วิกฤติ‘ความเหลื่อมล้ำ’(1) รากเหง้า‘ปัญหาสังคมไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/193905

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
การ์ตูนล้อเลียนปัญหาความเหลื่อมล้ำ (ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต)

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาต่างๆ ในประเทศไทยของเรา โดยเฉพาะการที่ผู้คน “แตกแยกทางความคิด” อย่างรุนแรง ที่ไม่ใช่เพียงแค่แบ่งฝ่ายทางการเมือง แต่ยังรวมไปถึงมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ในสังคมแทบทุกเรื่องด้วย ต้นเหตุมาจาก “ความเหลื่อมล้ำ” ที่สะสมยาวนานนับสิบปี

ซึ่งนอกจากจะไม่ลดลงแล้ว..นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก!!!

ย้อนไปเมื่อปลายเดือน ก.ย. 2558 ณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซอยรามคำแหง 39 กรุงเทพฯ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI เปิดเผยถึงผลการศึกษาว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ซึ่งพบข้อมูลที่ “น่าเป็นห่วง” หลายประการ

1.ปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยเรื้อรังมานาน อ้างอิงข้อมูล World Development Indicators และ Gini Coefficient จากฐานข้อมูล The Standardized World Income Inequality Database ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University, USA) รวมกับข้อมูลของไทยจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคม โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ระหว่าง ค.ศ.1960-2012(พ.ศ.2503-2555) เปรียบเทียบระหว่างไทย เกาหลีใต้ และไต้หวัน พบว่าในห้วงเวลาเดียวกัน ในระดับการพัฒนาเท่าๆ กัน ไทยกลับมีความเหลื่อมล้ำมากกว่าอีก 2 ประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

“ที่ระดับรายได้เท่าๆ กัน อย่างเกาหลีใต้สัก 20 ปีที่แล้ว ความเหลื่อมล้ำเขาต่ำกว่าเราเยอะ ไต้หวันก็เช่นกัน ซึ่งแสดงว่าประเทศไทยน่าจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ดังนั้น ที่ระดับการพัฒนาเท่ากัน เราจึงเหลื่อมล้ำกว่าเขามาก ถ้าปัญหาเป็นเชิงโครงสร้างแล้วมันไม่ได้หายไปไหน ความเหลื่อมล้ำก็น่าจะเป็นปัญหาที่ซีเรียสมากในสังคมไทย ทีนี้ทำไมช่วงนั้นเกาหลีใต้และไต้หวันเขาทำได้ดีและดีต่อๆ มา เพราะการศึกษาเขาทำได้ดีมาก เขาให้โอกาสทางการศึกษาประชาชนของเขาดีมาก ขณะที่ประเทศไทยยังห่างจากเขาอีกเยอะ” ดร.สมชัย กล่าว

2.งบประมาณใช้จ่ายด้านสังคมของไทยต่ำมาก อ้างอิงจากข้อมูลของ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization-ILO)พบว่า ไทยใช้จ่ายด้านการคุ้มครองทางสังคมของรัฐบาลเพียงร้อยละ 1.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เท่านั้น น้อยกว่าประเทศกำลังพัฒนากลุ่มลาตินอเมริกา เช่น โบลิเวีย อยู่ที่ร้อยละ 4.9 ของ GDP , บราซิล อยู่ที่ร้อยละ 12.7 ของ GDP และ เม็กซิโก อยู่ที่ร้อยละ 3.2 ของ GDP

“รายจ่ายด้าน Social Protection (การคุ้มครองทางสังคม) ของเราต่ำกว่าประเทศลาตินอเมริกา บราซิลนี่สูงนะครับ ของเราจะน้อยกว่าลาตินอเมริกา น้อยกว่าเกาหลีใต้ ดีกว่าอินโดนีเซียนิดหน่อย แต่เราแย่กว่าจีน ทั้งที่ระดับการพัฒนา รายได้ต่อหัวของจีนก็ไม่ได้ดีกว่าเราเท่าไหร่”
ดร.สมชัย ระบุ

3.ทัศนคติของผู้คนโน้มเอียงไปในทางที่เป็นอันตราย นักวิชาการจาก TDRI รายนี้ ชี้ให้เห็นข้อกังวล 2 เรื่อง เรื่องแรก “ชนชั้นกลางหันหลังให้กลไกของรัฐ” ไม่เชื่อมั่นในระบบราชการว่าจะช่วยคุ้มครองดูแลตนได้ จึงหันไป “ดิ้นรนตัวใครตัวมัน” เช่น หาเงินให้มากๆ เพื่อส่งบุตรหลานไปเรียนในโรงเรียนเอกชน เพราะมองว่ารัฐบาลไม่อาจทำให้โรงเรียนของรัฐมีคุณภาพดีเท่าเทียมกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ผลกระทบย่อมตกอยู่กับ “ชนชั้นล่าง” หรือคนยากจน ที่ไม่มี“ทางเลือกอื่น” เนื่องจากภาคประชาชนโดยชนชั้นกลางไม่คิดจะทำให้กลไกภาครัฐมีประสิทธิภาพดีขึ้น

ความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่แล้ว..ก็ยิ่งรุนแรงทวีคูณมากไปอีก!!!

“คนชั้นกลางเริ่มหมดหวังในภาครัฐ มองภาครัฐไม่มีประสิทธิภาพเสียแล้ว คนชั้นกลางจากที่จะเรียกร้องก็ไม่เรียกร้องแล้ว ยกตัวอย่างการศึกษา ถ้าภาครัฐไม่อาจให้การศึกษาที่ดี ที่ตรงกับความต้องการของคนชั้นกลางส่วนใหญ่แล้ว เขาก็จะหันไปใช้บริการภาคเอกชน โรงเรียนนานาชาติผุดขึ้นเป็นว่าเล่น พอเป็นแบบนี้ก็จะไม่มีใครไปตรวจสอบให้ภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลก็ตกอยู่กับคนจน เพราะคนจนไม่มีทางเลือก คนจนยังไงก็ต้องรับบริการจากภาครัฐ เมื่อภาครัฐไม่มีประสิทธิภาพแล้วคนชั้นกลางไม่ไปตรวจสอบ คนจนถูกกระทบไปด้วย”

นักวิชาการจาก TDRI รายนี้ แสดงความเป็นห่วง ซึ่งจะสืบเนื่องไปถึงเรื่องที่สอง คือ “ยอมจำนนกับความฉ้อฉล” หรือการคอร์รัปชั่น เนื่องจากการตรวจสอบการทุจริต เป็นงานที่ต้องใช้ทรัพยากรต่างๆ ค่อนข้างมาก เช่นเงินทุน องค์ความรู้ เวลา ฯลฯ แน่นอนว่าชนชั้นล่างไม่มีทางมีสิ่งเหล่านี้ครบถ้วน เพราะ “แค่ทำมาหากินไปวันๆ” ก็เหนื่อยมากแล้ว ท้ายที่สุดจึงมองว่า “ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่สามารถกำจัดให้หมดไปได้” ทำได้เพียงแต่จะอยู่กับมันอย่างไร จะหา“เศษผลประโยชน์” จากการทุจริตที่เกิดขึ้นอย่างไรแก่ตนและพวกพ้องบ้างเท่านั้น

ความคิดที่ว่า “โกงได้ไม่เป็นไรขอให้มีผลงาน” ต้นตอก็มาจากตรงนี้!!!

“ถ้ามีช่องว่างคนรวยคนจนมาก คนรวยก็จะมีทรัพยากรอยู่ในมือมาก มีอำนาจหลายๆ อย่างอยู่ในมือมาก มันทำให้เขาสามารถคอร์รัปชั่นได้มาก ฝั่งคนจนเนื่องจากมีทรัพยากรในมือน้อย มีเงินอยู่ในมือน้อย ก็ไม่สามารถทำให้คนจนไปตรวจสอบการคอร์รัปชั่นได้ เพราะการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นไม่ใช่ว่าฟรี ต้องใช้แรงต้องใช้ทรัพยากร

เพราะสังคมที่คนจนไม่มีทรัพยากรอยู่ในมือ หรือคนชั้นกลางมีสัดส่วนที่น้อย คอร์รัปชั่นก็ง่าย ก็จะมีผลต่อทัศนคติในการยอมรับคอร์รัปชั่นด้วย เช่น คำว่าโกงได้แต่ให้มีผลงาน เพราะสังคมคิดว่าไม่สามารถสู้กับคอร์รัปชั่นได้แล้ว เมื่อยอมแพ้เสียแล้วก็ยอมรับการคอร์รัปชั่นก็แล้วกัน ถ้ามีผลงานก็ใช้ได้ เพราะเหลื่อมล้ำมากมันจึงไม่สามารถตรวจสอบการคอร์รัปชั่นได้”

ดร.สมชัยกล่าวทิ้งท้าย และเสริมว่าลำพังประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ เพราะแม้ในทางทฤษฎี การเมืองแบบประชาธิปไตยคือการกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน มีการขยายโอกาสทางการศึกษา การเก็บภาษีที่หลากหลาย แต่ในทางปฏิบัติยังมีปัจจัยแทรกซ้อนมากมายที่ทำให้ไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ เช่น ในบางประเทศ คนรวยกับคนชั้นกลางร่วมมือกันเพื่อกีดกันคนจนออกไปจากส่วนแบ่งทางอำนาจ หรือในบางประเทศ การเก็บภาษีต่างๆ ไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจังเท่าที่ควรจะเป็น

แน่นอนว่าระบอบประชาธิปไตยยังเป็นสิ่งที่ดี แต่จะแก้ไขความเหลื่อมล้ำได้ ต้องใส่ปัจจัยอื่นๆ ลงไปด้วย!!!

(โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)

SCOOP@NAEWNA.COM

ภารกิจสุดท้ายปราบ‘โปลิโอ’ เจ็บเพิ่มอีกนิด…พิชิตให้‘สิ้นโลก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/193795

วันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
แม้ประเทศไทยจะได้รับการประกาศจากองค์การอนามัยโลก ให้เป็น 1 ใน 11 ประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปลอด “โรคโปลิโอ” หลังไม่พบผู้ป่วยเลยยาวนานกว่า 17 ปี แต่ปฏิบัติการกวาดล้างโปลิโอของไทย…ยังไม่จบ!!!

“โปลิโอ” เป็นโรคที่มีความสำคัญมากโรคหนึ่ง มี 3 ชนิด คือ ชนิดที่ 1, 2 และ 3 อาการเริ่มแรก คือ มีไข้ต่ำ เจ็บคอ อาเจียน เบื่ออาหาร และอ่อนเพลีย 3-4 วัน ก็จะหายโดยไม่มีอาการอัมพาต แต่บางรายอาการรุนแรงจะเกิดการอักเสบของไขสันหลัง กล้ามเนื้อแขนขาเป็นอัมพาต มีความพิการและ “เสียชีวิต” ได้

ปัจจุบันอุบัติการณ์ของโรคโปลิโอลดลงอย่างมาก โดยประเทศไทยพบผู้ป่วยโปลิโอรายสุดท้ายในเดือนเมษายน ปี 2540 และอยู่ในสถานะ “ปลอดโรค” โปลิโอมาอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากการให้วัคซีนโปลิโอครอบคลุมได้ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกมีแผนกำจัดไวรัสโปลิโอในวัคซีนชนิดที่ 2 ให้หมดไปจากโลกนี้ โดยนำวัคซีนโปลิโอ “ชนิดฉีด” หรือ IPV มาใช้ในเด็กอย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อ “ปูพื้น” ให้เด็กมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโปลิโอทั้ง 3 ชนิด โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโปลิโอชนิดที่ 2 ซึ่งเริ่มดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2558

หลังจากนั้น เดือนเมษายน ปี 2559 ทุกประเทศจะเปลี่ยนไปใช้วัคซีนโปลิโอ “ชนิดกิน” หรือ OPV เป็นส่วนประกอบ 2 ชนิด คือ ชนิดที่ 1 และ 3 แทนวัคซีนโปลิโอที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่มีส่วนประกอบของไวรัสโปลิโอ 3 ชนิด อย่างพร้อมเพรียงกัน โดยองค์การอนามัยโลกคาดว่าจะกำจัดไวรัสโปลิโอชนิดที่ 1 และ 3 ให้หมดไปภายในปี 2563 ซึ่งประเทศพร้อมร่วมสร้างประวัติศาสตร์ “ภารกิจสุดท้าย” ครั้งนี้ด้วย ภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการระดับชาติเพื่อการกวาดล้างโปลิโอและโรคหัดตามพันธสัญญานานาชาติ

“นพ.อำนวย กาจีนะ” อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนได้ให้ความสำคัญในการควบคุมกำจัดโรคโปลิโอให้หมดไปจากประเทศไทย จนประสบความสำเร็จ โดยประเทศไทยปลอดผู้ป่วยโปลิโอ มาตั้งแต่ปี 2540 ก้าวต่อไปประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการกวาดล้างโปลิโอร่วมกับประชาคมโลกให้หมดไปในอีก 5 ปีข้างหน้า ตาม “แผนยุทธศาสตร์ระดับโลก” ภายใต้คำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก

“เป้าหมาย” สำคัญของแผนยุทธศาสตร์ คือ การกวาดล้างไวรัสโปลิโอในวัคซีนชนิดที่ 2 ให้หมดไปจากโลก ขั้นตอนสำคัญที่จะเน้นในปี 2558-2559 คือ การนำวัคซีนโปลิโอชนิดฉีดมาใช้ 1 ครั้ง ในเด็กอายุ 4 เดือน เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันโรคให้ดียิ่งขึ้น โดยเด็กไทยจะได้มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโปลิโอทั้ง 3 ชนิด และจะนำวัคซีนโปลิโอชนิดกินแบบใหม่มาใช้ตามกำหนดเดิม โดยให้วัคซีนที่อายุ 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน, 18 เดือน และ 4 ปี

สำหรับพี่น้องประชาชนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะร่วมมือในการ “กวาดล้าง…โปลิโอ” โดยนำบุตรหลานมารับวัคซีนตามกำหนด ซึ่งจะได้รับวัคซีนป้องกันโรคสำคัญอีกหลายชนิด โดยตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2558 บุตรหลานของท่านจะได้รับวัคซีนโปลิโอชนิดฉีดเพิ่มเติมที่อายุ 4 เดือน ร่วมกับวัคซีนโปลิโอชนิดกินตามกำหนดเดิมที่อายุ 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน, 18 เดือน และ 4 ปี ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวถือว่าประเทศไทยได้ให้ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก และประเทศต่างๆ ทั่วโลก

เจ็บเพิ่ม 1 ครั้ง ถือว่า “คุ้มค่า”…

เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันบุตรหลานของท่านให้ปลอดภัยจากโรคโปลิโอ ที่อาจแพร่ระบาดมาจากประเทศอื่น และร่วมเดินสู่การบรรลุเป้าหมาย เพื่อ “ปิดฉาก” สุดท้ายการกวาดล้างโปลิโอให้หมดไปจากโลกนี้!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘10 ธุรกิจต้องจับตา’ 2559 อะไร ‘เด่น’ อย่างไหน ‘ดับ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/193540

วันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ปี 2558 ก็จะผ่านพ้นไปแล้ว และปี 2559 ที่กำลังจะมาถึงนี้ต้องย้ำเตือนกันอีกครั้งว่านับตั้งแต่วินาทีแรกของวันที่ 1 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป เราจะเข้าสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ส่งผลให้ตลาดการค้าในอาเซียนกว้างขึ้น แต่อีกนัยหนึ่ง “การแข่งขันในภูมิภาค” จะรุนแรงขึ้นด้วย ซึ่งทุกภาคส่วนไม่ว่าผู้ประกอบการหรือแรงงานล้วนต้องปรับตัว โดยเฉพาะ “ภาษาอังกฤษ” ที่ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญของคนไทย

แล้วก็เป็นธรรมเนียมของทุกปี ที่เมื่อถึงช่วงส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ หน่วยงานวิชาการด้านเศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงก็จะออกมาทำนาย “ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง” ประจำปีที่จะมาถึง ครั้งนี้ก็เช่นกัน ดังที่ ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ระบุว่า “ท่องเที่ยว-ก่อสร้าง-ไอที-สุขภาพ” จะเป็น “ธุรกิจมาแรง” ในปี 2559 แน่นอน

เช่นเดียวกับ ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวว่า 10 ธุรกิจที่ต้องจับตาในปี 2559 ในส่วนที่น่าจะเป็น “ดาวเด่น” ได้แก่ 1.อาหารเพื่อสุขภาพ จากกระแส “กินคลีน” ที่กำลังมาแรง คนไทยหันมาสนใจ “ลดพุง-ฟิตหุ่น” มากขึ้น 2.ที่พักราคาประหยัด ทั้งโรงแรม เกสต์เฮาส์ โฮมสเตย์ ถึงเศรษฐกิจไทยจะไม่เติบโตหวือหวานัก แต่คนไทยยังชอบการท่องเที่ยวพักผ่อนแม้จะต้องลดค่าใช้จ่ายลงบ้างก็ตาม

“โรงแรมหรูหราไม่จำเป็นครับ เขาต้องการแค่ที่ซุกหัวนอน มีไวไฟไว้ต่ออินเตอร์เนต แล้วก็อาหารเช้าแค่นั้นเอง กลุ่มนี้เติบโตครับ และเติบโตสูง น่าจะมากกว่าโรงแรมพวกสี่ดาวห้าดาวด้วยซ้ำไป” ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

3.สายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์) ตามค่านิยมที่ว่า “เวลาเป็นเงินเป็นทอง” ยินดีจ่ายเพิ่มขึ้นหากไม่มากนักแต่ไปได้เร็วกว่าเดิม 4.ขายอุปกรณ์กีฬาออนไลน์สาเหตุมาจากร้านออนไลน์มักมีจุดขายคือ “สินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” มากกว่าในห้างที่สินค้าส่วนใหญ่มักจะเหมือนๆ กันหมด ตามค่านิยม “ชอบแตกต่าง” ของคนยุคนี้

5.การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพราะปัจจุบันกระแส “รักษ์โลก”ถือว่ามาแรงอยู่ไม่น้อย 6.สอนภาษาอังกฤษ ที่ไม่ใช่สอนเน้นไวยากรณ์แบบที่คุ้นเคยกันในระบบการศึกษา แต่สอนเพื่อ“การสื่อสาร” สามารถพูดคุยเจรจาความเมืองกับฝรั่งมังค่าได้จริง

“จากที่สอบถามบรรดาผู้ประกอบการ เขาอยากเห็นโรงเรียนสอนภาษาที่สอนให้ใช้เป็น ไม่ใช่สอนแกรมมา (Grammar-ไวยากรณ์) เป็นโรงเรียนสอนการใช้ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเพื่อเอาไปสอบ มีความต้องการตรงนี้เยอะครับ” ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว

7.จักรยานและอุปกรณ์ คนไทยหันมาใช้จักรยานเพิ่มขึ้นด้วยเหตุผลทั้งในแง่สุขภาพและรักษาสิ่งแวดล้อม 8.การดูแลสุขภาพ อย่างที่ทราบกันว่าคนไทยห่วงใยสุขภาพกันมากขึ้น 9.แอพพลิเคชั่นบนมือถือ เพราะอุปกรณ์ไอทีอเนกประสงค์อย่าง “แท็บเล็ต-มือถือสมาร์ทโฟน” ราคาถูกลง ประกอบกับอินเตอร์เนตไร้สาย (3G-4G) มีความเร็วสูงขึ้น และ 10.การขนส่งระยะสั้น เช่นรถไฟฟ้าในเขตเมือง เพราะผู้คนนิยมพักอาศัยใกล้ที่ทำงานมากขึ้น

ส่วนธุรกิจที่อาจเป็น “ดาวดับ” ได้แก่ 1.รถทัวร์-รถไฟ จากที่กล่าวไปแล้วว่าคนยุคนี้เน้นความเร็วแม้จะต้องจ่ายมากขึ้นบ้างเห็นได้จากเที่ยวบินโลว์คอสต์ที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะบินในประเทศใช้เวลาเฉลี่ยไม่เกิน 2 ชั่วโมง ไม่ต้องนั่งกันยาวๆ ครึ่งค่อนวัน 2.ร้านกาแฟสด ที่เปิดกันมากและเป็นกระแสอยู่พักหนึ่ง ทุกวันนี้มีจำนวนไม่น้อยล้มหายตายจากไปแล้ว 3.ร้านบุฟเฟ่ต์ราคาประหยัด จำพวก “หมูกระทะ-เนื้อย่างเกาหลี” หากไม่ใช่เจ้าใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากพอ การต่อรองราคาวัตถุดิบจะทำได้ยาก ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

“ถ้าไม่ใช่เจ้าใหญ่ๆ นะครับ บุฟเฟ่ต์พวกหมูกระทะไก่กระทะ กุ้งกระทะ อะไรก็ตามพวกนี้ ถ้าไม่ใหญ่พอตายหมด เพราะอำนาจต่อรองในการซื้อวัตถุดิบจะต่ำ ต้นทุนต่อกิโลจะสูง แล้วพอขายหัวละ 99 บาทเท่ากับชาวบ้าน มาร์จิน (Margin-กำไร) ก็จะต่ำ แล้วก็จะอยู่ไม่ได้” ดร.เกียรติอนันต์ อธิบาย

4.ร้านอินเตอร์เนต ค่อยๆ หมดความสำคัญลงเนื่องจากคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ รวมไปถึงแท็บเลต-มือถือสมาร์ทโฟนราคาถูกลงแต่มีสมรรถนะสูงขึ้น คนทั่วไปสามารถซื้อหามาใช้ได้ง่ายกว่าแต่ก่อน 5.เสื้อผ้าแฟชั่นราคาถูก จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กลุ่มลูกค้าก็พลอยหดไปด้วย กล่าวคือกลุ่มที่ฐานะดีจะยังคงเน้นสินค้าแบรนด์เนมราคาแพงต่อไป ส่วนกลุ่มที่ฐานะรองลงมาก็จะหันมาเน้นที่คุณภาพสินค้ามากกว่าความสวยงาม

“ลูกค้าสมัยก่อนมี 3 กลุ่ม กลุ่มรวย กลุ่มปานกลาง และกลุ่มรายได้น้อย แต่ 2 ปีนี้ที่เศรษฐกิจชะลอตัวมาตลอด ฉะนั้นกลุ่มตรงกลางที่ใหญ่มันก็เริ่มเล็ก ถ้าเราไปขายกลุ่มตรงกลางมันจะขายยาก ให้ลงไปขายข้างล่างเลย ขายของอาจไม่ดีมากแต่ราคาถูก ไม่งั้นก็ไปขึ้นไปให้สูงเลย ถ้าไม่สูงสุดก็ต้องคืนสู่สามัญ” ดร.เกียรติอนันต์ ให้คำแนะนำ

6.ร้านโชห่วย ที่มีคู่แข่งมาก แม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อในเครือกลุ่มทุนใหญ่ก็ยังเปิดชนกันแทบทุกหัวมุมถนน 7.อาหารทะเลแปรรูป เพราะยังมีความกังวลเรื่องการส่งออกผลิตภัณฑ์จากไทยไปยังกลุ่มประเทศตะวันตก สืบเนื่องจากปัญหาแรงงานทาสบนเรือประมง

8.สายการบินทั่วไป เหตุผลเดียวกับเสื้อผ้าแฟชั่น ที่หากไม่จับกลุ่มลูกค้ารสนิยมหรูที่สุด ก็ต้องลงมาแข่งขันในตลาดโลว์คอสต์แทน 9.ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์เพราะคนหันมาใช้แท็บเลต-มือถือสมาร์ทโฟนมากขึ้นแทนที่คอมพิวเตอร์แบบเดิมๆ และ 10.ร้านโทรศัพท์มือถือมือสอง เพราะมือถือสมาร์ทโฟนมือหนึ่งราคาถูกลง

นอกจากนี้ ดร.เกียรติอนันต์ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อรวมการสำรวจทั้งฝั่งผู้ประกอบการและฝั่งผู้บริโภค ได้ข้อสรุปว่าธุรกิจยุคใหม่ หากจะอยู่รอด ต้องยึดหลัก 5 ประการ คือ1.เลิกลดราคาแต่พัฒนาคุณภาพ ต้องทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นว่าสินค้าที่ตนซื้อนั้นเป็น “ของดี”จริงๆ ธุรกิจก็จะยังคงไปต่อได้ 2.รับให้เร็วแต่จ่ายให้ช้า พยายามหารายได้ให้เร็วและมากที่สุด แต่รายจ่ายอะไรที่ชะลอได้ก็ควรทำ เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน

3.ใช้สื่อออนไลน์แต่อย่าลืมใส่ใจชีวิตจริง เพราะปัจจุบันการสื่อสารของผู้คนหันไปอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น การใช้สื่ออินเตอร์เนตมาช่วยจะทำให้หาตลาดได้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตามควรหาโอกาสพบปะลูกค้าในโลกจริงบ้างเพื่อเพิ่มความรู้สึกใกล้ชิดผูกพันระหว่างผู้ค้ากับลูกค้า

4.เก็บคนเก่งไว้ส่วนคนไม่เอาไหนปล่อยเขาไปเถอะ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ที่การจ้างคนงานทำได้จำกัด ดังนั้นพนักงานคนไหนที่ฝีมือดีควรจะต้องรั้งตัวไว้ให้ได้ เพราะคนเก่งเพียงคนเดียวอาจทำงานได้เท่ากับคนไม่เก่งหลายคน และ 5.บินไปให้สูงที่สุด ไม่ก็จงคืนสู่สามัญ ดังที่กล่าวไปแล้วว่าตลาดระดับกลางหดตัวลง

“เอสเอ็มอีตอนนี้ไม่ได้คิดจะลดขนาดนะครับ เท่าที่สำรวจประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ตอบว่าไม่ต้องการลดคน เขาแค่ต้องการสลับเอาคนเก่งมาแทนคนไม่เก่ง เพราะเขาเชื่อว่าถ้าปีหน้าเขาฟื้น เขาก็จะไปต่อได้ เขาต้องการคนเก่งมาช่วยให้เขาเติบโต

แต่ปัญหาของเอสเอ็มอีคือขาดคนที่ทำงานได้สอดคล้องกับที่นายจ้างต้องการ แล้วปัญหานี้บ้านเราสูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียนถึง 3 เท่า อันนี้เป็นการสำรวจของเวิลด์แบงก์ (World Bank-ธนาคารโลก) มันโยงไปถึงการศึกษาที่สอนแต่ท่องจำไม่สอนให้คิดให้ทำ ไม่สอนทักษะพื้นฐานพวกความมีวินัยตรงต่อเวลา” ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

เลาะขอบเตาปิ้งย่าง‘บุฟเฟ่ต์’ ส่อง‘ทีเด็ด’ลูกค้าเลี่ยงค่าปรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/193399

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
“หมูกระทะ-ทะเลเผา”…ฯลฯ

เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารแนว “บุฟเฟต์” ที่ผู้คนยุคนี้นิยม เนื่องจากทั้ง “อิ่มพุง-ตุงกระเป๋า” ตักเท่าไรก็ได้ “ไม่อั้น” ในวงเงินที่ไม่มีทางบานปลาย เพราะทางร้านกำหนดราคาต่อหัวไว้แล้ว ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่คิดว่าไหนๆเสียเงินแล้วต้องทานให้คุ้มเลยช่วยกัน “จ้วง” ช่วยกัน “ตัก” อาหารที่ทางร้านจัดบริการไว้แบบ “เต็มข้อ” สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือ“ทานไม่หมด” คราวนี้ปัญหาเกิดขึ้นเพราะร้านอาหารแนวนี้ส่วนใหญ่มี “กฎเหล็ก” ยอดฮิตติดเตือนไว้ คือ “ทานได้ไม่อั้น แต่ถ้าทานเหลือ…”

โดนปรับ!!!

ที่ทำให้กลายเป็น “ดราม่า” ระหว่างเจ้าของร้านกับลูกค้าอยู่ให้เป็นระยะๆ ส่วนใหญ่ลูกค้าไม่พอใจ เพราะโดนปรับ ซึ่งหลายกรณีก็มาก “เกินไป” จริงๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งมีเจ้าของร้านที่ตกเป็นฝ่าย “ถูกกระทำ” จากลูกค้าเช่นกัน แต่สังคมมัก “ปิดตา” มองผ่าน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงพฤติกรรม
แสบๆของลูกค้าบุฟเฟ่ต์ “ปิ้ง-ย่าง-หมูกระทะ-ทะเลเผา” จำนวนไม่น้อยก็เข้าขั้น “ไม่ธรรมดา”

“บี” ผู้จัดการร้านหมูกระทะแห่งหนึ่ง ย่านดอนเมือง บอกว่า ร้านอาหารแนวบุฟเฟ่ต์ถือเป็นการ “วัดใจ” ระหว่างเจ้าของร้านกับลูกค้าในเรื่อง “ความซื่อสัตย์” เพราะถ้าทานไม่หมดลูกค้าจะโดนปรับตามที่ทางร้านกำหนด ส่วนใหญ่ที่พบลูกค้ามัก “ตุกติก” ด้วยการซุกซ่อนอาหารเพื่อไม่ให้ถูกปรับ นั่นบ่งบอกถึงความซื่อสัตย์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งพฤติกรรมของลูกค้าจะ “แตกต่าง” ไปตามลำดับวัย ดังนี้…

“วัยเด็ก”…ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย มักมาสังสรรค์เป็นกลุ่มใหญ่ดูแลยากเพราะวัยนี้ซุกซน “ลื่น” จนทางร้านตามไม่ทัน จึงต้องส่งพนักงานวัยไล่เลี่ยกันไปดูแล วัยนี้จะมีพฤติกรรม “เลี่ยงบาลี” ไม่ให้โดนปรับที่นิยม คือ จะนำอาหารที่ทานเหลือ “ซุก” ไว้ใต้โต๊ะ ถ้วย จาน หรือกระทะ แล้วนำ“กระดาษทิสชู” ที่ใช้แล้วมาปิดทับไว้ แสร้งทำเป็นว่าช่วยทางร้านทำความสะอาดโต๊ะ บางกลุ่มใช้วิธี “เผา” ยัดเข้าช่องเตาปิ้ง-ย่าง เพื่อหวังทำลายหลักฐานแบบ “ไม่เหลือซาก” แต่วิธีนี้ไฟจะลุกโชนทำให้ส่วนใหญ่ “หนีไม่รอด”

“วัยรุ่น”…ตั้งแต่ระดับนักศึกษามหาวิทยาลัย จนถึงวัยทำงานอายุไม่เกิน 30 ปี กลุ่มนี้มีพฤติกรรมแตกต่างจากกลุ่มแรกไม่มากนัก แต่วิธีที่กำลังเป็นนิยม คล้ายถูก “ถ่ายทอด” จากรุ่นสู่รุ่น คือ นำอาหารที่ทานเหลือห่อใส่กระดาษทิสชูหนาๆ แล้วซ่อนในกระเป๋า ทำทีเป็นคุยโทรศัพท์เดินออกจากร้าน เพื่อนำไปทิ้งถังขยะที่ทางร้านจัดไว้ให้ บ้างก็เอาไปทิ้งในห้องน้ำ…นี่เป็นวิธีที่ทางร้านไม่คิดว่าคนวัยนี้จะกล้าทำ เป็นวิธีที่ “เด็ด” ยิ่งกว่าน้ำจิ้มซีฟู้ดส์!!!

“วัยทำงาน”…อายุเกิน 30 ปีไม่มากนัก ถือเป็นกลุ่มที่ทางร้านยกให้เป็น “เซียน-มือโปร” เพราะฝีมือหลบเลี่ยงค่าปรับแยบยล คือ นอกจากจะมีหมดทุกพฤติกรรมที่กล่าวมาข้างต้น กลุ่มนี้ยังมีพฤติกรรม “แสบทรวง” อีกแบบ คือ “แอบห่อกลับบ้าน” ขึ้นอยู่ที่ว่ามากับใคร ถ้ามากับเพื่อนฝูงเพื่อสังสรรค์จะทำทุกข้อที่กล่าวมา แต่ถ้ามากับครอบครัวทางร้านเคยพบบางกลุ่มนำ “ถุง” มาใส่อาหารที่ทานเหลือ รวมถึงอาหารที่ยังไม่ได้ทาน จัดวางอยู่ในชั้นอาหาร นำกลับไปบ้าน

เจ้าของร้านรายนี้ บอกอีกว่า แม้ทางร้านจะไม่พอใจพฤติกรรมของลูกค้าดังที่กล่าวมา แต่ถ้าไม่ทำเกินไปจริงๆ ทางร้านจะพยายามไม่ปรับ เพราะไม่อยากมีปัญหา ที่สำคัญแม้จะเจอพฤติกรรมเหล่านี้ แต่ทางร้านยังพอมี “กำไร” เพราะมีลูกค้ามาใช้บริการเป็นระยะๆ ที่สำคัญลูกค้าไม่ได้เป็นแบบนี้หมดทุกคน ส่วนที่อยากฝากถึงลูกค้า คือ การโดนปรับ 50-80 บาท ไม่ถือว่ามากอะไร บางร้านไม่ปรับด้วย ถ้าไม่ทำกันจนเกินเลย เพราะถือเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เจ้าของร้านแนวนี้ “รับสภาพ” ว่าต้องเจออยู่แล้ว

“ที่สำคัญกว่าเรื่องการปรับ คือ อาหารที่เหลือ แล้วนำไปทิ้งนั้น ความจริงนำไปทำทานให้แก่คนเร่ร่อน และให้สัตว์เพื่อให้พวกเขามีชีวิตรอดไปได้อีกวัน ดังนั้นหากทานเหลือ เสียดายของ อย่าทำพฤติกรรมซุกซ่อน” เจ้าของร้านรายนี้ กล่าว

ขยับมาที่แถว “ภูธร” กันบ้าง โดย “จ่าเมฆ” เจ้าของร้านหมูกระทะแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี บอกว่า พฤติกรรมของลูกค้าที่ทานเหลือส่วนใหญ่มักชอบ“หมก”อาหารเหลือไว้ในถ้วย จาน บางโต๊ะเมื่อทานอิ่มแล้วจะทำทีเป็นคีบอาหารที่ทานเหลือหล่นบนโต๊ะ หรือพื้นบ้าง แล้วจะหยิบมาใส่จาน พร้อมโชว์ “กลเม็ด” สุดเด็ดดวง ด้วยการพูดว่า…

“อื้อหือ!!! เสียดายจัง…

“ตะเกียบ” เริ่มอ้าแล้วคงต้องขอพนักงานใหม่”…

แน่นอนว่าทางร้านต้องเปลี่ยนตะเกียบใหม่ให้ ซึ่งทันทีที่พนักงาน “เผลอ” ลูกค้าจะนำเศษอาหารที่ทานเหลือห่อใส่กระดาษทิสชูที่วางไว้บนโต๊ะ ซึ่งบางโต๊ะใช้ทิสชู “เปลือง” กว่าเติมถ่านเสียอีก ส่วนลูกค้าบางรายที่เลือกโต๊ะติดริมทางนอกร้าน หากทานอิ่มแล้วจะนำอาหารที่เหลือ “โยนทิ้ง” นอกร้าน ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นสกปรก ทางร้านก็ต้องรับผิดชอบทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ

“คุณจะมาทานอาหารทางร้านยินดีต้อนรับ แต่อยากให้ลูกค้าคิดด้วยว่าการกินบุฟเฟ่ต์เกินความจำเป็น หรือกินมากไป ทำให้เสียของไปโดยเปล่าประโยชน์ อาหารหนึ่งจานอย่ามองเป็นแค่เศษอาหาร เพราะมันคือสิ่งที่เราต้องทานทุกวัน ดังนั้นทานแต่พอดี อย่ายัดเต็มที่ เพียงแค่ให้รู้สึกว่าตัวเองทานคุ้ม” จ่าเมฆ กล่าว

นี่คืออีกหนึ่งข้อมูลที่บ่งบอกว่าใช่ว่าจะมีแต่เจ้าของร้านที่ถูกปรับมาก “เกินไป” แต่ลูกค้าก็มีพฤติกรรมที่มาก“เกินพอดี” เช่นกัน และบางครั้งลูกค้าที่เปรียบดัง “พระเจ้า” อาจมีพฤติกรรมที่ทำให้เราต้องร้องอุทานว่า “พระเจ้า”ขึ้นมาก็ได้

เหนือสิ่งอื่นใด…เพื่อไม่ให้เกิด “วิวาทะ” เรื่องค่าปรับอาหารเหลือ หรือถ้าไม่อยาก “โดนปรับ” ลูกค้าก็ต้อง“ปรับพฤติกรรม” การกินของตัวเอง และควรพึงระลึกว่า “ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า…”

SCOOP@NAEWNA.COM

บัตรประชาชนแบบใหม่ แนวคิดดีแต่ก็มีความเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/193231

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

กลายเป็นเรื่องฮือฮาขึ้นมาทันที กับกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2558 ที่ผ่านมา เสนอแนะว่าควรบรรจุข้อมูล “อาชีพ-รายได้” ลงในบัตรประจำตัวประชาชน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้รัฐบาลสามารถกำหนดมาตรการและใช้จ่ายงบประมาณช่วยเหลือประชาชนได้ถูกกลุ่ม ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป

แนวคิดดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทำนอง “ไม่เห็นด้วย” หลายคนกังวลว่าการแสดงอาชีพและรายได้บนบัตรประชาชน อาจเข้าข่าย “ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล” เพราะจะนำไปสู่การ “เลือกปฏิบัติ” หรือการแบ่งแยกผู้คนในสังคมออกเป็นชนชั้นต่างๆ รวมถึงเป็นการเพิ่มภาระและค่าใช้จ่ายให้ของรัฐอย่างไม่จำเป็น

เช่นความเห็นของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว PPTV ระบุว่าหลายคนมีพฤติกรรมการทำงานที่ไม่แน่นอน เช่น มาทำงานรับจ้างในกรุงเทพฯ 3 เดือน กลับบ้านไปปลูกข้าว แล้วกลับมาทำงานใหม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะต้องมาเปลี่ยนบัตรหรือแจ้งข้อมูลใหม่ตลอดเวลา ภาครัฐก็จะมีภาระเพิ่มขึ้นมาก อาจต้องเปลี่ยนบัตรบ่อยๆ เกิดเป็นคำถามในเรื่องของความคุ้มค่า

สอดคล้องกับหนุ่มใหญ่รายหนึ่งที่ในอดีตเป็นคนงานในโรงงาน แต่ปัจจุบันหันมาขับรถแท็กซี่ สะท้อนมุมมองในประเด็นนี้ผ่าน “สกู๊ปหน้า 5” ว่าหลายคนมีการเปลี่ยนที่ทำงานบ่อยๆ เนื่องจากเห็นว่าที่ทำงานใหม่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า รวมถึงอาชีพและการทำงานของผู้คนนั้นมีความหลากหลายและซับซ้อนมาก หรือการทำงานที่หลายคนมีรายได้ไม่แน่นอน ภาครัฐจะจัดเก็บข้อมูลให้ครบถ้วนได้อย่างไร?

“ผมว่ามันไม่ง่ายที่จะทำนะ บางอาชีพอย่างขับแท็กซี่นี่รายได้ไม่แน่นอน หรือคนที่เขาเปลี่ยนงานบ่อยๆ เช่น วันนี้ขับแท็กซี่ เกิดรายได้ไม่ดีขอหยุดขับ กลับไปทำนาทำสวน หรือคนทำงานโรงงาน ทำงานบริษัทที่ทำอยู่สักพักก็ลาออกไปสมัครงานที่ใหม่เพราะเพื่อนชวน เพื่อนบอกที่ใหม่ให้ค่าแรงมากกว่า แล้วจะทำยังไง? หรือแม้แต่อาชีพ อย่างงานขับรถเองก็มีหลายแบบ ถ้าระบุให้ชัดมันจะยุ่งยากหรือเปล่า?”หนุ่มใหญ่คนขับแท็กซี่รายนี้ กล่าว

ขณะที่มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ ดร.นณริฏพิศลยบุตร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่าเรื่องนี้ต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน ประการแรก..แนวคิดดังกล่าว“ในทางหลักการ” ถือว่า “เป็นเรื่องดี” เพราะรัฐบาลจะทราบจำนวนที่แน่นอนของผู้เข้าข่ายต้องได้รับความช่วยเหลือ ทำให้การกำหนดมาตรการทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น มาตรการอุดหนุนสินค้าเกษตร บริการรถเมล์-รถไฟฟรี เป็นต้น

แต่ ประการที่สอง..หากมองตาม “ความเป็นจริง” ต้องยอมรับว่าข้อมูลบางอย่างเป็นข้อมูลที่ “ละเอียดอ่อน” ในการที่จะต้องเปิดเผยต่อบุคคลอื่น เช่น คนที่ถูกระบุบนบัตรประจำตัวประชาชนว่ามีรายได้สูง อาจเป็นเป้าหมายของการ “ลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่” จากมิจฉาชีพ ส่วนคนที่มีรายได้ต่ำก็อาจ “ถูกเลือกปฏิบัติ” ในการไปรับบริการต่างๆ

“ข้อมูลพวกนี้บางทีมันก็เป็นเรื่องของความเสี่ยงในการใช้ชีวิต เช่น ถ้าเกิดมีคนรู้ข้อมูลว่าคุณมีรายได้สูง คุณอาจจะโดนจี้ปล้น คุณอาจจะโดนลักพาตัว หรือมันอาจจะเป็นข้อมูลที่จะทำ 2 มาตรฐานได้ เช่น ถ้าคุณไปติดต่อราชการ คนนี้รวยอีกคนหนึ่งจน งั้นฉันทำให้คนรวยก่อนดีไหม? นี่คือสิ่งที่มันอาจเกิดขึ้นได้ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ข้อมูลจะถูกนำไปใช้ได้ทั้งในทางที่ถูกก็ได้ ในทางที่ผิดก็ได้” นักเศรษฐศาสตร์จาก TDRI รายนี้ ให้ความเห็น

ด้าน นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) แสดงความเป็นห่วงว่า การระบุอาชีพและรายได้บนบัตรประชาชน อาจนำไปสู่การ “แบ่งชนชั้น” ทำให้สังคมไทยเกิดการ “แตกแยก” หนักขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับยกตัวอย่างว่าแม้ทุกวันนี้จะยังไม่มีการระบุดังกล่าว แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าในความเป็นจริงก็มีการแบ่งแยกกันอยู่แล้ว เช่น สังคมโรงงานที่แบ่งแยกระหว่างผู้ใช้แรงงาน กับพนักงานในสำนักงาน (ออฟฟิศ) เป็นต้น

“ถ้าทำแบบนี้มันก็จะกลายเป็นการแบ่งแยกเลย นี่เป็นชาวนา นั่นเป็นแรงงาน เป็นนั่นเป็นนี่ แบ่งกันเมื่อไรมันก็จะแตกกันเมื่อนั้น ผมยกตัวอย่างนะ ขนาดวันนี้พนักงานยังมีแบ่งเลย นี่พนักงานโรงงาน นั่นพนักงานออฟฟิศ แค่นี้มันยังไม่รวมกัน ยังแบ่งชั้นวรรณะกันเลย ฉันไม่ใช่แรงงานนะ ฉันเป็นพนักงานออฟฟิศ ฉะนั้นอะไรที่ไม่ควรทำก็อย่าไปทำ มันจะทำให้ประเทศชาติไม่สามัคคี นี่คนงาน นั่นออฟฟิศนี่ชาวนา นั่นข้าราชการ ขนาดข้าราชการกับประชาชนทั่วไปยังแบ่งแยกกันเลย ฉะนั้น อย่าไปสร้างเงื่อนไขให้มากขึ้น” รองประธาน คสรท. กล่าวด้วยความกังวล

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2558 พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงถึงกรณีที่ประชาชนออกมาคัดค้านแนวคิดที่ต้องการให้มีการระบุรายได้และอาชีพลงในบัตรประจำตัวประชาชนว่า นโยบายนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาเท่านั้นว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ และไม่ได้เป็นการแบ่งชนชั้น เพียงแต่ต้องการให้ทุกคนเข้าถึงการบริการของรัฐให้ได้มากที่สุด

เช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่าประชาชนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่าจะไม่มีการระบุรายได้และอาชีพลงบนบัตรประจำตัวประชาชน รวมถึงในชิพที่ฝังอยู่ในบัตรประจำตัวประชาชนอย่างแน่นอน แต่จะไปใส่ในฐานข้อมูลของประชาชนแทน และย้ำว่าไม่ใช่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่เพื่อให้รัฐบาลสามารถหามาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย

ทั้งนี้ การจัดทำฐานข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมโยงข้อมูลของราชการ อีกทั้งยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการติดต่อราชการโดยไม่ต้องทำสำเนาด้วย ซึ่งใกล้เคียงกับความเห็นของ ดร.นณริฎที่กล่าวว่า หากรัฐบาลจะทำจริงๆ ควรทำเป็นฐานข้อมูลโดยไม่ต้องปรากฏบนหน้าบัตรจะดีกว่า

“อย่างข้อมูลเรื่องเครดิตบูโร ทุกคนมีข้อมูลนี้อยู่ว่ามีโอกาสกู้เงินแล้วจะไม่จ่ายอยู่เท่าไร นี่เป็นข้อมูลที่สำคัญและละเอียดอ่อน จึงถูกเก็บเอาไว้และถูกเรียกได้เฉพาะในกรณีที่จะเอาไปใช้เพื่อประโยชน์เท่านั้น อันนี้ก็เหมือนกัน มันจะต้องถูกเก็บไว้และไม่ใช่ใครจะเข้ามาดูก็ได้ มันจะต้องเป็นคนที่ใช้นโยบายเรื่องนั้นจริงๆ ซึ่งทางที่ดีที่สุดผมคิดว่าใส่ไว้ในตัวชิพเพราะคุณพัฒนามาแล้ว

แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตนะครับว่าคุณยังพยายามเอาตัวเลขไปอยู่บนบัตร มันก็เหมือนกับการที่จะต้องถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเวลาไปติดต่อราชการ ทั้งๆ ที่เราพัฒนาชิพมาไม่รู้เท่าไร เสียเงินประเทศไปเท่าไรก็ไม่รู้ สะท้อนว่ารัฐยังคิดแบบเดิมๆ ขณะที่ระบบอินเตอร์เนตมันไปไกลแล้ว”นักเศรษฐศาสตร์จาก TDRI ฝากทิ้งท้าย

จับกระแส‘พูดคุย’ดับไฟใต้ ‘สันติสุข’ที่อาจยังต้อง‘รอ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/193057

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
สถานการณ์ “ก่อเหตุร้าย” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ห้วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุร้ายเกิดขึ้นน้อยลง สร้างความ “อุ่นใจ”ให้กับคนในพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง แม้จะยัง “วางใจ” ไม่ได้ว่าสถานการณ์รุนแรงจะกลับมาอีกเมื่อไร แต่การที่เสียง “ระเบิด” และเสียงปืน สร่างซาลงไปบ้างอาจทำให้คนในพื้นที่มีโอกาสคิดถึงความ “รื่นรมย์” ของเทศกาล “ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่” เช่นเดียวกับคนในพื้นที่อื่น หลังจากต้อง “หวาดผวา” กับเทศกาลปีใหม่มายาวนาน

“ถอดสลัก…บึ้มป่วนใต้” ในห้วงที่ผ่านๆ มา พบว่า “ปีใหม่”ของคนใน 4 จังหวัดภาคใต้ ถือเป็นช่วงที่ต้อง “เฝ้าระวัง” อย่างยิ่ง เพราะ “ขบวนการแบ่งแยกดินแดน” มักจะยึดช่วงเวลานี้ในการก่อเหตุ เพื่อหวังทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว การลงทุนของจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด ดังนั้น เสียงระเบิด และเสียงปืนที่สงบลงในช่วงนี้ อาจเป็นการสงบเพื่อรอเคลื่อนไหว เป็นดั่ง“สัญญาณเตือน” ไปถึงเจ้าหน้าที่ว่าไม่อาจ “ชะล่าใจ” ได้

ที่สำคัญ…อาจเป็นการเตือนถึงเจ้าหน้าที่ว่าอย่าเพิ่งคิดเข้าข้างตัวเองว่าขณะนี้สามารถ “ควบคุม” สถานการณ์ไว้ได้แล้ว และการ “พูดคุย” กับกลุ่มผู้เห็นต่างช่วยให้เหตุร้ายลดจำนวนลง เพราะ “แนวร่วม” หรือสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน “บีอาร์เอ็น” ยังคงมีความเคลื่อนไหว ทั้งใน ปัตตานี, ยะลา และ นราธิวาส รวมทั้งในพื้นที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือเป็น “ฐานที่มั่น” ของ บีอาร์เอ็น

การ “หยุดนิ่ง” ของสถานการณ์ร้ายในพื้นที่ จึงอาจเป็นเพียง “กลลวง” ของ บีอาร์เอ็น เพื่อให้กำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ “ผ่อนคลาย” การปฏิบัติการ หรือเพื่อรอโอกาสที่กำลังของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อ่อนล้า และ “เปิดช่องว่าง” เพื่อให้แนวร่วมฉวยโอกาสเข้า “โจมตี” รวมทั้งมีโอกาสเป็นไปได้ที่ บีอาร์เอ็น แสร้งทำเป็น “หลบซ่อน” แต่ได้เตรียมแผนสร้างความเสียหายกับ “หัวเมืองเศรษฐกิจ” ช่วงส่งท้ายปีเหมือนทุกๆ ครั้ง

สิ่งที่หน่วยงานต้องทำ คือ การท่องคำว่า “ไม่ประมาท”ไม่เปิดช่องว่างให้กับแนวร่วมในพื้นที่ รวมทั้งอย่าเพิ่ง“เชื่อมั่น” ว่าการพูดคุยสันติภาพกับแกนนำในพื้นที่ประสบความสำเร็จ และเรา “เอาอยู่” จนทำให้เหตุก่อการร้ายน้อยลง เพราะการพูดคุยสันติภาพหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ยังมองไม่เห็นถึง “พัฒนาการ”

ถ้ามองถึงพัฒนาการของการพูดคุยภายนอกประเทศ ระหว่างขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั้ง 6 กลุ่ม กับคณะพูดคุยของรัฐบาลไทยที่มี “พล.อ.อักษรา เกิดผล” เป็นหัวหน้าคณะ พบว่า หลังมีการพบปะอย่างเป็นทางการ เมื่อ 3 เดือนก่อนหน้านี้ ก็ยังไม่สามารถที่จะกำหนดเวลาในการพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 ได้ มีเพียงการพูดคุย “กลุ่มย่อย” เพื่อหาข้อยุติในการพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 นั่นเอง ซึ่งสายข่าวด้านความมั่นคง เชื่อว่าการพูดคุยครั้งที่ 2 ที่เลื่อนจากเดือนพฤศจิกายน ไปเป็นเดือนมกราคม 2559 อาจถูกเลื่อนออกไปอีก เนื่องจากการเจรจาของคณะพูดคุยทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ “ตกผลึก”

การลาออกมาของ “อาวัง ยะบะห์” ประธานกลุ่ม“มารา ปาตานี” และให้ “มะสุกรี ฮาชิม” ทำหน้าที่แทนย่อมมี “นัย” แอบแฝง ซึ่งอาจสะท้อนถึงการ “ขบเกลียว” ของบุคคลในกลุ่มมารา ปาตานี ที่มีความเห็นไม่ลงรอยกันมาหลายเรื่อง…การเคลื่อนไหวของ “ซำซูดิง คาน” หัวหน้ากลุ่มพูโลอีกกลุ่มหนึ่งที่ “ตกขบวน” การพูดคุย ก็ยังเป็นประเด็นปัญหาที่กลุ่มมารา ปาตานี ต้องมีการทบทวน เพื่อนำ“ซำซูดิง คาน” เข้าร่วมในกลุ่ม ซึ่งจะกลายเป็น 7 กลุ่ม และอาจไม่เป็นผลดีกับ บีอาร์เอ็น ในอนาคต

รวมทั้งการที่แกนนำ “ฝ่ายติดอาวุธ” ของ บีอาร์เอ็น อย่าง “อับดุลเลาะห์ แวมะนอร์ และ “เด็ง วาจาจิ” ที่ยัง “แข็งกร้าว” ไม่เห็นด้วย และไม่สนใจที่จะเข้าสู่โต๊ะเจรจา เพื่อพูดคุยกับตัวแทนของรัฐบาลไทย และยังพบว่านอกจากปฏิเสธการพูดคุยเพื่อสันติสุขแล้ว “อับดุลเลาะห์ แวมะนอร์” ยังสั่งการให้กองกำลังติดอาวุธปฏิบัติการรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ 3 จังหวัดอย่างต่อเนื่อง

กรณีข้างต้นจะเป็น “ยุทธการ…แยกกันเดิน แยกกันตี”ของ บีอาร์เอ็น หรือเป็นการ “แตกแยก” กันจริงของบีอาร์เอ็น ก็ล้วนแต่เป็นปัญหาและอุปสรรคของการพูดคุย เพื่อเดินไปสู่ “สันติภาพ” ทั้งสิ้น

แม้แต่ “ข้อเสนอ” ของฝ่ายไทยที่เลือก “นราธิวาส” เพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย หรือ “เซฟตี้ โซน” โดยให้ฝ่ายมาราปัตตานี สั่งการให้กองกำลังติดอาวุธ “หยุด” ปฏิบัติการในพื้นที่ จ.นราธิวาส ทั้งหมด เพื่อแสดงให้เห็นว่ามารา ปาตานี มี “ศักยภาพ” ในการสั่งการกับแนวร่วมได้ ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง…

“เสียงปืน” ยังกึกก้อง…

“ควันระเบิด” ยังคงปกคลุมนราธิวาส!!!

ขณะที่กลุ่มมารา ปาตานี ยังยื่น 3 ข้อเสนอให้ฝ่ายไทยยอมรับ คือ 1.ให้การพูดคุยเป็น “วาระแห่งชาติ” 2.ให้ยอมรับว่ากลุ่มมารา ปาตานี เป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของการพูดคุยถูกต้องตามกฎหมาย และ 3.ให้ตัวแทนของมารา ปาตานีที่มี “ชนักติดหลัง” มีคดีติดตัวพ้นจากความผิด เดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศ เพื่อประสานงานการพูดคุยได้ โดยไม่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ข้อเสนอของทั้ง 2 ฝ่าย จะถูกนำขึ้นโต๊ะเจรจาครั้งที่ 2 ที่จะมีขึ้นต้นปี 2559 ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่าการเจรจาจะ “รอด” หรือ “ล่ม”.???

เพราะกว่าจะถึงเวลาของการพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 อาจมีเหตุการณ์อื่นๆ ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็น “ตัวแปร” ที่กลายเป็นอุปสรรคของการพูดคุยก็เป็นได้ แต่สำหรับคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ “เห็นด้วย” กับการยุติปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน “ด้ามขวาน” ด้วยการสนับสนุนให้มีการพูดคุย เนื่องจากคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ “แบกรับ”ผลกระทบโดยตรง “เบื่อหน่าย” และ “หวาดหวั่น” กับเหตุ “ฆ่ารายวัน” และไม่เห็นความหวังของการใช้กำลังทหาร และอาวุธ ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างยาวนาน

การพูดคุยจึงเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียว เป็นดั่ง “แสงสว่างที่ปลายสมรภูมิ” ของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้…

ถ้ากองทัพ , รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ “คสช.” ยัง “ยื้อเวลา” การพูดคุยกับกลุ่มมารา ปาตานี ออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด ด้วยการยกสารพัดปัญหามาเป็น “ข้ออ้าง” อาจทำให้ถูกคนในพื้นที่ผู้แบกรับเคราะห์กรรมของการก่อเหตุร้าย มองว่ารัฐ “ลับ ลวง พราง” ไม่จริงใจ “ดับ…ไฟใต้”

ถ้าเข้าสู่ “จุดอับ” ข้างต้น สถานการณ์ย่อม“พลิกผัน”…

“ผู้ร้าย” ในสายตาชาวบ้าน อาจไม่ใช่โจรใต้.???

SCOOP@NAEWNA.COM

เจาะใจ…‘นพดล เผือกโสมณ’ ตำรวจกล้า‘วีรบุรุษแห่งบางนรา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/192883

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

เช้าตรู่วันที่ 18 เมษายน 2550…

เสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้นที่บริเวณโคนเสาไฟฟ้าริมถนนสายนราธิวาส-ตากใบ จ.นราธิวาส ในทันทีที่เท้าซ้ายสวมใส่รองเท้าคอมแบตของ “พ.ต.อ.นพดล เผือกโสมณ” รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส (ยศในขณะนั้น) ย่ำลงไปบน “ระเบิดกับดัก” ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แรงระเบิดทำให้ขาซ้าย, แขนซ้ายขาด และขาขวาหัก เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส และต้องรักษาตัวนานเกือบปี

สื่อทุกประเภทรายงานถึงความกล้าหาญเสียสละของตำรวจกล้า หรือ “วีรบุรุษแห่งบางนรา” ผู้นี้ เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต้องเสี่ยงอันตราย เมื่อย้อนหลังไปปี 2546 ขณะดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด เมื่อบุกเข้าไปช่วยเหลือ ตชด. 2 นายที่พลัดหลงเข้าไปในฝูงชนที่คิดว่าเป็น “โจรนินจา” ตำรวจพลร่ม 2 นาย เสียชีวิต ส่วน พ.ต.อ.นพดล บาดเจ็บสาหัส พักรักษาตัวกว่า 2 เดือน

แต่ไม่ว่าจะผ่านจุด “เฉียดตาย” มาสักกี่ครั้งก็ไม่ทำให้ “หัวใจ” ของเขา ที่วันนี้ประดับยศ “พล.ต.ต.” ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เกิดความ “ย่อท้อ”

พล.ต.ต.นพดล ย้อนอดีตให้ฟังว่า ตอนที่ “โดน” รู้สึกว่าร่างกายเหมือนถูกฉีก แรงระเบิดเหมือน “กระชากวิญญาณ” ออกจากร่าง แต่คิดอย่างเดียวว่าขอให้ “รอดตาย”เพราะยังอยากทำงาน พอมาถึงโรงพยาบาลทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับเป็นผู้ป่วยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมีชาวบ้านทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิม มาบริจาคโลหิต เพื่อช่วยเหลือ ถึงกับทำให้ “น้ำตาไหล”

“โอ้โห!!! กำลังใจมาทันที ยิ่งทำให้รู้สึกว่าตายไม่ได้ต้องอยู่ เพื่อทำงานสนองพระมหากรุณาธิคุณของทั้ง2 พระองค์ท่าน นอกจากนี้ยังมีเลือดชาวบ้านอยู่ในตัวเรา คิดอย่างเดียว คือ ต้องหาย เราต้องไม่ยอมจำนน เพื่อกลับไปทำงานช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้”

หลังจากนั้นมีจิตแพทย์เข้ามา “ฟื้นฟู” จิตใจ ซึ่งตอนนั้นตนคิดว่า “สูญเสีย” ไปแล้ว จะทุรนทุรายทำไมจึงตั้งเป้าหมายว่าต้องกลับไปทำงานให้ได้ เพื่อทดแทนบุญคุณของทั้ง 2 พระองค์ และชาวบ้าน จึงบอกจิตแพทย์ไปว่า“ผมทราบดีว่าขาผมขาด ไม่มีทางเอากลับคืนมาได้ บาดแผลทางร่างกายเป็นหน้าที่ของหมอ แต่บาดแผลทางจิตใจเดี๋ยวผมรักษาเอง” ซึ่งเป้าหมายของการตั้งใจกลับไปทำงานทำให้ผ่านจุดนั้นมาได้

แม้ “ร่างกาย” ไม่ปกติ แต่ไม่ทำให้ไฟในการทำงาน “มอดดับ” แม้วันนี้จะทำหน้าที่ด้านอำนวยการ แต่เขาก็ยังลงพื้นที่อยู่บ้างตามสถานการณ์เพื่อ“อำนวยการการรบ” ดูแลเรื่องยุทธวิธีให้กับหน่วยปฏิบัติ และรับหน้าที่วิทยากร เพื่ออบรมสร้าง “แรงบันดาลใจ” ให้ตำรวจหน่วยต่างๆ ที่ยึดเขาเป็น“ต้นแบบ” ล่าสุด พล.ต.ต.นพดล รับหน้าที่เป็นวิทยากร “โครงการปรับทัศนคติ” อบรมตำรวจ“กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6” ที่ดูแล 14 จังหวัดภาคใต้ให้มี “เข็มทิศ” ในการทำงาน และสร้างภาพพจน์ใหม่

ในฐานะที่ผ่านงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มานานทำให้เขามองว่าสถานการณ์ “เปลี่ยนไป” โดยสมัยก่อนกลุ่มโจรใต้จะใช้ “คาร์บอมบ์” ลูกเดียว-ครั้งเดียว เสียหายหนักแต่ทุกวันนี้มุ่งเน้นให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง วางระเบิดลูกเล็กๆพร้อมกันหลายจุด เพื่อสร้างความหวาดกลัวมากกว่าจะมุ่งเอาชีวิต ใช้การ “ก่อกวน” เพราะกลุ่มโจรใต้อยู่ในภาวะ “เพลี่ยงพล้ำ” จากการที่รัฐสามารถทำความเข้าใจกับประชาชน ผู้นำท้องถิ่น และองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ได้ในหลายๆ ระดับ

“แต่เป้าหมายของผู้ก่อความไม่สงบ อันดับแรกยังเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะเมื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐได้ก็เหมือนจะแสดงให้เห็นว่าอำนาจรัฐอ่อนแอ”

พล.ต.ต.นพดล มองว่า แนวทาง “ดับไฟใต้” เดินมาถูกทางแล้ว การสร้าง “ความสมานฉันท์” เป็นเรื่องถูกต้องแต่ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้อง “แสดงกำลัง” เพื่อให้เห็นว่าอำนาจรัฐยังเข้มแข็ง ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านได้การปล่อยตัวอดีตแกนนำต่างๆ เป็นอีกหนึ่งปฏิบัติการทางจิตวิทยาที่ได้ผล เพราะแสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ได้จงเกลียดจงชังแกนนำ และ “ให้อภัย” ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญของชาวมุสลิม

ยุทธศาสตร์พระราชทานของในหลวงที่ว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ก็ถือเป็นหลักปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุด แต่ทุกคนต้องปฏิบัติแนวทางเดียวกัน จึงจะเกิดผลสำเร็จต้องไม่สร้าง “เงื่อนไข” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ไม่ปฏิบัติการที่ดู “เกินเลย” หรือ “รุนแรง” ในมุมมองของชาวบ้านเพราะจะทำให้โจรใต้ฉวยโอกาสปลุกปั่น และอ้างเป็น “ความชอบธรรม” ในการก่อเหตุ “ตอบโต้”

“ไฟใต้มันเหมือนไฟไหม้ขนาดใหญ่ ทุกวันนี้ก็เหมือนจะดับแล้ว แต่อาจมีควันคุกรุ่นอยู่ ถ้ามีใครไปเติมเชื้อไฟก็พร้อมจะลุกโชนขึ้นมาได้ทุกเมื่อ แต่อาจไม่เป็นไฟไหม้ขนาดใหญ่ ผมเชื่อว่าเราดับไฟใต้ได้ เพียงแต่มันยังไม่มอดสนิท ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันป้องกันอย่าให้มีใครมาเติมเชื้อ หรือกระพือให้ไฟมันโหมขึ้นมาอีกอย่างรุนแรง”

พล.ต.ต.นพดล ฝากถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงทุกวินาที ว่า จะด้วยสมัครใจหรือไม่สมัครใจ ลงมาทำงาน ขอให้คิดไว้เสมอว่านี่คือ “หน้าที่” และความไม่สงบที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาของชาติบ้านเมือง ทุกคนมีหน้าที่ช่วยกันแก้ไขปัญหา โดย 1.ต้องเข้าใจก่อนว่าภาคใต้เป็น “แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์” ที่ในหลวงเคยเสด็จฯมาเยี่ยมเยียนทุกปี มีโครงการต่างๆมากมายลงมา เพื่อช่วยให้ชาวบ้านกินดีอยู่ดี ตอนนี้พระองค์ท่านทรงลงมาดูแลพื้นที่ไม่ได้ เราต้องดูแลแทน เพื่อตอบแทนบุญคุณในหลวง 2.เมื่อลงมาทำหน้าที่ แม้มันอาจไม่สำเร็จ แต่ “ประวัติศาสตร์” จะจารึกไว้ว่าเรามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา และมาทำงานเพื่อชาติ และ 3.“อย่ากลัว” อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ที่สำคัญ คือ การทำงานในพื้นที่ต้องระวัง แต่ “อย่าระแวง”

สำหรับตำรวจ-ทหาร หรือเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่สูญเสีย หรือ “พิการ” ไปแล้ว ให้คิดว่าเป็น “ข้าของในหลวง” เป็นข้าของแผ่นดิน เมื่อได้รับบาดเจ็บให้ถือเป็นความ“เสียสละ” ซึ่งมี 3 ระดับ คือ 1.เสียสละที่ลงมาปฏิบัติหน้าที่2.เสียสละแรงกายแรงใจ และ 3.เสียสละชีวิตและเลือดเนื้อ เพื่อปกป้องมาตุภูมิและประชาชน ขอให้ “ภาคภูมิใจ”

แม้จะสูญเสียก็ต้องสู้ เพราะการเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง ถือเป็น “เกียรติยศ” สูงสุดของชีวิต เป็น“ข้าของแผ่นดิน” และ “ข้าของในหลวง” ต้องแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตำรวจต้องมี “จิตวิญญาณ” ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แม้ตัวตายก็ต้องยอม เพราะ “ดาวบนบ่า” ไม่ใช่เครื่องประดับให้สวยงาม แต่หมายถึงหน้าที่ และความ “เสียสละ”

SCOOP@NAEWNA.COM

‘พลัดตกหกล้ม’…ล่าชีวิตผู้เฒ่า เปิด‘8 คาถา’สู้-ลดเสี่ยง‘ตาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/192737

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
ในบรรดา “ความเสี่ยง” ด้านสาธารณสุขทั้งหมด ความเสี่ยงหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในกลุ่ม “ผู้สูงอายุ” คือ “พลัดตกหกล้ม” เพราะถ้าหกล้มแล้วอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนมากมาย ขณะที่ “สำนักโรคไม่ติดต่อ” กรมควบคุมโรค ระบุว่า ผู้สูงอายุในไทย“ตาย” จากการพลัดตกหกล้มเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มของการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ รองจากอุบัติเหตุทางถนน

ถือเป็นอีกหนึ่ง “มัจจุราช” ที่ไม่อาจมองข้าม!!!

“นพ.อำนวย กาจีนะ” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 14.9 หรือราว 10 ล้านคน ซึ่งปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย คือ การบาดเจ็บจากการ “พลัดตกหกล้ม” ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ในกลุ่มของการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ รองจากการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน โดยปี 2557 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มสูงถึง 2,007 คน หรือเฉลี่ยวันละ 6 คน เป็นกลุ่ม “ผู้สูงอายุ” 909 คน หรือเฉลี่ยวันละ 3 คน

นอกจากนี้ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปี 2548-2557 เพศชายมีอัตราการเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มสูงกว่าเพศหญิง 3.4 เท่า และจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย พบว่า เพศชายร้อยละ 60 หกล้มนอกบ้าน ขณะเดินทาง เช่น ถนนในซอย บนสะพาน และในสถานที่ทำงาน ไร่ นา ส่วนเพศหญิงมากกว่าครึ่ง หรือร้อยละ 55 หกล้มในบ้าน เช่น ห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำ เป็นต้น

“สาเหตุ” ส่วนใหญ่เกิดจากตัวผู้สูงอายุ ได้แก่ ร่างกาย และความสามารถที่ลดลง เช่น มองเห็นไม่ชัด สายตาผิดปกติ เดินเซ รับรู้ช้า มีโรคประจำตัว หรือโรคเรื้อรัง มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกาย สวมใส่รองเท้าและเสื้อผ้าที่ไม่พอดี รวมถึงเกิดจาก “สิ่งแวดล้อม” เช่น พื้นและบันไดลื่น พื้นต่างระดับไม่เรียบ แสงสว่างไม่เพียงพอ ไม่มีราวจับบริเวณบ้าน บันได และห้องน้ำ โดยการ “บาดเจ็บ” มีตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น ฟกช้ำ แผลถลอก กระดูกหัก จนถึงขั้นรุนแรง “เสียชีวิต” ได้

“นพ.อำนวย” ระบุว่า การ “ป้องกัน” และลดปัจจัยเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ มีดังนี้ 1.สังเกตความผิดปกติของการมองเห็น เช่น มองเห็นไม่ชัดเจน ตาพร่ามัว บอกระยะห่างไม่ได้ เป็นต้น 2.สังเกตความผิดปกติของการเดิน การทรงตัว เนื่องจากผู้สูงอายุมีกลไกการทำงานที่ควบคุมการทรงตัวของระบบอวัยวะต่างๆ ลดลง 3.สังเกตความผิดปกติทางด้านการรับรู้ เช่น หลงลืมวัน เวลา สถานที่ หรือตอบสนองช้าลง 4.ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาที่ทำให้เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม ได้แก่ ยาที่ทำให้ง่วงซึม ยากล่อมประสาท ยาลดความดันโลหิต เป็นต้น

5.ประเมินที่อยู่อาศัย ทั้งในบ้านและบริเวณบ้าน โดยเฉพาะ “ห้องน้ำ” ควรกว้าง 1.5-2 เมตร ไม่มีธรณีประตู ใช้ “โถส้วม” ชนิดนั่งราบหรือนั่งห้อยขา มีราวจับในห้องน้ำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร เป็นต้น ส่วน “ห้องนอน” ผู้สูงอายุควรอยู่ชั้นล่าง เพื่อความปลอดภัย 6.ควรออกกำลังกาย เน้นการทรงตัวและทักษะการเคลื่อนไหว เช่น โยคะ ไทเก๊ก เป็นต้น

7.ควรเปลี่ยนท่าช้าๆ เพื่อป้องกันภาวะความดันตกในท่ายืน หน้ามืด วิงเวียน จะเป็นลม ขณะลุกนั่งหรือยืนทุกครั้ง
และ 8.ผู้นำชุมชนและคนในชุมชน ควรร่วมกันสำรวจสิ่งแวดล้อมหรือ “จุดเสี่ยง” ในชุมชน เช่น พื้นทางเดิน ถนน กำหนดและร่วมปรับปรุงแก้ไขจุดเสี่ยงต่างๆ และสนับสนุนกิจกรรมป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ เช่น การออกกำลังกายแบบไทเก๊ก โยคะ การรำมวยจีน การเดิน ว่ายน้ำ เป็นต้น

นี่คือ “8 คาถา” ป้องกันภัยจากการพลัดตกหกล้ม ที่คนใกล้ชิดผู้สูงอายุต้องใส่ใจ ก่อนทุกอย่างจะ “สายเกินไป”…