวศของป่าอย่างชัดแจ้ง เช่น ที่พระองค์ทรงอธิบายว่า แม้พื้นที่ที่เต็มไปด้วยตอไม้ที่ใครๆ คิดว่าเป็นซากไม้ที่ตายแล้ว หากมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยเพียงพอ พื้นที่นั้นก็สามารถกลับมาเป็นป่าสมบูรณ์อีกครั้งได้

เรียกว่า “ป่ารุ่นที่สอง” (Second Generation Foresters)!!!

“ทรงรับสั่งว่า..ไม่ต้องปลูกต้นไม้ เพราะใต้ผืนดินนั้นมีต้นตอแห่งชีวิตอยู่ ตอไม้ที่เราคิดว่าเขาตายแล้ว แต่ไม่ใช่ เขาเป็นมัมมี่ เมื่อมีปัจจัยแห่งชีวิตเกิดขึ้นเขาก็เกิด เรียกว่าป่ารุ่นที่สอง รวมไปถึงตอไม้พืชพันธุ์นานาชนิด เมื่อมีความชื้นเขาก็กลับคืนมีชีวิต ฉะนั้นจึงเป็นป่าธรรมะ คือป่าธรรมชาติ มีพืชรองดิน มีป่าเป็นชั้น เป็นป่าที่ครบถ้วน” ดร.สุเมธบอกเล่าถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ที่ทรงเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

จากอดีตถึงปัจจุบัน มนุษย์เราใช้ประโยชน์จากป่ามาโดยตลอด ทว่าระยะหลังๆ ทรัพยากรป่าไม้ถูกตีค่าเป็น “สินค้า” และถูกนำไปใช้กันมากขึ้นตามกระแสบริโภคนิยม ทำให้เกิดปัญหาป่าไม้เสื่อมโทรม กระทั่งวันนี้มนุษย์เริ่ม “รู้สึกตัว” ว่าการใช้ทรัพยากรป่าไม้อย่างไม่รู้คุณค่า หมายถึงเราได้ทำลายแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ ยา รวมทั้งทำลายวิถีชีวิตตัวเราเองด้วย ซึ่งการฟื้นฟูป่าจำเป็นต้องใช้ “เวลา” และเวลานั้น “ซื้อไม่ได้” แม้จะมีเงินมากเท่าไรก็ตาม

การพัฒนาที่ดี จึงต้องอยู่บนฐานคิดในแง่ “ความยั่งยืน”!!!

“พระองค์ทรงมีรับสั่งทิ้งท้ายว่ามุ่งหวังไว้ พระองค์ไม่ได้ใช้คำว่าร่ำรวย ไม่ใช้แม้กระทั่งคำว่ามั่งคั่ง แต่ใช้คำว่าเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม นั่นหมายถึงจำนวนเงินที่คุณมีไม่สื่อความหมายสาระออกมา แต่อยู่ที่สาระของการใช้เงินนั้นออกมา” ดร.สุเมธ กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

‘หื่น-คุกคามออนไลน์’ ภัยที่กฎหมายยังไปไม่ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/195522

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

สังคมยุคนี้ที่ใครๆ ก็ “ชีวิตติดจอ” ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันอยู่กับสื่อออนไลน์ “โลกเสมือน” ที่สามารถแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกใดๆ ก็ได้อย่างแทบจะไร้ขอบเขต เพราะ “ไม่ต้องพบเจอซึ่งหน้า” แม้ข้อดีคือทำให้พูดคุยเรื่องต่างๆ ได้อย่างเสรี “ไม่ต้องเกรงใจกัน” แต่อีกด้านหนึ่งมันได้ก่อปัญหาตามมาคือผู้ที่ “คิดไม่ดี” สามารถใช้ช่องทางนี้กระทำสิ่งไม่เหมาะไม่ควรได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเรื่องหนึ่งที่พบบ่อยๆ คือ “การคุกคามทางเพศ” ตามที่พบเห็นกันได้บ่อยๆ ก็เช่นพวกชอบโชว์อวัยวะเพศหรือการสำเร็จความใคร่ ไปจนถึงส่งข้อความขอมีเพศสัมพันธ์

12 ธ.ค. 2558 มีการจัดเสวนา “เพศ ภัยคุกคาม อินเทอร์เน็ต” ณ ห้องสมุดเดอะรีดดิ้งรูม สีลม ซ.19 ผศ.ดร.โทมัส กวาดามูซ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากการสุ่มเก็บข้อมูลนักเรียนในโรงเรียนมัธยมชั้น ม.1 ถึง ม.6 เป็นเวลาเกือบ 2 ปี

พบว่านักเรียนโรงเรียนชานเมืองกรุงเทพฯ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,234 คน ร้อยละ 49.2 เคยถูกกระทำความรุนแรงออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ถูกคุกคามทางเพศออนไลน์ร้อยละ 14.3 ถูกแบล็กเมล์ออนไลน์ ร้อยละ 9.5 และถูกส่งข้อความด่า โจมตี และข่มขู่ออนไลน์ ร้อยละ 43

ในจำนวนนี้..นักเรียนดังกล่าวอาจเป็นได้ทั้ง “ผู้กระทำ”และเป็น “เหยื่อ”!!!

ผศ.โทมัส กล่าวเสริมอีกว่า ข้อมูลที่เก็บรวบรวมชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศในโลกออนไลน์และในชีวิตจริง โดยเยาวชนที่ถูกกระทำในโลกออนไลน์มีแนวโน้มที่จะถูกกระทำซ้ำในชีวิตสูงถึง 2.6 เท่า และเยาวชนที่เป็นผู้กระทำผิดในโลกออนไลน์มีแนวโน้มที่จะเป็นผู้กระทำต่อในชีวิตจริงสูงถึง 2.7 เท่า

“ผลการศึกษาทางสังคมศาสตร์ พบว่า ผู้ที่ถูกกระทำมีแนวโน้มที่จะเข้าหาสิ่งที่แย่ได้มากกว่าผู้ที่ไม่ถูกกระทำ เช่น มีแนวโน้มที่จะหันไปพึ่งพาแอลกอฮอล์ ใช้สารเสพติด เกิดอาการเครียด ซึมเศร้า ทำร้ายตัวเอง มีความคิดหรือพยายามฆ่าตัวตายและมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน แต่สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือเราพบเยาวชนเป็นผู้กระทำความรุนแรงออนไลน์เพิ่มขึ้น จากการแก้แค้นโดยประจานและส่งต่อ” ผศ.โทมัส ระบุ

ขณะที่ ดร.จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่ครอบคลุมถึงเรื่องนี้ เช่นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 ว่าด้วยความผิดฐานทำให้อับอาย เดือดร้อน รำคาญ ซึ่งการพูดจาลวนลามถือเป็นความผิดในข้อนี้ แต่ปัญหาคือกฎหมายระบุว่าต้องเป็น “พื้นที่สาธารณะ” ที่คนทั่วไปพบเห็นหรือเข้าถึงได้ ทว่าปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่มีนิยามชัดเจนว่าโลกออนไลน์ส่วนใดบ้างที่ถือเป็นพื้นที่สาธารณะดังกล่าว

ส่วน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์มาตรา 14 (1) ระบุความผิดเพียงการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่ทำให้ผู้อื่นเสียหายเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงการคุกคามทางเพศ เช่น การแทะโลมโดยวาจา การส่งข้อความก่อความรำคาญ หรือทำให้เกิดความหวาดกลัวแต่อย่างใด

“มีพริตตี้อยู่คนหนึ่ง มีเฟซบุ๊คส่วนตัว แต่มีใครสักคนส่งข้อความเข้ามาทางช่องแชทเหมือนแทะโลม ซึ่งการกระทำแบบนี้มันยังไม่ใช่การดูหมิ่นทางกฎหมายหรือยังไม่ก่อให้เกิดความกลัวต่อเธอ ตรงนี้เองที่กฎหมายไทยยังไม่มีระบุอย่างชัดเจนถึงโทษนี้ แต่ทางประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดไว้ให้คือ ต้องมีความผิดสร้างความเดือดร้อนรำคาญ มันจะบังคับใช้ได้เฉพาะทางกายภาพ แต่ยังไม่บังคับใช้ทางอินเทอร์เน็ต” ดร.จอมพล กล่าว

เมื่อยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการใดๆ ออกมา สำหรับผู้ที่เจอกับเรื่องเหล่านี้ก็คงต้อง “ดูแลตัวเอง” กันไปก่อน ซึ่ง นายกฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี แนะนำว่าต้อง 1.หยุด (STOP) คือ หากถูกคุกคามให้นิ่งไว้ อย่าไปตอบโต้หรือเผชิญหน้า 2.บล็อก (BLOCK) คือ ตัดการติดต่อกับคนเหล่านี้ และปิดการแสดงผลต่อสาธารณะ 3.บอก (Tell) คือ บอกคนหรือผู้ใหญ่ที่คุณไว้ใจและสามารถช่วยเหลือได้

อนึ่ง..เพราะโลกเสมือนตามหาผู้กระทำผิดได้ยากกว่าโลกจริง ทำให้บรรดา “หื่นออนไลน์” ไม่เกรงกลัว!!!

“ความแน่นอนนี่ถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าเมื่อไรก็ตามที่เราไม่สามารถล็อกเป้าหมายได้ว่าคนคนนี้กระทำความผิดจริงๆ ก็ไม่สามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้ทำให้คนคนนั้นสามารถตัดสินใจกระทำความผิดได้ง่ายขึ้น เพราะเขามีความรู้สึกว่ายังไงเรื่องที่กระทำลงไปก็สาวมาไม่ถึงตัวเขาแน่ๆ” นายกฤษฎา ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM