ตามไปดู‘นาวิก นาวี สัญจร’ ‘กระชับพื้นที่’ลดระแวงทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/195436

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
ปัญหา “ไฟใต้” ที่ยังคงคุกรุ่น ยากจะ “มอดดับ” ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าความรู้สึก “หวาดระแวง” ที่ชาวบ้านมีต่อเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะ “ทหาร” ถือเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะเมื่อเกิดความ “ไม่วางใจ” ก็ยากที่ชาวบ้านจะให้ความร่วมมือกับทหารในทุกๆด้าน ด้วยความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ทหาร “นาวิกโยธิน” และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้จัดกิจกรรม…

“นาวิก นาวี สัญจร”!!!

เพื่อส่งทหารและเจ้าหน้าที่ของรัฐจากหน่วยงานต่างๆ “กระชับพื้นที่” พบปะพูดคุย “กระชับสัมพันธ์” และให้บริการชาวบ้านถึงในหมู่บ้าน โดยกิจกรรม “นาวิก นาวี สัญจร” ครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่มัสยิดวาดีลฮูเซ็น บ้านตะโละมาเนาะ ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการประชาชน ซ่อมรถจักรยานยนต์ ตัดผม มอบข้าวสาร และขนมให้เด็กในชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ชาวบ้านลดความหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่ และได้พูดคุยปัญหากัน เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาชุมชน

นอกจากนั้น “พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร” รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5(ศปป.5) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ยังนำคณะลงพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เพื่อตรวจความพร้อมมาตรการสกัดกั้น “ภัยแทรกซ้อน” ทางบกและทางทะเลด้วย

“น.อ.นพดล ฐิตวัฒนะสกุล” ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ กล่าวว่า ภาครัฐได้พยายามที่จะปรับมุมมองของ “ผู้คิดต่าง” ที่ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้แนวทาง “สันติวิธี” ซึ่งกิจกรรมนาวิก นาวี สัญจร “เดินเท้าเข้าชุมชน” เป็นหนึ่งในโครงการที่นำมาใช้ เพื่อหวังสร้างความไว้วางใจ และลดความหวาดระแวงที่ชาวบ้านมีต่อทหาร โดยการพบปะพูดคุยกับชาวบ้านนอกจากจะพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทหารกับชุมชนแล้ว ข้อมูลบางอย่างจากชาวบ้านยังช่วย “จุดประกาย” ความคิดในการป้องกันและรับมือเหตุร้ายให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย

ขณะเดียวกัน จากการลงพื้นที่ยังทำให้เจ้าหน้าที่ พบว่า ปัญหาที่ชาวบ้านในพื้นที่ประสบ คือ การเข้าถึงการรักษาพยาบาล เจ้าหน้าที่จึงได้จัดทีมแพทย์มาให้บริการภายในชุมชน นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการส่งน้ำเข้าพื้นที่นาของชาวบ้าน ซึ่งทหารจะเร่งแก้ไขต่อไป

“เวลาทหารใส่เครื่องแบบ ชาวบ้านจะหลบหน้า ไม่อยากคุยด้วย เพราะกลัว แต่เมื่อเราพบปะพูดคุยกับเขา ทำให้ความกลัวและความหวาดระแวงลดลง ไม่ว่าศาสนาใดเราอยู่ด้วยกันได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่เกิดแนวคิดในการรับมือเหตุร้าย ซึ่งจากกิจกรรมล่าสุดนำมาซึ่งการกำหนดเส้นทางถนนปลอดภัย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านและกำลังพลใช้ประจำ จากค่ายจุฬาภรณ์ ถึงเขตเมือง จ.นราธิวาส ระยะทาง 18 กิโลเมตร โดยพิจารณาจากเส้นทางที่ประชาชนใช้มากที่สุด เป็นต้นแบบของการดูแลความปลอดภัยร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ และในอนาคตอาจขยายเพิ่มมากกว่า 1 เส้นทาง” น.อ.นพดล กล่าว

น.อ.นพดล กล่าวอีกว่า การปฏิบัติหน้าที่ของทหารเพื่อดูแลความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาตใต้ยังคงเหมือนเดิม โดยมีส่วนราชการ อำเภอ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) มาช่วยบูรณาการการทำงาน ซึ่งช่วยให้สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ลดลงมาก โดยปี 2557 เหตุความรุนแรงลดลงจากปี 2546-2547 กว่าร้อยละ 50 โดยทหารได้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงควบคู่กับงานด้านการพัฒนาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมทั้งประชาชนให้ความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่

ส่วนการดำเนินการกับผู้ก่อเหตุความรุนแรงหรือกลุ่มผู้มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ เจ้าหน้าที่จะไม่ใช้ความรุนแรง เน้นดำเนินการด้วยสันติวิธีและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งหนึ่งในโครงการที่นำมาดำเนินการ คือ “โครงการพาคนกลับบ้าน” ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนที่เกิดจากนโยบาย “สานใจสู่สันติ” รองรับการกลับมาของผู้ที่ต้องการยุติการก่อเหตุ และต้องการออกจากการเป็น “แนวร่วม” โดยปี 2557 มีผู้เข้าร่วมโครงการใน 4 อำเภอของ จ.นราธิวาส 213 คน และเตรียมสำรวจรายชื่อเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ที่หลง “เดินทางผิด” ได้มีโอกาสแก้ตัว และเพื่อสร้างสันติสุขในพื้นที่

ขั้นตอนสำคัญของโครงการดังกล่าว คือ ผู้ที่เข้ารายงานตัวและมีหมายจับในคดีอาญา เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกให้มีการประกันตัว และหาแนวทางในการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนผู้ที่มีหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากมีความผิดไม่ร้ายแรง หรือเป็นผู้ต้องสงสัย จะส่งเข้ารับการฝึกอบรม “ปรับทัศนคติ” และจะยกเลิกหมายจับต่อไป

“รัฐบาลยังมีโครงการพูดคุยสร้างสันติสุขกลับสู่พื้นที่ ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ต่างๆที่มีการใช้อาวุธสุดท้ายแล้วต้องมาจบลงที่การพูดคุย จึงอยากให้ประชาชนช่วยสนับสนุน โดย อ.บาเจาะ เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่นำร่องหยุดยิง แต่การดูแลรักษาความปลอดภัยของทหารก็ยังปฏิบัติเหมือนเดิม” น.อ.นพดล กล่าว

ด้าน “น.ต.ยี่พญา โยวะผุย” รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 31(รอง ผบ.ฉก.นราธิวาส 31) กล่าวว่า
ในการลงพื้นที่ตามกิจกรรม “นาวิก นาวี สัญจร” นั้น ทหารและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ จะเน้น “เข้าถึง” ทุกพื้นที่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถานต่างๆ เช่น วัด มัสยิด หรือโบสถ์ รวมถึงแหล่งน้ำ เพื่อพบปะพูดคุย ประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจ และสร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านทราบว่าเรามีมาตรการคุ้มครองพวกเขาอย่างไร นอกจากนี้เวลามีงานเทศกาลในชุมชน ทหารจะเข้าร่วมงานด้วยอย่างน้อยเพื่อให้ชาวบ้าน “อุ่นใจ” และ “เชื่อใจ” ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าพวกเขาจะร่วมงานได้ปลอดภัยจริงๆ

ขณะที่ “มะยูโซ๊ะ มะ” อิหม่ามประจำมัสยิดบ้านตาบา ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของทหารในบางกรณี แม้จะมองว่ายังมีความเข้มงวดมากเกินไป แต่ก็สร้างความอุ่นใจในด้านความปลอดภัยให้กับชาวบ้านได้ โดยเฉพาะการคุ้มครองตามสถานที่สำคัญต่างๆ ที่มีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น พื้นที่ที่มีการจัดงานประเพณีต่างๆ เป็นต้น และจากการลงพื้นที่ในกิจกรรม และโครงการต่างๆของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะทหารนั้น ช่วยให้ชาวบ้านเข้าใจ และ “ยอมรับ” ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ดีขึ้นมาก ทำให้สถานการณ์บางอย่างแทนที่ชาวบ้านจะมองในแง่ลบก็มองเป็นเรื่องบวก ทำให้ง่ายและผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่จึงให้ความร่วมมือกับทหารเป็นอย่างดี

นี่คืออีกหนึ่งความพยายามเพื่อนำ “สันติสุข” กลับคืนสู่ดินแดน “ด้ามขวานทอง” ที่แม้จะไม่มีใครตอบได้ว่าจะสิ้น “เสียงปืน ควันระเบิด” ลงเมื่อไร แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้พยายามแล้ว…

SCOOP@NAEWNA.COM

‘คึกคะนอง’ฉลองปีใหม่ เปิดข้อห้าม..ฝ่าฝืนระวัง‘คุก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/195309

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
เวียนมาถึงกันอีกแล้วกับเทศกาล “ส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่” ช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองและเดินทางกลับไปรวมญาติที่บ้านเกิด หลังจากที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งปี ทว่าอีกด้านหนึ่ง การฉลองปีใหม่ของคนไทยก็ได้ชื่อว่า “มีความเสี่ยง” มากในหลายๆ เรื่อง ดังนั้น “สกู๊ปหน้า 5” วันนี้ขอรวบรวม “สิ่งที่ไม่ควรทำในช่วงเทศกาล” เพราะนอกจากจะก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นแล้วยัง “ผิดกฎหมาย” มีโทษทั้งจำคุกและปรับ มาให้ทุกท่านได้ทราบกัน

เรื่องแรกที่ต้องย้ำกันทุกปีคือ “ยิงปืนขึ้นฟ้า” ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นการ “เอาฤกษ์เอาชัย” แต่ผู้ยิงอาจกลายเป็น “ฆาตกร” โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บทความ “ยิงปืนขึ้นฟ้า อาจฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้” โดยกลุ่มงานตรวจอาวุธปืนและเครื่องกระสุน กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ อธิบายว่า กระสุนปืนเมื่อพุ่งไปในแนววิถีโค้ง (Projectile) จะตกลงมาตามแรงดึงดูดของโลกด้วยความเร็วถึง 300-600 ฟุตต่อวินาที แต่ในความเป็นจริง ความเร็วกระสุนปืนเพียง 150 ฟุตต่อวินาที ก็สามารถสร้างบาดแผลให้กับเนื้อเยื่อของร่างกายมนุษย์ได้แล้ว

ทั้งนี้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา การยิงปืนขึ้นฟ้ามีความผิดตาม มาตรา 376 มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากยิงแล้วกระสุนไปตกใส่บุคคลอื่นโทษจะหนักขึ้น เพราะเข้าข่ายกระทำการโดยประมาทให้ผู้อื่นได้รับอันตราย เช่น หากยิงไปแล้วกระสุนปืนไปตกใส่ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ มาตรา 300 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากยิงไปแล้วกระสุนไปตกใส่ผู้อื่นถึงขั้นเสียชีวิต จะเข้าข่าย มาตรา 291 มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท

นอกจากนี้ยังอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน กระสุนปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 เพิ่มขึ้นมาอีกข้อหาหนึ่ง หากเป็นการยิงปืนในพื้นที่ชุมชนตามมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ห้ามพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ หรือ วรรคสอง ที่ห้ามพกพาอาวุธปืนโดยเปิดเผยไปในสถานที่จัดงานรื่นเริง งานมหรสพต่างๆ โดยไม่มีใบอนุญาตพกพา

ผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษตาม มาตรา 72 หากเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในวรรคหนึ่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในวรรคสอง มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท ส่วนผู้ที่มีใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน หากฝ่าฝืนข้อห้ามในวรรคสอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อีกเรื่องที่ต้องย้ำกันทุกปีเช่นกัน คือ ดื่มเครื่องดื่มมึนเมาแล้วขับขี่ยานพาหนะ ที่มีข้อห้ามตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) ซึ่งผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดตาม มาตรา 160 ตรี หากเป็นการดื่มแล้วขับที่แม้จะยังไม่ทำอันตรายแก่ผู้ใด จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่หากดื่มแล้วขับขี่ไปเฉี่ยวชนผู้อื่นได้รับอันตราย หากถึงขั้นได้รับบาดเจ็บ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท , หากถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-6 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000-120,000 บาท และหากถึงขั้นเสียชีวิต จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท ซึ่งทุกกรณี ศาลมีอำนาจพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ อีกด้วย

ประเด็นต่อมาที่ต้องเตือน คือ “เด็กแว้น-นักซิ่ง” ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ ที่พอถึงเทศกาลทีไรมักจะต้องออกมา “ประกาศศักดาบนท้องถนน” อยู่เสมอ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แบ่งประเภทความผิดที่เข้าข่ายไว้ดังนี้ มาตรา 43 (3) ขับขี่ในลักษณะกีดขวางการจราจร, มาตรา 43 (4) ขับขี่ในลักษณะประมาทน่าหวาดเสียวจนอาจเป็นอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน, มาตรา 43 (8) ขับขี่ในลักษณะไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น รวมถึง มาตรา 134 การแข่งรถบนท้องถนนโดยมิได้รับอนุญาต

สำหรับผู้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 43 (3) กับ (4) มีโทษตามมาตรา 157 คือปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท ส่วนผู้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 43 (8) มีโทษตามมาตรา 160 คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเข้าข่ายเป็นการแข่งรถตามมาตรา 134 มีโทษตามมาตรา 160 ทวิ ซึ่งความผิดฐานแข่งรถบนท้องถนนนอกจากจะต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับแล้ว ศาลยังมีอำนาจพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่อีกด้วย

ทั้งนี้ หากผู้กระทำผิดเป็นเด็กและเยาวชนอายุไม่ถึง 18 ปี พ่อแม่ผู้ปกครองอาจมีความผิดด้วยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) ที่ระบุว่า ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไมก็ตาม ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ซึ่งผู้ฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษตาม มาตรา 78 คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจาก 3 เรื่องหลักอย่างยิงปืนขึ้นฟ้า ดื่มแล้วขับ และเด็กแว้น-นักซิ่งแล้ว ยังมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย เช่น การให้เด็กดื่มเครื่องดื่มมึนเมา แม้พ่อแม่ของเด็กจะเป็นคนยื่นให้ดื่มเองก็ตาม จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (10) ที่ห้ามให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก ซึ่งผู้ฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษตาม มาตรา 78 คือจำคุกไม่เกิน
3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รวมถึง การปล่อยโคมลอย ที่แม้การฉลองปีใหม่จะไม่เกี่ยวข้องในเชิงวัฒนธรรมกับการปล่อยโคมลอยเหมือนเทศกาลลอยกระทง แต่ในทางปฏิบัติยังมีคนลักลอบปล่อยโคมลอยช่วงปีใหม่อยู่ ซึ่งอาจมีความผิดดังนี้ หากโคมที่ปล่อยไปทำอันตรายกับเครื่องบิน ไม่ว่าจะกำลังบินอยู่หรือไม่ก็ตาม จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558 มาตรา 18 มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15-20 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000-800,000 แสนบาท

และ หากโคมที่ปล่อยไปตกใส่อาคารบ้านเรือนของผู้อื่นจนเกิดเพลิงไหม้ จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225 ว่าด้วยการกระทำโดยประมาทให้เกิดเพลิงไหม้จนทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย หรือน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนเป็น “พฤติกรรมที่ไม่ควรทำ” เพราะผิดกฎหมาย มีโทษทั้งจำคุกและปรับ อีกทั้งหากนับว่าเทศกาลปีใหม่เป็น “เทศกาลแห่งความสุข” ด้วยสำนึกของ “มนุษย์” ที่แปลว่า “ผู้มีใจสูง”รู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว ก็ไม่ควรเฉลิมฉลองบนความทุกข์ของผู้อื่นด้วย

“เอาใจเขาใส่ใจเรา” บ้างก็คงดี..ปีใหม่นี้จะได้มีแต่ “รอยยิ้ม” ไม่ต้องมี “น้ำตา” จากความสูญเสีย!!!
SCOOP@NAEWNA.COM

ครอบครัวพังเพราะ ‘น้ำเมา’ บทเรียนถึง ‘นักดื่ม’ ทุกราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/195183

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
“วันนั้นเป็นวันพุธ พี่โตล้ม ลูกอยู่แต่ลูกไม่เห็นพ่อศีรษะฟาดพื้น คือจันทร์กับอังคารไปสัมมนา พอพุธเช้าก็จะไปทำงาน เราก็ซื้อของไว้แล้ว เรามีงานให้เขาทำ เพราะเราจะให้สามีเรากลับมาเป็นผู้รับเหมาเหมือนเดิม ให้เขารู้สึกว่าเขามีคุณค่า…แต่วันนั้นมันไม่มีสำหรับเราอีก”

นี่คือเรื่องจริงจากชีวิตของ สุวิสา แก้วบัวปัท หญิงวัย 45 ปี ผู้ซึ่ง “โต” ชาญณรงค์ แก้วบัวปัท สามีของเธอ“จากไปไม่มีวันกลับ” จากอุบัติเหตุล้มศีรษะกระแทกพื้นอย่างรุนแรงในบ้านของตนเอง บอกเล่าในงานเสวนา “สัญญาของพ่อ…เลิกเหล้าเพื่อลูก” 3 ธ.ค. 2558 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ถ.วิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กทม. และสาเหตุเบื้องหลังอุบัติเหตุครั้งนี้คือ “พิษสุราเรื้อรัง” ที่แม้สามีของเธอตั้งใจว่าจะ “เลิกเหล้าให้ได้” หลังเข้าร่วมกิจกรรมกับภาคีเครือข่ายลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แล้วพบว่า “มีกำลังใจ” มากขึ้นที่จะเอาชนะอาการติดสุราของตน

สุวิสา เล่าเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์กับทุกคน โดยเฉพาะกับ “ผู้ชาย” ที่วันหนึ่งต้องเป็นทั้ง “ผัว” และเป็นทั้ง“พ่อ” โดยย้อนไปยังจุดเริ่มต้นชีวิตสามีของเธอ ในวันที่ยังเป็นเพียงวัยรุ่น “วัยคะนอง” ไล่ตั้งแต่ทำงานวันแรกๆ ในตำแหน่งเด็กฝึกงานจนขยับขึ้นมาเป็นช่าง ก็ถูกชักชวนจากหัวหน้างานบ้าง เพื่อนร่วมงานบ้างให้ดื่ม ซึ่งเวลานั้นเธอก็ยังไม่คิดอะไร มองว่าเป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายจะดื่มเหล้า เพราะเป็น “การเข้าสังคม” แบบหนึ่ง ที่ผู้หญิงจะต้องยอมรับ

“เราเป็นผู้หญิงเราก็มองว่าผู้ชายต้องมีเหล้าบ้างมีบุหรี่บ้าง ก็ทำใจแล้ว ตอนนั้นเขายังเป็นแค่เด็กฝึกงาน ก็กินทุกวัน กินไปเตะตะกร้อไป สนุกกันไปในวงเขา เราก็นั่งมองไป ตอนนั้นก็ยังไม่เยอะ ก็เหมือนกินเหล้าไป ออกกำลังไป กินข้าวไป แล้วก็นอน” เธอกล่าว

ทว่าในเวลาต่อมา…เมื่อสามีของเธอเริ่ม “เป็นใหญ่เป็นโต” ขยับจากช่างธรรมดามาเป็นหัวหน้างาน มีเพื่อนฝูงและลูกน้องมากขึ้น มีเงินเดือนมีรายได้สูงขึ้น กลายเป็น “ลูกพี่” เต็มตัว ทำให้เริ่มมีนิสัย “ใจถึง-พึ่งได้” ใครอยากดื่มหนักแค่ไหน อยากจะเมาเพียงใดขอให้บอก เดี๋ยว“เฮียจัดให้” ลงบัญชีไว้ได้เลย

“ตอนนั้นเขาทำงานอยู่บริษัทเฟอร์นิเจอร์ มีเพื่อนฝูง มีผู้รับเหมา มีโฟร์แมน ตัวเองก็เป็นหัวหน้างาน เป็นลูกพี่ ทุกคนก็จะลงบัญชีเฮียโต บัญชีลงทีละ 5,000 บาทต่อเดือน 5,000 บาทนี่เมื่อปี 2537 นี่เยอะนะคะ ทุกเดือนเดือนละ 5,000 ไปกับคนอื่นที่ไม่ใช่ลูกและเมีย” สุวิสา ระบุ

จากดื่มทีละนิด ก็ค่อยๆ เพิ่มทีละหน่อยตามเพื่อนตามคนรู้จักที่มากขึ้น สามีของสุวิสา ดื่มเหล้าจนกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ เป็นประจำ หรือแม้แต่ “กินยันสว่าง”ก็ยังมี แม้จะมีลูกแล้วก็ตาม ซึ่งขณะนั้นสามีของเธอย้ายที่ทำงานใหม่ แต่ก็ยังคง “ดื่มหนัก” เช่นเดิม และทุกครั้งที่เธอไปเตือนขอให้เพลาๆ ลงบ้าง สามีของเธอจะตอบกลับมาเสมอว่า…

“ฉันเหนื่อย ฉันเครียด เธอไม่รู้หรอก ในวงงานของฉันเธอจะรู้อะไร”!!!

กระทั่งสามีของสุวิสากลายเป็น “ผู้รับเหมา”เต็มตัว มีหนหนึ่งดื่มหนักจนไปเมาหน้าไซต์งาน เธอเริ่มรู้สึก “ทนไม่ไหว” เพราะการที่หัวหน้าจะไปเมาในที่ทำงานให้ลูกน้องเห็นย่อมไม่ใช่เรื่องดี “แล้วใครจะนับถือ?” จึงตัดสินใจดึงสามีไปรักษาอาการติดสุราอยู่หลายครั้ง ทว่าแม้แพทย์จะขอให้ “ลด ละ เลิก” ก็ไม่เป็นผล ลับหลังก็ยังออกไปดื่มเหล้าอีกทุกครั้งที่มีคนมาชวน และถึงคนในบ้านจะเตือนเท่าไรก็ไม่ฟัง

“ลูกเขาเดินไปคุยกับพ่อ แต่เสียงของลูกมันเหมือนเสียงแมลงหวี่ เสียงของเพื่อน เสียงของคนอื่นมันดังกว่าเสมอกระทั่งมาเจอโครงการของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล บอกจะพาไปรักษา คือก่อนหน้านี้เรารู้ว่าโรงพยาบาลธัญญารักษ์เขารักษาด้านนี้โดยตรง แต่ค่าเข้าคอร์สรักษานี่สี่หมื่น เราก็ไม่มีปัญญา พอน้องที่ทำงานกับมูลนิธิหยิบยื่นโอกาสให้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ก็เอาเลย เข้าเลย

วันแรกที่ไป พบว่าเขาติดวัณโรคมาจากลูกน้อง ต้องไปรักษา แต่ก็ยังไปแอบดื่มอีก แล้วจะรักษาไปทำไม? เหล้ามันไปฆ่ายาที่กินไปทิ้งหมด เขาบอกเธอจะมารู้ดีกว่าฉันได้ยังไง นี่ร่างกายฉัน แต่อยากให้ดูสารูปนะคะ ผอมอย่างกับตะเกียบ ผอมมาก เราก็เถียงไม่ได้ แต่ก็ให้กำลังใจ บอกว่าเลิกไม่ได้ก็ขอให้น้อยลงหน่อย ใช้ทั้งไม้นวมไม้แข็งบางครั้งพอทะเลาะกันนี่เหมือนตีกันแล้วลูกยืนเชียร์เลย แต่ในมุมมองของลูก ลูกไม่ได้มีความสุขหรอกนะ เขาก็พยายามลดนะ ลดเป็นพักๆ เมื่อไรที่เจอเพื่อนก็ไปอีก เพื่อนช่างมีอิทธิพลมาก” สุวิสา เล่าถึงช่วงเวลาที่เจ็บปวด

แต่ดูเหมือนสุวิสาและครอบครัวจะเริ่มพบกับ “แสงสว่าง” เมื่อสามีของเธอมีโอกาสได้ไป “เข้าค่ายปรับทัศนคติ” กับภาคีเครือข่ายลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่นั่นเขาพบกับ “อดีตขี้เมา” มากมาย หลายคนเลิกดื่มได้อย่างเด็ดขาดถาวร ขณะที่อีกหลายคนแม้ยังเลิกไม่ได้ แต่ก็ลดการดื่มลงมาอยู่ในระดับที่ไม่ก่อความเดือดร้อนให้ตนเองและคนรอบข้าง ทำให้เขากล้า “เปิดใจ”พูดคุยระบายความรู้สึกของตนที่ไม่เคยบอกแม้ภรรยา กับคนเหล่านั้นในฐานะที่เป็น “คอเดียวกัน” จนเริ่มรู้สึกว่าชีวิตตนมีคุณค่า มีคนรับฟัง จึงตัดสินใจว่าจะ“เลิกดื่ม” ให้ได้อย่างจริงจัง

ทว่าวันนั้น “ไม่เคยมาถึง” และ “ไม่มีโอกาสมาถึง” อีกแล้ว!!!

“พี่โตไปสัมมนา 2 วัน จันทร์กับอังคาร กลับมาเย็นวันอังคารหน้าตาสดใสมาก เรายังทักเลยทำไมวันนี้หล่อจัง? เขากลับมาเล่าว่าถ้ามีชวนไปอีกเขาก็อยากไป เราก็บอกว่าสังคมตอนนี้มันเปิดกว้าง เธอลองไปเป็นตัวอย่างให้คนอื่นที่ยังอาจจะเป็นแบบนี้ แล้วเธออาจจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า เขาก็กระตือรือร้นอยากไป แต่วันนั้นมันคือวันสุดท้ายของเขา พอวันพุธที่พี่โตล้ม เรารู้สึกว่าทำไมเราไม่รีบกลับมาหาเขาทันทีที่รู้ว่าเขาล้ม? คือเราคิดว่าเขาแอบกินเหล้าจนเมา คือเราไม่ไว้ใจเขา ก็ไปตบหน้า เขย่าตัว แต่ก็ไม่ขยับ ตาก็ลอย ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้”

จากความหวังของสุวิสา ว่าหลังจากนี้ “ครอบครัวจะดีขึ้นเสียที” เมื่อสามีที่เคยติดสุรามีความตั้งใจจะเลิกดื่ม และจะกลับมาเป็น “เสาหลักในบ้าน” แต่แล้วในชั่วพริบตาทุกอย่างก็ “พังทลาย” โต ล้มศีรษะฟาดพื้น และเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นานนัก ซึ่งเรื่องเล่าทั้งหมดนี้ สุวิสา ฝากทิ้งท้ายไว้เป็นอุทาหรณ์ว่า…

“ขอให้หันหน้าพูดคุยกัน ภรรยาต้องให้กำลังใจ ส่วนสามีก็ต้องรับรู้ความรู้สึกของคนในครอบครัว อย่าทะเลาะกันแบบครอบครัวของเรา เพราะสุดท้ายกว่าเราจะเข้าใจกัน มันสายเกินไปแล้ว คนที่เรารักเขาจากเราไปแล้ว เขารักเราเขาก็ไม่สามารถดูแลเราได้แล้ว เขาก็ตั้งใจแล้ว แต่สวรรค์ก็ลิขิตให้เขามาได้เท่านี้ ถ้าอุทาหรณ์ของครอบครัวเราทำให้หลายๆ ครอบครัวเลิกดื่มได้ บุญนี้ขออุทิศให้กับ นายชาญณรงค์แก้วบัวปัท นะคะ” สุวิสา กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ปู่ย่าตายาย’เลี้ยงหลาน ‘สุข-ทุกข์’ชีวิตต้องดิ้นรน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/195004

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

“กลับบ้านนอก-เข้าเมืองกรุง” ภาพที่เห็นได้ชินตาตามสถานีขนส่งต่างๆ

“พ่อ!..พ่อไม่กลับไปไม่ได้หรือ?”

แม้จะเป็นเพียงประโยคคำถามสั้นๆ ที่ปรากฏในโฆษณากิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง แต่เชื่อเหลือเกินว่าคง “สะเทือนอารมณ์” สำหรับผู้ที่ได้ยินอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะกับคนวัยทำงาน “ผู้เป็นพ่อแม่” ที่ต้องจากถิ่นฐานบ้านเกิดไปหารายได้ในเมืองใหญ่ และกับเด็กตัวน้อยๆ “ผู้เป็นลูก” ที่คุ้นเคยกับการได้เห็นหน้าพ่อแม่ของพวกเขาเพียงปีละ 2 ครั้ง คือช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่กับสงกรานต์เท่านั้น

เรื่องราวการย้ายถิ่นฐานทำนองนี้ ในทางวิชาการได้มีผู้ศึกษาผลกระทบมากมาย เช่น งานวิจัย “เด็กเล็กๆ เป็นอย่างไร เมื่อพ่อแม่ย้ายถิ่น” ผลงานของ รศ.ดร.อารี จำปากลายนักวิชาการด้านประชากรศาสตร์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ให้เห็นว่าเด็กที่เติบโตมาแบบห่างไกลพ่อแม่มีเพียงปู่ย่าตายายเลี้ยงดู พบว่ามีพัฒนาการตามวัยล่าช้ากว่าเด็กที่อยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

เช่นเดียวกับงานวิจัย “สถานการณ์การเลี้ยงดูหลานในครัวเรือนข้ามรุ่นของประเทศไทย” ผลงานของ กาญจนา เทียนฉาย, วรรณี หุตะแพทย์ ทั้ง 2 เป็นนักปฏิบัติการวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เปิดเผยในงานประชุมวิชาการ “ประชากรและสังคม 2558” เมื่อกลางปี 2558 ณ โรงแรมเอเชีย ราชเทวี กทม. สะท้อนภาพอีกด้านหนึ่ง โดยกล่าวถึงมุมมองของประชากรสูงวัย ที่ต้องรับภาระเลี้ยงดูเด็กๆ แทนพ่อแม่ของพวกเขา

งานวิจัยชิ้นนี้ ทำการสำรวจโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็น “ปู่-ย่า-ตา-ยาย” อายุ 50 ปีขึ้นไป จำนวน 42 ครัวเรือน ใน จ.พิษณุโลก ขอนแก่น และกาญจนบุรี ระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2556 เบื้องต้นพบว่า เกือบครึ่งหรือ 20 ครัวเรือน
เป็นการเลี้ยงลูกของลูกสาวของตน ขณะที่หลานอายุน้อยที่สุด อยู่ที่ 7 เดือน และมากที่สุดคือ 28 ปี เฉลี่ยแล้วกลุ่มตัวอย่างต้องเลี้ยงหลาน 2 คนต่อครัวเรือน

เมื่อถามถึงรายได้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือ 19 ครัวเรือน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รองลงมา 6 ครัวเรือน ประกอบอาชีพอื่นๆ เช่น ขายของชำหรือขายอาหาร และ 5 ครัวเรือนทำงานจักสานหรือทอผ้า แต่ที่น่าเป็นห่วง คือมีถึง 12 ครัวเรือนที่ไม่ได้ทำงาน ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมักมีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีรายได้เพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กับเงินของลูกที่ไปทำงานในเมืองใหญ่ต่างๆ ส่งกลับมาเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของการจากบ้านเกิดไปเผชิญโชคในต่างถิ่น..ผู้วิจัยทราบจากคำบอกเล่าของกลุ่มตัวอย่างว่า ส่วนใหญ่เป็นการตัดสินใจเองของลูก อย่างไรก็ตาม พ่อแม่เองก็ไม่ได้คัดค้าน เพราะมองแล้วว่าเป็นหนทางที่จะทำให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น จะมีห่วงบ้างก็แต่เพียงกลัวว่าลูกจะลำบากกว่าตอนอยู่ที่บ้านเกิดเท่านั้น

“ก่อนจะไป เขาก็บอกว่าจะไปทำงานกรุงเทพฯ เพราะรายได้บ้านเรามันไม่เยอะ เขาก็จะไปทำงานมาช่วยเหลือครอบครัวนี่แหละ” กลุ่มตัวอย่างชาวขอนแก่นรายหนึ่ง ระบุ

เมื่อพ่อแม่หายหน้าไป ผู้เป็นปู่ย่าตายาย จึงต้องเลี้ยงดูประคับประคองเด็กน้อยเหล่านี้ด้วยตนเอง พ่อแม่บางรายก็ส่งเงินมาให้สม่ำเสมอ แต่บางรายหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะส่งมาไม่ต่อเนื่องบ้าง หรือแม้แต่หายไปดื้อๆ ก็มี และในจำนวนนี้ ถึงจะส่งมาสม่ำเสมอ แต่ก็ส่งมาเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับภาระที่ต้องดูแล

“เขาว่าเดี๋ยวผมได้เงินผมก็จะส่งให้ แต่เงินเขาก็ได้น้อย ไปหางานลำบาก บางทีเขาก็ขาดเงิน บางทีก็ส่งมาหนึ่งพันบ้าง สองพันบ้างอย่างนี้ ลูกตั้งสองคนอย่างนี้บางทีก็ไม่ทันกิน ยืมเขาแถวนี้อีก เราไม่มี”

“เขาไม่ได้พูดอะไรเลย เรามีแต่บอกว่าแล้วส่งสตางค์ให้แม่บ้างนะ เลี้ยงลูกให้นะ ไม่มีอะไรให้เด็กกินนะ เขาก็ว่าได้ๆ รับปากว่า
ได้ๆ แค่นั้น แล้วเขาก็นานไปอีก ไม่มีติดต่อกลับมาเลย”

ทั้ง 2 เรื่องเล่านี้มาจากกลุ่มตัวอย่างใน จ.พิษณุโลก ซึ่งเมื่อไปดูหน้าที่ของผู้สูงอายุเหล่านี้ ต้องบอกว่า “หนักอึ้ง” กว่าเม็ดเงินที่พ่อแม่ส่งมาให้มากมายหลายเท่าตัว เพราะต้องดูแลหลานทั้ง ด้านร่างกาย เช่น การกิน การนอน ไปรับไปส่งที่โรงเรียน รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาด้วย และทั้ง ด้านจิตใจ เช่น การอบรมสั่งสอนและปลูกฝังจริยธรรม

“สมัยนี้ไม่เรียนไม่ได้ ถ้าไม่เรียนจะลำบากเหมือนพ่อ พ่อเขาจบแค่ ป.6 จะจับปากกาด้ามเล็กหรือด้ามใหญ่ ด้ามใหญ่คือจับจอบ ต้องถางหญ้าต้องแบกหาม ผมพูดแค่นี้ ถ้ารักเรียนก็จับปากกาด้ามเล็กอยู่ในร่ม ถ้าไม่รักเรียนก็คือด้ามใหญ่ไปตากแดด ก็เลือกเอาคิดเอา” กลุ่มตัวอย่างรายหนึ่งจาก จ.กาญจนบุรี กล่าวถึงคำที่ตนมักพร่ำสอนหลานอยู่เสมอ

แต่ก็ใช่ว่าปู่ย่าตายายจะเป็นฝ่ายเลี้ยงดูอย่างเดียว ผู้วิจัยพบว่า เมื่อหลานเติบโตขึ้น ก็ทำหน้าที่ดูแลปู่ย่าตายายตอบแทนบ้าง เช่น หากมีน้องก็จะช่วยดูแลน้อง ช่วยจัดการเรื่องหุงหาอาหาร ซักผ้า พาปู่ย่าตายายที่ป่วยไปพบแพทย์ รวมถึงหากเริ่มทำงานมีรายได้แล้ว ก็จะส่งเงินส่วนหนึ่งกลับมาช่วยจุนเจือครอบครัวเช่นกัน

“เขาเก่งนะ ไปหาปลา แกงส้มได้อะไรก็ได้ ใครจ้างเขาทำอะไรเขาก็ไปขุดมันปลูกกล้วยอะไรอย่างนี้ ได้ก็เอามาให้แม่ (หลานเรียกยายว่าแม่) เขาให้มา 40, 30 เขาก็เอามาให้เรา เราก็เก็บเอาไว้ซื้อให้เขากินอีกต่อหนึ่ง” กลุ่มตัวอย่างอีกรายจาก จ.กาญจนบุรี ระบุ

และถึงแม้จะใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก “อดบ้างอิ่มบ้าง” แต่กลุ่มตัวอย่างกลับรู้สึก “มีความสุข” เพราะการได้เลี้ยงหลาน ทำให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ไม่รู้สึก “เหงา” จนเกินไป นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ยังได้เชื่อม “คนสามวัย” เข้าด้วยกัน เช่น ผู้เป็นหลานแนะนำให้พ่อแม่ของตน ติดต่อกลับมาหาปู่ย่าตายายบ่อยๆ ผ่านโทรศัพท์ เป็นต้น

“มีหลานก็ดีอย่าง มันบอกแม่อย่าให้ยายโทร.ไป แม่ต้องโทร.มาแม่กินข้าวหรือยัง? กินกับอะไร? อย่างนั้นอย่างนี้ก็พูดไป เราก็ได้ติดต่อกับลูกบ่อยขึ้น ก็เพราะหลานนี่แหละ” คุณยายชาวขอนแก่น กล่าว

แม้งานวิจัยชิ้นนี้จะไม่ได้ให้ข้อสรุปว่าในระยะยาวควรทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาการย้ายถิ่นจากชนบทสู่เมืองใหญ่ แต่ก็ได้ฝากข้อเสนอแนะไว้กับผู้เกี่ยวข้อง 2 กลุ่มคือ ภาครัฐ ควรหามาตรการแบ่งเบาภาระของปู่ย่าตายายเหล่านี้ เช่น การสนับสนุนเบี้ยยังชีพเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องเลี้ยงดูหลาน กับ พ่อแม่เด็กเองที่ต้องมีสำนึกรับผิดชอบ ด้วยการส่งเงินกลับไปให้ผู้สูงอายุเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านค่าใช้จ่าย

SCOOP@NAEWNA.COM

ปฏิรูปการศึกษาไทย ‘คุณธรรม’ก็สำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/194861

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
“ศีลธรรมไม่กลับมา..โลกาจะวินาศ” คำกล่าวของท่าน พุทธทาสภิกขุ ที่ยังคงใช้ได้ทุกยุคสมัย โดยเฉพาะปัจจุบันที่ความเจริญทางวัตถุก้าวหน้าไปมากแต่ความเจริญทางจิตใจมิได้พัฒนาตามไปด้วย เรายังคงพบเรื่องราวของความรุนแรง การหลอกลวงต้มตุ๋น การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นอยู่ทั่วไปไม่ได้ต่างจากสังคมในอดีตที่คนรุ่นหลังมองว่าป่าเถื่อนเลยแม้แต่น้อย

และการควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์มิให้ออกนอกลู่นอกทางจนเกิดความเดือดร้อนกับสังคม นอกจากจะใช้กฎหมายที่มีบทลงโทษอย่างเคร่งครัดและเสมอภาคกันแล้ว การปลูกฝังคุณธรรม-จริยธรรม ก็สำคัญไม่แพ้กัน ทว่าที่ผ่านมา การสอนหรืออบรมผ่านโรงเรียน ไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะผู้สอนอาจไม่เข้าใจกระบวนการสอนที่ถูกต้อง

ที่งานเวทีการศึกษากับการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย 14 ธ.ค. 2558 ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล ถ.ศรีอยุธยา กรุงเทพฯ นายอรุณ เบญญคุปต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบูเกะตา อ.แว้ง จ.นราธิวาส ที่นี่เดิมเป็นโรงเรียนที่อาคารเก่าและทรุดโทรมมาก โรงอาหารไม่มีโต๊ะเก้าอี้ น้ำท่วมแทบทุกปี และเป็นแหล่งแพร่ระบาดของยาเสพติด อีกทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาซึ่งชี้วัดผ่านการสอบโอเน็ต (O-Net) ยังได้คะแนนต่ำมาก

ทำให้ต้องหารือร่วมกับชุมชน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมผ่านกลไกสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้านคุณธรรม (Buketa School Community Model) ให้กับนักเรียน เรียกว่า “แคปซูลวิตามินความดี” (Moral Capsule Be For Life) เป็น 8 หัวข้อ ได้แก่ มีวินัย ซื่อสัตย์ จิตอาสา รับผิดชอบ มีจริยธรรม อดทน รู้รักสามัคคี และพึงพอใจ

เน้นไปที่ “ฝึกปฏิบัติจริง” มากกว่า “รู้แค่ในตำรา”!!!

“กระบวนการทำงานทั้งหมด 3 ส่วน ได้แก่ หลักการ หลักเกณฑ์ และหลักฐาน ซึ่งทั้ง 3 หลักนี้จะต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักความจริง คุณธรรม จริยธรรมอันนุ่มนวล จะนำมาซึ่งความสงบ สันติ เพราะพฤติกรรมของเด็กและชุมชนเป็นไปในทางลบ และอยู่อันดับท้ายๆ ของโอเน็ต จึงเปลี่ยนวิธีการสอนมาเป็นมุ่งปฏิบัติคุณธรรมแทนท่องจำความรู้เรื่องคุณธรรม ยกตัวอย่างคือ ความมีวินัย ความซื่อสัตย์ และการมีจิตอาสา หากมี 3 ข้อนี้แล้ว ข้ออื่นๆ เช่น ความรับผิดชอบ จริยธรรม ความอดทน ความรักความสามัคคี จะตามมาโดยไม่ต้องสอน” นายอรุณ กล่าว

เช่นเดียวกับ นายสมศักดิ์ ประสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปะทาย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับ
ชายแดนไทย-กัมพูชา เด็กที่มาเรียนมักมี “ปมชีวิต” มาจากเรื่องทางบ้าน เช่น ฐานะยากจน ครอบครัวหย่าร้างแตกแยก ส่งผลให้เด็กมีปัญหาผลการเรียนตกต่ำ หนีเรียน ออกจากโรงเรียนกลางคันเป็นจำนวนมาก

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่าแม้ผู้ใหญ่โดยเฉพาะ “ครู-อาจารย์” จะพูดถึง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” กันมาก แต่กลับหาผู้ที่เข้าใจจริงๆ ได้น้อย จึงพาคณะครูไปศึกษาดูงานที่ โรงเรียนลำปลายมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ อันเป็นโรงเรียนต้นแบบในด้านดังกล่าว และได้นำความรู้กลับมาประยุกต์ใช้แบ่งเป็น 3 ประการ คือ 1.พัฒนาความฉลาดภายในและตัวตนของผู้เรียน เริ่มจากการสร้างวิถีชุมชน ผ่านการปรับสภาพแวดล้อมและสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน

2.ใช้จิตวิทยาเชิงบวกสอดแทรกในทุกกระบวนการ เพื่อให้เห็นคุณค่าของแต่ละคน ถ้าครูประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดี นักเรียนก็จะอยากมาโรงเรียน และ 3.ใช้กิจกรรมจิตศึกษาเพื่อปรับสภาพแวดล้อม โดยในช่วงเช้าจะไม่มีสัญญาณบอกให้เข้าแถว
ไม่มีการอบรมหน้าเสาธง แต่ครูและนักเรียนจะมาทำกิจกรรมร่วมกันก่อนเข้าห้องเรียน

เน้น “ฝึกสมาธิ” ปรับสมองให้ปลอดโปร่งผ่อนคลาย..พร้อมรับความรู้ใหม่ๆ ตลอดวัน!!!

“เราปรับวิธีให้เป็นการชวนกันทำงาน ไม่ใช่สั่งการ เป็นการเรียนรู้การใช้จิตวิทยาเชิงบวกกับครูผู้ร่วมงาน เพราะการสั่งให้ครูสอน
ก็คงสั่งไม่ได้ ครูต้องออกแบบเป็น เอาใจใส่นักเรียน และครูจะไปบอกนักเรียนให้เรียนก็ไม่ได้ แต่ครูต้องชวนให้นักเรียนเรียนรู้” นายสมศักดิ์ กล่าว

ด้าน ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ โรงเรียนสัตยาไส อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี อธิบายว่า การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ อาทิ เด็กจะเลียนแบบจากการจดจำสิ่งที่พบเห็นรอบๆ ตัว เช่น เด็กที่เล่นวีดีโอเกมหรือชมภาพยนตร์-ละครที่มีเนื้อหารุนแรง จะมีแนวโน้มชอบใช้ความรุนแรงตามไปด้วย หรือหากเรามีความอยากได้อยากมีมากๆ หรือมีความโกรธมากๆ จิตใจของเราย่อมรู้สึกเป็นทุกข์ได้ ดังนั้นระบบการศึกษาต้องสอดแทรกคุณธรรม-จริยธรรมลงไปในบทเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ

“มนุษย์เราต้องเน้นในเรื่องของจิตใจ สมองมันเกิดแล้วตาย เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนาจิตใจ จิตใจไม่มีการตาย เราอยู่ในโลกเดียวกัน เราต้องรักกัน นี่คือบ้านของเรา มันคือบ้านหลังหนึ่ง เราอยู่บ้านหลังเดียวกัน ไม่มีบ้านหลังไหนที่จะไปอยู่ เราต้องรักกัน ต้องสามัคคีกัน ต้องสอนทุกคน” ดร.อาจอง ฝากทิ้งท้าย

อารีรัตน์ คุมสุข
SCOOP@NAEWNA.COM

‘เสียงที่มองเห็น’ ของเด็กผู้พิการทางสายตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/194837

วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 16.11 น.
เพราะมนุษย์ต้องเดินทางอยู่ท่ามกลางความซับซ้อนของสังคม วุฒิภาวะทางอารมณ์จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขในทุกสถานการณ์ แต่สำหรับคนที่เกิดมาพร้อมกับข้อจำกัดทางสายตา อาจต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนทั่วไปในการพัฒนาทักษะความฉลาดทางอารมณ์ให้สมวัย โดยกระบวนการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มเชาวน์อารมณ์ให้กับคน ทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงเด็กผู้พิการทางสายตาก็คือ “กิจกรรมนันทนาการ”

มิวเซียมสยาม ในฐานะพิพิธภัณฑ์ที่มุ่งสร้างสรรค์การเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ให้กับเยาวชนและคนทั่วไป ร่วมกับโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ จัดกิจกรรม “เสียงที่มองเห็น’ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้นอกตำรา และพัฒนาทักษะความฉลาดทางอารมณ์ให้กับเด็กผู้พิการทางสายตา ด้วยการพาน้องๆ นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายมาร่วมผ่อนคลาย และสร้างจินตนาการไปกับนิทรรศการจัดวางเสียงครั้งแรกของมิวเซียมสยาม

นายวรกานต์ วงษ์สุวรรณ นักจัดการความรู้อาวุโส มิวเซียมสยาม กล่าวว่า กิจกรรม “เสียงที่มองเห็น” จัดขึ้น ณ นิทรรศการ “ประสบการณ์หู สู่อาเซียน” ที่นำเสนอการเรียนรู้วัฒนธรรมของสิบชาติในอาเซียนโดยใช้เสียงเป็นสื่อกลาง ซึ่งไม่เพียงประชาชนทั่วไปที่สามารถเข้ามารับฟังนิทรรศการ แต่ยังเอื้อให้ผู้ที่มีความบกพร่องในการมองเห็นสามารถเข้าถึงด้วยเช่นกัน โดยเสียงต่างๆ ที่รวบรวมอยู่ภายในนิทรรศการนั้น ล้วนช่วยสร้างจินตนาการให้กับเด็กผู้พิการทางสายตาได้อย่างสร้างสรรค์อันประกอบไปด้วยเสียงดนตรี เสียงวิถีชีวิต และเสียงธรรมชาติ เป็นต้น

“น้องๆ จะได้มาสวมบทบาทเป็นนักท่องเที่ยว เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางวัฒนธรรมของภูมิภาคอาเซียนผ่านการฟังเสียงอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเสียงเครื่องดนตรีที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามแต่ละชาติ เสียงกิจกรรมในตลาดยามเช้าของชาวกัมพูชา เสียงกริ่งของจักรยานอันเป็นวัฒนธรรมการเดินทางของคนในฮานอย ประเทศเวียดนาม เสียงนกนานาพันธุ์ และความหลากหลายทางชีวภาพแห่งผืนป่าซาราวัก บนเกาะบอร์เนียว ประเทศมาเลเซีย ฯลฯ”

กิจกรรมนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่การฟังเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้ทดลองเป็นศิลปิน ถ่ายทอดจินตนาการต่อยอดจากเสียงที่ได้ยินออกมาเป็นภาพวาด โดยใช้ ‘เล่นเส้น’ ชุดอุปกรณ์วาดเขียนที่ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะสำหรับผู้พิการทางสายตา ด้วยพื้นผิวของสมุดที่ทำจากเทปหนามเตยที่ยึดเกาะเส้นไหมพรมจากปลายดินสอจะช่วยให้เด็กๆ สามารถสัมผัสกับเส้นดินสอที่ตนเองวาดขึ้นได้ นอกจากกิจกรรมนี้จะช่วยสร้างความเพลิดเพลินแล้ว ก็ยังถือเป็นส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ และฝึกทักษะการคิดเชิงมิติสัมพันธ์ให้กับเด็กๆ ด้วย

นายเจิดศิลป์ สุขุมินท ครูศิลปะ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ กล่าวว่า กิจกรรมนันทนาการทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว ศิลปะ ดนตรี กีฬา หรือกิจกรรมยามว่างอื่นๆ ที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย และผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติ ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทักษะความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กผู้พิการทางสายตา โดยเฉพาะกับเด็กที่มีอายุระหว่าง 6-12 ปี หรืออาจเรียกได้ว่าอยู่ใน ‘วัยเรียน’ ซึ่งเป็นวัยที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านจากการใช้ชีวิตที่บ้านไปสู่การเรียนรู้ในโรงเรียน เปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ ตลอดจนต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่ไม่คุ้นเคย

“เด็กผู้พิการทางสายตา มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ไม่ต่างจากเด็กปกติ พวกเขามีความสุข ความเศร้า อาจรู้สึกเหงาเพราะเข้ากับเพื่อนๆ ไม่ได้ มีความคาดหวัง ผิดหวัง แล้วเกิดเป็นความเสียใจ ซ้ำร้ายในบางคนที่ไม่ได้มีความพิการทางสายตามาแต่กำเนิดก็อาจยิ่งมีความกดดันมากกว่าคนทั่วไป เพราะหลายสิ่งที่เคยทำได้ วันนี้อาจทำไม่ได้ หลายอย่างที่เคยทำง่าย ปัจจุบันกลายเป็นไม่ง่าย เด็กๆ กลุ่มนี้ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความพยายามที่ยิ่งใหญ่ และนั่นคือสิ่งที่คนปกติทั่วไปมองไม่เห็น”

“เสียงที่มองเห็น” ถือเป็นกิจกรรมที่มีเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของผู้เด็กผู้พิการทางสายตาเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้จินตนาการผ่านสองหู และสองมือ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่สื่อสารการเรียนรู้ไปสู่สมองและด้วยวัยที่ชอบความตื่นเต้น อยากรู้อยากลอง น้องๆ ก็จะเกิดความพอใจในสิ่งแปลกใหม่ คือได้มาเรียนรู้นอกสถานที่ ได้รู้จักและสัมผัสกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ฟังเสียงที่หลากหลาย และได้ผลสุดท้ายเป็นรอยยิ้มแห่งความสุขติดตัวกลับไป
เด็กหญิงอัญชนา มันทะนา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ หรือ น้องน้ำมนต์ กล่าวว่า เธอรู้สึกสบายใจเวลาที่อยู่ในชั่วโมงเรียนวิชาศิลปะ เพราะว่าการหยิบจับสิ่งของและเคลื่อนไหวมือไม้ได้อย่างอิสระนั้นทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เธอรู้สึกสนุกสนานกับการได้ฟังเสียงที่หลากหลาย และใช้สองมือของเธอถ่ายทอดจินตนาการออกมาเป็นภาพวาด

“เวลาวาดภาพ หนูรู้สึกเหมือนไม่ต้องคิดอะไร มันรู้สึกสบายแบบมีความสุข ทุกครั้งหนูคิดแค่ว่ามือหนูจะเคลื่อนไปไหนหยุดตรงไหน ต่อตรงไหน… หนูชอบวาดภาพคนกับดอกไม้ แล้วหนูก็ใฝ่ฝันอยากเป็นนักวาดภาพในสักวัน” เด็กผู้พิการทางสายตาจะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม สร้างการเรียนรู้อย่างเข้าใจ ควบคู่ไปกับกิจกรรมนันทนาการ เพราะพัฒนาการทางอารมณ์ที่สมวัย คือหัวใจของการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์

ทั้งนี้ นิทรรศการ “ประสบการณ์หู สู่อาเซียน” เปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2559 เวลา 10.00 – 18.00 น. (ปิดวันจันทร์) ณ มิวเซียมสยาม (ท่าเตียน) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 ต่อ 422 หรือ http://www.facebook.com/museumsiamfan

2นายกฯโหร‘ผ่าดวงเมือง’59’ สูญเสีย-ปฏิรูป…‘มฤตยู’ครอบงำ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/194632

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

ปี “แพะไฟ” ที่เล่นงานคนไทยจน “สะบักสะบอม” กำลังจะผ่านพ้นไป เพื่อก้าวสู่ศักราชใหม่ “ปีวอก” 2559 หลายๆ คนอาจอยากรู้ว่าปีหน้า “ดวงเมือง” ประเทศไทย จะเป็นอย่างไร เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจ “รับมือ” กับทุกสรรพสิ่งที่อาจเกิดขึ้น…“สกู๊ปแนวหน้า” จึงนำคำทำนายของ 2 นายกสมาคม “โหร” มาให้สดับรับฟัง…

เริ่มจาก…“ภิญโญ พงศ์เจริญ” นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ บอกว่า “ดวงเมือง” ประเทศไทย นับจากวันที่กรุงรัตนโกสินทร์ปักเสาหลักเมือง คือ วันที่ 21 เมษายน 2325 มาถึงปัจจุบันย่างเข้าสู่ 234 ปี และเท่ากับปีใหม่ของเมืองจริงๆ คือ วันที่ 21 เมษายน 2559 ซึ่งปี 2559 มีปรากฏการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับดวงเมือง คือ “ดาวมฤตยู” โคจรย้ายจากราศีมีน เข้าสู่ราศีเมษ ในวันที่ 6 มีนาคม 2559 และจะอยู่ในราศีเมษไปอีก 7 ปีซึ่ง 84 ปี จะมี 1 ครั้ง ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งตลอด 2 ครั้งก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย

ย้อนไป “ครั้งแรก” ปี 2392 เกิด “โรคห่า” หรือ “ห่าลงปีระกา” ระบาดทั่วพระนคร ผู้คนเสียชีวิตไปกว่า 3 หมื่นคน จากนั้นยังสูญเสีย “บุคคลสำคัญ” ของชาติ และเกิดการ “เปลี่ยนแผ่นดิน” จากรัชกาลที่ 3 สู่รัชกาลที่ 4 ที่นำมาซึ่งการ “ปฏิรูป” ประเทศขนานใหญ่…“ครั้งที่ 2” ปี 2475 เริ่มต้นด้วยการ “ยึดอำนาจ” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นำมาสู่การ “เปลี่ยนแปลงการปกครอง” จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยรวมคือประเทศเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบใหม่

ด้วยปรากฏการณ์แห่ง “ดาวมฤตยู” ที่ทับลัคนาเมืองครั้งที่ 3 ในปี 2559 อาจจะเกิดเหตุ “ซ้ำรอย” 2 ครั้งที่ผ่านมา เรื่องที่ต้อง “ระวัง” คือ โรคระบาด หรือโรคใหม่ๆ และการสูญเสียบุคคลสำคัญ ขณะเดียวกันประเทศจะเกิดการเปลี่ยนแปลง “ผู้สืบทอดอำนาจ” ในส่วนต่างๆ รวมถึงทาง “การเมือง” แล้วนำไปสู่การ “ปฏิรูป” นอกจากนั้นยังต้องระวัง “ศัตรูลับ” จากต่างประเทศ

“สรุปมีทั้งดีและร้าย ตามหลักโหราศาสตร์ดาวมฤตยูเป็นเจ้าเรือนลาภะ ที่แปลว่าลาภผล ในทางที่ดีอาจมีเงินลับๆ มาสนับสนุนประเทศ หรือขุดพบทรัพยากรธรรมชาติ เกิดการเปลี่ยนแปลง มีสิ่งใหม่ๆ เข้ามา โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีส่วนทางร้ายดาวมฤตยูถือเป็นภัยอาเพศ ดังนั้นประเทศอาจเกิดการสูญเสีย เกิดโรคระบาด และต้องระวังภัยจากศัตรูลับต่างชาติที่เข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์”

นอกจากดาวมฤตยูที่ “กระหน่ำ” ดวงเมืองแล้ว ปีหน้ายังต้องระวังการโคจรของ “ดาวราหู” ซึ่งจะย้ายจากราศีกันย์ไปราศีสิงห์ช่วงวันที่ 16 มกราคม 2559 ทำให้เกิด “คราส” 4 ครั้ง ในราศีสิงห์และราศีกุมภ์ อย่างละ 2 ครั้ง ดังนั้นช่วงเดือนที่ต้อง “ระวัง” คือ กุมภาพันธ์ต่อเนื่องมีนาคม และเดือนสิงหาคมต่อเนื่องกันยายน เพราะอิทธิพลของดาวราหูจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและการสูญเสียเช่นกัน พูดง่ายๆ คือ อาจเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ 2 ครั้งซ้อนๆ

การเมืองจะวุ่นวายหรือไม่…“ภิญโญ” บอกว่า จากการโคจรของดาวราหูพบว่าจะย้ายจากภพอริไปภพปุตตะ ส่งผลให้การเมืองจะเข้าสู่ “วิถีใหม่” พวกนักการเมือง “ตื่นตัว” ไว้ได้เลยตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 แต่เป็นการเตรียมตัวเพื่อ “รอ” เพราะคาดว่าการ “เลือกตั้ง” น่าจะเกิดขึ้นตอน “ดาวเสาร์” ซึ่งเป็นดาวประจำรัฐบาล ย้ายจากราศีพิจิกไปราศีธนู คือ วันที่ 23 มีนาคม 2560

“สิ่งที่ต้องระวังในปี 2559 คือ เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุเภทภัย ความขัดแย้งหรือการทะเลาะเบาะแว้ง โดยปีหน้าต้องระวังกันไปทั้งปี เพราะดาวบาปเคราะห์รุมดวงเมืองจะทำอะไรก็ต้องรอบคอบ ชีวิตจะได้เดินไปได้ดีขึ้น” ภิญโญ กล่าว

มาต่อกันที่ “ศิวนาถ ฤชุพันธุ์” นายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ บอกว่า ดวงเมืองปี 2559 “สาหัส” กว่าปีนี้ “เศรษฐกิจ” จะไม่ค่อยดี เพราะ “ดาวเสาร์” ซึ่งหมายถึงผู้ใช้แรงงาน ชาวนาชาวสวน ตกอยู่ใน “เรือนมรณะ” แปลว่าความตาย สูญสิ้น นอกจากนั้นในทักษาซึ่งเป็นหลักในการใช้พยากรณ์ดวงชะตาชีวิตและบ้านเมืองนั้น ดาวเสาร์ยังเป็น “อุตสาหะ” แปลว่าปัญหาและเหนื่อยยาก ที่สำคัญดาวเสาร์ยังอยู่ในเรือนมรณะใช้เวลา 2 ปีครึ่ง ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจไทย “ลำบาก” ไปตลอดช่วงนี้ ธุรกิจหลายๆประเภทอาจต้อง “เลิกกิจการ” ผู้คนตกงานมากขึ้น

“หลังเมษายน 2559 เศรษฐกิจมีโอกาสดีขึ้นบ้าง อาจได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ แต่ก็แค่พอใช้กินแก้กระหายไประยะหนึ่ง ขอแนะนำว่าใครที่ทำธุรกิจระดับใหญ่ๆ ถ้าจะขยายกิจการขอให้รอบคอบ ทางที่ดีหยุดไว้ก่อน”

นอกจากนี้ หลังวันที่ 7 สิงหาคม 2559 “ดาวพฤหัส” ที่เป็นดาวอาชีพของกลุ่มครู อาจารย์ พระสงฆ์ มหาวิทยาลัย วงการแพทย์ จะโคจรจากราศีสิงห์มาราศีกันย์ ซึ่งเป็น “ประ” หมายถึง “เสื่อม” จึงอาจเกิดความ “เสื่อมเสีย” ขึ้นกับบุคคลหรือองค์กรข้างต้นได้ การ “ร่างรัฐธรรมนูญ” อาจมีปัญหาสะดุดเป็นช่วงๆ อาจต้องแก้ไขกัน 2-3 ครั้ง แต่สุดท้ายน่าจะผ่านไปได้

ในวันที่ 6 มีนาคม 2559 ยังพบว่า “ดาวมฤตยู” จะย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งทับลัคนาดวงเมืองพอดี เท่านั้นยังไม่พอ “ดาวเสาร์” ที่เป็นตัวแทนของความทุกข์ยาก และ “ดาวอังคาร” ที่บ่งบอกถึงเรื่องอุบัติเหตุ ที่อยู่ในเรือนมรณะคู่กันกลับ “โคจรพักร” ถอยหลัง ในวันที่ 31 มีนาคม และวันที่ 13 เมษายน 2559 ตามลำดับ ตามหลักโหราศาสตร์ถือว่าดาวเดิน “วิปริต” จะทำให้เกิดเรื่องราวไม่ดี ส่อเค้าลางว่าบ้านเมืองอาจเกิด “อาเพศ” มีอุบัติเหตุรุนแรงเกิดขึ้น หรือมีภัยธรรมชาติได้

“ดวงเมืองถูกดาวมฤตยูครอบงำอยู่ ทำให้ผู้คนระส่ำระสาย อึดอัดในหลายๆเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง การใช้ชีวิต บ้านเมืองช่วงเดือนมีนาคม และเมษายน 2559 ถือว่าอาเพศ มีความรุนแรงด้านต่างๆ ต้องระวัง ปีหน้าเดือนอันตราย คือ ตั้งแต่เดือนเมษายน เป็นต้นไป ต้องระวังทุกเรื่อง ทั้งการเดินทางและการใช้จ่าย ผู้คนควรมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักสามัคคี เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้”

“ศิวนาถ” สรุปทิ้งท้ายว่า ปี 2559 ผู้คนและประเทศชาติอยู่ในช่วงค่อนข้าง “ลำบาก” มากกว่าปีนี้ เพราะดาวมฤตยูโคจรมาทับลัคนาดวงเมืองพอดี ซึ่งไม่ใช่แค่ปีหน้า แต่นับไปอีก 7 ปีจากนี้จะเห็นทั้งด้านดีและด้านร้ายด้วยอิทธิพลของดาวมฤตยู…“ด้านดี” คือ จะเห็นการพัฒนาบ้านเมืองในบางจุดที่ดี แต่ “ด้านร้าย” ต้องระวังอุบัติเหตุต่างๆ ให้มาก

“ศาสตร์แห่งดารา” ฟังไว้บ้างก็ดี…

ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

สิทธิที่สังคมไทยควรตระหนัก สมรส‘คนรักเพศเดียวกัน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/194465

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
คนเราเมื่อเกิดมาส่วนใหญ่แล้ว ล้วนต้องการ “ใครสักคน” ที่จะมาใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะ “คนรัก” ไม่ว่าจะเป็นคนรักแบบ “ต่างเพศ” หรือชายกับหญิง หรือคนรักแบบ “เพศเดียวกัน” ไม่ว่าชายรักชายหรือหญิงรักหญิงก็ตาม ทว่าหลายสังคมยังมองคนรักเพศเดียวกันในแง่ลบ มีการดูหมิ่นกีดกันและเลือกปฏิบัติ แม้ในยุคปัจจุบันที่สังคมมนุษย์เจริญก้าวหน้า มีการพูดถึงเรื่อง “สิทธิเสรีภาพ” กันทั่วไปแล้วก็ตาม

ที่งานเสวนา “จากอเมริกาถึงประเทศไทย : บทเรียนการขับเคลื่อนกฎหมายคู่ชีวิต” วันที่ 15 ธ.ค. 2558 ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนินกรุงเทพฯ ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ คณบดีสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวถึงความพยายามผลักดันให้มีกฎหมายรับรองการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกันในประเทศไทย ว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่ง่าย” เมื่อเทียบกับประเทศในทางตะวันตก เพราะ “ระบบกฎหมาย” แตกต่างกัน

อาจารย์ไพโรจน์ยกตัวอย่าง “สหรัฐอเมริกา” ที่ไม่นานนี้ศาลสูง (ศาลฎีกา) ส่วนกลาง มีคำพิพากษาให้การแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน “ถูกกฎหมายในทุกๆ มลรัฐ”ท่ามกลางความยินดีของประชาคมโลก ซึ่งศาลสหรัฐทำเช่นนั้นได้ เพราะระบบกฎหมายของสหรัฐ เป็นระบบที่คำพิพากษาของศาลสูงจะถูกยึดถือเป็นแนวทางไปตลอด

ในขณะที่ระบบกฎหมายของประเทศไทยไม่ใช่ระบบที่ถือเอาคำพิพากษามาเป็นบรรทัดฐาน ศาลที่ทำหน้าที่ยังไม่มีบทบาทเท่ากับศาลสูงของสหรัฐ บรรทัดฐานของศาลฎีกาไทยจึงไม่ใช่บรรทัดฐานที่เด็ดขาด คำพิพากษาของศาลฎีกาไทยจะเป็นเพียงตัวอย่างของการใช้กฎหมายในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจถูกปรับเปลี่ยนได้ในเวลาต่อมา อีกทั้งด้วยความที่ค่านิยมหลักของชาวอเมริกันคือ “สิทธิ-เสรีภาพ-เสมอภาค”ทำให้สังคมที่นั่นเกิดความตื่นตัวกันมาก

“การสู้ของอเมริกาไม่ได้ใช้ความรุนแรงแต่ต่อสู้โดยใช้ตัวบทกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดที่รับรองว่าทุกคนเกิดมาเท่ากัน หากชายหรือหญิงมีสิทธิสมรสกัน บุคคลที่เป็นเพศเดียวกันคือชายกับชายหรือหญิงกับหญิง ก็เป็นมนุษย์มีสิทธิเท่าเทียมกัน คือ สิทธิมนุษยชน” อาจารย์ไพโรจน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญมากกว่าการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายคือ “ทัศนคติจากคนในสังคม” เห็นได้จากหลายๆ เรื่องที่แม้จะมีกฎหมายออกมา แต่ผู้คนในสังคมไม่ว่าประชาชนทั่วไปหรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องต้องใส่ใจ กฎหมายนั้นก็จะเป็นได้แค่ “ข้อความบนกระดาษ” ที่ถูกละเลยไม่มีใครคิดจะปฏิบัติตาม

ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล ผู้อำนวยการศูนย์อเมริกันศึกษา ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาอีกเช่นกัน ที่แม้ในทางกฎหมายศาลสูงจะมีคำพิพากษาให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ในทุกมลรัฐ แต่ในทางปฏิบัติยังมีชาวอเมริกันอีกไม่น้อยโดยเฉพาะในมลรัฐที่มีลักษณะอนุรักษ์นิยมสูง ที่เรียกร้องให้ยกเลิกคำพิพากษาดังกล่าว รวมถึงเรียกร้องให้สังคมทำการเลือกปฏิบัติในแง่ลบกับคนรักเพศเดียวกันอีกด้วย

“แม้ศาลสูงจะพิพากษาให้คนรักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ แต่ในสังคมอเมริกาเองก็ยังมีกลุ่มคนที่ต่อต้านอยู่โดยเฉพาะทางตอนเหนือและใต้ของสหรัฐ อย่าง เท็กซัส (Texas)ที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมมากๆ กลุ่มคนที่ต่อต้านก็ได้มีการออกมาเรียกร้องไม่ให้มีการแต่งงานเพศเดียวกัน อีกทั้งยังได้มีการเรียกร้องให้สถานที่ประกอบการบางประเภทไม่ให้บริการกับคนรักเพศเดียวกัน

จุดจุดนี้เป็นเรื่องที่น่าให้ความสนใจมาก คือในทางกฎหมายผ่านแล้วแต่ในทางสังคมล่ะ? ซึ่งจะต้องหาวิธีว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร กฎหมายอาจจะเป็นความสำเร็จหนึ่ง แต่สังคมต่างหากที่สามารถบอกได้ว่าจะมีการพัฒนาต่อไปอย่างไร” ดร.ประพีร์ ระบุ

บทเรียนจากการต่อสู้ของคนรักเพศเดียวกันที่จะมีสิทธิในการแต่งงาน ที่อาจนำมาช่วยผลักดันเรื่องดังกล่าวในประเทศไทย นายจุลศักดิ์ แก้วกาญจน์ นักวิชาการจากสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า การทำงานในสหรัฐอเมริกาของเครือข่ายภาคประชาชนที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

โดยข้อเสนอที่ใช้ต่อรองคือ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ซึ่งเป็นค่านิยมที่สำคัญและศักดิ์สิทธ์ที่สุดสำหรับชาวอเมริกัน ทั้งนี้นักกฎหมายของไทยเองต้องมี “จินตนาการในเชิงบวก” ว่าจะใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร? รวมถึงสังคมไทยเองก็ต้องเรียนรู้และพัฒนาร่วมกันไปด้วย

“การทำงานของภาคประชาชนเป็นส่วนสำคัญที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ประสบปัญหาให้เข้าไปสู่พื้นที่ทางการของรัฐได้ง่ายขึ้น อเมริกาใช้การทำงานร่วมกันระหว่างสังคม สื่อมวลชนและทนายความอย่างเข้มข้น ซึ่งสังคมไทยจะต้องเรียนรู้เบื้องหลังความสำเร็จและวิธีการของอเมริกาว่าเขาทำกันอย่างไร

การต่อสู้คดีของประชาชนไม่ว่าคดีอะไรก็แล้วแต่ เราต้องเสนอหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนไปวาง ศาลต้องหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นในการวินิจฉัย สิ่งนี้จะกลายเป็นประเด็นใหม่ที่ศาลจะต้องให้คำตัดสินกับเรา และสุดท้ายในการมีกฎหมายเราต้องช่วยกันตรวจสอบว่าสำหรับคนทุกคนแล้วระบบกฎหมายมีความเป็นธรรมกับทุกคนหรือไม่? เพราะในเมื่อเขาเลือกปฏิบัติกับเราได้ วันหนึ่งเขาก็อาจจะไปเลือกปฏิบัติกับคนอื่นได้เช่นกัน ซึ่งเวลาที่เราจะเรียกร้อง ไม่ควรจะเรียกร้องเฉพาะเรื่องของตัวเอง แต่เราควรจะเรียกร้องไปทั้งระบบ” นักวิชาการจาก คปก. ฝากทิ้งท้าย

ย้อนไปเมื่อปี 2556 เคยมีความพยายามนำ ร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต พ.ศ. … เข้าสู่รัฐสภา ซึ่งมีสาระสำคัญคือให้รับรองสิทธิหลายประการในการแต่งงานของเพศเดียวกัน เช่น การแบ่งสินสมรสกรณีเลิกราหย่าร้าง การลงนามยินยอมให้แพทย์ทำการผ่าตัดหากคู่รักเพศเดียวกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มป่วย การรับมรดกและการทำศพหากคู่รักเพศเดียวกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต รวมถึงการรับบุตรบุญธรรม แต่เกิดวิกฤติทางการเมืองและมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเสียก่อนวันนี้จึงต้องมาเริ่มผลักดันกันใหม่อีกครั้ง

ซึ่งหากสังคมไทยตระหนักถึงเรื่องของ “สิทธิเสรีภาพ” อย่างแท้จริง ก็ควรสนับสนุนให้มีกฎหมายทำนองนี้เกิดขึ้น เพราะคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่“เขาเป็นใคร” แต่อยู่ที่ “เขาทำอะไร” จะรักต่างเพศหรือรักเพศเดียวกัน ก็สามารถเป็นได้ทั้งคนดีและไม่ดีได้เหมือนๆ กันทั้งสิ้น

อีกทั้ง “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” แม้กระทั่งฉบับปัจจุบันที่เป็นเพียงรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็ยังรับรองความเสมอภาคของบุคคล ไม่ให้ถูกเลือกปฏิบัติเพียงเพราะ “ความแตกต่างทางเพศ” อยู่ด้วย!!!

จีรนันท์ แก้วนำ

SCOOP@NAEWNA.COM

ไขข้อข้องใจ‘เสาสัญญาณมือถือ’ สูง!!!‘คลื่นแรง-ลดอันตราย’.???

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/194307

วันพุธ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
ปัจจุบันธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่กำลังเติบโตขยายเครือข่าย เช่นเดียวกับเทคโนโลยีในการส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ก้าวสู่ “ยุค 4G” เพื่อรองรับปริมาณผู้ใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคาดการณ์ว่าปี 2559 จะมีจำนวนการลงทะเบียนผู้ใช้มือถือ(subscriber) เติบโตกว่า 1.3 พันล้านเครื่อง ซึ่งจะทำให้การจราจรทางข้อมูลทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 100%

ภายใต้อัตราการขยายตัวที่ว่านี้ “สถานีเครือข่าย” เพื่อเป็นต้นทางในการแพร่สัญญาณ จึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ขณะที่การรับส่งสัญญาณยังต้องเข้าถึงทุกซอกทุกมุมของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่…สิ่งที่ตามมา คือ ผลกระทบจาก “คลื่นวิทยุ” หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่กลายเป็นเรื่อง“อันตราย” ระดับสากล มีการถกเถียงในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

ข้อมูลของ “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” หรือ กสทช. ระบุว่า “คลื่นวิทยุ”(Radio Signal) ที่ถูกปล่อยออกมาจากสถานีเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ Base stations ที่มีสัญญาณแรงในระดับสูงสามารถสร้างความร้อน และเป็นสาเหตุ
สำคัญที่ทำให้ “เนื้อเยื่อ” ของมนุษย์ถูกทำลายได้ ซึ่งเป็นผลกระทบทางชีววิทยา หรือ Biological Effect ที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา เนื่องจากถูกกระตุ้น หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และ biological effect occurs จะกลายเป็นความ “เสี่ยง” ต่อสุขภาพ หรือ Health Hazardต่อเมื่อการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยานั้นนำมาซึ่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

คำถาม คือ ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ก่อให้เกิด BiologicalEffect หรือไม่ และถ้าก่อให้เกิด Biological Effect จริง สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่แรงพอที่จะนำไปสู่ HealthHazard หรือไม่.???

ข้อมูลของ กสทช. พบว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามี 2 ประเภท คือ 1.คลื่นนอนไอโอไนซ์ (Non-ionizing radiation)ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อเนื้อเยื่อ หรือเซลล์ของมนุษย์ โดยให้เพียงความร้อนเท่านั้น เช่น คลื่นวิทยุ FM/AM และคลื่นจากสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ สถานีฐานโทรทัศน์ เป็นต้น และ2.คลื่นไอโอไนซ์(Ionizing radiation) ซึ่งมีผลกระทบต่อเซลล์ เช่น รังสีเอกซเรย์ที่ใช้ในวงการแพทย์

“อันตราย” ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นอยู่กับระดับ “กำลัง” ถ้ากำลังมากจะทำให้ความร้อนมาก ซึ่งอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละชนิดจะมีกำลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแตกต่างกัน เช่น คลื่นวิทยุFM รัศมี 50 กิโลเมตร มีระดับกำลัง 100 กิโลวัตต์,เตาไมโครเวฟ มีระดับกำลัง 1 กิโลวัตต์, “โทรศัพท์เคลื่อนที่” ระบบ 2G มีระดับกำลัง 2 วัตต์ แต่ระบบ 3G มีระดับกำลังประมาณ 0.8 วัตต์ ถ้าระบบ 4G ระดับกำลังจะน้อยลงอีก

ทั้งนี้ การปล่อยคลื่นสัญญาณโทรศัพท์จากสถานีฐานนั้น เครื่องรับส่งสัญญาณจะอยู่ด้านบนสุดของเสา ซึ่งระยะห่างจากเสามีผลต่อระดับกำลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้รับ-ส่งสัญญาณ ระหว่างโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเสาสัญญาณ ถ้าอยู่ “ไกล” เสา ก็จะใช้กำลังมากกว่า แต่จะไม่เกินกำลังสูงสุดที่กำหนดไว้ของอุปกรณ์คือ กรณีโทรศัพท์ระบบ GSM มีกำลังสูงสุด 2 วัตต์ จะส่งสัญญาณไปยังเสาสัญญาณได้สูงสุด 2 วัตต์ แต่หากอยู่ใกล้เสาสัญญาณจะใช้กำลังส่งคลื่นไม่ถึง 2 วัตต์

อย่างไรก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่มักกลัว “เสาส่งสัญญาณ” ที่มีขนาดใหญ่มากกว่าจะกลัว “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” จากเครื่องรับ-ส่งสัญญาณ ทั้งที่ในความเป็นจริง คือ“เครื่องรับ-ส่งสัญญาณ” มีขนาดไม่ใหญ่ แต่เป็นตัวปล่อย “คลื่นอันตราย” ส่วนเสาสัญญาณที่มีขนาดใหญ่เพราะต้องการให้เครื่องรับ-ส่งสัญญาณอยู่สูงๆ เพื่อส่งสัญญาณได้ไกล และยิ่งอยู่สูงจะยิ่งปลอดภัยจากความแรงของคลื่นอันตรายอีกด้วย

ขณะที่ “สถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ VS สถานีฐานโทรทัศน์” ที่มีระดับกำลังส่งเดียวกัน กำลังการแพร่ที่ใกล้กับสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะมีค่าน้อยกว่าสถานีฐานโทรทัศน์เป็นอย่างมาก โดยสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะมีความหนาแน่นมากกว่าเครือข่ายของสถานีถ่ายทอดสัญญาณวิทยุเป็นอย่างมาก ดังนั้นสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่จะใช้กำลังส่งน้อยกว่าสถานีถ่ายทอดสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์อย่างมาก และสามารถติดตั้งในเขตพื้นที่ชุมชนได้อย่าง “ปลอดภัย”

“ดร.เจษฎา ศิวรักษ์” เลขานุการประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. “ไขข้อข้องใจ” ในประเด็น “เสาส่งสัญญาณ” โทรศัพท์เคลื่อนที่ใกล้ตัวอันตรายจริงหรือไม่ว่า ความเข้าใจของคนทั่วไปมักกังวลว่าการอยู่ใกล้เสาส่งสัญญาณจะเกิดอันตราย แต่ความจริงอันตรายไม่ได้อยู่ที่เสาส่งสัญญาณ แต่อยู่ที่ “เสาอากาศ” ที่อยู่บนเสาส่งสัญญาณมากกว่า ที่ผ่านมายังไม่พบว่าคลื่นความถี่สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีอันตรายต่อสุขภาพโดยตรง เป็นแต่เพียงมีความ “เสี่ยง” ต่อสุขภาพเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับความแรงของสัญญาณด้วยว่าจะมีผลทางชีวภาพกับร่างกายหรือไม่

“ข้อสงสัย” ที่พบบ่อย เช่น การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ใน “พื้นที่ปิด” มีอันตรายหรือไม่ ความจริงพื้นที่ปิด เช่น ลิฟต์ หรือรถไฟฟ้า มีระยะห่างจากสถานีฐานมาก ทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องเพิ่มความแรงในการส่งสัญญาณมากขึ้น…โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสาเหตุให้เกิด “มะเร็ง” ความจริงแล้วอันตรายจากรังสี หรือสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังปลอดภัยกว่าแสงอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ และรังสีเอกซเรย์…“ห้ามใช้” โทรศัพท์เคลื่อนที่ใน “โรงพยาบาล” ความจริงห้ามใช้เพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนกับอุปกรณ์วัด “คลื่นหัวใจ” ไม่มีอันตรายใดๆ…ฯลฯ

“คลื่นวิทยุ หรือคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าจากเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่มีผลกระทบกับร่างกายโดยตรง จุดที่มีความเสี่ยง คือ เสาอากาศที่อยู่บนเสาส่งสัญญาณหรือสถานีฐาน ในระดับสัญญาณย่านความถี่เดียวกันเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ปลอดภัยกว่าเสาส่งสัญญาณโทรทัศน์ ที่มีขนาดเสาเท่ากัน นอกจากนี้ยังไม่มีรายงานว่าคลื่นวิทยุเป็นอันตราย มีเพียงส่งผลกระทบทางชีวภาพ ประเด็นมีความเสี่ยงยังไม่มีผลกระทบทันทีขึ้นอยู่กับการสะสมจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพต่อร่างกาย” ดร.เจษฎา กล่าว

นี่คืออีกหนึ่งข้อเท็จจริงเรื่อง “อันตราย…เสาสัญญาณมือถือ” ที่ กทค. และ กสทช. ออกมา “ไขข้อข้องใจ”เพื่อหวังให้ผู้คนเข้าใจมากขึ้น แต่ปัญหาเรื่องอันตรายจากเสาส่งสัญญาณยังเป็นประเด็นถกเถียงในวงกว้าง โดยเฉพาะผลกระทบทางสุขภาพ หลายพื้นที่ “รุนแรง” ถึงขั้น “ต่อต้าน”และเรียกร้องให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบ สวนทางกับ “โครงข่าย”ที่กำลังพัฒนาไปไกล เพื่อรองรับเทคโนโลยีระบบ 4G ซึ่งทำให้ต้องตั้ง “เสาส่งสัญญาณ” มากขึ้น และอาจนำมาซึ่งการ“ขัดขวาง” จากประชาชนในชุมชนที่มองว่าจะได้รับผลกระทบถือเป็น “การบ้าน” ที่อาจทำให้การพัฒนาเทคโนโลยี 4G “สะดุด” ซึ่งทุกหน่วยงานและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกัน “ชี้แจง” ให้ประชาชนเข้าใจ ที่สำคัญเรื่องนี้ “ช้า”ไม่ได้ ต้องชี้แจงแบบ…

“เร็ว…แรง…ทะลุทะลวง”!!!

น้ำฝน บำรุงศิลป์
SCOOP@NAEWNA.COM

วิกฤติ‘ความเหลื่อมล้ำ’(จบ) ‘ทางออก’ต้องเปลี่ยน‘มุมคิด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/194098

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล

ในตอนที่แล้ว เราได้กล่าวถึงวิกฤติความเหลื่อมล้ำที่ส่งผลต่อสังคมไทยถึงระดับทัศนคติหรือมุมมองความคิด ส่วนในตอนนี้ มีคำแนะนำที่น่าสนใจจากบุคคลที่เป็นทั้งนักบริหารและนักวิชาการ ว่าด้วย “ทางออก” จากปัญหาเรื้อรังนี้ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งคนไทยไม่ว่าภาครัฐ เอกชน หรือประชาชน อาจต้อง “เปลี่ยนมุมคิด” กันพอสมควร

“GDP” ไม่เกี่ยว “ลดเหลื่อมล้ำ”

“จีดีพีทำให้คนมีรายได้มากขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เอาง่ายๆ ซอยหลังแบงก์ที่ผมทำงานอยู่ ซอยละลายทรัพย์ เขาก็รวยขึ้นกันทุกคนนะครับ อ้าวแล้วทำไมมันเหลื่อมล้ำล่ะในเมื่อมันรวยขึ้นกันทุกคน? คำตอบคือคนที่รวยที่สุดเขารวยเร็วขึ้นไปเยอะเลย พวกนี้กระโดดไปได้ไกล 20 ก้าว แต่คนอื่นเดินไปได้ 3-4 ก้าว เห็นไหมครับ? จีดีพีช่วยเรื่องความเป็นอยู่ แต่ไม่ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ”

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ ที่อีกบทบาทหนึ่งยังเป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ อธิบายถึงความเข้าใจของสังคมไทย ที่เชื่อกันมาตลอดว่าการเน้นยอดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยดูจาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี-GDP) เพียงอย่างเดียวจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก เพราะแม้รายได้ต่อหัวของแต่ละคนจะเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงพบว่าคนบางกลุ่ม “ได้เปรียบ” สามารถกอบโกยสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองได้มากกว่าคนอื่นๆ ที่เหลืออย่างเทียบกันไม่ได้

ซึ่งสิ่งที่ ดร.กอบศักดิ์ อธิบาย จะไปสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกอย่าง สหรัฐอเมริกา ที่ใครจะเชื่อว่าดินแดนพญาอินทรีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่โตมหาศาล มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดเหนือรัฐชาติอื่นๆ จะเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก

ดังที่ โจเซฟ สติกลิตส์ (Joseph E. Stiglitz) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ปี 2001 (พ.ศ.2544) เคยกล่าวไว้ว่า “การพัฒนาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเป็นไปเพื่อคนเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนคนอีก 99 เปอร์เซ็นต์แทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย” จนเป็นที่มาของ จลาจลวอลล์สตรีท (Wall Street Occupy) ที่ชาวอเมริกันจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วง ณ มหานครนิวยอร์ก ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา

ต้องแยกแยะ “ใครบ้างที่ควรช่วย”

นักบริหารและนักเศรษฐศาสตร์รายนี้ กล่าวต่อไปถึงมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของภาครัฐ ที่มักทำกันแบบ “เหวี่ยงแห” ช่วยไปหมดทุกกลุ่ม เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) หรือที่คุ้นหูในชื่อ “บีโอไอ” (BOI) ที่ผ่านมาแทบจะช่วยเหลือภาคธุรกิจทุกรายที่มาร้องขอ ทำให้นายทุนทั้งหลายรวยอย่างก้าวกระโดดกันถ้วนหน้า แต่ประเทศชาติไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร เพราะแทบไม่ได้สร้างองค์ความรู้อะไรให้กับสังคมไทยเลย จึงแนะนำว่า BOI ควรจำกัดการช่วยเหลือเฉพาะธุรกิจที่ “ต่อยอดนวัตกรรม” เท่านั้น เพราะทำให้สังคมไทยพึ่งพาตนเองได้

“โครงการที่ทำให้ไทยมีนวัตกรรม อย่างไทยเราเก่งเกษตร อาหาร พลังงานทดแทน ถ้าเราสามารถทำเรื่องเกษตรแปรรูป เรื่องพลังงานทดแทน อย่างเรื่องของยางรถยนต์ การนำยางมาแปรรูปทำให้เพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น นี่คือสิ่งที่บีโอไอควรจะเน้น อุตสาหกรรมที่เราทำได้ดีเราควรจะไปให้ไกล จะได้เป็นผู้นำอย่างแท้จริง อย่างยานยนต์เราก็ทำได้แต่ยังทำประกอบอยู่ แต่เราก็มีสายการผลิตที่เข้มแข็ง เรื่องชิ้นส่วนนี่เราเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ แต่เราก็ยังไม่มีศูนย์ทดสอบชิ้นส่วนยานยนต์ อันนี้ละครับที่เราน่าเอาเงินงบประมาณของรัฐไปลง” ดร.กอบศักดิ์ ระบุ

เช่นเดียวกัน โครงการช่วยเหลือประชาชนไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินอุดหนุนการศึกษาของเด็ก ฯลฯ ภาครัฐต้อง “แยกแยะ” ว่าใครบ้างที่ “ควรช่วย” และทุ่มทรัพยากรไปที่คนกลุ่มดังกล่าวอย่างเต็มที่ แม้กระบวนการแยกแยะจะลงทุนสูงมากก็ตาม แต่ในระยะยาวรัฐจะไม่สูญเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ให้กับคนที่ไม่จำเป็นต้องช่วย ขณะที่ประชาชนเองก็ต้องเข้าใจว่า “ไม่ใช่การแบ่งชนชั้น” แต่เพื่อให้แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ดูอย่างเบี้ยยังชีพคนชรา ปัจจุบันเราไม่จำแนกทำให้ต้องจ่ายให้ทุกคน 8 ล้านคน ทั้งๆ ที่มีคนต้องการความช่วยเหลือจริงๆ แค่ 1-2 ล้านคน ถ้าเราทุ่มให้กับระบบจำแนกมันจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะปัจจุบันเราให้เขาเดือนละ 700 บาท เขาก็อยู่ไม่ได้เหมือนเดิม แต่เราก็แจกหมดแล้ว นี่ไงของดีกลายเป็นของเสีย หลายโครงการเรารู้ปัญหา เช่นคุณภาพการศึกษาในชนบท เราก็ทุ่มไปที่การศึกษาในชนบท อันนี้มั่นใจว่าไม่ผิดเป้า

แล้วคนที่มาขอรับความช่วยเหลือต้องแสดงรายได้ ถ้าพบว่าคุณมาหลอกหรือมาโกงภาษีคุณก็ถูกลงโทษ คนรวยหรือคนชั้นกลางเขาก็ไม่อยากถูกลงโทษหรอก อย่างน้อยก็ตัดออกไปได้ 2 กลุ่ม วันนี้เราบอกว่าเราไม่สามารถยอมรับการแบ่งแยกคนได้ แต่สุดท้ายก็คือไม่ได้ช่วยใครเลย ก็ต้องกลับมาคิดว่าเราจะช่วยเขาจริงๆ จังๆ หรือเปล่า ถ้าจะช่วยก็ต้องแบ่งแยกเพื่อให้เราได้คนที่ใช่มา แล้วระบบแบบนี้ ใครมาหลอกแล้วต่อมาเราไปรู้ทีหลังอันนี้เขาก็มีปัญหา เขาก็ไม่กล้าทำหรอก ผมมั่นใจว่าแบบนี้คงจะหายไปเยอะ” ดร.กอบศักดิ์ ให้ข้อเสนอแนะ

“จัดระเบียบ” ถือครองที่ดิน

นอกจากเรื่องของทุนแล้ว “ที่ดิน” ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะที่ผ่านมาที่ดินในไทยส่วนใหญ่อยู่ในการครอบครองของกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม ขณะที่คนอีกจำนวนมากไม่มีแม้ที่ดินสำหรับปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้วจะมีการเก็บภาษีที่ดินโดยยึดตามปริมาณที่ดินที่ถือครอง “ใครมีที่ดินมากก็จ่ายมาก” โดยเฉพาะที่ดินที่ปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ได้ทำประโยชน์ เพื่อบีบให้บรรดาเจ้าที่ดินทั้งหลายปล่อยที่ดินออกมาให้รัฐนำไปทำประโยชน์กับประชาชนโดยรวม ขณะเดียวกันการจัดสรรที่ดินต้องมีมาตรการเพื่อ “ปิดทาง” ไม่ให้ผู้ได้รับที่ดินนำไปขายให้นายทุนได้อีก

“มีที่ดินจำนวนมากรกร้าง แล้วก็มีที่ดินกระจุกตัวอยู่ในมือกลุ่มทุนบางกลุ่ม ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง วิธีเก่าๆ อย่าง ส.ป.ก. แจกเมื่อไรหลุดมือใน 3-5 ปี บอกห้ามขายก็ขายได้ เลือดเลยไหลไม่หยุดจากรัฐไปสู่กลุ่มทุน จึงต้องมีมาตรการ เช่น แจกที่ดินไม่ใช่แจกเป็นรายบุคคลแต่แจกในรูปชุมชน เรียกว่าที่ดินแปลงใหญ่หรือโฉนดชุมชน ให้ชุมชนดูแลกันเอง ห้ามขาย ถ้าขายก็ถูกตัดสิทธิ์ทั้งชุมชน

หรือภาษีที่ดินรกร้าง ทำให้คนมีที่เป็นแสนเป็นหมื่นไร่ต้องคายออกมา เพราะไม่มีใครอยากจะถือที่ดินรกร้าง อันนี้ถือเป็นการยกเครื่องใหม่ของการปฏิรูปที่ดินประเทศไทย มีคนศึกษาไว้ครับว่าที่ดินรกร้างแต่ละปีสร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจประเทศนับแสนล้านบาท” ดร.กอบศักดิ์ ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM